Wednesday, 28 October 2026
NEWS

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก

POLITICS

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ECONBIZ

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 !! องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026 จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่ง พร้อมข้อมูลพนักงานกว่า 300,000 คน สะท้อนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย จาก 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก
ในผลสำรวจ World’s Best Employers 2026 โดย Forbes ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด Statista สำรวจข้อมูลจากพนักงานกว่า 300,000 คนในกว่า 50 ประเทศ เพื่อค้นหาบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของรายได้และสวัสดิการ การยกระดับทักษะ โอกาสการเติบโต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของ ปตท. ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล รวมถึงศักยภาพของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติที่สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ปตท. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บางจากฯ ย้ำมาตรการหุ้น!! อายัดหุ้นเฉพาะราย หุ้นที่เหลือไม่เกี่ยวข้องคดี ตั้งกรรมการเฉพาะกิจดูแล ยืนยันดำเนินธุรกิจตามปกติ

บางจากฯ ย้ำการอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะราย
หลังรัฐแถลงคืบหน้าคดีฟอกเงิน ยืนยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว

ยูโอบี ช่วยลดภาระค่าเดินทาง!! จับมือคาลเท็กซ์จัดแคมเปญ "UOB Friday Surprise" มอบสิทธิพิเศษ ใช้คะแนน UOB Reward แลกรับบัตรเติมน้ำมัน ลดภาระช่วงราคาน้ำมันผันผวนสู่สิ้นปี 2569

ยูโอบี จับมือ คาลเท็กซ์ เปิดแคมเปญ “UOB Friday Surprise”
ชูใช้คะแนนแลกลดน้ำมัน ช่วยลดภาระค่าเดินทางฝ่าความผันผวน

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมมือกับ คาลเท็กซ์ ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลก มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทย จัดแคมเปญ “UOB Friday Surprise” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท และใช้คะแนนสะสม UOB Reward Points 1,000 คะแนน รับทันทีบัตรStarCASH มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เติมน้ำมันในครั้งถัดไป โดยรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ยูโอบีจึงต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เราตั้งใจออกแบบแคมเปญนี้ร่วมกับคาลเท็กซ์ เพื่อให้ลูกค้านำคะแนนสะสม UOB Rewards Points ที่มีอยู่ มาใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น โดยแลกรับบัตรเติมน้ำมันสำหรับใช้ในครั้งถัดไป เป็นอีกทางเลือกในการแลกใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้"

นายวีรพงษ์ นุ่มตี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า "ความร่วมมือกับธนาคารยูโอบีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership ของคาลเท็กซ์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นรายจ่ายสำคัญในชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีที่คาลเท็กซ์และสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริง พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง”

ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีสามารถรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2569) เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ เวลา 9.00-19.00 น. เท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อคนต่อวันและสูงสุด 250 สิทธิ์ต่อสถานีบริการน้ำมัน ตามเงื่อนไข คือ ครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และใช้คะแนนสะสม UOB Rewards Points 1,000 คะแนน แลกรับบัตรเติมน้ำมัน StarCASH มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเติมน้ำมันครั้งถัดไป

รอบที่ 1: วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สามเสนใน คาลเท็กซ์ประชาชื่น คาลเท็กซ์ อรุณ เอนเนอจี้ จำกัด สาขา 1 และคาลเท็กซ์ My Park รามคำแหง
รอบที่ 2: วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สาขาไฮเท็กซ์ เค ยู คาลเท็กซ์รามอินทรา คาลเท็กซ์พัฒนาการ และคาลเท็กซ์งามวงศ์วาน (บจก. รวีเซอร์วิส)
รอบที่ 3: วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์ศรีบุญทอง คาลเท็กซ์เพชรพระเทพ คาลเท็กซ์บรมราชชนนี ขาเข้า (ดาวอุไร 1) และคาลเท็กซ์ราชพฤกษ์

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นความคุ้มในทุกๆ วันที่เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันครบทุก 800 บาทต่อเซลส์สลิป
ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบรายละเอียด สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการ ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ https://go.uob.com/4xcUehU
บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

LITE

28 ตุลาคม 2539 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรแสงสีเสียงและเรือพยุหยาตราฯ

วันนี้ในอดีต สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้การถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เนื่องในโอกาสปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของในหลวง รัชกาลที่ 9 นับเป็นครั้งที่ 2 ในการเสด็จเยือนประเทศไทย

ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยังพระตำหนักสิริยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทอดพระเนตรการแสดงแสงสีเสียงที่วัดไชยวัฒนาราม ทอดพระเนตรขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ยังได้เสด็จไปยังโรงเรียนสตรีวิทยา ในขณะที่เจ้าชายฟิลิปเสด็จไปวางพวงมาลาที่สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่จังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยทั้งสองพระองค์และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังบางปะอิน จ. อยุธยา และ จ.เชียงใหม่

27 ตุลาคม 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน ปฏิรูประบบเงินไทยสู่ความทันสมัย เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

25 ตุลาคม 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก
จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพล!! เปิดประชุมสุดยอด รัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 รวม 48 ชาติ กระชับพันธมิตรการค้า–พลังงาน–ความมั่นคง ผลักดันยุทธศาสตร์สู่โลกหลายขั้ว ยกระดับบทบาทในภูมิภาคซาเฮล

“รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลของมอสโกผ่านการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3”

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา (Russia–Africa Summit) ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 นายยูรี อูชาคอฟ (Yury Ushakov) ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วมการประชุม โดย 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีเอวาริสต์ เอ็นดายิชิมิเย (Évariste Ndayishimiye) แห่งบุรุนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 และกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป โดยครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่ม Global South และผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของฝรั่งเศสในภูมิภาคซาเฮล โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ ได้เปิดโอกาสให้รัสเซียเพิ่มบทบาททางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตกมากขึ้น

พัฒนาการความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาผ่านการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกามีรากฐานมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะการสนับสนุนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอาณานิคม การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือทางทหาร ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1991 บทบาทของรัสเซียในทวีปแอฟริกาลดลง ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินจะเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้งกรอบความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา โดยมีการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา มาแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง ดังนี้

1) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 ณ เมืองโซชี ค.ศ. 2019

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ณ เมืองโซชี โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกาในขณะนั้น ทำหน้าที่ประธานร่วม การประชุมมีผู้นำแอฟริกาเข้าร่วมประมาณ 43 ประเทศ และมุ่งวางรากฐานความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เกษตรกรรม การศึกษา และความมั่นคง ผลการประชุมสำคัญคือการรับรองปฏิญญาโซชี ซึ่งกำหนดแนวทางพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับแอฟริกา โดยเน้นหลักความเสมอภาค การเคารพอธิปไตย และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมครั้งแรกสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา พร้อมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในระบบระหว่างประเทศ

2) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 2023

การประชุมครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 กรกฎาคม ค.ศ. 2023 ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก แม้มีคณะผู้แทนจากประเทศแอฟริกาเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง แต่จำนวนผู้นำระดับประมุขแห่งรัฐที่เข้าร่วมลดลงเหลือ 17 ประเทศ สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแอฟริกากับรัสเซียในช่วงสงคราม ผลการประชุมสำคัญ ได้แก่ การรับรองปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ รัสเซียยังใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยประธานาธิบดีปูตินประกาศจัดส่งธัญพืชให้ประเทศแอฟริกาบางแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางความกังวลด้านราคาสินค้าเกษตรและผลกระทบจากสงครามยูเครน

3) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ค.ศ. 2026

การประชุมครั้งที่ 3 มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือจากสองครั้งที่ผ่านมา โดยมีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วม และ 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 2 วาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วยการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะพิจารณาปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับ ค.ศ. 2027–2029 เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในระยะต่อไป การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินว่ารัสเซียสามารถเปลี่ยนความร่วมมือทางการทูตไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ท่าทีและจุดยืนของรัสเซียต่อการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3

รัฐบาลรัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศแอฟริกาในฐานะส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มตะวันตก และการสร้างระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินมีแนวทางสนับสนุนให้ประเทศแอฟริกามีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ และยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ความเสมอภาคระหว่างรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมุ่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะเดียวกัน รัสเซียยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การฝึกอบรมกำลังพล และการจัดหายุทโธปกรณ์ให้แก่ประเทศคู่ร่วมมือ ในเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้รัสเซียขยายบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสและประเทศตะวันตกเคยมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและโครงสร้างความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ

บูร์กินาฟาโซกับการต่อต้านอิทธิพลฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในแอฟริกาตะวันตก

บูร์กินาฟาโซถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะการลดบทบาทของฝรั่งเศสและการขยายความร่วมมือกับรัสเซีย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2022 ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traoré) ขึ้นสู่อำนาจและดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตย การพึ่งพาตนเอง และการลดอิทธิพลของอดีตเจ้าอาณานิคม รัฐบาลตราโอเรวิพากษ์วิจารณ์ว่าความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและความไม่มั่นคงภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มปรับความสัมพันธ์ด้านการทหารและการต่างประเทศ

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซประกาศยุติข้อตกลงด้านการทหารกับฝรั่งเศส ซึ่งมีผลให้ทหารหน่วยรบพิเศษฝรั่งเศสประมาณ 400 นายต้องถอนกำลังออกจากประเทศ การถอนกำลังดังกล่าวเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในหมู่ประชาชนบางส่วน ซึ่งมองว่าการปรากฏตัวของกองกำลังฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความมั่นคงดีขึ้นตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านฝรั่งเศสไม่ได้หมายความว่าประชาชนบูร์กินาฟาโซทั้งหมดมีจุดยืนเดียวกัน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศและภูมิภาคอีกหลายประการ

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทหารบูร์กินาฟาโซกับชาติตะวันตกขยายไปสู่ความสัมพันธ์กับประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) รัฐบาลทหารของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ กล่าวหาว่า ECOWAS ดำเนินนโยบายภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสและชาติตะวันตก โดยเฉพาะการใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นภายหลังการรัฐประหารในไนเจอร์เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ซึ่ง ECOWAS พิจารณามาตรการกดดัน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล (Alliance of Sahel States: AES) ภายใต้กฎบัตรลิปตาโก–กูร์มา (Liptako-Gourma Charter) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงร่วมกัน พันธมิตรดังกล่าวกำหนดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากประเทศสมาชิกถูกโจมตีหรือเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2024 ทั้งสามประเทศประกาศถอนตัวจาก ECOWAS ก่อนยกระดับ AES เป็นสมาพันธรัฐเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 การถอนตัวจาก ECOWAS มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2025 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม ECOWAS ยังคงเปิดช่องทางการเจรจากับทั้งสามประเทศ และอนุญาตให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์บางประการด้านการเดินทางและการค้าต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาว่า ECOWAS อยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสเป็นจุดยืนของรัฐบาลทหารทั้งสามประเทศ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าองค์กรดังกล่าวถูกควบคุมโดยรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง

หลังการลดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส บูร์กินาฟาโซเริ่มกระชับความร่วมมือกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาเศรษฐกิจ ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ประธานาธิบดีตราโอเรได้พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน และแสดงความสนใจขยายความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ผู้นำทั้งสองประเทศพบหารือกันที่กรุงมอสโก โดยฝ่ายรัสเซียยืนยันความพร้อมสนับสนุนบูร์กินาฟาโซในการต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังความมั่นคง ความร่วมมือดังกล่าวขยายไปสู่ระดับภูมิภาค โดยรัสเซียเพิ่มความสัมพันธ์กับสมาชิก AES ทั้งสามประเทศ ผ่านการสนับสนุนด้านการทหารและเทคนิค รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงอย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทของรัสเซียยังไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคซาเฮลยุติลง เนื่องจากบูร์กินาฟาโซและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเผชิญการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธและความไม่มั่นคงภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 บูร์กินาฟาโซส่งนายริมตาลบา ฌอง เอ็มมานูเอล อูเอดราโอโก (Rimtalba Jean Emmanuel Ouédraogo) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีอิบราฮิม ตราโอเร โดยเดินทางออกจากกรุงวากาดูกูเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 รัฐบาลบูร์กินาฟาโซระบุว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะเยาวชน ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวสะท้อนว่า บูร์กินาฟาโซไม่ได้มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบายพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ บูร์กินาฟาโซจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและการสร้างกลไกความมั่นคงทางเลือก

การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบูร์กินาฟาโซกับฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ปรากฏในประเทศมาลีและไนเจอร์ ซึ่งต่างลดความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสและเพิ่มความสัมพันธ์กับรัสเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสทยอยถอนกำลังทหารออกจากหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล ขณะที่รัฐบาลทหารบางประเทศหันไปพัฒนาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน โดยรัสเซียพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส ผ่านความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกอบรม การจัดหาอาวุธ และความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าแอฟริกาตะวันตกทั้งหมดได้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย เนื่องจากหลายประเทศยังรักษาความร่วมมือกับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่น ๆ ควบคู่กัน ขณะเดียวกัน การถอนตัวของสมาชิก AES ออกจาก ECOWAS อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการประสานงานด้านการค้า การเคลื่อนย้ายประชาชน และการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามพรมแดน ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

พัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาและกรณีบูร์กินาฟาโซสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสามมิติ

ประการแรก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาอย่างชัดเจน รัสเซียพยายามขยายเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกาเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศแอฟริกาหลายแห่งใช้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประการที่สอง ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ กรณีบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายสามารถส่งผลต่อการปรับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในระยะยาว การจัดตั้ง AES และการถอนตัวจาก ECOWAS เป็นตัวอย่างของความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือทางเลือกที่เน้นอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิก แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อท้าทายด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับรัสเซีย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาฝรั่งเศสและชาติตะวันตก แต่ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศคู่ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยควรติดตาม เนื่องจากสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลระหว่างประเทศ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับประเทศแอฟริกา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคซาเฮล และบทบาทของกลไกความมั่นคงทางเลือกอย่าง AES นอกจากนี้ ควรศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อการจัดหาอาวุธ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนแนวโน้มที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะใช้ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกา เพื่อเพิ่มบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจและการลดการพึ่งพาความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก กรณีบูร์กินาฟาโซเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยรัฐบาลภายใต้การนำของอิบราฮิม ตราโอเรดำเนินนโยบายลดอิทธิพลฝรั่งเศส ยุติความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส และร่วมกับมาลีและไนเจอร์จัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล ก่อนถอนตัวจาก ECOWAS อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ขณะเดียวกัน รัสเซียได้ใช้โอกาสดังกล่าวขยายความร่วมมือด้านการทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกับประเทศสมาชิก AES ซึ่งสะท้อนความพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลสูง ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมรัสเซีย–แอฟริกาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแข่งขันของมหาอำนาจในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจและกลไกความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรัสเซียในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินข้อตกลงให้เกิดผลจริง และการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศแอฟริกา ซึ่งมีผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรติดตาม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ

ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า

ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้

ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี

สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย

วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ

ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง

ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง

กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว

ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???

ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"

การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน

การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"

การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่

มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว

ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน

วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง

เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ

แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี

ยูเครนเปิดสมรภูมิใหม่!! ส่งโดรนถล่มหัวใจเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซีย จากคลังสินค้า Wildberries ถึงศูนย์ข้อมูล Yandex เปิดเผยความเปราะบางโครงสร้างจีนรัสเซีย บทเรียนสำคัญสำหรับความมั่นคงดิจิทัลไทย

“ยูเครนปรับยุทธศาสตร์โจมตีเศรษฐกิจรัสเซีย: จาก Wildberries สู่ Yandex”

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ โดยเป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ โรงงานผลิตอาวุธ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว The Moscow Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Tatyana Rybakova เรื่อง From Wildberries to Yandex, Ukraine Is Turning Russian Business Giants' Dominance Into a Liability โดยชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังใช้การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries ซึ่งดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ Yandex ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลรายสำคัญของประเทศ การโจมตีดังกล่าวสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานเป็นประจำ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2026 นายโรดิออน มิโรชนิก «Родион Мирошник» เอกอัครราชทูตประจำภารกิจพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนเริ่มโจมตีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รัสเซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2026 โดยคลังสินค้าของ Wildberries ถูกโจมตีมากกว่า 40 แห่ง คลังสินค้าของ Ozon ถูกโจมตี 10 แห่ง พนักงาน Wildberries ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน และ มีพนักงาน Wildberries เสียชีวิต 10 คน มิโรชนิกกล่าวว่า การโจมตีดำเนินการด้วยโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพลเรือนรัสเซีย

ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2026 ยูเครนใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัท Yandex ในพื้นที่หลายแห่งของรัสเซีย ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและบริการดิจิทัลบางส่วนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เมื่อโดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองซาซอโว (Sasovo) แคว้นรียาซาน (Ryazan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Chervonenkis และ Lyapunov ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง YandexGPT และผู้ช่วยอัจฉริยะ Alice

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในแคว้นคาลูกา (Kaluga) ซึ่งเป็นที่ตั้งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Galushkin ก่อนเกิดการโจมตีศูนย์ข้อมูลในแคว้นวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้ระบบคลาวด์ของ Yandex บางส่วนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน

ภายหลังการโจมตีวันที่ 8–9 ตุลาคม หุ้นของ Yandex ลดลงประมาณร้อยละ 7.67 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสียหายและความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 นายมักซุต ชาดาเยฟ «Максут Шадаев» รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล การสื่อสาร และสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านนโยบายสารสนเทศของสภาดูมาแห่งรัฐว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex มีขนาดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลกำลังประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันศูนย์ข้อมูลสำคัญของประเทศ รัฐมนตรีมักซุต ชาดาเยฟ ยังระบุว่า การที่บริการดิจิทัลส่วนหนึ่งยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางการโจมตี เป็นผลจากการเตรียมระบบสำรองข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รวมถึงประเด็นการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ โดยยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความยากลำบากและต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูระบบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องศูนย์ข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของบริษัทเอกชน เนื่องจากความเสียหายสามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริการประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายมักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลรัสเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ช่วย Yandex จัดหาศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับย้ายระบบสำคัญไปยังสถานที่สำรอง ขณะที่บริษัทประสานงานกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น ได้แก่ Selectel, K2Cloud และ VK Cloud เพื่อรองรับข้อมูลและระบบบริการของลูกค้า

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 Yandex ปฏิเสธรายงานที่ว่าศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่มีความคุ้มครองประกันภัย โดยชี้แจงว่ากรมธรรม์ของบริษัทครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Sberbank ในเมืองบาลาโคโว (Balakovo) แคว้นซาราตอฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

วันที่ 18 ตุลาคม 2569 มีรายงานการโจมตีศูนย์เซิร์ฟเวอร์ในแคว้นเลนินกราดที่บริษัท VK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียใช้งาน ทั้ง Sberbank และ VK ยืนยันว่าเกิดการโจมตีต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ระบุว่าระบบบริการของบริษัทไม่ได้หยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการโจมตีศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Yandex แต่ขยายไปสู่บริษัทสำคัญในภาคการเงินและสื่อสารดิจิทัลด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว TASS รายงานว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ Wildberries ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษรวมประมาณ 1.15 พันล้านรูเบิล เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ

ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 WB Bank และ WB Finance ประกาศขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้ผู้ขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries เพิ่มเติมอีกหนึ่งเดือน โดยกำหนดชำระครั้งถัดไปเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้การโจมตีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมอาจทำให้กำลังรองรับด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ลดลงประมาณร้อยละ 17–22 การดำเนินมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซียต้องเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริการสำคัญหลายประเภทเกิดปัญหา ทั้งระบบเรียกรถแท็กซี่ Yandex Go ระบบชำระเงิน Yandex Pay บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตลอดจนระบบออนไลน์ของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และธุรกิจอื่นที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Yandex ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงบางประเทศที่ใช้บริการของ Yandex โดยเฉพาะบริการขนส่งและระบบดิจิทัลในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ การโจมตีดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อระบบเหล่านี้หยุดทำงานจึงอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายภาคส่วนพร้อมกัน การโจมตีศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ประการแรก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบคลาวด์ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานที่จำเป็น ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความเสียหายต่อระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของรัสเซีย เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมาก และมีต้นทุนในการจัดหาและซ่อมแซมสูง

ประการที่สาม การหยุดชะงักของบริการดิจิทัลอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ก่อนหน้านี้ ยูเครนให้ความสำคัญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรายได้และระบบส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม การโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries และศูนย์ข้อมูลของ Yandex สะท้อนการขยายประเภทของเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้วิเคราะห์มองว่า ยูเครนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของโครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ครองตลาดในแต่ละภาคธุรกิจ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบบริการในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสงครามในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การซื้อสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเข้าถึงบริการออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การประเมินว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยูเครนกำหนดไว้อย่างเป็นทางการยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเครน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การรวมศูนย์บริการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไว้กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะปกติ อาจกลับกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์คือ โครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซียมีลักษณะรวมศูนย์อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐหรือมีอิทธิพลสูงในตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Yandex ในภาคเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล Wildberries ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ Sberbank ในภาคการเงิน และ Aeroflot ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลรัสเซียยังส่งเสริมนโยบายพึ่งพาระบบเทคโนโลยีภายในประเทศ หรือแนวทางอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและระบบดิจิทัลภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ข้อมูลและบริการสำคัญตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในรัสเซียเป็นหลัก อาจทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพในช่วงสงคราม เมื่อศูนย์ข้อมูลสำคัญได้รับความเสียหาย บริษัทและหน่วยงานที่ใช้บริการร่วมกันจึงอาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของการโจมตี ศูนย์วิเคราะห์ Carnegie Endowment for International Peace ประเมินว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ได้เปิดเผยต้นทุนด้านความมั่นคงของแนวทางอินเทอร์เน็ตอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งมุ่งรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้ภายในประเทศ สถานการณ์นี้จึงสะท้อนข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่และมีทางเลือกสำรองจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกันหลายแห่ง


ภายหลังการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รัสเซียให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท Yandex เร่งดำเนินการกู้คืนระบบและกระจายภาระการประมวลผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ ขณะที่ภาครัฐแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายต่อนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลของรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากมาตรการกำกับดูแลข้อมูลที่มุ่งให้ข้อมูลสำคัญจัดเก็บภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเป็นระบบสำรอง ตามรายงานของ The Moscow Times บริษัท Yandex จำเป็นต้องพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานในคาซัคสถานและเบลารุสเพื่อรองรับข้อมูลและบริการบางส่วน ขณะที่การฟื้นฟูระบบภายในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญปัญหาการจัดหาอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของชาติตะวันตกทำให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดหาเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศกับความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสงครามสมัยใหม่ในสามประเด็นสำคัญ
ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ รูปแบบการโจมตีชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีหรือบริการทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของประเทศได้ แม้จะไม่ใช่การโจมตีกำลังรบในสนามรบโดยตรง
ประการที่สอง ความสำคัญของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรอง การรวมศูนย์ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งทางทหาร ความเสียหายต่อศูนย์ข้อมูลเพียงบางแห่งอาจสร้างผลกระทบต่อบริการจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบของขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการผลิต จัดหา และฟื้นฟูอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาระบบ AI คลาวด์ และระบบสื่อสารดิจิทัลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
สำหรับรัสเซีย ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับความเสียหายและฟื้นฟูบริการได้อย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของรัสเซียแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่และการขาดระบบสำรองที่เพียงพอ โดยอันเดรย์ ชิเนฟสกี «Андрей Шиневский» ผู้ก่อตั้งบริษัท Virtualoff ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า การหยุดชะงักของศูนย์ข้อมูล Yandex สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อระบบบัญชี การชำระเงิน และการให้บริการลูกค้า ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลทดแทนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะเดียวกัน อเล็กเซย์ เบกาเยฟ «Алексей Бегаев»

ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท InSeq เห็นว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนอันโตน อาเวเรียนอฟ «Антон Аверьянов» ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ST IT เตือนว่ามาตรการป้องกันทางกายภาพยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด ด้านเซอร์เกย์ ไซกานอฟ «Сергей Сайганов» ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีจากบริษัท Comply ระบุว่า ข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทุนรัสเซียประเมินว่า แม้ผลกระทบต่อรายได้ของ Yandex ในระยะสั้นอาจอยู่ในระดับจำกัด แต่บริษัทมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการฟื้นฟูและการลงทุนด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียสะท้อนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีที่รวมศูนย์และพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการป้องกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการสำคัญควบคู่กัน

กรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัสเซียเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการให้บริการสาธารณะต่างพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการพัฒนาแผนความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาติดตามความพร้อมด้านการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบสื่อสารทางทหาร ศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง และระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาตรการป้องกันภัยทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

สรุป การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries และ Yandex สะท้อนการขยายขอบเขตของสงครามรัสเซีย–ยูเครนจากเป้าหมายทางทหารและพลังงานไปสู่ระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซียที่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ข้อจำกัดด้านการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอาจทำให้การฟื้นฟูระบบที่ได้รับความเสียหายมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ในเชิงยุทธศาสตร์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงของประเทศในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องและรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และบริการพื้นฐานของประชาชนสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

WORLD

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK แสดงความสำคัญมิตรภาพ รำลึกวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน กระชับความร่วมมือทั้งสองประเทศ

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK

หวังฮู่หนิง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน ได้ร่วมเดินทางกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ในการเยือนเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันเสาร์ (24 ต.ค.) ที่ผ่านมา

หวังฮู่หนิง ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้ส่งคำทักทายที่อบอุ่นและความปรารถนาดีจากสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ไปยังคิมจองอึน

ช่วงเช้าวันเสาร์ หวังได้ให้การต้อนรับคิม ณ ลานหน้าหอรำลึกสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี (Memorial Hall of the War to Resist U.S. Aggression and Aid Korea) พร้อมทั้งร่วมเดินทางไปวางกระเช้าดอกไม้หน้าหอรำลึก

ระหว่างพิธี มีการบรรเลงเพลงชาติของทั้งจีนและ DPRK ก่อนที่กองทหารเกียรติยศจะนำกระเช้าดอกไม้ไปวางสักการะ จากนั้นคิมได้เดินเข้าไปจัดริบบิ้นบนกระเช้า ซึ่งมีข้อความระบุว่า "วีรชนผู้เสียสละแห่งกองทัพอาสาประชาชนจีนจะเป็นที่จดจำตลอดไป" ท่ามกลางบรรยากาศอันสมเกียรติ โดยผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต่างร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงเหล่าผู้เสียสละ

ภายในหอรำลึก คิมได้เข้าชมนิทรรศการโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชน รวมถึงการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันของทหารจีนและ DPRK พร้อมกันนี้ยังได้มอบภาพถ่ายประวัติศาสตร์พร้อมคำอุทิศส่วนตัวให้แก่ทางหอรำลึกด้วย

ระหว่างการพบปะหารือ หวังระบุว่าเนื่องในวาระครบรอบ 76 ปีที่กองทัพอาสาประชาชนจีนได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่ DPRK เพื่อร่วมรบในสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี การเดินทางเยือนเมืองตานตงเป็นกรณีพิเศษของเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพรรคฯ และรัฐบาล DPRK ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิตรภาพของสองประเทศที่หล่อหลอมขึ้นด้วยเลือดเนื้อ

หวังกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับ DPRK และเสริมสร้างความผูกพันของประชาชนทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยกระชับความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

หวังกล่าวเสริมว่า เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาและเดือนมิถุนายนปีนี้ เลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงและเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนได้เดินทางเยือนกันและกันครั้งประวัติศาสตร์ และบรรลุฉันทามติร่วมกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยแนะแนวทางให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างจีนกับ DPRK ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์

จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับ DPRK ในการขับเคลื่อนฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองพรรคและสองประเทศได้ตกลงร่วมกันอย่างแน่วแน่ และใช้ภารกิจด้านสังคมนิยมที่มีร่วมกันเป็นสายใยผูกพันในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-DPRK ให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถใช้โอกาสจากการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับบุคคลและความร่วมมือทางการค้า ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ หวังยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกระชับการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างบรรยากาศภายนอกที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ อันเป็นเกราะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และการพัฒนาของแต่ละฝ่าย

ด้านคิมได้ฝากคำทักทายอันอบอุ่นและความปรารถนาดีไปยังเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงผ่านทางหวัง พร้อมทั้งอวยพรให้การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่กำลังจะมีขึ้น ประสบความสำเร็จด้วยดี

คิมระบุว่า การเดินทางมายังตานตงเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อคารวะดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ DPRK ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงและความเคารพซึ่งไม่มีวันเสื่อมคลายของ DPRK ที่มีต่อเหล่าวีรบุรุษเหล่านี้

คิมกล่าวว่า การเดินทางเยือน DPRK ครั้งประวัติศาสตร์ของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความสัมพันธ์ DPRK-จีน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

คิมยังชี้ด้วยว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง DPRK กับจีน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจสังคมนิยมของ DPRK มาอย่างยาวนาน โดยย้ำว่าโอกาสในความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นกว้างขวางอย่างมาก

คิมกล่าวว่า DPRK ชื่นชมความสำเร็จด้านการพัฒนาอันโดดเด่นของประชาชนชาวจีน ตลอดจนสถานะและบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศภายใต้การนำของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิง พร้อมย้ำว่า DPRK พร้อมทำงานร่วมกับจีนเพื่อสืบสานมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ช่วงบ่าย หวังร่วมเดินทางไปกับคิมเพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองตานตง โดยทั้งสองได้ตรวจเยี่ยมสายการผลิตในโรงงานและรับฟังการบรรยายสรุป และเมื่อถึงเวลาที่คิมเดินทางออกจากตานตง หวังได้เดินทางไปส่งคิม ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ เตรียมโจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่!! เพนตากอน เตรียมโจมตีภายใน 96 ชม. เกิดหลังเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. เป้าหมายคือโครงสร้างสำคัญของอิหร่าน แต่การอนุมัติยังไม่แน่นอนจาก 'ทรัมป์'

ซีเอ็นเอ็นเผยสหรัฐฯ เตรียมโจมตี 'อิหร่าน' รอบใหม่ หลังเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.) ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนเตรียมดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่ภายใน 96 ชั่วโมง หลังจากรับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยปัจจุบันมีการวางกำลังพลในตะวันออกกลางในระดับ "เพียงพอ" ต่อการโจมตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเชื่อว่าทรัมป์อาจสั่งปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน และขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่อาจขยายวงเกินกว่าการโจมตีเพื่อตัดกำลังหรือควบคุมสถานการณ์

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านและกลุ่มฮูตีไม่น่าจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีบุคลากรของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก่อนเพื่อยกระดับความขัดแย้ง แต่อิหร่านและกลุ่มฮูตีอาจจะตอบโต้อย่างไม่ลังเล หากอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนโดยกองกำลังของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจัดทำแผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน โรงงานนิวเคลียร์ คลังขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเป็นเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะอนุมัติการโจมตีระลอกใหม่หรือไม่ เนื่องจากเขาได้ยกเลิกแผนการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ในปีนี้หลายครั้งแล้ว

ที่มา : Xinhua

จีน ประชุมคณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 สีจิ้นผิงนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน เน้นความเข้มงวดการกำกับดูแลพรรค ถกยุทธศาสตร์เสริมแกร่งพรรคในอนาคต

คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5

ปักกิ่ง, 26 ต.ค. (ซินหัว) -- คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้เริ่มจัดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ณ กรุงปักกิ่งของจีนในช่วงเช้าวันจันทร์ (26 ต.ค.) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติงานในนามของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ พร้อมอธิบายร่างมติของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับความมุ่งมั่นเสริมแกร่งการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

รายงานการประชุมของกรมการเมืองเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งมีมติให้นำเอกสารดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเต็มคณะเพื่อพิจารณา ระบุว่าร่างมตินี้ได้สรุปความสำเร็จและประสบการณ์การกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ตามข้อเท็จจริง วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจด้านการสร้างพรรคฯ ในปัจจุบันและอนาคตอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

การประชุมกรมการเมืองก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้กำหนดวาระการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ระบุว่าการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 18 ในปี 2012 โดยได้เปิดแนวทางใหม่ในการปฏิรูปตนเองของพรรคฯ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ และสร้างความสำเร็จและการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ในภารกิจของพรรคฯ และประเทศ

ที่ประชุมระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชนประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างพรรคฯ และประเทศชาติที่เข้มแข็ง ทว่าการดำเนินงานเพื่อการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้านกำลังเผชิญกับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆ หลายประการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ในจีน และแม้กระทั่งภายในพรรคฯ เอง

ที่ประชุมเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานและดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาและปรับใช้ประสบการณ์ล้ำค่าจากการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างพรรคฯ รวมถึงเพื่อเสริมแกร่งและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ดี ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่พรรคฯ กำกับดูแลและบริหารจัดการตนเอง

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top