“รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลของมอสโกผ่านการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3”
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา (Russia–Africa Summit) ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 นายยูรี อูชาคอฟ (Yury Ushakov) ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วมการประชุม โดย 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีเอวาริสต์ เอ็นดายิชิมิเย (Évariste Ndayishimiye) แห่งบุรุนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 และกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป โดยครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่ม Global South และผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของฝรั่งเศสในภูมิภาคซาเฮล โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ ได้เปิดโอกาสให้รัสเซียเพิ่มบทบาททางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตกมากขึ้น
พัฒนาการความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาผ่านการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา
ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกามีรากฐานมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะการสนับสนุนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอาณานิคม การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือทางทหาร ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1991 บทบาทของรัสเซียในทวีปแอฟริกาลดลง ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินจะเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้งกรอบความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา โดยมีการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา มาแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง ดังนี้
1) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 ณ เมืองโซชี ค.ศ. 2019
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ณ เมืองโซชี โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกาในขณะนั้น ทำหน้าที่ประธานร่วม การประชุมมีผู้นำแอฟริกาเข้าร่วมประมาณ 43 ประเทศ และมุ่งวางรากฐานความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เกษตรกรรม การศึกษา และความมั่นคง ผลการประชุมสำคัญคือการรับรองปฏิญญาโซชี ซึ่งกำหนดแนวทางพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับแอฟริกา โดยเน้นหลักความเสมอภาค การเคารพอธิปไตย และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมครั้งแรกสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา พร้อมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในระบบระหว่างประเทศ
2) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 2023
การประชุมครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 กรกฎาคม ค.ศ. 2023 ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก แม้มีคณะผู้แทนจากประเทศแอฟริกาเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง แต่จำนวนผู้นำระดับประมุขแห่งรัฐที่เข้าร่วมลดลงเหลือ 17 ประเทศ สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแอฟริกากับรัสเซียในช่วงสงคราม ผลการประชุมสำคัญ ได้แก่ การรับรองปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ รัสเซียยังใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยประธานาธิบดีปูตินประกาศจัดส่งธัญพืชให้ประเทศแอฟริกาบางแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางความกังวลด้านราคาสินค้าเกษตรและผลกระทบจากสงครามยูเครน
3) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ค.ศ. 2026
การประชุมครั้งที่ 3 มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือจากสองครั้งที่ผ่านมา โดยมีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วม และ 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 2 วาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วยการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะพิจารณาปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับ ค.ศ. 2027–2029 เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในระยะต่อไป การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินว่ารัสเซียสามารถเปลี่ยนความร่วมมือทางการทูตไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด
ท่าทีและจุดยืนของรัสเซียต่อการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3
รัฐบาลรัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศแอฟริกาในฐานะส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มตะวันตก และการสร้างระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินมีแนวทางสนับสนุนให้ประเทศแอฟริกามีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ และยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ความเสมอภาคระหว่างรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมุ่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะเดียวกัน รัสเซียยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การฝึกอบรมกำลังพล และการจัดหายุทโธปกรณ์ให้แก่ประเทศคู่ร่วมมือ ในเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้รัสเซียขยายบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสและประเทศตะวันตกเคยมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและโครงสร้างความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ
บูร์กินาฟาโซกับการต่อต้านอิทธิพลฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในแอฟริกาตะวันตก
บูร์กินาฟาโซถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะการลดบทบาทของฝรั่งเศสและการขยายความร่วมมือกับรัสเซีย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2022 ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traoré) ขึ้นสู่อำนาจและดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตย การพึ่งพาตนเอง และการลดอิทธิพลของอดีตเจ้าอาณานิคม รัฐบาลตราโอเรวิพากษ์วิจารณ์ว่าความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและความไม่มั่นคงภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มปรับความสัมพันธ์ด้านการทหารและการต่างประเทศ
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซประกาศยุติข้อตกลงด้านการทหารกับฝรั่งเศส ซึ่งมีผลให้ทหารหน่วยรบพิเศษฝรั่งเศสประมาณ 400 นายต้องถอนกำลังออกจากประเทศ การถอนกำลังดังกล่าวเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในหมู่ประชาชนบางส่วน ซึ่งมองว่าการปรากฏตัวของกองกำลังฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความมั่นคงดีขึ้นตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านฝรั่งเศสไม่ได้หมายความว่าประชาชนบูร์กินาฟาโซทั้งหมดมีจุดยืนเดียวกัน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศและภูมิภาคอีกหลายประการ
ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทหารบูร์กินาฟาโซกับชาติตะวันตกขยายไปสู่ความสัมพันธ์กับประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) รัฐบาลทหารของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ กล่าวหาว่า ECOWAS ดำเนินนโยบายภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสและชาติตะวันตก โดยเฉพาะการใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นภายหลังการรัฐประหารในไนเจอร์เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ซึ่ง ECOWAS พิจารณามาตรการกดดัน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล (Alliance of Sahel States: AES) ภายใต้กฎบัตรลิปตาโก–กูร์มา (Liptako-Gourma Charter) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงร่วมกัน พันธมิตรดังกล่าวกำหนดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากประเทศสมาชิกถูกโจมตีหรือเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2024 ทั้งสามประเทศประกาศถอนตัวจาก ECOWAS ก่อนยกระดับ AES เป็นสมาพันธรัฐเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 การถอนตัวจาก ECOWAS มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2025 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม ECOWAS ยังคงเปิดช่องทางการเจรจากับทั้งสามประเทศ และอนุญาตให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์บางประการด้านการเดินทางและการค้าต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาว่า ECOWAS อยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสเป็นจุดยืนของรัฐบาลทหารทั้งสามประเทศ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าองค์กรดังกล่าวถูกควบคุมโดยรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง
หลังการลดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส บูร์กินาฟาโซเริ่มกระชับความร่วมมือกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาเศรษฐกิจ ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ประธานาธิบดีตราโอเรได้พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน และแสดงความสนใจขยายความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ผู้นำทั้งสองประเทศพบหารือกันที่กรุงมอสโก โดยฝ่ายรัสเซียยืนยันความพร้อมสนับสนุนบูร์กินาฟาโซในการต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังความมั่นคง ความร่วมมือดังกล่าวขยายไปสู่ระดับภูมิภาค โดยรัสเซียเพิ่มความสัมพันธ์กับสมาชิก AES ทั้งสามประเทศ ผ่านการสนับสนุนด้านการทหารและเทคนิค รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงอย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทของรัสเซียยังไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคซาเฮลยุติลง เนื่องจากบูร์กินาฟาโซและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเผชิญการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธและความไม่มั่นคงภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 บูร์กินาฟาโซส่งนายริมตาลบา ฌอง เอ็มมานูเอล อูเอดราโอโก (Rimtalba Jean Emmanuel Ouédraogo) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีอิบราฮิม ตราโอเร โดยเดินทางออกจากกรุงวากาดูกูเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 รัฐบาลบูร์กินาฟาโซระบุว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะเยาวชน ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวสะท้อนว่า บูร์กินาฟาโซไม่ได้มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบายพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ บูร์กินาฟาโซจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและการสร้างกลไกความมั่นคงทางเลือก
การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบูร์กินาฟาโซกับฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ปรากฏในประเทศมาลีและไนเจอร์ ซึ่งต่างลดความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสและเพิ่มความสัมพันธ์กับรัสเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสทยอยถอนกำลังทหารออกจากหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล ขณะที่รัฐบาลทหารบางประเทศหันไปพัฒนาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน โดยรัสเซียพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส ผ่านความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกอบรม การจัดหาอาวุธ และความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าแอฟริกาตะวันตกทั้งหมดได้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย เนื่องจากหลายประเทศยังรักษาความร่วมมือกับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่น ๆ ควบคู่กัน ขณะเดียวกัน การถอนตัวของสมาชิก AES ออกจาก ECOWAS อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการประสานงานด้านการค้า การเคลื่อนย้ายประชาชน และการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามพรมแดน ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค
พัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาและกรณีบูร์กินาฟาโซสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสามมิติ
ประการแรก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาอย่างชัดเจน รัสเซียพยายามขยายเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกาเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศแอฟริกาหลายแห่งใช้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
ประการที่สอง ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ กรณีบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายสามารถส่งผลต่อการปรับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในระยะยาว การจัดตั้ง AES และการถอนตัวจาก ECOWAS เป็นตัวอย่างของความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือทางเลือกที่เน้นอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิก แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อท้าทายด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับรัสเซีย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาฝรั่งเศสและชาติตะวันตก แต่ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศคู่ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยควรติดตาม เนื่องจากสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลระหว่างประเทศ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับประเทศแอฟริกา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคซาเฮล และบทบาทของกลไกความมั่นคงทางเลือกอย่าง AES นอกจากนี้ ควรศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อการจัดหาอาวุธ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนแนวโน้มที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะใช้ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ
สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกา เพื่อเพิ่มบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจและการลดการพึ่งพาความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก กรณีบูร์กินาฟาโซเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยรัฐบาลภายใต้การนำของอิบราฮิม ตราโอเรดำเนินนโยบายลดอิทธิพลฝรั่งเศส ยุติความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส และร่วมกับมาลีและไนเจอร์จัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล ก่อนถอนตัวจาก ECOWAS อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ขณะเดียวกัน รัสเซียได้ใช้โอกาสดังกล่าวขยายความร่วมมือด้านการทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกับประเทศสมาชิก AES ซึ่งสะท้อนความพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลสูง ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมรัสเซีย–แอฟริกาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแข่งขันของมหาอำนาจในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจและกลไกความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรัสเซียในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินข้อตกลงให้เกิดผลจริง และการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศแอฟริกา ซึ่งมีผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรติดตาม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง