Friday, 9 October 2026
NEWS

ดราม่าข้าวกล่องน้ำท่วมลามโรงพัก!! 'ช่อ' และ 'สส.เดฟ' แจ้งความที่นนทบุรี หลังถูกกล่าวหาใช้ข้าวทหารแจกของพรรค หวังหยุดปลุกปั่นเหตุการณ์น้ำท่วม ย้ำร่วมมือช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” แกนนำคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายวุฒากร นุตยกุล หรือ “สส.เดฟ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยทนายความ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ดราม่าข้าวกล่อง โดยระบุว่า “ด่าพรรคอื่นว่าแจกของไม่ใช้เงินตัวเอง แต่พรรคมึงเอาอาหารของหน่วย 904 ไปแจกแต่ถ่ายรูปเคลมเป็นของพรรคตัวเอง ไม่เหี้_จริงทำไม่ได้นะแบบนี้”

นายวุฒากร หรือ “สส.เดฟ” กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง สส.พรรคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมมือกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำภารกิจความช่วยเหลือดังกล่าวไปปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างประเด็นขัดแย้งในสังคม

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ หรือ “ช่อ” ​กล่าวเสริมถึงสาเหตุในการตัดสินใจแจ้งความว่า โดยปกติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สส. หรือนักการเมืองถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ แต่กรณีนี้เป็นการฉกฉวยสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารมาปลุกปั่นเพื่อสร้างความเกลียดชังทางกรเมือง ซึ่งการทำงานในพื้นที่เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง สส. และเจ้าหน้าที่ทหาร เนื่องจากกำลังพลทหารมีรถสูงและเรือในการเข้าถึงพื้นที่ แต่มักไม่คุ้นเคยกับตรอกซอกซอยในปริมณฑล ขณะที่ สส. และทีมงานในพื้นที่มีข้อมูลชุมชน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และคนชรา ทำให้การปฏิบัติงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน และตนเอง ได้ลงพื้นที่ไปช่วยแจกอาหารและทำครัวร่วมกับ สส.เดฟ เพียงไม่กี่ชั่วโมง กลับปรากฏภาพและข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่าพวกตน “ขโมยข้าวทหารไปแจก” หรือ “แอบอ้างข้าวกล่อง 904” ซึ่งตนยืนยันว่าข้าวกล่องดังกล่าวไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็นของหน่วย 904 ตามที่มีการกล่าวอ้าง
​
น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย และหวังว่าในยามวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ทุกฝ่ายควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่าการนำประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองมาบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง สำหรับผู้ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้โพสต์และผู้ร่วมเผยแพร่ข้อความบิดเบือน ทั้งหมด 3 ราย ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงโพสต์ข้อความใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม

ที่มา :https://mgronline.com/crime/detail/9690000097205

'คริสติน' ตอบชัด ไม่เคยปิดบังว่าเป็นไบเซ็กชวล!! ดราม่าความรัก “คริสติน–แอมมี่ The Bottom Blues” เปิดใจเรื่องรักและตัวตน หลังแฟนคลับบางส่วนไม่พอใจ วิจารณ์ความคาดหวังในชีวิตรัก เรียกร้องความเคารพและเข้าใจจากแฟนคลับ

“คริสติน” ลั่นเป็นไบเซ็กชวลมาตลอด งงคบผู้หญิงมีแต่คำชื่นชม แต่พอคบผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนซะงั้น

เปิดตัวคบกันมาได้พักนึงแล้วสำหรับ “คริสติน กุลสตรี” และ นักร้องหนุ่มเซอร์ “แอมมี่ Bottom Blues” ที่ล่าสุดคริสตินลงภาพหวานพร้อมคำอวยพรวันเกิดแอมมี่

“สุขสันต์วันเกิดนะ Ammy 🎂 หวังว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นในเร็วๆ นี้ และขอให้หลังจากนี้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะ

เราสองคนต่างก็ผ่านอะไรมามากมายในแบบของตัวเอง และไม่ว่าโลกจะโหดร้ายหรือแย่แค่ไหน ฉันหวังว่าเราจะไม่ลืมที่จะอ่อนโยนและใจดีต่อกัน โดยเฉพาะในวันที่เราต่างต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด เธอสมควรได้รับความรักเสมอ ❤️” 

เรื่องนี้ทำเอาแฟนคลับต่างชาติไม่พอใจกับสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเขารู้จักเธอในสถานะนักแสดงซีรีส์เกิร์ลเลิฟ ซึ่งที่ผ่านมาเธอยอมรับว่าเธอเป็นไบเซ็กชวล(คบกับผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้) และคริสตินไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป เธอได้ชี้แจงผ่านโซเชียลดังนี้….

“ฉันไม่เคยปิดบังเรื่องชีวิตรักของตัวเอง และไม่เคยโกหกคนที่ติดตามฉันเลย ฉันเปิดเผยมาโดยตลอดว่าฉันเป็นไบเซ็กชวล และฉันก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอาจต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ หากวันหนึ่งฉันมีแฟนเป็นผู้ชาย

ฉันแค่อยากพูดเรื่องนี้ เพียงครั้งเดียว และครั้งเดียวเท่านั้น ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ตรงนี้และยังคอยสนับสนุนฉันเสมอ

ส่วนใครที่รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องความรักของฉัน ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน 

บางครั้งฉันก็อดขำไม่ได้ว่า เวลาฉันคบผู้หญิง ฉันกลับได้รับคำชื่นชมและการสนับสนุน แต่ทันทีที่ฉันคบผู้ชาย ฉันกลับกลายเป็น 'ผู้หญิงสำส่อน' ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะยังรักและสนับสนุนฉันจากผลงานของฉัน และจากการแสดงที่พวกคุณติดตามและสนับสนุนมาตั้งแต่วันแรก

ฉันไม่สามารถควบคุมได้ว่าแต่ละคนจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ฉันหวังว่า ก่อนที่เราจะพิมพ์คอมเมนต์อะไรลงไป เราทุกคนจะนึกถึงเสมอว่า อีกด้านหนึ่งของหน้าจอนั้นมีมนุษย์คนหนึ่งอยู่

ฉันไม่ได้ขอให้ทุกคนเห็นด้วยกับชีวิตรักของฉัน แต่อยากขอเพียงให้เคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” 

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000097673

‘ประเสริฐ’ เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้!! ขยายโอกาสด้านอาชีวะ เดินหน้าภาษาเกาหลีและอีสปอร์ต ยกระดับทักษะเชื่อมโยงอุตสาหกรรม ร่วมมือไทย-เกาหลีใต้เพื่ออนาคตเยาวชน

“ประเสริฐ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ พัฒนากำลังคนอาชีวะ ขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลี และต่อยอดอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือด้านอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับโรงเรียน Mirim Meister High School สถาบันวิจัยการศึกษาและฝึกอบรมอาชีวศึกษาแห่งเกาหลี (KRIVET) และมูลนิธิการศึกษาภาษาเกาหลีนานาชาติ (IKEF)

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางที่เป็นประโยชน์มาต่อยอดการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนไทยนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้จริง

ในการหารือด้านอาชีวศึกษา ฝ่ายไทยเสนอขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเกาหลี โดยต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกับโรงเรียน Mirim Meister High School ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอมพิวเตอร์ และการออกแบบ

ฝ่ายเกาหลีพร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พัฒนาหลักสูตรที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และประยุกต์ใช้ AI ในงานออกแบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริงและมีเส้นทางสู่อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา

ส่วนด้านภาษาและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการหารือกับมูลนิธิ IKEF เพื่อสนับสนุนหลักสูตรภาษาเกาหลีฉบับภาษาไทย พัฒนาครูผู้สอน และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งทางออนไลน์และรูปแบบผสมผสาน โดยมีแนวทางขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลีไปยังหน่วยงานในสังกัด ศธ. และประชาชนทั่วไป สพฐ. จะต่อยอดความร่วมมือในโรงเรียน ขณะที่ สกร. สนใจพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้กว้างขึ้น

การหารือครั้งนี้สะท้อนแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการในการเชื่อมการศึกษากับทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และโอกาสการทำงาน ควบคู่กับการส่งเสริมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต

ที่มา : https://www.facebook.com/R.pradenrath/posts/pfbid033dyejKWAWfDa2WaH1Jn6MA44AcHrBdVv3hjC1uG9sB2CMgcetWhyh5U11HsjSCBZl?rdid=iKZKbhsN75cAVck3#

ประวัติและการศึกษาของคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้นำ IMF

จากนักวิชาการบัลแกเรีย ผู้จบโทและเอกเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้บริหารองค์กรการเงินโลก

คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) นักเศรษฐศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2019 ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวาระที่สองเป็นเวลา 5 ปี เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2024 พร้อมทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริหาร IMF เส้นทางของเธอเริ่มจากแวดวงวิชาการ ก่อนก้าวสู่การบริหารธนาคารโลก คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์กรการเงินระหว่างประเทศ 

จอร์จีวาเกิดในกรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย เมื่อปี 1953 โดยมีพื้นฐานการศึกษาจาก University of National and World Economy (UNWE) ในกรุงโซเฟีย ซึ่งเป็นสถาบันที่เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และเคยทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย [2]

การศึกษาระดับตรี โท และเอก

ปริญญาตรี — ประวัติทางการของ IMF และเอกสารประวัติที่เผยแพร่ผ่านรัฐสภายุโรปไม่ได้ระบุชื่อวุฒิหรือปีสำเร็จการศึกษาแยกไว้ จึงยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดระดับปริญญาตรีจากเอกสารเหล่านี้ได้

ปริญญาโท — เธอสำเร็จการศึกษา Master of Arts (M.A.) สาขา Political Economy and Sociology หรือเศรษฐศาสตร์การเมืองและสังคมวิทยา จาก UNWE ในปี 1976 หรือ พ.ศ. 2519

ปริญญาเอก — เธอสำเร็จการศึกษาระดับ Ph.D. ด้าน Economic Sciences จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 1986 หรือ พ.ศ. 2529 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “นโยบายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา” แสดงให้เห็นถึงความสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางวิชาการ

จอร์จีวายังเคยเป็นนักวิชาการรับเชิญที่ London School of Economics (LSE) และ Massachusetts Institute of Technology (MIT) รวมถึงผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการเงินธุรกิจที่ Harvard Business School ในปี 1997 และหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารของธนาคารโลกที่สถาบันเดียวกันในปี 1998 ทั้งหมดเป็นประสบการณ์วิชาการและการอบรมเพิ่มเติม ไม่ใช่วุฒิปริญญาจากสามสถาบันดังกล่าว [2][3]

จากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่ธนาคารโลกและคณะกรรมาธิการยุโรป

หลังทำงานในแวดวงวิชาการ จอร์จีวาเข้าร่วมธนาคารโลกในปี 1993 ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก่อนรับตำแหน่งบริหารด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน กระทั่งขึ้นเป็นรองประธานและเลขาธิการองค์กรในปี 2008 ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้บริหาร คณะกรรมการ และประเทศผู้ถือหุ้น 

ต่อมา เธอทำงานในคณะกรรมาธิการยุโรป รับผิดชอบด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรับมือวิกฤต ก่อนดำรงตำแหน่งรองประธานด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ดูแลงบประมาณประมาณ 161,000 ล้านยูโร และบุคลากรราว 33,000 คน โดยมีบทบาทในช่วงวิกฤตหนี้ยูโรโซนและวิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015

จอร์จีวากลับมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารโลก ระหว่างเดือนมกราคม 2017 ถึงกันยายน 2019 และเป็นรักษาการประธานกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 8 เมษายน 2019 ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้นำ IMF ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

บริหาร IMF ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก

การทำงานของเธอที่ IMF ครอบคลุมช่วงการระบาดของโควิด-19 สงคราม ความขัดแย้ง และวิกฤตค่าครองชีพ ในประกาศแต่งตั้งสู่วาระที่สองเมื่อเดือนเมษายน 2024 คณะกรรมการบริหาร IMF ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มการระบาด องค์กรได้อนุมัติเงินสนับสนุนใหม่มากกว่า 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 97 ประเทศ และจัดสรรสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือ SDR มูลค่าเทียบเท่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่องและทุนสำรองระหว่างประเทศ

ภายใต้การนำของจอร์จีวา IMF ยังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นและความยั่งยืน รวมถึงร่วมจัดตั้งเวทีหารือหนี้สาธารณะระดับโลก เพื่อช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้มากขึ้น ขณะที่การทำงานในวาระที่สองยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน การให้คำแนะนำเชิงนโยบาย และการสนับสนุนประเทศสมาชิก

แหล่งอ้างอิง

IMF ประกาศแต่งตั้งวาระที่สอง 12 เมษายน 2024

https://www.imf.org/en/news/articles/2024/04/12/pr24113-imf-executive-board-selects-kristalina-georgieva-to-serve-a-second-term-as-managing-director

IMF ประวัติ Kristalina Georgieva

https://www.imf.org/en/about/senior-officials/bios/kristalina-georgieva

รัฐสภายุโรป ประวัติและการศึกษา Kristalina Georgieva

https://www.europarl.europa.eu/meetdocs/2009_2014/documents/dase/dv/dase0614_georgieva-cv_/dase0614_georgieva-cv_en.pdf

ธนาคารโลก ประวัติ Kristalina Georgieva

https://blogs.worldbank.org/en/team/k/kristalina-georgieva

POLITICS

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

ECONBIZ

นายกฯ ชูไทยพร้อมเชื่อมภูมิภาค!! ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน พบผู้นำสิงคโปร์เสริมความร่วมมือ ประชุมนาย Steve Forbes สื่อสารโอกาส เวที Forbes รวมผู้นำธุรกิจโลก

นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก โดยนายกฯ จะนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

ภายหลังเดินทางถึงสิงคโปร์ นายกฯ เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ ณ โรงแรม Shangri-La Singapore โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

จากนั้น นายกฯ มีกำหนดพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media ก่อนเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ในช่วงค่ำ และร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรงต่อผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549261467236579&id=100064582216937&rdid=SQBaF6OmudB8RnXC#

นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO Conference ชูไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน–สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เน้นพลังงานสะอาดและความมั่นคง เตรียมรับเจ้าภาพ IMF-WBG 2026

นายกฯ ร่วมเสวนา one-on-one กับ Steve Forbes บนเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ชูศักยภาพไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (7 ต.ค.69) เวลา 20.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัว ในหัวข้อ “In Conversation: Anutin Charnvirakul, Prime Minister of Thailand talks to Steve Forbes, Chairman and Editor-in-Chief, Forbes Media” โดยมีนาย Steve Forbes ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในการประชุม Forbes Global CEO Conference 2026 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของประเทศไทย ทั้งการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ การเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยพร้อมปรับตัวและดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

ด้านบทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ นายกฯ ย้ำความสำคัญของอาเซียนและความพร้อมของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคและเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 และเป้าหมายระยะยาวในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นอกจากนี้ นายกฯ นำเสนอจุดแข็งและโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต และมีความพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงไทยเข้ากับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549533570542702&id=100064582216937&rdid=GcD9qyiJQR7E4Dc1#

“บีโอไอ” จับมือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้!! เลขาฯ บีโอไอหารือสภาอุตฯเกาหลี ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน ขยายการร่วมมือภาคธุรกิจ เน้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

บีโอไอหารือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนไทย โรดโชว์ดึงการลงทุน โดยได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเร็ว ๆ นี้

LITE

8 ตุลาคม วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์’ ทรงพระเจริญ

8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับวีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระประวัติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ หรือพระนามลำลองว่า พระองค์หริภา ประสูติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน มีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

เมื่อประสูติพระองค์ดำรงพระยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งพระยศดังกล่าวเทียบเท่าตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า"

การศึกษา
พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา, ประถมศึกษาปีที่ 5 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนฮอล์ตัน-อามส์ (Holton-Arms School) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8 โรงเรียนเฮอร์เบิร์ตฮูเวอร์มิดเดิล (Herbert Hoover Middle School) สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8-11 โรงเรียนมัธยมวอลเตอร์ จอห์นสัน (Walter Johnson High School) สหรัฐอเมริกา ภายหลังได้นิวัตกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนจิตรลดา

ส่วนระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

7 ตุลาคม 2495 วันเกิด ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย ปีนี้มีอายุ 74 ปี จากอดีตสายลับโซเวียต…สู่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก เริ่มต้นจากเคจีบี ก่อนขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง รับตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2543 อย่างเป็นทางการ

วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) มีอายุ 74 ปี  เป็นวันถือกำเนิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ผู้นำที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อเวทีการเมืองโลกมาอย่างยาวนาน

ปูตินเป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานใน เคจีบี (KGB) หน่วยข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่การเมือง ในช่วงแรกเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศให้กับนายกเทศมนตรีอนาโตลี ช็อบจัก (Anatoly Sobchak) และค่อย ๆ ไต่เต้าในตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งเป็น รักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประกาศลาออกอย่างกะทันหันในปลายปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส่งผลให้ต่อมาปูตินก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภายใต้บุคลิกที่ดูสุขุมนิ่งเรียบของปูตินนั้น เป็นที่รับรู้กันว่าแฝงไว้ด้วยความ เด็ดขาด และ หนักแน่น ในการบริหารประเทศ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่อยู่ในสปอตไลต์ของโลกอยู่เสมอ 

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Vladimir-Putin

6 ตุลาคม 2519 เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน รัฐประหารยึดอำนาจในวันเดียวกัน กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ลงโทษคนผิด

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

จีนแจงฐานบ้านเกินเป็นศูนย์ฝึก จีน–ลาว!! ฐานบ้านเกินถูกพัฒนาเป็นฐานทัพใหม่ รอยเตอร์เปิดภาพดาวเทียมเมื่อต้นต.ค. จีน-ลาวร่วมมือเปิดศูนย์ฝึกการบิน สหรัฐแสดงความกังวลท่ามกลางความขัดแย้งภูมิภาค

ฐานบ้านเกิน จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในลาว กับการตั้งรับของไทย

เป็นข่าวดังในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อรอยเตอร์ออกรายงานว่ากองทัพจีนได้ใช้ฐานบ้านเกินซึ่งอดีตทางสหรัฐเคยใช้ฐานทัพนี้ในสงครามเวียดนามมาเป็นฐานทัพของจีน แต่ทางจีนก็ไม่รอช้าสวนฉับพลันว่าฐานบ้านเกินนั้น ทางจีนกับลาวมีแผนการเปิดเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วม (China–Laos Joint Support and Training Center ) และ โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน–ลาว (China–Laos Friendship Aviation Academy) แต่สิ่งที่รอยเตอร์รายงานระบุว่าในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาภาพดาวเทียมที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบ เครื่องบิน K-8/JL-8 ประมาณ 8 ลำ และรถสนับสนุนทางทหารมากกว่า 20 คัน อยู่ที่สนามบิน ขณะที่โครงสร้างสนามบินยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งคำถามว่าศูนย์แห่งนี้อาจมีบทบาทมากกว่าการฝึกนักบินก็เป็นได้ และนั่นทำให้ทางอเมริกาสนใจว่าทางจีนจะมีการเสริมสิ่งอื่นๆเช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเชื้อเพลิง คลังยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านข่าวกรองหรือสอดแนมรวมถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจริงการพัฒนาฐานบ้านเกินแห่งนี้ก็ไม่ใช่พัฒนาเป็นแค่โรงเรียนฝึกการบินแล้ว แต่น่าจะเป็นฐานทัพอากาศนอกประเทศของจีน รอยเตอร์ยังระบุอีกว่านักวิเคราะห์พบว่าการออกแบบทางวิ่งอาจเปิดทางให้ ต่อรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าในอนาคต รวมถึงเครื่องบินข่าวกรองและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้

ถึงจุดนี้สิ่งที่รอยเตอร์พยายามจะบอกให้โลกรู้คืออะไร เอย่าตอบได้เลยคะ มันคือความกลัวของกองทัพสหรัฐและการที่สหรัฐพยายามส่งข่าวนี้ผ่านทางรอยเตอร์ให้จีนทราบว่าฉันรู้นะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถามว่าจีนรู้ไหมว่าทำไมสหรัฐถึงแสดงท่าทีความกลัวออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็เพราะว่าที่ฐานบ้านเกินนี้เอง ในอดีตที่นี่คือ Lima Site 44 ในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นสนามบินที่ Air America ใช้งาน โดย Air America เป็นสายการบินที่มีความเชื่อมโยงกับ CIA และใช้สนับสนุนกำลังฝ่ายที่สหรัฐฯ สนับสนุนในลาว กล่าวง่ายๆคือ สหรัฐฯ เคยใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการลับในลาวจากนั้นหลายสิบปีต่อมา จีนกำลังสร้างศูนย์ทางทหารร่วมกับลาวบนพื้นที่เดียวกัน ถามว่าสิ่งที่สหรัฐรู้ว่าที่นี่มีข้อดีอย่างไร จีนและลาวก็ย่อมรู้เช่นกัน

ประเด็นคือ ณ วันนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าจีนกับอเมริกากำลังใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่รบในอนาคตในการขัดขวางการขยายอำนาจของจีนสังเกตได้จากฝั่งจีนนอกจากที่ลาวก็มีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ส่วนฝั่งสหรัฐก็มีฐานทัพในสิงคโปร์และฟิลิปินส์ ซึ่งหกมองฐานบ้านเกินที่มีที่ตั้งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 50 กิโลเมตรนี้แล้วละก็ ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆด้านความมั่นคง แต่หากจีนเลือกใช้ฐานบ้านเกินนี้เป็นสนามบินจีนนอกประเทศแล้วละก็ ย่อมมีผลกระทบด้านความมั่นคงแน่ เพราะไทยเราดำเนินนโยบายเป็นกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้มาตลอด หากวันหนึ่งเราถูกบีบให้จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลดีกับทางฝ่ายไทยเป็นแน่แท้ไม่ว่าจะถือหางข้างใคร เอย่าหวังว่ากลาโหมไทยคงตระหนักและรู้ทันถึงเหตุการณ์นี้และมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดินไทยในอนาคตไว้แล้วนะคะ

ที่มา : AYA

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

WORLD

ท่องเที่ยวปักกิ่งฟื้นแรง!! ทะลุ 23 ล้านคนใน 7 วัน หยุดยาววันชาติจีนคึกคัก ใช้จ่ายกว่า 2.95 หมื่นล้านหยวน สถานที่ยอดนิยม 10 แห่งในเมือง

ปักกิ่งรับทัพนักท่องเที่ยว ช่วงหยุดยาววันชาติ ทะลุ 23 ล้านคน

ปักกิ่ง, 8 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (7 ต.ค.) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนรายงานว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 23.45 ล้านคน ทำให้เกิดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวราว 2.95 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.48 แสนล้านบาท)

รายงานระบุว่าสถานที่หรือพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม 10 อันดับแรกของกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ได้แก่ ถนนคนเดินหวังฝู่จิ่ง พื้นที่ริมน้ำนานาชาติแม่น้ำเหลียงหม่า สวนป่าโอลิมปิก ย่านซีตัน ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ถนนคนเดินเฉียนเหมิน สวนสาธารณะเทียนถาน ย่านสือช่าไห่ ถนนหนานหลัวกู่เซี่ยง และพระราชวังฤดูร้อน

กรุงปักกิ่งได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันชาติจีนปีนี้มากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การทัศนศึกษาเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน การชมวิวริมน้ำยามค่ำคืน การสำรวจแกนกลางกรุงปักกิ่ง และการสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

นอกจากนั้นสถาบันทางวัฒนธรรมสาธารณะทั่วกรุงปักกิ่ง อาทิ ศูนย์วัฒนธรรมและห้องสมุด ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และศิลปะการแสดง รวม 986 รายการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 5 แสนครั้ง

ที่มา : Xinhua

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' !! 'กัวซิ่วหลาน' วัย 94 ปี สิ้นใจ ผู้รอดชีวิตเหตุสังหารหมู่เหลือ 20 คน ย้อนรำลึกเหตุการณ์ปี 1937 บันทึกความทรงจำถูกเก็บรักษาไว้

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' อีกหนึ่งราย ลดเหลือ 20 คนแล้ว

หนานจิง, 7 ต.ค. (ซินหัว) -- หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน รายงานว่า "กัวซิ่วหลาน" ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง สิ้นลมด้วยวัย 94 ปี ในวันพุธ (7 ต.ค.) ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียง 20 คน

บันทึกคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตที่จัดเก็บไว้ในหอรำลึกฯ ระบุว่ากัวซึ่งเกิดในปี 1932 ถูกพ่อแม่พาไปหลบซ่อนพร้อมกับพี่น้องในหลุมหลบภัยใต้ดินพร้อมกับเพื่อนบ้าน ขณะเกิดเหตุสังหารหมู่หนานจิงหลังจากกองทัพญี่ปุ่นยึดครองนครหนานจิงเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 1937 โดยกัวเล่าว่าทหารญี่ปุ่นยืนอยู่บริเวณปากทางและกราดยิงหลุมหลบภัยด้วยปืนกล พ่อแม่ของเธอและน้องสาวคนเล็กเสียชีวิต มีเพียงน้องสาวคนรองกับเธอเท่านั้นที่รอดชีวิต

ตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทหารญี่ปุ่นได้เข่นฆ่าพลเรือนและทหารไร้อาวุธชาวจีนราว 3 แสนราย ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ป่าเถื่อนที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงเสียชีวิตหลายรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้โดยตรงลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปี 2014 สภานิติบัญญัติระดับชาติของจีนได้กำหนดให้วันที่ 13 ธ.ค. เป็นวันรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง โดยรัฐบาลจีนได้เก็บรวบรวมคำบอกเล่าจากเหล่าผู้รอดชีวิตทั้งแบบลายลักษณ์อักษรและคลิปวิดีโอ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในมรดกความทรงจำโลกแห่งองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2015

(ภาพจากหอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นของจีน : กัวซิ่วหลาน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง)

ที่มา : Xinhua

‘ทาคาอิจิ’ ชูจีนเพื่อนบ้าน!! เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" เดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ รับมือประเด็นทะเลจีนและไต้หวัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ในวันจันทร์(5ต.ค.) เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ อันเนื่องจากความเห็นต่างๆนานาของเธอในประเด็นไต้หวันก่อนหน้านี้

"จีนเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญ และความสัมพันธ์ของเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นมานานหลายปี แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆนานาในปัจจุบัน" ทาคาอิจิกล่าวระหว่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อ้างอิงข้อมูลจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น "เราจะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างรอบด้าน" เธอระบุ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสื่อมทรามลงอย่างมากนับตั้งแต่ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ระบุว่าโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงถ้าไต้หวันถูกโจมตี แม้ปักกิ่งยืนกรานมาตลอดว่าเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา

ทาคาอิจิ บอกว่าญี่ปุ่นจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้, ความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนรอบๆญี่ปุ่น, มาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ, ความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่น และความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

"เราจะสานต่อการหารือเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆนานาที่มีร่วมกัน ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น และทำงานร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง" เธอบอก

ถ้อยแถลงล่าสุดของทาคาอิจิ มีขึ้นราว 1 สัปดาห์ หลังจาก ทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางเยือนปักกิ่งและพบปะกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และรองนายกรัฐมนตรีเหอ หลี่เฟิง โดยระหว่างนั้น หวัง อี้ ได้เรียกร้องขอให้ ทาคาอิจิ แก้ไขคำพูดของเธอเกี่ยวกับไต้หวัน และบอกว่ามีความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ภาวะปกติ

ในคำพูดที่ฉุดให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนดำดิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ทาคาอิจิ ประกาศกร้าวว่า การโจมตีใดๆของจีนที่เล่นงานไต้หวัน จะเข้าข่ายสถานการณ์ภัยคุกคามการอยู่รอดสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเปิดทางให้โตเกียวสามารถใช้สิทธิในการป้องกันตนเองร่วมได้

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มึนตึง เมื่อปีที่แล้ว จีน ได้แจ้งเตือนพลเมืองให้งดเดินทางเยือนญี่ปุ่น และกำหนดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆนานา ที่ว่ากันว่ามันส่งผลให้ปักกิ่งลดการป้อนอุปทานแร่แรร์เอิร์ธจำเป็นยิ่งต่อบริษัทญี่ปุ่นลงอย่างมาก

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่าในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา อ้างผลสำรวจจากภาคเอกชนแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการจัดหาแร่แรร์เอิร์ธ ในบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกของจีน

(ที่มา:อนาโดลู/ไทเปไทมส์)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000097023

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top