Wednesday, 23 September 2026
NEWS

เปิดสถิติก่อนเกม ไทยดวลเกาหลีใต้!! ชิงทองแดงวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 นัดชิงที่สำคัญในเอเชียนเกมส์ นัดสุดท้ายฤดูกาล 2026 ของทีมไทย ลุ้นอันดับโลก 13 พบ 28 จากเกาหลีใต้ เวลา 14.00 น.

เปิดสถิติก่อนเกม วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ ชิงเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 นัดสุดท้ายของทีมสาวไทยในนามทีมชาติฤดูกาล 2026

วันที่ 21 ก.ย.2569 การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 รอบชิงเหรียญทองแดง เป็นการพบกันระหว่าง ทีมชาติไทย อันดับ 13 ของโลก พบกับ ทีมชาติเกาหลีใต้ อันดับ 28 ของโลก ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของทีมสาวไทยในนามทีมชาติฤดูกาล 2026

เปิดสถิติ 5 นัดหลัง ไทย พบ เกาหลีใต้
สำหรับ ทีมชาติไทย เพิ่งเจอกับทีมชาติเกาหลีใต้ ในรายการ ชิงแชมป์เอเชีย AVC Tianjin 2026 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยสถิติ 5 นัดหลังที่คู่นี้พบกันมีดังนี้

ชิงแชมป์เอเชีย 2026 วันที่ 27 ส.ค.2569
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

เนชั่นส์ ลีก 2024 วันที่ 20 พ.ค.2567
ทีมเกาหลีใต้ ชนะ ไทย 3-1 เซต

โอลิมปิก 2024 รอบคัดเลือก วันที่ 23 ก.ย.2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

ชิงแชมป์เอเชีย 2023 วันที่ 3 ก.ย. 2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

เนชั่นส์ ลีก 2023 วันที่ 4 มิ.ย.2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

ช่องทางชมสด ไทย พบ เกาหลีใต้
PPTV HD36
AIS PLAY

โปรแกรม วอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 วันนี้
รอบชิงเหรียญทองแดง
เวลา 14.00 น. ไทย พบ เกาหลีใต้

รอบชิงเหรียญทอง
เวลา : 17.20 น. ญี่ปุ่น พบ จีน (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)

รอบจัดอันดับ 5-13

เวลา : 08.00 น. คาซัคสถาน พบ เวียดนาม (ถ่ายทอดสด : MONOMAX SPORTS ช่อง 29 และ AIS Play)
เวลา : 11.00 น. ไต้หวัน พบ อินโดนีเซีย (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 11.00 น. คาซัคสถาน พบ กาตาร์ (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 14.00 น. เนปาล พบ มองโกเลีย (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 17.00 น. ฮ่องกง พบ ฟิลิปปินส์ (ถ่ายทอดสด : AIS Play)

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10407940

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ

โฆษกกองทัพเรือชี้แจงเพิ่มเติม กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%”
การต่อเรือรบสมรรถนะสูงภายในประเทศให้ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง กองทัพเรือกำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) ว่า เรือลำแรกต้องมีสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือทั้งหมด และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง ต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ทั้งนี้ ร้อยละ 20 เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้เสนอรายใดสามารถเสนอให้มีสัดส่วนการดำเนินงานภายในประเทศได้สูงกว่าเกณฑ์ โดยมีความเป็นไปได้และไม่กระทบต่อมาตรฐาน คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ และความพร้อมรบของเรือ ย่อมช่วยให้กองทัพเรือบรรลุเจตนารมณ์ในการพึ่งพาตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของอู่ต่อเรือไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ บุคลากร มาตรฐานการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการต่อเรือรบสมรรถนะสูงได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขในเอกสาร

ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” จึงเป็น เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ประเทศไทยต้องร่วมกันพัฒนาไปให้ถึง มิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบันจะต่อภายในประเทศทั้งหมดในทันที

กองทัพเรือยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการมิใช่เพียงการจัดหาเรือมาใช้งาน แต่คือการใช้ทุกโอกาสจากการจัดหาเพื่อสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง
ได้มากขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา :https://www.facebook.com/photo/?fbid=1096795599379528&set=a.180070871052010

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการจัดหาและเสริมสร้างความพร้อมของเรือฟริเกตว่า ผลประโยชน์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 17.9–24 ล้านล้านบาทต่อปี

การมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อมและขีดความสามารถเหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล การรักษาความมั่นคงทางทะเล ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

การแถลงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต
ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095781459480942&set=a.180070871052010

‘เอกนิติ’ ชี้ Fitch ปรับมุมมองไทยสู่ Stable สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจ–วินัยการคลังดีขึ้น จาก negative เป็น stable คงอันดับ BBB+ ต่อเนื่อง 3 สถาบัน ย้ำรัฐมั่นใจวินัยการคลัง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ระบุว่า

มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

วันนี้ทุกท่านคงได้รับฟังข่าวที่น่ายินดีว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+ เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน1 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้
+ สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป
+ เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
+ เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
+ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น
ที่ผมสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ในขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ได้ช่วยประคองร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้สามารถผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนผ่านการติดตั้งโซล่าห์ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด

2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือ คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้
• การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 13.4 .ไตรมาส 2
• การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในครึ่งปีแรก
• การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
แน่นอนครับ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพและทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล๊อคข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass และ พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป

คำถามถัดมาคือ ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างานและโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นกองกลางสนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไป

3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผยและโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจากร้อยละ 4.4 ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบและรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571

การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงินและแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบายและการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานานและปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122128231329377842&id=61591335273934&post_id=61591335273934_122128231329377842&rdid=TBxpeYHZnXCxhJk4#

POLITICS

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ECONBIZ

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub” เปิด 156 แห่งทั่วไทย รองรับ 48,000 จุดชาร์จ เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 5-10 นาที สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจรเต็มรูปแบบ

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub”
สองบริษัทยัหษ์ใหญ่ NT จับมือ MEAei หนุนปักหมุด ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอ้จฉระยะ เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub” โดยได้รับการสนับสนุนจากสองรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งด้านพื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ ตั้งเป้า เปิดให้บริการ NEXA EV Station Hub 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ทั่วประเทศ

นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) กล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีว่า “DECO ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งทำให้เราสามารถดึงศักยภาพทางเทคโนโลยีมาต่อยอดระบบนิเวศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบฟาสต์ชาร์จ (Fast Charge) นวัตกรรมชาร์จเร็วประสิทธิภาพสูงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่บริษัทร่วมพัฒนาจนสำเร็จและมีความพร้อมใช้งานแล้ว สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้เร็วสุดประมาณ 5 นาที และประมาณ 10 นาทีสำหรับแบตเตอรี่รุ่นความจุสูงสุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดในตลาดทำได้ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ ทำให้การใช้งานรถ EV ทั้งในชีวิตประจำวันและเชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถขยายการใช้งานจริงทั่วประเทศบนระบบนิเวศ NEXA EV Station Hub”

โครงการ NEXA EV Station Hub วางเป้าหมายปักหมุดสร้างสถานีชาร์จจำนวน 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางบริการอัจฉริยะแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ระบบตู้ชาร์จอัจฉริยะ การบริหารจัดการผ่าน Cloud แอปพลิเคชัน Solar Roof ไปจนถึงบริการหลังการขายและการดูแลช่างเทคนิคในประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับ ความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub เป็นการสานต่อรากฐานสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครบวงจร โดยหัวใจสำคัญของการร่วมมือ คือการผสานเทคโนโลยีและบริการเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง (Technology Integration) โดยครอบคลุมตั้งแต่

-การผลิตและการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: รองรับทั้งการใช้งานประจำวัน ขนส่งพัสดุ รับส่งอาหาร และฟลีตเชิงพาณิชย์
-นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ: นำระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
-ระบบชาร์จและตู้ชาร์จอัจฉริยะ: พัฒนาสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมและติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
-เชื่อมโยงระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน: บริหารจัดการผ่านระบบ Cloud, ระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System), Solar Roof และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสถานี ชำระเงิน และเช็กสถานะได้อย่างสะดวกสบาย
-บริการหลังการขายและการดูแลในไทย: การฝึกอบรมช่างเทคนิค การจัดหาอะไหล่ และศูนย์รับประกันในประเทศ

เทคโนโลยีและบริการทั้งหมดจากพันธมิตรจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้ากับ NEXA Platform แพลตฟอร์มกลางที่ผสานโครงข่ายสื่อสารและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ NT เข้ากับระบบพลังงานของ MEAei ทำให้สถานีชาร์จ NEXA EV Station Hub ไม่ได้เป็นเพียงจุดชาร์จไฟเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัล ร้านค้า พื้นที่พักผ่อน และจุดเชื่อมต่อการเดินทางอัจฉริยะของชุมชน นอกจากนี้ ในระบบนิเวศดังกล่าวยังได้เปิดตัว ‘ELi’ (Energy Link Innovator) แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นตัวแทนสื่อสารบริการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตู้ชาร์จ และนวัตกรรมพลังงานให้ผู้ใช้งานเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด (MEAei) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้านโครงข่ายดิจิทัลและระบบพลังงาน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเทคโนโลยี EV ชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO), บริษัท เรด เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เมคทูวิน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. และ Future New Energy Technology (Thailand) Co., Ltd. ทั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างคณะผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรทุกฝ่ายเพื่อผสานห่วงโซ่เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด และยกระดับ NEXA EV Station Hub ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแห่งอนาคต

LITE

22 กันยายน ของทุกปี ‘วันสงขลานครินทร์’ รำลึก ‘ในหลวง ร.9’ พระราชทานชื่อ ‘มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’ ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ ‘สมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์’

วันที่ 22 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งคือ ‘วันสงขลานครินทร์’ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ว่า ‘สงขลานครินทร์’ ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช ที่ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์เป็น ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้ง ‘วิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ เพื่อรอการพัฒนาขึ้นเป็นระดับมหาวิทยาลัย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติหลักการในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคใต้ขึ้นที่ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยจะใช้เป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘มหาวิทยาลัยภาคใต้’ ซึ่งมีสำนักงานชั่วคราวของมหาวิทยาลัยอยู่ที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (อาคารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน)
หลังจากนั้น คณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ โดย พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า ‘มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ตามพระนามทรงกรมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คือ ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’ และใช้อักษรย่อ ‘ม.อ.’ คืออักษรย่อมาจากพระนาม ‘มหิดลอดุลเดช’ อันเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ และทรงพระราชทานตราประจำพระองค์ เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงถือว่าวันที่ 22 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันสงขลานครินทร์’
ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้น มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปีเป็น ‘วันสถาปนามหาวิทยาลัย’
มหาวิทยาลัยมีคติพจน์ว่า ‘ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์’ ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ดอกศรีตรัง สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีน้ำเงิน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อักษรย่อ ม.อ. ไม่ใช่ มอ. ชื่อภาษาอังกฤษ Prince of Songkla University อักษรย่อ PSU (ภาษาอังกฤษใช้ Songkla ซึ่งเขียนเหมือนพระนามประจำพระองค์ แตกต่างจากจังหวัดสงขลาที่ปัจจุบันใช้ภาษาอังกฤษ Songkhla)

ที่มา : https://news.gimyong.com/article/6937
https://www.psu.ac.th/?page=introduce

20 กันยายน ของทุกปี กำหนดเป็น 'วันเยาวชนแห่งชาติ'ของประเทศไทย ด้วยเป็นวันพระราชสมภพสองภูมิบดีจักรีวงศ์ ร.5 และ ร.8 ปี 2528 ตั้งตามคำขวัญสหประชาชาติ เตือนเยาวชนตระหนักบทบาทพัฒนาชาติ

วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีนับเป็นวันสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันพระราชสมภพของพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประสูติตรงกับวันอังคารที่ 20 กันยายน 2396 และ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ซึ่งพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2468 เหมือนสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช (ปู่) และยังกำหนดให้เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” ของประเทศไทยอีกด้วย

สืบเนื่องจาก องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) ได้ประกาศให้ปี พ.ศ.2528 เป็นปีเยาวชนสากล และขอให้ประเทศชาติสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากล ภายใต้คำขวัญ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” (Participation, Development and Peace) เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชน ซึ่งหมายถึง หนุ่มสาว ตั้งแต่ 18-25 ปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ โดยถือว่าเป็นวันสิริมงคลอันเนื่องมาจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ จึงถือได้ว่าเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เยาวชนจึงควรกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองและประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ เฉกเช่นยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์

19 กันยายน 2417 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘รัชกาลที่ 5’ โปรดเกล้าฯ จัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทย

19 กันยายนของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้เป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เมื่อปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย ขึ้นในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 และเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง

‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ หรือ ‘หอมิวเซียม’ เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2417 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง จัดแสดงศิลปะโบราณ วัตถุของไทย ของพระมหากษัตริย์ และต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ ได้บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี และได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 เพื่อได้ศึกษา ได้เรียนรู้รากเหง้าตัวของเราเองมากขึ้น

ที่มา : สืบสาน รักษา ต่อยอด

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ศาลฎีการับคดีเลือกตั้ง สว. ศาลรับคดีฟ้อง กกต. ปมเลือก สว. นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค. นี้ ร้องสอบทุจริต ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ เชื่อกระทบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง 2 คดี ผู้สมัคร สว. - สว.สำรอง ยื่นฟ้อง อดีตประธาน กกต.กับพวก ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย กกต.ปมเลือก สว.และประกาศรับรองผล นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี อันเป็นคดีเกี่ยวกับการเลือก สว./คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว9/2569 เเละ คดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569

โดยคดีแรกเป็นคดี ที่นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

โดยคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวก รวม 3 คน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ทั้งสองคดีในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น. ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 5

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว. 10/2569 กรณีตนยื่นร้อง กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว. ปี 2567 เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว. และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว. ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว. ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว. เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

“ขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต. รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ”นายอัครวัฒน์ กล่าว
.
สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว. โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ โดยแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Cr ; nation online

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

WORLD

ทุเรียน–มังคุด–ขนมไทย ดึงผู้ซื้อจีนคึกคัก!! ผู้ประกอบการขายดีที่ CAEXPO ขนมและผลไม้ไทยได้รับความนิยม ความร่วมมือไทย-จีนขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดจีนเป็นโอกาสใหญ่ธุรกิจไทย

หนานหนิง, 22 ก.ย. (ซินหัว) -- "สินค้าขายหมดแล้วค่ะ" ศิริพร บัวพุ่ม ผู้ประกอบการชาวไทยกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะยืนอยู่หน้าบูธที่ว่างเปล่าของพาวิลเลียนไทยประจำงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้จีน โดยศิริพรเข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกเพื่อนำเสนอขนมทานเล่นจากจังหวัดระยองที่แปรรูปจากมะพร้าวและถั่วลิสง และไม่คิดว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวจีนเช่นนี้จนมีความมั่นใจในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดจีนผ่านความร่วมมือกับหุ้นส่วนท้องถิ่น

บูธที่อยู่ไม่ไกลกันของจตุพล เก็งวินิชกุล ผู้ประกอบการชาวไทยอีกคน มีบรรยากาศคึกคักไม่แพ้กันเพราะดึงดูดผู้บริโภคและผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมากด้วยผลไม้ขึ้นชื่อของไทย เช่น ทุเรียนและมังคุด โดยจตุพลผู้คลุกคลีกับธุรกิจส่งออกอาหารมานานและเคยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียนหลายครั้งแล้วตั้งเป้าหมายนำผลไม้ไทยคุณภาพสูง โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียน เข้าสู่ตลาดจีนด้วยราคาที่ถูกลงภายใต้จุดแข็งจากการรู้จักกับเกษตรกรโดยตรง รวมถึงมีโรงงานแปรรูปและทีมส่งออกของตัวเอง
ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียนช่วยให้สินค้าไทยจำนวนมากสามารถเข้าสู่ตลาดจีนและเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวจีน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทยและหวังจะใช้งานแสดงสินค้านี้เชื่อมโยงกับหุ้นส่วนชาวไทย เพื่อผลักดันสินค้าและเทคโนโลยีจากจีนสู่ไทย และบรรลุความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ ระงับโจมตีฮูตีนาทีสุดท้าย!! สหรัฐฯ ชะลอแผนโจมตีฮูติกลางเยเมน ก่อนเครื่องบินรบเตรียมบรรทุกระเบิด แม้ซาอุฯ กดดันหนักครั้งสุดท้าย ทหารในทีมงานคัดค้านแนวรบใหม่

ทรัมป์เบรกนาทีสุดท้าย! ระงับแผนสหรัฐฯ ร่วมซาอุฯ โจมตีฮูตี หลังเครื่องบินรบเตรียมทิ้งระเบิดแล้ว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะยังไม่เข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ตามรายงานของ The New York Times ที่อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าแทรกแซงทางทหารต่อกลุ่มฮูตี ทำให้ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ต้องการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว เปลี่ยนใจและสั่งให้เตรียมการโจมตี

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงเที่ยงของวันอาทิตย์ ทรัมป์เปลี่ยนใจอีกครั้งและสั่งระงับปฏิบัติการเอาไว้ โดยในขณะนั้นผู้บัญชาการทหารได้อนุมัติ รายชื่อเป้าหมายสำหรับการโจมตีแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงระเบิดขึ้นเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ก่อนที่คำสั่งยุติปฏิบัติการจะมาถึง

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากในทีมงานของทรัมป์ มีท่าทีคัดค้านและตั้งคำถาม ถึงการเปิดแนวรบใหม่ในเยเมน ท่ามกลางกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังรับภาระหนักจากสงครามกับอิหร่านอยู่แล้ว

ที่มา: Iran International English / The New York Times
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1405683778386645/?rdid=rNtzbwbVKlMUZAVV#

รัสเซีย ปิดกงสุลเยอรมนี!! ยุติตำนานกว่า 50 ปีที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สั่งปลดธงชาติลงจากอาคารทันที เจ้าหน้าที่ต้องออกภายในเที่ยงคืนวันศุกร์ สะท้อนความสัมพันธ์ร้าวลึกระหว่างมอสโก-เบอร์ลิน

ปิดตำนาน 50 ปี! — รัสเซียสั่งปิดกงสุลใหญ่เยอรมนีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปลดธง-ขับเจ้าหน้าที่!

ทางการรัสเซียสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่เยอรมนี ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างเป็นทางการ หลังเปิดทำการมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีการปลดตราแผ่นดิน ธงชาติเยอรมนี และธงสหภาพยุโรปลงจากอาคาร พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศภายในเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ ตอบโต้มาตรการกดดันและเนรเทศนักการทูตระหว่างมอสโกและเบอร์ลิน

ตัดสะพานทางการทูต! การสั่งปิดกงสุลเก่าแก่สะท้อนว่าความสัมพันธ์เบอร์ลิน-มอสโกเข้าสู่จุดดิ่งเหว และยุคแห่งการประธานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-การทูตในยุโรปได้จบลงสมบูรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1643277253825837/?rdid=YyXnAatidg7YrqDw#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top