Saturday, 31 October 2026
NEWS

ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ!! ดัชนี RSI ต.ค. 2569 ชี้ขยายตัวได้ ภาคใต้-อีสาน โตเด่น รับเทศกาลวันหยุดยาว เสี่ยงภัยแล้ง-ต้นทุนสูง กระทบบ้าง รัฐเร่งมาตรการหนุนกำลังซื้อและลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนตุลาคม 2569

“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ”

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และราคาต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 72.5 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจภายใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว และมีการจัดงานเทศกาลหลายงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในพื้นที่ รวมถึงอุปสงค์ต่อสินค้าจากทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 72.2 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้โดยมีแรงหนุนหลักจากภาคบริการและภาคเกษตร จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุนในภาคบริการ อีกทั้งจะเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น และสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 71.4 แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการจัดงานประเพณีและเทศกาลสำคัญในหลายพื้นที่ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และการดำเนินมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 69.0 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ยังคงขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรม ตามแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในพื้นที่ EEC มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 66.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 66.4 สะท้อนว่าเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยภาคบริการและการจ้างงานได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องและการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและความต้องการแรงงานในระยะข้างหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 64.6 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 61.4 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน ภาระค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในระยะต่อไป

https://www.mof.go.th/.../%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0...

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1449591037360510/?rdid=7Kxrz6JogmY0MKBb#

บ้านปู ขยายเชื้อเพลิงชีวมวล!! มุ่งลดคาร์บอน 148,000 ตันปี 2570 เดินเครื่องโครงการชีวมวลในจีนครบ 3 แห่ง ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ไฟฟ้า ตอบรับนโยบายคาร์บอนต่ำของจีน

บ้านปูเดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม
พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนในจีน

ขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วม (Biomass Co-firing) ในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในจีน โดยภายในปี 2570 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ปีละประมาณ 148,000 ตัน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า (Biomass Co-firing) ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power Plant: CHP) ทั้ง 3 แห่งในจีน โดยขยายจากโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งไปยังโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่ง คาดว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมปีละประมาณ 148,000 ตัน ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่บริษัทฯ มีอยู่

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของบ้านปูในจีน มีบทบาทในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายระบบไฟฟ้า (Power Grid) และจ่ายไอน้ำให้แก่ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนระบบทำความร้อนสำหรับที่อยู่อาศัยของชุมชนในช่วงฤดูหนาว การนำเศษวัสดุชีวมวลจากท้องถิ่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับเชื้อเพลิงหลักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการต้นทุนด้านเชื้อเพลิง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+)

โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการ Biomass Co-firing มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดย 1 ปีให้หลัง ในเดือนกันยายน 2569 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมมากกว่า 47,000 ตัน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ซึ่งในปี 2570 คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ปีละประมาณ 70,000 ตัน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงประมาณ 1 ล้านหยวน (เทียบเท่า 4.7 ล้านบาท) ในปีเดียวกัน จากการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม

จากความสำเร็จในโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง บ้านปูได้ขยายการดำเนินงานโครงการ Biomass Co-firing ไปยังโรงไฟฟ้าโจวผิงและโรงไฟฟ้าหลวนหนาน โดยทั้งสองแห่งตั้งเป้าการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในสัดส่วนร้อยละ 10 โดยโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มเดินเครื่องแล้ว และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมประมาณ 10,000 ตันในเดือนกันยายน 2569 ด้านโรงไฟฟ้าหลวนหนานอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 และประมาณการว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 34,000 ตันในปี 2570

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Biomass Co-firing สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบ้านปู ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการดำเนินงานและบริหารจัดการเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการจ่ายความร้อนและไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของเรา”

การลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัทฯ สอดคล้องกับนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในจีนควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยภาครัฐของจีนมีกลไกการซื้อขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำสิทธิคาร์บอนส่วนเกินไปขายให้แก่บริษัทที่ต้องการซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมได้ กลไกดังกล่าวจึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบ้านปู การบริหารจัดการสินทรัพย์คาร์บอนในจีนครอบคลุมการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (High Efficiency, Low Emissions: HELE) โดยตั้งเป้าปริมาณการขาย CEAs รวม 435,000 ตันในปี 2569

บ้านปูให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยโครงการ Biomass Co-firing เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบ้านปูในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2573 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 1 หยวน : 4.7 บาท

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ยอมรับคิดน้อยไป!! ‘ศุภลักษณ์’ โร่ขอโทษสังคม–นักเขียนหญิงผู้เสียหาย ยอมรับคิดน้อยไป หลังถูกพบเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กเปิดวาร์ป ยืนยันไม่เคยร่วมคอมเมนต์คุกคาม พร้อมขอโทษผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

“ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม โร่ขอโทษสังคม-ผู้เสียหาย ยอมรับ "คิดน้อยไป" หลังมีชื่อในกลุ่มเปิดวาร์ปนักเขียนหญิง 

เกิดเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล เมื่อวงการนักเขียนลุกเป็นไฟ ภายหลังมีการนำภาพนักเขียนหญิงไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาบัญชีส่วนตัว ก่อนพบว่าบางโพสต์มีข้อความลักษณะเข้าข่ายคุกคามทางเพศ โดยพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีนักเขียน นักการเมือง คนดังในแวดวงสังคมอยู่ในกลุ่มด้วยนั้น 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 69 นาย ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกเปิดเผยว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphalak Bumroongkit” เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อสังคมว่า “มาแล้วครับ กว่าจะเลิกงาน แล้วต้องไปรพ. เสร็จแล้วฝนตกอีก” 

1.เฟซบุ๊กผมเคยอยู่ในกลุ่มนี้จริงครับ ผมเป็นคนที่กดจอยกลุ่มทุกกลุ่ม ฟอลทุกเพจที่ขึ้นมาในนิวฟีดเป็นธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มที่ผมไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ กลุ่มต่อต้านม็อบสามกีบ กลุ่มแมนมินิสต่อต้านสิทธิสตรี ฯลฯ เพราะอยากรู้ความคิดเห็น/ความเคลื่อนไหวในbubbleของคนแต่ละกลุ่มครับ ถ้าเรื่องไหนเดือดๆ มันจะชอบขึ้นมาในนิวฟีดเอง 

ตอนแรกจะโพสต์ลิงก์กลุ่มให้ด้วย ผมว่าจำเป็นต้องโพสต์ลิงก์ให้เป็นกรณีศึกษาของสังคม เพราะมีคนจำนวนมากยังไม่เห็นกลุ่มจริงๆ ว่าเป็นยังไง แต่กลุ่มบินไปแล้วครับ 

2.ส่วนกลุ่มนี้ มันขึ้นมาในนิวฟีดผม ผมก็กดเข้าไปตามวิสัยปกติ เท่าที่จำความได้ในตอนแรกยังไม่ได้มีคอมเม้นต์คุกคามเหมือนตอนนี้ครับ ผมไม่เคยไปเม้นต์ ไม่เคยกดเข้าไปดูในกลุ่มด้วย ทางเดียวที่ผมจะเห็นคือผ่านนิวฟีด (ซึ่งโพสต์กลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยขึ้นมาด้วย) 

3.จนผมเริ่มเห็นโพสต์เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. พูดถึงกลุ่มนี้ ก็พอทราบว่าหมายถึงกลุ่มนี้

ตอนแรกผมไม่ได้กดออกด้วย เพราะเราบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีคอมเม้นต์คุกคามจริง, มีคอมเม้นต์ที่ objectify ผู้หญิงให้เป็นแค่วัตถุทางเพศให้เป็นบ่อยๆ แต่ผมคิดว่าก็เราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้นี่นา เราอยู่กลุ่มอื่นๆ เต็มไปหมด ความคิดเห็นร้อยพ่อพันแม่ การอยู่ในกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาปก็เปิด public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด 

4.แต่หลังจากที่ได้ทบทวน คุยกับหลายๆ คน ผมรู้สึกว่าผมคิดน้อยไปจริงๆ ครับ

-ผมไม่ทราบว่ามีการคุกคามเกิดขึ้นจากการเปิดวาป มีคนถูกส่งข้อความไปคุกคามจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจจริง

-สมมติว่ามีคนโดนทำร้าย แล้วเรายืนเฉยๆ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย มันก็ดูแย่อยู่ดี

-การอยู่ในกลุ่มเฉยๆ แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่การมีจำนวนเยอะ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้วัฒนธรรมแบบนี้มันยังดำเนินต่อไปได้

-วิธีเช็กที่ง่ายที่สุด ถ้าน้องสาว พี่สาว แม่ แฟน ของท่าน โดนเอาไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อหาวาป ท่านจะโอเคไหม?

-จะเอามาเทียบกับการอยู่ในกลุ่มอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน สมมติถ้าผมเข้าไปแฝงอยู่ในกลุ่ม "ซื้อขายบริการเด็กต่ำกว่า 18" เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหว แบบนี้ก็คงพูดไม่ได้ล่ะ เพราะกลุ่มนี้มีจุดประสงค์ของการสร้างมาเพื่อทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน 

5.ขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษสังคม ขอโทษผู้เสียหายครับ 

6.สนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอครับ เสียใจ หลายเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวเองจริงๆ ไม่มีทางเข้าใจครับ ประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูง ล้วนแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เหนียวแน่นขัดกับผู้ถืออำนาจที่เป็นผู้ชายครับ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/561532 

ชายแดนไทย- พม่าตึงเครียด นายกอนุทินสั่งคุมเข้ม!! หลังระเบิดข้ามแดนทำคนไทยบาดเจ็บ ยกระดับความปลอดภัย 7 วัน ระงับนำเข้าส่งออกช่องทางอื่น ทหารลาดตระเวน 24 ชั่วโมงเต็ม

"นายกฯ"สั่งคุมเข้ม "แม่สอด" ทหารปิดชายแดน 7 วัน ริมแม่น้ำเมย ห้ามน้ำเข้า-ส่งออก ด้าน ฉก.ราชมนู ส่ง กำลังลาดตระเวน 24 ชม. ดูแลความปลอดภัยสู้รบเมียนมาเดือด

30 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ภายหลังการสู้รบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ระเบิดข้ามมาตกในฝั่งไทย ทำให้คนไทย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย วานนี้(29 ต.ค.)

พร้อมทั้งมีการแจ้งผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีการปฏิบัติใดๆ จะต้องมีการยกระดับการป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีคำสั่งเป็นหนังสือด่วนมากที่ กห 0483/นเรศวร 577 กองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมืองตาก จ.ตาก ถึงด่านศุลกากรแม่สอด เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ โดยมีใจความว่า
ตามที่ปรากฎสถานการณ์ความไม่ลงเรียบร้อย พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละบ้าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีกระสุนข้ามมาตกยังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นพื้นที่ นั้น

เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการสนับสนุนใดๆ ข้ามไปยังฝั่งเมียนมาอันอาจจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบของกองกำลังทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน กองกำลังนเรศวร และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอด และในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ในห้วงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤจิกายน 2569
ในขณะ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู โดยกองร้อยทหารราบที่ 1431 กองร้อยทหารราบที่ 1413 หมวดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังนเรศวร และชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร บูรณาการกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามเส้นทางแนวชายแดนและเส้นทางภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน โดยจะมีทั้งจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วและรถยนต์ในการตรวจพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมรวบรวมและรายงานข้อมูลข่าวสารให้หน่วยเหนือทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ด้านตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นความพร้อมของกำลังพลในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1258553?anf=

POLITICS

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ECONBIZ

GMS Solar ยกทัพ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่พลังงานสะอาดระดับโลก “Arctech – REPT – ZTT – Daqo” ชูนวัตกรรมโซลาร์ครบวงจร ลุยงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2026

กรุงเทพฯ – 19 สิงหาคม 2569: บริษัท จี เอ็ม เอส โซลาร์ จำกัด (GMS Solar)

ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการโซลูชันอุปกรณ์พลังงานสะอาดชั้นนำประกาศความสำเร็จในการร่วมจัดแสดงนวัตกรรมโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ในงาน ASEAN Sustainable EnergyWeek 2026 (ASEW 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์(QSNCC) โดยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการผนึกกำลัง 4 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Arctech, REPT, ZTT และ Daqo เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นำโดย คุณกานต์สิรี ไชยศรีรัตนากูล Business Development Director (New Energy) ของ GMS Solar พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์และโซลูชันด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจรพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

คุณกานต์สิรี กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน ASEW 2026 ในครั้งนี้ GMS Solar มุ่งมั่นนำเสนอโซลูชันด้านวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm), ภาคอุตสาหกรรม (C&I) และ Utility Scale ที่ต้องการความเสถียรและคุ้มค่าสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน ภายในงาน บูธ GMS Solar ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งจากการจัดแสดง 4 ไฮไลท์เทคโนโลยีระดับสากล ได้แก่:

1. Arctech (Solar Tracker & Mounting Structure): ผู้นำด้าน Solar Tracker และโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระดับโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

2. REPT (Battery Energy Storage System : BESS): นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่มาตรฐานสูง ช่วยเพิ่มความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้าและรองรับการบริหารจัดการ พลังงานในโครงการระดับใหญ่

3. ZTT (PV Cable & Infrastructure Cable):สายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์มาตรฐานสากล ชูนวัตกรรม ZTT PV Cable AD8 ป้องกันน้ำขังและความชื้นสูง (Waterproof AD8) และ ZTT Adaptive Anti-Rodent PV Cable เทคโนโลยีป้องกันสัตว์กัดแทะช่วยลดความเสี่ยงและค่าบำรุงรักษาระยะยาว

4. Daqo (MV Switchgear & Power Distribution): โซลูชันอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง Medium Voltage (MV) Switchgear (6–40.5 kV) และ Ring Main Unit (RMU) เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบไฟฟ้าโรงงานและโครงการพลังงานหมุนเวียน

การเข้าร่วม ASEW 2026 สะท้อนแนวทางของ GMS Solarในการนำเสนอโซลูชันจากพันธมิตรหลากหลายด้านครอบคลุมตั้งแต่ระบบผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เพื่อรองรับความต้องการของโครงการพลังงานสะอาดในภูมิภาค

ILINK คว้ารางวัลงานนักลงทุน!! ย้ำความโปร่งใสการสื่อสาร คว้ารางวัล Investors Relations พร้อมบริษัทย่อย ITEL เด่น สะท้อนภาพลักษณ์ยั่งยืน

ย้ำชัดความสำเร็จ วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINKด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล และการยึดมั่นในความโปร่งใส
สร้างความภาคภูมิใจด้วยการคว้ารางวัล Outstanding Investor Relations Awards หรือ รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น

คือ รางวัลที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์
พร้อมกันนี้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL บริษัทย่อยในเครือ ยังได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันทรงเกียรติในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สะท้อนศักยภาพในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ การสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
เป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรติ นับเป็นความต่อเนื่องของหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นของ ILINK ในการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารกับตลาดทุน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล

รางวัลดังกล่าว
มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินงานนักลงทุนสัมพันธ์ โดย ILINK ได้รับรางวัลในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่เกิน 3,000 ล้านบาท
สะท้อนความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเท่าเทียม เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูล และนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จครั้งนี้ ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงบทบาทของ ILINK ในฐานะเป็นผู้นำด้านสายสัญญาณ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผ่านการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการสื่อสารผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในระยะยาว

ทั้งนี้ ILINK ยังคงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา ไปพร้อมกับยกระดับการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ควบคู่ไปกับรักษามาตรฐานพร้อมให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดทุน และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/pr/news/EYY5EoA5YP

'นิพนธ์' ดันสงขลาสู่ศูนย์เทคโนโลยี!! นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตฯ เล็งตั้งฐานผลิต โดรน-หุ่นยนต์ มุ่งสู่ตลาดอาเซียนและโลก เชื่อมโยงการค้าชายแดนสะเดา

“นิพนธ์” ต่อยอดความร่วมมือไทย-จีน นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตสาหกรรมสงขลา เล็งตั้งฐานผลิตโดรน-หุ่นยนต์ ดันสะเดาสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการส่งออก

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะนักลงทุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Jin Yunqiang ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและเจ้าของบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) หุ่นยนต์ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมสงขลา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายหรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยมุ่งใช้พื้นที่อำเภอสะเดาเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังตลาดต่างประเทศ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายนิพนธ์ได้นำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพบกและภาคเอกชน เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การสื่อสาร และการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ตามคำเชิญของ Mr. Jin Yunqiang ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ ก่อนพัฒนามาสู่การเดินทางสำรวจพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลาครั้งนี้

สำหรับบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. เป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ โดรนสำหรับภารกิจต่าง ๆ หุ่นยนต์กู้ภัย ระบบสื่อสารฉุกเฉิน และอุปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดย Mr. Jin Yunqiang ได้แสดงความสนใจศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสายการผลิตบางส่วนเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม (อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา นายพิพัฒน์ หนูทอง ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (นิคมอุตสาหกรรมสะเดา) นายณัชชกิตติ์ พูลสวัสดิ์ ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลและอธิบายถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค โครงข่ายคมนาคม การผ่านแดน การขนส่งสินค้า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะนักลงทุน

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมสงขลาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงมีระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุน จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบสินค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

นายนิพนธ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของอำเภอสะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนสำคัญของภาคใต้ มีความใกล้ชิดกับด่านศุลกากรสะเดาและประเทศมาเลเซีย สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ปีนังได้ในระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลาประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ประมาณ 20กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบรางที่สามารถเชื่อมถึงท่าเรือน้ำลึกบัตเตอร์เวิดส์ ปีนัง ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสะดวกในการขนส่งสินค้าทั้งทางราง ทางบกและทางทะเล

จุดแข็งดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้จังหวัดสงขลาเป็นฐานการผลิต ประกอบ และกระจายสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยอาศัยโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มีการหารือ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิประโยชน์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับการผลิตหรือประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย (Local Content) การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่

นายนิพนธ์มองว่า จังหวัดสงขลามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ จากฐานเศรษฐกิจเดิมด้านการค้า เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

การนำนักลงทุนจีนลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่การแสวงหาโอกาสลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ รูปแบบการลงทุน สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขด้านกฎหมาย เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ในอนาคต

LITE

31 ตุลาคม 2499 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ขณะทรงผนวช เสด็จฯ ทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล ทรงปลูกต้นไม้ในวันลาผนวช เสด็จพระราชดำเนินช่วงเวลาเช้า กิจกรรมสร้างความหมายในเดือนพฤศจิกายน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะทรงพระผนวช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 08.55 น. และเสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 09.35 น.

หลังจากนั้น ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่ทรงดำรงสมณเพศ ในตอนเช้าทรงปลูกต้นสัก 1 ต้นที่ข้างพระตำหนักปั้นหยา และทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่หน้าพระตำหนักทรงพรต และในเวลา ในเวลา 10.15 น. เสด็จออกพระตำหนักปั้นหยาในพระราชพิธีลาผนวช

30 ตุลาคม 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

ที่มา : สํานักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

28 ตุลาคม 2539 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรแสงสีเสียงและเรือพยุหยาตราฯ

วันนี้ในอดีต สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้การถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เนื่องในโอกาสปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของในหลวง รัชกาลที่ 9 นับเป็นครั้งที่ 2 ในการเสด็จเยือนประเทศไทย

ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยังพระตำหนักสิริยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทอดพระเนตรการแสดงแสงสีเสียงที่วัดไชยวัฒนาราม ทอดพระเนตรขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ยังได้เสด็จไปยังโรงเรียนสตรีวิทยา ในขณะที่เจ้าชายฟิลิปเสด็จไปวางพวงมาลาที่สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่จังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยทั้งสองพระองค์และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังบางปะอิน จ. อยุธยา และ จ.เชียงใหม่

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ภัยร้ายของนักเดินทาง!! ขบวนการสลับแท็กล้ำเส้น ภัยในสนามบินเพิ่มขึ้น ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นแพะรับบาป โทษหนักสุดถึงประหารชีวิต ระวังสลับแท็กกระเป๋าระหว่างเดินทาง

ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน

อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)

ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย

ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร

คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน

1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง

คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น

คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว

ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต

แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน

เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์

CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”

https://thestatestimes.com/post/2026082402

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

โลกกำลังเตรียมรับมือวิกฤตอะไร? รัฐบาล 20 ประเทศ สั่งสำรองอาหาร หน่วยข่าวกรองเตือนภัยรุนแรง ภัยไซเบอร์พุ่งกระทบอินเทอร์เน็ตกว้าง ชี้ไทยควรมีแผนสำรองระดับครัวเรือนถึงระดับชาติ

สาเหตุ...การแจ้งเตือนพลเมืองให้เตรียมรับเหตุวิกฤตเป็นเวลา 3-10 วัน ของรัฐบาลกว่า 20 ประเทศ

มีรัฐบาลอย่างน้อย 17-18 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) แจ้งเตือนให้ประชาชนของตนได้ทำการสำรองอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน และพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ถึง 1 สัปดาห์ ตัวอย่างเช่น:
• สหราชอาณาจักร: เปิดตัวแคมเปญ "Be Ready" เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับ 3 วันเพื่อรับมือหากระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก

• ญี่ปุ่น: ประกาศแผนเตรียมความพร้อมระดับชาติในวันที่ 26 ตุลาคม แนะนำให้สำรองเสบียง 3 วันถึง 1 สัปดาห์ โดยเตรียมเปิดตัวหน่วยงานจัดการภัยพิบัติใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

• ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเชีย: เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน ต่างออกคำแนะนำที่คล้ายกัน

• หมายเหตุ: ทางการแต่ละประเทศระบุว่า เป็นมาตรการ สร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติตามปกติ (เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยไซเบอร์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน) ไม่ใช่การเตือนว่ากำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามแต่อย่างใด

คำเตือนจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI5) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 Sir Ken McCallum ผู้อำนวยการใหญ่ของ MI5 ได้ออกบทความเตือนเนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ว่า โลกอาจต้องเผชิญกับ "ภัยคุกคามครั้งใหญ่" หรือ "ความช็อกทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่" ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นในจุดที่หน่วยข่าวกรองไม่ได้จับตามอง และรูปแบบการโจมตีทางยุทธศาสตร์ในอนาคตจะไม่เหมือนกับในอดีตอย่างแน่นอน ต่อมาในเดือนตุลาคมเขายังได้เตือนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้ก่อการร้ายอาจใช้เทคโนโลยี AI หรือโดรนในการเพิ่มศักยภาพการโจมตี

เหตุการณ์ "Black October" ในแวดวงไซเบอร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้นิยามช่วงเวลานี้ว่าเป็น "Black October" เนื่องจากมีการตรวจพบภัยคุกคามและช่องโหว่ร้ายแรงทางคอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
• ช่องโหว่ PHP2Shell: มีการตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงในภาษา PHP (ซึ่งขับเคลื่อนเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก) ทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล และตรวจพบความพยายามโจมตีหลายล้านครั้งจนหน่วยงานความมั่นคงหลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวเพื่ออัปเดตแพตช์ความปลอดภัย
• การลดกำแพงทางเทคนิคโดย AI: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เครื่องมือ AI ในปัจจุบันช่วยให้แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่และโจมตีระบบได้รวดเร็วขึ้นแบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

เมื่อนำข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาประมวลพิจารณา สรุปได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นการรวมกันของ การรณรงค์เตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของหลายประเทศ, คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยข่าวกรอง และ วิกฤตช่องโหว่ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้

ประเทศไทยควรต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตระดับโลกก่อน แล้วจึงเริ่มเตรียมความพร้อม ควรใช้แนวทาง 72 ชั่วโมงเป็นมาตรฐานเริ่มต้น และขยายเป็น 7 วันสำหรับครัวเรือนที่มีความพร้อม
- ระดับครัวเรือน: อาหาร น้ำ ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
- ระดับชุมชน: จุดพักพิง แผนอพยพ และระบบแจ้งเตือน
- ระดับจังหวัด: แผนสำรองไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสาร
- ระดับประเทศ: ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ไซเบอร์ และโลจิสติกส์

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเราต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามในการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดี มันคือการลงทุนให้ตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา คือการมีสุขภาพแข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม”

Longevity ในแบบพลอย เบนซ์ทองหล่อ จากกีฬาวัยเด็กสู่การลงทุนกับสุขภาพเพื่อวันข้างหน้า

 

การปลูกฝังให้เด็ก ๆ เล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายหรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง ‘ต้นทุนทางสุขภาพ’ และ ‘ทักษะ’ ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ ซึ่งพร้อมจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ในวันที่พวกเขาเติบโต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “คุณพลอย-พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ที่ประสบการณ์การถูกบังคับให้เล่นกีฬาในวัยเด็ก ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสุขภาพ และหล่อหลอมมุมมองในการดูแลตัวเอง เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรง (Longevity) ในวันนี้

 

นี่คือเรื่องราวการลงทุนเพื่อสุขภาพ ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความสม่ำเสมอและการจัดสรรเวลาให้ตัวเอง

 

จากความเบื่อหน่ายในวัยเด็ก สู่กีฬาโปรดในวัยผู้ใหญ่

 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของคุณพลอยก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ลองทำกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอคือการถูกผลักดันให้รู้จักกับกีฬากอล์ฟ

 

“ตอนเด็ก ๆ คือเล่นหลายอย่างค่ะ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส คุณแม่อยากให้ลอง แต่สุดท้ายแล้วทั้งคุณพ่อคุณแม่อยากให้ตีกอล์ฟ เรียกว่าบังคับก็ได้ เพราะเราไม่ชอบเลย ความคิดตอนเด็กคือต้องเจออากาศร้อน ๆ ใช้เวลานาน ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบและเบื่อมาก ๆ ส่วนชีวิตวัยรุ่น พลอยก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง เพียงแต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวแถมเป็นผู้หญิง พ่อกับแม่ก็ห่วงเป็นพิเศษ เวลาไปไหนจะมีพี่เลี้ยงหรือคนขับรถไปด้วยตลอด ช่วงนั้นกิจกรรมเยอะ ได้ไปทำนู่นทำนี่หลากหลาย แต่เรายังเด็ก เลยไม่ได้มองว่ามีความจำเป็นต้องออกกำลังกายให้หนัก”

 

แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่เต็มใจ แต่ทักษะที่ถูกปลูกฝังในวันนั้น กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในวันนี้

.

“จากที่ไม่ชอบในตอนนั้น พอมาถึงวันนี้กอล์ฟกลายเป็นกีฬาที่ ‘ชอบมาก’ และกลับรู้สึกดีใจด้วยที่โดนบังคับตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพราะพอโตแล้วอยากจริงจังเรื่องนี้ เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ใหม่ เรามีวงสวิงติดตัวมา พอจะเล่นจริง ๆ แค่ให้โปรปรับวงนิดหน่อยก็เริ่มตีได้ ทุกวันนี้รู้สึกสนุกขึ้นมากค่ะ”

 

“การไปออกรอบก็แล้วแต่ช่วงเวลาเลย ในหนึ่งเดือนต้องพยายามไปให้ได้ ช่วงที่อินมาก ๆ ก็อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าจัดเวลาไม่ได้จริง ๆ ก็ไปทุก 2 อาทิตย์ พลอยจะไปออกรอบกับเพื่อน ไปครั้งหนึ่งก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เพราะตี 18 หลุมใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง รวมเดินทางก็คือหมดไปทั้งวันเลย พลอยไม่ได้ตีเป็นทัวร์นาเมนต์หรือไปแข่งนะ แต่เป็นการตีเล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุกสนานมากกว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนและเล่นกีฬาที่ชอบด้วย”

 

จัดสรรเวลา เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและดูแลหัวใจ

 

นอกเหนือจากกีฬากอล์ฟ การจัดสรรเวลาเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นสิ่งที่คุณพลอยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วย และการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

 

“การออกกำลังกายที่พลอยจัดให้ตัวเอง มองว่าเป็นสิ่งเพื่อสุขภาพค่ะ อย่างเช่นการคาร์ดิโอให้หัวใจเต้นถึงความเร็วระดับหนึ่ง อายุขนาดนี้อาจจะต้องออกกำลังกายหัวใจด้วย แล้วก็เล่น Weight Training ควบคู่กันไปเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็น 2 อย่างที่พลอยให้ความสำคัญ ใน 1 สัปดาห์ก็จะจัดสรรเวลาเพื่อให้ได้ทั้งกล้ามเนื้อและให้หัวใจทำงานด้วย”

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาใส่ใจการออกกำลังกายเชิงบำบัดอย่าง ‘พิลาทิส’ (Pilates) มาจากปัญหาสุขภาพที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก

 

“จุดเริ่มต้นจริง ๆ เกิดจากที่พลอยเคยมีอาการปวดคอมาก ๆ ในหนึ่งเดือนจะมีวันที่พลอยปวดคอ ปวดหัวมาก ๆ 2-3 วันเลย อาการแต่ละครั้งทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ อาเจียนตลอด ต้องนอนพักยาว ๆ เหมือนหายไปจากทุกคนเลย พออาการดีขึ้นก็กลับไปเป็นอีก วนอยู่แบบนี้ค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่มันเป็นการรักษาปลายเหตุ เช่น ไปฉีดยาแก้ปวดหรือทำกายภาพ ซึ่งสำหรับพลอยมันอาจจะดีขึ้นหน่อย แต่ไม่ได้ทำแล้วหายเลย”

 

“แต่พอมาลองพิลาทิส ยอมรับเลยว่าอาการปวดทุเลาลงไปเยอะมาก พลอยรู้สึกโชคดีที่เจอครูที่เข้าใจอาการและวิธีแก้ปัญหาของเรา ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ แก้อาการ จัดท่าทางใหม่ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อด้วย พอเห็นว่าช่วยให้อาการดีขึ้นได้จริง พลอยเลยพยายามฝึกมาอย่างต่อเนื่องค่ะ”

 

แม้จะสนใจกีฬาอื่นเพิ่มเติม แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตที่สุด

 

“เห็นว่าตอนนี้มีเทรนด์คนหันมาชอบเทนนิสกันเยอะขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยเรียนมาเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเล่นนะ เพราะพลอยเป็นคน Active ชอบออกกำลัง ชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ถามว่าตอนนี้ทำได้ไหม... ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ (หัวเราะ) เนื่องด้วยภารกิจเรื่องงานต่าง ๆ ที่ต้องคอยจัดการดูแล”

 

จุดเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน

 

เรื่องของอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ คุณพลอยมีจุดเปลี่ยนจากคนที่กินทุกอย่าง สู่การเป็นคนที่รู้จักเลือก เพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพระยะยาว

 

“ตอนเด็กกินปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษค่ะ พลอยกินได้ทุกอย่างและหลากหลาย ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง อาหารไทย จนตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนนั้นตัวใหญ่มาก เพราะอาหารที่เสิร์ฟมาจานใหญ่มาก เราอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ กินเยอะขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนพ่อกับแม่ไปเยี่ยม ตอนนั้นตัวบวมเลย พอหลังจากนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้เริ่มหันมาสนใจตัวเอง ระวังเรื่องอาหารเพื่อรักษาหุ่น แล้วมันก็ค่อย ๆ ต่อเนื่องมาสู่การดูแลสุขภาพ”

 

กฎเหล็กในการดูแลสุขภาพของคุณพลอย คือการบอกลาความหวาน และหันมาโฟกัสสารอาหารที่จำเป็น

 

“ตอนนี้จะหลีกเลี่ยงพวกน้ำตาลเป็นหลักค่ะ ช่วงหนึ่งเคยติดน้ำอัดลมมาก ตื่นเช้ามาต้องดื่มก่อนเลย แต่พออยากผอมก็เริ่มหาข้อมูล พบว่า ‘น้ำตาล’ เป็นอย่างแรกที่ต้องลด จากนั้นพลอยก็ตัดเลย ไม่ดื่มน้ำอัดลม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจนเป็นนิสัย กินทุกอย่างจืดหมด กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียวก็สั่งแบบหวานศูนย์ ทำจนชินและรู้สึกว่ารสชาติแบบนี้อร่อย บางทีคนรอบข้างมาชิมก็ร้อง ‘โอ้โห ไม่หวานเลยเหรอ’ แต่เราทำมานานมากจนชินกับรสชาติไม่มีน้ำตาลไปแล้ว”

.

“ส่วนอาหารที่เลือก ด้วยอายุที่เยอะขึ้น หมอที่ดูแลสุขภาพก็บอกว่าสิ่งที่สำคัญคือ ‘โปรตีน’ พลอยเลยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่พลอยไม่ได้ทำอาหารนะ เราก็เน้นอะไรง่าย ๆ ที่หาได้ในแต่ละวัน เช่น ไข่ต้ม หรือพวกเครื่องดื่มต่าง ๆ พลอยไม่ได้เข้มงวดว่าต้องเป็นอาหารจากบ้านเท่านั้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ ฟาสต์ฟู้ดก็ได้ พื้นฐานเรากินได้หมด เพียงแต่ใช้วิธีเลือกและกำหนดลิมิตเอา เช่น อยากกินเค้กก็กิน แต่เราอาจจะชิมแค่ 1-2 คำ ไม่ถึงขั้นกินคนเดียวหนึ่งชิ้น ถือคติอยากกินก็กิน ไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น”

 

“ส่วนรูปร่างปัจจุบันก็พอใจไปตามอายุค่ะ เวลาตรวจสุขภาพก็ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ ทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำตาล รู้สึกว่านี่คงเป็นผลจากสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด”

 

การลงทุนเพื่อสุขภาพ... สุขภาพดีคือสมบัติล้ำค่า

 

ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้ผู้บริหารแห่งเบนซ์ทองหล่อตกผลึกถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าสุขภาพดี ซึ่งมีค่ามากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก

 

“พลอยรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะขึ้น อาการป่วยหรือโรคต่าง ๆ มันมาง่ายและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ไม่ให้เราไปถึงจุดนั้น รู้สึกว่าสิ่งที่เราลงทุนไป ทั้งเวลา การออกกำลังกาย การปรับเรื่องกิน มันเหมือนลงทุนให้ตัวเอง เพราะเราทำก็คือเราได้ พลอยไม่ได้มองว่าจะทำเพื่อหุ่นดีแล้ว แต่ทำเพื่อสุขภาพมากกว่า เพราะเราไม่อยากแก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากเป็นภาระใครด้วย”

 

“จริง ๆ เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพลอยมาก เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการได้มา ถ้าคนมีมุมมองและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พลอยว่าการได้มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมา จะทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอายุจะมากขึ้นก็ตามค่ะ”

 

เรื่องราวของคุณพลอยสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่เคร่งเครียด แต่เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการเลือกกินและการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการลงทุนกับสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับวันข้างหน้า

WORLD

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก!! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย ประชาชน 10,000 คนถูกอพยพ ภูฏานแจ้งเตือน-เสียหายโครงสร้าง น้ำเชี่ยวกรากซัดพื้นที่ลุ่มต่ำระวัง

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย 2 รัฐผวา น้ำป่าถล่ม 10,000 ชีวิตหนีตาย ระดมกู้ภัยรับมือ

เกิดเหตุระทึกกลางหุบเขาหิมาลัย หลังทะเลสาบธารน้ำแข็งชินตาฟู (Shintaphu Lake) ในเขตกาซา ประเทศภูฏาน เกิดแตกฉับพลันเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลปนโคลนและเศษซากจากภูเขาไหลทะลักลงสู่แม่น้ำโมชู ก่อนมุ่งหน้าสู่แม่น้ำซันโกช ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญที่ไหลต่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย จุดชนวนความหวั่นวิตกว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในพื้นที่ปลายน้ำ จนทางการอินเดียต้องยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุดในหลายพื้นที่ พร้อมเร่งอพยพประชาชนออกจากเขตเสี่ยงภัยอย่างเร่งด่วน

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก หรือ GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลักออกมาอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่สามารถพัดพาโคลน หิน และเศษซากต่าง ๆ ลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้อย่างรุนแรง โดยครั้งนี้กระแสน้ำได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูฏานแล้วหลายจุด และยังต้องจับตาระดับน้ำในแม่น้ำซันโกชอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีมวลน้ำไหลลงไปสมทบจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ในฝั่งอินเดียสร้างความตื่นตัวอย่างหนัก โดยรัฐเบงกอลตะวันตกประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ครอบคลุม 3 เขต ได้แก่ อาลีปูร์ดูอาร์ ชัลไปกูรี และคูชเบฮาร์ ขณะที่รัฐอัสสัมต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเขตโกกราฌาร์และธูบรี ซึ่งมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาตามแม่น้ำซันโกช
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนมากกว่า 10,000 คนในเขตอาลีปูร์ดูอาร์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งระดมกำลังหน่วยรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) และหน่วยรับมือภัยพิบัติระดับรัฐ (SDRF) เข้าประจำการ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและหมู่บ้านริมแม่น้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ตลิ่ง และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

ด้านภูฏาน แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่กระแสน้ำป่าที่ไหลหลากได้สร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคม โดยระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทานพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กูมา เกวอก (Guma Gewog) เขตปูนาคา ซึ่งอยู่บริเวณดอชูคา-โซมลิงทัง-ริตซา ได้รับความเสียหายบางส่วนจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทั้งที่ระบบดังกล่าวเพิ่งติดตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดหาน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายทั้งหมด

นอกจากนี้ เศษหิน ดิน และซากวัสดุที่ถูกกระแสน้ำพัดพามายังได้ทับถมเส้นทางหลวงสายปูนาคา-กาซา บริเวณโซมลิงทัง ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยข้อมูลความเสียหายเบื้องต้นได้รับการรายงานจากผู้นำชุมชนท้องถิ่นผ่านสถานีโทรทัศน์ BBS ของภูฏาน

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในภูฏาน แต่สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำในอินเดียที่กำลังเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหญ่ ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย ไม่ประมาทกับระดับน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ท่ามกลางการจับตาวิกฤตน้ำหลากจากเทือกเขาหิมาลัยที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/1109328875320796

ฝรั่งเศสทุบไม่แตก จีนเอามาขาย!! พ่อค้าจีนหยิบภาพประท้วงฝากโฆษณา กลายเป็นกระจกต้านทานการโจมตี บริษัท 'Hengxinfeng Special-Glass' เปิดเกมเร็ว ใช้เหตุวุ่นวายโปรโมทสินค้าตัวเอง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

เรื่องแบบนี้ #พ่อค้าจีน ขยับอย่างไว จากเหตุการณ์ผู้ประท้วงในฝรั่งเศสพยายามทำลายกระจกแผ่นนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้จ้า #บริษัทจีน Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. หัวการค้าอย่างไว รีบหยิบฉวยโอกาสนำคลิปเหตุการณ์จริงมาเผยแพร่ต่อกลายเป็นไวรัล เพื่อโชว์ว่า แผ่นกระจกชนิดนี้สามารถต้านทานการโจมตีระหว่างการประท้วงในฝรั่งเศสได้อยู่หมัด !! มันคือ กลยุทธ์การโฆษณาแบบเหนือเมฆ ด้วยการเปลี่ยนภาพความวุ่นวายเหล่านั้นให้กลายเป็นโฆษณาคุณภาพสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างพรีเซนเตอร์สักหยวนเลย

Chinese glass manufacturer Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. went viral by repurposing online video footage of failed break-in attempts during the October 2026 riots in France to promote its shatter-resistant glass.

https://theprint.in/feature/french-protesters-durable-glass-chinese-company-ad-opportunity-france-protests/3084898/

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/938637825772713

ฟ้าผ่า ECB!! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกก่อนครบวาระ เธอต้องการเสรีภาพพูดนอกกรอบ ตั้งแต่ 7 ก.พ. 2567 หวั่นถูกจำกัดเสรี เก้าอี้ผู้นำยุโรปสั่นสะเทือนอีกครั้ง

ฟ้าผ่า ECB! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปก่อนครบวาระ 8 เดือน เพราะไม่ต้องการถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกต่อไป!

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 คริสติน ลาการ์ด วัย 70 ปี ประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 แทนที่จะอยู่จนครบวาระในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ลาการ์ดให้เหตุผลว่า เธอต้องการมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ นอกเหนือจากนโยบายการเงิน โดยกล่าวว่า

“ฉันต้องการเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการมีส่วนร่วมกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน”

เธอยังกล่าวอีกว่า “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะวางตัวเป็นกลางต่อไปได้” เพราะเห็นว่าความจริงกำลังถูกบิดเบือนอยู่บ่อยครั้ง แต่ตำแหน่งปัจจุบันทำให้เธอไม่สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการได้
"ลาการ์ด" ดำรงตำแหน่งประธาน ECB มาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2019 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และเพิ่งเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ

ลาการ์ดไม่ได้บอกว่าเธออยากลาออกไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าต้องการเสรีภาพในการพูดเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ขณะดำรงตำแหน่ง

นั่นทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วเธออยากพูดเรื่องอะไรกันแน่?
เธออาจต้องการวิจารณ์ทรัมป์ ปูติน หรือแม้แต่นโยบายของผู้นำยุโรปเอง รวมถึงอาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับสงครามยูเครน การยุติสงคราม หรือการสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตก เพราะท่าทีที่เธอแสดงออกตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธาน ECB ไม่ได้หมายความว่าจะสะท้อนความคิดส่วนตัวทั้งหมดของเธอ

ที่มา: Reuters, ECB

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1442556158032740/?rdid=76gih0YB2oSDhtga#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top