Thursday, 13 August 2026
NEWS

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr

“อินฟอร์มา” ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวใหม่!! ผนึกภาคธุรกิจจัดงานใหญ่รวม 4 งาน ดันยุทธศาสตร์ "Value over Volume" ททท. เชื่อมโยงนวัตกรรม-บริการครบวงจร ดึงผู้ประกอบการ 3 หมื่นเข้าร่วมกิจกรรม

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว-บริการ
จัด Food & Hospitality Thailand 2026
เชื่อม 4 งานใหญ่ สร้างโอกาสธุรกิจครบวงจร

ทิศทางการท่องเที่ยวไทยกำลังปรับจากการเน้น "ปริมาณ" สู่ "คุณภาพ" ตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume’ ของภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการต้องเร่งปรับตัว ล่าสุด อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ องค์กร และสมาคมธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการ ประกาศความพร้อมจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อม 3 งานร่วม ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand, HOTELEX Thailand และ Agri Plus Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป - ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Value over Volume’ มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ อีเวนต์ระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Longevity) การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.5–1.55 ล้านล้านบาท

การที่ภาครัฐกำลังปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทย เป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องยกระดับสินค้าและบริการให้ทันเช่นกัน ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพร้อมที่จะเป็นเวทีกลางในการเชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารและบริการเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด "All Sectors, One Destination" ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมงานนอกจากจะได้พบการจัดแสดงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียม นวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 8 โซนสินค้า แล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การแข่งขัน สัมมนา และเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาหาร และบริการอีกด้วย
นอกจากนั้นความพิเศษของงานฯ ในปีนี้ คือ การมีงานระดับนานาชาติและระดับประเทศมาจัดร่วมกับงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมกันถึง 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ สิ่งอำนวยความสะดวก สปา สิ่งทอและการทำความสะอาด การออกแบบตกแต่งอาคาร โรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันของภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ครัว บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์การบริการ ฯลฯ โดยปีนี้มีโซนใหม่ที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ หม้อไฟ เบเกอรี่ ชา ขนมหวาน ฯลฯ และ Agri Plus Expo โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่ร่วมจัดกับงานนี้เป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ทำให้คาดว่าการจัดงานปีนี้ฯ จะดึงดูดผู้ประกอบการชาวไทยและภูมิภาคเข้าร่วมงานได้มากกว่า 30,000 คน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร และบริการให้เข้ามาเยี่ยมชมการจัดงานในครั้งนี้

ด้านพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานฯ ภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรักษาอันดับความนิยมในใจนักท่องเที่ยว แต่คือการรักษาระดับรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลดลง ผู้ประกอบการโรงแรมต้องยกระดับมาตรฐานพร้อมสอดแทรกอัตลักษณ์ไทยเข้าไปในทุกมิติ ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงการบริการจากบุคลากร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยเหนือกว่าคู่แข่ง สำหรับการร่วมจัดงานกับ Food & Hospitality Thailand 2026 ครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ AHRA Seminar 2026 โดยได้รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน ในหัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” พร้อมสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย

ด้านธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันสมาคมฯ กำลังร่วมกับภาครัฐผลักดัน “โครงการเส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ส่งเสริมคุณค่าด้านสุขภาพ ความหลากหลายของเมนูและรสชาติ พร้อมผลักดันให้ “ข้าวแกงไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก สำหรับการร่วมจัดงาน “Food & Hospitality Thailand 2026” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้อัปเดตองค์ความรู้ เทรนด์ และประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยสมาคมฯ ได้มีการเตรียมจัดกิจกรรมในหัวข้อ “เส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” และ “อนาคตข้าวแกงไทยในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองให้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ

ด้านภาคธุรกิจค้าปลีก นายณัฐ วงศ์พานิช นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกับ Food & Hospitality Thailand เห็นพัฒนาการของงานเติบโตขึ้นในทุกมิติ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุคที่โลกของ Food Retail เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องปรับตัวด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ระบบ Smart Supply Chain นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ระบบชำระเงินแบบ Omnichannel และแนวคิด ESG ดังนั้นในปีนี้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “Next-Gen Retail Masterclass 2026: ถอดสูตรลับ AI, Space Management และ Merchandising กลยุทธ์ที่จะพลิกโฉมค้าปลีกยุคใหม่เติบโตยั่งยืน” โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัล, สยามพิวรรธน์, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ซีพี แอ็กตรา มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในการหานวัตกรรม และเป็นเวทีให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใน Ecosystem เดียวกันอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

“อีซี่มันนี่” เดินหน้าโครงการ "แว่นบุญ" ผนึกภาครัฐ-เอกชน มอบแว่น 600 ชิ้นถึงชุมชน นครปฐมเป็นพื้นที่นำร่อง ขยายโครงการสู่ต่างจังหวัด

อีซี่มันนี่ ผนึกภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าโครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2
มอบแว่นสายตาแก่ประชาชน 600 คน ขยายโอกาสการมองเห็นสู่ชุมชนไทย

อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคม "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ได้แก่ แว่นท็อปเจริญ, CU20 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 20) และเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ร่วมตรวจวัดสายตาและส่งมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนและเยาวชนรวม 600 คน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของอีซี่มันนี่ในการสร้าง "โอกาส" ให้กับผู้คนในหลายมิติ ไม่เพียงผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในด้านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะบริษัทเชื่อว่าการสร้างโอกาสที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมครั้งแรก พร้อมยกระดับความร่วมมือด้วยการขยายเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดสายตาและแว่นสายตาที่มีคุณภาพ โดยในปีนี้ อีซี่มันนี่ แว่นท็อปเจริญ และ CU20 ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ได้รับแว่นสายตาจำนวน 300 คน จาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ขณะเดียวกัน เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมคัดเลือกผู้รับแว่นสายตาเพิ่มเติมอีก 300 คน จากโครงการ "แว่นตาเพื่อน้อง" ทำให้โครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 สามารถส่งมอบแว่นสายตาให้ แก่ประชาชน และเยาวชนรวมทั้งสิ้น 600 คน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงการสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก สะท้อนพลัง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับการเข้าถึงการดูแลสายตาของประชาชน

นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป กล่าวว่า "เราดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โครงการแว่นบุญ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านสังคมที่อีซี่มันนี่ กรุ๊ป มุ่งมั่นเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่นว่า “โอกาสในการมองเห็น คือจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้ในชีวิต” ซึ่งการมีสายตาที่ดีไม่เพียงแต่ เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับจังหวัดนครปฐม ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในการขยายโครงการนี้สู่ภูมิภาค โดยอีซี่มันนี่มีแผนต่อยอดโครงการไปยังอีก 2 จังหวัดภายในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสายตาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างทั่วถึง และเราจะยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว

จากความสำเร็จครั้งแรก อีซี่มันนี่ กรุ๊ป จึงได้ต่อยอดและยกระดับโครงการแว่นบุญ ครั้งที่ 2 ให้ครอบคลุม พื้นที่และเข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยจัดกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาจำนวน 2 วัน ได้แก่
วันที่ 3 และ 4 สิงหาคม 2569 ตั้งเป้าหมายให้บริการวันละ 300 คน รวม 600 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”

ด้าน นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า "การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่นับเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ด้วยโอกาสจำนวนมากที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงกลุ่มน้องนักเรียนที่ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ซึ่งหากได้รับบริการจัดหาแว่นตาที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีสุขภาพสายตาที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียนและพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและจัดหาแว่นตาถือเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง”

โครงการ "แว่นบุญ" เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของอีซี่มันนี่ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบริษัทเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการเงินหรือโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และพร้อมเดินหน้าสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

มธ.ลุยบำบัดยาเสพติด!! ใช้สมุนไพรรักษาแอมเฟตามีนได้ผล โปรแกรม 9 วัน ล้างพิษยา 100% อย่างปลอดภัย ลดภาระระบบบำบัดที่ต้นทุนสูงและพึ่งพายานำเข้า เตรียมขยายผลทั่วประเทศ พร้อมตั้งสถาบันเฉพาะทาง

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า!
ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า)

ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง

“ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น”

ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน

แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่


ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ

สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ 2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ

“ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว

ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก

กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว

“สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ

นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้

“โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม

ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย

รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น

POLITICS

‘แทน’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา!! ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เกิดเหตุ 8 ส.ค. แต่แจ้งความ 12 ส.ค. ตำรวจสอบสวนภาพ วิดีโอ และพยาน เกมการเมืองท้าทายความเชื่อมั่นตำรวจ

”แทน-ชัยชนะ“เข้าพบพนักงานสอบสวน “ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เจอกันในงานศพยังทักทายกันอยู่

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ในงานศพแม่นายกฯอบต.ปลิก โดยแทนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังย้ำคำเดิมว่า สนิทสนมกับรองผู้กำกับสืบฯสภ.อ.ทุกใหญ่ดี
“ลองนึกดูว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม ทำไมมาแจ้งความวันที่ 12 สิงหาคม เจอกับในวันเผ่าศพ ก็ยังทักทายกันอยู่ แต่ระหว่าง 8-12 สิงหาคม เกิดอะไรขึ้นผมไม่รู้ มีคนเจตนาจะทำลายกันทางการเมือง อย่าลืมว่า ใครทำอะไรไว้จะได้รับผลนั้น ศรีปราชญ์ ก็เคยกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางการเมืองผมเสียหายไปแล้ว ตำรวจเสียหายแล้ว”

ผมมองว่าเรื่องนี้ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงวันที่ 12 สิงหาคม เพราะจากเดิมเป็นเพียง “ข่าวลือว่าอดีตรัฐมนตรีตบตำรวจ” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริง และมีการแจ้งความในมาตรา 391 แล้ว

เรื่องนี้มี 3 ชั้น และต้องแยกออกจากกัน ชั้นแรก: เกิดการตบจริงหรือไม่ตอนแรก ผกก.ทุ่งใหญ่บอกว่าไม่มีการแจ้งเหตุ และตำรวจคู่กรณีเองยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้าย แถมระบุว่ารู้จักกับอดีตรัฐมนตรีในลักษณะญาติพี่น้อง ขณะที่ ชัยชนะ เดชเดโช ก็ออกมายืนยันแนวเดียวกันว่าเป็นคนสนิทกันและยังพบกันตามปกติหลังเกิดเหตุ

แต่ล่าสุดตำรวจภูธรนครศรีธรรมราชระบุอีกมุมว่า คืนวันที่ 8 สิงหาคม มีการนั่งดื่มสุราและมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และวันที่ 12 สิงหาคม รอง ผกก.สืบฯเข้าแจ้งความ โดยเบื้องต้นใช้มาตรา 391 (ทำร้ายร่างกาย)

ดังนั้น วันนี้ยังไม่ควรฟันธงว่า “อดีตรัฐมนตรีตบ” เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจบได้อีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “4 วัน”
เหตุเกิด 8 ส.ค. แต่การแจ้งความเกิดขึ้น 12 ส.ค.
ผมไม่มองว่าการแจ้งความช้า 4 วันทำให้เรื่องหมดน้ำหนักทางกฎหมาย เพราะผู้เสียหายสามารถมาแจ้งภายหลังได้ และในกรณีนี้ 4 วันไม่ได้ถือว่านานจนผิดปกติในตัวมันเอง แต่ในทางน้ำหนักทางการเมืองและความน่าเชื่อถือ มันกลายเป็นคำถามทันทีว่า

ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงมาแจ้งความภายหลัง และถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมวันแรกจึงมีการปฏิเสธ? ระหว่างทาง 8-12สิงหาคมเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครสมคบคิดกันทำอะไรหรือไม่ วันเกิดเหตุใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีข่าว ไม่มีใครถ่ายภาพ ถ่ายคลิปเลยเหลอ

ตรงนี้แหละครับที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องไล่ย้อนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะคำกล่าวหาว่าใครตบใคร

โดยเฉพาะ ภาพจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในงาน และลำดับเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ จะมีความสำคัญมาก ตำรวจเองก็ประกาศขอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

ทางอาญา ถ้า “ตบจริง” อาจไม่ได้หนักอย่างที่สังคมคิด

ประเด็นนี้ลองตั้งข้อสังเกตดูครับถ้าเป็นเพียง ใช้มือตบบ้องหู โดยไม่มีบาดเจ็บหรืออันตรายแก่กายหรือจิตใจ เบื้องต้นอาจเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจก็ระบุฐานนี้ไว้แล้วในการแจ้งความเบื้องต้น คือทำร้ายร่างกายไม่ร้ายแรงแต่ถ้าพยานหลักฐานหรือใบรับรองแพทย์แสดงว่าเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็อาจขยับไปพิจารณา มาตรา 295 เรื่องทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ ม.391

ดังนั้น “ตบตำรวจ” ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าคดีอาญาจะร้ายแรง ต้องดูผลที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานจริง

แต่ผมว่า “ประเด็นการเมือง” ใหญ่กว่าคดีอาญา นี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมาก

ถ้าสมมติว่าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า อดีตรัฐมนตรีเป็นคนลงมือตบจริงทางอาญาอาจจบแค่ความผิดลหุโทษ จ่ายค่าปรับก็จบกันไป หรืออาจจะจบด้วยการถอนแจ้งความ เพราะดูท่าทีผู้เสียหายไม่ประสงค์เอาความตั้งแต่ต้น

แต่ทางการเมืองมันจะเกิดคำถามอีกชุดหนึ่งว่า
อดีตรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีหรือไม่?

มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ถูกออกแบบมาใช้กับ คณะรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. โดยเน้นเรื่องความประพฤติและการรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งด้วย

แต่ต้องระวังคำหนึ่งมากๆ คือ “อดีตรัฐมนตรี”
ถ้าบุคคลนั้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่อยู่ภายใต้กลไกดังกล่าว การจะเอากระบวนการทางจริยธรรมของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” มาเล่นงานโดยตรง ไม่ได้ง่ายเหมือนกรณีรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีนี้แทนยังเป็น สส.อยู่

แต่ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” หนีไม่พ้น “แทน”รับไปเต็มๆแล้ว

เพราะคู่กรณีไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็น รอง ผกก.สืบสวน และเหตุถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในงานศพ

ยิ่งตอนแรกมีคำปฏิเสธหลายชั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความในภายหลัง เรื่องจึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “ตบกันหรือไม่” แต่กลายเป็น
ทำไมตำรวจถึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าเดินเข้าสู่กระบวนการ หรือแค่กระแสสังคมกดดัน กดดันไปถึงผู้บัญชาการแห่งชาติไปถึงนายกรัฐมนตรี

และนี่คือเหตุผลที่คำสั่งของ ผบ.ตร. มีความสำคัญมาก เพราะ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกำชับให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม

ผมฟันธงว่าเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตบหรือไม่ตบ” อย่างเดียว มี 3 เกมซ้อนกัน
เกมที่ 1 คดีอาญา
ถ้าตบจริงและไม่มีบาดเจ็บหนัก อาจจบที่ ม.391 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใหญ่ในเชิงโทษ

เกมที่ 2 ศักดิ์ศรีตำรวจ
นี่ใหญ่กว่า เพราะถ้าตำรวจถูกนักการเมืองใช้กำลังต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนแล้วไม่มีการดำเนินการ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย

เกมที่ 3 การเมือง
นี่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายการเมือง เพราะต่อให้คดีอาญาจบแบบเบาๆ แต่ถ้าภาพจำของประชาชนกลายเป็น

“นักการเมืองบ้านใหญ่ใช้กำลังกับตำรวจ แล้วตอนแรกทุกคนช่วยกันบอกว่าไม่มีอะไร”

ผมคิดว่า คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะถ้าสำนวนออกมาตามพยานหลักฐานจริง ไม่ว่าผลจะเป็น “มีการทำร้าย” หรือ “ไม่มีการทำร้าย” ก็ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อได้ทั้งสองทาง

สรุปคดีอาญาอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ “การจัดการคดีนี้อย่างไร” กลับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกำลังวัดว่าในนครศรีธรรมราช ระหว่าง อำนาจการเมืองกับอำนาจตามกฎหมาย ใครยืนอยู่เหนือใคร

รองนายกฯ ลุยปรับข้อมูล!! เสนอแก้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มุ่งส่งเสริมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ชูโปร่งใส ตรวจสอบรัฐ หวังขจัดทุจริตประพฤติมิชอบ

รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอปรับแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร หลังใช้งาน มากว่า 29 ปี มุ่งหวังส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เชื่อหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จะช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายปกรณ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือในการ จะทำร่างระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับ ของทางราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ฉบับเดิม ใช้มากกว่า 29 ปีแล้ว โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก จึงจะให้มีการจัดทำ QR Code เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงวิธีการและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงจากนี้ต้องให้มีการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ/ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร /และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประจำปี 2569 ไตรมาสที่ 1-3

“กลไกการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม ย่อมสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น”รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ รายงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540 ประจำปีงบประมาณ 2568 การดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ 2569 รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้คาดหวัง ให้ข้อมูลข่าวสารมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่ปลอดจากการทุจริต และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1534660695362929&id=100064570394286&rdid=BeM75vlhNjP7w6D9#

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

ECONBIZ

แกร็บดันเทรนด์รักสุขภาพ!! เรียกรถไปสวนเช้าโต 5 เท่า กาแฟดำ-มัตฉะขายเกิน 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงพุ่ง 3.3 ล้านออเดอร์ ร่วมหนุน BYD HYROX ฟิตเนสเรซโลก

แกร็บ เผยเทรนด์ Longevity-HYROX มาแรง ปลุกคนเมืองรักสุขภาพ
ดันยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะโตกว่า 5 เท่า คนสั่งกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง"

“ในฐานะผู้นำซูเปอร์แอปที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ เราจึงได้คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nutrition Tag ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood นอกจากนี้ แกร็บยังไม่พลาดที่จะรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนท์การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีคนตั้งตาคอยมากที่สุดในประเทศไทย”

คนเมืองฟิตจัด เรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่งกว่า 5 เท่า เข้ายิมโต 30%
- เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนมาแรงดันยอดเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1 โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.) กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพนิยมใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2

- นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

- อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นต้องยกให้กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ดันยอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา พุ่งถึง 2.5 เท่า3 เมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

คนรุ่นใหม่สั่งหวานน้อยพุ่ง 50% ออเดอร์เมนู “อกไก่” โต 30%
- เทรนด์หวานน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% - 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6

- ฟากเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ “อกไก่” มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%7

- เมื่อส่องพฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง8

“ผักเคล-บลูเบอร์รี-แซลมอน” ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตติดบ้าน โปรตีนพร้อมดื่มพุ่ง 3.5 เท่า
- สินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่มมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า9

- เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ “ผักเคล” ที่ขึ้นแท่นไอเท่มยอดฮิตอันดับหนึ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี10 ตามมาด้วย “บลูเบอร์รี่” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ “แซลมอน” ที่มีโปรตีนสูงอัดแน่นกรดไขมันโอเมก้า 3

- สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า11 ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมไอเท่มสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว

เอาใจสายเฮลท์ตี้! แกร็บมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เพียงใส่โค้ด “HEALTHY” เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ แกร็บยังเอาใจสาวก HYROX ด้วยโค้ด “HYROXRACE” ที่ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้

‘ศุภจี’ ดันอุตสาหกรรม!! ปลุกตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง ย้ำมาตรฐานสินค้าต้องได้สากล ขยายอุตสาหกรรมใหม่สู่ตลาดโลก เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลาย ส.ค.

“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

นางศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

นางศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

“ดีพร้อม” ชูโมเดลธุรกิจท้องถิ่น!! 2 ผู้ประกอบการใต้ สร้างแบรนด์ดัง ขึ้นมาตรฐานสินค้า ส่งออกไกลสู่ต่างประเทศ พัฒนาคน สร้างรายได้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

เมื่อปลาไทยว่ายไกลถึงอังกฤษ – รังนกไทยบินสู่จีน ‘ดีพร้อม’ พาถอดสูตร 2 ผู้ประกอบการแดนใต้ กับการขายของท้องถิ่นให้เป็นดาวเด่นบนเชลฟ์สินค้า พร้อมโมเดลการส่งต่อรายได้และโอกาสที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน

ของดีภาคใต้หลายชนิดได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมานาน แต่โจทย์สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นไม่หยุดอยู่เพียงการขายของจากท้องถิ่น หากสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง สร้างแบรนด์ของตัวเอง และเดินทางไปได้ไกลถึงตลาดต่างประเทศ เพราะทุกครั้งที่วัตถุดิบหนึ่งชิ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ แต่ยังส่งต่อไปถึงแรงงาน ผู้ผลิต และผู้คนอีกจำนวนมากในชุมชน คำตอบนี้เห็นได้จาก 2 ธุรกิจในจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและเส้นทางต่างกัน แต่กำลังพิสูจน์ภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ ทั้ง “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” ที่เปลี่ยนปลาทะเลจากแพปลาในพื้นที่ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมาตรฐานสากล ส่งออกไกลถึงเอเชียและสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับ “พอสรังนก” ที่ต่อยอดรังนกไทยจากธุรกิจวัตถุดิบ B2B สู่แบรนด์พรีเมียมพร้อมรับประทาน โดยทั้ง 2 กิจการสร้างงานให้คนในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง และเดินหน้าขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีวัตถุดิบที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกล้าปรับโมเดลธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาคน และเปิดรับองค์ความรู้กับเทคโนโลยีใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงชวนถอดรหัสเส้นทางของ 2 “ฮีโร่แดนใต้” เพื่อค้นหาว่า ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเปลี่ยนทุนที่มีอยู่ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างแข็งแรงได้อย่างไร

ต่อยอดศักยภาพท้องถิ่น ด้วยคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ได้ เพราะแต่ละภูมิภาคมีศักยภาพ ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การพัฒนาผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของพื้นที่และต่อยอดด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“สำหรับภาคใต้ไม่เพียงเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมีศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและประมง สมุนไพร รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจมูลค่าสูงได้ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดนี้ “ดีพร้อม” จึงขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบาย “DIPROM FLEXi” ที่มุ่งออกแบบการส่งเสริมอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า หัวใจของ DIPROM FLEXi คือ การทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างตรงจุดและทันเวลา เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน การส่งเสริมจึงต้องตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI หรือเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารและการตลาด โดยสิ่งที่ดีพร้อม

ให้ความสำคัญที่สุด คือ “การพัฒนาคน” เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ มีวิธีคิดใหม่ และพร้อมปรับตัว ธุรกิจก็จะเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของชุมชน โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือ การสร้างคนเก่ง เพื่อต่อยอดธุรกิจให้แกร่ง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

เจาะโมเดล “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” กับการดึงความสมบูรณ์วัตถุดิบสู่การเติบโตทางธุรกิจ

ย้อนกลับไปกว่า 44 ปีก่อน “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” เริ่มต้นจากครัวเล็ก ๆในจังหวัดสมุทรสาคร ผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลาเพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย นายอดิรุจ ถาวรทวีวงษ์ ผู้บริหารรุ่นปัจจุบันของบริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด เล่าว่า เมื่อธุรกิจเติบโต ครอบครัวจึงย้ายฐานการผลิตมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบปลาทะเลและความใกล้ชิดกับตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศมาเลเซีย ทำให้บริหารต้นทุนและคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันโรงงานในจังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลา เช่น ปลาเส้น ปลากรอบ ปลาแผ่นอบกรอบ และปลาแผ่นนิ่มโดยใช้ปลาทะเลสดจากแพปลาในพื้นที่เฉลี่ยวันละ 2 ตัน ทั้งปลาข้างเหลือง ปลาทรายแดง และปลาไร้ก้าง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่นและสร้างรายได้แก่ชาวประมงอย่างต่อเนื่อง

“ผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมทวีวงษ์วางจำหน่ายใน Big C, Tops และ Makro ควบคู่กับการรับจ้างผลิต (OEM) และการพัฒนาแบรนด์ “ทวีวงษ์” พร้อมส่งออกไปยังจีน มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน โรงงานในจังหวัดสงขลายังจ้างงานคนในพื้นที่กว่า 120 คน สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชน”

เมื่อธุรกิจขยายตัว ความท้าทายก็เพิ่มขึ้น ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Eco Label) และกิจกรรมดีพร้อม คพอ. ซึ่งช่วยต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI การตลาดออนไลน์ และแนวคิด Lean Manufacturing เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาองค์กร เพราะแต่ละช่วงของธุรกิจมีความท้าทายแตกต่างกัน องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางที่ได้รับสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง จนทำให้โรงงานในจังหวัดสงขลาได้รับการรับรองมาตรฐาน FSSC 22000 ด้านความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างงานให้คนในพื้นที่ และรับซื้อวัตถุดิบจากชาวประมงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของชุมชน”

นายอดิรุจ กล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ การยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการผลิต และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงขยายธุรกิจจากการผลิตแบบ B2B สู่การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านบริการ OEM ที่ช่วยให้เข้าถึงกำลังการผลิตมาตรฐาน ได้ง่ายขึ้น พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการ SME ว่า อย่าหยุดเรียนรู้และอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่เปิดรับ
องค์ความรู้ใหม่ ย่อมเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และเมื่อธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนภาพรังนกใหม่สู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่คนไทยเข้าถึงได้

แม้ธุรกิจรังนกของครอบครัวจะดำเนินมากว่า 20 ปี ในฐานะผู้จำหน่ายรังนกล้างแบบ B2B แต่ นางสาวพิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยายปีกบิน จำกัด มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดรังนกไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก จึงยังไม่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคชาวไทย คำถามนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รังนกของตนเอง เพื่อให้คนไทยได้บริโภครังนกคุณภาพที่ผลิตในประเทศไทย

นางสาวพิชามญช์ุ เล่าว่า รังนกภาคใต้เป็นหนึ่งในรังนกที่ดีที่สุดของโลก แต่คนที่รู้จักและได้บริโภคกลับเป็นคนต่างชาติ บริษัทฯ จึงอยากสร้างแบรนด์ที่เป็นกระบอกเสียงให้คนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าในประเทศไทยจากแนวคิดดังกล่าวจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "พอสรังนก PAUS Birdnest" ที่ใช้รังนกแท้ 100% ปราศจากสารกันเสีย ไม่ผ่านการฟอกขาว และได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. GHP HACCP และ HALAL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนารังนกลอยแก้วแบบซองพร้อมรับประทานและต่อยอดรังนกเป็นวัตถุดิบปรุงสุก (Topping/ Ingredient) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมหวาน มีช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน และออนไลน์ Shopee, Lazada, Tiktok และอื่นๆ รวมถึงร้านอาหาร ร้านขายยา โรงพยาบาลชั้นนำ”

นางสาวพิชามญช์ กล่าวต่อว่า นอกจากเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น ธุรกิจยังสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดแยก ล้าง จนถึงจัดรูปทรงรังนก ต้องอาศัยแรงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ ซึ่งแรงงานที่มีทักษะมีรายได้เฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อเดือน โดยการล้างรังนก ถือเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยทำความสะอาดแต่ก็ยังทดแทนฝีมือคนไม่ได้ เพราะต้องรักษารูปทรงของรังนกให้ได้มาตรฐาน นี่คือคุณค่าของคนในชุมชนที่เราอยากรักษาไว้ พร้อมสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่น การเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์ ทำให้บริษัทต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จึงเข้าร่วมโครงการกับทางกรม ทั้งโครงการด้าน Soft Power อาหาร และ ดีพร้อม คพอ. เพื่อเสริมศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจ การวิเคราะห์ต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมจนสามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“เมื่อก่อนเราคิดว่าสินค้าดีอย่างเดียวก็น่าจะขายได้ แต่ความจริงการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งต้นทุน ราคา บรรจุภัณฑ์และความต้องการของลูกค้า การได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของดีพร้อม รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการคนอื่น ทำให้เราเห็นมุมที่ไม่เคยมองและนำกลับมาปรับใช้กับธุรกิจได้จริงจนระบบการทำงานแข็งแรงขึ้น ในอนาคตสยายปีกบินตั้งเป้าการขยายตลาดสู่ประเทศจีนภายใต้มาตรฐานสากลและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรังนกไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะเราอยากให้คนไทยภูมิใจในรังนกไทยเหมือนที่ต่างชาติยอมรับ เมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เติบโต แต่ยังหมายถึงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน” นางสาวพิชามญชุ กล่าวทิ้งท้าย

LITE

13 สิงหาคม 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี) เสริมวัฒนธรรมไทย-พุทธในทหาร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก
ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

๑๒ สิงหาคม
วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ พระราชวงศ์ และประชาชนมาอย่างยาวนาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ทรงเป็นพระธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และทรงดำรงพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระบรมราชินีคู่พระบารมีแห่งรัชกาลที่ 9
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร รับฟังปัญหา และพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง คือการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านงานศิลปาชีพ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าฝีมือหัตถกรรมพื้นบ้านของราษฎรไทย โดยเฉพาะในชนบท เป็นทั้งมรดกภูมิปัญญาและช่องทางสร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงทรงส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพเสริมจากงานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก งานปัก และงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพไม่เพียงช่วยให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ้าไทยและงานหัตถกรรมหลายแขนงได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามทางวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากงานด้านศิลปาชีพแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ

พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนทรงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตและความยั่งยืนของชุมชน

วันที่ 12 สิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันพระราชสมภพเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันกว้างขวางของพระองค์ ทั้งในด้านการพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม การสาธารณสุข การสงเคราะห์ประชาชน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของราษฎร

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” เพื่อเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของทุกคน

สัญลักษณ์สำคัญของวันแม่แห่งชาติ คือดอกมะลิ ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม และสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก วันนี้จึงเป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ระลึกถึงพระคุณแม่ แสดงความรัก ความเคารพ และตอบแทนพระคุณผ่านการกระทำที่ดี

ในความหมายของชาติไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน” จากพระราชกรณียกิจที่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทรงมองเห็นคุณค่าของคนไทยในทุกพื้นที่ และทรงส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงขึ้น

พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับชีวิตชุมชนชนบทและการอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทยให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

12 สิงหาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทย และทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

วันนี้จึงเป็นทั้งวันแห่งความรัก ความกตัญญู และวันแห่งการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

11 สิงหาคม 1999 สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งใหญ่ เงาดวงจันทร์พาดผ่านโลก ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผู้คนทั่วโลกจับตา ที่ปลุกความสนใจด้านดาราศาสตร์ทั่วโลก

วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นวันที่เกิดหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งแนวคราสพาดผ่านพื้นที่หลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดลงมายังพื้นผิวโลก หากผู้สังเกตอยู่ในแนวเงามืด หรือ umbra จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ทั้งดวง กลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงามัว หรือ penumbra จะมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

เหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในยุโรปและเอเชีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากสามารถเฝ้าชมปรากฏการณ์ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่อยู่นอกแนวคราสเต็มดวงในหลายภูมิภาค ก็ยังสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนได้
แนวคราสของสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เริ่มจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ก่อนพาดผ่านบางส่วนของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย และต่อไปยังตะวันออกกลาง ก่อนสิ้นสุดแนวคราสในเอเชียใต้ พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดหมายของนักดาราศาสตร์ นักท่องเที่ยว และประชาชนที่ต้องการชมช่วงเวลาที่กลางวันกลายเป็นความมืดชั่วขณะ

ในหลายประเทศ ผู้คนรวมตัวกันตามพื้นที่เปิดโล่ง เมืองใหญ่ ชายฝั่ง ภูเขา และสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนหมด ภาพของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดลง และแสงรอบขอบฟ้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ไม่ลืม

สุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ หรือโคโรนา ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก สภาพอากาศ และคลื่นวิทยุ

เหตุการณ์ในปี 1999 ยังเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้สิ้นสุดสหัสวรรษที่สอง จึงยิ่งทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วโลก บางพื้นที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งสุดท้ายของสหัสวรรษ” ทำให้บรรยากาศการติดตามข่าวและการเดินทางไปชมคราสคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับยุโรป เหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ของทวีป และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน โรงเรียน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากเตรียมแว่นกรองแสง กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนท้องฟ้า

อย่างไรก็ตาม การชมสุริยุปราคาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการมองดวงอาทิตย์โดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ดวงตาเสียหายอย่างถาวร การรณรงค์ให้ใช้แว่นกรองแสงมาตรฐานและอุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้

ในเชิงสังคม สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้จริงด้วยตา และทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนท้องฟ้ามืดลงกลางวันแสก ๆ ยังทำให้หลายคนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความแม่นยำของการคำนวณทางดาราศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายเวลาและเส้นทางของคราสได้ล่วงหน้าอย่างละเอียด

แม้สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นหลายครั้งบนโลก แต่แต่ละครั้งมีเส้นทางคราสที่แตกต่างกัน และพื้นที่ที่สามารถเห็นคราสเต็มดวงได้มีขนาดจำกัดมาก ผู้ที่อยู่ในแนวเงามืดเท่านั้นจึงจะได้เห็นดวงอาทิตย์ถูกบังเต็มดวงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เหตุการณ์ในปี 1999 กลายเป็นประสบการณ์หายากสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย

สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 จึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เป็นวันที่ท้องฟ้ากลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และทำให้มนุษย์หันกลับไปมองจักรวาลด้วยความตื่นตา

วันนี้จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วันที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านโลก และทำให้ผู้คนในหลายประเทศได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ที่กลางวันกลายเป็นความมืด พร้อมกับความประทับใจที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE1999/TSE1999.html?utm_source=chatgpt.com

#TheStatesTimes
#Lite
#CoolLife
#TodaySpecial

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ไทยปรับสมดุลหลังสหรัฐฯ ถอนอินโดจีน!! เดินหน้าสถาปนามิตรภาพ เปลี่ยนยุทธศาสตร์หลังสงครามเวียดนาม เปิดทางเลือกการทูตสอดคล้องสถานการณ์ รักษาผลประโยชน์พร้อมลดแรงตึงเครียด

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.5)

27 มกราคม 1973 สหรัฐฯ เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ และฝ่ายปฏิวัติชั่วคราวลงนามในข้อตกลงยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพ (Paris Peace Accords) ข้อตกลงกำหนดให้สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากเวียตนาม และถือเป็นการยุติการรบโดยตรงของสหรัฐฯ ในสงครามเวียตนาม ภายในเดือนมีนาคม 1973 กองกำลังรบสหรัฐฯ ถูกถอนออกจากเวียตนามเกือบทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัฐบาลไซ่ง่อนอยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากปี 1973 รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคาดหวังว่าจะช่วยเวียตนามใต้หากเวียตนามเหนือกลับมาโจมตีอย่างรุนแรง แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ต้องการกลับเข้าสู่สงคราม ประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและ Watergate ทำให้รัฐบาล Nixon ไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นเรื่องการแทรกแซงทางทหารได้ เมื่อเวียตนามเหนือเปิดการรุกครั้งใหญ่ในปี 1975 สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังรบกลับเข้าไป คงส่งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน M-16 และกระสุน หมวกเหล็ก ฯลฯ จำนวนมาก ด้วยหวังว่า รัฐบาลเวียตนามใต้จะรวบรวมทหารและประชาชนร่วมมือกันต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม สหรัฐฯ เร่งอพยพคนอเมริกันและชาวเวียตนามจำนวนมากออกจากไซ่ง่อนด้วยเฮลิคอปเตอร์ใน Operation Frequent Wind เมื่อ “สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากสงครามเวียตนามในปี 1973 และถอนตัวจากการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในอินโดจีน ก่อนที่ระบอบพันธมิตรในเวียดนามใต้ เขมร และลาวจะทยอยล่มสลายในปี 1975”

จุดเปลี่ยนสำคัญ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ด้วยเพราะ บริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญ:
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียตนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดย
- เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- เขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง
- กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค
ไทยจำเป็นงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญมาก ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนจีน และได้พบกับ โจว เอินไหล และผู้นำจีน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยอยู่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อจีนกับไทยปรับความสัมพันธ์ ไทยก็เริ่มใช้แนวทาง “การทูตแบบสมดุล” มากขึ้น ทำให้ อดีตคู่ขัดแย้ง กลายเป็น “มิตรประเทศ” ความสัมพันธ์ไทย–จีนนั้น มีทั้งมิติของ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะชุมชนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร และ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ในเวลาต่อมาตามลำดับ

เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) อันมีสาเหตุมาจาก:

- ความขัดแย้งเรื่องชายแดนและการสังหารหมู่: หลังกลุ่มเขมรแดงของพล พต ขึ้นครองอำนาจในปี 2518 ได้ยึดแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และส่งกำลังทหารข้ามชายแดนไปบุกโจมตีหมู่บ้านชาวเวียดนามตามชายแดนหลายครั้ง (เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่บาจุ๊ก ในจังหวัดอานซาง)
.
- การเมืองยุคสงครามเย็น: เขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน ขณะที่เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงมหาอำนาจซ้อนทับ

- ความต้องการโค่นล้มระบอบพล พต: เวียดนามต้องการกำจัดภัยคุกคามจากเขมรแดง และสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านเขมรแดง (เช่น เฮง สัมริน และฮุน เซน) ขึ้นมาปกครองแทน

25 ธันวาคม 1978 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม 1979 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง มีการตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ

เหตุการณ์ เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
1. การบุกยึดพนมเปญ (1978–1979): วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง
2. การตั้งรัฐบาลใหม่: เวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ
3. สงครามตามแนวชายแดนไทย: กองกำลังเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านถอยร่นมาตั้งหลักตามแนวชายแดนไทย-เขมร ทำให้กองทัพเวียดนามติดตามมาบุกและเกิดการปะทะกับกองทัพไทยหลายครั้ง (เช่น สมรภูมิช่องบก และค่ายผู้อพยพต่างๆ)
4. สงครามสั่งสอน (1979): จีนส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีชายแดนทางตอนเหนือของเวียดนามเพื่อลงโทษที่เวียดนามบุกเขมร

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)

สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า

“จู หรงจี : รัฐบุรุษผู้ยื่นมือฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้ง
และวางรากฐานการค้าไทย-จีน
หาก เติ้ง เสี่ยวผิง คือผุ้วางรากฐานนโยบาย เปิดกว้างและปฏิรูป
จู หรงจี คือ ขุนพลฝ่ายเศรษฐกิจ
ผู้จับมีดหมอผ่าตัดระบบเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ยุคสากล
มรดกสำคัญที่สุด การเป็นมิตรแท้ยามยากของไทยยุคต้มยำกุ้ง”

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม
คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164317856187225/?rdid=G5A9PWcCaXuD1f91#

อาลัย ‘จูหรงจี’ ผู้นำปฏิรูปสายแข็ง อดีตนายกฯสายแข็งชี้ทางเศรษฐกิจ ทุ่มโลงศพ 100 โลงปราบทุจริต ส่งจีนนับหนึ่งสู่โลกใหม่ อาเซียนคู่ค้าหลักสมัยใหม่

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “   ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่อ.ษรชื่นชมมากที่สุด = #จูหรงจี Zhu Rongji

อดีตนายกฯ จูหรงจี  ผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวะ ม.ชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพท์  พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า  กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง

จูหรงจี คือ  มือปราบ #เงินเฟ้อจีน ที่เคยพุ่งกว่า 27 %  ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ #รัฐวิสาหกิจซอมบี้ ทุบข้าวชามเหล็กที่ทำให้คนนั่งๆนอนๆ ไม่กระตือรือร้น  ลุยปราบ #ทุจริตคอรัปชั่น  ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม

จูหรงจีมี mindset ที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่กลับเน้นผลักดันให้จีนเข้า #WTO  เพื่อหวังใช้ #แรงกดดันจากภายนอก มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง  ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ #ไม่ปรับไม่รอด  

ยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาด #อาเซียน จูหรงจีตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน  (เพื่อกระจายความเสี่ยงลดพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น) ในปี 2000 จีนได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียน   มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐ/สหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน)

จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก  แต่ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม  มีคนจีนจำนวนมากต้องหลุดจากงาน  สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่ของจูหรงจี

บทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี = การปฏิรูปย่อมมี“ต้นทุน” และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมี“แรงต้าน“  ทุกการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่อง จะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน  สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้โดยไม่สั่นคลอน

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีเสียชีวิตลาโลกไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลัง ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่  เน้นการแข่งขัน เน้นใช้ #กลไกตลาด ควบคู่ไปกับ #กลไกเศรษฐกิจโลก ภายใต้การรักษาเสถียรภาพโดยพรรคฯ

NOTE : คำกล่าวสำคัญของจูหรงจี  ในวาระต่างๆ ที่ได้รับการพูดถึงกันมาก

📌 “แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  

No matter what is waiting ahead for me—whether it be landmines or an unfathomable abyss—I will forge ahead without hesitation, and I will give my all until my heart stops beating." 

(Delivered during his first press conference as Premier in March 1998, outlining his commitment to difficult economic reforms).

📌 “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “

Prepare 100 coffins—99 for corrupt officials, and one for myself

(Delivered this legendary anti-corruption statement in 1998, shortly before becoming Premier of China)

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0NH8Qg1UwwxBb9AetzdEB9o9wWp6PNBWfeYm7E7LKUQ5cv9KxBwHtqVVDUeGujAyRl&id=1037140385

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

“อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล
ยืนยันจะไม่มีการถอนกำลังออกจาก
เลบานอนตอนใต้ ซีเรีย หรือกาซา
เพราะนี่คือนโยบายของอิสราเอล
และจะดำเนินการต่อไปจนสำเร็จตามประสงค์”

อิสราเอล คัตซ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1372034568418233/?rdid=M9VTRAAZjMGpX52X#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top