Friday, 21 August 2026
NEWS

ส.อ.ท. เสริมแกร่งอุตฯ พลังงาน!! จับมือ JBIC ญี่ปุ่น เสริมความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งกรอบสนับสนุนพลังงานสะอาด เสริมเทคโนโลยี-เงินทุน สู่การแข่งขัน ร่วมผลักดันอุตฯ ลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. และคณะกรรมการ ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japan Bank for International Cooperation (JBIC) นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม 801 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ซึ่ง JBIC จัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Strategic Investment Facility เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กรอบการสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ ตลอดจนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทย

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า "จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก ส.อ.ท. เล็งเห็นว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ การร่วมมือกับ JBIC ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของทั้งไทยและญี่ปุ่น”

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอทิศทางและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด "Thailand Pragmatic Energy Transition" ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ที่มุ่งส่งเสริม Energy Efficiency, Renewable Energyการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการลงทุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้ AZEC-SAVE ในประเทศไทย

ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. กล่าวว่า “การเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดของไทย โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานชีวภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า POWERR Asia FAST Window เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. เตรียมนำข้อมูลจากการหารือไปประเมินร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อสำรวจความต้องการและโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงช่องทางการขอรับการสนับสนุนจาก JBIC ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย

‘จุลพันธ์’ เผยแรงงานไทยเจ็บในอิสราเอลอาการดีขึ้น 6 แรงงานไทยบาดเจ็บจากระเบิด 2 รายอาการคงที่และดีขึ้น 3 รายหายดีออกจากโรงพยาบาล ติดตามใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

“จุลพันธ์”เผย ความคืบหน้า 6 แรงงานไทยบาดเจ็บในอิสราเอล 2 รายอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น อีก 1 รายอาการดีขึ้นมาก ขณะที่ 3 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว กำชับฝ่ายแรงงานฯ ติดตามใกล้ชิด

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการแรงงานไทยจำนวน 6 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดตกค้างในเมืองเมทูลา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์และอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอิสราเอล เพื่อให้แรงงานได้รับการรักษาและความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยขอให้แรงงานและครอบครัวมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามและดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ฝ่ายแรงงานและฝ่ายกงสุล ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยัง Ziv Medical Center เมือง Safed เพื่อหารือและรับฟังรายละเอียดการรักษาจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมเยี่ยมแรงงานที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะให้การรักษาอย่างดีที่สุดโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับความคืบหน้าอาการของแรงงานทั้ง 6 ราย พบว่า แรงงาน 2 ราย ได้แก่ นายวีรวุฒิ แวงวงษ์ และนายอารี ปัญญาทอง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยนายวีรวุฒิอยู่ระหว่างการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติมตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ขณะที่คณะแพทย์แจ้งว่าการบาดเจ็บไม่กระทบต่อระบบประสาทไขสันหลังและสมอง ซึ่งถือเป็นข่าวดี

แรงงานอีก 1 ราย คือ นายทรงฤทธิ์ เชิดรำ ซึ่งได้รับบาดเจ็บปานกลาง มีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก สามารถสื่อสารได้ตามปกติ ไม่มีประเด็นน่าเป็นห่วง และมีอาการปวดบริเวณแผลเล็กน้อยเวลาขยับตัว ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย ได้แก่ นายธนวัตน์ แสงกลาง นายทิศวรเวช สามารถกิจ และนายจิระพงษ์ สวัสดิ์รักษ์ แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับที่พักแล้ว โดยไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดในพื้นที่
ที่แรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บมีภูมิลำเนาอยู่ ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัว พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานไม่ทอดทิ้งแรงงานไทยและครอบครัว โดยจะประสานข้อมูลกับฝ่ายแรงงานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวได้รับทราบความคืบหน้าอาการและการรักษาของแรงงานอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานแจ้งความคืบหน้าอาการของแรงงานให้ญาติรับทราบแล้ว และจะติดตามอาการของแรงงานทั้ง 6 รายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดต่อไป

“เมย์” รัชนก เปิดใจหลังถอนตัวชิงแชมป์โลก!! เจ็บหลังฝืนต่อไม่ไหว ต้องพักยาวหลังแพ้คู่แข่ง ยอมรับเสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ เตรียมตัวเต็มที่เพื่อเหรียญรางวัล

“เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวชาวไทย โพสต์ข้อความหลังจากได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันรายการชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอินเดีย

นักแบดมินตันวัย 31 ปี ต้องตัดสินใจถอนตัวทั้งน้ำตา ระหว่างเกมในรอบสอง ที่พบกับ อิชิกา ไจสวัล จากสหรัฐอเมริกา หลังจากมีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ได้ในเกมที่สอง

หลังการถอนตัว เมย์ รัชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เมย์ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่างด้านซ้ายอย่างกะทันหันระหว่างเกมแรก และเมย์พยายามฝืนทุกอย่างต่อไป แต่ก็กลัวว่าอาการจะยิ่งแย่ลง ดังนั้นเมย์จึงปรึกษากับโค้ช และเราตัดสินใจว่าการพักสักระยะอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

สิ่งที่เมย์เสียดายที่สุดคือ เมย์รู้สึกว่าตัวเองเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่เพื่อคว้าเหรียญรางวัล มันอาจฟังดูตลกนะ แต่เมย์ไม่เคยคิดที่จะทรยศต่อตัวเองเลย

ทุกอย่างจบลงภายในเสี้ยววินาที แต่นี่แหละคือสิ่งที่การเป็นนักกีฬาต้องเผชิญ นอกจากคู่แข่งในสนามแล้ว เรายังต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วย มันเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับเมย์มาโดยตลอด แต่เมย์จะไม่ยอมแพ้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10367485

ย้อนความหมาย “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ”!! เพลงปลุกใจสะท้อนจิตวิญญาณทหาร เนื้อเพลงมาจากภาษิตโบราณ ต้องมีศรัทธาและจงรักภักดี เกียรติและครอบครัวคือหัวใจสำคัญ

พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง โพสลงเฟสบุ๊ค

วันนี้มีเพลงหนึ่งปรากฏขึ้น timeline บน YouTube ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่เป็นนักเรียนนายร้อย ที่เราจะร้องเพลงนี้ตอนเวลาวิ่งกัน ซึ่งเพลงนี้คือ เพลง “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ”

มโนมอบพระผู้ สถิตอยู่ยอดสวรรค์
แขนถวายให้ทรงธรรม์​ พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา
ดวงใจให้ขวัญจิต ยอดชีวิตและมารดา
เกียรติศักดิ์รักของข้า​​ ชาติชายแท้แก่ตนเอง
มโนมอบพระผู้​​ เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ​ และแม่
เกียรติศักดิ์รักข้า​​ มอบไว้แก่ตัว

ความจริงแล้ว เนื้อหาของเพลงนี้มาจาก ภาษิตนักรบฝรั่งเศสโบราณ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงชื่นชม เลย นำโคลงนี้ไปตีพิมพ์ ในหนังสือ ดุสิตสมิต เมื่อ พ.ศ. 2461
ในตอนเป็นนักเรียนนายร้อยนั้น ผมวิ่งร้องเพลงนี้ไปก็ไม่คิดอะไรที่ลึกซึ้งมาก นอกจากวิ่งแล้วฮึกเหิม เพราะเป็นเพลงปลุกใจ แต่พอรับราชการทหารมาจนใกล้เกษียณแล้ว กลับมาดูเนื้อเพลงนี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พบว่า เนื้อหามีความลึกซึ้ง สะท้อนถึงจิตวิญญาณ การเป็นทหาร อย่างแท้จริง ที่มีมาตั้งแต่โบราณ

เนื้อหาของ เพลงทั้ง 2 ท่อนมี 4 ส่วนที่้ซ้ำกันดังนี้
1) กล่าวถึงความเชื่อความศรัทธา ที่มีต่อศาสนา หรือความเชื่อ
2) กล่าวถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือการทำหน้าที่เพื่อรับใช้แผ่นดิน
3) ความยึดมั่นในคนที่เรารักและครอบครัวของเรา
4) ส่วนเกียรติและความซื่อสัตย์ คือสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาจากตัวของเราเอง

สามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่นักรบ หรือ ทหารอาชีพจะต้องมี 4 เรื่อง คือ
ทหารอาชีพ = ผู้มีศรัทธา + ผู้รับใช้ พระเจ้าแผ่นดิน/แผ่นดิน + ผู้ที่รักสมาชิกครอบครัว + ผู้ที่มีศักดิ์ศรี
ปัจจุบัน ทหารเป็นอาชีพที่อาจจะมีคนอยากเป็นน้อยลง เพราะวิถีในการดำเนินชีวิตมีความสะดวกสบายขึ้น โลกมีภาวะความขัดแย้งในรูปแบบของการสู้รบที่น้อยลง อย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างไร จิตวิญญาณในการเป็นทหารปัจจุบัน ก็ยังคงมีความเหมือน กับคนที่เป็นทหารสมัยก่อน ตั้งแต่โบราณกาล ที่ผ่านมาหลายพันปี ทหาร หรือ นักรบในอดีต นั้นจะต้องยึดมั่นกับอุดมการณ์ความเชื่อของตนเอง ต้องเสียสละเพื่อสังคมส่วนรวม ต้องปกป้องคนของตัวเอง (ครอบครัว) และ ต้องเป็นคนที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นั่นก็หมายความว่า คนที่เป็นทหารนั้น ไม่ได้ดูจากความชอบความชอบความสมัครใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูจากความยึดมั่นจงรักภักดีใน ค่านิยมหลักของชาตินั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครอบครัว และ ความมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในตัวเอง เพราะ ทหารเป็นอาชีพจับถืออาวุธ การที่ทหารแต่ละนายมีมิติต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทหารห่างไกล จากการเป็นเครื่องจักรสงคราม หรือ เครื่องจักรสังหาร เพราะกระบวนการหล่อหลอม บุคคลพลเรือน เข้ามาเป็นทหารนั้น จะต้องสร้างให้ทหารนั้นมีความเสียสละ ยึดมั่นในอุดมการณ์ สามารถเดินไปตายแทนคนที่อยู่ข้างหลังได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า อุดมการณ์ในการเป็นทหารอาชีพ สรุปก็คือ เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง และจบลงที่ความหมายสะท้อน ถึงอุดมการณ์ในการเป็นทหารอาชีพ ครับ ….Hooah!!!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=27533070409727312&id=100003531711329&post_id=100003531711329_27533070409727312&rdid=kP4McPscY3goVUec#

POLITICS

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

‘เรวัช’ ลุยหาเสียง!! วางบทบาทแบบณัฐวุฒิ ไม่เป็น สส. ไม่รับเก้าอี้ เปรยเลือกตั้งหน้าอาจขึ้นเวทีช่วยหาเสียง ขอเลือกพรรคที่ฝากอนาคตประเทศได้ ย้ำต้องหาทางช่วยประเทศ

วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.กล่าวว่า ตนไม่เล่นการเมืองไม่รับตำแหน่ง แต่วันนี้นอนคิดทั้งวันว่าจะหาทางช่วยเหลือ ประคับประคองประเทศไทยได้อย่างไร ตนคิดว่าเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เห็นว่าพอจะฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศได้ ทำตัวเหมือน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ไม่ลงสมัคร หรือรับตำแหน่งอะไร ถ้าหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ตนไม่รับตำแหน่งขอไปอยู่ป่าอยู่เขาเหมือนเดิม

อีกประมาณ 3 ปีกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตอนนั้นตนจะอายุ 74 ปี ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ครั้งที่แล้วปฏิเสธทุกพรรคที่ชักชวนไป เป็นคนมีพรรคพวกเยอะ ต้องมั่นใจว่าไปช่วยพรรคนี้หาเสียงแล้วจะได้เสียง สส.เยอะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไปหาเสียงเต็มที่ขึ้นเวทีทั่วประเทศได้ไม่เกิน 10 เสียง ไร้ประโยชน์เหนื่อยเปล่า จำเป็นต้องเลือกหัวเลือกก้อยแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 5 พรรค คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง พรรคส้ม พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็ไม่ไปอาสา

"คิดอยู่นะ วันนี้คิดอยู่นะครับ คิดอยู่ว่าจะต้องทำ ใคร่ควรแล้ว ยังไม่รู้จะไปช่วยพรรคไหนหาเสียง ไปเปิดเวทีใหญ่ๆ ก็จะขึ้นเวทีไปพูดหาเสียงให้ เป็นโฆษกให้" อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.เรวัช ยื่นคำขาดมาตลอดว่า ไม่คิดลงเล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมามีประเด็นเรื่อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 86 ปี ราชายาเสพติด ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ต.ท.เรวัช อย่างมากในฐานะคนทำคดี โดยตั้งข้อสงสัยทำไมติดคุกน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นตัวการใหญ่ระดับประเทศ และการไปจับไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ราชทัณฑ์แก้หลักเกณฑ์ คดียาเสพติดไม่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000081447?fbclid=IwdGRjcATxxm1jbGNrBPHGW3Bkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeqjCyuuWQo8YsJ7SDFa7HDWtojzqzQXwErC9LpnGEs9PhL5_raKjIIy_GCXY_aem_VVuZcYWXkXaf80eDxxeA9g

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ!! ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน ชี้พยานหลักฐานยังไม่พอเอาผิด

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ บุญญามณี

ECONBIZ

ปตท.ลุยกลยุทธ์ปี 69 ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง กำไรครึ่งปีแรกโต 74% ทะลุ 78,263 ลบ. ขยายพอร์ต LNG ตั้งเป้าถึง 15 ล้านตัน เดินหน้าลดคาร์บอน เสริมความมั่นคงพลังงาน

บทพิสูจน์กลยุทธ์ ปตท. ครึ่งแรกปี 69 พร้อมทุกสถานการณ์ ฝ่าวิกฤต เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ ตลอดจนบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘เอกนิติ’ ลุยเจรจาธุรกิจ!! ไทย-นิวซีแลนด์ จับมือสุดแข็งแกร่ง ขยายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 3 สาขา ดันมูลค่าการค้าสูง 3 เท่าใน 20 ปี เชิญชวนนักลงทุนลุยตลาดอาเซียนกว้างใหญ่

เอกนิติ นำเอกชนไทยเจรจาธุรกิจนิวซีแลนด์ ปักหมุดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ "อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี"

รองนายกฯ เอกนิติ และ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ ร่วมเป็นประธานงาน Business Meeting ที่นครโอ๊คแลนด์ เชื่อมผู้บริหารระดับสูงไทย-นิวซีแลนด์กว่า 40 ราย ฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ ต่อยอดการยกระดับสู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" ชู 3 สาขาใหม่ อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี ดันมูลค่าการค้าโต 3 เท่า ภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมกับ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงาน Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Networking) เชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ รองนายกฯ เอกนิติ เผยว่า ไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรีถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการค้าการลงทุนจริงที่จับต้องได้มากขึ้นในทั้งสองทาง คือ ทั้งการรับนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้าไปลงทุนในประเทศไทย และการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมาหาโอกาสขยายกิจการในนิวซีแลนด์ โดยระบุ 3 สาขาที่ศักยภาพของทั้งสองประเทศเกื้อกูลกัน ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพ ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานการผลิตอาหารของไทย ด้านพลังงาน เปิดทางความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย

นอกจากนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์และคณะผู้นำนักลงทุนไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทักษะแรงงานให้สอดรับความต้องการของนักลงทุน และเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วอาเซียน ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค

ในงานนี้ รองนายกฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยร่วมกิจกรรม ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ บมจ. บ้านปู กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ. ปตท. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) บมจ. ศุภาลัย และ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand พร้อมผู้บริหารจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) สะท้อนว่าฝ่ายนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทยอย่างมาก

"ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์!! ดันไทยเป็นฮับกระจายสินค้าเกษตรสู่อาเซียน–ตลาดโลก เชื่อมเครือข่ายตลาดอาเซียน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือน

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์ ยกระดับเกษตรกร ชูไทยฮับกระจายสินค้าเกษตรอาเซียน

นายกฯ หารือ T&G Global บริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดจากนิวซีแลนด์ เจ้าของแบรนด์แอปเปิล ENVY และ JAZZ ที่จำหน่ายผลไม้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ชูศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการวิจัยและพัฒนา นำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ผลไม้ระดับโลกมาช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทยกว่า 6 ล้านครัวเรือน และเชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือและการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับ T&G ให้ครอบคลุมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลไม้คุณภาพสูงของไทยเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายของ T&G เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก และนำประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาแอปเปิลจากสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับโลก มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก การจัดเก็บ การบรรจุ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทย

นอกจากนี้ยังได้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสำหรับตลาดอาเซียน ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคน ประกอบกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบ Cold Chain และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ตลอดจนเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี ที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการกระจายสินค้าในภูมิภาคที่สำคัญ ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยกว่า 6.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งประเทศ ที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรเป็นอาชีพหลัก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำผลไม้จากสวนของเกษตรกรไทยไปวางขายทั่วโลก

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยยืดอายุพืชผักและผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเกษตรกร เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการจัดเก็บและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

T&G Global เป็นหนึ่งในบริษัทด้านพืชสวนและผลไม้รายใหญ่และเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 2440 หรือเกือบ 130 ปีที่ผ่านมา ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การเพาะปลูกและจัดหาผลผลิต การบรรจุและจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การจัดเก็บและโลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย โดยมีแบรนด์ผลไม้ระดับพรีเมียม เช่น ENVY, JAZZ และ Orchard Rd ปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเพาะปลูกใน 10 ประเทศ และจำหน่ายผลไม้สดในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยธุรกิจแอปเปิลเป็นธุรกิจหลัก คิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของรายได้รวม

สำหรับประเทศไทย T&G ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท T&G South East Asia ซึ่งตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2559 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยประเทศไทยเป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เกษตรกรรมคือรากฐานที่หล่อเลี้ยงคนไทย การประสานความร่วมมือกับ T&G ซึ่งเป็นผู้นำด้านเกษตรสมัยใหม่และการขนส่งกระจายสินค้าสด จะเป็นโอกาสในการนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากบริษัทระดับโลกมาต่อยอดกับฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่เข้มแข็งของไทย ยกระดับผลไม้ไทยทั้งด้านการผลิต การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสดใหม่ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรคุณภาพสามารถวางขายได้ทั่วทุกมุมโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ บีโอไอสามารถให้การส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ กิจการคัดคุณภาพและเก็บรักษาผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจการศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนกิจการวิจัยและพัฒนา เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

LITE

21 สิงหาคม 2411 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 5’ ประกาศใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรกในไทย กำหนด 100 สตางค์เท่ากับ 1 บาท กลายเป็นมาตรฐานเงินบาทในปัจจุบัน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการออกประกาศให้ใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรก

โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยใช้หน่วยเงินเป็น ทศ พิศ พัดดึงส์ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ไพ ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งถือเป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการแลกเปลี่ยนในการใช้จ่ายต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม 100 สตางค์ มีการกำหนดค่าให้เท่ากับ 1 บาท และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของหน่วยสากลที่นิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/infoisoc4news/posts/pfbid032JYR5WHhQxQ9FjkWtG3X5N87ygWugE3w1BhUsJRHgkoLCRUVbfBsxDJhoUaTdfcVl

20 สิงหาคม 2447 ประหาร ‘นางล้วน’ นักโทษหญิง คดีฆ่าสามีแล้วเผาทั้งบ้าน ด้วยวิธีการ ‘ตัดศีรษะ’ เป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ด้วยการตัดศีรษะเป็นครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร)

โดยมีการบันทึกไว้ว่า มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ชื่อ ‘นางล้วน’ ด้วยวิธีตัดหัวเป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย แต่เป็นรายสุดท้ายสำหรับผู้หญิง ส่วนรายสุดท้ายที่ถูกประหารด้วยวิธีตัดหัวเป็นผู้ชาย ก็คือนายบุญเพ็ง นักโทษผู้โด่งดัง เจ้าของฉายา ‘บุญเพ็งหีบเหล็ก’ ที่ได้ก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าชิงทรัพย์ตั้งแต่ขณะอยู่ในผ้าเหลือง สุดท้ายถูกประหารที่วัดภาษี คลองตัน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2462

สำหรับนางล้วน นักโทษหญิงรายสุดท้ายที่ถูกตัดหัวนั้น ไม่มีเรื่องราวที่พูดถึงกันมากนัก จึงถูกบันทึกไว้เพียงสั้น ๆ ว่า ต้องโทษด้วยข้อหาว่าฆ่าผัวตายแล้วเผาทั้งบ้าน ถูกประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ มีนบุรีหลังจากเพิ่งคลอดลูกในคุกได้เพียง 1 เดือน ก่อนเข้าหลักประหาร นางล้วนได้มีโอกาสให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่าน้ำวัดหนองจอก ส่วนลูกของนางนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับไปอุปการะ

ที่มา : https://www.facebook.com/TPchannelFan/posts/1504980709643616?comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22O%22%7D

19 สิงหาคม 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” สหรัฐฯ เปิดทางไทยกลับสู่เวทีโลก ย้ำไทยควรเป็นประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตย

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1639

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ต่างชาติรุกพื้นที่เศรษฐกิจไทย!! เปิดปมธุรกิจนอมินี–ชุมชนปิด–ที่ดินท่องเที่ยว บนเกาะพะงัน-สมุยกว่า 3 พันบริษัท สัญญาณเตือนรัฐต้องคุมกฎหมายธุรกิจ ที่ดิน และแรงงานให้จริงจัง

มัดรวมต่างชาติเคลมแผ่นดินไทยแบบเงียบๆ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ถ้าพูดถึงต่างชาติที่มีพฤติกรรมการสร้างปัญหา ถ้าไม่นับวัยรุ่นอิตาลีบนรถไฟฟ้าแล้ว ก็คงไม่พ้นเรื่องของยิวบนเกาะพงัน และ เกาะสมุย ซึ่งเอาตรงๆตามข้อมูลที่เอย่าหามาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัทที่ตั้งบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน มีจำนวนสูงมาก โดยบน เกาะพะงันมีอยู่ 3,213 บริษัทจาก 4,761 บริษัท ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือประมาณ 67.5% และสัญชาติที่พบมากที่สุดคือ อิสราเอล 720 บริษัท ตามด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซียตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็พบว่ามี บริษัทนอมินีของไทย เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจแทนต่างชาติ รวมถึงโครงการวิลล่าที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอิสราเอลเช่นกัน และที่สำคัญคือกรมที่ดินได้ยืนยันแล้วว่าต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะพะงันโดยตรงประมาณ 6% ของพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ในขณะเดียวกันบนเกาะพงันเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ก็พบว่า มีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนและศาสนสถานของยิวบนเกาะอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราคิดว่าแค่ยิวมายึดแผนดินไทยละก็ เอย่าจะกล่าวถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างภูดก็ตให้ได้ทราบกัน

ที่ภูเก็ตมีรายงานว่าหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีชาวรัสเซียฐานะสูงเข้ามาพำนักในภูเก็ตมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีรายงานว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% จากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้พำนักชาวรัสเซีย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือชาวรัสเซียเข้ามาเปิดธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเป็นนายหน้าให้แก่ชาวรัสเซียด้วยกันเองด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรณีจีนในเชียงใหม่ก็เริ่มมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐไทยเรียกว่า “จีนเทา” รายงานล่าสุดระบุว่ามีกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวพร้อมครอบครัว และมี ecosystem รองรับทั้ง โรงเรียน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจนายหน้า สำนักงานกฎหมายและ สำนักงานบัญชี กล่าวคือเป็นระบบกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มจีนเทาในเชียงใหม่สามารถดำรงชีวิตในเชียงใหม่โดยพึ่งพาระบบของชุมชนจีนที่กลุ่มของตนเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง แต่สุดท้ายเอย่าจะมาชวนให้รู้ถึงผู้ที่มาก่อนกาลที่แท้จริงน่าจะเป็นชาวเมียนมา

หลังจากช่วงที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติให้มาทำงานในประเทศชาวเมียนมาจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามามากกว่าจากในอดีตที่เคยพบว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนแต่ปัจจุบันพบว่าแรงงานที่เข้ามานั้นมาจากทุกแหล่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวเมียนมาไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ชาวยิวทำคือการสร้างสังคมที่มีแต่เฉพาะชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอมหาชัยที่เคยมีการเรียกร้องให้จำกัดจำนวนชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในชุมชนมหาชัยแต่เหมือนถูกละเลยจนสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้มหาชัยกลายเป็นดินแดนพม่าไปโดยปริยาย แต่เช่นเดียวกันนอกจากการสร้างครอบครัวแล้วก็มีการสร้างศูนย์ต่างๆ โดยชาวเมียนมาผู้มาก่อนและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยจัดการในการตั้งศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน รวมไปถึงศาสนสถานแบบเมียนมาที่มีเฉพาะชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญ ซึ่งสิ่งที่เอย่ากล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมหาชัยแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่ไม่ว่าจะเป็นในสุราษฎร์ธานีที่เคยเป็นข่าวหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯเอง หรือแม้กระทั่งวัดดังที่เขาค้อก็มีชาวโซเชียลมาถามว่าทำไมถึงมีเจดีย์ชเวดากองจำลองที่นี่ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มชาวเมียนมาริมชายแดนที่ข้ามมาแบบผิดกฎหมายแล้วมาตั้งรกรากฝั่งไทยไม่ว่าจะมาทำเองหรือผ่านคนไทยริมชายแดนเป็นนอมินีเพื่อรอวันที่ลูกหลานตัวเองได้สัญชาติไทยเพื่อจะได้สร้างครอบครัวในไทย

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เอย่าแค่อย่าจะแจ้งให้ทราบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่เป็นเรื่องราวที่มีมาก่อนนานนับกว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย เพียงแต่คนไทยเป็นคนใจดี อะไรก็ได้ เห็นแก่สินน้ำใจนิดหน่อยก็ยอมทำให้เขาจนหมดใจ เอย่าว่าถ้าคนเดี๋ยวนี้จะโทษใครก็คงต้องโทษคนไทยกันเองก่อน เพราะเป็นคนเปิดประตูให้เขาเข้ามาเอง

ที่มา : AYA

พระพุทธรักขิตะ พระสงฆ์ชาวยูกันดารูปแรก ผู้ปลูกดอกบัวงาม ณ กาฬทวีป

เรื่องราวของชายผู้ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วกลับมาสร้างเส้นทางแห่งปัญญาให้กับผู้คนทั้งทวีป

ลองจินตนาการถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินขึ้นเครื่องบินจากกัมปาลา, ประเทศยูกันดาสู่อินเดีย ในกระเป๋าของเขามีเพียงเอกสารสมัครเรียนบริหารธุรกิจ และเปี่ยมด้วยความฝันแบบเดียวกับหนุ่มสาวทั่วโลก คือกลับบ้านมาพร้อมปริญญาและอนาคตที่มั่นคง เขาไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะพลิกทุกสิ่งที่เขาเคยยึดถือ และเปลี่ยนเขาจากนักศึกษา MBA ธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายเป็น “พระพุทธรักขิตะ” (Bhante Buddharakkhita) พระภิกษุในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและปัญญาให้เบ่งบานกลางแอฟริกา ทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานพุทธธรรมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย

จุดกำเนิดในครอบครัวคาทอลิก

เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1966 ในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัดของเมืองกัมปาลา มีชื่อเดิมว่า สตีเวน เจมบา คาบอกโกซา (Steven Jemba Kaboggoza) ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก สตีเวนเคยนอนนิ่งอยู่ข้างแม่ของเขาในยามบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าว เฝ้ามองลมหายใจที่สม่ำเสมอของแม่โดยไม่รู้ตัวว่า นั่นคือบทเรียนแรกของการภาวนาที่หล่อหลอมเขาไว้ตั้งแต่เด็ก

ช่วงเวลาที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ปี 1990 ณ มหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย สตีเวนไม่เคยรู้จักศาสนาอื่นใดนอกจากคริสต์และอิสลามมาก่อนในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้พบกับพระสงฆ์ไทยกลุ่มหนึ่ง ความสงบเยือกเย็นและความเรียบง่ายของพวกท่านสะกดใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ทุกสิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำ ปลุกความรู้สึกแห่งความรัก ความเมตตา และความกตัญญูในใจผม ผมรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และลืมปัญหาทั้งหมดไปเลย”

ไม่ใช่คำสอนในตำราที่ดึงดูดเขา แต่เป็นความสงบที่จับต้องได้จากตัวบุคคล เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอด 24 ปีของชีวิต จากวินาทีนั้น ชายผู้เคยมีเป้าหมายเพียงใบปริญญา เริ่มหันเหเส้นทางชีวิตไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือคำถามว่าชีวิตที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร

ปีแห่งการค้นหา ก่อนจะพบตัวตนที่แท้จริง

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน สตีเวนเริ่มศึกษาการทำสมาธิอย่างจริงจัง เขาเดินทางไปเยือนวัดวาอารามทั่วอินเดีย ก่อนขยายเส้นทางไปยังไทย ทิเบต และเนปาล เขาลองหยั่งศรัทธาของตัวเองในศาสนาบาไฮ ลัทธิซูฟี และศาสนาฮินดู เขาเปรียบตัวเองเหมือนนักเดินทางที่แวะชิมของหวานในร้านขายขนมทีละร้าน แล้วเดินจากมาด้วยความหิวโหยที่ยังไม่มีสิ่งใดเติมเต็มใจได้จริง

ในระหว่างเส้นทางแห่งการแสวงหานั้น เขามีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ และตั้งคำถามสำคัญว่า จะนำปัญญาที่ค้นพบนี้กลับไปสู่แอฟริกาได้อย่างไร คำตอบที่ได้เรียบง่ายจนเปลี่ยนทิศทางชีวิตเขาไปตลอดกาล

“จงหาเพื่อนทางธรรม”

คำตอบสั้นๆ นั้นเองที่กลายเป็นเข็มทิศนำทาง

ปี 1998 หลังใช้ชีวิตในต่างแดนแปดปี เขาเดินทางกลับยูกันดา ญาติพี่น้องตั้งตารอต้อนรับนักธุรกิจหนุ่มผู้มีอนาคตไกล แต่สิ่งที่พวกเขาได้พบกลับเป็นชายหัวโล้นคนหนึ่งที่หอบหนังสือพุทธศาสนาจำนวนมากกลับบ้านแทนที่จะเป็นกระเป๋าเอกสารและหนังสือธุรกิจต่างๆ

และเมื่อไม่พบชุมชนทางจิตวิญญาณที่โหยหาในบ้านเกิด เขาจึงออกเดินทางอีกครั้งสู่ทวีปอเมริกาก่อนไปพักปฏิบัติธรรมที่ Insight Meditation Society รัฐแมสซาชูเซตส์ และได้พบกับพระอาจารย์ผู้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล คือ พระเฮเนโปละ คุณรัตนะ (Bhante Henepola Gunaratana) พระเถระชาวศรีลังกาผู้เลื่องชื่อ

จากผู้แสวงหา สู่ผู้อุทิศตน

ด้วยศรัทธาที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ สตีเวนตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับเส้นทางธรรมอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพราะปฏิเสธศาสนาที่เติบโตมา แต่เพราะได้พบหนทางที่ทำให้ใจสงบอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเถรวาทเมื่อปี 2002 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมตถาคตะ เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีพระอูสีลานันทะเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นใช้เวลาถึงแปดปีฝึกฝนภายใต้การดูแลของพระอาจารย์คุณรัตนะ ณ Bhavana Society รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย บ่มเพาะทั้งความรู้และความมั่นคงทางจิตใจ ก่อนจะพร้อมสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง นั่นคือการนำแสงแห่งธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดที่ไม่เคยมีใครนำมาก่อน

เมื่อผู้แสวงหากลายเป็นผู้ให้

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2005 พระพุทธรักขิตะเดินทางกลับยูกันดาและก่อตั้ง ศูนย์พุทธศาสนายูกันดา (Uganda Buddhist Centre) บนที่ดินสองเอเคอร์ ริมทะเลสาบวิกตอเรีย เมืองเอนเทบเบ นับเป็นศูนย์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศยูกันดาและหนึ่งในจุดกำเนิดสำคัญของพุทธศาสนาเถรวาทบนทวีปแอฟริกา ท่านตั้งใจนำพระธรรมมาผสานกับจิตวิญญาณแบบแอฟริกันอย่างกลมกลืน ไม่ใช่การนำเข้าศาสนาต่างถิ่นแบบดิบๆ แต่เป็นพุทธศาสนาที่มี “กลิ่นอายแบบแอฟริกัน” เพื่อไม่ให้ผู้คนมองว่าเป็นเรื่อง “แปลกประหลาด ต่างด้าว” จนเกินกว่าจะยอมรับ
แต่เส้นทางของผู้บุกเบิกไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่านเคยรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร และเคยถูกเพื่อนบ้านแพร่ข่าวลือร้ายกาจว่าศูนย์แห่งนี้ลักลอบค้าศีรษะเด็ก หากเป็นคนทั่วไปคงเลือกตอบโต้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่พระพุทธรักขิตะเลือกเส้นทางที่ยากกว่านั้นมาก ท่านไม่โต้แย้งข่าวลือแม้แต่คำเดียว สิ่งที่ท่านทำคือเปิดโรงเรียนขึ้น และมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของเพื่อนบ้านที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นนั่นเอง

“การตอบแทนความชั่วร้ายด้วยความดีนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ”

นี่คือช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริงไม่ได้วัดกันตอนที่ทุกอย่างราบรื่น แต่วัดกันตอนที่ถูกทำร้ายแล้วยังเลือกให้อภัย คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ถูกนำมาปฏิบัติจริงท่ามกลางความขัดแย้งของชีวิต
แรงบันดาลใจที่แผ่ขยายไปทั้งครอบครัว
ผลแห่งความเมตตาและความอดทนของท่านเริ่มเผยผล ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังกลับถึงบ้านเกิด มารดา น้องสาวพร้อมสามี และหลานๆ อีกหลายคน ต่างพร้อมใจกันขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ราวกับภาพสะท้อนของปฐมสาวกทั้งห้าในครั้งพุทธกาล สิ่งที่เป็นหมุดหมายอันสำคัญที่สุดคือมารดาของท่าน ผู้เคยสอนบทเรียนแรกแห่งความสงบนิ่งให้ลูกชายโดยไม่รู้ตัว ในบั้นปลายชีวิตท่านขอบวชเป็นภิกษุณีตามรอยบุตรชาย แม้พระพุทธรักขิตะจะทักท้วงว่าคงเป็นสิ่งที่ยากลำบากในวัยชรา มารดาของท่านกลับตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ว่า

“ถ้าลูกทำได้ แม่ก็ทำได้”

ในปี 2008 ท่านจึงกลายเป็นภิกษุณีชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงของหนึ่งชีวิตสามารถจุดประกายให้คนรอบข้างกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไปด้วย

จากคนหนึ่งคน สู่ประโยชน์ของคนทั้งโลก

งานของพระพุทธรักขิตะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเผยแผ่ศาสนา แต่ครอบคลุมมิติของการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ปี 2022 ศูนย์พุทธศาสนายูกันดาเปิด โรงเรียนประถมศึกษาพุทธศาสนาแห่งแรกของทวีปแอฟริกา มอบการศึกษาฟรีแก่เด็กในชุมชนโดยไม่จำกัดศาสนา ท่านยังนำหลักการเจริญสติไปใช้แก้ปัญหาสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น ท่านเดินทางไปจาเมกาเพื่อสอนสมาธิเป็นเครื่องมือลดความรุนแรงในชุมชนที่เผชิญปัญหาอาชญากรรม และทำงานเยียวยาบาดแผลที่ฝังรากลึกในสังคมแอฟริกันจากยุคอาณานิคม
ตลอดสองทศวรรษ ท่านได้เดินทางสอนการทำสมาธิไปทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ออสเตรเลีย ยุโรป เอเชีย อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณให้ Buddhist Global Relief และอาจารย์พิเศษที่ Union Theological Seminary นครนิวยอร์ก อีกทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดไว้ในหนังสือ Planting Dhamma Seeds: The Emergence of Buddhism in Africa บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่โลกยังรู้จักไม่มากนัก
.
ดอกบัวงามแห่งกาฬทวีป
.
จากชายหนุ่มผู้ขึ้นเครื่องบินไปพร้อมความฝันเรื่องปริญญาธุรกิจ สู่พระภิกษุผู้บุกเบิกพระพุทธศาสนาในทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานมาก่อน เรื่องราวของพระพุทธรักขิตะคือบทพิสูจน์ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในใจของคนเพียงคนเดียว

ดอกบัวที่งดงามที่สุด มักผลิบานขึ้นจากโคลนตม

ท่ามกลางความเข้าใจผิด คำครหา และแม้แต่ภัยคุกคามถึงชีวิต พระพุทธรักขิตะยืนหยัดพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความเมตตาและความเพียรอันมั่นคงสามารถเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่สุด จากเด็กชายผู้ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนา สู่ผู้ปลูกดอกบัวแห่งธรรมให้เบ่งบานกลางใจกลางทวีปแอฟริกา มอบสันติสุขแก่ผู้คนนับล้าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใด หรือเกิดในแผ่นดินไหนก็ตาม เรื่องราวของท่านเตือนใจเราว่า ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน หรือเริ่มต้นจากจุดใด ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้เช่นกัน

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

WORLD

“อังกฤษ” เตือนผู้ลี้ภัย!! รัฐปล่อยคู่มือ “อย่าข่มขืน” คดีข่มขืนเพิ่ม ดึงความสนใจ ผู้ลี้ภัยถูกกล่าวหาข่มขืนหลายคดี สังคมโหมวิจารณ์นโยบายลี้ภัย

อ้างจากเพจ Amthaipaper (หนังสือพิมพ์ไทยในอังกฤษ)

รัฐบาลอังกฤษต้องออกคู่มือเตือนผู้ขอลี้ภัย “อย่าข่มขืน” หลังคดีความรุนแรงทางเพศพุ่งสูง
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเผยแพร่คู่มือชื่อ
“Understanding behaviours and expectations in the UK”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยมีเนื้อหาชี้แจงให้ผู้ขอลี้ภัยทราบว่า
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการข่มขืน และเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ

คู่มือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นเรื่อง ความยินยอม, การทารุณกรรมในครอบครัว, อายุที่ยินยอมทางเพศอยู่ที่ 16 ปี และการล่วงละเมิดเด็ก

สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวด้วยพาดหัวตรงไปตรงมาอย่าง
“รัฐมนตรีถูกบังคับให้บอกผู้ขอลี้ภัยว่าอย่าข่มขืนผู้หญิง” หลังมีคดีความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง

หนึ่งในคดีล่าสุดที่สร้างความตื่นตระหนก คือกรณีชายชาวอัฟกานิสถาน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 14 ปี บนรถไฟมุ่งหน้าลอนดอน ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี

นอกจากนี้ ยังมีคดีชายชาวเอริเทรียถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนชายวัยเกษียณนอกโบสถ์ในย่าน Harrow

ล่าสุด ชายอัฟกัน 2 คนข่มขืนหญิงในสวน Barking ขณะใช้มีดขู่
ศาลอังกฤษตัดสินเมื่อ 20 ส.ค. 2026 ว่า Noorullah Ahmdzai (26) และ Khan Agah (19) มีความผิดฐานข่มขืนและขู่ด้วยมีด

เหตุเกิดคืน 16 ส.ค. 2025 ที่ Barking Park ลอนดอน หญิงสาวกำลังนั่งดูดาวกับชายคู่เดท ถูกทั้งคู่จับกดลงพื้น ใช้มีดจ่อคอชายคู่เดท แล้วผลัดกันข่มขืน
ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด รอฟังโทษจำคุกในเดือนต.ค. นี้ และมีแนวโน้มถูกส่งตัวกลับประเทศหลังพ้นโทษ

ทั้งสองคนเป็นผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
และยังมีคดีข่มขืนเด็กหญิงโดยผู้ขอลี้ภัยอีกหลายคดีในช่วงปี 2025-2026
แม้รัฐบาลอังกฤษจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการที่แยกสถานะ “ผู้ขอลี้ภัย” ในการตัดสินคดีอาญา
แต่ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมที่สื่อได้รับผ่านคำร้องขอข้อมูลสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีความผิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนประชากร
โดยเฉพาะในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงและคดีข่มขืนบางประเภท บางสัญชาติอย่างอัฟกานิสถานมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอังกฤษว่า
ทำไมประเทศต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบลี้ภัย ใน
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายยังย้ำถึงพันธกรณีตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 และหลักการด้านมนุษยธรรม
ปัจจุบันประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงทางการเมืองที่รุนแรง โดยมีทั้งเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการรับผู้ลี้ภัยและการคัดกรองที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1494689119347314&set=a.467117728771130

จีน เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ทางทะเล!! เปิดเที่ยวสัปดาห์ละ 8 เที่ยว หนุนค้าจีน-ยุโรป ใหม่ อัตราขยายเส้นทางปีละ 3.5% ไทยต้องจับตาบทบาทภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ

จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic

ภาวะโลกร้อนเริ่มมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หลังจากที่การลดลงของน้ำแข็งในแถบ Arctic ทำให้มีเส้นทางเดินเรือใหม่ทางเหนือที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น

โดยล่าสุดในปี 2026 เส้นทาง China–Europe Arctic Express (CAX) มีการยกระดับจากการทดลองเดินเรือไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แบบรายสัปดาห์รวม 8 เที่ยวในช่วงฤดูเดินเรือปีนี้ (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม) นับเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกับภูมิศาสตร์การค้าและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มาพร้อมความย้อนแย้ง (Climate Paradox) ให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักควบคู่กันระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี แม้ Arctic Route จะมีศักยภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี 3.5% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่ม Oil & Gas Tanker และ Cargo แต่ CAX ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลและยังมีขนาดเล็กมาก โดยมี Capacity เฉลี่ยราว 2,207 TEU ต่อสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของเส้นทางหลัก Asia–Europe จึงยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเส้นทางที่ผ่าน Suez ในระยะสั้น

สำหรับไทย ผลกระทบในปัจจุบันยังจำกัด แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการเดินเรือในระยะยาว หาก Arctic Route ขยาย Capacity และช่วงเวลาเดินเรือได้มากขึ้น การค้าจีน–ยุโรปบางส่วนอาจลดการพึ่งพาเส้นทาง Malacca–Suez ซึ่งอาจจะเปลี่ยนบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ Regional Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1407517874811174&id=100066589243207&rdid=X6ATQRkyxhJeDuf3#

“สเปน” ลงทุนเหมือง “อิหร่าน”!! นักลงทุนได้รับใบอนุญาต ลงทุนเหมืองแร่โคราซานใต้ แม้ถูกสหรัฐฯกดดันทางเศรษฐกิจ แสดงความพยายามเปิดรับทุนใหม่

นักลงทุนสเปนได้ไฟเขียวลงทุนเหมืองในอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเตหะรานทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า ทางการจังหวัด โคราซานใต้ (South Khorasan) ได้ออกใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่นักลงทุนชาวสเปน เพื่อดำเนินโครงการด้าน การทำเหมืองและการแปรรูปแร่ นับเป็นใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศฉบับแรกที่ออกในจังหวัดแห่งนี้

ซาคาเรียน (Zakarian) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพย์สินของจังหวัด South Khorasan เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการทำเหมืองและการแปรรูปแหล่งแร่ อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่เปิดเผยเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ลงทุน ชนิดของแร่ มูลค่าการลงทุน หรือรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของโครงการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน การที่นักลงทุนจากสเปน ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้รับอนุญาตให้เข้าลงทุนโดยตรงในภาคเหมืองและการแปรรูปแร่ของอิหร่าน จึงอาจเป็นอีกสัญญาณว่า เตหะรานยังคงพยายามเปิดช่องทางดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจนอกเหนือจากน้ำมัน แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากวอชิงตัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1379328491022174/?rdid=6oYWE8YjqPmWegiX#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top