Saturday, 24 October 2026
NEWS

สวทช. จัดเวทีโลกเกษตร!! ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ลดเคมีและขยะพลาสติกในแปลง นำเทคโนโลยีชีวภาพสู่ภูมิภาค แลกเปลี่ยนความรู้ทั่วโลก 13-16 ต.ค.

ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเวทีโลก “FARM The Transition Global Forum 2026” ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดภัย ลดเคมีและพลาสติก

(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ (Biocontrol & Bio-solutions) เพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดการใช้เคมีสังเคราะห์ การต้อนรับคณะผู้แทนโลกในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมและเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทความเข้มแข็งของ สวทช. และ ไบโอเทค ในการเป็นผู้นำด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ตลอดจนประชาคมโลกไปสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษาและพัฒนาจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและศัตรูพืช โดยเริ่มตั้งแต่คัดเลือกเชื้อ ศึกษาการออกฤทธิ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปทดลองใช้จริงในแปลงเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้สารเคมี การทำงานนี้ต้องทำร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งการได้ร่วมมือกับเครือข่าย GEFFARM ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้จริงในภาคเกษตร ประกอบด้วย

1. ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช: นวัตกรรมจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยทดแทนสารเคมี โดย ไบโอเทค สวทช.

2. การปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd): พัฒนาพันธุ์พืชแห่งอนาคตที่ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ โดย กรมวิชาการเกษตร (DOA)
.
3. ระบบบริหารจัดการสวนทุเรียนดิจิทัลและ IoT: ควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ โดย สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจัทัล (depa) และบริษัท อินฟิวส์ / แอโรกรุ๊ป

4. แอปพลิเคชันบริหารฟาร์ม (FarmFeed / KasetKorn): บันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับมาตรฐาน GAP

5. LiveStock Next: แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับฟาร์มสุกร ตรวจสอบสุขภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

6. soilXcel & SAP Super Absorbent Polymer: นวัตกรรมสารอุ้มน้ำและปรับปรุงดินเสื่อมโทรมจาก Green Regeneration 1954 และ X-TEC

7. LOCOL: นวัตกรรมแปรรูปขยะโกโก้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดก๊าซมีเทน

8. KU HUMATE: สารกระตุ้นพืชชีวภาพจากการอัปไซเคิลทรัพยากรโรงงานน้ำตาล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

9. โดรนเกษตรอัจฉริยะ: เทคโนโลยีโดรน DJI เพื่อการดูแลพืชผลอย่างแม่นยำและปลอดภัย โดย สยามคูโบต้า

นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวโครงการใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรผู้ปลูกพริก ข้าว และมะม่วง ที่นำไปใช้จริงจนประสบความสำเร็จ

ไฮเออร์ ชวนลดอาหารเหลือทิ้ง เทศกาลกินเจปีนี้เน้นวางแผนซื้อ เก็บรักษาอาหารอย่างเหมาะสมและกินหมด เปลี่ยนอาหารเหลือเป็นเมนูใหม่ ช่วยลด Food Waste และประหยัดค่าใช้จ่าย

“อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ไฮเออร์ชวนจัดตู้เย็นรับเทศกาลกินเจ
เปิด 3 เคล็ดลับ วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด ลด Food Waste เริ่มง่าย ๆ ได้จากในบ้าน

เทศกาลกินเจกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนเมนูบนโต๊ะอาหารของหลายครอบครัว จากเนื้อสัตว์มาเป็นผัก เห็ด เต้าหู้ ธัญพืช และอาหารจากพืชหลากหลายชนิด หลายบ้านเลือกซื้อวัตถุดิบมาตุนไว้ทำอาหารเอง หรือซื้ออาหารเจปรุงสำเร็จเก็บไว้หลายมื้อเพื่อความสะดวก แต่เมื่อของในตู้เย็นเพิ่มขึ้น ก็อาจตามมาด้วยปัญหาซื้อของซ้ำ วัตถุดิบที่กินไม่ทัน หรืออาหารที่เก็บไว้จนลืมและหมดอายุ กลายเป็น Food Waste โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญระดับโลก โดย United Nations Environment Programme (UNEP) ได้หยิบยกประเด็น Food Waste เป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ International Day of Zero Waste 2026 ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Starts on Your Plate” สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Food Waste Index Report 2024 ที่ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งสูงถึง 1.05 พันล้านตัน หรือเกือบ 19% ของอาหารที่มีอยู่สำหรับผู้บริโภค และประมาณ 60% เกิดขึ้นในระดับครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าการลดอาหารเหลือทิ้งสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน

เทศกาลกินเจปีนี้ ไฮเออร์ จึงชวนทุกคนมาเริ่มต้นลดอาหารเหลือทิ้งจากเรื่องใกล้ตัว ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” เปลี่ยนตู้เย็นที่คุ้นเคยให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอาหารอย่างคุ้มค่า ด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ “วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด” ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบให้พอดี การจัดเก็บอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการนำอาหารที่เหลือมาต่อยอดเป็นมื้อใหม่ เพื่อช่วยลด Food Waste ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ทุกมื้อในช่วงเทศกาลกินเจคุ้มค่ายิ่งขึ้น

วางแผนดี ก่อนซื้อให้เช็ก ก่อนตุนให้คิด
ก่อนออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับเทศกาลกินเจ ลองใช้เวลาสักนิดเปิดตู้เย็นสำรวจว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง แล้วค่อยวางเมนูตามจำนวนมื้อและจำนวนคนในบ้าน เพราะหลายครั้งอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การซื้อมาเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผักใบ เห็ด และเต้าหู้ที่มีอายุการเก็บรักษาแตกต่างกัน หากมีวัตถุดิบเหลือจากมื้อก่อน ลองนำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการคิดเมนูใหม่ เช่น มีเห็ดกับเต้าหู้เหลืออยู่แล้ว ก็อาจซื้อผักเพิ่มอีกเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อทำต้มจืดหรือผัดผักรวม แทนการซื้อวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้ซื้อของได้พอดีกับที่ต้องใช้ และลดโอกาสมีอาหารเหลือค้างตู้เย็นหลังจบเทศกาล

เก็บเป็น ด้วยกฎ “เห็นง่าย–หยิบก่อน–ใช้ให้หมด”
เคยไหมที่เปิดตู้เย็นแล้วพบวัตถุดิบที่ลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไร? ยิ่งช่วงเทศกาลที่มีอาหารหลายประเภทเก็บรวมกัน การจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกซื้อ ลองแบ่งพื้นที่ระหว่างวัตถุดิบสด อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารที่ควรรับประทานก่อนให้ชัดเจน พร้อมใช้หลัก First In, First Out (FIFO) โดยนำของที่ซื้อก่อนหรือใกล้หมดอายุมาไว้ด้านหน้า และจัดมุมเล็ก ๆ เป็นโซน “Eat First” สำหรับอาหารที่ควรใช้ให้หมดก่อน ส่วนผักและวัตถุดิบสดควรเก็บในช่องหรือภาชนะที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยไม่อัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนได้ทั่วถึง เพียงจัดให้มองเห็นง่ายและหยิบสะดวก ก็ช่วยลดโอกาสที่อาหารจะถูกลืมอยู่ด้านหลังตู้เย็นจนเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

กินหมด เปลี่ยน Leftover ให้เป็น Next Meal
ใครบอกว่าอาหารที่เหลือจากมื้อก่อนต้องกลายเป็นของทิ้งเสมอไป? วัตถุดิบที่ยังสดและอาหารที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัยสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผักหลายชนิดที่เหลืออย่างละนิดละหน่อย นำมารวมกันเป็นจับฉ่ายเจหรือผัดผักรวม เห็ดและเต้าหู้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็สามารถต่อยอดเป็นต้มจืดหรือเมนูผัดได้อีกมื้อ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่รับประทานไม่หมด ควรแบ่งเก็บในภาชนะปิดสนิทและนำเข้าตู้เย็นภายในเวลาที่เหมาะสม ก่อนนำกลับมาอุ่นให้ร้อนทั่วถึงและรับประทานโดยเร็ว ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาพและระยะเวลาการเก็บรักษาเสมอ เพราะอาหารที่เก็บไว้นานหรือไม่ปลอดภัยไม่ควรนำกลับมารับประทาน การเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเหลือ” ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับ “มื้อต่อไป” จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ทุกมื้อคุ้มค่าขึ้น โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เก็บอย่างสมาร์ท จัดการอาหารได้ง่ายขึ้น
นอกจากการวางแผนซื้อและใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าแล้ว การมีตู้เย็นที่ตอบโจทย์การจัดเก็บอาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจที่หลายบ้านมีทั้งผัก เห็ด เต้าหู้ และอาหารปรุงสำเร็จเก็บไว้พร้อมกัน การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท รวมถึงการมองเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ได้สะดวก ช่วยให้หยิบใช้และวางแผนเมนูในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น ไฮเออร์ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมตู้เย็นที่ไม่เพียงช่วยถนอมความสดใหม่ของอาหาร แต่ยังช่วยให้การจัดเก็บและบริหารวัตถุดิบภายในบ้านเป็นเรื่องสะดวกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Living

สำหรับ ตู้เย็น Haier Space-Fit+ Series: Multi Door matt door 21.5 Q มาพร้อมเทคโนโลยี Dual Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร ได้แก่ -3°C สำหรับปลาและเนื้อสัตว์สด 0°C สำหรับอาหารทะเล และ 4°C สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม เสริมด้วยเทคโนโลยีถนอมอาหารด้วยสนามแม่เหล็กที่ช่วยลด การก่อตัวของผลึกน้ำแข็งซึ่งอาจทำลายเซลล์อาหาร พร้อมคุณสมบัติในการรักษาสารอาหารและความชื้นได้มากกว่า 95% นานสูงสุด 10 วัน ตามเงื่อนไขการทดสอบของผลิตภัณฑ์ และเสริมความมั่นใจด้วยเทคโนโลยี AI Air Fresh และ ABT Pro ที่ช่วยดูแลความสะอาดและสุขอนามัยภายในตู้เย็น อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ 594mm Professional Built-in ที่ออกแบบให้ติดตั้งเข้ากับพื้นที่ครัวได้อย่างลงตัว

ขณะที่ ตู้เย็น Haier Horizon Series: Multi Door matt with clear glass door auto ice and water dispenser 22.2 Q ช่วยให้การจัดการวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย Smart Window บานประตูกระจกใสที่ช่วยให้มองเห็นอาหารภายในตู้เย็นได้สะดวก พร้อมระบบไฟที่สว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้ ทำให้เช็กของที่มีอยู่ก่อนวางแผนเมนูหรือออกไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสซื้อของซ้ำหรือเก็บอาหารไว้จนลืม นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บวัตถุดิบที่หลากหลาย เสริมด้วย ABT Pro เทคโนโลยีช่วยยับยั้งแบคทีเรียเพื่อสุขอนามัยในการจัดเก็บอาหาร พร้อมระบบ Pure Space Ice ผลิตน้ำแข็งอัตโนมัติ และช่องกดน้ำดื่มที่เพิ่มความสะดวกสบายในทุกวัน อีกทั้งยังรองรับ Wi-Fi Connectivity ผ่านแอปพลิเคชัน HaiSmart ให้สามารถควบคุมการทำงานของตู้เย็นได้อย่างอัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว

ท้ายที่สุด การกินเจไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกว่าจะรับประทานอะไร แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะกลับมาทบทวนว่าเราใช้ประโยชน์จากอาหารแต่ละมื้อได้คุ้มค่าแค่ไหน เพราะการลด Food Waste ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ เพียงซื้อเท่าที่จำเป็น จัดเก็บให้เหมาะสม หยิบใช้ของที่มีก่อน และนำวัตถุดิบที่เหลือมาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ก็ช่วยลดอาหารเหลือทิ้งได้ในชีวิตประจำวัน ไฮเออร์จึงอยากชวนทุกบ้านเริ่มต้นจากการเปิดตู้เย็นของตัวเอง แล้วเปลี่ยนเทศกาลกินเจปีนี้ให้เป็นช่วงเวลาของการ “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาล แต่กลายเป็นนิสัยดี ๆ ที่ทำต่อได้ในทุกวัน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

พังงา ลุยสนามฟุตบอลชายหาด!! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ติดตามงาน ก่อสร้างสนามแข่งลูกหนังชายหาด ความคืบหน้าดำเนินไปตามแผน ทีมชาติไทยเตรียมเก็บตัวพรุ่งนี้

ผู้ว่าฯพังงา นายไพรัตน์ เพชรยวน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026

นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจังหวัดพังงาร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เป็นเจ้าภาพจัดระหว่าง 18–28 พ.ย.

จากการติดตามความคืบหน้าพบว่าการก่อสร้างสนามขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20% เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้ดำเนินการวางผังพื้นที่จัดการแข่งขันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยสนามแข่งขันหลัก 1 สนาม สนามฝึกซ้อม 2 สนาม ตลอดจนอาคารและส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับรองรับการแข่งขันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของการแข่งขันระดับเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์การแข่งขัน อัฒจันทร์สำหรับรองรับผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง และดำเนินการปรับแต่งพื้นที่ชายหาด เพื่อเตรียมความพร้อมของสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทีมฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีกำหนดเดินทางมายังจังหวัดพังงา เพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน สร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับเยาวชน แฟนกีฬา และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวพังงาได้ใกล้ชิดกับนักกีฬาทีมชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลชายหาดมากยิ่งขึ้น

ด้าน Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีผู้คนที่น่ารัก สมควรได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยทีมชาติจากประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมเชิญชวนชาวพังงาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขันและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทย รวมถึงทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะกำลังใจจากผู้ชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความสำเร็จให้กับการแข่งขันครั้งนี้

ขอเชิญชวนชาวพังงา แฟนฟุตบอลชายหาด และนักท่องเที่ยว ร่วมชมการแข่งขัน AFC Beach Soccer Asian Cup 2026 ระหว่างวันที่ 18–28 พฤศจิกายน 2569 ณ ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน สนามรองรับผู้ชมได้ประมาณ 2,000 คน พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยและนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับการแข่งขันระดับเอเชียที่จังหวัดพังงาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10447066

กรมชลฯ รับมือน้ำท่วม!! หาดใหญ่รับมือมรสุมล่วงหน้า แผนเร่งด่วนซ่อมแซมคลอง ร.1 ขุดลอกคลอง 14 สายเพิ่มประสิทธิภาพ ฟันธงปี 2574 เพิ่มอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง

เปิดแผนรับมือน้ำท่วมท่วมหาดใหญ่ของกรมชลประทาน

หน้ามรสุมกำลังคืบคลานเข้าพื้นที่ภาคใต้แบบเร็วกว่าปกติที่จะเข้ามาช่วงเดือนธันวาคม แต่กลางเดือนตุลาคม ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว และบางจุดตกหนักอย่างน่ากลัว

โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ ที่เพิ่งผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาไม่นาน สร้างความเสียหายย่อยยับที่เรียกได้ว่า “น้ำเปลี่ยนเมือง” แน่นอนว่า เรื่องที่ต้องพูดถึงคือ แผนรับมือของหน่วยงานราชการ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนการไว้อย่างไรบ้าง

กล่าวเฉพาะกรมชลประทานในการ
เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2569 ไว้อย่างไร

ข้อมูลจากกรมชลประทานและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ระบุว่า แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่งานเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำและคลองผันน้ำสายใหม่

1. แผนเร่งด่วน ปี 2569
ซ่อมคลองระบายน้ำ ร.1 (คลอง ร.1)
กรมชลประทานเร่งซ่อมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ด้วยแผ่นเหล็กชีตไพล์ประมาณ 5,000 แผ่น ในจุดเสี่ยงตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าดำเนินการภายใน 90 วัน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2569 นั้นก็แปลความได้ว่า ต้องแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้

ขุดลอกคลอง 14 สาย
รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เสียหาย 243 แห่ง และขุดลอกคลองสายสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย
ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบจำลองสถานการณ์น้ำโดยใช้ Machine Learning เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ และวางแผนรับมืออุทกภัย

2. แผนระยะกลาง ปี 2570-2573
แผนระยะกลางเน้นเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ร.3 ถึง ร.6 จำนวน 4 สาย
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองน้ำน้อย-คลองกำนัน ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร
ปรับปรุงคลองหวะ ระยะที่ 2
-พัฒนาระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง-ท่าเมรุ
เพิ่มประสิทธิภาพคลองอู่ตะเภา

ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่า โครงการปรับปรุงคลอง ร.3-ร.6 ตั้งเป้าเพิ่มความสามารถรองรับน้ำจากระดับเหตุการณ์ที่มีรอบการเกิดซ้ำ 5 ปี เป็น 25 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายการออกแบบของโครงการ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่มีน้ำท่วมเมื่อเกิดฝนหนัก

3. แผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป

อ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง
แผนเพิ่มความจุเก็บกักน้ำต้นน้ำ
รายชื่อที่กรมชลประทานเปิดเผย ได้แก่ คลองแก้ว คลองหลำนุ้ย คลองหวะตอนบน คลองวาด ท่าหมอไชย คลองต่ำ หลาปัง และคลองตง เพื่อช่วยชะลอน้ำและเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ

คลองผันน้ำสายใหม่
อัตราระบายน้ำเป้าหมาย 1,200 ลบ.ม./วินาที
แนวทางที่เปิดเผยคือผันน้ำจากบริเวณบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มทางระบายน้ำออกจากลุ่มน้ำ

4. ประเด็นที่ประชาชนควรได้รับคำตอบ
แม้กรมชลประทานจะเปิดเผยกรอบแผนแล้ว แต่การประเมินว่าหาดใหญ่พร้อมรับน้ำท่วมเพียงใด ต้องตรวจสอบข้อมูลปฏิบัติจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะคลอง ร.1 ซ่อมเสร็จตามกำหนดหรือไม่ รวมถึงผลตรวจสอบคุณภาพงานและความแข็งแรงของคันคลอง

แผนของกรมชลประทานครอบคลุมทั้งการซ่อมระบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แต่ตัวชี้วัดสำคัญในฤดูน้ำหลากปีนี้คือ งานเร่งด่วนเสร็จจริงแค่ไหน ระบบระบายน้ำรองรับปริมาณฝนได้เท่าใด และประชาชนได้รับคำเตือนทันเวลาหรือไม่

POLITICS

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ECONBIZ

ไทย จัดประชุม PCB โลกครั้งแรก!! บีโอไอจับมือ THPCA เป็นเจ้าภาพ ECWC17 ดึงผู้นำ-นักวิจัยจาก 30 ประเทศ ร่วมงานใหญ่ ตั้งเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และฮาร์ดแวร์ เน้นส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมระดับโลก

ไทยคว้าเจ้าภาพประชุม PCB โลก ครั้งแรกในอาเซียน
บีโอไอหนุนดึงผู้นำ PCB–ชิปกว่า 30 ประเทศ ปักหมุดฐานฮาร์ดแวร์ AI โลก

บีโอไอจับมือสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ
การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก เดินหน้าส่งต่อโมเมนตัมสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก ในการคว้าโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก ครั้งที่ 17 (ECWC17) ในเดือนสิงหาคม 2570 เป็นครั้งแรกที่จัดในอาเซียน ตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association: THPCA) ว่า บีโอไอได้ร่วมมือกับสมาคมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ คู่กับงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

เวทีเรือธงเกือบ 50 ปี เลือกไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในอาเซียน

ECWC เป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสูงสุดเวทีหนึ่งของอุตสาหกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอนในปี 2521 ก่อนหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และโซล ส่วนครั้งล่าสุดจัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกโดยตรง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Interconnection Technology for the AI-Driven Future: PCB, Substrate & Advanced Packaging” ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) แบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI ตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ

จากเวทีโลก สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าร่วมงาน ECWC17 และ THECA 2027 จะเป็นโอกาสในการพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ พร้อมเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI พร้อมด้วยบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค และต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Advanced Packaging และ IC Substrate โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI” นายนฤตม์ กล่าว

ปตท. จัดประกวดศิลปกรรม!! เทศกาลศิลป์ครบรอบ 48 ปี รวมผลงาน 1,974 ชิ้นทั่วประเทศ มอบรางวัลกว่า 1.2 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

48 ปี ปตท. ต่อยอดพลังสร้างสรรค์ จุดประกายอนาคต ผ่านเวทีศิลปกรรม ปตท.

วานนี้ (21 ตุลาคม 2569) - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 รวม 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท เนื่องในโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. เพื่อส่งเสริมศักยภาพศิลปินไทยและเปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยในปีนี้ได้รับความสนใจจากศิลปินทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าประกวดรวม 1,974 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานทัศนศิลป์ 1,539 ผลงาน และศิลปะดิจิทัล 435 ผลงาน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะจากหลากหลายแขนง จำนวน 15 ท่าน สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของศิลปินไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ปตท. มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ และเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ซึ่งการเสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถและโอกาส โดย ปตท. เชื่อมั่นว่าศิลปะมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณค่าให้กับสังคม และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แก่ประเทศได้ จึงจัดให้มีการประกวดศิลปกรรม ปตท. อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2529 โดยหัวข้อการประกวดแต่ละปีนั้นสะท้อนบริบทของสังคมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลงานส่งเข้าประกวดรวมกว่า 49,000 ผลงาน

สำหรับปี 2569 ในวาระครอบรอบ 48 ปี ปตท. จึงจัดให้มีการประกวด 2 รายการ ได้แก่ PTT Art Awards 2026 การประกวดผลงานประเภททัศนศิลป์ ภายใต้หัวข้อ “พลังชีวิต พลังอนาคต” จำนวน 32 รางวัล และ PTT Digital Arts 2026 การประกวดผลงานประเภทศิลปะดิจิทัล ภายใต้หัวข้อ“ส่งพลัง สร้างอนาคต” จำนวน 16 รางวัล รวมจำนวน 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท พร้อมรางวัล CEO Awards และ Popular Vote ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการโหวตรางวัลขวัญใจมหาชน บนช่องทาง Facebook: We Love PTT ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจและร่วมโหวตมากกว่า 6,000 โหวต รวมทั้งยังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยนำผลงานศิลปะร่วมแสดงกว่า 170 ผลงาน จัดแสดงตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมเปิดจำหน่ายผลงาน เพื่อสร้างรายได้และโอกาสในวงการศิลปะให้แก่ศิลปินไทย ตลอดจนนำผลงานไปต่อยอดเป็นของที่ระลึก และประยุกต์ศิลปะดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนี้ ปตท. ยังเปิด “PTT Art Awards Exhibition 2026” นิทรรศการแสดงผลงานรางวัลศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและให้กำลังใจผลงานของศิลปินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ PTT ART GALLERY ณ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ตลอดเดือนตุลาคม 2569

บีโอไอผนึก JETRO–ภาคการเงิน!! ไทย–ญี่ปุ่น ผนึกกำลังลงทุนแห่งอนาคต เชื่อมโยงธุรกิจและเทคโนโลยี ส่งเสริมยกระดับอย่างยั่งยืน หนุนเงินทุน-ตลาดหลักทรัพย์

บีโอไอส่งเสริมการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากทางซ้าย) ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนเครื่องมือทางธุรกิจจากภาคการเงินและตลาดทุน สนับสนุนทั้งการลงทุนใหม่และการยกระดับธุรกิจที่มีฐานในประเทศไทย

LITE

24 ตุลาคม 2488 วันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดฃะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

พระราชประวัติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรี แห่งกิติยากร” ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้นเป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่คงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ มอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

ปลายพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์ บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จาก หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน เพราะอยู่ใกล้บ้านในระยะที่พอจะเดินไปโรงเรียนเองได้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกมาเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย หม่อมเจ้านักขัตรมงคลผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตรและบุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเสียสละ โดยอาศัยสถานการณ์สงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามโลกก็ทำให้คนไทยทั้งปวงต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้จึงหล่อหลอมหม่อมราชวงศสิริกิติ์ให้มีความเมตตาต่อผู้อื่นและรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือนายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไปจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ 

วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี 

วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพราะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง พุทธศักราช 2494 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ซึ่งปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิริธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์

ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมาก ทั้งยังมีพระราชดำริเริ่มใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งโครงการพระราชดำริเหล่านั้นได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.royaloffice.th/25/10/2025/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-12-08-2566/

๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี) เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ' ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมขุนพินิตประชานาถ' บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว'

เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน

เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี

ในรัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า 'พระปิยมหาราช' หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น 'วันปิยมหาราช'

22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจครบถ้วน

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร

ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีทรงผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่จะทรงผนวชแก่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราช ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แจ้งข้อพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบท และขอให้ทุกฝ่ายสมัครสมานกันรักษาประเทศ ทรงขอบใจรัฐบาลที่รับภาระเตรียมการบรรพชาอุปสมบท

ครั้นเสร็จพระราชพิธีภายใน พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยแล้ว จึงเสด็จฯ มายังพระที่นั่งสุทไธสวรรค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงได้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริ ที่จะบรรพชาอุปสมบทให้อาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน

อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวของข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคําสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพรียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวยก็น่ารักได้อุปสมบทในพระศาสนาตาม ประเพณีสักเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมอีกโสดหนึ่งด้วย

และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่จะทําตามความตั้งใจไว้นั้นได้แล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงมีพระคุณูปการในส่วนตัวข้าพเจ้าได้หายประชวรในครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก มาคํานึงเห็นว่า ถ้าในการที่ข้าพเจ้าจะอุปสมบทนี้ ได้พระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา เคารพ ของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในพระองค์ท่านได้อย่างเหมาะสมด้วยอีกประการหนึ่ง อาศัยเหตุเหล่านี้จึงได้ตกลงใจจะอุปสมบทในวันที่ 22 เดือนนี้

ส่วนกิจการบ้านเมืองนั้นก็หวังว่า ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าบวชนี้คงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขัดข้อง โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระราชินีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบสุขในกิจการบ้านเมืองของเราให้ดําเนินไปด้วยดีเถิด
ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ได้อภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีความสุขสวัสดี ขอทุกๆ ท่านจงมีส่วนได้รับกุศลความดีงามอันจักพึงมีจากการที่ข้าพเจ้าเข้าอุปสมบทในพระศาสนาครั้งนี้โดยทั่วกัน เทอญ”
สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชในครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจาก ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี เป็นต้น

อ้างอิง : จดหมายเหตุตามรอยทรงพระผนวช / คณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติโดยคู่สมรสคณะรัฐมนตรี

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ครั้งหนึ่งโซเวียต–อเมริกา เคยร่วมช่วยจีนรบญี่ปุ่น!! เปิดประวัติศาสตร์นักบินอาสาสมัครสองมหาอำนาจ สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1937-1945) รุนแรง ส่งเครื่องบินรบช่วยกองทัพจีนต้านญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 พยัคฆ์บินอเมริกันมีบทบาทเด่นในสนามรบ

นักบินอาสาสมัครโซเวียตและอเมริกันในกองทัพอากาศจีน

ก่อนและจนกระทั่งสงครามโลกครั่งที่ 2 จีนถูกญี่ปุ่นรุกราน 2 ช่วงเวลา โดยเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดและสร้างความเสียหายรุนแรงคือ สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองในภาคพื้นเอเชีย โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

• การรุกรานแมนจูเรีย (1931): เมื่อวันที่ 18 กันยายน 1931 ญี่ปุ่นสร้างสถานการณ์ระเบิดทางรถไฟใกล้เมืองมุกเดน (เสิ่นหยาง) เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองแมนจูเรียทั้งหมด และก่อตั้งรัฐหุ่นเชิด "แมนจูกัว" ขึ้นในปี 1932

• สงครามเต็มรูปแบบ (1937): เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการจาก เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ใกล้กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1937 ซึ่งลุกลามเป็นการทำสงครามเต็มตัว

• การยึดเมืองสำคัญและโศกนาฏกรรมนานกิง: กองทัพญี่ปุ่นรุกคืบยึดเมืองเศรษฐกิจและเมืองหลวงอย่าง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และนานกิง ในปี 1937 โดยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวจีนครั้งใหญ่ (Nanking Massacre)

• จุดสิ้นสุดสงคราม (1945): จีนภายใต้ความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์ รวมถึงฝ่ายสัมพันธมิตร สามารถต้านทานและได้รับชัยชนะหลังญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในเดือนกันยายน 1945

ในช่วงเริ่มต้นของสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง กองทัพอากาศจีนมีเครื่องบินรบประมาณ 300 ลำ ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินรบประมาณ 400 ลำจากทั้งหมดที่มี 1,500 ลำ เข้าสู่สมรภูมิ โดยกองทัพอากาศจีนในขณะนั้นส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องบินปีกสองชั้นและเครื่องบินปีกล่างรุ่นแรก ๆ รัฐบาลโซเวียตและอเมริกันได้ช่วยเหลือจีนด้วยการฝึกอบรมและเครื่องบิน เช่น P-26 ของสหรัฐฯ และ I-16 ของโซเวียต ในส่วนของเครื่องบินรบ นักบินจีนจะต้องเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่แบบ A5M ของญี่ปุ่นเป็นหลัก ตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม จีนได้สูญเสียนักบินที่มีประสบการณ์มากที่สุดจำนวนมากเมื่อสงครามดำเนินไป และด้อยกว่าอย่างสิ้นเชิงเมื่อญี่ปุ่นมีการนำเครื่องบินขับไล่แบบ A6M Zero มาใช้ Zero เป็นเครื่องบินรบที่ดีที่สุดในโลกในขณะนั้นสำหรับสมรภูมิที่เข้าสู่การต่อสู้ Zero มีความคล่องแคล่วและระยะปฏิบัติการที่ไกลกว่าเครื่องบินรบของจีน

ในขณะที่ความสามารถในการรบทางอากาศของจีนลดลง กองทัพอากาศจีนได้รับการเสริมกำลังจากกลุ่มอาสาสมัครชาวโซเวียตและอเมริกัน โดยกลุ่มนักบินอาสาสมัครโซเวียต (Soviet Volunteer Group : SVG) คือหน่วยรบพิเศษของกองทัพอากาศสหภาพโซเวียตที่ถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการลับในกองทัพอากาศสาธารณรัฐจีน (ROC Air Force) เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเจียงไคเช็คในการต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1941) ซึ่งมาก่อนหน้ากลุ่ม "เสือบิน" () ของสหรัฐอเมริกา

ปฏิบัติการ Zet หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ในปี 1937 จีนและโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างจีน-โซเวียต โซเวียตจึงได้เริ่ม “ปฏิบัติการ Zet” ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่จีนอย่างลับๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับญี่ปุ่น ด้วยการการพรางตัว โดยนักบินโซเวียตต้องใช้ชื่อแฝง เดินทางในฐานะพลเรือนหรือนักกีฬา และต้องเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหารจีนเมื่อปฏิบัติภารกิจ สำหรับเครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินรบของโซเวียตทั้งหมดจะถูกลบตราสัญลักษณ์เดิมออก แล้วพ่นสีตราสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สีฟ้า-ขาวของกองทัพอากาศจีนแทน เครื่องบินหลักที่ใช้ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ Polikarpov I-15, I-16 และเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง Tupolev SB โซเวียตส่งนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรวมประมาณ 3,665 นาย และเครื่องบินให้จีนอีก 885 ลำ (แบ่งกันบินและดูแลระหว่างนักบินจีนและโซเวียตคนละครึ่ง) มีสมรภูมิหลักได้แก่ การป้องกันน่านฟ้าเมือง Nanjing, Wuhan, Chongqing, และ Lanzhou

สำหรับวีรกรรมที่โดดเด่นของนักบินโซเวียตคือ กุมภาพันธ์ 1938 ฝูงบินทิ้งระเบิด Tupolev SB-2 ที่ขับโดยนักบินโซเวียตล้วน บินข้ามทะเลไปโจมตีฐานทัพอากาศญี่ปุ่นบนเกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ได้สำเร็จ  ตลอดช่วงสงคราม มีนักบินอาสาสมัครโซเวียตสละชีพบนแผ่นดินจีนมากกว่า 200 นาย (ตัวเลขบันทึกอย่างเป็นทางการระบุไว้ที่ 236 นาย) หนึ่งในวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงคือ ร้อยเอก Gregory Kulishenko ซึ่งเสียชีวิตจากการรบในปี 1939 และได้รับการยกย่องจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในฐานะสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่นักบินโซเวียตไม่ได้ร่วมรบจนสงครมสิ้นสุด เพราะโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางระหว่างสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น (Soviet–Japanese Neutrality Pact) ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1941 ที่กรุงมอสโก โดยมีสาระสำคัญคือการรักษาสถานะความเป็นกลางระหว่างกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลา 5 ปีกับญี่ปุ่น โซเวียตจึงถอนกำลังทั้งหมดออกจากจีน

"Flying Tigers" หรือ "พยัคฆ์บิน" (ภาษาจีน : เฟ่ยหู่) ชื่อเเรียกของ กลุ่มอาสาสมัครอเมริกัน (American Volunteer Group : AVG) ช่วงฤดูร้อนปี 1941 นักบินทหารอเมริกันกว่าร้อยนายหายตัวไปอย่างลึกลับจากฐานต่าง ๆ ของพวกเขา มีข่าวลือมากมายว่าชายเหล่านั้นเดินทางไปจีนเพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่น โดยรวมเป็นกลุ่มนักบินอาสาสมัครจากอดีตทหารนักบินอเมริกัน (กองทัพบก กองทัพเรือ และกองกำลังนาวิกโยธิน ตอนนั้นยังไม่มีกองทัพอากาศสหรัฐฯ ด้วยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบกสหรัฐฯ)

นักบินเหล่านีัได้รับการคัดเลือกโดย Claire L. Chennault อดีตร้อยเอกผู้เกษียณตัวเองจากกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับญี่ปุ่นในพม่าและจีน ระหว่างปี 1941–42 ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นควบคุมท่าเรือของจีน ตลอดจนระบบการขนส่งส่วนใหญ่ จนเกือบจะตัดรัฐบาลชาตินิยมของจีนออกจากโลกภายนอก

ชายหนุ่มเหล่านี้ (และสตรีบางส่วน) เริ่มต้นการผจญภัยอีกครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเขาไม่ทราบว่าหน่วยพยัคฆ์บินของพวกเขาได้รับอนุญาตในระดับสูงสุดจากประธานาธิบดีรูสเวลต์ในฐานะหน่วยปฏิบัติการลับเพื่อช่วยจีนในการทำสงครามกับญี่ปุ่น : พวกเขาเพียงแค่ต้องการโอกาสที่จะได้เห็นโลกกว้าง และแน่นอนภารกิจนี้ทำให้พวกเขาได้รับค่าจ้างราคางาม

พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในนาม "Flying Tigers" หน่วยพยัคฆ์บินที่มีชื่อเสียงมากกระทั่ง John Wayne พระเอกและผู้สร้างชาวอเมริกันชื่อดังได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับหน่วยพยัคฆ์บินในช่วงสงคราม เครื่องบินขับไล่แบบ P-40 ที่วาดส่วนหัวเป็นรูปปากฉลาม กลายเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง : และทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบโดยใช้สัญลักษณ์ปากฉลามมากมายหลายแบบตั้งแต่เป้สะพายหลังไปจนถึงจักรยาน

หน่วยพยัคฆ์บินประกอบด้วย 3 ฝูงบิน (เครื่องบินรบราว 60 เครื่อง) ฝูงบินที่ 1"Adam & Eves"; ฝูงบินที่ 2 "Panda Bears" และ ฝูงบินที่ 3 "Hell's Angels" เริ่มปฏิบัติการรบด้วยเครื่องบิน 79 ลำ นักบิน 82 นาย มีนักบินของหน่วยพยัคฆ์บิน 19 นายเป็นเสืออากาศด้วยสถิติยิงเครื่องบินข้าศึกตกมากกว่า 5 ลำขึ้นไป โดยหน่วยพยัคฆ์บินสามารถทำลายเครื่องบินญี่ปุนได้ 297 ลำ รวมทั้ง 229 ลำที่ถูกยิงตกจากการรบในอากาศ

ระหว่างสงครามหน่วยพยัคฆ์บินเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง ชิ้นส่วน และนักบิน แต่หน่วยบินรบเล็ก ๆ นี้ยังคงได้รับชัยชนะเหนือกองทัพอากาศญี่ปุ่นที่ใหญ่กว่า ทั้งยังมีอุปกรณ์ครบครัน พวกเขาบินส่งเสบียงและคุ้มกันทางอากาศสำหรับถนนสายพม่า ทั้งยังประสบความสำเร็จในการปกป้องเมือง Chungking เมืองหลวงของจีนในขณะนั้น  และต่อสู้กับญี่ปุ่นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีน

ความน่าทึ่ง ความคล่องตัว ความแม่นยำในการบิน และยุทธวิธีนอกกรอบ ทำให้หน่วยพยัคฆ์บินสามารถเอาชนะญี่ปุ่น และสร้างความเสียหายมากมายต่อกองทัพอากาศและกองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่น ในวันที่ 4 กรกฎาคม 1942 สมาชิกของหน่วยที่ปสมัครใจถูกโอนเป็นสมาชิกของกองบินทหารบก สหรัฐฯที่ 10 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งกองกำลังทางอากาศของจีน และกองกำลังทางอากาศที่ 14 กองทัพอากาศสหรัฐฯ (ปัจจุบันเป็นกองกำลังอวกาศ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ฐานทัพอวกาศ  Vandenberg, มลรัฐ California) ซึ่งยังคงอยู่ใต้บังคับบัญชาของ Claire L. Chennault ผู้ซึ่งได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนายพลจัตวา (1942) และนายพลตรีในปีต่อมา (1943)

หน่วยพยัคฆ์บินได้รับรัฐอิสริยาภรณ์ Presidential Unit Citation (United States) จากรัฐบาลสหรัฐฯ, the Distinguished Flying Cross จากกองทัพอากาสสหรัฐฯ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นทุกนายได้รับเหรียญ Bronze Star กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเนื่องจากการใช้ยุทธวิธีใหม่ๆ ที่เน้นจุดแข็งของเครื่องบินรบอย่างเช่น P-40 “Kitty Hawk” ด้วยความเร็วและอำนาจการยิง ในขณะเดียวกันก็สามารถลบล้างข้อได้เปรียบในด้านความคล่องแคล่วของเครื่องบินรบญี่ปุ่น ยุทธวิธีเหล่านี้มักถูกเรียกว่า "Boom and Zoom" มันประกอบด้วยการโจมตีด้วยความเร็วสูง (ด้วยการดำดิ่งลงมา) ใส่เครื่องบินข้าศึก จากนั้นแยกตัวออกไปและกลับไปที่ระดับความสูงที่ศัตรูไม่สามารถไล่ตามได้เนื่องจากอยู่ในสถานะกำลังเครื่องยนต์ที่ด้อยกว่า ซึ่งต่อมากลายเป็นยุทธวิธีในการรบทางอากาศของเครื่องบินใบพัดและเครื่องบินไอพ่นรุ่นแรก ๆ

โดยรวมแล้ว กองทัพอากาศจีนเสียเปรียบอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะญี่ปุ่นขณะนั้นมีนักบินที่ได้รับการฝึกฝนที่ดีที่สุดในโลก และเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดบางลำในช่วงต้นสงคราม จีนไม่มีนักบินที่มีประสบการณ์หรือเครื่องบินสมัยใหม่มาแทนที่การสูญเสีย จึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากสำหรับนักบินที่จะขึ้นเครื่องโดยรู้ถึงข้อเสียเปรียบด้านตัวเลข เทคโนโลยี และการฝึกอบรมที่พวกเขาเผชิญ เมื่อสงครามดำเนินไปและมีการสนับสนุนจีนมากขึ้น รวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ กองทัพอากาศของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

DNA จากรุ่นสู่รุ่น เปิดเส้นทาง “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” กับวิชาธุรกิจนอกตำรา “ใช้ใจแลกใจ” สานต่อบริการด้วยหลัก “ซื่อสัตย์-ใส่ใจ” ยึดคำมั่น “ไม่ใช่แค่เหมือนเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิม”

ถ้าพูดถึงชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” เชื่อว่าในแวดวงคนรักรถหรูคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายคนอาจจะเคยสงสัยอยู่ในใจว่า เอ๊ะ... ในเมื่อโชว์รูมและศูนย์บริการตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ย่าน ‘รามอินทรา’ แล้วทำไมถึงยังใช้ชื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ อยู่? 

“พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ได้ให้คำนิยาม “เบนซ์ทองหล่อ” ไว้ว่า “ความเป็นเบนซ์ทองหล่อ ไม่ใช่แค่ชื่อหรือสถานที่ขายรถ แต่คือ DNA คือตัวตนที่สะท้อนการดูแลลูกค้าแบบคนในครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เอกลักษณ์นี้ก็จะยังคงอยู่”

ตำนานที่เริ่มต้นจาก ‘พลาสติกติดเทป’ สู่ชื่อที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ย้อนกลับไปในยุคบุกเบิก โชว์รูมแห่งแรกไม่ได้หรูหราโอ่อ่าอย่างทุกวันนี้ คุณพ่อวสันต์ (ผู้ก่อตั้ง) เริ่มต้นจากการขายรถผ่านทางโทรศัพท์บนตึกที่ไม่มีรถจอดโชว์สักคัน จนกระทั่งขยับขยายมาเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ ‘ซอยทองหล่อ’ ด้วยความที่ทุนสร้างยังมีไม่มาก หน้าต่างโชว์รูมในวันนั้นจึงทำจากพลาสติกติดเทปใสธรรมดา ๆ แต่นั่นกลับเป็นจุดกำเนิดของชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ

เวลาล่วงเลยผ่านไป กิจการเติบโตขึ้นจนต้องขยายพื้นที่ และตัดสินใจรวบรวมศูนย์บริการมาไว้ที่ ‘รามอินทรา’ แบบครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพลอยตัดสินใจเด็ดขาดคือ “เราจะไม่ทิ้งชื่อเบนซ์ทองหล่อ” เพราะชื่อนี้ก้าวข้ามคำว่าโลเคชันไปแล้ว แต่คือสัญลักษณ์ของความเชื่อใจ และการต้อนรับที่อบอุ่นแบบฉบับเบนซ์ทองหล่อนั่นเอง

จากเด็กหญิงที่วิ่งเล่นในออฟฟิศ สู่เก้าอี้ CEO

คุณพลอยไม่ได้เพิ่งก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อวานซืน แต่เธอคือสายเลือดหนึ่งเดียวที่คลุกคลีกับกลิ่นเบาะหนังและเสียงเครื่องยนต์มาตั้งแต่จำความได้ ภาพวัยเด็กของเธอคือเด็กผู้หญิงที่เลิกเรียนปุ๊บ ก็มาวิ่งเล่นในออฟฟิศเพื่อรอคุณพ่อกลับบ้านทุกเย็น

เธอเติบโตมาพร้อมกับภาพจำในยุครุ่งเรืองที่คุณพ่อสร้างสรรค์ไอเดียระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำรถเบนซ์ไปให้ผู้นำระดับโลกใช้ในงานประชุมผู้นำนานาชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวรถ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี “รถยืด” (Limousine) เข้ามาทำในไทยจนได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงการฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งที่คุณพ่อพลิกวิกฤตเปิด ‘ตลาดนัดคนเคยรวย’ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก วันนี้ในฐานะ CEO เธอรับไม้ต่อในการบริหารแบบเต็มตัว พร้อมกับประสบการณ์ที่หล่อหลอมเธอมาทั้งชีวิต

“วิชาธุรกิจจากคุณพ่อ ไม่มีคู่มือข้อ 1 2 3 แต่คือการซึมซับผ่านการลงมือทำ การกัดฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจหล่อหลอมให้เรามีความอดทนและพร้อมรับมือกับทุกปัญหาโดยไม่รู้ตัว” พลอยกาญจน์กล่าว

วิชา ‘ใจแลกใจ’ นอกตำราของคุณพ่อวสันต์

สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อไม่ใช่ทฤษฎีธุรกิจที่สวยหรู แต่คือการเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานเคียงข้างท่านมาตลอด เธอซึมซับความอดทนจากการมองเห็นคุณพ่อแก้ปัญหาในทุกวิกฤต

และมรดกทางความคิดชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณพ่อถ่ายทอดให้คือปรัชญา “ใจแลกใจ” คุณพ่อมักสอนเสมอว่า หากอยากได้ใจลูกค้า เราต้องเป็นฝ่ายให้ใจเขาก่อน ความซื่อสัตย์และการรักษาชื่อเสียงไม่ให้มีประวัติด่างพร้อย คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเบนซ์ทองหล่อด้วย “ความสบายใจ” เสมอ

สไตล์ ‘พลอย เบนซ์ทองหล่อ’ รักษาแก่นแท้ แต่ติดปีกให้ทันสมัย

ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนโฉมหน้า ทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่ และจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามามีผลต่อความต้องการของลูกค้า นี่คือจุดที่ทำให้เธอ “คิดเพื่อปรับ” สไตล์การบริหารยุคใหม่เข้ามาผสานกับ DNA เดิม

วันนี้ การต่อสู้กันที่ “ราคา” ไม่ใช่หัวใจสำคัญอีกต่อไป หากแต่เป็น “การบริการ” ที่จะได้ใจลูกค้า เธอจึงปรับเข็มทิศให้ทีมงานเปลี่ยนทักษะจากการเป็น “นักขาย” มาเป็น “ผู้ดูแลลูกค้า” ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ความอบอุ่นแบบคุณพ่อไว้เต็มเปี่ยม แต่เสริมทัพด้วยความรวดเร็วในการแก้ปัญหา (Take Action) กล้าตัดสินใจ และเปิดรับฟังลูกค้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เธอยังเดินหน้าสื่อสารแบรนด์ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อพาความคลาสสิกของเบนซ์ทองหล่อไปทำความรู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถนำทัพธุรกิจรถยนต์ฝ่าพายุการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม

“ลูกค้าเพียง 1 คน คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ฐานลูกค้ากว่าหมื่นรายคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ที่เราพร้อมจะตอบแทนด้วยความใส่ใจที่ดียิ่งกว่าเดิม” นี่คือสิ่งที่พลอยกาญจน์ตระหนักและเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง

คำขอบคุณจากหัวใจ ถึงลูกค้าที่เติบโตมาด้วยกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ฐานลูกค้ากว่า 10,000 ราย คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีให้เบนซ์ทองหล่อ-รามอินทรา ลูกค้าหลายครอบครัวอุดหนุนกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ส่งต่อความไว้วางใจมาจนถึงรุ่นลูกหลาน

วันนี้ ภายใต้การบริหารของซีอีโอหญิงที่ชื่อ พลอย เบนซ์ทองหล่อ เธอขอใช้พื้นที่นี้ส่งต่อคำขอบคุณจากใจจริงถึงลูกค้ากว่าหมื่นรายที่มอบความไว้วางใจให้ครอบครัวเบนซ์ทองหล่อเสมอมา คำมั่นสัญญาจากผู้บริหารหญิงคนนี้คือ ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะหมุนเปลี่ยนไปไวแค่ไหน เธอพร้อมจะนำ DNA การบริการที่ฝังรากลึก มาผสานกับวิสัยทัศน์การบริหารยุคใหม่ ดังนั้น “เบนซ์ทองหล่อ” ในเวอร์ชันของเธอจะไม่หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่จะต้อง “ดีขึ้นกว่าเดิม” เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ และตอบแทนทุกความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ตลอดไป

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล

WORLD

หนานผิง เปิดฟอรัมครั้งที่ 5 สืบสานปรัชญาจูซีส่งเสริมอารยธรรมโลก ผู้เชี่ยวชาญร่วมวง 200 คนทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงวัฒนธรรมหลากหลาย สรรค์สร้างภูมิปัญญาข้ามพรมแดน

เมืองหนานผิงเปิดเวทีเข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 มุ่งสืบสานปรัชญาจูซี เชื่อมโยงอารยธรรมโลก
คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักสัจธรรม ส่งเสริมจริยธรรม ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ"

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการชั้นนำทั้งจากประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านลัทธิขงจื๊อและหลักปรัชญาของจูซี ตลอดจนผู้แทนจากเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทายาทผู้สืบเชื้อสายจากจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเปิด การกล่าวปาฐกถาพิเศษ และพิธีเปิดตัว "พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของจูซี" (The Great Dictionary of Zhu Xi) นอกจากนั้นยังมีการจัดเวทีเสวนาย่อยควบคู่กัน 4 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, มิติด้านมนุษยธรรมและการเอาใจใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

หลักปรัชญาของจูซีถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิขงจื๊อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ข้ามพรมแดนและส่งอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย เมื่อพิจารณาในบริบทระดับโลก แนวคิดทางปรัชญาของจูซีที่ว่า "สัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย" ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอารยธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั่วโลก

วัฒนธรรมจูซีได้ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม จาก "โลกของจูซี" สู่ "จูซีของโลก" สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งภูมิปัญญาที่ "ทอดข้ามขุนเขาและท้องทะเล เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน" โดยเวทีเข่าถิง ฟอรัม มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น จากเวทีสัมมนาทางวิชาการ สู่งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมและเวทีเสวนาระหว่างอารยธรรม โดยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี พร้อมเติมชีวิตชีวาให้แก่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าผ่านรูปแบบกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วัฒนธรรมจูซีเปล่งประกายเจิดจรัสและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั่วโลกในยุคสมัยใหม่

พิพิธภัณฑ์ เพาะหอยทากใกล้สูญพันธุ์!! เปิดโครงการเร่งด่วนช่วยหอยทากขน ร่วมมือสวนสัตว์ทารองกาสร้างประชากร พบภัยคุกคามจากมดและสัตว์ฟันแทะ เพิ่มตัวอย่างหอยทากเฉพาะถิ่นบนเกาะนอร์ฟอล์ก

ซิดนีย์, 21 ต.ค. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ในออสเตรเลียได้เปิดตัวโครงการเพาะพันธุ์หอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก (Norfolk Island hairy snail) เป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ โดยหอยทากขนาดจิ๋วชนิดนี้มีขนเส้นเล็กๆ ปกคลุมเปลือกหอย และจะมีขนาดใกล้เคียงกับเล็บนิ้วก้อยตอนโตเต็มวัย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 คณะวิจัยซึ่งนำโดยพิพิธภัณฑ์ออสเตรเลีย ร่วมมือกับองค์การอนุรักษ์ทารองกาแห่งออสเตรเลีย เก็บรวบรวมหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก 30 ตัวและส่งไปยังสวนสัตว์ทารองกา ซิดนีย์ เพื่อจัดเตรียมกลุ่มประชากรสำหรับการเพาะพันธุ์ ก่อนจะนำกลับไปปล่อยบนเกาะนอร์ฟอล์กเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติต่อไป

ผลการติดตามช่วงเดือนสิงหาคม 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่าประชากรหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์กที่มีชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบซากเปลือกหอยทากที่ตายแล้วเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงอัตราการตายที่สูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชากรหอยทากกำลังเผชิญภัยคุกคามหลายประการ เช่น มด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อของสัตว์ฟันแทะและไก่ป่า

ทั้งนี้ เกาะนอร์ฟอล์กเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์หอยทากหลากหลายมากที่สุดของโลก โดยเป็นถิ่นที่อยู่ของหอยทากสายพันธุ์เฉพาะถิ่นราว 60 ชนิด ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยทากสันแก้วแคมป์เบลล์ (Campbell's keeled glass-snail) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ที่มา : Xinhua

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสต่อยูเครน สรุปยอดเงินบาทและสัดส่วนต่อ GDP จากข้อมูลในอินโฟกราฟิก

ฝรั่งเศสช่วยยูเครนรวมส่วนแบ่งผ่านสหภาพยุโรปเฉลี่ยประมาณ 6,000 ล้านยูโรต่อปี หรือ 228,000 ล้านบาท เทียบเท่าราว 0.20% ของ GDP ฝรั่งเศสปี 2025 ตัวเลขนี้รวมความช่วยเหลือหลายรูปแบบ จึงไม่ใช่เงินสดที่โอนให้ยูเครนทั้งหมด

ยอดสะสมเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงมิถุนายน 2026

ช่องทาง ล้านยูโร ล้านบาท

ช่วยโดยตรง 7,900 300,200

ส่วนแบ่งผ่านยุโรป 18,300 695,400

รวม 26,200 995,600

รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือรวม และใช้ฐานการนับต่างจากยอดสะสมข้างต้น

ปี ล้านยูโร ล้านบาท

2022 114 4,332

2023 397 15,086

2024 547 20,786

2025 588 22,344

รวมค่าซื้อทดแทนอาวุธที่เกิดขึ้นจริง ค่าขนส่ง บำรุงรักษา การฝึก และเงินสมทบสุทธิในกองทุน European Peace Facility หรือ FEP ไม่รวมความช่วยเหลือพลเรือนทั้งหมด และไม่เท่ากับมูลค่าอาวุธ

ทั้งหมดที่ส่งให้

วิธีคำนวณและข้อจำกัด

ใช้อัตราสมมติ 1 ยูโร = 38 บาท เพื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลังรายปี: 6,000 ล้านยูโร × 38 = 228,000 ล้านบาทต่อปี

สัดส่วน GDP คำนวณจาก 6,000 ÷ 2,991,100 × 100 ≈ 0.20% โดยใช้ GDP ราคาปัจจุบันปี 2025 เป็นฐาน ไม่ใช่สัดส่วนจริงของทุกปี ค่าเฉลี่ยต่อปีเป็นค่าประมาณ และปี 2026 ยังไม่มีรายจ่ายครบปี

แหล่งข้อมูล

Le Monde  กันยายน 2026  ยอดสะสมและค่าเฉลี่ยจากข้อมูล Kiel

Kiel Institute  Ukraine Support Tracker

วุฒิสภาฝรั่งเศส  รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหม

INSEE  บัญชีประชาชาติฝรั่งเศสปี 2025

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top