Saturday, 7 November 2026
NEWS

ฟื้นฟูเมืองให้น่าอยู่!! เน้นที่อยู่อาศัยเพียงพอสำหรับทุกคน ชี้ปัญหาเมืองโตเร็วและชุมชนแออัด ส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนา ร่วมฉลองวันเมืองโลก 2569

ฟื้นฟูเมืองให้น่าอยู่ มีที่อยู่อาศัยเพียงพอและสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน
เรียบเรียงโดย : คุณสุทัสสา วงศ์ราช ผู้จัดการโครงการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาเมือง และการสร้างเมืองที่เท่าเทียม เป็นความท้าทายในการพัฒนาเมืองทั่วโลก ขณะที่ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานได้ เพื่อเน้นย้ำถึงความท้าทายจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว พร้อมกระตุ้นให้ประชาคมโลกมีส่วนร่วมผลักดันวาระเมืองใหม่ (New Urban Agenda) เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 11 ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มจัดงานครั้งแรกในปี 2557 ได้มีการหมุนเวียนจัดงานระดับโลกไปตามเมืองต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาและสร้างเมืองที่เท่าเทียม

คุณสุทัสสา วงศ์ราช ผู้จัดการโครงการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้เรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับการฟื้นฟูเมืองว่า “ภาพเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่แห่งอนาคต เนื่องจากประชากรโลกกว่าร้อยละ 55 อาศัยอยู่ในเขตเมือง และคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 70 ภายในปี 2593 (ตามข้อมูลจาก World Cities Report 2022, UN-Habitat) แต่ขณะเดียวกันการเติบโตที่เกิดขึ้นของเมืองอาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหมายมิติในเมื่อหลายพื้นที่ยังไม่พร้อมรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการขยายวงกว้างของชุมชนแออัดและที่อยู่อาศัยนอกระบบ ตลอดจนปัญหาความท้าทายเรื่องราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูง ย่านที่พักอาศัยไม่ปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรม การใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่เต็มศักยภาพ รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งข้อมูลจากเอกสารแนวคิดวันเมืองโลกในปีนี้ (2569) ระบุชัดเจนว่า ปัจจุบันยังมีผู้คนมากถึง 3.4 พันล้านคนที่ยังคงขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ขาดความมั่นคงในกรรมสิทธิ์ และไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานหรือสภาพความเป็นอยู่ที่ดีในราคาที่สามารถจ่ายได้ ดังนั้นการฟื้นฟูเมือง จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อปรับปรุงพื้นที่เมืองที่มีอยู่เดิม ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับทุกคน ภายใต้หลักการสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั่นคือการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สำหรับการเฉลิมฉลอง “วันเมืองโลก” (World Cities Day) ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569 จะจัดขึ้นที่เมืองฝูโจว ประเทศจีน ภายใต้หัวข้อ“การฟื้นฟูเมือง: ที่อยู่อาศัยที่เพียงพอสำหรับทุกคน” ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูเมืองเพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยที่เพียงพอในราคาที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการย้ายถิ่น ผ่านการทำงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงที่พักอาศัยเข้ากับการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการเดินทางแบบไร้รอยต่อ เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเมืองในยุคนี้คือการให้ความสำคัญกับกระบวนการแบบมีส่วนร่วมที่ขับเคลื่อนและนำโดยชุมชน เพื่อให้เราทุกคนได้ร่วมกันสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีและยั่งยืนอย่างแท้จริง

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและชุมชนควบคู่ไปกับการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมองว่า การพัฒนาเมืองควรให้ความสำคัญกับนโยบายและมาตรการที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ซึ่ง TEI ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี การเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอสำหรับทุกคน การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตลอดจนการลดความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ การมีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาท้องถิ่นและในระดับประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างความเจริญร่วมกันได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ที่ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

22 ปี ปริศนามรณกรรม!! ‘ยัสเซอร์ อาราฟัต’ อดีตผู้นำปาเลสไตน์สิ้นชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เปิดปมสงสัยถูกวางยาพิษ ‘โพโลเนียม-210’ ศพฝังรามัลลาห์ไม่ไกลมัสยิด แม้ผลสอบสวนยังไม่พบหลักฐานยืนยันการลอบสังหาร

ปริศนามรณกรรมของ "ยัสเซอร์ อาราฟัต" อดีตประธานาธิบดีแห่งรัฐปาเลสไตน์

วันที่ 11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบ 22 ปีของการถึงแก่อสัญกรรมของ "ยัสเซอร์ อาราฟัต" อดีตประธานาธิบดีคนแรกแห่งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งสาเหตุการตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนทุกวันนี้

ยัสเซอร์ อาราฟัต (24 สิงหาคม 1929 – 11 พฤศจิกายน 2004) ผู้นำทางการเมืองของชาวปาเลสไตน์ เขาเคยดำรงดังนี้:  ประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ประธานองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PNA) และผู้นำขบวนการฟะตะห์ (Fatah) ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เขาเป็นบุคคลสำคัญในการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองและการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ในปี 1988 อาราฟัตได้ยอมปรับท่าทีจากการคัดค้านการมีอยู่ของอิสราเอล มาเป็นการยอมรับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 242 ซึ่งรับรองเมื่อ 22 พฤศจิกายน 1967 หลังสงครามหกวัน มติดังกล่าวเป็นกรอบสำคัญในการแสวงหาสันติภาพและการยอมรับสิทธิของรัฐในภูมิภาค

บทบาทและภาพลักษณ์ทางการเมือง อาราฟัตได้รับการยกย่องจากชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับจำนวนมากว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและการมีรัฐเป็นของตนเอง ขณะเดียวกัน ชาวอิสราเอลจำนวนมากมองเขาในทางลบ โดยกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแรงและเหตุระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการสะสมทรัพย์สิน ซึ่งเอกสารต้นฉบับระบุว่ามีการประเมินทรัพย์สินไว้สูงถึง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2002

อาราฟัตเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง ได้แก่ การประชุมมาดริดในปี 1991 ข้อตกลงออสโลในปี 1993 และการประชุมสุดยอดแคมป์เดวิดในปี 2000 ในปี 1994 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับยิตซัค ราบิน และชิมอน เปเรส จากความพยายามในกระบวนการออสโล อย่างไรก็ตาม เขาถูกวิจารณ์จากคู่แข่งทางการเมืองบางกลุ่มว่าอ่อนข้อให้อิสราเอลมากเกินไป ขณะที่ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น

ความขัดแย้งกับอิสราเอล เอกสารต้นฉบับกล่าวถึงความพยายามลอบสังหารอาราฟัตหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังอิสราเอลบุกเลบานอนในปี 1982 มีการกล่าวถึงหน่วยปฏิบัติการ “Salt Fish” และแผน “Operation Goldfish” ซึ่งมีเป้าหมายติดตามและโจมตีอาราฟัต รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2001–2004 ที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้นมีท่าทีเกี่ยวกับการยุติหรือไม่ยุติความพยายามดังกล่าว ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์ตามที่เอกสารนำเสนอ

การเจ็บป่วยและการเสียชีวิต วันที่ 12 ตุลาคม 2004 อาราฟัตเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย หลังจากนั้นสุขภาพทรุดลง แม้ได้รับการตรวจจากแพทย์หลายคณะจากตูนิเซีย จอร์แดน และอียิปต์ เมื่อได้รับอนุญาตให้ออกจากรามัลลาห์ เขาเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ทหารจอร์แดนไปยังจอร์แดน ก่อนเดินทางต่อด้วยเครื่องบินของรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทหาร Percy ในเมือง Clamart ชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2004

ระหว่างรักษาตัว อาราฟัตยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหารและภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดภายในช่องท้อง ต่อมาเกิดไตวายเฉียบพลัน และเข้าสู่ภาวะโคม่าในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2004

อาราฟัตเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.30 น. UTC วันที่ 11 พฤศจิกายน 2004 ขณะมีอายุ 75 ปี แพทย์ฝรั่งเศสระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นภาวะเลือดออกในสมอง (hemorrhagic stroke) แต่ข้อมูลทางการแพทย์บางส่วนไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่มีการชันสูตรศพในขณะนั้น จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง

หลังการเสียชีวิต ชาวปาเลสไตน์ร่วมไว้อาลัยเป็นวงกว้าง มีการประกาศไว้ทุกข์ในหน่วยงานของรัฐและค่ายผู้ลี้ภัยในเลบานอนเป็นเวลา 40 วัน ฝรั่งเศสจัดพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ ก่อนเคลื่อนย้ายร่างไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เพื่อประกอบพิธีศพตามแบบทหาร โดยมีผู้นำและผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม

อิสราเอลไม่อนุญาตให้ฝังศพอาราฟัตใกล้มัสยิดอัลอักซอหรือในกรุงเยรูซาเล็ม โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความอ่อนไหวทางการเมือง ร่างของเขาจึงถูกฝังที่บริเวณมูกาตาอะห์ เมืองรามัลลาห์ ต่อมามีการจัดสถานที่ฝังศพอย่างถาวรและเปิดเผยตำแหน่งหลุมศพในปี 2007

ข้อสงสัยเกิดจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การไม่เปิดเผยเวชระเบียนทั้งหมด และการไม่มีการชันสูตรศพในช่วงแรก จึงมีการเสนอสมมติฐานหลายแนวทาง เช่น การได้รับสารพิษโพโลเนียม-210 หรือแทลเลียม รวมถึงโรคเอดส์ โรคตับ ความผิดปกติของเกล็ดเลือด และอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม สมมติฐานเหล่านี้มีหลักฐานและข้อโต้แย้งแตกต่างกัน ไม่ควรถือว่าข้อกล่าวหาใดได้รับการยืนยันแล้ว

การสอบสวนและข้อสรุป ปรากฏว่า หลักฐานเรื่องโพโลเนียมและความเห็นที่แตกต่างกัน โดยผลตรวจและการสอบสวนระหว่างประเทศ ในปี 2012 สำนักข่าว Al Jazeera เผยแพร่ผลการสอบสวนที่ใช้เวลาประมาณเก้าเดือน โดยรายงานว่าพบร่องรอยโพโลเนียมในตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาราฟัตในระดับสูงกว่าที่พบตามธรรมชาติ ต่อมามีการเก็บตัวอย่างจากร่างของเขาและดินบริเวณสุสานเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2012 โดยทีมจากฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และรัสเซีย

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2013 Al Jazeera รายงานผลจากทีมสวิสว่า พบระดับโพโลเนียมในกระดูกซี่โครงและกระดูกเชิงกรานสูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมสวิสชี้แจงว่า ผลดังกล่าวสนับสนุนสมมติฐานการได้รับพิษอย่างมีเหตุผล แต่ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์เด็ดขาด และไม่อาจสรุปเป็นตัวเลขความแน่นอนได้โดยง่าย

ผลการตรวจจากฝ่ายต่าง ๆ ไม่ตรงกันทั้งหมด รายงานของรัสเซียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2013 ระบุว่าไม่พบหลักฐานพิษกัมมันตรังสีและเห็นว่าอาราฟัตเสียชีวิตตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชาวสวิสบางรายโต้แย้งว่าข้อมูลทางรังสีสนับสนุนความเป็นไปได้ของพิษโพโลเนียม

ในปี 2012 ซูฮา อาราฟัต ภรรยา และบุตรสาวของเขาได้ยื่นฟ้องคดีฆาตกรรมต่อศาลในฝรั่งเศส ต่อมาอัยการเปิดการไต่สวนเพื่อสอบสวนข้อสงสัยเรื่องการวางยาพิษ แต่ในเดือนมีนาคม 2015 อัยการฝรั่งเศสสรุปว่าการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากสาเหตุธรรมชาติ และร่องรอยโพโลเนียม-210 กับตะกั่ว-210 ที่พบในหลุมศพอาจเกิดจากการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

คณะผู้พิพากษาฝรั่งเศสมีมติว่า ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าอาราฟัตถูกสังหารด้วยโพโลเนียม-210 และให้ยุติกระบวนการสอบสวน ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2016 ศาลอุทธรณ์ฝรั่งเศสยืนยันข้อสรุปดังกล่าว ทำให้กระบวนการทางกฎหมายในฝรั่งเศสสิ้นสุดลง

ประเด็นที่ควรพิจารณา:

- ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้: อาราฟัตป่วยในเดือนตุลาคม 2004 เข้ารับการรักษาที่ฝรั่งเศส และเสียชีวิตวันที่ 11 พฤศจิกายน 2004

- คำวินิจฉัยแพทย์ฝรั่งเศสในช่วงแรกระบุภาวะเลือดออกในสมอง ขณะที่ผลตรวจภายหลังนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องโพโลเนียม

-ผลตรวจของทีมสวิส ฝรั่งเศส และรัสเซียมีข้อสรุปแตกต่างกัน และหลักฐานเรื่องโพโลเนียมยังไม่ทำให้เกิดข้อพิสูจน์ที่เป็นเอกฉันท์

- การสอบสวนของฝรั่งเศสยุติลงโดยไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการฆาตกรรม

การเสียชีวิตของยัสเซอร์ อาราฟัตยังเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อถกเถียง แม้มีรายงานตรวจพบร่องรอยโพโลเนียมและข้อสงสัยเรื่องการวางยา แต่ผลตรวจจากแต่ละประเทศไม่สอดคล้องกัน และกระบวนการยุติธรรมของฝรั่งเศสสรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์การฆาตกรรม ดังนั้น ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ สาเหตุการเสียชีวิตจึงยังมีข้อสงสัยในเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นการถูกวางยาพิษ ซึ่งยังไม่มีการยอมรับผลการพิสูจน์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนถึงทุกวันนี้

‘วราวุธ’ ส่งทีมท็อปกันบุกโรงงานปราจีนบุรี!! พบซุกวัตถุอันตราย–ปล่อยน้ำเสียไม่ผ่านบำบัด สั่งหยุดโรงหลอมพลาสติกทันที สั่งหยุดกิจการชั่วคราว พร้อมอายัดของกลาง–แจ้งความดำเนินคดี

“วราวุธ” สั่งท็อปกันผนึกกำลังชุดเฉพาะกิจ สับเกียร์ปราบปรามโรงงาน 105, 106 ล่าสุด! สั่งหยุด “โรงหลอมพลาสติก ปราจีนบุรี” หลังพบซุกวัตถุอันตราย ซ้ำปล่อยน้ำเสียไร้การบำบัด

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ตามนโยบายของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม โดย พลเอก นักรบ บุญบัวทอง หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน มอบหมายให้ นายนนธนัตถ์ บุนนาค โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน นำทีมชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการฯ ผนึกกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รุดลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ซันยอย อินดัสเตรียล จำกัด ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

จากการเข้าตรวจสอบเข้มข้น พบการกระทำผิดจากการประกอบกิจการทั้ง 2 ทะเบียนโรงงาน โดยในส่วนของโรงหลอมผลิตภัณฑ์พลาสติกและเม็ดพลาสติก ประเภทโรงงานลำดับที่ 53(1) พบการติดตั้งเครื่องจักรสำหรับกระบวนล้างและคัดแยกเศษพลาสติกที่ปนเปื้อนไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต รวมถึงมีน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการล้าง แยก เศษพลาสติกที่ปนเปื้อน โดยไม่มีการบำบัดน้ำเสีย และมีการระบายน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงานโดยไม่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย อีกทั้งยังตรวจพบวัสดุภายในโรงงานไม่สอดคล้องกับวัตถุดิบที่ได้รับอนุญาต และบริษัทฯ ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ นอกจากนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างวัตถุดิบที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดและเก็บตัวอย่างไว้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ยืนยันเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 และ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงมีคำสั่งตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต พร้อมประกาศยึด อายัด วัสดุสิ่งของ และสิ่งอื่น ที่พบภายในบริเวณโรงงาน เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในกระบวนการผลิต และจะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

สำหรับโรงคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย บดย่อยสายไฟ สายเคเบิ้ล และทำเม็ดพลาสติกหรือขึ้นรูปทรงต่าง ๆ ประเภทโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 พบการประกอบกิจการโรงงานโดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนวันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน รวมถึงพบการกองเก็บวัตถุดิบภายนอกอาคารโรงงานที่ไม่มีหลังคาคลุม ก่อให้เกิดน้ำชะล้างวัตถุดิบไหลลงไปรวมที่บ่อน้ำหลังโรงงาน ซึ่งเป็นบ่อที่ไม่มีการปูวัสดุรองพื้นที่เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ อีกทั้งไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย

ด้าน นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรงแก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ อีกทั้งยังพบการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ได้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาเตรียมออกคำสั่งตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้โรงคัดแยกฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขณะที่ สอจ.ปราจีนบุรี ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรีแล้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ไม่มีข้อยกเว้น

‘วราวุธ’ สั่งลุยกวาดล้างโรงงานกากอุตสาหกรรม!! ตรวจโรงงานกำจัดกาก 5 จังหวัดเป้าหมาย เจอฝ่าฝืนหลายแห่งเข้มงวดมาตรการ ตั้งเป้าตรวจครบ 1,500 แห่งทั่วประเทศ รายงานผลต่อรองนายกฯ 11 พ.ย. นี้

อก. ส่งชุด ฉก. ปูพรมตรวจ รง. กากอุตสาหกรรม งัด กม. สั่งฟันเด็ดขาด
เตรียมรายงาน 'รองนายกฯ ศุภจี' 11 พย.นี้

กรุงเทพฯ (6 พฤศจิกายน 2569)- กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าจัดระเบียบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เผยผลปฏิบัติการปูพรมตรวจ 5 จังหวัดเป้าหมาย เพียง 4 วัน ตรวจพบกระทำผิดเพียบ งัดมาตรการทางปกครองและกฎหมายเด็ดขาดเข้าจัดการ พร้อมเดินหน้าตรวจให้ครบ 1,500 แห่งตามเป้า

นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม (โรงงานลำดับที่ 105 และ 106) ว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดให้กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยได้ตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจนำโดย นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยทีมผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่บัญชาการในแต่ละจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

จากการปูพรมลงพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบโรงงานไปแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 1,500 แห่ง โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการเข้าตรวจพื้นที่เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบพบว่ามีโรงงานหลายแห่งประกอบกิจการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต โดยพบความผิดหลักใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต 2. การละเว้นไม่ส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด และ 3. ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน

"กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที โดยออกคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 (มาตรา 37 และ 39) สั่งให้ระงับการกระทำ ปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว รวมถึงบังคับใช้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (มาตรา 52 และ 54) เพื่อให้จัดการกับวัตถุอันตรายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม" นายภาสกร กล่าวระบุ

ทางด้าน นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าทีมเฉพาะกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งดำเนินการตรวจสอบไปได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงขอเวลาให้ชุดปฏิบัติการได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,500 แห่งทั่วประเทศ โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลผลการตรวจสอบ การออกคำสั่งทางปกครอง และการดำเนินคดีทั้งหมด จะถูกสรุปเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 นี้ ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดมาตรการและนโยบายในระดับชาติต่อไป

POLITICS

‘รัดเกล้า’ จี้ ก.พ.ร. อุดช่องโหว่อนุมัติอัตโนมัติ!! หวั่นข้าราชการปัดตกคำขอหนีผิดวินัย โยนภาระประชาชน ชงใช้ Risk Matrix ลดดุลยพินิจ–สกัดกลุ่มทุนแทรกแซง ยกระดับความเป็นธรรมในการขออนุญาต

“รัดเกล้า” จี้ ก.พ.ร. อุดช่องโหว่ระบบอนุมัติอัตโนมัติ (Auto-Approve) ชงใช้เกณฑ์ 'Risk Matrix' สกัดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ หวั่นปัดตกคำขอหนีผิดวินัย–โยนภาระประชาชน พร้อมคุมเข้มความลับทางการค้ากันเอกชนเอื้อประโยชน์

4 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม เพื่อรับทราบ รายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผลการพิจารณารายงานผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ

นางรัดเกล้า ระบุว่า แม้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดขั้นตอนและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขในเชิงปฏิบัติ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. กลไกระบบอนุมัติอัตโนมัติ (Auto-Approve) และการประเมินความเสี่ยง

เสนอใช้มาตรฐาน Risk Matrix: จากกรณีที่ ก.พ.ร. อยู่ระหว่างศึกษาการจัดระดับความเสี่ยงของงานบริการ ตนจึงขอเสนอแนะให้ใช้หลักการประเมินความเสี่ยงตามมาตรฐาน Risk Matrix โดยจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ พิจารณาจากแกน "โอกาสการเกิดเหตุ" (Likelihood) ร่วมกับแกน "ระดับความรุนแรงของผลกระทบ" (Impact) เพื่อนำมาบังคับใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ป้องกันไม่ให้การจัดระดับและการอนุมัติขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละแห่ง

อุดช่องโหว่เจ้าหน้าที่ปัดคำขอหนีวินัย: ตนได้สะท้อนข้อกังวลตามข้อสังเกตของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ ก.พ.ร. ยังไม่ได้นำมาพิจารณา คือความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจเลือกใช้วิธีปฏิเสธคำขอของประชาชนทันที เนื่องจากเกรงกลัวความผิดทางวินัยหากพิจารณาไม่ทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลให้ภาระกลับไปตกอยู่กับประชาชนที่ต้องเริ่มต้นรวบรวมและยื่นเอกสารใหม่ซ้ำซาก

สกัดการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน: ก.พ.ร. ยังขาดกลไกที่ชัดเจนในการป้องกันการแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางการเมือง หรือกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่อาจดึงเรื่อง ชะลอคำขอของคู่แข่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง

2. การคุ้มครองความลับทางการค้า (Trade Secrets)

สืบเนื่องจากการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการร่วมบริหารจัดการหรือดูแลระบบ อาจสร้างความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลความลับทางการค้าของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ซึ่งแม้ทาง ก.พ.ร. จะระบุว่าสามารถดำเนินการได้หากมีหลักประกันที่เพียงพอ แต่กลับยังไม่มีการระบุรายละเอียดหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าหลักประกันดังกล่าวต้องมีลักษณะอย่างไรและอยู่ในระดับใด

นางรัดเกล้า จึงได้ฝากข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยัง ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้นำข้อสังเกตดังกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดข้อกำหนดและมาตรการกำกับดูแลให้รัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชน คุ้มครองสิทธิของประชาชน และทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสสูงสุด

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=vo_6ALpaI2Q

ปฏิวัติประชาชน หรือแค่กดดันรัฐบาล? จับตา ‘กำนันมะโน’ นัดเคลื่อนขบวน 1,000 คัน บุกทำเนียบฯ 5 พ.ย. ตั้งคำถามใหญ่ เป้าหมายแค่แก้ปัญหาปากท้อง หรือหวังเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ

ปฏิวัติประชาชน ต้องให้ชัดว่า ปฏิวัติอย่างไร เพื่อใคร อย่างไร

เมื่อกำนันมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อยออกมาประกาศขับเคลื่อนมวลชนครั้งใหญ่รถ 1000 คัน เดินทางเข้าเมืองหลวง บุกทำเนียบรัฐบาล ด้วยการประกาศตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะคำว่า “ปฏิวัติประชาชน” ไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการเมือง แต่มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นกำหนดเป้าหมายไว้อย่างไร

ผมขอแยกวิเคราะห์เป็น 3 ชั้น คือ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเป้าหมายหลังการเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จ

1. ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีควรเป็นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ (Strategy) คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร และจะพาประเทศไปสู่จุดหมายใด

ยุทธวิธี (Tactics) คือ จะใช้วิธีการใดในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย

สำหรับแนวร่วมที่ใช้ชื่อว่า ปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน สามารถพิจารณากรอบยุทธศาสตร์ได้ดังนี้

-ยุทธศาสตร์ แนวทางดำเนินการ -สร้างแนวร่วมประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้าร่วม

-สร้างฉันทามติ กำหนดปัญหาและเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

-ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ใช้ข้อมูล หลักฐาน และกลไกตรวจสอบ

ผลักดันการเปลี่ยนแปลง เสนอข้อเรียกร้องและการปฏิรูปผ่านรัฐสภาและกระบวนการตามกฎหมาย

-สร้างกลไกตรวจสอบอำนาจ ส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ส่วนยุทธวิธีที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ได้แก่ การรณรงค์สาธารณะ การจัดเวทีรับฟัง การเผยแพร่ข้อมูล การยื่นข้อเสนอ และการชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา

สิ่งสำคัญคือต้องมีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ข่มขู่ และไม่ละเมิดสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น

2. เมื่อประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อ

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ผมคิดว่า นปผ. ต้องตอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

คำว่า “ปฏิวัติสำเร็จ” ต้องนิยามก่อนว่า สำเร็จในเรื่องใด เพราะมีความหมายได้อย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ปฏิวัติทางความคิด ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงสิทธิของตน

ประชาชนรวมตัวกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

รัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องและแก้ไขปัญหา

เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการบริหารประเทศ

ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ระดับที่ 2 เปลี่ยนรัฐบาล

ประชาชนกดดันให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา

ประชาชนกำหนดทิศทางรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง

ระดับนี้คือการเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ แต่ระบบการปกครองยังคงเดิม

ระดับที่ 3 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ

เป็นความหมายที่ลึกกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบันทางการเมือง หรือการจัดวางกลไกอำนาจรัฐใหม่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่การใช้กำลังยึดอำนาจหรือจัดตั้งรัฐบาลนอกระบบ

แล้วหลังจากประสบความสำเร็จต้องมีอะไร?

หาก นปผ. ประกาศว่าจะเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชนจริง ควรมีคำตอบอย่างน้อย 5 เรื่อง

เป้าหมายปลายทาง ต้องการเพียงแก้ปัญหาประชาชน หรือเปลี่ยนรัฐบาล หรือปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

หลักการทางการเมือง ยืนยันว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างไร

กลไกตัดสินใจ ใครเป็นผู้แทนประชาชน ใครมีอำนาจตัดสินใจ และตรวจสอบแกนนำอย่างไร

แผนหลังความสำเร็จ หากรัฐบาลลาออกหรือยุบสภา จะเดินหน้าตามกระบวนการใด

ความรับผิดชอบต่อประเทศ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือความขัดแย้งรุนแรง

ถ้าไม่มีคำตอบเหล่านี้ การประกาศปฏิวัติอาจเป็นเพียงการระดมพลังทางการเมือง โดยยังไม่มีแผนรองรับผลที่จะเกิดขึ้น

3. ปฏิวัติประชาชน หมายถึงประชาชนล้มรัฐบาลและสถาปนารัฐบาลใหม่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเช่นนั้นเสมอไป

ในทางรัฐศาสตร์ คำว่า Revolution หรือการปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระดับรากฐาน ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและระบอบการปกครอง แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเป็นการปฏิวัติในความหมายนี้

ลองแยกให้ชัดเจน

-การประท้วง แสดงความไม่เห็นด้วยหรือเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา

-การเคลื่อนไหวภาคประชาชน รวมตัวผลักดันประเด็นสาธารณะ

-การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารประเทศตามกลไกการเมือง

การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหรือระบบการเมืองในระดับรากฐาน

-การรัฐประหาร การยึดอำนาจรัฐโดยใช้กำลังนอกกระบวนการปกติ

ในกรณีประเทศไทย มีหลักกฎหมายที่ต้องพิจารณาด้วย

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และให้ใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ  

-รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กำหนดความผิดฐานกบฏในกรณีใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง เพื่อเป้าหมายที่ระบุไว้ในมาตรานี้  

ดังนั้น การชุมนุม การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หรือการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลัง ต้องพิจารณาการกระทำและองค์ประกอบกฎหมายเป็นกรณีไป

4. เมื่อนำมาวิเคราะห์กับ นปผ. เมื่ิอกำนันมะโน เครือแก้ว ประกาศจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน โดยมีแผนเคลื่อนขบวนรถยนต์ประมาณ 1,000 คัน จากควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากรุงเทพฯ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

ข้อเรียกร้องที่มีการรายงาน ได้แก่

แก้ปัญหาราคาน้ำมัน

ปราบปรามยาเสพติด

แก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

โดยมีเป้าหมายเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล  

ข้อสังเกต: จากข้อมูลข่าวที่ปรากฏ ยังไม่ควรสรุปว่า นปผ. มีเป้าหมายล้มรัฐบาลหรือสถาปนารัฐบาลใหม่ เพราะข้อเรียกร้องที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

.

5. คำถามที่ นปผ. ควรตอบต่อสาธารณะ

ผมมองว่ามีคำถามสำคัญ 7 ข้อที่ควรนำไปตั้งเป็นประเด็นสัมภาษณ์แกนนำ

-คำว่า ปฏิวัติประชาชน หมายถึงอะไร เป็นการปฏิวัติทางความคิด หรือปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ?

-เป้าหมายสูงสุดของ นปผ. คืออะไร ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา หรือต้องการให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ?

-หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง จะดำเนินการอย่างไรต่อ?

-นปผ. มีธรรมนูญหรือข้อบังคับองค์กรหรือไม่ ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง?

-ใครเป็นตัวแทนประชาชนในการตัดสินใจ และแกนนำจะถูกตรวจสอบอย่างไร?

-หากรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง นปผ. มีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลชุดต่อไปอย่างไร?

-นปผ. ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวโดยสันติวิธีและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ? ใช่หรือไม่

.

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

ผมอยากฝากประเด็นหนึ่งไว้ว่า

การรวมพลังประชาชนเพื่อปกป้องแผ่นดิน กับการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เป็นคนละเรื่องที่ต้องแยกให้ออก หากต้องการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหายาเสพติด และราคาสินค้าเกษตร การรวมตัวกดดันรัฐบาลเป็นกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนที่ทำได้ภายใต้กฎหมาย แต่หากประกาศตัวเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ปฏิวัติอะไร? ปฏิวัติเพื่อใคร? ปฏิวัติแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร?

ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน? และประชาชนจะตรวจสอบอำนาจใหม่ได้อย่างไร?

เพราะการปฏิวัติที่เปลี่ยนเพียงคนถืออำนาจ แต่ไม่เปลี่ยนระบบตรวจสอบอำนาจ อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

'รัดเกล้า' ทวงเดือดกลางสภาฯ!! วิกฤตลำน้ำฝางซัดพังตลิ่ง พื้นที่เกษตรจมหาย ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ร้อง 2 รมต. เลิกโยนเรื่องกันไปมา ขออนุมัติงบสร้างเขื่อนก่อนหมดตัว

"รัดเกล้า" ทวงเดือดกลางสภาฯ ลำน้ำฝางซัดตลิ่งพัง-ที่ทำกินหาย วอน 2 รมต. เลิกส่งต่อเรื่อง เร่งเคาะงบสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำก่อนชาวบ้านหมดตัว

"รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ชี้วิกฤตลำน้ำฝางซัดตลิ่งพังทลาย ลำน้ำเปลี่ยนทิศกลืนที่ดินเกษตร-บ้านเรือน-ถนนชาวอำเภอฝางและไชยปราการจมหาย เผยชาวบ้านวิ่งโร่ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ ก.ค. แต่ถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคม จี้ 2 รัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ชี้ เวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่ 4 แต่ชาวบ้านยังรอเก้อ

29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำประเด็นความเดือดร้อนรุนแรงของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่การหารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ และประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 27 จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำฝาง ในพื้นที่อำเภอฝาง และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นางรัดเกล้า ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานเชิงประจักษ์ในที่ประชุมสภาฯ ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ 2 จุด ซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากซัดจนตลิ่งพังทลายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้

1. พื้นที่การเกษตรถูกกลืนหาย ที่ดินทำกินและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายสไลด์หายไปกับสายน้ำทันที

2. พนังกั้นน้ำทรุด-น้ำเปลี่ยนทิศทาง พนังกั้นน้ำเดิมเกิดการทรุดตัวและพังเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ทะลักเข้ากัดเซาะพื้นที่การเกษตรซ้ำเติมขยายวงกว้าง

3.โครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายยับเยิน ความรุนแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ถนนเลียบแนวตลิ่ง รวมถึงระบบชลประทานและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้สะท้อนถึงขั้นตอนการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ล่าช้า โดยเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเกษตรกรได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อของบประมาณจัดทำแนวเรียงหินป้องกันตลิ่ง แต่กลับได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปยื่นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม เนื่องจากลำน้ำฝางอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ซึ่งตัวแทนชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือติดตามเรื่องไปยังรัฐมนตรีของทั้งสองกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

"ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีการยื่นหนังสือ จนสิงหาคม กันยายน และล่วงเลยมาจนปลายเดือนตุลาคม เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงรอคอยการอนุมัติงบประมาณอยู่อย่างไร้จุดหมาย" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำข้อเรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ให้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งถาวร ผนังคอนกรีต หรือการเรียงกล่องหินดักตะกอน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในอำเภอฝางและอำเภอไชยปราการโดยเร่งด่วน

ECONBIZ

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลใหญ่เวทีพลังงานเอเชีย!! โชว์ผลงานคว้า 2 รางวัล Asian Oil & Gas Awards 2026 นวัตกรรมนำแท่นหลุมผลิตเก่ากลับมาใช้ใหม่ครั้งแรกในไทย พร้อมยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานไทย

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ด้านนวัตกรรมแท่นหลุมผลิต และด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับ 2 รางวัลจากเวทีระดับภูมิภาค Asian Oil & Gas Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย ได้แก่ รางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand และรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโครงการนอกชายฝั่ง และการดำเนินงานเพื่อยกระดับการบริหารความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

โดยรางวัล Offshore Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ทั้งโครงสร้าง (Total Wellhead Platform Reuse) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิต (Topside) และขาแท่น (Jacket) ไปติดตั้งและใช้งานใหม่ในแหล่งเดียวกัน ช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เหล็กในการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท

สำหรับรางวัล Health and Safety Initiative of the Year – Thailand ได้รับจากโครงการ Learning From Normal Work ซึ่งนำแนวคิด Human and Organizational Performance (HOP) มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยมุ่งเรียนรู้จากการทำงานจริงแทนการมุ่งเน้นความผิดพลาดของบุคคล ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้นำ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสังเกตการปฏิบัติงาน และนำข้อเรียนรู้ไปปรับปรุงระบบและสภาพแวดล้อมการทำงาน เพื่อช่วยลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด และเสริมสร้างสภาพการทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับพนักงานและผู้รับเหมา

Asian Oil & Gas Awards เป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่ยกย่ององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของเอเชีย ซึ่งมีความเป็นเลิศและมีผลงานเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากกลยุทธ์และโครงการที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัว ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรมและแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

9 เดือนกำไรโตเท่าตัว!! BCPG กำไรพุ่งทำนิวไฮ ไตรมาส 3 โตแรง 81% แตะ 1,288 ล้านบาท” รับอานิสงส์โรงไฟฟ้าลม–พลังน้ำในลาว และโรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐฯ ดันกำไร 9 เดือนแรกโตทะลุ 100%

BCPG ทำ นิวไฮ ไตรมาส 3 ปี 69 กำไรปกติแตะ 1,287.8 ล้านบาท โต 81% 

ตอกย้ำโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่ง หลัง 9 เดือนกำไรเพิ่มกว่าเท่าตัว

บีซีพีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 เติบโตโดดเด่น มีกําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ขณะที่กําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 101.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งการรับรู้ผลการดําเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ผลการดําเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาส 3 ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาตลอดจนการเติบโตของธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้เชิงรุก (Proactive Debt Management)

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,116.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 EBITDA จากการดำเนินงาน 2,159.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.9 และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,287.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.0 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 45.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าความพร้อมจ่ายไฟ (Capacity Revenue) ที่เพิ่มขึ้นจาก 270 เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น และส่วนต่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง (Spark Spread) ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาส ประกอบกับเป็นช่วงฤดูมรสุมและได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น 

สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,098.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 101.6 และ EBITDA จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,538.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ภายหลังสิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Hamilton ในสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกระแสเงินสดที่ได้รับและกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจะสะท้อนในผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569

“ผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของบีซีพีจี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นายรวีกล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนิติ’ นำทีมบีโอไอ–เอกชนไทยบุกญี่ปุ่น!! เดินเกมดึงลงทุนชิป–พลังงานสะอาด–ยานยนต์ยุคใหม่ นัดหารือ 6 ค่ายรถยักษ์ใหญ่ ปักธงไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมความเชื่อมั่นฐานผลิตรถยนต์ไทย พร้อมผลักดันเซมิคอนดักเตอร์

“เอกนิติ–บีโอไอ” นำทีมเอกชนโรดโชว์ญี่ปุ่น ดึงลงทุนชิป - พลังงาน - ต่อยอดยานยนต์ยุคใหม่

รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำคณะบีโอไอ พร้อมผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย บุกเยือนญี่ปุ่น 18–20 พฤศจิกายน 2569 ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมต่อยอดฐานยานยนต์ยุคใหม่ เปิดความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อมโอกาสธุรกิจใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายนนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำคณะบีโอไอ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร และผู้นำองค์กรเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมถึงคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 40 คน เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของไทยตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบ 6 ค่ายรถญี่ปุ่น สร้างความเชื่อมั่น–ต่อยอดฐานยานยนต์ในไทย

คณะมีกำหนดพบหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายที่มีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อนำเสนอแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยระยะยาวเปิดเวทีเซมิคอนดักเตอร์ ดึงญี่ปุ่นร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิปไทย

นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดการประชุมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ชื่อ Thailand–Japan Semiconductor Strategic Partnership เพื่อนำเสนอ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่ไทยเพิ่งประกาศ พร้อมหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเวทีนี้มุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิปของญี่ปุ่น กับโอกาสการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของไทย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย ครั้งแรก 3 องค์กรธุรกิจไทยผนึกกำลัง จับมือ “เคดันเรน”

การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำ 3 องค์กรธุรกิจไทย ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมเดินทางในคณะเดียวกัน เพื่อพบทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนญี่ปุ่น รวมถึงสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นหรือ Keidanren ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่มีบทบาทมากที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดยบีโอไอและ Keidanren จะร่วมจัดงาน Thailand–Japan Investment and Business Dialogue 2026 เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าและการลงทุน พร้อมหารือโอกาสความร่วมมือ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ยานยนต์ไฟฟ้า xEV และชิ้นส่วน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ (3) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์สำหรับระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า (Grid Modernization & Power Equipment)

หารือ METI–JETRO ขยายความร่วมมือ หนุนลงทุนใหม่ในไทย

การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้มุ่งกระชับความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม โดยมีกำหนดการพบกับ
รมต.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการลงทุน พร้อมนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของไทยในการรองรับการลงทุนใหม่ ตลอดจนการยกระดับฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นในไทย

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการพบกับ รมต.กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป รวมถึงการใช้กลไกตามนโยบาย POWERR Asia ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งสนับสนุนประเทศพันธมิตรในเอเชียด้านความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย

“การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและ 3 องค์กรเอกชนในนาม กกร. เพื่อโรดโชว์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นการ
ส่งสัญญาณที่มีพลังต่อนักลงทุนญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะยกระดับ ความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศญี่ปุ่น และยืนยันว่าไทยพร้อมรับฟัง สนับสนุน และเติบโตไปพร้อมกับ นักลงทุนญี่ปุ่น โดย กกร. จะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือ จากระดับนโยบายไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย–ญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ เงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีโครงการจากญี่ปุ่น ยื่นขอรับการส่งเสริม 192 โครงการ เงินลงทุนกว่า 45,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เกษตรและอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

LITE

7 พฤศจิกายน 2539 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พุทธศักราช 2539 ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ครองราชย์สมบัติเป็นระยะเวลายาวนานที่สุด

ทั้งนี้ ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 จำนวน 15 ครั้ง และจัดขบวนเรือพระราชพิธี จำนวน 2 ครั้ง

สำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ส่วนใหญ่จะเป็นการเสด็จไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม
ส่วนการจัดขบวนเรือพระราชพิธี 2 ครั้ง ได้แก่ การจัดขบวนเรือพระราชพิธี เนื่องในการประชุมเอเปก 2003 (20 ตุลาคม พ.ศ. 2546)

และอีกครั้งจัดขึ้นเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีต่างประเทศร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (12 มิถุนายน พ.ศ. 2549) โดยการจัดขบวนเรือพระราชพิธี 2 ครั้งนี้ เป็นเพียงการสาธิตแห่ขบวนเรือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มิได้เสด็จในขบวนด้วย

ที่มา : http://phralan.in.th/coronation//finalceremoniesdetail.php?id=819

5 พฤศจิกายน 2498 ในหลวง ร.9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จฯ โดยรถไฟ เยี่ยมพสกนิกรชาวขอนแก่น สู่ที่มาถนน ‘5 พฤศจิกายน’ อนุสรณ์แห่งความทรงจำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่ง เยี่ยมพสกนิกรจังหวัดขอนแก่นเป็นครั้งแรก

ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสร็จสิ้นพระราชภารกิจจาการศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้เสด็จนิวัตมาประทับในพระราชอาณาจักรไทยเป็นการถาวรแล้ว จึงกำหนดการ 'เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร' ในทุกภูมิภาคทั่วราชอาณาจักรขึ้น

โดยปฐมแห่งการเสด็จฯ ได้ออกไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคแรก ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 

โดยในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 พระองค์ได้เสด็จฯ โดยรถไฟ เยี่ยมพสกนิกรจังหวัดขอนแก่น เป็นครั้งแรก 

ซึ่งชาวขอนแก่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายถนนเส้นทางสายสำคัญเพื่อเป็นอนุสรณ์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระองค์ ในชื่อ 'ถนน 5 พฤศจิกายน'

4 พฤศจิกายน 2532 ย้อนโศกนาฏกรรมพายุถล่มชุมพร–ประจวบฯ 'พายุไต้ฝุ่นเกย์' พัดถล่มภาคใต้ตอนบนของไทย หายนะครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนไทยเกือบ 500 คน สร้างความเสียหายกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

'พายุไต้ฝุ่นเกย์' พัดถล่มภาคใต้ตอนบนฝั่งอ่าวไทย ด้วยความเร็ว 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ช่วงเช้าของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เวลาประมาณ 08.30 น. พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย ฝั่งอ่าวไทยด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ก.ม./ชม.) เป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3 ถล่มอำเภอเมืองชุมพรอำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร รวมถึงอำเภอบางสะพานน้อย และบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ความรุนแรงของลมพายุ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ต้นไม้หักโค่น บ้านเรือนพัง เศษกระเบื้องและสังกะสีปลิวว่อน ขณะที่ท้องฟ้ามืดเหมือนตอนกลางคืน นั่นคือปรากฏการณ์หายนะที่เกิดจากธรรมชาติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 

ภัยพิบัติในครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 446 คน บาดเจ็บ 154 คน บ้านเรือนเสียหาย 38,002 หลังประชาชนเดือดร้อน 153,472 คน เรือล่ม 391 ลำ ถนนเสียหาย 579 เส้น สะพาน 131 แห่งทำนบและฝาย 49 แห่ง โรงเรียนพัง 160 โรง วัด 93วัด มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตร 80,900,105 ไร่สัตว์เลี้ยงตาย 83,490 ตัว ประเมินความเสียหาย 11,257,265,265 บาท

สำหรับ “พายุไต้ฝุ่นเกย์” ถือเป็น “พายุหมุน” ที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูทรงพลังที่สุดในรอบ 35 ปีสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากที่สุดนับตั้งแต่ "พายุโซนร้อนแฮเรียต" ถล่มแหลมตะลุมพุก ในปีพ.ศ. 2505 เป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในระดับไต้ฝุ่นและยังเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดขณะขึ้นฝั่งเท่าที่เคยมีมาในคาบสมุทรมลายูอีกด้วย

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ถึงแม้เจเนอเรชันจะเปลี่ยนไป แต่พลอยเชื่อมั่นว่า รากฐานของเบนซ์ทองหล่อจะยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม เราดูแลพนักงานเหมือนญาติพี่น้อง เจ็บป่วยก็พร้อมดูแล เพราะการบริหารแบบครอบครัว คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สร้างและทำมาโดยตลอด

วิสัยทัศน์ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” เมื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ขับเคลื่อนด้วยหัวใจครอบครัวและเทคโนโลยี AI

 

เกือบครึ่งศตวรรษที่ชื่อของ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ยืนหยัดในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ผูกพันกับลูกค้าชาวไทย การส่งไม้ต่อจากรุ่นบุกเบิกอย่างคุณวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ สู่เจเนอเรชันใหม่อย่าง “พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ จึงไม่ใช่แค่การรับช่วงต่อธุรกิจ แต่คือการรักษารากฐานแห่งความผูกพัน พร้อมกับกางใบเรือรับลมพายุแห่งเทคโนโลยีเพื่อนำพา ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ไปสู่อนาคต

 

เบื้องหลังการทำงานในฐานะผู้บริหารระดับสูง พลอยกาญจน์มีหลักปรัชญาที่เรียบง่ายทว่าทรงพลัง นั่นคือการผสาน “ความใส่ใจในระดับครอบครัว” เข้ากับ “การติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับพนักงานทุกคน

 

ความพอดีในวัยเด็ก สู่ความใส่ใจในทุกรายละเอียด

 

หากมองหาแรงขับเคลื่อนของผู้บริหาร หลายคนอาจเริ่มต้นจากความทะเยอทะยานหรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับพลอยกาญจน์ พื้นฐานวิธีคิดของเธอถูกหล่อหลอมมาจาก “ความพอ” ตั้งแต่วัยเยาว์

 

“ถ้าถามถึงความอยากได้ในวัยเด็ก พลอยไม่ค่อยอยากได้อะไรเท่าไหร่นะคะ พลอยจำได้ว่าเราได้รับมาตลอด เรามีความรู้สึกพอ เพียงพอ กับสิ่งที่เป็นอยู่ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าขาดหรือต้องดิ้นรนว่าอยากได้นั่นอยากได้นี่”

 

ความรู้สึกเติมเต็มตั้งแต่วัยเด็กนี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญเมื่อเธอต้องก้าวเข้ามารับผิดชอบธุรกิจอย่างเต็มตัวหลังคว้าใบปริญญาโท มุมมองของเธอที่มีต่อบริษัทจึงไม่ใช่แค่ “ที่ทำงาน” แต่คือ “บ้าน” ที่เธอพร้อมจะดูแลทุกซอกทุกมุม

 

“ตอนกลับมาทำงานกับคุณพ่อ พลอยไม่ได้ระบุเลยว่าจะต้องทำตำแหน่งไหน เพราะสำหรับเรา ความเป็นเจ้าของคือการดูทุกอย่าง แน่นอนว่าเรื่องการเงิน การตลาด หรือการดูแลลูกค้าเป็นหน้าที่หลักที่ต้องดูอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราไม่ได้คิดว่าจะต้องลงมาดู เราก็ดูหมด ตั้งแต่ความสะอาด การเก็บโต๊ะ ไปจนถึงแม่บ้านทำห้องน้ำ เพราะเรารู้สึกว่านี่คือบ้าน คือของของเราที่เราต้องดูแล”

 

บริหารคนแบบ ‘ครอบครัว’ มรดกทางความคิดจากรุ่นสู่รุ่น

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้เบนซ์ทองหล่อยืนหยัดมาได้เกือบ 50 ปี ไม่ใช่แค่คุณภาพของรถยนต์ แต่คือ “คน” พลอยกาญจน์ซึมซับแนวทางการบริหารคนมาจากคุณพ่อและคุณแม่โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเน้นย้ำและยึดถือมาโดยตลอด

 

“เราดูแลพนักงานเหมือนดูแลคนในครอบครัว เหมือนญาติพี่น้อง เขาเจ็บป่วย ไม่สบาย เราดูแลหมด คุณพ่อกับคุณแม่ดูแลลูกน้องแบบนี้มาตลอด พลอยเชื่อว่าพนักงานทุกคนรับรู้ได้ว่าเราอยู่กันแบบครอบครัวและดูแลกันมาอย่างดี แม้เจเนอเรชันจะเปลี่ยนไป แต่พลอยมั่นใจและกล้าพูดได้เต็มปากว่า รากฐานของเบนซ์ทองหล่อที่คุณพ่อสร้างไว้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม”

 

การดูแลด้วยความใส่ใจนี้ กลายเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สร้างความจงรักภักดี (Loyalty) จากภายในองค์กร ก่อนจะสะท้อนออกไปสู่การบริการที่จริงใจต่อลูกค้าภายนอก

 

เปลี่ยนความท้าทาย ‘Anywhere, One Price’ สู่การยกระดับบริการด้วย ‘หัวใจ’ และ ‘AI’

 

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งกระแสเศรษฐกิจและการแข่งขัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างนโยบาย ‘Anywhere, One Price’ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่กำหนดให้การซื้อขายรถยนต์เป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ พลอยกาญจน์กลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในความท้าทายนี้

 

เธอชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความโปร่งใสและเป็นผลดีต่อตัวผู้บริโภคเท่านั้น แต่มิติของการบริหารโชว์รูมก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ยั่งยืนขึ้น “เมื่อโชว์รูมไม่ต้องเหนื่อยกับการหั่นราคาเพื่อแข่งขันกันอีกต่อไป เบนซ์ทองหล่อจึงสามารถทุ่มเททรัพยากรและเวลาทั้งหมดที่มี ไปกับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่”

 

แต่เป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง “พนักงาน” วิสัยทัศน์ในการพาเบนซ์ทองหล่อก้าวสู่อนาคตของพลอยกาญจน์ คือการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรจากขนบเดิมในยุค ‘เถ้าแก่นำ ลูกน้องตาม’ สู่การสร้างทีมงานที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของ (Ownership) เพราะเธอเชื่อมั่นว่า หากพนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองคือหุ้นส่วนหรือเจ้าของกิจการคนหนึ่ง พวกเขาจะรักในสิ่งที่ทำ และพร้อมที่จะดูแลลูกค้าด้วยหัวใจในทุก ๆ ตำแหน่ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความประทับใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยือนเบนซ์ทองหล่อ

 

และเมื่อ “ความใส่ใจแบบครอบครัว” ถูกยกระดับด้วยอินเนอร์ของความเป็นเจ้าของ สิ่งที่ผู้บริหารอย่างเธอต้องเติมเต็มให้ทีมงานคือ “เครื่องมือ” ที่จะช่วยให้การดูแลลูกค้านั้นเฉียบคมและแม่นยำยิ่งขึ้น พลอยกาญจน์จึงมุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับพนักงานทุกคน โดยสานต่อวิสัยทัศน์จากคุณแม่ ผู้เป็นแบบอย่างของการไม่เคยหยุดเรียนรู้

 

“คุณแม่ของพลอยท่านให้ความสำคัญกับเรื่องการเทรนนิ่งเป็นพิเศษ ท่านเป็นคนชอบเรียนรู้ และชอบนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอดให้พนักงาน พลอยจึงรับเอาวิสัยทัศน์ตรงนี้มาสานต่อ”

 

“ทุกวันนี้ AI เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่พลอยมองว่า ยิ่งเราใช้งานเขาเก่งแค่ไหน ตั้งคำถามได้ถูกจุดเพียงใด คำตอบที่ได้ก็จะยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น ทักษะที่เราพยายามถ่ายทอดและฝึกอบรมให้พนักงานในตอนนี้ คือการดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เรามีมุมมองใหม่ ๆ ในการนำเสนอการบริการที่รู้ใจ ตอบสนองลูกค้าได้อย่างชาญฉลาดและตรงจุดที่สุด”

 

การผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณการดูแลแบบครอบครัวอันเป็นรากฐานของเบนซ์ทองหล่อ การปลูกฝังความเป็นเจ้าของ และการติดอาวุธทางเทคโนโลยี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุด คือธุรกิจที่ไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง

อวสานม็อบ 3 นิ้ว? บทวิจารณ์การเมืองตั้งคำถาม พรรคการเมืองได้เข้าสภา แต่มวลชนที่เคยลงถนนต้องเผชิญคดีความ ใครรับผิดชอบอนาคตที่สูญเสียไป

อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง

หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง

ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที

เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย

ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน

แจ็ค รัสเซล 

ตำนาน 4 คุณท้าวผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนักสยาม!! เปิดประวัติ ‘คุณท้าว’ ข้าราชการหญิงชั้นผู้ใหญ่ ผู้กุมกุญแจพระคลัง ควบคุมกฎเหล็ก และบริหาร ‘เมืองลับของสตรี’ ในเขตพระราชฐานชั้นใน

คุณท้าวผู้ใหญ่ฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ผู้ดูแล "เมืองลับของสตรี" ให้เป็นระบบอย่างราชการเหมาะสมคู่ควรพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ราชสำนักสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แยกออกเป็นฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักสยาม หมายถึงเขตพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายชาย เป็นพื้นที่การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเสนาบดี โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดในการบริหาร

ส่วนฝ่ายในราชสำนักสยาม หมายถึงพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายหญิง ที่อาศัยและปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน (หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ข้างใน") ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ชาย ยกเว้นพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ โดยการบริหารสูงสุดกุมอำนาจโดยพระอัครมเหสี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอิสริยยศสูงสุดในขณะนั้น โดยมีคุณท้าวผู้ใหญ่ 4 ท่านช่วยบริหารจัดการ

ทำเนียบ 4 คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ ในราชสำนักฝ่ายในมีตำแหน่งใดบ้าง ?

1. "ท้าวทรงกันดาล" เสนาบดีคลังแห่งฝ่ายใน ในบรรดาคุณท้าวทั้งหมด ท้าวทรงกันดาลมักเป็นคนที่ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด" เพราะต้องดูแลกุญแจพระคลังฝ่ายในทั้งหมด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้คือ ท้าวทรงกันดาล (หุ่น ปานหุ่น) "คุณท้าวคลัง" เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล ณ อยุธยา) เป็นพระพี่เลี้ยงที่อภิบาลพระพุทธเจ้าหลวงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในที่ดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 3 รัชกาล ท่านเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และเคร่งครัดมาก ว่ากันว่าใครจะมาเบิกเงิน เบิกของหลวงไปใช้ ถ้าไม่มีใบสั่งประทับตราถูกต้อง ท่านจะไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด ผู้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลคนสุดท้าย คือ หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ท่านได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้นก็ไม่มีการตั้งสตรีท่านใดในตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" อีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการตั้งคุณท้าวขึ้นมาอีกครั้ง หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลอยู่แล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์" ซึ่งเป็นตำแหน่งคุณท้าวนางที่มีศักดินาสูงสุด ที่ศักดินา 3,000 ทำหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดในยุคนั้น

2. "ท้าวศรีสัจจา" มือปราบแห่งฝ่ายใน ท้าวศรีสัจจา คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในการใช้กฎหมาย และการลงทัณฑ์ของฝ่ายใน ผ่านเจ้าหน้าที่ "กรมโขลน" (ตำรวจหญิง) มีหน้าที่หลักคือการตรวจจับสิ่งของต้องห้าม เช่น หมากพลู บุหรี่ หรือจดหมายลักลอบจากชายภายนอก รวมถึงการลงโทษนางห้ามหรือนางกำนัลที่ทำผิดระเบียบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด และความเฮี้ยบในตำแหน่งนี้คือ คือ ท้าวศรีสัจจา (มิ) ที่รู้จักกันในนาม "เจ้าคุณประตูดิน" เป็นข้าราชสำนักฝ่ายในผู้มีอำนาจว่าราชการสิทธิขาดต่างพระเนตรพระกรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สำนักงานของท่านอยู่ใกล้กับประตูดิน ซึ่งประตูดินนี้คือช่องทางที่หนุ่ม ๆ มหาดเล็กมักจะมาแอบมองสาวชาววังจนเกิดเป็นสำนวนว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” นั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปของท่านไว้ในคูหาใต้บันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยตำแหน่ง “ท้าวศรีสัจจา” มีผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคนสุดท้ายคือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

3. ท้าวสมศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังฝ่ายใน ศักดินา 1,000 มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หน้าที่หลักคือควบคุมเจ้าพนักงานทั้งปวง ดูแลเครื่องนมัสการ หอพระ ตลอดจนทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ คือเชิญพระราชโองการหรือพระราชกระแสมาถ่ายทอดยังฝ่ายใน ในประวัติศาสตร์ไทยมีสตรีชั้นสูงฝ่ายในที่มีชื่อเสียง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวสมศักดิ์" อยู่หลายท่าน แต่ท่านที่โดดเด่นในแง่ของบทบาท และอำนาจในพระราชสำนักฝ่ายใน คือ ท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) ท่านถวายตัวเข้ามารับราชการฝ่ายในตั้งแต่อายุ 11 ปี เติบโตจนได้เป็นข้าหลวงคนสนิทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นผู้จัดการดูแลเครื่องเพชร เครื่องทอง และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งหมด ซึ่งพระพันปีหลวงทรงมีพระราชทรัพย์มหาศาลที่สุดของฝ่ายในยุคนั้น คุณท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) อยู่สนองพระเดชพระคุณเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสด็จประพาสที่ใด หรือแม้กระทั่งในช่วงที่พระพันปีหลวงทรงประชวร และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่พระราชวังพญาไทจนสวรรคต เรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของสมเด็จฯ เลยทีเดียว ท่านเป็นผู้ครองบรรดาศักดิ์ท้าวสมศักดิ์เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าในเวลาต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางขึ้นมาแต่ในบรรดารายชื่อคุณท้าวชุดนั้น ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งท้าวสมศักดิ์

4. ท้าวโสภา (หรือท้าวโสภานิเวศน์) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการอาคารสถานที่ ผู้ถือกุญแจประตูพระราชวังฝ่ายใน มีหน้าที่ดูแลความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตำหนัก เรือนข้าราชการ และพื้นที่ทั้งหมดในเขตพระราชฐานชั้นใน ควบคุมดูแลระเบียบวินัยของผู้อยู่อาศัย จัดการพื้นที่ส่วนกลาง และดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในวัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ร่วมกับคุณท้าวสมศักดิ์ "คุณท้าวโสภาคนสุดท้ายของประเทศไทย" คือ ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงศ์ กัมปนานนท์) ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าวโสภานิเวศน์" ในปี พ.ศ. 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพถ่ายเก่าในข่าวพระราชสำนัก ที่มีสุภาพสตรีอาวุโสผมขาวล้วน นั่งรถเข็นหรือยืนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ท่านมีอายุยืนยาวมาจนถึง พ.ศ. 2543 สิริอายุ 98 ปี จึงถึงแก่อนิจกรรม

"คุณท้าว" ไม่ใช่เพียง "เจ้าจอม" เท่านั้นที่จะเป็นได้ คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคุณท้าวคือพระสนมหรือเจ้าจอมในองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลนั้น ๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ คือข้าราชการหญิง ที่ทำงานบริหารอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงวัยฝ่ายในที่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมแห่งรัชกาลก่อน หรือเป็นพระพี่เลี้ยงข้าหลวงเดิม สตรีที่จะขึ้นเป็นคุณท้าวแต่งตั้ง 4 ตำแหน่งนี้ได้ มักจะไม่ใช่ข้าราชสำนักที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนั้นๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหาร ควบคุมกฎระเบียบได้อย่างเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรง

สัญลักษณ์แห่งบารมี คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ท่านนี้ มีศักดินาสูงระดับ 1000 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคโบราณ เทียบเท่าขุนนางชายตั้งแต่ระดับพระไปจนถึงพระยาบางตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเครื่องยศสำคัญคือ "โต๊ะทอง และหีบหมากทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเกียรติยศสูงสุดในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ในยุคที่มีเครื่องราชแล้วนั้น คุณท้าวทั้ง 4 มักได้รับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)” พร้อมด้วยเหรียญรัตนาภรณ์ ประดับลงยากรอบเพชรแสดงสถานะตามรัชกาลที่รับราชการอยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดที่ใช้ประดับเมื่อแต่งกายเต็มยศ

ยุคสิ้นสุดอำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรมของคุณท้าวทั้ง 4 เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการบริหารของราชสำนักเปลี่ยนไปอย่างมาก เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มีลักษณะเป็น "เมืองลับของสตรี" ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนดังเดิม รูปแบบข้าราชการเปลี่ยนไปสู่ระบบสากล ทำให้บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือกุมกองกำลังอารักขา (กรมโขลน) ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงยุติลงในทางปฏิบัติ

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศ "เรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์" ปี พ.ศ. 2485 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญที่บุคคลเสมอกันในกฎหมาย ขุนนางฝ่ายหน้า (เช่น เจ้าพระยา, พระยา, หลวง) ต่างคืนบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่งผลให้การแต่งตั้งตำแหน่งคุณท้าวฝ่ายในระงับลงไปด้วย แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ได้มีการฟื้นฟูธรรมเนียมราชประเพณีขึ้นมา รัชกาลที่ 9 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีสำคัญ 4 ท่าน

ท้าววรคณานันท์ฯ (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล) ตามที่ได้เล่ามาในข้างต้น ซึ่งเดิมท่านมีตำแหน่งคือท้าวทรงกันดาลตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลังให้ใหญ่กว่าคุณท้าวนางทั่วไป

ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) หรือที่มักเรียกกันว่า "หม่อมบาง" ท่านเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ท้าวพิทักษ์อนงคนิกร (จรูญ ตะละภัฏ) ท่านเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีหน้าที่อันทรงเกียรติสูงสุดคือ การได้เป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงษ์ กัมปนานนท์) "คุณท้าวคนสุดท้ายของประเทศไทยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด" ก่อนจะได้รับสถาปนาเป็นคุณท้าว ท่านมีหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเป็นพระพี่เลี้ยงพระครรภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) และเป็นพระพี่เลี้ยงผู้อภิบาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ช่วงที่ยังประทับอยู่ ณ วังสระปทุม และเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในวันที 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 มีการสถาปนาคุณท้าวนางท่านสุดท้ายอย่างเป็นทางการ คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) นับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีท่านใดให้ดำรงตำแหน่งคุณท้าวอีกเลย เมื่อคุณท้าวนางรุ่นสุดท้ายเหล่านั้นทยอยถึงแก่อนิจกรรมไปตามอายุขัย ตำแหน่งโบราณที่มีศักดินา 1000 ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงถือเป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร

WORLD

ตัวเลขส่งออกพุ่ง แต่ทำไม GDP ไทยโตต่ำ? เปิดบทเรียนจากเวที IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯIMF ชี้ความสำคัญของนวัตกรรมสถิติและ Big Data ชูข้อมูลแม่นยำ–รวดเร็ว หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ จุดคำถาม ไทยพร้อมแค่ไหนกับการใช้ข้อมูลทันสมัยขับเคลื่อนประเทศ

ตอนที่2

๓๕ ปีเจอกันอีก : ไอเอมเอฟ/ธนาคารโลก (๒)

สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจที่สุดของการจัดการประชุมประจำปีของไอเอมเอฟและกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพครั้งที่ ๒ ก็คือ application ที่ทั้งสองหน่วยงานจัดทำขึ้น ในวันที่แลกบัตรผู้สื่อข่าวเข้าที่ประชุมได้ เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มาช่วยประสานให้ได้บัตรได้แนะนำให้โหลดแอปนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถหาข้อมูล เช่น โปรแกรม,แผนที่,ประชาสัมพันธ์,ผู้อภิปราย,การลงทะเบียน และ AI Assistant ซึ่งให้ข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว และที่ผู้เขียนใช้มากที่สุดคือโปรแกรมตารางพูดในหัวข้อต่างๆ

โปรแกรมของแต่ละวันจะเริ่มที่เวลาที่เริ่มและหมด,ชื่อเรื่อง,หมายเลขห้อง,มีการบอกด้วยว่าเวทีนี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าฟังได้(บางเวทีจะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า,บางเวทีจะจำกัดเฉพาะกลุ่ม)และชื่อผู้อภิปรายและรายละเอียดผู้อภิปราย เท่าที่ได้เข้าฟังมีการกำหนดเวลาไว้อย่างเข้มงวดในการเปิดและปิดเวที บางครั้งการเริ่มอาจจะล่าช้าไปบ้างแต่ไม่มากนัก นี่คือเวลาของฝรั่งจริงๆ

ขออธิบายเพิ่มอีกนิดเรื่องเวลาเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญซึ่งเขารักษากันอย่างแข็งขัน เวลาของเวทีการพูดส่วนใหญ่จะกำหนดไว้หนึ่งชั่วโมงเต็ม แต่ถ้าเป็นหัวข้อสำคัญอาจเป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หรือหัวข้อเล็กๆ เช่น IMF Inspired ก็พูดกันเพียง ๔๕ นาที

ได้นั่งดูโปรแกรมต่างๆทั้ง ๖ วันแล้วเห็นว่าหัวข้อของการอภิปรายน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของไทยอยู่บ้าถ้านำมาทำเป็นนโยบายอย่างเช่นหัวข้อเรื่อง Capacity Development Talk: Better Data, Better Decision: How Statistical Innovation is Reshaping the Foundations of Policy making.

หัวข้อนี้มีผู้เข้าร่วมวงสนทนาคือ Frank Bousquet ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน Capacity Developmentของไอเอมเอฟ, Hae Ryun Kim ร.ม.ต กระทรวงData และสถิติของเกาหลี, Williamina Hubert ผู้ช่วยผู้ว่าการกลุ่มนโยบายเศรษฐกิจและการคลังธนาคารชาติปาปัวนิวกินี, Zeno Ronald Abenoja ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารชาติฟิลิปปินส์และ Paul Austin หัวหน้าฝ่ายสถิติและการบริหาร resource ของไอเอเอฟ

ทั้งห้าคนได้แสดงความเห็นในประเด็นที่ว่าในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนตลอดเวลา ดังนั้นความรวดเร็วและข้อมูลสำคัญๆและเป็นจริงจึงเป็นปัจจัยและหัวใจต่อการวางนโยบายที่ทำให้เห็นผลจริง.แน่นอนระบบสถิติดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ขณะนี้อาจจะไม่ทันต่อการวางนโยบายที่ต้องทำอย่างเร็วไวและรับมือกับความสลับซับซ้อนของภาวการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้เวทีนี้จึงต้องการที่จะศึกษาดูว่านวัตกรรมinnovation และเทคโนโลยี่ใหม่ๆจะช่วยเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บสถิติของเศรษฐกิจมหภาคและกระจายตัวเลขเหล่านี้อย่างไร

พร้อมกันนี้สถิติและการเผยแพร่ข้อมูลใหม่นี้จะช่วยส่งให้การตัดสินใจในนโยบายต่างๆดีขึ้นอย่างไร 

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไอเอมเอฟสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกเสริมสร้างสถาบันด้านสถิติของตนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและปรับปรุงการทำข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมกับเพิ่มการใช้วิธีการใหม่ๆและแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้สถิติทันสมัยทันเหตุการณ์

ไอเอมเอฟทำงานผ่านกองทุน the Data for Decisions (D4D) โดยร่วมมือกับฝ่ายพัฒนาหลายกลุ่มเพื่อที่จะทำให้ระบบสถิติก้าวหน้าและทันสมัยเพื่อช่วยประเทศสมาชิกสร้างระบบข้อมูล data ที่รับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตรงกับความต้องการของประชาชนและผู้กำหนดนโยบาย

เป็นไงค่ะอ่านแล้วอยากฟังเขาพูดกันมั้ยค่ะ ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้ให้ประโยชน์มากทีเดียวและผู้พูดล้วนมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง

อีกเวทีหนึ่งที่มีคนอยากฟังมากคือในวันศุกร์ที่๑๖ ต.ค MD’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh เป็นการดำเนินรายการโดยคุณKristalina Georgieva  ประธานไอเอมเอฟกับคุณ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ คู่นี้คุยกันวงการการเงินต้องตั้งใจฟัง มีคนต้องการฟังมากจนล้นห้อง

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพ มีการถ่ายทอดไปทั่วโลก ประเทศไทยเป็น สปอตท์ไลน์ที่คนมองมาซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย และอีกภาพหนึ่งที่ร.ม.ต คลังของไทยคุณเอกนิติ เดินมาเจอกับKevin Warsh ที่โถงทางเดินมีการแลกนามบัตรกันทักทายจับมือกัน ภาพนี้ต้องเรียกว่า amazing Thailand

ขอวกกลับมาที่หัวข้อการพูดถึงสถิติเรื่องนี้อีกหน่อย เมื่อไม่นานมานี้นายกฯอนุทินพูดถึงตัวเลขจีดีพีของไทยที่นายกฯเห็นว่าต่ำเกินไป แต่เมื่อดูตัวเลขส่งออกบางตัวซึ่งสูงมากแต่ทำไมจีดีพีไทยจึงต่ำ ต่อมามีรายงานข่าวว่าสภาพัฒน์แถลงว่าสาเหตุเกิดจากการใช้วิธีการคำนวณแบบเดิมอยู่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ไอเอมเอฟนำเรื่องนี้มาอภิปรายจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลละหน่วยราชการไทย

อ้างอิง:  International Monetary Fund and the World Bank Group Website.

เรื่อง :อนุดี เซียสกุล

อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

เซี่ยงไฮ้คึกคัก! จีนเปิดเวทีการค้าโลก CIIE 2026!! เวทีเชื่อมธุรกิจทั่วโลกสู่จีน ผู้จัดแสดง 4,142 รายจากต่างชาติ นวัตกรรมใหม่มากสุดในประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ ครองพื้นที่จัดแสดงอันดับหนึ่ง

งาน CIIE ครั้งที่ 9 เปิดฉากในเซี่ยงไฮ้ เวทีเชื่อมธุรกิจทั่วโลกสู่ตลาดจีน

เซี่ยงไฮ้, 5 พ.ย. (ซินหัว) -- งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ครั้งที่ 9 ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมระดับชาติรายการแรกของโลกที่มุ่งเน้นการนำเข้า เริ่มจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ที่เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน โดยติงเซวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในพิธีเปิดงาน

งานมหกรรมฯ ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-10 พ.ย. ดึงดูดผู้จัดแสดงสินค้าจากต่างประเทศ 4,142 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ติดอันดับนิตยสารฟอร์จูนโกลบอล 500 (Fortune Global 500) และผู้นำในอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย โดยปีนี้มีผลิตภัณฑ์เตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในจีน เอเชีย หรือระดับโลกกว่า 480 รายการ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของงานมหกรรมฯ

สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้ารวมในปีนี้มีขนาดกว่า 4.4 แสนตารางเมตร โดยผู้จัดแสดงสินค้าจากสหรัฐฯ ครองพื้นที่มากกว่า 50,000 ตารางเมตร มากเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ขณะที่บริษัทจากเยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ติดอันดับกลุ่มประเทศที่มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากที่สุดเช่นกัน

งานปีนี้ยังคงแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 โซนหลัก พร้อมด้วยโซนบ่มเพาะนวัตกรรมในหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมอัจฉริยะและเทคโนโลยีสารสนเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รถยนต์และระบบคมนาคมอัจฉริยะ อุปกรณ์การแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการค้าภาคบริการ โดยโซนบ่มเพาะนวัตกรรมภายในงานนำเสนอโครงการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 633 โครงการจากเกือบ 40 ประเทศและภูมิภาค เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 จากงานครั้งก่อน

รายงานระบุว่ามีการเผยแพร่รายงานการเปิดกว้างของโลก (World Openness Report) ปี 2026 และเปิดตัวรายงานการพัฒนาศักยภาพการส่งออกสู่จีนฉบับแรก บนเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียวในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับงานมหกรรมฯ ในเซี่ยงไฮ้

อนึ่ง งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีนซึ่งประกาศแผนการจัดครั้งแรกในปี 2017 และเริ่มจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2018 มีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจจากต่างประเทศเข้าถึงตลาดจีนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งระหว่าง 8 ครั้งที่ผ่านมามีองค์กรระหว่างประเทศ ภูมิภาค และประเทศเข้าร่วมมากกว่า 180 แห่ง โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการใหม่กว่า 3,400 รายการ ขณะมูลค่าข้อตกลงซื้อขายเบื้องต้นสูงกว่า 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.39 ล้านล้านบาท)

(แฟ้มภาพซินหัว : พิธีเปิดงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน ครั้งที่ 9 และการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 5 พ.ย. 2026)

ที่มา : Xinhua

'ทรัมป์' ชี้ จ่อทำลายอิหร่าน!! เผยสหรัฐฯ อาจต้องทำลาย ‘อิหร่าน’ ระบุฟื้นฟูประเทศใช้เวลานานถึง 25 ปี พร้อมเตือนจะรู้กันเร็วๆ นี้ ย้ำไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องทำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้อง “ทำลาย” อิหร่าน และการฟื้นฟูประเทศจะต้องใช้เวลานานถึง 25 ปี พร้อมเสริมว่าทุกคนจะได้ “รู้กันในเร็วๆ นี้” ว่าเขาจะลงมือทำหรือไม่

“ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากทำลายประเทศนั้นหรอกนะ แต่บางทีผมอาจจำเป็นต้องทำ”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1449786077309748/?rdid=ww4Uh4pyMmd6HsoP#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top