Friday, 2 October 2026
NEWS

พี่โจ อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับ นายก น. และ น้า ณ . ย้ำว่าไม่ได้เข้าข้างใคร

“หมู่บ้านนี้ใหญ่มาก ทางเข้ามี รร.อินเตอร์ สนามกอล์ฟอยู่กลางหมู่บ้าน บ้านมีหลายโซน”
-บ้านนายก น. อยู่ฝั่งตะวันออก ของสนามกอล์ฟ น้ำไม่ท่วม
-บ้านน้า ณ. อยู่หลังสนามกอล์ฟ น้ำท่วม
-บ้านผม ฝั่งตะวันตกน้ำไม่ท่วม อีก 1 หลัง อยู่หลังสนามกอล์ฟ โซนเดียวกับ น้า ณ. ท่วมหนัก
“หมู่บ้านนี้กว้างมาก พื้นที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใหญ่โตพักโซนไหน
บ้านผมคนตัวเล็กๆ ท่วมหลัง ไม่ท่วมหลังครับ”

พี่โจ สมาชิกในหมู่บ้านเดียวกัน โพสต์

'หนูเล็ก' ขอบคุณลูกค้า เริ่มวันด้วยยอดขายถล่มทลาย ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า ขายหมด สั่งวันนี้ย่างยาว 200 ห่อแน่นอน ลูกค้าชื่นชมยอดปังเกินคาด

คุณ หนูเล็ก ก่อนบ่าย ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

แต่เช้าเลยยย
หนูขอบคุณลูกค้ามากๆที่เหมา #ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า หมดไม่เหลือเลย

ขอโทษลูกค้าที่สั่งมาแล้วยังไม่ได้กิน วันนี้ย่างกันยาวๆไป 200ห่อ ขอบคุณมากๆนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/100044392240753/posts/1658548398968219/?rdid=3EeZO4igxSxcvZTX#

ความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน!! ส.อ.ท. เปิดภาพรวมน้ำท่วม กระทบโรงงานทั่วกรุงและปริมณฑล เสนอ 6 ด้านเร่งด่วนเพื่อช่วยผู้ประกอบการ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าEarly Warning

ส.อ.ท. ประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรม ความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ชู 6 ด้านเร่งด่วน เสนอรัฐช่วยเหลือ–ฟื้นฟูผู้ประกอบการ พร้อมเร่งระบบ Early Warning

กรุงเทพฯ / 1 ตุลาคม 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24–30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ข้อมูลจากสมาชิก ส.อ.ท. ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเครื่องจักร ระบบการผลิต วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิต และระบบขนส่งโลจิสติกส์

จากการประเมินเบื้องต้นของ ส.อ.ท. พบว่า ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018.36 ล้านบาท โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี

ส.อ.ท. ระบุว่า การประเมินความเสียหายครอบคลุมทั้งความเสียหายโดยตรงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ตลอดจนผลกระทบทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจบางส่วน ประกอบกับขนาดสถานประกอบการและสถานะการเป็นสมาชิกในการจัดทำประมาณการ

เปิดภาพรวมผลกระทบ กรุงเทพฯ–ภาคกลาง–ภาคตะวันออก
สำหรับ กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย แบ่งเป็นสมาชิกสามัญ 940 ราย และสมาชิกสมทบ 1,321 ราย

จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีที่ยังมีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีและโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์–บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 1,269 ราย

จังหวัดปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี และลำลูกกา มีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 681 ราย โดยยังมีน้ำท่วมขังบางพื้นที่และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมือง มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 26 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะน้ำล้อมรอบ ขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังบริเวณบ้านเรือนและเส้นทางสัญจร แต่สมาชิก ส.อ.ท. ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม

ด้าน จังหวัดชลบุรี ได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม และบ้านเรือนประชาชน โดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างรอตัวเลขความเสียหายยืนยัน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จังหวัดระยอง พบว่าอำเภอแกลงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 48 ราย และเบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ

ส่วน จังหวัดนครนายก ได้รับผลกระทบในอำเภอเมืองและองครักษ์ มีข้อมูลสมาชิกได้รับความเดือดร้อน 7 ราย และมีกรณีความเสียหายรุนแรงที่ประเมินเบื้องต้น มากกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอเมือง กบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง และศรีมหาโพธิ โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร และได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ามีสมาชิก ส.อ.ท. ได้รับผลกระทบ 18 บริษัท

สำหรับ กาญจนบุรี เบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ 1 ราย และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรงงานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ส่วน ฉะเชิงเทรา มีสมาชิกแจ้งผลกระทบ 1 ราย ขณะที่นครปฐม สมุทรสาคร จันทบุรี และสระแก้ว มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยยังอยู่ระหว่างติดตามและรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อสมาชิกเพิ่มเติม

“พิมพ์ใจ” ย้ำต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน ส.อ.ท. จึงเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบที่แท้จริง และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด”

“ในระยะเร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประคองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น”

ส.อ.ท. เสนอ 6 ด้านเร่งด่วน ขอภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและความต้องการของสมาชิก ส.อ.ท. ได้สรุป 6 ด้านความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้
1. ด้านแรงงานและพนักงาน
ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยียวยาหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในช่วงที่กิจการยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลดผลกระทบต่อแรงงาน

2. ด้านเงินทุนและสภาพคล่อง
ขอให้มีมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อฉุกเฉิน รวมถึงการพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

3. ด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และภาระภาครัฐ
เสนอให้พิจารณายกเว้น ลด หรือผ่อนผันค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและกิจการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณามาตรการด้านภาษีหรือการขยายระยะเวลาการชำระภาระต่าง ๆ ในช่วงฟื้นฟูกิจการ

4. ด้านประกันภัยและการชดเชยความเสียหาย
ขอให้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจและเคลมความเสียหายโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในกรณีที่กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดความล่าช้าหรือมีข้อขัดข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินชดเชยมาฟื้นฟูกิจการได้อย่างทันท่วงที

5. ด้านการฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร
เสนอให้มีการจัดผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหายของโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาด้านการซ่อมแซม การฟื้นฟู และการกลับมาเดินสายการผลิตอย่างปลอดภัย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ให้บริการ เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

6. ด้านการจัดการขยะและสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนการจัดการขยะ ของเสีย และวัสดุที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสนับสนุนแนวทางการจัดการวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษหลังน้ำลด

เดินหน้า Early Warning–ฟื้นฟูหลังน้ำลด พร้อมติดตามผลกระทบโลจิสติกส์
นอกจากการประเมินความเสียหายแล้ว ส.อ.ท. ยังดำเนินการจัดทำข้อมูลสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุมแนวทางประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม เบอร์โทรศัพท์ประสานงานกรณีเกิดอุทกภัย Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม แนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเคลมประกันและการจัดการซาก Li-ion battery

ขณะเดียวกัน สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. ได้ดำเนินการ Early Warning เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนสมาชิก ส.อ.ท. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายอาเซียนและโลจิสติกส์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความช่วยเหลือที่ภาคธุรกิจต้องการเพิ่มเติม

นางพิมพ์ใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. จะติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประเมินความเสียหายมีความครบถ้วนมากขึ้น และพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกประสานระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด เพราะการฟื้นฟูโรงงานหนึ่งแห่งไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูเฉพาะผู้ประกอบการรายนั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาการจ้างงาน การผลิต และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานของประเทศด้วย”

“ส.อ.ท. วางแผนจะให้คำปรึกษาด้านดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ โดยจะจัดทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ ลงให้คำปรึกษาแก่สมาชิกเกี่ยวกับการดูแล ซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อไป”

ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวเป็น การประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับข้อมูลจากสมาชิกและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดย ส.อ.ท. จะเร่งติดตามและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. สามารถติดตามข้อมูลแนวทางรับมืออุทกภัย มาตรการช่วยเหลือ Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม และข้อมูลสนับสนุนต่าง ๆ ได้ที่ fti.or.th/csr#flood-2569

“นาพี่เอจมได้ ไม่เป็นไรค่ะ…ขอแค่บ้านเรือนพี่น้องใกล้เคียงอย่าท่วมก็พอ”

เอ ศุภชัย กล่าว

นอกจากนั้นพี่เอยังเปิดพื้นที่ “ครัวบ้านเอ จตุโชติ ซอย 10” ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนนำรถมาจอดฟรี พร้อมนั่งกระบะนำเสบียงเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยอีกด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100044309325454/posts/1698695288284099/?rdid=UVHokfmeXfyvFdjv#

POLITICS

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ECONBIZ

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว

GC-SCGC แจ้งความคืบหน้าร่วมทุน!! เร่งศึกษาจัดตั้งร่วมทุนในปิโตรเคมี ตั้งเป้าสรุปภายในตุลาคม 2569 ยกระดับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไทย เสริมความแกร่งตลาดภูมิภาคและโลก

GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน
เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569

กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจ โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

รัฐ–เอกชน เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย!! ไทยตั้งเป้ารายได้สูงปี 2580 ผนึกกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง เน้นลงทุนเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมหลัก เสริมเสถียรภาพรับปธ.อาเซียน 2571

นับถอยหลังสู่ปี 2580 ภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าผลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่า

กรุงเทพมหานคร — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

ต่อยอดจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา วาระดังกล่าวได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว เสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ supply chain โลกและสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตามเพื่อบรรลุสถานะการเป็นประเทศรายได้สูง สถาบันระดับนานาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษหน้า โดยมาตรการเชิงปฏิบัติการต้องมีความชัดเจนและเด็ดขาด และเงินทุนต้องถูกจัดสรรผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ต่อยอดจากข้อเสนอและการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ที่จัดทำร่วมกันกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

และได้มีการวางหมุดหมายกำหนดให้ภายในช่วงระยะเวลา 24 เดือนนับจากปี 2569 ถึง 2571 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกเชิงประจักษ์ที่สามารถติดตามวัดผลได้จริงและเชื่อถือได้

แผนงานเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติฉบับนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ทั้งนี้เป้าหมายในภาพรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมใน supply chain ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น

การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจของไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ supply chain เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า หากประเมินความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับความพร้อมที่ 5 จาก 10 และจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจเดิมซึ่งมีอัตราการเติบโตที่จำกัด ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขยายความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง นายผยง กล่าวเสริมถึงแนวคิดแบบ “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันยกระดับทักษะ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งใน supply chain ที่อยู่ต้นน้ำตลอดจนปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่ value chain

แนวทางดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสจากตลาดโลกให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่การยกระดับมาตรฐานในระดับโลก โดยการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรับมือกับความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะพื้นที่บริเวณนี้คือหัวใจหลักของการสร้าง GDP ประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ด้วยการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการนำเสนอวาระสำคัญข้างต้นต่อเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

LITE

30 กันยายน 2395 วันก่อตั้ง ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ โรงเรียนประจำแห่งแรกของสยาม เริ่มสอนปี พ.ศ. 2395 ที่กุฎีจีนสอนวิชาสากลพร้อมเน้นจริยธรรม พัฒนายกระดับเป็นวิทยาลัยปี พ.ศ. 2456

วันก่อตั้ง ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ โรงเรียนมิชชันนารีชาย ที่เป็นแบบเรียนประจำแห่งแรกของสยาม

ย้อนกลับไป เมื่อปี พ.ศ. 2380 คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในอเมริกา ได้จัดตั้งคณะกรรมการแผนกต่างประเทศขึ้น คณะกรรมการใหม่นี้ได้จัดส่งมิชชันนารีมายังประเทศสยามตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2383 มิชชันนารีเพรสไบทีเรียนคนสำคัญ ได้แก่ ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน, ศาสนาจารย์ ดร. ซามูเอล อาร์. เฮาส์, ศาสนาจารย์ ดร. แดเนียล แมคกิลวารี, ศาสนาจารย์ เอส. จี. แมคฟาร์แลนด์ เป็นต้น ท่านเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งแรกในสยามและสภาคริสตจักรในประเทศไทยในเวลาต่อมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ. 2394 สถานการณ์ของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในแดนสยามก็ดีขึ้นมาก พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ดินระยะยาวที่กุฎีจีน ใกล้ ๆ บริเวณวัดอรุณราชวราราม โดยเริ่มแรกในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2395 นางแมรี่ แอล แมตตูน ได้เริ่มต้นสอนหนังสือแก่ เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ในละแวกนั้น จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2395 มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน โดยศาสนาจารย์ ดร.ซามูเอล เรโนลด์ เฮ้าส์ และศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน ได้ก่อตั้งโรงเรียนที่ทำการสอนตามแบบสากล เพื่อให้เด็กสยามและเด็กเชื้อสายจีนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ทันสมัยตามแบบตะวันตก โดยตั้งชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนคริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีน (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) และมีซินแสกีเอ็ง ก๋วยเซียน เป็นครูใหญ่
คริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีน (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) ถือเป็นโรงเรียนประจำแห่งแรกในสยามและยังเป็นโรงเรียนแรกที่มีการนำระบบการศึกษาสากลมาใช้อีกด้วย

คริสเตียนบอยส์สกูลที่กุฎีจีนถือเป็นสถาบันการศึกษาแบบสากลแห่งแรกในสยาม มีอาคารและห้องเรียนเป็นหลักแหล่ง มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะเรียนหัดอ่านหัดเขียนแล้ว ยังมีวิชาคณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการสอนทางศาสนา นอกจากนี้มิชชันนารียังได้ริเริ่มให้มีการตรวจสุขภาพเด็กๆ ก่อนเข้าเรียน นับว่าเป็นมาตรการทางสาธารณสุขที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น

ปีพ.ศ. 2400 คณะมิชชันนารีเริ่มตั้งหลักปักฐานที่สำเหร่ ได้มีการสร้างพระวิหาร โรงเรียน โรงพิมพ์ บ้านพักมิชชันนารี โกดังเก็บของ ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนจากกุฎีจีนมายังสำเหร่ใช้ชื่อว่า "สำเหร่บอยส์สกูล" ที่โรงเรียนแห่งนี้มีขุนนางผู้ใหญ่จนถึงพระเจ้าแผ่นดินให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเด็ก ๆ มาเล่าเรียนหนังสือ ซึ่งมีทั้งเจ้านาย 2 พระองค์ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 4 และพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 3 บุตรชายของอัครมหาเสนาบดี บุตรชายของพวกมหาดเล็กมาเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่สำเหร่ นอกจากนี้ชาวบ้านก็ส่งลูกหลานมาเรียน โดยพวกที่อยู่ไกลก็ได้เป็นนักเรียนประจำ กินนอนอยู่ที่โรงเรียน ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้จะตอบแทนโรงเรียนด้วยในการช่วยทำงานต่างๆ มากกว่าจะจ่ายเงินเป็นค่าเล่าเรียน ในปีพ.ศ. 2402 นายชื่นได้รับเชื่อเป็นคริสเตียนในคณะเพรสไบทีเรียนคนแรกและเป็นครูสอนภาษาไทยคนแรกของโรงเรียนที่สำเหร่ในเวลาต่อมา

ในขณะที่กิจการของโรงเรียนกำลังดำเนินไปดี โรงเรียนกลับต้องประสบกับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนครู อันเนื่องมาจากปัญหาความไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศเขตร้อนและมลพิษจากโรงสีในบริเวณนั้น ครูหลายคนล้มป่วยจนต้องเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน คณะมิชชันนารีได้ขอความช่วยเหลือไปยังอาจารย์จอห์น แอนเดอร์สัน เอกิ้น ซึ่งเปิดโรงเรียน "บางกอกคริสเตียนไฮสกูล" อยู่ที่กุฎีจีน (โรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นหลังจากโรงเรียน "คริสเตียนบอยส์สกูล" ของศาสนาจารย์แมตตูนที่กุฎีจีน 36 ปี (ปีพ.ศ. 2431)) อาจารย์เอกิ้นจึงตัดสินใจย้ายโรงเรียนของตัวเองมารวมกันเมื่อปีพ.ศ. 2433 โดยมาสร้างตึกเรียนใหม่ให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้น เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้หลังคามุงกระเบื้องตั้งชื่อว่า "สำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล"

แม้จะรวมโรงเรียนส่วนตัวที่กุฎีจีน "บางกอกคริสเตียนไฮสกูล" และโรงเรียนของมิชชันที่สำเหร่ "สำเหร่บอยส์สกูล" จนมีขนาดใหญ่โตโดยใช้ชื่อว่า "สำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสกูล" ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกลเช่นอาจารย์จอห์น เอ. เอกิ้น ยังได้ตระหนักว่าโรงเรียนควรจะมีที่ตั้งบริเวณฝั่งพระนครเพื่อความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ท่านจึงหารือกับอาจารย์เจ. บี. ดันแลป ในการหาซื้อที่ดินใหม่ ต่อมาคณะมิชชันนารีได้ตกลงซื้อที่ดินของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่ถนนประมวญ ย่านสีลม โดยใช้เงินที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ในปีพ.ศ.2445 โรงเรียนชายในระบบสากลโรงเรียนแรกในสยามก็ถือกำเนิดขึ้น โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "กรุงเทพคริสเตียนไฮสกูล" นอกจากโรงเรียนแห่งใหม่บนถนนประมวญจะดำเนินการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างจริงจังแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการอบรมเชิงจริยธรรมและความมีระเบียบวินัย มาตรฐานการศึกษาที่สูงทำให้โรงเรียนได้รับการยกระดับขึ้นเป็นวิทยาลัยในปีพ.ศ. 2456 และเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย"

ที่มา : http://mx1.bcc.ac.th/2014/ins/bcc.html

29 กันยายน ของทุกปี ตรงกับ ‘วันหัวใจโลก’ หวังให้คนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงมีทั้งความดันและเบาหวาน ชวนทุกคนดูแลสุขภาพหัวใจอย่างจริงจัง โรคหัวใจเป็นสาเหตุเสียชีวิตสูงทั่วโลก

วันที่ 29 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันหัวใจโลก’ จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ

วันหัวใจโลก (World Heart Day) ตรงกับวันที่ 29 กันยายน ของทุกปี จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ เนื่องจากสถานการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก จึงควรรณรงค์ให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญในการดูแลและป้องกัน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และพันธุกรรม ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จึงร่วมรณรงค์ให้ทุกคนดูแลหัวใจตนเองให้แข็งแรง

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘หัวใจ’ เป็นอวัยวะสำคัญ ที่ทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจละเลยไป คือการดูแลรักษามัน ขณะเดียวกันมีกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันที่เป็นการทำร้ายหัวใจโดยที่ไม่ได้คาดคิด ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารแบบผิด ๆ การไม่ออกกำลังกาย หรือการคิดมากจนทำให้เกิดความเครียด เป็นต้น

27 กันยายน 2448 บทความเปลี่ยนโลก กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ต้นทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity)

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เมื่ออินเดียเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวอิสราเอล Hummus Trail คืออะไร? ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

Hummus Trail คืออะไร?
ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

1) Hummus Trail คืออะไร
Hummus Trail เป็นคำเรียกไม่เป็นทางการของเครือข่ายจุดหมายท่องเที่ยวในอินเดียที่มีนักเดินทางอิสราเอลจำนวนมาก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เดินทางระยะยาวหลังเสร็จสิ้นการรับราชการทหาร เส้นทางไม่ได้มีจุดเริ่มหรือจุดจบตายตัว แต่เชื่อมโยงกันผ่านชุมชน backpacker ร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ และเครือข่ายนักเดินทางรุ่นก่อน

2) จุดหลักที่พบได้บ่อยบนเส้นทาง
• Dharamshala / McLeod Ganj / Dharamkot
• Kasol และ Parvati Valley
• Manali และ Leh (Ladakh)
• Rishikesh และ Pushkar
• Varanasi
• Goa โดยเฉพาะ Arambol
• Gokarna และ Hampi
• Vattakanal และ Kerala

3) ทำไมฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวอิสราเอล
-วัฒนธรรม Tiul Gadol: คนหนุ่มสาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งนิยมออกเดินทางครั้งใหญ่หลังปลดประจำการ เพื่อพักจากชีวิตที่มีระเบียบและความกดดันสูง
-อินเดียเหมาะกับการเดินทางระยะยาว: ค่าครองชีพค่อนข้างต่ำ มีธรรมชาติหลากหลาย ทั้งหิมาลัย เมืองศักดิ์สิทธิ์ ชายหาด โยคะ และวัฒนธรรม backpacker
- เกิด network effect: เมื่อรุ่นพี่ เพื่อน หรือญาติเคยมาแล้ว นักเดินทางรุ่นใหม่จึงตามรอยร้าน ที่พัก และเมืองเดิม ทำให้ปลายทางบางแห่งกลายเป็นจุดรวมตัวถาวร
- มีบริการที่คุ้นเคย: ร้านอาหารอิสราเอล เมนูภาษาฮีบรู อาหารอย่าง hummus, falafel, shakshuka และ Chabad House ทำให้ผู้เดินทางรู้สึกคุ้นเคยและใช้ชีวิตระยะยาวได้ง่าย

4) จากนักท่องเที่ยว สู่การปักหลักทำธุรกิจ
เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี เศรษฐกิจในบางพื้นที่จึงปรับตัวตามความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดร้านอาหาร ที่พัก ร้านขายของ และบริการท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาฮีบรูหรือทำเมนูอิสราเอลโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ธุรกิจของคนท้องถิ่นที่จับตลาดอิสราเอล” กับ “ธุรกิจที่ชาวอิสราเอลเป็นผู้ดำเนินการเอง” เพราะข้อมูลสาธารณะยังไม่รองรับข้อสรุปว่าธุรกิจส่วนใหญ่ตลอด Hummus Trail เป็นของชาวอิสราเอลทั้งหมด

5) ประเด็นถกเถียงเรื่องการไม่ต้อนรับคนอินเดีย
มีรายงานและโพสต์จากผู้เดินทางอินเดียบางส่วนที่กล่าวหาว่า ร้านบางแห่งในพื้นที่อย่าง Kasol หรือ Dharamkot ให้ความสำคัญกับลูกค้าอิสราเอลมากกว่า หรือบางกรณีมีการอ้างว่าปฏิเสธลูกค้าอินเดีย แต่หลักฐานที่ปรากฏส่วนหนึ่งยังเป็นประสบการณ์รายบุคคล จึงไม่ควรเหมารวมว่าร้านทั้งหมดบน Hummus Trail มีนโยบายกีดกันคนท้องถิ่น
สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ บางชุมชนพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอลในเชิงเศรษฐกิจอย่างมาก เมื่อจำนวนนักเดินทางลดลง ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า และผู้ให้บริการท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

6) ทำไมคนท้องถิ่นจึงเริ่มกังวล
ข้อกังวลสำคัญคือ หากพื้นที่ท่องเที่ยวถูกออกแบบให้รองรับนักเดินทางชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป อาจเกิดลักษณะคล้าย tourism enclave หรือ “พื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม” ที่มีภาษา อาหาร ที่พัก และเครือข่ายบริการของตนเอง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่อาจเป็นการปรับตัวตามตลาดตามปกติ แต่ในเชิงสังคม หากคนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกันออกจากร้านหรือพื้นที่บางแห่ง ความไม่พอใจย่อมเกิดขึ้นได้ คำว่า “รัฐซ้อนรัฐ” จึงควรใช้ในฐานะคำวิจารณ์หรือความกังวล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่พิสูจน์แล้ว

7) ฉากหลังอินเดีย–อิสราเอล
ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี Narendra Modi และ Benjamin Netanyahu เป็นอีกบริบทที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามอง โดยรัฐบาลอินเดียและอิสราเอลมีความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง กลาโหม เกษตร น้ำ และไซเบอร์เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้นักท่องเที่ยวอิสราเอลสามารถเปิดธุรกิจหรือสร้างพื้นที่เฉพาะกลุ่มบน Hummus Trail ได้ จึงควรแยก “บริบททางการเมือง” ออกจาก “พฤติกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจในพื้นที่”

บทสรุป
Hummus Trail เริ่มจากวัฒนธรรม backpacker แต่ค่อย ๆ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจและชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มในหลายพื้นที่ของอินเดีย ความท้าทายของอินเดียจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และสิทธิของคนท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Clarity UPSC — บทอธิบาย Hummus Trail และจุดหมายหลัก
• ThePrint — รายงานภาคสนามเกี่ยวกับ Kasol / Parvati Valley และนักเดินทางอิสราเอล
• Hindustan Times — รายงานเศรษฐกิจท้องถิ่น Dharamkot และการพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอล
• Press Information Bureau, Government of India — ข้อมูลความสัมพันธ์อินเดีย–อิสราเอลและการเยือนระดับผู้นำ

หลังศาลปกครองกลางยกฟ้อง!! กรรมการสรรหาฯยื่นศาลปกครอง สั่ง ‘หมอสรณ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยันคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ป้องกันกระทบประโยชน์ชาติ

"ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. มีมติยื่นศาลปกครอง สั่ง 'หมอสรณ' หยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. ชี้ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ"

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคดีถึงที่สุด
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณฯ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ ศ.คลินิกสรณฯ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่า เพื่อมิให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงัก อันทำให้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรยื่นคำร้องให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 ประกอบกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ ศ.คลินิกสรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป

Golden Moment แห่งชีวิต การได้รับการยอมรับจากตำนานที่สร้างแรงส่งได้เหนือกว่ารางวัลใดๆ

บางครั้ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินสักคนหนึ่ง อาจไม่ใช่วันที่ได้รับรางวัล ไม่ใช่วันที่เริ่มเห็นเงินทองและความสำเร็จ หรือไม่ใช่วันได้รับยอดวิวหลักล้านในชั่วข้ามคืน

แต่มันอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ศิลปินที่เราชื่นชม เคยแหงนหน้ามองในวันที่เราเพิ่งเริ่มต้น ในวันที่ความฝันกับความเป็นจริงอยู่ห่างกันแสนไกล เคยมีโปสเตอร์ติดอยู่ข้างผนัง เคยแกะเพลงของเขาเล่นมาเป็นร้อยๆพันๆรอบ แต่แล้วเรากลับพบตัวเองได้ขึ้นเวทีเล่นร่วมกันกับเขาในเพลงที่เราซ้อมมาจนจำขึ้นใจ ต่อหน้าคนดูทั้งโลก เสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเราสอดประสานกับเขาได้อย่างลงตัวทำให้เกิดโชว์ที่สัมผัสหัวใจของคนดูโดยที่ ศิลปินนั้นให้การยอมรับในฝีมือและตัวตนของเรา และหันมามองเราในฐานะ “เพื่อนร่วมอาชีพ”เป็นครั้งแรก

สำหรับ Nene Royal หรือน้องแพรว เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นบนเวทีรอบไฟนอล เมื่อเธอได้ยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกของ Linkin Park และร่วมเล่นกีตาร์และร้องเพลง The Emptiness Machine กับ Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิก line-up ล่าสุดของวง

โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงประกาศผลครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุด Neneได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์ America’s Got Talent Season 21 กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าชัยจากรายการดังระดับโลกนี้

และสิ่งที่น่าภูมิใจกว่าการได้ขึ้นเวทีเดียวกับ Linkin Park คือ วิธีที่ Nene อยู่บนเวทีนั้น

เธอไม่ได้พยายามร้องและแผดเสียงแบบ Emily Armstrong ไม่ได้พยายามเลียนแบบวิธีการสับ Rythm แบบ Mike Shinodaและไม่ได้ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับโอกาสครั้งใหญ่จนสูญเสียตัวตน

เธอขึ้นเวทีในฐานะ Nene Royal — นักร้องและมือกีตาร์ร็อกคนหนึ่งที่มี style เป็นของตัวเองด้วยความมั่นใจที่จะแสดง “ร่วม” กับ Linkin Park ในแบบของตัวเอง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำพูดจาก Emily Armstrong หลังจบการแสดงมีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา
.
มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก

เบื้องหลังการแสดงครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

Nene เล่าในการให้สัมภาษณ์หลังจบรายการว่า เดิมทีเธอเข้าใจว่าเธอกำลังซ้อมเพลง Linkin Park เพื่อขึ้นแสดงเพียงคนเดียว และไม่รู้มาก่อนว่า Linkin Park จะมาร่วมเวทีด้วย

ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ สมาชิกของ Linkin Park ก็เดินเข้ามา
เธอคิดในตอนแรกว่าอาจเป็นเพียงการถ่ายคลิปสั้นๆ

แต่เมื่อได้รับการบอกว่า จะขึ้นเวทีด้วยกันจริงๆ เธอถึงกับช็อก เพราะมันเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

และในอีกด้านหนึ่ง Emily Armstrong ก็พูดถึงความกะทันหันของการร่วมงานครั้งนี้เช่นกัน จากการให้สัมภาษณ์ในอีก 1 วันถัดมาในงานเปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ของวง "UNSHATTER" ที่บอกเล่าการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ Linkin Park หลังการจากไปของ Chester Bennington นักร้องนำคนเดิม ในงานนี้พิธีกรได้ถามถึงความรู้สึกที่ได้ขึ้นโชว์กับ Nene ซึ่ง Emily Armstrong นักร้องนำหญิงคนปัจจุบันของวงเล่าว่าทางวงเพิ่งรู้ข่าวนี้ในนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นแสดงจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว แต่พอได้ยินก็ตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าน่าสนใจ

Emily ยังพูดถึงความประทับใจในฝีมือของ Nene อีกว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แม่นยำ เป๊ะทุกอย่างจนทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ทั้งที่ทางวงเองก็ไม่ได้เล่นเพลงนี้มาสักพักแล้ว การได้ซ้อมร่วมกับ Neneแม้เพียงสั้น ๆ ก็ช่วยให้ทุกอย่างลงตัว แถมยังพูดถึงความพิเศษที่ได้มีนักร้องหญิงสองคนอยู่บนเวทีเดียวกันด้วย ย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางวงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง

ประโยคสั้นๆที่ว่า “Nene was super professional.” นี้มีความหมายมากเหลือเกินครับ

เพราะคำว่า professional จากนักร้องปัจจุบันของวงระดับ Icon ของวงการ ที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อจากตำนานสุดยอดฝีมือที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งอย่าง Chester Bennington ที่มีให้กับเด็กสาวอายุ 16 จากประเทศไทยที่ยืนแสดงอยู่บนเวทีเดียวกับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ แต่มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูงมาก คำว่ามืออาชีพ ไม่ใช่เพราะไม่ตื่นเต้น แต่เพราะควบคุมตัวเองได้เมื่ออยู่ท่ามกลางความตื่นเต้น

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นั้นอีกครั้งนะครับ

เด็กอายุ 16 ปี

เพิ่งผ่านการแข่งขันที่มีผู้ชมทั่วโลก

กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีไฟนอล

และจู่ๆ ไอดอลคนที่เคยดูผ่านหน้าจอมาทั้งชีวิตอย่าง Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิกทุกคนของ Linkin Park ก็เดินเข้ามาในห้องซ้อม

แล้วบอกว่า

เราจะเล่นเพลงนี้ด้วยกันบนเวทีในอีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สมาธิแตกได้ง่ายมาก หรือบางคนอาจตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ Nene สามารถเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเพลง The Emptiness Machine ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอรับหน้าที่ร้องเปิดเพลงแทน Mike Shinoda ก่อนที่ Emily จะเข้ามารับช่วงต่อ และทั้งคู่ยังมีช่วงที่ร้องประสานกัน ในขณะที่ Nene ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะมือกีตาร์ที่สับคอร์ดประสานสาดพลังไปกับภาค rythm ของทั้งเพลงด้วย

นี่คือสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า “listening”

ไม่ใช่เพียงการเล่นให้ดี

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรนำ เมื่อไหร่ควรถอย รู้จังหวะระเบิดพลังของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Emily มองว่า Nene เป็น “professional”

Neneไม่ได้พยายามแย่งซีน Emily แต่ก็ไม่ได้หายไปจากเพลง และในจังหวะที่ไม่ได้ร้อง เสียงกีต้าร์ของเธอก็ทำหน้าที่สนับสนุนตัวเพลงได้อย่างกลมกลืน

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแสดงครั้งนี้

Nene ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Emily Armstrong และ Mike Shinoda

ตำแหน่งนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่น่ากดดันที่สุดสำหรับนักดนตรีวัย 16 ปี

แต่เธอไม่ได้พยายามเอาชนะ Emily

ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้ลดตัวเองลงจนกลายเป็นเพียง “เด็กที่ได้รับเชิญขึ้นมาแจม”

เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่ของตัวเอง

ร้องในแบบของตัวเอง

เล่นกีตาร์ในแบบของตัวเอง

และปล่อยให้เสียงของ Emily เป็นเสียงของ Emily เสียงของ Mike เป็นของ Mike และเสียงจากสมาชิกทุกคนของวงได้เปล่งออกมาในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองเพื่อทำให้เพลงและโชว์ออกมาสมบูรณ์

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ กับ การเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างศิลปินที่เราชื่นชอบ

อย่างแรกทำให้เราดูเหมือนเขา

แต่อย่างหลังทำให้เขามองเห็นว่า เราเป็นใคร

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพลงจบ ยิ่งตอกย้ำความหมาย

หลังการแสดง Mike Shinoda กล่าวถึง Nene ต่อหน้าคนดูทั้งโลกว่า

“Incredible, incredible, unbelievable, right?”
พร้อมทั้งปรบมือให้เธอ ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่บอกว่าเขา ปลื้มใจ, ภูมิใจ และให้การยอมรับเด็กไทย อายุ 16 คนนี้เพียงใด

ส่วน Emily Armstrong บอกกับเธอว่า

“Good luck, we’re all rooting for you for sure.”

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจเป็นคำพูดสั้นๆ หลังจบการแสดง

แต่ถ้ามองในฐานะนักดนตรี มันมีน้ำหนักมากกว่านั้น

เพราะนี่ไม่ใช่คำพูดจากกรรมการที่กำลังให้คะแนน

ไม่ใช่คำพูดจากพิธีกร

และไม่ใช่คำชมจากแฟนเพลง

แต่มาจาก คนที่เพิ่งยืนเล่นเพลงเดียวกับเธอ

Emily ไม่ได้เพียงบอกว่า Nene ร้องดี

แต่เรียกเธอว่า “super professional”

Mike ไม่ได้เพียงบอกว่าเธอเล่นกีตาร์เก่ง

แต่พูดว่า “incredible”

และทั้งสองคนยังแสดงออกถึงการสนับสนุนเธออย่างชัดเจน

นั่นคือการส่งไม้ต่อทางดนตรีในรูปแบบหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินคนหนึ่งที่เดินนำหน้ามาก่อนสู่ศิลปินอีกคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวตามมาบนเส้นทางเดียวกัน

จากเด็กภูเก็ต สู่การยืนอยู่ข้าง Linkin Park บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Nene ยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น

เธอเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเล่นดนตรีตามตลาดในภูเก็ต ก่อนที่เสียงร้องและกีตาร์ของเธอจะพาเธอเดินทางมาถึงเวที America’s Got Talent

ตลอดการแข่งขัน Nene ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเลยครับ

เธอเลือกเพลงร็อกที่เป็นรากเหง้าทางดนตรีของเธอ ซึ่งทุกเพลงมีความท้าทายและเดิมพันที่สูงลิบ

Zombies - The Cranberries
เลือกเพลงฮิตติดหู เพื่อเปิดตัวให้คนหันมาฟังเธอ แต่re-arranged ใหม่เติมความดุดัน ความเดือดและโชว์ทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ในเป็นแนวทางของตัวเอง

Hysteria - Muse
เพื่อโชว์ทักษะกีต้าร์อันจัดจ้าน ให้คนเห็นว่านอกจากจะร้องเพลงได้ดีแล้ว ฝีมือกีต้าร์ของเธอก็คือของจริง ตอกย้ำภาพความเป็น “นักดนตรีร็อค” ที่มีสกิลรอบด้าน

Black Hole Sun - Sound Garden
แสดงความสามารถในการเรียบเรียงเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูง ให้ออกมาโดดเด่นทั้งการร้องและกีต้าร์ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ทิ้งอัตลักษ์เดิมของเพลง ซึ่ง Nene ทำได้ดีจนภรรยาของ Chris Cornel นักร้องของ Sound Gardenผู้ล่วงลับและคนแต่งเพลงนี้ ออกมาบอกว่าหากสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้และได้ดูโชว์ของ Nene ที่เล่นเพลงที่สามีเธอรักมากๆเพลงนี้ เขาจะต้องภูมิใจในตัว Nene อย่างมากแน่นอน

และ Seven Nation Army - The White Stripes
เพลงมหาชนที่คนอเมริกันรู้จักเป็นอย่างดีด้วยท่อน riffs ที่ติดหูเป็นที่จดจำ และ Nene ก็จับมาสังเคราะห์ใหม่ให้เดือดขึ้นอีกหลายเท่า โชว์ทั้งการร้อง, การเล่นกีตาร์ และการคุมเวทีส่งพลังให้กับคนดูได้อยู่หมัด

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมจดจำเธอไม่ใช่เพียงแค่เพลงที่เลือก แต่คือการที่เธอ เปลี่ยนเพลงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลงของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเธอมาถึงเพลงของ Linkin Park สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า

“Nene สามารถร้องเหมือน Emily Armstrong ได้หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามว่า

“Nene สามารถอยู่ในเพลงของ Linkin Park โดยยังเป็น Nene Royal ได้หรือไม่?”

คำตอบที่เราเห็นบนเวทีคือ ได้

รางวัลคือหลักฐานว่าเธอชนะ

แต่การยอมรับคือหลักฐานว่าเธอมีอนาคตที่สว่างไสวรออยู่

Nene Royal กลายเป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 และเป็นศิลปินจากประเทศไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้

นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แต่สำหรับเส้นทางอีกยาวไกลของศิลปินวัย 16 ปี มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

นั่นคือ การได้รับการยอมรับจาก “ตัวจริง” ที่ยืนอยู่ในวงการเดียวกันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก่อนหน้าเธอนับสิบๆปี

เงินรางวัลบอกว่า

“เธอชนะการแข่งขัน”

ถ้วยรางวัลบอกว่า

“เธอสร้างประวัติศาสตร์”

แต่คำว่า

“Nene was super professional.”

จาก Emily Armstrong บอกบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

มันบอกว่า

“เราเห็นว่าเธอทำงานกับเราได้, เธอมีความสามารถมากพอที่จะมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับเรา“

และเมื่อศิลปินรุ่นใหม่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ มันอาจกลายเป็นแรงส่งที่ไม่มีเวทีประกวดไหนสามารถมอบให้ได้ทั้งหมด

เพราะต่อจากนี้ Nene ไม่ได้ต้องพิสูจน์เพียงว่าเธอสามารถชนะ America’s Got Talent

เธอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโลกที่ใหญ่กว่านั้น

โลกของดนตรีที่แท้จริง ในอุตสาหกรรม Showbiz ระดับโลก

โลกที่ไม่มีกรรมการ 4 คน

ไม่มี Golden Buzzer

ไม่มีคะแนนโหวตและไม่มีถ้วยรางวัลมีเพียงเพลง เวที ผู้ชม แฟนเพลง และนักดนตรีคนอื่นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างกันและในคืนหนึ่งบนเวที America’s Got Talent

เด็กสาวจากภูเก็ตได้พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อเธอยืนอยู่ข้าง Linkin Park เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา

ในทางกลับกัน

เธอดูเหมือนคนที่กำลังเริ่มสร้าง โลกดนตรีของตัวเองและบางที นั่นอาจเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนั้นเพราะแชมป์รายการอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว

แต่คำว่า “super professional” จาก Emily Armstrong และการได้รับการยอมรับจาก Linkin Parkทั้งวง

จะติดตัว Nene ไปอีกนานแสนนาน

WORLD

ย้ำ "หนึ่งประเทศ สองระบบ"!! ต้านแยกไต้หวันเด็ดขาด ‘สีจิ้นผิง’ ชูความเชื่อมั่น–ความมั่นคง เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน ในวันเฉลิมฉลอง 77 ปีสาธารณรัฐ

สีจิ้นผิงหนุนความเชื่อมั่น ก้าวหน้ามั่นคง เพื่อภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน

ปักกิ่ง, 1 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เรียกร้องประชาชาติก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่นและความมั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูชาติอันยิ่งใหญ่

สีจิ้นผิงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 77 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค. โดยมีหลี่เฉียงเป็นประธาน พร้อมด้วยจ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมกับแขกราว 800 คน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการฟื้นฟูชนชาติจีนอันยิ่งใหญ่มิอาจหยุดยั้งได้ ตราบใดที่ยังคงมีความเชื่อมั่น มุ่งมั่นอยู่กับเป้าหมาย และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ความสำเร็จจะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอันยิ่งใหญ่ ประชาชนชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ และสาธารณรัฐประชาชนจีนอันยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด

ตลอดระยะเวลา 77 ปีที่ผ่านมา พรรคฯ ได้นำพาประชาชนชาวจีนสร้างปาฏิหาริย์ 2 ประการ ได้แก่ การเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจ และความมั่นคงระยะยาวของสังคม ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในความสำเร็จอันโดดเด่นของจีนยุคใหม่ (New China) และความเชื่อมั่นต่ออนาคตอันสดใสของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 เศรษฐกิจจีนยังคงก้าวหน้าแม้เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น พร้อมบรรลุการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมีคุณภาพสูง โดยจีนควรรักษาทิศทางนี้ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และบรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่กำหนดไว้ในปีนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

สีจิ้นผิงเน้นย้ำความจำเป็นในการยึดมั่นนโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" อย่างแน่วแน่ ซึ่งระบุให้ชาวฮ่องกงเป็นผู้บริหารปกครองฮ่องกง ชาวมาเก๊าเป็นผู้บริหารปกครองมาเก๊า และทั้งสองภูมิภาคมีอำนาจปกครองตนเองในระดับสูง โดยรัฐบาลกลางจะสนับสนุนฮ่องกงและมาเก๊าในการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของประเทศอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นรักษาความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพในระยะยาว

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบไต้หวันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่แสวงหา "เอกราชไต้หวัน" อย่างเด็ดขาด คัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ เพื่อเดินหน้าการฟื้นฟูชาติ

ทั้งนี้ จีนจะยึดมั่นนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ เดินหน้าการดำเนินงานของแผนริเริ่มระดับโลกที่สำคัญ 4 ประการ และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อมีส่วนส่งเสริมเพิ่มพูนความแน่นอนและพลังบวกให้โลกที่ปั่นป่วนวุ่นวาย

ที่มา : Xinhua

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีข้ามคืน!! ใช้อาวุธแม่นยำสูง–โดรนถล่มเป้าหมายในเคียฟ ถล่มศูนย์ข้อมูล De Novo เป้าหมายหลักของยูเครน เรือบรรทุกสินค้าโดนทำลาย

มอสโก (Sputnik) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันพุธว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ในกรุงเคียฟ ระหว่างการโจมตีขนาดใหญ่ในช่วงกลางคืน โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน

ในช่วงกลางคืน กองทัพรัสเซียได้เปิดการโจมตีครั้งใหญ่ โดยใช้อาวุธแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน และโดรนโจมตี มุ่งเป้าไปยังศูนย์สื่อสารในกรุงเคียฟ สิ่งอำนวยความสะดวกของระบบพลังงานยูเครนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งสนับสนุนการผลิตทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออิซมาอิล
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า

“เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีดังนี้ ในกรุงเคียฟ ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และทำหน้าที่ประมวลผล จัดเก็บ และส่งต่อข้อมูลเพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน”

แถลงการณ์ยังระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งหนึ่ง ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนในกรุงเคียฟและภูมิภาคเคียฟ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมืองวีชโฮรอด ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในพื้นที่ตอนเหนือของภูมิภาคเคียฟ
กระทรวงกลาโหมรัสเซียเพิ่มเติมว่า

“ระหว่างการเดินเรือในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลดำ เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่งได้รับความเสียหาย โดยเรือลำดังกล่าวกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อส่งไปยังท่าเรือโอเดสซา”

ที่มา : Sputnik

จีนโชว์ความคืบหน้าเมกะโปรเจกต์ราง!! คืบหน้าสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ สายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อยาว 315 กม. ออกแบบเดินรถเร็ว 160 กม./ชม. งานเสร็จปี 2028 เตรียมเปิดใช้งาน

คืบหน้า! งานเชื่อมโครงโค้งสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำกั้นกุ้ยโจว-กว่างซี

วั่งโม๋, 29 ก.ย. (ซินหัว) -- โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหงสุ่ยของทางรถไฟสายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อ บริเวณพรมแดนระหว่างมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้กับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีความคืบหน้าสำคัญหลังจากเชื่อมต่อโครงโค้งถึงกันสำเร็จในวันอังคาร (29 ก.ย.)

สำหรับทางรถไฟสายหวงถ่ง-ไป๋เซ่อ มีระยะทางรวมราว 315 กิโลเมตร ความเร็วของการเดินรถตามการออกแบบ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกำหนดก่อสร้างเสร็จสิ้นและเปิดใช้งานภายในปี 2028

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top