Wednesday, 5 August 2026
NEWS

‘รัดเกล้า’ ถก 5 หน่วยงาน!! ยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง คุกล้นกระทบงบ–แพทย์–เครื่องมือ อนุ กมธ. เร่งยกระดับระบบสุขภาพในเรือนจำ พร้อมจับตาเครือข่ายหนุนหลังอาชญากร

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ชี้วิกฤต "คุกล้น" กระทบการดูแล จ่อลุย 3 ประเด็นร้อน สกัดคดีอุกฉกรรจ์ - โทษประหาร – แก้ความรุนแรงในครอบครัว

4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด แถลงผลการประชุมครั้งที่ 6 โดยมีตัวแทนจาก 5 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (รวมกรมสุขภาพจิต) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา

นางรัดเกล้า ระบุว่า การประชุมมุ่งเน้นการเจาะลึกปัญหาสุขภาวะและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "คุกล้น" มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพที่เรือนจำจะรองรับได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมือแพทย์ และบุคลากร อย่างไรก็ดี ทุกหน่วยงานพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังภายใต้ข้อจำกัด

ด้าน นายยุทธนา นาคเรื่องศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ร่วมชี้แจงถึงการยกระดับระบบบริการสุขภาพ ผ่านโครงการ "ราชทัณฑ์ปัญสุข" การคัดกรองโรคเบื้องต้นตั้งแต่แรกเข้า และการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ. ยังได้หารือถึงกรณีคดีอุกฉกรรจ์ของ "ป๋อง" ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยยืนยันว่าฝั่งนิติบัญญัติจะไม่นิ่งดูดาย และเตรียมหยิบยก 3 ประเด็นสำคัญมาศึกษาอย่างเข้มข้นในสัปดาห์ถัดไป ได้แก่
1.มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด พิจารณาข้อเรียกร้องของสังคมเกี่ยวกับบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายและการบังคับใช้
2.เครือข่ายและผู้หนุนหลัง ตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจให้การช่วยเหลืออาชญากร
3.การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เร่งสังคายนาปัญหาความรุนแรงในบ้าน ซึ่งเป็นต้นตอการหล่อหลอมอาชญากร แต่กลับได้รับแก้ปัญหาอย่างแผ่วเบาในสังคมไทย
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า คณะอนุ กมธ. จะเร่งสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ไทย–สหรัฐฯ จากมิตรประเทศสมัยสยาม!! สู่พันธมิตรยุทธศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย้อนบทบาทสหรัฐฯ ต่อไทย ก่อนสงครามโลกถึงเสรีไทย รากฐานมิตรภาพกว่า 190 ปี สร้างความสัมพันธ์บนผลประโยชน์และดุลอำนาจ

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.2)

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนปี 1939) สหรัฐอเมริกามีบทบาทต่อไทยในฐานะ "มิตรประเทศ" มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยความสัมพันธ์เน้นด้าน การค้า การทูต การศึกษา การแพทย์ การเผยแพร่ศาสนา มากกว่าการเมืองระหว่างประเทศ โดย:

1. สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในชาติตะวันตกกลุ่มแรกที่สร้างความสัมพันธ์กับสยาม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างสหรัฐฯ–สยาม ค.ศ. 1833 ซึ่งลงนามในรัชกาลที่ 3 โดยความสำคัญของสนธิสัญญาดังนี้

-เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกของสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชีย

-สหรัฐฯ ยอมรับเอกราชของสยาม

-เปิดการค้าระหว่างสองประเทศ

ไม่มีการยึดครองดินแดนหรือแทรกแซงทางการเมืองแบบมหาอำนาจอาณานิคมในยุโรป แม้สหรัฐฯ จะมีอาณานิคมในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ จึงทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจที่เป็นมิตร"

2. ไม่มีนโยบายล่าอาณานิคมในสยาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19

-อังกฤษครอบครองพม่าและมลายู

-ฝรั่งเศสครอบครองอินโดจีน

แต่สหรัฐฯ ไม่เคยเรียกร้องดินแดนจากสยาม และไม่มีความพยายามทำให้สยามตกเป็นอาณานิคม สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลสยามใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจตะวันตก

3. การศึกษาและการแพทย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทย แม้ว่าการเปลี่ยนศาสนาจะมีไม่มาก ผลงานสำคัญ ได้แก่

-การนำการพิมพ์สมัยใหม่เข้ามา

-การจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทย

-การเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์ตะวันตก

-การปลูกฝีป้องกันโรค

-การก่อตั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล

บุคคลสำคัญคือ นพ.แดน บีช แบรดลีย์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการแพทย์แผนตะวันตกและการพิมพ์ในสยาม

4. การค้า ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง โดย สินค้าสำคัญของไทย ได้แก่

-ข้าว

-ดีบุก

-ไม้สัก

-ยางพารา

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

-เครื่องจักร

-เครื่องมืออุตสาหกรรม

-รถยนต์

-สินค้าอุปโภคบริโภค

แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ใช่คู่ค้าอันดับหนึ่ง (อังกฤษมีบทบาทสูงกว่า) แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

5. สนับสนุนการคงอยู่ของเอกราชไทย แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการต่อรองเขตแดน แต่การดำรงความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจหลายฝ่าย รวมทั้งสหรัฐฯ ช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการทูตในการรักษาเอกราชท่ามกลางการแข่งขันของจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส

6. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สหรัฐฯ ยอมรับรัฐบาลใหม่ของไทยอย่างรวดเร็ว และยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ความสัมพันธ์ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้โลกจะเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

7. ความร่วมมือทางทหาร ก่อนปี 1939 ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีค่อนข้างจำกัด

-ไม่มีสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร

-ไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย

-มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการติดต่อทางทหารในระดับจำกัด

บทบาทด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939–1945) ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่สหรัฐฯ ยังคงมองว่า "ประชาชนไทยไม่ได้เป็นศัตรู" และให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายในประเทศ

1. ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย (1939–1941) ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยประกาศวางตัวเป็นกลาง สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตามปกติ และติดตามสถานการณ์ในเอเชียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายอำนาจของญี่ปุ่น

2. ญี่ปุ่นบุกไทย (8 ธันวาคม 2484) วันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุดในประเทศไทย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ตัดสินใจยุติการสู้รบและยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่าน ก่อนจะพัฒนาเป็นความร่วมมือทางทหาร

3. ไทยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช ปฏิเสธที่จะส่งคำประกาศสงครามให้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึง ไม่ถือว่าไทยอยู่ในสถานะศัตรูโดยสมบูรณ์ ต่างจากสหราชอาณาจักรที่ถือว่า ไทยเป็นประเทศคู่สงคราม

4. การสนับสนุนขบวนการเสรีไทย บทบาทสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือการสนับสนุน ขบวนการเสรีไทยในสหรัฐฯ ผ่าน สำนักงานบริการยุทธศาสตร์ (OSI) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองในช่วงสงคราม (ต้นกำเนิดของ CIA)

-ฝึกเจ้าหน้าที่เสรีไทย

-ส่งอุปกรณ์สื่อสารและอาวุธ

-ลักลอบส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเทศ

-ประสานงานข่าวกรอง

เตรียมแผนช่วยปลดปล่อยประเทศไทยจากญี่ปุ่น

ขบวนการเสรีไทยในประเทศมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำสำคัญ ขณะที่เสรีไทยในสหรัฐฯ นำโดย มรว.เสนีย์ ปราโมช

5. การโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้สหรัฐฯ จะสนับสนุนเสรีไทย แต่ก็โจมตีเป้าหมายทางทหารในประเทศไทย เนื่องจากญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

-ทางรถไฟ

-สะพาน

-สนามบิน

-คลังเชื้อเพลิง

-โรงงาน

-ท่าเรือ

สหรัฐฯ ระบุว่า จุดมุ่งหมายคือการตัดกำลังของญี่ปุ่น ไม่ใช่ทำลายประเทศไทยในฐานะประเทศศัตรู

6. สิ้นสุดสงคราม เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 ขบวนการเสรีไทยเข้าควบคุมสถานการณ์หลายพื้นที่ และประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐฯ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น ผลคือ

-ไทยไม่ถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร

-ไทยไม่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศผู้แพ้สงคราม

-ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

7. ผลต่อความสัมพันธ์หลังสงคราม บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามวางรากฐานให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามเย็น ต่อมา ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้าน

-ความมั่นคง

-เศรษฐกิจ

-การพัฒนา

-การศึกษา

-การทหาร

จนไทยได้รับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต จากสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

30 ปี กองทุนอนุรักษ์พลังงาน!! จากทุนอนุรักษ์พลังงานสู่ผลลัพธ์จริง ลงทุน 1.42 แสนล้าน สร้างผลประหยัดกว่า 5.16 แสนล้านบาท ส.กทอ.ชี้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนลดต้นทุนพลังงานชาติ

เปิดสถิติ 30 ปีกองทุนอนุรักษ์ฯ

แปลงทุนสนับสนุนสู่ผลประหยัดพลังงานกว่า 5 แสนล้านบาท

ส.กทอ.เปิดสถิติการจัดสรรทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจัดสรรโครงการไปแล้วมากกว่า 142,000 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท หรือเกิดการประหยัดเป็นจำนวนเงินมากกว่างบที่จัดสรรกว่า 3 เท่าตัว

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยถึงการจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 พบว่า ในภาพรวมมีการจัดสรรทุนให้กับโครงการ 14,870 โครงการ เป็นวงเงินประมาณ 142,306 ล้านบาท และเกิดผลรวมประหยัดพลังงานประมาณ 21,287 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการจัดสรรทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรงงานและอาคารทั้งในข่ายควบคุมและนอกข่ายควบคุม หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และกลุ่มเกษตรกรซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ดำเนินการเป็นระยะๆ ในช่วงแรกปี พ.ศ. 2538 - 2547 อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ก่อนมีกระทรวงพลังงาน ต่อมาตั้งแต่ปี 2548 ได้โอนมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงพลังงาน จนกระทั่งในปี 2562 การถ่ายโอนภารกิจมาเป็นของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือ ส.กทอ.ในปัจจุบัน

กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม จนเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม 

ภายหลังจากการจัดสรรทุนให้กับโครงการได้หยุดไปในช่วงปี 2566 – 2567 และเริ่มมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1,253 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานได้ประมาณ 171.26 ktoe/ปี คิดเป็นผลที่ประหยัดได้ราว 7,948 ล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุน Solar Rooftop/Farm ในหน่วยงานราชการ 141 แห่ง พื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 817 แห่ง โรงเรียนรัฐ/โรงพยาบาลรัฐ 71 แห่ง กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง รัฐ/รัฐวิสาหกิจ 95 ระบบ รวม 1,134 ระบบ หรือ 19.87 MW คิดเป็นมูลค่าทดแทนไฟฟ้า 111.41 ล้านบาท/ปี 

ทั้งนี้ ยังสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานครอบคลุมการสนับสนุนอาคาร/โรงงานควบคุม กว่า 600 แห่ง ให้ดำเนินการด้านพลังงานตาม พ.ร.บ. และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุน กว่า 760 ล้านบาท/ปี จากผู้ประกอบการโรงงาน/อาคาร ที่ลงทุนปรับปรุง/ติดตั้งอุปกรณ์มากกว่า 80 แห่ง เกิดผลประหยัดด้านพลังงานมูลค่ารวม 7,836.5 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงิน มุ่งเป้าลดค่าครองชีพประชาชนผ่านการสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในระบบประปาหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง ระบบบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภคกว่า 1,000 ระบบ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 74 พื้นที่ โรงพยาบาลรัฐกว่า 45 แห่ง พื้นที่ความมั่นคงชายแดนกว่า 800 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากผู้ประกอบการกว่า 200 แห่ง พลังงานทดแทนจากกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรกรกว่า 200 แห่ง

“30 ปีของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ได้สร้างเพียงตัวเลขการประหยัดพลังงานที่สูงกว่างบประมาณที่ลงทุนกว่า 3 เท่า แต่ยังสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดการลงทุน การขยายผลเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ซึ่งสะท้อนว่างบที่ใช้สนับสนุน เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” ผู้จัดการส.กทอ. กล่าวในท้ายที่สุด

ทะเลสร้างโอกาสใหม่!! "Blue Exercise" ต่อยอดธุรกิจน้ำ Surf Therapy พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เปลี่ยน Green Season เป็น Surf Season ดันนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ท้องถิ่น

เพราะทะเลเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน “Blue Exercise” เปลี่ยนคลื่นให้เป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจและการท่องเที่ยวไทย ไปกับ Surf Therapy – From Wave to Wellness

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเยี่ยมชมสถานที่ สู่การค้นหาประสบการณ์ที่ได้ “ลงมือทำ” เรียนรู้ทักษะใหม่ เชื่อมโยงกับผู้คน และสร้างความทรงจำระหว่างการเดินทาง การท่องเที่ยวในอนาคตจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องจำนวนแหล่งท่องเที่ยวหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กิจกรรม ที่พัก อาหาร การบริการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับผู้คนในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทาง “Value is the New Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย คือ Blue Exercise หรือกิจกรรม

การเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ทะเล แม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยสามารถพัฒนาผ่านกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board, Wake Board หรือกิจกรรมทางน้ำประเภทอื่น

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พังงา กระบี่ และจังหวัดชายฝั่งภาคใต้ Blue Exercise ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับนักกีฬาหรือผู้มีประสบการณ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักเดินทางรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้นหาประสบการณ์แตกต่างจากการเที่ยวทะเลในรูปแบบเดิม

จากกิจกรรมทางทะเล สู่สินค้าใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดในมิติการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นว่าทะเลสามารถเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่
โดย Surf Therapy ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการรักษาทางการแพทย์ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านกิจกรรม Surf ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การดูแล และการเรียนรู้ตามระดับความสามารถของผู้เข้าร่วม ประเทศไทยมีต้นทุนพร้อมต่อการพัฒนา Surf : Blue Exercise
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเล พื้นที่ชายฝั่ง โรงแรม ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก โอกาสสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีทะเลที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านี้มาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างรายได้เชื่อมโยงไปยังธุรกิจในพื้นที่ Blue Exercise จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Active Tourism และ Experience-based Tourism ที่เปลี่ยนจากการชวนนักท่องเที่ยวมา “ชมทะเล” ไปสู่การชวนให้เข้ามา “ใช้ชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับทะเล”

Memories Surf House กับวิสัยทัศน์การสร้าง Surf Community
หนึ่งในผู้ประกอบการที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของวัฒนธรรมเซิร์ฟในเขาหลัก จังหวัดพังงา คือ
ต๊ะ–ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House จังหวัดพังงา

Memories Surf House เกิดจากการนำประสบการณ์ของสองกลุ่มสำคัญในวงการเซิร์ฟเขาหลัก ได้แก่ Pakarang Surf School และ Better Surf Thailand มารวมกัน โดย Pakarang Surf School มีประสบการณ์ด้านการสอนเซิร์ฟในพื้นที่เขาหลักมากกว่า 15 ปี ขณะที่ Better Surf Thailand มีบทบาทในการสร้างกิจกรรมและขยายชุมชนนักเล่นเซิร์ฟในประเทศไทย (Memoriessurfhouse)
ในปี 2568 Memories Surf House ได้เริ่มสื่อสารตัวตนในฐานะบทใหม่ของวัฒนธรรมเซิร์ฟเขาหลัก โดยวางแนวคิดให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนเซิร์ฟ วิถีชีวิตชายฝั่ง กิจกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร และชุมชนเข้าด้วยกัน วิสัยทัศน์สำคัญของ Memories Surf House คือการทำให้เซิร์ฟเป็นกิจกรรมที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ลงทะเลเป็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวทั่วไป หรือผู้เล่นที่ต้องการพัฒนาทักษะ พร้อมกับยกระดับผู้ฝึกสอนท้องถิ่นและสร้างเส้นทางอาชีพให้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่

“สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในวันนี้ ถูกพัฒนาขึ้นไปจากเดิมมาก เขาต้องการกิจกรรมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ได้เรียนรู้ ได้รู้จักผู้คน และมีเรื่องราวประทับใจกลับไปเล่าต่อ ซึ่ง Surf สามารถสร้างประสบการณ์แบบนั้นให้กับการท่องเที่ยวไทยได้จุดแตกต่างตรงนี้ หากได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากหลายภาคส่วน จะเป็นฟันเฟืองส่งเสริมให้การท่องเที่ยวไทยมีความแตกต่าง มีพลังในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างมูลค่าทางการตลาดมหาศาลให้แก่ท้องถิ่นและประเทศไทย

— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช
ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House

เปลี่ยน Green Season ให้เป็น Surf Season
หนึ่งในโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไทย คือช่วง Green Season ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเลมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่สำหรับกลุ่มเซิร์ฟ คลื่น ลม และฝน กลับกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง การพัฒนาเซิร์ฟอย่างเป็นระบบจึงสามารถเปลี่ยนมุมมองจาก Low Season ให้กลายเป็น Surf Season และสร้างโอกาสใหม่ให้พื้นที่ชายฝั่ง

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรียนหรือเล่นเซิร์ฟ รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เชื่อมโยงไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ธุรกิจอุปกรณ์ ผู้จัดกิจกรรม และบริการอื่น ๆ ในพื้นที่
“กิจกรรม Surf สามารถปรับให้ Green Season เป็นฤดูกาลที่เราสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาได้ หากผู้ประกอบการมีการวางแผนกิจกรรมที่เหมาะสม มีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งความใส่ใจในการออกแบบประสบการณ์ของแต่ละผู้ประกอบการนั้น จะร่วมเป็นเหตุผลใหม่ในการเดินทางมาทำกิจกรรม Surf ของนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและจากต่างประเทศ” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

นักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ได้วัดจากการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของคุณต๊ะ นักท่องเที่ยวเซิร์ฟ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางทะเล จะมีลักษณะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้เวลาอยู่ในพื้นที่หลายวันเนื่องจากต้องเรียนรู้และรอสภาพคลื่นที่เหมาะสม หลายคนเดินทางกลับมายังจุดหมายเดิมซ้ำ รวมถึงมีการใช้จ่ายในธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่ค่าเรียน ค่าเช่าอุปกรณ์ ที่พัก อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมอื่นระหว่างการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเรียนรู้ เคารพพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน

เมื่อได้รับประสบการณ์และการดูแลที่ดี นักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถกลายเป็นผู้สื่อสารเรื่องราวของประเทศไทยผ่าน ภาพ วิดีโอ รีวิว และการบอกต่อไปยังเครือข่ายของตนเอง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวได้มากกว่าการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว “ในการเดินทางเดินทางหนึ่งทริปจะเกิดความทรงจำที่หลากหลาย แต่สำหรับการได้มาเซิร์ฟที่นี่ เขาจะจำได้ว่าใครเป็นคนต้อนรับ ใครช่วยให้เขากล้าลองเล่นเซิร์ฟครั้งแรก และเขารู้สึกอย่างไรในวันที่ลงทะเลและยืนบนแผ่นSurf ได้ ประสบการณ์และการดูแลที่ใส่ใจ คือสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากบอกต่อ และกลับมาอีกครั้ง ซึ่งที่ Memories Surf House เราใส่ใจในมาตรฐาน การดูแลความปลอดภัยของลูกค้า และมารยาทสากลที่ทาง Surf Coach ทุกท่านต้องผ่านการอบรม” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

จากโรงเรียนเซิร์ฟ สู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ
การเติบโตของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนโรงเรียนสอนเซิร์ฟเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ฝึกสอน การเช่าอุปกรณ์ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัก ร้านอาหาร การจัดกิจกรรม รวมถึงบริการต่าง ๆ ในพื้นที่สำหรับ Memories Surf House การพัฒนาเซิร์ฟไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนการสอน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์โดยรวม ตั้งแต่กิจกรรมทางทะเล วิถีชีวิตชายฝั่ง (Coastal Lifestyle) ไปจนถึงการพัฒนาผู้ฝึกสอนท้องถิ่นตามมาตรฐาน International Surfing Association และการสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Surf สามารถเติบโตเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกีฬา การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชายฝั่ง และชุมชนเข้าด้วยกัน หากมีการพัฒนามาตรฐาน ความปลอดภัย และการสื่อสารที่ชัดเจน แต่ละพื้นที่ก็สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางได้Blue Exercise: โอกาสใหม่ที่เริ่มต้นจากทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

การพัฒนา Blue Exercise ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยมีต้นทุนทั้งทรัพยากรทางทะเล ผู้ประกอบการ ที่พัก ร้านอาหาร และบุคลากรด้านบริการอยู่แล้ว
โจทย์สำคัญคือการนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมโยง สร้างมาตรฐาน และออกแบบเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าใหม่ ทั้งการสร้างรายได้ในช่วง Green Season การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การสร้างอาชีพ และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยจากจุดหมายสำหรับการพักผ่อน สู่จุดหมายของประสบการณ์ที่แตกต่างเพราะทะเลไทยไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะวันที่ท้องฟ้าสดใสและผืนน้ำสงบเท่านั้น แม้ในวันที่มีคลื่น ลม และสายฝน ทะเลก็ยังสามารถสร้างกิจกรรม ความทรงจำ และโอกาสใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และรายละเอียดการเรียนเซิร์ฟได้ทาง
Facebook และ Instagram: Memories Surf House

POLITICS

การเมืองสลายขั้ว? สูตร “ส้ม–แดง–เขียว” ถูกจับตา พรรคประชาชน เจอโจทย์ใหญ่ หากร่วมรัฐบาลกับอดีตคู่ขัดแย้ง ฐานเสียงจะรับได้แค่ไหน

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่

‘นิพนธ์’ ได้ความเป็นธรรม!! ศาลปกครองสูงสุดคงคำพิพากษา เพิกถอนคำสั่ง มท.1 สั่งพ้นจากตำแหน่ง ยืนยันความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำกระบวนการผิดขั้นตอนสำคัญ

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา

วันนี้(3สค.69) ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดรหัส ‘เนวิน’!! ไม่ใช่ไม่รู้กาลเทศะ แต่คือการสื่อสารการเมือง อ่านรหัส ‘เนวิน’ ผ่านเสื้อบุรีรัมย์ ภาพจำ “ครูใหญ่บ้านใหญ่” ที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องแบบทางการ

รหัสลับข้ามจารีต: อ่านสัญญาณการเมืองผ่าน “เสื้อบอล-ขาสั้น” ของ เนวิน ชิดชอบ

ในทางรัฐศาสตร์และสัญศาสตร์ (Semiotics) ร่างกายและเสื้อผ้าของนักการเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เพียวๆ แต่คือ “พื้นที่แสดงสารทางการเมือง” (Political Communication Device) ที่ผ่านการคำนวณและเลือกสรรมาอย่างแยบคาย

ภาพของคุณเนวิน ชิดชอบ ใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ ก้าวเข้าไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช—สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยจารีตประเพณี—จึงไม่ใช่เรื่องของความ "ไม่รู้กาลเทศะ" เพราะคนระดับอดีตรัฐมนตรีและคร่ำหวอดในวงการเมืองมาหลายทศวรรษ ย่อมทราบดีถึงกฎเกณฑ์กาลเทศะพื้นฐานของสังคมไทย

คำถามคือ การแต่งกายลักษณะนี้ในทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานลูกชาย จนถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือการแสดงอำนาจ สัญลักษณ์ทางการเมือง หรือมีนัยอื่นใดแฝงอยู่?

หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมนี้สามารถถอดรหัสได้ 3 มิติสำคัญ:

1. สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการทำลายบรรทัดฐาน (Power Projection & De-institutionalization):
ในทางกฎหมายและจารีต การแต่งกายตามกฎระเบียบ (Dress Code) คือการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ของสถาบัน/สถานที่นั้นๆ แต่การที่ “เนวิน” สามารถใส่ขาสั้น-เสื้อบอลเข้าไปปฏิบัตินำในพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง คือการประกาศ “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่ก้าวข้ามกฎระเบียบทั่วไป เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “กฎเกณฑ์ธรรมดาใช้บังคับกับตัวเขาไม่ได้” อำนาจของเขาเหนือกว่าบรรทัดฐานของสถานที่ และศูนย์กลางของงานไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม แต่อยู่ที่ “ตัวเขา”

2. การสร้างแบรนด์ดิ้ง “ครูใหญ่แห่งบ้านใหญ่” และสโมสรนิยม (Political Branding)
ชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ฯ กลายเป็น “ยูนิฟอร์มทางการเมือง” (Political Uniform) ประจำตัวของเนวินไปแล้ว มันคือการหลอมรวมความเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” การแต่งชุดนี้ไปทุกงานเท่ากับเป็นการขยายอาณาเขต (Territorial Expansion) และตอกย้ำแบรนด์ดิ้งความเข้าถึงง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่นแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ติดดิน (Populist Godfather)

3. การเปรียบเทียบกับบริบทต่างประเทศ: ถอดโมเดลนักการเมืองโลก
พฤติกรรมของเนวินมีความคล้ายคลึงกับนักการเมืองในเวทีโลกหลายคน เช่น:
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy): ที่สวมเสื้อยืดสีเขียวทหารเข้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในการประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ หรือพบผู้นำโลก เพื่อส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson): ที่จงใจทำผมยุ่งเหยิงหรือไม่ผูกไทในบางวาระ เพื่อปฏิเสธภาพลักษณ์นักการเมืองแบบฉบับเดิมๆ (Anti-establishment) สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนธรรมดา และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อระเบียบเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเนวิน ชิดชอบ มีมิติเฉพาะของ “วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่” แฝงอยู่ การใส่ขาสั้นไปงานสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธพิธีตระการตา แต่คือการสร้างภาพจำว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะบารมีและอำนาจที่แท้จริงสลักอยู่ในชื่อ เนวิน ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว”

สรุป:
การแต่งกายของเนวิน ชิดชอบ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องของความพลั้งเผลอหรือรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือ "ภาษาทางสัญลักษณ์" (Symbolic Language) ที่สื่อถึงอำนาจอันล้นพ้น การปฏิเสธจารีตเพื่อแสดงตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ และการตอกย้ำแบรนด์การเมืองแบบเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ใดในสังคมไทย

โดย อาจารย์อุ๋ย - ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02NSqhK4X7hvsN85v4HmMD1BcqK5W19A2yWZyhTS77VupvceXnjXYdKstn9RUY6sjZl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

ECONBIZ

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

บางจากฯ ลุยบริจาค!! สมทบ 3.6 ล้านบาท ช่วย 19 แห่ง ต่อเนื่องมอบผ่านคะแนนสะสม ยึดหลัก Greenovative ร่วมสร้างสังคม ครบ 20 ปีจับมือสมาชิกกรีนไมลส์

บางจากฯ และสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ร่วมบริจาคให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ที่ได้เดินทางเคียงข้างกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่

บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ รวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก และเป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมที่สมาชิกได้รับจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมารวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง

โดยสมาชิกได้ร่วมบริจาคคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย สัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บางจากฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้สมาชิกสามารถร่วมส่งต่อการให้ผ่านการบริจาคคะแนนสะสมแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์ “ตะกร้าบุญ” บนแอปบางจาก และเว็บไซต์ www.bcpgreenmiles.com ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกบริจาคเป็นรายครั้งได้ด้วย เป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี ระหว่างบางจากฯ กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์เพื่อร่วมแบ่งปันส่งต่อความสุขและสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นมากกว่าผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูง แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน

ปัจจุบันมีจำนวนองค์กรที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 19 องค์กร ได้แก่ 1.มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2.มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) 3.มูลนิธิรามาธิบดี 4.สภากาชาดไทย 5.มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 6.มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์ฯ 7.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8.มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 9.มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 10.มูลนิธิแพทย์ชนบท 11.มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ 12,มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) 13.มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 14.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี 15.มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 16.สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนมูลนิธิพระครูบาน้อย เขมปัญโญ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 17.มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี 18.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 19.มูลนิธิใบไม้ปันสุข

บางจากฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่จัดทำระบบสมาชิก เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานคุณภาพสูงที่สะอาดและดีต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมอบคะแนนสะสมทุกครั้งที่สมาชิกเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัทบางจาก แล้วนำคะแนนสะสมที่ได้รับมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไปในการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากหรือศูนย์บริการ FURiO Care และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ สิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มมูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ นอกจากการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ แล้วบริษัทฯ ยังได้จัดรายการสมนาคุณสุดพิเศษมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยมอบส่วนลด 120 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท ขึ้นไปและใช้คะแนน 500 คะแนน (ปกติ 500 คะแนน แลกได้ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์และสิทธิ์พิเศษต่างๆ ได้ที่ www.bcpgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak Line Official [Line: @Bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

EECO ลุย EECiti จัด Market Sounding รับความเห็นนักลงทุน มีไทย-ต่างชาติสนใจ PPP โครงสร้างพื้นฐาน วางแผนเปิดคัดเลือกเอกชนปี 2571 เป้าหมายเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ

EECO ชูธงโครงการ EECiti หลัง Market Sounding นักลงทุนไทย - ต่างชาติ
สนใจลงทุน PPP โครงสร้างพื้นฐานล้นหลาม
เตรียมสร้างความเชื่อมั่น ปูทางสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะแห่งอนาคตของไทย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า EECO ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีนักลงทุน ผู้ประกอบการชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย โดยได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการ EECiti และมีความสนใจในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ในโครงการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ EECO จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการจัดเวทีสัมมนาฯ ครั้งนี้ ไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการและจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อออกแบบโครงการ PPP ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และเตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี 2571 ต่อไป

“ EECO เชื่อมั่นว่า การออกแบบโครงการที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนจริง เวที Market Sounding ครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน โครงสร้างการลงทุน สิทธิประโยชน์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้โครงการมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัด Market sounding จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อน EECiti ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตของประเทศไทย” ดร.จุฬา กล่าว

สำหรับภายในงานสัมมนาฯ ช่วงรับฟังความคิดเห็น (Hearing Session) EECO ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริหารโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งกิจกรรมสร้างเครือข่ายด้านการลงทุน (Investment Networking) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคตามการพัฒนาพื้นที่ธุรกิจที่สอดคล้องกับระยะเวลาพัฒนาโครงการ (Phasing) การชักจูงนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยเพื่อสร้างอุปสงค์ (Demand) เพื่อสอดคล้องรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การพิจารณารูปแบบการสนับสนุนทางการด้านการเงินและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับพื้นที่และชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ซึ่ง EECO จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการดำเนินงานโครงการ EECiti ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และสำหรับการจัดสัมมนา Market Sounding ครั้งถัดไป

LITE

4 สิงหาคม 2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “กรมไปรษณีย์” กำเนิดกิจการไปรษณีย์ในประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา ‘กรมไปรษณีย์’

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น เกิดจากการสร้างเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการค้า โดยมีการติดต่อข่าวสารกันอย่างง่าย ทั้งผ่านทางพ่อค้า ใช้ม้าเร็ว จนถึงการจัดตั้งคนเร็วไว้ตามเมืองสำคัญ ก็ถือเป็นพัฒนาการทางการส่งข่าวสารอย่างง่ายอีกช่องทางหนึ่งและเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นยุคแรกของ ‘การไปรษณีย์ไทย’ ด้วยการจัดตั้ง ‘กรมไปรษณีย์’ ในประเทศไทย และการผลิต ‘แสตมป์ชุดโสฬส’ แสตมป์ชุดแรกของประเทศ รวมไปถึงจัดพิมพ์ไปรษณียบัตรครั้งแรก เพื่อรองรับกิจการไปรษณีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

โดยปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดส่งหนังสือพิมพ์รายวัน ‘ข่าวราชการ’ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงวางโครงการและเตรียมการไว้พร้อมที่จะเปิดบริการไปรษณีย์แล้ว ได้ประกาศเปิดรับฝากส่งจดหมายหรือหนังสือ เป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 มีที่ทำการตั้งอยู่ ณ ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง ด้านทิศเหนือ (ปัจจุบันถูกรื้อเพื่อใช้ที่สร้างสะพานคู่ขนานกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า) ที่ทำการแห่งแรกนี้ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์สำหรับจังหวัดพระนคร ด้วยเรียกกันว่า ‘ไปรษณียาคาร’

ต่อมาในปี พ.ศ. 2441 เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอความเห็นว่าราชการของกรมไปรษณีย์และราชการของกรมโทรเลข ซึ่งตั้งขึ้นก่อนกรมไปรษณีย์แล้วนั้นเป็นงานในด้านสื่อสารด้วยกัน ควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกันเสีย เพื่อความสะดวกแก่การดำเนินงาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นเป็นการสมควรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวมหน่วยงานทั้งสองเข้าด้วยกันเรียกว่า ‘กรมไปรษณีย์โทรเลข’

ต่อมาได้ย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุงเป็นที่ทำการและเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘ที่ทำการไปรษณีย์กลาง’ การไปรษณีย์เป็นบริการสาธารณะ จำเป็นต้องมีระเบียบข้อบังคับเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินบริการทราบและถือปฏิบัติ เมื่อเปิดการไปรษณีย์โทรเลขได้ประมาณ 2 ปีแล้ว รัฐบาลจึงได้ตรากฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2428 เรียกว่า ‘พระราชบัญญัติการไปรษณีย์ไทย จุลศักราช 1248’

ทั้งนี้ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงมีแก่กิจการไปรษณีย์ไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2526 กำหนดให้ วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปีเป็น ‘วันสื่อสารแห่งชาติ’ และจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 โดยจัดร่วมกับงานครบรอบ 100 ปี การสถาปนากรมไปรษณีย์โทรเลข และการเฉลิมฉลองปีการสื่อสารโลกของสหประชาชาติ

ที่มา : สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

2 สิงหาคม 2464 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 สิ้นพระชนม์ ผู้เป็นแบบอย่างแห่งสันติและศรัทธา บุคคลสำคัญของโลกด้านสันติภาพ

วันนี้เมื่ออดีต เป็นวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิริรวมอายุได้ 61 ปี
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระนามเดิม พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ พระสนมเอก เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ทรงศึกษาเบื้องต้นในสำนักเจ้านายฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาบาลีและอักษรขอมกับพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ วิชาการสมัยใหม่ตามพระราชดำริในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14 ปี จนพระชนมายุได้ 18 ปี จึงทรงลาผนวช แล้วเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานสารบบฎีกา กรมราชเลขานุการ เมื่อมีพระชนมายุ 20 ปี ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดพระชนม์ชีพ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองเมื่อพ.ศ.2424
ต่อมา พ.ศ. 2449 เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส ทรงสมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระราชาคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2453 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพ.ศ. 2464 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 พระชนมายุได้ 62 ปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563-2564 ได้ยกย่อง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ในโอกาสครบ 101 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464) ในการนี้ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ควรร่วมจิตน้อมใจจัดกิจกรรม เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณ และเผยแพร่ คุณงามความดีและจริยวัตรอันงดงามให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนคนรุ่นหลังซึ่งจะส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สืบไป

1 สิงหาคม 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี หมุดหมายสำคัญแห่งบรรพราชประเพณีไทย

‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษก โดยแบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินี และพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์จะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

อย่างไรก็ตาม สำหรับวันที่ 1 ของเดือนสิงหาคมปี 2567 นี้ หากย้อนกลับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ทั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก

ที่มา : Wikipedia / ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 1

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“อิสราเอล” เดือดปมเกณฑ์ทหารฮาเรดี!! ข้อยกเว้น 75 ปีถูกท้าทายด้วยคำถามความเป็นธรรม เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม คำถามเรื่องฮาเรดีจึงไม่ใช่แค่ใครต้องเป็นทหาร แต่คือใครควรแบกรับภาระของชาติอย่างเป็นธรรม

ยิวออร์โธดอกซ์สุดเคร่ง (Haredi หรือ Ultra-Orthodox Jews)

ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ให้เข้ากองทัพอิสราเอล

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีระบบภาคบังคับตามกฎหมายในการเกณฑ์ทหาร โดยพลเมืองที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะต้องเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) เมื่ออายุครบ 18 ปี เริ่มต้นเกณฑ์เมื่ออายุ 18 ปี (กระบวนการเตรียมตัวและตรวจเลือกเริ่มตั้งแต่ 16 ปีครึ่ง) ระยะเวลาประจำการรับราชการ พลเมืองชายต้องเข้าประจำการเป็นเวลาประมาณ 32 เดือน (2 ปี 8 เดือน) และพลเมืองหญิงต้องประจำการเป็นเวลาประมาณ 24 เดือน (2 ปี)

กลุ่มที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ พลเมืองชาวอิสราเอลกลุ่มชาวยิว (ทั้งชายและหญิง), ชาวดรูซ (เฉพาะชาย) และชาวเซอร์แคสเซีย (เฉพาะชาย) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นคือ ชาวอาหรับอิสราเอลส่วนใหญ่ (ยกเว้นชาวดรูซและเซอร์แคสเซีย) หญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงตั้งครรภ์ หรือมีบุตร หญิงที่ยื่นเรื่องยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนาอย่างถูกต้อง ชาวยิวกลุ่มอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) ซึ่งในอดีตมักได้รับข้อยกเว้นทางศาสนา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงและข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองอย่างหนักในปัจจุบัน และกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจที่ไม่ผ่านเกณฑ์

ศาสนายูดายอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) เป็นกลุ่มย่อยของศาสนายูดายออร์โธดอกซ์ที่มีลักษณะเด่นคือการตีความแหล่งที่มาทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวยิวฮาเรดีถือว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายและประเพณีทางศาสนายิวที่แท้จริงที่สุด ซึ่งในความคิดของพวกเขาแล้วนั้น มีผลผูกพันและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายคนมองว่าการแสดงออกร่วมสมัยอื่นๆ ของศาสนายูดาย ทั้งหมด รวมถึงออร์โธดอกซ์สมัยใหม่ถือเป็น "การเบี่ยงเบนจากกฎของพระเจ้า" แม้ว่าขบวนการอื่นๆ ของศาสนายูดายจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ที่มาของการยกเว้น ในปี 1948 หลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอล David Ben-Gurion นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ทำข้อตกลงกับผู้นำชุมชนฮาเรดี โดยยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่นักศึกษาศาสนา (Yeshiva Students) จำนวนประมาณ 400 คน เพื่อรักษาประเพณีการศึกษาคัมภีร์โทราห์ที่สูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) หลักการนี้เรียกว่า “Torato Umanuto (การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นอาชีพของเขา)” เมื่อประชากรฮาเรดีเพิ่มขึ้น การยกเว้นครอบคลุมคนจำนวนมากขึ้นจนถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ด้วยปัจจุบันมีชาวยิวฮาเรดีมีจำนวนราว 13% ของพลเมืองอิสราเอล ทำให้ชายชาวเฮราดีวัยเกณฑ์จำนวนหลายหมื่นคนที่ขอเลื่อนหรือได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร ในปี 2024 ศาลฎีกาอิสราเอลได้ตัดสินให้ยุติฐานปฏิบัติทางกฎหมายในการยกเว้น จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ถกเถียงกันมากที่สุดของอิสราเอลมานานกว่า 75 ปี

เหตุผลของชาวยิวฮาเรดีคือ การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศในทางจิตวิญญาณ การเข้าเป็นทหารอาจทำให้วิถีชีวิตทางศาสนาเสียหาย เช่น

· การแยกชายหญิง

· การรักษากฎอาหารโคเชอร์อย่างเคร่งครัด

· การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบฆราวาส

· หลายกลุ่มเชื่อว่าการอุทิศชีวิตให้ศาสนา มีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าการรับราชการทหาร

ในขณะที่ชาวยิวอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องเป็นรับการเกณฑ์ให้เป็นทหาร ทำให้เกิดคำถามเรื่อง "ความเป็นธรรมในการแบ่งภาระ" (Equal Burden) โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่กองทัพต้องการกำลังพลเพิ่ม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2024 เมื่อศาลฎีกาอิสราเอลมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า

· ไม่มีฐานกฎหมายที่รองรับการยกเว้นแบบเดิมอีกต่อไป

· รัฐต้องเริ่มเกณฑ์ชายฮาเรดีเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น

หลังจากนั้น กองทัพอิสราเอล (IDF) เริ่มทยอยส่งหมายเรียกเกณฑ์ทหารแก่ชายฮาเรดี แม้ว่าการบังคับใช้จริงยังเผชิญแรงต่อต้านและอัตราการเข้ารับราชการยังต่ำมาก ประเด็นนี้ได้ส่งผลต่อการเมืองอิสราเอลอย่างมาก เพราะ

· พรรคการเมืองฮาเรดีมักเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญ

· หากรัฐบาลผลักดันการเกณฑ์ทหารอย่างเข้มงวด พรรคดังกล่าวอาจถอนตัวจากรัฐบาล จึงเกิดความเสี่ยงต่อการยุบรัฐบาลหรือการเลือกตั้งใหม่อยู่เป็นระยะ

ล่าสุดในปี 2026 ยังมีการประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชนฮาเรดีต่อต้านการเกณฑ์ทหาร สะท้อนว่าประเด็นนี้ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งสำคัญของสังคมอิสราเอล ปัจจุบัน แม้ว่า รัฐบาลอิสราเอลพยายามเกณฑ์ชายชาวฮาเรดีเข้าเป็นทหาร แต่ยังเผชิญแรงต้านทั้งทางศาสนา สังคม และการเมืองอย่างหนักโดยต่อเนื่อง และกลายเป็นความท้าทายในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ของอิสราเอลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

จากเมสซี่ถึงลามีน ยามาล เมื่อฟุตบอลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยอีกครั้ง

สนามหญ้าไม่เคยจดจำใครไว้ตลอดกาล มันแค่ยืมร่างของนักเตะแต่ละคนไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เดินย่ำรอยเดิมอีกครั้ง เสียงเชียร์ที่เคยตะโกนชื่อ "เมสซี่" จนสั่นสะเทือนคัมป์ นู วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนชื่อ "ยามาล" และนั่นคือสัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่ตลอดกาล มีเพียงช่วงเวลาที่เราได้เป็นพยานในความยิ่งใหญ่นั้นเท่านั้น

เด็กชายตัวเล็กจ้อยจากโรซาริโอ กับความฝันที่ต้องแลกด้วยน้ำตา

ก่อนจะเป็นชายผู้ครองบัลลงดอร์แปดสมัย ลิโอเนล เมสซี่ เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กจากเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา ผู้เริ่มเตะบอลครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่นอย่างกรานโดลี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับนิวเวลล์ โอลด์บอยส์ สโมสรในบ้านเกิดที่หล่อหลอมทักษะการเลี้ยงบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เส้นทางของเมสซี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่ออายุได้ 11 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเขาขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งบาร์เซโลนาตัดสินใจรับภาระค่ารักษาทั้งหมด แลกกับการที่เมสซี่ต้องทิ้งบ้านเกิดในวัยเพียง 13 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สเปนเพียงลำพัง
บาร์เซโลนาส่งเมสซี่เข้าสู่ระบบเยาวชนลา มาเซีย ศูนย์ฝึกในตำนานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคัมป์ นู ชามอ่างยักษ์ที่เป็นตำนานมาหลายชั่วอายุคน และเป็นที่นั่นเองที่เด็กชายขี้อายจากอาร์เจนตินาได้เรียนรู้ปรัชญาฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา ซึมซับวิถีการครองบอลและการเล่นเป็นทีมจนหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนจะเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในปี 2004 และเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 672 ประตูจาก 778 นัดที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของยอดนักเตะแห่งยุคตลอดมา ตลอดเส้นทางอาชีพจนถึงปัจจุบัน เมสซี่ทำประตูรวมไปแล้วกว่า 919 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีกกว่า 457 ครั้ง คว้าบัลลงดอร์มาครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 สมัย และพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จในปี 2022 จากการเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง

จากรอกาฟอนดาสู่ลา มาเซีย เส้นทางของเด็กชายผู้ไม่เคยกลัวเวที

ในอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ลามีน ยามาล เกิดที่เมืองเอสปลูเกส เด อโยเบรกัต แต่เติบโตขึ้นในย่านรอกาฟอนดา ชุมชนแรงงานอพยพในเมืองมาตาโร ที่ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน พ่อของเขาเป็นชาวโมร็อกโกและแม่เป็นชาวอิเควทอเรียลกินี ยามาลเริ่มเตะบอลครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 4 ปี บนลานคอนกรีตที่เด็ก ๆ ในย่านนั้นใช้เป็นสนามฟุตบอล จนเมื่ออายุได้เพียง 6 ปี แมวมองของบาร์เซโลนาก็สังเกตเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าที่ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งเดียวกับที่เคยหล่อหลอมเมสซี่มาก่อน
ยามาลเข้าร่วมกับบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการในปี 2014 ขณะอายุ 7 ปี และไต่ระดับผ่านรุ่นอายุต่าง ๆ ของลา มาเซียเร็วกว่าใครในรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน 2023 เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน 16 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นให้บาร์เซโลนาชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยามาลลงเล่นให้บาร์เซโลนาไปแล้วกว่า 157 นัด ทำได้ 54 ประตู คว้าแชมป์ลาลีกามาแล้ว 3 สมัย พร้อมแชมป์โกปา เดล เรย์ และซูเปร์โกปา เด เอสปัญญ่า ส่วนกับทีมชาติสเปนเขาลงเล่นไปแล้ว 33 นัด ทำได้ 7 ประตู และเป็นกำลังสำคัญที่พาสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 พร้อมรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะจบอันดับรองชนะเลิศบัลลงดอร์ในปี 2025 ขณะอายุเพียง 18 ปี และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของลาลีกาในฤดูกาล 2025-2026

ภาพถ่ายแห่งโชคชะตา เมื่อเมสซี่เคยอาบน้ำให้ทารกน้อยชื่อยามาล

มีเรื่องราวหนึ่งที่ฟังดูเหมือนถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Diario Sport ร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดทำปฏิทินการกุศลโดยให้นักเตะชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาถ่ายภาพคู่กับเด็กทารกในครอบครัวที่ชนะการจับสลาก ครอบครัวของยามาลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก และโดยบังเอิญที่สุด นักเตะที่ถูกจับคู่กับทารกวัยเพียง 6 เดือนคนนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวรุ่งวัย 20 ปีที่กำลังเฉิดฉายในเวลานั้น
ภาพถ่ายในห้องแต่งตัวของคัมป์ นู แสดงให้เห็นเมสซี่ผู้ขี้อายค่อย ๆ ช่วยแม่ของยามาลอาบน้ำให้ทารกน้อยในอ่างพลาสติกใบเล็ก ๆ โดยไม่มีใครในวันนั้นจะรู้ได้เลยว่าอีก 19 ปีต่อมา ทารกในอ้อมแขนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่ปรับในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ มาหลายปี กระทั่งพ่อของยามาลนำมาเผยแพร่ในปี 2024 พร้อมข้อความว่า "จุดเริ่มต้นของตำนานสองคน" ก่อนจะกลับมาไวรัลอีกครั้งในปี 2026 เมื่อชะตากรรมนำพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก
เมื่อถูกถามถึงภาพถ่ายนี้ก่อนนัดชิงชนะเลิศ เมสซี่เองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่าเป็นเรื่องราวที่ "บ้าคลั่ง" เหลือเชื่อที่โชคชะตาจะนำพาให้ทารกในอ้อมแขนของเขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ วันนี้ ส่วนยามาลเองก็เคยเปิดเผยว่าครอบครัวของเขาเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับมานาน เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบกับเมสซี่ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัด

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสองปลายทางมาบรรจบกัน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ณ สนามนิวยอร์กนิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา คือวันที่ประวัติศาสตร์เขียนบทที่แทบไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าจินตนาการ เมื่อทีมชาติสเปนของยามาลต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินาของเมสซี่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก นี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ลงสนามปะทะกันในระดับทีมชาติ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อ 19 ปีก่อน ที่ทั้งสองคนได้กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกครั้ง
เกมดำเนินไปอย่างสูสีตลอด 90 นาที ก่อนจะต้องต่อเวลาพิเศษ ยามาลพยายามอย่างหนักในช่วงต้นเกม สร้างโอกาสอันตรายให้สเปนถึงสองครั้งภายในไม่กี่นาทีแรก ขณะที่เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงเป็นหัวใจหลักของอาร์เจนตินา แม้ร่างกายจะไม่หนุ่มแน่นเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว เฟร์รัน ตอร์เรส กองหน้าจากบาร์เซโลนาเช่นเดียวกับยามาล คือผู้เขียนบทปิดท้ายด้วยประตูชัยในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยแรกเมื่อปี 2010

การประจันหน้ากันบนสนามไม่ใช่การต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นเหมือนภาพวาดที่งดงามที่สุดของโลกฟุตบอล ภาพของเมสซี่ในวัยอาวุโสผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและสุขสมหวังมาทุกประการ ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้สวมเสื้อหมายเลข 19 ที่สร้างสรรค์เกมริมเส้นที่กำลังเจิดจรัส ทุกจังหวะที่ทั้งคู่เลี้ยงบอล หลบหลีก หรือส่งบอล มันคือการดวลกันระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" กับ "อนาคตอันโชติช่วง"
เมื่อเสียงนกวีดยาวจบเกมลง ภาพการสวมกอดกันระหว่างเมสซี่และยามาลได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์ รอยยิ้มของเมสซี่ที่มองไปยังเด็กหนุ่ม ไม่ใช่สายตาของคนที่พ่ายแพ้ต่อเวลา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นพรุ่งนี้ของโลกฟุตบอลกำลังอยู่ในมือคนที่คู่ควร

แม้จะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เมสซี่ก็ยังทิ้งท้ายทัวร์นาเมนต์นี้ไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยผลงาน 8 ประตูและ 4 แอสซิสต์ตลอดทั้งรายการ ลงเล่นครบทุกนัดของอาร์เจนตินา และเกือบคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหากไม่ถูกคิลิยาน เอ็มบัปเป้แซงหน้าไปในนัดชิงอันดับสาม ส่วนยามาลแม้จะทำได้เพียง 1 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของทีมสเปนที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทั้งรายการ 8 นัด และหลังเสียงนกหวีดหมดเวลา ยามาลเดินเข้าไปหาเมสซี่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเปิดเผยในภายหลังว่าคำพูดที่เมสซี่มอบให้เขาในวันนั้นมีความหมายไม่ต่างจากเหรียญทองที่เพิ่งได้รับมา
"เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดชีวิต ผมแหงนมองรูปของเขาที่ติดไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เราที่ลา มาเซียมาเป็นเวลาหลายปี และในช่วงท้ายของเกม ผมได้แสดงความเคารพต่อเขา" — ลามีน ยามาล กล่าวไว้หลังแมตช์นัดชิงหยุดโลกนี้

เส้นขนานแห่งเวลา เมื่อประวัติศาสตร์สะท้อนเงาตัวเอง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกเมื่อเราวางชีวิตของทั้งสองคนนี้เคียงข้างกัน ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวย ทั้งคู่ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อไล่ตามความฝัน ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาในระบบเยาวชนลา มาเซียแห่งเดียวกัน สวมเสื้อสีเดียวกัน และแบกความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ยังไม่ทันโตเต็มที่เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียงบริบทของยุคสมัยเท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อน โลกจับตาดูเด็กชายผมยาวชาวอาร์เจนตินาที่เลี้ยงบอลทะลุแนวรับได้ราวกับเวทมนตร์ วันนี้โลกกำลังจับตาดูเด็กหนุ่มชาวคาตาลันเชื้อสายโมร็อกโก-อิเควทอเรียลกินีที่ทำสิ่งเดียวกันนั้นซ้ำอีกครั้ง ราวกับฟุตบอลกำลังบอกเราว่าความมหัศจรรย์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยร่างใหม่ให้มาสวมมันในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง และบางทีภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อปี 2007 อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุที่รอวันเผยตัวมาตลอด 19 ปี

สัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราเสมอ

ฟุตบอลคือกระจกสะท้อนชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่ซื่อตรงที่สุดแบบหนึ่ง มันไม่เคยปรานีต่อกาลเวลา และไม่เคยวางใครไว้ที่จุดสูงสุดตลอดไป นักเตะทุกคนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนเดียวกัน จากดาวรุ่งสู่มืออาชีพเต็มตัว จากผู้รับแรงบันดาลใจ สู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นต่อไป และจากผู้ท้าชิงบัลลงดอร์สู่ตำนานที่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเวที และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เขียนบทของตัวเองต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นความงดงามของวัฏจักร ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่เองก็เคยเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่โรนัลดินโญ่ และวันนี้ยามาลก็กำลังเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่เมสซี่ ทุกคนล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต และเมื่อถึงเวลาของตัวเอง ยามาลเองก็จะต้องส่งไม้ต่อให้กับใครสักคนที่จะก้าวเดินตามมาถึงจุดเดียวกันกับเขาในวันนี้เช่นกัน

บางทีสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องราวนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขสถิติหรือถ้วยรางวัลใด ๆ เลย แต่คือความจริงที่ว่า ไม่ว่าดาวดวงหนึ่งจะสว่างไสวเพียงใด ฟ้าก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงรักฟุตบอลไม่เสื่อมคลาย เพราะทุกครั้งที่ดวงหนึ่งลับขอบฟ้า จะมีอีกดวงหนึ่งเริ่มทอแสงขึ้นมาเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรักฟุตบอลทั่วโลกควรกระทำ คงไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือการโค้งคารวะและแสดงความขอบคุณต่อตำนานที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมกับเปิดหัวใจโอบรับความงดงามของยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นตรงหน้าเราอีกครั้ง

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

WORLD

‘ทรัมป์’ กดดันบิ๊กน้ำมันสหรัฐฯ!! จากนโยบายหนุนพลังงานสู่แรงกดดันราคาปั๊ม ‘ทรัมป์’ ชี้บริษัทน้ำมันต้องตอบแทนประชาชน เรียกร้องอย่าเก็บกำไรฝ่ายเดียว ต้องช่วยลดภาระคนอเมริกัน

ทรัมป์ เรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน พร้อมตำหนิไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Chevron โดยระบุว่า เวิร์ธไม่ได้ให้เครดิตต่อความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ต่อภาคพลังงานอย่างมาก และเห็นว่าบริษัทน้ำมันควรส่งต่อผลประโยชน์ดังกล่าวไปยังประชาชนผ่านการปรับลดราคาน้ำมัน แทนที่จะเก็บผลกำไรไว้เพียงฝ่ายเดียว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันและผู้ค้าปลีกเชื้อเพลิงปรับลดราคามาแล้วหลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน "แต่ไม่มีการตอบสนอง" โดยที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างที่เขาต้องการ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1364255575862799/?rdid=8D9g9x7qsHPAm515#

ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดร้อน!! “อิหร่าน” ปัดคำกล่าวอ้าง ‘ทรัมป์’ หลังทรัมป์ประกาศเตรียมเปิดโต๊ะคุยวันจันทร์ โฆษกย้ำ ไม่มีโต๊ะเจรจาวอชิงตัน มีเพียงหารือโอมานเปิดเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ

อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ระบุว่าจะมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันจันทร์ (วันนี้) อิหร่านยืนยันว่า ไม่มีแผนในการส่งคณะผู้แทนเพื่อหารือกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด "มีเพียงการเจรจากับโอมานเรื่องฮอร์มุซเพียงเท่านั้น"

"เอสมาอิล บาเกอี" (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมายืนยันแล้วว่า ขณะนี้อิหร่านมีเพียงเจรจากับ โอมาน เท่านั้น ซึ่งเป็นการเจรจาเพียงเรื่องเดียว เกี่ยวกับการเดินเรือและการเปิดใช้ ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง ไม่ใช่การเจรจากับสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

บาเกอี กล่าวย้ำว่า สถานการณ์จะยังไม่เปลี่ยนแปลงตราบใดที่สิ่งที่อิหร่านเรียกว่า "การรุกรานของสหรัฐฯ" ยังคงดำเนินต่อไป

คำชี้แจงของ "บาเกอี" มีขึ้นหลังจากทรัมป์เพิ่งประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากันในวันจันทร์ และแสดงความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งล่าสุดฝ่ายเตหะรานออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363991009222589/?rdid=HBoQwISQFhX11ifT#

บทเรียนเวเนซุเอลา!! “โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา” น้ำมัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน เมื่อรายได้น้ำมันถูกคุมจากภายนอก สู่คำถามอธิปไตยเศรษฐกิจยุคใหม่

"โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา": เมื่อน้ำมัน 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน สู่โมเดลล่าอาณานิคมยุคใหม่

ความพลิกผันอันน่าพรั่นพรึงของเวเนซุเอลาในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตการเมืองระดับตัวบุคคลอย่างการเปลี่ยนผ่านผู้นำ แต่คือ "#การสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสมบูรณ์" ผ่านข้อตกลงพิทักษ์ทรัพย์สินน้ำมัน (Oil Custody Agreement) กับสหรัฐอเมริกา

1. กลไก "พิทักษ์ทรัพย์สิน": การยึดสายป่านทางเศรษฐกิจ
ภายหลังเหตุการณ์ต้นปี 2026 ที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและสนับสนุนผู้นำรักษาการคนใหม่ เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก ได้ถูกบีบให้เซ็นสัญญาพิทักษ์รายได้จากการขายน้ำมัน โดยกำหนดให้ รายได้ทั้งหมดจากการส่งออกน้ำมันต้องวิ่งตรงเข้าบัญชีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

-ตัวเลขจริงที่น่าตกใจ: ในช่วงครึ่งปีแรก เวเนซุเอลาทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สหรัฐฯ กลับอนุมัติโอนคืนให้รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ในประเทศเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเพียง ~2.3%) โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "มนุษยธรรม"

-ส่วนต่าง 12,700 ล้านดอลลาร์ไปไหน?: รายได้ส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนน้ำมันอเมริกันอย่าง Chevron ที่เข้ามาควบคุมสัดส่วนการส่งออก รวมถึงการทำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใสผ่าน "ผู้ซื้อปริศนา" ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่า การควบคุมรายได้น้ำมันครั้งนี้ สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าต่อปฏิบัติการทางหารของสหรัฐฯ สูงถึง 28 เท่า ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ถึงการเข้ายึดครองทรัพยากรเชิงพาณิชย์

2. สวัสดิการพังทลาย: ความทุกข์ยากที่ตกอยู่กับประชาชน
ในอดีต ยุคชาเวซและมาดูโร รัฐบาลใช้รายได้จาก "น้ำมัน" เป็นสายเลือดหลักในการค้ำจุนระบบสวัสดิการสังคม (การศึกษา พยาบาล อาหารแจกฟรี และไฟฟ้าราคาถูก) แต่เมื่อสายป่านการเงินถูกตัดขาด ระบบสวัสดิการทั้งหมดจึงดิ่งลงเหวทันที:

-วิกฤตสาธารณสุขและศึกษา: โรงพยาบาลขาดงบประมาณจนต้องหยุดทำการ ขาดยาพื้นฐาน โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์และชุดนักเรียนจนอัตราการเข้าเรียนลดลงอย่างน่าใจหาย
-เงินเฟ้อพุ่งสูง-ค่าเงินไร้ความหมาย: รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 5 ปี (เหลือเพียง 2.5%) ในตลาดมืด ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนมีมูลค่าเหลือเพียง 0.28 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่ถึง 10 บาทไทย) ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้ออาหารประทังชีวิตเพียงวันเดียว

3. "ข้าหลวงใหญ่การทหาร": รัฐหุ่นเชิดและการสูญเสียอธิปไตย
นี่คือโมเดล "#ล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่" (Neo-Colonialism) ที่น่ากลัวยิ่งกว่าศึกอิรักปี 2003 เพราะสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพหรือส่งทหารเข้าไปยึดครองพื้นที่ถาวร แต่ใช้วิธี ควบคุมสายการเงินและควบคุมการเมืองผ่านระยะไกล (Remote Control):

-ไร้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจ: รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (มาร์โก รูบิโอ) กลายเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงในการอนุมัติตำแหน่งรัฐมนตรี โครงสร้างกลาโหม ไปจนถึงการตรวจร่างแถลงการณ์ทางการทูตและการสื่อสารออกสื่อของรัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ข้าหลวงใหญ่แห่งเวเนซุเอลา"

-เส้นทางขนส่งน้ำมันถูกผูกขาด: เรือน้ำมันทั้งหมดของเวเนซุเอลาถูกบังคับให้มุ่งหน้าสู่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐฯ เท่านั้น ห้ามค้าขายกับประเทศอื่นอย่างอิสระ

กรณีของเวเนซุเอลาคือ บทเรียนและอุทาหรณ์ระดับโลก ที่ตอกย้ำว่า เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งยอมยก "สายป่านทางเศรษฐกิจและทรัพยากรหลัก" ไปให้อำนาจภายนอกถือครอง แม้จะมีธงชาติ มีประธานาธิบดี หรือมีทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ อธิปไตย อิสรภาพ และชะตากรรมของประชาชนในประเทศนั้น จะถูกยึดครองและตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1057907296746809&id=100075826461941&rdid=A4HlsqQGUt1VUoLX#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top