Saturday, 19 September 2026
NEWS

ไบโอเทค ยกระดับตรวจโรค!! นครหลวงเวียงจันทน์จัดอบรม เทคโนโลยีตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมต้นพันธุ์สะอาด เสริมเกษตรกรรับมือระบาดโรคได้ทันที

ไบโอเทค สวทช. - NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง

ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป

ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป

ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบกำลังใจ ส่ง27เยาวชนไทยสู้ศึก WorldSkills48ที่เซี่ยงไฮ้ มั่นใจฝีมือพร้อมโชว์ศักยภาพ ชูหัวใจนักสู้ไทยสู่ระดับโลก

“อธิบดีบุปผา” มอบพลังใจ 27 เยาวชนไทยก่อนชิงชัย WorldSkills 48 เซี่ยงไฮ้ “เชื่อมั่นฝีมือไทย พร้อมสู้ในเวทีโลก“

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานให้โอวาทและอวยพรสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ก่อนออกเดินทางไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย. 69) โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำคณะเยาวชนตัวแทนประเทศไทย 27 คนใน 22 สาขา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานในช่วงเช้า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเข้ารับโอวาทอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นางสาวบุปผา กล่าวว่า ในนามของกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความยินดีและภูมิใจ เป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับตัวแทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและการทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย พร้อมย้ำให้เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝึกฝนมา มีสมาธิ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และทำให้ดีที่สุดในทุกวินาทีของการแข่งขัน สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ จัดทุก 2 ปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 48 กำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ (The National Exhibition and Convention Center :NECC) นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดแข่งขัน 64 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันจาก 73 ประเทศ รวมผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 1,400 คน สำหรับประเทศไทยส่งตัวแทนเยาวชน 27 คนใน 22 สาขา ประกอบด้วย

1) สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์
2) สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ได้แก่ นายสรวิศ เก่งธัญกรรม
3) สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ได้แก่ นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา
4) สาขาการปูกระเบื้อง ได้แก่ นายธนพล ถวิลมาตร์
5) สาขาเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ นายอรรถสิทธิ์ แสงศักดิ์
6) สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ได้แก่ นายอมรฤทธิ์ เชาวิรัตน์
7) สาขาการก่ออิฐ ได้แก่ นายศุภกฤต แสงธูป
8) สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) ได้แก่ นายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ และ นายรัชนาท ศิริคุณ
9) สาขาไม้เครื่องเรือน ได้แก่ นายสิทธิกานต์ หลวงนา
10) สาขาการแต่งผม ได้แก่ นายศักรินทร์ สังคนุช
11) สาขาการประกอบอาหาร ได้แก่ นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช
12) สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง
13) สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น ได้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์
14) สาขากราฟิกดีไซน์ ได้แก่ นายเมธาสิทธิ์ วิสาขชัย
15) สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย ได้แก่ นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ
16) สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ ได้แก่นายเอกภพ สีทอน
17) สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) ได้แก่ ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และว่าที่ร้อยตำรวจตรี นันท์ธร จอมศิลป์
18) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) ได้แก่ นายวรชาติ แตงรื่น
19) สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) ได้แก่นายคณาธิป กรสันเทียะ และ นายสิรภพ ไกรคุ้ม
20) สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายธนกฤต ศรีมาคำ และ นายภาคิน เกลี้ยงเมือง
21) สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ ได้แก่ นายธีระพงษ์ บุญเรือน
22) สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์ ได้แก่ นายปวเรศ โวหารลึก
.
นางสาวบุปผา กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นในศักยภาพและฝีมือของเยาวชนไทยทั้ง 27 คน ที่ผ่านการคัดเลือกและสั่งสมประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันมาแล้ว จึงมั่นใจว่าทุกคนมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก และสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคาดหวังผลการแข่งขันที่ดีในทั้ง 22 สาขา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงผลแพ้หรือชนะ แต่คือการที่เยาวชนทุกคนได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้นำความมุ่งมั่น ความพยายาม และหัวใจของนักสู้ขึ้นไปบนเวทีเซี่ยงไฮ้ ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า คนไทยมีฝีมือ มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใด และพร้อมก้าวไปสู่มาตรฐานระดับสากล ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เยาวชนตัวแทนประเทศไทย จะรับฟังบรรยายธรรม และฝึกสมาธิ ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เพื่อเสริมสร้างสมาธิ และมีจิตใจที่ผ่องใสก่อนการเดินทางไปแข่งขันฯ อีกด้วย

กฟผ.จับมือ พพ.และหน่วยงานพันธมิตร ลงนามบันทึกความร่วมมือ ยกระดับโซลาร์รูฟท็อป–แบตเตอรี่ ปั้นต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ นำร่องย่านธุรกิจกลางเมือง

กฟผ. จับมือ พพ. และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพโซลาร์บนหลังคาพร้อมระบบแบตเตอรี่ บริหารพลังงานแบบครบวงจร

กฟผ. พร้อมด้วย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สวทช. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างครบวงจร

วานนี้ (วันที่ 17 กันยายน 2569) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District โดยมี นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารนวัตกรรม บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และนายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมทั้งมีผู้บริหารจากทุกหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม Auditorium อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จึงมีแนวคิดในการนำร่องต้นแบบกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ ภายในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District; CBD) ความร่วมมือครั้งนี้ พพ. ให้การสนับสนุนพื้นที่และอาคารสำนักงานของหน่วยงาน พร้อมระบบสาธารณูปโภคเพื่อพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารต้นแบบ เป็นการนำเทคโนโลยี ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม (BESS) ซึ่งผสานการทำงานระหว่างแบตเตอรี่ใหม่และแบตเตอรี่ใช้แล้วจากยานยนต์ไฟฟ้า (Second-Life Battery) รวมถึงการนำระบบหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการพลังงาน มาบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานในการดำเนินการโครงการต้นแบบ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและแบบอย่างให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปบริหารจัดการอาคารในอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเป็นอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศไทยโดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานจึงกำหนดทิศทางในการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังภาครัฐ ผู้กำกับนโยบาย สถาบันวิจัยระดับชาติ และภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานสะอาด" โดยนำพื้นที่ของ พพ. มาเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานในกลุ่มอาคารพาณิชย์และย่านธุรกิจ (Central Business District) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทุกหน่วยงานจะร่วมกันศึกษาวิจัยและนำร่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคารในพื้นที่ พพ. บูรณาการเทคโนโลยีพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ตลอดจนการบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ใหม่ เกิดเป็นระบบกักเก็บพลังงานแบบผสม (Hybrid BESS) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

พลังงานลุย GasTech 2026 ปิดงานหรูผู้ร่วมงาน 5 หมื่นคน ข้อตกลงธุรกิจ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผนึก 17 ประเทศเสริมแกร่งพลังงาน ไทยตั้งเป้าศูนย์กลางพลังงานอนา

“พลังงาน” ปิดฉากหรู GasTech 2026 สร้างความร่วมมือ 17 ประเทศ
สู้วิกฤติเพื่อคนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569
ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 50,000 คน เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือ
ทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุน

ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS

สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU)
ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MoU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD)

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน
และในประเทศที่สาม

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของเรา ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือ
ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR

จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป"

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

ECONBIZ

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น EIA Monitoring Awards 2026 ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อม รับย้ำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทั่วประเทศจากโครงการปิโตรเลียม สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทการพัฒนาปิโตรเลียม จากการดำเนินโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวม 7 รางวัล จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โครงการที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และ E5 ในพื้นที่โคราช E5N จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น และโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งกำแพงแสน แปลง PTTEP 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/61 ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้รับรางวัลในโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข 14A, 15A และ 16A โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งสิริกิติ์ และแหล่งลานกระบือ แปลงเอส 1 จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L53/43 และ L54/43 จังหวัดสุพรรณบุรี และโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 ตอนล่าง (แหล่งเอราวัณ จักรวาล สตูล และฟูนานเดิม) อีกด้วย

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการและมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

BCPG เผยความคืบหน้า รับหนังสือ DSI ขอข้อมูลลงทุน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยังไม่มีข้อสรุปหรือผลกระทบสำคัญ ดำเนินธุรกิจปกติไม่สะดุด

BCPG ชี้แจงกรณีได้รับหนังสือขอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG” หรือ “บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่าบริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (“DSI”) ขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนของ DSI

ในการนี้ บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม และหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ณ ปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ จากเรื่องดังกล่าว

ปตท.รุกตลาด LNG ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว จับมือพันธมิตรเกาหลี-นอร์เวย์ เสริมขีดความสามารถบริหารจัดการพลังงาน ตั้งเป้าเป็น Global LNG Player ระดับโลก

กลุ่ม ปตท. รุกขยายธุรกิจ LNG สร้างการเติบโตในตลาดพลังงานโลก จับมือพันธมิตรระดับสากลในงาน Gastech 2026

กลุ่ม ปตท. เดินหน้ารุกตลาดพลังงานระดับโลก ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากลในงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระหว่างประเทศและสร้างการเติบโตในระยะยาว

การลงนามสัญญาครอบคลุมความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อเร่งขยาย LNG Portfolio พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ประกอบด้วย สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวระหว่าง บริษัท ปตท.

ค้าสากล จำกัด (PTT International Trading Pte Ltd หรือ PTTT) กับ GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) บริษัทพลังงานชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนับเป็นสัญญาที่ PTTT ขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกกับ GSETS โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr. Yongsoo Huh, Vice Chairman and Chief Executive Officer, GS Energy Corporation พร้อมด้วย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าขาย LNG ของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมบุกตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียเหนือ รวมถึง PTTT มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ Korea East-West Power Co., Ltd. (EWP) เพื่อแสวงหาโอกาสทางความร่วมมือในธุรกิจ LNG ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การร่วมลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ และอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ PTTT ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Equinor ASA (Equinor) บริษัทพลังงานชั้นนำจากราชอาณาจักรนอร์เวย์อีกด้วย นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากทั่วโลกและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG อย่างครบวงจร สนับสนุนเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

LITE

19 กันยายน 2417 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘รัชกาลที่ 5’ โปรดเกล้าฯ จัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทย

19 กันยายนของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้เป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เมื่อปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย ขึ้นในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 และเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง

‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ หรือ ‘หอมิวเซียม’ เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2417 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง จัดแสดงศิลปะโบราณ วัตถุของไทย ของพระมหากษัตริย์ และต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ ได้บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี และได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 เพื่อได้ศึกษา ได้เรียนรู้รากเหง้าตัวของเราเองมากขึ้น

ที่มา : สืบสาน รักษา ต่อยอด

17 กันยายน 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกาศใช้เงินเหรียญบาทครั้งแรกในประเทศสยาม จากโรงกระสาปน์สิทธิการ สู่จุดเปลี่ยนระบบเงินตราสยาม

วันนี้เมื่ออดีต สยาม ประกาศใช้เงินเหรียญบาทเป็นครั้งแรก โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ เพื่อใช้แทนเงินพดด้วง เป็นตราพระมหามงกุฎ-ช้างในวงจักร

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย ภายในพระบรมมหาราชวังบริเวณที่เคยเป็นโรง ทำเงินพดด้วงเดิม ด้านหน้าพระคลังมหาสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก และติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำเป็นเครื่องแรก ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ

วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 4 ได้ออกประกาศพิกัดราคาเงินเหรียญบาทและเงินแป โดยให้นำเงินเหรียญอย่างใหม่ซึ่งเป็นเงินแบนที่ผลิตได้จากโรงกระสาปน์สิทธิการ นำออกใช้แทน เงินพดด้วง เหรียญดังกล่าวนั้น ด้านหน้าเป็นรูปพระมหามงกุฎ มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังเป็นรูปช้าง อยู่กลางพระแสงจักร เหรียญเนื้อเงินแท้ ราคา ๑ บาท น้ำหนัก 15.33 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญ 31 มิลลิเมตร

และเหรียญชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยเหรียญเงินราคา 1 บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง กึ่งเฟื้อง และเหรียทองพัดดึงส์อีกจำนวนหนึ่ง นับเป็นการปฏิวัติระบบเงินตราครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทย
อนึ่ง โรงกษาปณ์แห่งนี้ ภายหลังจากการสร้างโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นโรงหมอตอนหนึ่ง และเป็นคลังราชพัสดุอีกตอนหนึ่ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เกิดไฟไหม้หมดทั้งหลัง

ที่มา: http://www.royalthaimint.net/ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_news.php?nid=221

16 กันยายน 2465 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 6’ พระราชทานที่ดินทรงสงวนที่สัตหีบ ก่อสร้าง ‘ฐานทัพเรือ’ เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติทางทะเล 2465 หมุดหมายสำคัญ

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ได้ขอพระราชทาน

ย้อนไป เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2465 หรือ 102 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ขอพระราชทาน และกองทัพเรือสร้างฐานทัพเรือที่สัตหีบ ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ฐานทัพเรือสัตหีบ เริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2457 ขณะที่เสด็จประพาสทางชลมารคเลียบฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระองค์ได้เสด็จฯ มาประทับในอ่าวสัตหีบ เพื่อทอดพระเนตรการซ้อมรบของกองทัพเรือด้วย
ในการเสด็จคราวนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านสัตหีบ เห็นว่า เป็นชัยภูมิอันเหมาะที่จะตั้งเป็นฐานทัพเรือ จึงได้มีพระบรมราชโองการด้วยพระโอษฐ์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2457 แก่พระยาราชเสนาผู้แทนสมุหเทศาภิบาล มณฑลจันทบุรี และพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี
ขณะทรงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งว่า มีพระราชประสงค์ที่ดินฝั่งตำบลสัตหีบ และที่ใกล้เคียงตลอดทั้งเกาะใหญ่น้อยบรรดาที่มีอยู่ริมฝั่งน้ำ อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับใบเหยียบย่ำ หรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินบนฝั่ง หรือเกาะที่สงวนไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2465 พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ได้มีหนังสือไปกราบถวายบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานที่ดินตำบลสัตหีบที่ทรงสงวนไว้เพื่อจัดเป็นฐานทัพเรือ โดยทรงเน้นให้เห็นคุณและโทษ ของการจัดสัตหีบเป็นฐานทัพเรือไว้

ต่อมาทางกองทัพเรือจึงได้ก่อสร้างฐานทัพเรือ จนมาเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ จวบจนถึงปัจจุบัน

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

WORLD

รัสเซีย ปิดกงสุลเยอรมนี!! ยุติตำนานกว่า 50 ปีที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สั่งปลดธงชาติลงจากอาคารทันที เจ้าหน้าที่ต้องออกภายในเที่ยงคืนวันศุกร์ สะท้อนความสัมพันธ์ร้าวลึกระหว่างมอสโก-เบอร์ลิน

ปิดตำนาน 50 ปี! — รัสเซียสั่งปิดกงสุลใหญ่เยอรมนีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปลดธง-ขับเจ้าหน้าที่!

ทางการรัสเซียสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่เยอรมนี ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างเป็นทางการ หลังเปิดทำการมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีการปลดตราแผ่นดิน ธงชาติเยอรมนี และธงสหภาพยุโรปลงจากอาคาร พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศภายในเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ ตอบโต้มาตรการกดดันและเนรเทศนักการทูตระหว่างมอสโกและเบอร์ลิน

ตัดสะพานทางการทูต! การสั่งปิดกงสุลเก่าแก่สะท้อนว่าความสัมพันธ์เบอร์ลิน-มอสโกเข้าสู่จุดดิ่งเหว และยุคแห่งการประธานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-การทูตในยุโรปได้จบลงสมบูรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1643277253825837/?rdid=YyXnAatidg7YrqDw#

‘เมนเดล’ อดีตโฆษกส่วนตัว แฉ ‘เซเลนสกี’!! อ้างเคยมีข้อเสนอแต่ถูกปฏิเสธหลายรอบ ข้อตกลงสันติภาพถูกปฏิเสธถึง 5 รูปแบบ หลังถูกคว่ำบาตร 10 ปี เปิดประเด็นเจรจารัสเซียปี 2022

"เมนเดล" เล่าอีกมุม เซเลนสกีเคยปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 ครั้ง

ยูเลีย เมนเดล (Yuliia Mendel) อดีตโฆษกส่วนตัวของเซเลนสกี หลังจากออกมาเปิดเผยเรื่องราวและวิพากษ์วิจารณ์อดีตเจ้านายอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดถูกเซเลนสกีสั่งคว่ำบาตรเป็นเวลา 10 ปี เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นเพียง 3 วัน เมนเดลถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าอาคารรัฐสภายุโรปที่เมืองสตราสบูร์ก ซึ่งเธอมีกำหนดขึ้นกล่าวในงาน “Ukraine: Dare to Choose Peace – Diplomacy, Not Escalation” ที่จัดโดย ฮันส์ นอยฮอฟฟ์ (Hans Neuhoff) สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรค Alternative for Germany (AfD) ของเยอรมนี

และนี่คือเรื่องราวอีกชุดหนึ่งที่เมนเดลนำออกมาเปิดเผย โดยเธอระบุว่า ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา เซเลนสกีเคยปฏิเสธแนวทางหรือข้อเสนอเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 รูปแบบ หนึ่งในนั้นย้อนกลับไปถึงการเจรจาในปี 2022 โดยเมนเดลอ้างว่า ท่าทีของฝ่ายยูเครนแข็งกร้าวขึ้นหลังจาก "บอริส จอห์นสัน" (Boris Johnson) เดินทางมาถึงกรุงเคียฟในเดือนเมษายน 2022 ซึ่งต่อมาทั้งเซเลนสกีและจอห์นสันต่างออกมาปฏิเสธคำอธิบายดังกล่าว โดยเซเลนสกียืนยันว่า การไม่ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซียเป็นการตัดสินใจของเขาเอง

ในครั้งนั้น เดวิด อาราคาเมีย (David Arakhamia) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้แทนเจรจาของยูเครน เคยกล่าวถึงการเยือนของจอห์นสันในทำนองว่า อังกฤษจะไม่ลงนามอะไรกับรัสเซีย และยูเครนควร “สู้ต่อไป” ขณะเดียวกัน อาราคาเมียยังกล่าวถึงปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแลกกับสถานะเป็นกลาง และการขาดความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลง

ส่วนประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง เมนเดลกล่าวถึงเซเลนสกีในเชิงวิจารณ์ว่า เขาเป็นคนที่มีอัตตาสูง ยึดติดกับภาพลักษณ์และเกียรติยศอย่างมาก และไม่เต็มใจที่จะจัดการเลือกตั้งที่เธอมองว่าเขามีโอกาสชนะเพียงน้อยนิด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403224218632601/?rdid=xmGuqXePpnSGBXQe#

เนทันยาฮู กล่าวต่อประชาชนว่า อิสราเอลจะไม่หยุดจนกว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก

"ผมขอกล่าวกับพวกท่าน ณ ที่แห่งนี้ว่า เราต้องสานต่อภารกิจของเราให้สำเร็จ เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุดกับภารกิจในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน นี่คือภารกิจหลักของเรา"

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403086531979703/?rdid=hiWB2qbiaaHeyGIf#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top