Tuesday, 1 September 2026
NEWS

จาก “พระเดือน” สู่ “เณรบอส” “ขจร แสงหิรัญ” กับเส้นทางทำสื่อกว่า 10 ปี เล่าเรื่องธรรมะผ่านสัจธรรมของชีวิตใน “ขจรนอนวัด” จนคว้า “รางวัลชนะเลิศ” ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพื่อยกย่องบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรม และสามารถส่งต่อเรื่องราวของความดีให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

ในปีนี้มีผู้ได้รับการยกย่องรวม 109 รางวัล แบ่งเป็นประเภทสื่อ 57 รางวัล ประเภทบุคคล 25 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 27 รางวัล โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และผู้แทนภาคีต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

หนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องบนเวทีครั้งนี้ คือ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” ผลงานจากช่อง “ขจรนอนวัด” ของ ขจร แสงหิรัญ ซึ่งได้รับ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างผลงานเพียงชิ้นเดียว หากมีเส้นทางการทำงานที่ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี

>> จากสารคดี “พระเดือน” สู่เส้นทางของ “ขจรนอนวัด”

หากย้อนกลับไปดูร่องรอยการทำงานของ ขจร แสงหิรัญ จะพบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและงานสารคดีไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่อง “ขจรนอนวัด” เป็นที่รู้จัก

ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตมีบันทึกผลงานเมื่อปี พ.ศ. 2558 ชื่อภาพยนตร์สารคดี “พระเดือน” โดยระบุชื่อผู้สร้างคือ “ขจร แสงหิรัญ” สอดคล้องกับข้อมูลบนช่อง YouTube “ขจรนอนวัด Official Thailand” ซึ่งระบุเส้นทางการสร้างสารคดีมาตั้งแต่ปี 2015

ช่องขจรนอนวัดระบุเป้าหมายของการทำงานไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพสู่สังคม ผ่านรูปแบบทั้งสารคดี ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ขณะที่ขจรเองทำงานในหลายกระบวนการ ตั้งแต่ Producer, Director การเขียนบทสารคดี การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการจัดการด้านเสียงบรรยาย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าเรื่องราวของวัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นแนวทางการทำงานที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง

>> เล่าเรื่อง “วัด” ผ่านเรื่องของ “คน”

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผลงานของ “ขจรนอนวัด” มีรูปแบบแตกต่างจากการนำเสนอเรื่องวัดโดยทั่วไป คือการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแนะนำสถานที่หรือบอกว่าแต่ละวัดมีสิ่งใดน่าสนใจ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของผู้คน ศรัทธา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่อยู่ภายในสถานที่เหล่านั้น

เมื่อพิจารณารายชื่อผลงานของขจรนอนวัด จะพบเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องของพระปฏิบัติ วัดในพื้นที่ต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น สารคดีวัดเวฬุวัน ซึ่งมียอดรับชมมากกว่า 125,000 ครั้ง รวมถึงสารคดีเกี่ยวกับหลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำพวง วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์ และเรื่องราวของพระสงฆ์หรือบุคคลที่ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความเชื่อและการปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวทำให้ “ธรรมะ” ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบคำสอนเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคของ Documentary Storytelling และเรื่องราวของชีวิตจริง ทำให้ประเด็นที่บางคนอาจมองว่าอยู่ไกลตัว สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ชมได้มากขึ้น

ผลงาน “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้

การเลือกติดตามชีวิตของสามเณรตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้พระพุทธศาสนาถูกถ่ายทอดผ่านกิจวัตร ความสัมพันธ์ การฝึกตน และรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตจริง แทนการนำเสนอผ่านคำสอนเพียงอย่างเดียว

ในโลกดิจิทัลที่ผู้ผลิตสื่อจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมภายในเวลาอันรวดเร็ว ขจรกลับเลือกใช้รูปแบบ “สารคดี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา สมาธิ และความต่อเนื่องในการรับชม พร้อมเลือกเล่าเรื่องวัด พระ สามเณร ธรรมะ และคุณค่าของชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นกระแสหลักบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

แต่แนวทางที่แตกต่างนี้เอง ได้นำผลงานของเขาไปสู่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

>> เมื่อแนวทางที่เลือกเดิน ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับประเทศ

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศที่ดำเนินการโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ภายใต้แนวคิด “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม”

สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ ครอบคลุมทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ได้รับการพิจารณาต้องมีแนวคิด เนื้อหา และรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ และมีผลเป็นที่ประจักษ์ต่อชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ การได้รับรางวัลชนะเลิศของ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพด้านการผลิตสื่อ แต่ยังสะท้อนถึงการที่ผลงานสามารถถ่ายทอดคุณค่าและส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้ชมได้

จากสารคดี “พระเดือน” ในปี พ.ศ. 2558 มาจนถึงผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ระยะเวลามากกว่า 10 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางที่ขจร แสงหิรัญ เลือกเดินมาตั้งแต่ต้น

>> จากเรื่องธรรมะ สู่คุณค่าที่ส่งต่อสังคม

ความสำเร็จของ “ขจรนอนวัด” จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับผลงานสารคดีเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่เลือกเล่าเรื่องอย่างมีจุดยืนและทำงานในแนวทางนั้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้

จากการเล่าเรื่องพระพุทธศาสนา วัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ขจร แสงหิรัญ ใช้รูปแบบสารคดีพาผู้ชมเข้าไปมองเห็นชีวิต ความสัมพันธ์ ศรัทธา และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวเหล่านั้น

รางวัลชนะเลิศ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลของการทำงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนว่าสื่อดิจิทัลไม่ได้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับเรื่องที่รวดเร็วหรือเป็นกระแสเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่สามารถส่งต่อคุณค่าและสร้างความหมายให้กับสังคมได้เช่นกัน

และสำหรับ ขจร แสงหิรัญ พื้นที่นั้นมีชื่อว่า “ขจรนอนวัด”

แหล่งอ้างอิง
1. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข่าวพิธีมอบ THAILAND MORAL AWARDS 2025 
2. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข้อมูลการคัดเลือกและแนวคิด THAILAND MORAL AWARDS 
3. ช่อง YouTube: ขจรนอนวัด Official Thailand
4. ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต — รายการผลงานนิเทศศาสตร์ พ.ศ. 2558 
5. Facebook: Moral Center / ศูนย์คุณธรรม 
จัดทำจากข้อมูลที่สืบค้นและเรียบเรียง ณ 31 สิงหาคม 2569

ปิดฉากตำนานฟ้าขาว ‘ลิโอเนล เมสซี’!! ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการ หลังรับใช้ชาติตั้งแต่ปี 2005 พร้อมฝากแชมป์โลก 2022 เป็นมรดก ทำสถิติลงเล่น 207 นัด ยิง 125 ประตู รับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการพร้อมรับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

โดย เมสซี ลงสนามให้กับอาร์เจนตินาชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในปี 2016 เจ้าตัวเคยรีไทร์จากการเล่นให้ทัพ “ฟ้าขาว” มาแล้วก่อนจะคัมแบ๊กอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018

และดาวเตะจาก อินเตอร์ ไมอามี รายนี้ก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022

อย่างไรก็ตามหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่ทัพ “ฟ้าขาว” ได้รองแชมป์มีกระแสข่าวว่า เมสซี จะอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา

ล่าสุดแข้งวัย 39 ปีรายนี้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “หลังจากเวลาผ่านไปนานนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ และหลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนว่า ผมขอประกาศเลิกเล่นทีมชาติ มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด และยังคงเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ข้างใน แต่ผมเข้าใจว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม”

“ผมขอสาบานว่าผมทุ่มเททุกอย่างเสมอ ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เราคว้าแชมป์ทุกอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นด้วย ผมต่อสู้และทุ่มเททุกอย่างเพื่อเสื้อตัวนี้ เพื่อนำความสุขมาให้พวกคุณ และทำให้พวกคุณรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวอาร์เจนตินาผ่านฟุตบอล”

“เหลือเวลาไม่มากแล้ว และบทต่างๆ ก็กำลังจะจบลง นี่เป็นบทที่เจ็บปวดที่สุดบทหนึ่ง ผมรัก ผมรัก และผมจะรักการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเสมอ ผมทุ่มเททุกอย่างที่มี และผมไม่มีอะไรจะให้ได้อีกแล้ว”

“นอกจากนี้ ยังมีนักเตะดาวรุ่งฝีมือดีมากมายที่กำลังก้าวขึ้นมาและสมควรที่จะได้อยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมสซี ลงสนามให้ อาร์เจนตินา ทั้งหมด 207 นัดทุกรายการทำได้ 125 ประตูหับ 68 แอสซิสต์ซึ่งนอกจากแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 แล้วเจ้าตัวยังเคยพาทัพ “ฟ้าขาว” คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัยในปี 2021, 2024 และฟินาลิสซิมา 1 สมัยในปี 2022 เป็นต้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10381778

Veeam ชูศักยภาพ AI คุมข้อมูล!! เปิดตัว agentic AI ช่วยธุรกิจไทย รับมือกฎ PDPA และ AI governance ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพงานความเป็นส่วนตัว ขยายขีดความสามารถควบคุม AI ด้วย DataAI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Veeam Software ซึ่งเป็น The Data and AI Trust Company นำเสนอ agentic AI ศักยภาพสูงบน Veeam DataAI™ Command Platform โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรนำมาตรการดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ AI governance ไปปฏิบัติได้จริงในสภาพแวดล้อมข้อมูลและ AI ที่ซับซ้อน

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยกำหนดหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในระบบ AI รวมถึงข้อพิจารณาด้านการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติ AI ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โทษปรับทางปกครองสะสมภายใต้ PDPA มีมูลค่าเกินกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณี และ 9 คำสั่ง รวมถึงค่าปรับ 8 รายการ มูลค่ารวม 14.5 ล้านบาท ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งต่อสำนักงาน PDPC ในทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบถึงเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวจำนวนมากยังต้องอาศัยการประเมินด้วยตนเอง สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า “สำหรับองค์กรธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใน AI ขณะที่ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ว่าทุกธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ขององค์กรใช้ข้อมูลอย่างไร รวมทั้งตอบสนองนโยบายการกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล(regulated sectors)ต่างขยายขอบเขตการใช้งาน AI ดังนั้น ความสามารถในการแสดงหลักฐานของการกำกับดูแล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มภายหลัง”

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจในประเทศไทยวางใจเลือกใช้ Veeam ในด้าน Data Resilience มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สามารถลดระยะเวลาการกู้คืนและการค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงห้านาที ขณะที่ KBTG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ประหยัดเวลาการทำงานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย; และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99% ความเชี่ยวชาญด้านการกู้คืนข้อมูลที่สั่งสมมานี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถด้านการกำกับดูแลในยุค Agentic AI
เมื่อผู้ใช้งานเลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เช่น การปฏิเสธเทคโนโลยีการติดตาม หรือจำกัดวิธีการที่ข้อมูลของตนจะถูกป้อนให้กับโมเดลของ AI ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกระบบที่ข้อมูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะระบบที่ผู้ใช้กดเลือกเท่านั้น โดย Consent Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุช่องว่างที่เกี่ยวข้องกับการขอความยินยอมและสนับสนุนเวิร์กโฟลว์การแก้ไข ทำให้ทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นการกำกับดูแลการขอความยินยอมทั่วทั้งระบบที่เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก Consent Agent แล้ว Veeam ยังได้แนะนำ AI agents เพิ่มอีกสองตัวที่ช่วยแบ่งเบางานปฏิบัติการที่ใช้เวลามากที่สุดออกจากทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการทำแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับคำขอด้านความเป็นส่วนตัวและการประเมินการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปให้เป็นแบบอัตโนมัติด้วย

“ในโลกยุคปัจจุบัน วิธีการคิดในด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ต้องปรับเปลี่ยนให้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่า โลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว” Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy กล่าว

PrivacyOps AI agents บนเฟรมเวิร์กของ DataAI Command Platform
Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ Veeam DataAI™ Command Platform โดยทำให้เวิร์กโฟลว์ด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานเน้นการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์

Consent Agent: AI agent แบบครบวงจรสำหรับการกำกับดูแลการขอความยินยอมและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริหารจัดการระบบการขอความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์และการทดสอบอัตโนมัติ ไปจนถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการแก้ไขอัตโนมัติ โดยจับสัญญาณการขอความยินยอมของผู้ใช้จากโดเมนของลูกค้า รวมถึงการตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธข้อเสนอทางการตลาด การเพิกถอนสิทธิ์สำหรับการปรับแต่งด้วย AI และข้อจำกัดการประมวลผลปลายทาง จากนั้นจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านั้นในระบบที่เชื่อมโยงและได้รับการกำหนดค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว รวมถึงแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบนิเวศของบุคคลที่สาม ด้วยพลังจากฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เอเจนต์นี้ให้บริการการประเมินความเสี่ยงภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย (jurisdiction-aware risk scoring) และแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Data Subject Request Agent: สร้างและดูแลแบบฟอร์มสำหรับรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่กำหนดค่าให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและกฎระเบียบขององค์กร ทีมงานสามารถจัดทำแบบฟอร์มได้ภายในไม่กี่นาทีและปรับให้เป็นปัจจุบันตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายหรือใช้เวลาของนักพัฒนาทุกครั้งที่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง Veeam ประมาณการว่า Data Subject Request Agent สามารถลดเวลาในการจัดทำแบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (DSR) ได้ราว 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและการนำไปใช้งานขององค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Assessment Agent: วิเคราะห์หลักฐานสนับสนุนเพื่อจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละองค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัว การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแล AI

ความสามารถต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มีอยู่ใน Veeam DataAI™ Command Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรสำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ AI โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ผสานรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience เข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะของ Veeam ที่มีส่วนเชื่อมต่อหลายร้อยรายการ ครอบคลุมสภาพแวดล้อมบนคลาวด์ SaaS และภายในองค์กร

DataAI Privacy ขับเคลื่อนด้วย People Data Graph ซึ่งเป็นกราฟข้อมูลอัจฉริยะด้านอัตลักษณ์ (identity intelligence graph) ที่ออกแบบมาเพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ สิ่งนี้สนับสนุนการบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบ (audit-ready evidence) ว่ามีการนำเจตนารมณ์และนโยบายไปปรับใช้อย่างไร AI agents ของ Veeam ทำงานบนบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นภาพรวม ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงช่วยให้การกำกับดูแลก้าวทันกับ AI
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI agents เหล่านี้ได้ที่บล็อกของ Veeam ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.veeam.com

ดราม่าหลังไทยโค่นจีนไม่เป็นผล!! สื่อจีนปั่นดราม่าโค้ชอ๊อด “ดีใจเกินงาม” ชาวเน็ตจีนสวนกลับขี้แพ้ชวนตี ชี้ควรโฟกัสผลงานในสนาม ชาวเน็ตจีนย้ำไทยชนะสมควรได้ฉลอง

‘สูตรสำเร็จปั่นดราม่า’ จุดไม่ติด สื่อจีนแซะโค้ชลูกยางไทย 'ดีใจจนเกินงาม' เจอชาวเน็ตจีนสวนยับ ‘อย่าทำนิสัยขี้แพ้ชวนตี’

หลังจบศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ นครเทียนจิน ซึ่งทีมนักตบสาวไทยสร้างมหากาพย์พลิกแซงเอาชนะเจ้าภาพทีมชาติจีนไปได้อย่างดุเดือด 3-2 เซต คว้าแชมป์พร้อมคว้าตั๋วตรงสู่โอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 ไปครองได้สำเร็จ

ท่ามกลางความดีใจของแฟนกีฬาชาวไทย สื่อโซเชียลจีนอย่าง "เถียนเสี่ยวเม่ยคุยเรื่องกีฬา" (甜小妹说球) กลับออกมาโพสต์บทความเชิงตำหนิการแสดงออกของ “#โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย จนกลายเป็นประเด็น

สื่อดังกล่าวระบุว่า การที่โค้ชเกียรติพงษ์ปล่อยโฮและกระโดดโลดเต้นฉลองชัยชนะอย่างสุดเหวี่ยงในสนามของจีน เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ" พร้อมยกเหตุผลว่า ฝั่งตรงข้ามคือนักกีฬาดาวรุ่งจีนที่กำลังใจสลายหลังกรำศึกหนักถึง 5 เซต ยิ่งไปกว่านั้น สื่อรายนี้ยังพยายามดึงประเด็นส่วนตัวมาผูกโยง โดยอ้างว่าในฐานะที่เขาเป็นสามีของ "เฝิงคุน" มือเซตระดับตำนานของจีน และได้รับความเอ็นดูจากวงการวอลเลย์บอลจีนมาโดยตลอด เขาควรจะรักษาน้ำใจของฝั่งจีนให้มากกว่านี้

#ชาวเน็ตจีนไม่เอาด้วยแถมรุมจวกเละ

ทว่าความพยายามในการปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความคับแค้นใจกลับ "กลับตาลปัตร" อย่างสิ้นเชิง เมื่อแฟนวอลเลย์บอลและชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะคล้อยตาม คอมเมนต์ยอดนิยมใต้บทความกลายเป็นการรวมพลังสั่งสอนผู้เขียนอย่างดุเดือด โดยมองว่านี่คือทัศนคติของคน "ขี้แพ้ชวนตี" ที่ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตจีนที่ได้รับยอดกดไลก์เยอะ สะท้อนมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

-"แพ้ก็คือแพ้ คนอื่นเขาฉลองแล้วจะไปอิจฉาตาร้อนทำไม"
-"คนเขียนนี่เพี้ยนเหรอ? คนอื่นเขาได้แชมป์ จะให้เขาแอบดีใจเงียบๆ เพราะกลัวเจ้าบ้านที่ไม่เอาถ่านจะอารมณ์เสียหรือไง"
-"ผู้ชนะคือผู้กล้า คนเขาชนะแล้วจะไม่ให้เขาดีใจได้ยังไง หรือจะให้เขาร้องไห้ตามคนแพ้?"
-"แม่ทัพที่พ่ายศึก จะมาเรียกร้องศักดิ์ศรีอะไร ตัวเองได้เปรียบทั้งเสียงเชียร์ในบ้านแต่เล่นห่วยเอง ไม่ยอมมองหาข้อบกพร่อง แต่กลับมาเขียนโจมตีคนอื่น ใจแคบเกิ๊น"

#ชาตินิยมยุคใหม่ที่ใช้เหตุผล

ปรากฏการณ์ทัวร์ลงสื่อชาติตัวเองในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สังคมและแฟนกีฬารุ่นใหม่ของจีนมีวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขามองการแข่งขันกีฬาด้วยหลักความเป็นมืออาชีพ เข้าใจดีว่าความสุขและการหลั่งน้ำตาหลังชัยชนะของโค้ชไทยคืออารมณ์ร่วมที่บริสุทธิ์ของมนุษย์

กระแสชาตินิยมแบบมืดบอดที่มักถูกสื่ออิสระ (Self-Media) จีนนำมาใช้เป็น "สูตรสำเร็จล่ายอดวิว" นั้นเริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคปัจจุบัน เพราะแฟนกีฬาจีนเลือกที่จะเคารพความพยายามของผู้ชนะ พร้อมทั้งมองความพ่ายแพ้ของทีมชาติตนเองอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องมารยาทที่ไร้น้ำหนัก

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1435783608415443/?rdid=oOKtvbMODdTdUyDO#

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

ECONBIZ

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว

ปตท. รับรางวัล CSR ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน รางวัลองค์กรธุรกิจดีเด่น กทม. จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

ปตท. รับรางวัล CSR Award 2026 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการ
เพื่อสังคม ผู้แทน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของ
ภาคธุรกิจประจำปี 2569 (CSR Award 2026) ประเภทรางวัลองค์กรภาคธุรกิจดีเด่นในเขตกรุงเทพมหานคร

จัดโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จากนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมอบให้แก่องค์กรภาคธุรกิจที่มีบทบาทในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ครอบคลุมการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาการศึกษาและศักยภาพเยาวชน การสร้างโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ มาสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

“บีโอไอ” หนุนแอร์บัส!! ปักธงไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แอร์บัสขยายทีม เพิ่มบทบาทในเอเชีย ร่วมพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืน SAF หนุนต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร

บีโอไอหนุน “แอร์บัส” ขยายฐานธุรกิจ ปักธงไทย ฮับดิจิทัลการบินแห่งเอเชีย

บีโอไอเผยผลหารือ “แอร์บัส” ยักษ์ใหญ่อากาศยานโลก เดินหน้ายกระดับไทยเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลและวิศวกรรมการบินของภูมิภาค ตั้งกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise ดูแลทั่วเอเชีย พร้อมเลือกไทยเป็นฐานทดสอบซอฟต์แวร์แห่งเดียวสำหรับลูกค้าทั่วโลก จ้างวิศวกรและบุคลากรทักษะสูงแล้วกว่า 200 คน เสนอแนวทางต่อยอดจุดแข็งไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานโลก พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง และผลักดันไทยสู่ฐานผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการและหารือกับ Mr. Bert Porteman ประธานบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย (President of Airbus Thailand) ณ สำนักงานอาคารรสา ทู กรุงเทพฯ ว่า แอร์บัส ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจหลักของบริษัท โดยได้จัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ระดับภูมิภาคขึ้นในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Skywise ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัส โดยจะใช้ไทยเป็นสำนักงานภูมิภาคของ Skywise ดูแลครอบคลุมทั่วเอเชีย และเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่

ปัจจุบันแอร์บัสมีบุคลากรในไทยกว่า 200 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2565 โดยร้อยละ 85 เป็นบุคลากรไทย ประกอบด้วยวิศวกรการบินและอวกาศ วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบกราฟฟิก ช่างเทคนิค และบุคลากรทักษะสูงอื่น ๆ ขณะนี้เตรียมขยายกิจการในไทย โดยจะจ้างบุคลากรเพิ่มเติมอีกกว่า 40 คนภายในปีนี้ นอกจากนี้ บีโอไอยังได้หารือกับแอร์บัส ถึงแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทย ทั้งการต่อยอดจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไปสู่ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอากาศยาน การพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ตลอดจนการผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

บริษัท แอร์บัส เป็นผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีเครื่องบินพาณิชย์ในไทยมากกว่า 150 ลำ ลูกค้าสำคัญ เช่น การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์, ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียดเจ็ต และมีเฮลิคอปเตอร์เกือบ 80 ลำ ส่วนใหญ่ใช้งานโดยกองทัพและหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ แอร์บัส ยังมีความร่วมมือกับอีกหลายองค์กรในไทย เช่น ความร่วมมือด้านอวกาศกับ GISTDA ในการร่วมพัฒนา ผลิต และส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS-1 และ THEOS-2 ความร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมการบิน (TAI) ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองทัพ และความร่วมมือกับกลุ่ม CP ในการพัฒนาเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน (SAF) ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญสู่ประเทศไทย

ฐานดิจิทัลในไทย สู่การให้บริการระดับโลก

ประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือการขยายบทบาทของ Skywise หน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัสในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโซลูชันสำหรับสายการบิน ตั้งแต่การจัดทำคู่มือสำหรับนักบิน การวิเคราะห์ข้อมูลการบิน การบริหารจัดการความปลอดภัย การวางแผนเที่ยวบินและลูกเรือ ไปจนถึงระบบคาดการณ์การซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยอาศัยแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสายการบิน

ปัจจุบันแอร์บัสอยู่ระหว่างขยายทีมทดสอบซอฟต์แวร์ของ Skywise ในไทย เพื่อควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบให้ผู้ใช้บริการและสายการบิน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทดสอบเพียงแห่งเดียวสำหรับซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก บริษัทจึงได้รับวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ แอร์บัสเตรียมให้กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise สำหรับภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“การที่แอร์บัสยกระดับบทบาทให้ไทยรับผิดชอบกิจกรรมด้านดิจิทัลที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานบริหารธุรกิจ Skywise ในภูมิภาค สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งงานด้านวิศวกรรม การทดสอบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการบินที่ต้องใช้บุคลากรทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบทบาทในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

ต่อยอดจุดแข็งไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน

ผู้บริหารแอร์บัสประเมินว่า ปริมาณผู้โดยสารและขนาดฝูงบินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้มีความต้องการอากาศยานใหม่มากกว่า 20,000 ลำ ขณะที่แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อรอส่งมอบมากกว่า 9,000 ลำ หรือเทียบเท่ากำลังการผลิตกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนบุคลากร ต้นทุนวัตถุดิบ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ผลิตอากาศยานต้องกระจายและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

แอร์บัสมองว่า ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และคุณภาพของบุคลากรไทย เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสรองรับการกระจายห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน โดยไทยควรกำหนดสาขาที่ต้องการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน และต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ไปสู่การผลิตโครงสร้างอากาศยาน วัสดุคอมโพสิต และอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร โดยการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองที่เข้มงวด มีระบบคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง รวมทั้งใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างชาติที่นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้ามา กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันแอร์บัสมี Suppliers ในไทยทั้ง Tier 1-3 อยู่แล้วประมาณ 80 บริษัท

เร่งพัฒนาบุคลากร รองรับ MRO และอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่

ด้านการพัฒนาบุคลากร แอร์บัสมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ

สำหรับอุตสาหกรรม MRO ปัจจุบันแอร์บัสมีความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานทางทหารกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ขณะที่การพัฒนาศูนย์ MRO เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนช่างซ่อมบำรุงและมาตรฐานการฝึกอบรมที่เข้มงวดมากขึ้น แอร์บัสจึงพร้อมนำความเชี่ยวชาญ มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยด้วย

ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิต SAF ชั้นนำ

แอร์บัสมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบ SAF เนื่องจากมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากและมีอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง โดยในระยะสั้น สามารถผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ขณะที่โอกาสสำคัญของไทยในระยะกลางคือ การนำเอทานอลมาผลิต SAF ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน และในระยะยาว สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยใช้พลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องมีแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัทพลังงาน ผู้ผลิต SAF และสายการบิน เพื่อร่วมกันกำหนดโรดแมปและนโยบายด้าน SAF เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิตและการใช้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงโอกาสของไทยในการยกระดับบทบาทในอุตสาหกรรมการบิน ตั้งแต่งานดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร การสร้างขีดความสามารถด้าน MRO ไปจนถึงการผลิตน้ำมันอากาศยานหรือ SAF โดยบีโอไอพร้อมประสานความร่วมมือกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

LITE

30 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล รำลึกถึงบุคคลที่ถูกอุ้มหายทั่วโลก เน้นต่อต้านการบังคับสูญหาย เน้นย้ำสิทธิมนุษยชนผิดกฎหมาย

30 สิงหาคม วันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Victims of Enforced Disappearances)

วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์และตระหนักถึงสถานการณ์การบังคับสูญหายหรือการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การบังคับให้สูญหาย หรือที่เรารู้จักทั่วไปว่า ‘การอุ้มหาย’ ถูกพิจารณาเป็น ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง’ และถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CPED) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้กำหนดนิยามของ ‘การอุ้มหาย’ ไว้ว่า หมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำการโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ หรือด้วยการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย

การบังคับให้สูญหายมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ได้แก่ สิทธิในการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย สิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดสิทธิต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย เช่น สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อันเกิดจากการที่ขาดบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้ สิทธิในการมีสุขภาพดี เนื่องจากความวิตกกังวล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CPED) เมื่อปี 2555 แต่การลงนามดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนของประเทศไทย ได้ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และมีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองทุกคนมิให้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอีกต่อไป

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา

27 สิงหาคม 2426 ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ในอินโดนีเซียระเบิดครั้งรุนแรงที่สุด เกิดเสียงดังกึกก้องไกลถึงออสเตรเลีย คร่าชีวิตกว่า 3.6 หมื่นคน

ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนิเซีย บนแนววงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟแห่งนี้เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2426 โดยเริ่มจากการระเบิดรุนแรงในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 แต่เหตุการณ์ก็สงบ แม้จะมีการระเบิดในระดับไม่รุนแรงอีกหลายครั้งซึ่งไม่มีใครคิดว่านี้เป็นสัญญานเตือนภัย…

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และการระเบิดระดับกลางติดต่อกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เถ้าถ่านจำนวนหลายล้านตันบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกลถึงออสเตรเลีย ผลจากการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30 เมตร ซากปะการัง, เศษหิน และวัสดุต่าง ๆ ประมาณ 600 ตัน ถูกคลื่นหอบขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 36,000 คน
>> ความรุนแรงครั้งนั้นส่งผลกระทบไปไกลเพียงใด

ในประเทศไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น ‘พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร’ ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน ‘ประวัติอาจารย์’ (พระนิพนธ์ประวัติของพระยาพฤฒาธิบดีศรีสัตยานุการ (อ่อน โกมลวรรธนะ) ซึ่งเคยเป็น เจ้าอาวาสวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ) ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน อยุธยา ว่า…

“เมื่อเดือนสิงหาคมจะเป็นวันใดข้าพเจ้าไม่ได้จดไว้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 27 จนถึงวันที่ 30 เวลาบ่าย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ตำหนักได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่ไกลหลายนัด นึกในใจว่าคงยิงสลุตรับแขกเมืองที่เข้ามากรุงเทพฯ ครั้นเวลาเย็นลงไปนั่งเล่นที่สะพานท่าน้ำตามเคย ไปพูดขึ้นกับพระที่อยู่มาก่อน ท่านบอกว่าที่วัดนิเวศน์ฯ ไม่เคยได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการสำคัญก็ไม่ค้นหาเหตุผลต่อไป

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เห็นแสงแดดเป็นสีเขียวตลอดวัน คนทั้งหลายพากันพิศวงทั่วไปในท้องถิ่น ที่ตื่นตกใจก็มี แต่ในวันต่อมาก็กลับเป็นปกติตามเดิม เป็นหลายวันจึงทราบข่าวว่าภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกระกะเตา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา คนตายหลายหมื่น เสียงภูเขาไฟระเบิดและไอที่ออกบังแสงแดด ทั้งละลอกน้ำในท้องทะเลแผ่ไปถึงนานาประเทศ ไกลกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน”

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

จาก 7 เซียน สู่ทีมชุดประวัติศาสตร์ เส้นทางสู่โอลิมปิกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ถมทับด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน คือคืนที่ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการกีฬาไทยถูกเขียนขึ้น เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะเจ้าภาพจีนไปอย่างสุดมัน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าทั้งแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และถือเป็นกีฬาประเภททีมชนิดแรกของไทยที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ภาพที่กระตุกต่อมน้ำตาแฟนกีฬาไทยทั้งประเทศไม่ใช่แค่ลูกตบปิดเกมในเซตตัดสิน แต่คือภาพของชายวัย 60 ปีที่วิ่งพุ่งเข้าไปกลางสนามพร้อมน้ำตาที่อาบใบหน้า พร้อมเสียงตะโกนที่ปลดปล่อยความอัดอั้นและความผิดหวังซ้ำๆออกมาอย่างสุดเสียง เขาคือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ใช้เวลาเกือบ 30 ปีของชีวิตวนเวียนอยู่กับความฝันใหญ่เพียงสิ่งเดียวร่วมกับคนทั้งชาติ นั่นคือการพาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปยืนบนเวทีโอลิมปิกให้ได้สักครั้ง
เพราะกว่าจะมาถึงคืนแห่งชัยชนะคืนนี้ เส้นทางของทีมชุดนี้ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความหวัง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ

ยุคทองของ ‘7 เซียน’ และความฝันที่เริ่มต้น

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมอบหมายให้โค้ชอ๊อตออกเสาะหาดาวรุ่งจากทั่วประเทศ นำมาเก็บตัวฝึกซ้อมและใช้ชีวิตร่วมกัน จากเด็กสาวกลุ่มนั้น ชื่อของ วรรณา บัวแก้ว, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, นุสรา ต้อมคำ, ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเพื่อนร่วมรุ่น ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นแกนหลักของยุคทองที่แฟนกีฬาไทยรู้จักกันในนาม ‘7 เซียน’

จากทีมที่เคยแพ้มากกว่าชนะ พวกเธอค่อยๆ เติบโตจนกล้าต่อกรกับจีน, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทีมระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อทีมแข็งแกร่งขึ้น ความฝันก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย นั่นคือประตูบานที่ชื่อว่า ‘โอลิมปิก’ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดลงใส่หน้าพวกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

2012 ลอนดอน: เข้าใกล้ที่สุด แต่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับทีมอื่น

ปี 2012 ในศึกคัดเลือกโอลิมปิกที่โตเกียว ทีมชาติไทยปิดภารกิจของตัวเองด้วยชัยชนะเหนือคิวบา ก่อนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผลการแข่งขันคู่สุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ทีมไทยตกรอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะต้องแพ้เซอร์เบียด้วยสกอร์ 3-2 เซ็ตเท่านั้น ซึ่งด้วยอันดับโลกของญี่ปุ่นที่สูงกว่าเซอร์เบียมากในเวลานั้น ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าสกอร์ที่คนไทยทุกคนหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจ ท้ายที่สุดเซอร์เบียเอาชนะญี่ปุ่นไป 3-2 เซตจริงๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคว้าโควตาโซนเอเชียไปครองได้ด้วยอัตราส่วนคะแนนที่ดีกว่าไทยเพียงเล็กน้อย ประตูสู่ลอนดอน 2012 ปิดลงตรงหน้า ทั้งที่นี่คือวันที่ลูกยางสาวไทยเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2016 ริโอ: นำอยู่ 12-6 แล้วพลิกจบด้วยน้ำตา พร้อมการตัดสินอันเป็นที่กังขา

สี่ปีต่อมา โค้ชอ๊อตพาทีมกลับไปตามหาตั๋วอีกครั้งในศึกคัดเลือกริโอ 2016 และคราวนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เกมกับเจ้าภาพญี่ปุ่นเดินทางถึงเซตที่ 5 ไทยขึ้นนำไปถึง 12-6 ก่อนจะเกิดปัญหากับระบบแท็บเล็ตสำหรับเปลี่ยนตัวและชาเลนจ์ ตามมาด้วยการที่โค้ชอ๊อตได้รับใบแดงถึงสองครั้ง รวมทั้งทีมไทยถูดตัดแต้มไป 2 แต้ม ทำให้เกมที่ไทยเคยกุมความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ พลิกกลับมาจบลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น 15-13 ไทยพลาดตั๋วริโอ 2016 อย่างเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่ง

ไม่กี่เดือนต่อมา โค้ชอ๊อตตัดสินใจวางมือจากทีมชาติ หลังทำงานร่วมกับทีมมายาวนานถึง 18 ปี เพื่อไปรับงานสโมสรในประเทศจีนและใช้เวลากับครอบครัว เขาต้องเดินจากไปโดยไม่มีโอกาสพาทีมที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือไปถึงโอลิมปิก ส่วนความฝันนั้นถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อ

2020 โตเกียว และหลังจากนั้น: ประตูที่ยังคงเปิดไม่ออก

วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นักกีฬายุค 7 เซียนทยอยอำลาทีมชาติ ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ แต่ประตูแห่งความฝันบานเดิมก็ยังคงเปิดไม่ออก ไทยพลาดตั๋วโตเกียว 2020 หลังพ่ายเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศคัดเลือกโซนเอเชียคาบ้าน 3-0 เซ็ต ก่อนที่เส้นทางสู่ปารีส 2024 จะจบลงด้วยความผิดหวังซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เกือบ 30 ปีของความพยายาม ยังไม่มีครั้งไหนที่ประตูโอลิมปิกยอมเปิดออกให้วอลเลย์บอลหญิงไทยเดินผ่าน

2024 การกลับมาของชายคนเดิม

กระทั่งปี 2024 ชื่อของชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศให้เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังวางมือไปแล้ว 8 ปี การกลับมาหนนี้ โค้ชอ๊อตไม่ได้เจอทีมที่มี ‘7 เซียน’ อยู่เหมือนเดิม หากแต่ตรงหน้าเขาคือนักกีฬารุ่นใหม่ที่เติบโตและรับช่วงต่อจากยุคทองที่เขาเคยสร้างไว้ ขณะเดียวกัน ตัวโค้ชเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทั้งเรื่องแนวทางการทำทีม วิธีการเล่น ไปจนถึงคำถามว่าโค้ชที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตจะยังพาทีมเดินหน้าในวอลเลย์บอลยุคใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงต้นศึกเนชั่นส์ลีก 2026 เมื่อผลงานของทีมไม่สู้ดีจนสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ทั้งนักกีฬาและตัวโค้ชต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โค้ชอ๊อตเลือกขอโอกาสและขอเวลาจากแฟนวอลเลย์บอลให้กับนักกีฬาชุดนี้ ด้วยประโยคที่ว่า ย้อนไปปี 1997 เด็กกลุ่มนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทีมระดับโลกในทันที พวกเขาต้องแพ้ ต้องซ้อม และต้องแก้ปัญหาอยู่หลายปี เกือบ 30 ปีหลังจากวันที่เขาเคยสร้างนักกีฬากลุ่มหนึ่งขึ้นมาจนกลายเป็นยุคทอง โค้ชคนเดิมกำลังขอสิ่งเดียวกันให้กับนักกีฬาอีกเจเนอเรชัน นั่นคือ ‘เวลา’ ที่จะให้พวกเธอได้เติบโต

2026 เทียนจิน: คืนที่ประตูแห่งความหวังบานนั้นเปิดออกในที่สุด

หลังจากนั้น ผลงานในสนามเริ่มตอบคำถามแทนโค้ชอ๊อต ลูกยางสาวไทยค่อยๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนมุ่งหน้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน ผ่านเกาหลีใต้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ สยบญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเดินเข้าสู่เกมสุดท้ายกับเจ้าภาพจีน เกมที่มีทั้งตำแหน่งแชมป์เอเชียและตั๋ว LA 2028 วางอยู่ตรงหน้า
ทีมสาวไทยเปิดฉากเก็บเซตแรกได้ก่อน 25-20 ก่อนโดนจีนสวนกลับเบียดชนะสองเซตรวด ทำให้ไทยตามหลัง 1-2 เซต แต่นักกีฬาไทยไม่ยอมแพ้ กลับมาตีเสมอ 2-2 ก่อนปิดบัญชีในเซตตัดสินได้สำเร็จ 15-10 คะแนน สรุปผลการแข่งขัน ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 25-20, 11-25, 23-25, 25-18 และ 15-10 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมตั๋วโอลิมปิกใบแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

ข้างสนามในค่ำคืนนั้น ชายวัย 60 ปีที่รู้ดีว่าตั๋วใบนี้มีความหมายมากเพียงใด ไม่ต้องนั่งรอผลการแข่งขันของทีมอื่นเหมือนปี 2012 ไม่ต้องเดินออกจากสนามพร้อมคำถามและความเจ็บปวดเหมือนปี 2016 อีกต่อไป เพราะนักกีฬารุ่นใหม่ที่เขาเคยขอโอกาสและขอเวลาให้เติบโต ได้พาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้วด้วยฝีมือของพวกเธอเอง

คุณค่าของตั๋วใบนี้

แน่นอนว่าตั๋วใบนี้ไม่ได้เป็นผลงานของโค้ชอ๊อตเพียงคนเดียว มันมีชื่อของนักกีฬา ทีมงาน สมาคมฯ รวมถึงโค้ชทุกยุคที่ช่วยกันสร้างวอลเลย์บอลหญิงไทยขึ้นมาตลอดหลายสิบปี แต่สำหรับคนที่เข้าใจทั้งความสุขและความหมายของความสำเร็จครั้งนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คงหนีไม่พ้นชายที่เคยยืนอยู่ทั้งในวันที่เข้าใกล้ วันที่ต้องผิดหวัง และวันนี้ที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เพราะความผิดหวังในปี 2012, 2016 และ 2020 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์กีฬา แต่คือบทเรียนที่ถูกสะสมไว้ทีละน้อย เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงความมุ่งมั่นของนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเหตุผลว่าทำไมตั๋วใบเดียวสู่ลอสแอนเจลิส 2028 จึงมีน้ำหนักมากกว่าตั๋วเดินทางธรรมดา มันคือการปิดเรื่องราวที่ถูกเขียนค้างไว้เกือบ 30 ปี และเป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดกี่ครั้ง สุดท้ายย่อมพาไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

ใดๆdigest ขอแสดงความคารวะและความขอบคุณต่อความเสียสละ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกชุด รวมถึงสตาฟโค้ช ทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับพวกเราคนไทยทุกคน

ความภูมิใจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ นครลอสแองเจลลิส

พรพรรณ เกิดปราชญ์ Setter — กัปตันทีม
ณัฏฐณิชา ใจแสน Setter
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ Opposite
อัจฉราพร คงยศ Opposite
ทัดดาว นึกแจ้ง Middle Blocker
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ Middle Blocker
กัญญารัตน์ ขุนเมือง Middle Blocker
แก้วกัลยา กมุลทะลา Middle Blocker
ชัชชุอร โมกศรี Outside Hitter
ศศิภาพร จันทวิสูตร Outside Hitter
วริศรา สีทาเลิศ Outside Hitter
จิดาภา นาหัวหนอง Outside Hitter
ปิยะนุช แป้นน้อย Libero
กัลยรัตน์ คำวงษ์ Libero

เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (โค้ชอ๊อด) Head Coach
Feng Kun (เฟิง คุน) Assistant Coach
ธีรศักดิ์ นาคประสงค์ Assistant Coach
อรอุมา สิทธิรักษ์ Assistant Coach
Shin Yoshida (ชิน โยชิดะ) Assistant Coach

อัมรินทร์ บุญคง ผู้จัดการทีม
พ.ต.นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำทีม
ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา
ดร.นาทรพี ผลใหญ่ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เอกลักษณ์ ปิติสา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
สุฑามาศ สุทธิวิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
พรรณิภา ฉิมฉาค นักกายภาพบำบัด

นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยยุค 7 เซียน

ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว
นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งมือเซต
วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตำแหน่งหัวเสาและกัปตันทีม
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวหัวเสา
มลิกา กันทอง ตำแหน่งบีหลัง
อำพร หญ้าผา ตำแหน่งบอลเร็ว
วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร่

ใดๆdigest ขอบันทึกไว้ด้วยความขอบคุณและภาคภูมิใจครับ

วง OZONE กลุ่มเด็กๆจากภูเก็ตที่ฝีมือดนตรีระดับปีศาจ ลมใต้ปีกของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีโลก

ก่อนเสียง Live Golden Buzzer จาก Mel B จะดังก้องเวที America’s Got Talent หลังโชว์ “Black Hole Sun” เพลงแห่งตำนานของ Soundgarden ที่ทำเอาคนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืน…
เนเน่ รอยัล ไม่ได้มายืนตรงนั้นคนเดียว
เพราะเบื้องหลังความมั่นใจสุดขีดบนเวทีระดับโลกของเธอ คือเวทีเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดภูเก็ต ห้องซ้อมแคบ ๆ และเพื่อนร่วมวงอีก 4 คนที่ชื่อ OZONE
วันนี้เราจะพาไปรู้จักพวกเขาทีละคน เด็กกลุ่มนี้ที่กำลังพิสูจน์ว่า “อายุน้อย ไม่ได้แปลว่าฝีมือน้อยตาม”

จุดเริ่มต้น: จากห้องซ้อมเงียบกริบ สู่วงร็อกที่คนทั้งประเทศจับตา
OZONE ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิท แต่เกิดจากสายตาของครูคนหนึ่ง
ครูชาคริต บิลังโหลด ครูสอนดนตรีจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต อยากส่งวงเข้าประกวดรายการ THE POWER BAND 2025 จึงเริ่มมองหาเด็กที่มีศักยภาพมารวมกัน ทีละคน ทีละคน จนครบวง
วันแรกที่ทุกคนมาเจอกัน บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าคุยกันเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง… มีคนชวนเล่น Minecraft หลังซ้อม
ใช่ครับ วงร็อกที่กำลังจะพาเพื่อนไปไกลถึงเวทีโลก เริ่มสนิทกันเพราะเกมออนไลน์ธรรมดา ๆ นี่แหละ

5 นักดนตรีตัวน้อย หัวใจใหญ่กว่าตัว

แพรว – รัตติกานต์ อำลอย AKA เนเน่ รอยัล(ร้องนำ/กีตาร์)
เสียงร้องที่ทรงพลังติดความแหบพร่าที่ปลายเสียงราวกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย จุดเริ่มต้นของแพรวหรือเนเน่กลับเรียบง่ายมาก เนเน่เลือกเรียนกีตาร์เพราะชุมนุมวิชาการที่โรงเรียนเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ชุมนุมดนตรี
ส่วนการร้องเพลง มาจากภาพที่เธอเห็นตอนเดินตลาดกับพ่อแม่ นักร้องเปิดหมวกที่เห็นมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน เนเน่เลยตัดสินใจว่า “ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน หนูจะทำให้ดู” แล้วเธอก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงควบคู่ไปกับฝึกทักษะควบคุมเส้นลวดทั้ง 6 สายควบคู่กันไปตั้งแต่วันนั้น

เจซี – จาริล คริสเตอร์แคมโป เดอ-คาสโทร (เบส)
ตัวอย่างลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่แท้จริง พ่อของเจซีเป็นนักดนตรีอาชีพชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานและตั้วรกรากในประเทศไทย เจซีเห็นพ่อเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ลองมาแล้วทั้งอูคูเลเล่ คีย์บอร์ด กีตาร์ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักเบสเพราะเห็นพ่อเล่นแล้ว “เท่”

โอสถ – กรฤทธิ์ วายุเวช (กีตาร์/คอรัส)
จุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ของโอสถเพราะ เหตุผลง่ายๆที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้านช่วงโควิด เล่นไปเล่นมาก็ยิ่งอิน ยิ่งฟังยิ่งชอบ จนถอนตัวไม่ขึ้น

เอ็มเค – ญาณกร พูลวโรดม (คีย์บอร์ด/คอรัส)
นักดนตรีสายเกม เริ่มเล่นดนตรีเพราะ “พ่อสั่ง” ให้เลิกติดเกม แต่พอหันมาให้เวลากับทฤษฎีดนตรีอย่างจริงจัง กลับพบว่าตัวเองรักมันเข้าอย่างจัง จากเด็กที่ไม่อยากเล่นดนตรี กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกพ่อเองว่าอยากไปต่อสายนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกคีย์บอร์ดแทนเบสที่เป็นเครื่องดนตรีของพ่อ? “ไม่อยากเจ็บนิ้วครับ” เอ็มเคได้เคยกล่าวไว้

บุ๋น – ณัฐฐ์บุญญ์ บุญรุ่งโรจน์ (กลอง)
มือกลองตัวกลมสาย foodie วัยเพียง 12 ปี ที่ลองมาหมดทั้งเปียโน เบส กีตาร์ ก่อนจะลงเอยที่กลองเพราะ “มันเท่และตีแล้วไม่เจ็บมือเท่าเครื่องอื่น” ช่วงแรกตัวยังเล็กจนเหยียบกระเดื่องไม่ถึง จนต้องปรับเก้าอี้ลงต่ำเกือบสุด
ล่าสุดบุ๋นคว้าแชมป์ Drums Off Thailand 2026 รุ่นเด็ก พร้อม 3 รางวัลรวด และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งระดับเอเชียที่ไต้หวันปลายปีนี้ ในส่วน lifestyle บุ๋นก็ไม่ธรรมดา เห็นลีลาหวดกลองหนักแน่นพริ้วไหวแบบนี้ บุ๋นยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ YouTuber สายกินกับช่อง Boon - Hungry Drummer ให้แฟนๆได้ติดตามกันอีกด้วย

ครูชาคริตเลือกเด็กทั้งห้าคนไม่ใช่แค่เพราะฝีมือ แต่เพราะวัยไล่เลี่ยกันและมุมมองที่ไปด้วยกันได้
“เวลาเล่นก็เล่นกันจริงจัง เวลาผมดุก็เงียบทันที ทุกคนมีวินัยดีมาก เพราะเราสอนเขาเหมือนผู้ใหญ่ จะมางอแงไม่ได้”
เพลย์ลิสต์ของพวกเขาก็ไม่ใช่เพลงเด็กเล่นเบา ๆ ตั้งแต่ Nightmare ของ Avenged Sevenfold, Toxicity ของ System of a Down ไปจนถึงร็อกไทยเพื่อชีวิตอย่างบัวลอย ของคาราบาว

ฝีมือพัฒนาจากการลงสนามจริง
สนามซ้อมที่แท้จริงของ OZONE ไม่ใช่ห้องซ้อมแอร์เย็น ๆ แต่คือตลาดนาคา ภูเก็ต ที่ต้องเล่นให้คนเดินผ่านไปมาหยุดฟัง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครตั้งใจมาดูพวกเขาโดยเฉพาะ ทุกโชว์คือการพิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง
ทักษะนี้เองที่หล่อหลอมให้เนเน่กล้าเล่น กล้าคุยกับคนดูนับล้านผ่านหน้าจอ โดยไม่เสียความเป็นธรรมชาติแม้แต่นิดเดียว
ก่อนบินไปแข่งรอบ Live ที่สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนเน่ยังกลับมาขึ้นเวทีเดิมกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดนาคาอีกครั้ง ท่ามกลางแฟนเพลงที่มารอส่งกำลังใจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที

พลังแห่งทีมเวิร์ค
พวกเขาเคยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่นเป็นวงไว้ว่า เล่นคนเดียวอาจโดดเด่นที่สุดในห้อง แต่เล่นเป็นวงต้องเรียนรู้เรื่องทีมเวิร์ค ความรับผิดชอบ และการแบ่งพื้นที่ให้เพื่อน

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในตัวเนเน่บนเวที AGT กล้าโดดเด่น แต่ยังฟังและสื่อสารกับวงที่เล่นแบ็คอัพและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันและอนาคต
OZONE ไม่ใช่แค่ “วงของเนเน่” เพราะทุกคนในวงกำลังเติบโตไปตามทางของตัวเอง มือกลองวัย 12 กำลังจะไปแข่งระดับเอเชีย เด็กที่เคยไม่อยากแตะดนตรีเลยกลายเป็นคนรักมันที่สุด

และที่สำคัญคือหนึ่งในพวกเขากำลังออกเดินจากตลาดนัดเล็ก ๆ ในภูเก็ต ไปถึงเวที ใหญ่ระดับโลกอย่าง America’s Got Talent และคว้า Live Golden Buzzer มาครองสำเร็จและยังมีเส้นทางที่สว่างสดใสทอดรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่ก่อนเสียงกริ่งแห่งอนาคตนั้นจะดัง ทุกอย่างสิ่งทุกอย่างถูกขัดเกลามาจากเวทีเล็ก ๆ การซ้อมที่ไม่เคยหยุด และเพื่อนร่วมวงที่ชื่อ OZONE

แม้อายุอาจยังน้อย แต่พลังของเด็กไทยบนเวทีดนตรี ไม่ได้เล็กตามตัวเลยสักนิด ในวันนี้ เนเน่และผองเพื่อนในนาม OZONE อาจยังเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีตัวเล็กๆที่ยังมีเมฆหมอกแห่งอนาคตอันคลุมเครือห่มคลุมอยู่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในเมฆหมอกนั้น มีแสงสว่างอันเรืองรองส่องประกายได้ทอดยาวออกไปไกลแสนไกลแล้วในวันนี้ ใครจะรู้ ในอนาคต OZONE กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้อาจขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั้งชั้นบรรยากาศให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงดนตรีที่มีจุดกำเนิดมาจากเกาะเล็กๆจากประเทศไทยแห่งนี้ก็เป็นได้

วันนี้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาได้ออกบินไปสู่เป้าหมายระดับโลกแล้วอย่างสวยงาม รอแค่เวลาที่สมาชิกคนอื่นจะก้าวตามกันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

สงครามการเมืองสงขลา!! ‘บุญญามณี’ ตอบโต้ ‘ขาวทอง’ ดีสเครดิต สาดปมที่ดินสาธารณะ สองตระกูลใหญ่ประชันพรรคเก่าใหม่ ใครคือผู้แทนคนรุ่นใหม่จริง?

เปิดปมการเมืองสงขลาเดือด ”บุญญามณี-ขาวทอง“ ดีสเครดิตตัดขานิพนธ์ก้าวกลับสู่การเมือง หลังพ้นคดี

เป็นประเด็นร้อนการเมืองสงขลาที่ปะทุขึ้น เป็นศึกคนในบ้านเดียวกัน -แต่ต่างพรรค ประชาธิปัตย์ชนภูมิใจไทย แต่เป็นรุ่นพ่อปะทะรุ่นลูก
ฝั่งของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาตอบโต้ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สส.สิงโต) สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ลูกชายของ เดชอิศม์ ขาวทอง

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเพจหาดใหญ่โฟกัสโพสต์ข้อความข่าว "นักการเมือง น." บุกรุกที่สาธารณะ ขอออกโฉนดที่ดินอุโบว์
วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศักดิ์สิทธิ์แชร์ข่าวเรื่อง ที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ ซึ่งเป็นที่ฝังศพมุสลิมที่ชาวบ้านร้องว่าเป็นที่สาธารณะ แต่มีคนไปขอออกโฉนดทับที่สาธารณะ โดยแคปชั่นพาดพิงว่า "นักการเมือง น." บุกรุก
คนในพื้นที่จะรู้ทันทีว่า น. หมายถึงใคร เพราะนิพนธ์เกิดและโตที่นาทับ จะนะ

นิพนธ์โต้กลับแรง ปฏิเสธ แฉกลับ นิพนธ์ออกมาตอบเมื่อ 30 ส.ค. 69 ชัด 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1: ปฏิเสธไม่มีที่ดินตรงนั้น
"ผมพูดตรงๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ" และบอกว่าถ้าใครออกโฉนดทับที่สาธารณะจริง ก็ต้องรับผิดเอง จะเป็นญาติใครก็ต้องโดนเพิกถอน ดำเนินคดี
ประเด็นที่ 2: เตือนสติ "อย่ารีบกระโดดลงบ่อน้ำเน่า"

"สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง"
นิพนธ์ย้ำว่าการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิด ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน
ประเด็นที่ 3: แฉกลับเรื่องครอบครัว + บุกรุกโบราณสถาน
นี่คือหมัดหนักสุด

นิพนธ์บอกว่า ครอบครัวตัวเองสอนให้หาเงินสุจริต มีสถานประกอบการตรวจสอบได้ ไม่ได้สอนให้ "ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย"
แล้วโยงไปคดีเก่า บุกรุกโบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง อ.สิงหนคร ที่ศาลจังหวัดสงขลาตัดสินจำคุกจำเลยหลัก 6 ปีไม่รอลงอาญา ชดใช้ 10.5 ล้าน และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยืนเมื่อ 7 ก.ค. 69
นิพนธ์ระบุว่า หนึ่งในจำเลยที่โดนจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
หลักการที่นิพนธ์จะสื่อคือ "ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน" จะเอามาโยนใส่กันไม่ได้

สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองสงขลา?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดินอย่างเดียวครับ แต่เป็น สงครามตัวแทน 2 ตระกูลใหญ่ “บุญญามณี-ขาวทอง”ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย สงขลา

ตระกูลบุญญามณี - บ้านใหญ่เขารูปข้าง ฐานเสียงมุสลิมและคนเก่าแก่หนาแน่น มี “น้องเพชญ สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นทายาทสืบต่อภารกิจการเมือง
ตระกูลขาวทอง - บ้านใหญ่รัตภูมิ เดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเจ้าบ้าน มีศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เป็นทายาท ที่กำลังสร้างภาพนักการเมืองรุ่นใหม่
ทั้งคู่เคยอยู่พรรคเดียวกัน คือประชาธิปัตย์แต่ตอนนี้ต้องแย่งพื้นที่กันเอง เพราะประชาธิปัตย์เหลือ สส.สงขลาน้อยลง ต้องแย่งกันเป็นเบอร์ 1 ของจังหวัด
ฝั่งสิงโตใช้วิธีเกาะกระแสที่ดินสาธารณะซึ่งชาวนาทับร้องเรียนมา 40 ปีจริง มาสร้างบทบาทผู้ตรวจสอบ
ฝั่งนิพนธ์ใช้วิธีตอบโต้แบบผู้ใหญ่สอนเด็ก แล้วตอกกลับด้วยเรื่องมาตรฐานเดียวกัน "ถ้าจะปกป้องที่หลวง ก็ต้องปกป้องทุกที่ ทั้งกุโบร์และโบราณสถาน" และย้ำเรื่องที่มาของเงิน
ดังนั้นภาพ "บ่อน้ำเน่า" คือคำนิยามที่นิพนธ์พยายามติดป้ายให้การเมืองแบบโพสต์แฉโดยไม่มีหลักฐาน คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน, การเมืองสกปรก, แบล็คเมล์ ดีสสเครดิต, ทุนสีเทาครอบงำ
ตอนนี้เรื่องเลยไปไกลกว่าที่ดินแล้ว กลายเป็นเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จริง และใครมีทุนสีเทาหนุนหลัง ครับ

เมื่อ นิพนธ์กำลังพ้นคดีละเว้น (157) มีแฟนคลับเชียร์ให้ลงชิงนายกฯอบจ.อีกครั้ง แน่นอนว่า มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า เดชอิศม์ ขาวทอง อาจจะหวลคืนเวทีนายกฯอบจ.ชิงแขมปีจากสุพิศ พิทักษ์ธรรม ที่เดชอิศม์ เคยสนับสนุนมาก่อน

นิพนธ์ยังไม่แสดงท่าทีอะไรว่าจะลงของนายกฯอบจ.หรือไม่ แต่เกมการเมือง เกมดีสเครดิต เพื่อทำลายกัน ได้เริ่มขึ้นแล้ว….?

WORLD

‘โมดี’ พบ ‘ปูติน’ ที่คีร์กีซสถาน!! อินเดีย - รัสเซีย กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ค้าขาย–ท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินขอบคุณโมดีใส่ใจสัมพันธ์สองประเทศ อินเดียย้ำหนุนทุกความพยายามสันติภาพในยูเครน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย พบกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ที่กรุงบิชเคก ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ตามรายงานของผู้สื่อข่าว Sputnik เมื่อวันจันทร์

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนสำคัญมาจากความใส่ใจอย่างมากของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวต้อนรับโมดีระหว่างการหารือที่กรุงบิชเคก เมืองหลวงของคีร์กีซสถานว่า

“การพบกันของเราเกิดขึ้นในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด SCO ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อกระชับสถานการณ์และการติดต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม Global South และตะวันออก สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาทางวัฒนธรรมของภูมิภาค และมีส่วนช่วยต่อการก่อรูปของระเบียบโลกที่เป็นธรรมและมีหลายขั้วอำนาจ”

ผู้นำรัสเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียยังคงเดินหน้าแข็งแกร่งขึ้น บนหลักการของ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีสิทธิพิเศษเป็นพิเศษ” หรือความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับสูงระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวกับโมดีว่า

“สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากความใส่ใจส่วนตัวของท่านต่อการพัฒนาความสัมพันธ์รัสเซีย–อินเดีย รวมถึงความสัมพันธ์ด้านธุรกิจ และยิ่งไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อบอุ่นและเป็นมิตรอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเรา ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง”

ถ้อยแถลงสำคัญอื่น ๆ ของปูติน

ปูตินระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่างรัสเซียกับอินเดียในปี 2025 เพิ่มขึ้น 16% สะท้อนการเดินทางและความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่ขยายตัวมากขึ้น

ถ้อยแถลงสำคัญของโมดี

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามทุกด้านที่มุ่งไปสู่สันติภาพและการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครน และอินเดียจะยังคงสนับสนุนแนวทางดังกล่าวต่อไป

โมดีกล่าวระหว่างการพบหารือกับประธานาธิบดีปูตินว่า

“เราได้หารือกันอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ครั้งล่าสุดที่เราได้พบกัน ท่านได้แบ่งปันข้อมูลอย่างละเอียดแก่ผม และได้หารือในทุกแง่มุมของสถานการณ์ปัจจุบัน”

โมดีย้ำว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพทั้งหมดในประเด็นยูเครน และจะยังคงสนับสนุนต่อไป

นอกจากนี้ โมดียังแสดงความมั่นใจว่า การเดินทางเยือนอินเดียของปูตินเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โมดียังมีแผนหารือกับปูตินเกี่ยวกับประเด็นการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครนด้วย

เขาแสดงความเชื่อมั่นอีกครั้งว่า การเยือนอินเดียของปูตินในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

คณะผู้แทนรัสเซีย

ปูตินเดินทางไปยังคีร์กีซสถานเมื่อวันจันทร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ที่กรุงบิชเคก

คณะผู้แทนรัสเซียที่เข้าร่วมการหารือประกอบด้วยบุคคลสำคัญหลายราย ได้แก่

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อเล็กเซย์ โอเวอร์ชุก รองนายกรัฐมนตรี, แม็กซิม โอเรชกิน รองหัวหน้าสำนักงานบริหารประธานาธิบดี, ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน, ยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดี, แม็กซิม เรเชตนีคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ, เซอร์เกย์ ซิวิลยอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกองทุนการลงทุนโดยตรงแห่งรัสเซีย หรือ RDIF และอเล็กเซย์ ลิคาเชฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rosatom

โดยสรุป การพบกันของปูตินและโมดีนอกรอบการประชุม SCO ครั้งนี้ สะท้อนว่ารัสเซียและอินเดียยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการหารือเรื่องยูเครน ท่ามกลางการผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ

ที่มา : Sputnik

คีร์กีซสถานต้อนรับ “สีจิ้นผิง” อบอุ่น ชูสัมพันธ์จีน–คีร์กีซ ดุจครอบครัว มุ่งสร้างประชาคมอนาคตร่วมกัน เดินหน้าขยายบทบาทจีนในเอเชียกลาง สู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์รอบด้าน

ปธน.คีร์กีซสถานต้อนรับ 'สีจิ้นผิง' สุดอบอุ่น ชูมิตรภาพดุจครอบครัว

เมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางถึงกรุงบิชเคกเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปี 2026 และเยือนคีร์กีซสถานอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของซาดีร์ แจแปรอฟ ประธานาธิบดีคีร์กีซสถาน โดยแจแปรอฟและไอกุล แจแปรอวา ผู้เป็นภริยา ได้ต้อนรับสีจิ้นผิงและเผิงลี่หยวน ผู้เป็นภริยา ที่ท่าอากาศยานนานาชาติมานัส รวมถึงจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้จับมือทักทายกันอย่างแน่นแฟ้น โดยแจแปรอฟกล่าวว่าสีจิ้นผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว และการเดินทางเยือนคีร์กีซสถานของสีในครั้งนี้ไม่ต่างจากการกลับบ้าน

สีจิ้นผิงระบุในคำปราศรัยเป็นลายลักษณ์อักษรที่เผยแพร่เมื่อเดินทางถึงว่า จีนและคีร์กีซสถานมีความสัมพันธ์ฉันมิตรมาอย่างยาวนาน และตัวเขาจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแจแปรอฟอย่างลึกซึ้งในด้านความสัมพันธ์จีน-คีร์กีซสถาน ความร่วมมือหลากหลายสาขาระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคที่เป็นข้อกังวลของทั้งสองฝ่าย และร่วมกันวางพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการสร้างประชาคมจีน-คีร์กีซสถานที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนและคีร์กีซสถานเชื่อมโยงกันด้วยขุนเขาและสายน้ำ มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงข้างกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา สนับสนุนซึ่งกันและกัน และบรรลุผลลัพธ์ความสำเร็จร่วมกัน

สีจิ้นผิงเดินทางเยือนคีร์กีซสถานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ภายหลังการเยือนครั้งแรกในเดือนกันยายน 2013 ซึ่งในครั้งนั้นทั้งสองประเทศได้ประกาศสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-คีร์กีซสถานได้ก้าวผ่านเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์จากความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้าน และกลายมาเป็นความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้านสำหรับยุคใหม่ในเวลาต่อมา

เมื่อปี 2025 สีจิ้นผิงพบปะกับแจแปรอฟถึง 3 ครั้ง พร้อมบรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้านสำหรับยุคใหม่ระหว่างจีน-คีร์กีซสถาน และการสร้างประชาคมจีน-คีร์กีซสถานที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน นับเป็นการเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ที่มา : Xinhua

เจาะตำนานกำเนิดอิสราเอล!! จากแผนแบ่งปาเลสไตน์ของ UN สู่สงครามตั้งรัฐที่เปลี่ยนชะตาตะวันออกกลาง อิสราเอลไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ แต่เกิดจากสงคราม การอพยพ และเกมมหาอำนาจ

เจาะตำนานกำเนิดอิสราเอล

มาถึง ณ วันนี้ในโลกอินเตอร์เนตกลับเห็นโพสว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมฮิตเลอร์ถึงจงเกลียดจงชังชาวยิวนัก จนถึงขั้นที่เรียกว่าชาวยิวคือเชื้อโรคหรือปรสิตของโลกเลยทีเดียว ซึ่งพอเอย่าค้นข้อมูลดูก็พบว่าการที่ฮิตเลอร์คิดแบบนั้นก็เพราะในเวลานั้นเยอรมนีอยู่ในช่วงปพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 1 และต้องจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล แต่สาธารณรัฐไวมาร์ซึ่งเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ขึ้นมาปกครองเยอรมนีหลังสงครามซึ่งนักการเมืองและนักคิดที่มีบทบาทสูงในรัฐบาลไวมาร์นี้หลายคนเป็นชาวยิว อีกทั้งชาวยิวในเยอรมนีมีประชากรเพียงประมาณ 1% เท่านั้น แต่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูงและประสบความสำเร็จอย่างมาก พวกเขากุมตำแหน่งสำคัญในระบบธนาคาร พาณิชยกรรม กฎหมาย การแพทย์ และสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ชาวเยอรมันแท้ๆกลับต้องมาทำงานรับใช้คนเหล่านี้ และนี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นครั้งในอดีต

แต่เมื่อชาวยิวได้มีประเทศเป็นของตนเองอย่างอิสราเอลต้องมองย้อนกลับไปถึงครั้งเมื่อจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายแผ่นดินปาเลสไตน์ในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ โดยในเวลานั้นมีประชากร อาหรับปาเลสไตน์เป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีชุมชนชาวยิวขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากการอพยพของไซออนิสต์ จนเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1947 องค์การสหประชาชาติเสนอให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็น รัฐยิวและรัฐอาหรับ โดยพื้นที่ที่เสนอให้รัฐยิวมีประมาณ 55% ของดินแดน แม้ว่าชาวยิวจะมีประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด และแน่นอนชาวยิวเอาด้วยอย่างไม่ขัดขืนในขณะที่ชาวอาหรับต่างปฏิเสธเพราะเป็นการแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากนั้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 Ben-Gurion ประกาศจัดตั้งรัฐอิสราเอล และประเทศแรกที่รับรองประเทศอิสราเอลคือ สหรัฐอเมริกา นั่นเอง และหลังจากนั้นอิสราเอลก็เริ่มทำสงครามกับฝั่งชาวอาหรับในปาเลสไตน์และยึดพื้นที่ในเขตปกครองของอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็น 78% ในที่สุด

ในการศึกครั้งนี้ยิวไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทั้งที่ฝ่ายอาหรับนั้นนอกจากชาวอาหรับในปาเลสไตน์แล้วยังมีกองทัพจากอิรัค อิยิปต์ ซีเรียและจอร์แดน แต่สาเหตุที่ทำให้ฝ่ายอาหรับปราชัยส่วนหนึ่งมาจากจุดประสงค์การรบที่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะที่ฝั่งยิวนั้นมีการระดมพลจากทหารผ่านศึกยิวนอกประเทศและอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากเชคโกสโลวาเกียในขณะนั้น ทำให้การรบเป็นต่อกว่าฝั่งอาหรับที่จ้องจะเข้ามายึดปาเลสไตน์ไปเป็นของประเทศตนเป็นที่ตั้ง ซึ่งจุดนี้เองผลกรรมจึงตกไปอยู่กับชาวอาหรับปาเลสไตน์ในพื้นที่นั่นเอง

ในตอนหน้าเอย่าจะมาเปิดเผยถึงประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นมหามิตรกับอิสราเอลก่อนจะหันหลังกลับแบบแทบจะไม่เหลือความเป็นมิตรต่อกัน อยากทราบว่าประเทศอะไรติดต่อตอนต่อไปอาทิตย์หน้านะคะ

ที่มา : AYA

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top