Thursday, 5 November 2026
NEWS

‘เอ๋ ปารีณา’ เปิดศึกเดือด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ อีกระลอก!! ตั้งคำถามเงินบริจาคมูลนิธิหายไปไหน จี้เปิดบัญชีรายรับ–รายจ่ายให้ตรวจสอบ แนะกฎหมายบังคับมูลนิธิเปิดเผยข้อมูล ฟันธงบุ๋มมีสองทางเลือกชัดเจน

เอ๋ ปารีณา ตอบ ดราม่า บุ๋ม ปนัดดา ลั่นเอะใจเรื่องเงินบริจาคมานาน เทียบชัดมูลนิธิอื่น ซัดแรงตอนนี้เกมแล้วเหลือแค่ 2 ทางเลือก

มหากาพย์ดราม่าของ “บุ๋ม ปนัดดา” ยิ่งร้อนระอุขึ้นไปอีก เมื่ออดีตคู่ปรับเก่าอย่าง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมาเปิดใจกับ สำนักข่าวอมรินทร์ ทีวี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เจ้าตัวบอกชัดว่าเห็นข่าวทั้งหมดแล้วไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย

ปารีณาเล่าว่า ตนเริ่มรู้สึกเอะใจเรื่องยอดเงินบริจาคของมูลนิธิบุ๋ม ปนัดดา มาตั้งแต่อดีต เพราะมีคนโอนเงินให้จำนวนมหาศาล เคยมีเพื่อนที่เป็น สส. เล่าให้ฟังว่าทางฝั่งของบุ๋มเคยมาขอรับการสนับสนุนและเพื่อนก็ได้ช่วยไป ยิ่งตอนที่ดาราสาว ชมพู่ อารยา บริจาคเงินก้อนโต ก็ยิ่งมีประชาชนแห่บริจาคตามอีกนับไม่ถ้วน จนสัญชาตญาณของตนตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เงินไปไหนหมด” เพราะไม่เคยมีการชี้แจงที่มาที่ไป หรือนำบัญชีรายรับ-รายจ่ายขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชนตรวจสอบได้

อดีต สส.ราชบุรี ยังได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับมูลนิธิอื่น เช่น ในช่วงที่มีปัญหาชายแดน มูลนิธิของบุ๋มอาจมียอดบริจาคเข้ามามากกว่า แต่ทำไมห้องน้ำที่สร้างออกมาถึงเทียบไม่ได้กับของมูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ที่สร้างได้ดีกว่ามาก พร้อมชี้ว่าตนทำงานลงพื้นที่มา 20 ปี รู้ดีว่าเวลาชาวบ้านประสบภัย สิ่งที่ต้องการเฉพาะหน้าคือข้าวของเครื่องใช้ประทังชีวิต ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดเป็นร้อยล้านบาท และคนที่ลงไปช่วยจริงๆ แทบจะไม่มีเวลามานั่งโพสต์รูปด้วยซ้ำ ส่วนภาพข่าวที่ของบริจาคถูกทิ้งขว้างไม่เหลียวแล ยิ่งตอกย้ำว่ามีการทุจริตและนำของไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการทำร้ายความรู้สึกของผู้บริจาคอย่างมาก

เมื่อย้อนไปถึงปมวิวาทะในอดีตที่เคยปะทะกันกลางรายการ “แฉ” เรื่องการผลักดันกฎหมายคุกคามทางเพศ ปารีณายอมรับว่าตอนนั้นตนถูกสังคมโจมตีอย่างหนักเพราะยืนอยู่ฝั่งปกป้องรัฐบาล คนที่มีอคติแค่เห็นหน้าก็ไม่ชอบแล้ว แต่ปัจจุบันตนวางมือทางการเมืองแล้ว และยืนยันว่าตัวเองเป็นคนพูดตรงมาตลอด พร้อมแนะให้ผู้มีอำนาจแก้กฎหมายบังคับให้ทุกมูลนิธิต้องเปิดเผยยอดเงินและค่าใช้จ่ายบนเว็บไซต์อย่างโปร่งใส รวมถึงเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงและรวดเร็ว

ในช่วงท้าย ปารีณาฟันธงแบบจัดหนักว่า “วันนี้ต้องยอมรับว่า บุ๋ม เกม” โดยมองว่าบุ๋มเหลือทางเลือกแค่ 2 ทาง คือ 1. ยอมรับสารภาพเพื่อให้ศาลเมตตาลดโทษ หรือ 2. หนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ เพราะเท่าที่ดูตอนนี้ยังเห็นเจ้าตัวโยนความผิดให้คนอื่นและทำตัวบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็น Romance Scam ตัวเองเป็นสแกมเมอร์เอง หรือเป็นมูลนิธิสแกมเมอร์ เดี๋ยวศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ปารีณารู้สึกผิดหวังและงงมากที่สุด คือเรื่องการโอนเงินมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อนำไปใช้จ่ายเองหรือนำไปเปย์ผู้ชาย แต่กลับยังมีดาราและบุคคลสาธารณะจำนวนมากออกมาโพสต์ให้กำลังใจ จนต้องตั้งคำถามทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อนว่า นี่คือความปกติใหม่ของสังคมหรืออย่างไร และบรรดาดาราที่ออกมาให้กำลังใจคนทำผิดไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรืออย่างไร

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1627345/

รับขวัญพลาย นงนุชเวิลด์!! ลูกช้างใหม่สัญลักษณ์เริ่มต้น พิธีรับขวัญอย่างสมเกียรติที่สวนนงนุช เสริมภาพลักษณ์การเปลี่ยนผ่านสู่โลกใหม่ เน้นสุขภาพช้างและการท่องเที่ยวครอบครัว

ชีวิตใหม่ ก้าวใหม่! รับขวัญ “พลายนงนุชเวิลด์” สัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านสู่ นงนุช เวิลด์ พัทยา

วันนี้ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา9.00 น.สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีรับขวัญลูกช้างเกิดใหม่ พร้อมตั้งชื่อว่า “พลายนงนุชเวิลด์” ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากสวนนงนุชพัทยา สู่ นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จากสวนพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียง สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว

เมื่อเวลา 08.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต ประกอบพิธีรับขวัญตามประเพณีไทย โดยมีการคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างกับลูกช้าง ท่ามกลางขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ที่ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่ของปางช้างอย่างอบอุ่น

ลูกช้างเพศผู้เชือกนี้เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 02.55 น. จากแม่ช้าง พังหยก อายุ 17 ปี และพ่อพันธุ์ พลายหนิงหน่อง อายุ 30 ปี นับเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ของพังหยก และเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ที่เกิดภายในสวนนงนุชพัทยาในปี 2569

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การกำเนิดของลูกช้างในช่วงเวลานี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี จึงตั้งชื่อว่า “พลายนงนุชเวิลด์” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กร สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”

ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของช้าง ตลอดจนการดูแลอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน

จีน ฮ่องกง สิงคโปร์

"จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ยึดแถวหน้ามหาวิทยาลัยชั้นนำเอเชีย QS Ranking 2027 "

#THESTATESTIMES

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดย QS Ranking 2027

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดย QS Ranking 2027

MIT/Imperial College/Stanford ยืนแถวหน้า
 

POLITICS

‘รัดเกล้า’ จี้ ก.พ.ร. อุดช่องโหว่อนุมัติอัตโนมัติ!! หวั่นข้าราชการปัดตกคำขอหนีผิดวินัย โยนภาระประชาชน ชงใช้ Risk Matrix ลดดุลยพินิจ–สกัดกลุ่มทุนแทรกแซง ยกระดับความเป็นธรรมในการขออนุญาต

“รัดเกล้า” จี้ ก.พ.ร. อุดช่องโหว่ระบบอนุมัติอัตโนมัติ (Auto-Approve) ชงใช้เกณฑ์ 'Risk Matrix' สกัดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ หวั่นปัดตกคำขอหนีผิดวินัย–โยนภาระประชาชน พร้อมคุมเข้มความลับทางการค้ากันเอกชนเอื้อประโยชน์

4 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม เพื่อรับทราบ รายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผลการพิจารณารายงานผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ

นางรัดเกล้า ระบุว่า แม้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดขั้นตอนและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขในเชิงปฏิบัติ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. กลไกระบบอนุมัติอัตโนมัติ (Auto-Approve) และการประเมินความเสี่ยง

เสนอใช้มาตรฐาน Risk Matrix: จากกรณีที่ ก.พ.ร. อยู่ระหว่างศึกษาการจัดระดับความเสี่ยงของงานบริการ ตนจึงขอเสนอแนะให้ใช้หลักการประเมินความเสี่ยงตามมาตรฐาน Risk Matrix โดยจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ พิจารณาจากแกน "โอกาสการเกิดเหตุ" (Likelihood) ร่วมกับแกน "ระดับความรุนแรงของผลกระทบ" (Impact) เพื่อนำมาบังคับใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ป้องกันไม่ให้การจัดระดับและการอนุมัติขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละแห่ง

อุดช่องโหว่เจ้าหน้าที่ปัดคำขอหนีวินัย: ตนได้สะท้อนข้อกังวลตามข้อสังเกตของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ ก.พ.ร. ยังไม่ได้นำมาพิจารณา คือความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจเลือกใช้วิธีปฏิเสธคำขอของประชาชนทันที เนื่องจากเกรงกลัวความผิดทางวินัยหากพิจารณาไม่ทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลให้ภาระกลับไปตกอยู่กับประชาชนที่ต้องเริ่มต้นรวบรวมและยื่นเอกสารใหม่ซ้ำซาก

สกัดการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน: ก.พ.ร. ยังขาดกลไกที่ชัดเจนในการป้องกันการแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางการเมือง หรือกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่อาจดึงเรื่อง ชะลอคำขอของคู่แข่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง

2. การคุ้มครองความลับทางการค้า (Trade Secrets)

สืบเนื่องจากการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการร่วมบริหารจัดการหรือดูแลระบบ อาจสร้างความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลความลับทางการค้าของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ซึ่งแม้ทาง ก.พ.ร. จะระบุว่าสามารถดำเนินการได้หากมีหลักประกันที่เพียงพอ แต่กลับยังไม่มีการระบุรายละเอียดหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าหลักประกันดังกล่าวต้องมีลักษณะอย่างไรและอยู่ในระดับใด

นางรัดเกล้า จึงได้ฝากข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยัง ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้นำข้อสังเกตดังกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดข้อกำหนดและมาตรการกำกับดูแลให้รัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชน คุ้มครองสิทธิของประชาชน และทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสสูงสุด

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=vo_6ALpaI2Q

ปฏิวัติประชาชน หรือแค่กดดันรัฐบาล? จับตา ‘กำนันมะโน’ นัดเคลื่อนขบวน 1,000 คัน บุกทำเนียบฯ 5 พ.ย. ตั้งคำถามใหญ่ เป้าหมายแค่แก้ปัญหาปากท้อง หรือหวังเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ

ปฏิวัติประชาชน ต้องให้ชัดว่า ปฏิวัติอย่างไร เพื่อใคร อย่างไร

เมื่อกำนันมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อยออกมาประกาศขับเคลื่อนมวลชนครั้งใหญ่รถ 1000 คัน เดินทางเข้าเมืองหลวง บุกทำเนียบรัฐบาล ด้วยการประกาศตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะคำว่า “ปฏิวัติประชาชน” ไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการเมือง แต่มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นกำหนดเป้าหมายไว้อย่างไร

ผมขอแยกวิเคราะห์เป็น 3 ชั้น คือ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเป้าหมายหลังการเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จ

1. ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีควรเป็นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ (Strategy) คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร และจะพาประเทศไปสู่จุดหมายใด

ยุทธวิธี (Tactics) คือ จะใช้วิธีการใดในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย

สำหรับแนวร่วมที่ใช้ชื่อว่า ปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน สามารถพิจารณากรอบยุทธศาสตร์ได้ดังนี้

-ยุทธศาสตร์ แนวทางดำเนินการ -สร้างแนวร่วมประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้าร่วม

-สร้างฉันทามติ กำหนดปัญหาและเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

-ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ใช้ข้อมูล หลักฐาน และกลไกตรวจสอบ

ผลักดันการเปลี่ยนแปลง เสนอข้อเรียกร้องและการปฏิรูปผ่านรัฐสภาและกระบวนการตามกฎหมาย

-สร้างกลไกตรวจสอบอำนาจ ส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ส่วนยุทธวิธีที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ได้แก่ การรณรงค์สาธารณะ การจัดเวทีรับฟัง การเผยแพร่ข้อมูล การยื่นข้อเสนอ และการชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา

สิ่งสำคัญคือต้องมีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ข่มขู่ และไม่ละเมิดสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น

2. เมื่อประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อ

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ผมคิดว่า นปผ. ต้องตอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

คำว่า “ปฏิวัติสำเร็จ” ต้องนิยามก่อนว่า สำเร็จในเรื่องใด เพราะมีความหมายได้อย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ปฏิวัติทางความคิด ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงสิทธิของตน

ประชาชนรวมตัวกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

รัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องและแก้ไขปัญหา

เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการบริหารประเทศ

ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ระดับที่ 2 เปลี่ยนรัฐบาล

ประชาชนกดดันให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา

ประชาชนกำหนดทิศทางรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง

ระดับนี้คือการเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ แต่ระบบการปกครองยังคงเดิม

ระดับที่ 3 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ

เป็นความหมายที่ลึกกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบันทางการเมือง หรือการจัดวางกลไกอำนาจรัฐใหม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่การใช้กำลังยึดอำนาจหรือจัดตั้งรัฐบาลนอกระบบ

แล้วหลังจากประสบความสำเร็จต้องมีอะไร?

หาก นปผ. ประกาศว่าจะเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชนจริง ควรมีคำตอบอย่างน้อย 5 เรื่อง

เป้าหมายปลายทาง ต้องการเพียงแก้ปัญหาประชาชน หรือเปลี่ยนรัฐบาล หรือปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

หลักการทางการเมือง ยืนยันว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างไร

กลไกตัดสินใจ ใครเป็นผู้แทนประชาชน ใครมีอำนาจตัดสินใจ และตรวจสอบแกนนำอย่างไร

แผนหลังความสำเร็จ หากรัฐบาลลาออกหรือยุบสภา จะเดินหน้าตามกระบวนการใด

ความรับผิดชอบต่อประเทศ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือความขัดแย้งรุนแรง

ถ้าไม่มีคำตอบเหล่านี้ การประกาศปฏิวัติอาจเป็นเพียงการระดมพลังทางการเมือง โดยยังไม่มีแผนรองรับผลที่จะเกิดขึ้น

3. ปฏิวัติประชาชน หมายถึงประชาชนล้มรัฐบาลและสถาปนารัฐบาลใหม่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเช่นนั้นเสมอไป

ในทางรัฐศาสตร์ คำว่า Revolution หรือการปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระดับรากฐาน ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและระบอบการปกครอง แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเป็นการปฏิวัติในความหมายนี้

ลองแยกให้ชัดเจน

-การประท้วง แสดงความไม่เห็นด้วยหรือเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา

-การเคลื่อนไหวภาคประชาชน รวมตัวผลักดันประเด็นสาธารณะ

-การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารประเทศตามกลไกการเมือง

การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหรือระบบการเมืองในระดับรากฐาน

-การรัฐประหาร การยึดอำนาจรัฐโดยใช้กำลังนอกกระบวนการปกติ

ในกรณีประเทศไทย มีหลักกฎหมายที่ต้องพิจารณาด้วย

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และให้ใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ  

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กำหนดความผิดฐานกบฏในกรณีใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง เพื่อเป้าหมายที่ระบุไว้ในมาตรานี้  

ดังนั้น การชุมนุม การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หรือการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลัง ต้องพิจารณาการกระทำและองค์ประกอบกฎหมายเป็นกรณีไป

4. เมื่อนำมาวิเคราะห์กับ นปผ. เมื่ิอกำนันมะโน เครือแก้ว ประกาศจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน โดยมีแผนเคลื่อนขบวนรถยนต์ประมาณ 1,000 คัน จากควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากรุงเทพฯ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

ข้อเรียกร้องที่มีการรายงาน ได้แก่

แก้ปัญหาราคาน้ำมัน

ปราบปรามยาเสพติด

แก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

โดยมีเป้าหมายเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล  

ข้อสังเกต: จากข้อมูลข่าวที่ปรากฏ ยังไม่ควรสรุปว่า นปผ. มีเป้าหมายล้มรัฐบาลหรือสถาปนารัฐบาลใหม่ เพราะข้อเรียกร้องที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

.

5. คำถามที่ นปผ. ควรตอบต่อสาธารณะ

ผมมองว่ามีคำถามสำคัญ 7 ข้อที่ควรนำไปตั้งเป็นประเด็นสัมภาษณ์แกนนำ

-คำว่า ปฏิวัติประชาชน หมายถึงอะไร เป็นการปฏิวัติทางความคิด หรือปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ?

-เป้าหมายสูงสุดของ นปผ. คืออะไร ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา หรือต้องการให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ?

-หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง จะดำเนินการอย่างไรต่อ?

-นปผ. มีธรรมนูญหรือข้อบังคับองค์กรหรือไม่ ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง?

-ใครเป็นตัวแทนประชาชนในการตัดสินใจ และแกนนำจะถูกตรวจสอบอย่างไร?

-หากรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง นปผ. มีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลชุดต่อไปอย่างไร?

-นปผ. ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวโดยสันติวิธีและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ? ใช่หรือไม่

.

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

ผมอยากฝากประเด็นหนึ่งไว้ว่า

การรวมพลังประชาชนเพื่อปกป้องแผ่นดิน กับการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เป็นคนละเรื่องที่ต้องแยกให้ออก หากต้องการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหายาเสพติด และราคาสินค้าเกษตร การรวมตัวกดดันรัฐบาลเป็นกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนที่ทำได้ภายใต้กฎหมาย แต่หากประกาศตัวเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ปฏิวัติอะไร? ปฏิวัติเพื่อใคร? ปฏิวัติแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร?

ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน? และประชาชนจะตรวจสอบอำนาจใหม่ได้อย่างไร?

เพราะการปฏิวัติที่เปลี่ยนเพียงคนถืออำนาจ แต่ไม่เปลี่ยนระบบตรวจสอบอำนาจ อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

ECONBIZ

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลใหญ่เวทีพลังงานเอเชีย!! โชว์ผลงานคว้า 2 รางวัล Asian Oil & Gas Awards 2026 นวัตกรรมนำแท่นหลุมผลิตเก่ากลับมาใช้ใหม่ครั้งแรกในไทย พร้อมยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานไทย

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ด้านนวัตกรรมแท่นหลุมผลิต และด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับ 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย ได้แก่ รางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand และรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโครงการนอกชายฝั่ง และการดำเนินงานเพื่อยกระดับการบริหารความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

โดยรางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ทั้งโครงสร้าง (Total Wellhead Platform Reuse) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิต (Topside) และขาแท่น (Jacket) ไปติดตั้งและใช้งานใหม่ในแหล่งเดียวกัน ช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เหล็กในการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท

สำหรับรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากโครงการ Learning From Normal Work ซึ่งนำแนวคิด Human and Organizational Performance (HOP) มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยมุ่งเรียนรู้จากการทำงานจริงแทนการมุ่งเน้นความผิดพลาดของบุคคล ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้นำ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสังเกตการปฏิบัติงาน และนำข้อเรียนรู้ไปปรับปรุงระบบและสภาพแวดล้อมการทำงาน เพื่อช่วยลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด และเสริมสร้างสภาพการทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับพนักงานและผู้รับเหมา

Asian Oil & Gas Awards เป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่ยกย่ององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของเอเชีย ซึ่งมีความเป็นเลิศและมีผลงานเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากกลยุทธ์และโครงการที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัว ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรมและแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

9 เดือนกำไรโตเท่าตัว!! BCPG กำไรพุ่งทำนิวไฮ ไตรมาส 3 โตแรง 81% แตะ 1,288 ล้านบาท” รับอานิสงส์โรงไฟฟ้าลม–พลังน้ำในลาว และโรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐฯ ดันกำไร 9 เดือนแรกโตทะลุ 100%

BCPG ทำ นิวไฮ ไตรมาส 3 ปี 69 กำไรปกติแตะ 1,287.8 ล้านบาท โต 81% 

ตอกย้ำโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่ง หลัง 9 เดือนกำไรเพิ่มกว่าเท่าตัว

บีซีพีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 เติบโตโดดเด่น มีกําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ขณะที่กําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 101.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งการรับรู้ผลการดําเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ผลการดําเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาส 3 ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาตลอดจนการเติบโตของธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้เชิงรุก (Proactive Debt Management)

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,116.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 EBITDA จากการดำเนินงาน 2,159.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.9 และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 45.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าความพร้อมจ่ายไฟ (Capacity Revenue) ที่เพิ่มขึ้นจาก 270 เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น และส่วนต่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง (Spark Spread) ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาส ประกอบกับเป็นช่วงฤดูมรสุมและได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น 

สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 101.6 และ EBITDA จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,538.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ภายหลังสิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Hamilton ในสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกระแสเงินสดที่ได้รับและกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจะสะท้อนในผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569

“ผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของบีซีพีจี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นายรวีกล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนิติ’ นำทีมบีโอไอ–เอกชนไทยบุกญี่ปุ่น!! เดินเกมดึงลงทุนชิป–พลังงานสะอาด–ยานยนต์ยุคใหม่ นัดหารือ 6 ค่ายรถยักษ์ใหญ่ ปักธงไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมความเชื่อมั่นฐานผลิตรถยนต์ไทย พร้อมผลักดันเซมิคอนดักเตอร์

“เอกนิติ–บีโอไอ” นำทีมเอกชนโรดโชว์ญี่ปุ่น ดึงลงทุนชิป - พลังงาน - ต่อยอดยานยนต์ยุคใหม่

รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำคณะบีโอไอ พร้อมผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย บุกเยือนญี่ปุ่น 18–20 พฤศจิกายน 2569 ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมต่อยอดฐานยานยนต์ยุคใหม่ เปิดความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อมโอกาสธุรกิจใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายนนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำคณะบีโอไอ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร และผู้นำองค์กรเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมถึงคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 40 คน เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของไทยตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบ 6 ค่ายรถญี่ปุ่น สร้างความเชื่อมั่น–ต่อยอดฐานยานยนต์ในไทย

คณะมีกำหนดพบหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายที่มีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อนำเสนอแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยระยะยาวเปิดเวทีเซมิคอนดักเตอร์ ดึงญี่ปุ่นร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิปไทย

นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดการประชุมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ชื่อ Thailand–Japan Semiconductor Strategic Partnership เพื่อนำเสนอ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่ไทยเพิ่งประกาศ พร้อมหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเวทีนี้มุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิปของญี่ปุ่น กับโอกาสการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของไทย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย ครั้งแรก 3 องค์กรธุรกิจไทยผนึกกำลัง จับมือ “เคดันเรน”

การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมเดินทางในคณะเดียวกัน เพื่อพบทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนญี่ปุ่น รวมถึงสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นหรือ Keidanren ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่มีบทบาทมากที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดยบีโอไอและ Keidanren จะร่วมจัดงาน Thailand–Japan Investment and Business Dialogue 2026 เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าและการลงทุน พร้อมหารือโอกาสความร่วมมือ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ยานยนต์ไฟฟ้า xEV และชิ้นส่วน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ (3) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์สำหรับระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า (Grid Modernization & Power Equipment)

หารือ METI–JETRO ขยายความร่วมมือ หนุนลงทุนใหม่ในไทย

การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้มุ่งกระชับความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม โดยมีกำหนดการพบกับ
รมต.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการลงทุน พร้อมนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของไทยในการรองรับการลงทุนใหม่ ตลอดจนการยกระดับฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นในไทย

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการพบกับ รมต.กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป รวมถึงการใช้กลไกตามนโยบาย POWERR Asia ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งสนับสนุนประเทศพันธมิตรในเอเชียด้านความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย

“การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและ 3 องค์กรเอกชนในนาม กกร. เพื่อโรดโชว์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นการ
ส่งสัญญาณที่มีพลังต่อนักลงทุนญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะยกระดับ ความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศญี่ปุ่น และยืนยันว่าไทยพร้อมรับฟัง สนับสนุน และเติบโตไปพร้อมกับ นักลงทุนญี่ปุ่น โดย กกร. จะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือ จากระดับนโยบายไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย–ญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ เงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีโครงการจากญี่ปุ่น ยื่นขอรับการส่งเสริม 192 โครงการ เงินลงทุนกว่า 45,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เกษตรและอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

LITE

5 พฤศจิกายน 2498 ในหลวง ร.9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จฯ โดยรถไฟ เยี่ยมพสกนิกรชาวขอนแก่น สู่ที่มาถนน ‘5 พฤศจิกายน’ อนุสรณ์แห่งความทรงจำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่ง เยี่ยมพสกนิกรจังหวัดขอนแก่นเป็นครั้งแรก

ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสร็จสิ้นพระราชภารกิจจาการศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้เสด็จนิวัตมาประทับในพระราชอาณาจักรไทยเป็นการถาวรแล้ว จึงกำหนดการ 'เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร' ในทุกภูมิภาคทั่วราชอาณาจักรขึ้น

โดยปฐมแห่งการเสด็จฯ ได้ออกไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคแรก ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 

โดยในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 พระองค์ได้เสด็จฯ โดยรถไฟ เยี่ยมพสกนิกรจังหวัดขอนแก่น เป็นครั้งแรก 

ซึ่งชาวขอนแก่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายถนนเส้นทางสายสำคัญเพื่อเป็นอนุสรณ์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระองค์ ในชื่อ 'ถนน 5 พฤศจิกายน'

4 พฤศจิกายน 2532 ย้อนโศกนาฏกรรมพายุถล่มชุมพร–ประจวบฯ 'พายุไต้ฝุ่นเกย์' พัดถล่มภาคใต้ตอนบนของไทย หายนะครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนไทยเกือบ 500 คน สร้างความเสียหายกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

'พายุไต้ฝุ่นเกย์' พัดถล่มภาคใต้ตอนบนฝั่งอ่าวไทย ด้วยความเร็ว 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ช่วงเช้าของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เวลาประมาณ 08.30 น. พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย ฝั่งอ่าวไทยด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ก.ม./ชม.) เป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3 ถล่มอำเภอเมืองชุมพรอำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร รวมถึงอำเภอบางสะพานน้อย และบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ความรุนแรงของลมพายุ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ต้นไม้หักโค่น บ้านเรือนพัง เศษกระเบื้องและสังกะสีปลิวว่อน ขณะที่ท้องฟ้ามืดเหมือนตอนกลางคืน นั่นคือปรากฏการณ์หายนะที่เกิดจากธรรมชาติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 

ภัยพิบัติในครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 446 คน บาดเจ็บ 154 คน บ้านเรือนเสียหาย 38,002 หลังประชาชนเดือดร้อน 153,472 คน เรือล่ม 391 ลำ ถนนเสียหาย 579 เส้น สะพาน 131 แห่งทำนบและฝาย 49 แห่ง โรงเรียนพัง 160 โรง วัด 93วัด มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตร 80,900,105 ไร่สัตว์เลี้ยงตาย 83,490 ตัว ประเมินความเสียหาย 11,257,265,265 บาท

สำหรับ “พายุไต้ฝุ่นเกย์” ถือเป็น “พายุหมุน” ที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูทรงพลังที่สุดในรอบ 35 ปีสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากที่สุดนับตั้งแต่ "พายุโซนร้อนแฮเรียต" ถล่มแหลมตะลุมพุก ในปีพ.ศ. 2505 เป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในระดับไต้ฝุ่นและยังเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดขณะขึ้นฝั่งเท่าที่เคยมีมาในคาบสมุทรมลายูอีกด้วย

3 พฤศจิกายน 2529 วันประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ‘โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ’ สู่โรงพยาบาลเพื่อประชาชน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (ในหลวง รัชกาลที่ 10 พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 

สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” ซึ่งสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของทายาท มรว.สุวพรรณ สนิทวงศ์, ธนาคารทหารไทย จำกัด, มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 โรงพยาบาลก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2530 และเปิดให้บริการประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 เพื่อถวายเป็นราชกุศลเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2531 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นทางการ โดยในระยะแรกมีเพียง 2 อาคารที่เปิดให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทั่วไป คือ

1. อาคาร มรว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ เปิดให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยนอก และสำนักงานต่างๆ

2. อาคารธนาคารทหารไทย เปิดให้บริการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทุกประเภท

ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนราชการหนึ่งซึ่งมีฐานะเทียบเท่าสถาน (ภาควิชา) ของคณะแพทยศาสตร์ เช่นเดียวกับสถานวิทยาศาสตร์พรีคลินิก และสถานวิทยาศาสตร์คลินิก โดยมีภารกิจในการให้บริการวิชาการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชนโดยทั่วไป และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติภาคคลินิกของคณะแพทยศาสตร์ด้วย

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

อวสานม็อบ 3 นิ้ว? บทวิจารณ์การเมืองตั้งคำถาม พรรคการเมืองได้เข้าสภา แต่มวลชนที่เคยลงถนนต้องเผชิญคดีความ ใครรับผิดชอบอนาคตที่สูญเสียไป

อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง

หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง

ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที

เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย

ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน

แจ็ค รัสเซล 

ตำนาน 4 คุณท้าวผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนักสยาม!! เปิดประวัติ ‘คุณท้าว’ ข้าราชการหญิงชั้นผู้ใหญ่ ผู้กุมกุญแจพระคลัง ควบคุมกฎเหล็ก และบริหาร ‘เมืองลับของสตรี’ ในเขตพระราชฐานชั้นใน

คุณท้าวผู้ใหญ่ฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ผู้ดูแล "เมืองลับของสตรี" ให้เป็นระบบอย่างราชการเหมาะสมคู่ควรพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ราชสำนักสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แยกออกเป็นฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักสยาม หมายถึงเขตพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายชาย เป็นพื้นที่การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเสนาบดี โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดในการบริหาร

ส่วนฝ่ายในราชสำนักสยาม หมายถึงพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายหญิง ที่อาศัยและปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน (หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ข้างใน") ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ชาย ยกเว้นพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ โดยการบริหารสูงสุดกุมอำนาจโดยพระอัครมเหสี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอิสริยยศสูงสุดในขณะนั้น โดยมีคุณท้าวผู้ใหญ่ 4 ท่านช่วยบริหารจัดการ

ทำเนียบ 4 คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ ในราชสำนักฝ่ายในมีตำแหน่งใดบ้าง ?

1. "ท้าวทรงกันดาล" เสนาบดีคลังแห่งฝ่ายใน ในบรรดาคุณท้าวทั้งหมด ท้าวทรงกันดาลมักเป็นคนที่ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด" เพราะต้องดูแลกุญแจพระคลังฝ่ายในทั้งหมด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้คือ ท้าวทรงกันดาล (หุ่น ปานหุ่น) "คุณท้าวคลัง" เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล ณ อยุธยา) เป็นพระพี่เลี้ยงที่อภิบาลพระพุทธเจ้าหลวงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในที่ดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 3 รัชกาล ท่านเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และเคร่งครัดมาก ว่ากันว่าใครจะมาเบิกเงิน เบิกของหลวงไปใช้ ถ้าไม่มีใบสั่งประทับตราถูกต้อง ท่านจะไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด ผู้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลคนสุดท้าย คือ หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ท่านได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้นก็ไม่มีการตั้งสตรีท่านใดในตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" อีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการตั้งคุณท้าวขึ้นมาอีกครั้ง หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลอยู่แล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์" ซึ่งเป็นตำแหน่งคุณท้าวนางที่มีศักดินาสูงสุด ที่ศักดินา 3,000 ทำหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดในยุคนั้น

2. "ท้าวศรีสัจจา" มือปราบแห่งฝ่ายใน ท้าวศรีสัจจา คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในการใช้กฎหมาย และการลงทัณฑ์ของฝ่ายใน ผ่านเจ้าหน้าที่ "กรมโขลน" (ตำรวจหญิง) มีหน้าที่หลักคือการตรวจจับสิ่งของต้องห้าม เช่น หมากพลู บุหรี่ หรือจดหมายลักลอบจากชายภายนอก รวมถึงการลงโทษนางห้ามหรือนางกำนัลที่ทำผิดระเบียบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด และความเฮี้ยบในตำแหน่งนี้คือ คือ ท้าวศรีสัจจา (มิ) ที่รู้จักกันในนาม "เจ้าคุณประตูดิน" เป็นข้าราชสำนักฝ่ายในผู้มีอำนาจว่าราชการสิทธิขาดต่างพระเนตรพระกรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สำนักงานของท่านอยู่ใกล้กับประตูดิน ซึ่งประตูดินนี้คือช่องทางที่หนุ่ม ๆ มหาดเล็กมักจะมาแอบมองสาวชาววังจนเกิดเป็นสำนวนว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” นั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปของท่านไว้ในคูหาใต้บันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยตำแหน่ง “ท้าวศรีสัจจา” มีผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคนสุดท้ายคือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

3. ท้าวสมศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังฝ่ายใน ศักดินา 1,000 มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หน้าที่หลักคือควบคุมเจ้าพนักงานทั้งปวง ดูแลเครื่องนมัสการ หอพระ ตลอดจนทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ คือเชิญพระราชโองการหรือพระราชกระแสมาถ่ายทอดยังฝ่ายใน ในประวัติศาสตร์ไทยมีสตรีชั้นสูงฝ่ายในที่มีชื่อเสียง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวสมศักดิ์" อยู่หลายท่าน แต่ท่านที่โดดเด่นในแง่ของบทบาท และอำนาจในพระราชสำนักฝ่ายใน คือ ท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) ท่านถวายตัวเข้ามารับราชการฝ่ายในตั้งแต่อายุ 11 ปี เติบโตจนได้เป็นข้าหลวงคนสนิทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นผู้จัดการดูแลเครื่องเพชร เครื่องทอง และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งหมด ซึ่งพระพันปีหลวงทรงมีพระราชทรัพย์มหาศาลที่สุดของฝ่ายในยุคนั้น คุณท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) อยู่สนองพระเดชพระคุณเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสด็จประพาสที่ใด หรือแม้กระทั่งในช่วงที่พระพันปีหลวงทรงประชวร และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่พระราชวังพญาไทจนสวรรคต เรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของสมเด็จฯ เลยทีเดียว ท่านเป็นผู้ครองบรรดาศักดิ์ท้าวสมศักดิ์เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าในเวลาต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางขึ้นมาแต่ในบรรดารายชื่อคุณท้าวชุดนั้น ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งท้าวสมศักดิ์

4. ท้าวโสภา (หรือท้าวโสภานิเวศน์) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการอาคารสถานที่ ผู้ถือกุญแจประตูพระราชวังฝ่ายใน มีหน้าที่ดูแลความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตำหนัก เรือนข้าราชการ และพื้นที่ทั้งหมดในเขตพระราชฐานชั้นใน ควบคุมดูแลระเบียบวินัยของผู้อยู่อาศัย จัดการพื้นที่ส่วนกลาง และดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในวัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ร่วมกับคุณท้าวสมศักดิ์ "คุณท้าวโสภาคนสุดท้ายของประเทศไทย" คือ ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงศ์ กัมปนานนท์) ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าวโสภานิเวศน์" ในปี พ.ศ. 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพถ่ายเก่าในข่าวพระราชสำนัก ที่มีสุภาพสตรีอาวุโสผมขาวล้วน นั่งรถเข็นหรือยืนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ท่านมีอายุยืนยาวมาจนถึง พ.ศ. 2543 สิริอายุ 98 ปี จึงถึงแก่อนิจกรรม

"คุณท้าว" ไม่ใช่เพียง "เจ้าจอม" เท่านั้นที่จะเป็นได้ คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคุณท้าวคือพระสนมหรือเจ้าจอมในองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลนั้น ๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ คือข้าราชการหญิง ที่ทำงานบริหารอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงวัยฝ่ายในที่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมแห่งรัชกาลก่อน หรือเป็นพระพี่เลี้ยงข้าหลวงเดิม สตรีที่จะขึ้นเป็นคุณท้าวแต่งตั้ง 4 ตำแหน่งนี้ได้ มักจะไม่ใช่ข้าราชสำนักที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนั้นๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหาร ควบคุมกฎระเบียบได้อย่างเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรง

สัญลักษณ์แห่งบารมี คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ท่านนี้ มีศักดินาสูงระดับ 1000 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคโบราณ เทียบเท่าขุนนางชายตั้งแต่ระดับพระไปจนถึงพระยาบางตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเครื่องยศสำคัญคือ "โต๊ะทอง และหีบหมากทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเกียรติยศสูงสุดในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ในยุคที่มีเครื่องราชแล้วนั้น คุณท้าวทั้ง 4 มักได้รับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)” พร้อมด้วยเหรียญรัตนาภรณ์ ประดับลงยากรอบเพชรแสดงสถานะตามรัชกาลที่รับราชการอยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดที่ใช้ประดับเมื่อแต่งกายเต็มยศ

ยุคสิ้นสุดอำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรมของคุณท้าวทั้ง 4 เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการบริหารของราชสำนักเปลี่ยนไปอย่างมาก เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มีลักษณะเป็น "เมืองลับของสตรี" ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนดังเดิม รูปแบบข้าราชการเปลี่ยนไปสู่ระบบสากล ทำให้บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือกุมกองกำลังอารักขา (กรมโขลน) ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงยุติลงในทางปฏิบัติ

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศ "เรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์" ปี พ.ศ. 2485 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญที่บุคคลเสมอกันในกฎหมาย ขุนนางฝ่ายหน้า (เช่น เจ้าพระยา, พระยา, หลวง) ต่างคืนบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่งผลให้การแต่งตั้งตำแหน่งคุณท้าวฝ่ายในระงับลงไปด้วย แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ได้มีการฟื้นฟูธรรมเนียมราชประเพณีขึ้นมา รัชกาลที่ 9 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีสำคัญ 4 ท่าน

ท้าววรคณานันท์ฯ (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล) ตามที่ได้เล่ามาในข้างต้น ซึ่งเดิมท่านมีตำแหน่งคือท้าวทรงกันดาลตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลังให้ใหญ่กว่าคุณท้าวนางทั่วไป

ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) หรือที่มักเรียกกันว่า "หม่อมบาง" ท่านเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ท้าวพิทักษ์อนงคนิกร (จรูญ ตะละภัฏ) ท่านเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีหน้าที่อันทรงเกียรติสูงสุดคือ การได้เป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงษ์ กัมปนานนท์) "คุณท้าวคนสุดท้ายของประเทศไทยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด" ก่อนจะได้รับสถาปนาเป็นคุณท้าว ท่านมีหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเป็นพระพี่เลี้ยงพระครรภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) และเป็นพระพี่เลี้ยงผู้อภิบาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ช่วงที่ยังประทับอยู่ ณ วังสระปทุม และเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในวันที 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 มีการสถาปนาคุณท้าวนางท่านสุดท้ายอย่างเป็นทางการ คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) นับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีท่านใดให้ดำรงตำแหน่งคุณท้าวอีกเลย เมื่อคุณท้าวนางรุ่นสุดท้ายเหล่านั้นทยอยถึงแก่อนิจกรรมไปตามอายุขัย ตำแหน่งโบราณที่มีศักดินา 1000 ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงถือเป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร

ภัยร้ายของนักเดินทาง!! ขบวนการสลับแท็กล้ำเส้น ภัยในสนามบินเพิ่มขึ้น ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นแพะรับบาป โทษหนักสุดถึงประหารชีวิต ระวังสลับแท็กกระเป๋าระหว่างเดินทาง

ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน

อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)

ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย

ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร

คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน

1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง

คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น

คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว

ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต

แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน

เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์

CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”

https://thestatestimes.com/post/2026082402

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

‘แวนซ์’ กดดัน ‘ทรัมป์’!! ชิงขึ้นประธานาธิบดีปี 28 หลังพรรครีพับลิกันพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม เรียกร้องจบสงครามอิหร่านเร่งด่วน วิจารณ์ผู้นำอิสราเอลรุนแรง

เจดี แวนซ์ กดดันทรัมป์ให้เร่งบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านและยุติสงคราม! หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ว่าสงครามอิหร่านเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนเสียง พร้อมมีรายงานว่าแวนซ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นการส่วนตัวว่า “ผิดพลาดไปเสียทุกเรื่อง”

ความเห็นที่แตกต่างกันครั้งนี้ยังถูกจับตามองถึงอนาคตทางการเมืองของแวนซ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028 และอาจต้องเริ่มแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากทรัมป์ให้ชัดเจนมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1448960710725618/?rdid=3U9GgMYQ37pNCxtC#

ไทยจัดการแรงงานข้ามชาติ!! ท้าทายสุขภาวะและอธิปไตยประเทศ เจาะกลุ่มเมียนมาเข้าพำนักหลายสถานะ กฎหมายและมนุษยธรรมต้องสมดุลกัน ลุยตรวจสอบใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด

เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากแรงงานข้ามชาติ: ปัญหาที่มากกว่าเรื่องมนุษยธรรม คืออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับชาวเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการก่อเหตุทำร้ายร่างกายหรืออาชญากรรมต่อคนไทย ตลอดจนบทบาทขององค์กร NGO และตัวแทนภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาอย่างเต็มที่ คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรหันกลับมาพิจารณาคือ วันนี้ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการปัญหาคนต่างด้าวอย่างไร และเส้นแบ่งระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศอยู่ตรงไหน?

ในขณะที่ประเทศไทยมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังเผชิญปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะตั้งคำถามถึงความสมดุลในการจัดสรรทรัพยากรและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประชาชนไทยกับชาวต่างชาติ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนเมียนมาที่เดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแรงงานระดับล่างหรือประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจเหมือนภาพจำในอดีตอีกต่อไป

วันนี้เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า คนเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทยมีความหลากหลายทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย วัตถุประสงค์ และภูมิหลังอย่างไร
1. กลุ่มผู้มีการศึกษาและผู้มีทักษะทางวิชาชีพ

กลุ่มนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีการศึกษา มีทักษะเฉพาะทาง หรือมีประสบการณ์ในการทำงานจากประเทศเมียนมา บางส่วนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยว (Passport for Visit) หรือหนังสือเดินทางประเภทอื่น ก่อนจะหาช่องทางประกอบอาชีพในประเทศไทย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ระบบหนังสือเดินทางของเมียนมามีการจำแนกประเภทตามวัตถุประสงค์การเดินทาง โดยเฉพาะ หนังสือเดินทางเล่มสีแดง (Myanmar Ordinary Passport) ประเภท PJ (Passport for Jobs) ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางที่ออกให้สำหรับผู้ประสงค์เดินทางไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะ ดังนั้น ผู้ที่มีวัตถุประสงค์จะเดินทางออกจากเมียนมาเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จึงต้องพิจารณาข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทหนังสือเดินทางและเอกสารอนุญาตที่ทางการเมียนมากำหนดให้ครบถ้วน

สิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตคือ หากมีบุคคลบางส่วนใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเพื่อประกอบอาชีพหรือทำงานตั้งแต่แรก ก็เป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของทั้งสองประเทศหรือไม่ ขณะเดียวกัน นายจ้าง องค์กรเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยก็ควรตรวจสอบเอกสารการเดินทาง สถานะการพำนัก และใบอนุญาตทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสามารถในการทำงานหรือประสบการณ์ของบุคคลนั้นเท่านั้น เพราะการตรวจสอบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเอกสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติและการรักษาความถูกต้องของการเข้าเมืองและการประกอบอาชีพในประเทศไทย

2. กลุ่มที่ใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางในการพำนัก
อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบคือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้สถานะนักศึกษาและยื่นขอวีซ่าประเภทการศึกษา (Education Visa) โดยหลักการแล้ว การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อสถาบันการศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลบางส่วนใช้สถานะนักศึกษาเป็นเพียงช่องทางในการต่ออายุการพำนัก โดยไม่ได้เข้าศึกษาจริง หรือมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวีซ่า ย่อมเป็นช่องโหว่ที่หน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติ ควรมีระบบติดตามการเข้าเรียน ผลการศึกษา และสถานะของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบกรณีที่มีการใช้สถานะนักศึกษาเพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหรือหารายได้ในประเทศไทยแบบไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะงานด้านดิจิทัล คอนเทนต์ และอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงการขายบริการในสถานบันเทิงชั้นสูง

3. กลุ่มแรงงานและผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
กลุ่มนี้มีความหลากหลายมากที่สุด และจำเป็นต้องจำแนกอย่างรอบคอบ กลุ่มแรกคือแรงงานทั่วไปที่เดินทางเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องการรายได้ที่ดีกว่า และส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในประเทศต้นทาง บุคคลเหล่านี้จำนวนมากเป็นแรงงานที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย อีกกลุ่มหนึ่งคือบุคคลที่เดินทางออกจากเมียนมาเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ ซึ่งอาจรวมถึงผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหารหรือสมาชิกจากพื้นที่และกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ

กรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล ไม่ควรเหมารวมว่าผู้หนีภัยทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังติดอาวุธหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่ควรจับตามองคือ บทบาทของ NGO และองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐาน องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่การดำเนินงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และมีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือกิจการภายในของประเทศไทย สุดท้ายคือการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการได้รับอภิสิทธิ์พิเศษยกเว้นจากการบังคับใช้กฎหมายของไทย

หากเราจะพิจารณาปัญหานี้อย่างเป็นธรรม ก็ไม่สามารถกล่าวโทษฝ่ายเมียนมาหรือผู้ย้ายถิ่นฐานเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะการที่บุคคลต่างชาติสามารถเข้ามาพำนัก ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมสะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการภายในประเทศด้วยเช่นกัน คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบมีหลายประเด็น
• องค์กรเอกชนและนายจ้างมีระบบตรวจสอบเอกสารการเดินทางและใบอนุญาตทำงานของบุคลากรต่างชาติอย่างเข้มงวดเพียงใด?
• โรงงาน ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ มีการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างครบถ้วนหรือไม่?
• สถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติมีระบบตรวจสอบการเข้าเรียนและการรักษาสถานะนักศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่?
• หน่วยงานรัฐมีระบบติดตามบุคคลต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ สังคม และการเมืองในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?
ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั่วไป นักธุรกิจ บุคคลสาธารณะ หรือผู้มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ หากมีบุคคลต่างชาติที่มีหมายจับหรือมีประเด็นทางกฎหมายในประเทศต้นทาง แต่ยังสามารถเข้ามาประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยได้ ก็ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การมีหมายจับในต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมในไทยได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาตามกฎหมายและกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศ

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาคือ บทบาทของชาวต่างชาติและองค์กรจากต่างประเทศในการแสดงความคิดเห็นหรือเรียกร้องเกี่ยวกับนโยบายภายในของประเทศไทย จะว่าไปประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบกฎหมาย และการที่ชาวต่างชาติจะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสังคมหรือสิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่เรื่องผิดโดยตัวมันเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาไว้คือ เส้นแบ่งระหว่างการใช้เสรีภาพกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหรือแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประเทศ

กรณีของโจชัว หว่อง (Joshua Wong) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าประเด็นความมั่นคงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองสามารถมีผลทางกฎหมายได้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับคำพิพากษาและโทษจำคุกเพิ่มเติมที่มีการกล่าวถึง ควรตรวจสอบกับรายงานข่าวและเอกสารทางการล่าสุดก่อนนำมาเปรียบเทียบ ประเทศไทยเองก็ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการดูแลกิจกรรมของชาวต่างชาติ โดยต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ละเมิดสิทธิโดยปราศจากเหตุผล และไม่ปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง

คำถามสำคัญ: ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการประเทศเพื่อใคร?
ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านชาวเมียนมา หรือการปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังเดือดร้อน แต่เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงทางสังคม ผลประโยชน์ของประชาชน และอธิปไตยของประเทศ
ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมและเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานหรือแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าได้ แต่การเปิดโอกาสดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีระบบตรวจสอบคนต่างชาติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ มีมาตรการป้องกันการใช้ช่องโหว่ของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างไร

รวมถึงประเด็นเรื่องการขอสัญชาติและการถือสองสัญชาติ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลต่างชาติสามารถเรียกร้องหรือได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจากการพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน
.
เพราะการเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะต้องละเลยกฎหมาย และการเคารพสิทธิของคนต่างชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะละเลยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย
คำถามที่สังคมไทยควรตั้งต่อรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะช่วยเหลือคนต่างชาติได้มากแค่ไหน แต่ต้องถามด้วยว่า เรามีระบบที่ทำให้คนไทยได้รับความเป็นธรรม มีความปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง? เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะเปิดกว้างต่อโลกมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องไม่ลืมก็คือ หน้าที่อันดับแรกของรัฐบาลไทย คือการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนไทย ภายใต้หลักนิติรัฐและความเป็นธรรมต่อทุกคน ไม่ใช่รับเงินภาษีของคนไทยเพื่อมาช่วยคนต่างด้าวหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดน​ ใครจะไปรู้หากคนไทยเรายังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้​ อนาคตเราได้อาจจะได้นายกรัฐมนตรีไทย​ หัวใจพม่าก็เป็นได้​ เพราะ​ ณ​ วันนี้อัตราเกิดของเด็กไทยเทียบกับเด็กพม่าในไทยต่างกันเกือบ​ 3​ เท่า​

ที่มา : AYA

อย่าเพิ่งลืมว่าใครเป็นประธานาธิบดี!! แพ้เลือกตั้งกลางเทอม แต่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดี ทำเนียบขาวโพสต์ข้อความสวนกระแสฉลองชัยเดโมแครต ย้ำชัด ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของพวกคุณ

ทำเนียบขาวโพสต์ภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมข้อความตัวใหญ่

“ประกาศให้ทราบทั่วกัน: ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของพวกคุณ!” หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ท่ามกลางการเฉลิมฉลองชัยชนะของฝ่ายเดโมแครตในหลายพื้นที่ ราวกับว่าเพิ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122112260193508642&id=61595259264487&rdid=KrDl8P4gmpscYp64#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top