Thursday, 11 June 2026
NEWS

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม

JAS ลุยบอลโลก 2026!! ครองลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแต่ผู้เดียว ชูฟรีวิวคุณภาพจาก FIFA สู่แฟนบอลไทย แถลงข่าวใหญ่ 11 มิ.ย. นี้ พร้อมถ่ายทอดจาก 3 เจ้าภาพร่วม

คนไทยได้เฮ! JAS ปิดดีลยักษ์คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด "ฟุตบอลโลก 2026" จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในไทย "พิชญ์ โพธารามิก" นำทัพแถลงใหญ่ 11 มิ.ย. นี้

กลายเป็นกระแสฮือฮาสนั่นเมืองไทย! เมื่อ "พิชญ์ โพธารามิก" บิ๊กบอสใหญ่ประกาศข่าวดี คนไทยได้ดูแน่ "ฟุตบอลโลก 2026" ล่าสุด JAS ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยิงสดตรงจากสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา

"พิชญ์ โพธารามิก" โพสต์สั้นแต่ทรงพลัง “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว”
ชนวนเหตุความปังเริ่มขึ้นหลังจากที่ "พิชญ์ โพธารามิก" ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ MONO ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมหกรรมฟุตบอลโลกมักจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณและการเจรจามาโดยตลอด

JAS ร่อนหนังสือเชิญสื่อ คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จาก FIFA
ล่าสุด ความชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ JAS ได้ส่งหนังสือเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ในหัวข้อ "JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026" ในเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Rights) สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1237952?anf=

กองทัพเรือจับตาขนส่งทางทะเล ไทย–กัมพูชา!! ชี้ภาพเรือไทยไปกัมพูชาเป็นเก่าปี กพ.69 ยืนยันเข้มงวดไม่ผ่อนปรน ตรวจจับสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ปกป้องความมั่นคงชายแดนทะเลไทย

กองทัพเรือชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพเรือสินค้าจากไทยไปกัมพูชา ยืนยันเป็นเหตุการณ์เก่าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเข้มงวดสกัดสินค้าควบคุมตามมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

POLITICS

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

ECONBIZ

“โรงกลั่นไทย” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ!! จัดหาน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% เพิ่มสต็อกน้ำมันเกินปกติ 10 วัน เตรียมพร้อมรองรับความผันผวนโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันบทบาทของโรงกลั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบและรักษาการผลิตได้ตามแผน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้อย่างเพียงพอ

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต, การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage) รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงานเพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นางรุ่งนภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

‘รัดเกล้า’ หนุนกม.สมุนไพร!! เสนอ พรบ.แพทย์แผนไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ ปกป้องชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา ลดนำเข้ายา สร้างความมั่นคงสุขภาพ ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพรสู่ตลาดโลก

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทยฯ ชี้ “สมุนไพรไทย” ต้องก้าวจากมรดกภูมิปัญญาสู่ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านการแพทย์แผนไทย แต่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางยา ความมั่นคงทางสุขภาพ และการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากภูมิปัญญาของคนไทย

รัดเกล้าระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีสมุนไพรกว่า 16,789 ชนิด และตำรับยากว่า 54,979 ตำรับ แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในฐานะผู้ส่งออกวัตถุดิบและสารสกัดในราคาต้นน้ำ ขณะที่ต่างชาตินำไปวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งกลับมาจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าหลายเท่า

“เราต้องเลิกเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ และก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรของตนเอง” รัดเกล้ากล่าว

พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่า "เจ้าของภูมิปัญญาไม่ควรเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น" หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการคุ้มครองสิทธิของชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา เมื่อมีการนำตำรับยา หรือองค์ความรู้ดั้งเดิมไปใช้เชิงพาณิชย์ ชุมชนต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการคุ้มครอง และได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing)

นอกจากนี้ รัดเกล้ายังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนความสำคัญของความมั่นคงทางยา โดยเห็นว่าประเทศไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และเร่งพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและยาสมุนไพรที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว

“ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชันเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า หากสมุนไพรไทยได้รับการวิจัยอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ”

รัดเกล้าเสนอแนวทางต่อยอดกฎหมาย 5 ประการ ได้แก่

1. คุ้มครองสิทธิชุมชนและสร้างกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. สนับสนุนการวิจัยและการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสมุนไพรไทย
3. ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนเติบโต
4. กำหนดสมุนไพรยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมตั้งเป้าหมายลดการนำเข้ายาและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ
5. สร้างห่วงโซ่มูลค่าสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้รายได้กระจายสู่เกษตรกร ชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้สามารถเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับสมุนไพรไทย จาก “มรดกภูมิปัญญา” สู่ “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ” และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง

นายกฯ หนุนเชื่อมไทย-เวียดนาม!! ประชุมธุรกิจไทย-เวียดนามที่ฮานอย เน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ตั้งเป้าทะลุมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลล์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและแข่งขันอาเซียน

นายกฯ หนุนเชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ผลักดันความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 100 คน จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเวียดนาม นำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศไทยและเวียดนามเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม คือ ยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2) ด้านการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีศักยภาพและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน โดยควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน 3) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง จึงต้องสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือในธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ ความร่วมมือไทย–เวียดนามจึงควรมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ และยกระดับอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุน Digital Transformation เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว

ในการประชุมครั้งนี้ มีการจัดเวที Sectoral Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามใน 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของไทยและเวียดนามหลายแห่งเข้าร่วมหารือ

บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

จากการหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้สะท้อนถึงโอกาสและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละฝ่าย สำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม ได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาสในเรื่องอื่น ๆ โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม ซึ่งมุมมองเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

LITE

11 มิถุนายน 2421 วันคล้ายวันเกิด “ครูบาศรีวิชัย” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมใจล้านนา ผู้นำศรัทธาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พระนักพัฒนาแห่งล้านนา

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ครูบาศรีวิชัย” หรือ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะ “นักบุญแห่งล้านนา” ผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวเหนือ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นล้านนา

ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ณ บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เดิมท่านมีชื่อว่า “อินตาเฟือน” หรือ “เฟือน” บางแห่งเรียกว่า “อ้ายฟ้าร้อง” เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าในคืนที่ท่านเกิดเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง จนชาวบ้านนำเหตุการณ์นั้นมาเชื่อมโยงกับชื่อของท่านในวัยเยาว์

ต่อมาท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมวินัย และอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ครูบาศรีวิชัยเป็นพระเถระที่มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด สมถะ มุ่งมั่นในการบูรณะศาสนสถาน และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา ท่านจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า “ตนบุญแห่งล้านนา” หรือ “นักบุญแห่งล้านนา”

บทบาทสำคัญของครูบาศรีวิชัยมิได้จำกัดอยู่เพียงการเทศนาสั่งสอนธรรมะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้นำแรงศรัทธาของประชาชนในการบูรณะวัดวาอาราม โบราณสถาน และเส้นทางคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและชุมชนล้านนา ผลงานของท่านจึงสะท้อนให้เห็นพลังของความร่วมแรงร่วมใจระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนในยุคที่ภาครัฐยังไม่ได้เข้าถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

หนึ่งในผลงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คือการนำประชาชนร่วมกันสร้างถนนขึ้นสู่ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” จังหวัดเชียงใหม่ ถนนสายนี้เป็นโครงการที่เกิดจากแรงศรัทธาและการรวมพลังของผู้คนจำนวนมาก โดยครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนประชาชนชาวเหนือให้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ เริ่มลงมือเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 และต่อมาถนนสายดังกล่าวกลายเป็นเส้นทางสำคัญที่ทำให้ประชาชนเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพได้สะดวกขึ้น

ก่อนหน้าการมีถนนขึ้นดอยสุเทพ การเดินทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเป็นเรื่องยากลำบาก ผู้คนต้องเดินเท้าขึ้นเขา ใช้เวลาและกำลังอย่างมาก การสร้างถนนจึงมิใช่เพียงการทำทางคมนาคม แต่เป็นการเปิดเส้นทางแห่งศรัทธา ทำให้พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน และชุมชนท้องถิ่น

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพยังสะท้อนลักษณะเด่นของครูบาศรีวิชัย คือความสามารถในการรวมใจผู้คน ท่านมิได้ใช้ทรัพย์สินหรืออำนาจทางการเมืองเป็นหลัก แต่ใช้ศรัทธา ความเลื่อมใส และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานใหญ่ ผู้คนจำนวนมากยอมสละแรงกาย แรงทรัพย์ และเวลา เพื่อร่วมสร้างถนนสายประวัติศาสตร์นี้ด้วยความเต็มใจ

นอกจากถนนขึ้นดอยสุเทพแล้ว ครูบาศรีวิชัยยังมีบทบาทในการบูรณะวัดและศาสนสถานสำคัญหลายแห่งในภาคเหนือ ผลงานเหล่านี้มีส่วนช่วยสืบทอดพุทธศิลป์ล้านนา อนุรักษ์ศรัทธาท้องถิ่น และทำให้พระพุทธศาสนายังคงเป็นศูนย์กลางชีวิตของผู้คนในชุมชน ท่านจึงมิใช่เพียงพระนักปฏิบัติ แต่ยังเป็นผู้นำทางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์

ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังผูกพันกับความเป็นล้านนาอย่างลึกซึ้ง เพราะท่านเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านจิตใจ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน ภาพของครูบาศรีวิชัยจึงยังคงอยู่ในความเคารพของชาวเหนือ และผู้คนทั่วประเทศที่เดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณเชิงดอยสุเทพ กลายเป็นจุดสำคัญที่ผู้เดินทางขึ้นดอยสุเทพมักแวะกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่แห่งนี้จึงไม่เพียงเป็นอนุสรณ์สถานของพระเถระรูปหนึ่ง แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังแห่งศรัทธา ความเสียสละ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ชาวล้านนาและพุทธศาสนิกชนรำลึกถึงคุณูปการของครูบาศรีวิชัย ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาและประชาชน ผลงานของท่านยังคงปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปของศาสนสถานที่ได้รับการบูรณะ เส้นทางขึ้นดอยสุเทพ และศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 แต่ชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ความสำคัญของท่านมิได้อยู่ที่การเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อยู่ที่การเป็นแบบอย่างของผู้นำทางจิตวิญญาณที่สามารถแปรศรัทธาให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ความเพียร และการเสียสละ ผู้ทำให้ถนนขึ้นดอยสุเทพมิใช่เพียงเส้นทางสู่ยอดดอย แต่เป็นเส้นทางแห่งแรงศรัทธาที่เชื่อมผู้คนเข้ากับพระพุทธศาสนาและมรดกวัฒนธรรมล้านนาอย่างยั่งยื

10 มิถุนายน 2325 วันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมแผ่นดินไทยสู่ยุครัตนโกสินทร์

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่อ และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ต่อมาทรงรับราชการและเจริญพระยศตามลำดับ จนดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญผู้มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมือง ทำศึกสงคราม และกอบกู้ความมั่นคงของแผ่นดินในช่วงปลายกรุงธนบุรี

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนัก เหล่าขุนนาง ข้าราชการ และราษฎรจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมของแผ่นดินและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง พระองค์จึงทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

คำว่า “ปราบดาภิเษก” หมายถึงการขึ้นครองราชย์ภายหลังการปราบปรามเหตุวุ่นวายหรือการฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ในบริบทของรัชกาลที่ 1 จึงสะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถ และสามารถรวบรวมบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเอกภาพอีกครั้ง

หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ สามารถขยายเมืองได้ และเอื้อต่อการป้องกันพระนครในระยะยาว

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มิใช่เพียงการสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของรัฐไทยในยุคใหม่ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และระเบียบราชสำนัก พระองค์ทรงฟื้นฟูแบบแผนบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความวุ่นวายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ให้กลับมามีความมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 คือการชำระกฎหมายตราสามดวง เพื่อจัดระเบียบกฎหมายบ้านเมืองให้มีความถูกต้องและเป็นระบบมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และสะท้อนถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่สังคม

ด้านพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะวัดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ทรงฟื้นฟูวรรณคดี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปกรรมไทยที่สูญเสียหรือกระจัดกระจายไปหลังสงคราม ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา และวางรากฐานให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีความต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบ ผู้ทรงนำบ้านเมืองผ่านภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การป้องกันราชอาณาจักรในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเพิ่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำของสงคราม และจำเป็นต้องรักษาเอกราช ความมั่นคง และขวัญกำลังใจของประชาชน

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ แต่เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของสยาม เป็นการก่อร่างสร้างเมือง วางระบบการปกครอง และฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาติให้กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีที่กลายเป็นศูนย์กลางของชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานสำคัญให้แผ่นดินไทย ทั้งในด้านความมั่นคง การปกครอง กฎหมาย พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้พระองค์ได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” และปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นราชวงศ์จักรี วันที่สยามก้าวเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงกอบกู้ ฟื้นฟู และวางรากฐานแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบมา

9 มิถุนายน 2489 วันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์ไทย ย้ำความสำคัญแพทย์ไทย แสงสว่างของสาธารณสุข

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจะทรงครองสิริราชสมบัติในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านการเมือง สังคม และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พระราชกรณียกิจและพระราชปรารภของพระองค์ได้ฝากร่องรอยสำคัญไว้ต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี จึงได้รับการรำลึกในชื่อ “วันอานันทมหิดล” เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์และการศึกษาไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะพระราชปรารภสำคัญที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยควรผลิตแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน

พระราชปรารภดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการขยายการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย โดยนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของประเทศ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังแพทย์ให้แก่ประเทศ และขยายโอกาสในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยยังมีแพทย์จำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล การมีแพทย์ไม่เพียงพอทำให้การรักษาพยาบาลยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก พระราชปรารภของในหลวงรัชกาลที่ 8 จึงสะท้อนสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงเล็งเห็นว่าการแพทย์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของโรงพยาบาลหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความผาสุกของประชาชน

คุณูปการด้านการแพทย์ของพระองค์จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการพระราชทานแนวคิดให้ผลิตแพทย์เพิ่ม หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว เพราะการสร้างแพทย์หมายถึงการสร้างกำลังคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างระบบดูแลชีวิตประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อมีแพทย์เพิ่มขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจึงได้รับการรำลึกในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย พระนามของพระองค์ผูกพันกับการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่แพทย์ นิสิตแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของชาติ

วันอานันทมหิดลจึงมิใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สวรรคตเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่สังคมไทยได้หวนระลึกถึงพระราชปณิธานในการสร้างแพทย์เพื่อประชาชน เป็นวันที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการแพทย์ที่เข้าถึงทุกคน และเป็นวันที่ชวนให้เห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

พระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 8 ยังสะท้อนบริบทของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ในช่วงแรกของรัชสมัย ก่อนเสด็จนิวัตพระนครในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศ

แม้รัชสมัยของพระองค์จะไม่ยาวนาน แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะพระราชดำริและพระราชปรารภที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ไทย ซึ่งต่อมาได้สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และยังคงส่งอิทธิพลต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศสืบมา

การรำลึกถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรเป็นทั้งการถวายความอาลัยและการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 8 พร้อมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และสถาบันการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลชีวิตของประชาชน

9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย วันที่คนไทยน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงฝากคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไว้กับวงการแพทย์ไทย และพระราชปณิธานในการผลิตแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนยังคงเป็นแสงสว่างนำทางการพัฒนาสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

ฮอร์โมนข้ามเพศเข้าบัตรทอง? จากสิทธิสุขภาพสู่คำถามงบจำกัด สปสช. เดินหน้าแนวคิดฮอร์โมนฟรีสำหรับคนข้ามเพศ จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย หรือโจทย์ใหญ่ที่ต้องถกให้รอบด้าน

ถึงเวลาแล้วหรือ….แจกฮอร์โมนฟรี คนข้ามเพศ

หลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็น Hub ของกลุ่ม LGBTQ ที่มีเสียงดังมากขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ล่าสุดทาง สปสช มีแนวคิดแจกฮอร์โมนข้ามเพศให้กับผู้ที่ถือบัตรทอง ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม วันนี้เอย่าจึงขอมาขุดเบื้องลึกที่เกี่ยวกับการแจกฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศกันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนให้ถ่องแท้ว่าใครคือคนที่สามารถถือบัตรทองได้คือคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิรักษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีสิทธิรักษาเฉพาะของตนเองโดยข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2569 มีผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.5 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของผู้รับบริการประมาณ 20,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องใช้ฮอร์โมนข้ามเพศนี้ โดยทาง สปสช มุ่งเป้าไปที่ยา 6 รายการสำคัญที่จะต้องใช้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้คือ

1. Leuprorelin (ลิวโพรเรลลิน) หรือ Triptorelin (ทริปโทเรลิน) ใช้กดการสร้างฮอร์โมนเพศจากอัณฑะหรือรังไข่
2. 17-beta Estradiol ชนิดเม็ด เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศหญิง
3. Estradiol Transdermal 0.06% ชนิดทาหรือแผ่นผ่านผิวหนัง เป็นฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือผลข้างเคียงจากยากิน
4. Testosterone Enanthate ชนิดฉีด เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศชาย
5. Cyproterone Acetate ชนิดเม็ด เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ที่ช่วยลดระดับเทสโทสเตอโรน
6. Spironolactone ชนิดเม็ด ซึ่งเดิมเป็นยาขับปัสสาวะและรักษาความดัน แต่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงใช้ร่วมกับเอสโตรเจนได้

โดยวางงบประมาณไว้ที่ 145 ล้านบาท เป็นค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ คำถามคือ ณ วันนี้ในวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีโรคที่มีความสำคัญและวิกฤตกว่า ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับคนประมาณ 20,000 คนมีความจำเป็นมากเพียงใดพื่อที่จะลดปัญหาคนกลุ่มนี้ไปซื้อยาเองแล้วเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่ใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง

หากหันกลับมามองในระดับโลกบ้างว่ามีประเทศใดมีการสนับสนุนให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศบ้าง วันนี้เอย่าเอามาให้ดู

• สหราชอาณาจักร — ในระบบ NHS ครอบคลุมการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยและเข้าระบบคลินิกเฉพาะทาง แม้จะมีคิวรอนานในหลายพื้นที่
• ฝรั่งเศส — มีการให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศสามารถได้รับการคุ้มครองโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
• เยอรมนี — มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐครอบคลุมฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทางการแพทย์
• เนเธอร์แลนด์ — การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศนั้นครอบคลุมผ่านระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ แต่มีคิวรอค่อนข้างยาว
• เดนมาร์ก — มีการระบุผู้ใช้บริการกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากได้รับการรักษาผ่านระบบภาษีของรัฐโดยไม่ต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเองเป็นหลัก
• บราซิล — มีระบบสาธารณสุขของรัฐ (SUS) มีบริการฮอร์โมนและการดูแลคนข้ามเพศในหลายเมือง
• อาร์เจนตินา — เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการเข้าถึงการรักษายืนยันเพศสภาพค่อนข้างกว้างขวาง จุดเริ่มต้นสำคัญคือกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินา ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษายืนยันเพศสภาพโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลหรือการวินิจฉัยทางจิตเวชแบบเดิม ๆ ต่อมา รัฐบาลอาร์เจนตินาได้บรรจุยาฮอร์โมนสำหรับการยืนยันเพศสภาพเข้าในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ (PMO) โดยกำหนดให้ระบบสาธารณสุขของรัฐ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเอกชนต้องให้ความคุ้มครอง 100% สำหรับยาที่กำหนด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับไทย นโยบายล่าสุดของ สปสช. มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางของอาร์เจนตินาในแง่ที่มองว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็น "บริการสุขภาพ" ที่รัฐควรจัดให้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่ามองเป็นบริการเสริมด้านความงาม

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เอย่ากล่าวมานี้ คงมีคนหลายคนตั้งคำถามว่าแล้ว สปสช เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน คิดเองหรือก๊อปจากประเทศที่พัฒนาแล้วมา เรื่องนี้เอย่ามีคำตอบให้

1. แนวทางทางการแพทย์สากล
• ปัจจุบันการดูแลคนข้ามเพศ (Transgender Health Care) ถือเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
• องค์กรวิชาชีพ เช่น World Professional Association for Transgender Health มีแนวทางการรักษาที่รวมถึงการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์

2. เหตุผลด้านสาธารณสุข
• สปสช. ให้เหตุผลว่ามีคนข้ามเพศจำนวนมากซื้อฮอร์โมนกินเองจากร้านขายยา หรือซื้อทางออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผลเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ตับ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
• จึงต้องการดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์ดูแลแทน

3. แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
• คณะกรรมการ สปสช. ระบุว่าบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

4. การผลักดันจากเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
• ประเด็นนี้มีการเรียกร้องมาหลายปีจากองค์กรด้านสิทธิ LGBTQ+ และเครือข่ายผู้รับบริการสุขภาพ ก่อนจะได้รับการอนุมัติงบประมาณในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านเช่นกัน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าในช่วงที่งบประมาณสาธารณสุขมีจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญของงบไปที่โรคหรือบริการอื่นก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้และคงต้องดูว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไทยประกาศใช้สิทธินี้แก่คนข้ามเพศ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนและในเอเชียที่ครอบคลุมบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา : AYA

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

WORLD

“ฮอร์มุซ” เดือดถึงขีดสุด!! อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตือนทุกลำนับเป็นร่วมมือศัตรู สหรัฐฯ เตรียมเปิดปฏิบัติการใหญ่ เสียงระเบิดดังในหลายเมืองใต้ประเทศ

อิหร่านจะถือว่าเรือทุกลำที่เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นการ “ร่วมมือกับศัตรู” กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ระบุในแถลงการณ์

ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านได้ปิดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือทุกประเภท รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้า เนื่องจากการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดย IRGC ระบุว่า เรือใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวจะถูกโจมตี

IRGC ระบุในแถลงการณ์ที่สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านนำมาเผยแพร่ว่า “เราขอเตือนว่า ห้ามเรือลำใดออกจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวโอมาน การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกถือว่าเป็นการร่วมมือกับศัตรู”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ กล่าวหาเตหะรานว่าถ่วงเวลาการเจรจา และระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน

ช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี สื่ออิหร่านรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดในเมืองมีนาบและโมห์ร์ โดยเกิดระเบิด 3 ครั้งในเมืองบันดาร์ อับบาส และอีก 4 ครั้งในเมืองซีริก ทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศถูกเปิดใช้งานในกรุงเตหะรานและพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

ที่มา : Sputnik

‘สีจิ้นผิง’ คืนเวทีเปียงยาง!! ย้ำมิตรภาพ จีน–เกาหลีเหนือ ไม่เปลี่ยน พร้อมเปิดบทใหม่ยุทธศาสตร์ร่วม ดันความสัมพันธ์ทวิภาคีสอดคล้องยุคสมัย เสริมสร้างความร่วมมือระดับสูง

ปักกิ่ง, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานาธิบดีจีน ได้เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8-9 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในปี 2026 และการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยสีจิ้นผิงและคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนงานระดับสูงและการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีในยุคใหม่

ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องจะใช้กระแสธารแห่งยุคสมัย ตอบสนองความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูง กระชับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ผูกโยงสายใยระหว่างประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ร่วมเปิดโอกาสใหม่ๆ ของกิจการสังคมนิยมของทั้งสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและชะตากรรมของสังคมนิยม

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนจะยังคงรักษาจุดยืนที่ให้คุณค่ากับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างมั่นคง สนับสนุนคิมจองอึนในการชี้นำกิจการสังคมนิยมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างหนักแน่น รวมถึงมุ่งมั่นคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของสองประเทศและรักษาสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของพรรคฯ และรัฐบาลจีนเสมอมา

ทั้งนี้ ปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ด้วยวาระสำคัญข้างต้น สีจิ้นผิงได้ผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จำนวน 4 ประการ ได้แก่ 1) ทั้งสองฝ่ายควรรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงและเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน 2) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นเป้าหมายส่งมอบผลประโยชน์แก่ประชาชนและยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ 3) ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและกระชับสายใยระหว่างประชาชน 4) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมเป็นหลักการชี้นำเพื่อส่งเสริมการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์

ข้อเสนอสี่ประการนี้ได้เพิ่มพูนแรงกระตุ้นอันแข็งแกร่งสู่มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี รวมถึงมอบแนวทางและแนวปฏิบัติสำหรับการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ที่อยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ครั้งประวัติศาสตร์ โดยการดำเนินการตามฉันทามติสำคัญจากผู้นำทั้งสองและการเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยจะส่งมอบผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นแก่ประเทศและประชาชน รวมถึงมีส่วนส่งเสริมเชิงบวกต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน พบปะกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ณ เรือนรับรองคึมซูซาน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนต้อนรับสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

กลาโหมจีนเตือน ญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์!! ยุติยั่วยุในน่านน้ำตะวันออกไต้หวัน ก่อนปัญหาบานปลาย เตือนหยุดยั่วยุก่อนสาย พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด

โฆษกกลาโหมจีน ชี้ หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกราน จะนำมาซึ่งปัญหา
เมื่อบ่ายวันที่ 9 มิ.ย.69 พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนได้เผยแพร่ประเด็นทางการทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่แหล่งข่าวอ้างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนโดยลำพังฝ่ายเดียว ตำรวจทะเลจีนจึงมีการลาดตระเวนและสำรวจในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคมนาคมและขนส่งจีนได้ดำเนินปฏิบัติการเฉพาะด้านในน่านน้ำบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง

พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง กล่าวว่า สำหรับเรื่องญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทิศทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนนั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงย้ำจุดยืนอันหนักแน่นอย่างเด็ดขาดหลายครั้งแล้ว เพื่อเร่งรัดให้ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยุติพฤติกรรมละเมิดอธิปไตยและยั่วยุที่ผิดกฎหมายทันที หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกรานในแนวทางของตนเอง จะนำมาซึ่งปัญหา ทั้งนี้ จีนจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีพลังเพื่อพิทักษ์อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของประเทศชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1419315296892735&id=100064428352622&rdid=xi9lB0vmbm2iuLFZ#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top