Saturday, 11 July 2026
NEWS

นักวิชาการ มธ. สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ!! ชงแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ใช้เกณฑ์ประโยชน์แทนราคาต่ำสุด แนะตรวจสภาพคล่องและผลงาน สร้างระบบตรวจประวัติคู่สัญญา

นักวิชาการ มธ. ชงมาตรการ สกัดผู้รับเหมาทิ้งงานรัฐ
ชี้แก้ ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ’ ยังไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้รัฐแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ สกัดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน เป็นเรื่องดี แต่ช่วยได้ไม่มาก คุมเข้มคัดเลือกคู่สัญญา-เลิกใช้ราคาต่ำสุดเกณฑ์เดียว ลดความเสี่ยงได้บ้างแต่ยังไม่พอ แนะรัฐตรวจสอบสภาพคล่องผู้รับเหมา พร้อมแก้กฎหมายลำดับรอง สร้างระบบรองรับ

ดร.สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งแม้จะยังไม่มีรายละเอียดในการแก้ไข แต่จากวัตถุประสงค์ที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยออกมา โดยเฉพาะการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ จากเดิมที่ใช้การยึดเกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงาน รวมถึงผลงานในอดีต ซึ่งถ้าทำให้เกณฑ์นี้มีความชัดเจนขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้าเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงที่มักเจอปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และการก่อสร้างล่าช้านั้น หนึ่งในสาเหตุสำคัญเกิดจากกระบวนการคัดเลือกคู่สัญญาที่ยังไม่รัดกุม หรือมีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะเดิม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะระบุเพียงหลักการกว้างๆ ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้เหมือนกันหมด และเน้นเลือกผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่มีการตรวจสอบความสามารถทางการเงินของผู้รับเหมา หรือปริมาณงานของรัฐที่ผู้รับเหมาเป็นคู่สัญญาด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน อันเป็นเรื่องสำคัญที่อาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้

“หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน คือ การขาดขาดสภาพคล่อง เพราะรัฐจ่ายเงินเป็นงวด ผู้รับเหมาเลยต้องสำรองจ่ายไปก่อนบางส่วน และต้องมีศักยภาพทางการเงินพอสมควร ซึ่งผู้รับเหมาหลายรายก็จะแก้ปัญหาด้วยการวิ่งรับหลายโครงการทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อหมุนเวียนเงิน แต่ถ้าหมุนไม่ทันก็ทำให้ทำงานไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับไป คือ รัฐมีการตรวจสอบศักยภาพทางการเงินไหมว่าผู้รับเหมาสามารถทำได้ตามสัญญา หรือในช่วงเวลาเดียวกันเป็นคู่สัญญากับรัฐมากน้อยขนาดไหน” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อถึงขั้นตอนเสนอราคา แม้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ จะไม่ได้กำหนดให้ต้องพิจารณาจากราคาต่ำที่สุดเป็นหลัก อีกทั้งยังเปิดช่องให้ใช้เกณฑ์อื่นในการประกอบการคัดเลือกได้ด้วย แต่เพราะระเบียบของกระทรวงการคลัง และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจ้างที่มีอยู่จำนวนมากได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลายเรื่องจนส่งผลให้ในทางปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นเกณฑ์ที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่

“การเลือกใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องมากเกินไป เพราะเป็นการจำกัดการใช้ดุลยพินิจ แต่ปัญหาคือเกณฑ์ราคาต่ำสุดสามารถใช้ในการคัดเลือกคู่สัญญาได้ทุกกรณีอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คือไม่น่าจะเหมาะสม เพราะถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเท่าๆ กัน เช่น การซื้อปากกา อาจจะใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องใช้เกณฑ์อื่นประกอบ แต่กรณีโครงการขนาดใหญ่และต้องใช้ความรับผิดชอบสูงจำเป็นต้องใช้เกณฑ์ในการพิจารณาด้วย” ดร.สุรศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม หากรัฐจะแก้ไขเพียง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เพียงอย่างเดียว จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ไม่มากนัก เพราะงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถูกขับเคลื่อนด้วยระเบียบ หรือกฎหมายลำดับรอง ดังนั้น รัฐจะต้องแก้ไขระเบียบ และแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงการคลัง หรือกรมบัญชีกลางให้สอดรับไปด้วย เพราะจะเป็นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ของการแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ

“กฎหมายลำดับรองเหล่านี้หลายเรื่องสามารถเป็นเรื่องเชิงนโยบายที่สามารถเตรียมการแก้ไขควบคู่กันไปได้เลยในระหว่างผลักดัน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เช่น ให้ใช้เกณฑ์อื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วยไม่ใช่เรื่องราคาต่ำสุดอย่างเดียว ซึ่งการแก้ไขกฎหมายลำดับรองเหล่านี้ไม่ต้องรอกระบวนการทางนิติบัญญัติด้วย หากทำเสร็จแล้วก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเลยจะประกาศให้มีผลได้เมื่อไหร่ ส่วนถ้าเป็นอย่างการยกเลิกสัญญาที่มีเกณฑ์ที่ละเอียดมากขึ้น และมีเงื่อนไขที่กว้างขึ้นอาจจะต้องรอตัวกฎหมายหลักให้ชัดเจนก่อน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า รวมถึงควรจะต้องมีการสร้างระบบที่รองรับกับสิ่งที่กฎหมายระบุด้วย เช่น การคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ ที่จะให้พิจารณาความสามารถของผู้รับเหมาจากผลงานในอดีตที่เคยทำร่วมกับรัฐ โดยภาครัฐจำเป็นต้องทำระบบประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ตลอดจนเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันทั่วประเทศไม่ใช่กระจุกตัวแค่ในส่วนกลาง เพราะไม่อย่างนั้นหน่วยงานที่จัดซื้อจ้างที่อยู่ต่างจังหวัดจะไม่มีทางรู้ข้อมูลของผู้รับเหมาที่มายื่นข้อเสนอเคยมีปัญหาในการรับงานรัฐหรือไม่

“การแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ดีในแง่การวางเป็นหลักการ แต่กฎหมายลำดับรอง รวมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะหน่วยงานรัฐจะมาพึ่งพิง หรืออิงจากสิ่งเหล่านี้ของกรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นถ้ามีการวางแนวปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และชัดเจน หลักการก็จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.สุรศักดิ์ กล่าว

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ยังมีอีกหลายมิติที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น การควบคุมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ควรจะมีการทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันยังมีปัญหาในหลายกรณี ฯลฯ ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ควรใช้โอกาสนี้แก้ไขเรื่องอื่นๆ ให้จบเลยในครั้งนี้ แต่หากต้องการผลักดันเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกให้เสร็จก่อนก็อาจจะมาพิจารณาแก้ไขในภายหลังอีกครั้งได้

11 กรกฎาคม 2231 วันสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปิดฉากรัชสมัยกษัตริย์นักการทูต พระมหากษัตริย์ผู้เปิดอยุธยาสู่โลกตะวันตก จากราชสำนักอยุธยาสู่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 เป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย และเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึง พ.ศ. 2231 รวมระยะเวลาประมาณ 32 ปี รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง การทหาร การค้า การต่างประเทศ วรรณคดี และการรับวิทยาการจากต่างชาติ

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างโดดเด่น ในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ และใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกรุงศรีอยุธยา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือการเจริญพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีการส่งคณะราชทูตไปมาระหว่างอยุธยากับราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้ชื่อของสยามเป็นที่รู้จักในยุโรปอย่างกว้างขวาง และทำให้อยุธยามีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้น
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังมีความสัมพันธ์กับหลายชาติ ทั้งอังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังทรงโปรดให้เมืองลพบุรีมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น และเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรีเป็นเวลานานในแต่ละปี พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมือง การทูต และวัฒนธรรมในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่มีการรับวิทยาการและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาในสยาม ทั้งด้านการทหาร การก่อสร้าง ดาราศาสตร์ การแพทย์ และระบบสาธารณูปโภคบางประการ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ และทรงเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเจริญของบ้านเมือง

ด้านวรรณคดีและวัฒนธรรม รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือเป็นยุคสำคัญอีกยุคหนึ่งของอยุธยา มีงานวรรณกรรมและตำราสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น เช่น จินดามณี ซึ่งได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตำราเรียนเล่มสำคัญของไทย รวมถึงงานวรรณคดีประเภทคำฉันท์และบทประพันธ์อื่น ๆ ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางภาษาและภูมิปัญญาในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ภายหลังพระองค์ทรงพระประชวรหนักที่เมืองลพบุรี ได้เกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก โดยเฉพาะบทบาทของพระเพทราชา ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์และเปิดฉากราชวงศ์บ้านพลูหลวง
การสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เพราะหลังจากนั้น ทิศทางการเมืองและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกของสยามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงถูกจดจำในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการทูตและการเปิดอยุธยาสู่โลกภายนอก พระองค์ทรงทำให้สยามเป็นที่รู้จักในสายตานานาชาติ และทรงแสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชและอำนาจของรัฐได้

วันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ชวนให้คนไทยรำลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำกรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการทูต การค้า และวัฒนธรรม
แม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ แต่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงปรากฏชัดในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฐานะกษัตริย์ผู้ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมสยามเข้ากับโลก และวางรากฐานให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของการทูต ความรู้ และการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอย่างมีวิจารณญาณ

OR ยกระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภค!! พีทีที สเตชั่น ผ่านหัวจ่ายมาตรฐานครบ 2,195 สถานี ปักหมุดมาตรฐานหัวจ่ายครบทุกสาขา เดินหน้าเพิ่มป้ายทอง 500 สถานีในปีนี้ ตอกย้ำผู้นำมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันไทย

พีทีที สเตชั่น รายแรกของไทยที่ได้รับสัญลักษณ์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานครบ 100% ทุกสถานีทั่วประเทศ พร้อมมุ่งสู่การมีหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองมากที่สุดภายในปีนี้

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบป้ายสัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีทอง ณ พีทีที สเตชั่น หจก.ศรีเจริญภัณฑ์ กรุงเทพฯ โดยมี นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันของประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันตามแนวทางการดำเนินงานของกรมการค้าภายในในการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า

พีทีที สเตชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100% โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ระดับสีเงิน จำนวน 2,073 สถานี และ ระดับสีทอง จำนวน 122 สถานี รวม 2,195 สถานี ซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับการรับรองระดับสีเงินและสีทองมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ พีทีที สเตชั่น ยังเดินหน้าพัฒนาสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีบริการที่ได้รับการรับรอง ระดับสีทอง เป็น 500 สถานี ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกพื้นที่

นายทรงพล กล่าวว่า “การเข้าร่วม ‘โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน’ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานและความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ พีทีที สเตชั่น การเข้าร่วมโครงการครบทุกสถานี 100% พร้อมได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองและสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความโปร่งใสในการให้บริการ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า พีทีที สเตชั่น ให้บริการด้วยมาตรฐานที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้”

OR พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ ความถูกต้องของปริมาณและคุณภาพน้ำมัน รวมถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสถานีบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เพื่อตรวจสอบ

พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุดและสมูทที่สุด

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัว ‘ทาคาฟูมิ สุงาวาระ’ ไทยรวบยากูซ่าญี่ปุ่นกลางสุวรรณภูมิ ก่อนหนีไปมาเลเซีย ปมบงการคอลเซ็นเตอร์พนมเปญ ไทย–ญี่ปุ่น ร่วมปิดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขึ้นเครื่อง ส่งกลับญี่ปุ่นดำเนินคดี

กลางสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ไทยเปิดปฏิบัติการรวบตัวชายชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี “ทาคาฟูมิ สุงาวาระ” (Takafumi Sugawara) เพียงไม่กี่นาทีก่อนขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย ปิดฉากการหลบหนีของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งยากูซ่า และเป็นผู้บงการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนชาวญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของไทยเปิดเผยว่า ชายรายนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็น “บุคคลต้องห้าม” ตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ และยังเป็นบุคคลที่ต่างประเทศต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงเพิกถอนสิทธิการพำนักในประเทศไทยทันที ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เบื้องหลังขบวนการนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็น “กลลวงซ้อนกล” ที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เหยื่อในญี่ปุ่นจะได้รับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ แอบอ้างว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์กำลังจะถูกระงับการใช้งาน หากกดหมายเลข 1 เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะตกเข้าสู่กับดักของมิจฉาชีพทันที

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ปลอมจะค่อย ๆ สอบถามข้อมูลส่วนตัว ก่อนส่งสายต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการอีกหลายระดับ ซึ่งสวมบทบาทเป็นตำรวจและอัยการ อ้างว่าชื่อของเหยื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “อายัดชั่วคราว” สุดท้ายเงินทั้งหมดก็หายวับไปกับแก๊งมิจฉาชีพ

แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น เพราะผู้ที่นั่งปลายสายหลอกลวงเหยื่อบางคน กลับตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน

ผลการสืบสวนระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ประกาศรับสมัครงานปลอมในญี่ปุ่น ล่อลวงผู้ที่กำลังมองหางานด้วยคำโฆษณาว่ามีรายได้สูงและทำงานในต่างประเทศ เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ หนังสือเดินทางจะถูกยึดทันที ก่อนถูกกักตัวและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้คนในบ้านเกิด หากขัดขืนอาจถูกควบคุมหรือถูกคุกคามจนไม่สามารถหลบหนีได้

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังหรืออาวุธ แต่เปลี่ยนมาใช้อาคารสำนักงาน โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแรงงานที่ถูกหลอกเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรมหาศาลจากความหวาดกลัวของผู้คน

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เฉพาะในปี 2567 เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงอย่างน้อย 40 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งกวาดล้าง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไป ผู้บงการอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ฐานปฏิบัติการอยู่อีกประเทศ เหยื่ออยู่คนละซีกโลก และใช้ผู้ที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นเครื่องมือก่อเหตุ ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อหยุดยั้งวงจรหลอกลวงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : ผู้ต้องสงสัยถูกทางการญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับ องค์กรยากูซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายเครือข่ายองค์กรยากูซ่าได้หันมาสร้างรายได้จากอาชญากรรมออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฟอกเงิน แทนการก่ออาชญากรรมแบบเดิม

สำหรับกลลวงที่แอบอ้างเป็นบริษัทโทรศัพท์ ก่อนปลอมเป็นตำรวจและอัยการ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า Authority Scam คือการอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐกดดันให้เหยื่อตื่นตระหนกและรีบโอนเงิน

จุดที่น่าสนใจของขบวนการหลอกลวงนี้คือ ผู้ก่อเหตุบางส่วนก็เป็นเหยื่อ เพราะถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้โทรหลอกผู้อื่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดความเสียหาย 1,000 ล้านเยน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ และตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ในปี 2567 เท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3717137068438960/?rdid=bqLPoAx9BZKilUUA#

POLITICS

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

หมดเวลาฝึกงานรัฐมนตรี!! ‘อนุทิน’ ย้ำเก้าอี้ ครม.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ต้องมีผลงานให้ประชาชนเห็น ก่อนชื่อหายจากบัญชีปรับ ครม. เตือนรัฐมนตรีไร้ผลงาน “โลกลืม นายกฯ ก็อาจไม่จำ”

รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่จำ ปรับ ครม.ชื่ออาจจะตกหล่น

“อนุทิน ชาญวีระกูล”นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน“

การตอกย้ำรอบสองดูขึงขัง และชัดเจนขึ้น ”รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็ไม่จำเหมือนกัน ระวังปรับ ครม.ชื่อจะตกหล่น“ ครั้งแรกบอกว่าจะประเมินผลงานในรอบ 1 ปี

เป็นการตอกย้ำไปถึงรัฐมนตรีลูกเทพ รัฐมนตรีโควต้า ที่พูดตรงๆว่า ไม่มีผลงานอะไรให้ประจักษ์ ชื่อหายไปจากวงการสื่อ

ขอตอกย้ำอีกครั้งว่า มีใครบ้างที่ชื่อหายไปจากหน้าสื่อ รัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังมีพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีสาธารณะสุข ก็ไม่แอ๊คชั่นอะไรมาก โดยเฉพาะกับข่าวฉาว นักศึกษามหาวิทยาลัยดังในภาคอิสานเกิน 30% เป็นโรคพยาธิใบไม้

ยัง….ยังไม่พอยังมีรัฐมนตรีที่ชื่อเสียงด่างพล้อย ให้สัมภาษณ์แต่ละทีมีแต่เข้าตัว สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้รัฐบาล เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม สุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพย์ เป็นต้น

พิพัฒน์คงจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ล่าสุดสร้างทีมงานสื่อสารขึ้นเอง เปิดเพจใหม่ ”หยัดได้ - yaddai ซึ่งน่าจะใช้เป็นช่องทางสื่อสารว่า “พิพัฒน์ หยัดได้”

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน แต่การสื่อสารที่ผิดพลาดก็ไม่เป็นผลดีต่อการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

ECONBIZ

หนี้มีเวลาตั้งหลัก!! หนี้มีเวลามากขึ้นแต่ไม่หมายถึงน้อยลง จ่ายขั้นต่ำช่วยบริหารกระแสเงินสด แต่มิใช่ทางแก้หนี้ระยะยาว เคทีซีชี้ผู้ใช้ต้องวางแผนการเงิน

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง
เคทีซีมองเป็นโอกาสให้ตั้งหลักทางการเงิน แต่ไม่ควรกลายเป็นภาระระยะยาว

ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่สะสมมาจากหลายปีก่อน การมีมาตรการช่วยผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้หลายครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้น และมีเวลาจัดระเบียบสถานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาระรายเดือนลดลง สิ่งที่ผู้ถือบัตรเครดิตควรตระหนักคือ “ความสบายในระยะสั้น” อาจไม่ได้หมายถึง “ภาระหนี้ที่ลดลงในระยะยาว” เสมอไป เพราะแม้ยอดชำระขั้นต่ำจะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวขึ้น แต่หากยังคงมียอดคงค้างอยู่ หนี้ส่วนที่เหลือก็ยังถูกคิดดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจใช้เวลานานกว่าที่คิดในการปลดภาระทั้งหมด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิต คือการมองว่าการจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีจัดการหนี้ที่เพียงพอ ในความเป็นจริง การชำระขั้นต่ำถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาภาระชั่วคราว ในช่วงที่ผู้ถือบัตรมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ไม่ใช่แนวทางการชำระหนี้ที่ควรใช้เป็นประจำในระยะยาว เนื่องจากเงินที่ชำระในแต่ละงวดส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระดอกเบี้ย ทำให้เงินต้นลดลงช้ากว่าที่หลายคนคาดคิด

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังมีกำลังชำระ การจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือน แต่ก็สามารถช่วยลดเงินต้น ลดดอกเบี้ยสะสม และย่นระยะเวลาการเป็นหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ และเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะการรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถวางแผนบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น หลายครั้งปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนและการติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง เช่น ชำระหนี้ได้เพียงขั้นต่ำต่อเนื่องหลายเดือน ใช้บัตรเครดิตหลายใบเพื่อหมุนสภาพคล่อง หรือเริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับกำลังชำระในปัจจุบัน การแก้ปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักมีทางเลือกมากกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินในอนาคตได้ดีกว่าการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนบานปลาย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อมาโดยตลอดว่า การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ไม่ได้หมายถึงเพียงการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้สมาชิกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินของตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน

ในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีเวลามากขึ้นในการบริหารภาระหนี้ถือเป็นโอกาสที่มีคุณค่า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการใช้โอกาสนั้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนี้จะหมดได้ไม่ใช่เพราะมีเวลามากขึ้น แต่เพราะมีแผนที่ชัดเจนและมีวินัยในการเดินตามแผนนั้นอย่างต่อเนื่อง

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง แต่หากใช้เวลาอย่างถูกวิธี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงอีกครั้ง

ส.อ.ท. ชี้ราคาน้ำมันลด!! ขอบคุณรัฐลดน้ำมันลง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วยบรรเทาค่าครองชีพภาคธุรกิจ เสริมกำลังซื้อประชาชนคลายภาระ เน้นเสถียรภาพกองทุนและอนาคตพลังงานสะอาด

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

บางจากฯ ชูคุณภาพน้ำมัน–มาตรฐานหัวจ่าย!! เดินหน้าตรวจคุณภาพน้ำมัน–หัวจ่ายต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ครองแชมป์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับทองมากที่สุดในไทย ตอกย้ำเติมเต็มลิตร–คุณภาพมั่นใจ

บางจากฯ ครองอันดับ 1 "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองมากที่สุด

สถานีบริการน้ำมันบางจากครองตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับรอง "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด มากที่สุดในประเทศไทย จากโครงการของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานของการจ่ายน้ำมัน รวมทั้งคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายสม่ำเสมอ มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศ (Mobile Lab)  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับน้ำมันครบถ้วน ถูกต้อง คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน บางจากฯ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมโครงการรับรอง “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยืนยันมาตรฐานการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันบางจากเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้บริการ บางจากฯ มีแผนให้สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกแห่งเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อให้ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานของหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับมาตรฐานแล้วเกือบ 2,000 สาขา และได้รับป้ายระดับทองสูงสุดถึง 269 สาขา เป็นแบรนด์น้ำมันที่ได้รับการรับรองป้ายมาตรฐานระดับทองมากที่สุด และยังคงทยอยได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการควบคุมมาตรฐานการให้บริการแล้ว บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง อาทิเช่น น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม 98 +พลัส และไฮพรีเมียม ดีเซล +พลัส เป็นต้น ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาด ประหยัดและคุ้มค่าต่อการใช้งาน   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชันสมนาคุณลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโปรโมชัน ได้แก่  สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,000 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2569   และเมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,200 บาท รับฟรี แก้วแรงใจ 1 ใบ มูลค่า 49 บาท มี 7 ลายให้สะสม ตั้งแต่ 10 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569 ยิ่งไปกว่านั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์  สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม 500 คะแนน แลกรับคูปองส่วนลดเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 120 บาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่แลกได้ 100 บาท  ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก สำหรับการเติมน้ำมันบางจากชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569  และสามารถใช้คูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

LITE

9 กรกฎาคม ของทุกปี “วันเอกราชอาร์เจนตินา” จุดเริ่มต้นชาติเอกราชแห่งลาตินอเมริกา อาร์เจนตินาประกาศตัดขาดอำนาจสเปนเมื่อ 9 กรกฎาคม 1816 รำลึกการลุกขึ้นกำหนดชะตาตนเองของชาวลาตินอเมริกา

วันที่ 9 กรกฎาคมของทุกปี คือ “วันเอกราชอาร์เจนตินา” หรือ Argentina Independence Day หนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประเทศอาร์เจนตินา และเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา เมื่อดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของสเปนประกาศตนเป็นอิสระ และเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นรัฐเอกราชในทวีปอเมริกาใต้

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ณ เมืองซานมิเกล เด ตูกูมัน หรือ San Miguel de Tucumán ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอาร์เจนตินา สภาคองเกรสแห่งตูกูมันได้ประกาศเอกราชของกลุ่มจังหวัดแห่งลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา ตัดขาดความสัมพันธ์ทางการเมืองกับราชวงศ์สเปนอย่างเป็นทางการ

การประกาศเอกราชครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลต่อเนื่องจากกระแสการปฏิวัติและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในลาตินอเมริกา ซึ่งเริ่มขยายตัวตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังอำนาจของสเปนในอาณานิคมเริ่มอ่อนแอลง และแนวคิดเรื่องเสรีภาพ สิทธิของประชาชน และการปกครองตนเองแพร่กระจายไปทั่วโลกตะวันตก

ก่อนหน้าการประกาศเอกราช อาร์เจนตินาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมสเปนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา เมืองบัวโนสไอเรสเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มตั้งคำถามต่ออำนาจการปกครองจากยุโรป โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปลดแอกจากสเปน

การปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1810 ทำให้เกิดรัฐบาลท้องถิ่นขึ้นในบัวโนสไอเรส และเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพ แม้ในช่วงแรกยังไม่ได้ประกาศเอกราชอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เปิดทางให้ดินแดนในภูมิภาคนี้ค่อย ๆ แยกตัวออกจากอำนาจของสเปน และนำไปสู่การประชุมสภาคองเกรสแห่งตูกูมันในเวลาต่อมา

สภาคองเกรสแห่งตูกูมันประกอบด้วยผู้แทนจากหลายจังหวัดที่มาร่วมกันตัดสินอนาคตของดินแดนแห่งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายกษัตริย์นิยม การเมืองภายในที่แตกต่างกัน และแรงกดดันจากมหาอำนาจยุโรป

ในที่สุด วันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 สภาคองเกรสได้มีมติประกาศเอกราชจากสเปน ถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าดินแดนแห่งนี้จะไม่อยู่ภายใต้ราชวงศ์สเปนอีกต่อไป การตัดสินใจครั้งนั้นจึงเป็นมากกว่าการประกาศทางการเมือง แต่เป็นการยืนยันเจตจำนงของผู้คนในภูมิภาคที่ต้องการกำหนดชะตากรรมของตนเอง

แม้ชื่อ “อาร์เจนตินา” จะยังไม่ได้ถูกใช้ในความหมายของรัฐชาติสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในเวลานั้น แต่การประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1816 ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการก่อรูปประเทศอาร์เจนตินาในเวลาต่อมา และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเส้นทางแห่งอธิปไตย

วันเอกราชอาร์เจนตินาจึงมีความหมายลึกซึ้งต่อชาวอาร์เจนตินา เพราะเป็นวันที่สะท้อนความกล้าหาญของบรรพชนในการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจอาณานิคม และเลือกเส้นทางของการปกครองตนเอง แม้เส้นทางหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น ทั้งความขัดแย้งภายใน การจัดระเบียบการเมือง และการสร้างรัฐชาติ แต่วันที่ 9 กรกฎาคมยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของอิสรภาพ

ในภาพใหญ่ของลาตินอเมริกา การประกาศเอกราชของอาร์เจนตินาเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปลดปล่อยอาณานิคมที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค ประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ค่อย ๆ ลุกขึ้นแยกตัวจากสเปนและโปรตุเกส จนเกิดเป็นรัฐเอกราชจำนวนมากในศตวรรษที่ 19

อาร์เจนตินาจึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศหนึ่งที่ประกาศเอกราช แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของลาตินอเมริกาเพื่อเสรีภาพ อธิปไตย และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง เหตุการณ์ที่ตูกูมันจึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกระแสเอกราชในซีกโลกใต้

ปัจจุบัน วันที่ 9 กรกฎาคมเป็นวันหยุดประจำชาติของอาร์เจนตินา มีการจัดพิธีรำลึก ขบวนพาเหรด กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เมืองตูกูมัน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของการประกาศเอกราช

สำหรับชาวอาร์เจนตินา วันนี้ไม่ใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ความภาคภูมิใจในอิสรภาพ และการรำลึกถึงผู้คนที่มีส่วนในการวางรากฐานประเทศ ตั้งแต่ผู้นำทางการเมือง ทหาร นักคิด ไปจนถึงประชาชนธรรมดาที่ร่วมผลักดันให้ดินแดนแห่งนี้ก้าวพ้นจากอำนาจอาณานิคม

9 กรกฎาคม วันเอกราชอาร์เจนตินา จึงเป็นวันสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของชาติหนึ่งที่เลือกยืนหยัดเพื่อเสรีภาพ เป็นวันที่เชื่อมโยงอดีตของการต่อสู้กับปัจจุบันของความเป็นชาติ และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าการได้มาซึ่งเอกราชมักต้องแลกมาด้วยความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นของผู้คนจำนวนมาก

จากเมืองตูกูมันในปี ค.ศ. 1816 สู่ประเทศอาร์เจนตินาในปัจจุบัน วันเอกราชยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและอธิปไตย เป็นวันที่ย้ำเตือนว่าเสรีภาพของชาติไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเกิดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญของผู้คนที่กล้าประกาศว่า พวกเขาจะเป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง

8 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรก ณ เมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ สะท้อนความผูกพันแห่งพระราชประวัติกับสหรัฐอเมริกา

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สถานที่ซึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับช่วงต้นแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์

เมืองเคมบริดจ์เป็นสถานที่สำคัญในพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์เสด็จพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ขณะสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงศึกษาด้านสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
การเสด็จฯ กลับมายังเมืองเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2503 จึงมิใช่เพียงส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจทางการทูต แต่ยังเป็นการเสด็จฯ กลับสู่สถานที่แห่งความทรงจำ สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง ผู้ต่อมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างยาวนาน
ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ในเมืองเคมบริดจ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย เพราะเป็นเสมือนการเสด็จฯ กลับไปยังสถานที่ซึ่งเชื่อมโยงพระราชประวัติส่วนพระองค์เข้ากับแผ่นดินสหรัฐอเมริกา

ภาพการต้อนรับในเมืองเคมบริดจ์สะท้อนความรู้สึกพิเศษของชาวอเมริกันต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีป้ายต้อนรับข้อความ “Welcome Home to the King” หรือ “ขอต้อนรับพระมหากษัตริย์กลับบ้าน” ซึ่งแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับเมืองที่พระองค์เคยประทับเมื่อครั้งแรกแห่งพระชนม์ชีพ
นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ ไปยังสถานที่สำคัญในเมืองเคมบริดจ์ รวมถึงบริเวณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันเป็นสถาบันที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษา และยังเสด็จฯ พบผู้ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาประสูติของพระองค์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่เคยถวายการดูแลเมื่อครั้งทรงเป็นทารก

เหตุการณ์นี้จึงมีความหมายทั้งในมิติส่วนพระองค์และมิติทางประวัติศาสตร์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระราชประวัติเชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง การเสด็จฯ กลับเมืองเคมบริดจ์จึงเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชนและประชาชนอเมริกันให้ความสนใจอย่างมาก

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2503 เกิดขึ้นในบริบทของโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในด้านการเมือง ความมั่นคง และการพัฒนา การเสด็จฯ ครั้งนี้จึงช่วยเสริมสร้างพระราชไมตรีและความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

แต่สำหรับคนไทย เหตุการณ์ที่เมืองเคมบริดจ์มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพิธีการทางการทูต เพราะเป็นภาพของพระมหากษัตริย์ไทยที่เสด็จฯ กลับไปยังสถานที่แห่งจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพ ก่อนที่พระองค์จะทรงเติบโตขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อประชาชนตลอดรัชสมัย

บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงไม่ใช่เพียงอาคารหลังหนึ่งในต่างแดน หากเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ จุดเริ่มต้น และสายสัมพันธ์ระหว่างพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพระราชประวัติ เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองเคมบริดจ์

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนความผูกพันส่วนพระองค์กับสถานที่ประสูติ แต่ยังสะท้อนมิตรภาพไทย–สหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงผ่านพระราชประวัติ พระราชไมตรี และความประทับใจของประชาชนสองประเทศอย่างงดงาม

4 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการแพทย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระองค์ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” โดยพระนาม “จุฬาภรณ์” มีความเกี่ยวข้องกับพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากวันประสูติเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงสนพระทัยด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา ศิลปะ และการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงเลือกศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอินทรีย์เคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอินทรีย์เคมี จากมหาวิทยาลัยมหิดล

พระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของพระองค์ได้รับการยกย่องทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยทรงมีพระราชปณิธานในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านการวิจัย การแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยที่ขาดโอกาส

หนึ่งในพระกรณียกิจสำคัญ คือการทรงก่อตั้งมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ป่วยยากไร้ พระกรณียกิจด้านการแพทย์ดังกล่าวสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” และเคยได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ. 2530 อันเป็นเครื่องสะท้อนถึงพระเกียรติคุณในวงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญด้านงานแพทย์อาสา โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. และเสด็จฯ ไปทรงร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงมากขึ้น

พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำความรู้มารับใช้ประชาชน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาสังคม พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้วิชาการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทรงแสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์มิได้เป็นเพียงความรู้ในห้องทดลอง หากเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความทุกข์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ปวงชนชาวไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และความผาสุกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของความรู้ การวิจัย และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้เป็นพลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ย้อนบทเรียน Millennium Challenge 2002 มหาอำนาจอาจมีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่แพ้ได้ หากศัตรูไม่ยอมเล่นตามเกมที่วางไว้ เกมซ้อมรบ 250 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ เคย “แพ้” อิหร่านจำลอง

Millennium Challenge 2002 (ความท้าท้ายแห่งสหัสวรรษ 2002) แบบจำลองทางทหารมูลค่า 250ล้านเหรียญที่ผลออกมาว่า สหรัฐฯ พลาดท่าพ่ายแพ้ต่ออิหร่าน

การซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 (MC02) เป็นการจำลองยุทธ์ด้วยคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ก.ค. - 15 ส.ค. ปี 2002 ด้วยงบประมาณสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ จุดประสงค์คือเพื่อทดสอบแนวคิด "สงครามเครือข่ายศูนย์กลาง" (Network-centric Warfare) ทั้งยังเป็นการทดสอบแสนยานุภาพและหลักนิยมของกองทัพสหรัฐฯ โดยฝ่ายน้ำเงิน (กองทัพสหรัฐฯ) ต้องต่อสู้กับฝ่ายแดง ซึ่งจำลองเป็นประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ( อิหร่าน) บัญชาการโดยพลโท Paul Van Riper นายทหารนาวิกโยธินที่เกษียณแล้ว โดยความน่าสนใจในการซ้อมรบครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้

-ฝ่ายแดงใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare): พลโท Van Riper เลือกใช้ยุทธวิธีโบราณและเทคโนโลยีต่ำแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้มอเตอร์ไซค์ส่งสารเพื่อหลีกเลี่ยงการดักจับสัญญาณ และใช้สัญญาณไฟกระพริบแทนคลื่นวิทยุ

-ชัยชนะอันรวดเร็วของฝ่ายแดง: เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ส่งกองเรือขนาดมหึมาเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ฝ่ายแดงได้ทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ด้วยการยิงฝูงขีปนาวุธล่วงหน้าเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทำให้อากาศยานและเรือรบจำลองของฝ่ายสหรัฐฯ จมลงสู่ก้นทะเลถึง 16 ลำ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริงจะทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายพันนายภายในเวลาไม่กี่นาที

กลยุทธ์ที่พลโท Van Riper ใช้ในการรบแบบอสมมาตร: ด้วยเพราะ เขาตระหนักดีว่าหากเขาเล่นตามเกมในตำราทหารแบบดั้งเดิม กองทัพฝ่ายแดง (Red Force) ของเขาซึ่งมีเทคโนโลยีล้าหลังกว่า ย่อมไม่มีทางต้านทานระบบสอดแนมและการโจมตีที่แม่นยำของฝ่ายน้ำเงิน (Blue Force: สหรัฐฯ) ได้ ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้ กลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) หรือการหยิบจุดแข็งที่เป็นความล้าหลัง และคาดเดาไม่ได้ของตนเอง มาโจมตีจุดอ่อนในความพึ่งพาเทคโนโลยีที่มากเกินไปของฝ่ายศัตรู โดยแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักดัง:

1. ต่อต้านระบบดักฟังด้วยระบบสื่อสารยุคเก่า (Low-Tech Communications) ในเมื่อฝ่ายน้ำเงินมีเทคโนโลยีระดับเทพที่สามารถดักจับคลื่นวิทยุ สัญญาณโทรศัพท์ดาวเทียม และการสื่อสารทางดิจิทัลได้ทุกรูปแบบเพื่อประเมินสถานการณ์ (ตามแนวคิด Information Dominance) พลโท Van Riper จึงสั่ง "ปิดวิทยุสื่อสารทั้งหมด" แล้วย้อนกลับไปใช้เทคนิคโบราณที่ไม่มีคลื่นหรือสัญญาณไฟฟ้าให้ดักจับได้:
· การส่งสารด้วยมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle Messengers): ใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วขี่มอเตอร์ไซค์ส่งคำสั่งเป็นเอกสารกระดาษไปยังหน่วยรบแนวหน้าโดยตรง
· การใช้สัญญาณไฟและรหัสลับด้วยพิธีกรรมทางศาสนา: ใช้สัญญาณไฟสีประภาคาร (Light Signals) แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการสั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบิน และใช้ระบบกระจายเสียงจากหออะซานของมัสยิด (ส่งคำร้องเรียกทำพิธีสวด) เป็นโค้ดลับในการสั่งเคลื่อนกำลังพลพร้อมกันทั่วประเทศ

2. การซ่อนพรางกำลังรบในพลเรือน (Camouflage inside Civilian Traffic) แทนที่จะจอดเรือรบและตั้งฐานทัพทหารเด่นหราบนจอเรดาร์ พลโท Van Riper เลือกที่จะพรางตัวไปกับวิถีชีวิตปกติของประชาชนเพื่อทำให้ระบบแยกแยะเป้าหมายอัตโนมัติของฝ่ายน้ำเงินเป็นอัมพาต:
· การหาพิกัดเรือศัตรู: แทนที่จะเปิดเรดาร์ทหารสแกนหาเรือรบสหรัฐฯ (ซึ่งจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ รู้ตัวทันที) เขาใช้ เรือประมงท้องถิ่นและเรือสินค้าพลเรือน ที่ล่องเรือผ่านไปมาตามปกติ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแล้วรายงานพิกัดกองเรือสหรัฐฯ กลับมา
· การเคลื่อนกำลังพล: เขาซ่อนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธและเครื่องบินรบขนาดเล็กไว้ปะปนกับเรือพาณิชย์และเครื่องบินพลเรือนในน่านน้ำและน่านฟ้าที่แออัด ทำให้ฝ่ายน้ำเงินไม่กล้าโจมตีก่อนเพราะแยกไม่ออกว่าลำไหนคือผู้บริสุทธิ์ ลำไหนคือทหาร

3. กลยุทธ์ฝูงผึ้งรุมต่อย (Swarm Tactics) จุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงอย่างระบบ Aegis บนเรือรบสหรัฐฯ คือมันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีเทคโนโลยีสูงจำนวนหนึ่ง (เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธทิ้งตัวไม่กี่ลูก) แต่ระบบจะประมวลผลไม่ทันหากเจอเป้าหมายขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจู่โจมพร้อมกัน พลโท Van Riper จึงสั่งให้ เรือเร็วติดระเบิดฆ่าตัวตาย (Kamikaze Speedboats), เรือสปีดโบ๊ทพลเรือน และเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก นับร้อย ๆ ลำ บุกโจมตีเข้าใส่กองเรือสหรัฐฯ พร้อมกันจากทุกทิศทางในลักษณะ "ฝูงผึ้งจำนวนมาก" ควบคู่กับการระดมยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากชายฝั่ง ผลคือเรดาร์และระบบยิงสกัดของฝ่ายน้ำเงินทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) จนไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดและถูกจมเรือไปถึง 19 ลำในเวลาแค่ 10 นาที

4. การชิงลงมือก่อนเพื่อตัดโอกาสก่อนที่ศัตรูจะตั้งตัวได้ (Preemptive Strike) ฝ่ายน้ำเงินคุ้นชินกับการส่งคำขาด (Ultimatum) เพื่อกดดันให้ข้าศึกยอมจำนนก่อน แล้วค่อย ๆ เปิดฉากโจมตีอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน แต่พลโท Van Riper รู้ดีว่าหากปล่อยให้ฝ่ายน้ำเงินจัดตั้งแนวรบเสร็จสมบูรณ์ ฝ่ายเขาจะไม่มีโอกาสชนะเลย ทันทีที่ฝ่ายน้ำเงินส่งคำขาดและประกาศว่าเรือรบได้แล่นเข้าสู่ระยะน่านน้ำแล้ว เขาจึงชิงลงมือสั่งโจมตีเต็มอัตราศึกทันที โดยไม่รอให้ระยะเวลาในคำขาดหมดลง การตัดสินใจที่เฉียบขาดและนอกตำรานี้สร้างความตื่นตระหนกและทำลายวงจรการตัดสินใจ (OODA Loop) ของผู้บัญชาการฝ่ายสหรัฐฯ จนตั้งตัวไม่ติดนั่นเอง

การรีเซ็ตการฝึกซ้อม: เนื่องจากผลลัพธ์ที่ปรากฏว่า กองสหรัฐฯ พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเทคโนโลยี ผู้ควบคุมการฝึกจึงตัดสินใจสั่งหยุดเกม ย้อนเวลากลับไป และบังคับให้ฝ่ายแดงเปิดระบบป้องกันเพื่อให้เรือของสหรัฐฯ สามารถรบต่อและทดสอบยุทโธปกรณ์ได้ตามเป้าหมาย การตัดสินใจแทรกแซงดังกล่าวทำให้ พลโท Van Riper ประท้วงและลาออกจากการฝึก โดยวิจารณ์ว่า Millennium Challenge 2002 เป็นเพียงการซ้อมรบที่ถูกเขียนบทมาเพียงเพื่อให้เทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐฯ ชนะเท่านั้น พลโท Van Riper กล่าวในภายหลังว่า หลังรีเซ็ต ฝ่ายแดง Red ถูกจำกัดปฏิบัติการหลายอย่าง เช่น การห้ามยิงก่อน ต้องเปิดเรดาร์ และต้องจัดวางกำลังตามที่ผู้ควบคุมกำหนด เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้านกลยุทธ์ที่โด่งดัง ซึ่งผู้คนบนฟอรัม War College Reddit มักมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปรับตัวต่อกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงของศัตรู

พลโท Paul Van Riper ปัจจุบันยังมีชีวิตในวัย 88 ปี เข้าร่วมกับกองกำลังนาวิกโยธินตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่จะเลื่อนเป็นนายทหารสัญบัตรใน 7 ปีต่อมา เขาได้รับเหรียญ Silver Star สองครั้ง จากวีรกรรมในสงครามเวียดนาม เขาเป็นคณะทำงานของกองกำลังนาวิกโยธิน MARCENT/I ในระหว่างปฏิบัติการ Desert Shield และ Desert Storm (มกราคมถึงมีนาคม 1991) ก่อนเกษียณจากกองทัพ เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 2 และกองบัญชาการพัฒนาการรบของนาวิกโยธิน ณ เมืองควอนติโก มลรัฐเวอร์จิเนีย และเหรียญเกียรติคุณการบริการดีเด่นของกองทัพเรือ () หลังการเกษียณอายุ เขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการและคณะทำงานที่ปรึกษาของธุรกิจหลายแห่ง

แล้วทำไมจึงดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้นำบทเรียนจากการซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 ไปใช้ อันที่จริงแล้วมีหลายเหตุผล ได้แก่
1. เป้าหมายของการซ้อมรบไม่ใช่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ Millennium Challenge 2002 ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบแนวคิดการรบใหม่ (Transformation) มากกว่าจะเป็นการแข่งว่าใครชนะ หากสถานการณ์จบเร็วเกินไป การทดสอบส่วนอื่นจะทำไม่ได้ จึงต้องมีการรีเซ็ตบางช่วงของเกม

2. เรื่อง "ฝ่ายแดงถูกบังคับให้แพ้" เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น โดย Pentagon ระบุว่า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ทำเพื่อให้สามารถทดสอบระบบและแนวคิดที่เหลือของการฝึกได้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของฝ่ายน้ำเงินเพียงอย่างเดียว

3. หลายบทเรียนถูกนำไปใช้จริง แม้จะมีความเข้าใจว่าบทเรียนถูกละเลย แต่หลายประเด็นกลับถูกนำไปพัฒนา เช่น
- การรับมือฝูงเรือเร็ว (Swarm Attack)
- การป้องกันขีปนาวุธร่อน
- การข่าวกรองและการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น
- การเตรียมรับมือศัตรูที่ใช้วิธีการสื่อสารแบบไม่พึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยในเวลาต่อมากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ลงทุนอย่างมากในระบบป้องกันหลายชั้น ระบบอาวุธระยะประชิด และการฝึกรับมือการโจมตีแบบอิ่มตัว (saturation attacks) ซึ่งสะท้อนบทเรียนบางส่วนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

4. แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเชิงสถาบันบางอย่าง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Millennium Challenge 2002 แสดงให้เห็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในองค์กรขนาดใหญ่ คือ
· ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีมากเกินไป
· การวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าศัตรูจะทำตามแบบที่คาดไว้
· วามยากในการยอมรับผลการทดลองที่ขัดกับแนวคิดหลักขององค์กร
· ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกองทัพสหรัฐฯ แต่พบได้ในกองทัพและองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หากมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน กองทำสหรัฐฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อบทเรียนจาก Millennium Challenge 2002 ทั้งหมด แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า บทเรียนบางส่วนถูกลดทอนหรือถูกตีความในลักษณะที่เอื้อต่อแนวคิดเดิมขององค์กร ขณะเดียวกัน บทเรียนด้านยุทธวิธีและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่จำนวนไม่น้อยก็ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดจริง และฝ่ายการเมืองทั้งประธานาธิบดี Donald Trump และ Pete Hegseth รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่างไม่สนใจต่อข้อเสนอและคำแนะนำจากฝ่ายทหาร จะได้จากการปลด ปรับย้าย นายทหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจึงปรากฏผลออกมาเช่นที่ชาวโลกได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

เฮยหลงเจียง ลุยท่องเที่ยว!! จัดประชุมอุตสาหกรรมครั้งที่ 8 เมืองจีซีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวหลากธีม บูรณาการวัฒนธรรมและกีฬาเข้าด้วยกัน นำนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่

การประชุมว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง ครั้งที่ 8 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม ณ เมืองจีซี เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียง ภายใต้แนวคิด "การบูรณาการ นวัตกรรม และโอกาส" โดยยึดหลักความเรียบง่าย ความปลอดภัย และความเป็นเลิศ การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการยกระดับการบริโภคด้านการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ของมณฑลเฮยหลงเจียงในทุกมิติ ทั้งความงดงามของธรรมชาติ ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม อาหารท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และการต้อนรับอันอบอุ่น เพื่อกระตุ้นและปลดล็อกศักยภาพการบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในระหว่างการประชุม เมืองจีซีจะเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพภายใต้สามธีมหลัก ได้แก่ "Ignite the Games, Rock the Lakes" (การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสัมผัสเสน่ห์ของทะเลสาบ) "Drive the Border, Embrace Wellness" (การท่องเที่ยวเส้นทางชายแดนควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) และ "Explore the Countryside, Learn Through Play" (การท่องเที่ยวชนบทเชิงเรียนรู้และกิจกรรมสำหรับครอบครัว) พร้อมกันนี้ ยังมีการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ทั้งส่วนลดร้านอาหาร การรับประกันที่พัก การเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวฟรี และข้อเสนอพิเศษสำหรับการชอปปิง เพื่อมอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง พร้อมเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์และความงดงามของเมืองจีซีอย่างใกล้ชิด

เจียง ซิงเฉิง รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง กล่าวว่า การประชุมในปีนี้มีจุดเด่นสำคัญสามประการ โดยประการแรกคือการขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการ เพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการท่องเที่ยวแบบครบวงจรภายใต้แนวคิด "ใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวเผยแพร่วัฒนธรรม" โดยส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้ากับภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การค้า และกีฬาอย่างลึกซึ้ง อาทิ การอาศัยการแข่งขัน "ลีกฟุตบอลภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน" เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อเปิดตัวแบรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ "Travel with Sports Events" (การท่องเที่ยวพร้อมกิจกรรมกีฬา)

ประการที่สองคือการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสมัยใหม่ โดยยกระดับรูปแบบการจัดงานประชุมให้ก้าวพ้นกรอบเดิม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างครอบคลุม พร้อมจัดตั้งโซนจัดแสดงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอัจฉริยะภายในพื้นที่จัดงานหลัก เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย เช่น "AI + การท่องเที่ยว" การท่องเที่ยวเสมือนจริงบนเมตาเวิร์ส และประสบการณ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล

ประการที่สามคือการสร้างเวทีใหม่สำหรับความร่วมมือแบบเปิดกว้าง เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โอกาสใหม่ ๆ โดยบูรณาการเข้ากับข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) พร้อมเชิญผู้แทนจากภาครัฐและภาคธุรกิจจาก 13 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมบทบาทและภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียงในเวทีนานาชาติ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเฮยหลงเจียง

‘อนุทิน’ เปิดเวที ABAC 2026!! ผู้นำธุรกิจเอเปคชูความร่วมมือข้ามภาคส่วน สร้างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้รุ่งเรืองท่ามกลางวิกฤต ย้ำรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

กรุงเทพฯ, 9 ก.ค. (ซินหัว) -- เหล่าผู้นำแวดวงธุรกิจจากคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC) ได้รวมตัวประชุมในกรุงเทพฯ และเรียกร้องการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อรักษาการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก

อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์สำคัญที่การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ในปี 2026 ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น ขณะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

อนุทินชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้ได้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง ดังนั้นความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐ-ภาคเอกชนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ สมาชิกคณะกรรมการฯ และประธานบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่าชุมชนธุรกิจพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

อนึ่ง การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 6-9 ก.ค. 2026

ที่มา : Xinhua

นายกรัฐมนตรี "เมโลนี" ของอิตาลี ยืนยันหนักแน่น จะไม่เข้าร่วมโจมตีอิหร่าน

"เราได้ประกาศจุดยืนของเราไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่าน
ปัจจุบันเราไม่ได้เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่าน และในอนาคตเราจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่านเช่นกัน”

จอร์จา เมโลนี
นายกรัฐมนตรีอิตาลี

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1343068207981536/?rdid=8RxhlF8U5P7Qukjp#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top