Monday, 26 October 2026
NEWS

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรรมละครทุนวัฒนธรรม!! เปิดตัวละครสั้น "โปงลางสะท้านธุง" ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองรอง ผสานงานวิจัยและชุมชนสร้างสรรค์

เปิดตัว “โปงลางสะท้านธุง” ละครสั้นแนวตั้งจากทุนวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ ชูงานวิจัยสู่การสร้างทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม อว.รวมภาคีงานวิจัยแถลงข่าว กว่าจะมาเป็น “โปงลางสะท้านธุง” แห่งเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเปิดตัว 11 โครงการวิจัย ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสูเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

กรุงเทพฯ – วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้วิจัยและภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “เปิดตัวละครสั้นแนวตั้งจากทุนวิจัยสู่การสร้าง ทุนวัฒนธรรม” เพื่อเปิดตัวละครสั้นแนวตั้ง “โปงลางสะท้านธุง” ซึ่งนำศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของเมืองกาฬสินธุ์มาเล่าด้วยรูปแบบที่ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ผลงานนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ สื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด่านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดำเนินงานโดย มูลนิธิ สื่อสานพลังชุมชน

งานแถลงขาวจัดที่รานเจริญเจริญ (เจริญวันเจริญคืน) สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 12 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ละครแนวตั้งเรื่องนี้นำอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปญญา ศิลปะ อาหาร และผู้คน มาเล่าผานเรื่องราวร่วมสมัย การเล่าแบบกระชับและเข้าใจง่ายเหมาะกับการรับชมผ่านโทรศัพทมือถือ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่ ถูกต้อง ครบถวน และสร้างสรรค์ ผลงานจึงมีเป้าหมายตอยอดสู่ มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายทาง เช่น การ ทองเที่ยวตามรอยละคร การอุดหนุนอาหารและผลิตภัณฑท้องถิ่น และกิจกรรมหรือบริการสร้างสรรค์ของ ชุมชน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่า “การนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสื่อร่วมสมัย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ถือเปนสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวเหล่านี้ไดรับการถ่ายทอดอย่างเข้าใจและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม พรอมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของรวมกัน นอกจากนี้การนำละคร แนวตั้งมาเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพทมือถือเป็นการสรางทั้งคุณค่าทางสังคม หน้า 1 จาก 5 และโอกาสด้านรายได้ในอนาคต ผ่านการต่อยอดทั้งการทองเที่ยวตามรอยละคร

การซื้อสินคาทองถิ่น และ กิจกรรมสรางสรรค์ของชุมชนต่างๆ” ทางด่าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) ผู้รังสรรค์แนวคิดละครทุนวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงการต่อยอดทุนวัฒนธรรมของชาติที่ตองทำ ให้เกิดขึ้นอยางเป็นรูปธรรมและแพร่หลายในวงกว้าง “วันนี้ ผมคิดว่าการที่เอาทุนวัฒนธรรมสร้างชาติโดยผ่านงานวิจัยมาถึงจุดที่มันเริ่มออกดอกออกผลให้ เห็นแล้วแตละพื้นที่แต่ละเมืองมีอัตลักษณของตัวเอง มีวัตถุดิบต่างกัน ทุนมนุษย์ก็ต่างกัน มีประเพณีดั้งเดิมก็ต่างเพราะฉะนั้นจะเกิดความหลากหลาย ถ้าประเทศนี้มองทุนวัฒนธรรมเป็นทุนการขับเคลื่อนประเทศ ทุกพื้นที่สร้างได้หมดโดยการนำสื่อที่เป็นทางการ เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย การทำหนังเรื่องหนึ่งคนดูเป็นล้าน เป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบ ทีนี้คนเป็นล้านที่จะรู้จักที่นั่น ก็จะทำใหงานวัฒนธรรมแข็งแรงขึ้น และเติบโตอย่างมีนัยยะ” ในส่วนของ ดร.สรวงมณฑ สิทธิสมาน หัวหน้าโครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการผลิตละครสั้นแนวตั้ง ทุนวัฒนธรรมเรื่องนี้ กล่าวว่า “ละครสั้นแนวตั้งเปนอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะเราเชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านรูปแบบเดิม ๆ เสมอไป เรื่องราวของชุมชนสามารถนำมาสรางเป็นความ บันเทิงที่ทั้งสนุกและทำให้ผู้ ชมได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมทองถิ่นไปพร้อมกัน และสิ่งสำคัญของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่การผลิตละครเพียงอย่างเดียว แต่เปนกระบวนการทำงานรวมกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจทุนวัฒนธรรมก่อนนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาสื่อสาร โดยเริ่มตนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งศิลปะการแสดงโปงลางผ้าไหมแพรวา และธุงที่สามารถนำมาถ่ายทอดผ่าน เรื่องราวของละครได้ “เราไม่ได้คาดหวังเพียงให้คนดูละครแล้วจบไป แตอยากให้ละครเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ ชมสนใจว่า กาฬสินธุ์ มีอะไรน่าค้นหา มีวัฒนธรรมอะไรที่นาสนใจและอยากเดินทางไปสัมผัสดวยตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และสามารถนำทุนวัฒนธรรมเหล่านั้นมาต่อยอดได้ ซึ่งเป็น เป้าหมายสำคัญของการใช้สื่อเปนกลไกขับเคลื่อนเมืองรองสู่เศรษฐกิจสรางสรรค์” ทางด้าน คุณมานิดา นฤภัทร ผู จัดละคร กลาวถึงจุดเริ่มตน แรงบันดาลใจและความแตกตางของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้มาจาก ดร.ธนภณ วัฒนกุล ในการสร้างละคร ทุนวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้ทำให้คนเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสรางสรรค์จากทุนวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งเราก็อยากให้ ละครเรื่องนี้มีความหมายมากกวาแค่การดูละครสนุก ๆ เพราะเราเชื่อว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความพิเศษในความธรรมดา และอยากให้คนในพื้นที่คนไทยที่เป็นเจ้าของแผนดิน เห็นถึงความหมายพิเศษของทุนวัฒนธรรมในบ้านเราที่หาที่ไหนไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ความรู้สึกของ คุณนุ่น ศิรพันธ วัฒนจินดา นักแสดงนำ กล่าวถึงความรู้ สึกของการได้ เป็นส่วนหนึ่งของละครสั้นแนวตั้งที่เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ในการแสดงละครของตัวเองด้วยว่า “ตอนที่ทีมงาน ติดต่อเข้ามา ก็สนใจทั้งที่ไม่เคยเล่นละครสั้นแนวตั้งมาก่อน เพราะการนำละครสั้นแนวตั้งมาผสมกับวิธีการเล่า เรื่องแบบ Storytelling นั้นน่าสนใจ ละครเรื่องนี้สื่อถึงรากเหงา ศิลปวัฒนธรรม แกนของคน ไม่ใช่แค่คนกาฬสินธุ์ แต่คือแกนของคนไทย ยิ่งเป็นคนไทยในพืเนถิ่น ส่วนตัวคิดว่าหาดูได้ยาก ภาพสวย วิธีการเลาเรื่องที่ทำให้คน หนา 2 จาก 5 รู้สึกอิน การที่เราได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง มีความสนุกใครได้ดูก็ตองอยากมาตามแนวละคร และการสื่อสารผ่านละครสั้นนี้ เป็นการสงสารไปถึงคนรุ่นใหม่ ในเชิงอนุรักษ์ สืบสานสามารถส่งต่อพลังได้จริง ๆ” “โปงลางสะท้านธุง” เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยไปใชจริงในพื้นที่ โดยเชื่อมทุนวัฒนธรรมกับสื่อ ร่วมสมัยและอุตสาหกรรมสรางสรรค์ ผลงานนี้จึงเป็นทั้งความบันเทิงและช่องทางให้ผู้ ชมรู้จักเมืองรอง และเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสรางสรรค์ ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชุมชน

มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต!! เปิดนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ตั้งคำถามชีวิตดี ใครจ่ายต้นทุนแท้จริง ชี้ผลกระทบสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

วงเสวนา มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต ‘ชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย’ พร้อมยื่นข้อเสนอสร้างความยั่งยืน

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดตัวนิทรรศการกึ่งถาวร “SDGs เพื่อประชาชน” พร้อมตั้งคำถามตัวโต “มาตรฐานชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย” 4 วิทยากรร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ - ต้นทุนที่ทำให้ผู้คนมีมาตรฐานชีวิตที่ดี พร้อมข้อเสนอถึงทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 “บทสรุปความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกที่ไกลตัว ให้เป็นการตัดสินใจและลงมือทำในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ชีวิตดีในเมือง ใครเป็นคนจ่าย” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำให้สังคมมีสินค้า หรือบริการที่นำไปสู่มาตรฐานชีวิตที่ดีในปัจจุบัน พร้อมกับมีข้อเสนอ และ Call to Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาบูรณาการความร่วมมือกันในการออกแบบแนวทางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน

ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ และสังคมว่า ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ที่ทุกคนต้องจ่ายไป เพื่อทำให้ได้มีและใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการทำงาน หรือการเรียน แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพราะหากมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่กว่าจะเป็นโทรศัพท์ 1 เครื่อง จะเห็นทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โรงงานประกอบ คนงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แหล่งผลิตพลังงาน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในไทยก็จะมีที่ จ.ปราจีนบุรี หรือ จ.ระยอง ซึ่งได้บางขั้นตอนก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงผู้คนอื่นๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธทางภาคเหนือของไทยที่ส่งมลพิษ เช่น สารหนู ฯลฯ ลงไปในแม่น้ำกก แม่น้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง และทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จค่าโทรศัพท์ แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระดังกล่าวไว้ และที่สำคัญคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์อย่างเราๆ หรือกระทั่งการอ่านข่าวของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก

“ฉะนั้น เวลาจะพูดถึงความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ ที่จะต้องจ่าย จะต้องใช้ หรือต้องบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากให้ตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนที่แบกรับภาระอื่นๆ แทนเราอยู่ โดยที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือแคร์กับชีวิตเขา ซึ่งเป็นคนที่แบกรับความเสี่ยงนั้นอยู่บนร่างกาย หรือคนในครอบครัวของเขา” ผศ.วีรบูรณ์ กล่าว

รศ. พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติสุขภาพ โดยเน้นไปที่เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า เนื่องด้วยชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องรีบเร่ง ทำให้เมื่อเจ็บป่วย ทุกคนต่างก็ต้องการหายให้เร็วที่สุด จึงอาจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย ก็อาจจะซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนอาการท้องเสียหลายกรณีสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอนาคต

รศ. พญ.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะ ยาจะฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยา แต่เชื้อดื้อยาอาจรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ ส่งผลให้โรคติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่ายกลับรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้นและรักษานานขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่พบเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน จนเหลือทางเลือกในการรักษาน้อยมาก และบางกรณีอาจไม่มียาที่รักษาได้ผล ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“จริง ๆ แล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาล แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคน สัตว์ และภาคการเกษตร นอกจากนี้ เชื้อดื้อยา ยีนดื้อยา และยาต้านจุลชีพที่ตกค้าง ยังสามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำเสียจากโรงพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์ และอาจกลับมาสู่คนผ่านอาหารและน้ำได้อีก ดังนั้น การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลในทุกภาคส่วน และการลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ. พญ.อัจฉรา กล่าว

รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวถึง บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนที่มองเห็นได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังช่วยลด “ต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities) ซึ่งไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น และภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องจนถึงผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก โรงเรือนเกษตร และธุรกิจ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการขนส่ง เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่การเกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม และภัยแล้งให้กับทั้งในประเทศไทย และระดับโลก

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองถึง 5 เทคโนโลยีลดต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการ สู่การผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเหล่านั้น มีอยู่ 5 เรื่องด้วยกันที่ควรทำ ได้แก่ 1. การทำระบบลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จัดการเปิดปิดระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า 2. การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลให้มากขึ้น 3. การลงทุนในนวัตกรรมที่ทำให้ลดระยะทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ระยะทางลดลง ใช้พลังงานลดลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4. การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ศาสตร์การปลูกข้าวน้ำน้อย ฯลฯ และ 5. เกษตรกรต้องยกระดับตัวเองมาใช้ระบบข้อมูลในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายให้มากขึ้น โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต

“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม จะช่วยเชื่อมโยงการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่มักไม่ได้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จของสินค้าและบริการ ที่เราทุกคนต้องจ่ายอย่างแท้จริง” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว

รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ายุวชนชาย สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย (Soka Gakkai Thailand) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่ทุกคนสามารถทำได้ว่า ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนธรรมดากันหมด ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำได้ และเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง เช่น ดูแลสุขภาพให้ดี การแยกขยะ ฯลฯ ซึ่งแม้การกระทำเหล่านี้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจจะมีขยายผลไปคนที่ 2 คนที่ 3 และคนที่ 4 ตามมาเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโลกได้

“ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ซึ่งเป็นประธานสมาคมโซคาสากล (Soka Gakkai International) นำเสนอแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกได้” อีกทั้ง ดร. อิเคดะยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ท่านกล่าวว่า “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกสดใหม่ และมีความเชื่อมั่นในอุดมคติ พวกเขามีพลังงานมหาศาลที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คน และสร้างปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก” เช่นเดียวกับ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ก่อตั้ง “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ขึ้น เพื่อให้บัณฑิตไปเรียนรู้ชีวิตจริง เข้าใจความยากลำบาก และนำกลับมาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่า อาจารย์ป๋วยมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้เช่นกัน” รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีการจัดงานนิทรรศการ SDGs ในลักษณะหมุนเวียน มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 โดยตั้งใจทำให้เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร เพราะในอนาคตจะมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เกิดการใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการที่พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะไม่ได้หยุดแค่ตัวชี้วัดที่ 16 การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง มธ. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดย Times Higher Education โดยจะมีการทำในเรื่องอื่นที่คิดว่ามีจุดแข็ง และความสามารถที่จะทำ ไม่ว่าจะการพัฒนาหลักสูตร การทำวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการออกไปให้บริการวิชาการกับสังคม เพราะการจัดอันดับก็เป็นสิ่งที่ภายนอกมองเข้ามาที่ มธ. แต่สำหรับภายใน มธ. เองก็จะขับเคลื่อนสิ่งนี้ต่อไปในฐานะพันธกิจ และปรัชญาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยต่อไป

อนึ่ง นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ซึ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต (Journey to a Sustainable Future) โดยมีจุดเด่น คือ การชวนสำรวจความยั่งยืนผ่านใบเสร็จที่แท้จริง (The Real Receipt) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกการใช้ชีวิต และมาตรฐานชีวิตที่ดี ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่อยู่ในใบเสร็จ โดยจะมีทั้งหมด 5 โซน คือ อาหาร บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ และสมาร์ตโฟน และ 2. เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก 1 คน (Start With One) เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆ คนสามารถมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ด้วยการเริ่มที่ตัวเราเองในกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว

DMI ชี้ทางแก้จัดการภัยโรงงาน!! สะเทือนการผลิตจากน้ำท่วมไฟไหม้ ถอดบทเรียนคู่มือเคลมประกัน 10 ข้อ เผย 4 กลยุทธ์บริหารสิทธิประกัน เน้นเตรียมพร้อม ลดผลกระทบทางการเงิน

DMI Consultant ถอดบทเรียน “น้ำท่วม–ไฟไหม้–แผ่นดินไหว”
สะเทือนภาคการผลิต ชี้ทางแก้ 10 ปัญหาเคลมประกันโรงงาน พร้อม 4

กลยุทธ์รักษาสิทธิผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – [วันที่เผยแพร่] – อุทกภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว อุบัติเหตุและเหตุที่ทำให้สายการผลิตหยุดชะงักสามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงานและธุรกิจเป็นมูลค่าสูง การทำประกันภัยความเสี่ยงภั ทรัพย์สิน หรือ Industrial All Risks (IAR) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบทางการเงินขององค์กร ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขของกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาเมื่อต้องเรียกร้องค่าสินไหม ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาที่ใช้เวลานาน เอกสารไม่ครบถ้วน การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินไปจนถึงความไม่เข้าใจข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์การชดใช้ ในการนี้คณะผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและประกันภัยองค์กร ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและถอดบทเรียนผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษในงาน NEXTMOVE TOGETHER โดยได้รวบรวม 10 ข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมและรักษาสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ ได้อย่างถูกต้องไข 10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน

1. ทำไมการเคลมประกันโรงงานจึงใช้เวลานาน
ความเสียหายของโรงงานมักมีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหลายประเภท บริษัทประกันภัยจึงอาจแต่งตั้งผู้ประเมินวินาศภัย หรือ Loss Adjuster เพื่อตรวจสอบสาเหตุ ความเสียหาย และเอกสารด้านวิศวกรรมและบัญชีหากไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หรือหลักฐานการซื้อเครื่องจักรที่เป็นระบบ
กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลานานขึ้น

2. Underinsurance หรือทุนประกันไม่เพียงพอเกิดจากอะไร
เกิดจากการกำหนดทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ควรเอาประกันหากกรมธรรม์มี Average Clause บริษัทประกันภัยอาจจ่ายค่าสินไหมตามสัดส่วน เช่น ทรัพย์สินมีมูลค่า 100 ล้านบาท แต่ทำประกันไว้ 50 ล้านบาท เมื่อเกิดความเสียหาย 20 ล้านบาท อาจได้รับค่าสินไหมประมาณ 10 ล้านบาท ก่อนหักค่าเสียหายส่วนแรกและรายการอื่นตามเงื่อนไขกรมธรรม์

3. ความเสียหายจาก Business Interruption คำนวณอย่างไร
การชดเชยไม่ได้พิจารณาจากยอดขายที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณตามหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์ เช่น กำไรขั้นต้นที่สูญเสีย ค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จำเป็น โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงิน รายงานยอดขายต้นทุนการผลิต และระยะเวลาที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ

4. ความเสียหายบางส่วนและความเสียหายสิ้นเชิงต่างกันอย่างไร
ความเสียหายบางส่วน หรือ Partial Loss มักพิจารณาจากค่าซ่อม ค่าอะไหล่และค่าแรง ส่วนความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss จะพิจารณาตามฐานมูลค่าที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น มูลค่าปัจจุบันหรือมูลค่าทดแทนใหม่

5. ทำไมเครื่องจักรเก่าจึงอาจถูกหักค่าเสื่อมราคา
หากกรมธรรม์ชดใช้ตามมูลค่าปัจจุบันบริษัทประกันภัยอาจนำอายุและสภาพของเครื่องจักรมาคำนวณค่าเสื่อม การกำหนดเงื่อนไข Replacement Cost หรือ Reinstatement Value อาจช่วยให้ประเมินจากต้นทุนการจัดหาเครื่องจักรใหม่แต่ผู้เอาประกันต้องมีทุนประกันเพียงพอและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

6. เมื่อเกิดเหตุ สามารถซ่อมหรือทำความสะอาดพื้นที่ก่อนได้หรือไม่
ควรแจ้งบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องโดยเร็วพร้อมบันทึกภาพและวิดีโอความเสียหายก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อมแซมหากเป็นเหตุฉุกเฉินสามารถดำเนินการเพื่อรักษาชีวิต ป้องกันอันตรายและลดความเสียหายได้ แต่ต้องเก็บหลักฐาน ใบเสนอราคา ใบเสร็จและรายละเอียดการดำเนินงานไว้ครบถ้วน

7. สต็อกสินค้าที่เสียหายประเมินมูลค่าอย่างไร
วัตถุดิบอาจประเมินจากต้นทุนในการจัดหาทดแทนส่วนสินค้าระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปจะพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายในการผลิตทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานการประเมินและเงื่อนไขของกรมธรรม์

8. เอกสารใดช่วยให้การเคลมรวดเร็วขึ้น เอกสารสำคัญ ได้แก่
ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หลักฐานการซื้อเครื่องจักร แบบแปลนอาคารรายงานการบำรุงรักษา งบการเงิน รายงานยอดขาย รวมถึงกรมธรรม์และเอกสารแนบท้าย โดยควรสำรองข้อมูลไว้นอกพื้นที่โรงงานหรือจัดเก็บในระบบดิจิทัล

9. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำประกัน
ผู้ประกอบการไม่ควรพิจารณาจากเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียวแต่ต้องตรวจสอบขอบเขตความคุ้มครอง ข้อยกเว้น ค่าเสียหายส่วนแรกฐานการประเมินทรัพย์สิน และระยะเวลาชดใช้กรณีธุรกิจหยุดชักงัก
พร้อมทบทวนทุนประกันก่อนต่ออายุกรมธรรม์

10. เหตุใดจึงควรมีที่ปรึกษาด้านสินไหม ที่ปรึกษาด้านสินไหม หรือ Claims
Advocate ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดเตรียมหลักฐานประสานผู้เชี่ยวชาญ และชี้แจงข้อเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปจากข้อมูลที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับสิทธิในกรมธรรม์ DMI Consultant แนะ 4 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเชิงรุก คุณชวลิต ฉันทาปกรณ์ ผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant ได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันผ่านการสัมภาษณ์ ในงาน NEXTMOVE TOGETHER ไว้ 4 ประการ ได้แก่:

1. จัดทำ Risk Survey เป็นประจำ – ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบดับเพลิง และพื้นที่เสี่ยง พร้อมติดตามการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
2. ทบทวนมูลค่าทรัพย์สินและทุนประกัน – ทุก 1–2 ปีหรือเมื่อมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้ทุนประกันสอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินและต้นทุนในการจัดหาทดแทน
3. จัดทำ Emergency & Claim Response Protocol – กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุ บันทึกหลักฐาน แยกทรัพย์สินเสียหายและจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
4. จัดให้มีผู้ดูแลสิทธิของผู้เอาประกัน – เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่
วิเคราะห์เงื่อนไขกรมธรรม์ และประสานข้อมูลกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster“การบริหารความเสี่ยงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจความเสี่ยง การกำหนดทุนประกัน และการเตรียมหลักฐานให้พร้อม DMI Consultant ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดระบบข้อมูล และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสมภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์” คุณชวลิต กล่าวทิ้งทายในงาน NEXTMOVE TOGETHER

POLITICS

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ECONBIZ

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

'วีรันดา' ลุยตลาดไฮซีซัน!! ดันยอดจองพัทยา-กรุงเทพฯ พุ่งกว่า 30% อานิสงส์งานใหญ่ระดับโลกหนุนตลาดนักท่องเที่ยว เป้ารายได้ปี 69 เติบโตแข็งแกร่งกว่าเดิม บล.กสิกรไทยชี้ RevPAR โต 19%

‘VRANDA’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69
ดันยอดจองห้องพักโรงแรม ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ Q4 พุ่ง
เดินหน้าลุยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลรับไฮซีซัน หนุนรายได้ทั้งปีแข็งแกร่ง

‘บมจ.วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA ฉายภาพแนวโน้มยอดจองห้องพักไตรมาส 4/2569 ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ พุ่งแรงเกิน 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ระดับโลก พร้อมเดินหน้าลุยตลาด MICE และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ดันรายได้ทั้งปีเติบโตแข็งแกร่ง ด้านนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 6.00 บาท คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทั้งปีโตแรง 19%

นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดจองห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือวีรันดาฯ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่พัทยา ที่ได้รับปัจจัยบวกจากเทศกาลพลุนานาชาติ Pattaya International Fireworks Festival ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนนี้ และการจัดมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ในระหว่างวันที่ 3–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ได้รับอานิสงส์จากการเป็นโฮสต์จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group - IMF Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ความต้องการห้องพักในพื้นที่กรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ ตลอดจนส่งผลให้ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (Advanced Booking) ของทั้ง 2 โลเคชัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 30%

จากปัจจัยบวกดังกล่าวช่วงไฮซีซันในรอบนี้ วีรันดา รีสอร์ทฯ จึงมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มประชุม สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE) ควบคู่กับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีกำลังซื้อสูง โดยจากสถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่ม Long-haul มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับราคาห้องพัก (Room Rate) และสร้างรายได้ที่มั่นคง

“บริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ยังขยายตัวอย่างหนาแน่น ผสานกับอานิสงส์จากงานมหกรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างการประชุม World Bank–IMF, เทศกาล Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เช่น โครงการ “บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” ที่มอบส่วนลด 500 บาท สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมให้คึกคักยิ่งขึ้น” นายภวัฒก์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KSEC ประเมินว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (RevPAR) ทั้งปี 2569 ของ VRANDA จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 19% YoY พร้อมคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% (ปรับเพิ่มขึ้นจาก 62% ในปีก่อนหน้า) ทาง KSEC จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น VRANDA ขึ้นเป็น 6.00 บาท จากเดิม 5.88 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569) เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-2028 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง

ไทย จัดประชุม PCB โลกครั้งแรก!! บีโอไอจับมือ THPCA เป็นเจ้าภาพ ECWC17 ดึงผู้นำ-นักวิจัยจาก 30 ประเทศ ร่วมงานใหญ่ ตั้งเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และฮาร์ดแวร์ เน้นส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมระดับโลก

ไทยคว้าเจ้าภาพประชุม PCB โลก ครั้งแรกในอาเซียน
บีโอไอหนุนดึงผู้นำ PCB–ชิปกว่า 30 ประเทศ ปักหมุดฐานฮาร์ดแวร์ AI โลก

บีโอไอจับมือสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ
การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก เดินหน้าส่งต่อโมเมนตัมสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก ในการคว้าโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก ครั้งที่ 17 (ECWC17) ในเดือนสิงหาคม 2570 เป็นครั้งแรกที่จัดในอาเซียน ตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association: THPCA) ว่า บีโอไอได้ร่วมมือกับสมาคมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ คู่กับงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

เวทีเรือธงเกือบ 50 ปี เลือกไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในอาเซียน

ECWC เป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสูงสุดเวทีหนึ่งของอุตสาหกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอนในปี 2521 ก่อนหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และโซล ส่วนครั้งล่าสุดจัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกโดยตรง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Interconnection Technology for the AI-Driven Future: PCB, Substrate & Advanced Packaging” ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) แบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI ตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ

จากเวทีโลก สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าร่วมงาน ECWC17 และ THECA 2027 จะเป็นโอกาสในการพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ พร้อมเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI พร้อมด้วยบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค และต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Advanced Packaging และ IC Substrate โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI” นายนฤตม์ กล่าว

LITE

25 ตุลาคม 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก
จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

24 ตุลาคม 2488 วันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดฃะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

พระราชประวัติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรี แห่งกิติยากร” ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้นเป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่คงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ มอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

ปลายพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์ บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จาก หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน เพราะอยู่ใกล้บ้านในระยะที่พอจะเดินไปโรงเรียนเองได้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกมาเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย หม่อมเจ้านักขัตรมงคลผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตรและบุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเสียสละ โดยอาศัยสถานการณ์สงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามโลกก็ทำให้คนไทยทั้งปวงต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้จึงหล่อหลอมหม่อมราชวงศสิริกิติ์ให้มีความเมตตาต่อผู้อื่นและรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือนายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไปจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ 

วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี 

วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพราะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง พุทธศักราช 2494 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ซึ่งปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิริธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์

ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมาก ทั้งยังมีพระราชดำริเริ่มใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งโครงการพระราชดำริเหล่านั้นได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.royaloffice.th/25/10/2025/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-12-08-2566/

๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี) เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ' ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมขุนพินิตประชานาถ' บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว'

เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน

เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี

ในรัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า 'พระปิยมหาราช' หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น 'วันปิยมหาราช'

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ

ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า

ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้

ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี

สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย

วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ

ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง

ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง

กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว

ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???

ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"

การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน

การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"

การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่

มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว

ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน

วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง

เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ

แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี

ยูเครนเปิดสมรภูมิใหม่!! ส่งโดรนถล่มหัวใจเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซีย จากคลังสินค้า Wildberries ถึงศูนย์ข้อมูล Yandex เปิดเผยความเปราะบางโครงสร้างจีนรัสเซีย บทเรียนสำคัญสำหรับความมั่นคงดิจิทัลไทย

“ยูเครนปรับยุทธศาสตร์โจมตีเศรษฐกิจรัสเซีย: จาก Wildberries สู่ Yandex”

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ โดยเป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ โรงงานผลิตอาวุธ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว The Moscow Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Tatyana Rybakova เรื่อง From Wildberries to Yandex, Ukraine Is Turning Russian Business Giants' Dominance Into a Liability โดยชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังใช้การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries ซึ่งดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ Yandex ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลรายสำคัญของประเทศ การโจมตีดังกล่าวสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานเป็นประจำ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2026 นายโรดิออน มิโรชนิก «Родион Мирошник» เอกอัครราชทูตประจำภารกิจพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนเริ่มโจมตีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รัสเซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2026 โดยคลังสินค้าของ Wildberries ถูกโจมตีมากกว่า 40 แห่ง คลังสินค้าของ Ozon ถูกโจมตี 10 แห่ง พนักงาน Wildberries ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน และ มีพนักงาน Wildberries เสียชีวิต 10 คน มิโรชนิกกล่าวว่า การโจมตีดำเนินการด้วยโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพลเรือนรัสเซีย

ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2026 ยูเครนใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัท Yandex ในพื้นที่หลายแห่งของรัสเซีย ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและบริการดิจิทัลบางส่วนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เมื่อโดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองซาซอโว (Sasovo) แคว้นรียาซาน (Ryazan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Chervonenkis และ Lyapunov ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง YandexGPT และผู้ช่วยอัจฉริยะ Alice

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในแคว้นคาลูกา (Kaluga) ซึ่งเป็นที่ตั้งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Galushkin ก่อนเกิดการโจมตีศูนย์ข้อมูลในแคว้นวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้ระบบคลาวด์ของ Yandex บางส่วนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน

ภายหลังการโจมตีวันที่ 8–9 ตุลาคม หุ้นของ Yandex ลดลงประมาณร้อยละ 7.67 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสียหายและความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 นายมักซุต ชาดาเยฟ «Максут Шадаев» รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล การสื่อสาร และสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านนโยบายสารสนเทศของสภาดูมาแห่งรัฐว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex มีขนาดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลกำลังประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันศูนย์ข้อมูลสำคัญของประเทศ รัฐมนตรีมักซุต ชาดาเยฟ ยังระบุว่า การที่บริการดิจิทัลส่วนหนึ่งยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางการโจมตี เป็นผลจากการเตรียมระบบสำรองข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รวมถึงประเด็นการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ โดยยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความยากลำบากและต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูระบบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องศูนย์ข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของบริษัทเอกชน เนื่องจากความเสียหายสามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริการประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายมักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลรัสเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ช่วย Yandex จัดหาศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับย้ายระบบสำคัญไปยังสถานที่สำรอง ขณะที่บริษัทประสานงานกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น ได้แก่ Selectel, K2Cloud และ VK Cloud เพื่อรองรับข้อมูลและระบบบริการของลูกค้า

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 Yandex ปฏิเสธรายงานที่ว่าศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่มีความคุ้มครองประกันภัย โดยชี้แจงว่ากรมธรรม์ของบริษัทครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Sberbank ในเมืองบาลาโคโว (Balakovo) แคว้นซาราตอฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

วันที่ 18 ตุลาคม 2569 มีรายงานการโจมตีศูนย์เซิร์ฟเวอร์ในแคว้นเลนินกราดที่บริษัท VK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียใช้งาน ทั้ง Sberbank และ VK ยืนยันว่าเกิดการโจมตีต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ระบุว่าระบบบริการของบริษัทไม่ได้หยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการโจมตีศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Yandex แต่ขยายไปสู่บริษัทสำคัญในภาคการเงินและสื่อสารดิจิทัลด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว TASS รายงานว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ Wildberries ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษรวมประมาณ 1.15 พันล้านรูเบิล เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ

ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 WB Bank และ WB Finance ประกาศขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้ผู้ขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries เพิ่มเติมอีกหนึ่งเดือน โดยกำหนดชำระครั้งถัดไปเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้การโจมตีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมอาจทำให้กำลังรองรับด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ลดลงประมาณร้อยละ 17–22 การดำเนินมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซียต้องเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริการสำคัญหลายประเภทเกิดปัญหา ทั้งระบบเรียกรถแท็กซี่ Yandex Go ระบบชำระเงิน Yandex Pay บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตลอดจนระบบออนไลน์ของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และธุรกิจอื่นที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Yandex ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงบางประเทศที่ใช้บริการของ Yandex โดยเฉพาะบริการขนส่งและระบบดิจิทัลในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ การโจมตีดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อระบบเหล่านี้หยุดทำงานจึงอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายภาคส่วนพร้อมกัน การโจมตีศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ประการแรก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบคลาวด์ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานที่จำเป็น ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความเสียหายต่อระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของรัสเซีย เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมาก และมีต้นทุนในการจัดหาและซ่อมแซมสูง

ประการที่สาม การหยุดชะงักของบริการดิจิทัลอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ก่อนหน้านี้ ยูเครนให้ความสำคัญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรายได้และระบบส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม การโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries และศูนย์ข้อมูลของ Yandex สะท้อนการขยายประเภทของเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้วิเคราะห์มองว่า ยูเครนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของโครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ครองตลาดในแต่ละภาคธุรกิจ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบบริการในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสงครามในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การซื้อสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเข้าถึงบริการออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การประเมินว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยูเครนกำหนดไว้อย่างเป็นทางการยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเครน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การรวมศูนย์บริการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไว้กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะปกติ อาจกลับกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์คือ โครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซียมีลักษณะรวมศูนย์อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐหรือมีอิทธิพลสูงในตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Yandex ในภาคเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล Wildberries ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ Sberbank ในภาคการเงิน และ Aeroflot ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลรัสเซียยังส่งเสริมนโยบายพึ่งพาระบบเทคโนโลยีภายในประเทศ หรือแนวทางอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและระบบดิจิทัลภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ข้อมูลและบริการสำคัญตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในรัสเซียเป็นหลัก อาจทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพในช่วงสงคราม เมื่อศูนย์ข้อมูลสำคัญได้รับความเสียหาย บริษัทและหน่วยงานที่ใช้บริการร่วมกันจึงอาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของการโจมตี ศูนย์วิเคราะห์ Carnegie Endowment for International Peace ประเมินว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ได้เปิดเผยต้นทุนด้านความมั่นคงของแนวทางอินเทอร์เน็ตอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งมุ่งรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้ภายในประเทศ สถานการณ์นี้จึงสะท้อนข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่และมีทางเลือกสำรองจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกันหลายแห่ง


ภายหลังการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รัสเซียให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท Yandex เร่งดำเนินการกู้คืนระบบและกระจายภาระการประมวลผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ ขณะที่ภาครัฐแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายต่อนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลของรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากมาตรการกำกับดูแลข้อมูลที่มุ่งให้ข้อมูลสำคัญจัดเก็บภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเป็นระบบสำรอง ตามรายงานของ The Moscow Times บริษัท Yandex จำเป็นต้องพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานในคาซัคสถานและเบลารุสเพื่อรองรับข้อมูลและบริการบางส่วน ขณะที่การฟื้นฟูระบบภายในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญปัญหาการจัดหาอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของชาติตะวันตกทำให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดหาเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศกับความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสงครามสมัยใหม่ในสามประเด็นสำคัญ
ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ รูปแบบการโจมตีชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีหรือบริการทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของประเทศได้ แม้จะไม่ใช่การโจมตีกำลังรบในสนามรบโดยตรง
ประการที่สอง ความสำคัญของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรอง การรวมศูนย์ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งทางทหาร ความเสียหายต่อศูนย์ข้อมูลเพียงบางแห่งอาจสร้างผลกระทบต่อบริการจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบของขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการผลิต จัดหา และฟื้นฟูอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาระบบ AI คลาวด์ และระบบสื่อสารดิจิทัลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
สำหรับรัสเซีย ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับความเสียหายและฟื้นฟูบริการได้อย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของรัสเซียแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่และการขาดระบบสำรองที่เพียงพอ โดยอันเดรย์ ชิเนฟสกี «Андрей Шиневский» ผู้ก่อตั้งบริษัท Virtualoff ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า การหยุดชะงักของศูนย์ข้อมูล Yandex สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อระบบบัญชี การชำระเงิน และการให้บริการลูกค้า ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลทดแทนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะเดียวกัน อเล็กเซย์ เบกาเยฟ «Алексей Бегаев»

ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท InSeq เห็นว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนอันโตน อาเวเรียนอฟ «Антон Аверьянов» ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ST IT เตือนว่ามาตรการป้องกันทางกายภาพยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด ด้านเซอร์เกย์ ไซกานอฟ «Сергей Сайганов» ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีจากบริษัท Comply ระบุว่า ข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทุนรัสเซียประเมินว่า แม้ผลกระทบต่อรายได้ของ Yandex ในระยะสั้นอาจอยู่ในระดับจำกัด แต่บริษัทมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการฟื้นฟูและการลงทุนด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียสะท้อนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีที่รวมศูนย์และพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการป้องกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการสำคัญควบคู่กัน

กรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัสเซียเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการให้บริการสาธารณะต่างพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการพัฒนาแผนความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาติดตามความพร้อมด้านการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบสื่อสารทางทหาร ศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง และระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาตรการป้องกันภัยทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

สรุป การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries และ Yandex สะท้อนการขยายขอบเขตของสงครามรัสเซีย–ยูเครนจากเป้าหมายทางทหารและพลังงานไปสู่ระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซียที่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ข้อจำกัดด้านการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอาจทำให้การฟื้นฟูระบบที่ได้รับความเสียหายมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ในเชิงยุทธศาสตร์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงของประเทศในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องและรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และบริการพื้นฐานของประชาชนสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สุดยอดแห่งตำนาน G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบโลกที่ยังคงอยู่บนจุดสูงสุดในวัย 52ปี สายสุนีย์ จ๊ะนะ

คำว่า G.O.A.T (Greatest Of All Time) ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสถาปนาให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่มันคือคำที่โลกต้องยอมรับผ่านกาลเวลา ความเพียรพยายาม และผลงานความสำเร็จที่จับต้องได้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และบ่อยครั้งที่ผลงานนั้นดูเหมือนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป

หากพูดถึงวงการพาราลิมปิกและกีฬาฟันดาบระดับโลก ชื่อของ “แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ” คือนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดของคำนี้

จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “พี่แวว” เกิดในครอบครัวยากจนที่เชียงใหม่ ในครอบครัวของชนชั้นแรงงาน อดหลายมื้อเพื่อกินมื้อเดียว มีความใฝ่ฝันตั้งแต่ตอนเด็กว่าอยากเป็นครู แต่ต้องมาเป็นสาวโรงงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้านตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว

ชีวิตที่ปากกัดตีนถีบอยู่แล้วยิ่งพังทลายซ้ำเมื่อประสบอุบัติเหตุร้ายแรงตอนอายุ 17 ร่างกายท่อนล่างไร้ความรู้สึก หมอบอกว่าจะเดินไม่ได้อีกตลอดชีวิต เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว รอดมาได้เพราะแม่ให้สติแล้วบอกว่าจากนี้ไปมาอดมื้อกินมื้อด้วยกันไปตลอดชีวิต

เล่นกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะหลังลองเริ่มเล่นได้ 7 วัน โค้ชบอกว่ามีแวว หากเอาจริงจะได้ไปพาราลิมปิกเกมส์ ที่สำคัญคือมีคนบอกว่าถ้าประสบความสำเร็จติดทีมชาติ และไปแข่งได้เหรียญมาจะได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จากนั้นเป็นต้นมาคือการทุ่มเทฝึกซ้อม อย่างมีวินัยขั้นสุด ด้วยมีแรงขับดันภายในใจอยากให้ครอบครัวอยู่สบาย มีกินมีใช้ ไม่อด

ซ้อม ซ้อมอีก ซ้อมแล้วซ้อมเล่า บอกตัวเองว่าทำได้แล้วลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือก็ไม่มีวันสำเร็จ มีเรื่องเล่าจากเส้นทางการฝึกซ้อมของเธอที่พี่แววเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อโค้ชให้ฝึกแทงเป้า 1,000 ครั้ง เธอกลับฝึกมากถึง 2,000 ครั้ง นี่คือวิธีคิดของคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะคู่แข่ง แต่ต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

จนได้ไปแข่งพาราลิกปิกครั้งแรกที่ Athens ปี 2004 และประเดิมด้วยเหรียญทองตั้งแต่พาราลิมปิกส์สมัยแรกของตัวเองในวัย 30กว่าปี จากการพลิกล็อคเอาชนะมือวางอันดับหนึ่งของรายการอย่างใจหายใจคว่ำที่สุด

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านพาราลิมปิกมาแล้ว 6 สมัย ได้เหรียญทุกครั้ง ครบทุกประเภทการแข่งขันฟันดาบวีลแชร์เท่าที่มีจัดการแข่งขัน

3 เหรียญทอง 🥇
1 เหรียญเงิน 🥈
3 เหรียญทองแดง 🥉

และเกียรติประวัติอื่นๆอีกมากมายจากการแข่งขันในเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนาน

เหรียญทองพาราลิมปิกเหรียญล่าสุดได้มาจากนัดชิงที่เจอกับมือ 1 ของโลก เป็นรองทุกด้านทั้งอายุ, อันดับโลกและสภาพร่างกายที่ป่วยและตกวีลแชร์มาก่อนแข่ง โดนออกนำมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นเกม แต่กัดฟันสู้ ทยอยทำแต้มไล่มาทีละแต้มอย่างใจเย็น จนแต้มตามมาเท่ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเยือกเย็นโจมตีเร็วทำคะแนนนำปาดหน้าในแต้มสุดท้ายชนิดบีบหัวใจทั้งคนแข่งและคนเชียร์ ได้เหรียญทองบนจุดสูงสุดของโลกฟันดาบวีลแชร์ในวัย 50 ปี และประกาศว่ายังไม่เลิกเล่น

ล่าสุดในวัย 52 ปี ซึ่งเป็นวัยที่หลายๆคนเข้าสู่วัยพักผ่อนและเตรียมเกษียณ แต่พี่แววกลับยังคงติดธงไตรรงค์ไว้ที่หน้าอก แล้วเข็นวีลแชร์นำคณะนักกีฬาฟันดาบไทยเข้าสู้ศึกในมหกรรมกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และยังคงทำผลงานระดับท็อปของทวีป ด้วยการเดินหน้าคว้า เหรียญทอง (เซเบอร์ บุคคลหญิง คลาส B) และ เหรียญเงิน (ฟอยล์ บุคคลหญิง คลาส B) มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เพิ่มสถิติสะสมในศึกเอเชียนพาราเกมส์ของเธอให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ วิกฤตชีวิตที่ต้องเสียการใช้ขาไปจากอุบัติเหตุอาจทำให้ใครหลายคนท้อแท้และหมดหวัง แต่ผู้หญิงคนนี้เลือกที่จะ "สู้"

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง ผ่านความผิดหวัง หยาดน้ำตา และอาการบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน ความมีวินัยระดับที่เรียกได้ว่าเหนือมนุษย์ทั่วไป และการไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง คือกลไกสำคัญที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้ยาวนานกว่า 20 ปี

สำหรับพวกเราคนไทย คุณูปการของพี่แววไม่ใช่เพียงแค่จำนวนของเหรียญรางวัลที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับพวกเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 20 ปีเพียงแค่นั้น แต่เรื่องราวของพี่แวว คือบทเรียนชีวิตชั้นดีสำหรับพวกเราทุกคน พี่แววบอกกับเราหลายครั้งหลายคราวทั้งโดยคำพูดและการกระทำให้เห็นกับตาว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ขีดจำกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัย แต่อยู่ที่หัวใจและความตั้งใจจริง ที่สำคัญคือ“ความมีวินัยชนะทุกอย่าง” พรสวรรค์อาจพาเราไปสู่จุดเริ่มต้น แต่ความมีวินัยสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะรักษาความเป็นที่หนึ่งไว้ได้ นอกจากนี้ พี่แววยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและแรงบันดาลใจสำคัญ สำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม แต่พลังใจและการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถพลิกวิกฤตเป็นพลังได้จริงๆ ไม่ว่าชีวิตจะเหวี่ยงความเจ็บปวดอะไรใส่เรา เราสามารถเลือกที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวชีวิตบทใหม่ให้ตัวเองได้เสมอ

คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใดหากจะบอกว่า แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่พี่แววคือความภาคภูมิใจ แรงบันดาลใจ และ“เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ“ ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริง

G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบวีลแชร์ ตำนานมีชีวิต และ ความสุขของคนไทยเสมอมา

ลูกของแม่ และ แม่ของลูก

สวยงาม สง่างาม สมศักดิ์ศรีธงไตรรงค์ที่อยู่บนชุดแข่งขันและเอามาห่มร่างกายในทุกๆสนามอย่างที่สุด

สายสุนีย์ จ๊ะนะ (พี่แวว)

ใดๆdigestขออนุญาตบันทึกไว้ และกราบขอบพระคุณสำหรับทุกความสุข ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจที่มีให้กับพวกเราเสมอมาอย่างยาวนานนะครับพี่

เรื่อง : กวิล นาวานุเคราะห์

WORLD

หนานผิง เปิดฟอรัมครั้งที่ 5 สืบสานปรัชญาจูซีส่งเสริมอารยธรรมโลก ผู้เชี่ยวชาญร่วมวง 200 คนทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงวัฒนธรรมหลากหลาย สรรค์สร้างภูมิปัญญาข้ามพรมแดน

เมืองหนานผิงเปิดเวทีเข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 มุ่งสืบสานปรัชญาจูซี เชื่อมโยงอารยธรรมโลก
คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักสัจธรรม ส่งเสริมจริยธรรม ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ"

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการชั้นนำทั้งจากประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านลัทธิขงจื๊อและหลักปรัชญาของจูซี ตลอดจนผู้แทนจากเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทายาทผู้สืบเชื้อสายจากจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเปิด การกล่าวปาฐกถาพิเศษ และพิธีเปิดตัว "พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของจูซี" (The Great Dictionary of Zhu Xi) นอกจากนั้นยังมีการจัดเวทีเสวนาย่อยควบคู่กัน 4 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, มิติด้านมนุษยธรรมและการเอาใจใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

หลักปรัชญาของจูซีถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิขงจื๊อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ข้ามพรมแดนและส่งอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย เมื่อพิจารณาในบริบทระดับโลก แนวคิดทางปรัชญาของจูซีที่ว่า "สัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย" ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอารยธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั่วโลก

วัฒนธรรมจูซีได้ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม จาก "โลกของจูซี" สู่ "จูซีของโลก" สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งภูมิปัญญาที่ "ทอดข้ามขุนเขาและท้องทะเล เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน" โดยเวทีเข่าถิง ฟอรัม มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น จากเวทีสัมมนาทางวิชาการ สู่งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมและเวทีเสวนาระหว่างอารยธรรม โดยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี พร้อมเติมชีวิตชีวาให้แก่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าผ่านรูปแบบกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วัฒนธรรมจูซีเปล่งประกายเจิดจรัสและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั่วโลกในยุคสมัยใหม่

พิพิธภัณฑ์ เพาะหอยทากใกล้สูญพันธุ์!! เปิดโครงการเร่งด่วนช่วยหอยทากขน ร่วมมือสวนสัตว์ทารองกาสร้างประชากร พบภัยคุกคามจากมดและสัตว์ฟันแทะ เพิ่มตัวอย่างหอยทากเฉพาะถิ่นบนเกาะนอร์ฟอล์ก

ซิดนีย์, 21 ต.ค. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ในออสเตรเลียได้เปิดตัวโครงการเพาะพันธุ์หอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก (Norfolk Island hairy snail) เป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ โดยหอยทากขนาดจิ๋วชนิดนี้มีขนเส้นเล็กๆ ปกคลุมเปลือกหอย และจะมีขนาดใกล้เคียงกับเล็บนิ้วก้อยตอนโตเต็มวัย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 คณะวิจัยซึ่งนำโดยพิพิธภัณฑ์ออสเตรเลีย ร่วมมือกับองค์การอนุรักษ์ทารองกาแห่งออสเตรเลีย เก็บรวบรวมหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก 30 ตัวและส่งไปยังสวนสัตว์ทารองกา ซิดนีย์ เพื่อจัดเตรียมกลุ่มประชากรสำหรับการเพาะพันธุ์ ก่อนจะนำกลับไปปล่อยบนเกาะนอร์ฟอล์กเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติต่อไป

ผลการติดตามช่วงเดือนสิงหาคม 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่าประชากรหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์กที่มีชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบซากเปลือกหอยทากที่ตายแล้วเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงอัตราการตายที่สูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชากรหอยทากกำลังเผชิญภัยคุกคามหลายประการ เช่น มด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อของสัตว์ฟันแทะและไก่ป่า

ทั้งนี้ เกาะนอร์ฟอล์กเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์หอยทากหลากหลายมากที่สุดของโลก โดยเป็นถิ่นที่อยู่ของหอยทากสายพันธุ์เฉพาะถิ่นราว 60 ชนิด ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยทากสันแก้วแคมป์เบลล์ (Campbell's keeled glass-snail) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ที่มา : Xinhua

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสต่อยูเครน สรุปยอดเงินบาทและสัดส่วนต่อ GDP จากข้อมูลในอินโฟกราฟิก

ฝรั่งเศสช่วยยูเครนรวมส่วนแบ่งผ่านสหภาพยุโรปเฉลี่ยประมาณ 6,000 ล้านยูโรต่อปี หรือ 228,000 ล้านบาท เทียบเท่าราว 0.20% ของ GDP ฝรั่งเศสปี 2025 ตัวเลขนี้รวมความช่วยเหลือหลายรูปแบบ จึงไม่ใช่เงินสดที่โอนให้ยูเครนทั้งหมด

ยอดสะสมเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงมิถุนายน 2026

ช่องทาง ล้านยูโร ล้านบาท

ช่วยโดยตรง 7,900 300,200

ส่วนแบ่งผ่านยุโรป 18,300 695,400

รวม 26,200 995,600

รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือรวม และใช้ฐานการนับต่างจากยอดสะสมข้างต้น

ปี ล้านยูโร ล้านบาท

2022 114 4,332

2023 397 15,086

2024 547 20,786

2025 588 22,344

รวมค่าซื้อทดแทนอาวุธที่เกิดขึ้นจริง ค่าขนส่ง บำรุงรักษา การฝึก และเงินสมทบสุทธิในกองทุน European Peace Facility หรือ FEP ไม่รวมความช่วยเหลือพลเรือนทั้งหมด และไม่เท่ากับมูลค่าอาวุธ

ทั้งหมดที่ส่งให้

วิธีคำนวณและข้อจำกัด

ใช้อัตราสมมติ 1 ยูโร = 38 บาท เพื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลังรายปี: 6,000 ล้านยูโร × 38 = 228,000 ล้านบาทต่อปี

สัดส่วน GDP คำนวณจาก 6,000 ÷ 2,991,100 × 100 ≈ 0.20% โดยใช้ GDP ราคาปัจจุบันปี 2025 เป็นฐาน ไม่ใช่สัดส่วนจริงของทุกปี ค่าเฉลี่ยต่อปีเป็นค่าประมาณ และปี 2026 ยังไม่มีรายจ่ายครบปี

แหล่งข้อมูล

Le Monde  กันยายน 2026  ยอดสะสมและค่าเฉลี่ยจากข้อมูล Kiel

Kiel Institute  Ukraine Support Tracker

วุฒิสภาฝรั่งเศส  รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหม

INSEE  บัญชีประชาชาติฝรั่งเศสปี 2025

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top