Tuesday, 11 August 2026
NEWS

ผบ.ฉก.44 ตรวจเข้ม!! ปักหมุดทุ่งยางแดงกวาดล้าง ลุยแผน 6914 สันติสุขปัตตานี กำชับชุดจรยุทธ์สนับสนุนเต็มกำลัง เน้นความสงบประชาชนพื้นที่เสี่ยง

ผบ.ฉก.ทพ.44 ลงพื้นที่เดือด!
ตรวจเข้ม "ชป.จรยุทธ์" ลุยแผนปัตตานีสันติสุข 6914
ปักหมุดทุ่งยางแดง กวาดล้างให้สิ้นซาก!

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.
พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 พร้อมด้วย ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการ และผู้บังคับกองพันในพื้นที่ ลุยตรวจเยี่ยม หน่วยเฉพาะกิจพันรบที่ 4 ที่เข้าสนับสนุนภารกิจอย่างเต็มกำลัง

พร้อมให้คำแนะนำและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธการปัตตานีสันติสุข 6914 ในห้วงวันที่ 9 - 13 สิงหาคม 2569 โดยจัดกำลังพลรวม 8 ชุดปฏิบัติการ ปฏิบัติภารกิจเข้มข้น ณ ตำบลน้ำดำ และตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เพื่อความสงบสุขของประชาชน!

ที่มา : https://www.facebook.com/61577912453569/posts/122187273440930415/?rdid=tORx5600gQMrVIX0#

ไทยถกกฎหมายปิดแสงอาชญากร!! สื่อโซเชียลทำหน้าที่เสี่ยง นิวซีแลนด์ใช้กฎหมาย Name Suppression คุ้มครองสิทธิ์ปิดเผยตัวผู้ต้องหาแบบเด็ดขาด ไทยน้อมรับหลักสันนิษฐานบริสุทธิ์ก่อนผิด

ถึงเวลาเลิกให้แสงเหยื่อหรือยัง ไทยพร้อมไหมกับกฎหมายปิดกั้นแสงของอาชญากร

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการกราดยิงในโรงเรียนจนมีการค้นหาตัวครูและนักเรียนที่บูลลี่หรือล่าสุดที่มีการยิงนายก อบจ. นนทบุรีแล้วคนร้ายโทรหานักข่าวช่องดังเพื่อขอมอบตัว นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซเชียลตื่นตัวและทำการล่าแม่มดหรือใช้สื่อในการเป็นกระบอกแสงส่องหาตัวเอง แต่ในปัญหาระดับชาติอย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางผู้ก่อการร้ายก็ใช้สื่อนี่แหละเป็นตัวเผยแพร่และเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่ตอนเรื่องฆ่าตัดคอพระที่ภาคใต้มาแล้ว จนมาวันนี้เริ่มมีคนสังเกตว่าในโลกยุคใหม่ที่สื่อหาได้ตามท้องถนนจนแบบที่เรียกว่าใครๆก็เป็นสื่อได้นั้น เราควรมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมสื่อแบบนี้หรือไม่ วันนี้เอย่าจะมาเล่าถึงกฎหมายฉบับหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ โดยกฎหมายตัวนี้คือ กฎหมาย Name Suppression / Suppression Order ภายใต้ Criminal Procedure Act 2011 ของนิวซีแลนด์ โดยรายละเอียดของกฎหมายตัวนี้อยู่ที่ มาตรา 200 ระบุว่า ศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพและข้อมูลต่างๆที่นำไปสู่การระบุตัวตน ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกยกฟ้องได้ โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ควบคุมแค่สื่อ แต่รวมไปถึงการโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลด้วยเช่นกัน

ในนิวซีแลนด์การปกปิดนั้นต้องมาจากคำสั่งศาล ซึ่งศาลจะพิเคราะห์จากเหตุไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตัดสินและเหยื่อ ได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรืออาจทำให้บุคคลอื่นถูกสงสัยและได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงกระทบต่อการพิจารณาคดี การสืบสวน การจับกุมจนไปถึงความมั่นคงของประเทศ โดยตัวกฎหมายระบุบทลงโทษทั้งจำและปรับคือเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้ มาถึงตรงนี้คำถามคือกฎหมายนี้จะตราและใช้ในไทยได้ไหม

คำตอบนั้นง่ายมากคือ “ยาก” เพราะกฎหมายไทยมีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่กล่าวคือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยรับรองหลักว่า บุคคลต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การนำผู้ต้องหามาเปิดเผยตัวต่อสื่อ หรือทำให้สังคมเข้าใจว่า “เป็นคนร้ายแน่นอนแล้ว” อาจมีปัญหาด้านสิทธิได้ เพราะสมาคมนักข่าวฯ เองเคยเรียกร้องเรื่องการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวและเปิดเผยใบหน้า โดยอ้างว่ากระทบหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือสิ่งที่เป็นผลทางอ้อมของกฎหมายนี้คือการไม่ให้ค่าการกระทำผิดเพื่อลดการเลียนแบบและการคิดว่ามันคือสิ่งที่สามารถทำได้ในสังคมให้ลดลงโดยเฉพาะในเยาวชนและเด็กรวมถึงการจำกัดการให้แสงกับกลุ่มก้อนใดๆที่ต้องการทำอะไรบางสิ่งเพื่อหวังผลให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยไม่เต็มใบทำไม่ได้แต่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีประชาธิปไตยเต็มทั้งใบสามารถทำได้นั่นเอง

ที่มา : AYA

33 ปี เป็นศาสตราจารย์ได้อย่างไร? ‘รศ.ดร.นพ. พลเทพ’ 5 ปี 30 วันทำตำแหน่ง มุ่งเน้นงานวิจัยที่มีผลจริง ไม่แลกความเร็วกับคุณภาพ สร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.นพ. พลเทพ วิจิตรคุณากร กล่าวบนเฟสบุ๊ค

33 ปี เป็นศาสตราจารย์ได้อย่างไร? ใน 5 ปี 30 วันนับจากวันบรรจุ — แล้วทำอะไรต่อดี?
วันนี้ขอบันทึกอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิตครับ

เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 (เพิ่งมีเวลาตกผลึกได้โพส) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
ถ้ามองจาก timeline อย่างเดียว อาจดูเหมือนจะวางแผนเรื่องตำแหน่งวิชาการมาตลอด
แต่ความจริง…แต่ละช่วงไม่เหมือนกันเลย

เส้นทางตำแหน่งวิชาการ
อาจารย์ — 2 ม.ค. 62 | อายุ 28 ปี
ผศ. — 6 ม.ค. 63 | อายุ 29 ปี | ใช้เวลา 1 ปี 4 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 1 ปี)
รศ. — 7 ม.ค. 65 | อายุ 31 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 1 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)
ศ. — 1 ก.พ. 67 | อายุ 33 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 25 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)

รวมจากอาจารย์ → ศาสตราจารย์ 5 ปี 30 วัน
แต่สิ่งที่อยากแชร์จริง ๆ ไม่ใช่วิธี “ทำตำแหน่งให้เร็ว”
เพราะสิ่งที่แต่ละช่วงสอนผมต่างกันมาก

ตอน ผศ. — นับวัน วางแผน แต่ไม่ค่อยรู้เกณฑ์
ตอนเริ่มเป็นอาจารย์ ก็ตั้งใจชัดเจนว่า เมื่อครบเกณฑ์ 1 ปีจะยื่น
พอเริ่มรู้สึกว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้ว” แต่ผลงานยังขาดอีกนิด ผมมีข้อมูลวิจัยที่ทำไว้แล้วอยู่ชุดหนึ่ง เลยเร่งปิดงาน วิเคราะห์ เขียน และปั่น paper ชิ้นนั้นให้ตีพิมพ์ทันช่วงเวลาที่จะยื่น
ช่วงนั้นสอนตัวเราเองว่า รู้เกณฑ์ให้ชัด แล้ววางแผนย้อนกลับว่าเรายังขาดอะไร
บางครั้งเราไม่ได้ขาดโอกาสแต่แค่ยังไม่ได้ทำของที่มีอยู่ให้เสร็จ

ตอน รศ. — แทบไม่ได้สะสมผลงานเพื่อ รศ.
ช่วงนี้กลับตรงกันข้าม

ทำงานที่ตัวเองชอบ (ช่วยงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา [ศวส] และสอนวิจัยนักศึกษาแพทย์) ได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม เลือกคำถามจากปัญหาจริง และพยายามเลือกงานที่เชื่อว่าจะมี Real-World Impact
พอถึงเวลาหนึ่ง กลับพบว่าผลงานครบสำหรับยื่น รศ. ไปแล้ว (ส่งงานวิจัยไป 6 เรื่อง)
นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก

อย่าทำวิจัยเพียงเพื่อให้ “นับได้”
ทำงานที่มีความหมาย แล้วตำแหน่งจะเป็นผลลัพธ์ตามมา
.
ตอน ศ. — ตั้งใจอีกครั้ง แต่ไม่อยากแลกคุณภาพกับความเร็ว
ตอนยื่น ศ. ผมส่งผลงานวิชาการไป 18 เรื่อง และหนังสือ 1 เล่ม
จริง ๆ ตั้งใจจะยื่นทันทีที่ครบเกณฑ์ 2 ปี แต่สุดท้ายช้าไป 25 วัน เพราะหนังสือยังไม่เสร็จในรายละเอียดที่พอใจ

ผมรู้สึกว่า หนังสือเป็นงานที่รีบไม่ได้
ทุกคำอธิบาย ทุกตัวอย่าง และทุกรายละเอียดต้องดีพอ เพราะสิ่งที่เราเขียนไว้อาจถูกนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัยคนอื่นหยิบไปใช้ต่ออีกนาน

สุดท้ายเลยเลือก
“ช้าลงหน่อย แต่ทำให้ละเอียด”

สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากกว่าการที่หนังสือเล่มนี้ถูกใช้ประกอบการขอตำแหน่ง คือหลังจากออกมาแล้ว หนังสือถูกตีพิมพ์ซ้ำไปแล้ว 2 ครั้ง และปัจจุบันขายไปเกือบ 1,000 เล่ม (สนใจกดได้ที่ https://www.chulabook.com/medical-and-nursing/230144...)

สำหรับผม นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า งานวิชาการที่เราทุ่มเททำ ถ้ามันมีประโยชน์จริง มันสามารถเดินต่อไปได้ไกลกว่าจุดประสงค์แรกที่เราตั้งไว้

แต่ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ผมคิดว่า mindset ทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ที่ MMIT Mahidol Wittayanusorn School

ผอ. Thongchai Chewprecha เคยบอกพวกเราว่า คนที่ได้รับโอกาสควรช่วยกันเป็น
“หัวรถจักรของประเทศ”

"Made in Thailand ต้อง by Thai Technology ด้วย"
"น้ำยาง -> ถุงมือยาง เพื่อเพิ่มมูลค่า"
ประโยคนี้อยู่กับผมมาตลอด
มันทำให้ผมเชื่อว่า การได้รับการศึกษาที่ดีไม่ควรจบลงแค่ความสำเร็จของตัวเอง แต่ควรถูกนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนอื่นและประเทศ

ผมเลือกเป็นหมอ แต่ก็อยากเป็น หมอวิจัย
ไม่เพียงรักษาผู้ป่วยทีละคน แต่พยายามตั้งคำถามจากปัญหาที่เจอ แล้วสร้างความรู้ที่อาจช่วยคนได้อีกเป็นพัน เป็นหมื่น หรือช่วยเปลี่ยนระบบและนโยบายได้

ระหว่างทาง ผมโชคดีมากที่ได้พบครู ผู้ใหญ่ และเพื่อนร่วมงานที่ทำให้แนวคิดนี้ชัดขึ้น
โดยเฉพาะ อาจารย์ Sawitri Assanangkornchai ที่เปิดโอกาสและทำให้เห็นว่า งานวิจัยควรเดินต่อไปถึง policy และการมีประโยชน์ต่อประเทศ

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) Centre for Alcohol Studies : CAS ที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ที่เป็นสนามจริงให้ผมได้เรียนรู้การเชื่อม

research → policy → impact
ที่นี่ทำให้ผมได้เห็นว่า งานวิจัยไม่ได้จบลงเมื่อ paper ถูกตีพิมพ์ แต่ความรู้สามารถเดินทางต่อไปสู่การสื่อสารสาธารณะ การขับเคลื่อนนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ พัฒนานนโยบาย ระบบสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

ขอบคุณเพื่อนร่วมงานใน หน่วย สาขาวิชา ที่ร่วมคิด ร่วมทำ และช่วยกันสร้างพื้นที่ให้ผมได้เติบโตทั้งในฐานะแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย

ขอบพระคุณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้โอกาส สนับสนุน ทางวิชาการมาโดยตลอด

รวมถึงทีมวิจัย นักศึกษา ผู้ร่วมวิจัย ผู้เก็บข้อมูล ผู้ร่วมเขียน และเพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะไม่มี paper หรือผลงานชิ้นไหนที่เกิดจากคนคนเดียว

และขอบคุณ ครอบครัว ที่เข้าใจ เปิดโอกาส และให้เวลาผมได้ทำงานในสิ่งที่รัก
ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่ของผมคนเดียว
แต่มีเวลาของครอบครัวอยู่ในนั้นด้วยเสมอ
เมื่อมองย้อนกลับไป.. รู้สึกว่า
ตัวเอง "โชคดี" มากกว่าที่จะรู้สึกว่าเก่ง

ถ้าจะสรุปสิ่งที่เรียนรู้จากเส้นทางนี้ เผื่อเป็นประโยชน์กับอาจารย์ นักวิจัย หรือคนที่กำลังวางเส้นทางของตัวเอง คงมี 3 ข้อ

-รู้เกณฑ์ แล้ววางแผนล่วงหน้า (เหมือนเล่นเกมส์)
-เลือกทำงานที่มีความหมาย และมี Real-World Impact อย่างต่อเนื่อง
- เมื่อเป็นงานที่จะถูกส่งต่อให้คนอื่นใช้ อย่าแลกคุณภาพกับความเร็ว

ยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น “หัวรถจักรของประเทศ” อย่างที่เคยถูกสอนไว้

แต่จะพยายามเป็นหนึ่งแรงที่ช่วยผลักให้งานวิชาการ ระบบสุขภาพ และสังคมของเราเดินไปข้างหน้า

ขอบพระคุณทุกคนที่ร่วมอยู่ในเส้นทางนี้ครับ และทุกคนที่ร่วมทางกับที่จะเดินทางต่อในอนาคต งานอีกมากมายรอเราอยู่ ยังคันไม้คันมือตลอด

ประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ DIP 16 ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาคนจนเมือง สอนหลักการ Eightfold Path เชิงนโยบาย ถอดบทเรียนพื้นที่คลองเตย ยานนาวา บางพลัด เตรียมลุย Policy Hackathon 16 ส.ค.

“รัดเกล้า” สอนคนรุ่นใหม่ DIP 16 ถอดบทเรียนลงพื้นที่ คลองเตย–ยานนาวา–บางพลัด สู่การออกแบบนโยบายแก้ปัญหา “คนจนเมือง”

9 ส.ค. 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักสูตร Democrat Internship Program รุ่นที่ 16 (DIP 16) ที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นการถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับเยาวชน ผ่านการนำบทเรียนจากการลงพื้นที่จริงในคลองเตย ยานนาวา และบางพลัด มาฝึกวิเคราะห์ปัญหา “คนจนเมือง” จากปัญหาที่มองเห็นในพื้นที่ไปสู่การทำความเข้าใจสาเหตุเชิงระบบ และการออกแบบทางเลือกเชิงนโยบาย

นางรัดเกล้า ยังกล่าวอีกว่า เนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมตั้งแต่ การนิยามปัญหา (Define the Problem) การรวบรวมหลักฐาน (Assemble Evidence) การสร้างทางเลือก (Construct Alternatives) การกำหนดเกณฑ์เพื่อประเมินทางเลือก (Select Criteria) การคาดการณ์ผลลัพธ์ (Project Outcomes) การพิจารณา Trade-offs การตัดสินใจ และการสื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นกระบวนการ Eightfold Path สำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้หลักสูตรดังกล่าวได้เน้นให้เยาวชนตั้งคำถามสำคัญก่อนเสนอทางออกว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ และรัฐมีเครื่องมืออะไรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้บ้าง” พร้อมเรียนรู้ว่าการนิยามปัญหาที่ดีต้องไม่รีบฝังทางแก้ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้สามารถพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายบนพื้นฐานของหลักฐาน

ทั้งนี้ การเรียนการสอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจาก รศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ และทีมวิชาการของหลักสูตร

“การลงพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงการไปเห็นปัญหาเท่านั้น แต่จะต้องนำสิ่งที่เห็นกลับมาตั้งเป็นคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนปัญหานั้นให้กลายเป็นโจทย์นโยบายที่แก้ได้จริงอย่างไร” นางรัดเกล้ากล่าว

สำหรับ DIP 16 เยาวชนจะนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและบทเรียนจากการลงพื้นที่มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อแข่งขันใน Policy Hackathon ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกเปลี่ยน “ปัญหาสังคม” ให้เป็น “โจทย์นโยบาย” และพัฒนาข้อเสนอที่มีทั้งประโยชน์ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะ

POLITICS

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

ECONBIZ

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

NIA หนุน BWC ลุยนวัตกรรม!! เปิดตัว Care Floor ผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนของเสียเป็นน้ำยาทำความสะอาด ชูคอนเซปต์รักษ์โลกยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลสอดคล้องแนวคิด

พลิกโฉมวงการทำความสะอาด! NIA หนุน BWC เปิดตัว 'Care Floor'

นวัตกรรมเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมสู่น้ำยาถูพื้นรักษ์โลกสุดล้ำ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกาศสนับสนุนบริษัท เบตเตอร์ เวสท์ แคร์ จำกัด (BWC) เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสุดล้ำภายใต้ชื่อ "แคร์ ฟลอร์" (Care Floor) ซึ่งเป็นผลผลิตระดับมาสเตอร์พีซจากโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน โดยนวัตกรรมนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการด้วยการนำสารเคมีบางชนิดที่เป็นของเสีย มาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล (Upcycle) ขั้นสูง จนพลิกโฉมกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพและรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Care Floor ถูกคิดค้นและออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ "From Waste to Care - ขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาด... ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" โดยชูจุดเด่นที่ความสามารถในการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว มีความปลอดภัยสูงไม่เป็นอันตราย สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทั่วไปหลากหลายประเภทในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นในทุกครั้งที่ใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะอาดสะอ้านและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจของแบรนด์ยังไม่หยุดอยู่แค่ตัวน้ำยาทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดย Care Floor มาพร้อมปริมาณจุใจถึง 1,000 มิลลิลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบขวดใช้งานง่ายและแบบถุงเติม (Refill) ในราคาสุดคุ้มค่าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกและร่วมกันรักษ์โลกได้อย่างยั่งยืน

การผลักดันจาก NIA โดยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ BWC สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังเป็นการจุดประกายโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนภาระต้นทุนในการกำจัดของเสียให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ว้าว" ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

‘มาคาเลียส’ ชี้วอเชอร์โต!! ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัว อี-วอเชอร์ช่วยบริหารรายได้ ยอดขายโต-ลูกค้าสะดวกมากขึ้น โวช์เชอร์เป็น New Normal ใหม่

มาคาเลียส ชี้ "Voucher Economy" กำลังเป็น New Normal ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
โรงแรม-ร้านอาหารหันใช้อี-วอเชอร์บริหารรายได้ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการกลับทวีความเข้มข้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ต่างต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย ควบคู่กับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ทั้ง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ยังคงต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย เพราะปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามองหาความคุ้มค่า ประสบการณ์ เน้นราคาที่ถูกลง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้มากขึ้น ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่ ซึ่งบทบาทของอี-วอเชอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือส่งเสริมการขายหรือการจัดโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นเครื่องมือด้าน Revenue Management ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

"ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า 'วอเชอร์' คือการลดราคา แต่ในมุมของผู้ประกอบการวอเชอร์คือเครื่องมือในการบริหารรายได้และการบริหารอุปสงค์ (Demand Management) ที่ช่วยสร้างยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องลดราคาปกติของสินค้าและบริการอีกต่อไป”

ส่งผลให้ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มนำอี-วอเชอร์มาใช้ในการบริหารยอดขายในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น การกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season การจำหน่ายแพ็กเกจเฉพาะช่วงเวลา การกำหนดจำนวนสิทธิ์ หรือการกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) โดยยังสามารถรักษาระดับราคาปกติของแบรนด์ไว้ได้ แตกต่างจากการลดราคาหน้าร้านที่อาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคในระยะยาว

นอกจากการบริหารราคาแล้ว อี-วอเชอร์ ยังช่วยคาดการณ์รายรับให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถนำ วางแผนการตลาด หรือบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริโภคเองก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มองหาส่วนลดเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ กลายเป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านการซื้ออี-วอเชอร์ ทั้งสำหรับที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกใช้บริการในเวลาที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่า "วอเชอร์" ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว

จากสถิติยอดจำหน่ายวอเชอร์ของมาคาเลียสในปี 2026 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน พบว่า หมวดที่พักมีการเติบโตของยอดซื้ออี-วอเชอร์เพิ่มขึ้น 50% โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พัทยา และจากการสำรวจยังพบว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวในวันธรรมดา และนิยมท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มใช้วอเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าการรอโปรโมชั่นในช่วงเทศกาล"

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การบริหารรายได้ผ่านแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" ควบคู่ไปกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าที่เคย โดย มาคาเลียส มองว่า Voucher Economy จะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้และรักษามูลค่าของสินค้าและบริการ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่าและมีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น

LITE

11 สิงหาคม 1999 สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งใหญ่ เงาดวงจันทร์พาดผ่านโลก ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่ผู้คนทั่วโลกจับตา ที่ปลุกความสนใจด้านดาราศาสตร์ทั่วโลก

วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นวันที่เกิดหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งแนวคราสพาดผ่านพื้นที่หลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดลงมายังพื้นผิวโลก หากผู้สังเกตอยู่ในแนวเงามืด หรือ umbra จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ทั้งดวง กลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงามัว หรือ penumbra จะมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

เหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในยุโรปและเอเชีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากสามารถเฝ้าชมปรากฏการณ์ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่อยู่นอกแนวคราสเต็มดวงในหลายภูมิภาค ก็ยังสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนได้
แนวคราสของสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เริ่มจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ก่อนพาดผ่านบางส่วนของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย และต่อไปยังตะวันออกกลาง ก่อนสิ้นสุดแนวคราสในเอเชียใต้ พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นจุดหมายของนักดาราศาสตร์ นักท่องเที่ยว และประชาชนที่ต้องการชมช่วงเวลาที่กลางวันกลายเป็นความมืดชั่วขณะ

ในหลายประเทศ ผู้คนรวมตัวกันตามพื้นที่เปิดโล่ง เมืองใหญ่ ชายฝั่ง ภูเขา และสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนหมด ภาพของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดลง และแสงรอบขอบฟ้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ไม่ลืม

สุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะช่วงเวลาที่ดวงจันทร์บังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ หรือโคโรนา ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก สภาพอากาศ และคลื่นวิทยุ

เหตุการณ์ในปี 1999 ยังเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้สิ้นสุดสหัสวรรษที่สอง จึงยิ่งทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วโลก บางพื้นที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งสุดท้ายของสหัสวรรษ” ทำให้บรรยากาศการติดตามข่าวและการเดินทางไปชมคราสคึกคักเป็นพิเศษ

สำหรับยุโรป เหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ของทวีป และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน โรงเรียน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากเตรียมแว่นกรองแสง กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนท้องฟ้า

อย่างไรก็ตาม การชมสุริยุปราคาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการมองดวงอาทิตย์โดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ดวงตาเสียหายอย่างถาวร การรณรงค์ให้ใช้แว่นกรองแสงมาตรฐานและอุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้

ในเชิงสังคม สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้จริงด้วยตา และทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนท้องฟ้ามืดลงกลางวันแสก ๆ ยังทำให้หลายคนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความแม่นยำของการคำนวณทางดาราศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายเวลาและเส้นทางของคราสได้ล่วงหน้าอย่างละเอียด

แม้สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นหลายครั้งบนโลก แต่แต่ละครั้งมีเส้นทางคราสที่แตกต่างกัน และพื้นที่ที่สามารถเห็นคราสเต็มดวงได้มีขนาดจำกัดมาก ผู้ที่อยู่ในแนวเงามืดเท่านั้นจึงจะได้เห็นดวงอาทิตย์ถูกบังเต็มดวงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เหตุการณ์ในปี 1999 กลายเป็นประสบการณ์หายากสำหรับผู้คนจำนวนมากในยุโรปและเอเชีย

สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1999 จึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ และประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เป็นวันที่ท้องฟ้ากลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และทำให้มนุษย์หันกลับไปมองจักรวาลด้วยความตื่นตา

วันนี้จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วันที่เงาของดวงจันทร์พาดผ่านโลก และทำให้ผู้คนในหลายประเทศได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ที่กลางวันกลายเป็นความมืด พร้อมกับความประทับใจที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE1999/TSE1999.html?utm_source=chatgpt.com

#TheStatesTimes
#Lite
#CoolLife
#TodaySpecial

9 สิงหาคม 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

8 สิงหาคม 2510 เริ่มก่อตั้งปี 2510 ที่กรุงเทพฯ รวม 5 ประเทศอาเซียนภาคพื้นฐาน ปัจจุบันขยายสมาชิกเป็น 10 ประเทศ 'อันวาร์' ชี้แนวร่วมภูมิภาคสำคัญ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)

สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เรื่องราวของซาดาโกะ กับนกกระเรียน1,000ตัว เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงเรียกร้องใฝ่หาโลกแห่งสันติภาพจากเด็ก ตัวน้อยคนหนึ่ง
เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ กับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัว
เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงกระซิบจากเถ้าถ่านแห่งฮิโรชิมา

เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมาสว่างจ้าขึ้นด้วยแสงที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นมาก่อน แสงวาบนั้นมาพร้อมกับความตายมหาศาล เมืองทั้งเมืองถูกทำลายในพริบตา ผู้คนนับแสนชีวิตดับสูญทันที และอีกนับแสนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อยาวนานจากรังสีที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุเพียงสองขวบ อาศัยอยู่ห่างจากจุดระเบิดไปประมาณหนึ่งไมล์ครึ่ง เธอรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ในวันนั้น แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งโศกนาฏกรรมได้ฝังตัวอยู่ในร่างกายอันบอบบางของเธอแล้ว รอวันเวลาที่จะเติบโตขึ้นมาทำลายชีวิตของเธออีกครั้งหนึ่ง
เด็กหญิงคนนั้นชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ และเรื่องราวของเธอจะกลายเป็นหนึ่งในเสียงเรียกร้องสันติภาพที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยได้ยินมา ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักปราศรัย แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันเรียบง่ายที่สุด นั่นคือความฝันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
.
เด็กหญิงผู้ว่องไวดั่งสายลม

ซาดาโกะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริงและแข็งแรง เธอชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนบ้านและครอบครัวต่างเรียกเธอว่าเป็นเด็กที่ว่องไวราวกับสายลม เธอฝันอยากเป็นนักกีฬา และในวัยสิบขวบ เธอก็ได้เข้าร่วมทีมวิ่งผลัดของโรงเรียน ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยพลังชีวิตและความหวังในอนาคตที่สดใส ไม่มีร่องรอยใดบ่งบอกว่าภายในร่างกายของเธอกำลังมีสิ่งผิดปกติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เมื่อซาดาโกะอายุได้สิบเอ็ดปี ร่างกายของเธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติ เธอรู้สึกเวียนศีรษะและอ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังวิ่งซ้อมกับเพื่อนๆ เธอก็ล้มลงกะทันหัน ครอบครัวพาเธอไปโรงพยาบาล และคำวินิจฉัยที่แพทย์แจ้งออกมานั้นเป็นเสมือนสายฟ้าฟาดกลางใจพ่อแม่ของเธอ นั่นคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่ในเวลานั้นชาวญี่ปุ่นเรียกกันด้วยความหวาดกลัวว่า "โรคระเบิดปรมาณู"
สิบปีหลังจากแสงวาบนั้นส่องประกายเหนือฮิโรชิมา รังสีที่แฝงตัวอยู่ในอากาศและฝุ่นละอองยังคงตามหาชีวิตของเด็กหญิงคนนี้จนพบ ราวกับเงาแห่งความตายที่ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่รอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อเรียกคืนสิ่งที่มันคิดว่าเป็นของมัน

ตำนานนกกระเรียนพันตัวและประกายแห่งความหวังสุดท้าย

ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเชื่อโบราณสืบทอดกันมาว่า หากผู้ใดสามารถพับนกกระเรียนกระดาษโอริกามิได้ครบหนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะประทานพรให้สมความปรารถนาหนึ่งประการ นกกระเรียนในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนยาวและความโชคดี เพราะเชื่อกันว่านกชนิดนี้มีชีวิตยืนยาวนับพันปี
เพื่อนสนิทของซาดาโกะนำกระดาษสีทองมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล พร้อมกับเล่าตำนานบทนี้ให้ฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ในห้องพยาบาลเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซาดาโกะเริ่มพับนกกระเรียนกระดาษด้วยมือของเธอเองทีละตัว สองตัว สามตัว โดยใช้กระดาษทุกชนิดที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อยา ซองยา หรือแม้แต่กระดาษที่เพื่อนๆ นำมาฝาก เธอพับด้วยมือที่อ่อนแรงลงทุกวัน แต่หัวใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดถอย
ทุกครั้งที่พับนกกระเรียนตัวใหม่เสร็จ ซาดาโกะจะแขวนมันไว้เหนือเตียง เธอไม่ได้พับเพียงเพื่อขอให้ตนเองหายจากโรคร้ายเท่านั้น หากแต่เด็กหญิงตัวเล็กผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่คนนี้ยังพร่ำบอกกับทุกคนว่า เธอยังคงพับนกกระเรียนกระดาษด้วยความฝันที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือความฝันว่าจะไม่มีเด็กคนใดในโลกนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป นกกระเรียนแต่ละตัวจึงไม่ใช่เพียงกระดาษพับ แต่เป็นบทสวดภาวนาที่ไร้เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ส่งถึงโลกทั้งใบ

เมื่อสายลมหยุดพัด

อาการของซาดาโกะทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลยไป แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในยุคสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่อาจเอาชนะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดจากรังสีได้ ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมถอยลงเลยคือจิตใจของเธอ เธอยังคงพับนกกระเรียนต่อไปทุกวันเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย บางวันที่มือของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะขยับนิ้ว เธอก็ยังคงมองดูฝูงนกกระเรียนกระดาษที่แขวนอยู่เหนือเตียงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
มีบันทึกเล่าขานกันว่า ซาดาโกะสามารถพับนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัวก่อนที่เธอจะจากไป และยังคงพับต่อไปอีกด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตยืนยาว ทว่าเรื่องราวที่แท้จริงตามบันทึกของครอบครัวและพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมาระบุว่า เธอพับได้ราวหกร้อยกว่าตัวก่อนที่ร่างกายจะไม่อาจต้านทานต่อไปได้ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้ช่วยกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบหนึ่งพันตัว เพื่อให้ซาดาโกะได้จากไปพร้อมกับความฝันที่สมบูรณ์
สุดท้ายแล้ว ซาดาโกะ ซาซากิ จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ขณะมีอายุได้เพียงสิบสองปี มรดกของเธอที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงนกกระเรียนกระดาษหลากสีที่แขวนอยู่ทั่วห้อง และหัวใจของครอบครัว เพื่อน และคนทั้งประเทศที่แตกสลาย แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะความตายของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเธอเองเสียอีก

นกกระเรียนที่โบยบินไปทั่วโลก

หลังการจากไปของซาดาโกะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้รวมตัวกันริเริ่มโครงการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงเธอและเด็กๆ ทุกคนที่เสียชีวิตจากภัยระเบิดปรมาณู ความเคลื่อนไหวนี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเด็กนักเรียนกว่าสามพันแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุน จนในที่สุด อนุสาวรีย์เด็กหญิงแห่งสันติภาพ ก็ถูกสร้างขึ้นในสวนสันติภาพอนุสรณ์ฮิโรชิมาเมื่อปี ค.ศ. 1958

รูปปั้นนั้นเป็นรูปเด็กหญิงยืนอยู่บนยอดเขา ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ มือถือรูปนกกระเรียนกระดาษสีทองตัวหนึ่งอย่างสง่างาม ราวกับกำลังจะปล่อยมันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความสลักไว้เป็นคำเรียกร้องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ขอให้นี่คือเสียงร้องขอสันติภาพของเราที่ดังก้องไปทั่วโลก”
นับแต่นั้นมา อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาแขวนพวงมาลัยนกกระเรียนกระดาษ ปีละหลายล้านตัว เพื่อภาวนาขอสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติ โรงเรียนหลายพันแห่งทั่วโลกได้นำเรื่องราวของซาดาโกะไปสอนเด็กๆ ให้รู้จักคุณค่าของสันติภาพและพิษภัยของสงคราม เด็กๆ จากทุกทวีปพับนกกระเรียนกระดาษและส่งมายังฮิโรชิมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย นกกระเรียนตัวเล็กๆ ที่เคยเป็นเพียงความหวังของเด็กหญิงคนหนึ่งในห้องพยาบาล จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งสันติภาพที่ทุกคนบนโลกรู้จัก

สิ่งที่นกกระเรียนกระดาษยังคงกระซิบบอกเราในวันนี้

เจ็ดสิบกว่าปีผ่านไปนับตั้งแต่แสงวาบนั้นเคยส่องสว่างเหนือฮิโรชิมา โลกใบนี้ยังคงเผชิญกับความขัดแย้งและสงครามในหลากหลายมุม เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ จึงยังคงเป็นเสียงเล็กๆที่ดังกังวาลซึ่งผู้คนที่ใฝ่หาสันติภาพทั่วโลกยังคงได้ยินอยู่เสมอ เธอสอนให้เราเห็นว่า ผู้ที่ต้องแบกรับผลของสงครามหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้ที่ก่อสงคราม หากแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือเด็กๆ ผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งใดๆ เลย
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของเธอก็สอนให้เราเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความหวังเล็กๆ แม้ในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต เด็กหญิงคนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในความหวัง เลือกที่จะพับนกกระดาษทีละตัวด้วยมือที่อ่อนล้า แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวัง นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของสงครามเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนแห่งชีวิตสำหรับทุกคน ในทุกยุคสมัย

ทุกวันนี้ เมื่อมีใครสักคนพับนกกระเรียนกระดาษ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก นั่นคือการต่อลมหายใจให้แก่ความฝันของเด็กหญิงคนหนึ่งที่จากไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน เสียงเรียกร้องอันแผ่วเบาของเธอยังคงดังก้องอยู่ในทุกรอยพับของกระดาษ เตือนใจมนุษยชาติว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงคำสวยหรู หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องก้าวเดินร่วมกันบนเส้นทางอันยาวไกล ช่วยกันสร้าง ทีละก้าว ทีละรอยพับ เช่นเดียวกับที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเคยแผ้วถางเส้นทางล่วงหน้ามาก่อนเพื่อให้เราทุกคนได้เดินตามบนเส้นทางแห่งสันติภาพอย่างแท้จริงนั่นเอง

WORLD

‘ทรัมป์’ ลดแรงกดดัน!! สหรัฐฯ บีบอิหร่านด้วยเศรษฐกิจ ลดโจมตีทางอากาศ เพิ่มคว่ำบาตรหนัก เตหะรานยังไม่ยอมถอย แม้เงินเฟ้อพุ่ง ปัญหาคือความอยู่รอดรัฐบาลอิหร่าน

ทรัมป์กำลังลดบทบาทการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน แล้วกลับมาบีบด้วยมาตรการทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงแทน เพื่อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเตหะรานมากที่สุด โดยหวังจะให้เตหะรานยอมอ่อนข้อ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

“พวกเขาไม่มีเงิน อิหร่านถังแตก ถังแตกอย่างสิ้นเชิง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าววันนี้

ไมค์ วอลทซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานอาจ “กลัว” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มากกว่า "พีต เฮกเซธ" รัฐมนตรีกระทรวงสงครามเสียอีก เพราะอิหร่านสามารถทนรับการโจมตีทางทหารได้ แต่สิ่งที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักคือค่าเงินที่ทรุดตัวและภาวะเงินเฟ้อที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

แต่การเดิมพันว่าอิหร่านจะยอมถอยเมื่อเศรษฐกิจถูกบีบจนถึงที่สุด มีคำถามสำคัญว่า เตหะรานคิดด้วยตรรกะเดียวกับวอชิงตันหรือไม่

ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา อิหร่านเผชิญทั้งมาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อม และค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนัก แต่รัฐบาลยังไม่ยอมขยับจากเงื่อนไขเดิม เพราะสำหรับผู้นำอิหร่าน เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการคำนวณว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของ “ความอยู่รอดของรัฐบาล”

หากเตหะรานเชื่อว่าการยอมถอยหมายถึงจุดจบของรัฐบาล พวกเขาก็อาจยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่าไม่สมเหตุสมผล ขณะที่สหรัฐฯ เองก็มีขีดจำกัดของตัวเอง และประชาชนอเมริกันสามารถสัมผัสต้นทุนของสงครามได้ทุกวันผ่านราคาน้ำมันที่ปั๊ม

ที่มา: The Wall Street Journal, Reuters
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1370736788548011/?rdid=X8Bm8FYTqPRUewIC#

ปักกิ่งแห่งที่ 2 เมืองหลวงอนาคต!! เปิดเดินรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ สงอันเป็นเมืองใหม่ห่างปักกิ่ง 105 กม. ลดความแออัดกรุงปักกิ่งด้วยเมืองใหม่ ก่อสร้างเริ่ม 2017 พร้อมขยายระบบรางหลายเส้น

เมืองหลวงที่ 2 ของจีน

วันที่ 7 สิงหาคม 2026 มีการทดลองเดินรถไฟความเร็วสูงสายสงอัน-ซ่างฉิว ช่วงเหอเป่ย

กรุงปักกิ่งมีประชากรกว่า 20 ล้านคน จีนตัดสินใจสร้างเมืองใหม่สงอัน(雄安)ในเขตชนบทที่ห่างจากกรุงปักกิ่ง 105 กิโลเมตร เพื่อย้ายประชากรและหน่วยงานของรัฐส่วนหนึ่งไปเมืองใหม่ แก้ปัญหาความหนาแน่นของกรุงปักกิ่ง

จีนเริ่มก่อสร้างเมืองใหม่สงอันในปี 2017 โดยมีเป้าหมายสร้างเมืองแห่งอนาคต ปี 2020 ก็มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อกรุงปักกิ่งกับเมืองใหม่สงอันแล้ว และกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วอีกหลายเส้นทางซึ่งบางสายใกล้เสร็จและจะเปิดใช้งานในไม่ช้านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1403530481639046/?rdid=we4BVD6uFSxzHtpP#

ซาอุ-ตุรกี- ปากีสถาน “ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์” ข้อตกลงใหม่สั่นสะเทือนโลกอิสลาม พันธมิตร 3 ชาติประกาศป้องกันร่วม เสริมแกร่งทุน-นิวเคลียร์-กองทัพ ท้าทายร่มคุ้มกันสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก

"ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์" – “Islamic NATO” กับจุดเปลี่ยนดุลอำนาจและการก่อตัวของความมั่นคงรูปแบบใหม่ในโลกอิสลาม?

การลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ (Mecca Joint Defense Agreement) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยสามผู้นำ ได้แก่ เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน (มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย), ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (ตุรกี) และ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ (ปากีสถาน) ถือเป็นหมุดหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนระเบียบความมั่นคงเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้

1. สาระสำคัญและโครงสร้าง "การป้องกันร่วม" (Collective Security)
ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่แวดวงการทูตและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลก คือการระบุข้อความที่กำหนดว่า "การโจมตีด้วยกำลังอุปสรรคหรือกำลังทหารต่อประเทศใดประเทศหนึ่งในสามประเทศ ให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ" ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับ มาตรา 5 (Article 5) ของ #องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)
ข้อตกลงนี้นับเป็นการยกระดับจากความร่วมมือระดับทวิภาคีเดิม (เช่น ข้อตกลงตั้งฐานทัพและซ้อมรบทางอากาศระหว่างซาอุฯ-ปากีสถานเมื่อช่วงต้นปี) ไปสู่การสร้าง "กลไกความมั่นคงร่วมเชิงพหุภาคี" ที่มีสถาบันทางศาสนาและดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์เป็นศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์

2. สมการความมั่นคงสามประสาน: เงิน – นิวเคลียร์ – กำลังทหาร
ความร่วมมือของทั้งสามประเทศเป็นการเติมเต็มช่องว่างด้านความมั่นคงที่โดดเด่นที่สุดในโลกอิสลาม:
#ซาอุดีอาระเบีย (ขั้วทุน): ผู้สนับสนุนงบประมาณและเงินทุนมหาศาล พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของโลกซุนนี
#ปากีสถาน (ขั้วป้องปรามนิวเคลียร์): ประเทศเดียวในโลกอิสลามที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง ซึ่งทำหน้าที่ขยาย "ร่มนิวเคลียร์" (Nuclear Umbrella) เชิงจิตวิทยามายังคาบสมุทรอาหรับ (แม้ในข้อตกลงจะระบุชัดเจนว่าไม่มีการแบ่งปันหรือย้ายกำลังนิวเคลียร์ออกนอกประเทศก็ตาม)
#ตุรกี (ขั้วกำลังทหารและเทคโนโลยี): สมาชิก NATO ที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐฯ มีประสบการณ์จัดยุทโธปกรณ์ระดับมาตรฐาน NATO และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโดรน/สงครามสมัยใหม่

3. ปัจจัยเร่ง: วิกฤตความเชื่อมั่นต่อ "ร่มคุ้มกันของสหรัฐฯ"
ชนวนเหตุสำคัญที่บีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างแกนความมั่นคงใหม่ มาจากการเปราะบางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุปะทะทางทหารกับอิหร่านเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ทำให้ซาอุดีอาระเบียตระหนักว่า "การพึ่งพาความคุ้มครองจากมหาอำนาจนอกภูมิภาคเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง"
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของข้อตกลงนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณเปิดหน้าว่า กลุ่มประเทศอิสลามต้องการสร้าง "สถาปัตยกรรมความมั่นคงที่นำโดยชาติในภูมิภาคเอง" (Self-reliant Regional Security Architecture) เพื่อลดการพึ่งพาวอชิงตัน

4. ผลกระทบสะเทือนวงกว้าง (Domino Effect)
-อินเดีย (ตื่นตระหนกสูงสุด): มองว่าข้อตกลงนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรง เนื่องจากปากีสถานได้พันธมิตรที่มีทั้งงบประมาณ (ซาอุฯ) และเทคโนโลยีโดรน (ตุรกี) เสริมทัพ อีกทั้งอาจโดนกดดันในเวที OIC ประเด็นแคชเมียร์
-อิสราเอล (ดุลอำนาจเปลี่ยน): ความหวังในการผลักดันข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุฯ ต้องหยุดชะงักลงทันที นอกจากนี้ยังเสียเปรียบเชิงจิตวิทยาจากการที่ปากีสถานขยายร่มป้องปรามครอบคลุมซาอุฯ
-สหรัฐอเมริกา (วางตัวเงียบสงบ/ถูกมองข้าม): ยุทธศาสตร์การควบคุมตะวันออกกลางผ่านการจับคู่กดดันอิหร่านถูกสั่นคลอน อิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะ "ผู้รับประกันความมั่นคงรายเดียว" (Sole Security Guarantor) ถูกลดบทบาทลง
-รัสเซีย & จีน (มองเป็นโอกาส): รัสเซียมีท่าทีตอบรับเชิงบวกเพราะช่วยสลายการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรตะวันตก ขณะที่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพใหม่นี้ในการขยายโครงการ Belt and Road (BRI)

#ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารความร่วมมือทางทหารธรรมดา แต่เป็น "ปฏิญญาทางการเมือง" ที่ประกาศให้โลกรับรู้ว่า มหาอำนาจในโลกอิสลามพร้อมจะกำหนดชะตากรรมความมั่นคงของตนเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก

แม้ในทางปฏิบัติ ความท้าทายเรื่องความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เฉพาะตัวของแต่ละประเทศ (ซาอุฯ กังวลเรื่องอิหร่าน, ปากีสถาน กังวลเรื่องอินเดีย, ตุรกี กังวลเรื่องบทบาทในเมดิเตอร์เรเนียนและอิสราเอล) อาจเป็นบททดสอบความแน่นแฟ้นในระยะยาว แต่การเกิดขึ้นของ "พันธมิตรสามประสานมักกะฮ์" ได้เปลี่ยนฉากทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/1064602409410631/?rdid=0KvHTsO9UcxKjLxE#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top