Saturday, 4 July 2026
LITE

คืนสัมพันธ์ ‘ไทย-ซาอุฯ’ ผลงานชิ้นโบแดง ‘รัฐบาลลุงตู่’

อีกเหตุการณ์ที่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีของประเทศไทยในปีนี้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ได้แก่ ‘ไทย’ และ ‘ซาอุดีอาระเบีย’ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งได้เห็นภาพก่อน-หลังการประชุม APEC 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพและได้เชิญแขกสำคัญอย่าง ‘มกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด’ มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย มาประเทศไทยพร้อมมีการลงนามความร่วมมือกันหลายฉบับ ยิ่งทำให้มั่นใจได้ว่า ความสัมพันธ์ ‘ไทย-ซาอุดีอาระเบีย’ กลับมาแน่นแฟ้นแน่นอนแล้ว

ทั้งนี้หากย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ เรียกว่า มีความตึงเครียดกันมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเกิดปัญหานั้นก็มีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องก็ซับซ้อนจนยากจะเข้าใจ 

นานมาแล้วเคยฟังผู้ใหญ่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียพูดผ่านผู้ใหญ่ฝ่ายไทยว่าเรื่องเพชรที่ฝ่ายเรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญนั้น เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่ใช่ หากแต่เป็นความคลุมเครือเรื่องการสูญหายของคนซาอุฯ ในประเทศไทยที่สำคัญกว่า แต่ยังมีประเด็นอื่นที่สำคัญกว่านั้น โดยเรื่องนี้ ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ผอ.ศวฮ.) เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กให้เห็นภาพดังกล่าวไว้ว่า…

หลังจากผ่านไป 30 ปี ในความเห็นของผม การขึ้นสู่อำนาจของมกุฎราชกุมาร MBS นับเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากพระองค์ท่านทรงมีความคิดทันสมัย อีกทั้งบุคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวกันว่าฝ่ายซาอุดีอาระเบียพึงพอใจค่อนข้างมาก เท่าที่ทราบจากหลายฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐบาลดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ผมเดินทางไปประชุมมาตรฐานฮาลาลที่ซาอุดีอาระเบียพร้อมอาจารย์ปกรณ์ ปรียากร ดร.อาณัฐ เด่นยิ่งโยชน์ และ ดร.มุฮัมหมัดอมีน เจ๊ะนุ ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้รับทราบข่าวดีด้านการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งจากประธานหอการค้าซาอุดีอาระเบีย จากอธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ และอีกหลายฝ่าย ทว่าเป็นแค่ข่าวยังไม่มีรายละเอียด

ผมและทีมงานไปประชุมที่ซาอุดีอาระเบียสองสามครั้ง ที่ผ่านมาเมื่อได้พบกับผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย เห็นว่าเขาระวังตัวกันมากในการพบปะพูดคุยกับฝ่ายเรา แต่มาครั้งใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว ฝ่ายซาอุดีอาระเบียเปิดกว้างจนเห็นได้ชัด ขอเข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังได้พบทั้งท่านอธิการบดีและผู้บริหารทั้งชุด พูดคุยกันเรื่องความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลระหว่างประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบียเสียด้วยซ้ำ ความที่ท่านอธิการบดีทรงเป็นบุคคลระดับเชื้อพระวงศ์ ยิ่งทำให้พวกเรามั่นใจว่าคงได้ข่าวดีด้านความสัมพันธ์ และมันก็เป็นอย่างที่คาดจริงๆ

ระหว่างที่ความสัมพันธ์ง่อนแง่นเราคนไทยได้รับผลกระทบกันมาตลอด ผลประโยชน์ของประเทศไทยจำนวนมหาศาลสูญเสียไป จึงต้องขอบคุณทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดีอาระเบียกลับมาเป็นปกติ ความสัมพันธ์ที่ดีจะก่อประโยชน์มากมายให้กับทั้งสองฝ่าย เชื่อมั่นอย่างนั้น

แน่นอนว่า ในวันนี้กำแพงแห่งความหมางใจตลอด 32 ปีของ ‘ไทย-ซาอุฯ’ ได้พังทลายลง จากการขับเคลื่อนของรัฐบาลไทยภายใต้ ‘รัฐบาลลุงตู่’

เริ่มต้นที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อต้นปี (2565) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

การไปเยือนซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ มีรายละเอียดที่กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สรุปไว้น่าสนใจหลายอย่าง 

1.) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรไทยได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มกราคม 2565 ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด (His Royal Highness Prince Mohammad bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

2.) มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียทรงให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และทั้งสองฝ่ายได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจร่วมกันในการสะสางประเด็นที่คั่งค้างทั้งหมดระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียและปรับความสัมพันธ์ระหว่างสองราชอาณาจักรให้เป็นปกติ ทั้งสองฝ่ายยังได้ย้ำความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรของสองราชอาณาจักรและการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับซาอุดีอาระเบีย และแสดงความเสียใจยิ่งต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2532-2533 (ค.ศ. 1989-1990)

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยยืนยันว่า ไทยได้พยายามอย่างที่สุดแล้วในการสะสางกรณีต่าง ๆ และหากมีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น ก็พร้อมที่จะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยพิจารณา นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยยังได้ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมแก่บุคคลในคณะผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียที่กรุงเทพฯ ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ปี ค.ศ. 1961 ทั้งสองฝ่ายยังได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนชาติของกันและกันในแต่ละประเทศ

3.) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นในภูมิภาคและระหว่างประเทศต่าง ๆ และได้หารือถึงแนวทางในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในทุกสาขา ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์และการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของแต่ละฝ่ายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีเพื่อประโยชน์ร่วมกันของราชอาณาจักรทั้งสอง

4.) โดยคำนึงถึงจิตวิญญาณของความร่วมมือและความตั้งใจร่วมกันเพื่อฟื้นฟูมิตรภาพและความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองราชอาณาจักรและประชาชน ภายใต้การนำและพระราชวิสัยทัศน์อันเข้มแข็งของผู้พิทักษ์ สองมหามัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด (His Majesty King Salman bin Abdulaziz Al Saud) และมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความพยายามในหลายระดับของทั้งสองฝ่ายที่มีมาอย่างยาวนานเพื่อฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกัน

5.) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกับขั้นตอนสำคัญต่าง ๆ ที่จะดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำเมืองหลวงของทั้งสองประเทศในอนาคตอันใกล้ และการจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การติดต่อประสานงานอย่างเต็มที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้าเพื่อหารือความร่วมมือทวิภาคีในสาขายุทธศาสตร์ที่สำคัญ

เจ้าชายนักบิน ‘พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต’ พระโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7

สำหรับเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ หลายท่านคงเคยได้อ่าน ได้ยินผ่านหู ผ่านตากันมาบ้างแล้ว สำหรับ ‘เจ้าชาย’ พระองค์นี้ แต่หลายท่าน อาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพระองค์มาก่อน เพราะสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่พระองค์มีพระชนมายุเพียง 25 พรรษา แต่เรื่องราวของพระองค์มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันครับ

‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต’ มีพระนามลำลองว่า ‘เจอรี่’ เป็นพระโอรสพระองค์เล็กใน ‘สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช’ ประสูติแต่หม่อมเล็ก ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา โดยมีพระโสทรเชษฐาและเชษฐภคิณีรวม 4 พระองค์ ได้แก่…

1. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารำไพประภา 
2. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ 
3. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช (พระองค์พีระ เจ้าดาราทอง) 
และ 4. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านรเศรษฐสุริยลักษณ์

ทุกพระองค์เมื่อประสูติมีพระอิสริยยศเป็น ‘หม่อมเจ้า’ ต่อมา ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนหม่อมเจ้าทั้งหมดขึ้นเป็น ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า’

เกี่ยวกับ สมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระบิดานั้น พระองค์เป็นพระราชอนุชาร่วมพระโสทรใน ‘พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 5 เป็นต้นราชสกุลภาณุพันธุ์ โดย สมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธุ์ฯ ทรงมีหม่อมหลายคน และมีพระโอรสธิดาเกินกว่า 10 องค์ 

และด้วยการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไม่ทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ด้วยการนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธุ์ฯ จึงได้ทรงนำพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช มาถวายสมเด็จพระปกเกล้าฯ ตั้งแต่พระองค์พีระฯ ทรงพระเยาว์ เป็นพระองค์แรก (ทำไม? ต้องพระองค์แรก) ก็เป็นที่โปรดปราน ทรงอุปถัมภ์โดยให้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ แต่พระองค์พีระฯ เกิดไปถูกชะตากับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งทรงอยู่ที่ลอนดอน ก็เลยย้ายไปอยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์จุลฯ 

สมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ก็เลยทรงนำพระโอรสองค์เล็ก (พระองค์ที่ 2) ซึ่งกำพร้าหม่อมแม่มาทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เป็นอย่างยิ่ง โดยทรงทุ่มเทความรักและความเอาใจใส่ให้เหมือนบิดากับบุตรแท้ ๆ เรียกได้ว่ารักเหมือน ‘พระราชโอรส’ จนเมื่อพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ พระชนมายุได้ 13 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ทรงส่งพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ ไปศึกษาต่อที่อเมริกา เพราะทรงเกรงว่าถ้าส่งไปอังกฤษ ก็อาจจะไปพบพระองค์จุลฯ แล้วขอทูลลาไปอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระองค์จุลฯ เสียอีกองค์หนึ่ง อย่างที่เคยเกิดมาแล้วในกรณีพระองค์พีระฯ (แสดงว่าพระองค์จุล ฯ นี่ช่างดึงดูดทุกพระองค์จริงๆ) 

จากหนังสือ ‘ชีวิตเหมือนฝัน’ โดย ‘คุณหญิงมณี สิริวรสาร’ ได้บันทึกไว้ว่า...ทูลกระหม่อมทรงมีรับสั่งว่า ‘เล็ก’ (หมายถึงพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ) นั้นคงต้องมีความสัมพันธ์กับพระองค์ท่านมาแต่ชาติปางก่อน เพราะลักษณะหน้าตาก็มีส่วนคล้ายคลึง รวมทั้งอุปนิสัยใจคอหลายอย่างก็มีส่วนเหมือนกัน เช่น เล็กชอบเครื่องตุ๊กกะฉึก (เป็นศัพท์ที่ทูลกระหม่อมทรงตั้งขึ้น หมายถึงเครื่องเล่นที่เป็นกลไกต่าง ๆ ที่ฝรั่งเรียกว่า Gadgets) และชอบเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ เช่นเดียวกับพระองค์ ‘เล็ก’ เป็นเด็กนิสัยดี ไม่เคยอวดอ้างว่าเป็น ‘คนโปรด’ เลย

ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงห่วงใยพระองค์จิรศักดิ์ฯ มาก มีพระราชหัตถเลขาถึงพระโอรสบุญธรรมทุกวันและรอจดหมายตอบทุกอาทิตย์ ความในพระราชหฤทัยต่างๆ นั้นก็ถ่ายทอดลงในจดหมาย เล่าให้พระโอรสบุญธรรมฟัง อย่างที่ไม่อาจจะทรงเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ แม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ ผมขอยกตัวอย่างเนื้อหาจดหมาย ลงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2475 มาให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้... 

ถึงลูกที่รัก

อาทิตย์นี้ฉันไม่ได้หนังสือจากเล็กอีกเป็นอาทิตย์ที่ 2 คงเป็นเพราะเมล์ แต่ก็เจ้ากรรมที่สุดที่มักจะยุ่งอย่างนี้ พร้อมกับเวลาที่ฉันไม่สบายที่สุดเสมอ หนังสือฉบับก่อนที่เขียนไปนั้น เล็กอาจเห็นว่าฉันตื่นอะไรต่างๆ ไม่เป็นเรื่อง แล้วก็ไม่มีเหตุยุ่งอะไร เพราะว่ากว่าหนังสือจะไปถึงเล็กเรื่องจะมีหรือไม่มีก็แล้วไปแล้ว

อย่างไรก็ดี พวกเราอยู่กันที่นี่กลัวกันจริงๆ และตกใจกันจริงๆ ด้วย เราทุกคนรู้ไม่ได้เลยว่าจะถูกเชือดคอเมื่อไร เสียวกันอยู่เสมอ พอมีลืออะไรกันทีหนึ่งก็ตกใจกันแทบตาย เพราะจะไม่เชื่อเสียงลือก็ไม่ได้ เข็ดจากคราวก่อนที่ไม่เชื่อกัน แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆ เวลานี้มีเสียงลืออะไรก็ต้องเชื่อหมด ฉันเองก็เชื่อแน่ว่าความยุ่งยากในเมืองไทยจะต้องมีต่อไปอีกอย่างน้อย 20 ปี เพราะอะไรๆ มันยุ่งๆ ไปหมด ไม่มีใครไว้ใจกันหมดทั้งเมืองไทย เวลานี้เป็นนรกแท้ๆ

คิดถึงเหลือเกิน
จากพ่อ
ประชาธิปก

เนื้อความดูน่าสนใจนะครับ ข่าวลือในช่วงก่อนปฏิวัติ 2475 นั้นแรงจริงๆ แต่เอาไว้ครั้งหน้าค่อยมาเล่าดีกว่า พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ เจริญพระชนม์ขึ้นเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มาดดี กิริยามารยาทเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ดีอังกฤษ มีนิสัยดี มีความประพฤติเป็นสุภาพบุรุษแท้ แต่พระองค์ไม่ค่อยจะทรงถนัดทางวิชาการนัก แต่ทรงมีหัวด้านงานประดิษฐ์และเครื่องยนต์กลไก  นอกจากนี้ยังเก่งเรื่องขับรถและขับเครื่องบินเป็นพิเศษ โดยทรงเรียนขับเครื่องบินพร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแค่ 8 ชั่วโมง ก็ทรงบินเดี่ยวได้  หลังจากนั้นก็สอบประกาศนียบัตรนักบินได้ ในหลวงรัชกาลที่ 7 จึงทรงซื้อเครื่องบินเล็กให้ลำหนึ่ง ท่านก็ขับเครื่องบินเข้าแข่งแรลลี่ได้ที่ 1 ซึ่งตอนนั้นพระองค์ยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย 

การตายของ ‘แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์’ ที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำ

เหตุการณ์สุดช็อกในวงการบันเทิงของไทยในปีนี้ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางดึกของเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 เมื่อนักแสดงสาวชื่อดัง ‘แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์’ พลัดตกจากเรือสปีดโบ๊ทจมหายกลางแม่น้ำเจ้าพระยา

ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกวันที่ 24 ก.พ. 2565 แตงโมประสบอุบัติเหตุตกเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างล่องเรือถ่ายรูปบริเวณสะพานพระราม 7 หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้ง จึงได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาทันที ทั้งที่ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าแตงโมตกเรือจุดใด ท่ามกลางความสับสน เพราะคนบนเรือที่มีอีก 5 คน ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมเข้าให้ปากคำกับตำรวจภายหลังเกิดเหตุ

กระทั่งหน่วยกู้ภัยต้องใช้เวลาถึง 38 ชั่วโมงจึงพบร่างของแตงโมในวันที่ 26 ก.พ. 2565 เวลาประมาณ 13.10 น. โดยร่างของแตงโมลอยขึ้นผิวน้ำใกล้ท่าเรือพิบูลสงคราม จ.นนทบุรี จากพฤติการณ์และพฤติกรรมของคนบนเรือที่เหลือทำให้เกิดข้อสงสัยหลายอย่าง หลายคนปักใจเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุทั่วไป ตามคำให้การของคนบนเรือ ที่ระบุว่า แตงโมไปนั่งฉี่ท้ายเรือจนเป็นเหตุให้ตกน้ำเสียชีวิต

30 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ญี่ปุ่นเปิดรถไฟใต้ดินสายกินซะ เส้นทางรถไฟใต้ดินสายแรกในทวีปเอเชีย

วันนี้ เมื่อ พ.ศ. 2470 ญี่ปุ่นเปิดการจราจรรถไฟใต้ดินสายกินซะในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินสายแรกในทวีปเอเชีย วันที่ 30 ธ.ค.ของทุกปีจึงเป็นวันครบรอบสถานีรถไฟใต้ดินแห่งแรก

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) - ญี่ปุ่นเปิดการจราจรรถไฟใต้ดินสายกิงซะในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินสายแรกในทวีปเอเชีย

โตเกียวเมโทรสายกินซะ (ญี่ปุ่น: 銀座線 โรมาจิ: Ginza-sen) หรือ สาย 3 กินซะ (ญี่ปุ่น: 3号線銀座線 โรมาจิ: 3-gōsen Ginza-sen) เป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินสายหนึ่งของบริษัทโตเกียวเมโทร ในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีความยาวทั้งสิ้น 14.3 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตชิบุยะ มินะโตะ ชิโยะดะ และไทโต

สัญลักษณ์ของโตเกียวเมโทรสายกินซะที่ปรากฏบนแผนที่หรือป้ายบอกทางจะใช้สีส้ม และตัวอักษรภาษาอังกฤษ 'G'

โดยรถไฟใต้ดินสายกินซะเริ่มต้นขึ้น เมื่อนักธุรกิจนามว่า โนะริสึงุ ฮะยะกะวะ ได้เดินทางไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1914 ได้เห็นกิจการรถไฟใต้ดินลอนดอน จึงเกิดความคิดว่าโตเกียวจะต้องมีรถไฟใต้ดินเป็นของตัวเอง เขาจึงก่อตั้งบริษัทรถไฟใต้ดินโตเกียว (ญี่ปุ่น: 東京地下鉄道 โรมาจิ: Tōkyō Chika Tetsudō) ขึ้นในปี ค.ศ. 1920 และเริ่มก่อสร้างในอีก 5 ปีต่อมา

เส้นทางระหว่างอุเอะโนะและอะซะกุซะได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1927 ซึ่งถือเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินสายแรกในซีกโลกตะวันออก ทันทีที่เปิดให้บริการได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมาก เพราะสามารถลดระยะเวลาในการรอรถไฟจาก 2 ชั่วโมง เหลือเพียงแค่ 5 นาที

ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1930 ได้ขยายเส้นทางออกไปอีก 1.7 กิโลเมตร จนถึงสถานีมันเซบะชิ ซึ่งต่อมาสถานีนี้ถูกยกเลิกในอีก 1 ปีต่อมา เมื่อขยายเส้นทางออกไปอีก 500 เมตร จนถึงสถานีคันดะ การก่อสร้างชะงักลงช่วงหนึ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สุดท้ายสามารถขยายเส้นทางได้จนถึงสถานีชิมบะชิตามแผนการที่วางไว้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เจ้าพ่อแฉแห่งปี

ชื่อของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเสี่ยอ่างจอมแฉ กระหึ่มปังขึ้นมาอีกครั้ง หลังหวิดวางมวย สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล หน้า สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 9 พ.ย.65 เหตุตัวตึงวงการแฉรายนี้ ได้เปิดโปงข้อมูลกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทย ที่ขยายวงไปแตะทั่วแทบวงสังคมในบ้านเราจนประชาชนต่างให้ความสนใจ 

อันที่จริง ตัวตึงแห่งวงการแฉคนนี้ ทำหน้าที่โดดเด่นมาทั้งปี แต่ซีรีส์ภาคต่อก็คงไม่พ้นกรณีการแฉทุนจีนธุรกิจสีเทา ที่พาคนไทยลากผ่านไปพบปกเงื่อนงำแบบยกโขลง ตั้งแต่การแฉ ปาร์ตี้ผับหรู จินหลิง ยานนาวา ที่เปิดเกินเวลา มียาเสพติดเกลื่อน โดยมีทุนจีนธุรกิจสีเทาหัวโจกหลัก 

การเปิดข้อมูลสำคัญ มี 5 กลุ่มมาเฟียจีน ภายใต้หัวหน้าแก๊งที่ชื่อ ‘เจ้าเหว่ย’ แห่งอาณาจักร ‘คิงส์โรมัน’ ซ่องสุมกระทำความผิดในไทย 

การตั้ง ‘กลุ่มบริษัทศูนย์เหรียญ’ ที่เหมือน ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ ไปจนถึง ‘ผับศูนย์เหรียญ’ ขยายผลไปยังพิกัดและแหล่งซ่องสุมใหม่ของนายทุนจีนเทา รวมไปถึงเบื้องหลังของ ‘ตู้ห่าว’ และเปิดยุทธการชำแหละทรัพย์สิน ข้อมูลนอมินี กระบวนการฟอกเงิน และผู้เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ทุนจีนสีเทาเหล่านี้ 

สำหรับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นบุตรคนสุดท้อง มีพี่น้อง 8 คน ชาย 5 คน หญิง 3 คน ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะย้ายมาประเทศไทยอาศัยอยู่และเติบโต ในย่านเยาวราช โดยครอบครัวทำธุรกิจนำเข้าและผลิตแบรนด์กางเกงยีนส์ฮาร่า ที่ตอนนี้ผู้พี่ชายดูแลกิจการอยู่

ดีกรีด้านการศึกษาของ ชูวิทย์ ก็ไม่เบา เขาได้เข้าเรียนประถมศึกษา ในโรงเรียนสหพาณิชย์เข้าศึกษาต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และ มัธยมปลายที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และเคยเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยซานดิเอโกแต่ไม่สำเร็จการศึกษา และหลังจากนั้นได้ศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์

ชูวิทย์ เริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจ ด้วยการเริ่มทำบ้านจัดสรร และเปิดร้านอาบอบนวดชื่อ ‘วิคตอเรีย ซีเคร็ท’ ขยายกิจการจนเป็นเจ้าของทั้งหมด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป ก่อนไปก่อตั้ง ‘มูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์’ จนกระทั่งออกมาแฉเรื่อง การรีดไถ รับส่วย ของตำรวจ จนได้รับฉายา เสี่ยอ่างและจอมแฉ

นอกจากนี้แล้ว ชูวิทย์ยังเป็นเจ้าของโรงแรม The Davis Bangkok Hotel ที่ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 24  ขนาด 7 ไร่โดยเฉพาะที่ดินคาดว่าจะมีมูลค่าหลายพันล้านบาท เพราะสุขุมวิท ซอย 24 เป็นซอยที่ติดอันดับราคาที่ดินที่แพงที่สุดในเมืองไทย ก่อนหน้านี้ อาชู เคยเป็นเจ้าของ สวนชูวิทย์ ปากซอยสุขุมวิท 10 จุดที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ บาร์เบียร์ ซึ่งหลังจากมีปัญหา ชูวิทย์ก็เปลี่ยนจุดมุ่งหมายการสร้าง ไปเป็นสวนสาธารณะ และยกให้เป็นสวนสำหรับประชาชนคนกรุงเทพ และเป็นที่ทำการพรรครักประเทศไทย ของตัวเอง ก่อนที่ในปัจจุบัน จะเปลี่ยนเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เพื่อใช้สอยหลายรูปแบบ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่คว้าคะแนนเลือกตั้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ ผู้ว่าฯ แห่งปี

ปี 2565 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ทำให้หมายเลข 8 ที่ปักเสื้อเขาไว้นั้น สร้างสถิติใหม่ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้วยการกวาดคะแนนเสียงชาวกรุงเทพฯ ไปกว่า 1,386,215 คะแนน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดนับแต่ที่มีการเลือกตั้งมา

ชัชชาติ ในวัย 55 ปี ทำลายสถิติที่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ทำไว้จากการเลือกตั้งปี 2556 ด้วยคะแนนเสียง 1,256,349 คะแนน และก่อนหน้านี้ คือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ชนะการเลือกตั้งปี 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน

คะแนนของผู้ว่าฯ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีนี้ ตามรายงานผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 23 พ.ค. 2565 หลังจากนับคะแนนครบ 100% ทิ้งขาดคู่แข่ง 5 อันดับแรก ขนาดนี้ นำคะแนนมามัดรวมกันยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้

บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ จิตอาสาแห่งปี

กลายเป็นภาพคุ้นชินไปแล้ว ที่แทบทุกเหตุการณ์อุทกภัย หรือเหตุเภทภัยต่าง ๆ เกิดขึ้นเมื่อใด คนไทยมักจะได้เห็นนักแสดงใจบุญที่ชื่อ ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ เข้าอุทิศตัวช่วยเหลือชาวบ้านแบบไม่มีเหน็ดเหนื่อย ลุยเป็นลุย เปียกเป็นเปียก

ตลอดระยะมากกว่า 30 ปี คุณบิณฑ์ ทำงานช่วยเหลือสังคมมามากมาย ตั้งแต่เก็บศพ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งตึกถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ แม้จะต้องเผชิญคำครหาจากผู้ไม่หวังดีว่า ทำเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือหวังผลทางการเมือง แต่ คุณบิณฑ์ ก็ไม่เคยท้อ และให้การกระทำลบคำสบประมาทเหล่านี้ได้อย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ความเป็น ‘ทองแท้ไม่กลัวไฟ’ จนเดี๋ยวนี้ถึงขั้นผู้ประสบภัยต่าง ๆ ที่ได้เจอคุณบิณฑ์มาช่วยเหลือยังติดปากกันเป็นแถวว่า “คิดว่าบิณฑ์จะไม่มาพื้นที่นี่แล้ว”

อันที่จริงการที่เราได้เห็น คุณบิณฑ์ ออกมาตามหน้าสื่อในทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องราวการช่วยเหลือที่เพิ่งเกิดขึ้น และการที่เข้ามาช่วยเหลือของเขาไม่ใช่เรื่องที่นึกอยากช่วยก็เข้ามาช่วย แต่พร้อมช่วยทุกเหตุการณ์ที่สามารถทำได้ ภายใต้พันธะผูกพันตั้งแต่สมัยครั้นตัวเขายังเป็นเด็ก เนื่องจากเขาฝังใจเรื่องของการช่วยเหลือคนมาตั้งแต่วัยเยาว์ เหตุเพราะสมัยเป็นเด็กต่างจังหวัด เขาต้องคอยรับความช่วยเหลือต่าง ๆ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เอาเสื้อผ้า, สมุด, ดินสอมาแจก เขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณ และหวังว่าหากมีโอกาสก็อยากตอบแทนสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคม เหมือนที่เคยได้รับบ้าง

แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อเกิดเหตุตึกถล่มหน้าโรงหนังเอเธนส์ ปี 2533 หลังเห็นข่าวจากหน้าจอโทรทัศน์ว่า มูลนิธิต่าง ๆ ต้องการแรงคนด่วนที่สุด เขาจึงตรงดิ่งไปยังจุดเกิดเหตุ ช่วยขุดช่วยเจาะตั้งแต่ 2 ทุ่มยันเที่ยงคืนกระทั่งพบผู้ประสบภัยคนแรก (ในขณะนั้นเขาเป็นพระเอกภาพยนตร์แล้ว)

คุณบิณฑ์รีบเดินทางไปที่นั่น และเมื่อมาถึงอาสาสมัครของมูลนิธิทั้งสองกำลังช่วยกันขุด เพื่อช่วยคน ตอนนั้นเขาเองก็เพิ่งเล่นหนัง ร่างกายแข็งแรง ก็เลยเดินเข้าไปขอเครื่องมือมาช่วยขุดหาคนเจ็บและผู้เสียชีวิต ขุดตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน จนเจอผู้ได้รับบาดเจ็บคนแรก ตั้งแต่นั้นมาทางมูลนิธิร่วมกตัญญูก็เอาชุดมาให้ใส่ แม้วันนี้เจ้าตัวจะไม่ได้ทำงานในนามมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่ก็ยังคงทำงานในฐานะจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง

ชวนนท์ วงศ์ตระกูลจง ผู้ออกแบบโลโก้ชะลอม APEC 2022 นักออกแบบสร้างสรรค์แห่งปี

งานใหญ่ปลายปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพอย่าง APEC 2022 (APEC Economic Leaders Meeting) จบลงไปแล้วอย่างสวยงาม โดยไทยถูกชื่นชมจากแขกที่มาร่วมงานถึงการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เปิดบ้านตอนรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมศักดิ์ศรี สร้างความประทับใจให้กับผู้นำหลาย ๆ ประเทศอย่างมาก

ภาพรวมที่ออกมาสวยงามน่าชื่นชม แต่ก็แฝงไปด้วยความท้าทายเช่นกัน เพราะในฐานะเจ้าบ้านแล้ว เราต้องทำให้ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่หัวข้อการประชุม คอนเซปต์การประชุม สถานที่ประชุม ที่พักของผู้นำระดับโลก อาหารที่จะนำขึ้นโต๊ะรับรองเหล่าผู้นำ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเรื่อง ‘โลโก้’ ของการประชุม ที่กลายเป็นภาพจำชัดเจนว่า ประเทศไทย คือ เจ้าภาพจัดประชุม APEC 2022 หนนี้

หลายคนอาจจะมองว่า ‘ก็แค่โลโก้’ จะมีความสำคัญขนาดไหน? แต่ต้องขอบอกเลยว่ากว่าจะได้โลโก้ที่ใช้อย่างเป็นทางการนั้น ไม่ได้ง่ายเลย!! เพราะมีการประกวด คัดเลือก กว่าจะได้มา โดยโลโก้ที่เราได้เห็นในงานนี้นั้นเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ ‘นายชวนนท์ วงศ์ตระกูลจง’ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา อายุ 21 ปี ซึ่งใช้ความพยายามและความสามารถเอาชนะผู้ร่วมประกวดเกือบ 600 คน

ชวนนท์ ได้บอกเล่าว่า “ช้าง วัด หรือยักษ์ มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย แต่ผมมองว่ามันธรรมดาเกินไป และอยากคิดนอกกรอบ และไม่อยากใช้สัญลักษณ์ที่ใช้กันบ่อย ๆ จึงนึกถึง ‘ชะลอม’ ขึ้นมา”

นอกจากนี้ ชวนนท์ ยังเล่าอีกว่า “เรานึกถึงต้มยํากุ้งเมื่อพูดถึงอาหารไทย หรือรถตุ๊กตุ๊กเมื่อพูดถึงการขนส่ง แล้วสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจในไทยที่อยู่คู่กับคนไทยมานานคืออะไร ผมนึกถึงชะลอม ซึ่งเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้งานกันมาแต่โบราณ มันจักสานขึ้นจากไม้ไผ่และเป็นงานฝีมือที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนความสมดุลของวิสัยทัศน์การประชุมฯ ในปีนี้” 

ชวนนท์ใช้เวลาราว ๆ 3 เดือนในการปรับแต่งลักษณะของชะลอมจนกลายออกมาเป็นโลโก้ที่เรา ๆ ได้เห็นกัน และแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง โดนชะลอมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาจะมีช่องว่าง 21 ช่อง ซึ่งสื่อถึงสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจของ APEC ส่วนตัวปลายชะลอมที่ชี้ขึ้นฟ้าก็ต้องการสื่อถึงการเติบโตของ APEC

29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 เปิดใช้ ‘สนามบินสระปทุม’ สนามบินแห่งแรกของไทย

วันนี้เมื่อ 109 ปีก่อน ประเทศไทยได้เริ่มต้นทดลองกิจการการบินเป็นครั้งแรก โดยใช้ ‘สนามบินสระปทุม’ ซึ่งนับเป็น สนามบินแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่สนามม้าสระปทุม (สนามม้าราชกรีฑาสโมสร) ถ.อังรีดูนังต์

วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ได้นำเครื่องบินจำนวน 8 ลำ ที่รัฐบาลไทยสั่งซื้อจากประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ เครื่องบินเบรเกต์ (breguet) ปีก 2 ชั้น จำนวน 4 ลำ โดยรัฐบาลไทยสั่งซื้อจำนวน 3 ลำ, เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สั่งซื้อให้อีก 1 ลำ และเครื่องบินนิเออปอร์ต (nieuport) ปีกชั้นเดียว จำนวน 4 ลำ มาใช้ในการทดลองการบินเป็นครั้งแรก

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากทดลองการบินไปได้ระยะหนึ่ง พบว่า พื้นที่สนามม้าสระปทุมคับแคบเกินไป และเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมในช่วงฤดูฝน รัฐบาลไทยจึงจัดหาพื้นที่ใหม่ในการสร้างสนามบิน

แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ แอน JKN นักธุรกิจสาวแห่งปี

หากพูดถึงนักธุรกิจสาวหมื่นล้านสะเทือนวงการในปีนี้ ชื่อของ ‘แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ หรือแอน JKN คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนจะนึกถึง จากบทบาทของการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป ซึ่งนำเข้าสารคดีและรายการต่างประเทศมาออกอากาศในประเทศไทย 

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์สะเทือนแวดวงธุรกิจได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเธอได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ซื้อ Miss Universe Organization (MUO) ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารและเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และนับได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่เป็นเจ้าของ Miss Universe ในรอบ 70 ปี 

หลังจากประกาศข่าวการซื้อ Miss Universe แล้ว เธอก็ได้แสดงจุดยืนการบริหาร Miss Universe ไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เปิดโอกาสให้ผู้หญิงโสด ผู้หญิงแต่งงานแล้ว ผู้หญิงที่ผ่านการหย่า และผู้หญิงข้ามเพศ สามารถเข้าประกวดได้ ตามแนวความคิด One Universe โดยถือว่าเป็นการสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้หญิงที่มีความงามและความสามารถ

สมโภชน์ อาหุนัย นักธุรกิจพลังงานทดแทนแห่งปี

หากจะเอ่ยถึงนักธุรกิจด้านพลังงานในรอบปี 2565 ที่ผ่านมา ย่อมมีชื่อของ ‘สมโภชน์ อาหุนัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

หนึ่งนั้น เพราะในปี 2565 สมโภชน์ ติดอันดับมหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 6 โดยมีมูลค่าทรัพย์สิน 3.9 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.37 แสนล้านบาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขามาจาก บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจพลังงานทดแทน อาทิ ธุรกิจไบโอดีเซล ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 

ซึ่งธุรกิจข้างต้นนั้น ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานธุรกิจแห่งความยั่งยืน หรือ BCG Model ที่สามารถสร้างเงินสร้างรายได้ ไปพร้อม ๆ กับช่วยโลกใบนี้

สมโภชน์ก่อตั้งบริษัท ‘บริษัท ซันเทคปาล์มออยล์ จำกัด’ ขึ้นมาเมื่อปี 2549 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50 ล้านบาท ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด เป็นบริษัทพลังงานสะอาดที่เน้นเรื่องพลังงานทดแทน จากนั้นได้นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปี 2556 และย้ายเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 กระทั่งปัจจุบันบริษัทเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท

โปรจีน อาฒยา ฐิติกุล นักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี

ปี 2565 นับเป็นปีทองของ ‘โปรจีน’ อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟมหัศจรรย์ ที่ผงาดขึ้นมือ 1 นักกอล์ฟหญิงโลก ในวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น จากการจัดอันดับโลกนักกอล์ฟหญิงเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา

สำหรับ ‘โปรจีน’ อาฒยา เป็นคนไทยคนที่ 2 ต่อจาก ‘โปรเม’ เอรียา จุฑานุกาล ที่ขึ้นมือ 1 โลก และนับเป็นนักกอล์ฟหญิงที่อายุน้อยสุดเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์ ที่สามารถก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ของโลก โดยคนที่อายุน้อยที่สุด คือ ลิเดีย โค ที่ขึ้นมือ 1 โลก ในวัย 17 ปี 9 เดือน 9 วัน

ย้อนเส้นทางความสำเร็จของ ‘โปรจีน’ เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในวัยเด็กน้องจีน เป็นโรคภูมิแพ้ ทางครอบครัวจึงให้ฝึกเล่นกีฬาเพื่อสร้างภูมิต้านทาน โดยให้เลือกระหว่างกอล์ฟกับเทนนิส ซึ่งเป็นกีฬาที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคต ในเวลานั้น น้องจีน ตัดสินใจเลือกเล่นกอล์ฟซึ่งเป็นกีฬาที่คิดเองว่าอาจจะดูเหนื่อยน้อยกว่าเทนนิส จึงได้หัดเล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

ชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากที่สามารถคว้าแชมป์กอล์ฟรายการเลดีส์ ยูโรเปี้ยน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2017 ในตอนนั้นทำให้ น้องจีน เป็นนักกอล์ฟที่มีอายุน้อยที่สุดในโลกที่ชนะการแข่งขันกอล์ฟอาชีพในวัยเพียง 14 ปี 4 เดือน 19 วันเท่านั้น

จากนั้นในปีเดียวกัน น้องจีน อาฒยา ได้เหรียญทอง 2 เหรียญ จากการแข่งขันกอล์ฟ ประเภทบุคคลหญิงและทีมหญิง ในกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย และได้เหรียญทอง จากการแข่งขันกอล์ฟประเภททีมผสมในโอลิมปิกเยาชนฤดูร้อน 2018 ที่ประเทศอาร์เจนตินาด้วย

ในปีถัดมา น้องจีน ยังชนะการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการที่ 2 ในขณะที่ยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น ด้วยการคว้าแชมป์ศึกเลดีส์ ยูโรเปี้ยน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 เป็นการชนะการแข่งขันรายการนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี โดยในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK สุดยอดไอดอลแห่งปี

เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ศิลปินมากความสามารถจากค่าย YG Ent. เพราะเธอคนนี้ถือเป็นหนึ่งในคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยได้เผยแพร่สิ่งที่เรียกว่า Soft Power ให้กับแฟน ๆ ต่างชาติทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น เช่น ลูกชิ้นยืนกิน, ขนมถ้วย, ชาเย็น หรือแม้แต่ส้มตำปูปลาร้า 

นอกจากนี้ เวลาที่เธอได้รับรางวัลในเวทีต่าง ๆ ก็ไม่ลืมที่จะพูดขอบคุณเป็นภาษาไทย และยกมือไหว้ตามแบบฉบับของคนไทยอีกด้วย

อย่างที่บอกไปว่า เธอเป็นศิลปินที่มากความสามารถสุด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องแรปหรือเต้นก็ทำออกมาได้อย่างดี เห็นได้จากผลงานโซโล่เดี่ยวของเธอที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ อย่างเพลง LALISA และ MONEY ซึ่งเพลง LALISA ก็สามารถคว้าหลายรางวัลใหญ่มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรีจริง ๆ

คราวนี้มาดูกันว่าในปี 2022 ลิซ่ามีผลงานเด่น ๆ อะไรบ้าง

>> ลิซ่าขึ้นแท่นเป็น Global Brand Ambassador ให้กับ Celine โดยเข้าร่วมงานแฟชันโชว์ Celine Men’s Summer 2023 คู่กับนักแสดงชื่อดัง พักโบกอม และสมาชิกวงบอยแบรนด์ระดับโลกอย่าง วี BTS

บอกเลยว่างานในวันนั้นชาวบลิ้งก์ภาคภูมิใจมาก ๆ กับตำแหน่งที่ลิซ่าได้รับ ทำให้ #LISAXCELINE และ #LISAatCelinePFW22 ติดเทรนด์อันดับ 1 บนทวิตเตอร์เลย

>> ลิซ่าครองอันดับ 1 อินฟลูเอ็นเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่สื่อจากงานแฟชันโชว์ Celine Men’s Summer 2023 ในฐานะที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนในทุกพื้นที่สื่อ ด้วยมูลค่าเงินที่ประเมินจากกระแสความนิยมสูงถึง 29 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1,045 ล้านบาท ให้กับแบรนด์ซีลีน (CILINE) ซึ่งลิซ่า มียอด Engagement ใน IG สูงถึง 12 %

>> ลิซ่าสร้างสถิติศิลปินหญิงคนแรกของเค-ป็อป โดยคว้ารางวัล Best K-POP จาก VMAs 2022 ซึ่งรางวัลนี้ได้จากผลงานเพลงโซโล่ของเธอ ในเพลง LALISA 

>> ลิซ่าคว้ารางวัล ‘Best K-Pop’ จากงาน ‘2022 MTV Europe Music Awards’ โดยรางวัลในครั้งนี้ก็ได้มาจากเพลง LALISA อีกเช่นเคย โดยความพิเศษที่น่าภาคภูมิใจคือลิซ่าเป็นศิลปินเดี่ยวเค-ป็อปในรอบ 10 ปี ที่คว้ารางวัลเวทีนี้ถัดจาก ‘ไซ’ (Psy) เจ้าของเพลง Gangnam Style

หลวงตาบุญชื่น ปญฺญาวุฑโท ศรัทธามหาชนแห่งปี

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกโซเชียลได้แชร์ภาพพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่เดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าผ่านพื้นที่ต่าง ๆ โดยมิได้ย่อท้อต่อลมฝน และแสงแดดที่แผดเผา รวมถึงวัยสังขารที่เริ่มร่วงโรย จนทำให้ใครหลายคนเกิดศรัทธา และทำให้เราได้รู้จักพระภิกษุนักปฏิบัตินามว่า ‘หลวงตาบุญชื่น ปญฺญาวุฑโท’

‘หลวงตาบุญชื่น’ ปัจจุบัน ท่านอายุ 74 ปี บวชมาแล้ว 13 พรรษา พื้นเพเกิดที่บ้านเสาเล้า ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม เคยมีชีวิตครอบครัวมาก่อน โดยมีลูกทั้งหมด 4 คน 

เมื่อภารกิจทางโลกลุล่วง ลูก ๆ ทุกคนเติบโตสร้างครอบครัวกันหมดแล้ว จึงขอครอบครัวลาบวช เพราะต้องการหาสัจธรรมของชีวิต อยากเห็นความสงบในชีวิต เพราะชอบศึกษาธรรมะ โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต แม่ทัพธรรมของพระป่า จึงเข้าอุปสมบท ตัดทางโลกเข้าสู่ทางธรรมเมื่อปี 2552 ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้แสวงบุญเป็นพระสายป่าธรรมยุติ เดินธุดงค์ไปหลายที่ ไม่จำวัด ทุกปีจะไปจำวัดตามป่าเขา ก่อนนี้ไปจำพรรษาในถ้ำเตียงสิริขันธ์ บนเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร มาต่อเนื่อง 4 ปี

ภาพจำที่คนได้รู้จัก หลวงตาบุญชื่น คือการเดินธุดงค์เท้าเปล่าจาริกนับพันกิโลเมตร โดยไม่รับปัจจัย และสิ่งของที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายในระหว่างทาง บางครั้งอาจรับเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น เพราะท่านไม่จำเป็นต้องใช้เงินหรือปัจจัย และถือว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดกิเลส

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำแห่งปี

แม้จะถูกศาลศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราวเป็นเวลากว่า 30 วัน แต่ในมิติของผู้นำ ต้องยอมรับว่า ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงรอบปีที่ผ่าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ประธานการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการชื่นชมจากบรรดาผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุมว่า จัดงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ เข้าขั้นระดับเวิลด์คลาส 

‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 29 ของประเทศไทย โดยเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2557 ภายหลังจากได้ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการ (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ในขณะนั้น ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. กระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน

แน่นอนว่า เส้นทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ ทอดยาวออกไปอีก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พลเอกประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ถึง 8 ปี ซึ่งจะครบตามการตีความของศาลในปี 2568 

นั่นจึงเป็นเหตุให้พลเอกประยุทธ์ ตัดสินใจก้าวสู่การเป็นนักการเมืองเต็มตัว ด้วยการตอบรับคำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2566 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top