Saturday, 4 July 2026
NEWS

‘กรณ์’ เตือนไทยจ่อเจอ “ทางตันงบประมาณ”!! รายจ่ายประจำ 3 ล้านล้านเท่ารายได้รัฐ เหลือทางลงทุนด้วยเงินกู้ จากขาดดุลสู่ทางตันการคลัง หากไม่ปฏิรูปงบประมาณ ไทยอาจเจอหายนะในไม่กี่ปี

กรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ว่า

เรากำลังจะเจอ ‘ทางตันงบประมาณ’
ปีนี้งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

เรากำลังเดินสู่ทางตันครับ !
เรามีสองกฎหมายที่กำกับการจัดทำงบประมาณ

1. พรบ. วินัยทางการคลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

2. พรบ. หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้)
สรุป 2 พรบ.นี้บอกว่า ”เรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และเราต้องลงทุนอย่างน้อย 20%“
ซึ่งหมายความว่า สมมติปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ‘กับดักกฎหมาย’ ทันที

ลองดูนะครับ สมมติรายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้อยู่เท่าเดิม
นั่นหมายความว่า ปีหน้ารายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ - คือเราต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้!

และที่สำคัญ จะแปลว่าเราจะมีเงินกู้เหลือเพียง 18% ที่จะลงทุน (เพราะตามกฎหมายเรากู้ได้แค่ 20% ของงบฯ)
หมายความว่าเราจะติดกับดัก พรบ.วินัยทางการคลังทันที ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ!

ทางออกมี 6 ทาง
1. ลดค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างรวดเร็ว
2. เพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย
3. แก้กฎหมาย พรบ. วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน
4. แก้ พรบ. หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
5. กู้นอกระบบงบประมาณทุกปี ด้วยการออก พรก.เงินกู้ แบบรอบล่าสุด
6. ปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ nominal GDP โตมากขึ้น (แต่กำลังซื้อของประชาชนลดลง)
ชัดเจนว่าเราต้องเลือกเดินทางที่ 1 & 2 เป็นหลัก คือ ‘ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้’ เพราะแนวทางอื่นเป็นแนวทางที่จะมีผลทางลบอย่างมากกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอาว่านำพาไปสู่หายนะและความยากจนก็ว่าได้
.
ที่ผ่านมารัฐบาลย้ำเสมอว่าจะทำแบบ 1 & 2 แต่รัฐบาล พูดแล้วไม่ได้ทำจริง!
วันก่อนรัฐมนตรีพูดว่า “เราต้องเลือกว่าจะแก้ไขที่โครงสร้าง หรือจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
เท่าที่เห็นคำตอบชัดเจนว่า รัฐบาลเลือก “กู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
และในกรณีการกู้ พรก. 400,000 ล้านนั้น ชัดเจนว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ผมจะมานำเสนอต่อไปครับ ว่า “แก้ไขที่โครงสร้าง” ทำได้อย่างไรบ้าง
ถ้าไม่ทำ ผมฟันธงเลยครับ ว่าเราจะเจอวิกฤติการคลัง นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในไม่เกิน 2-3 ปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572732677548621&id=100044357112719&mibextid=wwXIfr&rdid=sdRJSqGnl3hCxSyi#

ศาลจีนตอกย้ำสิทธิแบรนด์ยุคใหม่!! ดีไซน์ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่คือสินทรัพย์มูลค่าสูง Louis Vuitton ชนะคดีในจีน ศาลชี้โลโก้ Molly Tea ถูกสั่งจ่าย 10.3 ล้านหยวนให้ Louis Vuitton ศาลจีนย้ำเครื่องหมายการค้าคือเกราะธุรกิจ

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้ดอกไม้คล้ายกับ Monogram Flower ของแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้คล้ายกัน สะท้อนโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ยุคใหม่ เมื่อ “ดีไซน์” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

เป็นข่าวฮือฮาที่ถูกพูดถึงกันมากจนทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตคำค้นหายอดนิยมเลยทีเดียว กรณี ล่าสุด ที่ศาลประชาชนระดับกลางเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ Molly Tea เชนร้านชานมสัญชาติจีน ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ Louis Vuitton Malletier หลังศาลวินิจฉัยว่าแบรนด์ชานมละเมิดเครื่องหมายการค้าของแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังจากฝรั่งเศส

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก และติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดียของจีนเลย เพราะไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างแบรนด์แฟชั่นกับธุรกิจเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้

คำพิพากษาระบุว่า บริษัท Shenzhen Mile Catering Management ผู้ดำเนินธุรกิจ Molly Tea รวมถึงร้านแฟรนไชส์แห่งหนึ่งในเขตอู่จง เมืองซูโจว ได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Louis Vuitton จำนวน 7 รายการ

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่สัญลักษณ์รูปดอกไม้ 4 กลีบที่ Molly Tea นำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของแบรนด์ ซึ่งศาลเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับลวดลาย Monogram Flower อันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton จนอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค

ศาลจึงมีคำสั่งให้ Molly Tea ชำระค่าเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวน 10 ล้านหยวน พร้อมจ่ายค่าดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีก 300,000 หยวน รวมเป็น 10.3 ล้านหยวน อย่างไรก็ตาม บริษัทเจ้าของ Molly Tea ยืนยันว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูงต่อไป

[ จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท ]

Louis Vuitton ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลเมืองซูโจวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 โดยเห็นว่าตราสัญลักษณ์ของ Molly Tea มีความคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองไว้ก่อนแล้ว

ระหว่างการพิจารณาคดี ยังพบว่า Molly Tea เคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปดอกไม้หลายรูปแบบกับสำนักงานบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน เพื่อใช้กับธุรกิจร้านอาหารและสินค้าอาหาร แต่คำขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการคัดค้าน มีเพียงเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับชื่อภาษาจีนของ Molly Tea เท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียน

ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนว่า เครื่องหมายรูปดอกไม้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผ่านการรับรองสิทธิในฐานะเครื่องหมายการค้า

[ จากสตาร์ทอัพชานม สู่เชนกว่า 2,000 สาขา ]

แม้จะก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 แต่ Molly Tea ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน แบรนด์วางตำแหน่งด้วยชานมสดผสมกลิ่นดอกไม้ (Fresh Floral Milk Tea) ซึ่งตอบรับกระแสเครื่องดื่มพรีเมียมของผู้บริโภครุ่นใหม่

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี Molly Tea ขยายสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน และยังเปิดให้บริการในต่างประเทศมากกว่า 50 สาขา รวมถึงในประเทศไทยด้วย สะท้อนศักยภาพของแบรนด์จีนรุ่นใหม่ที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

[ เสียงแตกบนโลกออนไลน์ ]

หลังคำพิพากษาถูกเผยแพร่ กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งเห็นว่าโลโก้ของ Molly Tea มีความคล้ายกับลายดอกไม้ของ Louis Vuitton อย่างชัดเจน และการตัดสินของศาลเป็นไปตามหลักการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า ทั้งสองแบรนด์ดำเนินธุรกิจคนละประเภท ทั้งแฟชั่นลักชัวรีและเครื่องดื่ม จึงไม่น่าทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

ขณะที่บางความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตว่า ลวดลายดอกไม้ลักษณะดังกล่าวมีรากฐานมาจากศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน จึงไม่ควรมีผู้ใดผูกขาดเพียงรายเดียว

แม้เสียงวิจารณ์จะหลากหลาย แต่คำพิพากษาของศาลยืนยันว่าการพิจารณาคดีไม่ได้อาศัยเพียงความเห็นของสาธารณะ หากพิจารณาจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อน

[ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “จดก่อน ได้สิทธิก่อน” ?]

นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาหลายรายมองว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีน โดย Kang Lixia หุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า แม้องค์ประกอบทางศิลปะหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมจะถือเป็นสมบัติสาธารณะ แต่ระบบเครื่องหมายการค้าของจีนใช้หลัก First-to-File หรือ “ผู้จดทะเบียนก่อนย่อมได้รับสิทธิก่อน”

นั่นหมายความว่า หากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการรายอื่นย่อมต้องหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมายที่อาจทำให้เกิดความสับสน แม้จะไม่ได้มีเจตนาลอกเลียนโดยตรงก็ตาม

คดีระหว่าง Louis Vuitton และ Molly Tea สะท้อนประเด็นที่สำคัญกว่าการออกแบบโลโก้ นั่นคือ “Brand Identity” ได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ในอดีต หลายองค์กรอาจมองว่าโลโก้เป็นเพียงองค์ประกอบด้านดีไซน์ แต่ปัจจุบัน เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินที่สร้างทั้งความแตกต่าง ความน่าเชื่อถือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กร

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลการอุทธรณ์ของ Molly Tea จะออกมาอย่างไร คดีนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตาในวงการการตลาดและการสร้างแบรนด์ระดับโลก ว่าในยุคที่การแข่งขันเข้มข้น การมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงข้อได้เปรียบทางการตลาด แต่ยังเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง

ส่วนคำพิพากษานี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนโลโก้ของ Molly หรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในทุกๆ สาขาทั่วจีน นั่นอาจแปลได้ว่าสิ่งนี้อาจส่งผลต่อหลายสาขาที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเราจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

KTIS ผนึกพันธมิตรลดก๊าซ!! โชว์ความสำเร็จปี 2 ลดก๊าซเรือนกระจก 30-35% พร้อมรักษาศักยภาพการผลิตอ้อย ปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ สู่โมเดลยั่งยืน สร้างมาตรฐานใหม่อุตสาหกรรมเกษตรไทย

“KTIS – Suntory - VIVE” โชว์ความสำเร็จเกษตรฟื้นฟูปี 2 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 30-35%
เผยปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์สู่โมเดลรักษ์โลกที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เปิดผลสำเร็จปีที่ 2 ของโครงการ “เกษตรเชิงฟื้นฟู” ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กลุ่มใหญ่ - กลุ่ม KTIS, Suntory และ VIVE สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ในขณะที่ยังคงรักษาศักยภาพการผลิตอ้อยในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคง เผยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลดใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์และลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก ประกาศเดินหน้าต่อเนื่องในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง โดยมุ่งเน้นศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS มีความมุ่งมั่นในการยกระดับการผลิตสู่ความยั่งยืน จึงได้มีความร่วมมือกับ Suntory ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลก และ VIVE ผู้นำระดับโลกด้านความยั่งยืนทางการเกษตร เพื่อพัฒนาแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture: RA) ที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการทดสอบในแปลงทดลองใน 2 พื้นที่ชี้ชัดว่า แนวทางการทำเกษตรเชิงฟื้นฟูสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ซึ่งหลักๆ มาจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และการลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังสามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซ (Emissions Intensity) ลงถึง 20-25%

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบว่า ปริมาณผลผลิตในแปลงเกษตรฟื้นฟูจะต่ำกว่าแปลงควบคุมเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงมีความมั่นคง และสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญคือ คุณภาพความหวานของอ้อย (Sucrose Quality) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิธีเดิม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลงสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำตาลได้จริง

ด้านนายไบรอัน โกลเดน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Global Supply Solutions บริษัท Suntory Business Expert APAC Pte. Ltd. กล่าวว่า ความสำเร็จในปีที่ 2 นี้เป็นสัญญาณว่าโครงการกำลังเดินมาถูกทาง และสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่าง ซันโทรี่, KTIS และ VIVE ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการมีดินที่มีสุขภาพดีขึ้น

“เกษตรเชิงฟื้นฟูนี้สามารถฟื้นฟูคุณภาพดิน ทำให้มีปริมาณอินทรียวัตถุและระดับฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความยืดหยุ่นของดินให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างเกราะคุ้มกันภาวะโลกร้อน และเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” นายไบรอันกล่าว

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง จะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอกย้ำว่าแนวทางเกษตรฟื้นฟูเป็นแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงและคุ้มค่า สำหรับการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานน้ำตาลของประเทศไทย อันจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“บีโอไอ” เผยลงทุน EV ไทยทะลุ 1.37 แสนล้าน!! ปักหมุดฐานผลิต EV ภูมิภาค ไทยไม่หยุดแค่ผลิตรถยนต์ แต่เร่งสร้างระบบนิเวศ EV ตั้งแต่แบตเตอรี่ถึงหัวชาร์จทั่วประเทศ ดันประเทศสู่ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

บีโอไอเผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.3 แสนล้าน หนุนเป้าฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่าง ๆ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน

นายนฤตม์ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ” โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคต โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 21.8 ตามมาด้วยรถยนต์ BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่ม

เดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่

“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” นายนฤตม์ กล่าว

POLITICS

จับตา “รัชพงศ์” พ้นทีม ‘พิพัฒน์’!! ไขก๊อกพ้นทีมพิพัฒน์ จุดคำถามเกิดอะไรในวงอำนาจกระทรวงคมนาคม ปลดหรือลาออก? ปมขุนพลคู่กายคมนาคมสะเทือนวงใน ทิ้งคำถามปลดจริงหรือถอยเอ

ปลด หรือลาออก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ขุนพลคู่กาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เหตุผลคืออะไร

ข่าวกระฉ่อนไปทั้งกระทรวงคมนาคม “ปลดขุนพลคู่กายพิพัฒน์”แต่เมื่ออ่านเอกสารทางการเขียนว่า “ลาออก” จะลาออก หรือให้ออกคงไม่สำคัญเท่าเหตุผลของการพ้นจากตำแหน่ง แม้ลึกๆพอจะรู้กันอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครออกมาบอกความจริงกับสังคม ในหนังสือลาออกก็ไม่บอกเหตุผล
ผ่าขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์

พิพัฒน์ ไม่ได้โตมาจากการเมือง เขาโตมาจากสายโลจีสติกส์ และธุรกิจน้ำมัน แต่ภรรยา ดร.นที รัชกิจประการ มาสายการเมือง เมื่อ ดร.นที ตกหลุมพลางการเมือง พิพัฒน์ จึงเข้ามาสานต่องานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อเข้ามาเสพอำนาจแล้ว ก็เสพติดอำนาจ

ด้วยความเป็นคนมากบารมีในแวดวงธุรกิจน้ำมัน เมื่อเขามาเสียบแทน ดร.นที เขาจึงเป็นเบอร์ 1 ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย กินตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีคมนาคม มีทีมงานหลัก 3 คนเป็นคลังสมองสำคัญในการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวง

คนแรกคือ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการฯ ทำหน้าที่เป็น Chief of Staff คอยประสานงานกับข้าราชการและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆ รัชพงศ์ เป็นอดีต สจ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษาฯ ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองให้คำแนะนำและลดแรงเสียดทานในการผลักดันนโยบาย ประสบการณ์กับการเป็นอดีตข้าราชการ ก.ทรัพยากรฯ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

สุทธิพงศ์ หรือ ‘กุนซือแดง’ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คอยตรวจสอบสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีอารี ไกรนรา อดีตติดสอยห้อยตามในตำแหน่งเลขานุการ ตั้งแต่กระทรวงท่องเที่ยวมากระทรวงแรงงาน

ยัง มีสจ.ถึก-ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ อดีต สจ.พัทลุง อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ไปนั่งประจำสำนักนายก

ล่าสุดมีลูกพ่วงใหม่ มานะ ยวงทอง ผู้สมัคร สส.นครศรีฯในนามภูมิใจไทย 2 สมัย แต่สอบไม่ผ่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น “พิพัฒน์” มาต้องผลัก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ออกไปพ้นกาย ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที
หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ภาพที่ฉันเห็นคือ”หัวหน้า รีบเดินพุ่งเข้ามาในห้องประชุมสภาอย่างรวดเร็ว
กดไมค์ ลุกขึ้นพูด ปกป้องฉันและตอกย้ำเรียกร้องงบป้องกันน้ำท่วมให้คนหาดใหญ่ทัน

ไม่ใช่อิอวย แต่ฉันยอมรับเลยว่า หัวหน้าฉัน แกมีภาวะความเป็นผู้นำในตัวแกสูงมาก

จูรี นุ่มแก้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ECONBIZ

ปตท.คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย!! ตอกย้ำบริหารแกร่ง–ยั่งยืนระดับสากล คว้ารางวัล CEO–CFO–CSR–Investor Relations ยอดเยี่ยม 8 รางวัลระดับเอเชียการันตี ปตท.บริหารโปร่งใส สื่อสารชัด เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน

ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)

ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชี

“ซีพี” เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ยุคดิจิทัล!! ‘เจ้าสัวธนินท์’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นักวิจัยชิงหัว ย้ำ “คน” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร ความร่วมมือซีพี–ชิงหัว สะท้อนเทรนด์โลก เชื่อมมหาวิทยาลัยชั้นนำโลกสู่โจทย์จริงภาคธุรกิจ

กรุงเทพฯ — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จำนวน 11 คน ภายใต้โครงการ Tsinghua University  CP Group Ph.D. Internship Program 2026 เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทในเครือเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร นำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างองค์กรแก่คนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับนวัตกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2569 โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจะเข้าร่วมวิจัยใน 9 โครงการสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Large Language Models (LLMs), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), Food AI, การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานค้าปลีก (Retail Smart Supply Chain Optimization), Quantum Intelligence และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติด้วย AI โดยทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของเครือซีพี ได้แก่ CPF, CP AXTRA, Ascend และ True IDC

หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการ คือการที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ลงมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตนเอง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างธุรกิจ การบริหารองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก และแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม พร้อมย้ำว่า "คน" คือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง คือรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นอกจากเจ้าสัวธนินท์แล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของเครือซีพีหลายคน ซึ่งร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ของการบริหารธุรกิจและการพัฒนาองค์กร ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บรรยายภาพรวมทิศทางธุรกิจโลก ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และค่านิยมหลักขององค์กร ขณะที่ พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคลของเครือซีพี ถ่ายทอดแนวคิดด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างประสบการณ์การทำงานในองค์กรระดับโลก

ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรธุรกิจ ที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ก่อนเริ่มโครงการ นักศึกษาทั้ง 11 คนได้เข้าร่วมการปฐมนิเทศ ณ สำนักงานใหญ่ของเครือซีพี เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ก่อนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและทีมงานของบริษัทตลอดระยะเวลาโครงการ

มหาวิทยาลัยชิงหัวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรให้กับองค์กรเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของจีนและของโลก ขณะที่เครือซีพียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนด้าน AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาทุนมนุษย์

เครือซีพระบุว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัวครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นสาขาหลักที่อยู่ในขอบเขตการวิจัยของโครงการนี้

ที่มา : https://www.thailandindepth.com/content/detail/13879

“บางจาก” ลุยฮ่องกง!! เปิดตัว Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ เชื่อมธุรกิจผสานพลังสร้างการเติบโต พลังงานสีเขียวนำตลาดเอเชียเหนือ ตั้งเป้าสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน

CEO กลุ่มบริษัทบางจากพร้อมคณะผู้บริหารเยือนฮ่องกง
เปิดศักราช “Bangchak Hong Kong” ต่อยอดแนวคิด “Together, to Greater”

ภายหลังการจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เดินทางเยือนฮ่องกงเพื่อเริ่มต้นการดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน สะท้อนการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ซึ่งได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" โดยในช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จากนั้นได้เดินทางไปยังคลังน้ำมัน Tsing Yi และสำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ และพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำให้การส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินงานของ BHK

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก การเริ่มต้น Bangchak Hong Kong จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางการเติบโตของบางจากฯ ที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ 'รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว' ของบางจากฯ ที่เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน"

LITE

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

30 มิถุนายน ของทุกปี วันโซเชียลมีเดีย Social Media Day พลังปลายนิ้วในยุคดิจิทัล โลกทบทวนพลังและความรับผิดชอบของการสื่อสารออนไลน์ สะท้อนพลังการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้บนหน้าจอ

วันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันโซเชียลมีเดีย” หรือ Social Media Day เพื่อสะท้อนความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมโยงผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสร้างชุมชนออนไลน์ การทำธุรกิจ การศึกษา การเมือง วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

วันโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดย Mashable เว็บไซต์ข่าวด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เพื่อยกย่องบทบาทของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์ และทำให้ผู้คนจากต่างพื้นที่ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

จากเดิมที่การสื่อสารระหว่างผู้คนต้องอาศัยจดหมาย โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผู้เผยแพร่ข่าวสาร ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้สร้างกระแสสังคมได้ด้วยตนเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร เรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างตัวตน ทำธุรกิจ ขายสินค้า สร้างแบรนด์ส่วนตัว และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของสังคม

ความสำคัญของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความเร็วและการเข้าถึง ข่าวสารที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแพร่กระจาย ปัจจุบันสามารถส่งต่อไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที เหตุการณ์สำคัญ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ หรือประเด็นสาธารณะสามารถถูกเผยแพร่และรับรู้ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่

ในด้านธุรกิจ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนวิธีการตลาดและการขายอย่างมาก ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างแบรนด์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน สร้างรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลเหมือนในอดีต

ในด้านสังคม โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนธรรมดาถูกได้ยินมากขึ้น ผู้คนสามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก แคมเปญออนไลน์ หรือชุมชนดิจิทัล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือผลักดันประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม พลังของโซเชียลมีเดียมาพร้อมความท้าทายสำคัญ ทั้งข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว วาทกรรมเกลียดชัง ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต การใช้โซเชียลมีเดียจึงต้องอาศัยทั้งวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความรู้เท่าทันสื่อ

วันโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลองเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่เป็นวันที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกทบทวนว่า เรากำลังใช้สื่อออนไลน์อย่างไร เราแชร์ข้อมูลด้วยความรับผิดชอบหรือไม่ เราเคารพผู้อื่นในพื้นที่ดิจิทัลมากพอหรือยัง และเราสามารถทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

ในยุคที่โลกออนไลน์และโลกจริงเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โซเชียลมีเดียจึงเป็นทั้งเครื่องมือ โอกาส และความรับผิดชอบของผู้ใช้ทุกคน เพราะทุกการโพสต์ ทุกการแชร์ และทุกความคิดเห็น ล้วนมีผลต่อผู้อื่นและต่อสังคมในวงกว้าง

30 มิถุนายน วันโซเชียลมีเดีย จึงเป็นวันที่สะท้อนพลังของการสื่อสารยุคดิจิทัล วันที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมถึงกันได้ผ่านปลายนิ้ว และเป็นวันที่เตือนให้ทุกคนใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีสติ สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน

WORLD

“จีน” ปิดแฟ้มเครื่องบินชนตึกไชน่า จุน!! ปักกิ่งแถลงเหตุเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดจีน ชี้นักบินปลิดชีพตนเอง ไม่ใช่วินาศกรรมหรือเครื่องขัดข้อง ก่อนสรุปคดีเป็นเหตุส่วนตัวของนักบิน

ผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ สำหรับเหตุการณ์ระทึกขวัญกลางกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อมีข่าวเครื่องบินพุ่งชนตึก CITIC หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าตึก ไชน่า จุน ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของจีนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันศุกร์ที่แล้ว ปรากฏเครื่องบินเล็ก พุ่งตรงเข้าชนยอดตึกไชน่า จุน ทำให้มีซากเครื่องบิน เศษกระจก ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำนักงาน และเอกสาร ปลิวกระจาย ร่วงลงสู่พื้นถนนเกลื่อน สร้างความแตกตื่นอย่างมาก และมีคำสั่งสั่งอพยพคนออกจากตึก พร้อมระดมหน่วยดับเพลิง และ กู้ภัยมากันเต็มพิกัด

แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้มีจีนมุงคับคั่ง พร้อมกล้องมือถือเตรียมโพสต์ และ ไลฟ์สด แต่ปรากฎว่า ตำรวจปักกิ่งออกมากันผู้คน สั่งห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด หากมีคลิปแชร์ในโซเชียล ทางการจีนก็จัดการสั่งลบคลิป และ ภาพ ทั้งหมดออกจากสื่อโซเชียลจีนทุกแพลทฟอร์ม อีกทั้งการนำเสนอข่าวในจีนก็จำกัดมากๆ
ผิดกันสื่อต่างประเทศหลายสำนักที่พาดหัวข่าวใหญ่โต บ้างวิเคราะห์ไปไกลว่านี่อาจเป็นการก่อวินาศกรรมด้วยเครื่องบิน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐก็ได้ เพราะเหตุเกิดที่ตึกระฟ้าที่สูงสุดในจีน ใจกลางเมืองหลวง และที่สำคัญคือ อยู่ห่างจากที่ทำการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ ทางการจีนถึงได้ออกมาแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุเครื่องบินเล็กชนตึก โดยมีการเปิดเผยชื่อนักบิน คือ นายหลิว อายุ 66 ปีเป็นชาวปักกิ่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 คน ที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ส่วนเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรุ่น ซันเวิร์ด SA 60L ออโรรา ผลิตในจีน เป็นเครื่องบินรุ่นเบา ขนาด 2 ที่นั่ง ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป เช่น เครื่องบินส่วนบุคคล ใช้ในการเกษตร หรือ ท่องเที่ยว โดยนักบินหลิว ได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินเล็กตั้งแต่ปี 2021 และมีประวัติการขับเครื่องบินสม่ำเสมอ ทั้งขับเดี่ยว และ ขับร่วมกับนักบินระดับซีเนียร์

ในวันเกิดเหตุ นายหลิว ขับเครื่องบินลำดังกล่าวออกจาก สนามบินปักกิ่ง ผิงกุ แต่เขาขับออกนอกเส้นทางการบินที่ได้แจ้งไว้ และขาดการติดต่อ จนมีข่าวว่าได้ชนกับตึก ไชน่า จุน และเสียชีวิต
ต่อมาทางการจีนก็ได้แถลงสรุปว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เครื่องบินขัดข้อง หรือวินาศกรรม แต่มาจากเหตุผลส่วนตัวของนักบิน ที่มีความประสงค์ "ปลิดชีพตนเอง" โดยได้อ้างอิงหลักฐานไดอารี่ส่วนตัวที่เขาเขียนไว้ว่าต้องการจบชีวิตตนเองหลายครั้ง

จากประวัติส่วนตัว พบว่านายหลิว เป็นนักบินฟรีแลนซ์ สถานะครอบครัวหย่าร้าง และ อยู่ตัวคนเดียว มีปัญหาทางจิตจากโรควิตกกังวล มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่นำไปสู่สภาวะหดหู่ ซึมเศร้า และ คิดสั้น
ดังนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย หรือ อุบัติเหตุด้านเทคนิค ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น จบ! แยก!
เป็นการสรุปคดีตามสไตล์ของรัฐบาลจีน ที่ตัดให้จบไป ส่วนใครที่ยังสงสัย จนไปขยายต่อเป็นทฤษฎีสมคบคิด ก็ทดไว้ในใจ เพราะหากโพสต์ลงโซเชียลจีน อาจมีสิทธิ์ปลิวทั้งเพจได้ เดี๋ยวจะหาว่าลุงสีไม่เตือนน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1953204445622029&id=100027974785452&rdid=Ta3N8slK3wqtoBqN#

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top