Monday, 12 October 2026
NEWS

Traveloka เผยอันดับท็อป 10 ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง เจียหยางโดดเด่นในนักท่องเที่ยวไทย เฉิงตูล้นความนิยมต่อเนื่อง เมืองจีนหลากหลายตอบโจทย์นักเดินทาง

Traveloka เผย ชิงเต่าติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด

ชิงเต่าขยับขึ้นมาติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด ขณะที่ต้าเหลียนก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการภูมิภาคเฉาซาน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย และเมืองต่าง ๆ ในจีนที่คนไทยเลือกเดินทางไปก็มีความหลากหลายมากขึ้นจากปีก่อน

ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง ขณะที่เจียหยางได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างโดดเด่น
ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ชิงเต่า เมืองชายฝั่งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเยอรมันและทางเดินเลียบชายทะเล ขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8 ของจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด โดยคนไทยจองเดินทางไปชิงต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดที่ Traveloka ติดตามมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้าเหลียนก็ขยับขึ้น 13 อันดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน คนไทยจองการเดินทางไปยังเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการเมืองเฉาโจวและซัวเถาในภูมิภาคเฉาซาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดื่มชา มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นับเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองใดเมืองหนึ่งในทุกตลาดที่ Travelokaติดตาม ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยนิยมมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 และมีสัดส่วนการจองสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดประมาณ 1.5 เท่า

นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น
แนวโน้มการเลือกจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งนักเดินทางหันไปจองเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น แม้แต่ละตลาดจะมีเมืองที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป

ใน 5 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Traveloka ติดตาม พบว่า ยอดธุรกรรมรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไปยัง 15 “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่ (New First-Tier)” ของจีนตามการจัดอันดับของแพลตฟอร์มข้อมูลของ Yicai ซึ่งรวมถึงเฉิงตู ฉงชิ่ง หางโจว ชิงเต่า ซีอาน และอู่ฮั่น เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกรรมไปยังเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน สัดส่วนการจองไปยัง “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่” ต่อการจองทั้งหมดในจีนบน Travelokaก็เพิ่มขึ้น 5 จุดเปอร์เซ็นต์

อเล็กซ์ จุง (Alex Jung) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า “จีนไม่ได้มีเพียงเส้นทางท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ สำหรับนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป แม้เมืองปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยยังคงมีความสำคัญ แต่นักเดินทางในแต่ละตลาดกำลังให้ความสนใจกับเมืองปลายทางที่แตกต่างกันออกไป Traveloka นำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักเดินทางในแต่ละตลาดมาผสานเข้ากับตัวเลือกสายการบินและที่พักที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบและวางแผนการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในจีนได้ง่ายขึ้นในที่เดียว”

Traveloka ร่วมเดินทางไปกับคนไทยในการค้นพบจีน
เพื่อตอบรับความต้องการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น Traveloka เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสายการบินของจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเที่ยวบินและนำเสนอค่าโดยสารราคาพิเศษให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีสายการบินพันธมิตร ได้แก่ China Southern, China Eastern, Air China, Xiamen Airlines, Hainan Airlines, Juneyao Airlines, Shenzhen Airlines และSpring Airlines

Traveloka จัดแคมเปญ 10.10 Epic Sale ตั้งแต่วันที่ 1–10 ตุลาคม สำหรับประเทศไทย นักเดินทางสามารถรับส่วนลดเที่ยวบินไปจีนสูงสุด 10,100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับการจองทั่วทั้งแพลตฟอร์ม และส่วนลดสูงสุด 1,010บาทสำหรับโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัล ครองตำแหน่งบริษัทน่าทำงานสูงสุด 6 ปีซ้อนรับเกียรติยศทอง เน้นความหลากหลายและเทคโนโลยี สร้างสถานที่ทำงานยั่งยืนทั่วเอเชีย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัลจาก HR Asia Awards 2026 รับรางวัลบริษัท ที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 6 ปีซ้อน พร้อมเกียรติยศระดับทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards Thailand 2026 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเกียรติยศระดับทอง (Gold Award) จากการได้รับรางวัลหลักอย่างต่อเนื่อง และรางวัลพิเศษอีก 4 สาขา

รางวัลที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับในปีนี้ ได้แก่
1.HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026
รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย
2.HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026
รางวัลด้านการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
3. HR Asia People Transformation Awards 2026
รางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
4. HR Asia Sustainable Workplace Awards 2026
รางวัลด้านการสร้างสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน
5. HR Asia Tech Empowerment Awards 2026
รางวัลด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียทุกปีตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2569 โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลพิเศษอีก 4 สาขาครอบคลุมหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน การเปิดรับความแตกต่างและส่งเสริมความเท่าเทียม การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วมของพนักงาน

คุณประชาญ ประธาน - กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด)

แนวทางการทำงานในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในปีนี้สอดคล้องกับค่านิยม 6 ประการที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.สร้างอนาคตที่ดีกว่า (Make the Future Better)
2.ทำงานร่วมกันทั่วโลก (Work Together Globally)
3. รับผิดชอบเสมือนเจ้าของ (Behave like Owners)
4. สร้างความสำเร็จให้ลูกค้า (Build Customer Success)
5. ส่งมอบผลลัพธ์ (Deliver Results)
6. ปฏิบัติต่อกันเสมือนครอบครัว (Act like Family)

ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์สร้างร่วมกับพนักงาน ทั้งในการดูแลกัน การทำงานร่วมกัน และการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในงาน การได้รับรางวัลทั้ง 5 สาขาในปีนี้ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียเป็นปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจ “We Blend Care and Creativity to Nourish the World” หรือ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก”

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก - We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

ฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เพราะอะไร? เจาะปัญหาสังคม-ม็อบนักเรียน เมื่อสวัสดิการสูง ยังไม่รับประกันความเท่าเทียบ

การทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย? เมื่อสวัสดิการสูงยังไม่ตอบโจทย์ความเท่าเทียม

ภาพประชาชนเดินขบวน สหภาพแรงงานนัดหยุดงาน และนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิ ปรากฏในข่าวฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีระบบสวัสดิการขนาดใหญ่จึงยังเผชิญความไม่พอใจทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คำอธิบายอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิ และช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับคุณภาพชีวิตที่ผู้คนได้รับจริง การมีสวัสดิการมากจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิเดิมกำลังถูกลดทอน หรือโอกาสในอนาคตยังขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัวและพื้นที่อยู่อาศัย

ถนนคือพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

ในฝรั่งเศส การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ประชาชนสามารถใช้การเดินขบวนและการนัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลระหว่างวาระเลือกตั้ง โดยมีสหภาพแรงงานและองค์กรนักเรียนนักศึกษาเป็นเครือข่ายสำคัญในการระดมผู้เข้าร่วม

ประสบการณ์ในอดีตยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ เช่น การประท้วงของนักศึกษาและแรงงานในปี 2006 ซึ่งทำให้รัฐบาลถอยจากนโยบายสัญญาจ้างงานสำหรับเยาวชน ประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้การลงถนนเป็นเครื่องมือต่อรองที่สังคมฝรั่งเศสคุ้นเคย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งก็ตาม

สวัสดิการสูง แต่ความมั่นคงไม่ได้กระจายเท่ากัน

ข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายสังคมภาครัฐของฝรั่งเศสสูงกว่า 30% ของ GDP ในปี 2022 อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของประเทศสมาชิก แต่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าถึงบริการได้สะดวกและมีคุณภาพเพียงใด

งานศึกษาของ OECD ซึ่งเปรียบเทียบฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พบว่าชาวฝรั่งเศสมีความพึงพอใจต่อบางด้านของระบบคุ้มครองสังคมค่อนข้างต่ำ แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์มาก ความกังวลต่อบำนาญและการเข้าถึงบริการสุขภาพสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนประเมินคือความมั่นคงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงยอดรายจ่ายของรัฐ

ในมุมนี้ การประท้วงจำนวนหนึ่งจึงเป็นการปกป้องระบบสวัสดิการที่ประชาชนเห็นว่ามีคุณค่า พร้อมกับเรียกร้องให้ระบบทำงานได้ดีและเป็นธรรมมากขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ: ใครควรรับภาระ

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ระบบบำนาญฝรั่งเศสใช้เงินสมทบจากคนทำงานและนายจ้างเพื่อจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเทียบกับผู้รับบำนาญ รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินฝรั่งเศสในปี 2025 ระบุว่า ประเทศใช้จ่ายด้านบำนาญเกือบ 14% ของ GDP

เมื่อรัฐบาลเสนอให้ประชาชนทำงานนานขึ้นหรือควบคุมรายจ่าย ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที รัฐมองถึงความยั่งยืนของระบบ ส่วนผู้คัดค้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อยหรือทำงานที่ใช้แรงกายหนัก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแบ่งภาระระหว่างคนแต่ละกลุ่มและแต่ละรุ่น

ม็อบนักเรียนสะท้อนความกังวลต่ออนาคต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นประเด็นใหญ่ ข้อเรียกร้องครอบคลุมการขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และความเครียดจากระบบสมัครมหาวิทยาลัย Parcoursup ซึ่งนักเรียนบางส่วนมองว่าเพิ่มแรงกดดันและความไม่เท่าเทียม

ความไม่พอใจเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำถามว่า เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่ OECD ระบุว่า แม้ฝรั่งเศสใช้จ่ายต่อนักเรียนมัธยมปลายสูงกว่าค่าเฉลี่ยขององค์กร แต่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยนักเรียนเสียเปรียบยังมีช่องโหว่ งบประมาณรวมที่สูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโรงเรียนบางแห่งที่ขาดบุคลากรและการสนับสนุนได้

สำหรับผู้เข้าร่วม การออกมาเรียกร้องจึงเกี่ยวข้องทั้งกับสภาพห้องเรียนวันนี้และโอกาสเรียนต่อในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุปะทะและข้อกล่าวหาเรื่องตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ความขัดแย้งยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิพลเมืองและความไว้วางใจต่อรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการชุมนุมอย่างสงบออกจากการทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรง และพิจารณาความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายตามข้อเท็จจริง

ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องคุณภาพ ความทั่วถึง และการแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม การประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยสะท้อนทั้งความสามารถของประชาชนในการรวมตัว และความขัดแย้งที่การเจรจาทางการเมืองยังคลี่คลายไม่ได้

โจทย์ของรัฐบาลจึงมีมากกว่าการทำให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนเชื่อว่า การตัดสินใจเรื่องงบประมาณและปฏิรูปจะรักษาคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีอนาคตที่มั่นคงได้จริง

MagPro เปิดตัว AeroLev โซลูชันชิลเลอร์ระบายความร้อน รองรับ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมร้อนชื้น ลดการใช้พลังงานและน้ำ

MagPro เปิดตัว AeroLev 1850 โซลูชันช่วย AI ดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทยรองรับมาตรฐานด้านน้ำและพลังงานที่กำลังพัฒนา

ดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังมุ่งสู่มาตรฐานด้านการจัดการน้ำและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามกรอบกฎระเบียบระดับประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ, 5 ตุลาคม 2569 — MagPro (หรือที่รู้จักในชื่อ บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด) บริษัทร่วมทุนระหว่าง CIGU Technology Corp. Ltd. (ซีกู เทคโนโลยี คอร์ปอเรชัน จำกัด) และ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. (อีพีจี ดาต้า เทคโนโลยี (เซี่ยงไฮ้) จำกัด) ประกาศเปิดตัว AeroLev 1850 แพลตฟอร์มชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบแบริ่งแม่เหล็ก (Magnetic-Bearing Chiller) ระดับ 1.85 เมกะวัตต์ ที่รองรับการทำงานที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ ยุคใหม่ในตลาดที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ เช่น ประเทศไทย

เมื่อ AI ขับเคลื่อนความต้องการด้านพลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้พลังงานและความหนาแน่นของความร้อนภายในดาต้า เซ็นเตอร์สูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อนที่สามารถรองรับการขยายตัวได้โดยไม่เพิ่มการพึ่งพาทรัพยากรน้ำ AeroLev 1850 ผสานการออกแบบที่ไม่ต้องใช้หอหล่อเย็น (Cooling Tower) เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กแบบไร้น้ำมัน (Oil-Free Magnetic-Levitation Technology) และระบบควบคุมอัจฉริยะ เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำความเย็นที่มีประสิทธิผล เชื่อถือได้ และช่วยลดการใช้น้ำ

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือคอมเพรสเซอร์แบริ่งแม่เหล็กแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่พัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งมีประสิทธิภาพเชิงไอเซนโทรปิก (Isentropic Efficiency) สูงถึง 87% ขณะที่คอนเดนเซอร์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสามารถเพิ่มการลดอุณหภูมิของสารทำความเย็น (Subcooling) ได้มากกว่า 3°C และพัดลม EC มาตรฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานอีกด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมได้สูงสุดถึง 40% ลดอัตราการขัดข้องได้สูงสุดถึง 8% เมื่อเทียบกับคอมเพรสเซอร์แบบหล่อลื่นด้วยน้ำมันทั่วไป และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุดถึง 10% เมื่อเทียบกับชิลเลอร์แบบดั้งเดิม

ด้วยการขจัดความจำเป็นในการใช้น้ำสำหรับระบบทำความเย็นแบบระเหย AeroLev 1850 ช่วยลดข้อจำกัดด้านการดำเนินงานที่สำคัญของดาต้า เซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำหรือมีความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Free Cooling ยังช่วยใช้อากาศภายนอกในช่วงที่อุณหภูมิลดลง เพื่อลดระยะเวลาการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน

แพลตฟอร์มนี้ยังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว ทั้งแบบ Direct-to-Chip และ Immersion Cooling โดย AeroLev 1850สามารถจ่ายน้ำเย็นที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C เพื่อรองรับสถาปัตยกรรมการระบายความร้อนอุณหภูมิสูงรูปแบบใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ อีกทั้งยังมาพร้อมการออกแบบแบบโมดูลาร์มาตรฐานที่ช่วยให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามการเติบโตของกำลังประมวลผล AI

วิลเลียม อู๋ (William Wu) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ในขณะที่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์AeroLev 1850 นำเสนอแนวทางการทำความเย็นสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้สามารถขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ แม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันให้กลายเป็นความยืดหยุ่นในการดำเนินงานระยะยาว”

อลิก หว่าน (Alick Wan) ผู้ก่อตั้งและประธานของ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. กล่าวว่า “MagPro ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์เทคโนโลยีระบบทำความเย็นระดับโลกของเรา ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการส่งมอบโครงการของ EPG เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของ CIGU เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และพึ่งพาทรัพยากรน้ำน้อยลง AeroLev 1850 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในระดับโลก”
ติดต่อ: [email protected]

POLITICS

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

ECONBIZ

WHA Group ปูทางลงทุน!! เชื่อมเงินทุนระดับโลกสู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยในเวที IMF-World Bank 2026 มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก สู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรับ New Economy

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมีการต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนจากทั่วโลก ประชาคมโลกต่างมุ่งจับตาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการร่วมก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เป็นประเด็นหารือระดับโลก คือ “การลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ทว่าเม็ดเงินลงทุนจริงในปัจจุบันยังขาดอยู่อีกราว 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม ชี้ว่าเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินโลก (Financial Capital) ให้ขยายสู่การลงทุนที่จับต้องได้ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้ประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศบนเวทีโลก โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ New Economy ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการต่อยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดึงดูดคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก”

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับโจทย์ ‘Thailand’s New Horizons’

การประชุม IMF–World Bank 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดขอบฟ้าใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน WHA Group ได้ตอบรับแนวคิดหลักดังกล่าวด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่:
• การรับมือการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics Fragmentation):
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเร่งกระจายความเสี่ยงและย้ายฐาน การผลิต WHA Group มีธุรกิจโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit คลังสินค้าทั่วไป โรงงานสำเร็จรูป โลจิสติกส์ปาร์ค ศูนย์กระจายสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางเมตร ในประเทศไทยและเวียดนาม รองรับการจัดเก็บ กระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group พร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะกว่า 17 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,900 ไร่ ในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ WHA Group พร้อมเป็น Safe Zone & Resilient Hub สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

• การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation: WHA Group สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภายใต้ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน มุ่งยกระดับความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนตามมาตรฐานสากล โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำและการบริหารจัดการน้ำรวมในไทยและเวียดนามที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,124 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสจากกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโมบิลิตี้ มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านบริการและระบบนิเวศ EV สำหรับภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้การบริหารเป็น 637 คันภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง สะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการนำศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Low-Carbon Economy และเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

• การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation): WHA Group มุ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเชื่อมต่อความเร็วสูง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในนิคมอุตสาหกรรม ยกระดับสู่การเป็น Smart Eco-Industrial Estates เต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

การบูรณาการโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก

ความยั่งยืนคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันระดับโลก

ท่ามกลางกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทวีความเข้มงวด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานตามกรอบ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สำหรับองค์กรระดับโลก WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการและลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลก

นางสาวจรีพรเสริมว่า “การลดคาร์บอน (Decarbonization) ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”

จากเงินทุนระดับโลก สู่การลงทุนจริงในไทย

สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ในมุมมองของ WHA Group คือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์เป็นฟันเฟืองหลัก

“การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการผนึกกำลังในเวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของไทยในการดึงดูด FDI คุณภาพสูง WHA Group มองเห็นโอกาสในการร่วมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ควบคู่กับศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของประเทศไทยในฐานะ ‘Safe Zone’ สำหรับการลงทุนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”
นางสาวจรีพรกล่าวสรุป

นายกฯ ชูไทยพร้อมเชื่อมภูมิภาค!! ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน พบผู้นำสิงคโปร์เสริมความร่วมมือ ประชุมนาย Steve Forbes สื่อสารโอกาส เวที Forbes รวมผู้นำธุรกิจโลก

นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก โดยนายกฯ จะนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

ภายหลังเดินทางถึงสิงคโปร์ นายกฯ เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ ณ โรงแรม Shangri-La Singapore โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

จากนั้น นายกฯ มีกำหนดพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media ก่อนเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ในช่วงค่ำ และร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรงต่อผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549261467236579&id=100064582216937&rdid=SQBaF6OmudB8RnXC#

นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO Conference ชูไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน–สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เน้นพลังงานสะอาดและความมั่นคง เตรียมรับเจ้าภาพ IMF-WBG 2026

นายกฯ ร่วมเสวนา one-on-one กับ Steve Forbes บนเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ชูศักยภาพไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (7 ต.ค.69) เวลา 20.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัว ในหัวข้อ “In Conversation: Anutin Charnvirakul, Prime Minister of Thailand talks to Steve Forbes, Chairman and Editor-in-Chief, Forbes Media” โดยมีนาย Steve Forbes ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในการประชุม Forbes Global CEO Conference 2026 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของประเทศไทย ทั้งการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ การเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยพร้อมปรับตัวและดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

ด้านบทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ นายกฯ ย้ำความสำคัญของอาเซียนและความพร้อมของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคและเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 และเป้าหมายระยะยาวในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นอกจากนี้ นายกฯ นำเสนอจุดแข็งและโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต และมีความพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงไทยเข้ากับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549533570542702&id=100064582216937&rdid=GcD9qyiJQR7E4Dc1#

LITE

11 ตุลาคม 2540 ในหลวง ร.๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับที่ได้รับการขนานนามว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ หมุดหมายสำคัญการเมืองไทย ที่เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วม

วันนี้ในอดีต 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และการรับฟังความคิดเห็นจากสังคมทั่วประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และยังวางหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีอายุไม่ถึง 9 ปี ก็ถูกยกเลิก หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่โค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “รัฐธรรมนูญ 2540” กลายเป็นเพียงความทรงจำของความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_87900

8 ตุลาคม วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์’ ทรงพระเจริญ

8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับวีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระประวัติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ หรือพระนามลำลองว่า พระองค์หริภา ประสูติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน มีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

เมื่อประสูติพระองค์ดำรงพระยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งพระยศดังกล่าวเทียบเท่าตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า"

การศึกษา
พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา, ประถมศึกษาปีที่ 5 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนฮอล์ตัน-อามส์ (Holton-Arms School) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8 โรงเรียนเฮอร์เบิร์ตฮูเวอร์มิดเดิล (Herbert Hoover Middle School) สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8-11 โรงเรียนมัธยมวอลเตอร์ จอห์นสัน (Walter Johnson High School) สหรัฐอเมริกา ภายหลังได้นิวัตกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนจิตรลดา

ส่วนระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

7 ตุลาคม 2495 วันเกิด ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย ปีนี้มีอายุ 74 ปี จากอดีตสายลับโซเวียต…สู่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก เริ่มต้นจากเคจีบี ก่อนขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง รับตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2543 อย่างเป็นทางการ

วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) มีอายุ 74 ปี  เป็นวันถือกำเนิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ผู้นำที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อเวทีการเมืองโลกมาอย่างยาวนาน

ปูตินเป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานใน เคจีบี (KGB) หน่วยข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่การเมือง ในช่วงแรกเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศให้กับนายกเทศมนตรีอนาโตลี ช็อบจัก (Anatoly Sobchak) และค่อย ๆ ไต่เต้าในตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งเป็น รักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประกาศลาออกอย่างกะทันหันในปลายปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส่งผลให้ต่อมาปูตินก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภายใต้บุคลิกที่ดูสุขุมนิ่งเรียบของปูตินนั้น เป็นที่รับรู้กันว่าแฝงไว้ด้วยความ เด็ดขาด และ หนักแน่น ในการบริหารประเทศ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่อยู่ในสปอตไลต์ของโลกอยู่เสมอ 

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Vladimir-Putin

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

จากสหายสู่ศัตรู! ย้อนรอยจีน–โซเวียตแตกคอ!! ศึกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่เปลี่ยนสมการสงครามเย็น สาดกระสุนที่เกาะ Zhenbao ผลักดันความสัมพันธ์โลก เปลี่ยนเกมสงครามเย็น

เมื่อ...จีนขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต

หลายท่านอาจสงสัยว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร รายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ มีดังนี้:

คู่ขัดแย้งทั้งสองประเทศต่างก็ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ของ (อดีต) สหภาพโซเวียตก่อตั้งเมื่อ 1 มกราคม 1912 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในเดือนตุลาคมปี 1917 กลายเป็นสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922 ถึง 1991 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย จึงกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อำนาจน้อยเล็กกว่าเดิมมากมาย เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของสหพันธรัฐรัสเซีย ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นก่อตังเมื่อ 1921 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในปี 1949 และอยู่ในอำนาจมาจนปัจจุบัน 77 ปี

แน่นอน สิ่งซึ่งประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีเหมือนกันคือ การยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยอุดมการณ์และขบวนการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ อันมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นระเบียบทางสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ในปัจจัยการผลิต (Means of production) และปราศจากชนชั้นทางสังคม เงินตรา และรัฐ หากสำเร็จจะจัดได้ว่าเป็นสังคมในอุดมคติ (Ideology) เลยทีเดียว ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีประเทศคอมมิวนิสต์ใด ๆ ในโลกนี้ทำได้สำเร็จ

สหภาพโซเวียตเคยใช้ทั้งระบบคอมมูน (Commune) จัดตั้งขึ้นเมื่อ 1917 ลักษณะเป็นชุมชนเกษตรกรรม ต่อมาเป็น นารวม (Collective farms) และวิธีการแบ่งสันปันส่วนทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ชาวสหภาพโซเวียตยังคงอดยากและขาดแคลนตลอดช่วงเวลาที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับจีนใช้ระบบคอมมูน โดย ประธานฯ เหมา เจ๋อ ตุง ได้นำคอมมูนไปใช้ โดยกำหนดให้แต่ละคอมมูน มีสมาชิกประมาณ 30,000 คน คอมมูนในจีน ต่างจากรัสเซียที่เป็นลักษณะเกษตรกรรม ซึ่งจีนมุ่งหวังจะให้คอมมูนมีลักษณะที่เป็นองค์การบริหาร แทนที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เคยมีมา ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม จัดเป็นแบบคอมมูน ดำเนินไปแบบรวมโดยแบ่งปัน ทีมการผลิตต่าง ๆ กันลดหลั่นกัน แต่เมื่อสิ้นยุคประธานฯ เหมา เข้าสู่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง เจ้าของวาทะที่ว่า “แมวจะมีสีอะไรขอให้มันจับหนูได้ก็พอ” ยุคนี้ คอมมูน (ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ) เริ่มสูญหายไปตามแนวทางท่านเติ้งที่ต้องการเปิดจีนสู่โลก แต่ชุมชนที่มีลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นจริงและยังคงมีอยู่ได้แก่ คิบบุตซ์ (Kibbutz หรือ นิคมการเกษตร) ซึ่งเป็นรวมตัวกันของคนที่เริ่มจากตั้งแต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของส่วนรวม ผลตอบแทนที่ร่วมกันผลิตใช้วิธีการแบ่งปันกันในประเทศอิสราเอล

ความขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์เกิดจากการตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเขียนขึ้นโดย Karl Heinrich Marx (นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน) ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเรื่องของ ลัทธิความเชื่อ ศาสนา ฯ ลฯ ด้วยประธานฯ เหมามองว่า สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ของ(อดีต)สหภาพโซเวียตปฏิบัตินั้นไม่ตรงกับเจตจำนงของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประธานฯ เหมาถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็น “ลัทธิแก้” (Revisionist) และการปฏิวัติวัฒนธรรมก็เกิดจากข้ออ้างในการกำจัดพวก “ลัทธิแก้” ของประธานเหมาฯ

หลังจากการพบปะในปี 1959 ระหว่าง Nikita Sergeyevich Khrushchev เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต กับ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง สหภาพโซเวียตได้ยกเลิกความช่วยเหลือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน และไม่ได้เข้าข้างจีนในสงครามจีน-อินเดีย ปี 1962

ประธานฯ เหมาคาดว่า จะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงจาก เลขาธิการฯ Khrushchev ในกรณีเครื่องบินสอดแนม แบบ U-2 ถูกกองทัพสหภาพโซเวียตยิงตก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1960 น่าจะทำให้สหภาพโซเวียตเลิกคิดที่จะอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชาติตะวันตก เลขาธิการฯ Khrushchev เรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี Eisenhower ในที่ประชุมสุดยอดปารีส 1960 แต่ประธานาธิบดี Eisenhower ปฏิเสธ ประธานฯ เหมา และเลขาธิการฯ Khrushchev ต่างตีความการกระทำเช่นนี้ว่า ประธานาธิบดี Eisenhower ปรามาสประเทศสังคมนิยมทั้งหมด จีนตอบโต้ด้วยเรียกร้องให้ เลขาธิการฯ Khrushchev ใช้กองกำลังกระทำการต่อต้านการรุกรานของอเมริกา เมื่อ เลขาธิการฯ Khrushchev ไม่ตอบสนองก็เกิดถกเถียงกันในที่ประชุมบูคาเรสต์ของโลกคอมมิวนิสต์และภาคีแรงงาน จบลงด้วยแต่ละฝ่ายต่างเปิดฉากโจมตีอุดมการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

ในที่สุด ปี 1962 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตก็ตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยประธานฯ เหมาได้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเลขาธิการฯ Khrushchev ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 1962 ทำให้เลขาธิการฯ Khrushchev ตอบโต้กลับด้วยความโกรธว่า ความคิดแบบประธานฯ เหมาจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ และในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็สนับสนุนอินเดียในสงครามพรมแดนระหว่างจีน-อินเดียในปี 1962 ความแตกหักระหว่างจีน–โซเวียต จึงเริ่มตั้งแต่บัดนั้น โดยสหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วยการสั่งให้ถอนนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคของโซเวียตจำนวน 1,400 คน เดินทางออกจากประเทศจีนที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการมากกว่า 200 โครงการในจีน รวมถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการอวกาศ การถอนตัวจากประเทศจีนของนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคชาวโซเวียตดังกล่าวทำให้เกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจีน และแผนการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าล้มเหลว แต่ระยะแรกของสงครามเวียตนาม สหภาพโซเวียตใช้การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านจีน และต่อมาใช้วิธีการขนส่งทางเรือโดยไปยังท่าเรือไฮฟองแทน

หลังจากนั้นจีนได้มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมกวาดล้างสิ่งที่ทำให้เกิดการหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาภายหลังจากการฟื้นตัว จีนจึงได้แข่งขันความเป็นใหญ่กับสหภาพโซเวียตในกลุ่มคอมมิวนิสต์สากล จีนสามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จในวันที่ 16 ตุลาคม 1964 อละกลายเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอีกประเทศหนึ่ง ต่อมาความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต โดย Leonid Brezhnev เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตต่อจาก Khrushchev) นำไปสู่สงครามชายแดนระหว่างจีน-โซเวียต ในปี 1969 (2 มีนาคม–11 กันยายน) กองกำลังชายแดนของสหภาพโซเวียตประกอบด้วยกำลังทหาร 375,000 นาย เครื่องบิน 1,200 ลำ และขีปนาวุธพิสัยกลาง 120 ลูก กองกำลังชายแดนของจีนมีกำลังทหาร 1.5 ล้านนาย และมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว วิวาทะทางการเมืองของสองฝ่ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกองทัพสหภาพโซเวียตบุกเช็คโกสโลวาเกีย วันที่ 20–21 สิงหาคม 1968 และด้วยการประกาศหลักการของ Brezhnev ว่า สหภาพโซเวียตมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใด ๆ ที่แยกออกจากลัทธิคอมมิวนิสต์ตามที่สหภาพโซเวียตกำหนด ประธานฯ เหมาเห็นว่าลัทธิ Brezhnev เป็นเหตุผลทางอุดมการณ์ในการรุกรานจีนของโซเวียตเพื่อโค่นล้มประธานฯ เหมา และเปิดตัวการโฆษณาชวนเชื่อขนาดใหญ่ด้วยการโจมตีการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ในวันที่ 21 สิงหาคม 1968 Nicolae Ceaușescu ผู้นำโรมาเนียกล่าวสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงในจัตุรัสปฏิวัติในกรุงบูคาเรสต์ประณามการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ซึ่งแพร่หลายทั้งในโรมาเนียและในทุก ๆ ประเทศ ซึ่งถือเสมือนเป็นการประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต โรมาเนียเริ่มถอยห่างจากการอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของโซเวียตมาอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของจีน โดยคำปราศรัยในงานเลี้ยงที่สถานทูตโรมาเนียในปักกิ่ง โดยวันที่ 23 สิงหาคม 1968 โจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีจีนได้ประณามสหภาพโซเวียตว่า เหมือนกับเวียดนามทำสงครามกับอเมริกันและนโยบายของ Adolf Hitler ที่มีต่อเช็คโกสโลวาเกียในปี 1938–1939 นายกฯ โจวจบคำปราศรัยของเขาด้วยการเรียกร้องให้ชาวเช็คโกสโลวาเกียทำสงครามกองโจรกับกองทัพแดง

วันที่ 2 มีนาคม 1969 กองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ได้ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตบนเกาะ Zhenbao แหล่งข่าวของจีนระบุว่า ทหารโซเวียตเสียชีวิต 58 นายรวมทั้งนายทหารอาวุโส และบาดเจ็บอีก 94 คน มีรายงานความสูญเสียของจีนว่า เสียชีวิต 29 ศพ แต่แหล่งข่าวของโซเวียต/รัสเซียระบุว่า ทหารจีนไม่น้อยกว่า 248 นายถูกสังหารบนเกาะและในแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาชายแดนโซเวียต 32 คนถูกสังหารบาดเจ็บ 14 คน วันที่ 2 มีนาคม 1969 เกาะ Damansky (Zhenbao) ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตลาดตระเวนเป็นประจำ มีการรุกล้ำของชาวนาและชาวประมงจีนเป็นครั้งคราวโดยได้ถูกสกัดกั้นและขับไล่โดยไม่ใช้กำลังรุนแรง การโจมตีของจีนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมนำโดยกองทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ 3 หน่วย โดยได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่หนึ่งกระบอกและหน่วยปืน ค. สองหน่วย เริ่มต้นโดยไม่มีข้อพิสูจน์ด้วยการข้ามพรมแดนชิโน-โซเวียตอย่างผิดกฎหมายของกลุ่มทหาร PLA 77 นาย และทำให้ทหารโซเวียตประหลาดใจ เมื่อกลุ่มทหาร 7 นายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทอาวุโส Ivan Strelnikov ได้เข้าไปหาทหารจีนเรียกร้องทหารจีนให้ออกจากเกาะด้วยวาจา กองทหารจีนได้เปิดฉากยิงสังหารทหารโซเวียตทั้งหมด เริ่มต้นวันแห่งการสู้รบที่กองทหารประจำการของจีนโจมตีหน่วยยามชายแดนโซเวียตกลุ่มเล็ก ๆ สองกลุ่มซึ่งประกอบด้วยทหารไม่เกิน 30 นาย

สหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วย รถถัง และยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APCs) และระดมยิงด้วยปืนใหญ่กว่าสามวัน PLA สามารถหยุดการรุกของโซเวียตได้สำเร็จ และในที่สุดก็ขับไล่กองทัพโซเวียตทั้งหมดออกจากเกาะ Zhenbao ในระหว่างการชุลมุนนี้จีนได้ส่งกองทหารราบเสริมสองกองร้อยพร้อมปืนใหญ่เข้าไปสนับสนุน แหล่งข่าวของจีนระบุว่า โซเวียตได้ส่งทหาร 60 นายและ APC แบบสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-60 จำนวน 6 คัน และในการโจมตีครั้งที่สอง กำลังทหาร 100 นาย สนับสนุนโดยรถถัง 10 คันและ APC 14 คััน รวมทั้งปืนใหญ่ PLA ได้เตรียมการสำหรับการเผชิญหน้านี้เป็นเวลาสองถึงสามเดือน บรรดาหน่วยต่างๆ ของ PLA ได้คัดเลือกทหาร 900 นาย ซึ่งรับคำสั่งจากนายทหารที่มีประสบการณ์การรบของกองทัพ พวกเขาได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษพร้อมด้วยอุปกรณ์พิเศษ จากนั้นพวกเขาก็ถูกส่งไปวางกำลังบนเกาะ Zhenbao ล่วงหน้าอย่างลับ ๆ นายพล Chen Xilian ของจีนระบุว่า จีนได้รับชัยชนะในสนามรบโดยเด็ดขาด ในวันที่ 15 มีนาคม โซเวียตส่งทหารอีก 30 นายและยานรบหกคันไปยังเกาะ Zhenbaoหลังจากการต่อสู้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงจีนได้ทำลายยานพาหนะของโซเวียตสองคัน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาโซเวียตส่งทหารบุกเป็นระลอกที่สองพร้อมการยิงปืนใหญ่สนับสนุน จีนได้ทำลายยานรบของโซเวียตอีกห้าคัน คลื่นลูกที่สามตีโต้ด้วยปืนใหญ่ที่แม่นยำของจีนซึ่งทำลายรถถังโซเวียตหนึ่งคันและ APC อีก 4 คันในขณะที่สร้างความเสียหายให้กับ APC อีกสองคัน ในตอนท้ายของวันโดยจีนเป็นผู้ควบคุมเกาะโดยสมบูรณ์ คำสั่ง “ลับ” ของนายพล O.A. Losik กองทัพโซเวียตสั่งติดตั้งเครื่องยิงจรวด BM-21 "Grad" กองทัพโซเวียตยิงปืนใหญ่และจรวดกว่า 10,000 นัดในการรบ 9 ชั่วโมงกับจีน พร้อมกับโจมตีก่อกวนอีก 36 ครั้ง การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีน กองทหารของจีนต้องถอนออกจากเกาะ หลังจากนั้นโซเวียตก็ถอนตัวกลับไปยังตำแหน่งของพวกเขาบนฝั่งแม่น้ำอุสซูรีของรัสเซีย ในวันที่ 16 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตก็เข้ามาที่เกาะเพื่อเก็บศพทหารของพวกเขา ทหารจีนยังคงยิงรบกวน ในวันที่ 17 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตพยายามกู้รถถัง T-62 ที่เสียหายออกจากเกาะ แต่ความพยายามของพวกเขาถูกโต้ตอบโดยปืนใหญ่ของจีน วันที่ 21 มีนาคมโซเวียตส่งทีมรื้อทำลายเพื่อพยายามทำลายรถถังคันดังกล่าว จีนเปิดฉากยิงและขัดขวางอีก ด้วยความช่วยเหลือของนักดำน้ำของกองทัพเรือจีน PLA จึงดึงรถถัง T-62 ขึ้นฝั่ง ต่อมารถถังถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์กองทัพจีน เกาะนี้ยังคงประเด็นขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์จนถึงปี 1991

ผลพวงจากความขัดแย้งทำให้จีนได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเห็นว่า จีนจะเป็นพันธมิตรที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น การสังหารชีวิตของทหารโซเวียตบริเวนชายแดนส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ ทราบว่า จีนมีพร้อมที่จะเจรจา ภายหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ แสดงความสนใจในการกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นการถ่วงดุลยุทธศาสตร์กับสหภาพโซเวียต โดยส่ง Henry Kissinger รัฐมนตรีต่างประเทศไปยังจีนเพื่อพบปะเจรจากับนายกรัฐมนตรี Zhou Enlai อย่างลับ ๆ ในปี 1971 ในช่วงที่เรียกว่า Ping Pong Diplomacy ปูทางให้ประธานาธิบดี Richard Nixon ไปเยี่ยมเยือนจีนและพบกับประธานฯ เหมา เจ๋อ ตง ในปี 1972 แม้ว่า ความสัมพันธ์ของจีนกับสหภาพโซเวียตยังคงดำเนินต่อไปหลังจากความขัดแย้ง แม้จะมีการเจรจาเรื่องพรมแดนซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1969 และยังคงไม่สามารถสรุปได้นานร่วมทศวรรษ และสหภาพโซเวียตได้เพิ่มกองกำลังตามแนวชายแดนชิโน–โซเวียต และในสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลียอีกด้วย โดยรวมแล้ว การเผชิญหน้าระหว่างชิโน–โซเวียตซึ่งมาถึงจุดรุนแรงระดับสูงสุดในปี 1969 กระทั่งหลังจากยุคประธานฯ เหมาความตึงเครียดก็จึงเริ่มลดลง ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในปี 1989 ในยุคเลขาธิการฯ Mikhail Sergeyevich Gorbachyov กับท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งดำเนินมาด้วยดีจนปัจจุบัน

การเจรจาชายแดนปี 1990–ปัจจุบัน การเจรจาเกี่ยวกับส้นแบ่งเขตแดนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง จนกระทั่งก่อนการสิ้นสุดของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ไม่นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเกาะ Zhenbao เป็นของจีน (เดิมทั้งสองฝ่ายอ้างว่าเกาะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตนในช่วงเวลาของข้อตกลง) ในวันที่ 17 ตุลาคม 1995 มีการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพรมแดนที่ขยายออกไป 54 กิโลเมตรสุดท้าย (34 ไมล์) แต่ยังมีประเด็นที่ค้างคาเกี่ยวกับการควบคุมเกาะสามแห่งในแม่น้ำอามูร์และอาร์กุน ด้วยข้อตกลงพรมแดนระหว่างรัสเซียและจีนที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2003 ข้อพิพาทนั้นได้รับการแก้ไขในที่สุด จีนได้รับอนุญาตให้ควบคุมเกาะ Tarabarov (เกาะ Yinlong) เกาะ Zhenbao และประมาณ 50% ของเกาะ Bolshoy Ussuriysky (เกาะ Heixiazi) ใกล้ Khabarovsk คณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีนให้สัตยาบันข้อตกลงนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2003 โดยมีสภาดูมาของรัสเซียเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปีเดียวกัน และวันที่ 2 มิถุนายน Li Zhaoxing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย Sergei Lavrov ได้แลกเปลี่ยนเอกสารการให้สัตยาบันจากรัฐบาลของตน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2008 Yang Jiechi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและนาย Sergei Lavrov คู่เจรจาจากรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงเส้นเขตแดนระหว่างจีน–รัสเซียเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยอมรับการแบ่งเขตทางตะวันออกของชายแดนจีน–รัสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีการลงนามข้อปฏิบัติเพิ่มเติมพร้อมแผนที่ด้านตะวันออกของพรมแดนทั้งสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการที่ PRC ได้รับกรรมสิทธิ์ในเกาะ Yinlong และ Tarabarov และครึ่งหนึ่งของเกาะ Heixiazi / Bolshoi Ussuriysky วันนี้ชาติที่ถูกมองว่า เป็นศัตรูร่วมของจีนและรัสเซียคือ สหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียจึงแนบแน่นผูกพันมากยิ่งขึ้นโดยปริยาย โดยรัสเซียได้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้กับจีนมากมาย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

WORLD

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ข้อมูลถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 (2026)

สนามบินบ้านเกิน (Ban Keun Airport) ในแขวงเวียงจันทน์ อยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 50 กิโลเมตร ใกล้แม่น้ำงืม จากลานบินที่ Air America ใช้ในยุคสงครามภายใต้รหัส Lima Site 44 ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว

ช่วงเวลา เหตุการณ์และบทบาท

ก่อนทศวรรษ 1960

ก่อน พ.ศ. 2503 ยังไม่พบหลักฐานยืนยันปีสร้างสนามบินครั้งแรกหรือผู้ก่อสร้าง จึงไม่ควรระบุปีเริ่มต้นอย่างแน่นอน

ทศวรรษ 1960–1970

พ.ศ. 2503–2510 เป็นต้นมา ใช้รหัส Lima Site 44 หรือ LS-44 ในเครือข่ายลานบินยุคสงครามลาวและสงครามเวียดนาม Air America ซึ่ง CIA ถือครองอย่างลับ ๆ ใช้ขนส่งกำลังพลและเสบียง ลานบินเดิมมีลักษณะเรียบง่าย [2, 3]

ค.ศ. 1968

พ.ศ. 2511 มีหลักฐานว่าเฮลิคอปเตอร์ Air America ใช้บ้านเกินเป็นจุดขนส่งทหารม้งที่สหรัฐฯ สนับสนุนไปยังพื้นที่สู้รบ ตามข้อมูลนักประวัติศาสตร์ Joachim Leeker ที่ Reuters อ้างถึง ปีนี้เป็นหลักฐานการใช้งาน ไม่ใช่ปีสร้าง

หลังสงคราม

ถึงก่อนการพัฒนาใหม่ รายงานย้อนหลังระบุว่าสนามบินยุติการใช้งานอย่างแข็งขันหลังความขัดแย้ง แต่วันปิดและประวัติการใช้งานต่อเนื่องยังไม่ชัดเจน ภาพดาวเทียมก่อนโครงการใหม่แสดงลานบินดินและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ

ปลาย ค.ศ. 2025 -ปลาย พ.ศ. 2568

ภาพดาวเทียมที่ Reuters ตรวจสอบชี้ว่าเริ่มก่อสร้างสนามบินใหม่ มีรันเวย์ลาดยาง ทางขับขนาน ลานจอด และอาคารต่าง ๆ ขนาดใหญ่กว่าลานบินเดิมอย่างมาก

29 กันยายน 2026 - 29 กันยายน 2569

เปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน–ลาว กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่าร่วมดูแลและดำเนินงานโดยทั้งสองประเทศ เพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาว

30 กันยายน–6 ตุลาคม 2026 พ.ศ. 2569

ภาพดาวเทียมวันที่ 30 กันยายน ซึ่ง Reuters รายงานเมื่อ 6 ตุลาคม แสดงเครื่องบิน 8 ลำที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็น K-8/JL-8 และยานพาหนะสนับสนุนมากกว่า 24 คัน ขณะยังมีงานก่อสร้าง ภาพไม่ยืนยันผู้ครอบครองแต่ละลำ

ปัจจุบัน ณ 9 ตุลาคม 2026 9 ตุลาคม 2569

เปิดใช้งานเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว CNN รายงานรันเวย์ยาวประมาณ 2,000 เมตร พร้อมทางขับและลานจอด ส่วนการประจำกำลังระยะยาวและขอบเขตการใช้งานในอนาคตยังไม่ชัดเจน

ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน

ชื่อที่ประกาศอย่างเป็นทางการคือศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว ส่วนคำว่า “ฐานทัพจีนถาวร” เป็นการตีความของนักวิเคราะห์บางราย ยังไม่มีรายละเอียดสาธารณะที่ยืนยันการประจำกำลังถาวรหรือสิทธิใช้พื้นที่แต่เพียงผู้เดียว จีนระบุว่าศูนย์มุ่งฝึกนักบินลาวและไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศที่สาม

แหล่งอ้างอิง

กระทรวงกลาโหมจีน 30 กันยายน 2026

China-Laos Joint Support and Training Center Opens at Ban Keun Airport

https://eng.mod.gov.cn/2025xb/N/JE/16490653.html

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Gulf Times 2 ตุลาคม 2026

China carves new military presence in Southeast Asian neighbour

https://www.gulf-times.com/article/734639/international/china/china-carves-new-military-presence-in-southeast-asian-neighbour

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Internazionale 6 ตุลาคม 2026

Attack aircraft, military vehicles visible at new China-Laos base, satellite images show

https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/06/exclusive-attack-aircraft-military-vehicles-visible-at-new-china-laos-base-satellite-images-show

CNN เผยแพร่ซ้ำโดย KVIA 8 ตุลาคม 2026

This old CIA airfield is now a Chinese base

https://kvia.com/news/us-world/cnn-world/2026/10/08/this-old-cia-airfield-is-now-a-chinese-base/

Lowy Institute 8 ตุลาคม 2026

What to make of China’s new air facility in Laos

https://www.lowyinstitute.org/the-interpreter/what-to-make-of-china-s-new-air-facility-in-laos

South China Morning Post กันยายน 2026

China takes strategic military step overseas with new Laos air force centre

https://www.scmp.com/news/china/military/article/3369253/china-expands-overseas-military-presence-new-laos-air-force-centre

นายกฯ เคียฟเตือนประชาชนเริ่มคิดแผนอพยพ!! เคียฟเสี่ยงวิกฤตฤดูหนาว หลังเมืองหลวงเข้าสู่ “โหมดเอาชีวิตรอด” วิกฤตพลังงานก่อนฤดูหนาว หากโครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวจากการโจมตี

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเรียกร้องให้ประชาชนเริ่มคิดเรื่อง “อพยพออกจากเมืองหลวง!” เนื่องจากขณะนี้ “เคียฟเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด!” แล้ว

คำเตือนของ วิตาลี คลิตช์โก (Vitali Klitschko) นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เกิดขึ้นระหว่างให้สัมภาษณ์กับ AFP หลังการโจมตีจากรัสเซีย ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและประปาได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมเตือนว่าอาจเกิดวิกฤติสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

คลิตช์โก ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ในเมืองหลวงกำลังเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีโครงข่ายพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ก่อนหน้านี้ กรุงเคียฟเผชิญเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง ส่งผลให้รถไฟใต้ดินและระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้ไฟฟ้าต้องหยุดให้บริการ ระบบประปาหยุดชะงัก และเริ่มเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบระบายน้ำเสีย ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานยูเครนยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย

คลิตช์โกเตือนว่า หากระบบประปาเกิดความล้มเหลวเพิ่มเติม วิกฤติที่ตามมาอาจขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยขณะนี้บางพื้นที่เริ่มเผชิญมาตรการตัดไฟฟ้าชั่วคราวแล้ว

แม้ว่าขณะนี้ หน่วยงานในกรุงเคียฟจะเร่งติดตั้งระบบทำความร้อนสำรอง พร้อมสะสมเชื้อเพลิง อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ระบบทำความร้อนจะหยุดทำงานเป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาว แต่นายกเทศมนตรียอมรับว่า ต่อให้เตรียมความพร้อมดีเพียงใด หากระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของรัสเซียได้ เมืองหลวงก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

“ทุกวันเราจะได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับอาคารที่ถูกทำลาย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้า การทิ้งระเบิดโจมตีเมืองของเรากำลังทวีความรุนแรงขึ้น และวันนี้ คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร” คลิตช์โกกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัสเซียเริ่มโจมตีสะพานข้ามแม่น้ำนีโปร (Dnieper) ในกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมพื้นที่สองฝั่งของเมืองหลวงด้วย

ที่มา: AFP

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122096627841508642&id=61595259264487&rdid=vASFw3snDmtLpexC#

ปฏิเสธข่าวถังแตก!! ‘ฮุน เซน’ โต้กระแสกัมพูชาเงินขาดมือ ย้ำเงินสำรอง 2.5 พันล้านดอลลาร์ รายได้ปี 69 เพียบรับ 5 พันล้าน ชี้ ข้อกล่าวหาทำคนเข้าใจผิด

ฮุนเซนโต้ "เขมรถังแตก" โวเหลือเงินสำรองอีกตั้ง $2.5 พันล.

วานนี้ (8 ต.ค. 69) สำนักข่าว KPT English ของกัมพูชารายงานว่าสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ในต่างประเทศที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินสด โดยระบุว่ารัฐมีทุนสำรองเงินสดอยู่อย่างน้อย 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 84,200 ล้านบาท) และยังคงสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) สมเด็จเดโชกล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 ล้านถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

อดีตนายกฯ กัมพูชา ระบุว่า รายจ่ายรายเดือนสำหรับเงินเดือนของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,800 ล้านบาท) พร้อมชี้ว่ารายได้ของรัฐยังคงเพียงพอต่อภาระผูกพันด้านรายจ่ายต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเงินสำรองทางการเงินไว้ได้อย่างมหาศาล

ประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวต่อว่า การออกมาชี้แจงครั้งนี้เป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่โดยกลุ่มคนจำนวนไม่มากในต่างประเทศ ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลเริ่มพิมพ์ธนบัตรใหม่เนื่องจากเงินคงคลังหมดลงแล้ว พร้อมปัดตกข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าเป็นความเท็จ และระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ชี้แจง

นอกจากนี้ ยังกล่าวหากลุ่มชาวกัมพูชาในต่างประเทศบางกลุ่มว่ากักเก็บเงินบริจาคที่เรี่ยไรได้ ณ วัดพนมเสรี ซึ่งท่านระบุว่ามีเจตนาเพื่อนำมาช่วยเหลือพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นจากเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนเมื่อเร็ว ๆ นี้

ฮุนเซนได้เรียกร้องให้ผู้ที่ถือครองเงินดังกล่าวนำเงินออกมาช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเงินเหล่านั้นกลับถูกเก็บไว้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมกล่าวเสริมว่าจะเปิดเผยคลิปเสียงที่ท่านอ้างว่าเป็นหลักฐานบันทึกการหารือในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะต่อไป

ที่มา : KPT English

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1712428064222997&id=100063674585845&rdid=ik7tZIWxRUJ33ofw#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top