Sunday, 7 June 2026
NEWS

รศ.ดร.กิริยา เศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้บอร์ดปรับแรงงาน!! ปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ เคาะฐานเงินเฟ้อ 2.9% ทุกปี เสนอขยายสาขาเพิ่มความโปร่งใส จี้รัฐช่วยลดภาระ SMEs

หนุนปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ แนะเคาะเพิ่มทุกปีตาม ‘เงินเฟ้อ’ จี้รัฐลดค่าครองชีพ ไม่โยนภาระ SMEs

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางที่ดี แต่ควรอธิบายที่มาตัวเลข 2.9% ที่ใช้เป็นฐานคำนวณให้ชัด พร้อมเดินหน้า “ขยายกลุ่มอาชีพ – ยกระดับความโปร่งใสระบบไตรภาคี - ส่งเสริมการรวมตัวส่งเสียงถึงระดับนโยบาย” ระบุ ขึ้นค่าจ้างตามฝีมือไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ปรับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และต้องไม่โยนให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่รัฐควรช่วยลดค่าครองชีพด้วย

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณ พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ แต่คณะกรรมการค่าจ้างก็ควรชี้แจงถึงหลักเกณฑ์หรือที่ไปที่มาของตัวเลข 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้ในแต่ละสาขาอาชีพ ว่ามาได้อย่างไรด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ สามารถประเมินความเหมาะสมของตัวเลขได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 เพราะตัวเลขเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะช่วยรักษากำลังซื้อของแรงงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานในการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประกอบด้วย

1. การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือของตัวเอง

2. ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตั้งอยู่บนข้อมูลด้านค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพ มากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง ขณะเดียวกัน ควรมีการปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เข้าไปเป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี ฯลฯ

3. ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงของผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องมีความเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ราว 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ของค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ ทั้งสองส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน และในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอดเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำนวณว่าครอบครัวที่อยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรจะต้องมีรายได้ที่อัตราเท่าใดจึงจะสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่ไม่อัตคัดจนเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปมีการใช้เรื่องนี้มากดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เลยว่า หากมีการจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็อาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไม่ควรโยนภาระเรื่องการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระของ SMEs เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการช่วยลดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

“ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์” ขยายที่ไทย!! จับมือ GPS2GO เสริมแกร่งตลาด ขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรในไทย ผสานแพลตฟอร์มระดับโลกและท้องถิ่น ผลักดันโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะทั่วอาเซียน

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ปักหมุดอาเซียน ประกาศซื้อกิจการ GPS2GO ในไทย

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) ประกาศเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ชั้นนำของไทยอย่าง GPS2GO โดยเป็นความเคลื่อนไหวในทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาค

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานปฏิบัติงานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โซลูชันเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนทีมงานในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดรากฐานธุรกิจเดิมของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ในตลาดไทย ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขาย

ไทยมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรายใหญ่ครอบคลุมทั้งรถบรรทุก รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการที่ลูกค้าหลายรายของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ การดูแลพื้นที่โดยตรงจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในกลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ คุณหทัยชนก ลีฬหาทร จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO ควบคู่กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ อย่างมั่นคงในเฟสต่อไป

“การขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่บนแผนที่ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดด้วยทีมงานในพื้นที่ ในตลาดยานยนต์ที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค” คุณสตีฟ ซีโอลิส (Steve Siolis) ซีอีโอของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ กล่าว “การจับมือกับ GPS2GO เปิดโอกาสให้เรานำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในท้องถิ่น มาหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา เพื่อมอบโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะให้แก่กลุ่ม OEM และลูกค้าระดับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค”

“ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตของ GPS2GO ในเฟสต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างแข็งแกร่งในไทย มาต่อยอดเพื่อดูแลสนับสนุนลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณหทัยชนก ลีฬหาทร ผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO กล่าว “การผสานองค์ความรู้ที่เราศึกษามาอย่างเจาะลึกในตลาด เข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ทำให้เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมยึดมั่นในรากฐานอันแข็งแกร่งในระดับสากล”

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขยายระบบนิเวศ e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ นั้นหลอมรวมระบบเทเลเมติกส์ ฮาร์ดแวร์ IoT ระบบเครือข่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะบนคลาวด์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับโปรแกรมของผู้ผลิต OEM การบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ ตลอดจนระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา โดยยังคงเดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล ด้วยการเข้าซื้อกิจการและการจับมือเป็นพันธมิตรในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์อัจฉริยะที่มีความเชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในตลาดหลัก ๆ ทั่วโลก

“ญี่ปุ่น” ย้ายซ้อมบอลโลก!! ย้ายสนามซ้อมหลังสนามเดิมแย่ เตรียมตัวชิงชัยฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ตูนีเซีย แคมป์หลักที่แนชวิลล์พร้อมรับทีมซามูไร

ญี่ปุ่น ได้ทำการย้ายสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สภาพสนามซ้อมที่แรกของพวกเขาในเม็กซิโกนั้นแย่มาก

ญี่ปุ่น ทีมดังจากเอเชีย จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในกลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ ตูนีเซีย

โดยเริ่มแรกทีมซามูไรบลู ได้ทำการฝึกซ้อมที่สนามซ้อมของสโมสรติเกรส ทีมดังในลีกเม็กซิโก แต่ปรากฎว่าสภาพของสนามนั้นแย่มาก ทั้งเป็นหลุมและไม่เรียบ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และเมื่อมีคนเผยคลิปการซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นนั้น ทางโซเชียลมีเดียของเม็กซิโกก็พากันออกมาวิจารณ์ถึงสนามซ้อมของติเกรสกันอย่างหนัก

และล่าสุดอีเอสพีเอ็นรายงานว่าทางทีมชาติญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายแคมป์ซ้อมไปใช้สนามเอล บาร์เรียลของสโมสรมอนเตอร์เรย์แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้แคมป์ซ้อมอย่างเป็นทางการของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่แนชวิลล์ ซึ่งพวกเขาจะเดินทางไปถึงที่นั่นในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10271100

กัมพูชาเปิดเกม UNCLOS ปมทะเลทับซ้อนไทย!! ตั้งกูรูกฎหมายทะเลแล้ว ขีดเส้นไทย 21 วัน ส่งผู้แทนสู้ปมทะเลทับซ้อน กัมพูชาย้ำไม่ทิ้งเจรจา แต่ย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง 2 คน ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ขณะที่ประเทศไทยได้รับกรอบเวลา 21 วัน ในการเสนอชื่อผู้แทนของตนเอง ตามการเปิดเผยของนายจัน รัตนา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

โฆษกระบุเพิ่มเติมว่า หากไทยไม่แต่งตั้งผู้แทนภายในระยะเวลาที่กำหนด องค์การสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งแทนประเทศไทย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระหว่างนายปรัก โสคอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับผู้แทนคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศรวม 47 แห่ง

กัมพูชาได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อทั้งประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ถึงการตัดสินใจเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กรณีข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน

ตามแหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการ กัมพูชาได้เลือกนายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง ให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีบทบาทช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2016-2018

ขณะที่ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง เคยมีบทบาทในหลายคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ

นายจัน รัตนา ระบุว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งครบถ้วนแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่กำกับและนำกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน

กัมพูชาเลือกใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หลังจากไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 2544 ซึ่งเดิมเคยเป็นกรอบการเจรจาทวิภาคีด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำว่า การที่กัมพูชาตัดสินใจใช้กลไก UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งการเจรจา แต่เป็นการย้ายการหารือเข้าสู่กรอบกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427893739365106&set=a.357607419727082

POLITICS

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย

ECONBIZ

ร้านอาหารโตโดดเด่น!! ยอดขายทะลุล้านในโครงการใหม่ ปุ๊ เย็นตาโฟใช้สูตรลับเพิ่มมูลค่าออเดอร์ PREP & POUR ยอดขายโตเกือบ 10 เท่า แกร็บฟู้ดสนับสนุนโครงการ 60/40 ค่าคอม 9%

เปิดใจ 2 ร้านสุดปัง โกยออเดอร์ทะลุล้าน-ยอดขายโต 10 เท่า
ถอดสูตรความสำเร็จเดลิเวอรีพร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก่อนที่จะเปิดให้ร้านอาหารลงทะเบียนเลือกเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ หลายแพลตฟอร์มได้ทำแคมเปญพิเศษเพื่อขานรับโครงการฯ อย่างแกร็บฟู้ดที่มีการลดค่าคอมมิชชันให้เหลือ 9% แถมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งเพื่อสนับสนุนเหล่าร้านอาหาร ซึ่งหากย้อนดูความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เมื่อปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารหลายแห่งที่สามารถต่อยอดโอกาสจากโครงการดังกล่าวจนสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ  “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ที่สามารถสร้างรายได้ทะลุหลักล้าน และ “PREP & POUR by Kitchen 501” ที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องสูงเกือบ 10 เท่าแม้จะจบโครงการไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

“ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” 

ราคาดี ระบบเป๊ะ สูตรลับยอดขายโตทะลุล้าน 

สำหรับร้าน “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ภายใต้การดูแลของ นุ้ย - อรุณี เอื้อวิทยาศุภร เบื้องหลังยอดขายทะลุล้านมาจากแนวคิด “อาหารคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” รวมถึงการใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าออเดอร์ผ่านการนำเสนอตัวเลือกท็อปปิ้งมากกว่า 15 อย่างเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามความชอบ ซึ่งเห็นได้ชัดจากช่วงคนละครึ่งพลัสที่ลูกค้ามีการสั่งตัวเลือกท้อปปิ้งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ จนทำให้มูลค่าต่อออเดอร์สูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันทางร้านยังให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสั่งวัตถุดิบตรงจากต้นทาง และการตั้งราคาที่เข้าถึงได้เพื่อขยายฐานลูกค้าในระยะยาว

แม้การขายอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง    มาตลอด 10 ปี และเพื่อให้ไม่พลาดโอกาสของธุรกิจ เมื่อมีโครงการคนละครึ่งพลัสในปีที่ผ่านมา ทางร้านจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บฟู้ด จนยอดขายเดลิเวอรีในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวและทำรายได้ทะลุหลักล้านภายในระยะเวลา 2 เดือน ทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เกือบ 70% 

“ช่วงที่ออเดอร์เข้ามาพร้อมกันจำนวนมากถือเป็นช่วงที่ท้าทายมาก แต่ระบบการจัดการคำสั่งซื้อของแกร็บฟู้ดช่วยให้ร้านบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้นมาก ทางร้านสามารถเลือกกดรับออเดอร์เพื่อจัดการเวลาในการเตรียมอาหารให้เหมาะสมกับการส่งต่อให้กับไรเดอร์ หรือปิดรับออเดอร์ชั่วคราวเพื่อระบายงานในครัวได้ ทำให้ทุกออเดอร์ถูกจัดการตามลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการความคาดหวังของลูกค้า ลดปัญหาการโทรติดตามอาหารหรือไรเดอร์มารอหน้าร้าน เพราะทุกฝ่ายเห็นเวลาการจัดส่งที่ชัดเจนตรงกัน” อรุณี กล่าว 

“ทุกวันนี้หากร้านอาหารยังไม่เปิดขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก เพราะช่องทางนี้เปรียบเสมือนการขยายสาขาไปถึงบ้านลูกค้าโดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้านใหม่ โดยเฉพาะในช่วงโครงการของรัฐอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซึ่งหากร้านสามารถส่งมอบคุณภาพและบริการที่ดีได้ตั้งแต่ครั้งแรก ก็มีโอกาสต่อยอดเป็นลูกค้าประจำได้ในระยะยาวทั้งในแอปฯ และหน้าร้าน” อรุณี กล่าวเสริม

โครงการรัฐคือโอกาส คุณภาพคือความยั่งยืน

“PREP & POUR by Kitchen 501” ยอดขายพุ่งสูงเกือบ 10 เท่า

“PREP & POUR by Kitchen 501” ร้านอาหารเดลิเวอรีสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดของ พิม - ศิริพิม อภินันทกุลชัย ที่เกิดจากความตั้งใจยกระดับอาหารเดลิเวอรีให้เป็นมื้อคุณภาพ โดยนำประสบการณ์จากธุรกิจ Chef’s Table มาผสานกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพ 

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ร้านเริ่มเปิดดำเนินการและยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ จากเดิมที่เคยลองผิดลองถูกร่วมเปิดร้านในหลายแพลตฟอร์ม แต่เมื่อโค้งสุดท้ายก่อนถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เธอเลือกเข้าร่วมกับแกร็บฟู้ด พร้อมลงโฆษณาบน GrabAds เพื่อเพิ่มการมองเห็น จนเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “ข้าวสตูว์เนื้อ” และ “ข้าวหน้าไก่ซูวี” กลายเป็นกระแสบอกต่อและครองใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 

“คนละครึ่งพลัสถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ร้านมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ออเดอร์ แต่ในช่วงโครงการฯ ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 40–50 ออเดอร์ต่อวัน โดยสิ่งที่ทำให้ร้านเติบโตต่อเนื่องหลังจบโครงการฯ คือการนำข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ามาวิเคราะห์แบบวันต่อวัน จนนำมาสู่การจัดเซ็ตเมนูขายดี อย่าง ‘Full Set เซ็ตอิ่มจบในชุดเดียว’ และ ‘Duo Deal เมนูสั่งคู่ถูกกว่า’ เพื่อเพิ่มยอดขายต่อบิล” ศิริพิม กล่าว 

อีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใส่ใจทุกรีวิวหรือเสียงตอบรับจากลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการ จนทำให้ร้านสามารถเปลี่ยนลูกค้าใหม่จากช่วงแคมเปญให้กลายเป็นลูกค้าประจำ อีกทั้งยังต่อยอดสู่การทำอาหารกล่องสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate Catering) ได้สำเร็จโดยมียอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่าช่วงเริ่มต้นเปิดร้านถึงเกือบ 10 เท่า

“สำหรับเรา การเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรีคือการเลือกพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยให้ร้านเติบโต อยากฝากถึงผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ที่กำลังจะเริ่มเร็วๆ นี้ว่า รูปอาหารคือประตูบานแรกที่ดึงลูกค้าเข้ามาแต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งซื้อซ้ำคือ คุณภาพอาหารที่ดี รสชาติคงที่ และต้องเสิร์ฟได้จริงเหมือนในภาพ เพราะความประทับใจในมื้อแรกคือจุดเริ่มต้นของลูกค้าประจำในระยะยาว” ศิริพิม กล่าวปิดท้าย
นี่คือผลลัพธ์เมื่อคุณภาพของร้านอาหารผสานเข้ากับระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเทคโนโลยีสนับสนุนและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในปีนี้ แกร็บฟู้ด พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสนับสนุนการต่อยอดโอกาสจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่กำลังจะมาถึง พร้อมเปิดรับร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯกับแกร็บฟู้ด เพื่อรับค่าคอมมิชชันพิเศษ 9% เสริมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้ง ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและสิทธิประโยชน์ของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง https://merchant.grab.com/th-th/blog/tct26 หรือ LINE Official: @GrabMerchantTH

* แอปสั่งอาหารยอดนิยมอันดับ 1 ในไทยปี 2025 โดย Kantar

“ซิน เคอ หยวน” ลุยผลิตเต็มกำลัง!! กลับมาผลิตเต็มกำลัง ผลสอบ DSI-สมอ.ผ่าน ราคาย่อมเยา บรรเทาภาระตลาด ย้ำมาตรฐานแข็งแรงชัดเจน

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง หลังผลสอบ ดีเอสไอ - สมอ. สิ้นสุด ยืนยันเหล็กผ่านมาตรฐาน ราคาแข่งขันได้

ระยอง 5 มิถุนายน 2569 – บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ขอบคุณรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ ภายหลังหยุดดำเนินกิจการเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์มาตรฐานการผลิตเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี

แถลงกรณ์ ระบุว่า ผลการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ปรากฏข้อบ่งชี้การกระทำความผิดตามประเด็นที่มีการตรวจสอบ และผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่เข้าสู่กระบวนการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่กำหนด

ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การดำเนินงานของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค เลขสืบสวน 54/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” นั้น บริษัทระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด พร้อมเตรียมส่งมอบตัวอย่างที่ตรวจยึดคืนให้แก่บริษัทตามขั้นตอนตามกฎหมาย

ขณะที่การตรวจสอบด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับสถาบันยานยนต์และสถาบันไทย-เยอรมัน ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจากการทดลองเดินเครื่องจักรรวม 56 ชุด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางวิศวกรรมและนิติวิทยาศาสตร์

ผลการทดสอบพบว่า เหล็กเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24 และเหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T ทุกขนาด ตั้งแต่ DB10 ถึง DB32 มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยผลการทดสอบดังกล่าวได้ส่งต่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้ประกอบการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

บริษัทฯ ยังชี้แจงถึงการใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก โดยมีจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพโลหะ ความแม่นยำของกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมมลพิษทางอากาศ

ตามข้อมูลของบริษัท ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทยมากกว่า 11 แห่งที่ใช้เทคโนโลยี IF มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดเหล็กเส้นภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 รวมทั้งสามารถรองรับการผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขั้นสูง

นายเขมพัสตร์ กิตติภักดีกุล ผู้จัดการบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ และยึดหลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย โดผลยการตรวจสอบที่ปรากฏถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท 

ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่าผลการทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่าเหล็กของบริษัทเป็นสาเหตุของเหตุการณ์อาคารถล่มที่เป็นประเด็นในสังคมก่อนหน้านี้

“เราตั้งใจจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล็กที่ได้มาตรฐานในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดเหล็กภายในประเทศ” ผู้จัดการบริษัท ซินเคอหยวน กล่าว 

นายเขมพัสตร์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยืนยันจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในระยะยาว

“เคทีซี” ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย!! ช่วยลูกหนี้เข้าถึงทางออก ไม่มีค่าใช้จ่าย ยุติหนี้อย่างเป็นธรรม มหกรรมครั้งล่าสุดเจรจานับพันราย เตรียมขยายกิจกรรมทั่วประเทศ

เคทีซี–กรมบังคับคดี ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย สร้างกลไกให้สังคมจัดการหนี้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงท้าทาย “การมีอยู่ของหนี้” อาจไม่ใช่ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ “การไม่มีพื้นที่ในการหาทางออก” ต่างหากที่ทำให้หลายกรณีเดินไปถึงจุดตัน จากประสบการณ์ทำงานด้านลูกหนี้ของเคทีซี พบว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่ขาดโอกาสในการพูดคุยเพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชีวิตจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นหนึ่งใน insight สำคัญที่ไม่เคยถูกพูดถึงในเชิงระบบมาก่อน

เพื่อขยายโอกาสดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด และกรมบังคับคดี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่กลาง” ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2569 ในฐานะกลไกที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้สามารถกลับมาเจรจาและร่วมกันออกแบบทางออกใหม่ได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” กล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากการทำงานอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้จำนวนมากไม่ได้จบที่ตัวเลข แต่จบลงเพราะขาดโอกาสในการพูดคุย หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น ความกังวลว่าการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยจะต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่กดดันหน่วงเหนี่ยว หรืออาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริง พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างปลอดภัย เป็นกลาง และเป็นธรรม การไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือกลไกของความเป็นไปได้ ที่ช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้กลับมาทบทวนทางเลือก และร่วมกันหาทางออกที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ในแต่ละกรณี แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การจัดการหนี้ในสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินต่อไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน”หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การจ่ายหนี้ แต่อยู่ที่ความไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุย”

จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่

การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดระยอง เป็นภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้รวม 1,195 ราย คิดเป็นภาระหนี้รวมกว่า 209 ล้านบาท โดยมีนายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี และนางภัสร์ฐิตา เตชะพงษ์ภินันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายพลัฐ หิรัญสิริสมบัติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี และคณะผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมชมงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเจรจาที่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ยังชี้ให้เห็นว่า

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น เมื่อกระบวนการไม่อยู่ในรูปแบบเผชิญหน้า
  • หน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่สร้างความเชื่อมั่น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การมีโครงสร้างการเจรจาที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเคทีซียังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการประนอมหนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกรณีศึกษาต่างๆ ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย  ราชภัฏเพชรบุรี โดยวิทยากรจากฝ่ายงาน Litigation “เคทีซี” และกรมบังคับคดีร่วมบรรยาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสิทธิ ทางเลือก และผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางก่อนการตัดสินใจ 

ขยายกลไกระดับพื้นที่ สู่โอกาสของทั้งระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการทดลองและขยาย “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้การจัดการหนี้ในสังคมไทยมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น เคทีซีและพันธมิตรเตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งถัดไป ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดลพบุรี เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ผู้เข้าร่วมสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.ktc.co.th/mediation หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 631 3399 และ 02 631 3668  พร้อมจัดเตรียมเอกสารเพื่อเข้าร่วมงานฯ ดังนี้

กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง

  1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า จำนวน 1 ชุด
  2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

    กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน

         1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) จำนวน 1 ชุด

         2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
  2. หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

แนวคิดเบื้องหลัง: จาก “ภาระส่วนบุคคล” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมของสังคม”

การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อ “หนี้” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไปสู่การเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อมีพื้นที่ที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้าง และกระบวนการที่เป็นธรรม หนี้จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่ข้อพิพาท แต่สามารถจบลงด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและก้าวต่อไปได้พร้อมกัน

LITE

7 มิถุนายน 2197 วันราชาภิเษกพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ผู้วางรากฐานแฟชั่นฝรั่งเศส ให้กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก จุดเริ่มต้นอำนาจอ่อนฝรั่งเศสผ่านแฟชั่น ศิลปะ และความหรูหรา

วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 หรือ ค.ศ. 1654 เป็นวันที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทรงเข้าพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารแร็งส์ และได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ แม้พระองค์จะขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ในปี ค.ศ. 1643 ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แต่พิธีราชาภิเษกในปี ค.ศ. 1654 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศพระราชอำนาจของกษัตริย์หนุ่ม ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นที่รู้จักในพระสมัญญานามว่า “สุริยกษัตริย์” หรือ The Sun King พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส และเป็นกษัตริย์ผู้ทำให้ราชสำนักฝรั่งเศสกลายเป็นต้นแบบแห่งความหรูหรา อำนาจ และรสนิยมของยุโรป โดยเฉพาะพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งภายหลังกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม ศิลปะ และแฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศส

หนึ่งในมรดกสำคัญของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือการทำให้ “แฟชั่น” กลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องแต่งกายเพื่อความงดงามเท่านั้น แต่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงฐานะ ความจงรักภักดี และลำดับชั้นในราชสำนัก ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ต้องแต่งกายตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างเคร่งครัด การแต่งกายจึงกลายเป็นภาษาทางการเมืองที่บ่งบอกว่าใครมีตำแหน่ง มีอำนาจ และได้รับความโปรดปรานเพียงใด

ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นเวทีแห่งการแสดงความมั่งคั่งและความประณีต เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ ลูกไม้ เครื่องประดับ วิกผม รองเท้าส้นสูง และเครื่องแต่งกายที่ประณีต ล้วนถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจและความยิ่งใหญ่ แฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศสจึงมิได้เป็นเพียงรสนิยมส่วนพระองค์ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นแบบอย่างที่ชนชั้นสูงทั่วยุโรปต้องการเลียนแบบ

ก่อนยุคหลุยส์ที่ 14 ขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากนิยมแฟชั่นจากราชสำนักสเปน ผ้าไหมจากมิลาน กระจกและลูกไม้จากเวนิส รวมถึงพรมจากบรัสเซลส์ แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงผลักดันให้อุตสาหกรรมหรูหราของฝรั่งเศสเติบโตขึ้น เพื่อให้ฝรั่งเศสผลิตสินค้าคุณภาพสูงของตนเอง และลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ นโยบายนี้ทำให้ผ้าไหม ลูกไม้ เครื่องประดับ น้ำหอม เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลป์ของฝรั่งเศสได้รับการยกระดับ จนกลายเป็นสินค้าชั้นนำของยุโรป

บทบาทของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อวงการแฟชั่นจึงมีทั้งมิติทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พระองค์ทรงเข้าใจดีว่าความหรูหราในราชสำนักสามารถสร้างภาพลักษณ์ของชาติ และทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำด้านรสนิยมได้ เมื่อขุนนางและราชสำนักต่างชาติพยายามเลียนแบบแฟชั่นฝรั่งเศส ก็เท่ากับเป็นการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสไปทั่วทวีปยุโรป

หนึ่งในภาพจำสำคัญของยุคหลุยส์ที่ 14 คือรองเท้าส้นสูงและพื้นรองเท้าสีแดง ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงและความใกล้ชิดกับราชสำนัก รองเท้าส้นสูงในยุคนั้นไม่ได้เป็นแฟชั่นของสตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องแต่งกายของบุรุษชนชั้นสูงด้วย โดยเฉพาะในราชสำนักฝรั่งเศสที่ความสูง ความสง่างาม และท่วงท่าการเดินล้วนมีความหมายทางสังคม

อีกหนึ่งเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงคือวิกผมขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความสง่างามและสถานะของบุรุษชนชั้นสูงในยุโรป วิกผมในราชสำนักฝรั่งเศสไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ แต่ยังกลายเป็นแฟชั่นที่แพร่หลายไปยังราชสำนักอื่น ๆ จนกลายเป็นภาพจำของชนชั้นนำยุโรปในศตวรรษที่ 17

ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แฟชั่นจึงถูกยกระดับจากความสวยงามส่วนบุคคลไปสู่เครื่องมือแห่งรัฐ ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นโรงละครแห่งอำนาจที่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย พิธีการ มารยาท ไปจนถึงสถาปัตยกรรม ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์คือศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเมืองหรือการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง “อำนาจอ่อน” หรือ soft power ในแบบที่โลกยุคใหม่เข้าใจได้ชัดเจน พระองค์ทำให้รสนิยมฝรั่งเศสกลายเป็นมาตรฐานแห่งความหรูหรา และวางรากฐานให้กรุงปารีสและฝรั่งเศสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลกในเวลาต่อมา

แม้เวลาจะผ่านมาหลายศตวรรษ แต่อิทธิพลของยุคหลุยส์ที่ 14 ยังคงสะท้อนอยู่ในภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะประเทศแห่งแฟชั่น ศิลปะ ความหรูหรา และรสนิยมชั้นสูง จากราชสำนักแวร์ซายสู่รันเวย์แฟชั่นยุคใหม่ เส้นทางนี้ล้วนมีรากฐานสำคัญจากยุคที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำให้การแต่งกายกลายเป็นภาษาของอำนาจและวัฒนธรรม

ดังนั้น วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 จึงไม่ใช่เพียงวันราชาภิเษกของกษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ฝรั่งเศสค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรม ความหรูหรา และแฟชั่นของยุโรป พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้รับการจดจำไม่เพียงในฐานะ “สุริยกษัตริย์” ผู้ทรงอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นกษัตริย์ผู้วางรากฐานให้แฟชั่นกลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของฝรั่งเศสสืบมาจนถึงปัจจุบัน

6 มิถุนายน 2487 วันดี-เดย์ ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่การปลดปล่อยยุโรปจากนาซี สัญลักษณ์ความกล้าหาญและสันติภาพ

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 วันดี-เดย์ ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2

วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 หรือ ค.ศ. 1944 เป็นวันที่โลกจดจำในชื่อ “วันดี-เดย์” หรือ D-Day วันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดฉากปฏิบัติการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่ชายฝั่งนอร์มังดี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เพื่อเริ่มต้นการปลดปล่อยยุโรปตะวันตกจากการยึดครองของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “โอเวอร์ลอร์ด” หรือ Operation Overlord ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้ระดมกำลังทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เข้าโจมตีแนวป้องกันของกองทัพเยอรมันบริเวณชายฝั่งนอร์มังดี การยกพลขึ้นบกครั้งนี้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกกลับเข้าสู่ยุโรปตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนถึงวันดี-เดย์ ยุโรปส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนาซีเยอรมนี ฝรั่งเศสถูกยึดครองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 ขณะที่ประชาชนในหลายประเทศต้องเผชิญกับการปกครองอันโหดร้าย การกดขี่ และสงครามที่ยืดเยื้อ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงวางแผนเปิดแนวรบใหม่ทางตะวันตก เพื่อบีบให้เยอรมนีต้องรับศึกหลายด้าน ทั้งจากกองทัพโซเวียตทางตะวันออก และจากกองทัพสัมพันธมิตรทางตะวันตก

ในเช้ามืดวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ทหารจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และชาติพันธมิตรอื่น ๆ เริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ชายฝั่งนอร์มังดี พร้อมการสนับสนุนจากกองทัพเรือและกองทัพอากาศ เป้าหมายของการยกพลขึ้นบกถูกแบ่งออกเป็น 5 ชายหาดหลัก ได้แก่ ยูทาห์ โอมาฮา โกลด์ จูโน และซอร์ด ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความสำคัญต่อการตั้งหัวหาดและเปิดทางให้กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรรุกลึกเข้าสู่ฝรั่งเศส

ชายหาดโอมาฮากลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ถูกจดจำมากที่สุด เนื่องจากทหารฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการยิงตอบโต้อย่างหนักจากกองทัพเยอรมัน แนวป้องกันที่แข็งแกร่งของนาซี ตลอดจนสภาพภูมิประเทศที่เสียเปรียบ ทำให้การขึ้นฝั่งเป็นไปด้วยความยากลำบากและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงเดินหน้าฝ่ากระสุนและสิ่งกีดขวาง เพื่อยึดพื้นที่ชายฝั่งให้ได้

ขณะเดียวกัน กองกำลังพลร่มและหน่วยรบพิเศษถูกส่งลงพื้นที่หลังแนวข้าศึก เพื่อทำลายสะพาน ตัดเส้นทางเสริมกำลัง และสนับสนุนการยกพลขึ้นบกจากทะเล ปฏิบัติการทั้งหมดต้องอาศัยการประสานงานอย่างละเอียดระหว่างกำลังทางบก เรือรบ เครื่องบินรบ หน่วยข่าวกรอง และการลวงข้าศึก เพื่อให้ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถคาดเดาจุดขึ้นบกหลักได้อย่างแม่นยำ

แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก แต่ในที่สุดก็สามารถตั้งหัวหาดที่นอร์มังดีได้สำเร็จ ความสำเร็จในวันดี-เดย์เปิดทางให้กองทัพสัมพันธมิตรรุกเข้าสู่ฝรั่งเศส และนำไปสู่การปลดปล่อยกรุงปารีสในเวลาต่อมา ก่อนที่สงครามในยุโรปจะสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของนาซีเยอรมนีในปี ค.ศ. 1945

วันดี-เดย์จึงไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความเสียสละ และความกล้าหาญของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศที่ถูกยึดครองจากระบอบเผด็จการนาซี ทหารจำนวนมากต้องเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ทันได้เหยียบแผ่นดินฝรั่งเศส ขณะที่อีกจำนวนมากต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสงครามเพื่อเปิดทางสู่เสรีภาพ

ความสำคัญของดี-เดย์ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ว่า เสรีภาพและสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย ความร่วมมือ และการตัดสินใจครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีจึงเป็นเหตุการณ์ที่โลกยังคงรำลึกถึงในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2

ปัจจุบัน ชายฝั่งนอร์มังดีในฝรั่งเศสยังคงเป็นสถานที่รำลึกถึงทหารฝ่ายสัมพันธมิตรและพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หลายพื้นที่ถูกจัดตั้งเป็นสุสาน อนุสรณ์สถาน และพิพิธภัณฑ์ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวันดี-เดย์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และจดจำว่า สงครามนำมาซึ่งความสูญเสียเพียงใด และเหตุใดมนุษยชาติจึงต้องร่วมกันปกป้องสันติภาพ

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 จึงเป็นหนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์โลก วันที่เสียงปืนใหญ่ เสียงเครื่องบิน และเสียงคลื่นทะเลที่นอร์มังดี กลายเป็นเสียงประกาศการเริ่มต้นปลดปล่อยยุโรปจากเงื้อมมือของนาซี และเป็นวันที่ความกล้าหาญของผู้คนจำนวนมากได้เปลี่ยนทิศทางของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาล

5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย ภาพจำสำคัญในประวัติศาสตร์เกษตรไทย

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเกษตรไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินไปยังเกษตรกลางบางเขน พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทอดพระเนตรการทำนาและกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ณ แปลงนาหลังตึกขาว ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณตึกพืชพรรณของกรมวิชาการเกษตร ภายในพื้นที่เกษตรกลางบางเขน เหตุการณ์นี้ได้รับการจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรไทย และต่อ “ข้าวไทย” ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชาติ

ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน ข้าวมิได้เป็นเพียงอาหารหลักของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการด้านการเกษตร และทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง จึงมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพระราชพิธีหรือพระราชกรณียกิจทั่วไป

ภาพแห่งการทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงประเทศชาติ พระราชกรณียกิจดังกล่าวเปรียบเสมือนการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงบุคลากร นักวิชาการ และนิสิตด้านการเกษตร ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ถือเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่พระมหากษัตริย์ไทยและสมเด็จพระอนุชาเสด็จฯ เยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก การเสด็จฯ ในครั้งนั้นจึงกลายเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่าของชาวเกษตรศาสตร์ และเป็นหลักฐานแห่งความสำคัญของสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรต่อการพัฒนาประเทศ

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมไทยจำเป็นต้องฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหาร ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประเทศ การส่งเสริมการผลิตข้าว การพัฒนาความรู้ด้านเกษตร และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ล้วนเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่ออนาคตของชาติ

พระราชกรณียกิจทรงหว่านข้าวจึงมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นการสะท้อนแนวพระราชดำริที่เห็นความสำคัญของแผ่นดิน การผลิตอาหาร และประชาชนผู้เป็นกำลังหลักของประเทศ แม้พระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษายังน้อย แต่พระราชกรณียกิจดังกล่าวได้ฝากความหมายอันยิ่งใหญ่ไว้ในประวัติศาสตร์ไทย

เหตุการณ์นี้ยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ด้วยเหตุนี้ การทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน จึงยิ่งมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทย

ต่อมา วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ได้กลายเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ที่มีต่อการเกษตรไทย ข้าวไทย และชาวนาไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ วันที่ 5 มิถุนายน ยังมีความเกี่ยวข้องกับ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้น เพื่อยกย่องความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตอาหารหลักของประเทศ การกำหนดวันดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ทรงหว่านข้าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นมากกว่าพระราชกรณียกิจหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ หากเป็นภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับเกษตรกรไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าข้าวและชาวนาไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ

วันนี้จึงเป็นโอกาสให้คนไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และตระหนักถึงคุณค่าของเกษตรกรไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการหล่อเลี้ยงประเทศมาตลอดหลายชั่วอายุคน

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ข้าวไทย วันที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงหว่านเมล็ดข้าวด้วยพระองค์เอง ณ เกษตรกลางบางเขน และเมล็ดข้าวแห่งวันนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ความหวัง และการยกย่องเกษตรกรไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.kasetkaoklai.com/home/2021/06/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B2/

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านขนส่งน้ำมันดิบ(Crude Oil) ปริมาณต่อวัน

1.จีน  5.35 ล้าน

2.อินเดีย 2.15 ล้าน

3.เกาหลีใต้ 1.7 ล้าน

4.ญี่ปุ่น 1.7 ล้าน

4.ประเทศอื่นๆในเอเชีย 2 ล้าน

5.สหภาพยุโรป 5 แสน

6.สหรัฐอเมริกา  4 แสน

7.ประเทศอื่นๆ  แสน

หน่วย : บาร์เรล

หมายเหตุ ปริมาณน้ำมันดิบ จีนรวมกับอินเดียสูงถึง 52% ของปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : IEA,Upsurge

COLUMNIST

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1.  ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2.  ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3.  สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4.  การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5.  การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม  Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6.  ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว  Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

·  ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

·  การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

·  การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

·  การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

‘เซเลนสกี’ เชิดชู ‘อันดรีย์ เมลนิก’!! เซเลนสกีเดินเกมความทรงจำแห่งชาติ ปลุกศึกความทรงจำยูเครน ระหว่างวีรบุรุษเอกราชกับเงาประวัติศาสตร์นาซี สะท้อนศึกประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบในยุโรปตะวันออก

อันดรีย์ เมลนิกกับการสร้างอัตลักษณ์ชาติยูเครนในยุคประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้เข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ (reburial ceremony) ของนายอันดรีย์ เมลนิก  «Андрій Атанасович Мельник» และภรรยานางโซเฟีย เฟดัก-เมลนิก«Софія Федак-Мельник» ณ สุสานทหารแห่งชาติ (National Military Memorial Cemetery) ใกล้กรุงเคียฟ โดยมีบุคคลสำคัญของประเทศเข้าร่วมพิธี อาทินาย วิกตอร์ ยูชเชนโก อดีตประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสดังกล่าวประธานาธิบดีโวโลดีมีร์  เซเลนสกีได้กล่าวยกย่องเมลนิกว่าเป็น “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” และเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ควรได้รับการรำลึกและเชิดชูในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อชาติยูเครน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนข้อถกเถียงทั้งภายในยูเครนและในระดับนานาชาติโดยเฉพาะจากโปแลนด์และอิสราเอลเนื่องจากเมลนิกเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists – OUN) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งในประเด็นความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี การเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่ง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออก ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกลับมองว่าเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนภายใต้บริบทของการเผชิญหน้ากับทั้งโปแลนด์และสหภาพโซเวียต ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 เซเลนสกีได้ประกาศเริ่มกระบวนการนำร่างของเมลนิกกลับจากประเทศลักเซมเบิร์กมายังยูเครนพร้อมกล่าวว่าเมลนิกเป็น "บุคคลสำคัญของยูเครนในศตวรรษที่ 20ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง" และระบุว่ายูเครนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ในการนำบุคคลเหล่านี้กลับมาฝังในมาตุภูมิ ในพิธีวันที่ 25 พฤษภาคม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า "พันเอกอันดรีย์ เมลนิก  ได้กลับคืนสู่ยูเครนที่เสรีและเข้มแข็งอย่างที่เขาใฝ่ฝัน"และเรียกเมลนิกว่าเป็นหนึ่งใน "บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน" พร้อมสนับสนุนแนวคิดการสร้างสุสานเกียรติยศแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของยูเครน หรือ "Pantheon of Outstanding Ukrainians"

อันดรีย์ เมลนิก เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันอยู่ในดินแดนทางตะวันตกของยูเครน เขาเติบโตขึ้นในสังคมที่กระแสชาตินิยมยูเครนกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวยูเครน โปแลนด์ และรัสเซีย เมลนิกได้รับการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยในเมืองลวีฟ ก่อนเข้าร่วมกองกำลังทหารยูเครนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเข้าร่วมกองทัพของสาธารณรัฐประชาชนยูเครน (Ukrainian People's Republic) ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 แม้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐยูเครนอิสระจะล้มเหลวและดินแดนยูเครนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตและโปแลนด์แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมลนิกกลายเป็นนักชาตินิยมที่เชื่อมั่นว่าการมีรัฐยูเครนอิสระเป็นเป้าหมายสูงสุดของประชาชนยูเครน หลังสงคราม เมลนิกเข้าร่วมองค์การทหารยูเครน (Ukrainian Military Organization: UVO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายทหารยูเครนที่ไม่ยอมรับการปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต องค์กรดังกล่าวดำเนินกิจกรรมใต้ดินและใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารและต่อต้านรัฐบาลโปแลนด์ในดินแดนกาลิเซีย ในช่วงเวลานี้เมลนิกทำงานใกล้ชิดกับเยฟเฮน โคโนวาเลตส์ «Євген Михайлович Коновалець» ผู้นำขบวนการชาตินิยมยูเครนและได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลสำคัญของขบวนการ ในปี ค.ศ. 1929 กลุ่มชาตินิยมยูเครนหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists - OUN)   โดยมีเป้าหมายสร้างรัฐยูเครนอิสระผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและการปฏิวัติ หลังจากโคโนวาเลตส์ถูกลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองโซเวียตในปี ค.ศ. 1938 เมลนิกได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ OUN เนื่องจากได้รับความเคารพจากสมาชิกอาวุโสและอดีตนายทหารจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแนวทางการนำของเมลนิกถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบอนุรักษนิยมและค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร โดยสมาชิกสายหนุ่มที่นำโดยสเตปัน บันเดรา «Степан Андреевич Бандера» ต้องการใช้แนวทางที่แข็งกร้าวและปฏิวัติมากกว่า ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1940 OUN จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ OUN-M (Melnykites) ภายใต้การนำของเมลนิก และ OUN-B (Banderites) ภายใต้การนำของบันเดรา เมื่อเยอรมนีเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสในการฟื้นฟูรัฐยูเครนอิสระ ฝ่ายของเมลนิกพยายามสร้างความสัมพันธ์กับทางการเยอรมัน โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐยูเครน อย่างไรก็ตามผู้นำนาซีไม่มีแผนที่จะให้เอกราชแก่ยูเครนและมองดินแดนยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายอำนาจของเยอรมนี

OUN มีส่วนอย่างยิ่งในการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยมีคำขวัญว่า “ชาวมอสโก (รัสเซีย) ชาวฮังการี และชาวยิว คือศัตรูของพวกท่าน จงกำจัดพวกเขาเสีย!” คำขวัญดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงถ้อยคำปลุกระดมแต่ได้ถูกนำไปใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมืองลวิฟ (Lviv) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ได้เกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อชาวยิว (pogrom) ขึ้นในเมืองดังกล่าว โดย OUN มองว่าชาวยิวเป็น “ผู้สนับสนุนระบอบบอลเชวิคแห่งมอสโก” และยินดีต่อการกำจัดชาวยิวของพวกนาซีเยอรมนี สมาชิกบางส่วนของ OUN ได้เข้าร่วมเป็นกำลังตำรวจช่วยเหลือฝ่ายเยอรมัน (Auxiliary Police) และมีส่วนร่วมในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมชาวยิวเข้าสู่สลัมและค่ายกักกัน การคุ้มกันขบวนผู้ถูกส่งไปประหารที่ Babi Yar ใกล้กรุง Kyiv ในการกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่ โดยเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวยิวในลวิฟปี 1941 (Lviv Pogroms)” อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของการกวาดล้างชาติพันธุ์ของ OUN คือชาวโปแลนด์ในกาลิเซียและโวลฮีเนีย กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนหนึ่งมองชาวโปแลนด์ว่าเป็น “ผู้ยึดครอง” ดินแดนยูเครนตะวันตก และเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่ควรถูกขับไล่หรือกำจัดออกจากพื้นที่ โดย OUN เรียกร้องไม่ให้มีชาวโปแลนด์หลงเหลืออยู่ในดินแดนที่พวกเขาถือว่าเป็นของยูเครน โดยมุ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์ทางชาติ” (national purity) เอกสารภายในบางฉบับของ OUN มีข้อความที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรู โดยระบุว่า “ไม่ควรมีวิธีการใดที่ถือว่ารุนแรงเกินไป... ชาวโปแลนด์ ชาวรัสเซีย และชาวยิว ต้องถูกกำจัด”ข้อถกเถียงที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโวลฮีเนีย (Volhynian Massacres) และกาลิเซียตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1943–1944 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวโปแลนด์เสียชีวิตหลายหมื่นคน ปัจจุบันโปแลนด์ถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)ขณะที่ในยูเครนยังคงมีการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับลักษณะและความรับผิดชอบของเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมลนิกลี้ภัยไปยังยุโรปตะวันตกและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน เขายังคงสนับสนุนแนวคิดเอกราชของยูเครนและต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และถูกฝังที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังการประกาศเอกราชของยูเครนในปี ค.ศ. 1991 ภาพลักษณ์ของเมลนิกได้รับการฟื้นฟูในฐานะนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้ายและฝังศพใหม่ของอันดรีย์ เมลนิก เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะ “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” สามารถอธิบายได้ในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์และความทรงจำแห่งชาติของยูเครนมากกว่าการเห็นด้วยกับทุกแง่มุมของขบวนการชาตินิยมยูเครนในอดีต รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามเน้นย้ำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจากรัสเซียและสหภาพโซเวียตในอดีตทำให้บุคคลอย่างเมลนิกซึ่งมีบทบาทในขบวนการชาตินิยมยูเครนและเรียกร้องเอกราชของประเทศถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยูเครนอิสระ ภายใต้บริบทของสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลยูเครนได้พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันกับบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่เคยต่อต้านการครอบงำจากมอสโกในอดีต เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเรื่องเล่าแห่งชาติและเสริมสร้างเอกภาพของสังคม การยกย่องเมลนิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การเมืองแห่งความทรงจำ” (Politics of Memory) ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติและลดอิทธิพลของการตีความประวัติศาสตร์แบบโซเวียตหรือรัสเซีย

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายการยกย่องอันดรีย์ เมลนิกและบุคคลในขบวนการชาตินิยมยูเครนของรัฐบาลยูเครนคือความพยายามตอบโต้การเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัสเซีย ภายหลังการผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 และโดยเฉพาะหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี ค.ศ. 2022 รัสเซียได้ใช้แนวคิดเรื่อง “การขจัดลัทธินาซี” (Denazification) เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการอธิบายความชอบธรรมของการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวหาว่ายูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งและมีการยกย่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางกลับกันยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและพยายามนำเสนอการตีความประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งโดยมองว่าบุคคลอย่างอันดรีย์ เมลนิก, สเตฟาน บันเดรา และสมาชิกขบวนการชาตินิยมยูเครนจำนวนมากเป็นผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติภายใต้สถานการณ์ที่ยูเครนต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต การยกย่องบุคคลเหล่านี้จึงถูกนำเสนอในฐานะการเชิดชูผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งรัฐยูเครนอิสระมากกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์นาซีหรือแนวคิดสุดโต่งทางชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทดังกล่าว การฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเมลนิกจึงไม่เพียงเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนผ่านการตีความอดีต การต่อสู้เพื่อความหมายของประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าในสนามรบจริง

อย่างไรก็ตามการยกย่องเมลนิกก่อให้เกิดข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ เนื่องจากองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เขาเป็นผู้นำยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในโปแลนด์และอิสราเอลที่มองว่าบุคคลบางส่วนในขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับนาซีเยอรมนีและก่อความรุนแรงต่อชาวยิวและชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเป็นผู้นำเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีแต่กลับเลือกเชิดชูบุคคลจากขบวนการที่ยังเป็นข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะสงครามและการสร้างชาติร่วมสมัย ปัจจัยด้านความมั่นคงของรัฐ การสร้างเอกภาพภายในประเทศ และการกำหนดอัตลักษณ์แห่งชาติ อาจมีอิทธิพลเหนือความทรงจำทางประวัติศาสตร์และภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป อันดรีย์ เมลนิก เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในศตวรรษที่ 20 ที่มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเอกราชของยูเครน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงจากความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) และความสัมพันธ์กับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ของเมลนิกในปี ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ สะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการสร้างอัตลักษณ์และเรื่องเล่าแห่งชาติท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยบุคคลคนเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นทั้งวีรบุรุษแห่งชาติและบุคคลที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นข้อถกเถียงขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

NATO เติมปีกให้ยูเครน!! ยูเครนยกระดับกำลังรบทางอากาศ รับเครื่องบินจากยุโรปหลายแบบ เปิดรายชื่อชาติส่ง F-16–Mirage–MiG-29 หนุนศึกทางอากาศกับรัสเซีย

สมาชิก NATO ชาติใดบ้างที่มอบ (บริจาค) เครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครน

หลายประเทศสมาชิก NATO ได้ส่งหรือให้คํามั่นสัญญาเครื่องบินรบไปยังยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย

เดนมาร์ก และ เนเธอร์แลนด์ เป็นสองประเทศแรกที่ส่งมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนประกาศว่าได้รับฝูงบิน F-16 ชุดใหม่จากเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ให้คํามั่นว่าจะส่ง F-16s จำนวน 24 ลำระหว่างปี 2024–2025 เดนมาร์ก นอกจากมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 แล้ว ยังช่วยฝึกนักบินยูเครนอีกด้วย นอกจากนั้น นอร์เวย์และเบลเยี่ยมให้คํามั่นว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครน พร้อมการสนับสนุน

ฝรั่งเศส ส่งมอบเครื่องบินขับไล่มิราจ 2000-5 อย่างเป็นทางการชุดแรกให้กับยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดย Lecornu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ยืนยันการฝึกนักบินยูเครนนานหลายเดือน โดยฝรั่งเศสได้ช่วยเหลือยูเครนในการปกป้องน่านฟ้าของตน

โปแลนด์ เป็นสมาชิก NATO ชาติแรกที่จัดหาเครื่องบินรบให้กับยูเครน โดยได้มอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 ต่อมา สโลวาเกีย ได้ร่วมกับโปแลนด์ส่งมอบฝูงบินรบ MiG-29 ยุคโซเวียตอีก 13 ลําไปให้ยูเครน

สวีเดน ประกาศว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen รุ่น C/D จำนวน 16 ลำให้กับยูเครน และได้ลงนามในจดหมายแสดงเจตจํานงในปี 2025 ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานสําหรับข้อตกลงในอนาคตที่ครอบคลุมการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen ราว 100 ถึง 150 ลํา แม้ว่าจะมีคำเตือนถึงการส่งมอบเครื่องบินรบ Gripen E/F รุ่นใหม่ซึ่งกว่าจะได้รับ น่าจะใช้เวลาอีกหลายปี

โดยประเทศที่ส่งเครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครนแล้วได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก (F-16) ฝรั่งเศส (มิราจ 2000) โปแลนด์ และสโลวาเกีย (MiG-29s) ส่วนสหรัฐฯ เพียงแต่อนุมัติและสนับสนุนในการถ่ายโอน F-16 การฝึกนักบิน และจัดหาระบบอาวุธ แต่ไม่ได้มอบเครื่องบินรบของตนเองให้กับยูเครนโดยตรงแม้แต่ลำเดียว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

WORLD

“จีน” ชี้ “สหรัฐฯ” บ่อนทำลายห่วงโซ่!! กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์การควบคุมชิป ย้ำ "สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพโลก" เรียกร้องยุติมาตรการเลือกปฏิบัติ กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) เหอหย่งเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดได้บ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอย่างรุนแรง

เหอกล่าวถ้อยคำข้างต้นเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งมุ่ง "ปิดช่องโหว่ข้อบังคับ" ที่เกี่ยวข้องกับชิป โดยระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ สิ่งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน บั่นทอนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมสำทับว่าจีนคัดค้านการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอด

จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขการกระทำที่ไม่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด ยุติมาตรการเลือกปฏิบัติต่อจีน และร่วมรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มา : Xinhua

“กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศเมื่อวันพุธว่า นักเรียนจีนรวม 12.9 ล้านคน เตรียมเข้าสอบ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติประจำปีนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกาเข่า (Gaokao) โดยการสอบจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน”

ตัวเลขดังกล่าวลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เข้าสอบ 13.35 ล้านคน

กระทรวงฯ ระบุว่า จะสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นดูแลสภาพแวดล้อมทางออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับการสอบ รวมถึงรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณรอบสนามสอบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อปราบปรามการจำหน่ายอุปกรณ์ทุจริตการสอบ การสวมรอยเข้าสอบแทนผู้อื่น และการกระทำผิดระเบียบของสถาบันกวดวิชาและสถาบันเตรียมสอบต่าง ๆ

กระทรวงศึกษาธิการจีนยังจะกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นให้ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการสอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผลักดันการใช้ระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังอัจฉริยะอย่างแข็งขันด้วย

ที่มา : Xinhua

“จีน–เกาหลีเหนือ” ขยับใหญ่!! จีนประกาศ “สีจิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ พบ “คิมจองอึน” 8–9 มิ.ย. ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง จับตาสัญญาณใหม่สัมพันธ์จีน–เกาหลีเหนือ

โฆษกสำนักกิจการระหว่างประเทศของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)

ประกาศว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (WPK) และประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

Jeenthainews 

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top