Friday, 30 October 2026
NEWS

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ยอมรับคิดน้อยไป!! ‘ศุภลักษณ์’ โร่ขอโทษสังคม–นักเขียนหญิงผู้เสียหาย ยอมรับคิดน้อยไป หลังถูกพบเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กเปิดวาร์ป ยืนยันไม่เคยร่วมคอมเมนต์คุกคาม พร้อมขอโทษผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

“ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม โร่ขอโทษสังคม-ผู้เสียหาย ยอมรับ "คิดน้อยไป" หลังมีชื่อในกลุ่มเปิดวาร์ปนักเขียนหญิง 

เกิดเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล เมื่อวงการนักเขียนลุกเป็นไฟ ภายหลังมีการนำภาพนักเขียนหญิงไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาบัญชีส่วนตัว ก่อนพบว่าบางโพสต์มีข้อความลักษณะเข้าข่ายคุกคามทางเพศ โดยพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีนักเขียน นักการเมือง คนดังในแวดวงสังคมอยู่ในกลุ่มด้วยนั้น 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 69 นาย ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกเปิดเผยว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphalak Bumroongkit” เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อสังคมว่า “มาแล้วครับ กว่าจะเลิกงาน แล้วต้องไปรพ. เสร็จแล้วฝนตกอีก” 

1.เฟซบุ๊กผมเคยอยู่ในกลุ่มนี้จริงครับ ผมเป็นคนที่กดจอยกลุ่มทุกกลุ่ม ฟอลทุกเพจที่ขึ้นมาในนิวฟีดเป็นธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มที่ผมไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ กลุ่มต่อต้านม็อบสามกีบ กลุ่มแมนมินิสต่อต้านสิทธิสตรี ฯลฯ เพราะอยากรู้ความคิดเห็น/ความเคลื่อนไหวในbubbleของคนแต่ละกลุ่มครับ ถ้าเรื่องไหนเดือดๆ มันจะชอบขึ้นมาในนิวฟีดเอง 

ตอนแรกจะโพสต์ลิงก์กลุ่มให้ด้วย ผมว่าจำเป็นต้องโพสต์ลิงก์ให้เป็นกรณีศึกษาของสังคม เพราะมีคนจำนวนมากยังไม่เห็นกลุ่มจริงๆ ว่าเป็นยังไง แต่กลุ่มบินไปแล้วครับ 

2.ส่วนกลุ่มนี้ มันขึ้นมาในนิวฟีดผม ผมก็กดเข้าไปตามวิสัยปกติ เท่าที่จำความได้ในตอนแรกยังไม่ได้มีคอมเม้นต์คุกคามเหมือนตอนนี้ครับ ผมไม่เคยไปเม้นต์ ไม่เคยกดเข้าไปดูในกลุ่มด้วย ทางเดียวที่ผมจะเห็นคือผ่านนิวฟีด (ซึ่งโพสต์กลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยขึ้นมาด้วย) 

3.จนผมเริ่มเห็นโพสต์เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. พูดถึงกลุ่มนี้ ก็พอทราบว่าหมายถึงกลุ่มนี้

ตอนแรกผมไม่ได้กดออกด้วย เพราะเราบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีคอมเม้นต์คุกคามจริง, มีคอมเม้นต์ที่ objectify ผู้หญิงให้เป็นแค่วัตถุทางเพศให้เป็นบ่อยๆ แต่ผมคิดว่าก็เราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้นี่นา เราอยู่กลุ่มอื่นๆ เต็มไปหมด ความคิดเห็นร้อยพ่อพันแม่ การอยู่ในกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาปก็เปิด public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด 

4.แต่หลังจากที่ได้ทบทวน คุยกับหลายๆ คน ผมรู้สึกว่าผมคิดน้อยไปจริงๆ ครับ

-ผมไม่ทราบว่ามีการคุกคามเกิดขึ้นจากการเปิดวาป มีคนถูกส่งข้อความไปคุกคามจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจจริง

-สมมติว่ามีคนโดนทำร้าย แล้วเรายืนเฉยๆ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย มันก็ดูแย่อยู่ดี

-การอยู่ในกลุ่มเฉยๆ แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่การมีจำนวนเยอะ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้วัฒนธรรมแบบนี้มันยังดำเนินต่อไปได้

-วิธีเช็กที่ง่ายที่สุด ถ้าน้องสาว พี่สาว แม่ แฟน ของท่าน โดนเอาไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อหาวาป ท่านจะโอเคไหม?

-จะเอามาเทียบกับการอยู่ในกลุ่มอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน สมมติถ้าผมเข้าไปแฝงอยู่ในกลุ่ม "ซื้อขายบริการเด็กต่ำกว่า 18" เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหว แบบนี้ก็คงพูดไม่ได้ล่ะ เพราะกลุ่มนี้มีจุดประสงค์ของการสร้างมาเพื่อทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน 

5.ขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษสังคม ขอโทษผู้เสียหายครับ 

6.สนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอครับ เสียใจ หลายเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวเองจริงๆ ไม่มีทางเข้าใจครับ ประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูง ล้วนแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เหนียวแน่นขัดกับผู้ถืออำนาจที่เป็นผู้ชายครับ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/561532 

ชายแดนไทย- พม่าตึงเครียด นายกอนุทินสั่งคุมเข้ม!! หลังระเบิดข้ามแดนทำคนไทยบาดเจ็บ ยกระดับความปลอดภัย 7 วัน ระงับนำเข้าส่งออกช่องทางอื่น ทหารลาดตระเวน 24 ชั่วโมงเต็ม

"นายกฯ"สั่งคุมเข้ม "แม่สอด" ทหารปิดชายแดน 7 วัน ริมแม่น้ำเมย ห้ามน้ำเข้า-ส่งออก ด้าน ฉก.ราชมนู ส่ง กำลังลาดตระเวน 24 ชม. ดูแลความปลอดภัยสู้รบเมียนมาเดือด

30 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ภายหลังการสู้รบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ระเบิดข้ามมาตกในฝั่งไทย ทำให้คนไทย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย วานนี้(29 ต.ค.)

พร้อมทั้งมีการแจ้งผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีการปฏิบัติใดๆ จะต้องมีการยกระดับการป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีคำสั่งเป็นหนังสือด่วนมากที่ กห 0483/นเรศวร 577 กองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมืองตาก จ.ตาก ถึงด่านศุลกากรแม่สอด เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ โดยมีใจความว่า
ตามที่ปรากฎสถานการณ์ความไม่ลงเรียบร้อย พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละบ้าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีกระสุนข้ามมาตกยังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นพื้นที่ นั้น

เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการสนับสนุนใดๆ ข้ามไปยังฝั่งเมียนมาอันอาจจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบของกองกำลังทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน กองกำลังนเรศวร และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอด และในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ในห้วงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤจิกายน 2569
ในขณะ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู โดยกองร้อยทหารราบที่ 1431 กองร้อยทหารราบที่ 1413 หมวดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังนเรศวร และชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร บูรณาการกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามเส้นทางแนวชายแดนและเส้นทางภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน โดยจะมีทั้งจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วและรถยนต์ในการตรวจพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมรวบรวมและรายงานข้อมูลข่าวสารให้หน่วยเหนือทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ด้านตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นความพร้อมของกำลังพลในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1258553?anf=

‘อนุทิน’ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam”!! ส่งทนายแจ้งความสน.ทองหล่อ ฟ้องหมิ่นประมาทแชร์สลิปปลอม ชี้สร้างเรื่องเท็จค่าน้ำชา7 ล้าน เดินหน้าดำเนินคดีทางกฎหมายเต็มที่

“อนุทิน” ส่งทนายลุย สน.ทองหล่อ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam” ปมปล่อย-แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน ฟันหมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ชี้สร้างเรื่องเท็จอ้างค่าน้ำชาเข้าบัญชีนายกฯ มอบหมายทนายเอาผิดทางกฎหมายถึงที่สุดทั้งผู้โพสต์ต้นทางและคนแชร์ต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัว เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "Godd Dam" และ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สำหรับการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเพจ "Godd Dam" ได้นำภาพสลิปการโอนเงินปลอมมูลค่า 7 ล้านบาท มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ พร้อมระบุข้อความอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น "ค่าน้ำชา" โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้นำโพสต์ดังกล่าวพร้อมภาพสลิปปลอมไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จนสร้างความเสียหายและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เบื้องต้น ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เพื่อให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ที่มา : https://thaitv5hd.com/content/203023/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88-Godd-Dam-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF

กบน. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน!! ลดราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ยกเลิกค่าขนส่ง-ประกันภัยในโครงสร้าง ตรึงราคาน้ำมันชนิดอื่นลดภาระประชาชน

โครงสร้างใหม่ ราคาลงทันที กบน.เคาะ ดีเซล B7 ลด 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 0.50 บาท มีผลหน้าปั๊มพรุ่งนี้ สะท้อนราคาที่เป็นธรรม

(28 ตุลาคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569

การปรับลดราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ซึ่งเดิมคำนวณโดยสมมุติว่าน้ำมันขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ ต้นทุนเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่แฝงอยู่ในราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน โดย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ171 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 139 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 253 ล้านบาท แต่ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทั้งมติ กบง. และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาพลังงานที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนต้องไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการบรรเทาภาระในยามวิกฤต และวางรากฐานโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในระยะยาว

POLITICS

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ECONBIZ

'นิพนธ์' ดันสงขลาสู่ศูนย์เทคโนโลยี!! นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตฯ เล็งตั้งฐานผลิต โดรน-หุ่นยนต์ มุ่งสู่ตลาดอาเซียนและโลก เชื่อมโยงการค้าชายแดนสะเดา

“นิพนธ์” ต่อยอดความร่วมมือไทย-จีน นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตสาหกรรมสงขลา เล็งตั้งฐานผลิตโดรน-หุ่นยนต์ ดันสะเดาสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการส่งออก

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะนักลงทุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Jin Yunqiang ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและเจ้าของบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) หุ่นยนต์ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมสงขลา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายหรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยมุ่งใช้พื้นที่อำเภอสะเดาเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังตลาดต่างประเทศ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายนิพนธ์ได้นำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพบกและภาคเอกชน เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การสื่อสาร และการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ตามคำเชิญของ Mr. Jin Yunqiang ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ ก่อนพัฒนามาสู่การเดินทางสำรวจพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลาครั้งนี้

สำหรับบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. เป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ โดรนสำหรับภารกิจต่าง ๆ หุ่นยนต์กู้ภัย ระบบสื่อสารฉุกเฉิน และอุปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดย Mr. Jin Yunqiang ได้แสดงความสนใจศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสายการผลิตบางส่วนเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม (อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา นายพิพัฒน์ หนูทอง ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (นิคมอุตสาหกรรมสะเดา) นายณัชชกิตติ์ พูลสวัสดิ์ ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลและอธิบายถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค โครงข่ายคมนาคม การผ่านแดน การขนส่งสินค้า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะนักลงทุน

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมสงขลาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงมีระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุน จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบสินค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

นายนิพนธ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของอำเภอสะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนสำคัญของภาคใต้ มีความใกล้ชิดกับด่านศุลกากรสะเดาและประเทศมาเลเซีย สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ปีนังได้ในระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลาประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ประมาณ 20กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบรางที่สามารถเชื่อมถึงท่าเรือน้ำลึกบัตเตอร์เวิดส์ ปีนัง ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสะดวกในการขนส่งสินค้าทั้งทางราง ทางบกและทางทะเล

จุดแข็งดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้จังหวัดสงขลาเป็นฐานการผลิต ประกอบ และกระจายสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยอาศัยโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มีการหารือ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิประโยชน์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับการผลิตหรือประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย (Local Content) การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่

นายนิพนธ์มองว่า จังหวัดสงขลามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ จากฐานเศรษฐกิจเดิมด้านการค้า เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

การนำนักลงทุนจีนลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่การแสวงหาโอกาสลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ รูปแบบการลงทุน สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขด้านกฎหมาย เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ในอนาคต

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 !! องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026 จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่ง พร้อมข้อมูลพนักงานกว่า 300,000 คน สะท้อนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย จาก 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก
ในผลสำรวจ World’s Best Employers 2026 โดย Forbes ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด Statista สำรวจข้อมูลจากพนักงานกว่า 300,000 คนในกว่า 50 ประเทศ เพื่อค้นหาบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของรายได้และสวัสดิการ การยกระดับทักษะ โอกาสการเติบโต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของ ปตท. ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล รวมถึงศักยภาพของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติที่สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ปตท. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บางจากฯ ย้ำมาตรการหุ้น!! อายัดหุ้นเฉพาะราย หุ้นที่เหลือไม่เกี่ยวข้องคดี ตั้งกรรมการเฉพาะกิจดูแล ยืนยันดำเนินธุรกิจตามปกติ

บางจากฯ ย้ำการอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะราย
หลังรัฐแถลงคืบหน้าคดีฟอกเงิน ยืนยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว

LITE

30 ตุลาคม 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

ที่มา : สํานักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

28 ตุลาคม 2539 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรแสงสีเสียงและเรือพยุหยาตราฯ

วันนี้ในอดีต สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้การถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เนื่องในโอกาสปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของในหลวง รัชกาลที่ 9 นับเป็นครั้งที่ 2 ในการเสด็จเยือนประเทศไทย

ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยังพระตำหนักสิริยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทอดพระเนตรการแสดงแสงสีเสียงที่วัดไชยวัฒนาราม ทอดพระเนตรขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ยังได้เสด็จไปยังโรงเรียนสตรีวิทยา ในขณะที่เจ้าชายฟิลิปเสด็จไปวางพวงมาลาที่สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่จังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยทั้งสองพระองค์และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังบางปะอิน จ. อยุธยา และ จ.เชียงใหม่

27 ตุลาคม 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน ปฏิรูประบบเงินไทยสู่ความทันสมัย เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

โลกกำลังเตรียมรับมือวิกฤตอะไร? รัฐบาล 20 ประเทศ สั่งสำรองอาหาร หน่วยข่าวกรองเตือนภัยรุนแรง ภัยไซเบอร์พุ่งกระทบอินเทอร์เน็ตกว้าง ชี้ไทยควรมีแผนสำรองระดับครัวเรือนถึงระดับชาติ

สาเหตุ...การแจ้งเตือนพลเมืองให้เตรียมรับเหตุวิกฤตเป็นเวลา 3-10 วัน ของรัฐบาลกว่า 20 ประเทศ

มีรัฐบาลอย่างน้อย 17-18 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) แจ้งเตือนให้ประชาชนของตนได้ทำการสำรองอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน และพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ถึง 1 สัปดาห์ ตัวอย่างเช่น:
• สหราชอาณาจักร: เปิดตัวแคมเปญ "Be Ready" เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับ 3 วันเพื่อรับมือหากระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก

• ญี่ปุ่น: ประกาศแผนเตรียมความพร้อมระดับชาติในวันที่ 26 ตุลาคม แนะนำให้สำรองเสบียง 3 วันถึง 1 สัปดาห์ โดยเตรียมเปิดตัวหน่วยงานจัดการภัยพิบัติใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

• ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเชีย: เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน ต่างออกคำแนะนำที่คล้ายกัน

• หมายเหตุ: ทางการแต่ละประเทศระบุว่า เป็นมาตรการ สร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติตามปกติ (เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยไซเบอร์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน) ไม่ใช่การเตือนว่ากำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามแต่อย่างใด

คำเตือนจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI5) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 Sir Ken McCallum ผู้อำนวยการใหญ่ของ MI5 ได้ออกบทความเตือนเนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ว่า โลกอาจต้องเผชิญกับ "ภัยคุกคามครั้งใหญ่" หรือ "ความช็อกทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่" ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นในจุดที่หน่วยข่าวกรองไม่ได้จับตามอง และรูปแบบการโจมตีทางยุทธศาสตร์ในอนาคตจะไม่เหมือนกับในอดีตอย่างแน่นอน ต่อมาในเดือนตุลาคมเขายังได้เตือนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้ก่อการร้ายอาจใช้เทคโนโลยี AI หรือโดรนในการเพิ่มศักยภาพการโจมตี

เหตุการณ์ "Black October" ในแวดวงไซเบอร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้นิยามช่วงเวลานี้ว่าเป็น "Black October" เนื่องจากมีการตรวจพบภัยคุกคามและช่องโหว่ร้ายแรงทางคอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
• ช่องโหว่ PHP2Shell: มีการตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงในภาษา PHP (ซึ่งขับเคลื่อนเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก) ทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล และตรวจพบความพยายามโจมตีหลายล้านครั้งจนหน่วยงานความมั่นคงหลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวเพื่ออัปเดตแพตช์ความปลอดภัย
• การลดกำแพงทางเทคนิคโดย AI: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เครื่องมือ AI ในปัจจุบันช่วยให้แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่และโจมตีระบบได้รวดเร็วขึ้นแบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

เมื่อนำข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาประมวลพิจารณา สรุปได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นการรวมกันของ การรณรงค์เตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของหลายประเทศ, คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยข่าวกรอง และ วิกฤตช่องโหว่ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้

ประเทศไทยควรต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตระดับโลกก่อน แล้วจึงเริ่มเตรียมความพร้อม ควรใช้แนวทาง 72 ชั่วโมงเป็นมาตรฐานเริ่มต้น และขยายเป็น 7 วันสำหรับครัวเรือนที่มีความพร้อม
- ระดับครัวเรือน: อาหาร น้ำ ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
- ระดับชุมชน: จุดพักพิง แผนอพยพ และระบบแจ้งเตือน
- ระดับจังหวัด: แผนสำรองไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสาร
- ระดับประเทศ: ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ไซเบอร์ และโลจิสติกส์

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเราต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามในการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดี มันคือการลงทุนให้ตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา คือการมีสุขภาพแข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม”

Longevity ในแบบพลอย เบนซ์ทองหล่อ จากกีฬาวัยเด็กสู่การลงทุนกับสุขภาพเพื่อวันข้างหน้า

 

การปลูกฝังให้เด็ก ๆ เล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายหรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง ‘ต้นทุนทางสุขภาพ’ และ ‘ทักษะ’ ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ ซึ่งพร้อมจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ในวันที่พวกเขาเติบโต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “คุณพลอย-พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ที่ประสบการณ์การถูกบังคับให้เล่นกีฬาในวัยเด็ก ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสุขภาพ และหล่อหลอมมุมมองในการดูแลตัวเอง เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรง (Longevity) ในวันนี้

 

นี่คือเรื่องราวการลงทุนเพื่อสุขภาพ ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความสม่ำเสมอและการจัดสรรเวลาให้ตัวเอง

 

จากความเบื่อหน่ายในวัยเด็ก สู่กีฬาโปรดในวัยผู้ใหญ่

 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของคุณพลอยก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ลองทำกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอคือการถูกผลักดันให้รู้จักกับกีฬากอล์ฟ

 

“ตอนเด็ก ๆ คือเล่นหลายอย่างค่ะ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส คุณแม่อยากให้ลอง แต่สุดท้ายแล้วทั้งคุณพ่อคุณแม่อยากให้ตีกอล์ฟ เรียกว่าบังคับก็ได้ เพราะเราไม่ชอบเลย ความคิดตอนเด็กคือต้องเจออากาศร้อน ๆ ใช้เวลานาน ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบและเบื่อมาก ๆ ส่วนชีวิตวัยรุ่น พลอยก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง เพียงแต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวแถมเป็นผู้หญิง พ่อกับแม่ก็ห่วงเป็นพิเศษ เวลาไปไหนจะมีพี่เลี้ยงหรือคนขับรถไปด้วยตลอด ช่วงนั้นกิจกรรมเยอะ ได้ไปทำนู่นทำนี่หลากหลาย แต่เรายังเด็ก เลยไม่ได้มองว่ามีความจำเป็นต้องออกกำลังกายให้หนัก”

 

แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่เต็มใจ แต่ทักษะที่ถูกปลูกฝังในวันนั้น กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในวันนี้

.

“จากที่ไม่ชอบในตอนนั้น พอมาถึงวันนี้กอล์ฟกลายเป็นกีฬาที่ ‘ชอบมาก’ และกลับรู้สึกดีใจด้วยที่โดนบังคับตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพราะพอโตแล้วอยากจริงจังเรื่องนี้ เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ใหม่ เรามีวงสวิงติดตัวมา พอจะเล่นจริง ๆ แค่ให้โปรปรับวงนิดหน่อยก็เริ่มตีได้ ทุกวันนี้รู้สึกสนุกขึ้นมากค่ะ”

 

“การไปออกรอบก็แล้วแต่ช่วงเวลาเลย ในหนึ่งเดือนต้องพยายามไปให้ได้ ช่วงที่อินมาก ๆ ก็อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าจัดเวลาไม่ได้จริง ๆ ก็ไปทุก 2 อาทิตย์ พลอยจะไปออกรอบกับเพื่อน ไปครั้งหนึ่งก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เพราะตี 18 หลุมใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง รวมเดินทางก็คือหมดไปทั้งวันเลย พลอยไม่ได้ตีเป็นทัวร์นาเมนต์หรือไปแข่งนะ แต่เป็นการตีเล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุกสนานมากกว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนและเล่นกีฬาที่ชอบด้วย”

 

จัดสรรเวลา เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและดูแลหัวใจ

 

นอกเหนือจากกีฬากอล์ฟ การจัดสรรเวลาเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นสิ่งที่คุณพลอยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วย และการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

 

“การออกกำลังกายที่พลอยจัดให้ตัวเอง มองว่าเป็นสิ่งเพื่อสุขภาพค่ะ อย่างเช่นการคาร์ดิโอให้หัวใจเต้นถึงความเร็วระดับหนึ่ง อายุขนาดนี้อาจจะต้องออกกำลังกายหัวใจด้วย แล้วก็เล่น Weight Training ควบคู่กันไปเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็น 2 อย่างที่พลอยให้ความสำคัญ ใน 1 สัปดาห์ก็จะจัดสรรเวลาเพื่อให้ได้ทั้งกล้ามเนื้อและให้หัวใจทำงานด้วย”

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาใส่ใจการออกกำลังกายเชิงบำบัดอย่าง ‘พิลาทิส’ (Pilates) มาจากปัญหาสุขภาพที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก

 

“จุดเริ่มต้นจริง ๆ เกิดจากที่พลอยเคยมีอาการปวดคอมาก ๆ ในหนึ่งเดือนจะมีวันที่พลอยปวดคอ ปวดหัวมาก ๆ 2-3 วันเลย อาการแต่ละครั้งทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ อาเจียนตลอด ต้องนอนพักยาว ๆ เหมือนหายไปจากทุกคนเลย พออาการดีขึ้นก็กลับไปเป็นอีก วนอยู่แบบนี้ค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่มันเป็นการรักษาปลายเหตุ เช่น ไปฉีดยาแก้ปวดหรือทำกายภาพ ซึ่งสำหรับพลอยมันอาจจะดีขึ้นหน่อย แต่ไม่ได้ทำแล้วหายเลย”

 

“แต่พอมาลองพิลาทิส ยอมรับเลยว่าอาการปวดทุเลาลงไปเยอะมาก พลอยรู้สึกโชคดีที่เจอครูที่เข้าใจอาการและวิธีแก้ปัญหาของเรา ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ แก้อาการ จัดท่าทางใหม่ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อด้วย พอเห็นว่าช่วยให้อาการดีขึ้นได้จริง พลอยเลยพยายามฝึกมาอย่างต่อเนื่องค่ะ”

 

แม้จะสนใจกีฬาอื่นเพิ่มเติม แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตที่สุด

 

“เห็นว่าตอนนี้มีเทรนด์คนหันมาชอบเทนนิสกันเยอะขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยเรียนมาเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเล่นนะ เพราะพลอยเป็นคน Active ชอบออกกำลัง ชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ถามว่าตอนนี้ทำได้ไหม... ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ (หัวเราะ) เนื่องด้วยภารกิจเรื่องงานต่าง ๆ ที่ต้องคอยจัดการดูแล”

 

จุดเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน

 

เรื่องของอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ คุณพลอยมีจุดเปลี่ยนจากคนที่กินทุกอย่าง สู่การเป็นคนที่รู้จักเลือก เพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพระยะยาว

 

“ตอนเด็กกินปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษค่ะ พลอยกินได้ทุกอย่างและหลากหลาย ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง อาหารไทย จนตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนนั้นตัวใหญ่มาก เพราะอาหารที่เสิร์ฟมาจานใหญ่มาก เราอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ กินเยอะขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนพ่อกับแม่ไปเยี่ยม ตอนนั้นตัวบวมเลย พอหลังจากนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้เริ่มหันมาสนใจตัวเอง ระวังเรื่องอาหารเพื่อรักษาหุ่น แล้วมันก็ค่อย ๆ ต่อเนื่องมาสู่การดูแลสุขภาพ”

 

กฎเหล็กในการดูแลสุขภาพของคุณพลอย คือการบอกลาความหวาน และหันมาโฟกัสสารอาหารที่จำเป็น

 

“ตอนนี้จะหลีกเลี่ยงพวกน้ำตาลเป็นหลักค่ะ ช่วงหนึ่งเคยติดน้ำอัดลมมาก ตื่นเช้ามาต้องดื่มก่อนเลย แต่พออยากผอมก็เริ่มหาข้อมูล พบว่า ‘น้ำตาล’ เป็นอย่างแรกที่ต้องลด จากนั้นพลอยก็ตัดเลย ไม่ดื่มน้ำอัดลม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจนเป็นนิสัย กินทุกอย่างจืดหมด กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียวก็สั่งแบบหวานศูนย์ ทำจนชินและรู้สึกว่ารสชาติแบบนี้อร่อย บางทีคนรอบข้างมาชิมก็ร้อง ‘โอ้โห ไม่หวานเลยเหรอ’ แต่เราทำมานานมากจนชินกับรสชาติไม่มีน้ำตาลไปแล้ว”

.

“ส่วนอาหารที่เลือก ด้วยอายุที่เยอะขึ้น หมอที่ดูแลสุขภาพก็บอกว่าสิ่งที่สำคัญคือ ‘โปรตีน’ พลอยเลยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่พลอยไม่ได้ทำอาหารนะ เราก็เน้นอะไรง่าย ๆ ที่หาได้ในแต่ละวัน เช่น ไข่ต้ม หรือพวกเครื่องดื่มต่าง ๆ พลอยไม่ได้เข้มงวดว่าต้องเป็นอาหารจากบ้านเท่านั้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ ฟาสต์ฟู้ดก็ได้ พื้นฐานเรากินได้หมด เพียงแต่ใช้วิธีเลือกและกำหนดลิมิตเอา เช่น อยากกินเค้กก็กิน แต่เราอาจจะชิมแค่ 1-2 คำ ไม่ถึงขั้นกินคนเดียวหนึ่งชิ้น ถือคติอยากกินก็กิน ไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น”

 

“ส่วนรูปร่างปัจจุบันก็พอใจไปตามอายุค่ะ เวลาตรวจสุขภาพก็ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ ทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำตาล รู้สึกว่านี่คงเป็นผลจากสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด”

 

การลงทุนเพื่อสุขภาพ... สุขภาพดีคือสมบัติล้ำค่า

 

ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้ผู้บริหารแห่งเบนซ์ทองหล่อตกผลึกถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าสุขภาพดี ซึ่งมีค่ามากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก

 

“พลอยรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะขึ้น อาการป่วยหรือโรคต่าง ๆ มันมาง่ายและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ไม่ให้เราไปถึงจุดนั้น รู้สึกว่าสิ่งที่เราลงทุนไป ทั้งเวลา การออกกำลังกาย การปรับเรื่องกิน มันเหมือนลงทุนให้ตัวเอง เพราะเราทำก็คือเราได้ พลอยไม่ได้มองว่าจะทำเพื่อหุ่นดีแล้ว แต่ทำเพื่อสุขภาพมากกว่า เพราะเราไม่อยากแก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากเป็นภาระใครด้วย”

 

“จริง ๆ เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพลอยมาก เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการได้มา ถ้าคนมีมุมมองและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พลอยว่าการได้มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมา จะทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอายุจะมากขึ้นก็ตามค่ะ”

 

เรื่องราวของคุณพลอยสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่เคร่งเครียด แต่เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการเลือกกินและการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการลงทุนกับสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับวันข้างหน้า

เปิดตำนาน “ซิโก้” แข้งไทยผู้ทลายกำแพงอคติ จากซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งในบ้านเกิด สู่ฮีโร่ขวัญใจเวียดนาม ไอคอนลูกหนังสองแผ่นดิน

ซิโก้ ยอดตำนานสองแผ่นดิน ผู้เป็นสะพานเชื่อมไทย และ เวียดนาม

ในโลกของลูกหนัง คำว่า คู่ปรับ มักมาพร้อมกับกำแพงความเกลียดชัง และศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ ยิ่งในเวทีฟุตบอลอาเซียนระหว่าง ไทย กับ เวียดนาม ด้วยแล้ว กำแพงนั้นยิ่งสูงชันจนแทบมองไม่เห็นอีกฝั่ง จนมีวลีที่ว่า “แพ้ใครก็แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้คู่แค้นร่วมภูมิภาคเด็ดขาด”

ท่ามกลางบรรยากาศอันดุเดือดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กลับมีชายไทยคนหนึ่งตัดสินใจก้าวข้ามกำแพงแห่งความขัดแย้งนั้นไป เขาไม่ได้เดินข้ามไปด้วยความก้าวร้าว ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมือง หรือแม้แต่เงินตรา

แต่ข้ามไปพร้อมกับ รอยยิ้ม และ ฝีเท้าอันยอดเยี่ยม จนกลายเป็นไอคอน และได้รับการยกย่องจากชาวเวียดนามราวกับเขาเป็นลูกชายของแผ่นดิน ชายคนนั้นคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ปรากฏการณ์ Zico Fever

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ฟุตบอลเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่สร้างลีกอาชีพที่เรารู้จักกันในชื่อ “วีลีก” โครงสร้างสโมสรในยุคนั้นยังเป็นเพียงทีมท้องถิ่น พวกเขากำลังโหยหาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะมายกระดับ

ขณะที่ ฝั่งไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่ง เป็นกัปตันทีมชาติไทย และเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจคนทั้งประเทศ กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของชีวิตการค้าแข้งถึงขนาดได้เซ็นสัญญาไปร่วมทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในศึก ดิวิชัน 1 เดิมของอังกฤษ

แม้ไม่ประสบความสำเร็จกับในเมืองผู้ดี แต่ความพลิกผันระดับประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง ฮอง อันห์ ยาลาย ภายใต้การนำของ ด่วน เหงียน ดึ๊ก เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ และเกษตรกรรมเวียดนาม ได้ทุ่มเงินมหาศาลดึงตัว ซิโก้ ไปร่วมทีม

ในเวลานั้น สื่อมวลชน และแฟนบอลไทยต่างตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า เหตุใดดาวยิงอันดับหนึ่งของประเทศถึงเลือกไปเล่นในลีกที่มาตรฐานยังเป็นรอง ? นี่เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ซิโก้ ไม่ได้แค่ย้ายไปรับค่าเหนื่อยก้อนโต และเล่นให้ครบตามสัญญา แต่เขาระเบิดฟอร์มถล่มประตูเป็นว่าเล่น พา ฮองอันห์ ยาลาย ผงาดคว้าแชมป์วีลีก 2 สมัยซ้อนในปี 2003 และ 2004

ภาพแฟนบอลชาวเวียดนามหลายหมื่นคนพากันหลั่งไหลเข้าสนามจนแตกทะลัก เพียงเพื่อมาชมฝีเท้าของนักเตะไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อเวียดนามขนานนามว่า Zico Fever ที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

เด็กๆ สวมเสื้อหมายเลข 13 ของเขา ผู้คนพูดถึงแต่ชื่อเขา นั่นคือวินาทีแรกที่กำแพงแห่งความเกลียดชังระหว่างชาติ ถูกพังทลายลงด้วยลูกฟุตบอลที่ส่งไปซุกก้นตาข่าย

มากกว่าฝีเท้า คือ หัวใจ และการยอมรับในความเป็นมนุษย์

หากฝีเท้าบนสนาม คือ เหตุผลเดียว ซิโก้ คงเป็นได้เพียงแข้งต่างชาติราคาแพงที่แฟนบอลเวียดนามชื่นชมแล้วลืมไป แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจในหัวใจของคนเวียดนาม คือ ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติ และความถ่อมตน

ในยุคที่กระแสความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลสองชาติยังคุกรุ่น นักเตะต่างชาติหลายคนอาจเลือกวางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือรักษาระยะห่าง แต่ ซิโก้ กลับเลือกทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ซิโก้ ใช้เวลาว่างศึกษาภาษาเวียดนามอย่างจริงจัง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่ศัพท์ฟุตบอล แต่พยายามสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม สื่อมวลชน และแฟนบอลด้วยภาษาเวียดนาม

ความพยายามนี้ทำให้คนเวียดนามสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ว่าชายคนนี้ไม่ได้มองพวกเขาเป็นแค่ที่สร้างรายได้ แต่มองด้วยความเคารพ และให้เกียรติอย่างแท้จริง

ไม่ว่าเขาจะยิงประตูได้มากมาย หรือถูกแฟนบอลฝั่งตรงข้ามกดดันด้วยเสียงโห่ในการเป็นทีมเยือน ซิโก้ มักจะรับมือด้วยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ความใจเย็น และความสุภาพอ่อนน้อม

สมัยที่ ซิโก้ อาศัยอยู่ในเมืองเพลย์กู ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฮองอันห์ ยาลาย ยุคนั้นเมืองท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ยังคงมีความยากลำบาก แต่เขาใช้ชีวิตราวกับชาวบ้านคนหนึ่ง กินอาหารท้องถิ่น และทำตัวติดดิน จนทำให้ชาวเวียดนามรู้สึกว่า เขาไม่ใช่นักเตะแปลกหน้าจากชาติคู่แข่งอีกต่อไป

สะพานเชื่อมสองแผ่นดิน

เวลาผ่านไปนับสิบปี ซิโก้ แขวนสตั๊ด ผันตัวมาเป็นกุนซือ พาทีมชาติไทยชุดใหญ่ก้าวสู่ยุคทองด้วยสไตล์ “Tiki-Taka” คว้าแชมป์มากมาย

แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ยังคงผูกพันกับแผ่นดินเวียดนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปรับงานคุมทัพ ฮองอันห์ ยาลาย หรือการขยับไปคุมทีม กงอัน ฮานอย ในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ไม่ว่า ซิโก้ จะสวมเสื้อของทีมไหน หรือยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในฐานะโค้ชคู่แข่ง ปฏิกิริยาของแฟนบอลเวียดนามที่มีต่อเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ทุกครั้งที่เขาก้าวลงสู่สนาม เสียงปรบมือและเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ซิโก้! ซิโก้!” จะดังกระหึ่มทันที

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มรดกที่เขาทิ้งไว้บนแผ่นดินเวียดนามไม่ได้มีเพียงถ้วยรางวัล หรือสถิติการยิงประตูที่ยากจะทำลาย

แต่มันคือ บทเรียนเรื่องการใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงผู้คนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ชายคนนี้แสดงให้เห็นว่า กำแพงแห่งอคติ ความชาตินิยม หรือความเคียดแค้นในกีฬาสามารถทลายลงได้ หากเราเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ การให้เกียรติวัฒนธรรมของผู้อื่น และการปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี

เรื่อง : Che GuevarA

WORLD

“ซัมซุง” รายได้พุ่ง!! กำไรไตรมาสสามพุ่ง 783% ธุรกิจชิปหนุนผลประกอบการ รายได้สูงสุดติดต่อกัน 4 ไตรมาส เน้นหน่วยความจำ AI คาดโตต่อเนื่อง

โซล, 30 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ รายงานผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) ของปี 2026 อยู่ที่ 107.4 ล้านล้านวอน (ราว 2.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 783.1 จากปี 2025 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 105.7 ล้านล้านวอน (ราว 2.67 ล้านล้านบาท)

ขณะที่รายได้อยู่ที่ 195.3 ล้านล้านวอน (ราว 4.92 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 126.9 และกำไรสุทธิอยู่ที่ 75.14 ล้านล้านวอน (ราว 1.89 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 514.6 ซึ่งผลกำไรจากการดำเนินงานและรายได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่แล้ว

ผลประกอบการโดดเด่นของซัมซุงมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสร้างกำไรจากการดำเนินงาน 106.5 ล้านล้านวอน (ราว 2.68 ล้านล้านบาท) และทำรายได้ 147.1 ล้านล้านวอน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสสาม เนื่องมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ซัมซุงระบุว่าบริษัทบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมขยายการจำหน่ายหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่น 4 (HBM4) โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2027 ตามระบบนิเวศเอไอที่ขยายตัว ขณะที่อุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอจะสูงกว่าอุปทานของอุตสาหกรรมอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2026

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ ปฏิรูปพรรคคอมมิวนิสต์!! มติเน้นควบคุมพรรคเข้มงวดเด็ดขาด ย้ำมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่อง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา 5 มิติ วางเป้าสู่สังคมนิยมทันสมัยแบบจีน

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

อยากรู้มั้ย การประชุมลับ #สีจิ้นผิง และตัว Top #พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วง 26-29 ตุลาคมนี้ มีผลอย่างไร ?

หลังจากอ่านแถลงการณ์ฯ ที่เผยแพร่ทางการเมื่อหัวค่ำวันนี้แล้ว อ.ษรสรุปได้ 3 คำ คือ “เข้มงวด เด็ดเดี่ยว ต่อเนื่อง” !!!

นี่คือ หัวใจแกนหลักผลการประชุม #คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน 🇨🇳 ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC) และทางการจีนเพิ่งเผยแพร่เอกสาร #แถลงการณ์ การประชุมเต็มคณะฯ ในวันนี้ (29.10.2026)

Key Message คือ การรับรองมติว่าด้วย #การควบคุม และบริหารจัดการพรรคอย่าง #เข้มงวด และรอบด้านอย่าง #เด็ดเดี่ยว และ #ต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

สรุปผลการประชุมฯ ดังนี้

(1) วาระและมติสำคัญของการประชุม
* การรับรองมติ #การปฏิรูปพรรค:

ที่ประชุมได้พิจารณาและผ่านมติว่าด้วย #การเดินหน้าควบคุมพรรคอย่างเข้มงวด (Full and Rigorous Party Self-Governance) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ได้ส่งรายงานการทำงานของกรมการเมือง (Political Bureau) และชี้แจงร่างมติดังกล่าวด้วยตนเอง

(2) #ยกระดับความเข้มงวด และจัดการ #ปัญหาภายในพรรค
* #การต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต:
ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลางในการเผชิญหน้าและแก้ไข #ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และ #ขาดการควบคุมดูแลตัวเอง"

* การใช้ #มาตรการขั้นเด็ดขาด:
เน้นย้ำถึงการใช้ #มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา #คอร์รัปชัน การรับของขวัญที่ผิดกฎหมาย โครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง และการจัดเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย

(3) ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต
* ยึดมั่นในอุดมการณ์:
เรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

* มุ่งสู่ความทันสมัยแบบจีน :
ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น #ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ และขับเคลื่อนการ #ฟื้นฟูชาติ ผ่านกระบวนการสร้าง #ความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization)

(4) ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way" ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1.แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan)

ภาษาจีนเรียกว่า "#อู่เว่ยอี่ถี่" (五位一体) เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและ #สมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต:

* #ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

* #ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* #ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* #ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* #ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress)

2. ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy)

ภาษาจีนเรียกว่า "#ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" (四个全面) เป็น เครื่องมือและแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ:

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance)

( #วินัยพรรค เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้)

(5) ในประเด็น #เศรษฐกิจจีน 🇨🇳 แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า ….

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15
1-จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ #การรักษาเสถียรภาพ
2-ดำเนินการตาม #แนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่และจริงจัง เร่งสร้าง #รูปแบบการพัฒนาใหม่
3-ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม
4-ดึงศักยภาพของ #อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
5-เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป
6-ขับเคลื่อน #การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วย #นวัตกรรม

สำหรับรายละเอียดของ Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China จะอยู่ใน comment นี้

Credit : FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
https://www.facebook.com/share/p/19dB8Bvz74/?mibextid=wwXIfr

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน!! ร่วมมือจัดการบริษัทต้นเหตุไฟป่า หวังแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เน้นติดตามยึดคืนทรัพย์สินบริษัท เตรียมเพิ่มกฎหมายหมอกควันข้ามแดน

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน เอาผิดบริษัทต้นเหตุไฟป่าก่อหมอกควันข้ามแดน

เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) อินโดนีเซียและสิงคโปร์เห็นพ้องจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อจัดการกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่าซึ่งก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน ภายหลังอาร์มานาธา นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินโดนีเซีย และวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ หารือร่วมกันในเมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย

อาร์มานาธา นาซีร์ กล่าวว่าคณะทำงานจะประสานความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรองทางการเงิน การรวบรวมหลักฐานข้ามพรมแดน และการติดตามยึดคืนทรัพย์สินเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยทั้งสองประเทศหวังว่าความร่วมมือนี้ครั้งนี้จะช่วยยับยั้งบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่า และป้องกันเหตุไฟป่าที่ก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดนในอนาคต

ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) เกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เปิดเผยว่าสิงคโปร์เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายที่มีอยู่ อาทิ กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน และจะออกกฎหมายใหม่หากจำเป็นเพื่อเอาผิดบริษัทที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายอุดช่องโหว่การบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ และปรับปรุงกระบวนการสอบสวนและการดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ฟูยังกล่าวว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานกฎหมาย บริษัทตรวจสอบบัญชี และบริษัทสืบสวน เพื่อสนับสนุนการสอบสวนข้ามพรมแดนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท และห่วงโซ่อุปทานของบริษัทที่ถูกระบุชื่อไว้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งอินโดนีเซียและสิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยหน่วยงานในอินโดนีเซียระบุว่ามีพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน มากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ (ราว 11.87 ล้านไร่) ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ได้ออกประกาศแจ้งมาตรการป้องกันภายใต้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนต่อหลายบริษัทที่อาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top