Thursday, 22 October 2026
NEWS

แรงงาน ขับเคลื่อนมาตรฐานกองถ่าย!! กระทรวงแรงงานหารือร่วมวงการบันเทิง วางเกณฑ์ "Turn Around" 10 ชั่วโมงพักผ่อน ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ปฏิบัติงานกองถ่าย ผลักดันแนวทางปลอดภัยและสวัสดิภาพแรงงาน

ก.แรงงาน จับมือคนบันเทิง ถกมาตรฐานกองถ่ายปลอดภัย เล็งตกลงเวลาพัก “Turn Around” 10 ชม. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเบื้องหลัง

กรุงเทพฯ, 21 ต.ค. 2569 — กระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนสวัสดิภาพคนทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยนายจุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดโต๊ะประชุมหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ และละคร เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานในกองถ่ายที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และชีวิตของคนทำงาน ณ กระทรวงแรงงาน

การหารือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญว่าด้วยชั่วโมงการทำงานและการพักผ่อน โดยที่ประชุมได้หยิบยกข้อเสนอเรื่อง “เวลาพักระหว่างรอบการทำงาน” (Turn Around) อย่างน้อย 10 ชั่วโมง ซึ่งผลการพูดคุยพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมเกินกว่าครึ่งเห็นพ้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในเบื้องต้นแต่ละสมาคมวิชาชีพจะนำมตินี้ไปรณรงค์และผลักดันให้เกิดการปรับใช้จริงภายในเครือข่าย ขณะที่ประเด็นเรื่อง “การจำกัดเพดานชั่วโมงการทำงานต่อวัน” นั้น ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป เนื่องจากลักษณะงานกองถ่ายมีมิติความยืดหยุ่นที่ซับซ้อน

การประชุมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากตัวแทนภาคอุตสาหกรรมบันเทิงและภาควิชาการกว่า 30 รายชื่อ ครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และผู้ผลิต อาทิ:

กลุ่มผู้กำกับและนักแสดง: นายชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล และ น.ส.มิณราญาพร สำนองคำ (สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย), นายณัฏฐ์ กิจจริต และ นายธนายุทธ ฐากูรอรรถยา (สมาคมนักแสดงฯ)

กลุ่มบุคลากรสายวิชาชีพเฉพาะทาง: ตัวแทนจากสมาคมผู้กำกับภาพ นำโดย นายธีระวัฒน์ รุจินธรรม และนายกิตติพัฒน์ จินะทอง, สมาคมวิชาชีพนักเขียนบทไทย (นายเกรียงไกร วชิรธรรมพร, นายจักรภัทร ทรงพลนภจร), สมาคมนักลำดับภาพไทย (นายมานุสส วรสิงห์, นายสุชาติ แสงชู), สมาคมนักสร้างเสียงฯ, สมาคมนักจัดหาสถานที่ฯ และตัวแทนฝ่ายศิลปกรรม

กลุ่มผู้ผลิต ค่ายภาพยนตร์ และสตูดิโอ: ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล (ไบสัน ไอเดีย), นายวิรัตน์ เฮงคงดี (คาร์แมนไลน์ สตูดิโอ), ตัวแทนจาก ทรู ซีเจ ครีเอชั่นส์, จังก้า สตูดิโอ, ลิฟวิ่ง ฟิล์ม, สตูดิโอคำม่วน, GMM TV, True Visions NOW รวมถึงผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์และสตูดิโออย่าง GearHead, ที-เรค (ประเทศไทย) และ TACGA

ภาควิชาการ: ดร.อภิเชฐ กำภู ณ อยุธยา และ ผศ. ดร.ภัคคพร พิมสาร จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความตั้งใจจริงในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยหลังจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปวางกรอบทางกฎหมายและจัดทำแนวทางมาตรฐานการทำงาน (Standard Guidelines) สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์และละครเพื่อบังคับใช้ในระยะต่อไป

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 สนับสนุนชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงนักศึกษาอาเซียนและบุคลากรลาว ยกระดับการศึกษานานาชาติในไทย เตรียมประกาศรายละเอียดและสมัครเร็วๆ นี้

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 เปิด 3 กลุ่มเป้าหมาย รับนักศึกษาต่างชาติ–บุคลากรลาวและกัมพูชา

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมเดินหน้าโครงการ Thailand Scholarships ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน นักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ และบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ ยกระดับความเป็นสากลของระบบอุดมศึกษาไทย และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาไทยมีบทบาทในเวทีการศึกษาระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้าถึงหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมในประเทศไทย
สำหรับทุนการศึกษาภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ทุนสำหรับนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน
มุ่งสนับสนุนนักศึกษาที่มีสัญชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเน้นหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน

กลุ่มที่ 2 ทุนสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ
เปิดกว้างสำหรับชาวต่างชาติโดยไม่จำกัดสัญชาติ ครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้เรียนจากทั่วโลกเข้ามาศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติ

กลุ่มที่ 3 ทุนสำหรับบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา
มุ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยบุคลากรจาก สปป.ลาว มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรม ขณะที่บุคลากรจากกัมพูชาครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตลอดจนหลักสูตรฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนระยะสั้น

การเตรียมดำเนินโครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 สะท้อนทิศทางของ อว. ในการใช้ทุนการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนากำลังคน และขยายเครือข่ายทางวิชาการ โดยมุ่งให้นักศึกษาต่างชาติและบุคลากรจากประเทศเป้าหมายได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านระบบอุดมศึกษาของไทย
ทั้งนี้ ผู้สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดทุน คุณสมบัติผู้สมัคร สาขาวิชา สถาบันที่เข้าร่วม และกำหนดการรับสมัครจากกระทรวง อว. เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนดำเนินการสมัคร ที่เว็บไซต์ https://www.mhesi.go.th/

ที่มา : https://study-d.com/thailand-scholarships/?fbclid=IwdGRjcAVFInVjbGNrBUUiYmV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEedVlE_kA9jFU3h5KTVHC0jyJPFGxmdkGU0YdF5A_M9bgd45ujqZJ4uNQlpo0_aem_HWjqxltZhiugR4KLbyLuHg#google_vignette

‘เอกนิติ’ เปิดประตูรับทุนฮ่องกง!! หารือฮ่องกงดึงโอกาสธุรกิจ เจาะศักยภาพไทยในเอเปค เดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือ หวังผลักดันยอดลงทุนเพิ่ม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนาย Bernard Chan ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย (Chairman, Hong Kong–Thailand Business Council) และผู้นำภาคธุรกิจฮ่องกง ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (The 33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Grand Hyatt เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้นำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจฮ่องกงสู่ไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1441110211541926/?rdid=2VFY0hqku59PmgsX#

'สายสุนีย์' พลาดทอง!! นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบไทย แพ้รอบชิงเอเชียนพาราเกมส์ เผยน้ำตาขอโทษแฟนกีฬาไทย ตั้งเป้าพาราลิมปิกเกมส์ 2028

“แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบขวัญใจชาวไทย สุดเศร้าหลังพลาดคว้าเหรียญทอง ด้วยการแพ้คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในประเภทบุคคลหญิง ฟอยล์ และเอเป้ คลาสบี

“แวว” สายสุนีย์ เผยทั้งน้ำตาว่า “ก่อนอื่นต้องขอโทษพี่น้องชาวไทย ที่ทำไม่ได้ คือทุกแมตช์การแข่งขันก็พยายามแล้ว พยายามชนะจีน ทุกคนเลย ตั้งแต่รอบแรก จนก่อนขึ้นชิง และคิดว่าในชีวิตก็ชนะมาตลอด แต่ไม่รู้เป็นอะไรทำไมถึงน็อก ให้เขานำ ยอมรับว่ามีแรงกดดันในตัวเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเสียใจหนักขนาดนี้ ตั้งแต่เล่นกีฬามา 27 ปี ไม่เข้าใจตัวเองว่า คนเก่งปราบหมดแล้ว แต่ทำไมถึงสตั๊นอยู่ตรงนั้น กว่าจะพลิกมา เขาก็นำไปเยอะแล้ว มันยากมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักของตัวเอง”

“ตอนเสมอ 14-14 ยอมรับว่ากลัว แล้วเราก็พลาดไปนิดเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ซึ่งคู่แข่งขัน เจอกันเขาไม่เคยชนะเราเลย มันเป็นการที่เราพลาดเอง กดดันตัวเองเกินไป ทำให้เราพลาด กว่าเราจะมีสติมา ก็ไม่ทันแล้ว”

“จริงๆ ก็ไม่อยากให้สัมภาษณ์ แต่ในเมื่อทำแล้ว ทำไม่ได้ ก็จะต้องยอมรับมัน ขอโทษครอบครัวมากๆ ที่ทำให้ไม่ได้ ขอโทษคนไทย ทั้งหมดด้วยที่ทำให้ไม่ได้”

สายสุนีย์ เผยอีกว่า “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นได้พูดกับตัวเองต่อ ว่าจะไป พาราลิมปิกเกมส์ 2028 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งสุดท้าย ก็ต้องไป แต่ ณ วันนี้ก็จะต้องเข้มแข็ง เสียใจวันนี้ก็เอาให้หมด จะพยายามปล่อยมันไป เพราะก็ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องอยู่กับทีม ยังต้องลงแข่งขันประเภททีม จะอ่อนแอไม่ได้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10446286

POLITICS

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ECONBIZ

ปตท. จัดประกวดศิลปกรรม!! เทศกาลศิลป์ครบรอบ 48 ปี รวมผลงาน 1,974 ชิ้นทั่วประเทศ มอบรางวัลกว่า 1.2 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

48 ปี ปตท. ต่อยอดพลังสร้างสรรค์ จุดประกายอนาคต ผ่านเวทีศิลปกรรม ปตท.

วานนี้ (21 ตุลาคม 2569) - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 รวม 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท เนื่องในโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. เพื่อส่งเสริมศักยภาพศิลปินไทยและเปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยในปีนี้ได้รับความสนใจจากศิลปินทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าประกวดรวม 1,974 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานทัศนศิลป์ 1,539 ผลงาน และศิลปะดิจิทัล 435 ผลงาน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะจากหลากหลายแขนง จำนวน 15 ท่าน สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของศิลปินไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ปตท. มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ และเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ซึ่งการเสริมสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถและโอกาส โดย ปตท. เชื่อมั่นว่าศิลปะมีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณค่าให้กับสังคม และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แก่ประเทศได้ จึงจัดให้มีการประกวดศิลปกรรม ปตท. อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2529 โดยหัวข้อการประกวดแต่ละปีนั้นสะท้อนบริบทของสังคมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลงานส่งเข้าประกวดรวมกว่า 49,000 ผลงาน

สำหรับปี 2569 ในวาระครอบรอบ 48 ปี ปตท. จึงจัดให้มีการประกวด 2 รายการ ได้แก่ PTT Art Awards 2026 การประกวดผลงานประเภททัศนศิลป์ ภายใต้หัวข้อ “พลังชีวิต พลังอนาคต” จำนวน 32 รางวัล และ PTT Digital Arts 2026 การประกวดผลงานประเภทศิลปะดิจิทัล ภายใต้หัวข้อ“ส่งพลัง สร้างอนาคต” จำนวน 16 รางวัล รวมจำนวน 48 รางวัล มูลค่ากว่า 1,200,000 บาท พร้อมรางวัล CEO Awards และ Popular Vote ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการโหวตรางวัลขวัญใจมหาชน บนช่องทาง Facebook: We Love PTT ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจและร่วมโหวตมากกว่า 6,000 โหวต รวมทั้งยังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยนำผลงานศิลปะร่วมแสดงกว่า 170 ผลงาน จัดแสดงตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมเปิดจำหน่ายผลงาน เพื่อสร้างรายได้และโอกาสในวงการศิลปะให้แก่ศิลปินไทย ตลอดจนนำผลงานไปต่อยอดเป็นของที่ระลึก และประยุกต์ศิลปะดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนี้ ปตท. ยังเปิด “PTT Art Awards Exhibition 2026” นิทรรศการแสดงผลงานรางวัลศิลปกรรม ปตท. ประจำปี 2569 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและให้กำลังใจผลงานของศิลปินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ PTT ART GALLERY ณ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ตลอดเดือนตุลาคม 2569

บีโอไอผนึก JETRO–ภาคการเงิน!! ไทย–ญี่ปุ่น ผนึกกำลังลงทุนแห่งอนาคต เชื่อมโยงธุรกิจและเทคโนโลยี ส่งเสริมยกระดับอย่างยั่งยืน หนุนเงินทุน-ตลาดหลักทรัพย์

บีโอไอส่งเสริมการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากทางซ้าย) ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนเครื่องมือทางธุรกิจจากภาคการเงินและตลาดทุน สนับสนุนทั้งการลงทุนใหม่และการยกระดับธุรกิจที่มีฐานในประเทศไทย

เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ!! รับฟรีน้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M-150 พรีเมียม เริ่ม 21 ต.ค. 69 ถึง 31 ม.ค. 70 สนับสนุนเกษตรกรไทยและชุมชน

“เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ” รับฟรี น้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M - 150 สูตรพรีเมียม
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชัน “เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ”

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เพียงเติมน้ำมันครบ 1,200 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ โดยเติมน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด รับฟรี น้ำเบอร์รีรวม (สตรอเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และมะเม่า) 40% ตราดอยคำ ไลท์ ขนาด 200 มล. 1 กล่อง มูลค่า 13 บาท หรือเติมบางจากดีเซลทุกชนิด รับฟรี M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม ขนาด 150 มล. 1 ขวด มูลค่า 12 บาท ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2569 จนถึง 31 มกราคม 2570 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อมอบให้ลูกค้าช่วงเทศกาลการเดินทางช่วงปลายปี 2569 รับปีใหม่ 2570 เติมความสดชื่นให้ทุกการเดินทาง โดยน้ำเบอร์รีรวม 40% ดอยคำ ไลท์ คัดสรรคุณค่าจากสตรอว์เบอร์รี มัลเบอร์รี และมะเม่า หวานน้อย วิตามินซีสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยในโครงการหลวง ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบางจากฯ ในการส่งเสริมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน ส่วน M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานยอดนิยม มีวิตามินบีและ D-Ribose ช่วยเติมความสดชื่นและความกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมในการทำงานและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดวัน

นอกจากของสมนาคุณดังกล่าวข้างต้น บางจากฯ ยังมอบความคุ้มค่ามากกว่า สมาชิกบางจากกรีนไมลส์
เพียงเติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ครบทุก 1,00 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร 1 ขวด มูลค่า 14 บาท ตั้งแต่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

LITE

22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจครบถ้วน

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร

ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีทรงผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่จะทรงผนวชแก่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราช ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แจ้งข้อพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบท และขอให้ทุกฝ่ายสมัครสมานกันรักษาประเทศ ทรงขอบใจรัฐบาลที่รับภาระเตรียมการบรรพชาอุปสมบท

ครั้นเสร็จพระราชพิธีภายใน พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยแล้ว จึงเสด็จฯ มายังพระที่นั่งสุทไธสวรรค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงได้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริ ที่จะบรรพชาอุปสมบทให้อาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน

อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวของข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคําสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพรียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวยก็น่ารักได้อุปสมบทในพระศาสนาตาม ประเพณีสักเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมอีกโสดหนึ่งด้วย

และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่จะทําตามความตั้งใจไว้นั้นได้แล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงมีพระคุณูปการในส่วนตัวข้าพเจ้าได้หายประชวรในครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก มาคํานึงเห็นว่า ถ้าในการที่ข้าพเจ้าจะอุปสมบทนี้ ได้พระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา เคารพ ของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในพระองค์ท่านได้อย่างเหมาะสมด้วยอีกประการหนึ่ง อาศัยเหตุเหล่านี้จึงได้ตกลงใจจะอุปสมบทในวันที่ 22 เดือนนี้

ส่วนกิจการบ้านเมืองนั้นก็หวังว่า ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าบวชนี้คงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขัดข้อง โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระราชินีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบสุขในกิจการบ้านเมืองของเราให้ดําเนินไปด้วยดีเถิด
ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ได้อภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีความสุขสวัสดี ขอทุกๆ ท่านจงมีส่วนได้รับกุศลความดีงามอันจักพึงมีจากการที่ข้าพเจ้าเข้าอุปสมบทในพระศาสนาครั้งนี้โดยทั่วกัน เทอญ”
สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชในครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจาก ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี เป็นต้น

อ้างอิง : จดหมายเหตุตามรอยทรงพระผนวช / คณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติโดยคู่สมรสคณะรัฐมนตรี

21 ตุลาคม ของทุกปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ทรงงานช่วยเหลือชุมชนยากไร้และชนกลุ่มน้อย ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโก

วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์ทรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนที่ยากไร้และชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพในปี พ.ศ. 2538 รวมพระชนมายุ 95 พรรษา

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม
พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวไทยและประเทศชาติมีมากมาย พระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ทรงอุทิศพระวรกายและสละเวลาให้แก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

• วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ
ด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อประชาชนที่ได้พบเห็นในถิ่นทุรกันดารในเรื่องของโรคภัย คือ เรื่องโรคฟัน ถือเป็นโรคหนึ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารและไม่สามารถช่วยตนเองได้ ในปี พ.ศ. 2512 พระองค์จึงทรงจัดตั้ง ‘หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี’ (พอ.สว.) ขึ้น และทรงให้ทันตแพทย์ร่วมปฏิบัติงานในหน่วยแพทย์พอ.สว.นี้ รวมทั้งพระองค์ได้พระราชทานวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์และทันตบุคลากร ในปี พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมเด็จย่ามีพระมหากรุณาธิคุณ จึงกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแก่พระองค์เป็น ‘พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย’

• วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ
สืบเนื่องจากพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก และสมควรนำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติตนและการปฏิบัติงานเพื่อสังคมส่วนรวม เมื่อปี พ.ศ. 2528 รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ในปี 2542 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศพระนามให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม

• วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ
วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ หรือ วันรักต้นไม้แห่งชาติ หรือ ‘วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ’ (National Annual Tree Care Day) ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จย่า ที่ทรงให้ความสำคัญการบำรุงรักษาต้นไม้และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น ‘วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ’ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อสมเด็จย่า ที่ทรงงานพัฒนาชนบทโดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ
• วันพยาบาลแห่งชาติ
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น วันพยาบาลแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา

20 ตุลาคม 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2519 ใช้ชั่วคราว 2520 ตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกฯ คนใหม่

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 เป็นการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยผู้ที่นำการรัฐประหาร คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519 เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ รัฐประหารตัวเอง เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้
โดยมีประกาศในการรัฐประหารไว้ดังนี้ การบริหารงานของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ให้ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลในการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดยะลา

ผลจากการยึดอำนาจคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2520 แทนจนกระทั่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521 จึงมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2521 แทนและได้แต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 แล้ว รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 หลังจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ทั้งนี้เพราะวุฒิสมาชิกซึ่งมีจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในการกำหนดผู้ที่จะเป็นรัฐบาลด้วย วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งนี้คือผู้ที่กลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นจึงสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งได้รับการวางตัวเป็นผู้นำของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริหารประเทศภายใต้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คนมาจากการเลือกตั้งมีส่วนในการควบคุมรัฐบาลอยู่บ้าง ยังดำเนินไปได้ไม่ครบปี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งเกษียณจากการเป็นทหารประจำการแล้วก็พบมรสุมการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากน้ำมันที่ขึ้นราคา โดยถูกกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 5 พรรคนำโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดจะเปิดอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้ประกาศลาออกเสียก่อนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 กลางที่ประชุมรัฐสภา

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

DNA จากรุ่นสู่รุ่น เปิดเส้นทาง “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” กับวิชาธุรกิจนอกตำรา “ใช้ใจแลกใจ” สานต่อบริการด้วยหลัก “ซื่อสัตย์-ใส่ใจ” ยึดคำมั่น “ไม่ใช่แค่เหมือนเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิม”

ถ้าพูดถึงชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” เชื่อว่าในแวดวงคนรักรถหรูคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายคนอาจจะเคยสงสัยอยู่ในใจว่า เอ๊ะ... ในเมื่อโชว์รูมและศูนย์บริการตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ย่าน ‘รามอินทรา’ แล้วทำไมถึงยังใช้ชื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ อยู่? 

“พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ได้ให้คำนิยาม “เบนซ์ทองหล่อ” ไว้ว่า “ความเป็นเบนซ์ทองหล่อ ไม่ใช่แค่ชื่อหรือสถานที่ขายรถ แต่คือ DNA คือตัวตนที่สะท้อนการดูแลลูกค้าแบบคนในครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เอกลักษณ์นี้ก็จะยังคงอยู่”

ตำนานที่เริ่มต้นจาก ‘พลาสติกติดเทป’ สู่ชื่อที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ย้อนกลับไปในยุคบุกเบิก โชว์รูมแห่งแรกไม่ได้หรูหราโอ่อ่าอย่างทุกวันนี้ คุณพ่อวสันต์ (ผู้ก่อตั้ง) เริ่มต้นจากการขายรถผ่านทางโทรศัพท์บนตึกที่ไม่มีรถจอดโชว์สักคัน จนกระทั่งขยับขยายมาเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ ‘ซอยทองหล่อ’ ด้วยความที่ทุนสร้างยังมีไม่มาก หน้าต่างโชว์รูมในวันนั้นจึงทำจากพลาสติกติดเทปใสธรรมดา ๆ แต่นั่นกลับเป็นจุดกำเนิดของชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ

เวลาล่วงเลยผ่านไป กิจการเติบโตขึ้นจนต้องขยายพื้นที่ และตัดสินใจรวบรวมศูนย์บริการมาไว้ที่ ‘รามอินทรา’ แบบครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพลอยตัดสินใจเด็ดขาดคือ “เราจะไม่ทิ้งชื่อเบนซ์ทองหล่อ” เพราะชื่อนี้ก้าวข้ามคำว่าโลเคชันไปแล้ว แต่คือสัญลักษณ์ของความเชื่อใจ และการต้อนรับที่อบอุ่นแบบฉบับเบนซ์ทองหล่อนั่นเอง

จากเด็กหญิงที่วิ่งเล่นในออฟฟิศ สู่เก้าอี้ CEO

คุณพลอยไม่ได้เพิ่งก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อวานซืน แต่เธอคือสายเลือดหนึ่งเดียวที่คลุกคลีกับกลิ่นเบาะหนังและเสียงเครื่องยนต์มาตั้งแต่จำความได้ ภาพวัยเด็กของเธอคือเด็กผู้หญิงที่เลิกเรียนปุ๊บ ก็มาวิ่งเล่นในออฟฟิศเพื่อรอคุณพ่อกลับบ้านทุกเย็น

เธอเติบโตมาพร้อมกับภาพจำในยุครุ่งเรืองที่คุณพ่อสร้างสรรค์ไอเดียระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำรถเบนซ์ไปให้ผู้นำระดับโลกใช้ในงานประชุมผู้นำนานาชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวรถ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี “รถยืด” (Limousine) เข้ามาทำในไทยจนได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงการฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งที่คุณพ่อพลิกวิกฤตเปิด ‘ตลาดนัดคนเคยรวย’ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก วันนี้ในฐานะ CEO เธอรับไม้ต่อในการบริหารแบบเต็มตัว พร้อมกับประสบการณ์ที่หล่อหลอมเธอมาทั้งชีวิต

“วิชาธุรกิจจากคุณพ่อ ไม่มีคู่มือข้อ 1 2 3 แต่คือการซึมซับผ่านการลงมือทำ การกัดฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจหล่อหลอมให้เรามีความอดทนและพร้อมรับมือกับทุกปัญหาโดยไม่รู้ตัว” พลอยกาญจน์กล่าว

วิชา ‘ใจแลกใจ’ นอกตำราของคุณพ่อวสันต์

สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อไม่ใช่ทฤษฎีธุรกิจที่สวยหรู แต่คือการเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานเคียงข้างท่านมาตลอด เธอซึมซับความอดทนจากการมองเห็นคุณพ่อแก้ปัญหาในทุกวิกฤต

และมรดกทางความคิดชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณพ่อถ่ายทอดให้คือปรัชญา “ใจแลกใจ” คุณพ่อมักสอนเสมอว่า หากอยากได้ใจลูกค้า เราต้องเป็นฝ่ายให้ใจเขาก่อน ความซื่อสัตย์และการรักษาชื่อเสียงไม่ให้มีประวัติด่างพร้อย คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเบนซ์ทองหล่อด้วย “ความสบายใจ” เสมอ

สไตล์ ‘พลอย เบนซ์ทองหล่อ’ รักษาแก่นแท้ แต่ติดปีกให้ทันสมัย

ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนโฉมหน้า ทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่ และจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามามีผลต่อความต้องการของลูกค้า นี่คือจุดที่ทำให้เธอ “คิดเพื่อปรับ” สไตล์การบริหารยุคใหม่เข้ามาผสานกับ DNA เดิม

วันนี้ การต่อสู้กันที่ “ราคา” ไม่ใช่หัวใจสำคัญอีกต่อไป หากแต่เป็น “การบริการ” ที่จะได้ใจลูกค้า เธอจึงปรับเข็มทิศให้ทีมงานเปลี่ยนทักษะจากการเป็น “นักขาย” มาเป็น “ผู้ดูแลลูกค้า” ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ความอบอุ่นแบบคุณพ่อไว้เต็มเปี่ยม แต่เสริมทัพด้วยความรวดเร็วในการแก้ปัญหา (Take Action) กล้าตัดสินใจ และเปิดรับฟังลูกค้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เธอยังเดินหน้าสื่อสารแบรนด์ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อพาความคลาสสิกของเบนซ์ทองหล่อไปทำความรู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถนำทัพธุรกิจรถยนต์ฝ่าพายุการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม

“ลูกค้าเพียง 1 คน คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ฐานลูกค้ากว่าหมื่นรายคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ที่เราพร้อมจะตอบแทนด้วยความใส่ใจที่ดียิ่งกว่าเดิม” นี่คือสิ่งที่พลอยกาญจน์ตระหนักและเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง

คำขอบคุณจากหัวใจ ถึงลูกค้าที่เติบโตมาด้วยกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ฐานลูกค้ากว่า 10,000 ราย คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีให้เบนซ์ทองหล่อ-รามอินทรา ลูกค้าหลายครอบครัวอุดหนุนกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ส่งต่อความไว้วางใจมาจนถึงรุ่นลูกหลาน

วันนี้ ภายใต้การบริหารของซีอีโอหญิงที่ชื่อ พลอย เบนซ์ทองหล่อ เธอขอใช้พื้นที่นี้ส่งต่อคำขอบคุณจากใจจริงถึงลูกค้ากว่าหมื่นรายที่มอบความไว้วางใจให้ครอบครัวเบนซ์ทองหล่อเสมอมา คำมั่นสัญญาจากผู้บริหารหญิงคนนี้คือ ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะหมุนเปลี่ยนไปไวแค่ไหน เธอพร้อมจะนำ DNA การบริการที่ฝังรากลึก มาผสานกับวิสัยทัศน์การบริหารยุคใหม่ ดังนั้น “เบนซ์ทองหล่อ” ในเวอร์ชันของเธอจะไม่หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่จะต้อง “ดีขึ้นกว่าเดิม” เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ และตอบแทนทุกความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ตลอดไป

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล

ศึกคนเก่า ปะทะคนใหม่!! ชิงนายกเทศมนตรีนครสงขลา 3 ทีมดัง ‘วันชัย’ หวังสานงานต่อ ‘สมศักดิ์’ ขอคืนสนาม ‘เกรียงไกร’ เปิดทีมก้าวหน้าท้าชน จับตาฐานเสียงเก่าและใหม่ โฟกัสนโยบายแก้น้ำท่วม อนาคตเมืองขึ้นกับทีมใคร

เช็กความพร้อม 3 ทีม ระเบิดศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลา

สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครสงขลาเริ่มชัดขึ้น หลัง วันชัย ปริญญาศิริ ลาออกเมื่อ 12 ตุลาคม 2569 โดยสำนักงานการเลือกตั้งสงขลา กำหนดเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 และเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคมนี้

การประเมินความพร้อมต้องแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่แต่ละทีมประกาศแล้ว กับสิ่งที่ยังต้องตรวจสอบ โดยไม่ด่วนสรุปว่าใครได้เปรียบจากกระแสข่าวเพียงอย่างเดียว

1. ทีมวันชัย ปริญญาศิริ

อดีตนายกฯ คนล่าสุด

ฐานสำคัญ: ผลงานการบริหารและโครงการพัฒนาเมือง เข้าตาประชาชนหรือไม่ แต่มีเสียงกระซิบถึงข้อติติงนโยบายบางเรื่องที่ประชาชนยังไม่สบายใจ

วันชัยยืนยันว่าจะกลับมาลงสมัครอีกครั้ง และเปิดเผยว่าจัดเตรียมทีมบริหารแล้ว โดยมีประเด็นผลงานที่นำเสนอ ได้แก่ การประสานงบประมาณจากหน่วยงานภายนอกกว่า 1,000 ล้านบาท โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การนำสายไฟฟ้าลงดิน ย่านเมืองเก่า และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว 

จุดอ่อนอยู่ตรงที่ทีมบริหารเดิม แตกตัวไปจัดทีมมาลงแข่งด้วย จากรองนายกฯ อันสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันในทีมเดิม

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อทีมบริหารและผู้รับผิดชอบแต่ละด้านน่าสนใจแค่ไหน ดึงคะแนนเสียงได้ไหม

-มีแผนรับมือน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรมอย่างไร หลังเมืองเผชิญความคาดหวังเรื่องการป้องกันน้ำท่วม

-สามารถชี้แจงผลงานที่ผ่านมา พร้อมแสดงแผนสานต่อโครงการที่ยังไม่เสร็จได้ชัดเจนเพียงใด

แม้มีการประกาศเตรียมลงสมัครและจัดทีมแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมอย่างเป็นทางการและความพร้อมเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะนโยบายแต่ละด้าน และครอบคลุมแค่ไหน

2. ทีมสมศักดิ์ ตันติเศรณี

อดีตนายกฯ คนก่อน

ฐานสำคัญ: ประสบการณ์บริหารและเครือข่ายเดิม

สมศักดิ์เคยบริหารเทศบาลนครสงขลารวมประมาณ 8 ปี และมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเมือง รายงานของสำนักข่าวอิศรา รวมถึงเปิดเผยกับ #นายหัวไทร ระบุว่าเขาเตรียมกลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยยอมรับว่าฐานเสียงเดิมอาจลดลงบ้าง  

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-ทีมงานเดิมยังรวมตัวกันแน่นแค่ไหน และมีเครือข่ายใหม่เข้ามาเติมหรือไม่

-มีนโยบายชุดใหม่ที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ไม่ใช่อาศัยเฉพาะผลงานในอดีตหรือไม่

-มีแผนรับมือน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

สมศักดิ์ มีประสบการณ์บริหารและกำลังเตรียมลงสนาม แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมบริหารและนโยบายฉบับเต็ม

โจทย์ของสมศักดิ์จึงอยู่ที่การเชื่อมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับความต้องการของคนเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น

3. ทีมเกรียงไกร คมขำ

คนรุ่นใหม่ สายภาคประชาชน

ชื่อทีม: นครสงขลาก้าวหน้า

เกรียงไกรเป็นที่รู้จักในแวดวงภาคประชาชน เคยทำงานใกล้ชิดกับจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ และเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เกรียงไกรเริ่มรวบรวมทีมงานและเครือข่ายเพื่อเตรียมแข่งขัน  เริ่มขึ้นป้ายตามแยกต่างๆ อันสะท้อนถึงความพร้อม พร้อมกับทำคลิปประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชี่ยลต่อเนื่อง

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อผู้ร่วมทีมและผู้รับผิดชอบงานบริหารมีความชัดเจนเพียงใด

-สามารถขยายเครือข่ายภาคประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน

-นโยบายและงบประมาณที่จะใช้ขับเคลื่อนเมืองมีรายละเอียดแล้วหรือยัง

มีการเคลื่อนไหวรวบรวมทีมและเครือข่าย แต่รายละเอียดทีมบริหารและนโยบายยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

สำหรับเกรียงไกร ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนทุนทางสังคมและประสบการณ์ทำงานภาคประชาชนให้เป็นแผนบริหารเทศบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งงบประมาณ บุคลากร และการแก้ปัญหาเร่งด่วนของเมือง

นอกจากสามทีมดังกล่าวยังมีอีกสองกลุ่มที่ต้องจับตา

ทีมจารึก ตันติเศรณี และ สมชาย จันทรประทิน อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสงขลา อยู่ในกลุ่มที่มีข่าวเคลื่อนไหวด้วย จึงยังไม่ควรสรุปว่าสนามนี้มีผู้แข่งขันจริงเพียงสามทีม เเป็รอวันสมัครจริง

5. สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 26-30 ตุลาคม

รายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ตรวจสอบว่าใครยื่นสมัครจริง และใครถอนตัวหรือเปลี่ยนแผน

รายชื่อทีมบริหารและเครือข่ายสนับสนุน แยกบุคคลที่ประกาศสนับสนุนชัดเจนออกจากเพียงผู้ที่เคยร่วมงานกัน นโยบายรับมือน้ำท่วม ทั้งระบบระบายน้ำ จุดเสี่ยง งบประมาณ และหน่วยงานที่ต้องประสาน เพราะเป็นโจทย์เร่งด่วนของนครสงขลา ความต่อเนื่องของโครงการเดิม โดยเฉพาะโครงการที่มีการทำสัญญาแล้ว ต้องตรวจสอบสถานะและภาระงบประมาณให้ชัดเจน

การเปิดเผยนโยบายและการหาเสียงในชุมชน ติดตามจากกิจกรรมจริงและเอกสารนโยบาย ไม่ใช้ยอดแชร์หรือกระแสในโซเชียลแทนคะแนนนิยม

ศึกนี้อยู่ที่ว่า “วันชัย”ยังรักษาฐานเดิม และขยายฐานจากผลงานได้มากน้อยแค่ไหน “สมศักดิ์”จะกลับมาแย่งคะแนนไปได้แค่ไหน ให้จับตา “เกรียงไกร”อาจเป็นตาอยู่ก็เป็นได้

WORLD

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น เพราะถูกมองว่า "ร่ำรวยเกินไป" ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้อพยพอื่น ๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3837923719693627/?rdid=l573laVwqP7bwO81#

ไทย–จีน จับมือปูทางลงทุนไร้ข้อพิพาท!! นักกฎหมายไทยร่วมเวทีไห่หนาน เสนอเพิ่มความคุ้มครองธุรกิจไทยในจีน ป้องกันถูกแย่งจดเครื่องหมายการค้า–ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนุนพัฒนาท่าเรือการค้าเสรีและอาเซียน

ไห่โข่ว, 20 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้จัดงานสัปดาห์กฎหมายท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ปี 2026 โดยมีบุคคลากรชั้นนำจากแวดวงกฎหมายและธุรกิจของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการบริการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การระงับข้อพิพาทข้ามพรมแดน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแก่บริษัทไทยที่ลงทุนในไห่หนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ผศ.ดร. นิสิต อินทมาโน รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ทำการศึกษาและปฏิบัติงานด้านกฎหมายพาณิชย์ อนุญาโตตุลาการ และทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน กล่าวว่าข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระงับข้อพิพาทและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยนิสิตเชื่อว่ากฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบริษัทต่างชาติ และไห่หนานสามารถพัฒนาระบบบริการด้านกฎหมายให้ครอบคลุม ทั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการประสานกฎระเบียบทางการค้าและสร้างความร่วมมือด้านอนุญาโตตุลาการกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

อู๋ชิงเล่อ ประธานหอการค้าไห่หนานในไทย กล่าวว่าเวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน พวกเขาไม่เพียงพิจารณาโอกาสทางการตลาดและนโยบายพิเศษเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการลงทุน การปฏิบัติตามสัญญา และกลไกการระงับข้อพิพาทด้วย แวดวงกฎหมายจีนและไทยควรเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบและขั้นตอนทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ แจงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ และลดความเข้าใจผิดอันเกิดจากอุปสรรคทางภาษาและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน

อู๋ยังกล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ต่างชาติและนวัตกรรม พร้อมเสนอให้พัฒนาบริการทางกฎหมาย เพื่อช่วยบริษัทไทยเข้าใจขั้นตอนเฉพาะในการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในจีน ป้องกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิชอบ การปลอมแปลงสินค้า และการละเมิดความลับทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การยื่นคำขอ การร้องเรียนการละเมิดสิทธิ และการระงับข้อพิพาท

ทั้งสองเชื่อว่าไห่หนานสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาบริการอย่างการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งสำรวจความร่วมมือด้านกฎระเบียบทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกฎหมายกับกลุ่มประเทศอาเซียน และสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่มั่นคง โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ที่มา : Xinhua

รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที

“รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที!
เราไม่ใช่เม็กซิโก! เราคือสหรัฐอเมริกา!
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าและเกียรติภูมิให้กับรัฐอย่างมหาศาล!
มูลค่าบ้านและรายได้ของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น และพวกคุณจะยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้น เมื่อยืนทำความเคารพธงชาติอเมริกันอันงดงามของเรา!
บางทีแม้แต่การเลือกตั้งที่ทุจริตคดโกง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐนิวเม็กซิโกขึ้นชื่อ ก็อาจกลับมากลายเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมอีกครั้ง!”

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐ

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top