Friday, 31 July 2026
NEWS

นักวิชาการ มธ. ชี้ กทม. ชงปรับภาษีที่ดิน!! เสนอปรับภาษีที่ดินเกษตรเพิ่ม แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วยหลบภาษี นักวิชาการเน้นนโยบายที่ดินควบคู่ หวังสร้างความยั่งยืนและเป็นธรรม

ชง ‘กทม.’ เดินหน้ามาตรการควบคู่ปรับเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’
แก้ปม ‘แลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย’ แบบยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กทม. ทบทวนใหญ่ “ภาษีที่ดิน” ชี้ การแก้ปัญหา “แลนลอร์ดปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี” แบบยั่งยืน ควรเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กันไป “กำหนดอัตราภาษีให้อิงตามผังเมือง – กำหนดนโยบายการจัดการที่ดินที่สอดคล้องทั้งระบบ – วางกรอบเรื่องที่ดินเกษตรกรรมให้ชัด” ระบุ ภาษีที่ดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ใช้หารายได้ให้รัฐ

ผศ.สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นไม่ได้ต่อต้านกับกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% ปรับเพิ่มเป็น 0.03-0.12% เพราะขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมในการทบทวนอัตราดังกล่าว แต่ประเด็นที่ภาคประชาสังคมจับตามองว่าจะช่วยแก้ปัญหากรณีเจ้าของที่ดินทำเกษตรเพื่อเลี่ยงอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถึงจะพอช่วยได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน และอาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1. ข่าวปลูกกล้วยหรือทำการเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในอดีต ตอนนี้ถูกแก้ไขเฉพาะหน้าไปบางส่วนด้วยประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมฯ แล้ว โดยเป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ต้องปลูกกล้วย 200 ต้น/ไร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลส่วนกลางที่มีเจตนาดีแต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

2. การใช้ภาษีเพื่อเน้นแต่รายได้และกระตุ้นการใช้ที่ดินโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ เช่น ทั้งที่พื้นที่การทำเกษตรกรรมในเขตหนองจอกก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่คำตอบอาจเปลี่ยนไปหากทำเกษตรกรรมที่ย่านสีลมเขตบางรัก ฉะนั้นการเร่งให้พื้นที่โตด้วยอัตราภาษีชุดเดียวกันทั้งเมือง จึงอาจทำให้เกิดการถางต้นไม้เคลียร์พื้นที่โล่งเพื่อปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแทน หรือขายที่ดินการเกษตรหรือที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าไปเพื่อวางแผนภาษี ซึ่งกลายเป็นอาจสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองได้โดยไม่จำเป็น

ผศ.สหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หาก กทม. ต้องการจะเพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วยนั้น ควรพิจารณากำหนดอัตราภาษีที่ดินซึ่งรวมถึงอัตราภาษีสำหรับที่ดินเกษตรกรรมที่กำลังทบทวนใหม่นี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ใน กทม. โดยในทางอุดมคติ ควรอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งที่จริงตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ค่อนข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปรับอัตราภาษีที่ดินให้มีความแตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้แต่ต้องไม่กำหนดอัตราเกินอัตราเพดานที่กฎหมายแม่บทกำหนด และในระยะยาวควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เพื่อรับรองช่องทางการกำหนดอัตราภาษีที่อิงการใช้ประโยชน์ตามผังเมืองนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

“แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กทม. เพราะต่อให้เราวิจารณ์ว่ายังไม่มีการใช้ประโยชน์จากภาษีที่ดินมากเท่าที่ควร หรือกฎหมายภาษีที่ดินไม่ล้อกับผังเมือง อีกด้านหนึ่งกฎหมายผังเมืองเองก็มีปัญหาในตัวเองอยู่ไม่น้อยและเป็นประเด็นระดับชาติ ซึ่งทำให้ กทม. เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน” ผศ.สหรัฐ กล่าว

ผศ.สหรัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่ กทม. กำลังปรับปรุงรายละเอียด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาชงเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินจากเดิม 50 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 20 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจถึงเจตนาของ กทม. ได้ ว่าน่าจะต้องการขยายฐานภาษีให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาประเด็นพื้นฐาน ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นอัตราภาษีที่กล่าวไปข้างต้นว่า น่าจะต้องมีหลักคิดมากกว่าความต้องการหารายได้เพิ่ม โดย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมีกรอบคิด หรือนโยบายอย่างอื่นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดินให้ชัดเจน เช่น คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ว่าทิศทางการจัดการที่ดินของเมืองเป็นอย่างไร

“ที่ดินเกษตรกรรมที่เป็นข่าวนี้ก็เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปแล้ว ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางกรอบนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินเกษตรกรรมในระยะยาวให้ชัดก่อนกำหนดนโยบายด้านภาษี เช่น ถ้ายังมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยังต้องช่วยเหลือเกษตรกร การจะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินก็ต้องคิดให้รอบคอบ”ผศ.สหรัฐ กล่าว

นอกจากนี้ สังคมดูจะให้ความสนใจกับข้อเสนอลดฐานภาษีเกษตรกรรม 50 ล้านบาท แต่ในภาพที่ใหญ่กว่า คือ ตอนนี้มีการเก็บที่ดินเกษตรกรรมที่มีมูลค่าสุทธิถึง 1,050 ล้านบาทในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทไปทำการค้าพาณิชย์ ซึ่งโดนเก็บที่อัตรา 0.3% เสียอีก ซึ่งปัญหาที่ดินเกษตรมูลค่าพันล้านนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ถึงขนาดรัฐบาลต้องมาช่วยดูแลอัตราภาษีให้หรือไม่นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทั้ง กทม. และรัฐบาลต้องคิดให้ตกผลึกในภาพรวมให้ชัด

ผศ.สหรัฐ กล่าวด้วยว่า ภาษีที่ดินสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าแค่เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากเปรียบเป็นจอมยุทธก็เป็นคนที่มีหลายคัมภีร์มาก แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จอมยุทธคนนี้ใช้ภาษีเล่นอยู่ไม่กี่ท่าคือใช้หาเงินกับเร่งให้คนรีบใช้ที่ดิน ทั้งเป็นการใช้ในลักษณะต่างคนต่างทำกับเครื่องมือในการจัดการที่ดินอื่น เช่น มาตรการจัดรูปที่ดิน มาตรการจัดสรรที่ดิน มาตรการทางสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการเคหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกด้านผังเมือง ทั้งที่หากนโยบายและกลไกการจัดการที่ดินบูรณาการสอดคล้องกันทั้งระบบย่อมจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาเก็งกำไรที่ดิน ตลอดจนปัญหาราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ได้

เกิดเดือนสิงหาคมเที่ยวฟรี!! “สวนนงนุชพัทยา” แจกของขวัญคนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวน–พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทั้งเดือน เปิดสิทธิ์คนไทยเข้าชมฟรี 1–31 ส.ค. 69 เติมความสุขกับครอบครัวตลอดทั้งเดือน

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันเกิดให้คนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี ตลอดเดือน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกิดในเดือนสิงหาคม ด้วยโปรโมชั่น “เกิดเดือนสิงหาคม เที่ยวฟรีทั้งเดือน” เปิดโอกาสให้เข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี พร้อมรับสิทธิ์เข้าชม พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 1–31 สิงหาคม 2569

เพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in แสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารที่แสดงวันเดือนปีเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร ก็สามารถรับสิทธิ์เข้าชมสวนและพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณได้ทันที ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากสวนนงนุชพัทยาที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ทุกครอบครัวได้ออกมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงปลายปี

ภายในสวนนงนุชพัทยา นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสวนสวยระดับโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดของโลก เพลิดเพลินกับสวนสวยมากกว่า 60 สวน ที่ออกแบบอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์ พร้อมชมความอลังการของ หุบเขาไดโนเสาร์ ที่รวบรวมประติมากรรมไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,700 ตัว เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ อีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมคือ เมืองอียิปต์ ที่โดดเด่นด้วยพีระมิด สฟิงซ์ และสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ สร้างสีสันและบรรยากาศราวกับเดินทางสู่ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ

สวนนงนุชพัทยายังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโปรโมชั่นพิเศษตลอดได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร (เมื่อมากับครอบครัว) เข้าฟรีทุกวัน, ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์, และ ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีตลอดปีโดยไม่มีเงื่อนไข นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงสุดประทับใจ “นงนุชโชว์” และการแสดง น้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

KIS ภูเก็ต มอบทุนเต็มจำนวนให้น้องเนเน่!! ‘น้องเนเน่’ ได้ทุนเรียนฟรีจนจบ เปิดเส้นทางฝันไกลไร้ภาระค่าใช้จ่าย มากกว่าทุนการศึกษา คือโอกาสที่เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่สปอตไลท์ยังมาไม่ถึง

ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัว "อำลอย" ต่อไปพ่อไม่เหนื่อยแล้ว ...

น้องเนเน่คว้าทุนเรียนฟรีจนจบ  ม.6 เปิดโอกาสให้ลุยเวทีโลกต่อแบบไร้กังวล

Nene secures a full scholarship until graduation, clearing her path to the global stage without financial worry.

เพราะโอกาสที่ยิ่งใหญ่ คือ เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วันแรก ขอชื่นชมโรงเรียนขจรเกียรตินานาชาติ ภูเก็ต (KIS) ที่มอบทุนเรียนฟรี 100% จนจบ Year 13 ให้น้องเนเน่ เด็กที่มีความฝันต้องการผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าในวันที่ยังไม่มีสปอตไลท์ส่องถึง. และทางโรงเรียนยังช่วยยืดหยุ่นเวลาเรียนและการส่งงาน พร้อมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษและความมั่นใจให้กับเนเน่อีกด้วย

วันนี้ความฝันของน้องพร้อมเดินทางสู่เวทีโลกได้อย่างไร้กังวลแล้วมากกว่าเรื่องทุนการศึกษา คือ "การให้โอกาส" ที่เปลี่ยนชีวิต ให้สัญชาตญาณและความฝันได้นำทางน้องไปให้สุดทางโดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย

คนไทยทั้งประเทศร่วมกราบงามๆ ขอบคุณโรงเรียนที่ให้โอกาส และเป็นกำลังใจให้น้องเนเน่ทำตามฝันต่อไปด้วยนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122193221294830307&id=61574909212657&post_id=61574909212657_122193221294830307&rdid=YHqxkjbsMQABs7vT#

โฆษก ตร.แจงล่าสุด “ฮลุน โซโล่” หายในจอร์เจีย!! เร่งประสานตำรวจต่างประเทศติดตามตัว ตร.ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอสงวนรายละเอียดเพื่อความปลอดภัย

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ" โพสต์ เรื่อง "ฮลุน โซโล่" ล่าสุดแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษก ตร. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณี ฮลุน โซโล่ หายตัวไป ระบุว่า

กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการติดตามตัวนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจอร์เจีย และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้ประสานการดำเนินงานผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจอร์เจียในการติดตามตรวจสอบและค้นหาบุคคลดังกล่าว

ขณะนี้การประสานงานอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เพื่อเร่งติดตามตัวและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เนื่องจากเป็นการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ จึงอาจมีข้อจำกัดในการเปิดเผยรายละเอียดบางประการในระหว่างการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามและความปลอดภัยของผู้สูญหาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

หากมีความคืบหน้าที่สามารถเปิดเผยได้ จะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไปครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122321068886226033&id=61556780990179&rdid=E6rtXkuGC0CxZbAc#

POLITICS

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

ECONBIZ

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

LITE

28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ในหลวงรัชกาลที่ 10

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10

โดยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้รับพระราชทานพระนามว่า ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ’

>> การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ อาณาประชาราษฎร์ ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ นานัปการ เพื่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย โดยมิได้ย่อท้อ

ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติส่วนพระองค์ ทั้งในด้านความมั่นคง ของประเทศ ด้านสังคมสงเคราะห์ การศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรม การแพทย์และสาธารณสุข การทหาร การบิน การต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อ ความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่บ้านเมืองและ ประชาชนคนไทยทั้งปวง

ดั่งพระราชดำรัสในพิธี ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในการสถาปนาขึ้นเป็น ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ความว่า “ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ ต่อประชาชนจะปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถและ โดยความเสียสละเพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบ เท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

>> ทรงรับขึ้นทรงราชย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เวลา 19.16 น. ปวงชนชาวไทยทั้งผอง ต่างปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาทเสด็จ ขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา และกล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” 

การทุ่มเทพระวรกายปฎิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ โดยมิทรงว่างเว้นของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สะท้อนถึงพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร สมดั่งพระราชปณิธานที่ทรงมีพระราชประสงค์ สืบสาน รักษาต่อยอด ในหลวงรัชกาลที่ 9

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่มา : สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด

27 กรกฎาคม 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ช่วยกิจการสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 85 ปี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

26 กรกฎาคม 2564 ‘ยูเนสโก’ ยก ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นแท่นมรดกโลกทางธรรมชาติ นับเป็นแห่งที่ 3 ของไทย ครอบคลุม ‘ราชบุรี-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์’

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 (ประเทศจีน) ได้พิจารณาวาระการเสนอ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โดยการลงคะแนนเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. โดยมี 12 เสียงจากตัวแทนทั้งหมด 21 ประเทศที่ลงคะแนนรับรองให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติเป็นแห่งที่ 3 นับตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ ในปี พ.ศ. 2534 และ ‘กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ในปี พ.ศ. 2548

โดยเหตุผลที่ทำให้ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยเขตสัตวภูมิศาสตร์ ได้แก่ Sundaic, Sino-Himalayan, Indochinese และ Indo-Burmese

ผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ (4,089 ตารางกิโลเมตร) มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และบริเวณต้นแม่น้ำเพชรบุรียังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างจระเข้น้ำจืด

รวมไปถึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวคือ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด ซึ่งรวมไปถึงถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และ/หรือชนิดพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก
กลุ่มป่าแก่งกระจาน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การที่พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศแล้ว ยังทำให้คนในประเทศเกิดการตระหนัก รู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนทรัพยากรที่เรามีอยู่ด้วย

โดยประโยชน์หลัก ๆ ที่ได้รับ เช่น
1. ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาวิจัยในระดับสากล

2. ยกระดับการอนุรักษ์พื้นที่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้คงคุณค่าของแหล่ง เพื่อส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น

3. ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน และ (4) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุนมรดกโลกได้

ที่มา : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

จากเมสซี่ถึงลามีน ยามาล เมื่อฟุตบอลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยอีกครั้ง

สนามหญ้าไม่เคยจดจำใครไว้ตลอดกาล มันแค่ยืมร่างของนักเตะแต่ละคนไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เดินย่ำรอยเดิมอีกครั้ง เสียงเชียร์ที่เคยตะโกนชื่อ "เมสซี่" จนสั่นสะเทือนคัมป์ นู วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนชื่อ "ยามาล" และนั่นคือสัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่ตลอดกาล มีเพียงช่วงเวลาที่เราได้เป็นพยานในความยิ่งใหญ่นั้นเท่านั้น

เด็กชายตัวเล็กจ้อยจากโรซาริโอ กับความฝันที่ต้องแลกด้วยน้ำตา

ก่อนจะเป็นชายผู้ครองบัลลงดอร์แปดสมัย ลิโอเนล เมสซี่ เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กจากเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา ผู้เริ่มเตะบอลครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่นอย่างกรานโดลี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับนิวเวลล์ โอลด์บอยส์ สโมสรในบ้านเกิดที่หล่อหลอมทักษะการเลี้ยงบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เส้นทางของเมสซี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่ออายุได้ 11 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเขาขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งบาร์เซโลนาตัดสินใจรับภาระค่ารักษาทั้งหมด แลกกับการที่เมสซี่ต้องทิ้งบ้านเกิดในวัยเพียง 13 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สเปนเพียงลำพัง
บาร์เซโลนาส่งเมสซี่เข้าสู่ระบบเยาวชนลา มาเซีย ศูนย์ฝึกในตำนานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคัมป์ นู ชามอ่างยักษ์ที่เป็นตำนานมาหลายชั่วอายุคน และเป็นที่นั่นเองที่เด็กชายขี้อายจากอาร์เจนตินาได้เรียนรู้ปรัชญาฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา ซึมซับวิถีการครองบอลและการเล่นเป็นทีมจนหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนจะเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในปี 2004 และเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 672 ประตูจาก 778 นัดที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของยอดนักเตะแห่งยุคตลอดมา ตลอดเส้นทางอาชีพจนถึงปัจจุบัน เมสซี่ทำประตูรวมไปแล้วกว่า 919 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีกกว่า 457 ครั้ง คว้าบัลลงดอร์มาครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 สมัย และพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จในปี 2022 จากการเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง

จากรอกาฟอนดาสู่ลา มาเซีย เส้นทางของเด็กชายผู้ไม่เคยกลัวเวที

ในอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ลามีน ยามาล เกิดที่เมืองเอสปลูเกส เด อโยเบรกัต แต่เติบโตขึ้นในย่านรอกาฟอนดา ชุมชนแรงงานอพยพในเมืองมาตาโร ที่ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน พ่อของเขาเป็นชาวโมร็อกโกและแม่เป็นชาวอิเควทอเรียลกินี ยามาลเริ่มเตะบอลครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 4 ปี บนลานคอนกรีตที่เด็ก ๆ ในย่านนั้นใช้เป็นสนามฟุตบอล จนเมื่ออายุได้เพียง 6 ปี แมวมองของบาร์เซโลนาก็สังเกตเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าที่ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งเดียวกับที่เคยหล่อหลอมเมสซี่มาก่อน
ยามาลเข้าร่วมกับบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการในปี 2014 ขณะอายุ 7 ปี และไต่ระดับผ่านรุ่นอายุต่าง ๆ ของลา มาเซียเร็วกว่าใครในรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน 2023 เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน 16 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นให้บาร์เซโลนาชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยามาลลงเล่นให้บาร์เซโลนาไปแล้วกว่า 157 นัด ทำได้ 54 ประตู คว้าแชมป์ลาลีกามาแล้ว 3 สมัย พร้อมแชมป์โกปา เดล เรย์ และซูเปร์โกปา เด เอสปัญญ่า ส่วนกับทีมชาติสเปนเขาลงเล่นไปแล้ว 33 นัด ทำได้ 7 ประตู และเป็นกำลังสำคัญที่พาสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 พร้อมรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะจบอันดับรองชนะเลิศบัลลงดอร์ในปี 2025 ขณะอายุเพียง 18 ปี และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของลาลีกาในฤดูกาล 2025-2026

ภาพถ่ายแห่งโชคชะตา เมื่อเมสซี่เคยอาบน้ำให้ทารกน้อยชื่อยามาล

มีเรื่องราวหนึ่งที่ฟังดูเหมือนถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Diario Sport ร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดทำปฏิทินการกุศลโดยให้นักเตะชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาถ่ายภาพคู่กับเด็กทารกในครอบครัวที่ชนะการจับสลาก ครอบครัวของยามาลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก และโดยบังเอิญที่สุด นักเตะที่ถูกจับคู่กับทารกวัยเพียง 6 เดือนคนนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวรุ่งวัย 20 ปีที่กำลังเฉิดฉายในเวลานั้น
ภาพถ่ายในห้องแต่งตัวของคัมป์ นู แสดงให้เห็นเมสซี่ผู้ขี้อายค่อย ๆ ช่วยแม่ของยามาลอาบน้ำให้ทารกน้อยในอ่างพลาสติกใบเล็ก ๆ โดยไม่มีใครในวันนั้นจะรู้ได้เลยว่าอีก 19 ปีต่อมา ทารกในอ้อมแขนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่ปรับในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ มาหลายปี กระทั่งพ่อของยามาลนำมาเผยแพร่ในปี 2024 พร้อมข้อความว่า "จุดเริ่มต้นของตำนานสองคน" ก่อนจะกลับมาไวรัลอีกครั้งในปี 2026 เมื่อชะตากรรมนำพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก
เมื่อถูกถามถึงภาพถ่ายนี้ก่อนนัดชิงชนะเลิศ เมสซี่เองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่าเป็นเรื่องราวที่ "บ้าคลั่ง" เหลือเชื่อที่โชคชะตาจะนำพาให้ทารกในอ้อมแขนของเขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ วันนี้ ส่วนยามาลเองก็เคยเปิดเผยว่าครอบครัวของเขาเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับมานาน เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบกับเมสซี่ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัด

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสองปลายทางมาบรรจบกัน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ณ สนามนิวยอร์กนิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา คือวันที่ประวัติศาสตร์เขียนบทที่แทบไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าจินตนาการ เมื่อทีมชาติสเปนของยามาลต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินาของเมสซี่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก นี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ลงสนามปะทะกันในระดับทีมชาติ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อ 19 ปีก่อน ที่ทั้งสองคนได้กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกครั้ง
เกมดำเนินไปอย่างสูสีตลอด 90 นาที ก่อนจะต้องต่อเวลาพิเศษ ยามาลพยายามอย่างหนักในช่วงต้นเกม สร้างโอกาสอันตรายให้สเปนถึงสองครั้งภายในไม่กี่นาทีแรก ขณะที่เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงเป็นหัวใจหลักของอาร์เจนตินา แม้ร่างกายจะไม่หนุ่มแน่นเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว เฟร์รัน ตอร์เรส กองหน้าจากบาร์เซโลนาเช่นเดียวกับยามาล คือผู้เขียนบทปิดท้ายด้วยประตูชัยในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยแรกเมื่อปี 2010

การประจันหน้ากันบนสนามไม่ใช่การต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นเหมือนภาพวาดที่งดงามที่สุดของโลกฟุตบอล ภาพของเมสซี่ในวัยอาวุโสผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและสุขสมหวังมาทุกประการ ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้สวมเสื้อหมายเลข 19 ที่สร้างสรรค์เกมริมเส้นที่กำลังเจิดจรัส ทุกจังหวะที่ทั้งคู่เลี้ยงบอล หลบหลีก หรือส่งบอล มันคือการดวลกันระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" กับ "อนาคตอันโชติช่วง"
เมื่อเสียงนกวีดยาวจบเกมลง ภาพการสวมกอดกันระหว่างเมสซี่และยามาลได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์ รอยยิ้มของเมสซี่ที่มองไปยังเด็กหนุ่ม ไม่ใช่สายตาของคนที่พ่ายแพ้ต่อเวลา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นพรุ่งนี้ของโลกฟุตบอลกำลังอยู่ในมือคนที่คู่ควร

แม้จะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เมสซี่ก็ยังทิ้งท้ายทัวร์นาเมนต์นี้ไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยผลงาน 8 ประตูและ 4 แอสซิสต์ตลอดทั้งรายการ ลงเล่นครบทุกนัดของอาร์เจนตินา และเกือบคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหากไม่ถูกคิลิยาน เอ็มบัปเป้แซงหน้าไปในนัดชิงอันดับสาม ส่วนยามาลแม้จะทำได้เพียง 1 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของทีมสเปนที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทั้งรายการ 8 นัด และหลังเสียงนกหวีดหมดเวลา ยามาลเดินเข้าไปหาเมสซี่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเปิดเผยในภายหลังว่าคำพูดที่เมสซี่มอบให้เขาในวันนั้นมีความหมายไม่ต่างจากเหรียญทองที่เพิ่งได้รับมา
"เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดชีวิต ผมแหงนมองรูปของเขาที่ติดไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เราที่ลา มาเซียมาเป็นเวลาหลายปี และในช่วงท้ายของเกม ผมได้แสดงความเคารพต่อเขา" — ลามีน ยามาล กล่าวไว้หลังแมตช์นัดชิงหยุดโลกนี้

เส้นขนานแห่งเวลา เมื่อประวัติศาสตร์สะท้อนเงาตัวเอง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกเมื่อเราวางชีวิตของทั้งสองคนนี้เคียงข้างกัน ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวย ทั้งคู่ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อไล่ตามความฝัน ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาในระบบเยาวชนลา มาเซียแห่งเดียวกัน สวมเสื้อสีเดียวกัน และแบกความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ยังไม่ทันโตเต็มที่เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียงบริบทของยุคสมัยเท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อน โลกจับตาดูเด็กชายผมยาวชาวอาร์เจนตินาที่เลี้ยงบอลทะลุแนวรับได้ราวกับเวทมนตร์ วันนี้โลกกำลังจับตาดูเด็กหนุ่มชาวคาตาลันเชื้อสายโมร็อกโก-อิเควทอเรียลกินีที่ทำสิ่งเดียวกันนั้นซ้ำอีกครั้ง ราวกับฟุตบอลกำลังบอกเราว่าความมหัศจรรย์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยร่างใหม่ให้มาสวมมันในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง และบางทีภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อปี 2007 อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุที่รอวันเผยตัวมาตลอด 19 ปี

สัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราเสมอ

ฟุตบอลคือกระจกสะท้อนชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่ซื่อตรงที่สุดแบบหนึ่ง มันไม่เคยปรานีต่อกาลเวลา และไม่เคยวางใครไว้ที่จุดสูงสุดตลอดไป นักเตะทุกคนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนเดียวกัน จากดาวรุ่งสู่มืออาชีพเต็มตัว จากผู้รับแรงบันดาลใจ สู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นต่อไป และจากผู้ท้าชิงบัลลงดอร์สู่ตำนานที่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเวที และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เขียนบทของตัวเองต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นความงดงามของวัฏจักร ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่เองก็เคยเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่โรนัลดินโญ่ และวันนี้ยามาลก็กำลังเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่เมสซี่ ทุกคนล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต และเมื่อถึงเวลาของตัวเอง ยามาลเองก็จะต้องส่งไม้ต่อให้กับใครสักคนที่จะก้าวเดินตามมาถึงจุดเดียวกันกับเขาในวันนี้เช่นกัน

บางทีสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องราวนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขสถิติหรือถ้วยรางวัลใด ๆ เลย แต่คือความจริงที่ว่า ไม่ว่าดาวดวงหนึ่งจะสว่างไสวเพียงใด ฟ้าก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงรักฟุตบอลไม่เสื่อมคลาย เพราะทุกครั้งที่ดวงหนึ่งลับขอบฟ้า จะมีอีกดวงหนึ่งเริ่มทอแสงขึ้นมาเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรักฟุตบอลทั่วโลกควรกระทำ คงไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือการโค้งคารวะและแสดงความขอบคุณต่อตำนานที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมกับเปิดหัวใจโอบรับความงดงามของยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นตรงหน้าเราอีกครั้ง

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

‘ทรัมป์’ กับเกมภูมิอากาศ!! เมื่อวิกฤตโลกถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง รื้อกฎสิ่งแวดล้อม ดันเชื้อเพลิงฟอสซิล ชูชาตินิยมเศรษฐกิจ เหนืออนาคตพลังงานสะอาด คำถามใหญ่คือ สหรัฐฯ ถอยหลัง หรือกำลังส่งต่อผู้นำให้จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้ซึ่งนำวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปัจจุบัน มีนักการเมืองส่วนหนึ่งที่นำเอาวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งใช้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันวาระทางอุดมการณ์และเศรษฐกิจที่ชัดเจน ด้วยการรื้อ-ยกเลิกนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมองว่า เป็นชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ                                                                                                     

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกาได้ถอยหลังอย่างมากในเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ปรานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินการยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ละทิ้งองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ ยุบเลิกงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และพยายามนำแนวปฏิบัติที่ทำลายล้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่การขุดแร่ในทะเลลึก การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล บริษัทหลายสิบแห่ง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริษัทพลังงาน ไปจนถึงบริษัทลงทุน  สายการบิน ธนาคารขนาดใหญ่ และแม้แต่องค์กรการกุศล ต่างก็ถอยห่างจากคำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทรัมป์

ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเกี่ยวกับลำดับความ

สำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกมอบให้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกลับจากแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศของตน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดในโลกเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญใดๆ ในขณะที่อิทธิพลของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นและทรงพลังยิ่งขึ้น การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จบลงโดยไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลเลย แม้จะมีแรงกดดันจากกว่า 80 ประเทศให้รวมแผนการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้ายก็ตามผู้เข้าร่วมประชุม 1 ใน 25 คน (ประมาณ 1,600 คน) เป็นตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการต่อสู้ทางการเมือง

ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะบริหารของเขาได้มองนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยมองว่า การยกเลิกกฎระเบียบเป็นชัยชนะเหนือวาระของพรรคเดโมแครต สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากภาษาที่ใช้ในการประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ เช่น การยกเลิก "การค้นพบว่าก่อให้เกิดอันตราย" ในปี 2009 ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการควบคุมก๊าซเรือนกระจก คณะบริหารเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นการยุติ "Green New Scam" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เพื่อปฏิเสธนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคเดโมแครต กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กว้างขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นชัยชนะของ "อเมริกามาก่อน" ต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่ "สุดโต่ง" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

การรื้อ-ยกเลิกนโยบายและองค์กร

รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรื้อถอนบทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีจุดประสงค์ทั้งในทางการเมืองและในทางปฏิบัติ การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่:

-  การถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงปารีสเป็นครั้งที่สองในเดือนมกราคม 2026 กลายเป็นประเทศเดียวที่ทำเช่นนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวจากสนธิสัญญาสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) ด้วย

-  การยกเลิกการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ: รัฐบาลได้ยกเลิกข้อสรุปเรื่องการคุกคาม และยกเลิกหรือระงับกฎระเบียบและนโยบายจำนวนมาก รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ

-  การปิดกั้นวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ: มีการรณรงค์ที่บันทึกไว้เพื่อเซ็นเซอร์วิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการลบข้อมูลสภาพภูมิอากาศออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาลกลาง การยกเลิกรายงานการประเมินสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และการตัดงบประมาณของหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ เช่น NOAA, EPA และ NASA เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประเด็นถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความจำเป็นทางการเมืองเพื่อทำลาย "รากฐานทางกฎหมาย" สำหรับกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ

การผลักดันวาระสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลยุทธ์ทางการเมืองนี้เกี่ยวพันกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในการส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสรุปได้ในสโลแกน "ขุดเจาะเลยที่รัก" นโยบายของรัฐบาลรวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินในประเทศ และการหยุดโครงการพลังงานสะอาด เช่น ฟาร์มกังหันลมในทะเล สิ่งนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการบริจาคทางการเมืองและการสนับสนุนรัฐบาล การใช้ "เงินมืด" และผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสนับสนุนเครือข่ายของกลุ่มคลังสมองที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดที่ต่อต้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบต่อเวทีโลกและภายในประเทศ ผลที่ตามมาของแนวทางนี้มีมากมาย:

-  ความเป็นผู้นำและความร่วมมือระดับโลก: การถอยห่างจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นผู้นำให้กับประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป และบั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าแม้สหรัฐฯ จะถอนตัว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกน่าจะดำเนินต่อไป โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเป็นผู้นำจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อื่นๆ

-  ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์: นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการถอยกลับนี้เป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ การถอยห่างจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาด สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับจีน ซึ่งกำลังขยายอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว นี่เป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นมากกว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาวในตลาดโลก

สรุปแล้ว การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า เขาได้ใช้วิกฤตนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการทำให้ประเด็นนโยบายสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำลายรากฐานทางสถาบันและวิทยาศาสตร์สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมวาระเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใต้ธงของชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แม้ว่า การกระทำของเขาจะส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในประเทศและทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเคลื่อนไหวระหว่างประเทศในวงกว้างเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนั้นมีความยืดหยุ่นและน่าจะดำเนินต่อไป

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

ศึกยูเครนสะเทือนถึงตะวันออกกลาง!! นักวิเคราะห์ชี้รัสเซียถล่มเลือกจิ้ม ‘เซเลนสกี้’ ขอ “แพทริออท” เสริมป้องกัน สหรัฐยังลังเลไม่จัดหาให้ยูเครน ความขัดแย้งอาจทำลายเหมือนกาซ่า

นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศจาก มหาวิทยาลัยชิคาโก นายจอห์น เมียส์เฮมเมอร์ วิเคราะห์สถานการณ์ที่ยูเครน ที่กำลังโดนกองทัพรัสเซียถล่มแบบเลือกจิ้มบนแผนที่ โดยเสมือนว่าไร้การต่อต้านใดๆเลย

เขาชี้ว่า เซเลนสกี้ เรียกร้องขอระบบป้องกันภัยทางอากาศ เอเคเอ แพทริออท จากสหรัฐซึ่งก็อยู่ในสภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ป้องกันฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง หลังจากไปแหย่รังแตน (อิหร่าน)

ดังนั้นต่อให้ ทรัมป์เคลิ้มตามฝีปากเซเลนสกี้ ก็ไม่สามารถจัดหา แพทริออทให้แก่ยูเครนได้ ที่สำคัญเมื่อไม่มีแพทริออท ยูเครนก็ไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศอื่น เพื่อใช้ทดแทนได้ ขณะที่รัสเซียยังมีสรรพาวุธ อาทิ ขีปนาวุธ ICBM, Hypersonic, gliding, โดรนพิฆาต และบรรดาซีรีย์ระเบิดทิ้งดิ่ง FAB-xxx อีกเป็นจำนวนมหาศาลที่รอการใช้งาน

เขาชี้ว่า กว่ายูเครนจะผ่านพ้นความขัดแย้งนี้ได้ (หากไม่เกิดในเร็ววันนี้) ยูเครนจะกลายสภาพน้องๆกาซ่า(ในปัจจุบัน) แถมหนี้จำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เวลาชดใช้กันชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว

อนึ่งเซเลนสกี้ มีแผนลากยุโรป ไปเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน โดยโจมตีเรือบรรทุกสินค้าพาณิชย์ของอิหร่าน มันอ้างว่าอิหร่านขายอาวุธให้รัสเซีย (มันคงหมายถึง โดรนพิฆาตเจอรัน ที่รัสเซียพัฒนาโดยใช้ต้นแบบ จากโดรนพิฆาตชาเฮดของอิหร่าน)

อนึ่งสอง สื่อตะวันตกรายงาน อิหร่านใช้เวลาตอบโต้การโจมตีของสหรัฐสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมหลังสหรัฐถล่มอิหร่าน กว่าอิหร่านจะตอบโต้ กินเวลาถึง 15 ชั่วโมง แต่ระยะหลังการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ ทหารสหรัฐที่ฐานทัพในตะวันออกกลางพลีชีพเพราะหนีไม่ทัน

รัสเซียเยือนเวียดนาม กองเรือรัสเซียเทียบท่าคามรัญห์ เริ่มเยือน 4 วันถึง 29 ก.ค. เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี วางพวงมาลารำลึกวีรชนสงคราม

กองเรือรัสเซียเทียบท่าท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ เริ่มภารกิจเยือนเวียดนาม 4 วัน

คั้ญฮหว่า — กองเรือรัสเซียได้เทียบท่าที่ท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ ในจังหวัดคั้ญฮหว่า ทางตอนใต้ตอนกลางของเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม เพื่อเริ่มการเยือนเวียดนามเป็นเวลา 4 วัน จนถึงวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม

คณะผู้แทนนายทหารและลูกเรือรัสเซีย นำโดย พันเอก ลิโมนอฟ เยฟเกนี นิโคลาเยวิช ได้รับการต้อนรับจาก พันเอก เหงียน หาย เจิว รองเสนาธิการกองทัพเรือภาค 4 ของเวียดนาม โดยมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม กองบัญชาการทหารจังหวัดคั้ญฮหว่า และกองทัพน้อยที่ 20 เข้าร่วมพิธีต้อนรับด้วย

การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมทวิภาคีระหว่างเวียดนามและรัสเซีย ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดผลลัพธ์จากการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของ พลเอก ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การเยือนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศ และกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองฝ่าย

ระหว่างการเยือน คณะผู้แทนรัสเซียจะเข้าเยี่ยมคารวะกองบัญชาการกองทัพเรือภาค 4 วางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงทหารโซเวียต รัสเซีย และเวียดนาม ที่สละชีวิตเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนายทหารและลูกเรือของกองทัพเรือภาค 4 และเยี่ยมชมสถานที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หลายแห่งในจังหวัดคั้ญฮหว่า

จีนช่วยลูกเรือเวียดนาม!! ช่วยชีวิต 46 รายท่ามกลางทะเลจีนใต้ เร่งค้นหาผู้สูญหายชายฝั่งไห่หนาน เรือเวียดนามอับปางใกล้เกาะหนานซา เวียดนามขอบคุณจีนให้การช่วยเหลือเร็ว

จีนช่วยชีวิตลูกเรือ 'เรือเวียดนาม' ในทะเลจีนใต้เพิ่มแตะ 46 ราย เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ทางการเมืองซานซา มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีนรายงานจำนวนลูกเรือของเรือคอย เหงียน 18 ของเวียดนามที่ได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 46 ราย เมื่อนับถึง 21.00 น. ของวันอาทิตย์ (26 ก.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงหนึ่งรายที่ได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายเวียดนาม

รายงานระบุว่าตอน 20.05 น. ฝ่ายจีนได้ทยอยส่งตัวผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 41 ราย ผ่านแพชูชีพจากเรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีน ไปยังเรือเจื่องซา-01 ของกองทัพเรือเวียดนาม ส่วนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลืออีก 4 ราย มีกำหนดส่งตัวในวันจันทร์ (27 ก.ค.)

ทั้งนี้ เรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีนตรวจพบสัญญาณขอความช่วยเหลือกลางทะเลตอนราว 18.23 น. ของวันเสาร์ (25 ก.ค.) และเข้าดำเนินการช่วยเหลือหลังจากพบแพชูชีพที่มีกลุ่มคนกำลังโบกเสื้อผ้าขอความช่วยเหลือ โดยปัจจุบันเรือ 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย 1 ลำของจีน และเรือของเวียดนาม 7 ลำ ยังคงปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือต่อไป

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยทางทะเลของเมืองซานซาเผยว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดเป็นพลเมืองเวียดนามจากเรือคอย เหงียน 18 ซึ่งอับปางในน่านน้ำใกล้แนวปะการังหย่งสู่ของหมู่เกาะหนานซาในทะเลจีนใต้ โดยเรือลำนี้มีขนาดกว้าง 10.8 เมตร ยาว 69.9 เมตร และลูกเรือรวม 62 คน

ด้าน ฝาม ถู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยอย่างรวดเร็ว โดยเวียดนามดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยทันทีร่วมกับกองกำลังและเรือด้านการกู้ภัยของจีน พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงประสานงานค้นหาผู้สูญหายต่อไป

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top