Thursday, 25 June 2026
NEWS

กลุ่มโรงกลั่นฯ แจง “ค่าการกลั่น”!! ราคาพลังงานโลกผันผวน โรงกลั่นไทยย้ำต้องรักษากำลังผลิตในประเทศ ลดเสี่ยงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ย้ำร่วมภาครัฐดูแลประชาชน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ย้ำบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมภาครัฐ ดูแลผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างมาก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เดินเครื่องโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และสนับสนุนภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ มีบทบาทในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศไว้ได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานและความผันผวนของราคาในช่วงวิกฤต

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงอ้างอิงราคาตลาดโลกตามกลไกการค้าเสรีเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ราคาพลังงานจึงเปลี่ยนแปลงตามภาวะอุปสงค์และอุปทาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดราคาน้ำมันที่แตกต่างจากตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนต้นทุนการดำเนินงานหรือรับประกันผลกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นแต่อย่างใด

Gross Refinery Margin (GRM)
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นความสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือความหมายของคำว่า GRM หรือ Gross Refinery Margin ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น”

ที่ผ่านมา ในภาษาไทยมักเรียก GRM ว่า “ค่าการกลั่น” อย่างไรก็ดี คำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำว่า “ค่า” อาจถูกตีความว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นรายได้ที่โรงกลั่นได้รับโดยตรง

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนมากขึ้น จึงควรใช้คำว่า GRM หรือ “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น” เป็นคำหลัก แทนการใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” เพียงลำพัง

GRM คือ ส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของผลประกอบการ เพราะยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ตัวอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางคือ War Risk Premium หรือพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในการจัดหาน้ำมันดิบ ทั้งจากความเสี่ยงด้านแหล่งผลิต เส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ดังนั้น การดูเฉพาะ GRM ดิบ อาจทำให้เห็นตัวเลขส่วนต่างสูงกว่าภาพต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องรับ

จากตัวเลขล่าสุด ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 หากหัก War Risk Premium แล้ว ตัวเลข Adjusted GRM จะปรับลดลง ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ค่าการกลั่นที่ประกาศโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หน่วย: บาทต่อลิตร ม.ค. 69 ก.พ. 69 มี.ค. 69 เม.ย. 69 พ.ค. 69
ค่าการกลั่น (GRM) 2.18 2.08 7.23 11.81 6.13
Adjusted GRM
(ค่าการกลั่นหลังหัก - - 4.11 4.27 1.41
War Risk Premium)

ที่มา: สนพ.
กล่าวได้ว่า War Risk Premium ที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเลขมีขนาดประมาณ 3.12 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 7.54 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน และ 4.72 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤติพลังงาน GRM ที่ดูสูงขึ้นไม่ได้สะท้อนเฉพาะส่วนต่างของโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น Adjusted GRM หรือ “GRM ที่ปรับหักต้นทุนความเสี่ยงแล้ว” จึงช่วยให้การอ่านสถานการณ์ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากกว่า GRM ดิบ แม้ยังไม่ใช่ผลประกอบการสุทธิของโรงกลั่นก็ตาม

โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบจากความผันผวนด้านราคา
ภายใต้ระบบการค้าเสรี โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยตนเอง

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลเชิงบวกในบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็อาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งแม้โรงกลั่นจะได้รับผลเชิงบวกในช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง หลายโรงกลั่นกลับเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและต้องเผชิญความเสี่ยงจากตลาดโลกตลอดเวลา มิใช่ธุรกิจที่ได้รับการรับประกันผลตอบแทนจากภาครัฐ

ความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

หากการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นลดลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต และมีต้นทุนพลังงานที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงกลั่น ควรพิจารณาจากผลประกอบการสุทธิ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และภาระการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาจากค่าการกลั่นเพียงตัวเลขเดียว

พร้อมร่วมมือภาครัฐดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
นางรุ่งนภา กล่าวว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสถานการณ์ผิดปกติ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการส่งเสริมการลงทุนที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว"

"กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กลไกตลาดที่เป็นธรรม และการรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับภาคการลงทุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน" นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU!! ปั้นกำลังคน–นวัตกรรม ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ยกระดับคนไทยด้วย Upskill–Reskill พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU ยกระดับกำลังคน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ I2 ด้าน Innovation & Creative Industry ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความต้องการด้านกำลังคน และแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกงาน สหกิจศึกษา และโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษา

ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะนำศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ มาร่วมพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรเรียนรู้เชิงประสบการณ์  ผ่านการฝึกงาน สหกิจศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระดับสากล 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการ พัฒนาศักยภาพกำลังคนผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill สร้างองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และผลงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ “โครงการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” ภายใต้กรอบแนวคิด “Jewelry BLAST” ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุอัญมณีขั้นสูง กระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาดเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

ภายใต้โครงการดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดความต้องการด้านทักษะและสมรรถนะกำลังคน ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในสถานประกอบการ ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. ดันอุตสาหกรรม!! เดินหน้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย ผสานวิทย์-นวัตกรรม-ทุนคน เสนอกองทุนและเทคโนโลยีลึก ร่วมมือ อว.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม

ส.อ.ท. หารือ อว. เดินหน้ายุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ด้วย Deep Tech-นวัตกรรม-ทุนมนุษย์สมรรถนะสูง

กรุงเทพฯ — นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน ณ ห้องประชุมชั้น 1 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ของ ส.อ.ท. เข้ากับกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบรับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และแบรนด์นวัตกรรมของไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการขยายตัวของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5I เพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย 1. Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย AI และ Automation 2. Innovation and Creative Industry การสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย 3. International Alliance and Network การเชื่อมโยงไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก 4. Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และพลังงาน รวมถึง 5. Inclusive Sustainability การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางดังกล่าว ส.อ.ท. ได้เสนอความร่วมมือสำคัญกับกระทรวง อว. ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1. New Chapter of Thai Industry Fund
กองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 5 กลไกหลัก ได้แก่ Tech Startup Investment, SMEs Transformation Investment, Industry Sector Development, Innovation and Industry Enablement และ Fund and Portfolio Management โดยมุ่งให้เกิดการลงทุนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

2. In-Licensing Strategic Technology
การเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยผ่านการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์และระบบราง เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักร และวัสดุขั้นสูง เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสร้าง New Growth Engines และลดข้อจำกัดด้านองค์ความรู้หรือสิทธิบัตรในระยะยาว

3. Improving Productivity with Industry 4.0
การเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรมไทยด้วย Smart Manufacturing และ Industry 4.0 โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index เพื่อประเมินและยกระดับโรงงานไทยสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ผ่านกระบวนการ Assessment, Solutioning และ Implementation ร่วมกับ System Integrator และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงการที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

4. Human Capital Development
การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่ออุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ Non-degree และ Micro-credentials รองรับทั้งการ Upskill แรงงานในสถานประกอบการ และการ Reskill และ New skill สำหรับบุคคลที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยให้ความสำคัญกับสาขาเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ความมั่นคงและไซเบอร์ พลังงานสะอาด สุขภาพและการท่องเที่ยว รวมถึง Smart Manufacturing

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้แสดงความพร้อมในการเป็นพันธมิตรกับ ส.อ.ท. เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย พร้อมเสนอแนวทาง Strategic Leverage หรือการใช้การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการสร้างองค์ความรู้ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และกระทรวง อว. จะร่วมกันจัดทำรายละเอียดแผนงานและโครงการให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อปรับแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศต่อไป

ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ที่เชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างเทคโนโลยีของตนเอง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์!! สะท้อนปัญหาสินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ เปลี่ยนเกมคุ้มครองผู้บริโภค “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คุ้มครองสินค้าชำรุดถึงมือสอง สร้างมาตรฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

ECONBIZ

“พีทีที สเตชั่น” ยกระดับน้ำมันพรีเมียม!! เปิดตัว Super PowerX 99 พร้อมสารเติมแต่งเยอรมนี 4 เท่า ชูออกเทนสูงสุดในไทย ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมพลังงาน

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ “ที่สุด” ของน้ำมัน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สร้างปรากฎการณ์ในวงการน้ำมัน ด้วยการเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มาพร้อมค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในประเทศไทย พลิกโฉมมาตรฐานน้ำมันพรีเมียมครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของไทยสู่เวทีระดับสากล

งานเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และ KOLs ชั้นนำจากทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัว “ที่สุด” ของน้ำมัน พร้อมสะท้อนแพสชันของคนรักรถและไลฟ์สไตล์แห่งสมรรถนะการขับขี่ระดับพรีเมียม ภายในงานยังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เบียร์ ใบหยก” นักธุรกิจและนักสะสมรถยนต์ชื่อดัง และ “โจ้ Life of Car” คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง เพื่อร่วมถ่ายทอดตัวตนของ Super PowerX 99 ในฐานะน้ำมันพรีเมียมสำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดของสมรรถนะการขับขี่

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า การเปิดตัว “Super PowerX 99” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ พีทีที สเตชั่น ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันพรีเมียมด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมคุณภาพระดับโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็น รถยุโรป รถสปอร์ต ตลอดจนผู้ขับขี่ทั่วไปที่ใส่ใจในการดูแลรักษาของเครื่องยนต์และมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

น้ำมันพรีเมียมสูตรใหม่ “Super PowerX 99” ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการคัดเบสน้ำมันคุณภาพสูงเกรดพิเศษ ผสานกับสารเติมแต่งระดับโลกจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จนเกิดเป็น 4 ความเป็น “ที่สุด” ในทุกมิติ:

• “ที่สุด” ของออกเทน มากกว่า 99 พลังที่มากกว่าตัวเลข: น้ำมันค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง และรถยนต์ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพราะค่าออกเทนยิ่งสูง ยิ่งช่วยรีดสมรรถนะเครื่องยนต์ได้สุดกำลัง ทั้งพลังแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองอัตราเร่ง นอกจากนั้น ยังช่วยให้การจุดระเบิดและการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อนเวลา (Knocking) และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในสภาวะการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง

• “ที่สุด” ของความแรง เร่ง แซงได้ดั่งใจ: โดดเด่นด้านความเร็วแรง รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ทำความเร็วได้เต็มพิกัด จากนวัตกรรม PowerX Booster ด้วยสาร New Friction Modifier ช่วยดึงศักยภาพของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างฉับไว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการการตอบสนองและสมรรถนะที่ดีขึ้น

• “ที่สุด” ของการทำความสะอาด 100%: ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมถึง 4 เท่า คุณภาพระดับโลกจากเยอรมนี ช่วยดูแลปกป้องเครื่องยนต์ ทำความสะอาดหัวฉีด และชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ 100% ให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง ลดคราบเขม่า และการอุดตันของหัวฉีด ทำให้การพ่นละอองน้ำมันละเอียดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบการจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์

• “ที่สุด” ของมาตรฐาน รองรับเครื่องยนต์ Euro 6: พัฒนาสูตร และปรับปรุงคุณภาพสารเติมแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องยนต์ Euro 6 รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ พีทีที สเตชั่น ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากลผ่านความร่วมมือกับ Mercedes-Benz Thailand ในฐานะ Official Partner ตัวแทนผู้นำยนตรกรรมหรูของประเทศไทย ร่วมจัดกิจกรรม Exclusive Test Drive "The Ultimate Power Experience" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยนำน้ำมัน Super PowerX 99 ไปพิสูจน์สมรรถนะจริงในสนามแข่งร่วมกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG เพื่อร่วมทดสอบและประเมินสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาพการขับขี่จริงในสนามแข่งมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของ OR ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ OR ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและยกระดับทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดย “Super PowerX99” พร้อมแล้วที่จะให้คนรักรถทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ความแรงที่แตกต่าง และพิสูจน์นิยาม #สุดทุกจังหวะ ด้วยตนเองวันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน

LITE

25 มิถุนายน 2459 สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้งานวันแรก มรดกทรงคุณค่าจากรากฐานรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ศูนย์กลางรถไฟไทยแห่งประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ความทันสมัยของสยาม

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีหัวลำโพง” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าศตวรรษ

สถานีหัวลำโพงมิได้เป็นเพียงอาคารสถานีรถไฟ หากเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการคมนาคมที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสยามสู่ความทันสมัย โดยรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ ทั้งเพื่อเชื่อมราชธานีกับหัวเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

การก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพหลังใหม่เริ่มขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2453 ก่อนจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยในวันเปิดสถานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีกดปุ่มสัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเดินเข้าสู่สถานีกรุงเทพ

สถานีหัวลำโพงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการรถไฟ ซึ่งในเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะรถไฟเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน สินค้า ข่าวสาร และราชการสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วกว่ายุคก่อนหน้า จากเดิมที่การเดินทางระหว่างเมืองต้องอาศัยเรือ เกวียน หรือการเดินทางที่ใช้เวลานาน รถไฟได้เปลี่ยนระยะทางอันห่างไกลให้ใกล้ขึ้น และทำให้เมืองหลวงเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ตัวอาคารสถานีหัวลำโพงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบโดมสไตล์อิตาเลียนผสมศิลปะเรอเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายสถานีรถไฟในยุโรป โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่าแบบอาคารมีความคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และวัสดุบางส่วนเป็นวัสดุสำเร็จรูปจากเยอรมนี

จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงยังรวมถึงกระจกสี ช่องระบายอากาศ นาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดม และรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้สักสลักลายนูน หินอ่อนบริเวณบันไดและเสาอาคาร ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางสถาปัตยกรรมในยุคที่สยามกำลังรับอิทธิพลความทันสมัยจากโลกตะวันตก แต่ยังคงปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

ตลอดเวลากว่าร้อยปี สถานีหัวลำโพงทำหน้าที่เป็นประตูการเดินทางของผู้คนจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ ทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ผู้คนจำนวนมากมีความทรงจำกับสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน การจากลา การเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษา และค้าขาย
หัวลำโพงจึงเป็นมากกว่าสถานีรถไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น เสียงประกาศรถไฟ เสียงล้อเหล็กกระทบราง ภาพผู้โดยสารหิ้วกระเป๋า ภาพครอบครัวมารับส่งกันที่ชานชาลา ล้วนทำให้สถานีแห่งนี้มีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมเมืองไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ สถานีหัวลำโพงสะท้อนพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ในการวางรากฐานความทันสมัยของสยาม แม้ตัวอาคารสถานีจะเปิดใช้งานในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แต่กิจการรถไฟหลวงและแนวคิดการพัฒนาระบบรางของประเทศมีรากสำคัญมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของรถไฟในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่
รถไฟช่วยให้สยามสามารถรวมศูนย์การบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่งเสริมการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจในหัวเมือง และทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิม การมีสถานีศูนย์กลางอย่างหัวลำโพงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน

ต่อมา สถานีหัวลำโพงยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังระบุว่า สถานีกรุงเทพเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟมายาวนาน

แม้บทบาทของสถานีหัวลำโพงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถและพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของหัวลำโพงยังคงอยู่ เพราะสถานีแห่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสยามยุคเก่าสู่รัฐสมัยใหม่ เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของผู้คน และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการดูแลรักษา

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันเปิดใช้งานสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างเป็นทางการ สถานีที่ถือกำเนิดจากรากฐานการพัฒนารถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดบทบาทสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางของคนไทยตลอดเวลากว่าศตวรรษ

หัวลำโพงจึงไม่ใช่เพียงสถานีรถไฟเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความทรงจำ และการเดินทางของชาติไทย เป็นมรดกทรงคุณค่าที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการคมนาคมไทยไว้บนรางเหล็กสายประวัติศาสตร์

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

20 มิถุนายน 2520 ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มแปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” พระราชนิพนธ์แปลทรงคุณค่า ว่าด้วยผู้เสียสละเบื้องหลังประวัติศาสตร์โลก จากเรื่องราวสายลับผู้ทำงานเพื่อแผ่นดิน

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยและพระราชกรณียกิจด้านการแปล เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเรื่อง “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid ของวิลเลียม สตีเวนสัน เป็นพระราชนิพนธ์แปลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ และแนวคิดเรื่องการทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังชื่อเสียง

“นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องราวของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน หรือผู้มีรหัสลับว่า “Intrepid” บุคคลสำคัญในงานข่าวกรองและปฏิบัติการลับของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านอำนาจนาซีเยอรมนี หนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid เขียนโดย William Stevenson และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1976 ก่อนที่ในหลวง ร.9 จะทรงแปลเป็นภาษาไทยในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเล่มนี้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 โดยทรงใช้เวลาว่างจากพระราชกรณียกิจวันละเล็กละน้อยในการแปล และทรงดำเนินงานแปลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แหล่งข้อมูลของหอสมุดรัฐสภาระบุว่า พระองค์ทรงแปลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 สะท้อนถึงพระวิริยะอุตสาหะและความละเอียดรอบคอบในการถ่ายทอดงานเขียนจากภาษาต่างประเทศสู่ภาษาไทย

ความสำคัญของพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่เนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม ข่าวกรอง หรือประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความหมายของชื่อไทยที่พระองค์ทรงใช้ว่า “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” คำว่า “ปิดทองหลังพระ” เป็นสำนวนไทยที่หมายถึงการทำความดีหรือทำงานสำคัญโดยไม่ต้องการให้ใครเห็น ไม่หวังคำยกย่อง ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ทำด้วยความรับผิดชอบและความเสียสละ
แก่นของหนังสือจึงสอดคล้องกับแนวคิดสำคัญเรื่องการทำงานเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะบุคคลจำนวนมากในภารกิจลับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องทำงานอย่างเงียบงัน ปิดบังตัวตน เสี่ยงอันตราย และไม่อาจได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผย แม้ผลงานของพวกเขาจะมีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ของสงครามและความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่างานแปลวรรณกรรมหรือสารคดีประวัติศาสตร์ หากยังเป็นการเปิดโลกความรู้ให้ผู้อ่านไทยได้เข้าใจเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมิติของข่าวกรอง การเสียสละ การวางแผน และการทำงานที่ไม่ได้ปรากฏอยู่หน้าฉากของประวัติศาสตร์เสมอไป

ในด้านภาษา “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านภาษาอังกฤษและภาษาไทยของในหลวง ร.9 อย่างเด่นชัด เพราะต้นฉบับเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สงคราม การข่าว และศัพท์เฉพาะจำนวนมาก การถ่ายทอดให้ผู้อ่านไทยเข้าใจได้โดยไม่สูญเสียสาระสำคัญ จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านภาษา ความเข้าใจบริบท และความสามารถในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีต
พระองค์มิได้ทรงแปลเพียงตามตัวอักษร แต่ทรงถ่ายทอดความหมาย อารมณ์ และน้ำหนักของเรื่องให้เข้ากับภาษาไทยอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ทั้งยังคงคุณค่าของต้นฉบับไว้ในฐานะงานบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานเบื้องหลัง

หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนพระราชอัธยาศัยใฝ่รู้ของในหลวง ร.9 ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในประวัติศาสตร์โลก วิทยาการ การเมืองระหว่างประเทศ และบทเรียนจากเหตุการณ์สำคัญของมนุษยชาติ การทรงเลือกแปลหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสงครามลับและงานข่าวกรอง จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการนำเรื่องราวที่มีคุณค่าทางความคิดมาเผยแพร่แก่ผู้อ่านไทย

ประเด็น “ผู้ปิดทองหลังพระ” ยังเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกับสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะในทุกยุคทุกสมัย ประเทศชาติย่อมต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบ ๆ ทั้งข้าราชการ ครู แพทย์ ทหาร ตำรวจ เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป หลายคนอาจไม่ได้อยู่ในแสงสว่างของสังคม แต่ผลงานของพวกเขาคือรากฐานที่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้

ด้วยเหตุนี้ “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อหนังสือ แต่เป็นถ้อยคำที่มีพลังทางความคิด เตือนใจให้เห็นคุณค่าของการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และการทำงานเพื่อส่วนรวมแม้ไม่มีใครมองเห็น

เมื่อมองในฐานะพระราชนิพนธ์แปล หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 ในด้านวรรณศิลป์ ความรู้รอบด้าน และพระวิริยะในการทรงงาน แม้พระองค์จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ยังทรงใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าเพื่อสร้างสรรค์งานแปลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มต้นพระราชนิพนธ์แปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” งานเขียนที่พาผู้อ่านไทยไปรู้จักเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานอย่างกล้าหาญในเงามืด และยังฝากบทเรียนสำคัญเรื่องการเสียสละ การทำหน้าที่ และการปิดทองหลังพระไว้แก่สังคมไทย

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงยังคงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา เพราะนอกจากจะเป็นงานแปลด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญแล้ว ยังเป็นหนังสือที่ชวนให้ผู้อ่านตระหนักว่า ความดีที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่หน้าเวทีเสมอไป บางครั้งผู้ที่ทำงานเงียบที่สุด อาจเป็นผู้ที่สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดต่อโลกและต่อแผ่นดิน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน

นายก อบจ.สงขลา บนเก้าอี้ร้อน!! ‘สุพิศ’ ยังมุ่งมั่น แต่เก้าอี้ อบจ.สงขลาไม่ง่าย ปมเรือท้องแบนคือบทพิสูจน์ความโปร่งใสครั้งใหญ่ ยังต้องพิสูจน์อีก 3 ปี เส้นทาง อบจ.สงขลาไม่โรยกลีบกุหลาบ ถูกจับตาปมเรือท้องแบน แต่ยังเดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ที่นายหัวไทรรู้จัก “ยังมุ่งมั่น ตั้งใจสูง”

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นั่งบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.)ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากภาคประชาชน นำโดยพี่ใหญ่ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นักธุรกิจ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา เกรียงไกร คมขำ และอีก 2-3 คน

จริงๆลูกชายของเฉลิมชัย หรือเถ้าแก่หลี ก็เป็นรองนายกฯอบจ.สงขลาอยู่ด้วยนะ คือฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ แต่คนอย่างเถ้าแก่หลี เดินหน้าลุย เพื่อประโยชน์รักผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดูแลภาษีที่ตัวเองจ่ายไป

ล่าสุดภาคประชาชนนำโดยเถ้าแก่หลี นำทีมลุยเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องการจัดซื้อเรือท้องแบนของ อบจ.ช่วงวิกฤตน้ำท่วมสงขลา 74 ลำ จากแผนที่ตั้งงบไว้ 100 ลำ เฉลี่ยลำละ 400,000 บาท

แรงเสียดทานสุดจะทน อบจ.ต้องออกมาชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อเรือท้องแบน

แต่เมื่อมีข่าวซ้ำมาจากเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดซื้อเรือกู้ภัยกับข้อสังเกตแพงเกินเหตุหรือเปล่า ปปช./สตง.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าไปตรวจสอบทั้ง อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ 26 มิ.ย.นี้

การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนครับ ในขณะเดียวกัน สื่อบางสื่อ ทำตัวเป็นภาคประชาชน แต่หวังผลทางการเมือง เอาข้อมูลอันเป็นเท็จไปลง เพื่อต้องการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และเพื่อเรียกกระแส สร้างเครดิตให้กับตนเอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทางภาคประชาชนก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาถัวเฉลี่ยลำละ 400,000 บาท กับภาคที่เห็นราคาน่าจะต่ำกว่านี้ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

หากถามว่า ผมรู้จัก “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” มากน้อยแค่ไหน คงต้องตอบตามตรงว่า ไม่ได้เป็นคนสนิทสนมหรือรู้จักมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ถึงขั้นคลุกคลีตีโมง เพียงแต่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอยู่ 3 ครั้ง เพื่อสัมภาษณ์ในฐานะนักข่าวเท่านั้น ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวตามจรรยาบรรณสื่อ

ครั้งแรก ก่อนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ผมได้พูดคุยสัมภาษณ์ถึงแนวคิด เจตนารมณ์ และนโยบายในการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับสมพร หลงจิ นักข่าวอาวุโส และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 2-3 คน

ครั้งที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้สัมภาษณ์ แค่พบปะกันร้านอาหารก่อนถึงสนามบินหาดใหญ่ ผมไปรอขึ้นเครื่อง

และครั้งที่สาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา จึงอยากรู้ว่า นโยบายที่แถลงไว้ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์

แม้จะมีโอกาสพบกันไม่มาก แต่ก็พอเห็นเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของชายคนนี้อยู่บ้าง ได้เคยฟังเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสุพิศอยู่ไม่น้อย

จากลูกชาวบ้านปะโอ สู่รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมฝนหลวง และนายกฯอบจ.สงขลา

เท่าที่ทราบ สุพิศเป็นลูกชาวบ้านปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมชลประทานจากตำแหน่งเล็ก ๆ ระดับซี 1

การเติบโตจากข้าราชการชั้นผู้น้อย จนก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง รองอธิบดีกรมชลประทาน ถือว่าไม่ธรรมดา ต้องอาศัยทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอย่างมาก

ต่อมา สุพิศถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อครหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีคดีใดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ก็ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและยุติลงแล้วเช่นกัน

เดิมพันครั้งใหญ่บนสนามการเมือง

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของชีวิต

หลายคนมองว่า หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานั้น สุพิศมีความพร้อมมากกว่า ทั้งประสบการณ์บริหาร เครือข่าย และปัจจัยสนับสนุนในหลายด้าน

ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย และก้าวขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สงขลา

แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าหนทางหลังจากนั้นจะราบรื่นเสมอไป

นายก อบจ.ที่ถูกจับตามอง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสุพิศถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา

ในสังคมสงขลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ถูกประชาคมคนสงขลาจับตามอง และมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และความคุ้มค่าในการดำเนินงาน แต่ก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ที่ ปปช.และ สตง.เข้าใจว่า หลายเรื่องภาคประชาชนยื่นร้องไปทั้งสองหน่วยงานตรวจสอบแล้ว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สุพิศไม่ใช่คนที่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแรงเสียดทานมากนัก

เขายังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็น “เมืองกีฬา” ผ่านกิจกรรมและการแข่งขันระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมจัดงานมวยไทยไฟท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่บนความมุ่งมั่นตั้งใจของสุพิศ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการใหญ่ เน้นการก่อสร้าง มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ และยังพิสูจน์ไม่ได้

จุดแข็งและจุดท้าทาย

หากจะวิเคราะห์ในมุมส่วนตัว ผมมองว่า สุพิศยังคงมีบุคลิกของ “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” แฝงอยู่มาก อันเป็นบุคคิคที่แตกต่างจากนักการเมือง อันเป็นปัญหาในการวางตัว

ด้วยเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาจากระบบราชการ การทำงานจึงมักสะท้อนรูปแบบการสั่งการ การกำหนดทิศทาง และการขับเคลื่อนงานแบบผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่

แต่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากระบบราชการ นักการเมืองจำนวนมากเลือกใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย สร้างฉันทามติ และค่อยตัดสินใจ ขณะที่สุพิศดูจะเป็นคนทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และบางครั้งถูกมองว่าแข็งกร้าวหรือมุทะลุในสายตาของผู้วิจารณ์

นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลาของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

บทพิสูจน์ยังไม่จบ

อย่างไรก็ตาม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวาระนี้เท่านั้น เวลายังเหลืออีกเกือบ 3 ปีเต็มสำหรับการพิสูจน์ผลงาน พิสูจน์แนวทางบริหาร และพิสูจน์ว่าการตัดสินใจออกจากชีวิตราชการมาสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

เส้นทางข้างหน้ายังมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และคำถามอีกมากมายรออยู่

ส่วนบทสรุปสุดท้ายของ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ในฐานะนายก อบจ.สงขลา จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

WORLD

ตะโกน "Free Palestine" ขณะชก!! หมัดเดียวสะเทือนการเมืองโลก ชนะนักสู้ทหารอิสราเอล ชูธงปาเลสไตน์กลางเวที โลกถกปมขัดแย้งการเมืองในกีฬา

นักสู้ไอริชคว้าชัยเหนือทหารอิสราเอล พร้อมชูธงปาเลสไตน์ตะโกน “Free Palestine”

ศึกการแข่งขัน MMA รายการ Cage Warriors 189 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยเป็นการชกกันระหว่าง Paddy McCorry นักสู้ชาวไอริช กับ Shuki Farage คู่ต่อสู้ชาวอิสราเอล

ในระหว่างการแข่งขัน McCorry ได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน โดยเขาได้ตะโกนคำว่า “Free Palestine” ขณะที่กำลังประเคนอาวุธใส่คู่ต่อสู้

หลังจากที่เขาชนะการแข่งขันด้วยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ เขาก็ได้ชูธงชาติปาเลสไตน์เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อชาวปาเลสไตน์ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชมในเวทีด้วย

สำหรับกรณีของ Shuki Farage นั้น สื่อหลายแห่งระบุว่าเขาเป็นอดีตทหารของกองทัพอิสราเอล (IDF) ซึ่งเคยมีการเผยแพร่ภาพของเขาในเครื่องแบบทหารพร้อมถืออาวุธในพื้นที่ฉนวนกาซาผ่านทางโซเชียลมีเดียมาก่อน ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการนำเรื่องการเมืองและสถานการณ์ความขัดแย้งมาไว้ในการแข่งขันกีฬา

และชาวโลกประนามว่า ​"นั่นมันไม่ใช่การแข่งขันที่ยุติธรรมเลย!

เพราะทหาร IDF ถูกฝึกมาให้สู้กับแค่ผู้หญิงและเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขา!"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330943112527379/?rdid=fGA8fXkGS8MvtSdH#

ทฤษฎีจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเขย่า!! ‘ฟูกุยาม่า’ ยอมรับคาดการณ์ “จีน” ผิด หลังเห็นพลังพัฒนาเทคโนโลยี–เศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ภาพผู้นำโลกของปักกิ่งพุ่ง ท้าทายวาทกรรมตะวันตก

ฟูกุยาม่ายอมรับคาดการณ์จีนผิด

นายฟรานซิส ฟูกุยาม่า (Francis Fukuyama) นักวิชาการด้านการเมืองชาวอเมริกัน สัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่แน่วแน่ที่สุด เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ”(The End of History) เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งในเง่เศรษฐกิจและอุดมการณ์ และไม่มีระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นใดที่จะเข้ามาแทนที่ได้ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของรัฐบาลมนุษย์
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitungของเยอรมัน เขากลับกล่าวว่า "หากจีนยังคงพัฒนาด้วยรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป ผมก็ต้องยอมรับว่าสมมติฐานของผมผิดพลาด'"

สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวว่า ฟูกุยาม่ายอมรับว่าคาดการณ์จีนผิด
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ฟุกุยามะรับรอง "รูปแบบจีน" อย่างเปิดเผยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา
เดือนเมษายนปีนี้ เขาได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้สร้าง "ระบบที่น่าทึ่งมาก" ที่สามารถระดมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายที่แต่ก่อนเราคิดว่าไม่สามารถทําได้

เขากล่าวว่าหากจีนยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาต่อไป "มันอาจกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทดแทนระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้อย่างแท้จริง"

"ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ของนายฟูกุยาม่า ถูกตะวันตกใช้เป็นอาวุธปลุกจิตสำนึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบตะวันตก โจมตีทฤษฎีสังคมนิยม และใส่ร้ายเส้นทางความทันสมัยที่ไม่ใช่ตะวันตก

แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนดีเด่นของตะวันตกถูกสภาพความเป็นจริงบังคับให้ต้องเปิดตามองโลกที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร

นายฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ “ใครว่าโลกกลม” (The world is flat)กล่าวว่า "ได้เห็นอนาคตในจีน" และแนะนําวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาบางคนว่า "ควรออกไปดูข้างนอกให้มากขึ้น"

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ชาวอเมริกันดูเหมือนกำลังประเมินสถานะของจีนในโลกอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ควรทํามานานแล้ว เพราะการหวังให้จีนเสื่อมถอยนั้นจะไม่ได้ผล

ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะสงครามเย็น ตะวันตกเป็นส่วนที่มีอคติที่ดื้อรั้นที่สุดต่อจีนมานานแล้ว เรื่องการใส่ร้ายรูปแบบจีนและผลสำเร็จการพัฒนาของจีนนั้น เกือบทั้งหมดมาจากสังคมตะวันตก
เมื่อแม้แต่ตะวันตกก็ต้องยอมรับความสําเร็จของจีน แล้วที่อื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร
ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย Gallup สถาบันสํารวจความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็สะดุดตาเช่นกัน

การสํารวจครั้งนี้ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 130,000 คน อาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ผลสำรวจปรากฏว่า อัตราการสนับสนุนให้จีนเป็นผู้นําของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ด้วยผลร้อยละ 36 ต่อร้อยละ 31 ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ใหญ่ที่สุดของจีนต่อสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกัน การสํารวจความคิดเห็นที่จัดโดยศูนย์วิจัย PEW ปรากฏว่าความประทับใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจจากหลายสถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน เช่นISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ Ipsos และ Morning Consult ก็มีแนวโน้มเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ทฤษฎีการจบสิ้นของประวัติศาสตร์" กำลังก้าวไปสู่จุดจบด้วยความกังขาของชาวโลก

สิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของ "ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ที่แท้จริงคือ ความสําเร็จอย่างเป็นระบบเชิงประวัติศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขนาดอุตสาหกรรมการผลิตติดอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 15 ปีติดต่อกัน ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกัน ระยะทางรถไฟความเร็วสูงของจีนมากกว่ายอดรวมของประเทศอื่น ๆ ในโลก จีนยังได้เสนออุปกรณ์พลังงานลมให้กับทั่วโลกร้อยละ 70 สร้างระบบประกันสังคมและระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสร็จสิ้นภารกิจที่ยากลำบากในการขจัดความยากจนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าจีนจำนวนกว่า 35.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางการยกเว้นวีซ่าจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73.1 ของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว บนแพลตฟอร์มโซเชียลในต่างประเทศ "พกกระเป๋าเดินทางว่างเปล่าไปประเทศจีนเพื่อซื้อของ" "เลิกงานวันศุกร์แล้วไปเที่ยวประเทศจีน" กลายเป็นประเด็นร้อน "ความรู้สึกปลอดภัยแบบจีน" ทําให้ชาวเน็ตตะวันตกจํานวนมากอิจฉา

“ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”นับเป็นการผูกขาดทางทฤษฎีและการผูกขาดวาทกรรม ได้ล่ามโซ่ตรวนทางความคิดอย่างมากให้กับประเทศใต้ทั่วโลก ความสําเร็จของจีนไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ แต่ยังเป็นผู้นำการปลดปล่อยทางความคิดที่ลึกซึ้งแก่ทั่วโลกและทําลายตํานาน "ความทันสมัย = ตะวันตก"

ประเทศใต้ทั่วโลกเริ่มสํารวจเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศตนอย่างมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สงสัยและดูถูกตัวเองที่แตกต่างกับรูปแบบตะวันตกอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่สิ้นสุดวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ยังคงพัฒนายังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1362576049067823/?rdid=gqFMK4LNSYU6hbmS#

สินค้าไทยยังไม่หายจากกัมพูชา!! สื่อกัมพูชาอ้างแบนสินค้าไทยทำส่งออกทรุด แต่ผู้บริโภคยังต้องซื้อผ่านคนกลาง ตัวเลขชี้การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่สามยังพุ่ง บตากัมพูชาใช้กระแสแบนสินค้าเป็นเครื่องมือปลุกชาตินิยม

ส่งออกไทยตายเพราะกัมพูชา?

ไม่นานมานี้สื่อเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าการส่งออกไทยกำลังย่ำแย่หลังคนกัมพูชาแห่แบนสินค้าไทย   แต่ความจริงจากฝั่งไทยกลับตาลปัตรเพราะไทยเลือกจะเป็นผู้ปิดด่านเอง ซึ่งทางการไทยย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าในอดีตกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยในละแวกอาเซียน รองจาก  มาเลย์เซีย  เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่คือ  เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะที่ทางการกัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอข่าวว่ากัมพูชาแบนสินค้าไทยแต่กลับพบว่าสินค้าไทยถูกส่งไปยังประเทศที่สามเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีนตอนใต้ เติบโต 24.4% และการส่งออกผ่านแดนเติบโต 21.2% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการไทยเริ่มพึ่งพาเส้นทางผ่านแดนมากขึ้นก่อนหน้าและต่อเนื่องมาถึงปี 2569 และในไตรมาส 1 ของปี 2569 การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชายังเป็นศูนย์จากการปิดด่าน แต่การค้าผ่านแดนของไทยไปประเทศที่สามกลับขยายตัวถึง 41.4% สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อส่งเข้าไปยังกัมพูชา  สรุปง่ายๆคือว่ากัมพูชายังใช้สินค้าไทยแต่ต้องซื้อสินค้าต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีหนึ่ง  

 ตัดกลับมาที่ห่วงโซ่อุปทานของเรากับกัมพูชา  ถามว่าผู้ประกอบการไทยกระทบหรือไม่จากการปิดด่านของกัมพูชาก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแต่ทว่าตลาดก็กลับมาชดเชยได้จากอุปทานที่มีในกัมพูชาเอง  ดังนั้นยิ่งกัมพูชาออกข่าวว่ามีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้นเท่าไร   การลักลอบนำเข้าสินค้าไทยก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและจะทำให้ราคาขายในตลาดในกัมพูชาของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นด้วย  สุดท้ายการที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะลดการพึ่งพาสินค้าไทยโดยที่เลือกจะไม่ใช้สินค้าไทยดูเหมือนจะไม่สำเร็จเป็นไปตามแผนเพราะ  ในไทยยังมีคนกัมพูชาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มแรงงานและเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่กลับไปยังกัมพูชา  ซึ่งคนกัมพูชากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ถูกรังเกียจจากคนไทยแต่อย่างใดในขณะเดียวกันคนกัมพูชาที่เลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยกลับได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิมเช่นเดียวกับก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ  นั่นแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนไทยที่สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกรอบความคิดที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นให้เกลียดคนไทยไม่ได้ส่งผลไปถึงชาวกัมพูชาทุกคนและชาวกัมพูชาหลายคนเองก็ยอมรับกับเอย่าตรงๆว่าเขาไม่ได้เป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำของเขาแต่เขาเลือกไม่ได้ที่จะออกจากนอกประเทศด้วยการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นอยู่ในกัมพูชา

 เอย่าหวังว่าให้คนไทยเข้าใจว่าสุดท้ายข่าวใดๆที่ออกมาจากทางกัมพูชานั่นคือโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะล้างสมองคนในชาติเขาแต่อย่างไรก็ดีคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรือสาวกอินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรัฐบาลมาล้างสมองสาวกแต่อย่างใด

ที่มา : AYA

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top