Friday, 4 September 2026
NEWS

‘ทนายตั้ม’ ไลฟ์เดือดโต้ ‘กัน จอมพลัง’!! ปมเล่าเหตุวันเปิดออฟฟิศ ซัดแต่งเรื่องเกินจริง ลั่น "สุดสะตอ" พูดเวอร์ เผยไม่ต้องการเข้าพบทนาย

“ทนายตั้ม” ไลฟ์เดือดจวก “กัน จอมพลัง”
ซัดแต่งเรื่อง “สุดสะตอ”
ลั่น “ไอ้ส้นตี.. พูดเวอร์จริงๆ”

"ทนายตั้ม" ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไลฟ์ผ่านยูทูบ (2 ก.ย. 2569 ) ถึง "กัน จอมพลัง" บางช่าวงบางตอนว่า

"กัน จอมพลัง" พานักการเมืองมารู้จัก ทั้งที่ไม่ได้เชิญ แถมยัดเยียดเงินใส่ซองมาให้ กระทั่งหลังจากตนโดนจับ กัน จอมพลัง เล่านิทานเลย โพสต์ว่ามีทนายเปิดออฟฟิศ โทรมาขอความช่วยเหลือ ต้องการผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติวันเปิดออฟฟิศ เอ่ยด้วยความน่าสงสาร

"ผมไม่ต้องการนะบอกเลย ตอนช่วงที่ฮอตมีแต่คนอยากเข้ามาหาผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะรู้จักกับผู้ใหญ่ของเขา ไม่ได้อยากให้เขามา เขาก็บอกว่าผมไปรบกวนให้เขาพาพี่ชายมาได้ไหม

ผมก็โอ้โห มึงนี่แต่งเรื่องได้สุดสะตอมากเลย ตอนนั้นกูน่าสงสารขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้กัน ไอ้ส้นตี.. อื้อหือตอนนั้นมีแต่คนอยากจะเข้าหา ดูน่าสงสาร อื้อหือมึงนี่พูดเวอร์จริงๆ นะ เห็นว่าอยู่ข้างในทำอะไรไม่ได้ แม่งเอาใหญ่เลย"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1104998191869296&set=a.209457871423337

‘วีระศักดิ์’ ชูเชียงใหม่สู่ Longevity Wellness Hub วิกฤตสุขภาพเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ใช้โมเดลน้ำตก 5 ชั้น ขยายเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

“วีระศักดิ์ "ชี้ วิกฤตสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ของคนทั่วโลก เป็นโอกาสมหาศาลในการผลักดัน “Longevity Wellness Hub Thailand” เผยเศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกระฉูดแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชูเชียงใหม่ “ที่พักพิงของโลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ปั้นโมเดล Sandbox เชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง กระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดสัมมนาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนเชิงสุขภาพ ประจำปี 2569 (Chiang Mai Longevity Summit 2026 : World Class Wellness Destination) ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการประชุม Chiang Mai Longevity Summit 2026 ครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” ชี้ทิศทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากการท่องเที่ยวแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุวัฒนะระดับโลก

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกกับโอกาสมูลค่ามหาศาล

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ ทั้งความเครียด (Burnout), สภาวะโดดเดี่ยว (Loneliness), รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความกังวล (Anxiety) ทำให้ความต้องการด้าน Wellbeing กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “Wellness เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (Luxury)” มาสู่ “การเป็นกระแสหลัก (Mainstream) และเป็นคุณค่าในชีวิต” เช่น เทรนด์การเล่นพิล้าทิส (Pilates), กลุ่มวิ่ง (Running Clubs), Sound Healing, Bathhouse และวัฒนธรรมการดื่มชา มัทฉะ หรือ Coffee Rave

​ส่งผลให้ เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Global Wellness Economy) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 สู่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยตั้งเป้าโตต่อเนื่องถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล

โมเดล “น้ำตก 5 ชั้น”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย (Thailand Brand) ในสายตาโลกคือ Hospitality (มิตรภาพการต้อนรับ), Gentleness (ความนุ่มนวล), Healing (การการเยียวยา), Cuisine (อาหาร), Spirituality (สัจธรรม/จิตวิญญาณ) และ Warmth (ความอบอุ่น) ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและบริการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน โมเดลน้ำตก 5 ชั้น กล่าวคือ (Cascade Model) ที่ดึงคุณค่าจากบนลงล่างให้เกิดประโยชน์กระจายทั่วถึง ตั้งแต่ 1.Local Economy เศรษฐกิจฐานรากชุมชน เกษตรกร อาหารพื้นถิ่น 2.Tourism Economy การท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3.Visitor Economy คุณค่าจากผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม 4.Experience Economy ธุรกิจสร้างสรรค์และประสบการณ์ 5.Service Economy เศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ชู เชียงใหม่ “ที่พักพิง” ของโลก

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม (1960–1980) อุตสาหกรรม (1980–1997) และยุคท่องเที่ยวบูม (1997–2015) แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Wellness Boom (2025+) ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare), สมุนไพรไทย, และเทคโนโลยีสุขภาพ​

เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่จัดสัมมนาเรื่อง Longevity ที่จะสามารถยกระดับสู่ Longevity Economy ในอนาคต ขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมาก โดยต้องเปลี่ยนผ่านจากบทบาทการเป็นเพียง “ที่พักผ่อน (Tourism Economy)” ที่เน้นการเที่ยวชมธรรมชาติและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่ “ที่พักพิง (Wellness Economy)” ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพ การบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised & Tailored) และการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน (Transformation)

Sandbox เชียงใหม่-ภาคเหนือ 6 ล้านล้าน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายภาพใหญ่ระดับประเทศภายในปี 2578 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม (Visitor Economy) ขยับขึ้นจาก 3 ล้านล้านบาท สู่ 6 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันการจ้างงานในกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เติบโตถึง 4–5.2 ล้านตำแหน่ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเสนอแนวคิดใช้พื้นที่เมืองรองและพื้นที่เชื่อมโยงในภาคเหนือเป็น Sandbox ต้นแบบในการพัฒนา เช่น เชียงราย และกว๊านพะเยา นำมาจับคู่ทำงานร่วมกับเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ เพื่อกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ Longevity Wellness Hub ให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘อรรถวิชช์’ จี้ส่งหลักฐานผลตรวจเหล็กตึก!! กมธ.การเงินฯ เรียก สมอ.–ปภ.–สตง. ชี้แจงหลักฐานตึก สตง.ถล่ม พบผลตรวจเหล็กบางส่วนตกมาตรฐาน ทวงคืนความเสียหายรัฐ

"อรรถวิชช์" ใช้กลไกกมธ.การเงินฯเรียกหลักฐานผลตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกถล่ม สตง. หลัง สตง.แจ้งว่าไม่เคยได้รับหลักฐาน

3 ก.ย.69 คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วมชี้แจงส่งหลักฐานผลการตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกสตง. ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

สส.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการฯ ได้รับผลทดสอบเหล็กหลายชนิดที่ใช้ในตึก สตง. ที่ถล่มไป จาก สมอ. โดยพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยประเภท IF บางส่วนตกมาตรฐาน โดยได้ขอให้ สตง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป และให้ สตง.ติดตามบริษัทประกันภัยที่ผู้ก่อสร้างได้ทำประกันไว้ด้วย เนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่ สตง.และผู้เสียหายต้องได้รับ รวมถึง ท่านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับเรื่องไปเพื่อติดตามผลทางวิชาการในการตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและการก่อสร้างเพื่อช่วย สตง.ในการติดตามเรียกร้องค่าเสียหายอีกด้วยทั้งนี้เวลาผ่านมาปีกว่าหลักฐานชุดนี้ไม่เคยอยู่ในมือสตง.เลย

ตนยืนยันว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำเต็มที่ให้เงินของแผ่นดินถูกทวงคืนอย่างเป็นธรรม

POLITICS

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

ECONBIZ

“พีทีที สเตชั่น” ขยาย Self Serve!! ครอบคลุม 285 สถานีทั่วไทย ต่อโปรคุ้มลด 1 บาทต่อลิตรน้ำมันทุกชนิด เติมเองผ่านแอปเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปรโมชันถึง 30 ก.ย. 69 นี้เท่านั้น

พีทีที สเตชั่น ขยาย Self Serve “เติมเอง” กว่า 285 สถานีทั่วไทย พร้อมต่อโปรคุ้ม ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ถึง 30 กันยายน 2569

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมสถานีบริการน้ำมันและผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางยุคใหม่ เดินหน้าขยายการให้บริการเติมน้ำมันด้วยตนเอง “Self Serve” ครอบคลุมแล้วกว่า 285 สถานีทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถควบคุมขั้นตอนการใช้บริการได้ด้วยตนเอง พร้อมตอบแทนกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยการต่อระยะเวลาโปรโมชัน Self Serve มอบส่วนลดน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยไม่มีขั้นต่ำในการเติม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า “พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันการบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ โดยบริการ Self Serve นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานนวัตกรรมการบริการเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางของลูกค้าคล่องตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การเดินหน้าขยายสาขา Self Serve สู่กว่า 285 สถานีทั่วไทยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจที่จะส่งมอบความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง”

วิธีใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+
1. ค้นหาสถานี (Search): ตรวจสอบสถานีบริการใกล้เคียงที่รองรับ Self Serve พร้อมเช็กความพร้อมของชนิดน้ำมันได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
2. สั่งการสะดวก (Order): เลือกหมายเลขหัวจ่าย ชนิดน้ำมัน จำนวนเงิน หรือปริมาณลิตรที่ต้องการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน
3. เติมเองง่ายดาย (Pump): ยกหัวจ่ายและควบคุมการเติมน้ำมันด้วยตนเอง รวดเร็ว มั่นใจในทุกหยด
4. ชำระเงินไร้รอยต่อ (Pay): เพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายด้วยการรองรับ Blue Wallet นอกเหนือจากการชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
5. รับสิทธิประโยชน์ (Rewards): สะสมคะแนน blueplus+ อัตโนมัติทุกครั้งที่เติม
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เติมเอง” ง่าย สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ายิ่งกว่า กับโปรโมชัน Self Serve ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ค้นหาสถานีที่รองรับบริการ ตรวจสอบประวัติการใช้งาน และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แอปพลิเคชัน blueplus+, Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365
(หากพบปัญหาในการใช้งาน Self Serve ติดต่อ โทร. 02-239-9997)

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว

ปตท. รับรางวัล CSR ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน รางวัลองค์กรธุรกิจดีเด่น กทม. จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

ปตท. รับรางวัล CSR Award 2026 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการ
เพื่อสังคม ผู้แทน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของ
ภาคธุรกิจประจำปี 2569 (CSR Award 2026) ประเภทรางวัลองค์กรภาคธุรกิจดีเด่นในเขตกรุงเทพมหานคร

จัดโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จากนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมอบให้แก่องค์กรภาคธุรกิจที่มีบทบาทในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ครอบคลุมการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาการศึกษาและศักยภาพเยาวชน การสร้างโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ มาสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

LITE

4 กันยายน 2351 วันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งสยาม ผู้มีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษ การทหาร และวิทยาการสมัยใหม่

4 กันยายน 2351 เป็นวันพระราชสมภพของ ‘สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4

เจ้าฟ้าจุฑามณี พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระอนุชาร่วมอุทรกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ทรงโปรดวิทยากรสมัยใหม่แบบตะวันตกหลายด้าน ทรงพระปรีชาหลายด้าน ทรงสร้างปืนใหญ่ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อใช้ป้องกันบ้านเมือง ทรงสร้างเรือกลไฟเป็นลำแรก เป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารปืนใหญ่ และผู้บังคับบัญชาทหารเรือไทยเป็นพระองค์แรก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และเป็นพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า 'เจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าน้อย' เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังเดิม เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 หลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเจ้าฟ้าน้อย จึงได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถและพระราชชนนี มาประทับในพระบรมมหาราชวัง และได้รับการเฉลิมพระนามเป็น 'สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าอสุนีบาต'
เมื่อเจ้าฟ้าน้อย ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เจริญพระชนมายุได้ 16 พรรษา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิม และประทับที่นี่จนถึงปี พ.ศ. 2394

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ อาทิ การทหาร การช่าง วิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา การละคร การดนตรี และด้านวรรณกรรมอีกทั้งทรงรอบรู้ทางด้านการต่างประเทศอีกด้วย ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีอเมริกันจนแตกฉาน และทรงมีพระสหาย เป็นชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงสามารถช่วยราชการด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดีโดยทรงเป็นที่ปรึกษาในการทำสนธิสัญญาต่าง ๆ

หลังจากที่ได้รับพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น 'พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว' เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ทรงมีศักดิ์สูงเสมอพระมหากษัตริย์เป็น 'พระเจ้าประเทศสยามองค์ที่ 2' ได้ทรงย้ายมาประทับ ณ พระบวรราชวัง (ปัจจุบันคือบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) จนสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา

3 กันยายน 2505 ย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่ออสเตรเลีย ย้อนเรื่องราว "ความไม่โกรธ" รำลึกพระอัจฉริยภาพ รัชกาลที่ 9 เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศออสเตรเลีย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยเมลเบิร์นลบหลู่พระเกียรติ แต่พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยพระราชธรรม " อกฺโกธํ " คือ กริยาที่ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ พร้อมแสดงพระอัจฉริยภาพในการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2505 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี โดยบ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งร่วมเสด็จฯ ด้วยในครั้งนั้น ได้ทรงบรรยายภาพไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" ตอนหนึ่ง ระบุว่า

"... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน

พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก
"ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย

ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย
แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล ..."

ทั้งนี้ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในสถานการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

2 กันยายน 2488 จากเสียงประกาศทางวิทยุของจักรพรรดิ สู่ ‘ญี่ปุ่น’ ลงนามยอมจำนน บนเรือรบมิสซูรี หลังสงครามทำลายล้างมาถึงจุดสิ้นสุด ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนน เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 2 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลงของ สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การลงนามมีขึ้นบนเรือรบมิสซูรีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยลำอยู่เหนืออ่าวโตเกียว โดยพิธีลงนามใช้เวลาเพียง 20 นาที เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องลงนามทั้งสิ้น 12 รายชื่อ

แม้ฝ่ายทหารจะต่อต้านการยอมจำนนจนถึงวินาทีสุดท้าย แต่ด้วยความเสียหายของญี่ปุ่นหลังโดนโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูติดๆ กันสองลูกในฮิโรชิมา และนางาซากิ ประกอบกับโซเวียต ยังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงทำให้กลุ่มการเมืองภายในญี่ปุ่นต้องการยุติสงครามในครั้งนั้น

ก่อนหน้านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์เห็นด้วยที่จะยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนตามคำประกาศแห่งปอตสดัม (Potsdam Declaration) ในวันที่ 10 สิงหาคม ตามมาด้วยการประกาศยอมแพ้สงครามของพระจักรพรรดิผ่านวิทยุกระจายเสียงในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่ญี่ปุ่นจะลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน

อ้างอิง : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2047

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

โรงเรียนย้ำไม่ปกป้องคนผิด!! ปมครูถูกกล่าวหาลวนลามนักเรียน ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครูถูกย้ายช่วยราชการชั่วคราว คดีความรอดูเขตและตำรวจดำเนินการ

ย้ายครูโรงเรียนดังสงขลา ครูถูกกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียน รอเขตฯ ชี้ขาด

สงขลา - เกิดกรณีร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีนักเรียนหญิง 2 ราย กล่าวหาว่าถูกครูลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานว่าเกิดขึ้นภายในห้องเรียน ระหว่างที่มีการจัดสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเป็นพยานร่วม 30 คน

ภายหลังรับทราบเรื่อง ทางผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ครูใหญ่ได้เรียกนักเรียนผู้เสียหายมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามระเบียบราชการ
ขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการพิจารณาและตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวออกจากโรงเรียนไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน
ในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญา ขณะนี้ผู้ปกครองได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

โรงเรียนขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของบุคลากร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือภาพรวมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนให้ถึงที่สุด
ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แต่องค์กรที่ดีจะต้องไม่ปกป้องคนผิด และต้องยังคงรักษาความดีงามไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า "เกลือย่อมรักษาความเค็มฉันใด องค์กรที่ดีก็ย่อมรักษาความดีฉันนั้น"
ทั้งนี้ โรงเรียนจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และจะยึดประโยชน์และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

เวลานี้ควรรอสองภาคส่วน คือการพิจารณาของเขตพื้นที่การศึกษา และพนักงานสอบสวน แต่ไม่ควรลืมว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โรงเรียนยังคงรักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็มอยู่เสมอ

สะพานขนอม–สมุย ยังไม่ถึงโต๊ะ!! ครม. คอขวด EIA และค่าผ่านทาง 1,000 บาทยังเป็นโจทย์ใหญ่ โมเดลการเงินยังต้องแก้ไขเยอะ การเมืองสมุยซับซ้อนไม่ง่ายต่อโครงการ ลุ้นต้นปี 70 เสนอพิจารณา

สะพานขนอม-สมุย EIA ยังไม่เรียบร้อย แก้แบบยังไม่เสร็จ ต้นปี 70 เข้า ครม.ได้

ตอบคำถามว่าทำไมรัฐบาล โดย ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ สร้างสะพานขนอม-เกาะสมุย

มีคนถามมามากว่า ทำไมรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจรหาดใหญ่ จึงไม่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลขนอม-เกาะสมุย (สะพานจันทร์โอชา) ทั้งที่แบ่งงานกันชัดเจนแล้วตาม MOU 3 หน่วยงานปี 65 การทางพิเศษ (กทพ.)ทำกลางทะเล, กรมทางหลวง+ทางหลวงชนบททำถนนเชื่อมบนฝั่ง และมี MOU ใหม่ปี 68 กับ กฟภ. กปภ. NT เอาสายไฟ ประปา สื่อสารขึ้นสะพาน

เหตุผลที่ยังไม่เข้า ครม. ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบอย่างเดียว แต่เป็น 3 เรื่องนี้
1. โมเดลการเงินยังเป็นแผลใหญ่ที่สุด กทพ.รับโอนมาจากทางหลวงชนบท เมื่อปี 65 เพราะค่าก่อสร้างสูง ถ้ารัฐลงทุนเองจะกระทบงบประมาณ จึงต้องทำเป็นทางด่วนแบบใครใช้ใครจ่าย (เก็บค่าผ่านทาง)
ตัวเลขล่าสุด ระยะทาง 37.41 กม. 5.5 หมื่นล้าน ถ้าเก็บ 1,000 บาท/คันแบบที่ กทพ.เสนอ ก็ยังต้องให้รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างจำนวนมาก ไม่งั้นเอกชนไม่เข้า PPP แบบ Net Cost
รัฐบาล 4 ปีของอนุทินเพิ่งเริ่ม เม.ย. 69 งบปี 69-70 ล็อคไว้แล้วกับโครงการที่ลงนามไปแล้ว 6.6 พันล้าน (สะพานสงขลา-พัทลุง + เกาะลันตา ที่ใช้เงินกู้ World Bank) ถ้าจะเอาสะพานสมุย 5.5 หมื่นล้านเข้า ต้องไปเบียดงบรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง (ส่วนต่อขยาย และมอเตอร์เวย์ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้

2. EIA คือคอขวดกฎหมาย ไม่ใช่แค่ ครม.ไม่อนุมัติ
ถึงแบบบนฝั่งจะเสร็จและประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 65 แต่แบบกลางทะเลเวอร์ชัน กทพ. ยังสรุปผลการศึกษาไม่เสร็จ กทพ.แจ้งเองว่าจะประชุมรับฟังและเสนอ ครม.ได้ปลายปี 69-ต้นปี 70
ถ้าเสนอตอนนี้ทั้งที่ EIA ยังไม่ผ่าน สผ. จะผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน และจะโดนฟ้องเรื่องปะการังเทียม 200 เมตรหน้าเกาะสมุยได้

3. การเมืองของสมุยเองซับซ้อนกว่างบ
สมุยรายได้ท่องเที่ยว 1.2 แสนล้าน/ปี อันดับ 2 ของประเทศ แต่โครงสร้างผลประโยชน์เดิมคือ เรือเฟอร์รี่ 2 รายใหญ่ + สนามบินสมุยของเอกชน ถ้ามีสะพาน รถจะไหลเข้าเกาะวันละ 7-8 พันคัน เกาะจะเจอปัญหารถติดแบบภูเก็ตทันที ซึ่งรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคมก็เคยท้วง กทพ.เองว่าให้ประเมินเรื่องนี้และหารือกรมทางหลวงเพิ่มเส้นทางบนเกาะก่อน

ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกสร้างสะพานสงขลา-พัทลุง และสะพานข้ามไปเกาะลันตา (กระบี่) ที่พร้อมกว่า ตอบโจทย์คนพื้นที่มากกว่าการเอางบ 5.5 หมื่นล้านไปทุ่มกลางทะเลที่คนสมุยเองยังเห็นต่างกันอยู่

สรุปคือ ไม่ใช่ไม่สนใจครับ แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังรอให้ กทพ.ปิด 2 อย่างให้ได้ก่อน: 1) EIA ผ่าน และ 2) รูปแบบอุดหนุนรัฐที่ทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ถ้า 2 อย่างนี้เสร็จปลายปี 69 ตามแผน โอกาสเข้า ครม.ปี 70 มีสูงมากครับ เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่าดันสะพานใต้ 2 แห่งสำเร็จไปแล้ว

สรุปว่า ผลการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย การทางพิเศษก็ออกแบบโครงการใหม่ ต้นปี 70 จะได้เห็นเข้า ครม.

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์!! หุ่นยนต์จีน ‘Tiangong Omni’ คว้าแชมป์ 400 ม. ค้นพบท่าวิ่งไม่เหมือนมนุษย์ เกิดจาก Reinforcement Learning สะท้อนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์จีน

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์

‘Tiangong Omni’ หุ่นยนต์จีนผู้คิดค้นท่าวิ่งของตัวเอง จนคว้าแชมป์ 400 เมตร

คลิปหุ่นยนต์ตัวเล็กวิ่งด้วยท่าทางประหลาด ก้มตัวไปข้างหน้า พร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นใกล้ใบหน้า จนชาวเน็ตพากันแซวว่าเป็นการวิ่งแบบ “ขี้อาย” หรือ Shy Run กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพไวรัลจากประเทศจีน

แต่เบื้องหลังท่าวิ่งที่ดูน่าขำนี้ กลับซ่อนเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Artificial Intelligence เอาไว้

เพราะสิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ตัวนี้ “วิ่งเร็ว” แต่มันคือการที่ AI ค้นพบท่าวิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์ดังกล่าวคือ Tiangong Omni หรือ Tien Kung Omni หุ่นยนต์ Humanoid ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย Beijing Humanoid Robot Innovation Center หรือ X-Humanoid ของจีน

ในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง Tiangong Omni ลงแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ประเภทหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 45.66 วินาที

สิ่งที่ทำให้คนสนใจกลับไม่ใช่เพียงเวลา 45.66 วินาที แต่เป็นคำถามว่า “ทำไมมันต้องวิ่งท่านี้?”

ตอนแรกมนุษย์ก็สอนให้มันวิ่งเหมือนมนุษย์ โดยปกติ เมื่อเราสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนคน แนวคิดพื้นฐานก็คือพยายามสอนให้มันเคลื่อนไหวเหมือนคน มนุษย์วิ่งด้วยการแกว่งแขนซ้าย-ขวาสลับกับขา เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ในช่วงแรก ทีมพัฒนา Tiangong ก็ใช้แนวคิดในลักษณะเดียวกัน

แต่เมื่อหุ่นถูกนำไปฝึกในระบบจำลองด้วยวิธีที่เรียกว่า Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจมาก

ทีมวิศวกรไม่ได้กำหนดว่า “เวลาวิ่ง แขนต้องอยู่ตรงนี้” หรือ “ต้องวิ่งให้เหมือนนักกีฬามนุษย์” แต่กำหนด “เป้าหมาย” ให้ระบบเรียนรู้ เช่น วิ่งให้เร็ว รักษาสมดุล และจัดการข้อจำกัดของตัวหุ่นเอง จากนั้นปล่อยให้ AI ทดลองการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกใน Simulation ท้ายที่สุด AI กลับค้นพบว่า สำหรับ “ร่างกายของมัน” การวิ่งแบบมนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

CGTN รายงานโดยอ้างคำอธิบายของ Han Gang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Motion Control ว่า ท่าวิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นจาก Reinforcement Learning และการปรับปรุงการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์เอง

เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์ นี่คือหัวใจสำคัญ แม้ Tiangong Omni จะมีหัว แขน ขา และลำตัวคล้ายมนุษย์ แต่ระบบภายในไม่ได้เหมือนเรา มนุษย์มีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อ และระบบประสาท แต่หุ่นยนต์ใช้มอเตอร์ ชุดขับเคลื่อน เซนเซอร์ และระบบควบคุม ดังนั้น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์” จึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นยนต์”

ข้อมูลจากผู้พัฒนาระบุว่า Tiangong Omni สูงประมาณ 135 เซนติเมตร หนัก 39.5 กิโลกรัม และในรุ่น Flagship มีข้อต่อที่ควบคุมได้ถึง 31 Degrees of Freedom พร้อมความสามารถด้านการเดิน วิ่ง การเคลื่อนไหวแบบไดนามิก และการหลบสิ่งกีดขวาง

ระหว่างการฝึก AI พบว่าการแกว่งแขนแบบมนุษย์สร้างภาระกับระบบบริเวณหัวไหล่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหุ่นต้องวิ่งต่อเนื่องในระยะ 400 เมตร มอเตอร์ที่ต้องทำงานหนักจะเกิดความร้อน ใช้พลังงาน และอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ระบบจึงค่อย ๆ พัฒนาวิธีของตัวเองขึ้นมา แทนที่จะใช้แขนแกว่งหน้า-หลังแรง ๆ มันยกแขนขึ้นใกล้ใบหน้า ลดภาระบางส่วนของหัวไหล่ แล้วใช้การหมุนของเอวและสะโพกเข้ามาช่วยควบคุมโมเมนตัมและรักษาสมดุลของร่างกายแทน นี่จึงเป็นที่มาของท่าวิ่งประหลาดที่คนทั่วโลกกำลังเห็นอยู่

ที่เห็นเหมือน “ท่าวิ่งตลก” ความจริงคือผลลัพธ์ของ Optimization

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบอกมนุษย์คนหนึ่งว่า “นี่คือวิธีวิ่งที่ถูกต้อง เพราะทุกคนวิ่งแบบนี้” มนุษย์อาจทำตาม แต่ถ้าเราบอก AI เพียงว่า “ไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายที่มี” AI ไม่ได้สนใจว่าท่าของมันจะดูสวย ดูเหมือนมนุษย์ หรือถูกคนหัวเราะ มันสนใจเพียงว่าวิธีไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Emergent Behavior หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของระบบ โดยไม่ได้ถูกมนุษย์กำหนดรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นเอาไว้ตั้งแต่แรกและนี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าเรื่องการแข่งขันเสียอีก

ผู้สร้าง Tiangong ไม่ใช่บริษัทหุ่นยนต์ธรรมดา

Beijing Humanoid Robot Innovation Center ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 ก่อนจะได้รับสถานะเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ Embodied Intelligence ที่ร่วมสร้างโดยรัฐบาลกลางและกรุงปักกิ่งในปี 2024 เบื้องหลังยังมีบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก UBTECH ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ Beijing Yizhuang Investment Holdings, UBTECH Robotics, Xiaomi และ Beijing Jingcheng Machinery Electric นั่นทำให้เรื่องของ Tiangong ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “หุ่นยนต์หนึ่งตัว” แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรม Humanoid Robot + Embodied AI อย่างจริงจังและการแข่งขันหุ่นยนต์ก็กลายเป็นหนึ่งในสนามทดลองเทคโนโลยีเหล่านั้น

แต่มนุษย์ไม่ควรเลียนแบบท่าวิ่งนี้ เมื่อคลิปแพร่กระจาย มีการตีความไปถึงขั้นว่า “มนุษย์อาจวิ่งผิดมาตลอด” ข้อสรุปนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก Tiangong Omni พบวิธีที่เหมาะกับ โครงสร้างทางกลของ Tiangong Omni

ไม่ได้หมายความว่ามันค้นพบท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ 

มนุษย์กับหุ่นยนต์มีระบบการสร้างแรง การเก็บและคืนพลังงาน การควบคุมสมดุล ตลอดจนข้อจำกัดของข้อต่อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากหุ่นตัวนี้จึงไม่ใช่ “เราควรวิ่งเหมือนหุ่นยนต์หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“เมื่อ AI ไม่ถูกบังคับให้คิดเหมือนมนุษย์ มันจะค้นพบอะไรที่มนุษย์ไม่เคยคิดถึงอีก?”

วันนี้คำตอบคือ “ท่าวิ่ง”

วันข้างหน้าอาจเป็นวิธีออกแบบโรงงาน วิธีจัดการ Logistics วิธีใช้พลังงาน วิธีสร้างเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวิธีแก้ปัญหาบางอย่างที่มนุษย์ทำแบบเดิมกันมานับร้อยปี

เรื่องของ Tiangong Omni จึงอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่ามาก เพราะที่ผ่านมา เราพยายามสร้าง AI ให้ “คิดและทำเหมือนมนุษย์” แต่ยุคต่อไปอาจเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มถามว่า ถ้าเราไม่บอก AI ว่าคำตอบควรหน้าตาเป็นอย่างไรมันจะหาคำตอบที่ดีกว่าของเราเจอหรือไม่? และบางที… ท่าวิ่งแปลก ๆ ของหุ่นยนต์ตัวนี้

อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


THE STATES TIMES

WORLD

ผศ.กฤษฎา พรมเวค คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้ความเห็นกับ TASS สื่อรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญ “พรมเวค” ชี้ นโยบายยุโรปต่อความขัดแย้งยูเครนมีความย้อนแย้งในตัวเอง
ท่าทีปัจจุบันของผู้นำยุโรปสะท้อนว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพทางทหารของเคียฟเป็นอันดับแรก มากกว่าการผลักดันให้คู่ขัดแย้งหันมาแสวงหาทางประนีประนอม

นักวิชาการไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวไว้เช่นนี้

กรุงเทพฯ, 16 สิงหาคม — แนวทางของผู้นำยุโรปที่เดินหน้าเพิ่มการส่งมอบอาวุธให้แก่เคียฟ ควบคู่กับการประกาศว่าจำเป็นต้องสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงระยะยาวนั้น มีความขัดแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง

ความเห็นดังกล่าวมาจาก กฤษฎา พรมเวค ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทาสส์
เขากล่าวว่า

“ผมเห็นว่า ความพยายามของผู้นำยุโรปในการผสมผสานระหว่างการส่งมอบอาวุธให้ยูเครนอย่างต่อเนื่อง กับคำกล่าวอ้างเรื่องความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงระยะยาวในยุโรปนั้น มีความย้อนแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง ในทางปฏิบัติ การเพิ่มการสนับสนุนทางทหารไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งเข้าใกล้จุดจบมากขึ้น ตรงกันข้าม สิ่งนี้มีแนวโน้มจะยืดสงครามออกไป และท้ายที่สุดจะยิ่งผลักโอกาสสันติภาพให้ไกลออกไป”
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ท่าทีปัจจุบันของยุโรปแสดงให้เห็นว่า ยุโรปเลือกให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของยูเครน มากกว่าการกระตุ้นหรือผลักดันให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้าสู่การประนีประนอม

เขายกตัวอย่างว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะมนตรียุโรป ได้ยืนยันอีกครั้งถึงพันธะในการให้การสนับสนุนทางการเงินและทางทหารแก่เคียฟ
กฤษฎากล่าวต่อว่า

“ในมุมมองของผม ปัญหาอยู่ที่ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงในยุโรปไม่ควรหมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนอาวุธ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งถัดไปเท่านั้น แต่ควรหมายถึงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่จำเป็นต่อการยุติสงครามในปัจจุบัน หากยุโรปยังคงยึดแนวทางการส่งอาวุธเพื่อสร้างเงื่อนไขไปสู่สันติภาพ โดยไม่ได้ใช้ความพยายามทางการเมืองอย่างเพียงพอในการแสวงหาทางประนีประนอมกับรัสเซีย ความขัดแย้งนี้ก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป”

พรมเวคยังเน้นว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของยูเครน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในเวลาเดียวกัน ยุโรปยังคงพึ่งพาระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯ อย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของยุโรปในด้านความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์”

โดยสรุป ผู้เชี่ยวชาญไทยรายนี้มองว่า ยุโรปกำลังเผชิญความย้อนแย้งระหว่างการประกาศเป้าหมายเรื่องความมั่นคงระยะยาว กับการเดินหน้าเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน ซึ่งอาจไม่ได้ทำให้สงครามยุติเร็วขึ้น แต่กลับเสี่ยงยืดเยื้อความขัดแย้ง และทำให้โอกาสในการเจรจาสันติภาพถอยห่างออกไป.

ที่มา : https://tass.ru/mezhdunarodnaya-panorama/28016407

‘ทรัมป์’ เดือดซัดสื่อ!! ด่านักข่าวสหรัฐฯขายชาติ ยันคลังอาวุธไม่เคยลดต่ำ เตรียมเรียกเงินยุโรปคืนหลายแสนล้าน สงครามอิหร่านยังมีอาวุธพร้อมลุย

ทรัมป์เดือด! ด่าสื่อ “พวกสวะขายชาติ” หลังสื่อไม่ยอมรายงานสงครามอิหร่านตามที่เขาคาดหวัง แต่ดันไปเล่นแต่เรื่องอาวุธใกล้หมด ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีอาวุธและกระสุนสำรองไม่อั้น แถมปริมาณการผลิตยังเพิ่มในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมประกาศจะเรียกเงินจากยุโรปย้อนหลัง สำหรับอาวุธและเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลไบเดนเคยมอบให้ยูเครนและ NATO ไปฟรีๆ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า:

“สำหรับพวกสวะขายชาติที่ไม่ยอมทำข่าวปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่านในทิศทางที่ถูกต้อง เรามีกระสุนระดับกลางถึงระดับสูงในปริมาณที่แทบไม่จำกัด มากเกินกว่าที่เราจะสามารถใช้หมดได้ในสงครามครั้งนี้ หรือสงครามอื่นใดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก็แทบไม่น่าจะเกิดสงครามที่ไหนขึ้นอยู่แล้ว!

นอกจากนี้ เรายังกำลังผลิตอาวุธและกระสุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังสะสมคลังอาวุธและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรากำลังเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้สำหรับตัวเราเอง สำหรับสหรัฐอเมริกา แทนที่จะขายให้ประเทศอื่น แต่การขายให้กับชาติพันธมิตรจะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้

และขอให้ทุกคนรับทราบด้วยว่า รัฐบาลไบเดนมอบอาวุธและกระสุนให้ยูเครนฟรีๆ มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในอิหร่านเสียอีก เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกมอบให้ยูเครนและ NATO โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ยุโรปยินดีจะเป็นคนจ่าย หากพวกเขาถูกเรียกเก็บเท่านั้น
แต่เราจะเรียกเงินก้อนนั้น แม้ว่าจะช้าไปสักหน่อยก็ตาม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390859469869076/?rdid=SL30KDOYVLsZGKT6#

‘ทรัมป์’ ไม่กั๊กวิจารณ์ ‘แฮร์รี–เมแกน’ !! หลังย้ายออกจากสหรัฐฯ ชี้ไม่ใช่แฟนคลับทั้งคู่ ย้ำขาดความเคารพเชื้อพระวงศ์ เมแกน-แฮร์รี กลับอังกฤษครบ 6 ปี รับสถานะราชวงศ์แต่ไม่ปฏิบัติภารกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันพุธ(2ก.ย.) บอกว่าเขา "มีความสุข" ที่เจ้าชายแฮร์รีและครอบครัวเดินทางออกจากอเมริกาและกลับไปใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร ระบุไม่ชอบบุคคลทั้ง 2 เพราะขาดความเคารพต่อเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับควีนเอลิซาเบธผู้ล่วงลับและกษัตริย์ชาร์ลส์

"ผมมีความสุขกับเรื่องนี้ ผมไม่ใช่แฟนคลับของพวกเขา" ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการตัดสินใจเมื่อเร็วๆนี้ของเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ในการออกจากแคลิฟอร์เนีย หลังใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐนานกว่า 6 ปี

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ประกาศลดบทบาทและขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษในปี 2020 และจากนั้นได้เดินออกจากสหราชอาณาจักรไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนีย อย่างไรก็ตาม 6 ปีผ่านไป ทั้งคู่ รวมถึงโอรสและธิดา เดินทางกลับสู่สหราชอาณาจักรเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม

"ผมคิดว่าพวกเขาปฏิบัติกับราชวงศ์ด้วยความไร้ซึ่งความเคารพเป็นอย่างสูง" ทรัมป์กล่าว พร้อมพาดพิงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับควีนเอลิซาเบธผู้ล่วงลับและกษัตริย์ชาร์ลส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมแกนโดยเฉพาะ บอกว่า "ผมไมชอบท่าทีของเธอ ผมคิดว่าเธอขาดความเคารพเป็นอย่างสูง"

เจ้าชายแฮร์รี พระชนมายุ 41 พรรษาและเมแกน วัย 45 ปี ย้ายจากสหราชอาณาจักรไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ท่ามกลางความบาดหมางอย่างรุนแรงกับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ และความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก หลังจากเจ้าชายแฮร์รีเปิดตัวหนังสือเรื่อง "Spare" บันทึกความทรงจำที่เปิดเผยทุกเรื่องราว และไปให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจโดยไม่มีการปิดบังใดๆ กับรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของสหรัฐฯ ที่มี โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นพิธีกร

หลังจากย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ เจ้าชายแฮร์รี ให้สัมภาษณ์กับ โอปราห์ วินฟรีย์ กล่าวหาราชวงศ์ละเลยพระองค์ ส่วน เมแกน ซึ่งมารดาเป็นคนผิวสีและบิดาเป็นคนขาว บอกว่าตอนที่เธอตั้งครรภ์ลูกชาย มีสุ้มเสียงแห่งความกังวลและมีการซุบซิบพูดคุยกันภายในราชวงศ์ เกี่ยวกับสีผิวของลูกชายของเธอ

เจ้าชายวิเลียม พระเชษฐาของเจ้าชายแฮร์รี ปกป้องเชื้อพระวงศ์หลังถูกกล่าวหา และตรัสเน้นย้ำว่า "เราไม่ใช่พวกเหยียดผิว"

นอกจากนี้แล้วเจ้าชายแฮร์รียังอ้างการถูกจับตามองจากสื่อมวลชน และความล้มเหลวของรัฐบาลในการอารักขาความปลอดภัยแก่ครอบครัวของพระองค์ ในเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนีย

คาดหมายว่า เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ที่เวลานี้เดินทางกลับสู่สหราชอาณาจักรแล้ว ยังคงสถานะเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติกรณียกิจใดๆ

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับทั้งคู่เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าครอบครัวนี้มีแผนย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่งรอบนอกกรุงลอนดอน เป็นระยะเวลานาน โดยที่พระโอรส เจ้าชายอาร์ชี พระชนมายุ 7 พรรษาและเจ้าหญิงลิลิเบท พระชนมายุ 5 พรรษา มีแผนเข้าศึกษาที่โรงเรียนในสหราชอาณาจักร

ไม่แน่ชัดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสำหรับทั้งคู่ แต่เจ้าชายแฮร์รีเคยตรัสไว้ว่าเขาต้องการให้โอรสและธิกา ได้ใช้เวลาในอังกฤษ

"ถ้าผมเป็นราชวงศ์ ผมจะไม่รับพวกเขากลับเข้าไป" ทรัมป์กล่าวปิดท้ายในวันพุธ(2ก.ย.)

(ที่มา:รอยเตอร์ส/mgronline)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000086418

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top