Wednesday, 30 September 2026
NEWS

'วราวุธ' ย้ำน้ำท่วมนิคมฯ ยังไม่กระทบสายการผลิต!! น้ำท่วมในนิคมส่วนกลางยังไม่ถึงโรงงาน เน้นเร่งสูบน้ำออกเป็นหัวใจหลัก คำนึงผลกระทบต่อน้ำท่วมรอบนิคม พร้อมเปิดสายด่วนช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

“วราวุธ” เผย น้ำท่วม ไม่กระทบสายการผลิตในนิคมอุตสาหกรรม บอก น้ำส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ได้เข้าภายในโรงงาน ชี้ หัวใจสำคัญคือเร่งสูบน้ำออก

วันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลกระทบเหตุการณ์น้ำท่วมในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อสายการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคหรือไม่ ว่า วันนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ในทุกนิคมอุตสาหกรรม น้ำส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางยังไม่ได้เข้าภายในโรงงาน แต่อาจจะมีเข้าบ้างเล็กน้อย แต่ไม่กระทบกับสายการผลิต

สาเหตุที่เกิดน้ำท่วมในครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา อย่างในปี 54 น้ำเหนือลงมา ทำให้ทุกนิคมอุตสาหกรรมทำคันดินกั้นล้อมเอาไว้ แต่รอบนี้น้ำไม่ได้มาจากข้างนอก แต่เกิดจากฝนตก ฉะนั้นศักยภาพในการสูบน้ำและการระบายออกแต่ละนิคมอุตสาหกรรมคือหัวใจที่สำคัญ และต้องดูอีกว่าเมื่อสูบแล้วออกไปยังคลองที่ไหน จะทำให้ประชาชนที่อยู่รอบนิคมอุตสาหกรรมมีระดับน้ำที่ท่วมสูงขึ้นหรือไม่ จึงอยากให้ทางนิคมอุตสาหกรรมคำนึงเรื่องนี้ด้วย ซึ่งหากประชาชนได้รับความเดือดร้อน นิคมอุตสาหกรรมก็จะต้องออกไปช่วยเยียวยาและประสานงานกับกรุงเทพมหานคร ว่าคลองที่สูบออกไปสามารถส่งออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้สะดวกหรือไม่ ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม หากประชาชนที่อยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมได้รับความเดือดร้อน สามารถโทรศัพท์มาแจ้งได้ที่หมายเลข 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเร่งดำเนินการแก้ไขให้ทันที

‘อาจารย์อุ๋ย’ ซัดรัฐล้มเหลว!! หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินผิด น้ำท่วมกทม.ไม่ใช่ภัยธรรมชาติล้วน เรียกร้องความรับผิดชอบหนักหน่วง

“หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย!” อาจารย์อุ๋ย ซัดรัฐล้มเหลวพา กทม.จมน้ำ ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินส่วนตัว หากเจ้าหน้าที่–ฝ่ายการเมืองจงใจหรือประมาทร้ายแรง

29 กันยายน 2569 - จากวิกฤติน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และการทำมาหากินของประชาชนเป็นวงกว้าง กระแสสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงประเด็น “ความรับผิด” ว่าหากความเสียหายไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีความบกพร่องของการบริหารจัดการรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ?

อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากระทุ้งประเด็นดังกล่าว โดยหยิบกลไกตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาชี้ว่า น้ำท่วมไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น “ภัยธรรมชาติ” แล้วปิดประตูความรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่า ความเสียหายส่วนใดเกิดจากธรรมชาติ และส่วนใดอาจเกิดจากการละเลยหรือความผิดพลาดของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ

“ประชาชนไม่ควรต้องถูกซ้ำเติมด้วยการนำเงินภาษีของตัวเองมาจ่ายชดเชยความผิดพลาด หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” อาจารย์อุ๋ยยํ้า

เปิดกลไกฟ้องรัฐ–ไล่เบี้ยคนทำผิด

อาจารย์อุ๋ยอธิบายว่า ตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจาก “หน่วยงานของรัฐ” ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่และเหตุแห่งความเสียหายในแต่ละพื้นที่

สำหรับคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง โดยทั่วไป มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดกรอบการฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

แต่จุดสำคัญไม่ได้จบอยู่ที่รัฐจ่ายเงินชดเชย เพราะ มาตรา 8 เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืนเป็นการส่วนตัว หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดย “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

“ประชาชนเรียกร้องจากหน่วยงานรัฐเพื่อให้ได้รับการชดเชย แต่หลังจากนั้น หากตรวจสอบพบว่ามีใครจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายก็มีกลไกให้เรียกเงินคืนจากผู้รับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ควรจบด้วยการเอาเงินงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีประชาชน มาล้างความผิดพลาดให้ใคร”

อย่างไรก็ตาม การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับผิดเต็มจำนวนทุกกรณี เพราะมาตรา 8 กำหนดให้พิจารณาระดับความร้ายแรง ความเป็นธรรม ตลอดจนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานและระบบการดำเนินงานประกอบด้วย

จากเจ้าหน้าที่หน้างานถึงฝ่ายการเมือง ต้องตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

อาจารย์อุ๋ยมองว่า การตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่เพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ควรไล่ตรวจสอบตามสายอำนาจและความรับผิดชอบ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สถานีสูบน้ำ วิศวกรควบคุมประตูน้ำ ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีหลักฐานว่าละทิ้งหน้าที่ ปล่อยปละละเลย หรือรู้ถึงปัญหาร้ายแรงแต่ไม่ดำเนินการแก้ไขตามสมควร

รวมถึง ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ก็ไม่ควรถูกตัดออกจากการตรวจสอบเพียงเพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย

หากพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดมีการกระทำหรือสั่งการที่เข้าองค์ประกอบการกระทำละเมิด และถึงระดับจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็อาจเกิดประเด็นความรับผิดเป็นการส่วนตัวตามกฎหมายได้เช่นกัน โดยต้องพิสูจน์อำนาจหน้าที่ การกระทำ และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำนั้นกับความเสียหายเป็นรายกรณี ไม่ใช่ถือว่าฝ่ายการเมืองต้องรับผิดโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม

คําว่า “ภัยธรรมชาติ” ต้องไม่กลายเป็นยันต์กันผี

อาจารย์อุ๋ยระบุว่า ฝนตกหนักหรือน้ำท่วมไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องรับผิดทุกกรณี แต่ในทางกลับกัน คำว่า “ภัยธรรมชาติ” ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันความรับผิดโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ภัยดังกล่าวสามารถคาดการณ์ได้เพียงใด หน่วยงานได้รับข้อมูลเตือนล่วงหน้าหรือไม่ มีเครื่องมือ งบประมาณ และอำนาจหน้าที่เพียงพอหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขตามสมควรแล้วหรือยัง

หากเป็นภัยพิบัติรุนแรงเกินกว่าจะป้องกันได้ แม้รัฐดำเนินการตามหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่หากเป็นปัญหาเกิดซ้ำ มีข้อมูลเตือนล่วงหน้า มีงบประมาณและเครื่องมือ แต่กลับมีการละเลยหรือบริหารจัดการผิดพลาดอย่างร้ายแรง ก็ต้องตรวจสอบว่าความเสียหายนั้นเข้าข่ายการกระทำละเมิดหรือไม่

อาจารย์อุ๋ยจึงเรียกร้องให้ประชาชนผู้เสียหายเก็บ ภาพถ่าย ภาพวิดีโอ ใบเสร็จค่าซ่อม หลักฐานความเสียหาย รวมถึงหลักฐานรายได้หรือความเสียหายทางธุรกิจที่พิสูจน์ได้ เพื่อรักษาสิทธิของตน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือมีความผิดพลาดในการบริหารจัดการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“เงินภาษีประชาชนมีไว้บริหารประเทศ ไม่ใช่มีไว้เป็นกองทุนล้างความรับผิดให้คนที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากใครทำผิดจนประชาชนเสียหาย กฎหมายต้องถูกใช้ตรวจสอบไปให้ถึงตัวผู้รับผิดชอบ” อาจารย์อุ๋ยกล่าวทิ้งท้าย

https://www.facebook.com/share/p/1Hap8Vt86z/?mibextid=wwXIfr

บ้านค่ายอ่วม น้ำท่วมตลาด–ชุมชน!! ระยองเร่งช่วยน้ำท่วมบ้านค่าย หลังคลองใหญ่เอ่อล้น รถเล็กผ่านไม่ได้ “ซิน เคอ หยวน” ส่งรถบรรทุกแจกอาหารกว่า 1,000 ชุด น้ำสูงบางจุดเกิน 1.20 เมตร ทางการเร่งช่วยเหลือต่อเนื่อง

บ้านค่ายอ่วม! น้ำท่วมตลาด–ชุมชน รถเล็กผ่านไม่ได้ “ซินเคอหยวน” ส่งรถบรรทุกลุยแจกอาหารกว่า1,000 ชุด บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย 

ระยอง — น้ำจากคลองใหญ่เอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนและบ้านเรือนในอำเภอบ้านค่าย จ.ระยอง หลังฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ถนนบริเวณตลาดไผ่ล้อมและย่านเทศบาลมีน้ำท่วมขัง รถขนาดเล็กไม่สามารถผ่านบางเส้นทางได้ ชาวบ้านต้องลุยน้ำออกมาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น ขณะที่บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ส่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ 3 คัน พร้อมที่ปรึกษาและพนักงาน นำข้าวกล่อง น้ำ และขนมรวมกว่า 1,000 ชุด เข้าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ของอำเภอบ้านค่าย พบว่าน้ำจากคลองใหญ่เอ่อล้นเข้าท่วมหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอและชุมชนตลาดบ้านค่าย ส่วนรายงานจากพื้นที่ตลาดไผ่ล้อมระบุว่า บางจุดใกล้เทศบาลและโรงพยาบาลบ้านค่ายมีน้ำสูงกว่า 1.20 เมตร ชาวบ้านบางส่วนต้องย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและออกมาหาเสบียงหลังน้ำเข้าบ้าน ทั้งนี้ ระดับ 1.20 เมตรเป็นระดับที่รายงาน เฉพาะจุด ไม่ใช่ระดับน้ำทั่วอำเภอ 

ท่ามกลางข้อจำกัดในการเดินทาง ซิน เคอ หยวน สตีล นำรถบรรทุกสิบล้อเข้าลำเลียงอาหารและสิ่งของจำเป็นไปแจกให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบ้านค่าย เทศบาลตำบลชากบก พื้นที่ตำบลตาขัน และเทศบาลตำบลบ้านค่ายพัฒนา โดยที่ปรึกษาและพนักงานบริษัทช่วยกันนำสิ่งของเข้าถึงชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ 

สำหรับสถานการณ์บ้านค่ายเป็นส่วนหนึ่งของอุทกภัยที่ขยายวงในจังหวัดระยอง โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งระดมกำลังช่วยเหลือประชาชนในหลายอำเภอ รวมถึงบ้านค่าย พร้อมให้แต่ละพื้นที่แจ้งความต้องการด้านอาหาร สิ่งของ และอุปกรณ์ผ่านนายอำเภอ เพื่อจัดความช่วยเหลือให้ตรงกับสภาพปัญหา 

ข้อมูลสถานการณ์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยองรายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายน ระบุว่าพบจุดน้ำท่วมทั่วจังหวัด 17 จุด และประเมินว่ามีครัวเรือนได้รับผลกระทบในตำบลบ้านค่ายประมาณ 200 ครัวเรือน ตำบลตาขัน 150 ครัวเรือน และตำบลชากบก 100 ครัวเรือน ขณะที่หลายพื้นที่ยังต้องติดตามระดับน้ำและเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ทีมไต้ฝุ่นชายไทยทำเต็มที่!! จบอันดับ 4 เอเชียนเกมส์ 4×100 เมตร แม้ลุ้นประท้วงจีนแต่ไม่สำเร็จ ชี้ทุกคนทำดีที่สุดแล้วในรอบชิง 4×100 เมตร ทีมผลัดชายไทยยืนยันทำเต็มที่เพื่อแฟนกีฬาไทย

ทีมไต้ฝุ่นชายไทย ระบุทำเต็มที่แล้ว และดีใจที่ได้ลงแข่งขันในเอเชียนเกมส์หนนี้ พร้อมเผยเหตุที่ต้องมีการเปลี่ยนนักวิ่ง 2 คนในรอบชิงชนะเลิศ

โดยทีมไต้ฝุ่นชายไทย เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 4 ในการแข่งขันกรีฑา 4×100 เมตร รอบชิงชนะเลิศ เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ที่นาโกยา ซิตี้ มิซึโฮธ ปาร์ก แอธเลติก สเตเดียม เมื่อวันที่ 28 ก.ย.69

แม้จะมีการประท้วงว่า จีน ทีมเหรียญทองส่งไม้นอกเขต ในจังหวะของ เจิ้ง เค่อ หลี ไม้ 2 ไป หวัง เจิง เจีย ไม้ 3 และหากประท้วงสำเร็จ ไต้หวัน จะกลายเป็นเหรียญทอง เกาหลีใต้ เหรียญเงิน และไทย จะกลับมาได้เหรียญทองแดง

ถึงกระนั้นสุดท้ายแล้วมีการยืนยันว่า เกาหลีใต้ คือทีมที่ได้เหรียญทองแดง และไทย จบอันดับ 4 เช่นเดิม

หลังการแข่งขัน บิว ภูริพล บุญสอน กล่าวว่า “ก็เสียดายนิดหน่อยครับ ทุกคนก็ทำผลงานได้ดีที่สุดแล้วครับ เราก็ดีใจที่ได้ลงแข่งขัน ทุกคนทำดีแล้ว”

ขณะที่ เฉาก๊วย ชยุตม์ คงประสิทธิ์ ซึ่งลงมาวิ่งแทน ชุติทัศน์ พฤกษ์สรนันท์ เผยเหตุผลที่ตัวเองเข้ามาชิงชัยว่า ชุติทัศน์ นั้นได้รับบาดเจ็บกะทันหัน “ก็รู้สึกเซอร์ไพรส์เหมือนกันที่ได้ลงทำการแข่งขันหลังจากวิ่งผลัดผสม 4X100 เพราะน้องตาต้า (ชุติทัศน์) เจ็บ ต้องเซฟร่างกายน้อง โค้ชมาบอกตรงสนามวอร์ม ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ก็พยายามทำอย่างเต็มที่ และก็ทำผลงานให้พี่น้องชาวไทยได้รับชม”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10417605

POLITICS

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ECONBIZ

รัฐ–เอกชน เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย!! ไทยตั้งเป้ารายได้สูงปี 2580 ผนึกกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง เน้นลงทุนเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมหลัก เสริมเสถียรภาพรับปธ.อาเซียน 2571

นับถอยหลังสู่ปี 2580 ภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าผลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่า

กรุงเทพมหานคร — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

ต่อยอดจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา วาระดังกล่าวได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว เสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ supply chain โลกและสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตามเพื่อบรรลุสถานะการเป็นประเทศรายได้สูง สถาบันระดับนานาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษหน้า โดยมาตรการเชิงปฏิบัติการต้องมีความชัดเจนและเด็ดขาด และเงินทุนต้องถูกจัดสรรผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ต่อยอดจากข้อเสนอและการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ที่จัดทำร่วมกันกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

และได้มีการวางหมุดหมายกำหนดให้ภายในช่วงระยะเวลา 24 เดือนนับจากปี 2569 ถึง 2571 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกเชิงประจักษ์ที่สามารถติดตามวัดผลได้จริงและเชื่อถือได้

แผนงานเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติฉบับนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ทั้งนี้เป้าหมายในภาพรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมใน supply chain ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น

การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจของไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ supply chain เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า หากประเมินความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับความพร้อมที่ 5 จาก 10 และจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจเดิมซึ่งมีอัตราการเติบโตที่จำกัด ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขยายความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง นายผยง กล่าวเสริมถึงแนวคิดแบบ “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันยกระดับทักษะ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งใน supply chain ที่อยู่ต้นน้ำตลอดจนปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่ value chain

แนวทางดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสจากตลาดโลกให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่การยกระดับมาตรฐานในระดับโลก โดยการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรับมือกับความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะพื้นที่บริเวณนี้คือหัวใจหลักของการสร้าง GDP ประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ด้วยการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการนำเสนอวาระสำคัญข้างต้นต่อเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

บีโอไอ ออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม!! ยกเว้นอากรเครื่องจักร–ลดภาระภาษี หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์หลากหลาย ส่งเสริมการลงทุนในเขตภัยพิบัติ

บีโอไอช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม บรรเทาผลกระทบ หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว

บีโอไอเดินหน้าช่วยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายและการอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ บีโอไอขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกท่าน และบีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้

“สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วที่สุด บีโอไอจึงพร้อมช่วยเหลือและลดภาระให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยผ่านมาตรการภาษีอากร โดยพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างรวดเร็ว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด โดย “วันที่สิ้นสุดสถานการณ์อุทกภัย” หมายถึง วันที่เหตุอุทกภัยยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย

EGCO รุกพลังงานสะอาดต่างประเทศ!! ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ปิดดีลถือหุ้น 49% Pinnacle IV กำลังผลิต 339 เมกะวัตต์ รับรายได้และกำไรทันที พันธมิตร Apex Clean Energy ร่วมทุน มุ่งโตต่อเนื่อง รองรับเทรนด์ Data Center และ AI

EGCO Group รุกขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ ปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ “Pinnacle IV” ในสหรัฐฯ ขนาด 339 MW รับรู้รายได้ทันที

มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก คว้าโอกาส Gold Standard รองรับการเติบโตจาก Data Center และ AI

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศความสำเร็จการปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที สะท้อนวินัยการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่มีสัญญา  รับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ไฟฟ้าระดับ Investment Grade ในตลาด PJM และ MISO เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมพุ่งแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด 

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยอย่างมั่นใจว่า “EGCO Group มีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการ ‘เร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว’ ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ “POWER4” ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว”

การลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%   

3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: เสริมแกร่งพอร์ตพลังงานสีเขียวในตลาดใหญ่สุดของสหรัฐฯ

กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Timbermill Wind” ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “Coldwater Solar” ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

• รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets): โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล

• ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO): ทั้งใน                                รัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ

• กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers): มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังพอร์ตไทย-ต่างประเทศ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำระดับ Gold Standard 

นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

การผนึกกำลังระหว่าง “Pinnacle IV” กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน”

เกี่ยวกับ EGCO Group

ปัจจุบัน (ณ 28 กันยายน 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,928 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,785 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ครอบคลุมธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภค และธุรกิจ Customer Solution และ Startup โดยธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ประจำปี 2026 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการประเมินในระดับสูงสุดของกลุ่ม และก่อนหน้านี้ได้รับการจัดอันดับอยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) (ชื่อเดิมของ DJ BIC) มา 5 ปีต่อเนื่อง

LITE

29 กันยายน ของทุกปี ตรงกับ ‘วันหัวใจโลก’ หวังให้คนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงมีทั้งความดันและเบาหวาน ชวนทุกคนดูแลสุขภาพหัวใจอย่างจริงจัง โรคหัวใจเป็นสาเหตุเสียชีวิตสูงทั่วโลก

วันที่ 29 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันหัวใจโลก’ จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ

วันหัวใจโลก (World Heart Day) ตรงกับวันที่ 29 กันยายน ของทุกปี จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ เนื่องจากสถานการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก จึงควรรณรงค์ให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญในการดูแลและป้องกัน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และพันธุกรรม ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จึงร่วมรณรงค์ให้ทุกคนดูแลหัวใจตนเองให้แข็งแรง

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘หัวใจ’ เป็นอวัยวะสำคัญ ที่ทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจละเลยไป คือการดูแลรักษามัน ขณะเดียวกันมีกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันที่เป็นการทำร้ายหัวใจโดยที่ไม่ได้คาดคิด ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารแบบผิด ๆ การไม่ออกกำลังกาย หรือการคิดมากจนทำให้เกิดความเครียด เป็นต้น

27 กันยายน 2448 บทความเปลี่ยนโลก กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ต้นทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity)

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์)

‘สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก’ ทรงพระราชสมภพวันที่ 1 มกราคม (ตามปฏิทินเก่าคือ ปี พ.ศ. 2434 แต่ตามปฏิทินใหม่คือ ปี พ.ศ. 2435) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีพระเชษฐา และพระเชษฐภคินีที่ประสูติร่วมพระราชมารดา 7 พระองค์

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นพระอัยกาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

พระองค์มีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทย ประชาชนโดยทั่วไปคุ้นเคยกับพระนามว่า ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’ หรือ ‘พระราชบิดา’ และบางครั้งก็ปรากฏพระนามว่า ‘เจ้าฟ้าทหารเรือ’ และ ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย’ ส่วนชาวต่างประเทศเรียกพระนามว่า ‘เจ้าฟ้ามหิดล’

หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระองค์ทรงพระประชวร ต้องประทับในพระตำหนักวังสระปทุม และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เวลา 16.45 น. เมื่อพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน
ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่าง ๆ จากพระองค์ จึงได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุม

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และ ในวันที่ 24 กันยายนปีเดียวกัน นักศึกษาแพทย์ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ โดยมีพิธีวางพวงมาลา ถวายบังคมพระรูป อ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประกาศให้วัน ที่ 24 กันยายน ของทุกปีเป็น ‘วันมหิดล’ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในฐานะพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

หลังศาลปกครองกลางยกฟ้อง!! กรรมการสรรหาฯยื่นศาลปกครอง สั่ง ‘หมอสรณ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยันคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ป้องกันกระทบประโยชน์ชาติ

"ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. มีมติยื่นศาลปกครอง สั่ง 'หมอสรณ' หยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. ชี้ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ"

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคดีถึงที่สุด
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณฯ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ ศ.คลินิกสรณฯ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่า เพื่อมิให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงัก อันทำให้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรยื่นคำร้องให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 ประกอบกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ ศ.คลินิกสรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป

Golden Moment แห่งชีวิต การได้รับการยอมรับจากตำนานที่สร้างแรงส่งได้เหนือกว่ารางวัลใดๆ

บางครั้ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินสักคนหนึ่ง อาจไม่ใช่วันที่ได้รับรางวัล ไม่ใช่วันที่เริ่มเห็นเงินทองและความสำเร็จ หรือไม่ใช่วันได้รับยอดวิวหลักล้านในชั่วข้ามคืน

แต่มันอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ศิลปินที่เราชื่นชม เคยแหงนหน้ามองในวันที่เราเพิ่งเริ่มต้น ในวันที่ความฝันกับความเป็นจริงอยู่ห่างกันแสนไกล เคยมีโปสเตอร์ติดอยู่ข้างผนัง เคยแกะเพลงของเขาเล่นมาเป็นร้อยๆพันๆรอบ แต่แล้วเรากลับพบตัวเองได้ขึ้นเวทีเล่นร่วมกันกับเขาในเพลงที่เราซ้อมมาจนจำขึ้นใจ ต่อหน้าคนดูทั้งโลก เสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเราสอดประสานกับเขาได้อย่างลงตัวทำให้เกิดโชว์ที่สัมผัสหัวใจของคนดูโดยที่ ศิลปินนั้นให้การยอมรับในฝีมือและตัวตนของเรา และหันมามองเราในฐานะ “เพื่อนร่วมอาชีพ”เป็นครั้งแรก

สำหรับ Nene Royal หรือน้องแพรว เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นบนเวทีรอบไฟนอล เมื่อเธอได้ยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกของ Linkin Park และร่วมเล่นกีตาร์และร้องเพลง The Emptiness Machine กับ Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิก line-up ล่าสุดของวง

โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงประกาศผลครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุด Neneได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์ America’s Got Talent Season 21 กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าชัยจากรายการดังระดับโลกนี้

และสิ่งที่น่าภูมิใจกว่าการได้ขึ้นเวทีเดียวกับ Linkin Park คือ วิธีที่ Nene อยู่บนเวทีนั้น

เธอไม่ได้พยายามร้องและแผดเสียงแบบ Emily Armstrong ไม่ได้พยายามเลียนแบบวิธีการสับ Rythm แบบ Mike Shinodaและไม่ได้ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับโอกาสครั้งใหญ่จนสูญเสียตัวตน

เธอขึ้นเวทีในฐานะ Nene Royal — นักร้องและมือกีตาร์ร็อกคนหนึ่งที่มี style เป็นของตัวเองด้วยความมั่นใจที่จะแสดง “ร่วม” กับ Linkin Park ในแบบของตัวเอง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำพูดจาก Emily Armstrong หลังจบการแสดงมีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา
.
มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก

เบื้องหลังการแสดงครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

Nene เล่าในการให้สัมภาษณ์หลังจบรายการว่า เดิมทีเธอเข้าใจว่าเธอกำลังซ้อมเพลง Linkin Park เพื่อขึ้นแสดงเพียงคนเดียว และไม่รู้มาก่อนว่า Linkin Park จะมาร่วมเวทีด้วย

ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ สมาชิกของ Linkin Park ก็เดินเข้ามา
เธอคิดในตอนแรกว่าอาจเป็นเพียงการถ่ายคลิปสั้นๆ

แต่เมื่อได้รับการบอกว่า จะขึ้นเวทีด้วยกันจริงๆ เธอถึงกับช็อก เพราะมันเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

และในอีกด้านหนึ่ง Emily Armstrong ก็พูดถึงความกะทันหันของการร่วมงานครั้งนี้เช่นกัน จากการให้สัมภาษณ์ในอีก 1 วันถัดมาในงานเปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ของวง "UNSHATTER" ที่บอกเล่าการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ Linkin Park หลังการจากไปของ Chester Bennington นักร้องนำคนเดิม ในงานนี้พิธีกรได้ถามถึงความรู้สึกที่ได้ขึ้นโชว์กับ Nene ซึ่ง Emily Armstrong นักร้องนำหญิงคนปัจจุบันของวงเล่าว่าทางวงเพิ่งรู้ข่าวนี้ในนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นแสดงจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว แต่พอได้ยินก็ตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าน่าสนใจ

Emily ยังพูดถึงความประทับใจในฝีมือของ Nene อีกว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แม่นยำ เป๊ะทุกอย่างจนทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ทั้งที่ทางวงเองก็ไม่ได้เล่นเพลงนี้มาสักพักแล้ว การได้ซ้อมร่วมกับ Neneแม้เพียงสั้น ๆ ก็ช่วยให้ทุกอย่างลงตัว แถมยังพูดถึงความพิเศษที่ได้มีนักร้องหญิงสองคนอยู่บนเวทีเดียวกันด้วย ย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางวงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง

ประโยคสั้นๆที่ว่า “Nene was super professional.” นี้มีความหมายมากเหลือเกินครับ

เพราะคำว่า professional จากนักร้องปัจจุบันของวงระดับ Icon ของวงการ ที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อจากตำนานสุดยอดฝีมือที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งอย่าง Chester Bennington ที่มีให้กับเด็กสาวอายุ 16 จากประเทศไทยที่ยืนแสดงอยู่บนเวทีเดียวกับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ แต่มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูงมาก คำว่ามืออาชีพ ไม่ใช่เพราะไม่ตื่นเต้น แต่เพราะควบคุมตัวเองได้เมื่ออยู่ท่ามกลางความตื่นเต้น

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นั้นอีกครั้งนะครับ

เด็กอายุ 16 ปี

เพิ่งผ่านการแข่งขันที่มีผู้ชมทั่วโลก

กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีไฟนอล

และจู่ๆ ไอดอลคนที่เคยดูผ่านหน้าจอมาทั้งชีวิตอย่าง Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิกทุกคนของ Linkin Park ก็เดินเข้ามาในห้องซ้อม

แล้วบอกว่า

เราจะเล่นเพลงนี้ด้วยกันบนเวทีในอีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สมาธิแตกได้ง่ายมาก หรือบางคนอาจตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ Nene สามารถเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเพลง The Emptiness Machine ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอรับหน้าที่ร้องเปิดเพลงแทน Mike Shinoda ก่อนที่ Emily จะเข้ามารับช่วงต่อ และทั้งคู่ยังมีช่วงที่ร้องประสานกัน ในขณะที่ Nene ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะมือกีตาร์ที่สับคอร์ดประสานสาดพลังไปกับภาค rythm ของทั้งเพลงด้วย

นี่คือสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า “listening”

ไม่ใช่เพียงการเล่นให้ดี

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรนำ เมื่อไหร่ควรถอย รู้จังหวะระเบิดพลังของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Emily มองว่า Nene เป็น “professional”

Neneไม่ได้พยายามแย่งซีน Emily แต่ก็ไม่ได้หายไปจากเพลง และในจังหวะที่ไม่ได้ร้อง เสียงกีต้าร์ของเธอก็ทำหน้าที่สนับสนุนตัวเพลงได้อย่างกลมกลืน

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแสดงครั้งนี้

Nene ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Emily Armstrong และ Mike Shinoda

ตำแหน่งนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่น่ากดดันที่สุดสำหรับนักดนตรีวัย 16 ปี

แต่เธอไม่ได้พยายามเอาชนะ Emily

ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้ลดตัวเองลงจนกลายเป็นเพียง “เด็กที่ได้รับเชิญขึ้นมาแจม”

เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่ของตัวเอง

ร้องในแบบของตัวเอง

เล่นกีตาร์ในแบบของตัวเอง

และปล่อยให้เสียงของ Emily เป็นเสียงของ Emily เสียงของ Mike เป็นของ Mike และเสียงจากสมาชิกทุกคนของวงได้เปล่งออกมาในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองเพื่อทำให้เพลงและโชว์ออกมาสมบูรณ์

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ กับ การเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างศิลปินที่เราชื่นชอบ

อย่างแรกทำให้เราดูเหมือนเขา

แต่อย่างหลังทำให้เขามองเห็นว่า เราเป็นใคร

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพลงจบ ยิ่งตอกย้ำความหมาย

หลังการแสดง Mike Shinoda กล่าวถึง Nene ต่อหน้าคนดูทั้งโลกว่า

“Incredible, incredible, unbelievable, right?”
พร้อมทั้งปรบมือให้เธอ ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่บอกว่าเขา ปลื้มใจ, ภูมิใจ และให้การยอมรับเด็กไทย อายุ 16 คนนี้เพียงใด

ส่วน Emily Armstrong บอกกับเธอว่า

“Good luck, we’re all rooting for you for sure.”

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจเป็นคำพูดสั้นๆ หลังจบการแสดง

แต่ถ้ามองในฐานะนักดนตรี มันมีน้ำหนักมากกว่านั้น

เพราะนี่ไม่ใช่คำพูดจากกรรมการที่กำลังให้คะแนน

ไม่ใช่คำพูดจากพิธีกร

และไม่ใช่คำชมจากแฟนเพลง

แต่มาจาก คนที่เพิ่งยืนเล่นเพลงเดียวกับเธอ

Emily ไม่ได้เพียงบอกว่า Nene ร้องดี

แต่เรียกเธอว่า “super professional”

Mike ไม่ได้เพียงบอกว่าเธอเล่นกีตาร์เก่ง

แต่พูดว่า “incredible”

และทั้งสองคนยังแสดงออกถึงการสนับสนุนเธออย่างชัดเจน

นั่นคือการส่งไม้ต่อทางดนตรีในรูปแบบหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินคนหนึ่งที่เดินนำหน้ามาก่อนสู่ศิลปินอีกคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวตามมาบนเส้นทางเดียวกัน

จากเด็กภูเก็ต สู่การยืนอยู่ข้าง Linkin Park บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Nene ยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น

เธอเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเล่นดนตรีตามตลาดในภูเก็ต ก่อนที่เสียงร้องและกีตาร์ของเธอจะพาเธอเดินทางมาถึงเวที America’s Got Talent

ตลอดการแข่งขัน Nene ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเลยครับ

เธอเลือกเพลงร็อกที่เป็นรากเหง้าทางดนตรีของเธอ ซึ่งทุกเพลงมีความท้าทายและเดิมพันที่สูงลิบ

Zombies - The Cranberries
เลือกเพลงฮิตติดหู เพื่อเปิดตัวให้คนหันมาฟังเธอ แต่re-arranged ใหม่เติมความดุดัน ความเดือดและโชว์ทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ในเป็นแนวทางของตัวเอง

Hysteria - Muse
เพื่อโชว์ทักษะกีต้าร์อันจัดจ้าน ให้คนเห็นว่านอกจากจะร้องเพลงได้ดีแล้ว ฝีมือกีต้าร์ของเธอก็คือของจริง ตอกย้ำภาพความเป็น “นักดนตรีร็อค” ที่มีสกิลรอบด้าน

Black Hole Sun - Sound Garden
แสดงความสามารถในการเรียบเรียงเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูง ให้ออกมาโดดเด่นทั้งการร้องและกีต้าร์ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ทิ้งอัตลักษ์เดิมของเพลง ซึ่ง Nene ทำได้ดีจนภรรยาของ Chris Cornel นักร้องของ Sound Gardenผู้ล่วงลับและคนแต่งเพลงนี้ ออกมาบอกว่าหากสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้และได้ดูโชว์ของ Nene ที่เล่นเพลงที่สามีเธอรักมากๆเพลงนี้ เขาจะต้องภูมิใจในตัว Nene อย่างมากแน่นอน

และ Seven Nation Army - The White Stripes
เพลงมหาชนที่คนอเมริกันรู้จักเป็นอย่างดีด้วยท่อน riffs ที่ติดหูเป็นที่จดจำ และ Nene ก็จับมาสังเคราะห์ใหม่ให้เดือดขึ้นอีกหลายเท่า โชว์ทั้งการร้อง, การเล่นกีตาร์ และการคุมเวทีส่งพลังให้กับคนดูได้อยู่หมัด

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมจดจำเธอไม่ใช่เพียงแค่เพลงที่เลือก แต่คือการที่เธอ เปลี่ยนเพลงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลงของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเธอมาถึงเพลงของ Linkin Park สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า

“Nene สามารถร้องเหมือน Emily Armstrong ได้หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามว่า

“Nene สามารถอยู่ในเพลงของ Linkin Park โดยยังเป็น Nene Royal ได้หรือไม่?”

คำตอบที่เราเห็นบนเวทีคือ ได้

รางวัลคือหลักฐานว่าเธอชนะ

แต่การยอมรับคือหลักฐานว่าเธอมีอนาคตที่สว่างไสวรออยู่

Nene Royal กลายเป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 และเป็นศิลปินจากประเทศไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้

นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แต่สำหรับเส้นทางอีกยาวไกลของศิลปินวัย 16 ปี มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

นั่นคือ การได้รับการยอมรับจาก “ตัวจริง” ที่ยืนอยู่ในวงการเดียวกันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก่อนหน้าเธอนับสิบๆปี

เงินรางวัลบอกว่า

“เธอชนะการแข่งขัน”

ถ้วยรางวัลบอกว่า

“เธอสร้างประวัติศาสตร์”

แต่คำว่า

“Nene was super professional.”

จาก Emily Armstrong บอกบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

มันบอกว่า

“เราเห็นว่าเธอทำงานกับเราได้, เธอมีความสามารถมากพอที่จะมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับเรา“

และเมื่อศิลปินรุ่นใหม่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ มันอาจกลายเป็นแรงส่งที่ไม่มีเวทีประกวดไหนสามารถมอบให้ได้ทั้งหมด

เพราะต่อจากนี้ Nene ไม่ได้ต้องพิสูจน์เพียงว่าเธอสามารถชนะ America’s Got Talent

เธอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโลกที่ใหญ่กว่านั้น

โลกของดนตรีที่แท้จริง ในอุตสาหกรรม Showbiz ระดับโลก

โลกที่ไม่มีกรรมการ 4 คน

ไม่มี Golden Buzzer

ไม่มีคะแนนโหวตและไม่มีถ้วยรางวัลมีเพียงเพลง เวที ผู้ชม แฟนเพลง และนักดนตรีคนอื่นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างกันและในคืนหนึ่งบนเวที America’s Got Talent

เด็กสาวจากภูเก็ตได้พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อเธอยืนอยู่ข้าง Linkin Park เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา

ในทางกลับกัน

เธอดูเหมือนคนที่กำลังเริ่มสร้าง โลกดนตรีของตัวเองและบางที นั่นอาจเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนั้นเพราะแชมป์รายการอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว

แต่คำว่า “super professional” จาก Emily Armstrong และการได้รับการยอมรับจาก Linkin Parkทั้งวง

จะติดตัว Nene ไปอีกนานแสนนาน

จริงหรือ? สงครามอิหร่านกำลังทำให้กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” แล้ว

สำนักข่าว The Intercept รายงานว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เผชิญกับการโจมตีฐานทัพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะไม่สามารถปฏิบัติการต่อไปได้”

Nick Turse ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าว The Intercept ได้เขียนบทความ “Iran War Has the U.S. Military on the Brink of a ‘Breakdown’” โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่าน โดยนายหนึ่งเตือนว่า ความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในความสามารถของกองทัพที่จะทำสงครามต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่าจะยุติลงในต้นเดือนเมษายน 2026

ขณะที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค กองทัพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยอิหร่าน การลดลงของคลังขีปนาวุธป้องกัน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการซ่อมบำรุงเรือ การประจำการของกำลังพลที่ยืดเยื้อ ระบบส่งกำลังบำรุงที่ซับซ้อน ขวัญกำลังใจที่ลดลง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังพล ความพร้อมทางทหาร และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยสวนทางกับคำประกาศในเชิงบวกของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว The Intercept ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อ “การพังทลาย (Breakdown)” จากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างต่อสาธารณะของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพอิหร่านถูกกำจัดไปแล้ว

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ และรายงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ดังนี้:
.
• คลังแสงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศขาดแคลนอย่างรุนแรง: กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,700 ลูก ขีปนาวุธ THAAD กว่า 200 ลูก รวมถึงขีปนาวุธ Standard Missile ของกองทัพเรืออีกจำนวนมาก เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน โดย
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot: ประมาณ 65% หรือ 2,330 นัด ถูกยิงไปแล้วระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม เหลือเพียง 830 นัด
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD: เกือบครึ่งหนึ่งของหัวรบ 450 ลูกถูกใช้ไป เหลือน้อยกว่า 270 ลูก

รายงานของ Inspector General ของเพนตากอนยืนยันถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุน ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และความตึงเครียดด้านขวัญกำลังใจ โดยระบุว่า “คอขวดที่ยืดเยื้อที่สุดยังคงอยู่ที่การผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง การจัดหาวัตถุระเบิดและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการสรรหาแรงงานฝีมือในภาคการผลิต”

• การโจมตีศูนย์โลจิสติกส์หลักและฐานทัพ: ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธจนสามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และโจมตีฐานทัพมากกว่า 15 แห่ง โดยเฉพาะฐานทัพเรือในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

• ความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาสูง: รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 เครื่อง เครื่องบิน F-35 ได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 เสียหาย 7 เครื่อง และโดรน MQ-9 Reaper ถูกยิงตกมากถึง 30 ลำ

• ความอ่อนล้าของกำลังพลและปัญหาการซ่อมบำรุง: กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายระยะเวลาการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น USS Nimitz และ USS Gerald R. Ford ยาวนานกว่าภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหางานซ่อมบำรุงสะสม ตลอดจนขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ลดลงอย่างมาก

• ความสูญเสียด้านกำลังพล: แม้เพนตากอนจะพยายามรายงานตัวเลขความสูญเสียที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่สถิติระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านแล้วหลายร้อยนาย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม

คำว่า “Breakdown” เป็นคำเตือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลกับ The Intercept แต่ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยปัญหาหลักที่นำไปสู่คำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการพังทลาย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
 

  1. วิกฤตการเกณฑ์ทหารและการสรรหากำลังพล (Recruitment Crisis)

• พลาดเป้าการรับสมัคร: เหล่าทัพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ ประสบปัญหาการสรรหากำลังพลใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อเนื่องกันหลายปี

• ข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ: วัยรุ่นอเมริกันในวัยเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ ราว 70-75% ไม่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือประวัติอาชญากรรม

• ความสนใจที่ลดลง: ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่อการรับราชการทหารลดลงอย่างมาก รวมถึงการขาดแรงจูงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว

2. ปัญหาการคงกำลังพลและการลาออกของบุคลากรเชี่ยวชาญ (Retention & Burnout)

• ภารกิจที่ซ้ำซ้อนและยาวนาน: การต้องกระจายกำลังไปทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และอินโด-แปซิฟิก ทำให้กำลังพลเกิดความล้าจากการปฏิบัติการ (Operational Fatigue)

• ปัญหาคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต: อัตราการฆ่าตัวตายในกองทัพยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เงินชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และสวัสดิการครอบครัว ส่งผลให้ทหารที่มีประสบการณ์ เช่น นักบิน ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ตัดสินใจลาออกไปทำงานในภาคเอกชน

3. ยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยร่อยหรอ (Supply & Equipment Exhaustion)

• ผลกระทบจากการส่งความช่วยเหลือ: การส่งยุทโธปกรณ์และกระสุนจำนวนมากให้แก่ประเทศพันธมิตรในความขัดแย้งระดับภูมิภาค เช่น ยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้คลังอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

• ฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโตไม่ทัน: โรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธและระบบอาวุธซับซ้อนให้ทันต่อความต้องการใช้งาน และการทดแทนอาวุธในคลังเดิมได้

4. ยุทธศาสตร์ที่กระจัดกระจาย (Overextension)

• สหรัฐฯ กำลังพยายามวางกำลังเพื่อ “ป้องปราม” ในหลายพื้นที่พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การรับมือกับรัสเซียในยุโรป และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

• นักวิเคราะห์เตือนว่า ทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจไม่สอดคล้องกับพันธกิจทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้กองทัพเผชิญกับจุดแตกหัก หากเกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันมากกว่าหนึ่งพื้นที่

ข้อวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนถึงโจทย์สำคัญของ “เพนตากอน (Pentagon)” ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพล และเร่งยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คำว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” ยังไม่น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มี “ศักยสงคราม” (War Potential) อยู่ในระดับสูง และยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองในคลังจำนวนมาก แม้อาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “ศักยภาพทางทหาร” (Military Potential) และ “ขีดความสามารถในการรบ” (Combat Potential) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเผชิญกับอิหร่าน เนื่องจากแม้อิหร่านจะประสบความสูญเสียอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากพอที่จะกดดันให้อิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการได้

นอกจากนี้ ผลจากสงครามดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพทางทหาร” และ “ขีดความสามารถในการรบ” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิกและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต

WORLD

SpaceX ทดสอบ Starship สำเร็จบางส่วน!! ยานสตาร์ชิปขึ้นสู่โคจรเป็นครั้งแรก ปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ 26 ดวง เครื่องยนต์ดับชั่วคราว แต่ประสบความสำเร็จ เตรียมพัฒนาสำหรับภารกิจดวงจันทร์ดาวอังคาร

ลอสแอนเจลิส, 29 ก.ย. (ซินหัว) -- สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทการบินอวกาศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่ายานอวกาศสตาร์ชิป (Starship) ได้เข้าถึงวงโคจรเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.) และปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ วี3 (Starlink V3) รุ่นใหม่ จำนวน 26 ดวง ก่อนยุติภารกิจทดสอบเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะเกิดปัญหาที่เครื่องยนต์ระหว่างไต่ระดับความสูง

ยานสตาร์ชิปและจรวดขับดันซูเปอร์ เฮฟวี (Super Heavy) ได้แยกตัวโดยเครื่องยนต์ยังติดอยู่ขณะไต่ระดับความสูงช่วงแรก หลังทะยานขึ้นจากฐานปล่อยสตาร์เบส (Starbase) ในรัฐเท็กซัสตอนราว 07.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจรวดขับดันเดินทางกลับและตกลงอ่าวเม็กซิโกในอีกราว 7 นาทีถัดมา แต่เครื่องยนต์แรปเตอร์ (Raptor) ตัวหนึ่งของยานสตาร์ชิปดับลงก่อนกำหนด

หลังจากยานสตาร์ชิปเข้าสู่วิถีโคจรแบบต่ำกว่าวงโคจร ทีมควบคุมการบินได้ประเมินอีกครั้งและตัดสินใจว่ายานสตาร์ชิปยังสามารถดำเนินการในวงโคจรต่อได้ จึงอนุมัติให้ดำเนินการ "จุดเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่วงโคจร" และทำให้ยานสตาร์ชิปสามารถเข้าสู่วงโคจรได้เป็นครั้งแรก

หลังจากทะยานเป็นเวลาสั้นๆ ยานสตาร์ชิปได้ปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงก์ วี3 ทั้ง 26 ดวง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ยานสตาร์ชิปปล่อยดาวเทียมรุ่นใหม่เข้าสู่วงโคจร และสเปซเอ็กซ์ติดต่อกับดาวเทียมผ่านการเชื่อมต่อด้วยเลเซอร์ สถานีภาคพื้นดิน และอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้งานสตาร์ลิงก์ โดยดาวเทียมดำเนินการตรวจสอบระบบในวงโคจรและเพิ่มระดับวงโคจรก่อนให้บริการ

หลังปล่อยดาวเทียมแล้ว ยานสตาร์ชิปเข้าสู่ระยะทะยานรอบโลก โดยทีมควบคุมการบินตัดสินใจจำกัดเวลาที่ใช้ในวงโคจรและดำเนินการจุดเครื่องยนต์เพื่อนำยานออกจากวงโคจร โดยพิจารณาจากปัญหาด้านเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้น และยานสตาร์ชิปกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลดระดับจนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือตามที่กำหนดไว้

อนึ่ง สเปซเอ็กซ์กำลังพัฒนายานสตาร์ชิปให้เป็นระบบขนส่งที่ใช้ซ้ำได้เต็มรูปแบบ เพื่อขนส่งนักบินอวกาศและสัมภาระไปยังวงโคจรของโลก ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และอาณาบริเวณที่ไกลออกไป โดยมีการพัฒนายานสตาร์ชิป ฮิวแมน แลนดิง ซิสเต็ม (Starship Human Landing System) เพื่อขนส่งนักบินอวกาศไปและกลับจากพื้นผิวดวงจันทร์ภายใต้โครงการสำรวจดวงจันทร์อาร์ทิมิส (Artemis) ขององค์การนาซา (NASA)

ที่มา : Xinhua

บทวิเคราะห์ ชี้เครือข่ายสแกมข้ามชาติในอินเดียลามหนัก!! จากแรงงานว่างงานชนบทสู่เครือข่ายหลอกลวงระดับโลก รายงานชี้สแกมไซเบอร์กลายเป็น “อาชีพเงา” ในพื้นที่ยากจนของอินเดีย สร้างความเสียหายสหรัฐฯ–ตะวันตกหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

รัสเซียเดินหน้าโจมตีเส้นเลือดโลจิสติกส์ยูเครน!! กองทัพรัสเซียยิงเป้าหลัก ศูนย์สื่อสารและเรือขนส่ง โจมตีโอเดสซาและเคียฟ กระทบโครงข่ายสำคัญยูเครน

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่ใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันอาทิตย์

“กองทัพสหพันธรัฐรัสเซียยังคงดำเนินการโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพยูเครน” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่ง ซึ่งกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพื่อส่งให้กองทัพยูเครนไปยังท่าเรือโอเดสซา ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นอยู่ในทะเล

กระทรวงฯ ยังระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัท Novaya Pochta ในเมืองโอเดสซา ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าทางทหาร ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ในกรุงเคียฟ กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Kyivstar ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งกองทัพยูเครนใช้งานอยู่

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของ Omega Telecom ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในกรุงเคียฟ ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top