Tuesday, 6 October 2026
NEWS

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 27 คดีรวม ม.112 รอเยียวยา ชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง 41 ในงาน 6 ตุลา ครบรอบ 50 ปี

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ เผยปัจจุบันถูกคุมขัง รับโทษในเรือนจำ พร้อมชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง ฉบับ 41 ยุค 6 ตุลา
ลดโทษ ม.112

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม แฟนเพจเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ เผยแพร่ประกาศจากสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ปี 2569 ได้ตัดสินให้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ภายในงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนี้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี โดย 3 ใน 27 คดี คือคดี ม.112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกบาปจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

และในโอกาสที่วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชวนประชาคมธรรมศาสตร์ช่วยกันเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยกเลิกอัตราโทษที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ และกลับไปใช้อัตราโทษเดิม สำหรับมาตรา 112 คือใช้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ทาง https://decoup6octsins.com/

สำหรับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลที่สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ที่สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_5919622?

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#

เยาวชนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิก!! ร่วมแข่งขันดาราศาสตร์ในเวียดนาม ผู้แทนไทยคว้าเหรียญทอง-เงินรวม 5 รางวัล ครอบครัว-ครูอาจารย์เป็นกำลังใจสำคัญ เดินทางกลับไทย 5 ต.ค. นี้ที่สุวรรณภูมิ

เด็กไทยคว้าชัยเวทีดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (IOAA 2026) ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้แทนเยาวชนกว่า 320 คน จาก 67 ทีม จาก 65 ประทศ เข้าร่วมทดสอบความรู้ความสามารถผ่านภาคทฤษฎี ภาควิเคราะห์ข้อมูล และภาคสังเกตการณ์

ด้วยความอุตสาหะ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนเยาวชนไทยทั้ง 5 คน กอปรกับแรงใจและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนต้นสังกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจบนเวทีวิชาการระดับโลก ดังมีรายละเอียดรางวัลดังนี้

1. นายธีร์ ชอบแสงจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
2. นายศักย์ศรณ์ กล่อมสังข์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญทอง
3. นายธนเดช รุจานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
4. นายณชพล คูโณปการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน
5. นายธีรธร คงเขษม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน

ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ควบคุมทีม ดังนี้
1. อาจารย์ ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) — หัวหน้าทีม
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) — รองหัวหน้าทีม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.อารีเฟ็น รัศมีศาสน์ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) — อาจารย์สังเกตการณ์

ความสำเร็จและการเติบโตในเวทีระดับสากลครั้งนี้ เกิดจากความเพียรพยายามของนักเรียนทุกคน รวมถึงความรัก ความเข้าใจ และการเคียงข้างจากครอบครัว และครู อาจารย์ตลอดจนการส่งเสริมจากมูลนิธิ สอวน. และศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาวตร์ ทั่วประทศ ที่ร่วมกันผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.45 ณ ชั้น 2 ประตู 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064451632155/posts/1521342713357435/?rdid=FkmSZTnqGZiPKDBC#

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ECONBIZ

ปตท.สผ. รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด!! ต่อเนื่องปี 3 ได้รับรางวัลสูงสุด สะท้อนธุรกิจยั่งยืนอย่างรับผิดชอบ รางวัลองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน กระทรวงยุติธรรมยืนยันคุณภาพ

ปตท.สผ. คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2569 ระดับสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมีธรรมาภิบาล

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ประเภทรางวัลดีเด่นระดับ Gold (ระดับสูงสุด) สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ปตท.สผ. ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับรางวัลดีเด่นระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ การจัดตั้งระบบรับข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

บ้านปูใช้ AI ยกระดับซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่น!! เสริมตัดสินใจ–บริหารความเสี่ยงตลาดพลังงาน วิเคราะห์ราคาพลังงานและความเสี่ยง ผู้ช่วยเทรดเดอร์เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งขยายตลาดพลังงานในอนาคต

บ้านปูพัฒนา AI ยกระดับการซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่น
เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ Banpu Power Trading G.K. ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า โดยบ้านปูได้พัฒนาโมเดล AI ที่ผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ของเทรดเดอร์เข้ากับ
การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดและแนวโน้มราคาพลังงาน เพื่อช่วยประเมินโอกาสในการซื้อขาย กำหนดขนาดการซื้อขาย และบริหาร ความเสี่ยง ควบคู่กับการยกระดับองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+)

เดิมการซื้อขายพลังงานอาศัยประสบการณ์ของเทรดเดอร์โดยใช้หลักคิด ประสบการณ์ และเกณฑ์การตัดสินใจที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บ้านปูจึงนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดเป็นระบบที่สามารถทดสอบและตรวจสอบได้ ก่อนต่อยอดและพัฒนาเป็นโมเดล AI โดยช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่ปริมาณพลังงานที่จัดซื้อ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่ายไฟฟ้าสู่ตลาด ไปจนถึงประเมินความไม่แน่นอนของสัญญาณการซื้อขาย* โดยยังมีเทรดเดอร์กำกับดูแลและตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

AI ที่ไม่ได้มองแค่ว่า “ซื้อหรือขาย”
ตลาดไฟฟ้ามีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งอุปสงค์ อุปทาน สภาพอากาศ และต้นทุนทางพลังงาน ทำให้ข้อมูลที่ทันเวลาและแม่นยำมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า สองโมเดล AI จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สัญญาณจากตลาดและบริหารความเสี่ยง โดยโมเดลแรก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินทิศทางราคาพลังงานและค้นหาโอกาสในการซื้อขาย พร้อมประเมินความเชื่อมั่นของแต่ละสัญญาณ หากสัญญาณยังไม่ชัดเจน ระบบสามารถลดขนาดการซื้อขายหรือเลือกไม่ดำเนินการเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่ โมเดลที่สอง ประเมินสภาวะตลาดในภาพรวม เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางและกำหนดขนาดการซื้อขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาด

ทั้งสองโมเดล AI ผ่านการทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบจำลองระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม ในปี 2569 โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังในตลาดไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นมาวิเคราะห์ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าวิธีการซื้อขายแบบเดิม เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

จากแบบจำลองสู่การทำงานร่วมกันระหว่าง “คน” และ “AI”
บ้านปูได้ประยุกต์ใช้ AI Model ร่วมกับเทรดเดอร์เพื่อซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพลังงานประเทศญี่ปุ่น เป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทฯ ใน 6 ภูมิภาค นอกจากนี้โมเดลยังถูกนำไปใช้งานจริงในฐานะ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่สนับสนุนการทำงานของเทรดเดอร์ โดยพนักงานยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบคำแนะนำจาก AI และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการซื้อขายจริง แนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตัดสินใจและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานของบ้านปูให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างศักยภาพของมนุษย์ และ AI

นายนิติ พิทักษ์ธีระธรรม Country Head – Japan บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำ โมเดล AI เข้ามาเสริมในการซื้อขายไฟฟ้า ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนคน แต่เป็นการนำ AI มาช่วยเสริมความสามารถของเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและประเมินสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งช่วยให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์เองก็มีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการทดสอบโมเดลกับการทำงาน ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของธุรกิจซื้อขายพลังงาน และต่อยอดการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+) ในระยะยาว”

ทั้งนี้ บ้านปูยังมีแนวทางศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดโมเดล AI สู่ตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ รวมถึงในกลุ่มธุรกิจอื่น เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กร และบุคลากร รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานในระยะยาว

*สัญญาณการซื้อขาย: ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดที่ใช้บ่งชี้ทิศทางของส่วนต่างราคาระหว่างตลาด Day-Ahead (การซื้อขายไฟฟ้าสำหรับการส่งมอบในวันถัดไป) และ Imbalance (ราคาที่ใช้คำนวณส่วนต่างเมื่อปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อขายไว้ล่วงหน้าไม่ตรงกับการใช้ไฟฟ้าจริง) ซึ่งช่วยให้ระบบประเมินโอกาสในการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา โดยโมเดล AI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าควรซื้อ
หรือขาย แต่ประเมินด้วยว่าสัญญาณนั้นมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว

LITE

4 ตุลาคม 2313 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้กรุงศรี อยุธยา ทรงสถาปนา ‘กรุงธนบุรี’ เป็นราชธานี ทรงเล็งเห็นชัยภูมิมีประโยชน์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ มีนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั่งที่ 2 เมื่อปี 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรวบรวมกำลังพลและกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี ล่องมาตามชายฝั่งจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงต่อสู้โจมตีค่ายโพธิ์สามต้นจนสามารถขับไล่ทหารพม่าออกจากอาณาจักรได้และสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากการยึดครองได้ ในเวลาเพียง 7 เดือน จากนั้นโปรดให้อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศมาประกอบพิธีโดยสังเขปและพระราชเพลิงพระบรมศพเรียบร้อย

จากนั้นพระองค์ได้เสด็จสำรวจความเสียหายของบ้านเมือง และประทับแรมในพระนคร ณ พระที่นั่งทรงปืน ทรงพระสุบินนิมิตว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา “มาขับไล่ไม่ให้อยู่” พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง แล้วดำรัสว่า

“เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะร้างรกเป็นป่า จะ มาช่วยปฏิสังขรณ์ทํานุบํารุงขึ้นให้บริบูรณ์ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิม ท่านยังหวงแหนอยู่แล้ว เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด แล้วตรัสสั่งให้เลิกกองทัพกวาดต้อนราษฎร แลสมณพราหมณาจารย์ ทั้งปวงกับทั้งโบราณขัติยวงษ์ซึ่งยังเหลืออยู่นั้น ก็เสด็จกลับลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองธนบุรี”

เรื่องเมืองธนบุรีนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
“…ที่เจ้าตากลงมาตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งนั้นเหมาะแก่ประโยชน์ทุกอย่าง ถ้าหากว่าสมเด็จพระอดีตมหาราชได้มาขับไล่เจ้าตากมิให้ตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก็ขับไล่ด้วยไมตรีจิต ตักเตือนมิให้พลาดพลั้งไปด้วยเห็นแก่เกียรติยศ

เพราะกรุงศรีอยุธยาถึงเป็นที่มีชัยภูมิด้วยลําน้ำล้อมรอบ และเป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงก็จริง แต่รี้พลของเจ้าตากที่มีอยู่ไม่พอจะรักษากรุงศรีอยุธยาต่อสู้ข้าศึก และขณะนั้นศัตรูก็ยังมีมาก ทั้งพม่าและไทยก๊กอื่นอาจจะยกมาย่ำยีในเมื่อหนึ่งเมื่อใด กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทางที่ ข้าศึกจะมาถึงได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ถ้ามีกําลังไม่พอรักษา ขืนตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็คงเป็นอันตราย

การที่ลงมาตั้งอยู่เมืองธนบุรีก็ไม่ห่างไกลกับกรุงศรีอยุธยา มีอํานาจอยู่ที่เมืองธนบุรีก็เหมือนมีอํานาจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เปรียบที่เมืองธนบุรีตั้งอยู่ที่ลําน้ำลึกใกล้ทะเล แม้ข้าศึกมาทางบกไม่มีทัพเรือเป็นกําลังด้วยแล้วก็ยากที่จะมาตีเมืองธนบุรี”

ภายหลังเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบชุมนุมต่างๆ แล้ว พระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองธนบุรี ขึ้นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางทิศใต้ของกรุงธนบุรี ขนาบข้างด้วยวัดแจ้ง หรือวัดมะกอก (ปัจจุบันคือ วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร) และวัดท้ายตลาด (ปัจจุบันคือวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2313 พระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_39817

3 ตุลาคม 2436 ฝรั่งเศสบังคับสยาม ลงนามยกดินแดน ต้องเสียพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง นวิกฤตการณ์ ร.ศ.112

เป็นอีกหนึ่งวันที่ลูกหลานไทยต้องจดจำ เมื่อสยามต้องกลืนเลือดทำสนธิสัญญา กับฝรั่งเศส ที่เรียกว่า “สนธิสัญญาสันติภาพ” ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ที่ทำให้ไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ได้บังคับสยามลงนามยอมรับว่าดินแดนบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันทรบุรีที่ฝรั่งเศสยึดไว้เป็นหลักประกัน

โดยหลังจากการลงนามนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ทั้งโดยวิธีทางการทูต การทหาร และการแสวงหาความช่วยเหลือจากมหาอำนาจอื่น จนทรงพระประชวรและทรงคิดว่าอาจสวรรคต ยิ่งไปกว่านั้นการเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ส่งผลทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้ง จนถึงกับน้ำพระเนตรไหล
แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงหักพระทัยได้ ทรงรับสั่งเป็นเชิงปรารภว่า "การเสียเขตแดนแต่เพียงเล็กน้อยตามชายพระราชอาณาจักรซึ่งเราเองก็ทำนุบำรุงรักษาให้เจริญเต็มที่ไม่ได้นั้น ก็เปรียบเหมือนกับเสียปลายนิ้วของเราไป ยังไกลอยู่ รักษาหัวใจกับตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

30 กันยายน 2395 วันก่อตั้ง ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ โรงเรียนประจำแห่งแรกของสยาม เริ่มสอนปี พ.ศ. 2395 ที่กุฎีจีนสอนวิชาสากลพร้อมเน้นจริยธรรม พัฒนายกระดับเป็นวิทยาลัยปี พ.ศ. 2456

วันก่อตั้ง ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ โรงเรียนมิชชันนารีชาย ที่เป็นแบบเรียนประจำแห่งแรกของสยาม

ย้อนกลับไป เมื่อปี พ.ศ. 2380 คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในอเมริกา ได้จัดตั้งคณะกรรมการแผนกต่างประเทศขึ้น คณะกรรมการใหม่นี้ได้จัดส่งมิชชันนารีมายังประเทศสยามตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2383 มิชชันนารีเพรสไบทีเรียนคนสำคัญ ได้แก่ ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน, ศาสนาจารย์ ดร. ซามูเอล อาร์. เฮาส์, ศาสนาจารย์ ดร. แดเนียล แมคกิลวารี, ศาสนาจารย์ เอส. จี. แมคฟาร์แลนด์ เป็นต้น ท่านเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งแรกในสยามและสภาคริสตจักรในประเทศไทยในเวลาต่อมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ. 2394 สถานการณ์ของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในแดนสยามก็ดีขึ้นมาก พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ดินระยะยาวที่กุฎีจีน ใกล้ ๆ บริเวณวัดอรุณราชวราราม โดยเริ่มแรกในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2395 นางแมรี่ แอล แมตตูน ได้เริ่มต้นสอนหนังสือแก่ เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ในละแวกนั้น จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2395 มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน โดยศาสนาจารย์ ดร.ซามูเอล เรโนลด์ เฮ้าส์ และศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน ได้ก่อตั้งโรงเรียนที่ทำการสอนตามแบบสากล เพื่อให้เด็กสยามและเด็กเชื้อสายจีนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ทันสมัยตามแบบตะวันตก โดยตั้งชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนคริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีน (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) และมีซินแสกีเอ็ง ก๋วยเซียน เป็นครูใหญ่
คริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีน (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) ถือเป็นโรงเรียนประจำแห่งแรกในสยามและยังเป็นโรงเรียนแรกที่มีการนำระบบการศึกษาสากลมาใช้อีกด้วย

คริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีนถือเป็นสถาบันการศึกษาแบบสากลแห่งแรกในสยาม มีอาคารและห้องเรียนเป็นหลักแหล่ง มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะเรียนหัดอ่านหัดเขียนแล้ว ยังมีวิชาคณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการสอนทางศาสนา นอกจากนี้มิชชันนารียังได้ริเริ่มให้มีการตรวจสุขภาพเด็กๆ ก่อนเข้าเรียน นับว่าเป็นมาตรการทางสาธารณสุขที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น

ปีพ.ศ. 2400 คณะมิชชันนารีเริ่มตั้งหลักปักฐานที่สำเหร่ ได้มีการสร้างพระวิหาร โรงเรียน โรงพิมพ์ บ้านพักมิชชันนารี โกดังเก็บของ ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนจากกุฎีจีนมายังสำเหร่ใช้ชื่อว่า "สำเหร่บอยส์สกูล" ที่โรงเรียนแห่งนี้มีขุนนางผู้ใหญ่จนถึงพระเจ้าแผ่นดินให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเด็ก ๆ มาเล่าเรียนหนังสือ ซึ่งมีทั้งเจ้านาย 2 พระองค์ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 4 และพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 3 บุตรชายของอัครมหาเสนาบดี บุตรชายของพวกมหาดเล็กมาเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่สำเหร่ นอกจากนี้ชาวบ้านก็ส่งลูกหลานมาเรียน โดยพวกที่อยู่ไกลก็ได้เป็นนักเรียนประจำ กินนอนอยู่ที่โรงเรียน ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้จะตอบแทนโรงเรียนด้วยในการช่วยทำงานต่างๆ มากกว่าจะจ่ายเงินเป็นค่าเล่าเรียน ในปีพ.ศ. 2402 นายชื่นได้รับเชื่อเป็นคริสเตียนในคณะเพรสไบทีเรียนคนแรกและเป็นครูสอนภาษาไทยคนแรกของโรงเรียนที่สำเหร่ในเวลาต่อมา

ในขณะที่กิจการของโรงเรียนกำลังดำเนินไปดี โรงเรียนกลับต้องประสบกับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนครู อันเนื่องมาจากปัญหาความไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศเขตร้อนและมลพิษจากโรงสีในบริเวณนั้น ครูหลายคนล้มป่วยจนต้องเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน คณะมิชชันนารีได้ขอความช่วยเหลือไปยังอาจารย์จอห์น แอนเดอร์สัน เอกิ้น ซึ่งเปิดโรงเรียน "บางกอกคริสเตียนไฮสกูล" อยู่ที่กุฎีจีน (โรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นหลังจากโรงเรียน "คริสเตียนบอยส์สกูล" ของศาสนาจารย์แมตตูนที่กุฎีจีน 36 ปี (ปีพ.ศ. 2431)) อาจารย์เอกิ้นจึงตัดสินใจย้ายโรงเรียนของตัวเองมารวมกันเมื่อปีพ.ศ. 2433 โดยมาสร้างตึกเรียนใหม่ให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้น เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้หลังคามุงกระเบื้องตั้งชื่อว่า "สำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล"

แม้จะรวมโรงเรียนส่วนตัวที่กุฎีจีน "บางกอกคริสเตียนไฮสกูล" และโรงเรียนของมิชชันที่สำเหร่ "สำเหร่บอยส์สกูล" จนมีขนาดใหญ่โตโดยใช้ชื่อว่า "สำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล" ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกลเช่นอาจารย์จอห์น เอ. เอกิ้น ยังได้ตระหนักว่าโรงเรียนควรจะมีที่ตั้งบริเวณฝั่งพระนครเพื่อความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ท่านจึงหารือกับอาจารย์เจ. บี. ดันแลป ในการหาซื้อที่ดินใหม่ ต่อมาคณะมิชชันนารีได้ตกลงซื้อที่ดินของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่ถนนประมวญ ย่านสีลม โดยใช้เงินที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ในปีพ.ศ.2445 โรงเรียนชายในระบบสากลโรงเรียนแรกในสยามก็ถือกำเนิดขึ้น โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "กรุงเทพคริสเตียนไฮสกูล" นอกจากโรงเรียนแห่งใหม่บนถนนประมวญจะดำเนินการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างจริงจังแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการอบรมเชิงจริยธรรมและความมีระเบียบวินัย มาตรฐานการศึกษาที่สูงทำให้โรงเรียนได้รับการยกระดับขึ้นเป็นวิทยาลัยในปีพ.ศ. 2456 และเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย"

ที่มา : http://mx1.bcc.ac.th/2014/ins/bcc.html

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

มหานครภูเก็ต–เชียงใหม่ ยังติดด่านมหาดไทย!! มหาดไทยยังถกข้อกฎหมาย พร้อมร่างฉบับภาคประชาชน วุฒิสภาผ่านรายงาน 2 ฉบับ รอเสนอ ครม. และล่ารายชื่อเพิ่ม

มหานครภูเก็ต-มหานครเชียงใหม่ ติดขัดอยู่ที่มหาดไทย

มีคำถามว่า มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ที่เป็นนโยบายรัฐบาล และให้เร่งศึกษา ไปถึงไหนแล้ว ติดขัดอะไร ทำไมถึงเงียบหายไป

คำตอบคือ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาและทำความเห็นเพื่อเสนอ ครม. ยังไม่ได้เป็นกฎหมายครับ ยกเว้นร่างฉบับภาคประชาชนที่เสร็จแล้ว

ขอแยกเป็น 2 สายที่เดินคู่กันอยู่
1. สายรัฐบาล - กระทรวงมหาดไทย
นี่คือสายหลักที่รับผิดชอบโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ 18 พ.ค. 2569 วุฒิสภา พิจารณารายงานเสร็จแล้วทั้ง 2 ฉบับ คือ รายงานการจัดตั้ง ภูเก็ตมหานคร และ เชียงใหม่มหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว โดยคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

15 ก.ค. 2569 หลังนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่อง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานประชุมนัดแรกเพื่อยกร่างความเห็น

สิ่งที่มหาดไทยต้องทำตามมติของคณะกรรมการการกระจายอำนาจ (ก.ก.ถ.) คือ วิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและรวบรวมข้อคิดเห็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกฯ และ ครม. ภายในกรอบ 30 วัน (เลยกรอบเวลาแล้ว)
ประเด็นที่มหาดไทยติดอยู่และต้องตอบให้รอบคอบคือ ถ้ายฐานะเป็นมหานคร ต้อง ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในพื้นที่หรือไม่

สายบังคับบัญชา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จะไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯมหานคร ที่มาจากเลือกตั้ง แทนที่จะขึ้นกับนายอำเภอ/ผู้ว่าฯแต่งตั้ง หรือไม่

กลไก Single Command ตอนภัยพิบัติ, ความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างจังหวัด ถ้าให้มหานครเก็บภาษีเองเยอะ พูดง่ายๆ คือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรับลูกนโยบายนี้เต็มที่ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำยังขอชะลอเพื่ออุดช่องโหว่

2. สายประชาชน - ร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อ 10,000 คน
เดินคู่กันมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกพับไปตอนรัฐประหาร 2557 แล้วกลับมาอีกครั้งปี 2567-2568
• ทีมเชียงใหม่ตั้งเป้าล่ารายชื่อ 10,000 คน เพื่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเข้าสภาได้โดยตรง

ส่วนภูเก็ตก็มีประชาชนยื่นหนังสือริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.ภูเก็ตมหานครต่อพรรคประชาชนในรัฐสภาเช่นกัน รูปแบบที่เสนอเหมือนกันทั้ง 2 จังหวัด
ตามรายงานของวุฒิสภาและร่างประชาชน สรุปตรงกันคือ
-เป็นรูปแบบท้องถิ่นเป็น 2 ระดับ ระดับบนคือ มหานคร ระดับล่างคือ เทศบาลและ อบต.
ระดับบนมี ผู้ว่ามหานครและสภามหานคร มาจากเลือกตั้งโดยตรง
มีสภาพลเมือง กว่า 200 คนจากตัวแทนอาชีพต่างๆ มาตรวจสอบและเสนอนโยบาย

ด้านการคลัง ให้มหานครมีรายได้เพิ่มจากภาษีที่รัฐเก็บในพื้นที่ เช่น VAT, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีเงินได้ แบ่ง 50:50 กับส่วนกลาง และเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน
สรุปสถานะปัจจุบัน ต.ค. 2569: ยังไม่ถึง ครม. และยังไม่เข้าสภาในฐานะร่างรัฐบาล อยู่ที่ขั้นตอนมหาดไทยทำบทสรุปความเห็นตามที่วุฒิสภาเสนอมา ส่วนภาคประชาชนก็ยังรณรงค์ล่ารายชื่ออยู่ ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันผลักดันต่อจริง ขั้นต่อไปคือต้องเห็นร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับจากมหาดไทยเข้า ครม.

มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ยกฐานะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังติดอยู่ที่มหาดไทย ที่ยังคิดไม่ออกกับการถูกลดอำนาจ

เกมปรับ ครม. สกัด ‘ไอเดียร์’!! โรมเปิดโปงสามีแก๊งสแกมเมอร์ ชี้สินบน 40 ล้าน เรื่องเดือดในสภา พรรคในบุรีรัมย์ปะทะคนใหม่ชัยภูมิ รอดูชี้แจง กมธ. 7 ต.ค.

เกมปรับ ครม.สะกัด “แทนทรัพย์” โตข้ามบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งข้อมูลฝ่ายค้านแฉสแกมเมอร์

นี้คือเกมการเมืองในสภาที่ซ้อนกัน 3 ชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียครับ ต้องดูต้นสายจริงๆกับปรากฏการณ์ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดฉากแฉ สามี สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชาวจีนเชื้อสายออสเตรเลีย อาจจะเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ

เดือดทั้งสภากับกระทู้ของโรม ที่ถามความคืบหน้าเรื่องเงินสินบน 40 ล้าน ให้หยุดปราบแก๊งสแกมเมอร์ เรามาลองลำดับเหตุการณ์ และวิเคราะห์กันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
1. เหตุการณ์จริงที่เกิดในสภาคือ วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โรมตั้งกระทู้ถาม ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เรื่องมีคนเสนอสินบน 40 ล้านให้รัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร
ไชยชนกสวนกลับว่า สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ก็เอี่ยวเว็บพนัน
โรมเลยสวนว่า ถ้าจะปราบให้แฟร์ ให้ไปดู "สส.หญิงชัยภูมิคนหนึ่ง ที่อาจจะมีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ"

ชัยภูมิ สส.หญิงมีคนเดียวคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ พรรคภูมิใจไทย ลูกสาว สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 3 พ่อลูกอยู่ภูมิใจไทยทั้งคู่ ก่อนหน้านี้อยู่พลังประชารัฐมาก่อน

ไอเดียร์ลุกโต้ทันทีว่าพูดลอยๆ ทำให้เสียหาย ให้เปิดหลักฐานเลย ถ้าไม่มีหลักฐานทำให้เขาเสียหาย ให้ถอนคำพูดสุดท้ายโรมไม่ถอนคำพูด โดนรองประธานสภาฯ เชิญออกจากห้องประชุม
หลังจากนั้นโรมแถลงต่อว่าจะเรียก ไอเดียร์และสามี นายซาง ไท่หยาง ชาวจีนสัญชาติออสเตรเลีย มาชี้แจง กมธ.กฎหมาย 7 ต.ค. ประเด็นคือเงินเกือบ 1900 กว่าล้านมาจากไหน บริษัทที่เขาปล่อยกู้ล้มละลายไปแล้ว บางกองทุนคนติดคุกไปแล้ว
และโรมทิ้งบอมบ์อีกดอกว่า ไอเดียร์เคยเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี คาบเกี่ยวกับช่วงมีเรื่องสินบน 40 ล้านด้วย

ฝ่ายไอเดียร์ไปแจ้งความหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่ บก.ปอท. และยืนยันว่าสามีก่อนแต่งก็รวยอยู่แล้ว เขาทำธุรกิจลงทุนหลายบริษัท ไม่ได้เอี่ยวสแกมเมอร์

พ่อคือ สัมฤทธิ์ ก็ออกมาบอกว่าเชื่อลูกเขยทำธุรกิจสตาร์ทอัพสุจริต มีระบบตรวจสอบเข้มงวดในต่างประเทศ พร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ แต่ติงว่า กมธ.ไม่มีอำนาจเรียกคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง มาให้ข้อมูล

2. วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุ

ก. โซ้ย หรือแซะกันเองในภูมิใจไทย หวังผลเรื่องการปรับ ครม.ภูมิใจไทยตอนนี้มีโควตา 19 ตำแหน่ง แต่ สส.ทะลักเข้ามาเยอะ สูตรล่าสุดคือ 10 สส. ต่อ 1 รมต. แปลว่าแย่งกันดุเดือดมาก พ่อลูกตระกูลแทนทรัพย์ ถือ 2 เก้าอี้ในชัยภูมิ เป็นบ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย ถ้าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี ลูกสาวก็เป็นฐานต่อรอง กลุ่มเก่าในบุรีรัมย์+บ้านใหญ่เจ้าถิ่นเดิมจึงไม่พอใจ อยากสกัดไม่ให้ตระกูลใหม่โตเร็ว

ข. ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้าน - ประชาชน และ ประชาธิปัตย์ เป็นไปได้หรือไม่
นี่คือวิธีที่เนียนที่สุดในสภาไทย และเกิดขึ้นบ่อยในช่วงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือปรับ ครม. ตอนนี้ข้อมูลทรัพย์สิน 1,900 ล้านของไอเดียร์และสามี ใครก็เปิดดูได้จาก ป.ป.ช. แต่ข้อมูลเชิงลึกว่าบริษัทไหนล้มละลาย กองทุนไหนคนติดคุก ต้องมีคนชี้เป้า โรมถึงพูดได้ว่า "ไม่ต้องห่วงหลักฐานมาแน่" แสดงว่ามีคนส่งไฟล์ให้แล้ว

การที่โรมได้ข้อมูล แล้วประชาธิปัตย์ โดยศิริโชค โสภา อดีต สส.ก็น่าจะได้ข้อมูลเดียวกัน แบ่งกันเล่น โรมเปิดประเด็น ศิริโชคขยี้ต่อ ประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งตอกย้ำเจตนารมณ์ไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยเพราะ "ละอายใจต่อบรรพบุรุษ" ก็ออกมาซ้ำเรื่องความโปร่งใส จึงเข้าล็อคทฤษฎี "ยืมมือฝ่ายค้านฆ่า" ไม่ต้องเปลืองตัวทะเลาะกันเองในพรรคร่วม
ค. โซ้ยแซะพ่อ สกัดนั่งรัฐมนตรี นี่คือเป้าหลัก พ่อคือ สัมฤทธิ์ เป็นประธาน กมธ.พาณิชย์ฯ กำลังมีชื่อลุ้น รมต. ถ้าลูกสาวโดนแผลเรื่องสามีพัวพันสแกมเมอร์และฟอกเงิน พ่อก็หมดความชอบธรรมทันที ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ปปง.ต้องเข้ามายึดอายัดตรวจสอบก่อน โรมจงใจพูดเรื่องนี้
และถ้าลูกสาวโดน ป.ป.ช.สอบหนัก ก็เท่ากับตัดขาตระกูลแทนทรัพย์ทั้งตระกูล ไม่ใช่แค่สกัดไอเดียร์คนเดียว

ง. ใครแซะ ใครโซ้ย? ถ้าเรียงตามผลประโยชน์:
-คนแซะไอเดียร์: กลุ่มบ้านใหญ่เดิมในภูมิใจไทยที่เสียโควตา รมต. ให้กลุ่มใหม่ย้ายมา + กลุ่มที่อยากดันคนของตัวเองนั่งดีอี แทนสายของไชยชนก
-คนโซ้ยพ่อ: กลุ่มเดียวกัน เพราะถ้าพ่อได้ รมต. บ้านใหญ่ชัยภูมิจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ในอีสานทับซ้อนกับขั้วบุรีรัมย์
-คนได้ประโยชน์จากการให้โรมแฉ: ภูมิใจไทยสายหลัก (ชิดชอบ) เองก็ได้ประโยชน์ เพราะได้อ้างว่าพรรคพร้อมให้ตรวจสอบ โชว์ว่าตัวเองปราบสแกมเมอร์จริง แต่ก็ได้กำจัดกลุ่มที่อาจเป็นจุดอ่อนเรื่องทุนสีเทาไปในตัว

สรุปสั้นๆ: นี่ไม่ใช่เรื่องโรมอยากแฉไอเดียร์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องคนในภูมิใจไทยอยากใช้โรมเป็นมีดไปเชือดกันเอง ก่อนโผ ครม. อนุทิน 2 จะออก โรมได้คอนเทนต์ปราบสแกมเมอร์ที่เป็นจุดยืนพรรคประชาชนมาตลอด ส่วนคนส่งข้อมูลในภูมิใจไทยได้กำจัดคู่แข่งโดยไม่ต้องออกหน้าเอง

ต้องรอดูวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไอเดียร์กับสามีจะกล้าเข้าชี้แจง กมธ.หรือไม่ และ ป.ป.ช. จะเรียกสอบที่มาทรัพย์สิน 1.9 พันล้านเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นตัวตัดสินว่านี่คือการสกัดทางการเมือง หรือมีมูลเรื่องฟอกเงินจริง

ตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ ใครต้องรับผิด!! ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น้ำท่วมกรุงเทพยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ปี 69 ฝนตกน้อยแต่น้ำท่วมหนัก รัฐบาล-กทม.ต่างรับผิดชอบร่วมกัน

ด่าให้ถูกตัว…..น้ำท่วมกรุงเทพ ใครคือจำเลย

เป็นเรื่องตลกที่น้ำท่วมกรุงเทพที่ผ่านมา คนกรุงเทพกลับบอกว่าผู้ว่าฯไม่ผิด ผิดที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ในขณะที่น้ำท่วมพัทยา คนกลับด่าผู้ว่าฯกันขรม ไม่มีคนด่ารัฐบาลเลย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองคือฉันไม่เลือกพรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ฝ่ายที่เป็นรัฐฯทำผิดหมด ส่วนฉันเลือกผู้ว่าคนนี้อะไรที่ผู้ว่าคนนี้พูดถูกเสมอ เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาสรุปเรื่องน้ำท่วมในเดือนกันยายนที่ผ่านมาให้ทราบกันดีกว่า เราจะมาดูที่ต้นตอแรกกัน

ปริมาณฝนที่ตกในเดือนกันยายน
หากวัดจากปีที่เกิดมหาอุทกภัยในกรุงเทพในปี 2554 พบว่าปีนั้นในเดือนกันยายนฝนตกในกรุงเทพเพียง 303.5 มิลลิเมตรเท่านั้นในขณะที่ปี 2555 มีปริมาณฝนในกรุงเทพในเดือนกันยายนสูงถึง 847.5 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2565 ที่วัดได้ 801.5 มิลลิเมตร ซึ่งมาดูว่าถ้ามานับปี 2554 ที่เกิดน้ำเหนือไหลบ่า ในป 2555 และ 2565 ใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายก จะพบว่าในปี 2555 จะพบว่าปีนั้นผู้ว่า กทม. คือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสาเหตุที่ปี 2555 ไม่เกิดน้ำท่วมเพราะได้บทเรียนจากปี 2554 บวกกับ ปีนั้นไม่ได้มีน้ำเหนือจากพายุถาโถมเหมือนปี 54 รวมถึง ทาง กทม. ได้เร่งบูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ มีการซ่อมแซมและเสริมแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสายหลักให้แข็งแรงและสูงขึ้นกว่าเดิมทันก่อนฤดูน้ำหลาก ทางกรมชลฯก็ได้มีการบริหารจัดการพร่องน้ำในเขื่อนหลัก เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนล่วงหน้า รวมถึงการบริหารจัดการระบายน้ำผ่านทุ่งรับน้ำต่างๆ ทางตอนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯ ไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองแบบไร้การควบคุมเหมือนปี 2554 อีกทั้งกรุงเทพมหานครและหน่วยงานท้องถิ่นมีความตื่นตัวสูงมาก มีการขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวาและขยะที่เป็นอุปสรรคทางระบายน้ำ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำและกระสอบทรายไว้ตามจุดเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้ระบบระบายน้ำสามารถรับมือกับปริมาณฝนตามฤดูกาลในปีนั้นได้ดีกว่าเดิม

แล้วในปี 2565 ละใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ ผู้ว่าคนปัจจุบันกับพลเอกประยุทธ์ ถามว่าทำไมน้ำไม่ท่วมละ ในปี 2565 เพราะถือว่ามวลน้ำฝนใน กทม. มีมากเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเลย สรุปก็คือ ในช่วงเวลานั้น กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด สั่งการให้เร่ง "พร่องน้ำ" ในคลองสายหลักและบึงรับน้ำต่างๆ ให้มีระดับต่ำล่วงหน้าก่อนที่ฝนชุดใหญ่จะตกลงมา เพื่อเตรียมพื้นที่รอรับน้ำ (Retention Area) ทำให้เมื่อฝนตกลงมาหนัก คลองจึงมีศักยภาพพอที่จะรองรับและเร่งสูบระบายออกได้ทันท่วงที อีกทั้งมีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว ทั้งการเดินเครื่องสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเสริมในจุดวิกฤต การเร่งเก็บขยะและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำไหลตามคูคลองและหน้าตะแกรงท่อระบายน้ำทันทีที่ฝนหยุด เพื่อเร่งให้น้ำในซอยหรือถนนระบายลงคลองได้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครได้รับการเสริมความแข็งแรงและปรับความสูงขึ้นจากบทเรียนในอดีต ประกอบกับระดับน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาไม่ได้วิกฤตเท่าปี 2554 แนวคันกั้นน้ำจึงสามารถป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชั้นในได้

แล้วปีนี้ละมีน้ำฝนที่ตกลงมาปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ 540 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าปี 2555 และ 2565 มาก คำถามคือทำไมน้ำถึงท่วม คำตอบที่ได้คือฝนที่ตกแบบกระจุกตัวในปี 69 ตะหากที่น่าจะเป็นจำเลยสำคัญที่ต่างจากฝนที่ตกในปี 55 และ 65 โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนที่กระจุกอยู่ในโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นตัวเร่งให้พื้นที่ดังกล่าวจมบาดาล แต่มันมีอีกประเด็นที่น่าจะมุมของผู้ที่ต้องรับผิดชอบซึ่งเอย่าแบ่งได้ดังนี้
1. ในมุมของการบริหารดูแลระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย (ท่อระบายน้ำในซอย คลองย่อย) การลอกท่อ กำจัดผักตบชวา การเดินเครื่องสูบน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ การจัดสรรงบประมาณท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจุดเสี่ยงใน กทม. สิ่งเหล่านี้ที่เป็นตัวขัดขวางทางเดินน้ำ นี่คืองานของผู้ว่า กทม. ที่ต้องพิจารณาว่าได้แก้ไขอย่างสม่ำเสมอหรือไม่เพราะงานเหล่านี้จะต้องมีคนกวดขันดูแลอย่างสม่ำเสมอ
2. การแจ้งเตือนอุบัติภัยที่ล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯเป็นคนสั่งการ คงต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงล่าช้า
3. การลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวล่าช้าโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ซึ่งนี่เป็นเมกะโปรเจคที่จะนำพาฝั่งตะวันออกพ้นสภาพการจมบาดาล ข้อนี้ฝ่ายกรุงเทพเป็นคนชงเรื่องแต่คนอนุมัติงบจะต้องเป็นรัฐบาล ประเด็นคือทำไมรัฐบาลจึงไม่อนุมัติงบแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่กลับไปอนุมัติงบใช้ AI ในการตรวจหาฝนแทนนี่เป็นจุดที่คนกรุงฯจะด่ารัฐบาลก็ไม่แปลก
4. สุดท้ายจะด่าใครก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากอดีตที่มีการวางผังเมืองผิดแบบไปขวางทางน้ำหรือการอนุมัติให้ถมคูคลองหรือสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำเดิม (Floodway) ทำให้เมืองสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่จะช่วยซับน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสะสมจากนโยบายการผังเมืองในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลและกรุงเทพฯอาจจะต้องช่วยกันในการหาทางออกจากปัญหาในอดีตที่คนเก่าคนแก่ผูกไว้

น้ำท่วมรอบนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีหากทั้งกรุงเทพและรัฐบาลจะเริ่มหันมาทำงานร่วมกันและผลักดันกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลวงที่ปลอดจากน้ำท่วมได้ในที่สุด เราคงไม่สามารถบอกว่าจะด่าใครได้ในเมื่อปัญหาที่เกิดก็เกิดจากทุกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดมากกว่าการจะมาตำหนิกันว่าใครดีหรือไม่ดี ใครทำหรือไม่ทำ และที่สำคัญประชาชนในกรุงเทพเองก็ต้องร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังน้ำและปกป้องบ้านตนเองหรือหมู่บ้านตนเอง ไม่ใช่สุดท้ายก็จะมาโทษกันว่าบ้านคนรวย บ้านคนไฮโซรอดทำไมบ้านฉันไม่รอด และโทษกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

ที่มา : AYA
ภาพถ่าย : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1730589139101243&set=pcb.1730589669101190

WORLD

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศ!! ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นโมเดลบริโภค จีนลดพึ่งพาภายนอก ลงทุนสูงสุดรองแค่สหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

เซี่ยงไฮ้, 5 ต.ค. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางของจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่เน้นการบริโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการนวัตกรรม อาจช่วยเสริมสร้างแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางของจีน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ศรีนิเวศัน กล่าวว่า จีนกำหนดให้การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตระดับสูง และนวัตกรรม มีความสำคัญสูงสุดในทางนโยบาย โดยจีนทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศใดในโลก นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ยังมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การวิจัยและพัฒนาและการจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มผลิตภาพของบริษัทได้ ทว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นมีแรงจูงใจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และปรับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของกองทุนฯ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ร้อยละ 0.2-0.8 แม้ว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศรีนิเวศันจึงย้ำถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ศรีนิเวศันระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของจีนเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยมองว่าแผนพัฒนาฯ เป็นสัญญาณว่าจีนให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการเงินการคลัง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในห่วงโซ่อุปทาน ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเกินกว่าเพียงแค่ภายในประเทศ ข้อมูลชี้ว่าภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนราวสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ราวร้อยละ 30

กองทุนฯ คาดการณ์ว่า การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ศรีนิเวศันยังชี้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการผสานรวมกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยการค้าสินค้าขั้นกลางราวร้อยละ 70 ของเอเชียเป็นการค้ากันเองภายในภูมิภาค แต่มีเพียงร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนฯ ประเมินว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ร้อยละ 1.8 ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เขาเสริมว่า การค้าโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงัก และเวทีความร่วมมือต่างๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) จะสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าลงได้

ศรีนิเวศันย้ำกล่าวศูนย์วิจัยการเงินระหว่างประเทศประจำนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแห่งเดียวของกองทุนฯ ที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มุ่งศึกษาวิจัยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มิใช่แค่จีนเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดทำการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการวิจัย พร้อมทั้งขยายทีมงานนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์การวิจัย และนักวิชาการรับเชิญ

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาขีดความสามารถจีน-ไอเอ็มเอฟ (CICDC) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ยังช่วยสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง ผ่านการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ระหว่างภาคี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะมีบทบาทเชิงบวกในอนาคต

ที่มา : Xinhua

สแกมเมอร์ ไม่มีสัญชาติ เมื่อจีนปราบปรามหนัก!! ลากคอจีนเทาไปประหารชีวิตยกครอบครัว ไปโผล่หนักที่อินเดีย ที่ไม่เกี่ยวกับจีน หลอกคนต่างชาติ และผู้สูงอายุอินเดีย สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ประเมิน สแกมเมอร์จากอินเดีย ทำให้เสียหายกว่า 10,000 ดอลลาร์ จากการเปิดเ

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

ช่องโหว่เหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจจากหลายพื้นที่ทั่วอินเดียต้องเดินทางไปยังเมวัตและจามตาราเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นแทบไม่มีบันทึกการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกต่อแหล่งหลอกลวงในพื้นที่ของตนเอง

รายงาน UNODC ปี 2024 ระบุว่า “การเพิกเฉยแบบเลือกปฏิบัติ” ของตำรวจในพื้นที่อาชญากรรมสูง เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายตัว รูปแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนการคุ้มครองเชิงโครงสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเรื่องการรับสินบนรายบุคคล โมเดลนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในกัมพูชาและเมียนมา มีการมีส่วนร่วมโดยตรงของชนชั้นนำทางการเมืองและทหาร รวมถึงลักษณะของ “อาชญากรรมที่ถูกทำให้เป็นระบบระดับชาติ” ขณะที่อินเดียแสดงให้เห็นรูปแบบของการคุ้มครองแบบตั้งรับจากสมาชิกสภาท้องถิ่นและตำรวจระดับฐานราก ระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคะแนนเสียง และรัฐที่มักไม่สามารถปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ตามรายงาน IC3 ปี 2025 ของ FBI คำร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงของชาวอเมริกันทะลุ 1 ล้านเรื่องเป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยความเสียหายรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความเสียหายจากกลโกงเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดหลักที่มีต้นทางจากอินเดีย เพิ่มจาก 807 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 1,464 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และแตะประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

เหยื่อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ในปี 2024 เหยื่อที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปยื่นคำร้อง 147,000 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายรวม 4,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 29% ของความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งหมดของประเทศ

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการกวาดล้างหลายชุด ปฏิบัติการร่วมของ FBI ในปี 2024 ต่อคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติจากอินเดียนำไปสู่การจับกุม 215 ราย เพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฮิเทช มธูไบ ปาเทล ผู้ปฏิบัติการเชื้อสายอินเดีย-อเมริกัน ถูกศาลรัฐเท็กซัสตัดสินจำคุก 20 ปี และสั่งชดใช้เกือบ 9 ล้านดอลลาร์ ส่วนในคดีเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่รัฐแมริแลนด์ คอลเซ็นเตอร์อินเดีย 3 แห่งถูกระบุว่าสร้างความเสียหาย 48 ล้านดอลลาร์ต่อเหยื่อมากกว่า 650 ราย

ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ก็รายงานความเสียหายในลักษณะเดียวกัน ออสเตรเลียมีรายงานความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเป็น 1,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2024 โดยเหยื่ออายุ 65 ปีขึ้นไปสูญเสียเงิน 71.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงที่สุด

ในแคนาดา ความเสียหายจากการฉ้อโกงที่มีการรายงานอยู่ที่ 461 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่ด้วยอัตราการแจ้งความเพียง 5–10% ทำให้ความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ระหว่าง 4,340 ล้านถึง 9,180 ล้านดอลลาร์ กลโกงปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดา โดยอินเดียถูกระบุว่าเป็นประเทศต้นทางหลัก

ในสหราชอาณาจักร กลโกงเทคนิคซัพพอร์ตจัดอยู่ในกลุ่มการฉ้อโกงที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่การขาดข้อมูลระดับยุโรปที่ติดตามกลโกงจากอินเดียโดยเฉพาะยังคงเป็นช่องว่างด้านการเฝ้าระวัง

นอกเหนือจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะเหยื่อสูงอายุที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวทางสังคม และการโทษตัวเอง การปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบยังบั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน เนื่องจากผู้สูงอายุเริ่มไม่กล้าเชื่อการติดต่อจริงจากหน่วยงานอย่าง Social Security Administration นอกจากนี้ เนื่องจากเหยื่อสูงอายุมักเป็นผู้ถือครองเงินออมตลอดชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งใจจะส่งต่อเป็นมรดก กลโกงเหล่านี้จึงยังรบกวนการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นอีกด้วย

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมหลอกลวงของอินเดียถูกขับเคลื่อนด้วยการผสานกันของ “การทดแทนการจ้างงาน” และ “การหาประโยชน์จากช่องว่างด้านกฎระเบียบ” ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่มีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ขาดงานที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานต่อเนื่องให้กับคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง และในพื้นที่ที่ขาดแคลนงานทางการ การฉ้อโกงได้กลายเป็น “ทางเลือกอาชีพ” ที่มีตรรกะการผลิตซ้ำทางสังคมของตัวเอง

ความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและฝังอยู่ในระบบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย นี่คือความล้มเหลวเชิงสถาบันของศักยภาพรัฐ มากกว่าจะเป็นการทำให้รัฐกลายเป็นอาชญากรรมเชิงรุกแบบที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิบัติการร่วม เช่น ชุดปฏิบัติการ FBI–CBI Chakra อาจสร้างความสำเร็จระยะสั้นได้ แต่ตราบใดที่การว่างงานแฝงในชนบทและระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองท้องถิ่นยังคงอยู่ ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงการไล่ตีปัญหาแบบ “ตีตัวตุ่น” คือปราบได้เป็นจุด ๆ แต่ไม่สามารถทำลายโครงสร้างที่ทำให้ปัญหางอกใหม่ได้อย่างถาวร

ที่มา : https://thediplomat.com/2026/09/indias-cross-border-cyber-scams-against-the-us-and-the-west/?utm_source=chatgpt.com

รถไฟจีนทุบสถิติ!! 25.2 ล้านคนใช้รถไฟวันแรก เพิ่มเที่ยวอีก 1,462 เที่ยวรับมือ เมืองปักกิ่งกว่างโจวฮอตสุด คาดช่วงหยุดยาวทะลุ 284 ล้านคน

ยอดโดยสารรถไฟหยุดยาว 'วันชาติจีน' วันแรก ทุบสถิติทะลุ 25 ล้านครั้ง

ปักกิ่ง, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (2 ต.ค.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 25.2 ล้านครั้ง ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งวัน พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 2 ต.ค. จะอยู่ที่ 20.39 ล้านครั้ง และมีการเดินรถเพิ่มเติม 1,462 เที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่พุ่งสูง

ข้อมูลการจำหน่ายบัตรโดยสารล่วงหน้าระบุว่าเมืองต้นทางยอดนิยมในวันศุกร์ (2 ต.ค.) ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เซินเจิ้น หางโจว อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว และหนานจิง ขณะเมืองปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เฉิงตู หางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว หนานจิง และฉางซา ส่วนเส้นทางเดินรถอย่างเส้นทางไปกลับซีอัน-เฉิงตู และเส้นทางปักกิ่งไปเสิ่นหยาง เจิ้งโจว และชิงเต่า เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด

ทั้งนี้ หน่วยงานการรถไฟทั่วจีนได้ยกระดับการจัดการระบบขนส่งและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟ ช่วงหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ก.ย.-8 ต.ค. จะอยู่ที่ราว 284 ล้านครั้ง

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top