Thursday, 22 October 2026
NEWS

แรงงานดิจิทัล ลุยกฎหมายใหม่!! จัดระบบคุ้มครองผู้รับงานที่บ้าน เพิ่มนิยาม-ขยายขอบเขตงาน จ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

จุลพันธ์” แถลงสภาฯ ดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิแรงงานยุคดิจิทัล คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

วันนี้ (21 ตุลาคม 2569) ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญคลอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1. ขยายขอบเขตงานและปรับปรุงบทนิยามให้ทันสมัย
-ปรับปรุงนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” จากเดิมที่เน้นเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ให้ขยายครอบคลุมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้แรงงานในหลากหลายมิติได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
-รองรับระบบการทำงานยุคดิจิทัล โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

2. คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
-กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (กรณีลักษณะงานเหมือนกับในสถานประกอบการ) หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
-กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือค่าทำศพ
-มาตรการสกัดการเบี้ยวหนี้ หากผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้น 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน
-ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้จ้างงาน หากผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มดังกล่าวได้

3. ปรับปรุงบทกำหนดโทษเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีบทกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านรายได้ และเสริมสร้างเกราะคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พระราชทานชื่ออันเป็นสิริมงคล สู่ร้านยาเพื่อประชาชน ร้านสิรินธโรสถ รับใช้สังคม ของมูลนิธิพระมงกุฎเกล้า ได้รับพระราชทานชื่อจากกรมสมเด็จพระเทพฯ จำหน่ายเวชภัณฑ์ราคาย่อมเยา รายได้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

“ร้านสิรินธโรสถ” ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นสิริมงคล

มีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วิตามิน และผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่ผู้มารับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไป โดย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากการจำหน่ายสินค้าในร้าน จะนำไปสมทบเข้า มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122207610608836667&id=61575100031163&rdid=ISdZ340s4elBxVPF#

กระทรวงการต่างประเทศเตือน!! ประชาชนไทยระวังชุมนุม แนะติดตามข่าวสาร รักษาความปลอดภัย เน้นลงทะเบียนแจ้งพำนักผ่าน TCA เตรียมพร้อมหนังสือเดินทางเสมอ

ประกาศคำแนะนำคนไทยในยุโรปและผู้ที่จะเดินทางไปยุโรป
ตามที่เกิดสถานการณ์การชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลในหลายพื้นที่ของภูมิภาคยุโรป และอาจมีแนวโน้มลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว ปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้
1. ติดตามประกาศและคำแนะนำจากการท้องถิ่น และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
2. ตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญให้มีอายุใช้งานเพียงพอและพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่เสี่ยงตามประกาศของทางการท้องถิ่น
4. ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่พำนักล่วงหน้าผ่านระบบ Thai Consular Assistance (TCA)
ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
5. สำหรับคนไทยที่มีความจำเป็นในการเดินทางไปภูมิภาคยุโรปในช่วงนี้ ขอให้พิจารณาติดตามข้อมูลข่าวสารให้รอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจเดินทาง

ในกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือ Call Center กรมการกงสุล หมายเลข (+66) 2 572 8442 (ตลอด 24 ชม.) หรือผ่านแอปพลิเคชัน THAI CONSULAR

ติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการกงสุลผ่านช่องทางทางการของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1467488405478005&id=100066505787021&rdid=0VdVb5zasdbgik0u#

ฝนถล่ม กทม. น้ำมหาศาลระบายไม่ทัน!! กรมชลประทานปรับแผนระบายน้ำ–เตือนภัย เตรียมยกระดับคลองรอบนอกและโครงการเจ้าพระยา 2 เดินหน้าปรับสื่อสารกับประชาชน วางแผนพัฒนาคลองยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตน้ำท่วมระยะยาว

“วิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยันช่วย

กทม.น้ำท่วมเต็มที่! ชี้ฝนตกหนักมหาศาลวันละกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. ทำระบายช้า เดินหน้าปรับแผนเน้นเตือนภัยสร้างความเข้าใจประชาชน

​กรมชลประทานเปิดใจเดินหน้าช่วยเหลือระบายน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเต็มกำลัง โดย “นายวิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ชี้อุปสรรคสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมสูงถึงวันละกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร สะสมหลายร้อยลบ.ม. 

ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสโลปน้อย ทำให้น้ำไหลช้าและต้องใช้เวลาระบายออกสู่ทะเล พร้อมปรับแนวทางทำงาน เร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน และเตรียมปรับปรุงโครงสร้างคลองยุทธศาสตร์รอบนอกรับมือวิฤตน้ำหลากอนาคต

​จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ล่าสุด นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ในการช่วยเหลือและระบายน้ำ

กรมชลประทาน ได้​สูบน้ำระบายออกวันละ 50–60 ล้าน ลบ.ม. ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยได้ส่งเครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนในพื้นที่จุดเสี่ยงและชุมชนลุ่มต่ำอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้งกระสอบทราย ล้อมพื้นที่ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำมากกว่า 400 เครื่อง พร้อมเร่งผลักดันน้ำออกทางคลองชายทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเฉลี่ยวันละ 50–60 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเดินเครื่องสถานีสูบน้ำหลัก เช่น สถานีสูบน้ำคลองสุวรรณภูมิ ที่สูบน้ำออกสู่ทะเลในอัตรา 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตลอดเวลา

​แจงเหตุน้ำลดช้า ฝนตกหนักมหาศาล-สโลปพื้นที่น้อย

นายวิทยา กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลาเนื่องจากปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกในพื้นที่ กทม. มีปริมาณมหาศาลหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีความลาดเอียง (Slope) น้อยมาก ทำให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีสูบน้ำได้ช้า 

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังได้สั่งการให้เร่งขุดลอกสันดอนและเนินตะกอนดินในคลองสายหลัก เช่น คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น

​ปรับแนวทาง "เร่งสื่อสาร-สร้างความเข้าใจ" กับประชาชน:

อธิบดีกรมชลประทาน เน้นย้ำถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องการสื่อสาร โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการโครงการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำต้องมองภาพรวมทั้งระบบและเชื่อมโยงหลายลำน้ำ หากการระบายน้ำจุดใดมีแนวโน้มจะเกินขีดความสามารถของลำน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ชุมชน จะต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งเรื่อง "จุดที่น้ำจะท่วม - ระดับความสูง - ช่วงเวลาที่กระทบ" เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

​วางแผนระยะยาว ปรับปรุงคลองยุทธศาสตร์รอบนอก

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองสายยุทธศาสตร์รอบนอก กทม. เช่น คลอง 13, คลองบางขนาด, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง รวมถึงโครงการคลองระบายน้ำสายใหม่ (เจ้าพระยา 2) ที่ ครม. อนุมัติ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำหลากของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

POLITICS

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

ECONBIZ

บีโอไอผนึก JETRO–ภาคการเงิน!! ไทย–ญี่ปุ่น ผนึกกำลังลงทุนแห่งอนาคต เชื่อมโยงธุรกิจและเทคโนโลยี ส่งเสริมยกระดับอย่างยั่งยืน หนุนเงินทุน-ตลาดหลักทรัพย์

บีโอไอส่งเสริมการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากทางซ้าย) ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนเครื่องมือทางธุรกิจจากภาคการเงินและตลาดทุน สนับสนุนทั้งการลงทุนใหม่และการยกระดับธุรกิจที่มีฐานในประเทศไทย

เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ!! รับฟรีน้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M-150 พรีเมียม เริ่ม 21 ต.ค. 69 ถึง 31 ม.ค. 70 สนับสนุนเกษตรกรไทยและชุมชน

“เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ” รับฟรี น้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M - 150 สูตรพรีเมียม
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชัน “เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ”

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เพียงเติมน้ำมันครบ 1,200 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ โดยเติมน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด รับฟรี น้ำเบอร์รีรวม (สตรอเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และมะเม่า) 40% ตราดอยคำ ไลท์ ขนาด 200 มล. 1 กล่อง มูลค่า 13 บาท หรือเติมบางจากดีเซลทุกชนิด รับฟรี M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม ขนาด 150 มล. 1 ขวด มูลค่า 12 บาท ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2569 จนถึง 31 มกราคม 2570 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อมอบให้ลูกค้าช่วงเทศกาลการเดินทางช่วงปลายปี 2569 รับปีใหม่ 2570 เติมความสดชื่นให้ทุกการเดินทาง โดยน้ำเบอร์รีรวม 40% ดอยคำ ไลท์ คัดสรรคุณค่าจากสตรอว์เบอร์รี มัลเบอร์รี และมะเม่า หวานน้อย วิตามินซีสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยในโครงการหลวง ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบางจากฯ ในการส่งเสริมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน ส่วน M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานยอดนิยม มีวิตามินบีและ D-Ribose ช่วยเติมความสดชื่นและความกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมในการทำงานและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดวัน

นอกจากของสมนาคุณดังกล่าวข้างต้น บางจากฯ ยังมอบความคุ้มค่ามากกว่า สมาชิกบางจากกรีนไมลส์
เพียงเติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ครบทุก 1,00 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร 1 ขวด มูลค่า 14 บาท ตั้งแต่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจากฯ ขยายบริการ!! ล้างรถอัตโนมัติครบ 50 สาขา ร่วมมือกับ 'Lodon JetX' พัฒนาบริการ เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า มุ่งเพิ่มทางเลือกและประสบการณ์

บางจากฯ ร่วมแสดงความยินดี Lodon JetX เปิดให้บริการล้างรถอัตโนมัติ ในสถานีบริการน้ำมันบางจากครบ 50 สาขาพร้อมเดินหน้าขยายต่อเนื่อง

นายยศธร อรัญนารถ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตรค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีกับนายอภิรัตน์ ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lodon JetX ธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ ในโอกาสเปิดให้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจากครบ 50 สาขา เป็นความร่วมมือสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้รถในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และคุณภาพที่คุ้มค่า โดยบางจากฯ มีแผนสนับสนุนการขยายสาขา Lodon JetX อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกและเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันบางจาก

ในโอกาสพิเศษนี้ บางจากฯ มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ใช้เพียง 50 คะแนน แลกรับสิทธิ์ล้างรถเมนู Signature ฟรี ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก มูลค่า 89 บาท ที่ Lodon JetX ทุกสาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakgreenmiles.com

LITE

21 ตุลาคม ของทุกปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ทรงงานช่วยเหลือชุมชนยากไร้และชนกลุ่มน้อย ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโก

วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์ทรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนที่ยากไร้และชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพในปี พ.ศ. 2538 รวมพระชนมายุ 95 พรรษา

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม
พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวไทยและประเทศชาติมีมากมาย พระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ทรงอุทิศพระวรกายและสละเวลาให้แก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

• วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ
ด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อประชาชนที่ได้พบเห็นในถิ่นทุรกันดารในเรื่องของโรคภัย คือ เรื่องโรคฟัน ถือเป็นโรคหนึ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารและไม่สามารถช่วยตนเองได้ ในปี พ.ศ. 2512 พระองค์จึงทรงจัดตั้ง ‘หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี’ (พอ.สว.) ขึ้น และทรงให้ทันตแพทย์ร่วมปฏิบัติงานในหน่วยแพทย์พอ.สว.นี้ รวมทั้งพระองค์ได้พระราชทานวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์และทันตบุคลากร ในปี พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมเด็จย่ามีพระมหากรุณาธิคุณ จึงกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแก่พระองค์เป็น ‘พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย’

• วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ
สืบเนื่องจากพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก และสมควรนำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติตนและการปฏิบัติงานเพื่อสังคมส่วนรวม เมื่อปี พ.ศ. 2528 รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ในปี 2542 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศพระนามให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม

• วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ
วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ หรือ วันรักต้นไม้แห่งชาติ หรือ ‘วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ’ (National Annual Tree Care Day) ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จย่า ที่ทรงให้ความสำคัญการบำรุงรักษาต้นไม้และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น ‘วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ’ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อสมเด็จย่า ที่ทรงงานพัฒนาชนบทโดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ
• วันพยาบาลแห่งชาติ
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น วันพยาบาลแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา

20 ตุลาคม 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2519 ใช้ชั่วคราว 2520 ตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกฯ คนใหม่

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 เป็นการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยผู้ที่นำการรัฐประหาร คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519 เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ รัฐประหารตัวเอง เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้
โดยมีประกาศในการรัฐประหารไว้ดังนี้ การบริหารงานของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ให้ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลในการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดยะลา

ผลจากการยึดอำนาจคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2520 แทนจนกระทั่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521 จึงมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2521 แทนและได้แต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 แล้ว รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 หลังจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ทั้งนี้เพราะวุฒิสมาชิกซึ่งมีจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในการกำหนดผู้ที่จะเป็นรัฐบาลด้วย วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งนี้คือผู้ที่กลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นจึงสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งได้รับการวางตัวเป็นผู้นำของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริหารประเทศภายใต้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คนมาจากการเลือกตั้งมีส่วนในการควบคุมรัฐบาลอยู่บ้าง ยังดำเนินไปได้ไม่ครบปี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งเกษียณจากการเป็นทหารประจำการแล้วก็พบมรสุมการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากน้ำมันที่ขึ้นราคา โดยถูกกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 5 พรรคนำโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดจะเปิดอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้ประกาศลาออกเสียก่อนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 กลางที่ประชุมรัฐสภา

18 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศต่อประชาราษฎร์เรื่องจะทรงผนวช ปฏิบัติพระราชกิจเคร่งครัดในสมณเพศ ทรงลาผนวชหลัง 15 วัน แห่งตำนาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช จึงได้ประกาศให้ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ได้รับทราบ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง
เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย

และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร์
โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 แล้ว

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว
ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า ‘ภูมิพโล’
ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหิกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

ที่มา: https://www.komchadluek.net/today-in-history/394077

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล

ศึกคนเก่า ปะทะคนใหม่!! ชิงนายกเทศมนตรีนครสงขลา 3 ทีมดัง ‘วันชัย’ หวังสานงานต่อ ‘สมศักดิ์’ ขอคืนสนาม ‘เกรียงไกร’ เปิดทีมก้าวหน้าท้าชน จับตาฐานเสียงเก่าและใหม่ โฟกัสนโยบายแก้น้ำท่วม อนาคตเมืองขึ้นกับทีมใคร

เช็กความพร้อม 3 ทีม ระเบิดศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลา

สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครสงขลาเริ่มชัดขึ้น หลัง วันชัย ปริญญาศิริ ลาออกเมื่อ 12 ตุลาคม 2569 โดยสำนักงานการเลือกตั้งสงขลา กำหนดเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 และเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคมนี้

การประเมินความพร้อมต้องแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่แต่ละทีมประกาศแล้ว กับสิ่งที่ยังต้องตรวจสอบ โดยไม่ด่วนสรุปว่าใครได้เปรียบจากกระแสข่าวเพียงอย่างเดียว

1. ทีมวันชัย ปริญญาศิริ

อดีตนายกฯ คนล่าสุด

ฐานสำคัญ: ผลงานการบริหารและโครงการพัฒนาเมือง เข้าตาประชาชนหรือไม่ แต่มีเสียงกระซิบถึงข้อติติงนโยบายบางเรื่องที่ประชาชนยังไม่สบายใจ

วันชัยยืนยันว่าจะกลับมาลงสมัครอีกครั้ง และเปิดเผยว่าจัดเตรียมทีมบริหารแล้ว โดยมีประเด็นผลงานที่นำเสนอ ได้แก่ การประสานงบประมาณจากหน่วยงานภายนอกกว่า 1,000 ล้านบาท โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การนำสายไฟฟ้าลงดิน ย่านเมืองเก่า และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว 

จุดอ่อนอยู่ตรงที่ทีมบริหารเดิม แตกตัวไปจัดทีมมาลงแข่งด้วย จากรองนายกฯ อันสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันในทีมเดิม

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อทีมบริหารและผู้รับผิดชอบแต่ละด้านน่าสนใจแค่ไหน ดึงคะแนนเสียงได้ไหม

-มีแผนรับมือน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรมอย่างไร หลังเมืองเผชิญความคาดหวังเรื่องการป้องกันน้ำท่วม

-สามารถชี้แจงผลงานที่ผ่านมา พร้อมแสดงแผนสานต่อโครงการที่ยังไม่เสร็จได้ชัดเจนเพียงใด

แม้มีการประกาศเตรียมลงสมัครและจัดทีมแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมอย่างเป็นทางการและความพร้อมเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะนโยบายแต่ละด้าน และครอบคลุมแค่ไหน

2. ทีมสมศักดิ์ ตันติเศรณี

อดีตนายกฯ คนก่อน

ฐานสำคัญ: ประสบการณ์บริหารและเครือข่ายเดิม

สมศักดิ์เคยบริหารเทศบาลนครสงขลารวมประมาณ 8 ปี และมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเมือง รายงานของสำนักข่าวอิศรา รวมถึงเปิดเผยกับ #นายหัวไทร ระบุว่าเขาเตรียมกลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยยอมรับว่าฐานเสียงเดิมอาจลดลงบ้าง  

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-ทีมงานเดิมยังรวมตัวกันแน่นแค่ไหน และมีเครือข่ายใหม่เข้ามาเติมหรือไม่

-มีนโยบายชุดใหม่ที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ไม่ใช่อาศัยเฉพาะผลงานในอดีตหรือไม่

-มีแผนรับมือน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

สมศักดิ์ มีประสบการณ์บริหารและกำลังเตรียมลงสนาม แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมบริหารและนโยบายฉบับเต็ม

โจทย์ของสมศักดิ์จึงอยู่ที่การเชื่อมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับความต้องการของคนเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น

3. ทีมเกรียงไกร คมขำ

คนรุ่นใหม่ สายภาคประชาชน

ชื่อทีม: นครสงขลาก้าวหน้า

เกรียงไกรเป็นที่รู้จักในแวดวงภาคประชาชน เคยทำงานใกล้ชิดกับจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ และเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เกรียงไกรเริ่มรวบรวมทีมงานและเครือข่ายเพื่อเตรียมแข่งขัน  เริ่มขึ้นป้ายตามแยกต่างๆ อันสะท้อนถึงความพร้อม พร้อมกับทำคลิปประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชี่ยลต่อเนื่อง

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อผู้ร่วมทีมและผู้รับผิดชอบงานบริหารมีความชัดเจนเพียงใด

-สามารถขยายเครือข่ายภาคประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน

-นโยบายและงบประมาณที่จะใช้ขับเคลื่อนเมืองมีรายละเอียดแล้วหรือยัง

มีการเคลื่อนไหวรวบรวมทีมและเครือข่าย แต่รายละเอียดทีมบริหารและนโยบายยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

สำหรับเกรียงไกร ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนทุนทางสังคมและประสบการณ์ทำงานภาคประชาชนให้เป็นแผนบริหารเทศบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งงบประมาณ บุคลากร และการแก้ปัญหาเร่งด่วนของเมือง

นอกจากสามทีมดังกล่าวยังมีอีกสองกลุ่มที่ต้องจับตา

ทีมจารึก ตันติเศรณี และ สมชาย จันทรประทิน อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสงขลา อยู่ในกลุ่มที่มีข่าวเคลื่อนไหวด้วย จึงยังไม่ควรสรุปว่าสนามนี้มีผู้แข่งขันจริงเพียงสามทีม เเป็รอวันสมัครจริง

5. สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 26-30 ตุลาคม

รายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ตรวจสอบว่าใครยื่นสมัครจริง และใครถอนตัวหรือเปลี่ยนแผน

รายชื่อทีมบริหารและเครือข่ายสนับสนุน แยกบุคคลที่ประกาศสนับสนุนชัดเจนออกจากเพียงผู้ที่เคยร่วมงานกัน นโยบายรับมือน้ำท่วม ทั้งระบบระบายน้ำ จุดเสี่ยง งบประมาณ และหน่วยงานที่ต้องประสาน เพราะเป็นโจทย์เร่งด่วนของนครสงขลา ความต่อเนื่องของโครงการเดิม โดยเฉพาะโครงการที่มีการทำสัญญาแล้ว ต้องตรวจสอบสถานะและภาระงบประมาณให้ชัดเจน

การเปิดเผยนโยบายและการหาเสียงในชุมชน ติดตามจากกิจกรรมจริงและเอกสารนโยบาย ไม่ใช้ยอดแชร์หรือกระแสในโซเชียลแทนคะแนนนิยม

ศึกนี้อยู่ที่ว่า “วันชัย”ยังรักษาฐานเดิม และขยายฐานจากผลงานได้มากน้อยแค่ไหน “สมศักดิ์”จะกลับมาแย่งคะแนนไปได้แค่ไหน ให้จับตา “เกรียงไกร”อาจเป็นตาอยู่ก็เป็นได้

กรมชลประทานลุยขุดเจ้าพระยา2 ครม.อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท ขุดคลองใหม่ช่วยระบายน้ำจากชัยนาทถึงอ่าวไทย คาดลดน้ำท่วมกรุงเทพและภาคกลางได้ เวนคืนที่ดิน 2,000 ครัวเรือน พร้อมชดเชยเป็นธรรม

อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าขุดเจ้าพระยา 2 หลัง ครม. อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจลดผลกระทบน้ำท่วมภาคกลาง-กทม.

นายวิทยา แก้วมี ​อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำ (ชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-อ่าวไทย) หรือแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกอ่าวไทย โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล โผงเผง แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต

​แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลผ่านกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

​สำหรับขั้นตอนหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. ทางกรมชลประทานมีความพร้อมในด้านแบบก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินงานบางส่วนได้ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะในพื้นที่ช่วงจากจังหวัดชัยนาทมาป่าสัก (ลพบุรี)ที่เป็นพื้นที่ของกรมชลประทานเอง

ส่วนงบประมาณในการดำเนินการบางส่วนจะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรัฐบาลได้หารือร่วมกันไว้แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากหากไม่มีโครงสร้างใหม่นี้รองรับ ความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคตจะมีสูงมาก

​ในส่วนของผลกระทบต่อประชาชนและการเวนคืนที่ดิน ช่วงระยะทางจากป่าสักลงสู่อ่าวไทยที่มีระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมและส่งผลกระทบต่อราษฎรประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน

'ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าที่ดินและค่าชดเชยให้อย่างเป็นธรรม'อธิบดรกรมชลประทาน กล่าว

สำหรับกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดได้วางกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 8 ปี
​อธิบดีกรมชลประทานเน้นย้ำความมั่นใจว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะช่วยลดปริมาณมวลน้ำที่ต้องปล่อยลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันช่วงที่น้ำหลากมักสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี และสุพรรณบุรี นอกจากนี้ น้ำที่เคยต้องไหลผ่านเส้นเลือดฝอยสายเล็กๆ จะถูกดึงให้วิ่งตรงลงสู่อ่าวไทยได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่อยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

WORLD

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น เพราะถูกมองว่า "ร่ำรวยเกินไป" ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้อพยพอื่น ๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3837923719693627/?rdid=l573laVwqP7bwO81#

ไทย–จีน จับมือปูทางลงทุนไร้ข้อพิพาท!! นักกฎหมายไทยร่วมเวทีไห่หนาน เสนอเพิ่มความคุ้มครองธุรกิจไทยในจีน ป้องกันถูกแย่งจดเครื่องหมายการค้า–ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนุนพัฒนาท่าเรือการค้าเสรีและอาเซียน

ไห่โข่ว, 20 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้จัดงานสัปดาห์กฎหมายท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ปี 2026 โดยมีบุคคลากรชั้นนำจากแวดวงกฎหมายและธุรกิจของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการบริการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การระงับข้อพิพาทข้ามพรมแดน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแก่บริษัทไทยที่ลงทุนในไห่หนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ผศ.ดร. นิสิต อินทมาโน รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ทำการศึกษาและปฏิบัติงานด้านกฎหมายพาณิชย์ อนุญาโตตุลาการ และทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน กล่าวว่าข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระงับข้อพิพาทและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยนิสิตเชื่อว่ากฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบริษัทต่างชาติ และไห่หนานสามารถพัฒนาระบบบริการด้านกฎหมายให้ครอบคลุม ทั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการประสานกฎระเบียบทางการค้าและสร้างความร่วมมือด้านอนุญาโตตุลาการกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

อู๋ชิงเล่อ ประธานหอการค้าไห่หนานในไทย กล่าวว่าเวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน พวกเขาไม่เพียงพิจารณาโอกาสทางการตลาดและนโยบายพิเศษเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการลงทุน การปฏิบัติตามสัญญา และกลไกการระงับข้อพิพาทด้วย แวดวงกฎหมายจีนและไทยควรเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบและขั้นตอนทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ แจงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ และลดความเข้าใจผิดอันเกิดจากอุปสรรคทางภาษาและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน

อู๋ยังกล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ต่างชาติและนวัตกรรม พร้อมเสนอให้พัฒนาบริการทางกฎหมาย เพื่อช่วยบริษัทไทยเข้าใจขั้นตอนเฉพาะในการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในจีน ป้องกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิชอบ การปลอมแปลงสินค้า และการละเมิดความลับทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การยื่นคำขอ การร้องเรียนการละเมิดสิทธิ และการระงับข้อพิพาท

ทั้งสองเชื่อว่าไห่หนานสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาบริการอย่างการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งสำรวจความร่วมมือด้านกฎระเบียบทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกฎหมายกับกลุ่มประเทศอาเซียน และสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่มั่นคง โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ที่มา : Xinhua

รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที

“รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที!
เราไม่ใช่เม็กซิโก! เราคือสหรัฐอเมริกา!
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าและเกียรติภูมิให้กับรัฐอย่างมหาศาล!
มูลค่าบ้านและรายได้ของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น และพวกคุณจะยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้น เมื่อยืนทำความเคารพธงชาติอเมริกันอันงดงามของเรา!
บางทีแม้แต่การเลือกตั้งที่ทุจริตคดโกง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐนิวเม็กซิโกขึ้นชื่อ ก็อาจกลับมากลายเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมอีกครั้ง!”

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐ

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top