Friday, 5 June 2026
NEWS

กัมพูชาเปิดเกม UNCLOS ปมทะเลทับซ้อนไทย!! ตั้งกูรูกฎหมายทะเลแล้ว ขีดเส้นไทย 21 วัน ส่งผู้แทนสู้ปมทะเลทับซ้อน กัมพูชาย้ำไม่ทิ้งเจรจา แต่ย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง 2 คน ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ขณะที่ประเทศไทยได้รับกรอบเวลา 21 วัน ในการเสนอชื่อผู้แทนของตนเอง ตามการเปิดเผยของนายจัน รัตนา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

โฆษกระบุเพิ่มเติมว่า หากไทยไม่แต่งตั้งผู้แทนภายในระยะเวลาที่กำหนด องค์การสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งแทนประเทศไทย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระหว่างนายปรัก โสคอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับผู้แทนคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศรวม 47 แห่ง

กัมพูชาได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อทั้งประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ถึงการตัดสินใจเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กรณีข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน

ตามแหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการ กัมพูชาได้เลือกนายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง ให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีบทบาทช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2016-2018

ขณะที่ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง เคยมีบทบาทในหลายคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ

นายจัน รัตนา ระบุว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งครบถ้วนแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่กำกับและนำกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน

กัมพูชาเลือกใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หลังจากไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 2544 ซึ่งเดิมเคยเป็นกรอบการเจรจาทวิภาคีด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำว่า การที่กัมพูชาตัดสินใจใช้กลไก UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งการเจรจา แต่เป็นการย้ายการหารือเข้าสู่กรอบกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427893739365106&set=a.357607419727082

‘อาจารย์อุ๋ย’ ลั่นไม่ยอม!! เตือนไทยอย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากขึ้นเขียง ชี้ 5 เล่ห์กลซ่อนรูปพื้นที่ทับซ้อนทะเล ย้ำไทยไม่ต้องเข้ากระบวนการประนีประนอมบังคับ ชี้ต้องเจรจาทวิภาคีปกป้องอธิปไตยชาติ

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ

2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้

3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:

1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่

2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล

3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต

4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต

5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว

บทสรุป:

สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr

‘หมอยง’ ชี้ โควิด-19 สอนบทเรียน!! เปลี่ยนโรคสู่ฤดูกาลเหมือนไข้หวัดใหญ่ ยาเสพติดวัคซีนควบคุมโรคได้ดี เผยความจริงสังคมถูกวิจารณ์หนัก สื่อออนไลน์สองคมกดดันหนัก

โรคโควิด 19 บทเรียนย้อนกลับ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา

โควิด 19  ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา

ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดู เหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube  บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลาย 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009  ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด 19  และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด

ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009  ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19

ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว

ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆมากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆนอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์

มือดูวีดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆสบายดี

แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก

ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้

ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆกัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=36287254694223699&id=100000978797641&rdid=kdo2KHVgzB3CN6Ef#

‘เปเรซ’ ยืนยัน ‘มูรินโญ’ คุมมาดริด!! โชเซ มูรินโญ ได้รับการยืนยันเป็นกุนซือ หากฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะเลือกตั้ง สนามชี้ชะตา 7 มิ.ย.นี้ ราชันชุดขาว อิบราฮิมา โคนาเต่ กลายเป็นเป้าหมาย

เปเรซ ยืนยัน มูรินโญ เป็นกุนซือคนใหม่ เรอัล มาดริด หากชนะเลือกตั้งประธานสโมสร

กีฬา

ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ยืนยันว่า โชเซ มูรินโญ จะเป็นกุนซือคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว” หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งอีกสมัย

โดย มูรินโญ ตกเป็นข่าวว่า บรรลุข้อตกลงในการเข้ามาทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ เรอัล มาดริด อีกหนทว่ายังไม่มีการประกาศทางการจากสโมสร

อย่างไรก็ตามล่าสุด เปเรซ ประธานสโมสรคนปัจจุบันยืนยันว่า มูรินโญ่ จะเป็นกุนซือคนต่อไปของ เรอัล มาดริด หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 มิ.ย.นี้

ถึงกระนั้น เอ็นริเก ริเคลเม ผู้ท้าชิงประธาน “ราชันชุดขาว” เผยว่า หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งกุนซือคนใหม่ของทีมจะไม่ใช่ มูรินโญ

ขณะที่ “ดิ แอธเลติก” เผยเพิ่มเติมว่า เปเรซ เตรียมประกาศคว้า อิบราฮิมา โคนาเต กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล แบบไม่มีค่าตัวมาเป็นแข้งใหม่รายแรกของ เรอัล มาดริด ช่วงซัมเมอร์นี้ในวันที่ 4 มิ.ย.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269437

POLITICS

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย

ECONBIZ

“บีโอไอ” ไฟเขียวเพียวไซเคิล!! ทุ่ม 8 พันล้านลงทุนรีไซเคิล สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ระยอง มุ่งตลาดเอเชีย ขยายเศรษฐกิจสีเขียว

บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย

บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว

อาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจ!! กำลังซื้อโต 6% ใน 4 เดือน Food Economy เชื่อมโยง SME เกษตร ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เน้นรายได้สูงในห่วงโซ่อาหารไทย

Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

“ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

“ล้งชุมชน” สร้างเศรษฐกิจ กลไกสำคัญในห่วงโซ่ทุเรียนไทย เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพและตลาดทั่วจังหวัด เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน

“ล้งชุมชน” กลไกสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย “ล้งทุเรียน” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อผลผลิตจากสวนไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทยในปัจจุบัน การมีล้งที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ และส่งต่อผลผลิตสู่ผู้ส่งออก ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโตถึง 18 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญว่า รายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นนั้น ถูกกระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งจำนวนมากที่ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เพาะปลูก มักเป็นของพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “กำไร” เป็นหลัก ขณะที่ “ล้งชุมชน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง กลับยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้มากนัก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปี พ.ศ. 2563 และต่อยอดด้วย “โครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้” ในปี พ.ศ. 2566

 โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของ “วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต)” ซึ่งสามารถพัฒนาล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like รวมถึงสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ล้งชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับล้งของพ่อค้าคนกลางได้ คือปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีปริมาณทุเรียนคุณภาพในสัดส่วนต่ำ ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการ “เปลี่ยนทัศนคติ” ของเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ผ่านกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย และการดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ในปี 2567 สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 125 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันในระยะสั้น แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับกลุ่ม ทั้งการยกระดับล้งจากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยางชั่วคราว ไปสู่โรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน การสร้าง “ห้องเย็น” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด ด้วยการแปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “คลินิกทุเรียน” ที่ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกสามารถนำไปใช้ก่อน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ตั้งแต่การตัดทุเรียน การคัดเกรด ไปจนถึงการแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่กำลังถูกผลักดันคือ “Zero Waste” หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีมแล้ว ยังมีการศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ปัจจุบัน นายมะเสาวดี ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส มองว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจาก “โครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส” และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต โดยเฉพาะการผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น “หลักอมานะฮ์” ที่เน้นความรับผิดชอบและการร่วมกันทำความดี “หลักมุฮาซาบะห์” ที่ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ “หลักมุฎอเราะบะฮ์” ที่ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และทำให้ทุกคนพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 การลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่จำนวนมาก

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “เครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม” หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

เรื่องราวของล้งทุเรียนยะลา จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจทุเรียน แต่คือภาพสะท้อนของพลังชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

LITE

5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย ภาพจำสำคัญในประวัติศาสตร์เกษตรไทย

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเกษตรไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินไปยังเกษตรกลางบางเขน พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทอดพระเนตรการทำนาและกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ณ แปลงนาหลังตึกขาว ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณตึกพืชพรรณของกรมวิชาการเกษตร ภายในพื้นที่เกษตรกลางบางเขน เหตุการณ์นี้ได้รับการจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรไทย และต่อ “ข้าวไทย” ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชาติ

ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน ข้าวมิได้เป็นเพียงอาหารหลักของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการด้านการเกษตร และทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง จึงมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพระราชพิธีหรือพระราชกรณียกิจทั่วไป

ภาพแห่งการทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงประเทศชาติ พระราชกรณียกิจดังกล่าวเปรียบเสมือนการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงบุคลากร นักวิชาการ และนิสิตด้านการเกษตร ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ถือเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่พระมหากษัตริย์ไทยและสมเด็จพระอนุชาเสด็จฯ เยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก การเสด็จฯ ในครั้งนั้นจึงกลายเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่าของชาวเกษตรศาสตร์ และเป็นหลักฐานแห่งความสำคัญของสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรต่อการพัฒนาประเทศ

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมไทยจำเป็นต้องฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหาร ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประเทศ การส่งเสริมการผลิตข้าว การพัฒนาความรู้ด้านเกษตร และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ล้วนเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่ออนาคตของชาติ

พระราชกรณียกิจทรงหว่านข้าวจึงมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นการสะท้อนแนวพระราชดำริที่เห็นความสำคัญของแผ่นดิน การผลิตอาหาร และประชาชนผู้เป็นกำลังหลักของประเทศ แม้พระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษายังน้อย แต่พระราชกรณียกิจดังกล่าวได้ฝากความหมายอันยิ่งใหญ่ไว้ในประวัติศาสตร์ไทย

เหตุการณ์นี้ยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ด้วยเหตุนี้ การทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน จึงยิ่งมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทย

ต่อมา วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ได้กลายเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ที่มีต่อการเกษตรไทย ข้าวไทย และชาวนาไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ วันที่ 5 มิถุนายน ยังมีความเกี่ยวข้องกับ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้น เพื่อยกย่องความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตอาหารหลักของประเทศ การกำหนดวันดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ทรงหว่านข้าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นมากกว่าพระราชกรณียกิจหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ หากเป็นภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับเกษตรกรไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าข้าวและชาวนาไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ

วันนี้จึงเป็นโอกาสให้คนไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และตระหนักถึงคุณค่าของเกษตรกรไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการหล่อเลี้ยงประเทศมาตลอดหลายชั่วอายุคน

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ข้าวไทย วันที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงหว่านเมล็ดข้าวด้วยพระองค์เอง ณ เกษตรกลางบางเขน และเมล็ดข้าวแห่งวันนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ความหวัง และการยกย่องเกษตรกรไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.kasetkaoklai.com/home/2021/06/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B2/

๓ มิถุนายน ทรงพระเจริญ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินิ

3 มิถุนายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” วันมหามงคลของปวงชนชาวไทย

วันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี คือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี นับเป็นวันมหามงคลที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2521 วันดังกล่าวจึงเป็นวันสำคัญที่คนไทยใช้แสดงความจงรักภักดีและร่วมเฉลิมพระเกียรติในฐานะพระราชินีผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดินไทย

ความสำคัญของวันที่ 3 มิถุนายน ยังเชื่อมโยงกับพระราชฐานะของพระองค์ในราชสำนักไทยอย่างเด่นชัด เพราะเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรื่อง การถวายพระเกียรติยศ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อันเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ราชสำนักร่วมสมัยของไทย

วันเฉลิมพระชนมพรรษาจึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญตามปฏิทิน หากยังเป็นวันแห่งการรวมใจของคนไทยทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในทุกพื้นที่มักร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล ประดับธงและเครื่องราชสักการะ รวมถึงบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ในด้านพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด ทั้งในพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ตลอดจนพระราชภารกิจในด้านสาธารณสุข การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการต่างประเทศ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพระวิริยอุตสาหะและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

แหล่งข้อมูลของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยยังระบุว่า พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และความเสียสละ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประเทศเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข พระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนทรงเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและบุคลากรแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในภาพรวม วันที่ 3 มิถุนายน จึงเป็นวันมหามงคลที่มีความหมายทั้งในเชิงราชประเพณีและในความรู้สึกของประชาชนไทย เป็นวันที่คนไทยได้น้อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความสง่างาม อ่อนน้อม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา อันนำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่พสกนิกรทั่วประเทศ

ดังนั้น 3 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นมากกว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษา หากเป็นวันแห่งความจงรักภักดี วันแห่งการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และวันแห่งความเป็นสิริมงคลของแผ่นดินไทย ที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายพระพรให้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

1 มิถุนายน 2493 จากพระที่นั่งอนันตสมาคมสู่หน้าประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย หมุดหมายสำคัญประชาธิปไตยไทยใต้รัฐธรรมนูญ

1 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย

วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรัชสมัย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ และภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่นาน

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นพิธีการสำคัญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนของประชาชนในการพิจารณากฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และร่วมวางทิศทางของประเทศผ่านกระบวนการรัฐสภา

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงพิธีการตามแบบแผนของรัฐเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบรัฐสภาของไทย ภายใต้หลักการที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองดำเนินไปอย่างเป็นทางการและมีความสมบูรณ์ตามครรลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองจำเป็นต้องฟื้นฟูความมั่นคง ความเชื่อมั่น และระเบียบของสถาบันทางการเมือง การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัยจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าของระบบรัฐสภาไทย

พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรัฐพิธีในวันนั้น นับเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาและรัฐพิธีสำคัญหลายครั้ง ภาพของพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทยในยุคต้นรัชกาลที่ 9

สาระสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอยู่ที่พระราชดำรัสซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นข้อเตือนใจและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชดำรัสดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจำเป็นต้องยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ สุจริต และรับผิดชอบ

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันหลักของการปกครองประเทศ การเปิดประชุมรัฐสภาไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นวาระการประชุม แต่คือการประกาศให้ประชาชนรับทราบว่า กลไกนิติบัญญัติของประเทศกำลังเริ่มทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังคงเป็นธรรมเนียมสำคัญที่สะท้อนความต่อเนื่องของการเมืองการปกครองไทย แม้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการสำคัญของรัฐพิธีนี้ยังคงเดิม คือ การเน้นย้ำให้ผู้แทนปวงชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในปฏิทินประวัติศาสตร์ หากเป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นบทบาทสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ และเป็นวันที่รัฐสภาไทยได้เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ร่มพระบารมีในรัชสมัยใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวยังเตือนใจให้เห็นว่า ระบอบรัฐสภาจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยผู้แทนที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตน เคารพกฎหมาย เคารพประชาชน และยึดประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะรัฐสภาคือเวทีที่เสียงของประชาชนถูกนำมาพิจารณาและแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย กฎหมาย และทิศทางของบ้านเมือง

ดังนั้น วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย และเป็นวันที่สะท้อนความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านขนส่งน้ำมันดิบ(Crude Oil) ปริมาณต่อวัน

1.จีน  5.35 ล้าน

2.อินเดีย 2.15 ล้าน

3.เกาหลีใต้ 1.7 ล้าน

4.ญี่ปุ่น 1.7 ล้าน

4.ประเทศอื่นๆในเอเชีย 2 ล้าน

5.สหภาพยุโรป 5 แสน

6.สหรัฐอเมริกา  4 แสน

7.ประเทศอื่นๆ  แสน

หน่วย : บาร์เรล

หมายเหตุ ปริมาณน้ำมันดิบ จีนรวมกับอินเดียสูงถึง 52% ของปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : IEA,Upsurge

COLUMNIST

เปิดข้อกังวล “มหาวิทยาลัยการเมือง” เมื่อรั้วอุดมศึกษาถูกตั้งคำถามเรื่องปลุกอุดมการณ์สุดขั้ว จับตาบทบาทมหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ความรู้ หรือฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง?

เมื่อมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพาะเลี้ยงสามกีบรุ่นใหม่

ต้องบอกว่าเงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาล ที่มาพร้อม “อุดมการณ์ล้มเจ้า” ชนิดที่ “ถ้าสถาบันไม่ล้ม พวกกูก็ไม่เลิก” ประกาศชัดผ่านพฤติกรรมของ “เจ้าพ่อสามกีบ” อย่างท้าทาย ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องด้วยกล ถ้าใช้กลไม่สำเร็จ ก็ต้องยัดผลประโยชน์ให้อาจารย์ชั่ว รวมถึงอธิการบดีเลว ๆ บางคน เพื่ออาศัยใช้สถาบันการศึกษาที่ผู้คนเชื่อถือเป็น “แหล่งเพาะเชื้อสามกีบรุ่นใหม่” ให้มาเป็น “พลังเสริม” หนุนการ “ล้มล้างสถาบัน” ต่อไป

จากแต่ก่อน “บริษัทมหาโจรสามกีบ” ใช้วิธีซุกกระโปรงเด็ก ปลุกปั่น หลอกให้เด็ก ๆ ที่ยังอ่อนต่อโลกไปติดคุกแทน พอเด็กสามนิ้วรุ่นแรกเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ บวกกับคิดได้ว่าถ้ายังเป็น “สามกีบล้มเจ้า” อีกต่อไป คงไม่มีการงานทำเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นแน่แท้ ก็เลยถอยออกห่างจาก “บริษัทล้มเจ้าจำกัด” หันหลังให้การชูสามนิ้วแบบเด็ดขาด ชีวิตตอนนี้สำนึกผิดแล้ว จึงใช้ทั้งสิบนิ้วพนมมือกราบพระ กราบพ่อแม่ กราบครูอาจารย์ และก้มกราบความดีงามของในหลวงทุกรัชกาลแทน

เมื่อสาวกที่จะไปติดคุกในคดี ๑๑๒ เริ่มขาดแคลน ก็จำเป็นต้องปั้น “ดาราสามกีบใจถึงรุ่นใหม่” ให้มาเป็นพลังขับเคลื่อนในการ “ล้มล้างสถบัน” จึงจำเป็นมาก ๆ ต้องเปลี่ยนวิธีหันไป “สร้างองค์กรสอนการเป็นสามกีบ” ในรั้วสถาบันการศึกษาแบบเนียน ๆ เสียเลย

วิธีเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเพาะพันธุ์ “นักศึกษาล้มเจ้า” ถ้าต้องการกระทบกระเทียบไปถึง ”รากลึกของสถาบัน” ก็ต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ขึ้นมาโดยตรง ลองนึกกันดูว่ามีชื่อมหาวิทยาลัยใดบ้างที่มี “อาจารย์สามกีบ” สิงอยู่แบบกลมกลืนเพื่อทำงานตามสั่งฝรั่งที่คอยจ่ายเงิน

เหยียบเสือต้องกล้าเหยียบที่หัว มิใช่หาง นี่คือแผนงานของ “แก๊งล้มเจ้ายุคใหม่” ที่ใช้เงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาลขับเคลื่อนความเลวทรามของตัวเอง

ความอหังการของ “ผู้ก่อการร้ายสามกีบ” มาจากการที่มีชาติตะวันตกคอยหนุนหลัง รวมถึงมีองค์กรต่างชาติที่อยากเห็นประเทศไทย “ทะเลาะกันเอง” คอยอัดเงินส่งเสริมเลี้ยงดู “คนไทยหัวใจบาป” ให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันให้พังพินาศ หรืออ่อนแอกว่าที่เป็นอยู่ก็ยังดี

ที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพราะเรามี “คนไทยหัวใจชั่ว” หวังแค่เศษกระดูกประทังหิวเพื่อมาขว้างตี “สถาบันหลัก” ของประเทศตัวเอง แต่วันนี้เราได้เห็นภาพ “มหาวิทยาลัยสามกีบ” เกิดขึ้นแล้วลาง ๆ ในประเทศไทย ปล่อยไว้อีกไม่นาน รับประกันว่าชาติบรรลัยแน่นอน

แจ็ค รัสเซล

“ซาบันตุย” เทศกาลแห่งคันไถ รู้จัก “ซาบันตุย” เทศกาลเก่าแก่แห่งคันไถ จากวิถีเกษตรสู่สัญลักษณ์พหุวัฒนธรรมรัสเซีย รัสเซียจัดใหญ่ Sabantuy 2026 ชูความสามัคคีของชนชาติ ผ่านเทศกาลพื้นบ้านตาตาร์–บัชคีร์

ซาบันตุย (Sabantuy) เทศกาลแห่งคันไถและความสามัคคีของชนชาติในรัสเซีย

ซาบันตุย «Сабантуй» เป็นหนึ่งในเทศกาลพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของชาวตาตาร์ (Tatar) และชาวบัชคีร์ (Bashkir) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหพันธรัฐรัสเซีย เทศกาลนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษและมีรากฐานมาจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชนเผ่าตุรกีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกาและเทือกเขาอูราล ปัจจุบัน ซาบันตุยได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของรัสเซีย และจัดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศและในชุมชนชาวตาตาร์ทั่วโลก

ซาบันตุย (Sabantuy) เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของชาวเติร์ก โดยอุทิศให้กับการสิ้นสุดฤดูงานเกษตรในท้องนา และในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมและผู้มาเยือนนับพันคน ทำหน้าที่เป็นเวทีที่รวบรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติให้มาพบปะกัน คำว่า “Sabantuy” มาจากคำในภาษาตุรกีโบราณสองคำ ได้แก่ “Saban” ซึ่งหมายถึง “คันไถ” และ “Tuy” ซึ่งหมายถึง “งานเฉลิมฉลอง” หรือ “งานเลี้ยง” ดังนั้น ซาบันตุยจึงมีความหมายว่า “เทศกาลแห่งคันไถ” หรือ “งานเฉลิมฉลองหลังการไถหว่าน” เดิมทีเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสร็จสิ้นการหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นการขอบคุณธรรมชาติสำหรับความอุดมสมบูรณ์ที่คาดว่าจะได้รับในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในช่วงเวลาระหว่างการหว่านเมล็ดพืชและการเก็บหญ้าแห้งชาวตาตาร์จะรวมตัวกันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพื่อพักผ่อนจากการทำงานพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ตลอดจนร่วมกันอธิษฐานขอให้การเพาะปลูกในปีนั้นอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่ดี ดังนั้นซาบันตุยจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรรม ความสามัคคีของชุมชน และความหวังต่อความอุดมสมบูรณ์ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอีกด้วย ในโลกปัจจุบันซาบันตุยได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเทศกาลประจำชนชาติใดชนชาติหนึ่งไปแล้วและพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่เป็นเวทีส่งเสริมความเข้าใจอันดี การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนในสังคมพหุวัฒนธรรม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าซาบันตุยมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนการรับศาสนาอิสลามของชาวตาตาร์ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาในภูมิภาคเทศกาลดังกล่าวก็ยังคงได้รับการสืบทอดในฐานะประเพณีทางวัฒนธรรมมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา จึงสามารถดำรงอยู่ได้แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยข่านแห่งคาซาน จักรวรรดิรัสเซีย สหภาพโซเวียต จนถึงสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะได้รับการรับรองเป็นศาสนาประจำรัฐของอาณาจักรโวลกาบัลแกเรีย (Volga Bulgaria) ในปี ค.ศ. 922 ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่มีรากฐานมาจากความเชื่อแบบนอกศาสนา (Paganism) และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการบูชายัญเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวนาในยุคนั้นเชื่อว่าผลผลิตทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของชุมชนขึ้นอยู่กับพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ จึงประกอบพิธีเพื่อขอความคุ้มครองและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกา พิธีกรรมดั้งเดิมเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาของการจัดงาน เดิมทีซาบันตุยจัดขึ้นในเดือนเมษายนก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก แต่ภายหลังการรับอิสลามเทศกาลได้ถูกเลื่อนไปจัดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ระหว่างฤดูหว่านเมล็ดพืช ขณะที่พิธีบูชายัญถูกแทนที่ด้วยประเพณีการมอบของขวัญและการแสดงความปรารถนาดีต่อกันในชุมชน หนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของซาบันตุยคือ พิธีรวบรวมของขวัญ ซึ่งจัดขึ้นก่อนวันงาน โดยเยาวชนจะเดินไปตามบ้านเรือนเพื่อรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ หมวก ผ้าปูโต๊ะ และผ้าคลุมเตียง เพื่อนำไปใช้เป็นรางวัลสำหรับการแข่งขันภายในงาน ของรางวัลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ผ้าขนหนูปักลวดลายพื้นเมือง ซึ่งตามประเพณีจะจัดทำโดยหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานหลังจากเทศกาลซาบันตุยครั้งก่อน ผ้าผืนนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง “โคเรช” (Kuresh) ถือเป็นเกียรติสูงสุดทั้งต่อผู้ชนะการแข่งขันและต่อหญิงผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมชิ้นดังกล่าว ในสมัย Kazan Khanate ระหว่างปี ค.ศ. 1438–1552 ซาบันตุยได้รับการพัฒนาและสถาปนาอย่างชัดเจนในฐานะเทศกาลประจำชาติของชาวตาตาร์ กลายเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นวงจรการเพาะปลูก และเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพแรงงาน ผืนดิน และผู้คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้ในยุคสหภาพโซเวียต ซาบันตุยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดทางสังคมของรัฐ โดยเพิ่มกิจกรรมเชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ผู้ควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้เลี้ยงสัตว์ ครู แพทย์ ตลอดจนทหารผ่านศึกและแรงงานดีเด่นต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ซาบันตุยได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในวันสำคัญประจำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Republic of Tatarstan) และในปี ค.ศ. 1992 ก็ได้รับสถานะเดียวกันในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Republic of Bashkortostan) นับแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชนชาติตาตาร์และบัชคีร์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

เทศกาลนี้ไม่มีวันจัดงานที่ตายตัวเนื่องจากกำหนดตามช่วงเวลาที่งานเกษตรกรรมในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้น
ทำให้แต่ละภูมิภาคจัดงานในวันแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม โดยมีการจัดงานทั้งในหมู่บ้านชนบทและเมืองใหญ่ แต่ยังคงรักษาบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวและความเคารพต่อขนบธรรมเนียมพื้นบ้านไว้เช่นเดิม กิจกรรมสำคัญที่สุดคือ “ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ” หรือ“Federal Sabantuy” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในภูมิภาคโดยหมุนเวียนเจ้าภาพจัดงานแห่งใหม่ทุกปี โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซีย  ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานหลักของซาบันตุยระดับสหพันธรัฐในรัสเซีย ได้แก่ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และ World Congress of Tatars ร่วมกับฝ่ายบริหารของภูมิภาคเจ้าภาพในแต่ละปี ในปีค.ศ. 2026 งาน ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ครั้งที่ 26 จะจัดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2026
ณ สวนสาธารณะ Green Island Park ในเมืองออมสค์ (Omsk) การเลือกแคว้นออมสค์เป็นเจ้าภาพในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากหมู่บ้านชาวตาตาร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค คือ หมู่บ้านอาเชวานี (Ashevany) กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปี ของการก่อตั้งจึงมีการกำหนดให้การจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสสำคัญดังกล่าว ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง งานมหรสพพื้นบ้าน และตลาดนัดสินค้าและหัตถกรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองของชนชาติตุรกีหลายประเภท

ควบคู่ไปกับการจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ยังมีการจัดงาน “ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย” (All-Russian Rural Sabantuy) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์วิถีชีวิตและประเพณีของชุมชนชนบท โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ภายใต้การสนับสนุนของนายรุสตั้ม มินนิคฮานอฟ (Rustam Minnikhanov) ผู้นำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และมีการหมุนเวียนสถานที่จัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซียทุกปี ปัจจุบันรัสเซียมีหมู่บ้านชาวตาตาร์ประมาณ 4,200 แห่งทั่วประเทศ ทำให้รูปแบบการจัดงานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชาวตาตาร์ในพื้นที่ชนบท ในปีค.ศ. 2025 งานดังกล่าวจัดขึ้นที่แคว้นคีรอฟ (Kirov Oblast) ส่วนในปี ค.ศ. 2026 ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ หมู่บ้านมาลี ทรูเยฟ (Maly Truev) ในแคว้นเพนซา (Penza Oblast)

สัญลักษณ์สำคัญของงานคือ “ตุลปาร์” (Tulpar) ม้าบินในตำนานของชาวเติร์ก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวเติร์ก ในทุกปีจะมีการส่งมอบรูปปั้นสำริดของตุลปาร์จากภูมิภาคเจ้าภาพเดิมไปยังเจ้าภาพรายถัดไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดประเพณี ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของชนชาติต่าง ๆ ภายในสหพันธรัฐรัสเซีย กิจกรรมสำคัญของเทศกาลซาบันตุยประกอบด้วยการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “คูเรช” (Kuresh) หรือมวยปล้ำพื้นเมืองของชาวตาตาร์ ซึ่งผู้แข่งขันจะใช้ผ้าคาดเอวจับคู่ต่อสู้เพื่อพยายามทุ่มให้อีกฝ่ายล้มลง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันวิ่งแข่ง ปีนเสาที่ทาน้ำมัน แข่งกระสอบ วิ่งถือไข่ในช้อน ชักเย่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่เน้นความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในปี 2026 รัฐบาลรัสเซียกำหนดให้การจัดงานอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งความสามัคคีของชนชาติแห่งรัสเซีย” (Year of Unity of the Peoples of Russia) เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของประชาชนหลากหลายเชื้อชาติภายในประเทศ สำหรับปี 2026 การเฉลิมฉลองซาบันตุยจะจัดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคของรัสเซีย แต่ศูนย์กลางสำคัญที่สุดยังคงเป็นซึ่งสาธารณรัฐตาตาร์สถานเป็นบ้านเกิดทางวัฒนธรรมของชาวตาตาร์ โดยตาตาร์สถานจะจัดงานซาบันตุยเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1) 6–7 มิถุนายน 2026 เริ่มการเฉลิมฉลองในหมู่บ้านและศูนย์กลางเขตต่าง ๆ ทั่วสาธารณรัฐ

2) 13 มิถุนายน 2026 จัดงานในเมืองใหญ่ของตาตาร์สถาน รวมถึง Naberezhnye Chelny ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

3) 20 มิถุนายน 2026ปิดท้ายการเฉลิมฉลองด้วยงานซาบันตุยหลักของสาธารณรัฐ ณ เมือง Kazan เมืองหลวงของตาตาร์สถาน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวตาตาร์

อีกพื้นที่นึงที่มีการเฉลิมฉลองซาบันตุยอย่างยิ่งใหญ่คือบัชคอร์โตสถานโดยกิจกรรมจะครอบคลุมเขตเทศบาลทั้ง 54 แห่งของสาธารณรัฐ และจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกือบหนึ่งเดือนครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 แต่ละอำเภอจะจัดงานในรูปแบบของตนเอง โดยเน้นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวบัชคีร์และชาวตาตาร์ ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ Ufa เมืองหลวงของสาธารณรัฐ งานซาบันตุยจะถูกยกระดับเป็นเทศกาลวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ประกอบด้วยคอนเสิร์ต การแสดงของศิลปินรับเชิญ และกิจกรรมบนเวทีสมัยใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย

ส่วนในมอสโกสถานที่จัดงานหลักตามธรรมเนียมคือ Kolomenskoye Museum-Reserve ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ (Ethnofestival) ภายใต้การสนับสนุนของทางการกรุงมอสโกและองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม กำหนดวันจัดงานอย่างเป็นทางการของปี ค.ศ. 2026 ยังไม่ได้รับการประกาศ

ปัจจุบัน ซาบันตุยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ แม้จะพัฒนาเป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจากทั่วรัสเซียและต่างประเทศ ในปีค.ศ. 2026 ทางการตาตาร์สถานได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการจัดงาน โดยให้ความสำคัญกับการจำลองบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมแบบตาตาร์ดั้งเดิมอย่างถูกต้อง ทั้งด้านขนาด รูปแบบ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เทศกาลกลายเป็นเพียงกิจกรรมบันเทิง และคงสถานะของซาบันตุยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ศูนย์กลางของงานยังคงเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เรียกว่า “ไมดาน” (Maidan) ซึ่งใช้จัดพิธีการ การแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ โดยเป็นจุดรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภูมิภาค

การแข่งขันและกิจกรรมสำคัญ กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของซาบันตุยคือการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน โดยเฉพาะ โคเรช (Koresh หรือ Kuresh) มวยปล้ำพื้นเมืองของชนชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นหัวใจของเทศกาล การแข่งขันจะเริ่มจากเด็กชาย ก่อนขยายไปสู่เยาวชนและผู้ใหญ่ตามลำดับอายุ จนถึงรอบสุดท้ายที่นักปล้ำผู้แข็งแกร่งที่สุดหรือ “บาตือร์” (Batyr) จะเข้าชิงชัยเพื่อครองตำแหน่งแชมป์ของงาน นอกจาก “โคเรช” การแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง แล้ว การแข่งขันยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเทศกาลซาบันตุย โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมเร่ร่อนของชนชาติเติร์กในอดีต ผู้ขี่ม้ามักเป็นเด็กชายอายุระหว่าง 8–12 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดขนบธรรมเนียมและทักษะจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ภายในงานยังมีการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันวิ่งถือคานหาบพร้อมถังน้ำ การต่อสู้ด้วยกระสอบฟางบนท่อนไม้ การชักเย่อ การปีนเสาสูงที่ทาด้วยน้ำมันหรือทำให้ลื่นเพื่อชิงรางวัล การตีหม้อดินเผาขณะปิดตา การวิ่งแข่งขันและเกมพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความแข็งแรง และความร่วมมือของชุมชนชนบทในอดีต นอกจากนี้ยังมีการแสดงของคณะศิลปะพื้นบ้าน การแสดงดนตรีและเพลงพื้นเมือง การแสดงของศิลปินร่วมสมัย การแสดงนาฏศิลป์และการเต้นรำพื้นบ้าน และการแสดงละครและการแสดงทางวัฒนธรรมภายในบริเวณงานยังมีตลาดนัดและโซนจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งช่างฝีมือจากภูมิภาคต่าง ๆ นำผลิตภัณฑ์และผลงานศิลปหัตถกรรมมาจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว ลานกิจกรรมสำหรับเด็ก และซุ้มอาหารพื้นเมืองของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพียงเดินทางมายังสถานที่จัดงานในวันที่มีการเฉลิมฉลองปัจจุบัน ซาบันตุยไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์เท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นเทศกาลวัฒนธรรมสาธารณะที่เชิญชวนผู้คนจากหลากหลายชนชาติให้มาร่วมสัมผัสประเพณีพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมนันทนาการร่วมกันในหลายภูมิภาคของรัสเซีย การเข้าร่วมงาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางการท้องถิ่นมักจัดบริการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน เช่น รถรับส่งฟรีจากจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายในงานผู้เข้าร่วมสามารถเลือกชมการแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถกรรม การออกร้านอาหารพื้นเมือง รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมและเกมพื้นบ้านต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ซาบันตุยจึงเป็นมากกว่าเทศกาลประจำชนชาติ แต่เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของสังคมรัสเซียร่วมสมัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปัญหาซ้ำซ้อนในเขตเมือง!! กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองต้องชัด จี้มหาดไทยเลิกสองมาตรฐาน หลังศาลวางบรรทัดฐานให้ยุติทันที ถึงเวลารัฐบาลชี้ขาดสถานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จะยกเลิกหรือคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง รัฐบาลเอาให้ชัด ไม่เหลื่อมล้ำ

น่าจะยังสับสนกันต่อไปสำหรับแนวทางปฏิบัติ ที่ “เหลื่อมล้ำ”ของมหาดไทย กับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ง่ายๆคือบางพื้นที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ บางพื้นที่ยกเลิกไปแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เขตเทศบาลเมืองเกาะสมัย ยกเลิกไปนานนับสิบปีแล้ว เทศบาลสิงหนคร ยกเลิกไป 1 ปี หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร แต่เขตติดกับเทศบาลเมืองม่วงงาม ยังมีกำนันผู้ใหญ่อยู่

คำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี (คดีหมายเลขแดงที่ 189/2567) คดีเทศบาลเมืองจอมพลนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Precedent)" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ที่ฝ่ายปกครองเคยใช้ตีความเข้าข้างตนเองมาโดยตลอด

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครอง (คดีเทศบาลเมืองจอมพล) ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สำหรับนำไปใช้อ้างอิง มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. พ้นตำแหน่ง "ทันที" โดยอัตโนมัติ

ศาลชี้ขาดว่า เมื่อพื้นที่ถูกยกฐานะเป็น "เทศบาลเมือง" ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านต้อง สิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.เทศบาลฯ) โดยฝ่ายปกครองอ้างไม่ได้ว่าต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเลิกก่อน

2. การแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อ ถือว่า "ผิดกฎหมาย"

เมื่อตำแหน่งถูกยุบเลิกโดยอัตโนมัติไปแล้ว การที่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ไปออกคำสั่ง "แต่งตั้งคนใหม่" เข้ามาแทน หรือ "สั่งให้คนเดิมทำงานต่อ" จึงถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจึงไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่หรือรับเงินเดือน

3. นัยยะต่องานวิจัย: ยืนยันหลักการ "เมืองต้องให้เทศบาลดูแล"

คำพิพากษานี้เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้งและแก้ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยยืนยันว่าเมื่อเป็น "เขตเมือง" แล้ว ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ และต้องถอดกลไกภูมิภาค (กำนันผู้ใหญ่บ้าน) ออกไป

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปอ้างอิง:

"ศาลปกครองวางบรรทัดฐานว่า การเป็นเทศบาลเมืองทำให้ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ การฝืนแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษานี้ช่วยแก้ปัญหาระบบบริหารราชการที่ซ้ำซ้อนกันในเขตเมืองได้อย่างเด็ดขาด"

แต่แม้จะมีคำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี วางบรรทัดฐานไว้แล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่มหาดไทย ยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชจังหวัด

เทศบาลโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จะ.พังงา เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความสับสนถึงแนวทางปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรต่อ จะยกเลิก หรือให้มีการเลือกตั้งแล้วแต่งตั้งต่อไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา จึงมีหนังสือหารือไปยังกรมการปกครองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

รณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิึหน้าที่แทนอธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือตอบไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอยต่อไป

หนังสือจากกรมการปกครอง ตอบข้อหารือของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาให้ยังคงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอย น่าจะขัดหรือแย้งในสองประเด็น

1.ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล ที่ให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่ทันทีเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง

2.ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดเพชรบุรี ที่วางกรอบเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า ให้ยกเลิก

คำตอบข้อหารือของกรมการปกครองจึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของ #ยงยศ_แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที เรียกร้องให้มหาดไทยปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ประเด็นปัญหาตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองว่ายังสมควรมีต่อไป หรือควรยกเลิก เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เห็นฝ่ายการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส.หยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมาย เห็นดิ้นรนจะเป็นจะตายอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จะมีหรือไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ก็ไปแก้กฎหมายให้ชัด และปฏิบัติในแนวทางเดียวกันปัญหาจะได้จบไป จริงไหม #อนุทิน

WORLD

‘ปูติน’ ชี้รัสเซียรุกคืบ!! กองกำลังรัสเซียควบคุมดอนบาสแล้ว พร้อมเจรจายูเครนถ้าฝ่ายตรงข้ามยอมรับ อาวุธไฮเปอร์โซนิกเสริมกำลังทัพ ชี้อียูไม่ใช่คนกลางในความขัดแย้งยูเครน

กองกำลังรัสเซียกำลังรุกคืบตลอดแนวหน้า โดยไม่มีพื้นที่ส่วนใดที่ไม่ได้ดำเนินปฏิบัติการรุก ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวสำนัก AP ระหว่างการพบปะกับหัวหน้าสำนักข่าวนานาชาติในเวที SPIEF

ปูตินระบุว่า รัสเซียได้ควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์ได้แล้ว 100% และควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ได้มากกว่า 85%

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัสเซียควบคุมภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับประเด็นยูเครน

การแก้ไขความขัดแย้งยูเครน

ขณะเดียวกัน ปูตินระบุว่า รัสเซียยังคงพร้อมประนีประนอมในประเด็นความขัดแย้งยูเครน ตามที่เคยตกลงกันไว้ระหว่างการหารือสหรัฐฯ–รัสเซีย ที่เมืองแองเคอเรจเมื่อปีที่แล้ว

ปูตินเสนอว่า ความขัดแย้งยูเครนอาจคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว หากผู้นำยูเครนยอมรับสิ่งที่เคยมีการหารือกันที่แองเคอเรจ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าสหภาพยุโรปโดยรวม หรือประเทศสมาชิกอียูประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาความขัดแย้งยูเครนได้ เพราะอียูให้ความช่วยเหลือยูเครนโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นฝ่ายเป็นกลางได้

อำนาจการยิงที่เหนือกว่า

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนไม่มีอาวุธแบบที่รัสเซียครอบครอง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกและขีปนาวุธร่อน

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพด้านทรัพยากร วิทยาศาสตร์ และกำลังคนของรัสเซียยังคงเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

ปูตินชี้ว่า รัสเซียยังพัฒนาและนำระบบอาวุธใหม่เข้าประจำการอย่างต่อเนื่อง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยกลาง “โอเรชนิก” (Oreshnik)

เขายืนยันเพิ่มเติมว่า รัสเซียยังไม่เคยใช้งานระบบขีปนาวุธโอเรชนิกในยูเครนแบบปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบ การยิงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการทดสอบ เพื่อประเมินสมรรถนะของระบบและเก็บข้อมูลสำหรับการนำไปใช้งานเต็มรูปแบบในอนาคต

ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีขีดความสามารถสูงอยู่แล้วต่อไป

วิกฤตกำลังพลของยูเครน

ในขณะเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า ในยูเครน ประชาชนทั่วไปถูกไล่จับและกวาดต้อน “เหมือนสุนัขจรจัด” เพื่อบังคับเกณฑ์เข้าสู่กองทัพยูเครน

เขาระบุว่า เมื่อปัญหาขาดแคลนกำลังพลของยูเครนรุนแรงขึ้น ความสูญเสียกำลังพลรายเดือนของยูเครนพุ่งถึง 40,000 นาย พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า มีทหารยูเครนหลบหนีทัพราว 20,000 นายต่อเดือน

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนเปิดคดีอาญาเกี่ยวกับการหลบหนีทัพแล้วประมาณ 200,000 คดี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้เพียงอย่างเดียว มีทหารยูเครนหลบหนีทัพแล้วราว 60,000 นาย

ที่มา : Sputnik

จีนโรงเหล็กที่ขาดทุนยับ!! มหาอำนาจตะวันตกเพิกเฉย จีนแสดงความจริงใจช่วยแก้ปัญหาเซอร์เบีย 'วูชิช' ชมความกตัญญูของจีน สะท้อนความสัมพันธ์ยั่งยืนในวิกฤต

"มิตรแท้ในยามยาก"บทเรียนจากเซอร์เบียถึงไทย!

เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเลือกผลประโยชน์ มากกว่าความเป็นเพื่อน

​ในวันที่ประเทศเผชิญวิกฤตจนถึงขีดสุด เราถึงจะได้เห็นธาตุแท้ของ "มิตรแท้"

ประธานาธิบดีเซอร์เบีย อเล็กซานดาร์ วูชิช ได้เปิดเผยถึงความจริงใจของจีนผ่านกรณีโรงถลุงเหล็กที่เซอร์เบีย ซึ่งเคยขาดทุนย่อยยับเดือนละ 12 ล้านดอลลาร์ โดยที่มหาอำนาจตะวันตก แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนในเซอร์เบียสูงมากกลับนิ่งเฉยและปล่อยให้โรงงานต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง

​ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือผู้นำเพียงคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาจัดการปัญหาให้ถึงที่ และให้คำมั่นสัญญาว่าจีนจะไม่ทอดทิ้งเซอร์เบีย วูชิชกล่าวประโยคที่กินใจคนทั้งโลกไว้ว่า "ในทางการเมืองความกตัญญูอาจมีอายุสั้น แต่สำหรับเซอร์เบีย จีนคือผู้ที่ช่วยเราไว้ในวันที่มืดมนที่สุด"

ทำไมตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในเซอร์เบียมากมายถึงไม่ช่วย?

คำตอบคือ นักลงทุนตะวันตกมองเซอร์เบียผ่าน "กลไกตลาดเสรี" และ "ผลกำไรสูงสุด" เท่านั้น เมื่อธุรกิจไปต่อไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะถอนตัวทันทีโดยไม่สนใจว่าคนงานจะเดือดร้อนเพียงใด การลงทุนของตะวันตกมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่รัดกุมและการกดดันให้ปรับโครงสร้างที่ทำร้ายวิถีชีวิตผู้คน ในขณะที่จีนมองต่างออกไป จีนเลือก "ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน การที่จีนยอมรับภาระที่ไม่มีใครเอาในตอนนั้น คือการพิสูจน์ว่าจีนมองเซอร์เบียเป็น "เพื่อน" ไม่ใช่เพียง "ฐานผลิตเพื่อตักตวงกำไร"

​ภาพสะท้อนนี้ชัดเจนมากเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยในช่วง วิกฤตโควิด-19

ในวันที่ทั่วโลกขาดแคลนทรัพยากร ประเทศตะวันตกเลือกกักตุนวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตนเอง หรือหยิบยื่นให้โดยมีเงื่อนไขผูกมัดทางนโยบาย แต่ในทางตรงกันข้าม

​จีนคือมิตรที่ก้าวเข้ามาในวันที่เราวิกฤตที่สุด โดยเป็นแหล่งสำคัญที่จัดหา วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และอุปกรณ์ป้องกัน (PPE) มาให้ไทยอย่างรวดเร็ว ในราคาที่เป็นธรรมและไม่มีการกดดันทางการเมืองหรือพยายามแทรกแซงอธิปไตยของเราเหมือนที่กลุ่มประเทศตะวันตกพยายามบงการ

​ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องของ "เจ้านายกับทาส" ตามที่หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาพยายามสร้างมาตรฐานกดทับประเทศกำลังพัฒนา แต่การที่จีนเลือกหยิบยื่นทรัพยากรในยามที่ไทยลำบากที่สุด คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนให้เกียรติและมองไทยในฐานะ "หุ้นส่วนและเพื่อน" ที่แท้จริง

​เราต้องยอมรับว่า มิตรแท้ไม่ได้วัดกันที่คำพูดสวยหรูหรือสัญญาทางการค้าที่เน้นเอาเปรียบ แต่การกระทำในยามที่ฝ่ายอื่นหันหลังให้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด ว่าใครกันแน่ที่มองเราเป็น "มิตรแท้"

source:CGTNสัมภาษณ์ประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช,ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทย-จีน ในสถานการณ์โควิด-19

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1313102124311478/?rdid=zz9iZ6UDiGyoyzpO#

“อิสราเอล” หยุดยิง!! อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ยุติการยิงและถอนกำลังฮิซบอลเลาะห์ เดินหน้าควบคุมพื้นที่โดยทหารเลบานอน

อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ — กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง หลังการเจรจาที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2–3 มิถุนายน

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวขึ้นอยู่กับการยุติการยิงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการถอนกำลังนักรบฮิซบอลเลาะห์ออกจากพื้นที่เซาท์ลิตานี

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้าจัดตั้งพื้นที่นำร่อง ซึ่งกองทัพเลบานอนจะเข้าควบคุมพื้นที่แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ให้มีกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

คาดว่าการหารือทางการเมืองและความมั่นคงจะกลับมาดำเนินต่อในสัปดาห์ของวันที่ 22 มิถุนายน

ที่มา : Sputnik

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top