Friday, 24 July 2026
NEWS

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ กลุ่มทุนจีน

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ
กลุ่มทุนจีน ที่มองว่าเป็น 'โรงงานศูนย์เหรียญ'
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
ตัวอย่างเช่น การลงทุนของ
โรงงาน BYD ในไทย ที่ปัจจุบันมีการจ้างงาน
กว่า 6,000 คนในเฟสแรก
ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย ถึง 95%
.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยระหว่างร่วมกิจกรรม Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon
.
ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1244285

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีไทย

“2 ครั้งแล้วนะคะที่ท่านนายกเนี่ยไปเยือนต่างประเทศ
เราเห็นแค่ว่ามีแค่การแสดงความสามารถแสดงศักยภาพด้านดนตรี
ภาพที่ออกมาเนี่ยมีแค่ท่านนายกไปเล่นเครื่องดนตรี
แล้วก็ไปจีนรอบนี้ สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือว่าท่านรัฐมนตรีไปร้องเพลง
ดังนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชน
อยากรู้ตั้งแต่การไปเวียดนามแล้วหนึ่งคือท่านได้ไปเรียนรู้หรือว่าท่านได้เอาอะไร
ที่เวียดนามเนี่ยกลับมาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนบ้าง”

รักชนก ศรีนอก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

เครดิต รายการถกไม่เถียง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมลุยเกม!! เปิดเวที Thai Game Awards 2026 ผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่สากล มี 7 สาขารางวัลและเงินรวม 2.2 แสนบาท ผู้ชนะได้โอกาสโชว์ในงาน gamescom asia

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ TGA มอบรางวัล Thai Game Awards ผลักดันเกมไทยสู่เวทีโลก ในงาน TGF 2026

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกกำลังสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่เวทีโลก จัดงาน Thai Game Festival (TGF 2026) ภายในงานฯ มีการเปิดตัวรางวัล Thai Game Awards 2026 เพื่อมอบให้กับนักพัฒนาเกมคอนเทนต์ไทย รวม 7 สาขา เพื่อยกย่องผู้สร้างสรรค์เกมไทย นักพัฒนาเกม และผลงานคุณภาพในหลากหลายมิติ อาทิ คุณภาพการผลิต, ความคิดสร้างสรรค์, การถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทย, ศักยภาพเชิงพาณิชย์ และแรงบันดาลใจ ฯลฯ โดยงานมอบรางวัลฯ ได้จัดขึ้น ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดเผยว่า “การจัดงาน Thai Game Festival หรือ TGF 2026 ในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และบรรลุวัตถุประสงค์ในทุกมิติ โดยเฉพาะปีนี้เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมไทย รวมถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา TGF ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับประเทศ ในการบ่มเพาะ เปิดโอกาส และสร้างพื้นที่แสดงศักยภาพให้แก่เยาวชน นักศึกษา นักพัฒนาเกม และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงความ สามารถอย่างเต็มที่

ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มองว่าเกมไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) ที่สามารถนำเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ ประเพณี ตลอดจนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาถ่ายทอดในรูปแบบที่ร่วมสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถส่งออกคุณค่าสู่สายตาชาวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญงานนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การประกวดแข่งขัน หรือการประกาศผลรางวัล แต่สามารถสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมในการต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้กล่าวว่า “Thai Game Awards 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีมอบรางวัล แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเกมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พัฒนาเกมไทยได้ก้าวไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ในระดับสากล โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้พัฒนาและผู้ประกอบการเกมไทย โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมการประกวดกว่า 80 ผลงาน สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้ มีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 7 สาขา พร้อมเงินรางวัลรวม 220,000 บาท โดยผลการตัดสินมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรอบด้าน

สำหรับผู้ได้รับรางวัลทั้ง 7 สาขา ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเกม ในปีนี้คือ 1)รางวัล Best of Narrative & Storytelling Awards (เนื้อเรื่องยอดเยี่ยม) ได้แก่ BlueLine, 2)รางวัล Best of Music & Audio Awards (ดนตรีและเพลงประกอบยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 3)รางวัล Best of Visual Awards (งานภาพยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 4)รางวัล Rising Game Developer Awards (ผู้พัฒนาเกมหน้าใหม่ยอดเยี่ยม) ได้แก่ Puni the Florist, 5)รางวัล Best of Game Design Awards (งานออกแบบเกมยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 6)รางวัล Thai Culture and Creativity Awards (วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ไทยยอดเยี่ยม) ได้แก่ KUUKIYOMI: CONSIDER IT WORLD และ 7)รางวัล Thai Game of the year Awards (เกมไทยยอดเยี่ยมแห่งปี) ได้แก่ Lost and Found Co.

หลังจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลยังมีโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงในพื้นที่ Thai Playvillion ภายในงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 ต.ค. – 1 พ.ย. 69 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อแสดงศักยภาพเกมไทยบนเวทีระดับนานาชาติ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในการจัดงาน, การมอบรางวัล หรือกิจกรรมอื่นๆ ของทางสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้ที่ Facebook : TGA – Thai Game Software Industry Association หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ความหวังของชาติ!! นายกฯ มาเลเซียร่วมเชียร์ ‘อาลีฟ’ ก่อนชิงเข็มขัด ONE มวยไทย สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก ผู้แบกความหวังชาติบนสังเวียน ONE

ความหวังของชาติ! นายก “อันวาร์ อิบราฮิม” ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ” คว้าเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล

“ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ร่วมโพสต์ส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ

ส.เดชะพันธ์” ดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-มาเลเซีย ก่อนขึ้นสังเวียนแย่งชิงเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล (115-125 ป.) กับ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในคู่เอกของรายการ The Inner Circle 23 ที่จะเปิดฉากขึ้น ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. นี้ ถ่ายทอดสดเฉพาะสมาชิกทาง Live.ONEFC.com ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น.

ก่อนขึ้นชกในไฟต์ที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางอาชีพ “อาลีฟ” ได้รับกำลังใจครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีของแดนเสือเหลืองที่ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม anwaribrahim_my เชิญชวนชาวมาเลเซียร่วมส่งแรงเชียร์ให้กับนักชกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนความหวังของประเทศ โดยระบุข้อความว่า

“เชิญทุกคนร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้กับ อาลีฟ ที่กำลังจะขึ้นสังเวียนชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล ในวันศุกร์นี้”

“อาลีฟ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักกีฬาการต่อสู้ชาวมาเลเซียคนแรกที่ได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลก ONE ขอให้เขาคว้าชัยชนะ นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าที่จะไล่ล่าความฝันจนก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ”

นอกจากนี้ “อาลีฟ” ยังได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม aliff_rakib แสดงความมุ่งมั่นก่อนขึ้นสังเวียนไฟต์สำคัญ พร้อมยืนยันว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศมาเลเซีย

“ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียว แต่กำลังสู้เพื่อประเทศชาติ เป้าหมายเดียวของผมคือการคว้าเข็มขัดกลับบ้าน และสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้”

“ผมขอพลังและกำลังใจจากพี่น้องทุกคนในชาติ ด้วยพรของพระเจ้า ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเป็นนักสู้คนแรกที่นำเข็มขัดแชมป์โลก ONE เส้นนี้กลับสู่บ้านเกิดของเราให้ได้”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1710891364375559&id=100063641362350&rdid=UBlu7gWrLfqAGpki#

POLITICS

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

ECONBIZ

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! ‘อาจารย์ตั้ม’ ชี้ SMEs ไทยใช้ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีไกลตัวให้ใช้งานได้จริง เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

“อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย” เดินหน้าถ่ายทอดความรู้ AI สู่ผู้ประกอบการไทย ในโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI

ชี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมนำผู้ประกอบการท้องถิ่นเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจง่าย หวังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งโรงเรียน AI และ Ecommerce DIY ECom ผู้พัฒนานักธุรกิจออนไลน์จากศูนย์สู่รายได้หลักล้านมาแล้วหลายร้อยคน และมีสมาชิกในชุมชนกว่า 300,000 คน เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ภายใต้โครงการ “TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยล่าสุด อาจารย์ตั้มได้รับเชิญให้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย ในฐานะวิทยากรและผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธรรมศาสตร์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อาจารย์ตั้ม กล่าวว่า การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและมีธุรกิจที่ดี แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยได้เช่นกัน

“ปกติงานของภาครัฐที่ลงไปช่วยผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เมื่อเทียบกับงานที่ทำกับองค์กรขนาดใหญ่ในเมือง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและนำความรู้กลับไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริง”

สำหรับโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการทางการเงิน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด

อาจารย์ตั้มยังมองว่า วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน TikTok, Social Commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

“ในหนึ่งวันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราได้จุดประกายให้ผู้ประกอบการเห็นว่า AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเริ่มต้นลงมือทำได้จริง นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ทั้งนี้ ภารกิจการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ตั้มจะเดินหน้าต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีทั่วประเทศพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค

การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Digital และ AI Literacy ให้แก่ SME ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ และเปลี่ยน AI จากเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ให้กลายเป็น เครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้

“จาก AI ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว สู่เครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยสามารถหยิบมาใช้สร้างโอกาสให้ธุรกิจได้จริง”

วิกฤตตลาดโลก!! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

วิกฤตตลาดโลก! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม

(24 ก.ค.2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้อุดหนุน และนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,892 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทุกชนิดให้คงเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นตามทิศทางราคาตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พุ่งสูงถึง 167.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 128.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่าราคาน้ำมัน ในประเทศ ที่ควรต้องปรับขึ้นราว 8-10 บาทต่อลิตร ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับในการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด และค่าครองชีพของประชาชน

กบน. มุ่งบริหารจัดการส่วนต่างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร
ตามมติ กบง. เข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็น 'เกราะซับแรงกระแทก' ช่วยชะลอและบรรเทาแรงกดดัน ไม่ให้ราคา น้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกตลาดโลกที่พุ่งรุนแรง การนำต้นทุนส่วนนี้มาบริหารจัดการ ร่วมกับการเห็นชอบเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน

จึงช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดหน้าสถานีบริการยังคงสามารถตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กบน. จะยังคงติดตามสถานการณ์ความผันผวน ของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อ บริหารจัด การอย่างรอบคอบ และเหมาะสม ตามสภาวการณ์ต่อไป

“กบน.ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกในขณะนี้มีความผันผวนรุนแรงและกระทบต่อภาระค่าครองชีพ
ของประชาชนโดยตรง จึงได้ใช้ทุกกลไกรวมถึงนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นทั้งหมดมาบริหาร จัดการเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกให้คงเดิมไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนในช่วงเวลานี้ พร้อมทั้งขอ
ความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันลดภาระของประเทศและ รักษาเสถียรภาพ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาจากเม็ดเงินประชาชนในระยะยาว”

‘วราวุธ’ ชู 4 มิติหลัก! โชว์ผลงาน ONE MIND ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่เศรษฐกิจยั่งยืน วางรากฐานอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างการเติบโตยั่งยืน

90 วัน เห็นผล! ‘รมต.วราวุธ’ ผนึกพลัง ‘ONE MIND’ ขับเคลื่อน 4 มิติหลัก
วางรากฐานใหม่ ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่อนาคต สร้างการเติบโตยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดผลงาน 90 วัน ผนึกกำลังทุกหน่วยงานภายใต้กำกับเป็น “ONE MIND” ขับเคลื่อนนโยบาย 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เกิดผลสำเร็จชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและ SMEsกว่า 12,000 ราย พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569) ได้มอบนโยบายชัดเจนแก่ผู้บริหาร และข้าราชการ ทุกระดับของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับ ให้รวมกันเป็น “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงการทำงานทุกด้านอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 มิติหลักสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และ SMEs ไทย มุ่งเน้นยกระดับบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้ในเวทีโลก และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืน สอดคล้องตามแนวทาง ESG

จากนโยบายที่ชัดเจน และการประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้การดำเนินงานใน 90 วันที่ผ่านมา เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และสมุนไพร ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และ SMEsไทย กว่า 12,000 ราย ผ่านกระบวนการ Upskill & Reskill ในรูปแบบต่างๆ มุ่งเน้นการตลาดยุคใหม่ บัญชีบริหารการเงิน และการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม - AI อีกทั้ง มีกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา รวมถึง จับมือแพลตฟอร์ม TikTok นำ Influencer-KOL ช่วยรีวิวและขายสินค้าให้ SMEs ในรูปแบบ Live Commerce

ในการวางรากฐานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคต ได้จัดทำ 211 มาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการผลิตรถยนต์ HEV/MHEV เกิดการผลิตกว่า 97,441 คัน และผลักดันใช้ชิ้นส่วนในประเทศ กระตุ้นการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ Bio Hub มูลค่า 71,812 ล้านบาท พื้นที่ EEC นครสวรรค์ อุบลราชธานี และลพบุรี พร้อมจัดทำแผนอุตสาหกรรมชีวภาพ 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล โอเลโอเคมี พลาสติกชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) อีกทั้ง ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 1,146 โครงการ มูลค่า 7,861 ล้านบาท
สนับสนุนเงินทุน SMEs โดยมอบหมายธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้กำกับ จัด “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนสู่ธุรกิจสีเขียว” เกิดผลสำเร็จ สามารถพาเข้าถึงเงินทุนกว่า 21,128 ล้านบาท เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 95,076 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 57,814 ตำแหน่ง ควบคู่กับ “ช่วยเหลือดูแล SMEs กลุ่มเปราะบาง” สามารถประคับประคองและพลิกฟื้นกิจการกว่า 6,033 ราย วงเงินกว่า 12,330 ล้านบาท

ในด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้ยกระดับบริการ สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาตโรงงานได้รวดเร็ว เหลือเพียงไม่เกิน 30 วัน รวมถึงลดขั้นตอนการอนุญาตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม (Thailand Fast Pass) ลงกว่าร้อยละ 20

มิติที่ 2 การดูแลสังคม มุ่งมั่นรับฟังและแก้ไขปัญหาร้องเรียนของประชาชนและผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน โดยจัดทำเครื่องมือ AI Screening ตรวจสอบ คัดกรอง และประสานปิดกั้นการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม E-commerce และโซเชียลมีเดียกว่า 8,757 URL ครอบคลุมสินค้ากว่า 3 แสน SKU พร้อมจับมือ Modern Trade 26 รายใหญ่ และ 1 แพลตฟอร์มดิจิทัล สกัดสินค้าด้อยคุณภาพจากทั่วโลกทะลักเข้าตลาดในประเทศ ช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย Solar Cell ครอบคลุมแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่อพ่วง

มิติที่ 3 รักษาสิ่งแวดล้อม ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับส่งเสริมโรงงานเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry) จำนวน 58,558 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90 ของโรงงานทั้งหมด ลดอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 13.9 ล้านตัน CO2e ต่อปี มีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือกว่า 140,000 ราย ผลักดันแนวคิด “น้ำตาลสีเขียว” (Green Sugar) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโช่อุปทานด้วยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่อง Low Carbon City ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จาก 24 บริษัท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.33 ล้านตัน CO2e

มิติที่ 4 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอนุญาต นำระบบดิจิทัลและ AI มาให้บริการในภาครัฐ รองรับการยื่นขออนุญาตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมเร่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุน โดยแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนเพิ่ม 62,119 ล้านบาท เตรียมพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่ม 8,000 ไร่ และนำร่อง 4 นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนของ SMEs และเชื่อมโยงสู่ Global Supply Chain

นายวราวุธ กล่าวว่า ผลสำเร็จในช่วง 90 วันที่ผ่านมา เป็นผลจากการบูรณาการการทำงานเป็น“ONE MIND” มุ่งขับเคลื่อนภารกิจโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ที่ต้องการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และ SMEsไทย สร้างบรรยากาศการลงทุนเอื้อต่อการเติบโต ควบคู่กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าคุ้มครองประชาชน และผลักดันอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่เคียงคู่ชุมชนและท้องถิ่น สอดคล้องตามแนวทาง ESG ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยเติบโตยั่งยืนในระยะยาว

LITE

24 กรกฎาคม 2508 จากนางสาวไทยสู่นางงามจักรวาล ‘อาภัสรา หงสกุล’ คว้าตำแหน่ง 'Miss Universe' นับหญิงไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล จารึกประวัติศาสตร์นางงามจักรวาลคนแรกของไทย

วันนี้ในอดีตเมื่อ 60 ปีก่อน ‘อาภัสรา หงสกุล’ นางสาวไทย ได้รับเลือกเป็น 'นางงามจักรวาล' หรือ 'Miss Universe' ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) นับเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2502)

ในขณะนั้น ‘อาภัสรา หงสกุล’ มีอายุ 18 ปี โดยมีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. สามารถชนะใจกรรมการและคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ โดยในปีนั้นรองนางงามจักรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทศฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์

อนึ่ง ‘อาภัสรา หงสกุล’ นับเป็นตัวแทนคนที่ 3 ของประเทศไทย ต่อจาก ‘อมรา อัศวนนท์’ รองนางสาวไทย 2496 ซึ่งเป็นตัวแทนคนแรกเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล 1956 ตามด้วย ‘สดใส วานิชวัฒนา’ ในการประกวดนางงามจักรวาล 1959

23 กรกฎาคม 2457 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’ ส่งเสริมการแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้อง หมุดหมายสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย

วันนี้ เมื่อ 109 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’ ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้อง

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’ ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย สนับสนุนให้แต่งเรื่องที่อ่านแล้วได้สาระประโยชน์

ด้วยปรากฏว่าเวลานั้นผู้แต่งหนังสือไม่ค่อยเอาใจใส่ภาษา การเรียบเรียงภาษาหรือการแปลมักเลียนตามแบบภาษาต่างประเทศ อันเป็นการทำลายภาษาไทยให้เสียไป นอกจากนี้ยังส่งเสริมการประพันธ์โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการไว้ตรวจคัดเลือกหนังสือที่แต่งดีเพื่อรับพระราชทานรางวัล นับเป็นรางวัลวรรณกรรมที่รัฐได้สร่งเสริมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

ในการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรนี้ ได้โปรดให้สร้างพระราชลัญจกรขึ้นใหม่ เป็นรูปพระคเณศร์ เพื่อเป็นเครื่องหมายของวรรณคดีสโมสรอีกด้วย

21 กรกฎาคม 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา พระราชนิพนธ์และพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรม ยังคงเป็นมรดกอมตะของแผ่นดินไทย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้ ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา 8 วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา และครองราชย์สมบัติได้ 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้านทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง เช่น อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง โปรดทรงดนตรีคือซอสามสาย ชื่อซอสายฟ้าฟาด

(1) พระองค์ได้มีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชา ซึ่งหายไปเมื่อคราวสิ้นอยุธยา กลับมาเป็นงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

(2)พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เมื่อ พ.ศ. 2352 และทรงอยู่ในราชสมบัติ 15 ปี และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด
จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น

พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละคร ทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมและทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา

โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้ง เป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูตไทย–จีน!! เพลงหวานที่ซ่อนบริบทไต้หวันและความละเอียดอ่อนทางการเมือง อาจทำให้โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในการทูต เพลงหนึ่งเพลงอาจแบกประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนไว้มากกว่าที่เห็น

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูต

ความหวานของบทเพลง กับรายละเอียดที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ดูเผิน ๆ แล้วก็คงเป็นภาพที่น่าประทับใจ

บรรยากาศดูเป็นกันเอง ผู้นำทั้งสองประเทศมีรอยยิ้ม และเสียงเพลงก็ช่วยลดความเป็นทางการบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงดังที่ทั้งชาวจีนและชาวไทยจำนวนมากรู้จักและคุ้นหู

เพลงเป็นภาษาสากลที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ฟังง่าย และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น

แต่ในมุมของข้าพเจ้า ภาพที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรหยิบมาพูดถึงด้วยความห่วงใย เพราะเมื่อบทเพลงถูกนำมาใช้ในงานระดับผู้นำประเทศ ความหมายของเพลงอาจไม่ได้มีแค่เนื้อร้องหรือทำนองเท่านั้น

ประวัติของนักร้อง บริบททางการเมือง และความทรงจำของผู้คนในประเทศเจ้าภาพ ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายไปด้วย

“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงรักที่พูดถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบใครบางคนมาก่อน เพลงนี้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2522 ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกภาษาจีน

เนื้อร้องภาษาจีนแต่งโดยจวงหนู ส่วนทำนองดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan”

เมื่อดูเฉพาะเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่ง ไม่มีข้อความสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลจีน และไม่มีถ้อยคำทางการเมืองอย่างชัดเจน

ความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงโดยตรง แต่อยู่ที่ประวัติของเติ้งลี่จวิน และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เพลงของเติ้งลี่จวินแพร่หลายเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งทางวิทยุ เทปเพลงจากฮ่องกง และการส่งต่อกันนอกระบบ

เสียงร้องอ่อนหวานที่พูดถึงความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างจากเพลงปฏิวัติและเพลงปลุกใจทางการเมืองที่สังคมจีนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้านั้นอย่างมาก

เพลงของเธอจึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังกลายเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยมจากโลกภายนอก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเริ่มเปิดประเทศและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ในอดีต รัฐบาลจีนเคยจำกัดการเผยแพร่เพลงของเติ้งลี่จวิน เพราะมองว่าเพลงรักลักษณะนี้อาจส่งผลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของสังคม ขณะที่ฝ่ายไต้หวันในยุคนั้นก็เคยนำเสียงเพลงของเธอไปใช้ในการกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

ชื่อของเติ้งลี่จวินจึงค่อย ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองและอุดมการณ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ แม้ตัวบทเพลงจำนวนมากจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เติ้งลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในฮ่องกงเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมในกรุงปักกิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ประวัติชีวิตและจุดยืนของเธอจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาของเพลง “เถียนมี่มี่” เสียอีก

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า ปัจจุบันเพลงของเติ้งลี่จวินยังคงได้รับความนิยมในจีน มีการนำกลับมาขับร้องอย่างแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในสื่อหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายครั้ง

“เถียนมี่มี่” จึงไม่ใช่เพลงต้องห้ามในจีนปัจจุบัน และไม่ควรด่วนสรุปว่า เพียงแค่ร้องเพลงนี้แล้วรัฐบาลจีนจะต้องรู้สึกไม่พอใจหรือเห็นว่าเป็นการยั่วยุทางการเมือง

ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่า การร้องเพลงครั้งนี้เป็นความผิดพลาดทางการทูต และไม่อาจยืนยันแทนนายกรัฐมนตรีจีนได้ว่า ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจ เพราะยังไม่มีหลักฐานสาธารณะใดแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาในลักษณะนั้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเป็นเพียง “ความห่วงใย” ว่า ในการทูตระดับผู้นำ รายละเอียดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรได้รับการตรวจสอบให้รอบด้าน

เพลงบางเพลงอาจฟังดูธรรมดา เป็นที่นิยม และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี แต่เบื้องหลังเพลงนั้นอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความรู้สึกอ่อนไหวของประเทศเจ้าภาพซ่อนอยู่

ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบทเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไต้หวันมาใช้ในกิจกรรมทางการ จึงควรผ่านการศึกษาข้อมูลและประเมินบริบทอย่างรอบคอบ

แม้เจตนาของฝ่ายไทยจะเป็นเพียงการสร้างความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และไม่มีนัยทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม

การทูตเชิงวัฒนธรรมมีพลังอย่างมาก เพลงเพียงเพลงเดียวอาจทำให้ผู้นำและผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็อาจไปแตะต้องความทรงจำที่ละเอียดอ่อน โดยผู้เลือกใช้ไม่ได้ตั้งใจ

ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะทำงานและผู้รับผิดชอบด้านพิธีการทางการทูต ที่ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนนำเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ใดมาใช้ในงานสำคัญ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจผ่านไปด้วยดี และอาจถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาน่ารักบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้นำไทยกับจีน ข้าพเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า เพลงใดเพลงหนึ่งโด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีน

ความหวานของ “เถียนมี่มี่” อาจทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังท่วงทำนองอันอ่อนหวานนั้น ยังมีเรื่องราวของจีน ไต้หวัน สงครามเย็น และการแข่งขันทางอุดมการณ์แฝงอยู่

ข้อห่วงใยของข้าพเจ้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีใคร แต่ต้องการชวนให้เห็นว่า ในโลกของการทูต บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

และยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามีความสำคัญมากเพียงใด ความละเอียดรอบคอบของฝ่ายไทยก็ควรมีมากขึ้นตามไปด้วย

ปราชญ์ สามสี

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

WORLD

จีนตั้งพันธมิตรต้าน ‘ฉ้อโกงออนไลน์’ เตรียมตั้งองค์กรนานาชาติ สู้โกงโทรคมนาคมและออนไลน์ ร่วมมือกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เน้นแบ่งปันข้อมูลและปราบปรามผิดกฎหมาย

จีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติต้าน 'ฉ้อโกงโทรคมนาคม-ออนไลน์'

ปักกิ่ง, 24 ก.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (24 ก.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนประกาศว่าจีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ โดยมีกำหนดจัดตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ระหว่างการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะระดับโลก (Global Public Security Cooperation Forum) ปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเมืองเหลียนอวิ๋นกั่ง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน

เจียงกั๋วลี่ หัวหน้าสำนักสอบสวนคดีอาญา สังกัดกระทรวงฯ เผยว่าพันธมิตรดังกล่าวจะเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั่วโลกเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง เพื่อรับมือกับปัญหาการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีประเทศแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรฯ กว่า 40 ประเทศ และจีนยินดีต้อนรับทุกประเทศให้เข้ามาร่วมเสริมสร้างการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง ยกระดับประสิทธิภาพปฏิบัติการร่วม เดินหน้ามาตรการควบคุมและประสานงาน และร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ทั่วโลก

เจียงกล่าวว่าการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับโลกและเป็นความท้าทายขนาดใหญ่ในการบริหารจัดการสังคม โดยตำรวจจีนได้กำหนดให้การปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมฉ้อโกงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในช่วงระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมชี้ว่าปัจจุบันปฏิบัติการฉ้อโกงส่วนใหญ่มีฐานอยู่นอกประเทศจีน

เจียงระบุเพิ่มเติมว่าตำรวจจีนจะเดินหน้าปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมประเภทดังกล่าว โดยใช้กลไกความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ รวมถึงพันธมิตรที่จะจัดตั้งขึ้นในเร็วๆ นี้
 

ที่มา : Xinhua

“มาเลเซีย” ย้ำจุดยืนไม่รับรอง “อิสราเอล”!! แม้สหรัฐฯ เรียกทูตชี้แจง ปมเนรเทศผู้ถือสัญชาติอิสราเอล กัวลาลัมเปอร์ย้ำเป็นนโยบายเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลือกยืนบนจุดยืนเดิม หนุนสิทธิปาเลสไตน์ แม้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ

มาเลเซีย แม้รัฐบาลแสดงจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศชัดเจน จนถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตเข้าชี้แจง แต่ไม่เห็นจะมีพวกหิวเอ็นเกจปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลเลย แม้แต่สื่อกระแสหลักก็ไม่เห็น เต็มที่ก็แค่รายงานข่าวไปตามสถานการณ์ "ต่างกับสื่อในบางประเทศ"

สหรัฐฯ เรียก มูฮัมหมัด ชาห์รุล อิกราม ยาคอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำสหรัฐฯ เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "จุดยืนที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซีย"

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นายมูฮัมหมัด ชาฮ์รูล อิกราม ยาขอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ยืนยันต่อทางการสหรัฐฯ ว่านโยบายไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซียเป็นจุดยืนที่ยึดถือมาอย่างยาวนานและไม่ใช่เรื่องใหม่

“นี่เป็นนโยบายของมาเลเซียมาโดยตลอด นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่รับรองรัฐอิสราเอลหรือระบอบไซออนิสต์ และนี่คือจุดยืนที่เรายึดถือมาเป็นเวลานาน”

โมฮัมหมัด ฮาซัน ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวถือสัญชาติอิสราเอลด้วย จึงถูกขอให้ออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า มาเลเซียจะติดตามตัวและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบอยู่ในประเทศทันที

สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมาเลเซีย พร้อมเสนอให้ระงับเงินสนับสนุนโครงการ International Military Education and Training ซึ่งใช้ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของมาเลเซียในสหรัฐฯ หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 15 วัน

มาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการต่อสู้และสิทธิในการจัดตั้งรัฐของชาวปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117786709117071&set=gm.1355360706752286&idorvanity=849053944049634

สหรัฐ ชี้ รัสเซีย จีน หนุนอิหร่าน!! รัสเซีย จีนช่วยอิหร่านหลบระบบสกัด ขีปนาวุธโจมตีคลังอาวุธในจอร์แดน ทหารสหรัฐเสียชีวิต 3 นายจากระเบิดดอกเห็ด วิเคราะห์เทคโนโลยีเชื่อมรัสเซียเพิ่มศักยภาพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยืนยันว่า ทั้งรัสเซียและจีนกำลังให้ความช่วยเหลืออิหร่าน หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ในจอร์แดนได้สำเร็จหลายครั้ง

- พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า "รัสเซียและจีน มีส่วนสนับสนุนในระดับที่แตกต่างกัน" ต่อสิ่งที่อิหร่านกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยืนยันว่า จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือดังกล่าว

- สอดคล้องกับรายงานจากสื่อ ที่ระบุว่า การโจมตีครั้งใหม่ของอิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถหลบหลีกระบบป้องกันของสหรัฐฯ และพุ่งโจมตีคลังอาวุธใกล้กับฐานทัพในจอร์แดน จนส่งผลให้ "ทหารอเมริกัน 3 นายเสียชีวิต" โดยแรงระเบิดก่อให้เกิดกลุ่มควันลักษณะคล้าย "ดอกเห็ด" ขนาดใหญ่

- สื่อยังรายงานอีกว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้แจ้งเตือนข้อมูลล่วงหน้า ว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้น แต่ระบบป้องกันของสหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสกัดการโจมตีได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการปฏิบัติการ

- ทางด้าน "นายพล คีธ เคลล็อกก์" (Keith Kellogg) อดีตรองเสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า "ผมคิดว่ารัสเซียเป็นฝ่ายหลักที่ช่วยเหลือด้านการกำหนดเป้าหมาย"

- ต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ขณะนี้นักวิเคราะห์ข้อมูลทางทหารของกองทัพสหรัฐ กำลังตรวจสอบเศษซากโดรน Shahed เพื่อเชื่อมโยงกับรัสเซีย ว่าอิหร่านมีการรับเทคโนโลโลยีหลังปรับปรุงแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายของ CIA ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

- New York Post รายงานเพิ่มเติมว่า สหรัฐกำลังประเมินว่า ขณะนี้ความสามารถในการทำสงครามของอิหร่านดูเหมือนจะก้าวหน้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ถูกเชื่อมโยงกับสองประเทศคือ รัสเซียและจีน

- ขณะที่ผลลัพธ์ขีปนาวุธทุกลูกที่โจมตีฐานทัพหรือคลังอาวุธของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งกลับไปยังมอสโกและปักกิ่ง เพื่อศึกษาว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ มีจุดอ่อนและล้มเหลวอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117587265803682&set=gm.1355169023438121&idorvanity=849053944049634

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top