Friday, 18 September 2026
NEWS

BFPL–BPT คุมพื้นที่ใต้สะพานพระราม 3 ตรวจสอบแนวท่อส่งน้ำมันอย่างละเอียด เร่งหาจุดรั่วซึมน้ำมัน ยืนยันความปลอดภัยชุมชน บริหารขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับพระราม 3 ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีน้ำมันรั่วซึมจากแนวท่อส่งน้ำมันในบริเวณดังกล่าว โดยขณะนี้ทั้งสองบริษัทได้ควบคุมพื้นที่และเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อยืนยันจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริง และหากยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้ จะเร่งจัดทำแผนซ่อมแซมเสนอกรมธุรกิจพลังงานและดำเนินการโดยเร็ว พร้อมบริหารจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องทางอื่นเพื่อให้การจัดส่งน้ำมันดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ BFPL และ BPT ได้ตรวจสอบจุดเปิดหน้าดินและบริเวณแนวท่อช่วงถนนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบคราบและกลิ่นน้ำมันในระยะแรก ผลการตรวจสอบตามที่รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ไม่พบความผิดปกติของท่อในบริเวณที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่สามารถระบุที่มาของการปนเปื้อนน้ำมันได้ จึงได้ขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณโดยรอบ และพบร่องรอยน้ำมันเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

BFPL และ BPT จะเร่งตรวจสอบเพื่อระบุตำแหน่งและลักษณะความเสียหายให้ชัดเจน หากพบความเสียหาย จะดำเนินการซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบ ภายหลังการซ่อมแซม ทั้งสองบริษัทจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอื่นใด ระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ BPT ขณะที่ BFPL ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและทบทวนมาตรการดูแลระบบท่อ ตลอดจนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบบท่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งดูแล เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงได้สื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

พลังงานไทยครึ่งปีแรกขยับตามเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69 ขยายตัว 0.9% จับตาราคาพลังงานผันผวนทั่วโลก คาดปีนี้ความต้องการเพิ่ม 1.4% ยานยนต์ไฟฟ้าระเบิดตัว 66%

สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว
จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 ด้านยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 พร้อมคาดการณ์
ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.9 โดยการใช้
ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 0.8 ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0
และลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.6 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.5 และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.8 โดยการใช้น้ำมัน
กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1.49 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.7 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 43 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 รองลงมา
เป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลง
ร้อยละ 0.1 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6
การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยร้อยละ 63 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้
ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 12.5 ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 16.5
โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0 จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 40.4 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ
3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 61 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยนร้อยละ 15 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์
ร้อยละ 9 พลังน้ำร้อยละ 4 และน้ำมันร้อยละ 0.05
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3.3 สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
จากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 1.6 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 15.6
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย
ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน
และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

ECONBIZ

EGCO Group ขยายพอร์ตพลังงานสหรัฐฯ!! ซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้า Astoria Energy II กำลังผลิต 615 MW ใจกลางนิวยอร์ก เน้น Asset Recycling หมุนเงินสด รับอานิสงส์ตลาด AI & Data Center

EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก

โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ Data Center & AI ตลาดสหรัฐฯ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” และความเชี่ยวชาญด้าน Asset Recycling ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC สะท้อนขีดความสามารถในการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก นำเงินสดจากการหมุนเวียนสินทรัพย์เข้าลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียม (High-Quality Core Asset) ที่มีสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับองค์กรไฟฟ้าสาธารณะแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) การันตีการรับรู้กระแสเงินสดที่มั่นคงทันที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II (AE II) ครั้งนี้ คือแนวทางที่ชัดเจนของการดำเนินกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการหมุนเวียนสินทรัพย์อย่างมีวินัยเชิงยุทธศาสตร์ของ EGCO Group เรานำเงินทุนและสภาพคล่องจากการรีไซเคิล สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว มาหมุนเวียนต่อยอดเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น และยกระดับเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC (GPP) กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เพื่อเข้าถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (AE II) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มทันทีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นการปักหมุดสินทรัพย์ระดับยุทธศาสตร์ในตลาดพลังงานที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายธวัชชัย กล่าว

เจาะ 3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: AE II สินทรัพย์พรีเมียมใจกลางนครนิวยอร์ก
โรงไฟฟ้า AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2554 โดยมีจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
1) ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location): ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ (Queens) ห่างจากสนามบิน ลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator (NYISO) ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สูง
2) รายได้ไร้ความเสี่ยงด้านราคาด้วย Tolling Agreement กับ NYPA: จำหน่ายไฟฟ้าและบริการเสริมระบบภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวกับ New York Power Authority (NYPA) ซึ่งเป็นองค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO Group รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แน่นหนา ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง
3) โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรองรับ Transition & AI Demand: เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า CCGT ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก พร้อมทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า

ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตระดับ Gold Standard
นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สหรัฐอเมริกาคือตลาดหลักยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของ EGCO Group การเข้าถือหุ้นใน AE II ครั้งนี้ เมื่อผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II จะทำให้ EGCO Group มีตำแหน่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สิ่งนี้ยืนยันถึง “พลังและศักยภาพการบริหารงาน” ของทีมผู้บริหาร EGCO Group ที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยืดหยุ่น ยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เพื่อมอบผลตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว”

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

LITE

17 กันยายน 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกาศใช้เงินเหรียญบาทครั้งแรกในประเทศสยาม จากโรงกระสาปน์สิทธิการ สู่จุดเปลี่ยนระบบเงินตราสยาม

วันนี้เมื่ออดีต สยาม ประกาศใช้เงินเหรียญบาทเป็นครั้งแรก โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ เพื่อใช้แทนเงินพดด้วง เป็นตราพระมหามงกุฎ-ช้างในวงจักร

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย ภายในพระบรมมหาราชวังบริเวณที่เคยเป็นโรง ทำเงินพดด้วงเดิม ด้านหน้าพระคลังมหาสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก และติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำเป็นเครื่องแรก ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ

วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 4 ได้ออกประกาศพิกัดราคาเงินเหรียญบาทและเงินแป โดยให้นำเงินเหรียญอย่างใหม่ซึ่งเป็นเงินแบนที่ผลิตได้จากโรงกระสาปน์สิทธิการ นำออกใช้แทน เงินพดด้วง เหรียญดังกล่าวนั้น ด้านหน้าเป็นรูปพระมหามงกุฎ มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังเป็นรูปช้าง อยู่กลางพระแสงจักร เหรียญเนื้อเงินแท้ ราคา ๑ บาท น้ำหนัก 15.33 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญ 31 มิลลิเมตร

และเหรียญชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยเหรียญเงินราคา 1 บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง กึ่งเฟื้อง และเหรียทองพัดดึงส์อีกจำนวนหนึ่ง นับเป็นการปฏิวัติระบบเงินตราครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทย
อนึ่ง โรงกษาปณ์แห่งนี้ ภายหลังจากการสร้างโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นโรงหมอตอนหนึ่ง และเป็นคลังราชพัสดุอีกตอนหนึ่ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เกิดไฟไหม้หมดทั้งหลัง

ที่มา: http://www.royalthaimint.net/ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_news.php?nid=221

16 กันยายน 2465 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 6’ พระราชทานที่ดินทรงสงวนที่สัตหีบ ก่อสร้าง ‘ฐานทัพเรือ’ เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติทางทะเล 2465 หมุดหมายสำคัญ

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ได้ขอพระราชทาน

ย้อนไป เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2465 หรือ 102 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ขอพระราชทาน และกองทัพเรือสร้างฐานทัพเรือที่สัตหีบ ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ฐานทัพเรือสัตหีบ เริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2457 ขณะที่เสด็จประพาสทางชลมารคเลียบฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระองค์ได้เสด็จฯ มาประทับในอ่าวสัตหีบ เพื่อทอดพระเนตรการซ้อมรบของกองทัพเรือด้วย
ในการเสด็จคราวนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านสัตหีบ เห็นว่า เป็นชัยภูมิอันเหมาะที่จะตั้งเป็นฐานทัพเรือ จึงได้มีพระบรมราชโองการด้วยพระโอษฐ์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2457 แก่พระยาราชเสนาผู้แทนสมุหเทศาภิบาล มณฑลจันทบุรี และพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี
ขณะทรงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งว่า มีพระราชประสงค์ที่ดินฝั่งตำบลสัตหีบ และที่ใกล้เคียงตลอดทั้งเกาะใหญ่น้อยบรรดาที่มีอยู่ริมฝั่งน้ำ อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับใบเหยียบย่ำ หรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินบนฝั่ง หรือเกาะที่สงวนไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2465 พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ได้มีหนังสือไปกราบถวายบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานที่ดินตำบลสัตหีบที่ทรงสงวนไว้เพื่อจัดเป็นฐานทัพเรือ โดยทรงเน้นให้เห็นคุณและโทษ ของการจัดสัตหีบเป็นฐานทัพเรือไว้

ต่อมาทางกองทัพเรือจึงได้ก่อสร้างฐานทัพเรือ จนมาเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ จวบจนถึงปัจจุบัน

14 กันยายน ของทุกปี ‘วันบุรฉัตร’ น้อมรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร’ ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งรถไฟไทย’ วางรากฐานทางช่าง ปฏิรูปกรมรถไฟหลวง

วันที่ 14 กันยายน ของทุกปี ทางราชการกำหนดให้เป็น ‘วันบุรฉัตร’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อดีตผู้บัญชาการรถไฟไทย
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาวาด(ในสกุล "กัลยาณมิตร") ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424 ขณะทรงพระเยาว์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

ปี พ.ศ. 2437 เสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านโยธาธิการที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และทรงศึกษาต่อวิชาวิศวกรรมที่ ตรินีตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และวิชาทหารช่างที่ แชทแฮม จากนั้นเสด็จศึกษาเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส ทรงศึกษาการทำทำนบและขุดคลอง ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และเสด็จกลับมาทรงงานและศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จนได้เป็นสมาชิก M.I.C.E. (Member of the Institution of Civil Engineer) (เทียบเท่า วิศวกรรมสถาน)

พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2447 ทรงรับราชการทหาร เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่างพระองค์แรกในปี พ.ศ. 2451 และทรงดำรงตำแหน่งนี้เป็นระยะเวลา 17 ปี ทรงนำความรู้ในวิชาการทหารแผนใหม่ตามแบบอย่างประเทศตะวันตกมาปรับปรุงกิจการทหารช่าง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานกิจการทหารช่างแผนใหม่ และกองทัพ
การดำเนินกิจการรถไฟในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงให้ชาวต่างประเทศเป็นผู้ควบคุมการบริหารกิจการทั้งหมด กระทั่งปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ในปี พ.ศ. 2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมรถไฟหลวง" และให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆ ของกรมรถไฟหลวง ขยายเส้นทางเดินรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน สายตะวันออกเฉียงเหนือทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี สายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ และในปี พ.ศ. 2471 พระองค์ยังได้ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซล จำนวน 2 คัน (หมายเลข 21 และ 22) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกำลัง 180 แรงม้า เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถไม่สะดวก และไม่ประหยัด อีกทั้งลูกไฟที่กระจายออกมาเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร และอาจทำให้เกิดไฟไหม้ไม้หมอนอีกด้วย ซึ่งรถจักรดีเซลทั้งสองคันดังกล่าว เป็นรถจักรดีเซลคันแรกในทวีปเอเชีย และถือว่าประเทศไทยนำรถจักรดีเซลเข้ามาใช้งานเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกรมทางไปขึ้นกับกรมรถไฟหลวง โดยให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงรับผิดชอบงานสร้างถนนและสะพานทั่วประเทศ เช่น สะพานกษัตริย์ศึก เป็นสะพานลอยข้ามทางรถไฟแห่งแรก และสะพานรัษฎาภิเศก จังหวัดลำปาง สะพานพุทธ สะพานพระราม 6

ในปี พ.ศ. 2464 ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงริเริ่มนำเอาเครื่องเจาะมาทำการเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ ในบริเวณที่มีผู้พบน้ำมันดิบไหลขึ้นมาบนผิวดินที่บ่อหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจทางธรณีวิทยา เพื่อค้นหาน้ำมันดิบและถ่านหินในประเทศไทย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการและเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับครอบครัวเมื่อ พ.ศ. 2476 กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2479 พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรได้สิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ สิริพระชนมายุได้ 54 ปี 7 เดือน 22 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/pr.railway/photos/14-กันยายน-วันบุรฉัตรพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร-เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่-35-ในพระบ/1860088360672693/

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

WORLD

ซาอุฯ เข้าขั้นโคม่า!! ขอความช่วยเหลือพันธมิตร หลังคลังขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอ ฮูติยังโจมตีอย่างต่อเนื่อง กดดันป้องกันภัยทางอากาศหนักขึ้น

ซาอุฯ เริ่มขาดขีปนาวุธสกัดกั้น จนต้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร ขณะฮูตียังคงโจมตีต่อเนื่อง

ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญปัญหาคลังขีปนาวุธสกัดกั้นเริ่มร่อยหรอ หลังต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดริยาดเริ่มหันไป ร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตร เพื่อเสริมกำลังป้องกันภัยทางอากาศของตนเอง

รายงานของ AP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค 2 ราย ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้ติดต่อ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปากีสถาน และอียิปต์ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ท่ามกลางความกังวลว่าจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่กำลังลดลงจากการใช้งานอย่างหนัก โดยปกติซาอุฯ พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ เองก็เผชิญแรงกดดันต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้น หลังใช้ไปจำนวนมากในสงครามกับอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ฮูตียังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีทั้งการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ซาอุฯ ต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่

ที่มา: Associated Press (AP)
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403125055309184/?rdid=bbyjJEhbh96WgAGp#

ฮ่องกงรักษาบัลลังก์ศูนย์กลางการเงินเอเชีย!! รัฐบาลฮ่องกงชูเติบโตบนเสถียรภาพ หลังดัชนีการเงินโลกยืนยันสถานะท็อป 3 ขึ้นแท่นอันดับ 1 ฟินเทคโลก ยึดหลักการเติบโตผ่านเสถียรภาพ

ฮ่องกงยังครองอันดับ 3 ดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก

รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (GFCI) ฉบับที่ 40 จากแซด/เยน กรุ๊ป (Z/Yen Group) คลังสมองของสหราชอาณาจักร สถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งประเมินศูนย์กลางการเงิน 117 แห่งทั่วโลก ระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยคะแนนรวม 756 คะแนน

รายงานระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค (fintech) และครองอันดับสูงใน 5 ด้านของความสามารถทางการแข่งขัน อาทิ อันดับ 1 ของโลกในด้านการพัฒนาภาคการเงิน อันดับ 2 ในด้านทุนมนุษย์ และอันดับ 2 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

ฮ่องกงยังคงมีคะแนนโดดเด่นในการประเมินโดยผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเงิน โดยฮ่องกงขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการจัดการการลงทุน และยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการประกันภัยและสาขาการเงิน

อนึ่ง มีการเผยแพร่รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลกในเดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปีตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าฮ่องกงจะยึดมั่นหลักการสร้างการเติบโตผ่านเสถียรภาพและสร้างเสถียรภาพผ่านการเติบโต และจะเดินหน้าโครงการไฟแนนซ์+ (Finance+) พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติ และส่งเสริมมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้สกุลเงินเหรินหมินปี้หรือเงินหยวนในต่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ เตือนคนอเมริกันระวังถูกปล้นในกัมพูชา!! จับตาความปลอดภัย พนมเปญเสี่ยงอาชญากรรม แนะอย่าขัดขืนเพื่อลดความเสี่ยงอันตราย บางพื้นที่ห้ามเดินทางเด็ดขาด กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดสูงสุด

สหรัฐฯ ออกคำเตือนใหม่เยือน 'กัมพูชา' โดนปล้นอย่าขัดขืนปล่อยไปตามยถากรรม.
ชาวอเมริกาที่กำลังเดินทางไปยังกัมพูชา ได้รับคำเตือนใหม่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ในนั้นรวมถึงกรณีที่อาจถูกจี้ปล้นและอาชญากรรมอื่นๆต่างๆนานา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนระดับ 2 "ให้เพิ่มความระมัดระวัง" สำหรับประเทศกัมพูชาอ้างถึงอาชญากรรม สถานการณ์ความไม่สงบและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน แม้ทั้งประเทศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ 2 แต่มีบางพื้นที่ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศอเมริกาถึงขั้นประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุด "ห้ามเดินทางไป"

อ้างอิงจากคำประกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯยังพลเมืองอเมริกาอย่าได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้แล้วยังเตือนนักเดินทางให้เพิ่มความระแวดระวังในพนมเปญ สืบเนื่องจากอาชญากรรม

จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดบันทายมีชัย, จังหวัดโพธิสัตว์, จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดกำปงธม ต่างถูกยกระดับคำเตือน สืบเนื่องจากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน

สำหรับพลเมืองอเมริกา ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้แชร์คำเตือนอย่างโต้งๆอีกอย่าง ว่า "อย่าได้พยายามขัดขืนหรือต่อสู้เมื่อเผชิญกับความพยายามในการปล้นทรัพย์" สืบเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องนักเดินทางใช้มาตรการระแวดระวังไว้ก่อน ตอนที่รับเครื่องดื่มจากคนอื่นๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำคำแนะนำ ที่ขอให้ซื้อประกันภัยการเดินทาง และตรวจสอบว่าประกันภัยดังกล่าว มอบความคุ้มครองครอบคลุมถึงบริการช่วยเหลือในการอพยพ ประกันสุขภาพ และการยกเลิกการเดินทางด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันนักเดินทางยังได้รับคำเตือนเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านยาเสพติดอันเข้มงวดของกัมพูชา "ทางกัมพูชามีนโยบายไม่ผ่อนปรนต่อความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" คำแนะนำด้านการเดินทางของกระทรวงต่างประเทศอเมริการะบุ พร้อมระบุว่าแม้กระทั่งการครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การถูกจับกุมและควบคุมตัว

ใครก็ตามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียาเสพติด อาจเผชิญการลงโทษจำคุกเป็นเวลานาน และอาจถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต จากคำเตือนของเจ้าหน้าที่ คำเตือนดังกล่าวนี้ มีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงออกประกาศเตือนด้านการเดินทางและความปลอดภัยสำหรับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000090856
.
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688903733242097&id=100063674585845&rdid=MTAEKapQMAUKxh1W#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top