Monday, 28 September 2026
NEWS

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดกลับรถถนนเชียงรากเพิ่มแสงสว่าง เยาวชนร่วมมือเติมเต็มความปลอดภัย งานร่วมภาคส่วนช่วยลดอุบัติเหตุ

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ‘ถนนเชียงราก’

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี

แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง

“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569

“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน

นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ

ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป

นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์

จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท

อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

เวียตเจ็ทไทย ทะยานสู่นิวไฮ!! รายได้ครึ่งแรกปี69 พุ่งแตะหมื่นล้าน ขยายเส้นทางบินใหม่ 36 เส้น แผนเพิ่มฝูงบินสู่ 39 ลำปีหน้า ยึดไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ทะยานสู่นิวไฮ! ครึ่งแรกปี 69
เผยรายได้พุ่งแตะหมื่นล้านบาท ขยายเน็ตเวิร์คเพิ่ม 36 เส้นทาง
รุกสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเติบโตครั้งใหญ่ เตรียมขยายฝูงบินสู่ 39 ลำ ปี 70

กรุงเทพฯ 17 กันยายน 2569 – สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่ก้าวข้ามจากช่วงก่อนโควิดในทุกมิติ โดยสร้างรายได้จากการขายแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน และรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) สูงถึง 85% พร้อมรุกเดินหน้าเต็มกำลังด้วยแผนขยายฝูงบินสู่ 39 ลำภายในปี 2570 และตั้งเป้า 50 ลำภายในปี 2571 ลุยเปิดเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทางในไตรมาส 1/2570 เชื่อมไทยสู่ตลาดศักยภาพสูง อาทิ อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางรากฐานการดำเนินงานไว้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในระยะถัดไป ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มความถี่ และเดินหน้าลงทุนทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการ มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้โดยสาร และรองรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเรามุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งจากตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิก ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก เพื่อเชื่อมประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น การเติบโตนับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินหรือเส้นทางบินเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่ง มีโครงข่ายตลาดที่หลากหลาย และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคง”

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ดำเนินกลยุทธ์บริหารเส้นทางบินศักยภาพโดยมีแผนการบริหารจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำเครื่องบินรุ่น Boeing 737-8 เข้ามาประจำการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการสร้างรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยปัจจุบันมีจำนวน 17 ลำ และวางเป้าหมายขยายฝูงบินเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2569 นี้ (รวมเป็นฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ) ก่อนจะทยอยเพิ่มเป็น 39 ลำในปีหน้า และเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2571 รองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินพร้อมเปิดเส้นทางบินใหม่ และต่อยอดสู่ตลาดศักยภาพใหม่อีกหลายเส้นทาง

นายวรเนติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สายการบินได้วางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างรัดกุม ส่งผลให้เรายังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายและก้าวข้ามช่วงก่อนโควิด-19 ได้ในทุกมิติ โดยขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สอดคล้องกับการขยายปริมาณที่นั่งผู้โดยสารรองรับ 4 ล้านที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 130% พร้อมรักษาอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับสูงถึง 85% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 ด้านรายได้จากการขายทำสถิติเติบโตอย่างน่าประทับใจแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน สายการบินได้ขยายเครือข่ายเส้นทางบินทำสถิติใหม่สู่ 36 เส้นทาง เติบโต 25% จากปี 2568 ที่ให้บริการเที่ยวบินจำนวน 29 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ควบคู่กับการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่อุปสงค์การเดินทาง ทั้งใน-ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างเต็มที่
.
ด้าน นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นำร่องด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึง และเส้นทางบินตรงเชื่อมภูเก็ต-เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย และเจาะตลาดประเทศจีนโดยการเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อาทิฉงชิ่ง ชิงเต่า จางเจียเจี้ย และเส้นทางอื่น ๆ ทั้งรูปแบบเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการบินระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ โดยตั้งเป้าหมายขยายฝูงบินรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 ลำ ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี”
.
นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืน (ESG) ผ่านโครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องผ่านหลากกิจกรรม อาทิ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม Garbage Hunter แคมเปญ Fly Green – FlyCycle เปลี่ยนขวด PET เป็นตั๋วเครื่องบินโดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนการจัดกิจกรรมสปอร์ตทัวริซึม ในแคมเปญ Fly Green Charity Run 2026
ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดีของคนไทยพร้อมส่งต่อพลังดี ๆ ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
.
“ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกเที่ยวบิน และในโอกาสพิเศษนี้ เราตั้งใจยกความสุขทั้งหมดมาไว้ใจกลางเมืองผ่านแคมเปญ 10 Years of Dedication: A New Chapter Takes Flight เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ไว้วางใจใช้บริการสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์โดยเสมอมา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ที่เราจัดเต็มไลน์อัปความบันเทิงตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเตรียมพบกับไลน์อัปศิลปิน-ดารา และคนดังที่จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสนุก อาทิ หยิ่น อานันท์ หว่อง, ต๊ะ แอนด์ เฟรนด์ แฟมิลี่ และความยิ่งใหญ่ของวงหมอลำขวัญใจมหาชน ระเบียบวาทศิลป์ ระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ณ Central Court Zone ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเตรียมพบกับโปรโมชันสุดเซอร์ไพรส์ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น” นายปิ่นยศ กล่าวทิ้งท้าย

กองทัพเรือแถลงผลคัดเลือก Hanwha Ocean สร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูง วงเงิน 16,730 ล้านบาท ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทย “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศและกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ประจำเรือ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท

การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ เพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและจะทยอยปลดประจำการ รองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ตลอดจนรับมือภัยคุกคามทางทะเลทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เรือฟริเกตลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการรบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงการโจมตีเป้าหมายบนฝั่ง การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การบัญชาการและควบคุม การเชื่อมโยงข้อมูล และการปฏิบัติการร่วมในสภาพแวดล้อมการรบสมัยใหม่
“ฝ่ายเสนาธิการกำหนดความต้องการจากภารกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ และภัยคุกคาม มิได้กำหนดจากบริษัท ประเทศผู้ผลิต ยี่ห้อ หรือแบบเรือใดเป็นการเฉพาะ”
เปิดการแข่งขัน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

กองทัพเรือได้เชิญอู่ต่อเรือและหน่วยงานที่มีประสบการณ์จากหลายประเทศ จำนวน 11 ราย เข้ารับเอกสาร TOR และมีผู้ร่วมยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย โดย TOR ดังกล่าวผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและทบทวนตามขั้นตอน และไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากผู้ร่วมยื่นข้อเสนอในขั้นตอนการจัดทำ TOR
หลักเกณฑ์การพิจารณาถูกกำหนดและประกาศไว้ล่วงหน้า โดยแยกระหว่างคุณลักษณะขั้นต่ำที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายต้องผ่าน กับรายการที่นำมาเปรียบเทียบและให้คะแนน ครอบคลุมขีดความสามารถของเรือ ความพร้อมปฏิบัติภารกิจ ความอยู่รอด การส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนทางเทคนิค ความน่าเชื่อถือของผู้ยื่นข้อเสนอ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
กองทัพเรือมิได้พิจารณาจากราคาต่ำสุดหรือความโดดเด่นของระบบใดระบบหนึ่ง แต่ประเมินความเหมาะสมของเรือทั้งระบบ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน ความคุ้มค่าต่องบประมาณ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

ชี้แจงภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
กองทัพเรือขอเรียนว่า การเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอมีข้อจำกัดตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลข้อบกพร่องและข้อเสนอทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นรายบริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายหลายฉบับ และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ ชื่อเสียง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันของภาคเอกชน กองทัพเรือจึงสามารถเปิดเผยได้ในระดับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เหตุผลโดยภาพรวม และข้อเท็จจริงที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวมิได้หมายความว่ากระบวนการไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากคณะกรรมการได้บันทึกเอกสาร หลักฐาน เหตุผล และมติในทุกขั้นตอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

ผลการพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 1 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญใน TOR เนื่องจากไม่จัดส่งเอกสารตามที่กำหนด เอกสารบางส่วนมีรายละเอียดสาระสำคัญไม่ถูกต้อง และมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อนำข้อเสนอของผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเข้าสู่การพิจารณาด้านเทคนิค พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 4 ราย ไม่ผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคที่เป็นสาระสำคัญใน TOR โดยมีทั้งกรณีไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ขีดสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการ ยื่นข้อเสนอไม่เป็นไปตามขอบเขตของงาน หรือยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินความสำเร็จของงาน และอาจทำให้ทางราชการเสียประโยชน์

คณะกรรมการจ้างฯ ได้พิจารณาร่วมกันอย่างละเอียดตามหลักการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-Based Evaluation โดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 4 รายไม่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิค จึงคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอ 1 รายที่จัดส่งข้อเสนอและเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามข้อกำหนด

ทั้งนี้ การคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวมิได้หมายความว่าจะได้รับการคัดเลือกโดยอัตโนมัติ คณะกรรมการยังต้องประเมินด้านเทคนิค ราคา เงื่อนไขการส่งมอบ การรับประกัน การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความคุ้มค่าโดยรวม หากข้อเสนอไม่เป็นไปตาม TOR หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กองทัพเรือมีสิทธิไม่รับข้อเสนอนั้น ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์จากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต หรือ ค.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์ในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ
Hanwha Ocean ได้รับการคัดเลือก ราคา 16,730 ล้านบาท

จากการตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ทุกด้าน คณะกรรมการจ้างฯ มีมติคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยบริษัทฯ เสนอราคาภายหลังการต่อรองเป็นเงินทั้งสิ้น 16,730,000,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินโครงการ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.6 โดยราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งปวงแล้ว
การต่อรองดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงรักษาขีดความสามารถ คุณภาพ เงื่อนไขทางเทคนิค การรับประกัน และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไว้อย่างครบถ้วน
ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อเสนอขั้นสุดท้าย

ภายหลังการต่อรอง บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้ยืนยันข้อเสนอขั้นสุดท้าย โดยมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่กองทัพเรือและประเทศไทย ประกอบด้วย แบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เพื่อใช้เป็นฐานองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือภายในประเทศ แบบยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ Unmanned Surface Vehicle: USV เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์และรองรับการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาต่อยอดระบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link และระบบอำนวยการรบ หรือ Combat Management System: CMS

สิทธิและองค์ความรู้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เปิดโอกาสให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุง เชื่อมโยง และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยได้ในอนาคต รวมถึงช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบุคลากรไทยมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
Offset ต้องเกิดผลจริงและตรวจสอบได้

นอกเหนือจากสมรรถนะของเรือ กองทัพเรือได้กำหนดนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy เป็นส่วนหนึ่งของ TOR โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้แรงงาน วัสดุ สินค้าและบริการภายในประเทศ

ข้อเสนอของบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. มี มูลค่าการดำเนินกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง หรือ Actual Value รวม 7,254,744,788.66 บาท คิดเป็นร้อยละ 43.36 ของมูลค่าโครงการ และมีมูลค่าเครดิตผลประโยชน์ตอบแทน หรือ Offset Credit Value รวมกว่า 53,650 ล้านบาท โดย Actual Value หมายถึงมูลค่าการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นจริง ส่วน Offset Credit Value เป็นมูลค่าเครดิตที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และตัวคูณของกิจกรรมแต่ละประเภท มิใช่จำนวนเงินที่บริษัทจะจ่ายให้แก่กองทัพเรือหรือรัฐบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมจะต้องมีแผนงาน กรอบเวลา ตัวชี้วัด ผู้รับประโยชน์ และหลักฐานยืนยันผลสำเร็จที่ชัดเจน การระบุกิจกรรมไว้ในข้อเสนอยังไม่ถือว่าได้รับเครดิตทันที แต่ต้องดำเนินการจริง สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ รวมทั้งประเทศไทยต้องสามารถนำผลประโยชน์ที่ได้รับไปใช้ต่อได้ในระยะยาว
กองทัพเรือจะกำกับให้ข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญและผลประโยชน์ที่บริษัทให้ไว้ถูกกำหนดเป็นข้อผูกพันในสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ได้

เดินหน้าบริหารโครงการอย่างเข้มข้น
ภายหลังการประกาศผล กองทัพเรือจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเจรจาและจัดทำสัญญา การตรวจร่างและลงนามในสัญญา การบริหารสัญญา การออกแบบและสร้างเรือ การติดตั้งระบบ การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ จนถึงการส่งมอบ
กองทัพเรือจะกำกับให้เรือมีสมรรถนะครบถ้วนตามที่ต้องการ ส่งมอบตามกำหนดเวลา และพร้อมปฏิบัติงานได้จริง พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินงานภายในประเทศไทย และข้อผูกพันด้าน Offset ให้เกิดผลตามที่เสนอไว้

“การประกาศผลในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการเปลี่ยนข้อเสนอในเอกสารให้เป็นเรือที่มีขีดสมรรถนะครบถ้วน และเปลี่ยนข้อเสนอ Offset Policy ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะต้องได้รับ”

ท้ายนี้ กองทัพเรือขอยืนยันอีกครั้งว่า การพิจารณาโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย มีหลักฐานและเหตุผลรองรับ ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดบริษัท ประเทศผู้ผลิต หรือผลการพิจารณาไว้ล่วงหน้า

“เรือลำนี้สร้างขึ้นจากงบประมาณของประชาชน จึงต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศต้องกลับคืนมาในรูปของความมั่นคง งาน ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของไทย
กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1096007186125036&id=100071472955205&rdid=wP9dAj7vlUISqc2v#

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ประธานกรรมการบริหารโครงการ ยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และมีหลักฐานพร้อมเหตุผลรองรับการพิจารณา

การดำเนินงานอยู่ภายใต้ ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์ ค.ป.ท. ร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1095821142810307&id=100071472955205&rdid=POIteUdArAdUMje8#

POLITICS

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ECONBIZ

แกร็บ ยกระดับสนามบิน!! ขยายจุดรับผู้โดยสาร 12 เลน เปิดฟีเจอร์ PIN จับคิวเร็วขึ้น เพิ่มบริการ Airport Pickup รอบรับไฮซีซัน ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน

แกร็บ ยกเครื่องจุดให้บริการผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ
ขยายพื้นที่ 12 เลน - ผุด 2 ฟีเจอร์ใหม่ เตรียมรับไฮซีซัน

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับบริการเรียกรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งยอดใช้บริการเรียกรถในสนามบินจะเติบโตขึ้นราว 35-40%[1] เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ลุยปรับพื้นที่ ขยายจุดรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 12 เลน พร้อมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ ระบบ “PIN” ที่ช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับรถที่พร้อมให้บริการ และ “Airport Pickup” บริการจองรถรับที่สนามบินล่วงหน้าที่มีระบบติดตามสถานะเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สะดวก รวดเร็ว และราบรื่นยิ่งขึ้น

นางสาวอริสา หล่อทองไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง GDP ให้กับประเทศ โดยสนามบินถือเป็นด่านหน้าที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ วัน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานไทย (หรือ AOT) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมากถึง 67.7 ล้านคน[2] ทำให้การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะพื้นที่สนามบินกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ”

“เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แกร็บในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเรียกรถอย่างเป็นทางการของ AOT จึงได้ขยายพื้นที่จุดรับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (บริเวณชั้น 1 ประตู 4) เพิ่มขึ้นเป็น 12 เลน พร้อมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่างระบบ ‘PIN’ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ให้รวดเร็วและสะดวกสบายกว่าเดิม โดยหลังจากที่ได้ทดลองเปิดให้บริการเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ช่วยให้ผู้โดยสารลดเวลาในการรอรถได้ถึง 40%[3] ทั้งยังได้รับคะแนนความพึงพอใจระดับ 5 ดาวจากผู้ใช้บริการมากถึง 98%[4]”

ระบบ PIN จัดคิว จับคู่รถ ไม่ต้องรอนาน
-แกร็บพัฒนาระบบ “PIN” ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับที่พร้อมให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและความแออัดในบริเวณจุดรับ
-ใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน เพียงเลือกจุดรับ “Grab Pick-up Point” เมื่อเรียกรถที่สนามบิน หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว ระบบจะยังไม่ระบุรถ หรือคนขับทันที แต่จะแจ้งรหัส PIN 4 หลัก และระบุจุดที่ผู้โดยสารต้องรอขึ้นรถ เมื่อถึงจุดดังกล่าว สามารถแจ้งรหัส PIN ให้กับคนขับที่จอดรออยู่ (มาก่อนได้ไปก่อน) เพื่อยืนยันการเดินทางก่อนขึ้นรถได้ทันที
-สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการให้บริการจากทีมเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่การให้คำแนะนำในการจอง การจัดคิว และการอำนวยความสะดวกในการขึ้นรถ
-สามารถเรียกรถผ่านระบบ PIN ได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง A, B, C และ D

Airport Pickup จองรถรอรับล่วงหน้า การันตีเวลา หมดกังวลหากไฟลต์ดีเลย์
-แกร็บเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Airport Pickup สำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้ใช้บริการที่ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงไตรมาสสุดท้าย หลังเปิดให้บริการแล้วใน 3 สนามบิน คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเชียงราย โดยผู้ใช้บริการสามารถจองรถล่วงหน้า โดยระบุหมายเลขเที่ยวบินที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเลือกเวลาที่ต้องการให้คนขับมารับได้ (ตามเวลาที่ระบบแนะนำ หรือกำหนดเวลาเอง) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการวางแผนเดินทางหลังลงเครื่อง

-จุดเด่นของฟีเจอร์ Airport Pickup คือความสามารถในการติดตามสถานะเที่ยวบินได้แบบเรียลไทม์และปรับเวลานัดรับให้สอดคล้องกับเวลาเที่ยวบินจริงหากเกิดความล่าช้า พร้อมการันตีการรับตรงเวลา โดยคนขับจะรอที่จุดขึ้นรถได้นานสูงสุด 15 นาที และผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการจองได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมาย

-ผู้ใช้บริการ Airport Pickup สามารถขึ้นรถได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง E โดยรองรับบริการเรียกรถ 3 ประเภท ได้แก่ GrabCar, JustGrab และ GrabTaxi

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่!! บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำพัฒนาคอนโดฯครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่ บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ออกแบบ-เข้าใจ Customer Insight อย่างแท้จริง

ออริจิ้น คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดคอนโดฯ ที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก้าวข้ามการสร้างที่อยู่อาศัย สู่การสร้างสรรค์คุณค่าและประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับในทุกมิติ ตอกย้ำแนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความเข้าใจใน Customer Insight เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

"รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานออริจิ้นทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ได้จบเพียงการสร้าง ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ 3 รางวัลสำคัญที่ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัล People’s Choice Awards สะท้อนถึงการตอบรับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และโครงการของออริจิ้น รางวัล Best Lifestyle Developer สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ และ รางวัล Best Luxury Mixed Use Development มอบให้แก่โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) ตอกย้ำศักยภาพในการสร้าง “พื้นที่แห่งการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โดย โครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) แฟลกชิป Mixed-Use ระดับลักชัวรี มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เมกะโปรเจกต์ของกลุ่มออริจิ้น ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซอย 10 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญทั้งอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ผสานพื้นที่ Residential และ Commercial ไว้ในแห่งเดียว

มีพื้นที่ Residential Zone จำนวน 795 ยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด “Tailor Your Dream” แบ่งออกเป็น 3 Collections ได้แก่ Origin Courtyard, Origin Prestige และ Origin Glass House พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมทั้ง Lifestyle Ecosystem Complete รวบรวมองค์ประกอบการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ทั้ง Executive Office รองรับธุรกิจยุคใหม่, Lifestyle Retail ร้านอาหารระดับ Fine Dining, Healthcare Center Mediplex ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร เติมเต็มด้วย Thonglor Central Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิตเมืองอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการตัดสินที่เป็นอิสระและโปร่งใสโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพที่ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนเมืองยุคใหม่ต่อไป

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

LITE

27 กันยายน 2448 บทความเปลี่ยนโลก กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ต้นทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity)

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์)

‘สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก’ ทรงพระราชสมภพวันที่ 1 มกราคม (ตามปฏิทินเก่าคือ ปี พ.ศ. 2434 แต่ตามปฏิทินใหม่คือ ปี พ.ศ. 2435) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีพระเชษฐา และพระเชษฐภคินีที่ประสูติร่วมพระราชมารดา 7 พระองค์

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นพระอัยกาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

พระองค์มีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทย ประชาชนโดยทั่วไปคุ้นเคยกับพระนามว่า ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’ หรือ ‘พระราชบิดา’ และบางครั้งก็ปรากฏพระนามว่า ‘เจ้าฟ้าทหารเรือ’ และ ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย’ ส่วนชาวต่างประเทศเรียกพระนามว่า ‘เจ้าฟ้ามหิดล’

หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระองค์ทรงพระประชวร ต้องประทับในพระตำหนักวังสระปทุม และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เวลา 16.45 น. เมื่อพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน
ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่าง ๆ จากพระองค์ จึงได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุม

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และ ในวันที่ 24 กันยายนปีเดียวกัน นักศึกษาแพทย์ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ โดยมีพิธีวางพวงมาลา ถวายบังคมพระรูป อ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประกาศให้วัน ที่ 24 กันยายน ของทุกปีเป็น ‘วันมหิดล’ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในฐานะพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย

23 กันยายน 2445 ‘ธนบัตร’ ออกใช้เป็นครั้งแรกในสยาม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ เปิดแลกธนบัตร มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาล วางรากฐานเงินกระดาษไทย

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปิดรับแลกเปลี่ยนธนบัตรแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ นับเป็นการนำ ‘ธนบัตร’ ออกใช้เป็นครั้งแรกในสยาม

แรกเริ่มก่อนที่จะมีการใช้ธนบัตรนั้น ไทยได้มีการออกใช้เงินกระดาษมาก่อนแล้ว เนื่องจากมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้ากับชาติตะวันตกทำให้ความต้องการเงินตราภายในสยามเกินกำลังการผลิต เกิดความขาดแคลนเงินที่ผลิตจากโลหะจึงมีการออกเงินกระดาษ เรียกว่า หมาย ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อใช้ร่วมกันกับเหรียญโลหะแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เนื่องจากคนทั่วไปยังคุ้นเคยกับการใช้เงินโลหะอยู่ ต่อมาเมื่อมีธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศ คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์ และธนาคารแห่งอินโดจีนได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้เป็นตั๋วสัญญาในการชำระหนี้ในวงแคบระหว่างธนาคารและลูกค้าในช่วง พ.ศ. 2432 - 2445 โดยมีการเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ตหรือแบงก์ ซึ่งสร้างความเคยชินและเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ในภายหลังจนติดปากถึงทุกวันนี้ว่า แบงก์

จนกระทั่ง พ.ศ. 2445 จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตรา พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 ขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2445 อีกทั้งโปรดให้จัดตั้ง กรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรและรับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2445 จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา

ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช 2471 ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

จริงหรือ? สงครามอิหร่านกำลังทำให้กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” แล้ว

สำนักข่าว The Intercept รายงานว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เผชิญกับการโจมตีฐานทัพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะไม่สามารถปฏิบัติการต่อไปได้”

Nick Turse ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าว The Intercept ได้เขียนบทความ “Iran War Has the U.S. Military on the Brink of a ‘Breakdown’” โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่าน โดยนายหนึ่งเตือนว่า ความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในความสามารถของกองทัพที่จะทำสงครามต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่าจะยุติลงในต้นเดือนเมษายน 2026

ขณะที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค กองทัพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยอิหร่าน การลดลงของคลังขีปนาวุธป้องกัน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการซ่อมบำรุงเรือ การประจำการของกำลังพลที่ยืดเยื้อ ระบบส่งกำลังบำรุงที่ซับซ้อน ขวัญกำลังใจที่ลดลง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังพล ความพร้อมทางทหาร และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยสวนทางกับคำประกาศในเชิงบวกของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว The Intercept ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อ “การพังทลาย (Breakdown)” จากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างต่อสาธารณะของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพอิหร่านถูกกำจัดไปแล้ว

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ และรายงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ดังนี้:
.
• คลังแสงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศขาดแคลนอย่างรุนแรง: กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,700 ลูก ขีปนาวุธ THAAD กว่า 200 ลูก รวมถึงขีปนาวุธ Standard Missile ของกองทัพเรืออีกจำนวนมาก เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน โดย
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot: ประมาณ 65% หรือ 2,330 นัด ถูกยิงไปแล้วระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม เหลือเพียง 830 นัด
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD: เกือบครึ่งหนึ่งของหัวรบ 450 ลูกถูกใช้ไป เหลือน้อยกว่า 270 ลูก

รายงานของ Inspector General ของเพนตากอนยืนยันถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุน ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และความตึงเครียดด้านขวัญกำลังใจ โดยระบุว่า “คอขวดที่ยืดเยื้อที่สุดยังคงอยู่ที่การผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง การจัดหาวัตถุระเบิดและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการสรรหาแรงงานฝีมือในภาคการผลิต”

• การโจมตีศูนย์โลจิสติกส์หลักและฐานทัพ: ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธจนสามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และโจมตีฐานทัพมากกว่า 15 แห่ง โดยเฉพาะฐานทัพเรือในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

• ความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาสูง: รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 เครื่อง เครื่องบิน F-35 ได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 เสียหาย 7 เครื่อง และโดรน MQ-9 Reaper ถูกยิงตกมากถึง 30 ลำ

• ความอ่อนล้าของกำลังพลและปัญหาการซ่อมบำรุง: กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายระยะเวลาการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น USS Nimitz และ USS Gerald R. Ford ยาวนานกว่าภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหางานซ่อมบำรุงสะสม ตลอดจนขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ลดลงอย่างมาก

• ความสูญเสียด้านกำลังพล: แม้เพนตากอนจะพยายามรายงานตัวเลขความสูญเสียที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่สถิติระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านแล้วหลายร้อยนาย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม

คำว่า “Breakdown” เป็นคำเตือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลกับ The Intercept แต่ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยปัญหาหลักที่นำไปสู่คำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการพังทลาย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
 

  1. วิกฤตการเกณฑ์ทหารและการสรรหากำลังพล (Recruitment Crisis)

• พลาดเป้าการรับสมัคร: เหล่าทัพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ ประสบปัญหาการสรรหากำลังพลใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อเนื่องกันหลายปี

• ข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ: วัยรุ่นอเมริกันในวัยเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ ราว 70-75% ไม่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือประวัติอาชญากรรม

• ความสนใจที่ลดลง: ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่อการรับราชการทหารลดลงอย่างมาก รวมถึงการขาดแรงจูงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว

2. ปัญหาการคงกำลังพลและการลาออกของบุคลากรเชี่ยวชาญ (Retention & Burnout)

• ภารกิจที่ซ้ำซ้อนและยาวนาน: การต้องกระจายกำลังไปทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และอินโด-แปซิฟิก ทำให้กำลังพลเกิดความล้าจากการปฏิบัติการ (Operational Fatigue)

• ปัญหาคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต: อัตราการฆ่าตัวตายในกองทัพยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เงินชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และสวัสดิการครอบครัว ส่งผลให้ทหารที่มีประสบการณ์ เช่น นักบิน ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ตัดสินใจลาออกไปทำงานในภาคเอกชน

3. ยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยร่อยหรอ (Supply & Equipment Exhaustion)

• ผลกระทบจากการส่งความช่วยเหลือ: การส่งยุทโธปกรณ์และกระสุนจำนวนมากให้แก่ประเทศพันธมิตรในความขัดแย้งระดับภูมิภาค เช่น ยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้คลังอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

• ฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโตไม่ทัน: โรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธและระบบอาวุธซับซ้อนให้ทันต่อความต้องการใช้งาน และการทดแทนอาวุธในคลังเดิมได้

4. ยุทธศาสตร์ที่กระจัดกระจาย (Overextension)

• สหรัฐฯ กำลังพยายามวางกำลังเพื่อ “ป้องปราม” ในหลายพื้นที่พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การรับมือกับรัสเซียในยุโรป และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

• นักวิเคราะห์เตือนว่า ทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจไม่สอดคล้องกับพันธกิจทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้กองทัพเผชิญกับจุดแตกหัก หากเกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันมากกว่าหนึ่งพื้นที่

ข้อวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนถึงโจทย์สำคัญของ “เพนตากอน (Pentagon)” ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพล และเร่งยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คำว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” ยังไม่น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มี “ศักยสงคราม” (War Potential) อยู่ในระดับสูง และยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองในคลังจำนวนมาก แม้อาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “ศักยภาพทางทหาร” (Military Potential) และ “ขีดความสามารถในการรบ” (Combat Potential) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเผชิญกับอิหร่าน เนื่องจากแม้อิหร่านจะประสบความสูญเสียอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากพอที่จะกดดันให้อิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการได้

นอกจากนี้ ผลจากสงครามดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพทางทหาร” และ “ขีดความสามารถในการรบ” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิกและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต

ค้นหาความหมาย Longevity ในมุมของ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “เบนซ์ทองหล่อ” “ชีวิตยืนยาว-ธุรกิจเติบโต” ไม่ได้วัดเพียงจำนวนปี แต่คือการคงอยู่และก้าวไปต่อ อย่าง “มีคุณภาพ”

เมื่อพูดถึงคำว่า Longevity ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเรื่องสุขภาพ การชะลอวัย หรือการมีอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี

แต่หลังจากได้พูดคุยกับ “พลอย” หรือ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ คำว่า Longevity ดูเหมือนจะมีความหมายกว้างกว่านั้น

เพราะสำหรับเธอ การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องแลกมากับสุขภาพที่เสื่อมถอย หรือการไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สิ่งที่สำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ “อยู่ได้นาน” และ “อยู่ได้ดี” ไปพร้อม ๆ กัน

น่าสนใจว่า เมื่อบทสนทนาค่อย ๆ เคลื่อนจากเรื่องชีวิตส่วนตัวไปสู่เรื่องธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เรากลับพบว่า แนวคิดเรื่อง Longevity ของทั้งชีวิตและธุรกิจกลับมีจุดร่วมกันอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะเป็น “ชีวิต” หรือ “ธุรกิจ” การอยู่ได้นานอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือ การรักษาคุณภาพของสิ่งนั้นเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน

จากคุณแม่ลูกสอง สู่ผู้บริหารธุรกิจครอบครัว

เมื่อให้แนะนำตัวเอง พลอยไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้สืบทอดธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กรเท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวัน เธอยังมีอีกบทบาทสำคัญคือการเป็น “คุณแม่” ของลูก 2 คน และเป็น “ลูกสาวคนเดียว” ของครอบครัว

หลายบทบาทเกิดขึ้นพร้อมกันในแต่ละวัน ทั้งการดูแลครอบครัว การบริหารธุรกิจ และการดูแลตัวเอง แม้งานจะกินพื้นที่ในชีวิตไปไม่น้อย แต่เธอก็มุ่งมั่นและพยายามจัดพื้นที่ให้กับการดูแลตัวเองอยู่เสมอ

"แต่ละวัน จันทร์ถึงศุกร์ กิจวัตรปกติคือตื่นเช้าไปส่งลูกที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งแต่ละวันก็จะแตกต่างกัน อาจต้องเข้าออฟฟิศ ประชุม หรือว่ามีไปงานอีเวนต์บ้าง ซึ่งถ้าไม่ได้เลิกดึกจนเกินไป ก็จะเป็นเวลาของตัวเอง ส่วนมากพลอยเลือกที่จะไปออกกำลังกาย เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ"

Longevity ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากอายุยืน

จริง ๆ แล้ว การใส่ใจเรื่องสุขภาพของพลอยไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแส Longevity ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่าโดยพื้นฐานเธอเป็นคนแอคทีฟ และค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการกินและการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่าง เธอพูดติดตลกว่าตอนวัยรุ่นก็มีแค่ “ความห่วงสวย” เท่านั้นเอง

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เหตุผลในการดูแลตัวเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง กลายเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีอาการปวดคอร่วมกับไมเกรนอย่างรุนแรงเป็นประจำ

"มีช่วงหนึ่งที่พลอยปวดคอเหมือนคล้าย ๆ ไมเกรนมาก ทุกเดือนจะมีช่วงเวลาที่ปวดทรมาน ถึงขนาดอาเจียนและต้องหยุดพัก 2-3 วันเลย พ่อกับแม่เห็น ท่านก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเรายังไง เมื่อไปหาหมอและเอกซเรย์ ผลออกมาก็ไม่ได้เป็นอะไร พลอยก็เลยรู้สึกว่าต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้"

และนั่นทำให้เธอเริ่มหาวิธีจัดการกับร่างกายอย่างจริงจัง และได้รู้จักกับการเล่น "พิลาทิส" หลังจากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เธอพบว่าอาการปวดคอและไมเกรนลดลงอย่างชัดเจน จนพิลาทิสกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ประสบการณ์นี้ทำให้มุมมองเรื่องสุขภาพของพลอยชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการดูแลร่างกายก่อนที่จะเกิดปัญหา ย่อมดีกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยแก้ เธอจึงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง Preventive Care รวมถึงการปรึกษาแพทย์ด้าน Anti-aging เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน และกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดขึ้นตามวัย ไม่ใช่เพราะกลัวแก่ แต่เพราะอยากเข้าใจว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และจะดูแลมันอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องอยู่ถึง 100 ปี ขอแค่อยู่แล้วมีคุณภาพ

เมื่อถามถึงเป้าหมายเรื่องการมีชีวิตที่ยืนยาว คำตอบของพลอยกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด

"เชื่อว่าทุกคนก็อยากอายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ อย่างพลอยไม่ได้อยากอยู่ถึง 100 ปีนะ เอาเป็นวัยที่เหมาะสมดีกว่า ให้ลูก ๆ ดูแลตัวเองได้ ส่วนเราก็อายุยืนอย่างมีคุณภาพ เงื่อนไขคือยังสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ทรมาน ไม่เป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้ลูก ๆ หรือคนที่ต้องดูแลเราก็พอ”

ในมุมของพลอย การลงทุนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การซื้ออาหารเสริมหรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพราคาแพง แต่คือ การลงทุน “เวลา” ให้กับร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

“พลอยมองว่าไม่มียาหรือวิตามินอะไรที่จะช่วยให้เราแข็งแรงได้จริง ๆ ถ้าหากพื้นฐานร่างกายเราไม่แข็งแรง การแบ่งเวลามาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายจึงสำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องออกทุกวัน แต่ในสัปดาห์ก็ควร 3-4 วันเป็นอย่างต่ำ อย่างพลอยทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการลงทุนอะไรเลย”

“อีกสิ่งที่พลอยมองว่าสำคัญพอ ๆ กันเลยคือ ‘การนอนหลับ’ ก็ต้องสังเกตตัวเองเป็นประจำว่านอน 8 ชั่วโมงแล้ว ตื่นมาสดชื่นหรือเปล่า ถ้าไม่สดชื่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เราก็ต้องรู้จักฟังเสียงของร่างกายตัวเอง”

ดังนั้น Longevity ในความหมายของพลอยจึงไม่ใช่การมีจำนวนปีของชีวิตมากที่สุด และไม่ใช่การรอรักษาเมื่อร่างกายเริ่มมีปัญหา แต่คือการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว สำหรับพลอย การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน การนอนหลับ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวเอง

“พลอยให้คะแนนสุขภาพของตัวเอง 8 เต็ม 10 แม้ยังมีอาการปวดคอบ้าง แต่ถือว่าลดลงไปมาก อีกอย่างพลอยไม่มีโรคประจำตัว ยังมีแรงและพลังในการทำงานและใช้ชีวิต ก็ถือเป็นสัญญาณว่าวิธีที่ทำมาตลอดนั้นถูกทางแล้ว”

ชีวิตส่วนตัว และบทบาทเจ้าของธุรกิจแยกกันไม่ขาด

เมื่อบทสนทนาขยับจากเรื่องสุขภาพมายังชีวิตการทำงาน ความหมายของคำว่า Longevity ก็เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นในอีกบริบทหนึ่ง ความผูกพันของพลอยกับธุรกิจครอบครัวไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในวันที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร เพราะแท้จริงแล้วเธอเติบโตมากับธุรกิจนี้

ในอดีตเด็กหญิงพลอยวิ่งเล่นในออฟฟิศและโชว์รูมของพ่อแม่ ใช้พื้นที่แห่งนี้ไม่ต่างจากสนามเด็กเล่น การได้มาคลุกคลีที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กทำให้ซึมซับการทำงานของพ่อแม่ เห็นวิธีพูดคุยกับพนักงาน เห็นการรับมือลูกค้า รวมถึงเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ของการทำธุรกิจมาโดยตลอด ความรู้หลาย ๆ อย่างส่งต่อผ่านชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย 

“ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว พลอยก็เห็นการทำงานของทั้งพ่อและแม่มาตลอด คิดว่าซึมซับไปโดยธรรมชาตินะ แต่ก่อนหลังเลิกเรียนเราก็มาเล่นที่นี่ วิ่งไปแต่ละแผนก วิ่งลงมาที่โชว์รูมบ้าง คลุกคลีกับภาพของโชว์รูมมาตลอด ทำให้วันนี้เมื่อเรามาทำงาน ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกฝืนใจ หรือรู้สึกว่า “ต้อง” ทำงานเท่านั้น แต่เรารู้สึกว่านี่คือชีวิตของเราจริง ๆ”


หากสุขภาพที่ดีต้องอาศัยพื้นฐานหลายอย่าง ธุรกิจที่ต้องการยืนระยะก็ไม่ต่างกัน**

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่พลอยได้รับจากพ่อแม่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย เทคนิคการตลาด หรือวิธีบริหารต้นทุน แต่คือเรื่อง “การดูแลคน”

“เรื่องที่ซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของการดูแลคน ดูแลพนักงาน เราเห็นวิธีการใส่ใจพนักงานของพ่อกับแม่ ดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว แม้กระทั่งการอบรมสอนพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงาน รวมไปถึงเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย”

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือ “ลูกค้า” ที่เชื่อมั่นและไว้วางใจ “เบนซ์ทองหล่อ” มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้ามาของเทคโนโลยี รูปแบบการซื้อรถ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยมองว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา คือ “ความจริงใจ”

"ก็เกือบ 50 ปีที่เบนซ์ทองหล่ออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ พลอยว่าเป็นเรื่องของความจริงใจที่เรามีให้กับลูกค้า ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่อยู่กับเรา 2-3 เจน ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มีความจริงใจให้ลูกค้า หรือเราตุกติกก็คงไม่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่มาจนถึงขนาดนี้ อันนี้เป็นเรื่องหลักเลย” 

การอยู่มานานย่อมมาพร้อมกับความท้าทายอีกแบบหนึ่ง เพราะโลกของธุรกิจในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30 หรือ 40 ปีก่อน วันนี้ลูกค้าหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการซื้อขาย ช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนไป และความคาดหวังต่อแบรนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

ความท้าทายจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้ “เหมือนเดิม” แต่คือการรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรไม่ควรเปลี่ยน

“แน่นอนว่าเรื่องท้าทายคือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย พอโซเชียลมีเดียเข้ามา เรื่องของการซื้อ การขายก็เปลี่ยนไป แต่การรักษามาตรฐานต่าง ๆ ก็สำคัญเช่นกัน เราไม่ทิ้งคุณค่าหลักของเรา เราพยายามรักษาให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีไปเรื่อย ๆ”

พลอยกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราก็ต้องรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการดูแลลูกค้า ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ มาตรฐานในการรับรองลูกค้า หรือว่าแม้กระทั่งการดูแลพนักงานของเรา ทุกอย่างมีมาตรฐานที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยพ่อกับแม่ เราพยายามจะรักษาต่อไป”

จากชีวิตที่ยืนยาว สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หลังจากบทสนทนาทั้งหมด คำว่า Longevity จึงดูจะไม่ใช่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแนวคิดเรื่อง 
“ความยั่งยืนและมีคุณภาพ”

หากมองในมุมการใช้ชีวิต อาจหมายถึงการดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ในวันที่อายุมากขึ้น เรายังสามารถมีชีวิตในแบบที่ต้องการได้

แต่เมื่อมองในมุมธุรกิจ อาจหมายถึงการดูแลคน ดูแลลูกค้า และรักษาหลักการบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ผู้คนยังเลือกที่จะเชื่อใจเรา

ทั้งสองอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากสิ่งเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ กลายเป็นรากฐานของคำว่า “ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือธุรกิจหนึ่งแห่ง การอยู่ได้นานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การอยู่ได้นานอย่างมีคุณภาพต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เปิดกำเนิด “รามคำแหง 2514” จากแนวคิดตลาดวิชา สู่มหาวิทยาลัยแห่งโอกาสของคนไทย ผลิตบัณฑิตกว่าล้านคน เปลี่ยนโครงสร้างการเรียนไทย

ก่อเกิด “รามคำแหง 2514”กับปรัชญา “ตลาดวิชา”

ประมวล กุลมาตย์ อดีตส.ส.จังหวัดชุมพร พรรคสหประชาไทย ซึ่งเป็นผู้เริ่มเสนอยกร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยฉบับร่างใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์

แต่มีรายละเอียดสำคัญที่ควรแยกให้ชัด เพราะเรื่องนี้มี “หลายคน” อยู่ในกระบวนการก่อตั้งรามคำแหง
จุดเริ่มต้นของรามคำแหง

1. ประมวล กุลมาตย์ คือผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย
วันที่ 21 สิงหาคม 2512 ประมวล กุลมาตย์ ส.ส.จังหวัดชุมพร เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก

แนวคิดสำคัญคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในลักษณะ “ตลาดวิชา” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระบบปิดได้ มีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ต่อมา 9 ตุลาคม 2512 สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการเป็นเอกฉันท์ และตั้งกรรมาธิการขึ้นพิจารณา

2. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ มีบทบาทสำคัญในชั้นกรรมาธิการ
เอกสารของมหาวิทยาลัยรามคำแหงระบุว่า เมื่อสภารับหลักการแล้ว มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ โดย ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ เป็นคนแรกของกรรมาธิการ ขณะที่ สุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นประธานกรรมาธิการในช่วงหนึ่งของการพิจารณา

ดังนั้น ถ้าจะเขียนว่า “ใครเป็นคนก่อตั้งรามคำแหง” ไม่ควรโยนให้คนเดียวทั้งหมด แต่ถ้าถามว่า

“ใครเป็นผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสภา?”

คำตอบคือ ประมวล กุลมาตย์
แล้วใครเป็นคนเสนอชื่อ “รามคำแหง”?

นี่เป็นอีกคนหนึ่งครับ คือ แคล้ว นรปติ อดีตส.ส.จังหวัดขอนแก่น
ในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย เดิมมีแนวคิดใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ก่อนที่แคล้ว นรปติ จะเสนอแปรญัตติให้ใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

26 กุมภาพันธ์ 2514
มีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้กฎหมาย
2 มีนาคม 2514 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วเรื่อง “เด็กไม่มีที่เรียน” กับยุคเบบี้บูมล่ะ?

“ปัญหาการขาดแคลนที่เรียนระดับอุดมศึกษา” บวกรวมกับยุค Baby Boom เป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีที่เรียนต่อกับสถานบันอุดมศึกษาของรัฐที่รับได้จำนวนจำกัด เด็กส่วนหนึ่งจะถูกถีบออกนอกระบบการศึกษา

งานวิชาการของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เผยแพร่ปี 2569 อธิบายว่า ก่อนการเกิดรามคำแหง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็น ระบบปิดและต้องสอบคัดเลือก (entrance) ขณะที่ความต้องการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาสูงขึ้น แต่สถาบันที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ รามคำแหงจึงเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบในรูปแบบ “ตลาดวิชา” ที่ไม่สอบเข้าและไม่จำกัดจำนวน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว แต่รามคำแหงเข้าง่าย ออกยาก ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ไม่ทุ่มเทกับการอ่านหนังสือตำราเรียน จึงมีนักศึกษาเพียงส่วนหนึ่งที่เข้ามาเรียนแล้วจบการศึกษาออกไป

นี่คือหัวใจของกำเนิดรามคำแหงเลยครับ:

ระบบเดิมคัดคนเข้าเรียน แต่รามคำแหงเปิดประตูให้คนจำนวนมากเข้ามาเรียน แล้วใช้การเรียนและการสอบเป็นเครื่องคัดคนออก

จึงทำให้แนวคิด “ตลาดวิชา” ของรามคำแหงมีความหมายมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย

และปรัชญานี้สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวง อุดมศึกษา (อว.)ที่ระบุว่ารามคำแหงตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นสถาบันการศึกษาแบบ “ตลาดวิชา” และเน้น โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ส่วนข้อความ “ผลิตบัณฑิตมาแล้วล้านกว่าคน” เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
ข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน รามคำแหงผลิตบัณฑิตแล้ว มากกว่า 1 ล้านคน และศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาชีพต่าง ๆ

จาก “ประมวล กุลมาตย์” จุดประกายความคิด ในรูปแบบ “ตลาดวิชา” มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ “แคล้ว นรปติ” แปรญัตติเป็น “รามคำแหง” ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันทร์อธิการบดีคนแรก เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทะลุ 1 ล้านคนแล้ว

จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า ”ไม่มีราม ไม่มีเรา“ มีรามเราจึงได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นบัณฑิตให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ ได้รับใช้ชาติบ้านเมือง

WORLD

จากภาพถ่ายสู่ประวัติศาสตร์ เปิดมุมมองใหม่ สไบคือวัฒนธรรมที่เดินทางข้ามอาณาจักร สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน สไบกับกัมพูชา หลักฐานชี้มีการสวมใส่จริง แต่คำถามต้นกำเนิดต้องใช้มากกว่าภาพเดียว

สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน: หลักฐานบอกอะไร และอะไรคือความเข้าใจผิด
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ในภาพมีสไบ” แต่คือ เราต้องถามต่อว่า ภาพนั้นถ่ายเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นคนในภาพ และเครื่องแต่งกายนั้นเดินทางมาถึงสังคมแห่งนั้นได้อย่างไร

ประเด็นเรื่อง “สไบ” กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองประกวด Miss Universe Cambodia เผยแพร่ภาพหญิงสาวสวมสไบ พร้อมคำอธิบายว่าเป็นภาพสะท้อนการแต่งกายของสตรีเขมรเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เขมรเคยใส่สไบหรือไม่?”
เพราะคำตอบจากหลักฐานที่มีอยู่คือ เคย
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
สไบเข้ามาอยู่ในสังคมกัมพูชาเมื่อใด และผ่านบริบททางสังคมและการเมืองแบบใด?
ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนกว่าการหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งมาใช้เป็นคำตอบ

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีการสวมใส่” กับ “มีต้นกำเนิด”
การพบภาพหญิงชาวกัมพูชาสวมสไบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าสไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา เช่นเดียวกับการพบเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายนั้นถูกคิดค้นขึ้นในประเทศนั้นเสมอไป ในประเด็นนี้มีความพยายามอธิบายว่าสไบหรือผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมีรากมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยมีการกล่าวถึงคำว่า Preah Thong Taong Sbai

แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่มีการกล่าวถึง คำอธิบายดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เพราะลักษณะของผ้าที่ปรากฏในหลักฐานบางส่วนสามารถตีความได้ว่าเป็น ผ้าคาดหรือผ้าพันบริเวณหน้าอก มากกว่าการเป็น “สไบ” ในความหมายของเครื่องแต่งกายที่เรารู้จักในปัจจุบัน นี่จึงเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกระหว่าง
“ผ้าที่ใช้พันร่างกาย” กับ “รูปแบบการแต่งกายที่เรียกว่าสไบ” เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

แล้วภาพหญิงเขมรสวมสไบที่ถูกนำมาอ้างถึง มาจากไหน?
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับผลงานของ Émile Gsell ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาถ่ายภาพในอินโดจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และตรงนี้มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดออกจากภาพ เพราะช่วงเวลาที่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นนั้น กัมพูชาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถแยกออกจากอิทธิพลของสยามได้อย่างเด็ดขาด หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าองค์ด้วงในปี 1860 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนักกัมพูชา และท้ายที่สุดพระองค์เจ้านโรดมได้รับการสนับสนุนจากสยามในการรักษาอำนาจทางการเมือง
เอกสารทางวิชาการจาก Cornell University กล่าวถึงบริบทดังกล่าวว่า นโรดมสามารถรักษาตำแหน่งของพระองค์ไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากสยาม และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกัมพูชาอยู่ภายใต้การถือครองของสยามที่กรุงเทพฯ ต่อมาในพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1864 ทั้งสยามและฝรั่งเศสต่างเข้ามามีบทบาท กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ กัมพูชาในช่วงเวลานั้นอยู่ท่ามกลางอำนาจและอิทธิพลของทั้งสยามและฝรั่งเศส ดังนั้น เมื่อเราหยิบภาพการแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าวมาวิเคราะห์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน

“นโรดม” เองก็มีเรื่องราวที่สะท้อนความสัมพันธ์กับสยาม
เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของพระเจ้าองค์ด้วง หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า นักองค์ด้วง นักองค์ด้วงใช้ชีวิตอยู่ในสยามเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี 1811 ก่อนที่จะกลับไปกัมพูชาในช่วงที่สยามส่งกองทัพเข้าไปจัดการกับความไม่สงบในกัมพูชา ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง พระองค์กลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในที่สุดสยามก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาในปี 1841 ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกัมพูชากับสยามในยุคนั้นจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบประเทศเพื่อนบ้านที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ แต่เป็นระบบการเมืองแบบจารีตที่อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น นี่เป็นบริบทสำคัญมากเมื่อเรากำลังพูดถึง แฟชั่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมเพราะวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว มันเดินทางไปกับ ราชสำนัก ขุนนาง การค้า การแต่งงาน การเดินทาง คนรับใช้ และการติดต่อระหว่างผู้คน

ภาพของ Émile Gsell จึงต้องอ่านมากกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีภาพถ่ายของ Gsell อีกจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายได้ชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือภาพที่ Musée des Confluences เมืองลียง บันทึกชื่อไว้ว่า “Village cambodgien avec ses habitants” — หมู่บ้านกัมพูชาพร้อมผู้อยู่อาศัย ภาพดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Émile Gsell และอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นเดียวกัน ในภาพปรากฏหญิงชาวบ้านที่แต่งกายด้วยลักษณะของ ผ้าคาดบริเวณหน้าอก ซึ่งแตกต่างจากภาพสตรีที่สวมผ้าพาดไหล่แบบสไบอย่างเห็นได้ชัด และนี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิม หากสไบเป็นเครื่องแต่งกายที่แพร่หลายทั่วไปในหมู่หญิงกัมพูชาในเวลานั้น เหตุใดภาพของผู้หญิงในบริบทชนบทจึงยังปรากฏรูปแบบการแต่งกายอีกแบบหนึ่ง? คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่ภาพถ่ายกำลังบอกเราคือ การแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีความหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแบบสไบอาจมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมของผู้สวมใส่

สไบจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาติ” อย่างที่เราพยายามมองในปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ เรามักนำแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมของชาติ” ในศตวรรษที่ 20–21 ย้อนกลับไปอธิบายสังคมในศตวรรษที่ 19 แต่โลกในเวลานั้นไม่ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นเส้นเขตแดนแบบปัจจุบัน คนในราชสำนักกัมพูชาสามารถติดต่อกับสยามได้ ขุนนางสามารถเดินทางไปมาได้ ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานได้ และรูปแบบการแต่งกายสามารถถูกนำไปปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าของลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรม” ดังนั้น การพบสไบในกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สิ่งที่ควรถามคือ สไบถูกใช้โดยใคร และในบริบทใด
หากหลักฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายแบบสไบปรากฏเด่นชัดในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักหรือชนชั้นปกครอง ขณะที่การแต่งกายของชาวบ้านมีรูปแบบอื่น ก็อาจสะท้อนว่าสไบมีสถานะเป็นเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น สถานะ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน

แต่มีอีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
การกล่าวว่า “สไบในกัมพูชามาจากสยาม” ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะการที่สยามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกัมพูชาในบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่ปรากฏในราชสำนักกัมพูชาจะต้องถูกนำเข้ามาจากสยามทั้งหมด ประวัติศาสตร์ที่ดีจึงไม่ควรเปลี่ยนจากการ “เคลม” ฝ่ายหนึ่ง มาเป็นการ “เคลมกลับ” อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่หลักฐานสามารถบอกเราได้คือ สไบมีการสวมใส่ในกัมพูชาอย่างแน่นอนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่การมีอยู่ของสไบในกัมพูชา ไม่ได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และในทางกลับกัน การมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสยาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบถูกสร้างขึ้นโดยสยามแล้วจึงถูกนำเข้าสู่กัมพูชา คำถามเรื่อง “ต้นกำเนิด” ต้องใช้หลักฐานคนละประเภทกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่า “มีการสวมใส่”

ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรตัดสินด้วยภาพเพียงภาพเดียว
ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างมาก แต่ภาพหนึ่งภาพบอกเราได้ว่า ในเวลานั้นมีคนแต่งตัวแบบนั้น ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า “คนกลุ่มนี้เป็นผู้คิดค้นเครื่องแต่งกายดังกล่าว” นี่คือจุดที่การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากการใช้ภาพเพื่อสร้างเรื่องเล่า หากต้องการบอกว่า “นี่คือสตรีเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพอาจตอบได้ แต่หากต้องการก้าวต่อไปว่า “ดังนั้นสไบจึงเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของเขมร” ตรงนั้นต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพถ่ายหนึ่งภาพต้องดูทั้งหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารร่วมสมัย ภาพถ่าย บันทึกของชาวต่างชาติ รูปแบบการแต่งกายในราชสำนัก ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับกัมพูชา

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ “ใครเป็นเจ้าของสไบ”
แต่คือ สไบเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อย่างไร หากมองจากหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สไบปรากฏอยู่ในสังคมกัมพูชาอย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชาในเวลาต่อมา แต่การที่สิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะต้องถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้น วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเกิดจากการเดินทาง แลกเปลี่ยน และปรับเปลี่ยนข้ามราชอาณาจักรมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และสไบก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่อพบภาพเก่าไม่ใช่การรีบประกาศว่า“นี่คือหลักฐานว่าเป็นของเรา” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ใครเป็นคนถ่าย คนในภาพเป็นใคร แต่งกายแบบนี้เพราะอะไร และรูปแบบการแต่งกายนี้เข้ามาสู่สังคมของพวกเขาได้อย่างไร เพราะเมื่อเราถามคำถามเหล่านี้ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบเราเอง

ที่มา : AYA

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

สองผู้นำสร้างซีนชื่นมื่น มาเจอกันบ่อยๆ
เพื่ออะไรทรัมป์ อยากเจอสีจิ้นผิง
เพื่อหวังช่วยพูดกับอิหร่าน จบสงครามซะที+สีจิ้นผิง
อยากเจอทรัมป์ เพื่อไม่ให้ขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน
มันเป็นแค่เกมซื้อเวลา ของสองมหาอำนาจเท่านั้น

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/1037140385/posts/10240191080688196/?rdid=tuC27F8EzIuiCvPw#

สหรัฐฯ สูญเสียโดรนหนัก!! สูญโดน MQ-9 Reaper 47 ลำ เครื่องบินหลายรุ่นเสียหายหนัก มูลค่าความเสียหายทะลุ 4 พันล้าน สงครามอิหร่านสะเทือนวงการอากาศยาน

หนักกว่าที่คิด! สหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper สูงสุด 47 ลำ ในสงครามอิหร่าน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของฝูง Reaper ที่สหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม และยังมียุโธปกรณ์อื่นๆ รวมมูลค่าความเสียหายอาจทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.33 แสนล้านบาท)

ข้อมูลจาก The War Zone (TWZ) รวบรวมความสูญเสียและความเสียหายของอากาศยานสหรัฐฯ ในปฏิบัติการตะวันออกกลาง ณ วันที่ 18 กันยายน 2026 ดังนี้

-โดรนลาดตระเวนและโจมตี MQ-9A Reaper ถูกทำลายสูงสุด 47 ลำ ในพื้นที่รับผิดชอบของ CENTCOM
- เครื่องบินขับไล่โจมตี F-15E Strike Eagle ถูกทำลาย 4 ลำ / เสียหาย 8 ลำ
- เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 Stratotanker ถูกทำลาย 2 ลำ / เสียหายสูงสุด 7 ลำ
-เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (AWACS) E-3G Sentry ถูกทำลาย 1 ลำ ในซาอุดีอาระเบีย
-เครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ MC-130J Commando II ถูกทำลาย 2 ลำ ในภารกิจกู้ภัย (CSAR) ที่อิหร่าน
-โดรนลาดตระเวนระยะไกล MQ-4C Triton ตก 1 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย
- เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10C Warthog ถูกทำลาย 1 ลำ / เสียหาย 1 ลำ
-เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 เสียหาย 1 ลำ ในอิหร่าน
-เฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษขนาดเบา MH-6M Little Bird ถูกทำลาย 4 ลำ

นอกจากนี้ยังมี เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-47 Chinook, เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache, เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศ HH-60W, เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ H-60, เครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 และ โดรนลาดตระเวนและโจมตี MQ-1 ที่ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

เฉพาะโดรน MQ-9A Reaper เพียงแบบเดียว TWZ ระบุว่าอาจสูญเสียสูงสุดถึง 47 ลำ หรือเกือบ 1 ใน 4 ของฝูง Reaper ของสหรัฐฯ ขณะที่เมื่อรวมอากาศยานที่ถูกทำลายและความเสียหายทั้งหมด มูลค่าความสูญเสียอาจทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.33 แสนล้านบาท

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1407601994861490/?rdid=IBNgBsLWUiZxwb3E#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top