Friday, 3 July 2026
NEWS

MOSHI ตอกย้ำ ESG ครบทุกมิติ!! เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน ชู ESG DNA พนักงานผ่านอบรมครบ 100% ปั้นความยั่งยืนสู่พนักงาน ชุมชน และสังคม ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม

“MOSHI” ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน ESG ชู "ความยั่งยืน" สู่ทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) พร้อมประกาศความสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายด้านพร้อมกัน

นางสาวพลอยนภัส บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เผยว่า ต้นปีที่ผ่านมา MOSHI คว้าเกียรติบัตร "โครงการ ESG DNA สำหรับพนักงานองค์กร" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังพนักงานทุกระดับทั้งสายบริการลูกค้าและสายงานสนับสนุน เข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบครบ100% ภายในช่วงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2568 ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเสริมศักยภาพบุคลากร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจภายใต้บริบทโลกที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ในด้านการสร้างคุณค่าให้ชุมชน MOSHI สานต่อกลยุทธ์ "GIVE" ผ่านโครงการ "Give a Better Life สร้างอาชีพ สู่ความยั่งยืน" ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการสร้างโอกาสการจ้างงานที่สอดคล้องกับทักษะของคนในพื้นที่และสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 1 ของโครงการ ณ คลังสินค้าอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเน้นการให้ความรู้ ฝึกอบรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานในชุมชน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว โดยในปี 2568 MOSHI สามารถสร้างการจ้างงานให้ชุมชนได้กว่า 83 ครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้รวม 7.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนและสร้างโอกาสทางอาชีพ คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเงินบริจาคสมทบทุนจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ ภายใต้โครงการ "Give For Life หนึ่งคนให้ หลายคนรับ" เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นเหล่านี้คือก้าวสำคัญที่ MOSHI เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด "Make Sustainability part of Your Everyday Life" เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "Let us be part of your everyday life" ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด

กกท.ถกสมาคมตะกร้อ!! หารือสมาคมกีฬาตะกร้อไทยพร้อมรับมือ 5 นักกีฬาถูกแบนชั่วคราวไม่กระทบทีม เป้าหมาย 4 เหรียญทองยังมั่นคง เชื่อสมาคมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกท. หารือ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เตรียมแผนสำรองสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หาก 5 นักกีฬาได้รับบทลงโทษจากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสมาคมฯ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนโทษแบน แต่ยังมีนักกีฬาที่สามารถทดแทนกันได้ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย 4 เหรียญทอง

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการเตรียมนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย กีฬาความหวังเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า กรณีที่นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย 5 คน และสตาฟโค้ชอีก 3 คน ถูกสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ลงโทษแบนชั่วคราว จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติไทย ตัดสินใจไม่แข่งขันต่อ ในการแข่งขันเซปักตะกร้อ รอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุดชาย ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย กกท. ได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางและแผนสำรอง รองรับสำหรับการเตรียมทีม เอาไว้ ซึ่งเชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์และสามารถหานักกีฬามาทดแทนได้

“สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะทำตามสิทธิ์คือ ยื่นอุทธรณ์ แต่เบื้องต้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คงต้องยอมรับในกติกา และผลการตัดสินของสหพันธ์ฯ ส่วนการอุทธรณ์จะทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ สมาคมฯ สามารถบริหารจัดการได้ และมีนักกีฬาที่พร้อมทดแทนได้” ดร.ก้องศักด กล่าว

สำหรับเป้าหมายของทีมตะกร้อทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ดร.ก้องศักด ยืนยันว่า สำหรับตะกร้อไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากเหรียญทองเท่านั้น และจากการประเมินความหวังที่ตั้งไว้ถึง 4 เหรียญทอง แม้ว่านักกีฬาอาจจะถูกแบนก็ตาม แต่เชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ยังมีนักกีฬาฝีมือดีอีกหลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และยังมั่นใจว่าทีมตะกร้อไทยจะรักษามาตรฐานในการลุ้นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้เช่นเดิม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10306938

นรข.ตัดเส้นทางยานรกริมโขง!! ยึดยาบ้า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬวันที่ 2 ก.ค. ตรวจพบเรือข้ามแม่น้ำโขงลำเลียงของกลาง ก่อนทะลักเข้าสู่ไทย

นรข. ยึดยาบ้ากว่า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬ สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) เวลา 03.00 น. สถานีเรือบึงกาฬ สังกัด นรข.เขตหนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ได้จำนวนประมาณ 5,550,000 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมตรวจยึดรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากการได้รับข่าวกรองว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยทางแม่น้ำโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จึงสั่งการให้ นรข.เขตหนองคาย จัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ กระทั่งช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนมีกลุ่มบุคคลลำเลียงกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมายังรถยนต์ต้องสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดได้ทิ้งของกลางและหลบหนี ขณะที่เรือได้เร่งเครื่องกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 14 กระสอบ รวมประมาณ 5,550,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งดิจิทัล และสัมภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการปฏิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ นรข. ในการเฝ้าระวังและปกป้องชายแดนทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียง และย้ำว่ากองทัพเรือจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

POLITICS

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที
หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ภาพที่ฉันเห็นคือ”หัวหน้า รีบเดินพุ่งเข้ามาในห้องประชุมสภาอย่างรวดเร็ว
กดไมค์ ลุกขึ้นพูด ปกป้องฉันและตอกย้ำเรียกร้องงบป้องกันน้ำท่วมให้คนหาดใหญ่ทัน

ไม่ใช่อิอวย แต่ฉันยอมรับเลยว่า หัวหน้าฉัน แกมีภาวะความเป็นผู้นำในตัวแกสูงมาก

จูรี นุ่มแก้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

ECONBIZ

“บางจาก” ลุยฮ่องกง!! เปิดตัว Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ เชื่อมธุรกิจผสานพลังสร้างการเติบโต พลังงานสีเขียวนำตลาดเอเชียเหนือ ตั้งเป้าสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน

CEO กลุ่มบริษัทบางจากพร้อมคณะผู้บริหารเยือนฮ่องกง
เปิดศักราช “Bangchak Hong Kong” ต่อยอดแนวคิด “Together, to Greater”

ภายหลังการจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เดินทางเยือนฮ่องกงเพื่อเริ่มต้นการดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน สะท้อนการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ซึ่งได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" โดยในช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จากนั้นได้เดินทางไปยังคลังน้ำมัน Tsing Yi และสำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ และพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำให้การส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินงานของ BHK

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก การเริ่มต้น Bangchak Hong Kong จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางการเติบโตของบางจากฯ ที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ 'รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว' ของบางจากฯ ที่เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน"

“ไทยออยล์” เดินหน้าสร้างคุณค่ายั่งยืน!! คว้า 4 รางวัล Alpha Southeast Asia ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส บริหารแกร่ง นักลงทุนเชื่อมั่น พิสูจน์คุณภาพรายงานปีที่ 6 เสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ไทยออยล์คว้า 4 รางวัลระดับสากลจากนิตยสาร Alpha Southeast Asia
ตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และคุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 4 รางวัล จากงาน Alpha Southeast Asia's 16th Annual Institutional Investor Poll 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ได้แก่

1.รางวัลการจัดการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม (Most Organized Investor Relations) เป็นปีที่ 5
2.รางวัลผู้บริหารระดับสูงที่สนับสนุนงานนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Senior Management Investor Relations Support)
3.รางวัลนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่มีความสม่ำเสมอ (Most Consistent Dividend Policy) เป็นปีที่ 6
4.รางวัลรายงานประจำปียอดเยี่ยมของประเทศไทย (Best Annual Report in Thailand)
รางวัลดังกล่าวจัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia ซึ่งเป็นสื่อด้านการเงินและการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนทั่วภูมิภาค เพื่อยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และการกำกับดูแลกิจการ

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงิน การสื่อสารกับนักลงทุน และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับบรรณาธิการ

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

GGC ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน!! ยกระดับ B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยาน ขยายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง รองรับเทรนด์โลก ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศ SAF ตั้งเป้าลดคาร์บอน มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)

กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เดินหน้ายกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการต่อยอดน้ำมันไบโอดีเซล (B100)  สู่การพัฒนา เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการเร่งขยาย พอร์ตผลิต ภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดโลก

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น GGC มุ่งยกระดับธุรกิจ ด้วยการสร้าง สมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (Strengthen Core Business) การขยายการเติบโต สู่ผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืน เข้ากับการ ดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ GGC คือการต่อยอดศักยภาพ ของน้ำมันไบโอดีเซล (B100) สู่การพัฒนาเชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมาย  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรม SAF ให้สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนา นวัตกรรม และกลไกด้านนโยบาย ที่เอื้อต่อการใช้ เชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน ตลอดจนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับ ความต้องการ ของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งสามารถต่อยอด สู่การผลิต SAF เพื่อรองรับการใช้ของสายการบินในภูมิภาค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับ ทรัพยากร ชีวภาพของประเทศในระยะยาว”

"สำหรับ GGC การพัฒนา B100 สู่ SAF ไม่ใช่เพียงการต่อ ยอดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่พลังงานสะอาดที่มีมูลค่า เพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล" ดร.กฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้า ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products หรือ HVP) จากฐานธุรกิจเดิม ได้แก่ ไบโอดีเซล แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม แห่งอนาคต ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน ในอุตสาหกรรม (Industrial Application) อาทิ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Bio-lubricant) และตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-solvent) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก

จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว GGC เชื่อว่าจะส่งผลให้ เกิดการดำเนินงานของบริษัทฯ บรรลุเป้าหมายด้านการเงิน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ในปี 2573 และมุ่งสู่การ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สะท้อน ความมุ่งมั่น ในการสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรองรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง GGC ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันของประเทศ ผ่านแนวคิด “สูตร 4-20-25” ที่มุ่งเพิ่ม ผลผลิตปาล์มเป็น 4 ตันต่อไร่ ยกระดับอัตรา การสกัด น้ำมันเป็น 20% เพื่อเป้าหมายลดต้นทุนไบโอดีเซลสู่ระดับ 25 บาทต่อลิตร  โดย GGC จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาวิจัย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ของประเทศ อย่างยั่งยืน

"การต่อยอด B100 สู่ SAF และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เป็นอีกก้าวสำคัญ ของประเทศไทย ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมๆ เพื่อก้าวข้ามการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ GGC ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว" ดร.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

LITE

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

30 มิถุนายน ของทุกปี วันโซเชียลมีเดีย Social Media Day พลังปลายนิ้วในยุคดิจิทัล โลกทบทวนพลังและความรับผิดชอบของการสื่อสารออนไลน์ สะท้อนพลังการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้บนหน้าจอ

วันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันโซเชียลมีเดีย” หรือ Social Media Day เพื่อสะท้อนความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมโยงผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสร้างชุมชนออนไลน์ การทำธุรกิจ การศึกษา การเมือง วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

วันโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดย Mashable เว็บไซต์ข่าวด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เพื่อยกย่องบทบาทของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์ และทำให้ผู้คนจากต่างพื้นที่ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

จากเดิมที่การสื่อสารระหว่างผู้คนต้องอาศัยจดหมาย โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผู้เผยแพร่ข่าวสาร ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้สร้างกระแสสังคมได้ด้วยตนเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร เรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างตัวตน ทำธุรกิจ ขายสินค้า สร้างแบรนด์ส่วนตัว และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของสังคม

ความสำคัญของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความเร็วและการเข้าถึง ข่าวสารที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแพร่กระจาย ปัจจุบันสามารถส่งต่อไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที เหตุการณ์สำคัญ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ หรือประเด็นสาธารณะสามารถถูกเผยแพร่และรับรู้ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่

ในด้านธุรกิจ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนวิธีการตลาดและการขายอย่างมาก ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างแบรนด์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน สร้างรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลเหมือนในอดีต

ในด้านสังคม โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนธรรมดาถูกได้ยินมากขึ้น ผู้คนสามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก แคมเปญออนไลน์ หรือชุมชนดิจิทัล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือผลักดันประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม พลังของโซเชียลมีเดียมาพร้อมความท้าทายสำคัญ ทั้งข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว วาทกรรมเกลียดชัง ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต การใช้โซเชียลมีเดียจึงต้องอาศัยทั้งวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความรู้เท่าทันสื่อ

วันโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลองเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่เป็นวันที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกทบทวนว่า เรากำลังใช้สื่อออนไลน์อย่างไร เราแชร์ข้อมูลด้วยความรับผิดชอบหรือไม่ เราเคารพผู้อื่นในพื้นที่ดิจิทัลมากพอหรือยัง และเราสามารถทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

ในยุคที่โลกออนไลน์และโลกจริงเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โซเชียลมีเดียจึงเป็นทั้งเครื่องมือ โอกาส และความรับผิดชอบของผู้ใช้ทุกคน เพราะทุกการโพสต์ ทุกการแชร์ และทุกความคิดเห็น ล้วนมีผลต่อผู้อื่นและต่อสังคมในวงกว้าง

30 มิถุนายน วันโซเชียลมีเดีย จึงเป็นวันที่สะท้อนพลังของการสื่อสารยุคดิจิทัล วันที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมถึงกันได้ผ่านปลายนิ้ว และเป็นวันที่เตือนให้ทุกคนใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีสติ สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม

26 มิถุนายน 2329 วันเกิด พระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากพระอภัยมณีสู่นิราศภูเขาทอง ผู้สร้างวรรคทองให้คนไทยจดจำไม่รู้ลืม

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด เหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" โคลงบทนี้หลายๆ คนคงคุ้นหู หรือเคยได้ท่องกันตอนเด็กๆ มาจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน พระฤาษีสอนสุดสาคร เกี่ยวกับเรื่องการไว้ใจคน

วันนี้ (26 มิ.ย.) เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต และโอเดดซี ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวง อยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นนางนม ของพระธิดาในกรมฯ นั้น

ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้

เมื่ออายุราว 20 ปี ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ "จันทร์" จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลัง ทิวงคตจึงพ้นโทษ ต่อมาจึงได้แม่จันทร์เป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็เกิดระหองระแหงคงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์

สมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อย ชื่อ นิ่ม เป็นภริยาอีกหนึ่งคน ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุรา อาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

สมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่อง อื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จนพระองค์ประชวร สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษาก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้อุปการะ จากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรม พระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรม ใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

ข้อมูล สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/192535?

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน

WORLD

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#

‘ทรัมป์’ เบรกศึกรอบสองอิหร่าน!! จากขู่ล้างอิหร่านสู่การเจรจา วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยแผนสงครามถูกล้ม ‘ทรัมป์’ กังวลทำลายการทูตในวิกฤตนิวเคลียร์ พร้อมยืดเส้นตายเจรจาต่อไปถึงส.ค.

ทรัมป์ "ใจฝ่อ!?!" ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน

หลังจากขู่มาตลอดหลายสัปดาห์ว่า “อิหร่านจะไม่มีวันดำรงอยู่อีกต่อไป” ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) และ พล.อ. แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะยุติการเจรจาและกลับไปใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แต่สุดท้าย แผนการเปิดสงครามรอบสองกลับถูกทรัมป์โยนเข้าลิ้นชัก และเลือกเดินหน้าการเจรจาต่อ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์กังวลว่าการโจมตีรอบใหม่จะทำลายความพยายามทางการทูต และทำให้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการบีบให้อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์พังลงไปพร้อมกัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์พร้อมปล่อยให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดออกไปเกินเส้นตายครบ 60 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 สิงหาคม เดิมทีทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก
แม้ทรัมป์จะถูกวิจารณ์ว่า “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน แต่สำหรับคนอย่างทรัมป์ เสียงวิจารณ์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้เขาต้องเสียเวลาใส่ใจ หลังจากต้องอยู่กับเสียงโจมตีมาค่อนชีวิต เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าลมปากทางการเมือง คือผลประโยชน์ที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และตลาดหุ้นต่างหาก เรื่องพวกนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันแปรเป็นตัวเลข เป็นส่วนต่างราคา และเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336106785344345/?rdid=VC7SyTewKlcUctYa#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top