Wednesday, 10 June 2026
NEWS

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?

ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษ!! จำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปีคดีครอบครองระเบิด คุมขังครบ 1,000 วัน ยังต้องถูกคุมต่อ ศาลยืนยันความอันตรายของวัตถุระเบิด คดีที่สองสิ้นสุด ส่วนอีกคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปี คดีครอบครองระเบิด หลังถูกขังครบ 1,000 วัน

9 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล) วัย 25 ปี กรณีถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นกรณีถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์ และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อไปหลังจากถูกมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ หรือเป็นเวลาครบ 1,000 วันแล้ว สำหรับไพฑูรย์นอกจากโทษจำคุกในคดีนีเแล้ว ยังมีคดีของศาลอาญาที่มีโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก “ไพฑูรย์” 8 ปี

วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 เวลา 09.38 น. ศาลได้เบิกตัวไพฑูรย์จากเรือนจำกลางบางขวางมายังห้องพิจารณาคดี โดยไพฑูรย์สวมชุดออกศาลระบุข้อความว่า “เรือนจำกลางบางขวาง ออกศาล” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีลูกวัว คู่กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถูกใส่เครื่องพันธนาการ ได้แก่ ตรวนข้อเท้าและกุญแจมือ ไม่ได้สวมรองเท้า และสวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสังเกตได้ว่าไพฑูรย์มีสีผิวที่คล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

หลังไพฑูรย์เดินทางมาถึงศาล ทนายความจึงเข้าไปพูดคุยกับไพฑูรย์เกี่ยวกับคดีของเขา ในขณะที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge และอาสารับฟัง มาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ด้วย

หลังจากได้พูดคุยกับไพฑูรย์ไม่นาน ศาลจึงขานชื่อให้ไพฑูรย์ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยสรุป ดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 (ไพฑูรย์) ฎีกาว่า จำเลยนำเอาประทัดลูกบอลไล่นอกมาประกอบกับวัตถุต่าง ๆ ขึ้นเป็นวัตถุของกลางจำนวน 26 ลูก โดยไม่มีวัตถุส่วนใดมีอานุภาพร้ายแรงและทำลายล้างสูง เพียงแต่มีเสียงดังกว่าประทัดลูกบอลไล่นกเท่านั้น ทำนองว่าวัตถุของกลาง 26 ลูกไม่ใช่วัตถุระเบิดนั้น

เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่าวัตถุของกลางเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกามีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีไว้ครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลาง อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่ายจำนวนมากถึง 26 ลูกแล้ว จำเลยยังมีมีส่วนประกอบอื่นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิดได้อีก นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 12 ปี นั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็นับเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมาก ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ อิทธิ มุสิกะพงษ์, ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์ และเอื้อน ขุนแก้ว

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ไพฑูรย์ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังของศาลทันที ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไปขังที่เรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นของคดีความ

ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น 2 คดี โดยมูลเหตุเกิดจากทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ขอให้ศาลอาญาออกหมายจับทั้งสอง (เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ เป็นคดีของศาลอาญา) พร้อมทั้งขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตรวจค้นบ้านพักที่ทั้งสองพักอยู่ร่วมกันในจังหวัดนนทบุรี (เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง เป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี)

ต่อมา เช้ามืดของวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. สุขสันต์ถูกจับตามหมายจับก่อนเป็นคนแรกระหว่างทำงานขับรถส่งของที่ละแวกพญาไท และถูกพาตัวมาที่บ้านพักในนนทบุรี ซึ่งไพฑูรย์กำลังนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเอง จากนั้นไพฑูรย์จึงถูกจับกุมด้วยในเวลาประมาณ 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพัก พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง จำนวน 26 ลูก พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ ได้แก่ ดินประสิว ผงกำมะถัน เทปพันสายไฟสีดำ มีดคัตเตอร์ ที่ชั่งน้ำหนัก ครกพร้อมสากไม้ ก้อนหิน และถ่านไม้ 

คดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ในการชุมนุม ในคดีของศาลอาญา ไพฑูรย์และสุขสันต์ถูกคุมขังจำนวน 2 ครั้งในครั้งแรกถูกคุมขังภายหลังถูกจับกุมและต้องถูกฝากขังเรื่อยมากระทั่งถูกสั่งฟ้องคดี รวมทั้งสิ้น 151 วัน ระหว่างวันที่ 2 ต.ค. 2564 – 1 มี.ค. 2565 ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้า

การถูกคุมขังครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยไม่รออาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ไพฑูรย์ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

คดีที่สอง (คดีนี้) เป็นเหตุจากการถูกตรวจค้นบ้านพัก โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง แจ้งข้อหาทั้งสองคนเกี่ยวกับการร่วมกันจัดทำวัตถุระเบิดขึ้นเองและมีวัตถุระเบิดนั้นที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 1 นัด ในวันที่ 19 ต.ค. 2566

เมื่อถึงนัดสืบพยาน ทั้งสองคนถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี เมื่อระหว่างสืบพยานโจทก์ ไพฑูรย์ได้กลับคำให้การเป็น ‘รับสารภาพ’ ทุกข้อกล่าวหา ส่วนสุขสันต์ยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล คดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รวม 2 ปาก และสืบพยานจำเลย รวม 2 ปาก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ให้ยกฟ้องสุขสันต์ ส่วนไพฑูรย์ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากรับสารภาพ คงเหลือจำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญาที่ถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมทั้งให้ริบของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุก “ไพฑูรย์” เพิ่มเป็น 12 ปี แต่ให้ลด 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 ปี และพิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์เช่นเดิม ด้านสุขสันต์ไม่ได้ฎีกาคดีต่อ จึงสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ส่วนกรณีของไพฑูรย์ ทนายจำเลยยื่นฎีกาคดีต่อ

และวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ไพฑูรย์ – สุขสันต์ ปัจจุบันถูกขังครบ 1,000 วันและยังถูกขังต่อ มีอีก 1 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาวันนี้ ทำให้คดีของศาลจังหวัดนนทบุรีสิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ สำหรับไพฑูรย์ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันทั้ง 2 คดี ประมาณ 42 ปี (41 ปี 12 เดือน)

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน (คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ทำให้ทั้งสองยังคงต้องถูกคุมขังต่อไป โดยไพฑูรย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และสุขสันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ปัจจุบันทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วัน หรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโยนระเบิดใส่ตำรวจ ในม็อบดินแดง เมื่อปี 2564 แม้ทนายความจะยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 8 ฉบับ ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ทั้งสองจึงไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1410420584261741&set=a.656922399611567

“กำแพงเพชร” ลุยจักรยาน!! "ไทยแลนด์ โอเพ่น" สนาม 2 วันที่ 13-14 มิ.ย. 69 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เชิญสัมผัสเมืองมรดกโลก

“ชาธิป รุจนเสรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน “ไทยแลนด์ โอเพ่น” สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พร้อมเชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 โดยใช้เส้นทางในอำเภอเมืองกำแพงเพชร

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ไปจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่จังหวัดกำแพงเพชรเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งการแข่งขัน 2 ปีล่าสุดได้ไปจัดที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน แต่สำหรับปีนี้ได้กลับมาจัดแข่งขันภายในอำเภอเมืองอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้องของบรรดานักปั่น และเป็นนโยบายของ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรที่มีโบราณสถานจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกโลก, วัดพระบรมธาตุนครชุม, วัดพระแก้ว, วัดช้างรอบ เป็นต้น

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ TCA Channel รวมทั้งยูทูบ TCA Channel ตลอดการแข่งขันทั้ง 2 วัน

“เสธ.หมึก” กล่าวเสริมว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ทางจังหวัดกำแพงเพชร ได้เชิญฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬาจักรยานฯ นำโดย นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค พร้อมคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิอาสาสมัครกู้ภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุม เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย และเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ด้าน นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ในนามของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้ให้เกียรติจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งทางจังหวัดกำแพงเพชรได้สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว ผลดีที่เกิดขึ้นในการจัดการแข่งขันคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และสินค้า OTOP ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

พ่อเมืองกำแพงเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับเส้นทางการแข่งขันมีทั้งความสวยงามและท้าทายความสามารถ โดยทางจังหวัดได้วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อพปร., อาสาสมัครกู้ภัย ประจำตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประชุมทบทวนแผนการปฏิบัติงานกันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นอกจากนี้นักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึก เช่น กล้วยไข่, กระยาสารท, กล้วยตาก, กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ, เฉาก๊วยชากังราว หรือผ้าทอพื้นเมืองติดมือกลับไปได้ ก็ขอเชิญชวนนักปั่นและผู้ติดตามมาสัมผัสความงามของโบราณสถานต่าง ๆ มาชิมอาหารรสชาติอร่อยของจังหวัดกำแพงเพชร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกำแพงเพชรทุกคนพร้อมให้การต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศด้วยความยินดียิ่ง

ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า การแข่งขันจักรยานรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมระดับประเทศ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือรายได้ที่จะเข้าสู่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรให้มีความคึกคัก นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพในโครงการ “TCA GREEN CYCLING” ที่เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ภายใต้ชื่อ “ปั่นกินลม ชมเมืองเก่า กำแพงเพชร” โดยจะมีนักปั่นจากชมรมจักรยานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปจำนวนหลายร้อยคน นำจักรยานมาร่วมปั่นตามเส้นทางที่กำหนดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.00 น. รวมทั้งการจัดนิทรรศการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบและประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน บริเวณลานหน้าเมืองกำแพงเพชร ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน เวลา 11.00-16.00 น. โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10275821

ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

“ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ และถูกส่งตัวกลับไปยังตุรกี หลังจากลงจอดที่ไมอามี ทั้งที่เขาได้รับการแต่งตั้งโดยฟีฟ่าให้เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 เขาเคยทำหน้าที่นี้ในรายการฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้มาก่อน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3681518155334185&set=a.856524124500283

POLITICS

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

ECONBIZ

นายกฯ หนุนเชื่อมไทย-เวียดนาม!! ประชุมธุรกิจไทย-เวียดนามที่ฮานอย เน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ตั้งเป้าทะลุมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลล์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและแข่งขันอาเซียน

นายกฯ หนุนเชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ผลักดันความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 100 คน จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเวียดนาม นำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศไทยและเวียดนามเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม คือ ยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2) ด้านการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีศักยภาพและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน โดยควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน 3) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง จึงต้องสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือในธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ ความร่วมมือไทย–เวียดนามจึงควรมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ และยกระดับอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุน Digital Transformation เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว

ในการประชุมครั้งนี้ มีการจัดเวที Sectoral Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามใน 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของไทยและเวียดนามหลายแห่งเข้าร่วมหารือ

บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

จากการหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้สะท้อนถึงโอกาสและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละฝ่าย สำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม ได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาสในเรื่องอื่น ๆ โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม ซึ่งมุมมองเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ดันเอสเอ็มอีบุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน ขยายตลาดออนไลน์เติมทุนพัฒนา สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล : นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2025 ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมดำเนินการกับ TikTok ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีสินค้าเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 400 รายการ สามารถสร้างยอดขายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รวมประมาณ 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ TikTok Shop กว่า 2,200 ร้านค้า ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนรวมกว่า 487 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ จัดโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Live Commerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

โดยงาน TikTok Live Commerce EXPO 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่อง TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประมาณ 20 ราย ซึ่งจะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจาก SME D Bank และ TikTok Shop ในหัวข้อการทำโฆษณาผ่าน TikTok Ads และเทคนิคการไลฟ์ขายสินค้า เพื่อเพิ่มทักษะการทำตลาดดิจิทัลและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank

โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยผู้สมัครต้องเป็นเจ้าของแบรนด์หรือมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเอง โดยต้องไม่เป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีร้านค้าใน TikTok Shop เปิดระบบ Affiliate Program และมีตะกร้าสินค้าพร้อมสำหรับการจำหน่าย กำหนด 1 สิทธิ์ต่อ 1 บริษัท

นอกจากนี้ SME D Bank ยังพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการ ด้วยแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ของ SME D Bank โทร. 087-341-8216 / 083-612-2670 / 092-282-3832 และ 089-402-7271 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ที่สำคัญผู้สมัครจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และเป็นสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมาย ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee ในการที่จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่จะขายในแพลตฟอร์มนั้น มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไรเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเวลาซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

Liberator ขยายตลาดหุ้นต่างประเทศ!! เปิดแอปเดียวลงทุนทั่วโลก เริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมขยายอีก 21 ประเทศปีนี้ เน้นเครื่องมือ AI คู่ UX/UI รองรับนักลงทุนไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เดินหน้าขยายโอกาสการลงทุนต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย ผ่านบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้ง หุ้นสหรัฐฯ หุ้นจีน และหุ้นฮ่องกง บนแอปพลิเคชันเดียว ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ ของนักลงทุนไทย ทั้งเรื่องการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เงินลงทุนเริ่มต้น และต้นทุนค่าธรรมเนียม

ภายใต้แนวคิด “Liberator แอปเดียว เทรดได้ทั่วโลก” นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างพอร์ตหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ เช่น การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน Fractional Share เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนหุ้นฮ่องกงเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 40 บาท พร้อมค่าคอมมิชชันสุดคุ้ม หุ้นต่างประเทศ อเมริกา จีน และ ฮ่องกง เพียง 0.1% 

วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “Liberator 2.0 คือก้าวต่อไปของลิเบอเรเตอร์ในการยกระดับแพลตฟอร์มการลงทุนของคนไทย จากเดิมที่เรามุ่งทำให้การลงทุนเข้าถึงง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น วันนี้เรากำลังขยายขอบเขตของโอกาสให้กว้างกว่าเดิม ด้วยการเปิดให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง และในอนาคตกว่า 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านแอปเดียวของ Liberator”

“นอกจากนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไทยได้รับประสบการณ์การลงทุนที่ง่ายและแม่นยำขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ด้านการลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา UX/UI ของแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการเตรียมนำเทคโนโลยี AI และ Quant เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด Investment for Everyone”

การเปิดให้ลงทุนใน หุ้นจีนและหุ้นฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญของ Liberator ในการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายพอร์ตออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและ AI

Liberator มองว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้มีประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยสามารถเริ่มต้นศึกษาและทยอยลงทุนได้ตามความเหมาะสมของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดทุนโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น และโอกาสการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดไทยหรือตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

นอกจากการให้บริการหุ้นสหรัฐฯ จีน และฮ่องกงแล้ว Liberator ยังตั้งเป้าขยายการเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศให้ครอบคลุมอีกกว่า 21 ประเทศภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยสามารถกระจายพอร์ตไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านแอปเดียวที่ออกแบบมาเพื่อให้การลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และเริ่มต้นได้จริง

ทั้งนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วย “ปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน” ให้กับคนไทย ภายใต้แนวคิดการสนับสนุนให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือและตลาดการลงทุนอย่างเท่าเทียม พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการ เทคโนโลยี และประสบการณ์การลงทุนให้ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ :  

  • ค่าธรรมเนียม 0.1% ดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียมของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Regulatory Fee) หรือเงื่อนไขขั้นต่ำ (ถ้ามี) โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.liberator.co.th
  • การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินลงทุนอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินบาท
  • ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
LITE

10 มิถุนายน 2325 วันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมแผ่นดินไทยสู่ยุครัตนโกสินทร์

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่อ และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ต่อมาทรงรับราชการและเจริญพระยศตามลำดับ จนดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญผู้มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมือง ทำศึกสงคราม และกอบกู้ความมั่นคงของแผ่นดินในช่วงปลายกรุงธนบุรี

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนัก เหล่าขุนนาง ข้าราชการ และราษฎรจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมของแผ่นดินและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง พระองค์จึงทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

คำว่า “ปราบดาภิเษก” หมายถึงการขึ้นครองราชย์ภายหลังการปราบปรามเหตุวุ่นวายหรือการฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ในบริบทของรัชกาลที่ 1 จึงสะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถ และสามารถรวบรวมบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเอกภาพอีกครั้ง

หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ สามารถขยายเมืองได้ และเอื้อต่อการป้องกันพระนครในระยะยาว

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มิใช่เพียงการสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของรัฐไทยในยุคใหม่ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และระเบียบราชสำนัก พระองค์ทรงฟื้นฟูแบบแผนบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความวุ่นวายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ให้กลับมามีความมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 คือการชำระกฎหมายตราสามดวง เพื่อจัดระเบียบกฎหมายบ้านเมืองให้มีความถูกต้องและเป็นระบบมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และสะท้อนถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่สังคม

ด้านพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะวัดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ทรงฟื้นฟูวรรณคดี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปกรรมไทยที่สูญเสียหรือกระจัดกระจายไปหลังสงคราม ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา และวางรากฐานให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีความต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบ ผู้ทรงนำบ้านเมืองผ่านภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การป้องกันราชอาณาจักรในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเพิ่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำของสงคราม และจำเป็นต้องรักษาเอกราช ความมั่นคง และขวัญกำลังใจของประชาชน

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ แต่เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของสยาม เป็นการก่อร่างสร้างเมือง วางระบบการปกครอง และฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาติให้กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีที่กลายเป็นศูนย์กลางของชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานสำคัญให้แผ่นดินไทย ทั้งในด้านความมั่นคง การปกครอง กฎหมาย พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้พระองค์ได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” และปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นราชวงศ์จักรี วันที่สยามก้าวเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงกอบกู้ ฟื้นฟู และวางรากฐานแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบมา

9 มิถุนายน 2489 วันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์ไทย ย้ำความสำคัญแพทย์ไทย แสงสว่างของสาธารณสุข

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจะทรงครองสิริราชสมบัติในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านการเมือง สังคม และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พระราชกรณียกิจและพระราชปรารภของพระองค์ได้ฝากร่องรอยสำคัญไว้ต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี จึงได้รับการรำลึกในชื่อ “วันอานันทมหิดล” เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์และการศึกษาไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะพระราชปรารภสำคัญที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยควรผลิตแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน

พระราชปรารภดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการขยายการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย โดยนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของประเทศ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังแพทย์ให้แก่ประเทศ และขยายโอกาสในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยยังมีแพทย์จำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล การมีแพทย์ไม่เพียงพอทำให้การรักษาพยาบาลยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก พระราชปรารภของในหลวงรัชกาลที่ 8 จึงสะท้อนสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงเล็งเห็นว่าการแพทย์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของโรงพยาบาลหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความผาสุกของประชาชน

คุณูปการด้านการแพทย์ของพระองค์จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการพระราชทานแนวคิดให้ผลิตแพทย์เพิ่ม หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว เพราะการสร้างแพทย์หมายถึงการสร้างกำลังคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างระบบดูแลชีวิตประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อมีแพทย์เพิ่มขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจึงได้รับการรำลึกในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย พระนามของพระองค์ผูกพันกับการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่แพทย์ นิสิตแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของชาติ

วันอานันทมหิดลจึงมิใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สวรรคตเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่สังคมไทยได้หวนระลึกถึงพระราชปณิธานในการสร้างแพทย์เพื่อประชาชน เป็นวันที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการแพทย์ที่เข้าถึงทุกคน และเป็นวันที่ชวนให้เห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

พระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 8 ยังสะท้อนบริบทของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ในช่วงแรกของรัชสมัย ก่อนเสด็จนิวัตพระนครในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศ

แม้รัชสมัยของพระองค์จะไม่ยาวนาน แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะพระราชดำริและพระราชปรารภที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ไทย ซึ่งต่อมาได้สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และยังคงส่งอิทธิพลต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศสืบมา

การรำลึกถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรเป็นทั้งการถวายความอาลัยและการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 8 พร้อมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และสถาบันการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลชีวิตของประชาชน

9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย วันที่คนไทยน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงฝากคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไว้กับวงการแพทย์ไทย และพระราชปณิธานในการผลิตแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนยังคงเป็นแสงสว่างนำทางการพัฒนาสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้

8 มิถุนายน 2514 ในหลวง ร.9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” พระราชดำริเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรของประชาชน จากพระราชพิธีรัชดาภิเษก สู่ถนนเพื่อประชาชน รำลึกวันวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก

วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” ณ บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพตัดถนนเจริญกรุง เพื่อเป็นโครงการถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพมหานคร อันมีเป้าหมายสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจรให้แก่ประชาชน

ถนนรัชดาภิเษกมีที่มาจากช่วงเวลาที่รัฐบาลในขณะนั้นกราบบังคมทูลเรื่องการจัดพระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อ พ.ศ. 2514 เดิมทีรัฐบาลมีแนวคิดจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ แต่พระองค์มีพระราชดำริให้สร้างถนนแทน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น

พระราชดำริดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงคำนึงถึงความทุกข์ยากในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะปัญหาการจราจรไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ เวลาในการทำงาน ค่าใช้จ่าย สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้คนในเมืองใหญ่ การสร้างถนนวงแหวนจึงมิใช่เพียงโครงการก่อสร้างทางกายภาพ หากเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว

แนวคิดของถนนรัชดาภิเษกคือการเชื่อมต่อถนนสายต่าง ๆ รอบกรุงเทพมหานครให้เกิดเป็นโครงข่ายถนนวงแหวนรอบใน ช่วยกระจายการจราจร ลดภาระของถนนสายหลัก และเปิดทางให้การเดินทางระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมีความคล่องตัวมากขึ้น ถนนสายนี้จึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ในยุคที่เมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนรัชดาภิเษก” เพื่อระลึกถึงพระราชพิธีรัชดาภิเษก หรือวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ถนนรัชดาภิเษกจึงมีความหมายทั้งในฐานะถนนเพื่อการคมนาคม และในฐานะโครงการเฉลิมพระเกียรติที่แปรเปลี่ยนจากสัญลักษณ์เชิงอนุสาวรีย์ มาเป็นประโยชน์ที่ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ถนนรัชดาภิเษกประกอบด้วยทั้งช่วงถนนเดิมที่นำมาเชื่อมต่อและช่วงถนนที่สร้างขึ้นใหม่ โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมโยงหลายพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เช่น ฝั่งธนบุรี พระราม 3 คลองเตย อโศก ดินแดง ห้วยขวาง ลาดพร้าว วงศ์สว่าง และพื้นที่ต่อเนื่องโดยรอบ ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นเส้นทางสำคัญของเมืองหลวงทั้งในมิติการเดินทาง การค้า การอยู่อาศัย และการพัฒนาเศรษฐกิจเมือง

ภายหลังการวางศิลาฤกษ์ โครงการถนนรัชดาภิเษกได้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายพื้นที่ริมถนนรัชดาภิเษกได้เติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย และระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแนบแน่น

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงมิใช่เพียงวันเริ่มต้นของถนนสายหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่เกิดจากพระราชดำริอันมุ่งแก้ไขปัญหาจริงของประชาชน พระองค์มิได้ทรงมองการเฉลิมพระเกียรติเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเพื่อรำลึก หากทรงเลือกให้เกิดสิ่งที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง

ถนนรัชดาภิเษกจึงเป็นมากกว่าถนนสายคมนาคม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นภาพสะท้อนพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ และความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน

8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานไทย วันที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ถนนที่ถือกำเนิดจากพระราชดำริเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจร และยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่สายหนึ่งของกรุงเทพมหานครมาจนถึงปัจจุบัน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านขนส่งน้ำมันดิบ(Crude Oil) ปริมาณต่อวัน

1.จีน  5.35 ล้าน

2.อินเดีย 2.15 ล้าน

3.เกาหลีใต้ 1.7 ล้าน

4.ญี่ปุ่น 1.7 ล้าน

4.ประเทศอื่นๆในเอเชีย 2 ล้าน

5.สหภาพยุโรป 5 แสน

6.สหรัฐอเมริกา  4 แสน

7.ประเทศอื่นๆ  แสน

หน่วย : บาร์เรล

หมายเหตุ ปริมาณน้ำมันดิบ จีนรวมกับอินเดียสูงถึง 52% ของปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : IEA,Upsurge

COLUMNIST

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1.  ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2.  ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3.  สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4.  การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5.  การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม  Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6.  ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว  Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

·  ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

·  การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

·  การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

·  การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

WORLD

‘สีจิ้นผิง’ คืนเวทีเปียงยาง!! ย้ำมิตรภาพ จีน–เกาหลีเหนือ ไม่เปลี่ยน พร้อมเปิดบทใหม่ยุทธศาสตร์ร่วม ดันความสัมพันธ์ทวิภาคีสอดคล้องยุคสมัย เสริมสร้างความร่วมมือระดับสูง

ปักกิ่ง, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานาธิบดีจีน ได้เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8-9 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในปี 2026 และการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยสีจิ้นผิงและคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนงานระดับสูงและการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีในยุคใหม่

ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องจะใช้กระแสธารแห่งยุคสมัย ตอบสนองความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูง กระชับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ผูกโยงสายใยระหว่างประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ร่วมเปิดโอกาสใหม่ๆ ของกิจการสังคมนิยมของทั้งสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและชะตากรรมของสังคมนิยม

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนจะยังคงรักษาจุดยืนที่ให้คุณค่ากับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างมั่นคง สนับสนุนคิมจองอึนในการชี้นำกิจการสังคมนิยมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างหนักแน่น รวมถึงมุ่งมั่นคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของสองประเทศและรักษาสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของพรรคฯ และรัฐบาลจีนเสมอมา

ทั้งนี้ ปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ด้วยวาระสำคัญข้างต้น สีจิ้นผิงได้ผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จำนวน 4 ประการ ได้แก่ 1) ทั้งสองฝ่ายควรรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงและเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน 2) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นเป้าหมายส่งมอบผลประโยชน์แก่ประชาชนและยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ 3) ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและกระชับสายใยระหว่างประชาชน 4) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมเป็นหลักการชี้นำเพื่อส่งเสริมการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์

ข้อเสนอสี่ประการนี้ได้เพิ่มพูนแรงกระตุ้นอันแข็งแกร่งสู่มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี รวมถึงมอบแนวทางและแนวปฏิบัติสำหรับการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ที่อยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ครั้งประวัติศาสตร์ โดยการดำเนินการตามฉันทามติสำคัญจากผู้นำทั้งสองและการเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยจะส่งมอบผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นแก่ประเทศและประชาชน รวมถึงมีส่วนส่งเสริมเชิงบวกต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน พบปะกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ณ เรือนรับรองคึมซูซาน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนต้อนรับสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

กลาโหมจีนเตือน ญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์!! ยุติยั่วยุในน่านน้ำตะวันออกไต้หวัน ก่อนปัญหาบานปลาย เตือนหยุดยั่วยุก่อนสาย พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด

โฆษกกลาโหมจีน ชี้ หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกราน จะนำมาซึ่งปัญหา
เมื่อบ่ายวันที่ 9 มิ.ย.69 พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนได้เผยแพร่ประเด็นทางการทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่แหล่งข่าวอ้างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนโดยลำพังฝ่ายเดียว ตำรวจทะเลจีนจึงมีการลาดตระเวนและสำรวจในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคมนาคมและขนส่งจีนได้ดำเนินปฏิบัติการเฉพาะด้านในน่านน้ำบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง

พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง กล่าวว่า สำหรับเรื่องญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทิศทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนนั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงย้ำจุดยืนอันหนักแน่นอย่างเด็ดขาดหลายครั้งแล้ว เพื่อเร่งรัดให้ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยุติพฤติกรรมละเมิดอธิปไตยและยั่วยุที่ผิดกฎหมายทันที หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกรานในแนวทางของตนเอง จะนำมาซึ่งปัญหา ทั้งนี้ จีนจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีพลังเพื่อพิทักษ์อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของประเทศชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1419315296892735&id=100064428352622&rdid=xi9lB0vmbm2iuLFZ#

NASA ลุยอาร์ทิมิส 3 เปิดตัวนักบินอวกาศ 4 คนสำหรับภารกิจ มีนักบินอเมริกัน 3 รายและนักบินอิตาลี ภารกิจเริ่มทดสอบในปี 2027 บนวงโคจรโลก เตรียมสาธิตเชื่อมต่อกับยานบลู ออริจิน สเปซเอ็กซ์

ลอสแอนเจลิส, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (9 มิ.ย.) องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายชื่อนักบินอวกาศประจำภารกิจอาร์ทิมิส 3 (Artemis III) จำนวน 4 คน ซึ่งแบ่งเป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และนักบินอวกาศชาวอิตาลี 1 คน ได้แก่ แรนดี เบรสนิก นักบินอวกาศของนาซาที่จะเป็นผู้บัญชาการ แอนเดอร์ ดักลาส และแฟรงก์ รูบิโอ ที่จะเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญ และลูกา ปาร์มิตาโน จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่จะเป็นนักบิน

ภารกิจอาร์ทิมิส 3 มีกำหนดดำเนินการทดสอบที่ท้าทายหลายรายการในวงโคจรรอบโลกในปี 2027 โดยจรวดระบบปล่อยอวกาศของนาซาจะนำส่งยานอวกาศโอไรออน (Orion) พร้อมทีมนักบินอวกาศจากศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซาในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เข้าสู่วงโคจรต่ำของโลก และยานอวกาศโอไรออนจะสาธิตการนัดพบและเชื่อมต่อกับระบบลงจอดยานอวกาศเชิงพาณิชย์โดยมนุษย์ของสหรัฐฯ ที่บลู ออริจิน (Blue Origin) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังพัฒนา

ทั้งนี้ นาซายังแต่งตั้งบ็อบ ไฮเนส นักบินอวกาศของนาซา เป็นนักบินอวกาศสำรอง ซึ่งจะทำการฝึกฝนพร้อมกับทีมนักบินอวกาศหลักของภารกิจอาร์ทิมิส 3 ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับภารกิจอาร์ทิมิส 4 ที่เป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปยังขั้วใต้ของดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 2028

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top