Friday, 11 September 2026
NEWS

ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีสรรพสามิตยานยนต์!! ใช้ภาษีดึงลงทุน–เพิ่มผลิตในไทย–เชื่อม SMEs สู่ซัพพลายเชน กระตุ้นลงทุนเพิ่มผลิตในประเทศ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน SMEs เปิดโอกาสยานยนต์ไฟฟ้าโตเต็มสูบ

ส.อ.ท. หนุนหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ใช้ภาษีดึงลงทุน เพิ่มการผลิตในประเทศ เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม

ข้อมูลจากการประชุมสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV จำนวน 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 และรถยนต์กลุ่ม xEV มีสัดส่วนรวมร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท รวมถึงแผนติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้า 23,135 หัวจ่าย และแผนลงทุนเพิ่มเติมของผู้ผลิตในประเทศรวมกว่า 50,000 ล้านบาท

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ เพื่อใช้มาตรการภาษีขับเคลื่อนการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก โดยมีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าว และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการดังกล่าวและเห็นว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยตลอด Supply Chain สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ดังนั้น การกำหนดมาตรการจึงต้องสร้างประโยชน์เชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม

“โครงสร้างภาษีใหม่ควรเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างให้ประเทศไทย ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรม ประกอบการกำหนดมาตรการให้เหมาะสม ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง

‘นิพนธ์’ ชี้สงขลาสู่มรดกโลกเดินหน้าต่อ!! คณะกรรมการเห็นชอบเอกสาร PA เปิดทางสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นอนุรักษ์การท่องเที่ยวและชุมชน เดินหน้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันนี้ (11 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

ฮันซี ฟลิก หนุน ‘ลามิน ยามาล’ คว้าบัลลงดอร์!! ชี้ฟอร์มพิเศษไร้ใครเหมือน เหมาะสมบัลลงดอร์ ชี้ความพิเศษเห็นได้ในทุกเกม หลังพาบาร์ซา–สเปนทำผลงานสุดร้อนแรง หลังติดโผ 30 คนสุดท้าย

ฮันซี ฟลิก เฮดโค้ชของ บาร์เซโลา ออกมาหนุน ลามิน ยามาล สตาร์ดังประจำทีมว่าคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ หลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

ยามาล ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นอย่างมากในการเล่นให้กับทั้ง บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ซึ่งเขาเพิ่งจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 กับทัพกระทิงดุมาด้วย

และล่าสุดทาง ฮันซี ฟลิก ออกมาสนับสนุนว่าแข้งรายนี้นั้นคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในครั้งนี้ หลังมีชื่อติดโผเป็น 1 ใน 30 คน ที่มีลุ้นรางวัลดังกล่าว

“แน่นอนเลย เขาเป็นนักเตะของผม นักเตะจากบาร์เซโลนา เขาคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ สำหรับผมแล้ว มันยอดเยี่ยม คุณสามารถเห็นได้จากทุกเกมว่าเขามีความพิเศษ ไม่มีใครเหมือนกับเขา ผมคิดว่าเขาคู่ควรกับมัน”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10394247

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐบาลอย่าประมาท “มวลชนพระอาทิตย์” ชี้ยุคนี้ชุมนุมวัดที่ความชอบธรรม ไม่ใช่จำนวนคน มวลชนพระอาทิตย์มากกว่าเลขผู้ชุมนุม ยุคนี้วัดที่ความชอบธรรม ประวัติศาสตร์สอนรัฐบาลฟังเสียง

อาจารย์อุ๋ย เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ “ความชอบธรรม” ไม่ใช่ “จำนวน”

10 กันยายน 2569 -อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน

ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม

คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว

กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่

เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น

บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง

กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่

แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด

เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ

ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้

ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”

รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้

เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน

และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/19TePNYn6a/?mibextid=wwXIfr

POLITICS

‘อรรถวิชช์’ ค้านตัดงบ AI กระทรวงอุตสาหกรรม!! ไม่เห็นด้วยตัดงบกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ใช้ Ai ช่วยคัดกรองสำคัญ แนะให้คนในช่วยพิจารณางบ เตือนระวังหน่วยงานภายนอกกระทบประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ที่ตัดงบในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิเช่น การใช้Aiมาช่วยในการคัดกรองต่างๆ และ Smart Ai ของ สมอ.
ทั้งนี้ดร.อรรถวิชช์แนะนำให้คนที่ทำงานจริงในกระทรวงมาช่วยในการพิจารณาและระวังการใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาในการพิจารณามอาจกระทบกับปกป้องประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและ มอก.ปลอม

‘รัดเกล้า’ จี้ทบทวนอาคารเก็บทรัพย์ ป.ป.ส.!! ตรวจโครงการเก็บทรัพย์สิน จับตา โครงการ 70 ล้าน มีผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท เรียกร้องเผยข้อมูลโปร่งใส

“รัดเกล้า” จี้ ป.ป.ส. แจง “เข้าเจ้าเดียว แต่ยังเข้าเต็มงบ” ไม่เกรงใจภาษีประชาชน! พบโครงการ 70 ล้าน ผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินของ ป.ป.ส. จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น วงเงินประมาณ 70.6 ล้านบาท และ ป.ป.ส. ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร วงเงินประมาณ 62.85 ล้านบาท รวมกว่า 133 ล้านบาท โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ตนไม่ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดจากคดียาเสพติด เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ไม่สูญหายหรือเสียหาย และต้องสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานหรือดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะใช้งบประมาณกว่า 133 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารใหม่ รัฐบาลและ ป.ป.ส. ควรตอบให้ได้ก่อนว่า **“การสร้างอาคารใหม่ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?”**

“อย่างน้อย ป.ป.ส. ควรมีข้อมูลให้เห็นว่า ปัจจุบันมีทรัพย์สินคงค้างอยู่จำนวนเท่าไร เพิ่มขึ้นปีละเท่าไร ทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่ารวมเท่าไร และโดยเฉลี่ยทรัพย์สินหนึ่งรายการถูกเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ที่สำคัญคือได้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นแล้วหรือยัง” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าระบุว่า ทางเลือกอื่นที่ควรนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่ การปรับปรุงอาคารราชการที่มีอยู่ การใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น การนำพื้นที่ราชการที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ การเช่าพื้นที่จัดเก็บที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการเร่งกระบวนการจำหน่ายทรัพย์สินที่สามารถจำหน่ายได้ และเร่งคืนทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้เจ้าของโดยเร็ว เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระพื้นที่จัดเก็บเป็นเวลานาน

“จากเอกสารขอบเขตงานที่ดิฉันได้รับ ยังไม่พบข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอที่จะตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า **โครงการนี้ยังไม่เร่งด่วนและยังไม่เห็นความคุ้มค่าเพียงพอ**” นางรัดเกล้ากล่าว

จี้ตรวจสอบโครงการขอนแก่น ผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ราคาต่างจากราคากลางแค่ 3,000 บาท

นางรัดเกล้ายังขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเป็นพิเศษถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีราคากลางประมาณ 70,603,000 บาท ขณะที่ราคาที่เสนอและตกลงอยู่ที่ประมาณ 70,600,000 บาท แตกต่างจากราคากลางเพียง 3,000 บาท หรือประมาณ 0.004% และที่สำคัญคือมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว

“การมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ไม่ได้แปลว่าการจัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมาย แต่ในมุมของการบริหารเงินภาษีประชาชน เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว การแข่งขันด้านราคาย่อมเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ และเมื่อโครงการมีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่ราคาสุดท้ายต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท ประชาชนย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่า” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าขอให้ ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะว่า มีผู้ประกอบการกี่รายที่สนใจโครงการ มีผู้ดาวน์โหลดเอกสารกี่ราย เหตุใดจึงมีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว และเงื่อนไขใน TOR มีข้อใดที่อาจเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการแข่งขันหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย เหตุใด ป.ป.ส. จึงไม่พิจารณาทบทวนหรือเปิดการแข่งขันใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดแก่รัฐ

“งบยาเสพติดมีจำกัด ทุกบาทต้องเลือกว่าจะสร้างตึก หรือสร้างโอกาสให้คนหลุดจากวงจรยาเสพติด”
นางรัดเกล้ากล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท ตนขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ทั้งความก้าวหน้าของงาน ความเหมาะสมของแต่ละงวดงาน ขนาดและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงรายการใดที่ยังสามารถทบทวน ปรับลด หรือชะลอได้

“เหตุผลที่ดิฉันอยากให้ทบทวนงบประมาณโครงการนี้ เพราะงบประมาณด้านยาเสพติดของประเทศไทยมีจำกัด ทุกบาทที่เราใช้สร้างอาคาร คือหนึ่งบาทที่อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด ไม่ได้ถูกนำไปค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้ถูกนำไปสนับสนุนการบำบัดในชุมชน และไม่ได้ถูกนำไปติดตามผู้ผ่านการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ”

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำว่า จากข้อมูลที่ตนติดตาม **กว่า 70% ของผู้ต้องขังเป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติด** ดังนั้น การแก้ปัญหายาเสพติดให้ตรงจุดจะช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมและปัญหาคุกล้นได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อในฐานะประธานอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการยกระดับทัณฑสถานของประเทศไทย ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาคุกล้นและการคืนคนดีสู่สังคมควรเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม

“ในขณะที่เรามีปัญหาคุกล้น และโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคมกลับถูกตัดงบ ดิฉันอยากถามว่ากระทรวงยุติธรรมควรเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร หากประมาณ 70% ของผู้ต้องขังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราควรลงทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาในเรือนจำ เพื่อให้คนที่เคยทำผิดหลุดจากวงจรการกระทำผิดซ้ำหรือไม่ และเมื่อมีข้อมูลว่าผู้พ้นโทษคดียาเสพติด 20.82% กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี เราไม่ควรเร่งแก้ปัญหานี้ก่อนหรือ” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าทิ้งท้ายว่า ในปีต่อไปควรมีการจัดทำงบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การค้นหากลุ่มเสี่ยง การบำบัด การติดตามหลังการบำบัด ไปจนถึงการลดการกระทำผิดซ้ำและการคืนคนดีสู่สังคม

“สำหรับปีนี้ ดิฉันขอให้ทบทวนปรับลด และชะลองบประมาณการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินในส่วนที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนกับคน เพราะเป้าหมายของการแก้ปัญหายาเสพติดไม่ควรจบอยู่ที่การจัดการของกลาง แต่ต้องจบที่การทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้ากล่าว

'อรรถวิชช์' ซัด กกพ.!! ชี้โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน จี้พลังงานดันเสรีโซลาร์–ปลดล็อก Data Center แนะเพิ่มงบปี 70 ดัน เสรีโซลาร์ ลดภาระค่าไฟช่วยประชาชน

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ทำโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน-ดอง Data Center แนะกระทรวงพลังงานใช้งบปี 70 เพิ่มรายได้รัฐ ดัน “เสรีโซลาร์” ลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกระทรวงพลังงานว่า แม้จะได้รับงบประมาณปกติน้อยที่สุดในบรรดาทุกกระทรวง เพียงราว 1,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ได้รับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ จาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท และงบกลางช่วยเหลือวิกฤตพลังงานอีกราว 12,000 ล้านบาท จึงเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนปกติของกระทรวงลง 1% เพื่อความสมเหตุสมผล

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงรายได้ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหารายได้เป็นอันดับสองให้รัฐ ลดลงจาก 83,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งก๊าซหลักอย่างบงกชและเอราวัณกำลังจะหมดลง จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน และผลักดันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อดึงรายได้กลับคืนมา

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ มองว่า ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่การแปรรูป ปตท. เพราะธุรกิจน้ำมันแปรรูปเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลเฉพาะ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งศาลสั่งห้ามแปรรูปและยังเป็นของรัฐ 100% ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายสายส่ง (นครหลวงและภูมิภาค) แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นมากำกับตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงจาก 77% ในปี 2543 เหลือ 31% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดแทน

สำหรับการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. เข้าซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังปิดตัวเพื่อดำเนินการเองเพื่อช่วยลดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green หลังโรงไฟฟ้าหลายแห่งหมดสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบพิเศษ (Adder) และต้องขายไฟในราคาที่ไม่คุ้มทุนเสี่ยงปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนใหญ่ซื้อไปทำกำไร

นอกจากนี้ เสนอให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Data Center โดยให้ กฟผ. จับมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้ที่ดินของ กฟผ. ในพื้นที่ที่มีกำลังไฟฟ้าเหลือ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ประเทศ หลังนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนในเวียดนาม เพราะการขอใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ในต่างจังหวัดทำได้ยาก

ส่วนปัญหาค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ เสนอให้ปรับระบบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า (Billing) ให้ครอบคลุมผู้เช่าโดยตรง เนื่องจากมาตรการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท ไม่ช่วยผู้เช่ากลุ่มนี้ เพราะมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นชื่อเจ้าของอาคาร จึงควรให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำระบบเรียกเก็บบิลในชื่อผู้เช่าโดยตรงตามแบบที่ใช้ในต่างประเทศ

พร้อมเรียกร้องให้สภาฯ เร่งผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เสนอรัฐบาลและประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยจะยกเลิกการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงาน 3 กระทรวง เหลือเพียงการจดแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เวลาขออนุญาต 1 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จากค่าติดตั้ง 180,000 บาท หากไม่ต้องขออนุญาตจะลดต้นทุนเหลือ 150,000 บาท และหากรัฐบาลช่วยอีก 50,000 บาท จะเหลือเพียง 100,000 บาท จึงจะทำให้โครงการของกระทรวงพลังงานเดินหน้าได้

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังเสนอตัดงบ 3% ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยทวงถามมาตรการรับมือปาล์มน้ำมัน หลัง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 กำหนดให้ยุติการอุดหนุนน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันจะไม่สามารถชดเชยดีเซล B5 และ B7 ที่มีส่วนผสมปาล์มได้อีก ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมัน 1 ใน 3 ของประเทศ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการเร่งพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันปาล์มที่อาจต่ำลงได้

ECONBIZ

เติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 500 บาท รับมังคุดใต้ฟรี!! ฟรีมังคุดใต้ 100,000 กิโลกรัม โครงการพื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมน้ำมัน 500 บาท รับทันที ช่วยเกษตรกรผลผลิตล้นตลาด

พีทีที สเตชั่น แจกฟรี มังคุดใต้กว่า 100,000 กิโลกรัม ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน”
เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาท ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 69 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย
ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมสานต่อโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มังคุด” ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมกว่า 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย

พีทีที สเตชั่น ได้รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมังคุด 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 100,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายเอกชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนช่วยให้เกษตรกรได้จำหน่ายมังคุดในราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้ไทยสดใหม่ที่มากด้วยคุณภาพและรสชาติ โดย OR รับซื้อมังคุดจากเกษตรกร รวมกว่า 100,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาด และส่งต่อผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR ด้านความยั่งยืน “OR เติมโอกาส ดีดีดี” ในมิติ “ชุมชนดี” เติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์รวมพลังของชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

บางจากฯ ช่วยเกษตรกร!! ร่วมมือกรมค้าภายในพยุงราคาผลไม้ สมาชิกเติมน้ำมันรับฟรีมังคุดสด ตั้งแต่ 11–13 ก.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อยอดแบรนด์พลังงานสีเขียวทั่วประเทศ

บางจากฯ ร่วมช่วยเกษตรกร สมาชิกบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันทุกชนิด รับฟรีมังคุดสดจากสวน
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกระจายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาดตามฤดูกาลพร้อมกันจำนวนมาก ด้วยการรับซื้อมังคุดมาสมนาคุณลูกค้า โดยสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับฟรีมังคุดสดจากสวน 1 ถุง (ประมาณครึ่งกิโลกรัม) ตั้งแต่วันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจากฯ ได้ร่วมช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลูกหยีกวน สับปะรดอบแห้ง ลูกไหนอบแห้ง เป็นต้น มาเป็นของสมนาคุณลูกค้า และร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล เพื่อร่วมดูดซับผลผลิตและพยุงราคา เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่ มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม หอมแดง มะม่วง เป็นต้น นำมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมัน ช่วยรองรับผลผลิต สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกร

บางจากฯ ดำเนินงานไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่

บอร์ด EV เปิดเกมใหม่!! 'เอกนิติ' นำประชุมบอร์ดยานยนต์ไฟฟ้า 'วราวุธ' ร่วม หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ ปรับ EV3/EV3.5 รับเทคโนโลยีและตลาด เร่งลงทุน ส่งออก เพิ่ม Local Content ภายในประเทศ

“เอกนิติ” เรียกประชุมบอร์ด EV นัดแรก “วราวุธ” ร่วม เร่งเครื่องยานยนต์ไทยสู่ฐานผลิตแห่งอนาคต ดัน Local Content–ลงทุน–ส่งออก พร้อมปรับมาตรการ EV3/EV3.5 รับการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงการคลัง

การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง การต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ในด้านมาตรการภาครัฐ ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป จะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการผลิต การลงทุน ตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

LITE

11 กันยายน 2544 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชน ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์-ตึกเพนตากอน’

เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก หลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพาณิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น

จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก

จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน
และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน

เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5 พันคนออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คน โดยมีโอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา

10 กันยายน 2463 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ อภิเษก สมรส กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 'สมเด็จพระบรมราชชนนี' เตรียมพยาบาล มีพระโอรส-ธิดารวม 3 พระองค์

พันเอก (พิเศษ) จอมพลเรือ นายแพทย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระนามเดิม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช (1 มกราคม พ.ศ. 2435 - 24 กันยายน พ.ศ. 2472) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระบรมราชอัยกาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ทุน ซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ได้คัดเลือกออกมา ปรากฏว่าได้นักเรียนพยาบาลมา 2 คน คือ สังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และอุบล ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา (ต่อมาคือ อุบล ลิปิธรรมศรีพยัตต์) สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนทั้ง 2 ของพระองค์อย่างดี ทั้งทรงแนะนำวิธีการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีของต่างประเทศ

และในขณะที่กำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีที่ 1 นั้นเอง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงพบและพอพระทัยกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยมีพระศิริโฉมงดงาม พระอุปนิสัย และพระคุณสมบัติอื่นๆ ดังนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์จึงทรงมีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชมารดา ขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ได้มีพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม และหลังจากได้อภิเษกสมรสแล้ว ทั้ง 2 พระองค์ได้ตามเสด็จด้วยกันไปประพาสเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป และ สหรัฐอเมริกา เพื่อทรงไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเอ็มไอที เมืองบอสตัน ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงเรียนหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน ก่อนจะประสูติพระโอรสและพระธิดารวม 3 พระองค์

6 กันยายน 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก จุดเริ่มต้นสายธารโคนมไทย–เดนมาร์ก กำหนด17ม.ค.วันโคนมแห่งชาติ

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

รามคำแหง เผยทำเนียบอธิการบดี!! 54 ปีรามคำแหง เปิดไทม์ไลน์อธิการบดี 10 คน ‘รังสรรค์’ ครองตำแหน่งยาวสุด จับตา ‘วุฒิศักดิ์’ รักษาการร่วม 4 ปี ตั้งคำถามรักษาการยืดเยื้อไม่จบ

เปิดทำเนียบอธิการบดี ม.รามคำแหง “รังสรรค์”นั่งยาวที่สุด ตามด้วย “วุฒิศักดิ์”

มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2514 เดิมฉบับร่างใช้ว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่ สส.ขอนแก่น ”แคล้ว นรปติ ได้ขอแปรญัตติ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โดยมีปรัชญาเป็น “ตลาดวิชา” เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า

ยุคเบบี้บูม มีเยาวชนเรียนจบมัธยมปลายจำนวนมาก และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับได้ไม่เพียงพอ เยาวชนถูกดีดออกนอกระบบการศึกศาล ม.รามคำแหงจึงก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนเหล่านั้น

54 ปี ม.รามคำแหงได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบแรงงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ บัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยแต่ละคนกว่าจะจบได้สั่งสมประสบการณ์ วิชาความรู้มากมาย มีการศึกษานอกระบบสืบทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย หลายคนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารองค์กร เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฏีกา เป็นต้น

54 ปี ม.รามคำแหงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน น้ำท่วมอย่างน้อย 3 คน ไฟไหม้โรงพิมพ์ การชุมนุมทางการเมือง การสร้างกิจกรรมหล่อหลอมนักศึกษา เป็น 54 ปี ที่ผ่านการบริหารของอธิการบดีมาแล้ว 10 คน มีทั้งอธิการบดีตัวจริง” มีทั้ง “รักษาราชการแทนอธิการบดี” โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2564 มีความซับซ้อนในตำแหน่งพอสมควร

อธิการบดีคนแรกของรามคำแหง คือ
ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์
บริหารช่วง13 พ.ค. 2514 – 12 พ.ค. 2516 / 30 พ.ค. 2516 – 22 มิ.ย. 2516 และกลับมาอีกครั้ง 28 พ.ย. 2521 – 1 ก.ค. 2523 เคยมีปรากฏการณ์นักศึกษาชุมชุมขับไล่ ศ.ดร.ศักดิ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคราวไคร้ของเผด็จการ

ต่อมา ศ.กำธร พันธุลาภ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี 2 ก.ย. 2517 – 1 ก.ย. 2519 / 21 ก.ย. 2519 – 20 ก.ย. 2521

รศ.ดร.อภิรมย์ ณ นคร เข้ามารับช่วงบริหารต่อจาก ศ.กำธร ระหว่าง
3 ต.ค. 2523 – 2 ต.ค. 2525

รศ.สุขุม นวลสกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอธิการบดีต่อ นั่งบริหารช่วง
15 ม.ค. 2526 – 14 ม.ค. 2528 / 15 เม.ย. 2528 – 14 เม.ย. 2530

ศ.ดร.ธรรมนูญ โสภารัตน์ ได้รับเลือกตั้งต่อจาก รศ.สุขุม นวลสกุล บริหารช่วง 13 พ.ค. 2530 – 12 พ.ค. 2532

“ติงลี่-รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารช่วง 6 ก.ค. 2532 – 5 ก.ค. 2534 / 20 ก.ย. 2534 – 2537

รศ.รังสรรค์ แสงสุข ได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในตำแหน่งอธิการบดียาวนานที่สุด นั่งบริหารช่วง 13 ม.ค. 2537 – 16 ม.ค. 2550 รวม 4 วาระ

เมื่อ รังสรรค์วางมือ รศ.คิม ไชยแสนสุข เข้ามาสบทอดต่อ ช่วง 18 มิ.ย. 2550 – 10 ก.พ. 2554

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้รับความไว้วางจากจากบุคลากรรามฯ เข้ามาบริหารช่วง
21 ต.ค. 2554 – 20 ต.ค. 2558 และได้รับเลือกตั้งอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ลุกขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งอธิการบดีจากวุฒิศักดิ์ และได้รับความไว้วางใจให้บริหารช่วง
12 ก.ย. 2564 – 9 พ.ย. 2565

ข้อมูลทำเนียบเดิมระบุรายละเอียดวันเริ่ม-สิ้นสุดของแต่ละวาระไว้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะ 7 คนแรก และยืนยันว่ารังสรรค์ แสงสุขดำรงตำแหน่ง 4 วาระยาวที่สุดในประวัติศาสตร์รามคำแหง

แต่มี “ช่วงรักษาการ” ที่ต้องใส่ในไทม์ไลน์ด้วย

10 ก.พ. 2554 – ก่อน 21 ต.ค. 2554 หลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข พ้นจากตำแหน่ง วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่ 10 ก.พ. 2554

จากนั้นวุฒิศักดิ์จึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น อธิการบดีตัวจริง ตั้งแต่ 21 ต.ค. 2554 และอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

หลังสืบพงษ์ถูกถอดถอน 9 พ.ย. 2565
สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่เรื่องถูกศาลปกครองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งทุเลาการถอดถอนและการแต่งตั้งรักษาการดังกล่าว ก่อนสถานะจะเปลี่ยนตามกระบวนการศาลภายหลัง

และที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันปี 2569 วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ยังปรากฏเป็น “ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี” ไม่ใช่อธิการบดีที่ได้รับแต่งตั้งตามวาระ 4 ปี แต่เป็นการรักษาราชการแทนที่ยาวนานร่วม 4 ปี

ส่วน สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีพระบรมราชโองการถอดถอนย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย. 2565 ซึ่งประกาศออกมาในปี 2569 หลังผ่านกระบวนการศาล

จนถึงขณะวุฒิศักดิ์ ยังคงรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีอยู่ โดยยังไม่มีทีท่าใดๆว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการริเริ่มให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีอะไรปรากฏว่าจะมีดำริให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆที่อยู่รักษาการมาแล้วร่วม 4 ปี

จึงมีคำถามว่า “คำว่ารักษาการ”ควรจะอยู่นานแค่ไหน ใครไม่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่งอธิการบดีตาม พรบ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับปี 2541

นายอำเภอ สิงหนครนัดหน่วยงานถก!! ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อสงขลา ค่าออกซิเจนละลายน้ำบางจุดเป็นศูนย์ หน่วยงานเร่งหาต้นตอโรงงานหรือแหล่งอื่น อดีตเคยเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมหนักปี 63

นายอำเภอสิงหนครเรียกถกด่วน ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อ สงขลา

สายข่าวรายงานว่า หลังข่าวสะพัดเรื่องปลาในคลองสทิงหม้อ คลองปะโอ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ลอยตายเกลื่อนเต็มคลอง ให้เป็นที่สงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ โรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือไม่ ทำไมมักจะเกิดช่วงย่างเข้าหน้าฝนของทุกปี

จากการตรวจสอบพบข้อมูลทางราชการว่า คลองสทิงหม้อมีปัญหาคุณภาพน้ำและมีเหตุปลาตายจริงในปี 2569 และเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกปีและที่สำคัญคือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมตรวจพบจุดหนึ่งที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำเป็น ศูนย์ ซึ่งถือว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่พบล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีชาวบ้านแจ้ง ปลาตายและมีกลิ่นเหม็นในคลองสทิงหม้อ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร

ทราบว่า นายอำเภอสิงหนครเรียกทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเวลา 10.00 น้ำ.วันนี้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุอีกครั้ง ซึ่งควรมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรมผโรงงาน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เข้าร่วมด้วย

ส่วนงานที่ต้องตรวจสอบไว้หลายกลุ่ม ได้แก่
-โรงงานอุตสาหกรรม
-สถานประกอบการ
-ภาคเกษตรกรรม
-ชุมชนโดยรอบ

และมีการเสนอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ตรวจน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบบ่อย แต่แก้ปัญหาไม่ตก เป็นเพราะเหตุอะไร ภาคประชาชนในส่วนร่วมในการตรวจสอบแค่ไหน

ที่น่าสนใจมากคือวันที่ 3 กันยายน 2569 สคพ.16 ตรวจน้ำ 3 จุด พบว่า
จุดตรวจสะพานหนองโด ต.รำแดง ค่าของน้ำ DO หรือออกซิเจนละลายน้ำอยู่ที่ 8.4 mg/L

หน้าโรงงาน ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 0 mg/L

สะพานหัวขี้เหล็ก ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 3.0 mg
โดยเฉพาะ หน้าโรงงานมีค่าเป็น 0 ขณะที่จุดต้นน้ำอ้างอิงอยู่ที่ 8.4 และจุดท้ายน้ำ 3.0 mg/L นี่เป็นข้อมูลที่ควรขุดต่ออย่างจริงจัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจระบบน้ำทิ้งของโรงงานประกอบกันด้วย

แล้วทำไมปลาถึงตายช่วงฝนตก? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. ระบุว่า หลังฝนตกหนัก สภาพน้ำดีขึ้น และไม่พบปลาตายตอนเจ้าหน้าที่ลงตรวจ จึงมีความเป็นไปได้หลายกลไก เช่น

1. น้ำเสียสะสมในคลองช่วงน้ำไหลน้อย อินทรีย์วัตถุสูงทำให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย จน DO ลดลง
2. ฝนตกแล้วเกิดน้ำชะล้างจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงคลอง
ทั้งชุมชน เกษตร ฟาร์ม/แพกุ้ง และพื้นที่ประกอบการ
3. ฝนตกหนักอาจทำให้น้ำในคลองเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น
จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลังฝนตกหนักบางครั้งคุณภาพน้ำกลับดีขึ้น
4. น้ำเน่าเสียอาจเกิดเป็นช่วง ๆ

ถ้ามีการระบายน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นครั้งคราว เจ้าหน้าที่ไปตรวจหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็อาจไม่พบความผิดปกติ

และมีข้อมูลย้อนหลังที่น่าสนใจมาก เพราะ ปี 2563 ก็เคยเกิดปลาตายในคลองสทิงหม้อ–รำแดงจำนวนมาก โดยชาวบ้านในเวลานั้นตั้งข้อสังเกตถึงน้ำที่ไหลจากตอนบนและบริเวณด้านหลังโรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ระหว่างปรับปรุง

แล้ว “สองโรงงาน” ที่สงสัยล่ะ?

ตรงนี้ยัง ไม่อยากฟันธงชื่อโรงงานจากข้อมูลที่หาได้ตอนนี้ เพราะถ้าจะเขียนเป็นข่าวเชิงกล่าวหา ต้องระบุให้ชัดว่าโรงงานไหนตั้งอยู่ตรงไหน มีท่อระบายน้ำออกตรงใด และผลตรวจน้ำทิ้งเป็นอย่างไร

แต่ข้อมูลราชการมีจุดสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่เลือกตรวจ “หน้าโรงงาน ต.ทำนบ” เป็นจุดตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ และพบ DO = 0 mg/L จริง

ดังนั้นโจทย์ที่ควรไล่ต่อไม่ใช่แค่ “โรงงานปล่อยน้ำเสียหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ครบว่า

น้ำเสียมาจากไหน? ไหลมาจากทิศไหน? มีท่อระบายกี่จุด? โรงงานสองแห่งมีระบบบำบัดแบบไหน? ผลตรวจน้ำทิ้งหน้าโรงงานผ่านมาตรฐานหรือไม่? และทำไมบริเวณหน้าโรงงานจึงมี DO = 0 แต่จุดอ้างอิงต้นน้ำ 8.4?

ส่วนคลองปะโอ พบข้อมูลตำแหน่ง คลองปะโอ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร แต่ในการค้นครั้งนี้ ยังไม่พบรายงานทางราชการที่ยืนยันว่ามีเหตุปลาตายจำนวนมากในคลองปะโอในปี 2569 จึงยังไม่ควรเอาเหตุคลองปะโอมาปนกับคลองสทิงหม้อโดยไม่มีหลักฐาน

ถ้าจะทำเรื่องนี้ในสไตล์ข่าว “ปลาในคลองตายทุกปี ใครปล่อยอะไรลงคลอง?” ผมว่ามีประเด็นให้ขุดได้ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะการเอา ข้อมูลปี 2563 เทียบกับปี 2569 แล้วไล่ดูว่าโรงงาน/สถานประกอบการบริเวณเดิมมีอะไรบ้าง ระบบบำบัดน้ำเสียเปลี่ยนไปหรือไม่ และผลตรวจของรัฐเคยพบอะไร

AD1 ถูกทุบเพื่อศูนย์การเรียนรู้ ปมศูนย์เรียนรู้พ่อขุนฯ สร้างศูนย์เรียนรู้ 277 ล้าน แต่โครงการค้างร้างหญ้าท่วม จี้รามคำแหงตอบ เงิน–ไม้–สัญญาไปไหน

ทุบ AD1 สร้างศูนย์เรียนรู้ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ปล่อยรกร้างหญ้าท่วมหัว

ไปนั่งอยู่ขอบรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง สืบทราบมาแล้วว่า ทำไมรามจึง “ทุบ AD1”หอประชุมอันถือว่าเป็นบ้านหลังแรกของรามคำแหง และเป็นศูนย์ร่วมการทำกิจกรรมนักศึกษา

สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงนั้นเอง

โครงการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ข้อมูลสำคัญมาก เพราะช่วยยืนยันรายละเอียดของโครงการได้ค่อนข้างชัดเจน

โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(R.U. Library and Learning Center)
เป็นอาคาร: 5 ชั้น (กอ.)
ความสูง: 33 เมตร พื้นที่ใช้สอย: 25,000 ตร.ม.
ผู้รับจ้างในการก่อสร้าง คือบริษัท ทำเดไทย ธรรมชาติ จำกัด ที่อยู่ผู้รับจ้าง: 799/2 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ
ระยะเวลาก่อสร้าง: 850 วัน เริ่มก่อสร้าง: 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดสิ้นสุด: 31 พฤษภาคม 2559 (ตรงนี้บนป้ายโครงการระบุเช่นนั้น แต่ตัวเลขดูผิดปกติมาก เพราะ 850 วันไม่สอดคล้องกับระยะเวลาเพียง 4 เดือน บนป้ายวันสิ้นสุดโครงการ 31 พฤษภาคม 2559 ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่กำหนดไว้ 850 วัน) มูลค่าการก่อสร้าง: 277,000,000 บาท

ที่น่าสนใจที่สุดคือ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียง “อาคาร” ธรรมดา แต่ระบุชัดว่าเป็น “ศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” และมีทั้งส่วน Library และ Learning Center

ถ้าจะเอาไปต่อยอดเรื่อง “ทำไมรามทุบ AD1”

โดยสรุปคือ รามคำแหงทุบ AD1 เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้มูลค่า 277 ล้านบาท

แล้ววันนี้ศูนย์การเรียนรู้ไปอยู่ไหน?” โครงการนี้ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ก่อนหน้านี่มีการเอาสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วไว้ ทุกวันนี้หญ้าขึ้นรกท่วมหัว ไม่มีการก่อสร้างใดๆ ป้ายระบุชื่อโครงการก็ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว รถเครนที่เคยจอดเด่นอยู่กูถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว

“เปิดป้ายหลักฐาน 277 ล้าน! รามทุบ AD1 สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนฯ แต่โครงการไปไม่ถึงฝัน?”
ควรไล่ต่อ เอกสารโครงการปี 2559 ให้ละเอียด โดยเฉพาะ

1. แบบก่อสร้างเดิมของอาคารนี้
2. สัญญาจ้าง 277 ล้านบาท
3. เหตุผลที่โครงการไม่เสร็จ/ถูกยุติ
4. ใครเป็นผู้อนุมัติรื้อ AD1
5. เงินที่เบิกจ่ายไปแล้วเท่าไร
6. ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ทำอะไร
7. มีการยกเลิกสัญญา/เรียกค่าเสียหายกับผู้รับจ้างหรือไม่

ป้ายโครงการที่ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องที่น่าติดตามโดยเฉพาะตัวเลข 277 ล้านบาท + 25,000 ตร.ม. + โครงการศูนย์การเรียนรู้ นี่ควรเอามาชนกับสภาพพื้นที่ปัจจุบันเลยว่า “สร้างไปถึงไหน และเงิน 277 ล้านหายไปอยู่ตรงไหนของโครงการ”

วันแถลงข่าวผู้บริหารต้องมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงไม้จำนวนมาก มูลค่ามหาศาลอยู่ที่ไหน ใครเก็บรักษาไว้ หรือขายทอดตลาดไปแล้ว เงินอยู่ที่ใคร…?

WORLD

ฮูตีรุกยึดชายฝั่งทะเลแดง–เมืองโมคา!! เขย่าช่องแคบบับอัลมันเดบ ท่ามกลางศึกกองกำลังเยเมนหลายฝ่าย ดำเนินการโดยกองกำลังคุดส์จากอิหร่าน ปะทะรุนแรงที่เอเดนระหว่างฝ่ายรัฐบาล

กลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) ได้ยึดครองชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมดและเกาะหลายแห่งในทะเลแดงจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในช่วงเวลาสั้นๆ

การรุกคืบนี้ทำให้กลุ่มอันซารุลลาห์มีอำนาจควบคุมทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบมากขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปฏิบัติการนี้ได้รับการวางแผนโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังคุดส์ของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน โดยกลุ่มอันซารุลลาห์ดำเนินการตามคำแนะนำจากอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวกรองและอุปกรณ์แก่กลุ่มอันซารุลลาห์ และสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธและเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกลุ่มนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว RT เผยแพร่วิดีโอการปะทะอย่างดุเดือดบริเวณชานเมืองเอเดน ระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังรัฐบาลเยเมนถอนกำลังออกจากเมืองโมคา ภายหลังเมืองดังกล่าวถูกกลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) เข้ายึดครอง ก่อนจะเกิดการปะทะกับกองกำลังฝ่ายที่ UAE สนับสนุนบริเวณชานเมืองเอเดน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1397196609235362/?rdid=LrUDM2MPKDMuxYWH#

ผ่านไป 4 ปี จาก “ยูเครนจะชนะ” สู่ “ยูเครนกำลังแพ้”!! 'เดวิด เพเทรอุส' ทำนายผิด ปี 2022 ยูเครนจะชนะสงคราม ปี 2026 ยูเครนกำลังแพ้สงคราม สะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปแค่ 4 ปี...
ปี 2022 เดวิด เพเทรอุส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA และอดีตนายพล 4 ดาวของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ The Spectator พร้อมพาดหัวตัวโตว่า

“Ukraine will win the war” - “ยูเครนจะชนะสงคราม”
พร้อมทิ้งประโยคเด็ดว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ”

ปี 2026 The Spectator พาดหัวใหม่ว่า...
“Ukraine is losing the war” - “ยูเครนกำลังแพ้สงคราม”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/839215275884447/?rdid=aRJQ5KqUDNq8EgKM#

ไพ่ใบที่ 3 ข้อนี้กัมพูชาเสียเปรียบไทยแต่ยืนระยะสู้ได้

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top