Monday, 6 July 2026
NEWS

มจธ. ขับเคลื่อนมันสำปะหลัง!! ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ BCG เน้นแก้ปัญหาน้ำเสียและของเสียอย่างยั่งยืน ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยี เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว อุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาน้ำเสีย กากของเสีย กลิ่นรบกวน ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (Eco Waste) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากรากฐานดังกล่าวจึงได้พัฒนาแนวคิด “Sustainable Cassava Value Chain” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยจากการแก้ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. (อดีตรองผู้อำนวยการ ศช.) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากปัญหาน้ำเสียในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จึงเกิดการรวมกลุ่มของคณาจารย์ นักวิจัย และวิศวกรที่สนใจด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร นำโดยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน โดยมุ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานแป้งข้าว โรงงานน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมอาหารและผลไม้กระป๋อง ด้วยเทคโนโลยีการบำบัดแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Technology) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียและผลิตพลังงานชีวภาพได้ภายในกระบวนการเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กลุ่มวิจัยได้ขยายขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขามากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย” (Waste Utilization and Management Laboratory) และในปี พ.ศ. 2543 ได้รับการยกระดับเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยเป้าหมายหลักของการพัฒนา คือเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากกลิ่นรบกวนและน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่า “น้ำเสีย” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้น แนวทางการวิจัยจึงขยายจากการจัดการของเสีย ไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งระบบ อาทิ การพัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับปรุงเครื่องจักร เช่น ระบบไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและกากมันสำปะหลัง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาจริงในกระบวนการผลิต การออกแบบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเห็นถึงผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อเกษตรกรต้นน้ำและชุมชนโดยรอบ โดยทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วรินธร สงคศิริ ดร.อรรณพ นพรัตน ดร.กาญจนา แสงจันทร์ ดร.ถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ ดร.นันทิยา เปปะตัง ดร.สีวลี ตระกูลวิเชียร และดร.รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสําปะหลังไทย และผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เป็นต้น

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยกำลังปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการจัดทำ Net Zero Roadmap 2050 เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย พบว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย การปรับปรุงการจัดการปุ๋ยในภาคเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงาน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นยังถูกถ่ายทอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และจีน ผ่านความร่วมมือด้านการปลูกมันสำปะหลัง การผลิตแป้งมันสำปะหลัง การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน อาทิ การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านโครงการ Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ซึ่งทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Lancang-Mekong Cooperation Special Fund
.
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินงาน งานวิจัยดังกล่าวสามารถสนับสนุนโรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ลดต้นทุนการผลิตรวมได้ร้อยละ 5–10 ต่อปี และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ร้อยละ 20–30 นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คนที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

ความต่อเนื่องของการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตลอดจนเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับ “มันสำปะหลังไทย” จากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ไปสู่การเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำในอนาคต

INTERLINK ลงนามสร้างสายเคเบิลใหม่!! ก่อสร้างสายเคเบิล 115 เควีใต้น้ำ เชื่อมต่อเกาะสมุย ค่ากว่า 1.8 พันล้าน โครงการสำคัญ เพิ่มศักยภาพระบบไฟฟ้า เสร็จภายใน 540 วัน รองรับอนาคตไทย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) INTERLINK CONSORTIUM ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูง 115 กิโลโวลต์ (เควี) เพื่อทดแทน และเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ มี มูลค่าสัญญารวม 1,813,300,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ จ.ป.105/2569 โดยมี นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการ ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าว ในฐานะผู้มีอำนาจของ INTERLINK CONSORTIUM ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ โดยผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 540 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง

การที่ INTERLINK CONSORTIUM ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ115 เควี สายวงจร 4 ไปยังเกาะสมุย นับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือที่สั่มสมมากว่า 17 ปี โดยมี ผลงานการติดตั้ง และก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ได้แก่

-จ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี ไปยังเกาะมุกด์ เกาะสุกร และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานจ้างดำเนินงานสนับสนุน Facility เพื่อการปรับปรุงสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ 33 เควี วงจรบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา จังหวัดพังงา
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (Spare Part)
-งานก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 22 เควี ระยะทาง 50 กิโลเมตร ไปยังเกาะต่างๆ เกาะกูด เกาะหมาก จังหวัดตราด
-งานจ้างก่อสร้างสายเคเบิใต้น้ำระบบ 22 เควี วงจรอำเภอศรีราชา - เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี และระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ไปยังเกาะปูยู และเกาะยาว จังหวัดสตูล
-งานจ้างก่อสร้างระบบจำหน่ายใต้ดิน 22 เควี เพื่อเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำ ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างก่อสร้างตัดและเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ วงจร อำเภอศรีราชา-เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ระบบ 22 เควี
-งานจ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานก่อสร้าง Concete mattress เพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือ และระบบบริหารจัดการโครงการที่ทันสมัย สามารถรองรับงานที่มีความซับซ้อน และต้องการความแม่นยำในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสู่เกาะสมุยได้อย่างมั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของระบบเดิม เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า และรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในระยะยาว อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต โดย กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน มุ่งมั่นดำเนินโครงการให้สำเร็จตามแผนงาน และมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุด เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีคุณภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN

ไทยโต้ข่าวชายแดน!! กองทัพภาคที่ 2 โต้กัมพูชา ยันไทยไม่ได้ขว้างระเบิด ชี้บาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทภ.2 ขออย่าปักใจเชื่อข่าวฝ่ายเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบ
กับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1340065741615116/?rdid=qE4VYfYnaox0mY2e#

BBA จุฬาฯ โชว์ศักยภาพเวทีโลก!! คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก HSBC/HKU Business Case Challenge เคสธุรกิจจาก 24 มหาวิทยาลัย 20 ประเทศ พิสูจน์ศักยภาพนิสิตไทยบนเวทีโลก

นักศึกษา BBA จุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026

ขอแสดงความยินดีกับนิสิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตนานาชาติ หรือ BBA International Program ที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ร่วมกับ HSBC

การแข่งขันครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 24 แห่ง จาก 20 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยผู้เข้าแข่งขันต้องวิเคราะห์และแก้โจทย์กรณีศึกษาทางธุรกิจที่ท้าทายตลอด 3 รอบการแข่งขันอย่างเข้มข้น แต่ละรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง และมีเพียงทีมที่ทำคะแนนได้สูงสุดเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
สมาชิกในทีมประกอบด้วย

นางสาวภาสินี ทองฉัตรชวาล
นางสาวสุวพัตร บุตรสมบูรณ์
นายอธิปัตย์ บุญชำนาญ
นางสาวภัทธมน โสรเศรษฐกุล

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมของนิสิต รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างโดดเด่น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1600808445382357&id=100063596497460&rdid=ZH2lAdyKL1QzfuqP#

POLITICS

ไม่มีมิตรแท้ในสนามอำนาจ?! ถอดสมการ “2 น. 1 พ.” เกมอำนาจเงียบก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ เปิดเกมภายในบ้านสีน้ำเงิน เมื่อการเมืองภาคใต้กลายเป็นสนามทดสอบบารมีแกนนำ จับตาแรงเสียดทานเขย่าดุลอำนาจภูมิใจไทย

เปิดปม “2 น. 1 พ.” ศึกเงียบในบ้านสีน้ำเงิน ใครกำลังเขย่าดุลอำนาจ?

การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร แต่มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “อำนาจ” ที่เป็นตัวกำหนดทิศทาง

หากจะถอดรหัสแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคภูมิใจไทยในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นสมการ “2 น. 1 พ.” ส่อขัดแย้ง และหนักขึ้นเรื่อยๆ

“น.” คนแรก คือ เนวิน ชิดชอบ ผู้ได้รับการมองว่าเป็นศูนย์รวมบารมีและผู้วางยุทธศาสตร์การเมืองของบ้านสีน้ำเงิน

“น.” คนที่สอง คือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและผู้ถืออำนาจอย่างเป็นทางการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย ใหญ่เบอเริ้ม

ส่วน “พ.” คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม แกนนำคนสำคัญของพรรคในพื้นที่ภาคใต้

แม้ทั้งสามยังอยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน แต่เหตุการณ์หลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือไม่

จุดเริ่มต้นที่สงขลา ชนวนแรกถูกมองว่าเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา)

มีรายงานว่า เดิมมีความเข้าใจร่วมกันภายในเครือข่ายการเมืองว่า จะสนับสนุน สุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเอง ด้วย “สุพิศ-อนุทิน“เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา

แต่ต่อมา พิพัฒน์กลับเปิดตัว ประสงค์ บุรีรักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ลงแข่งขันด้วย อนุทินที่รับปากสุพิศแล้ว เริ่มเสียหน้า และไม่พอใจพิพัฒน์ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะพิพัฒน์แผ่บารมีล้นภาคใต้แล้ว

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า สุพิศได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ประสงค์ถอยตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง ประสงค์แพ้ก็เหมือนภูมิใจไทยแพ้

แม้การแข่งขันจะจบลง แต่รอยร้าวทางการเมืองกลับถูกมองว่ายังไม่จบ

ความกังวลเรื่อง “ศูนย์อำนาจใหม่” ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น มีการวิเคราะห์ว่า หลังสุพิศได้รับชัยชนะ พิพัฒน์อาจกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางการเมืองของสุพิศ หากมีการประสานงานใกล้ชิดกับ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เพียงแต่ พล.อ.เกรียงไกร ยังขับเคลื่อนอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นรองประธานวุฒิสภาอยู่

กระแสวิจารณ์ที่ถาโถม

หลังจากนั้น พิพัฒน์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน

ทั้งการให้สัมภาษณ์บางกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง แถมยังถูกโจมตีหนักขึ้น ทั้งเรื่องน้ำมัน ที่เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน เรื่องบิลค่าไฟถนน บอกว่ารัฐบาลแบกรับไม่ไหว

รวมถึงกรณีการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแม้เป็นการดำเนินการของรัฐ แต่ก็มีการเชื่อมโยงทางการเมืองไปถึงเครือข่ายของพิพัฒน์ จนเกิดคำถามต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มการเมืองในพื้นที่

ปมบุคคลใกล้ชิด เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึง คือการคัดเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาทำงาน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าบางรายมีมลทิน สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่าบุคคลในภาคใต้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และข้าราชการการเมืองบางรายถูกเชื่อมโยงกับคดี และเลขานุการของพิพัฒน์ลาออกในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงความรับผิดชอบของบุคคลใดควรรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการที่กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น

โจทย์ใหญ่ของกระทรวงคมนาคม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ยังถูกฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การผลักดันโครงการด้านคมนาคมให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่อื่นอาจได้รับความสำคัญน้อยกว่า หรือถูกละเลย

ขณะเดียวกัน การสื่อสารและการเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังไม่สามารถสร้างฉันทามติได้ ทำให้รัฐบาลต้องปรับท่าทีในหลายประเด็นตามข้อกังวลของภาคประชาชน พูดง่ายๆ การเจรจากับฝ่ายต่อต้านเสียเปรียบเขา

บทสรุป

ถึงวันนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “2 น. 1 พ.” แตกหัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์หลายเรื่องได้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเสียดทานภายในที่ถูกจับตามองมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีความขัดแย้งหรือไม่”

แต่คือ หากความเห็นต่างภายในยังดำเนินต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะบริหารดุลอำนาจระหว่างแกนนำแต่ละกลุ่มอย่างไร และจะส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์การเมืองในภาคใต้และระดับประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่วงการเมืองกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าอนาคตจะนำไปสู่ความแตกหักหรือไม่ ในสถานการณ์การเมืองอ่อนไหว

จับตา “รัชพงศ์” พ้นทีม ‘พิพัฒน์’!! ไขก๊อกพ้นทีมพิพัฒน์ จุดคำถามเกิดอะไรในวงอำนาจกระทรวงคมนาคม ปลดหรือลาออก? ปมขุนพลคู่กายคมนาคมสะเทือนวงใน ทิ้งคำถามปลดจริงหรือถอยเอ

ปลด หรือลาออก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ขุนพลคู่กาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เหตุผลคืออะไร

ข่าวกระฉ่อนไปทั้งกระทรวงคมนาคม “ปลดขุนพลคู่กายพิพัฒน์”แต่เมื่ออ่านเอกสารทางการเขียนว่า “ลาออก” จะลาออก หรือให้ออกคงไม่สำคัญเท่าเหตุผลของการพ้นจากตำแหน่ง แม้ลึกๆพอจะรู้กันอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครออกมาบอกความจริงกับสังคม ในหนังสือลาออกก็ไม่บอกเหตุผล
ผ่าขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์

พิพัฒน์ ไม่ได้โตมาจากการเมือง เขาโตมาจากสายโลจีสติกส์ และธุรกิจน้ำมัน แต่ภรรยา ดร.นที รัชกิจประการ มาสายการเมือง เมื่อ ดร.นที ตกหลุมพลางการเมือง พิพัฒน์ จึงเข้ามาสานต่องานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อเข้ามาเสพอำนาจแล้ว ก็เสพติดอำนาจ

ด้วยความเป็นคนมากบารมีในแวดวงธุรกิจน้ำมัน เมื่อเขามาเสียบแทน ดร.นที เขาจึงเป็นเบอร์ 1 ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย กินตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีคมนาคม มีทีมงานหลัก 3 คนเป็นคลังสมองสำคัญในการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวง

คนแรกคือ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการฯ ทำหน้าที่เป็น Chief of Staff คอยประสานงานกับข้าราชการและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆ รัชพงศ์ เป็นอดีต สจ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษาฯ ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองให้คำแนะนำและลดแรงเสียดทานในการผลักดันนโยบาย ประสบการณ์กับการเป็นอดีตข้าราชการ ก.ทรัพยากรฯ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

สุทธิพงศ์ หรือ ‘กุนซือแดง’ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คอยตรวจสอบสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีอารี ไกรนรา อดีตติดสอยห้อยตามในตำแหน่งเลขานุการ ตั้งแต่กระทรวงท่องเที่ยวมากระทรวงแรงงาน

ยัง มีสจ.ถึก-ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ อดีต สจ.พัทลุง อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ไปนั่งประจำสำนักนายก

ล่าสุดมีลูกพ่วงใหม่ มานะ ยวงทอง ผู้สมัคร สส.นครศรีฯในนามภูมิใจไทย 2 สมัย แต่สอบไม่ผ่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น “พิพัฒน์” มาต้องผลัก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ออกไปพ้นกาย ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น

ECONBIZ

“สเลย์ทริกซ์” จับมือ “เพียวชาร์จ”!! เปิดศูนย์ EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ เครื่องชาร์จเร็ว 180kW พร้อม4 หัวชาร์จ โปรสุดคุ้ม 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน เน้นบริการสะดวกตอบโจทย์ผู้ใช้รถไฟฟ้า

สเลย์ทริกซ์ จับมือ เพียวชาร์จ เปิด สถานี EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ 43
ชูชาร์จเร็ว 180kW พร้อมโปร 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ผ่าน EleXA

บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพียวชาร์จ จำกัด เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV PURE CHARGE อย่างเป็นทางการ บนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในย่านแจ้งวัฒนะและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมยกระดับความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้รถ EV บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งชุมชน แหล่งธุรกิจ และเส้นทางสัญจรสำคัญ
EV PURE CHARGE มาพร้อมเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 180kW จำนวน 2 เครื่อง รวม 4 หัวชาร์จ รองรับการชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการแวะชาร์จระหว่างเดินทาง ในพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและใช้งานสถานี EV PURE CHARGE ได้ผ่านแพลตฟอร์ม EleXA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh เป็นระยะเวลา 3 เดือน
.
นายวณิชชานนท์ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิด EV PURE CHARGE สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีพฤติกรรมการใช้งานจริงจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า “ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทำเล พฤติกรรมผู้ใช้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มการให้บริการ และโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของพื้นที่ และนักลงทุนที่สนใจพัฒนาสถานีชาร์จ EV ของตนเอง เพื่อสร้างโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”
นายวณิชชานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EV PURE CHARGE ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ และร้านอาหาร เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV สามารถแวะชาร์จได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน พร้อมรับโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

EV PURE CHARGE พร้อมเปิดให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการแล้วบนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เจ้าของพื้นที่ หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถพูดคุยกับ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด เพื่อร่วมประเมินศักยภาพทำเล วางแผนการลงทุน และพัฒนาโมเดลธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เหมาะสมได้ที่ https://www.slaytrix.com/

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น

Blue Exercise ดันท่องเที่ยว!! จุดเปลี่ยนใหม่การท่องเที่ยวไทย ‘Value is the New Volume’ เน้นคุณค่า ผสานธรรมชาติ สร้างประสบการณ์ใหม่ กระจายรายได้ สร้างการเติบโตยั่งยืน

“Blue Exercise” โอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
ดันแนวคิด “Value is the New Volume” สร้างคุณค่าผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนผ่านจาก “การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน” ไปสู่ “การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า และส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวน” นักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าแนวคิด “Value is the New Volume” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติของรายได้ ประสบการณ์ และความยั่งยืน
ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อผสานเข้ากับทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นของประเทศ หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับสากล และสามารถตอบโจทย์ Value-Based Tourism ได้อย่างชัดเจน คือ “Blue Exercise”

Blue Exercise คือการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” เช่น ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความผ่อนคลาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้แนวคิดนี้ “Surf Therapy” จึงถูกนำมาต่อยอดในมิติของการท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมทางทะเล เช่น การโต้คลื่น (Surfing) Paddle Board และ Wake Board ที่ผสานทั้งความสนุก ความท้าทาย และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

“ทิศทางการท่องเที่ยวในปัจจุบันสำหรับคน GEN Y และ GEN Z ไม่ได้มุ่งเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องสามารถสร้างประสบการณ์ ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางความทรงจำได้ด้วย Blue Exercise
จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
โลกยุคใหม่ ที่ได้ทั้งการขยับร่างกาย และการทดลองประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยได้ลอง”
นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise ถือเป็นโอกาสใหม่ในการยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา และชายฝั่งภาคใต้ ซึ่งมีศักยภาพทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แนวคิดดังกล่าว

ได้ถูกนำมาทดลองดำเนินการจริงผ่านกิจกรรม “SUP Healing & Harmony” ภายใต้เส้นทางท่องเที่ยว
Calm Paddle Board ณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย ท่ามกลางธรรมชาติและสายน้ำที่สวยงาม ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นได้มากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำที่มีความหมายได้เช่นกัน

ที่สำคัญ Surf Therapy ไม่ได้สร้างเพียง “กิจกรรม” แต่สร้าง “คุณค่า” ให้กับนักท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ประสบการณ์ และความทรงจำ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด Value is the New Volume ที่มุ่งเน้นการเพิ่ม “มูลค่าเฉลี่ยต่อทริป” มากกว่าการเพิ่ม “จำนวนนักท่องเที่ยว” ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจทำได้ยากขึ้นด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
“เรามองว่า การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวในอนาคต ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าสถานที่ และต้องสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่ง Surf Therapy ภายใต้แนวคิด Blue Exercise เป็นตัวอย่างของการผสานธรรมชาติและกิจกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

กิจกรรม SUP Healing & Harmony ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำแนวคิด Blue Exercise มาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงแค่เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติผ่านกิจกรรมทางน้ำ เรียนรู้การใช้ร่างกาย สร้างสมดุล และใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก”
นาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวเสริม
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือการที่ Blue Exercise สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการ
“รีเซ็ตชีวิต” จากความเร่งรีบในเมืองใหญ่ และมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม

ในมิติของการตลาด แนวคิดนี้ยังสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Destination” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์จริง (Experience-Based Tourism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Value ให้กับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรม โรงเรียนสอนโต้คลื่น ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“เราหวังว่า Blue Exercise จะไม่เป็นเพียงกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นแนวคิดที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาพื้นที่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว จุดแข็งของโครงการนี้คือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิตและมองหาประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมาย จากการดำเนินกิจกรรม SUP Healing & Harmony พบว่าผู้เข้าร่วมให้ความสนใจและตอบรับแนวคิด Blue Exercise เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกิจกรรมทางน้ำในการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวร่วมกัน

เมื่อกิจกรรมทางน้ำถูกพัฒนาให้เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความสนุก และคุณค่าทางใจ ก็จะกลายเป็นแรงจูงใจใหม่ให้คนออกเดินทาง ส่งผลให้เลือกใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านกิจกรรม ที่พัก อาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อทริป และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวปิดท้าย

LITE

4 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการแพทย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระองค์ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” โดยพระนาม “จุฬาภรณ์” มีความเกี่ยวข้องกับพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากวันประสูติเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงสนพระทัยด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา ศิลปะ และการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงเลือกศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอินทรีย์เคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอินทรีย์เคมี จากมหาวิทยาลัยมหิดล

พระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของพระองค์ได้รับการยกย่องทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยทรงมีพระราชปณิธานในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านการวิจัย การแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยที่ขาดโอกาส

หนึ่งในพระกรณียกิจสำคัญ คือการทรงก่อตั้งมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ป่วยยากไร้ พระกรณียกิจด้านการแพทย์ดังกล่าวสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” และเคยได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ. 2530 อันเป็นเครื่องสะท้อนถึงพระเกียรติคุณในวงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญด้านงานแพทย์อาสา โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. และเสด็จฯ ไปทรงร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงมากขึ้น

พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำความรู้มารับใช้ประชาชน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาสังคม พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้วิชาการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทรงแสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์มิได้เป็นเพียงความรู้ในห้องทดลอง หากเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความทุกข์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน

วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ปวงชนชาวไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และความผาสุกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของความรู้ การวิจัย และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้เป็นพลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

WORLD

ขอบคุณ FIFA ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกลับคำตัดสินจากความอยุติธรรมครั้งใหญ่!

“ทรัมป์” ขอบคุณฟีฟ่าที่ยอมถอดใบแดงนักเตะอเมริกา หลังต่อสายตรงถึงประธานฟีฟ่า “อินฟานติโน” กดดันให้ตรวจสอบกรณี “โฟลาริน บาโลกุน” กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ที่ถูกไล่ออกจากสนามจากจังหวะเข้าปะทะหนักจนผู้ตัดสินชูใบแดงโดยตรง ในเกมพบกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

ตามกฎ โฟลาริน บาโลกุน จะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติอย่างน้อย 1 นัดในเกมที่สหรัฐฯ พบกับเบลเยียม หลังได้รับใบแดงโดยตรงในศึกฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

“จีน–ไทย” สานสัมพันธ์ผ่านภาษา!! ทูตจีนเปิดเวที “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 ชูภาษาเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ ไทย–จีน ปั้นคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกมากขึ้น ตอกย้ำพลังการศึกษาเชื่อมสองชาติ

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิสาหกิจจีน สมาคมพัฒนาสถาบันขงจื๊อ (ห้องเรียน) ในประเทศไทย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ปกครองกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นพาหะแห่งอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่จัดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน “สะพานสู่ภาษาจีน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อแสดงทักษะภาษาจีนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและโลกอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตจางได้ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันให้ใช้ภาษาเป็นสะพานเพื่อแสดงความสามารถ สร้างมิตรภาพ เปิดรับโลก และเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างจีนและไทย

ก่อนการแข่งขัน ท่านเอกอัครราชทูตจางได้เยี่ยมชมสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และฐานบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาของพันธมิตรวิทยาศาสตร์และการศึกษานานาชาติเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1444131041078238/?rdid=ZorQtgc1V11GThJE#

“จีน” ปิดแฟ้มเครื่องบินชนตึกไชน่า จุน!! ปักกิ่งแถลงเหตุเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดจีน ชี้นักบินปลิดชีพตนเอง ไม่ใช่วินาศกรรมหรือเครื่องขัดข้อง ก่อนสรุปคดีเป็นเหตุส่วนตัวของนักบิน

ผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ สำหรับเหตุการณ์ระทึกขวัญกลางกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อมีข่าวเครื่องบินพุ่งชนตึก CITIC หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าตึก ไชน่า จุน ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของจีนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันศุกร์ที่แล้ว ปรากฏเครื่องบินเล็ก พุ่งตรงเข้าชนยอดตึกไชน่า จุน ทำให้มีซากเครื่องบิน เศษกระจก ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำนักงาน และเอกสาร ปลิวกระจาย ร่วงลงสู่พื้นถนนเกลื่อน สร้างความแตกตื่นอย่างมาก และมีคำสั่งสั่งอพยพคนออกจากตึก พร้อมระดมหน่วยดับเพลิง และ กู้ภัยมากันเต็มพิกัด

แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้มีจีนมุงคับคั่ง พร้อมกล้องมือถือเตรียมโพสต์ และ ไลฟ์สด แต่ปรากฎว่า ตำรวจปักกิ่งออกมากันผู้คน สั่งห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด หากมีคลิปแชร์ในโซเชียล ทางการจีนก็จัดการสั่งลบคลิป และ ภาพ ทั้งหมดออกจากสื่อโซเชียลจีนทุกแพลทฟอร์ม อีกทั้งการนำเสนอข่าวในจีนก็จำกัดมากๆ
ผิดกันสื่อต่างประเทศหลายสำนักที่พาดหัวข่าวใหญ่โต บ้างวิเคราะห์ไปไกลว่านี่อาจเป็นการก่อวินาศกรรมด้วยเครื่องบิน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐก็ได้ เพราะเหตุเกิดที่ตึกระฟ้าที่สูงสุดในจีน ใจกลางเมืองหลวง และที่สำคัญคือ อยู่ห่างจากที่ทำการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากผ่านมา 1 สัปดาห์เต็มๆ ทางการจีนถึงได้ออกมาแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุเครื่องบินเล็กชนตึก โดยมีการเปิดเผยชื่อนักบิน คือ นายหลิว อายุ 66 ปีเป็นชาวปักกิ่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 คน ที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ส่วนเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรุ่น ซันเวิร์ด SA 60L ออโรรา ผลิตในจีน เป็นเครื่องบินรุ่นเบา ขนาด 2 ที่นั่ง ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป เช่น เครื่องบินส่วนบุคคล ใช้ในการเกษตร หรือ ท่องเที่ยว โดยนักบินหลิว ได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินเล็กตั้งแต่ปี 2021 และมีประวัติการขับเครื่องบินสม่ำเสมอ ทั้งขับเดี่ยว และ ขับร่วมกับนักบินระดับซีเนียร์

ในวันเกิดเหตุ นายหลิว ขับเครื่องบินลำดังกล่าวออกจาก สนามบินปักกิ่ง ผิงกุ แต่เขาขับออกนอกเส้นทางการบินที่ได้แจ้งไว้ และขาดการติดต่อ จนมีข่าวว่าได้ชนกับตึก ไชน่า จุน และเสียชีวิต
ต่อมาทางการจีนก็ได้แถลงสรุปว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เครื่องบินขัดข้อง หรือวินาศกรรม แต่มาจากเหตุผลส่วนตัวของนักบิน ที่มีความประสงค์ "ปลิดชีพตนเอง" โดยได้อ้างอิงหลักฐานไดอารี่ส่วนตัวที่เขาเขียนไว้ว่าต้องการจบชีวิตตนเองหลายครั้ง

จากประวัติส่วนตัว พบว่านายหลิว เป็นนักบินฟรีแลนซ์ สถานะครอบครัวหย่าร้าง และ อยู่ตัวคนเดียว มีปัญหาทางจิตจากโรควิตกกังวล มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่นำไปสู่สภาวะหดหู่ ซึมเศร้า และ คิดสั้น
ดังนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย หรือ อุบัติเหตุด้านเทคนิค ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น จบ! แยก!
เป็นการสรุปคดีตามสไตล์ของรัฐบาลจีน ที่ตัดให้จบไป ส่วนใครที่ยังสงสัย จนไปขยายต่อเป็นทฤษฎีสมคบคิด ก็ทดไว้ในใจ เพราะหากโพสต์ลงโซเชียลจีน อาจมีสิทธิ์ปลิวทั้งเพจได้ เดี๋ยวจะหาว่าลุงสีไม่เตือนน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1953204445622029&id=100027974785452&rdid=Ta3N8slK3wqtoBqN#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top