Thursday, 8 October 2026
NEWS

อดีตนายกฯ “ทักษิณ” มาตามนัดศาลภาษีฯ!! ลั่นสบาย ๆ ไม่กังวล ปมสรรพากรยึด–อายัดทรัพย์ ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวหุ้นชินคอร์ป ไม่กังวลคดีแม้โดนอายัดทรัพย์ซ้ำ คดีสรรพากรชี้ประเมินภาษีชอบแล้ว

“ทักษิณ” มาตามนัด! ลั่นสบายๆ ไม่กังวล ขึ้นศาลภาษีอากรกลาง ร้องคุ้มครองชั่วคราว ปมสรรพากรยึด-อายัดขายหุ้นชินคอร์ป

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 7 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลภาษีอากรกลาง ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะอาคารเอ เพื่อขึ้นนัดฟังไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายทักษิณ เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากรยึดทรัพย์ และอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายทักษิณว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ นายทักษิณ ระบุว่า ไม่มีอะไรเลย ส่วนเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็สบาย ๆ ก่อนเดินขึ้นศาลทันที

ที่มา : https://siamrath.co.th/politics/327028#google_vignette

'สรรเพชญ' ไม่ทิ้งชาวอยุธยา!! ส่งถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่น้ำท่วม บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“สรรเพชญ” ไม่ทิ้งชาวอยุธยา ส่งถุงยังชีพ กว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ตนได้ประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดส่งถุงยังชีพรวมกว่า 3,000 ชุด กระจายไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ถุงยังชีพดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) และผู้ประกอบการ และสายเรือ ร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้แก่ บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็น วาย เค ออโต้ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เอสชีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ภายในประกอบด้วยอาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การส่งมอบถุงยังชีพได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งจำนวน 1,400 ชุด แบ่งเป็นพื้นที่อำเภออุทัย จำนวน 700 ชุด และอำเภอบางไทร จำนวน 700 ชุด

จากนั้น ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งเพิ่มเติมอีก 1,400 ชุด ไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 700 ชุด และอำเภอเสนา จำนวน 700 ชุด ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งถุงยังชีพไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยกรมเจ้าท่า แล้วกว่า 200 ชุด รวมถุงยังชีพที่ส่งถึงพี่น้องประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 ชุด

“ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวพระนครศรีอยุธยาทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมช่วยเหลือและยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งสนับสนุนความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายสรรเพชญ กล่าว

ท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเต็มตัว!! นักท่องเที่ยวไทยหายเกือบล้าน จีนดันยอดเที่ยวไทยรายสัปดาห์พุ่ง แต่ภาพรวมปี 2569 ยังติดลบ 3.88% ภูมิภาคเอเชียยังครองตลาดใหญ่

ปีนี้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบ1ล้านคน
สองภาพนี้สะท้อนว่า ท่องเที่ยวไทยได้แรง+ระยะสั้นจาก Golden Week ของตลาดจีน ขณะที่ยอดสะสมยังต่ำกว่าปีก่อนและการฟื้นตัวแตกต่างกันมาก ในแต่ละตลาด

วิเคราะห์จากรายงานสัปดาห์ที่ 40 วันที่ 27 กันยายน–3 ตุลาคม 2569 โดยแยกการเติบโตเทียบสัปดาห์ก่อน หรือ WoW ออกจากการเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ YoY ดังนี้ครับ

1. รายสัปดาห์ดีขึ้น แต่ยอดสะสมยังติดลบ
สัปดาห์นี้มีนักท่องเที่ยว 522,532 คน เพิ่มขึ้น 8.24% WoW ส่วนยอดสะสม 1 มกราคม–3 ตุลาคม
อยู่ที่ 23,452,895 คน ลดลง 3.88% YoY

2. จำนวนยังติดลบจากปีก่อน 9.47 แสนคน
เมื่อคำนวณย้อนกลับจากยอดสะสมและอัตราลดลง 3.88% ช่วงเดียวกันของปีก่อนน่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 24.40 ล้านคน เทียบกับปีนี้ 23.45 ล้านคน หมายความว่าไทยยังต้องเร่งฟื้นอีกมากเพื่อปิดช่องว่าง แม้บางสัปดาห์จะมีข่าวการเติบโตเป็นบวกก็ตาม

3. จีนคิดเป็นประมาณ 99.6% ของยอดเพิ่มสุทธิทั้งสัปดาห์
จีนมี 133,946 คน เพิ่มขึ้น 41.98% คำนวณได้ว่าเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 39,605 คน ขณะที่ทั้งประเทศเพิ่มสุทธิ 39,781 คน ดังนั้นตลาดอื่นทั้งหมดรวมกันเพิ่มเพียงประมาณ 176 คน หรือ 0.05% นี่คือหลักฐานสำคัญว่าแรงส่งสัปดาห์นี้กระจุกตัวสูง ทั้งนี้ ตลาดอื่นบางแห่งยังเติบโต แต่ถูกหักล้างด้วยตลาดที่ลดลง

4. การพึ่งพาตลาดหลักเข้มข้นขึ้นในสัปดาห์วันหยุด
จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ รวมกันคิดเป็น 54.4% ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ เทียบกับสัดส่วน 46.4% ในยอดสะสมปีนี้ โดยจีนประเทศเดียวมีสัดส่วนรายสัปดาห์ถึง 25.6% ธุรกิจที่พึ่งตลาดเหล่านี้มากจึงควรเตรียมรับความผันผวนหลังวันหยุด แต่ยังไม่ควรนำสัปดาห์พิเศษนี้ไปแทนโครงสร้างตลาดตลอดทั้งปี

5. สามภูมิภาคเอเชียยังเป็นฐานนักท่องเที่ยวหลักถึง 71.3%
เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ รวมกันมี 372,612 คน หรือประมาณ 7 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวสัปดาห์นี้ ปฏิทินวันหยุดและความสะดวกในการเดินทางของตลาดเหล่านี้จึงมีน้ำหนักต่อจำนวนผู้เดินทางเข้าไทยสูง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนจำนวนคนยังบอกไม่ได้ว่าแต่ละตลาดสร้างรายได้หรือกำไรมากเพียงใด

6. เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องแยกดูรายประเทศ
ภูมิภาคนี้มี 194,645 คน เพิ่มขึ้น 11.99% WoW คิดเป็น 37.3% ของทั้งหมด และยอดสะสมเพิ่ม 3.85% YoY ถือเป็นแรงพยุงสำคัญของปีนี้ แต่จีนมีสัดส่วนถึง 68.8% ภายในภูมิภาค การเติบโตระดับภูมิภาคจึงยังไม่แปลว่าจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกงดีขึ้นพร้อมกัน

7. เมื่อแยกจีนออก ตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีสัญญาณอ่อนลง
หากตัวเลขรายประเทศและรายภูมิภาคใช้ฐานเดียวกัน การคำนวณย้อนกลับพบว่า ตลาดในภูมิภาคนี้นอกเหนือจากจีนลดจากประมาณ 79,464 คน เหลือ 60,699 คน หรือลดลง 23.6% WoW
เป็นประเด็นที่ควรตรวจข้อมูลรายประเทศเพิ่มเติม เพราะค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคอาจบดบังตลาดที่กำลังอ่อนตัวอยู่

8. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดอ่อนที่ต่อเนื่อง
สัปดาห์นี้มี 124,535 คน ลดลงเพียง 0.38% WoW ดูเหมือนแทบทรงตัว แต่ยอดสะสมลดลงถึง 15.40% YoY และทั้งไตรมาส 1–3 ยังติดลบต่อเนื่องที่ −18.49%, −10.78% และ −17.16% ตามลำดับ

9. มาเลเซียยังสำคัญมาก แม้ตัวเลขรายสัปดาห์ลดเล็กน้อย
มาเลเซียมี 59,871 คน ลดลง 0.64% WoW แต่คิดเป็นประมาณ 48.1% ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมียอดสะสมเกือบ 2.98 ล้านคน

10. อินเดียเป็นแรงส่งที่ชัดเจน และครองตลาดเอเชียใต้เกือบทั้งหมด
อินเดียมี 46,942 คน เพิ่มขึ้น 16.53% WoW และคิดเป็น 87.9% ของนักท่องเที่ยวเอเชียใต้ สะท้อนว่าเมื่อพูดถึงโอกาสจากเอเชียใต้ในสัปดาห์นี้ น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่อินเดีย

11. เอเชียใต้มีแรงฟื้นรายสัปดาห์ แต่แนวโน้มรายไตรมาสอ่อนลง
ทั้งภูมิภาคเพิ่ม 11.54% WoW แต่การเติบโต YoY เปลี่ยนจาก +12.73% ในไตรมาส 1 เป็น −4.65% ในไตรมาส 2 และ −14.68% ในไตรมาส 3 ทำให้ยอดสะสมอยู่ที่ −2.79%

12. ยุโรปเริ่มมีแรงส่ง แต่ยอดสะสมยังใกล้เคียงปีก่อน
ยุโรปมี 90,784 คน เพิ่มขึ้น 11.40% WoW แต่ยอดสะสมโตเพียง 0.27% YoY ส่วนรัสเซียมี 22,326 คน เพิ่มขึ้น 14.23% WoW และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของภูมิภาคตามการจัดกลุ่มในรายงาน จึงเห็นโอกาสเตรียมรับตลาดช่วงปลายปี แต่ยังต้องใช้ยอดจองล่วงหน้ามายืนยันความต่อเนื่อง

13. อเมริกาโตเร็วรายสัปดาห์ แต่ยังมีขนาดตลาดจำกัด
นักท่องเที่ยวจากอเมริกามี 20,610 คน เพิ่มขึ้น 17.05% WoW แต่คิดเป็นเพียง 3.9% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และยอดสะสมโตเพียง 0.36% YoY
การอ่านเปอร์เซ็นต์เติบโตจึงต้องดูขนาดฐานควบคู่กัน สำหรับการจัดงบตลาด ควรพิจารณารายได้สุทธิต่อการจองและต้นทุนหาลูกค้าเพิ่มเติมด้วย

14. ตะวันออกกลางฟื้นเร็วที่สุดรายสัปดาห์ แต่ยังชดเชยช่วงต้นปีไม่ครบ
ภูมิภาคนี้มี 15,097 คน เพิ่มขึ้น 28.67% WoW สูงที่สุดในหกภูมิภาคที่แสดง ไตรมาส 3 ก็กลับมาโต 12.94% YoY หลังไตรมาส 2 ลดลง 27.94% แต่ยอดสะสมยังติดลบ 5.24% จึงเป็นสัญญาณฟื้นจากช่วงที่อ่อนแรง

15. ต้นเดือนตุลาคมยังต่ำกว่าปีก่อนใน 5 จาก 6 ภูมิภาค
ตารางด้านล่างของภาพให้สัญญาณที่ควรติดตาม แม้จำนวนรายสัปดาห์หลายภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
นี่เป็นข้อมูลเพียงสามวันแรกของเดือน จึงไวต่อวันหยุดและตารางเที่ยวบิน ยังใช้ตัดสินผลทั้งเดือนตุลาคมไม่ได้

16. รายได้เฉลี่ยประมาณ 48,714 บาทต่อการเดินทาง ยังไม่ยืนยันว่าคุณภาพการท่องเที่ยวดีขึ้น
รายได้สะสม 1,142,485 ล้านบาท หรือประมาณ 1.142 ล้านล้านบาท หารด้วยนักท่องเที่ยวสะสม ได้ค่าเฉลี่ยประมาณ 48,714 บาท ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยตลอดการเดินทาง ไม่ใช่ต่อวัน และไม่ใช่กำไรของผู้ประกอบการ การประเมินการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยังต้องดูระยะพัก ค่าใช้จ่ายต่อวัน รายได้ที่ตกถึงธุรกิจท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเทียบปีก่อน

17. ข้อความว่าตลาดระยะไกล “ชะลอตัว” ต้องระบุฐานเปรียบเทียบให้ชัด
หน้าสรุประบุว่าตลาดระยะไกลพักตัวก่อน High season แต่หน้ารายภูมิภาคแสดงว่ายุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น WoW ทั้งหมด คำว่า “ชะลอ” อาจหมายถึงโตช้าลง เทียบกับแนวโน้มเดิม หรือใช้ขอบเขตตลาดต่างกัน จึงควรตรวจคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลกำลังลดลง

18. ยอดนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าน้ำท่วมไม่มีผลกระทบ
รายงานประเมินว่าข่าวน้ำท่วมยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว พร้อมระบุผลกระทบบางส่วนจากการยกเลิกเที่ยวบิน แต่ภาพไม่ได้แสดงจำนวนเที่ยวบิน ผู้โดยสาร หรือยอดจองที่ได้รับผลกระทบ จึงควรติดตามการยกเลิกห้องพัก การเลื่อนเดินทาง และยอดจองใหม่รายพื้นที่ เพราะแรงส่งจากวันหยุดอาจหักล้างผลกระทบบางส่วนในยอดรวมได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28540062775647341/?rdid=l0ZywjfzC8CNgsPn#

" ต่อไปผมคงไม่ไปต่อเครื่องที่ดูไบ ขอบินตรงเลย เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ กับมาตรการที่หละหลวม ไม่เช็คประวัติ ผู้เดินทางให้ดีก่อน"

"คุณวีระวัฒน์ รักพันธ์ " คนไทยคนเดียวบนเที่ยวบิน FZ 1073 สายการบิน Fludubai ที่ทำงานอยู่อิสราเอล บินจากสุวรรณภูมิไปต่อเครื่องที่ดูไบ เล่าประสบการณ์เฉียดตาย
เครดิต : PPTV

POLITICS

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

ECONBIZ

EECiti เดินหน้าเต็มสปีด EECO จับมือ ยูโอบี!! เปิดประตูนักลงทุนต่างชาติสู่เมืองธุรกิจแห่งอนาคต เชื่อมโยงโอกาสธุรกิจทั่วอาเซียน มูลค่าลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

EECO ผสานความร่วมมือ ยูโอบี ดึงบริษัทต่างชาติ
สำรวจโอกาสทางธุรกิจ พร้อมผลักดันการลงทุน EECiti

(วันที่ 7 ต.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจเข้ากับโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EEC Capital City หรือ EECiti) หนึ่งในโครงการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ สามารถประเมินศักยภาพและโอกาสการลงทุนในโครงการได้อย่างรอบด้าน

โดยความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมุมมองนักลงทุน ในช่วงที่ภาคธุรกิจกำลังกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างการเติบโต ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิทธิประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมถึงความเชื่อมโยงกับตลาด การเข้าถึงระบบนิเวศทางธุรกิจ และเส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โครงการ EECiti ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองธุรกิจแบบผสมผสานที่รวบรวมธุรกิจระหว่างประเทศ นวัตกรรม อุตสาหกรรมขั้นสูง การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนการศึกษาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและนักลงทุน

พร้อมกันนี้ EECO และธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จะร่วมกันนำเสนอศักยภาพและโอกาส
จาก EECiti แก่นักลงทุน ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เวทีสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ กิจกรรมสำหรับนักลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านตลาด โดยเครือข่ายของยูโอบีในภูมิภาคจะมีบทบาท

ในการเชื่อมโยงบริษัทจากทั่วอาเซียนและจีน เข้ากับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ EECiti นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดเวทีหารือสำหรับนักลงทุนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเชิญภาคธุรกิจจากตลาดสำคัญในอาเซียนเข้าร่วม

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า โครงการ EECiti กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ความร่วมมือกับพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจอย่างยูโอบี จะช่วยเชื่อมโยงนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ พร้อมมีส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีพลวัตและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ในการตัดสินใจว่าจะขยายธุรกิจไปที่ใด ภาคธุรกิจพิจารณาทั้งสิทธิประโยชน์ ความเชื่อมโยงกับตลาด ตลอดจนพันธมิตรที่สามารถช่วยให้เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างราบรื่น บทบาทของเราคือการช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน พร้อมช่วยให้การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความร่วมมือกับ สกพอ. ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงความสนใจ

ของนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และเชื่อมบริษัททั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปของประเทศไทย ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งทั่วอาเซียน ยูโอบี มีความพร้อมในการสนับสนุนบริษัทที่กำลังมองหาโอกาสการเติบโตในประเทศไทยและภูมิภาค เราเชื่อว่า EEC Capital City มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานและขยายการดำเนินงานจากศูนย์กลางของการเติบโตในอาเซียน

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ!! รับมือวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลดนำเข้า ทบทวนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ หนุนเชื้อเพลิงชีวภาพลดพึ่งพาการนำเข้า

กระทรวงพลังงาน รับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ วางแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ใหม่ให้สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งให้เกิดการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยทบทวนการสนับสนุนเชื้อพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อเป็นกลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกที่มีความผันผวน

(7 ตุลาคม 2569 ) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก โดยระบุว่า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย:

1. การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด โดยจะมีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพฯ และหลักเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ

3. การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง

“กระทรวงพลังงาน มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของวิกฤตการณ์พลังงานโลก” โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวสรุป

บางจาก ชี้แจงปมข่าวคลังน้ำมันเพชรบุรี!! ซีอีโอ กลุ่มบางจากใช้สิทธิทางศาล ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 23 กรรม ป้องกันความเสียหายภาพลักษณ์ เผยศาลรับคดีหมิ่นประมาท 23 กรรมไว้พิจารณาแล้ว

คำชี้แจงจากกลุ่มบริษัทบางจาก

สืบเนื่องจากกรณีที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ได้สื่อสารเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมัน จังหวัดเพชรบุรีของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ในลักษณะที่ทำให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีความเกี่ยวข้องและถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย ซึ่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากฯ

ได้ใช้สิทธิทางศาลดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา รวม 23 กรรม กับสำนักข่าวดังกล่าว โดยปัจจุบันศาลอาญาได้มีคำสั่งคดีมีมูลและรับคดีดังกล่าวทั้ง 23 กรรม ไว้พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

อนึ่ง กลุ่มบริษัทบางจากได้จัดการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่
27 พฤษภาคม 2569

LITE

7 ตุลาคม 2495 วันเกิด ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย ปีนี้มีอายุ 74 ปี จากอดีตสายลับโซเวียต…สู่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก เริ่มต้นจากเคจีบี ก่อนขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง รับตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2543 อย่างเป็นทางการ

วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) มีอายุ 74 ปี  เป็นวันถือกำเนิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ผู้นำที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อเวทีการเมืองโลกมาอย่างยาวนาน

ปูตินเป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานใน เคจีบี (KGB) หน่วยข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่การเมือง ในช่วงแรกเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศให้กับนายกเทศมนตรีอนาโตลี ช็อบจัก (Anatoly Sobchak) และค่อย ๆ ไต่เต้าในตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งเป็น รักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประกาศลาออกอย่างกะทันหันในปลายปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส่งผลให้ต่อมาปูตินก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภายใต้บุคลิกที่ดูสุขุมนิ่งเรียบของปูตินนั้น เป็นที่รับรู้กันว่าแฝงไว้ด้วยความ เด็ดขาด และ หนักแน่น ในการบริหารประเทศ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่อยู่ในสปอตไลต์ของโลกอยู่เสมอ 

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Vladimir-Putin

6 ตุลาคม 2519 เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน รัฐประหารยึดอำนาจในวันเดียวกัน กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ลงโทษคนผิด

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

4 ตุลาคม 2313 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้กรุงศรี อยุธยา ทรงสถาปนา ‘กรุงธนบุรี’ เป็นราชธานี ทรงเล็งเห็นชัยภูมิมีประโยชน์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ มีนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั่งที่ 2 เมื่อปี 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรวบรวมกำลังพลและกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี ล่องมาตามชายฝั่งจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงต่อสู้โจมตีค่ายโพธิ์สามต้นจนสามารถขับไล่ทหารพม่าออกจากอาณาจักรได้และสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากการยึดครองได้ ในเวลาเพียง 7 เดือน จากนั้นโปรดให้อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศมาประกอบพิธีโดยสังเขปและพระราชเพลิงพระบรมศพเรียบร้อย

จากนั้นพระองค์ได้เสด็จสำรวจความเสียหายของบ้านเมือง และประทับแรมในพระนคร ณ พระที่นั่งทรงปืน ทรงพระสุบินนิมิตว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา “มาขับไล่ไม่ให้อยู่” พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง แล้วดำรัสว่า

“เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะร้างรกเป็นป่า จะ มาช่วยปฏิสังขรณ์ทํานุบํารุงขึ้นให้บริบูรณ์ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิม ท่านยังหวงแหนอยู่แล้ว เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด แล้วตรัสสั่งให้เลิกกองทัพกวาดต้อนราษฎร แลสมณพราหมณาจารย์ ทั้งปวงกับทั้งโบราณขัติยวงษ์ซึ่งยังเหลืออยู่นั้น ก็เสด็จกลับลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองธนบุรี”

เรื่องเมืองธนบุรีนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
“…ที่เจ้าตากลงมาตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งนั้นเหมาะแก่ประโยชน์ทุกอย่าง ถ้าหากว่าสมเด็จพระอดีตมหาราชได้มาขับไล่เจ้าตากมิให้ตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก็ขับไล่ด้วยไมตรีจิต ตักเตือนมิให้พลาดพลั้งไปด้วยเห็นแก่เกียรติยศ

เพราะกรุงศรีอยุธยาถึงเป็นที่มีชัยภูมิด้วยลําน้ำล้อมรอบ และเป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงก็จริง แต่รี้พลของเจ้าตากที่มีอยู่ไม่พอจะรักษากรุงศรีอยุธยาต่อสู้ข้าศึก และขณะนั้นศัตรูก็ยังมีมาก ทั้งพม่าและไทยก๊กอื่นอาจจะยกมาย่ำยีในเมื่อหนึ่งเมื่อใด กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทางที่ ข้าศึกจะมาถึงได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ถ้ามีกําลังไม่พอรักษา ขืนตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็คงเป็นอันตราย

การที่ลงมาตั้งอยู่เมืองธนบุรีก็ไม่ห่างไกลกับกรุงศรีอยุธยา มีอํานาจอยู่ที่เมืองธนบุรีก็เหมือนมีอํานาจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เปรียบที่เมืองธนบุรีตั้งอยู่ที่ลําน้ำลึกใกล้ทะเล แม้ข้าศึกมาทางบกไม่มีทัพเรือเป็นกําลังด้วยแล้วก็ยากที่จะมาตีเมืองธนบุรี”

ภายหลังเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบชุมนุมต่างๆ แล้ว พระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองธนบุรี ขึ้นราชธานีแห่งใหม่ ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางทิศใต้ของกรุงธนบุรี ขนาบข้างด้วยวัดแจ้ง หรือวัดมะกอก (ปัจจุบันคือ วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร) และวัดท้ายตลาด (ปัจจุบันคือวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2313 พระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_39817

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

จีนแจงฐานบ้านเกินเป็นศูนย์ฝึก จีน–ลาว!! ฐานบ้านเกินถูกพัฒนาเป็นฐานทัพใหม่ รอยเตอร์เปิดภาพดาวเทียมเมื่อต้นต.ค. จีน-ลาวร่วมมือเปิดศูนย์ฝึกการบิน สหรัฐแสดงความกังวลท่ามกลางความขัดแย้งภูมิภาค

ฐานบ้านเกิน จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในลาว กับการตั้งรับของไทย

เป็นข่าวดังในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อรอยเตอร์ออกรายงานว่ากองทัพจีนได้ใช้ฐานบ้านเกินซึ่งอดีตทางสหรัฐเคยใช้ฐานทัพนี้ในสงครามเวียดนามมาเป็นฐานทัพของจีน แต่ทางจีนก็ไม่รอช้าสวนฉับพลันว่าฐานบ้านเกินนั้น ทางจีนกับลาวมีแผนการเปิดเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วม (China–Laos Joint Support and Training Center ) และ โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน–ลาว (China–Laos Friendship Aviation Academy) แต่สิ่งที่รอยเตอร์รายงานระบุว่าในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาภาพดาวเทียมที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบ เครื่องบิน K-8/JL-8 ประมาณ 8 ลำ และรถสนับสนุนทางทหารมากกว่า 20 คัน อยู่ที่สนามบิน ขณะที่โครงสร้างสนามบินยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งคำถามว่าศูนย์แห่งนี้อาจมีบทบาทมากกว่าการฝึกนักบินก็เป็นได้ และนั่นทำให้ทางอเมริกาสนใจว่าทางจีนจะมีการเสริมสิ่งอื่นๆเช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเชื้อเพลิง คลังยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านข่าวกรองหรือสอดแนมรวมถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจริงการพัฒนาฐานบ้านเกินแห่งนี้ก็ไม่ใช่พัฒนาเป็นแค่โรงเรียนฝึกการบินแล้ว แต่น่าจะเป็นฐานทัพอากาศนอกประเทศของจีน รอยเตอร์ยังระบุอีกว่านักวิเคราะห์พบว่าการออกแบบทางวิ่งอาจเปิดทางให้ ต่อรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าในอนาคต รวมถึงเครื่องบินข่าวกรองและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้

ถึงจุดนี้สิ่งที่รอยเตอร์พยายามจะบอกให้โลกรู้คืออะไร เอย่าตอบได้เลยคะ มันคือความกลัวของกองทัพสหรัฐและการที่สหรัฐพยายามส่งข่าวนี้ผ่านทางรอยเตอร์ให้จีนทราบว่าฉันรู้นะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถามว่าจีนรู้ไหมว่าทำไมสหรัฐถึงแสดงท่าทีความกลัวออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็เพราะว่าที่ฐานบ้านเกินนี้เอง ในอดีตที่นี่คือ Lima Site 44 ในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นสนามบินที่ Air America ใช้งาน โดย Air America เป็นสายการบินที่มีความเชื่อมโยงกับ CIA และใช้สนับสนุนกำลังฝ่ายที่สหรัฐฯ สนับสนุนในลาว กล่าวง่ายๆคือ สหรัฐฯ เคยใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการลับในลาวจากนั้นหลายสิบปีต่อมา จีนกำลังสร้างศูนย์ทางทหารร่วมกับลาวบนพื้นที่เดียวกัน ถามว่าสิ่งที่สหรัฐรู้ว่าที่นี่มีข้อดีอย่างไร จีนและลาวก็ย่อมรู้เช่นกัน

ประเด็นคือ ณ วันนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าจีนกับอเมริกากำลังใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่รบในอนาคตในการขัดขวางการขยายอำนาจของจีนสังเกตได้จากฝั่งจีนนอกจากที่ลาวก็มีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ส่วนฝั่งสหรัฐก็มีฐานทัพในสิงคโปร์และฟิลิปินส์ ซึ่งหกมองฐานบ้านเกินที่มีที่ตั้งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 50 กิโลเมตรนี้แล้วละก็ ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆด้านความมั่นคง แต่หากจีนเลือกใช้ฐานบ้านเกินนี้เป็นสนามบินจีนนอกประเทศแล้วละก็ ย่อมมีผลกระทบด้านความมั่นคงแน่ เพราะไทยเราดำเนินนโยบายเป็นกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้มาตลอด หากวันหนึ่งเราถูกบีบให้จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลดีกับทางฝ่ายไทยเป็นแน่แท้ไม่ว่าจะถือหางข้างใคร เอย่าหวังว่ากลาโหมไทยคงตระหนักและรู้ทันถึงเหตุการณ์นี้และมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดินไทยในอนาคตไว้แล้วนะคะ

ที่มา : AYA

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

“แก้มลิง” เมืองหลวงถูกตั้งคำถาม!! หลังบึงคู้บอนหลุดผังเมือง จับตาผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ การพัฒนาอสังหาฯ แทนพื้นที่รับน้ำ ผู้นำต้องรับผิดชอบชัดเจน

เมื่อ "แก้มลิง" เมืองหลวง “ถูกปล้น” คนกรุงเทพฯ จมน้ำ ตราบาปนี้ใครรับผิดชอบ?

โครงการ “แก้มลิงบึงคู้บอน” ที่มีเนื้อที่กว่า ๑๓๐ ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “บึงรับน้ำสำคัญ” ที่เคยมีแผนเตรียมเวนคืน แต่กลับไม่ปรากฏในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จนกลายสภาพเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ได้จุดประเด็นตั้งคำถามสำคัญว่า หากแก้มลิงตามแนวพระราชดำริถูกถอดถอนออกจากผังเมืองจนหมดสิ้น ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?

ต้องทราบกันก่อนว่า เมืองกรุงเทพมหานครมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ และยังคล้ายแอ่งกระทะ มีระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง การระบายน้ำจึงต้องพึ่งพาระบบปั๊มและการหน่วงน้ำเป็นหลัก หากแก้มลิง “หายไปจากผังเมือง” และฝนยังคงตกหนักไม่หยุดคล้ายหนัง “Hard Rain” ในปี 1998 น้ำก็จะท่วมเมืองเหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน

หากไร้ “แก้มลิง” อย่างเช่น “บึงคู้บอน” ถ้าฝนตกหนักสะสมก็จะมุ่งลงสู่ถนน ชุมชน รวมถึงคลองสายหลักทันที ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรวดเร็ว ที่สุดก็จะท่วมทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

น้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะทำลายระบบขนส่งทางบก และทรัพย์สินของประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ประชาชนในเขตลุ่มต่ำจะกลายเป็นผู้ประสบภัยถาวร

การปรับเปลี่ยนผังเมืองหากทำโดยละเว้นหรือไม่รอบคอบ จนส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่อสาธารณะ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการปล่อยให้ “แก้มลิง” ถูกปล้นหายไปจากผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
.
คนไทยต้องช่วยกันอย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายน้ำ

“แก้มลิงคู้บอน” จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากฝ่ายบริหารเลือกที่จะตัดพื้นที่รับน้ำออกไปจากร่างผังเมืองใหม่เพื่อเหตุผลใดก็ตาม โดยไร้โครงการรับน้ำทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่า เมื่อภัยธรรมชาติมาเยี่ยมเยียน ประชาชนคนกรุงเทพฯ คือผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความผิดพลาดเชิงนโยบายนี้ ย่อมเป็น “ตราบาปประทับไว้บนหน้าผาก” เพื่อประจานความรับผิดชอบที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ได้เลย

บางเรื่องอาจต้องรอน้ำลดเราถึงจะเห็นตอ แต่สำหรับเรื่อง “ปล้นแก้มลิง” ต้องรอน้ำท่วมสถานเดียว

แจ็ค รัสเซล

WORLD

รายงาน CRS ชี้เครื่องบิน–โดรนสหรัฐฯ อากาศยานสหรัฐฯ 81 ลำเสียหาย โดรน MQ-9 เสียหายมากสุด 45 ลำ รวมเครื่องบินขับไล่ F-15 และโดรน ชี้ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากความขัดแย้งยังดำเนินต่อ

สภาคองเกรสสหรัฐฯ: อากาศยานสหรัฐฯ 81 ลำได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายในความขัดแย้งกับอิหร่าน

สำนักงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีอากาศยานของสหรัฐฯ ทั้งแบบที่มีนักบินและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) อย่างน้อย 81 ลำ ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน

รายการดังกล่าวประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ F-15 จำนวน 12 ลำ, F-35 จำนวน 1 ลำ, โดรน MQ-9 จำนวน 45 ลำ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานประเภทอื่นๆ อีกหลายลำ

สภาคองเกรสเน้นย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากรายงานของสื่อและแหล่งข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่และมีข้อจำกัดด้านข้อมูลข่าวสาร

ที่มา : https://www.facebook.com/61552478523169/posts/122294953742082617/?rdid=cOd5svDLrvlergqG#

อิหร่านวิจารณ์ฝรั่งเศส “สองมาตรฐาน”!! ปมรับมือการประท้วงนักเรียน ใช้มาตรฐานต่างกันต่อเสรีภาพการชุมนุม เรียกร้องให้เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ท้าทายท่าทีรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างแรงกล้า

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน วิจารณ์ฝรั่งเศสใช้ "สองมาตรฐาน" ต่อการประท้วง
​อิสมาอิล บากาอี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การรับมือกับการประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศส โดยระบุว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "สองมาตรฐาน" ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการชุมนุมประท้วง

​บากาอี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2026 ฝรั่งเศสเคยเรียกร้องให้อิหร่านเคารพการชุมนุมอย่างสงบและขอให้รัฐบาลอดทนอดกลั้นต่อผู้ประท้วง แต่ในทางกลับกัน การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสเองตอนนี้ กลับถูกตีตราว่าเป็น "ความรุนแรงกลางเมือง" และเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสต่างออกมาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กำลังตำรวจเข้าแทรกแซงอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

​นอกจากนี้ บากาอี ยังได้ตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มการเมืองในการประท้วงว่า เหตุใดพฤติกรรมและมาตรฐานเดียวกัน ถึงถูกตีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในอิหร่านหรือฝรั่งเศส?!!

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122294883308082617&id=61552478523169&rdid=883plNpuLcqZ5cFT#

UNESCO เตือนโลกขาดแคลนครูครั้งใหญ่!! ทั่วโลกต้องการครูเพิ่มอีก 50 ล้านคน ในปี 2030 เพื่อรองรับการศึกษา เน้นครูประถมและมัธยม 44 ล้านคน ครูปฐมวัยต้องการอีก 6 ล้านคน

UNESCO คาดทั่วโลกต้องการ 'ครู' เพิ่ม 50 ล้านคน ภายในปี 2030

ปารีส, 6 ต.ค. (ซินหัว) -- แถลงการณ์ร่วมจากองค์การยูเนสโก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และสหพันธ์การศึกษานานาชาติที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (5 ต.ค.) ซึ่งตรงกับวันครูโลก ระบุว่าทั่วโลกอาจต้องการครูเพิ่มอีก 50 ล้านคนภายในปี 2030 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นครู 44 ล้านคนสำหรับรองรับการสอนในระดับชั้นประถมและมัธยมอย่างทั่วถึง และอีก 6 ล้านคนสำหรับระดับปฐมวัย

แถลงการณ์ย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองและยกระดับวิชาชีพครู โดยระบุว่าการรับครูใหม่นั้นสำคัญเท่ากับการรักษาครูที่มีประสบการณ์ไว้ และต้องทำให้อาชีพครูเป็นเส้นทางอาชีพที่น่าสนใจ มีความก้าวหน้าและผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้ครูผู้หญิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ

ทั้งนี้ วันครูโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 ต.ค. เพื่อเฉลิมฉลองและยกย่องครูทั่วโลก พร้อมรำลึกวาระครบรอบ 60 ปี การรับรองข้อเสนอแนะว่าด้วยสถานภาพของครู ซึ่งกำหนดกรอบมาตรฐานเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของครู เกณฑ์มาตรฐานด้านการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพและการศึกษาต่อ การรับสมัคร การจ้างงาน รวมถึงเงื่อนไขการเรียนการสอน

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top