Tuesday, 3 November 2026
NEWS

ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความภาคภูมิใจชองคนปัตตานีทุกคน เป็นพื้นที่ผู้คนมาพบกัน มากกว่าสโมสรฟุตบอล แต่เป็นสัญลักษณ์ ความภาคภูมิใจของคนปัตตานี แฟนบอลหลากหลาย เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม

ไม่ว่าใครเป็นที่ปรึกษา บริหาร ผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมกับสโมสร สิ่งสำคัญคือ ทำงานเพื่อประโยชน์ของทีม พัฒนาเยาวชน สร้างโอกาสให้คนในจังหวัด”

กรณีแต่งตั้ง แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลปัตตานี เอฟซี  ที่มีแฟนบอลบางส่วนไม่เห็นด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100066536856245/posts/1483856793842202/?rdid=7LpfEc7cSGHq9Gey#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482582803969601&id=100066536856245&rdid=aOQm3gCDCMjfSe9p#

รัฐบาลปักธงท่องเที่ยวไทย 4 ล้านล้าน! ดันไทยติดท็อป 30 โลก รุกตลาดนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก เร่งพัฒนาท่าเรือสำราญ–ยอร์ช หวังกระจายรายได้ถึงชุมชน

รบ.ยกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้าน ติดท็อป 30โลก

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้านบาท มุ่งติด 30 อันดับแรกด้านท่องเที่ยวโลก ผลักดันแผนพัฒนาท่าเรือสำราญ-ยอร์ช ขยายตลาดกำลังซื้อสูง พร้อมต่อยอด IMF–World Bank กระจายรายได้สู่ชุมชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือทิศทางการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน พร้อมกำหนดเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และยกระดับอันดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก ตามเป้าหมายของร่างแผนดังกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า แนวทางสำคัญของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับใหม่ คือการยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (Cruise Tourism) และเรือยอร์ช (Yacht Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสร้างรายได้สูง แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญและท่าจอดเรือยอร์ชให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือการต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2569 โดยนำความสนใจที่ประเทศไทยได้รับจากผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางต่างชาติมาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. และภาคเอกชน

ในการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ไทยสู่สายตานานาชาติ รวมถึงเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้กรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยตลาดระยะใกล้ให้ความสำคัญกับไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ส่วนตลาดระยะไกลมุ่งส่งเสริมกิจกรรมขนาดใหญ่ การทำงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และการขยายความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มโอกาสเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตลอดทั้งปี

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้จัดทำปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวรายจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงเทศกาล วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมของชุมชนเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยเผยแพร่ข้อมูลหลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ พร้อมพิจารณาแนวทางสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวหลายจุดหมายในแต่ละพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทัวร์ผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเพิ่มโอกาสจำหน่ายผลผลิตและสร้างรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเม็กซิโกและโคลอมเบีย รวมถึงอุซเบกิสถานและเบลารุส โดย ททท. เตรียมเสนอแนวทางพิจารณามาตรการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับทั้ง 4 ประเทศ ต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ E-Visa เพื่อลดระยะเวลาและอุปสรรคในการขอวีซ่า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีผลบังคับใช้ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจอนุญาตผู้โดยสารขาเข้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดระยะเวลารอคอยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการบริหารงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานและการเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

พร้อมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ภารกิจด้านการท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริหารงานและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ส่วนแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ประชุมได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้เริ่มจัดเก็บ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปถึงทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง และการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามทิศทางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4” นางสาวลลิดากล่าว

ที่มา : https://www.innnews.co.th/news/news_1089893/

การเมืองไทยสะเทือนภัยสปายแวร์!! ‘ศิริโชค’ เผยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำเตือนจาก Apple ตกเป็นเป้าหมายสปายแวร์รับจ้างระดับสูง จับตาเครื่องมือจารกรรมแบบ Pegasus ย้ำยังไม่พบหลักฐานว่าเจาะสำเร็จ

‘ศิริโชค’ เผยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำเตือนจาก Apple โทรศัพท์ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง

2 พ.ย.2569-นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “โทรศัพท์เครื่องเดียว ความลับทั้งชีวิตอาจตกอยู่ในมือคนอื่น!” เนื้อหาระบุว่า ลองนึกภาพว่า มีใครบางคนอ่านข้อความในโทรศัพท์เราได้ ดูรูปถ่าย รู้ว่าเราไปไหน คุยกับใคร หรือแม้แต่แอบเปิดไมโครโฟนฟังเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว ที่น่ากลัวคือ เราไม่จำเป็นต้องกดลิงก์หรือเปิดไฟล์อะไรเลย โทรศัพท์ก็อาจถูกเจาะได้!

นี่ไม่ใช่เรื่องในหนังสายลับ แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง เช่น Pegasus เครื่องมือจารกรรมที่พัฒนาโดยบริษัท NSO Group ของอิสราเอล ซึ่งระบุว่าจำหน่ายให้เฉพาะหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 ตุลาคม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคำเตือนจาก Apple ว่าโทรศัพท์ของท่านตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง (Mercenary Spyware) โดย Apple กล่าวถึง Pegasus ไว้ในคำเตือนด้วย

นี่ไม่ใช่คำเตือนทั่วไป แต่เป็นการแจ้งเตือนเฉพาะบุคคลที่ Apple มีความมั่นใจสูงว่าตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแล้ว ส่วนจะเจาะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมจึงประสาน DigitalReach ให้ตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งยังไม่พบหลักฐานว่าการโจมตีสำเร็จ และจำเป็นต้องประสาน Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา เพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับประชาชน?

หากโทรศัพท์ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านถูกเจาะสำเร็จ คนที่อยู่เบื้องหลังอาจรู้ว่าใครส่งหลักฐานการทุจริต ใครเป็นแหล่งข่าว หรือใครกำลังให้ข้อมูลที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้เปิดเผย คนที่หวังดีต่อบ้านเมือง อาจตกอยู่ในอันตรายเพียงเพราะไว้ใจส่งข้อความหาใครสักคน เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้โจมตี แต่เรื่องนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โดยเฉพาะประเด็นว่ามีการใช้เครื่องมือของรัฐหรือไม่

ผมอยากฝากเตือน สส. ทุกพรรค รวมถึงประชาชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ ให้ระมัดระวังความปลอดภัยของโทรศัพท์ให้มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าใครอยากรู้ความลับเรา เขาต้องส่งคนมาแอบฟัง แต่วันนี้ คนที่แอบฟังเราอาจอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ทุกคำที่พูด ทุกข้อความที่ส่ง มีใครอีกคนกำลังรับรู้ไปพร้อมกัน

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1099724/

ไทยไม่ใช่ถังขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก!! ‘อนุทิน’ สั่งลุยตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง 1,500 แห่ง ส่ง 50 ทีมปูพรม 5 จังหวัดอุตสาหกรรม เดินหน้ารื้อกฎหมายเพิ่มโทษ พร้อมประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางเงิน

ไทยเอาจริงแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้ง 50 ทีมลุยตรวจโรงงาน 5 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย. นี้ วาง 3 มาตรการคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ย้ำโรงงานผิดกฎหมายไม่ผ่อนปรน เตรียมเพิ่มโทษ–ตรวจเส้นทางการเงิน รายงานนายกฯ–ครม. ภายใน 30 วัน

วันนี้ (30 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการโรงงาน การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องไม่เป็นแหล่งรองรับการทิ้งขยะจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงและมีข้อร้องเรียนจากประชาชน 2. การทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก เพื่อควบคุมและติดตามการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และ 3. การปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับบทลงโทษให้มีความเข้มงวด โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วมในการทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ จะร่วมดูแลการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องว่างหรือจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม กระจายลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 10 ทีม เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมุ่งตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันมีโรงงานที่จดทะเบียนประเภทดังกล่าวทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีความเสี่ยง มีข้อร้องเรียน หรือเคยมีประวัติการดำเนินคดีเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งมีการกระทำผิด โดยทีมตรวจสอบจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจสนับสนุนการปฏิบัติงาน 

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายวราวุธได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ทั้งประเภทเครื่องจักร กระบวนการผลิต การจัดเก็บและกำจัดของเสีย ว่าตรงตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะไม่ผ่อนปรนการขยายระยะเวลาให้โรงงานที่ได้รับคำสั่งแก้ไขแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งในพื้นที่อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษขยายวงกว้าง โดยปัญหาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 37 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานกับโรงงานบางแห่งแล้ว และอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้การกระทำผิดไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงหารือแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและศึกษาช่องทางดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนข้อมูลบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่เหมารวมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในส่วนของการควบคุมการนำเข้า ที่ประชุมได้หารือแนวทางให้โรงงานเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบโดยตรงแทนการนำเข้าผ่านผู้ค้าคนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและติดตามวัตถุดิบจนถึงโรงงานปลายทางได้อย่างชัดเจน พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงศึกษาเกณฑ์การปนเปื้อนของสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเศษโลหะนำเข้า โดยต้องสอดคล้องกับกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับสัดส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ และไม่ได้หมายถึงการห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรจะร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ พิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำของเสียเข้าประเทศ

สำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลยืนยันหลักการให้ผู้ประกอบการที่ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยกรณีปัญหาคราบน้ำมันในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการหารือแนวทางเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายภายหลังน้ำลดและการเพาะปลูกข้าวรอบถัดไป ผ่านการสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกันระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และประชาชน ส่วนกรณีที่พบกากของเสียแต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ดำเนินการจัดการปัญหาก่อน และหากไม่เพียงพออาจเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการแก้ไขปัญหาจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

“รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการตรวจจับโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการ ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย พร้อมยกระดับกฎหมายและติดตามผู้กระทำผิดให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนเป็นรายสัปดาห์ และสรุปผลการดำเนินงานเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว

POLITICS

ปฏิวัติประชาชน หรือแค่กดดันรัฐบาล? จับตา ‘กำนันมะโน’ นัดเคลื่อนขบวน 1,000 คัน บุกทำเนียบฯ 5 พ.ย. ตั้งคำถามใหญ่ เป้าหมายแค่แก้ปัญหาปากท้อง หรือหวังเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ

ปฏิวัติประชาชน ต้องให้ชัดว่า ปฏิวัติอย่างไร เพื่อใคร อย่างไร

เมื่อกำนันมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อยออกมาประกาศขับเคลื่อนมวลชนครั้งใหญ่รถ 1000 คัน เดินทางเข้าเมืองหลวง บุกทำเนียบรัฐบาล ด้วยการประกาศตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะคำว่า “ปฏิวัติประชาชน” ไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการเมือง แต่มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นกำหนดเป้าหมายไว้อย่างไร

ผมขอแยกวิเคราะห์เป็น 3 ชั้น คือ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเป้าหมายหลังการเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จ

1. ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีควรเป็นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ (Strategy) คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร และจะพาประเทศไปสู่จุดหมายใด

ยุทธวิธี (Tactics) คือ จะใช้วิธีการใดในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย

สำหรับแนวร่วมที่ใช้ชื่อว่า ปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน สามารถพิจารณากรอบยุทธศาสตร์ได้ดังนี้

-ยุทธศาสตร์ แนวทางดำเนินการ -สร้างแนวร่วมประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้าร่วม

-สร้างฉันทามติ กำหนดปัญหาและเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

-ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ใช้ข้อมูล หลักฐาน และกลไกตรวจสอบ

ผลักดันการเปลี่ยนแปลง เสนอข้อเรียกร้องและการปฏิรูปผ่านรัฐสภาและกระบวนการตามกฎหมาย

-สร้างกลไกตรวจสอบอำนาจ ส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ส่วนยุทธวิธีที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ได้แก่ การรณรงค์สาธารณะ การจัดเวทีรับฟัง การเผยแพร่ข้อมูล การยื่นข้อเสนอ และการชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา

สิ่งสำคัญคือต้องมีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ข่มขู่ และไม่ละเมิดสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น

2. เมื่อประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อ

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ผมคิดว่า นปผ. ต้องตอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

คำว่า “ปฏิวัติสำเร็จ” ต้องนิยามก่อนว่า สำเร็จในเรื่องใด เพราะมีความหมายได้อย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ปฏิวัติทางความคิด ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงสิทธิของตน

ประชาชนรวมตัวกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

รัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องและแก้ไขปัญหา

เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการบริหารประเทศ

ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ระดับที่ 2 เปลี่ยนรัฐบาล

ประชาชนกดดันให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา

ประชาชนกำหนดทิศทางรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง

ระดับนี้คือการเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ แต่ระบบการปกครองยังคงเดิม

ระดับที่ 3 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ

เป็นความหมายที่ลึกกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบันทางการเมือง หรือการจัดวางกลไกอำนาจรัฐใหม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่การใช้กำลังยึดอำนาจหรือจัดตั้งรัฐบาลนอกระบบ

แล้วหลังจากประสบความสำเร็จต้องมีอะไร?

หาก นปผ. ประกาศว่าจะเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชนจริง ควรมีคำตอบอย่างน้อย 5 เรื่อง

เป้าหมายปลายทาง ต้องการเพียงแก้ปัญหาประชาชน หรือเปลี่ยนรัฐบาล หรือปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

หลักการทางการเมือง ยืนยันว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างไร

กลไกตัดสินใจ ใครเป็นผู้แทนประชาชน ใครมีอำนาจตัดสินใจ และตรวจสอบแกนนำอย่างไร

แผนหลังความสำเร็จ หากรัฐบาลลาออกหรือยุบสภา จะเดินหน้าตามกระบวนการใด

ความรับผิดชอบต่อประเทศ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือความขัดแย้งรุนแรง

ถ้าไม่มีคำตอบเหล่านี้ การประกาศปฏิวัติอาจเป็นเพียงการระดมพลังทางการเมือง โดยยังไม่มีแผนรองรับผลที่จะเกิดขึ้น

3. ปฏิวัติประชาชน หมายถึงประชาชนล้มรัฐบาลและสถาปนารัฐบาลใหม่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเช่นนั้นเสมอไป

ในทางรัฐศาสตร์ คำว่า Revolution หรือการปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระดับรากฐาน ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและระบอบการปกครอง แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเป็นการปฏิวัติในความหมายนี้

ลองแยกให้ชัดเจน

-การประท้วง แสดงความไม่เห็นด้วยหรือเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา

-การเคลื่อนไหวภาคประชาชน รวมตัวผลักดันประเด็นสาธารณะ

-การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารประเทศตามกลไกการเมือง

การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหรือระบบการเมืองในระดับรากฐาน

-การรัฐประหาร การยึดอำนาจรัฐโดยใช้กำลังนอกกระบวนการปกติ

ในกรณีประเทศไทย มีหลักกฎหมายที่ต้องพิจารณาด้วย

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และให้ใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ  

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กำหนดความผิดฐานกบฏในกรณีใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง เพื่อเป้าหมายที่ระบุไว้ในมาตรานี้  

ดังนั้น การชุมนุม การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หรือการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลัง ต้องพิจารณาการกระทำและองค์ประกอบกฎหมายเป็นกรณีไป

4. เมื่อนำมาวิเคราะห์กับ นปผ. เมื่ิอกำนันมะโน เครือแก้ว ประกาศจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน โดยมีแผนเคลื่อนขบวนรถยนต์ประมาณ 1,000 คัน จากควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากรุงเทพฯ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

ข้อเรียกร้องที่มีการรายงาน ได้แก่

แก้ปัญหาราคาน้ำมัน

ปราบปรามยาเสพติด

แก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

โดยมีเป้าหมายเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล  

ข้อสังเกต: จากข้อมูลข่าวที่ปรากฏ ยังไม่ควรสรุปว่า นปผ. มีเป้าหมายล้มรัฐบาลหรือสถาปนารัฐบาลใหม่ เพราะข้อเรียกร้องที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

.

5. คำถามที่ นปผ. ควรตอบต่อสาธารณะ

ผมมองว่ามีคำถามสำคัญ 7 ข้อที่ควรนำไปตั้งเป็นประเด็นสัมภาษณ์แกนนำ

-คำว่า ปฏิวัติประชาชน หมายถึงอะไร เป็นการปฏิวัติทางความคิด หรือปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ?

-เป้าหมายสูงสุดของ นปผ. คืออะไร ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา หรือต้องการให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ?

-หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง จะดำเนินการอย่างไรต่อ?

-นปผ. มีธรรมนูญหรือข้อบังคับองค์กรหรือไม่ ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง?

-ใครเป็นตัวแทนประชาชนในการตัดสินใจ และแกนนำจะถูกตรวจสอบอย่างไร?

-หากรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง นปผ. มีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลชุดต่อไปอย่างไร?

-นปผ. ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวโดยสันติวิธีและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ? ใช่หรือไม่

.

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

ผมอยากฝากประเด็นหนึ่งไว้ว่า

การรวมพลังประชาชนเพื่อปกป้องแผ่นดิน กับการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เป็นคนละเรื่องที่ต้องแยกให้ออก หากต้องการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหายาเสพติด และราคาสินค้าเกษตร การรวมตัวกดดันรัฐบาลเป็นกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนที่ทำได้ภายใต้กฎหมาย แต่หากประกาศตัวเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ปฏิวัติอะไร? ปฏิวัติเพื่อใคร? ปฏิวัติแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร?

ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน? และประชาชนจะตรวจสอบอำนาจใหม่ได้อย่างไร?

เพราะการปฏิวัติที่เปลี่ยนเพียงคนถืออำนาจ แต่ไม่เปลี่ยนระบบตรวจสอบอำนาจ อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

ECONBIZ

ปตท.สผ. ผนึก 3 ยักษ์พลังงานโลก!! ลงนามพัฒนา 2 แหล่งก๊าซธรรมชาติยักษ์ในมาเลเซีย คาดมีทรัพยากรรวมกว่า 6.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานระยะยาว เสริมศักยภาพธุรกิจพลังงานไทยในอาเซียน

ปตท.สผ. และพันธมิตรลงนามสัญญา

เพิ่มศักยภาพการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ เอสเค410บี ลัง เลอบาห์ และบี14

กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2569 – ปตท.สผ. ร่วมกับ TotalEnergies, KUFPEC และ PETRONAS Carigali เข้าทำสัญญาซื้อขาย Farm-Out Agreements (FOAs) เพื่อลงทุนร่วมกันในแหล่งก๊าซธรรมชาติลัง เลอบาห์ และแหล่งก๊าซธรรมชาติ บี14 นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก มาเลเซียตะวันออก เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียในระยะยาว

แหล่งลัง เลอบาห์ เป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี อยู่ห่างจากแหล่งบี14 ประมาณ 14 กิโลเมตร จึงสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาแหล่งร่วมกันได้ ขณะนี้ ทั้ง 2 แหล่งอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อนการพัฒนา (Pre-development Phase) และคาดว่ามีปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมรวมกันกว่า 6.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า “การลงนามในสัญญาครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาแหล่งลัง เลอบาห์ และแหล่งบี14 ร่วมกับกลุ่มผู้ร่วมทุน ผ่านการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติแบบบูรณาการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และเสริมความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างบุคลากร เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาโครงการในอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียอีกด้วย"

การลงนามในสัญญาดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์หลังจากได้รับการอนุมัติจาก Malaysia Petroleum Management (MPM)  และมีผลให้กลุ่มผู้ร่วมทุนของทั้ง 2 แหล่งมีสัดส่วนการร่วมทุน ดังนี้ TotalEnergies EP Exploration (Sarawak) Sdn. Bhd. (TotalEnergies) ถือสัดส่วนร้อยละ 30 และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ปตท.สผ. ร้อยละ 25 บริษัท KUFPEC Malaysia (SK-410B) Limited (KUFPEC) ร้อยละ 25 และบริษัท PETRONAS Carigali Sdn. Bhd. (PCSB) ร้อยละ 20

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีการลงทุนในประเทศมาเลเซียทั้งระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจปิโตรเลียม กว่า 11 โครงการ

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG!! ปั้น SMEs ไทยโตด้วยเศรษฐกิจสีเขียว โชว์ผลงาน 4 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ดึงผู้ประกอบการ 4,590 รายร่วมขับเคลื่อน ลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 1.5 แสนตัน

“ดีพร้อม” ปลื้มการขับเคลื่อน BCG เชิงรุก 4 ปี ดึงผู้ประกอบการร่วมได้กว่า 4.5 พันราย 

สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1.5 แสนตัน 

พร้อมต่อยอดการเปลี่ยนผ่านด้วย BCG GREEN HORIZON 2026 ปั้นอนาคตกลุ่มอุตฯ ยั่งยืน

กรุงเทพฯ 2 พฤศจิกายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs ไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใต้นโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียวและกลไก DIPROM FLEXi มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เผยผลดำเนินงาน 4 ปี มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมกว่า 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,516 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 150,000 tCO₂eq ต่อยอดสู่การจัดงาน “BCG GREEN HORIZON 2026” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริง 

มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัว

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร

และความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการ

ของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

“โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs 

เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และอาจลดได้สูงถึงร้อยละ 60 ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทาง BCG ขณะเดียวกัน การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและต่อยอดสู่แหล่งรายได้ใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งส่งเสริมให้ SMEs นำแนวทาง BCG ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ 

เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากรให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น” 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบท

ของแต่ละธุรกิจผ่านนโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยกลไกของ DIPROM FLEXi ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การนำทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การขยายตลาด และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตเบื้องต้น ไปจนถึง

การพัฒนาสินค้าและมาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในปี 2566 – 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวม 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด

“สำหรับการจัดงาน BCG GREEN HORIZON 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทรัพยากร ให้เป็นโอกาสธุรกิจ ที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Star Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลการส่งเสริม SMEs ตามแนวทาง BCG โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การพัฒนาธุรกิจจริงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ตลอดจนเปิดโอกาสทางการตลาดผ่านการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการใช้ทรัพยากรชีวภาพสร้างผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง การต่อยอดวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมส่งเสริม การพัฒนาสิ่งทอไทยและการต่อยอด Thailand Recycled Textiles Tag เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดผลิตภัณฑ์ จากวัสดุรีไซเคิล”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไป ดีพร้อมจะมุ่งขยายผลการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG 

ให้เข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและการใช้ทรัพยากร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางสนับสนุนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ โดยมุ่งให้การขับเคลื่อน BCG ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างความตระหนักรู้ แต่สามารถต่อยอดสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม

เคทีซี ผลักดันรับชำระเงิน!! ช่วยเอสเอ็มอีขายคล่อง เน้นบริการเหมาะธุรกิจแต่ละแบบ เชื่อมจอง–ชำระเงินต่อเนื่อง รองรับธุรกิจโตระยะยาว

เคทีซีรุกธุรกิจรับชำระเงิน หนุนเอสเอ็มอีขายคล่อง รับเงินสะดวก รองรับการเติบโต

เคทีซีเดินหน้าธุรกิจรับชำระเงินร้านค้า (Merchant Acquiring) สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเลือกใช้ระบบรับชำระเงินให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมลูกค้า มุ่งเชื่อมขั้นตอนการขายกับการชำระเงินให้สะดวก พร้อมช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรม ยกพันธมิตร “แมทช์เดย์” แพลตฟอร์มจองสนามและกิจกรรมกีฬาออนไลน์ เป็นตัวอย่างธุรกิจที่ต้องเชื่อมบริการ ตั้งแต่การจองจนถึงการชำระเงินให้ต่อเนื่อง

นางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านหลายช่องทาง ผู้ประกอบการต้องดูแลให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวก ควบคู่กับการจัดการรายการรับเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีบุคลากรจำกัด และต้องดูแลทั้งการขาย บริการ และงานหลังบ้านด้วยทีมเดียวกัน การเลือกระบบรับชำระเงิน จึงควรพิจารณาตั้งแต่ลักษณะธุรกรรม ช่องทางให้บริการ ไปจนถึงความพร้อมในการบริหารจัดการ”

“ผู้ประกอบการแต่ละรายมีโจทย์ต่างกัน ร้านค้าที่ขายหน้าร้านกับธุรกิจที่รับจองออนไลน์ ย่อมต้องการเครื่องมือคนละแบบ เคทีซีจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจวิธีทำธุรกิจของร้านค้า เพื่อให้บริการรับชำระเงินเหมาะกับการใช้งานจริง ลูกค้าจ่ายได้สะดวก และร้านค้าจัดการธุรกรรมได้คล่องตัวขึ้น ทิศทางธุรกิจรับชำระเงินของเคทีซี จึงมุ่งพัฒนาบริการให้รองรับรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย โดยพิจารณาทั้งประสบการณ์ของผู้ชำระเงินและการทำงานของร้านค้า เพราะขั้นตอนชำระเงินเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมความต้องการซื้อกับการขายที่เสร็จสมบูรณ์ หากขั้นตอนยุ่งยากหรือต้องประสานงานหลายครั้ง อาจเพิ่มภาระให้ทั้งลูกค้าและผู้ประกอบการ”

สำหรับธุรกิจที่รับจองล่วงหน้า โจทย์สำคัญคือการเชื่อมข้อมูลการจองกับสถานะการชำระเงินให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ร้านค้าทราบว่ารายการใดดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และรายการใดยังต้องติดตาม ระบบที่เหมาะสมจึงควรช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบธุรกรรมได้สะดวก และรองรับจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว “แมทช์เดย์” (matchday) พันธมิตรเคทีซี เป็นตัวอย่างของธุรกิจลักษณะดังกล่าว โดยให้บริการค้นหาสนาม ตรวจสอบตารางว่าง จอง และชำระเงินออนไลน์ การให้บริการต้องเชื่อมทั้งข้อมูลสนาม เวลาจอง และการชำระเงิน เพื่อให้ผู้ใช้ดำเนินการได้ครบ ขณะที่ผู้ประกอบการสนามสามารถนำข้อมูลไปบริหารการให้บริการต่อได้ กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของระบบรับชำระเงินในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อหรือการจองจนถึงตรวจสอบรายการรับเงิน

นางสาวเนาวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “เคทีซีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนร้านค้าที่กำลังปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการเลือกใช้บริการรับชำระเงินตามความจำเป็นของธุรกิจ และวางระบบให้พร้อมรองรับการเติบโต ทั้งด้านช่องทางขายและปริมาณธุรกรรม เพื่อให้การรับชำระเงินช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้าได้ในระยะยาว

LITE

1 พฤศจิกายน 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกในไทย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา”

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่ออดีต ประเทศไทยกำเนิด ‘โรงพยาบาลคนเสียจริต’ เป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432

สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาเป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกใน ประเทศไทย ก่อตั้งโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 โดยมีชื่อว่า 'โรงพยาบาลคนเสียจริต' ตั้งอยู่ที่ปากคลองสาน

โรงพยาบาลคนเสียจริต ทำการรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์ประจำ และแพทย์แผนไทย ต่อมามีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ประกอบกับสถานที่คับแคบ นายแพทย์ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล กระทรวงนครบาล ซึ่งถือว่าเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลได้เสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดิน และบ้านของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หรือเจ้าคุณทหาร ที่ดินของนายเปียราชานุประพันธ์และที่ดินใกล้เคียงของราษฎรอื่น ๆ รวมเนื้อที่ 44 ไร่ครึ่งเพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่

ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันฯ ในปัจจุบัน คือ อยู่ที่ริมคลองสานด้านตะวันตกตอนใต้ ห่างจากสถานที่เดิมประมาณ 600 เมตร การสร้างโรงพยาบาลคนเสียจริต อยู่ภายใต้การควบคุมของพระยาอายุรเวชวิจักษ์ (หมอคาธิวส์) ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานโรงพยาบาลจิตเวชให้เป็นแบบตะวันตกอย่างแท้จริง โดยให้การบำบัดรักษาตามหลักวิชาการในสมัยนั้น พร้อมทั้งให้การดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตา กรุณา และมีมนุษยธรรม ในด้านสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลมีความร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ดอก ไม้ใบสีสวย เรือนผู้ป่วยเป็นห้องมีลูกกรงสายบัว โปร่ง ไม่มีหน้าต่าง หลังคาสังกะสีทาสีแดง

ภายหลังมีแพทย์แผนปัจจุบันคนไทยจบการศึกษามารับราชการแทนชาวต่างประเทศ ศาสตราจารย์หลวงวิเชียรแพทยาคม (นายแพทย์เถียร ตูวิเชียร) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรกซึ่งเป็นคนไทย ท่านได้ไปศึกษาวิชาโรคจิตเพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี ท่านตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช จึงได้เผยแพร่ความรู้ทางด้านจิตเวชด้วยการเขียนบทความ บรรยาย ปาฐกถาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และเลิกหวาดกลัวผู้ป่วยจิตเวช ท่านได้เปลี่ยนชื่อ “โรงพยาบาลคนเสียจริต” มาเป็น 'โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี' ในปี พ.ศ. 2475 เพื่อให้คนทั่วไปคลายความรังเกียจที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช

ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้อำนวยการในช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2502 ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทย ท่านได้พัฒนาโรงพยาบาลโดยรื้อลูกกรงเหล็กแล้วเปลี่ยนเป็นมุ้งลวดแทน เปลี่ยนชื่อเรือนที่พักของผู้ป่วยเป็นชื่อดอกไม้เพื่อให้มีความหมายน่าชื่นใจ ในด้านการดูแลผู้ป่วยใช้หลักของความรัก ความเอาใจใส่ประดุจพ่อแม่ดูแลลูก ในด้านวิชาการท่านเป็นผู้วางรากฐานวิชาจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิตในการศึกษาก่อนและหลังปริญญา ท่านได้เปลี่ยนชื่อ 'โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี' มาเป็น 'โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา' ในปี พ.ศ. 2497 ตามชื่อของถนนสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งผ่านหน้าโรงพยาบาล เพื่อลดความกระดากใจของผู้มาใช้บริการ

โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวช ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ เป็นสถาบันฝึกอบรมทางด้านจิตเวชศาสตร์ สุขภาพจิต และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับก่อนและหลังปริญญา พัฒนางานวิชาการด้านจิตเวชศาสตร์ สุขภาพจิต ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ และเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น 'สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา' ในปี พ.ศ. 2545

ที่มา : https://www.somdet.go.th/public/his_som.html

31 ตุลาคม 2499 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ขณะทรงผนวช เสด็จฯ ทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล ทรงปลูกต้นไม้ในวันลาผนวช เสด็จพระราชดำเนินช่วงเวลาเช้า กิจกรรมสร้างความหมายในเดือนพฤศจิกายน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะทรงพระผนวช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 08.55 น. และเสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 09.35 น.

หลังจากนั้น ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่ทรงดำรงสมณเพศ ในตอนเช้าทรงปลูกต้นสัก 1 ต้นที่ข้างพระตำหนักปั้นหยา และทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่หน้าพระตำหนักทรงพรต และในเวลา ในเวลา 10.15 น. เสด็จออกพระตำหนักปั้นหยาในพระราชพิธีลาผนวช

30 ตุลาคม 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

ที่มา : สํานักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

อวสานม็อบ 3 นิ้ว? บทวิจารณ์การเมืองตั้งคำถาม พรรคการเมืองได้เข้าสภา แต่มวลชนที่เคยลงถนนต้องเผชิญคดีความ ใครรับผิดชอบอนาคตที่สูญเสียไป

อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง

หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง

ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที

เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย

ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน

แจ็ค รัสเซล 

ตำนาน 4 คุณท้าวผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนักสยาม!! เปิดประวัติ ‘คุณท้าว’ ข้าราชการหญิงชั้นผู้ใหญ่ ผู้กุมกุญแจพระคลัง ควบคุมกฎเหล็ก และบริหาร ‘เมืองลับของสตรี’ ในเขตพระราชฐานชั้นใน

คุณท้าวผู้ใหญ่ฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ผู้ดูแล "เมืองลับของสตรี" ให้เป็นระบบอย่างราชการเหมาะสมคู่ควรพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ราชสำนักสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แยกออกเป็นฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักสยาม หมายถึงเขตพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายชาย เป็นพื้นที่การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเสนาบดี โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดในการบริหาร

ส่วนฝ่ายในราชสำนักสยาม หมายถึงพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายหญิง ที่อาศัยและปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน (หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ข้างใน") ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ชาย ยกเว้นพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ โดยการบริหารสูงสุดกุมอำนาจโดยพระอัครมเหสี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอิสริยยศสูงสุดในขณะนั้น โดยมีคุณท้าวผู้ใหญ่ 4 ท่านช่วยบริหารจัดการ

ทำเนียบ 4 คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ ในราชสำนักฝ่ายในมีตำแหน่งใดบ้าง ?

1. "ท้าวทรงกันดาล" เสนาบดีคลังแห่งฝ่ายใน ในบรรดาคุณท้าวทั้งหมด ท้าวทรงกันดาลมักเป็นคนที่ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด" เพราะต้องดูแลกุญแจพระคลังฝ่ายในทั้งหมด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้คือ ท้าวทรงกันดาล (หุ่น ปานหุ่น) "คุณท้าวคลัง" เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล ณ อยุธยา) เป็นพระพี่เลี้ยงที่อภิบาลพระพุทธเจ้าหลวงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในที่ดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 3 รัชกาล ท่านเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และเคร่งครัดมาก ว่ากันว่าใครจะมาเบิกเงิน เบิกของหลวงไปใช้ ถ้าไม่มีใบสั่งประทับตราถูกต้อง ท่านจะไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด ผู้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลคนสุดท้าย คือ หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ท่านได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้นก็ไม่มีการตั้งสตรีท่านใดในตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" อีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการตั้งคุณท้าวขึ้นมาอีกครั้ง หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลอยู่แล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์" ซึ่งเป็นตำแหน่งคุณท้าวนางที่มีศักดินาสูงสุด ที่ศักดินา 3,000 ทำหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดในยุคนั้น

2. "ท้าวศรีสัจจา" มือปราบแห่งฝ่ายใน ท้าวศรีสัจจา คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในการใช้กฎหมาย และการลงทัณฑ์ของฝ่ายใน ผ่านเจ้าหน้าที่ "กรมโขลน" (ตำรวจหญิง) มีหน้าที่หลักคือการตรวจจับสิ่งของต้องห้าม เช่น หมากพลู บุหรี่ หรือจดหมายลักลอบจากชายภายนอก รวมถึงการลงโทษนางห้ามหรือนางกำนัลที่ทำผิดระเบียบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด และความเฮี้ยบในตำแหน่งนี้คือ คือ ท้าวศรีสัจจา (มิ) ที่รู้จักกันในนาม "เจ้าคุณประตูดิน" เป็นข้าราชสำนักฝ่ายในผู้มีอำนาจว่าราชการสิทธิขาดต่างพระเนตรพระกรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สำนักงานของท่านอยู่ใกล้กับประตูดิน ซึ่งประตูดินนี้คือช่องทางที่หนุ่ม ๆ มหาดเล็กมักจะมาแอบมองสาวชาววังจนเกิดเป็นสำนวนว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” นั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปของท่านไว้ในคูหาใต้บันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยตำแหน่ง “ท้าวศรีสัจจา” มีผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคนสุดท้ายคือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

3. ท้าวสมศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังฝ่ายใน ศักดินา 1,000 มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หน้าที่หลักคือควบคุมเจ้าพนักงานทั้งปวง ดูแลเครื่องนมัสการ หอพระ ตลอดจนทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ คือเชิญพระราชโองการหรือพระราชกระแสมาถ่ายทอดยังฝ่ายใน ในประวัติศาสตร์ไทยมีสตรีชั้นสูงฝ่ายในที่มีชื่อเสียง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวสมศักดิ์" อยู่หลายท่าน แต่ท่านที่โดดเด่นในแง่ของบทบาท และอำนาจในพระราชสำนักฝ่ายใน คือ ท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) ท่านถวายตัวเข้ามารับราชการฝ่ายในตั้งแต่อายุ 11 ปี เติบโตจนได้เป็นข้าหลวงคนสนิทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นผู้จัดการดูแลเครื่องเพชร เครื่องทอง และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งหมด ซึ่งพระพันปีหลวงทรงมีพระราชทรัพย์มหาศาลที่สุดของฝ่ายในยุคนั้น คุณท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) อยู่สนองพระเดชพระคุณเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสด็จประพาสที่ใด หรือแม้กระทั่งในช่วงที่พระพันปีหลวงทรงประชวร และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่พระราชวังพญาไทจนสวรรคต เรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของสมเด็จฯ เลยทีเดียว ท่านเป็นผู้ครองบรรดาศักดิ์ท้าวสมศักดิ์เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าในเวลาต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางขึ้นมาแต่ในบรรดารายชื่อคุณท้าวชุดนั้น ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งท้าวสมศักดิ์

4. ท้าวโสภา (หรือท้าวโสภานิเวศน์) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการอาคารสถานที่ ผู้ถือกุญแจประตูพระราชวังฝ่ายใน มีหน้าที่ดูแลความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตำหนัก เรือนข้าราชการ และพื้นที่ทั้งหมดในเขตพระราชฐานชั้นใน ควบคุมดูแลระเบียบวินัยของผู้อยู่อาศัย จัดการพื้นที่ส่วนกลาง และดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในวัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ร่วมกับคุณท้าวสมศักดิ์ "คุณท้าวโสภาคนสุดท้ายของประเทศไทย" คือ ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงศ์ กัมปนานนท์) ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าวโสภานิเวศน์" ในปี พ.ศ. 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพถ่ายเก่าในข่าวพระราชสำนัก ที่มีสุภาพสตรีอาวุโสผมขาวล้วน นั่งรถเข็นหรือยืนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ท่านมีอายุยืนยาวมาจนถึง พ.ศ. 2543 สิริอายุ 98 ปี จึงถึงแก่อนิจกรรม

"คุณท้าว" ไม่ใช่เพียง "เจ้าจอม" เท่านั้นที่จะเป็นได้ คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคุณท้าวคือพระสนมหรือเจ้าจอมในองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลนั้น ๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ คือข้าราชการหญิง ที่ทำงานบริหารอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงวัยฝ่ายในที่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมแห่งรัชกาลก่อน หรือเป็นพระพี่เลี้ยงข้าหลวงเดิม สตรีที่จะขึ้นเป็นคุณท้าวแต่งตั้ง 4 ตำแหน่งนี้ได้ มักจะไม่ใช่ข้าราชสำนักที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนั้นๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหาร ควบคุมกฎระเบียบได้อย่างเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรง

สัญลักษณ์แห่งบารมี คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ท่านนี้ มีศักดินาสูงระดับ 1000 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคโบราณ เทียบเท่าขุนนางชายตั้งแต่ระดับพระไปจนถึงพระยาบางตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเครื่องยศสำคัญคือ "โต๊ะทอง และหีบหมากทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเกียรติยศสูงสุดในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ในยุคที่มีเครื่องราชแล้วนั้น คุณท้าวทั้ง 4 มักได้รับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)” พร้อมด้วยเหรียญรัตนาภรณ์ ประดับลงยากรอบเพชรแสดงสถานะตามรัชกาลที่รับราชการอยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดที่ใช้ประดับเมื่อแต่งกายเต็มยศ

ยุคสิ้นสุดอำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรมของคุณท้าวทั้ง 4 เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการบริหารของราชสำนักเปลี่ยนไปอย่างมาก เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มีลักษณะเป็น "เมืองลับของสตรี" ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนดังเดิม รูปแบบข้าราชการเปลี่ยนไปสู่ระบบสากล ทำให้บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือกุมกองกำลังอารักขา (กรมโขลน) ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงยุติลงในทางปฏิบัติ

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศ "เรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์" ปี พ.ศ. 2485 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญที่บุคคลเสมอกันในกฎหมาย ขุนนางฝ่ายหน้า (เช่น เจ้าพระยา, พระยา, หลวง) ต่างคืนบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่งผลให้การแต่งตั้งตำแหน่งคุณท้าวฝ่ายในระงับลงไปด้วย แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ได้มีการฟื้นฟูธรรมเนียมราชประเพณีขึ้นมา รัชกาลที่ 9 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีสำคัญ 4 ท่าน

ท้าววรคณานันท์ฯ (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล) ตามที่ได้เล่ามาในข้างต้น ซึ่งเดิมท่านมีตำแหน่งคือท้าวทรงกันดาลตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลังให้ใหญ่กว่าคุณท้าวนางทั่วไป

ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) หรือที่มักเรียกกันว่า "หม่อมบาง" ท่านเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ท้าวพิทักษ์อนงคนิกร (จรูญ ตะละภัฏ) ท่านเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีหน้าที่อันทรงเกียรติสูงสุดคือ การได้เป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงษ์ กัมปนานนท์) "คุณท้าวคนสุดท้ายของประเทศไทยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด" ก่อนจะได้รับสถาปนาเป็นคุณท้าว ท่านมีหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเป็นพระพี่เลี้ยงพระครรภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) และเป็นพระพี่เลี้ยงผู้อภิบาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ช่วงที่ยังประทับอยู่ ณ วังสระปทุม และเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในวันที 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 มีการสถาปนาคุณท้าวนางท่านสุดท้ายอย่างเป็นทางการ คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) นับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีท่านใดให้ดำรงตำแหน่งคุณท้าวอีกเลย เมื่อคุณท้าวนางรุ่นสุดท้ายเหล่านั้นทยอยถึงแก่อนิจกรรมไปตามอายุขัย ตำแหน่งโบราณที่มีศักดินา 1000 ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงถือเป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร

ภัยร้ายของนักเดินทาง!! ขบวนการสลับแท็กล้ำเส้น ภัยในสนามบินเพิ่มขึ้น ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นแพะรับบาป โทษหนักสุดถึงประหารชีวิต ระวังสลับแท็กกระเป๋าระหว่างเดินทาง

ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน

อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)

ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย

ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร

คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน

1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง

คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น

คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว

ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต

แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน

เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์

CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”

https://thestatestimes.com/post/2026082402

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

จีนเอาจริง! ปราบโกงข้ามพรมแดน!! สภาจีนเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ 47 มาตรา ชูหลักนิติธรรม–คุ้มครองสิทธิมนุษยชน วางระบบสกัดทุจริตที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ยกระดับความร่วมมือปราบคอร์รัปชันระดับโลก

จีนพิจารณาร่างกฎหมายปราบ 'ทุจริตข้ามพรมแดน' วางกรอบรับมืออย่างเป็นระบบ

ปักกิ่ง, 2 พ.ย. (ซินหัว) -- คณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุดของจีน เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการส่งเสริมการจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลต่อต้านการทุจริตระดับโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียม โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการเสนอให้พิจารณาเป็นครั้งที่สองในการประชุมของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ (6 พ.ย.) นี้

ร่างกฎหมายข้างต้นขยายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมาย เสริมหลักการชี้นำการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน พร้อมกำหนดให้การดำเนินงานต่อต้านเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ ตลอดจนเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ร่างกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็น 6 บท 47 มาตรา พร้อมกำหนดหลักการ ขอบเขต และประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความพยายามปราบปรามการทุจริตข้ามพรมแดน โดยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่าการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการวางรากฐานกรอบกฎหมายด้านการต่อต้านการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศให้เป็นระบบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ชุดพม่า หรือ อัปสรากัมพูชา? มิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดอ้างเป็นศิลปะพม่า แต่ชาวเน็ตบางส่วนชี้คล้ายชุดนางอัปสราเขมร จุดประเด็นถกเถียงมรดกวัฒนธรรมอาเซียน

“เมียนมา–กัมพูชา” ถกเถียงกันเรื่องชุดประจำชาติ! หลังมิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดที่มีลักษณะคล้ายเครื่องแต่งกายนางอัปสราของเขมร

เมียต ขุ่น โช (Myat Khun Cho) มิสโกลบเมียนมา 2026 (Miss Globe Myanmar 2026) ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายชุดหนึ่ง ซึ่งเธอระบุว่าเป็น ชุดประจำชาติพม่า

ภายหลังจากคลิปวิดีโอที่เธอสวมชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่และแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็ได้สร้างกระแสความคิดเห็นที่หลากหลาย

ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ชุดนางอัปสราเขมร (Khmer Apsara) ขณะที่ผู้ชมอีกส่วนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าเป็นเครื่องแต่งกายแบบพม่า

ประเด็นถกเถียงนี้นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในวงกว้างว่า

“เหตุใดเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม?”

1. ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ข้ามพรมแดน

เครื่องแต่งกายพื้นเมือง ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละสังคม มักได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนต่าง ๆ

การค้าขาย การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างความหลากหลายและความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์การติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดเครื่องแต่งกายพื้นเมืองและองค์ประกอบทางศิลปะบางประเภทของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงกันทางรูปลักษณ์ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายเหล่านั้นจำเป็นต้องมีต้นกำเนิดเดียวกันเสมอไป

การทำความเข้าใจประวัติความเป็นมาของเครื่องแต่งกายแต่ละประเภท จำเป็นต้องศึกษาทั้งรูปแบบการออกแบบ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และบริบททางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

2. เครื่องแต่งกายประจำชาติกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

สำหรับชุมชนจำนวนมาก เครื่องแต่งกายประจำชาติไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เท่านั้น

แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมทางศิลปะ และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม ของผู้คนในสังคมนั้น ๆ

เมื่อเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผู้คนจึงอาจมีมุมมองเกี่ยวกับต้นกำเนิดและความสำคัญของเครื่องแต่งกายเหล่านั้นไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างทางความคิดเห็นดังกล่าวอาจสะท้อนถึงวิธีที่แต่ละชุมชนเชื่อมโยงตนเองเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

แทนที่จะมองว่าความคล้ายคลึงกันทุกครั้งเป็นข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม การศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมประเพณีเหล่านั้นอาจเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความเข้าใจได้มากกว่า

3. โอกาสในการเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

กระแสถกเถียงเกี่ยวกับชุดที่เมียต ขุ่น โช สวมใส่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมเดียวกันหรือที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาจได้รับการตีความแตกต่างกันจากผู้คนต่างสังคม

หากผู้คนเปิดใจศึกษาประเด็นเหล่านี้ด้วยความสนใจใคร่รู้และความเคารพซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น

ความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมไม่ได้ลดทอนอัตลักษณ์ของชนชาติหรือชุมชนใด

ในทางกลับกัน ความคล้ายคลึงดังกล่าวสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนหันมาศึกษาและชื่นชมความหลากหลายของมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ดำรงอยู่ร่วมกันในภูมิภาคนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1148446291027070&id=100075851307109&post_id=100075851307109_1148446291027070&rdid=TfSb6xxI8QHNweiK#

‘อักษรศรี’ วิเคราะห์ผลประชุมลับพรรคคอมมิวนิสต์จีน!! ‘สี จิ้นผิง’ จัดทัพใหญ่ ก่อนตัดสินใจเรื่องไต้หวัน วิเคราะห์การปรับโครงสร้างอำนาจ PLA หลังประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน จับตาเก้าอี้ผู้นำกองทัพที่ยังว่าง

ผลประชุมลับพรรคฯ สีจิ้นผิงจะเร่งรวมชาติไต้หวันหรือไม่

โดย อักษรศรี พานิชสาส์น

จากผลการประชุมลับแบบเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ โรงแรม Jingxi ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สายข่าวด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีนมีการประเมินกันว่า  “ปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในตอนนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างต่ำ” แล้วทำไมจึงประเมินเช่นนั้น

บทความนี้จะมาวิเคราะห์ไล่เรียงในแต่ละประเด็นจากเนื้อหาในเอกสาร #แถลงการณ์ฯ 🇨🇳 ผลการประชุมลับในครั้งนี้ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC)  ที่เผยแพร่โดยทางการจีน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา 

โดยมีการรับรองมติว่าด้วยการควบคุมและบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวด และรอบด้านอย่างเด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

ผลการประชุมลับของพรรคฯ ที่โรงแรม Jingxi ในครั้งนี้  สื่อทั่วโลกจะจับตาในประเด็น #การขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 33 คน ในจำนวนนี้ 16 คนมาจาก #กองทัพจีน PLA  ตามมติพรรคฯ ที่มีทิศทางชัดเจนในการเดินหน้าควบคุมวินัยพรรคอย่างเข้มงวด

มีข้อสังเกตว่า  มีระดับสูงของทหารเพียงคนเดียวที่ได้รับการเลื่อนชั้นแต่งตั้งเข้าสู่การเป็นสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ชุดที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ก็คือ พลเอก #จางเซิงหมิน (Zhang Shengmin) รองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission : CMC) 

ที่ผ่านมา สีจิ้นผิงไว้วางใจให้พลเอก จางเซิงหมิน ดูแลด้านการตรวจสอบวินัยของ CMC (เปรียบเสมือนองค์กร ป.ป.ช. ของกองทัพ) ทำหน้าที่กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชัน

ตามธรรมเนียมของพรรคฯ กำหนดให้โปลิตบูโรมีทหารสองที่นั่ง คือรองประธาน CMC ทั้งสองคน (คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการสายยุทธการ อีกคนดูแลงานการเมือง)  แต่อำนาจที่แท้จริงทั้งหมดในกองทัพ จะอยู่ที่ประธาน CMC ฝ่ายพลเรือนแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ สีจิ้นผิง

ประเด็นคือ ในขณะนี้ สีจิ้นผิงยังไม่มีการตั้งนายพลใหม่เติมเก้าอี้ที่ว่าง  ทำให้เก้าอี้ทั้งห้าตัวใน CMC ยังว่างอยู่   #ทำไมสีจิ้นผิงยังไม่ได้เติมเก้าอี้ที่ว่างลงเหล่านี้ คาดว่า ยังไม่ไว้วางใจนายพลผู้นำกองทัพ จึงยังไม่ตั้งแม่ทัพใหม่ ทั้งหมดนี้ ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบนายทหารระดับสูง  

ดังนั้น สายข่าวความมั่นคงของจีน จึงประเมินว่า  ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  โอกาสที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวัน จึงยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างยังต่ำ

แต่ทั้งหมดนี้  ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง  ทุกการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสีจิ้นผิง #ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ (โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลาที่โดนัลด์ #ทรัมป์ 🇺🇸 ยังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งสีจิ้นผิงน่าจะได้พูดคุยเคลียร์กับทรัมป์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ มาจุ้นจ้านขัดขวาง #ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน) 

ในช่วงเวลานี้  กองทัพจีนกำลังอยู่ในช่วงจัดทัพภายใน บรรดานายพลจีนทั้งหลายจะต้องพิสูจน์ความภักดีและแสดงฝีมือให้สีจิ้นผิงได้เห็นว่า มีความพร้อมขั้นสูงสุดในการปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งยวดและเป็น“#เส้นแดง”ของจีนที่ไม่ยอมให้ชาติใดมารุกล้ำละเมิด นั่นคือ ช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ 

มติที่ประชุมฯ ในครั้งนี้ มีการขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 16 คนที่มาจากกองทัพ PLA มีตัวอย่างตัว Top นายพลทหารที่ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคฯ  คือ พลเอก #จางโหย่วเซีย (Zhang Youxia) อดีตรองประธาน CMC  และพลเอก #หลิวเจิ้นลี่ (Liu Zhenli) อดีตเสนาธิการร่วมฯ นอกจากนี้  ยังมีอดีตรัฐมนตรีกลาโหมของจีนอีก 2 คนที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต  (รอลงอาญา)

มีข้อสังเกตว่า  กรรมการกลางพรรคตัวจริง 205 คน มาร่วมประชุมเพียง 162 คน นับว่าต่ำที่สุด (นับตั้งแต่ยุคหลังประธานเหมาเจ๋อตง)

สำหรับประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ผลการประชุมฯ สรุปได้ดังนี้ 

ประการแรก  การยกระดับความเข้มงวด และจัดการปัญหาภายในพรรค เพื่อการต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต  

ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในการเผชิญหน้าและแก้ไข ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และขาดการควบคุมดูแลตัวเอง" 

มีการเน้นย้ำถึงการใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา“คอร์รัปชัน” และการทุจริตในโครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง 

ประการที่สอง  ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต ประกาศยึดมั่นในอุดมการณ์ และเรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

ในด้านเศรษฐกิจ  แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า   เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 

(1) จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ การรักษาเสถียรภาพ 

(2) ดำเนินการตามแนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่ เร่งสร้างรูปแบบการพัฒนาใหม่ 

(3) ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม 

(4) ดึงศักยภาพของ อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

(5) เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป

(6) ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

ประการสุดท้าย เดินหน้ามุ่งสู่การสร้างความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization) ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น “#ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ” และขับเคลื่อน “#การฟื้นฟูชาติ”

อีกเรื่องที่น่าสนใจ  ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way"  ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ 

โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

(1) แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan) ภาษาจีนเรียกว่า "อู่เว่ยอี่ถี่" เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและสมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต ดังนี้

* ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง​* ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress) 

(2) ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy) ภาษาจีนเรียกว่า "ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" เป็นแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ ดังนี้

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance) 

จะเห็นได้ชัดเจนว่า “#วินัยพรรค” เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้

โดยสรุป  ผลการประชุมพรรรคฯ ครั้งนี้ สะท้อนแนวทางสีจิ้นผิง คือ“เข้มงวด เด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง” และสีจิ้นผิงกำลังอยู่ในช่วง #จัดวางตัวผู้นำกองทัพจีน  

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  สายข่าวความมั่นคง จึงประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในช่วงนี้ ยังค่อนข้างยังต่ำ  หากแต่ปฏิบัติการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ #การตัดสินใจของสีจิ้นผิง ผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินจีน และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ โดยจะต้อง #จบแบบไม่ยืดเยื้อ และไม่มีชาติอื่นมาขัดขวางภารกิจสำคัญยิ่งยวดนี้

อ้างอิง : เอกสาร Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China ที่เผยแพร่โดยทางการจีน

https://www.facebook.com/share/p/1EsArbTZpM/?mibextid=wwXIfr

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top