Monday, 31 August 2026
NEWS

“สวนนงนุชพัทยา” เดินหน้ามรดกสีเขียว!! ทูตฟิลิปปินส์ ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา ส่งต่อมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว ร่วมส่งต่อธรรมชาติบนแผ่นดินไทย ต้นไม้หนึ่งต้น มิตรภาพหนึ่งราก

จากมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว เอกอัครราชทูต ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา

วันนี้ 30 สิงหาคม 2569 เวลา16.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะให้การต้อนรับ นางมิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรไทย ในโอกาสร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ และร่วมส่งต่อมรดกสีเขียวให้แก่ประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

กิจกรรมจัดขึ้น ณ สวนรุกขชาติ บริเวณเชิงเขาบันไดกฤษ สวนนงนุชพัทยา โดยเอกอัครราชทูตได้ปลูก “ต้นเลือดใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทยให้เติบโตและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสวนรุกขชาติแห่งนี้

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยามีแนวคิดพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและหายากจากทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของพันธุ์ไม้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้“ต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้อาจเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายเป็นทั้งมรดกทางธรรมชาติและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เติบโตอยู่บนแผ่นดินไทย”

ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้รับอนุญาตจาก กรมป่าไม้ ให้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่กว่า 43 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนรุกขชาติอย่างสมบูรณ์ โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพื้นที่ การรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ ตลอดจนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องการร่วมปลูกต้นไม้ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการ “ปลูกมิตรภาพให้หยั่งรากบนแผ่นดินไทย” และร่วมสร้างมรดกทางธรรมชาติที่จะเติบโตและคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณไม้

THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ต้นแบบความดีทั่วประเทศ ส่งเสริมคุณธรรมชี้นำสังคมไทย ความดีเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ศูนย์คุณธรรมครบรอบ 15 ปี

องคมนตรีมอบ 109 รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิดชู “ต้นแบบความดีของประเทศ” ส่งต่อพลังความดีสู่สังคม

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ผลงานและต้นแบบคุณธรรมจากทั่วประเทศ ครอบคลุมสื่อ บุคคล ชุมชนและองค์กร ตอกย้ำ “รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ” และ “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท ท่ามกลางภาคีเครือข่ายคุณธรรมจากทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็น สักขีพยาน พร้อมเดินหน้าส่งต่อเรื่องราวความดีจากต้นแบบสู่พลังขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “ความดี ที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม”

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า การมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ในปีนี้ เป็นภาพสะท้อนสำคัญว่าประเทศไทยมี “ต้นแบบความดี” กระจาย อยู่ในทุกพื้นที่และทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งคนทำงาน สื่อ ชุมชน และองค์กร ซึ่งอาจมีบทบาท วิธีการ และพื้นที่ การทำงานแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ การใช้คุณธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและส่วนรวม

“ผู้ที่ได้รับรางวัล 109 รายในครั้งนี้ หมายถึง 109 ต้นแบบที่กำลังบอกกับสังคมว่า ความดีเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สิ่งสำคัญหลังจากได้รับรางวัลจึงไม่ใช่การหยุดอยู่ที่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำให้เรื่องราว วิธีคิด และสิ่งที่ต้นแบบเหล่านี้ลงมือทำ สามารถส่งต่อไปถึงคนอื่น และจุดประกายให้เกิดการทำความดีเพิ่มขึ้นในสังคม” รศ.นพ.สุริยเดวกล่าว

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รางวัล THAILAND MORAL AWARDS มีความสำคัญในการยกย่องและเชิดชูบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมคุณธรรมและมีส่วนสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม การมอบรางวัลจึงมิได้เป็นเพียงการประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับ

รางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้เรื่องราวของความดีได้รับการมองเห็นและส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจไปสู่ผู้คนใน วงกว้าง เพราะความดีอาจเริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เมื่อสังคมมองเห็น ยอมรับ และร่วมกันส่งต่อ ความดีนั้นย่อมสามารถกลายเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญของการนำมิติทางวัฒนธรรมและคุณธรรมมาเป็นรากฐานในการพัฒนาคนและสังคม เพราะการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมิได้วัดจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากยังต้องวัดจากคุณภาพของผู้คน และความสามารถของคนในสังคมที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรับผิดชอบ ความเคารพ และความเกื้อกูลต่อกัน

“ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดี ๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด” นางสาวซาบีดา กล่าว

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัล ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า การที่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อสร้างสรรค์จากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อยกย่องและเชิดชูผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีและสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าแก่สังคม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้สังคมและโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด “คุณธรรม” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ขณะที่รางวัลนี้ยังเป็นรางวัลสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม พร้อมเผยแพร่แบบอย่างที่ดีให้สังคมได้เห็นและนำไปปฏิบัติตาม

“ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่า

รางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” พลอากาศเอก ชลิต กล่าว
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่อว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราว จบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อย ๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้”
ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ. สุริยเดว กล่าวในตอนท้าย

การจัดงานในปีนี้ยังตรงกับวาระ ครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่ง รศ.นพ.สุริยเดว ระบุว่า หมุดหมายดังกล่าวไม่ใช่เพียงการย้อนมองระยะเวลาการดำเนินงานขององค์กร แต่เป็นโอกาสในการมองไปข้างหน้าว่า การขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมไทยจำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์คุณธรรมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และต้นแบบความดี เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมไม่จำกัดอยู่เฉพาะกิจกรรมหรือโครงการ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมแบบ สร้างผลกระทบเชิงบวกระยะยาวต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการรวบรวมและประกาศเกียรติคุณแก่ต้นแบบความดีของประเทศไทย พร้อมทำให้เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลเป็น “พื้นที่เกียรติยศของคนทำความดี” ที่ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะกับผู้ได้รับการยกย่อง แต่ยังทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่สังคม เพื่อให้ความดีไม่หยุดอยู่บนเวทีรางวัล แต่กลายเป็นพลังที่ร่วมสร้าง การเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าดูรายชื่อผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ THAILAND MORAL AWARDS และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 0 2644 9900 ต่อ 510-512

ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9690000085066

‘สิทธิชัย’ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน ชูกรอบ T-I-S เสนอ 4 มิติยกระดับตลาดหุ้นกู้ ฟื้นความเชื่อมั่นด้วยกลไกเชิงรุก ปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ วุฒิสภาเห็นชอบพร้อมเดินหน้า

สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภา ชูแนวทางยกระดับตลาดหุ้นกู้ไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วยกรอบ T-I-S

รัฐสภาฯ — นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน และธุรกิจประกันภัย ได้เข้าเสนอผลการศึกษาต่อวุฒิสภา เพื่อถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันมิใช่เพียงปัญหาการขาดสภาพคล่องเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) คณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายใต้คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของตลาดหุ้นกู้ไทยต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของบริษัทผู้ออกตราสารเป็นรายกรณี แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างยั่งยืน

เสนอ 4 มิติ ยกระดับ กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ ก่อนออกหุ้นกู้
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบทบาทของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเอกสารในเชิงพิธีการไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงสาระอย่างแท้จริง
ข้อเสนอครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูลและฐานะทางการเงินอย่างละเอียด การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดและสถานการณ์จำลอง รวมถึงการตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม

นายสิทธิชัยเสนอให้บทบาทของผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ไปสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์คุณภาพของตลาดทุน” ที่สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่ตลาดโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ

จากการเฝ้าระวัง สู่การป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่ม High-Yield Bond จาก ที่เน้นการติดตามอัตราส่วนทางการเงิน ไปสู่ระบบเชิงรุกที่สามารถป้องกันการดำเนินธุรกรรมบางประเภทเมื่อฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารยังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ตัวอย่างข้อเสนอ ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้เพิ่มเติม และการจำกัดการจ่ายเงินออกจากกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของบริษัทถูกนำออกไปในช่วงที่ฐานะทางการเงินมีความเปราะบาง
รับมือ ความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ ก่อนเกิดปัญหาผิดนัด

สำหรับความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ หรือ Roll-over Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกหุ้นกู้จำเป็นต้องออกตราสารชุดใหม่เพื่อนำเงินมาชำระตราสารชุดเดิมที่ครบกำหนด นายสิทธิชัยเสนอให้มีระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งเงินและแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงไม่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน และสามารถติดตามสถานะการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

คุ้มครองผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ในด้านกระบวนการเสนอขาย นายสิทธิชัย เสนอให้การคุ้มครองผู้ลงทุนเริ่มตั้งแต่ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยผู้จัดจำหน่ายควรวิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพกระแสเงินสด ประวัติการบริหารจัดการ และความเหมาะสมของตราสารกับกลุ่มผู้ลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการขายควรให้ความสำคัญกับ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYC) การประเมินความเหมาะสม ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “การคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว”

เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้
ในมิติด้านกฎหมาย มีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กำหนดให้คำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Automatic Stay ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม

ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยด้วยกรอบ T-I-S
ข้อเสนอทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ T-I-S Framework ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Trust – ความเชื่อมั่น มุ่งยกระดับการคัดกรองผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบสถานะผู้ออกตราสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล และยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

Innovation – นวัตกรรม มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารหนี้และการต่ออายุหุ้นกู้ เช่น Bond Switching การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลโดยตรงผ่าน MeBond ของ ThaiBMA ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
Sustainability – ความยั่งยืน มุ่งปฏิรูปกฎหมายและกลไกพิทักษ์สิทธิ ยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุนและระบบตลาดทุนโดยรวม

มุ่งสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
นายสิทธิชัยกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถ “ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา” ผ่านการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการตามกรอบ T-I-S จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การเพิ่มความโปร่งใส การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างสมดุล มีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ แต่คือการสร้างระบบตลาดทุนที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน”

วุฒิสภา “เห็นชอบ” รายงาน พร้อมเดินหน้าข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภายหลังการนำเสนอและอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติ “เห็นชอบ” ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการไปสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย

สาระสำคัญของรายงานไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บางราย แต่เสนอให้มองปัญหาในระดับ โครงสร้างและระบบนิเวศของตลาดทุนไทย โดยผลการศึกษาระบุว่าปัญหาหุ้นกู้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดทุน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์
นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง
วุฒิสภา

Easy Money Group มอบทุน สร้างโอกาสแก่นักศึกษาจำนวน 10 ทุน ร่วมมือ RMUTT เสริมศักยภาพเยาวชน หวังเป็นกำลังสำคัญแก่สังคมไทย พิธีมอบทุนจัดเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

Easy Money Group มอบทุนการศึกษา ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

คุณสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร และคุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาโดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 10 ทุน ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) ภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัทฯ และมหาวิทยาลัย มุ่งหวังเสริมสร้างศักยภาพและเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่เยาวชน ได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างประโยชน์แก่สังคมในอนาคต โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลี จัตุรัส รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

ECONBIZ

รัฐบาล ลุยปรับภาษี รถยนต์ EV-ไฮบริด!! ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ครอบคลุม EV ไฮบริดและเครื่องยนต์ 3 เป้าหมายสร้างฐานผลิตระดับภูมิภาค เพิ่มมูลค่า Local Content และจ้างงานไทย

รัฐบาลสั่งกรมสรรพสามิตทบทวนโครงสร้างภาษีครอบคลุม EV-ไฮบริด-รถสันดาป วาง 3 เป้าหมาย เชื่อมการนำเข้ากับการลงทุน ดันไทยเป็นฐานผลิตและส่งออก EV ระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่ม Local Content มูลค่าสูง หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานในประเทศ

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.35 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ
1.นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย
2.ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
3.ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น
.
“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

อ้างอิง : www.thaigov.go.th

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/266446/?fbclid=IwdGRjcAUBJe1jbGNrBQEl6nBkb2YFZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEe8RjAKbcWkYbgpPULTSsylLK5LuK7tIJiJfYZp3OQqr_LRoETAFAHvXz25bQ_aem_oEf5FbJ2pS1qY6NLU4xFGQ

'พีระพงศ์' คว้ารางวัล CEO Origin Group กวาด 4 รางวัลใหญ่ ชูผู้นำอสังหาฯ ครบวงจรไทย เผยรางวัลผล teamwork เน้นนวัตกรรม-เติบโตยั่งยืน

บิ๊กบอส “พีระพงศ์ จรูญเอก” คว้ารางวัล Best CEO แห่งปี พร้อมนำทัพ Origin Group
กวาด 4 รางวัล จากเวที LivingInsider Thailand Developer Awards 2026

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ตอกย้ำความเป็นผู้นำอสังหาฯ ครบวงจร กวาด 4 รางวัลใหญ่บนเวที LivingInsider Thailand Developer Awards 2026 นำโดย "พีระพงศ์ จรูญเอก" คว้า Best CEO of the Year 2026 พร้อมชูศักยภาพแบรนด์คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้ No.1และ บ้านบริทาเนีย สร้างสังคมน่าอยู่ พร้อมขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างยั่งยืน

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ขึ้นรับรางวัล Best CEO of the Year 2026 พร้อมเผยความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของผมคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือและความทุ่มเทของทีมงาน Origin Group ทุกคน ขอขอบคุณ Livinginsider และคณะกรรมการที่มองเห็นการทำงานของเรา เราจะมุ่งมั่นรักษาความเชื่อมั่น สร้างมาตรฐานใหม่ และนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ตลอดระยะเวลา 17 ปี ของ Origin Group ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนชุมชนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และวันนี้ Origin ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า พร้อมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่สร้างรายได้จาก Asset ทุกรูปแบบ

โดย 4 รางวัลแห่งเกียรติยศที่ Origin Group ได้รับ ประกอบด้วย

รางวัล Best CEO of the Year 2026 มอบให้แก่ นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำผู้นำที่โดดเด่น มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร พร้อมยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในเครือ ORI ได้รับรางวัล Best Pet-Friendly Developer Award ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 อาณาจักร Origin Pawrents เลี้ยงน้องได้ไม่ต้องแอบ ด้วยจำนวนโครงการมากถึง 25 โครงการ พัฒนาคอนโดมิเนียมที่เข้าใจถึงการอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างลงตัว

โครงการ The Origin Phahol 57 โดย บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับรางวัล Best Pet-Friendly Award (Condo) สะท้อนการเป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้ ที่ออกแบบสภาพแวดล้อม ฟังก์ชัน และการบริหารจัดการที่รองรับการเลี้ยงสัตว์ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัย

บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI คว้า รางวัล Best Community Engagement Developer Award สอดรับกับแนวคิดของบริทาเนีย “Crafted for Better Living” ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า สะท้อนผ่านการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว มุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้านบริทาเนียเป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

ความสำเร็จจากทั้ง 4 รางวัลคุณภาพ ที่ได้รับในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของ Origin Group ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาโครงการคุณภาพที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต

“เคทีซี” ชี้ ค่าอากาศทุบชีวิต!! Climate Change สร้างต้นทุนใหม่ทุกวัน ค่าไฟสูงขึ้น ค่าอาหารแพงขึ้น เตรียมรับมือด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน ลงทุนวันนี้ลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราอาจต้องจ่าย “ค่าอากาศ” เคทีซีชี้ Climate Change กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต

ไม่กี่ปีก่อน เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่วันนี้กำลังมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าเงินของเราโดยไม่รู้ตัว นั่นคือต้นทุนจากสภาพอากาศ

เช้าวันหนึ่งเราเปิดเครื่องปรับอากาศเร็วกว่าปกติเพราะอากาศร้อนจัด ตอนเที่ยงสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทนการเดินออกไปซื้อเพราะอุณหภูมิสูงเกินรับไหว ตอนเย็นฝนตกหนักจนต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ส่วนวันหยุดที่วางแผนไว้ก็อาจต้องยกเลิกเพราะพายุ น้ำท่วม หรือคุณภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ละเหตุการณ์อาจดูเป็นเพียงความไม่สะดวกเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เราอาจพบว่า "สภาพอากาศ” กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในหน้าข่าว หากกำลังค่อยๆ สะท้อนอยู่ในงบประมาณครัวเรือน ผ่านค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ Climate Change จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และในที่สุดก็เป็นเรื่องการเงินของทุกคน

“ค่าอากาศ” ไม่มีในหมวดค่าใช้จ่าย
ในบัญชีรายรับรายจ่ายของเรา ไม่มีหมวดไหนชื่อว่าค่าอากาศ แต่รายจ่ายประเภทนี้ซ่อนอยู่แทบทุกที่ ซ่อนอยู่ในค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศนานกว่าเดิม ซ่อนอยู่ในราคาผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหารที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ซ่อนอยู่ในค่าซ่อมบ้านหรือรถยนต์หลังฝนตกหนัก และซ่อนอยู่ในค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ฝุ่น PM2.5 หรือโรคที่มากับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีป้ายกำกับว่าเป็นผลจาก Climate Change เราจึงมักมองว่าเป็นรายจ่ายคนละเรื่อง แต่เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รายจ่ายที่เคยเป็นเหตุการณ์พิเศษก็กำลังเปลี่ยนเป็นต้นทุนประจำของชีวิต

จากค่าครองชีพสู่ค่าปรับตัว
ในอดีต เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่ารักษาพยาบาล แต่ในโลกที่สภาพอากาศคาดเดาได้ยากขึ้น เราอาจต้องรู้จักกับค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือค่าปรับตัว (Adaptation Cost) หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรายังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติในโลกที่ไม่ปกติเหมือนเดิม เช่น บ้านอาจต้องมีระบบป้องกันความร้อนที่ดีขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่สุขภาพอาจต้องได้รับการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะดูเป็นภาระในระยะสั้น แต่หลายครั้งกลับเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว เพราะของที่ราคาถูกที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดตลอดอายุการใช้งาน ในมุมของความยั่งยืน การรับมือ Climate Change ไม่ได้หมายถึงการช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ชีวิตและการเงินของเรารับแรงกระแทกจากความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นด้วย การบริหารเงินในยุคสภาพอากาศผันผวน จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะประหยัดอย่างไรดี แต่ควรถามว่าควรลงทุนอะไรในวันนี้ เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า

เงินสำรองสำหรับโลกที่คาดเดาไม่ได้
ความหมายของเงินฉุกเฉินกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน เมื่อก่อนหลายคนเตรียมเงินสำรองไว้สำหรับกรณีตกงาน เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ แต่ในโลกที่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้น เหตุฉุกเฉินอาจรวมถึงน้ำท่วม ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การเดินทางหยุดชะงัก หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในแผนจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

ในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันสำคัญของครัวเรือนไทย การมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแผนเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินมากกว่าที่คิด การเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศ จึงไม่ใช่เรื่องของนักสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Wellness หรือสุขภาพทางการเงินของทุกคน

จากพยากรณ์อากาศสู่พยากรณ์การเงิน
เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าปีหน้าจะร้อนขึ้นแค่ไหน ฝนจะตกเมื่อไร หรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงจะเกิดขึ้นที่ใด แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือการเตรียมความพร้อมทางการเงิน ก่อนซื้อบ้าน เราอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อนมากขึ้น ก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เราอาจต้องมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งานมากกว่าราคาหน้าร้าน ก่อนวางแผนเดินทาง เราอาจต้องเผื่องบประมาณสำหรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และก่อนใช้จ่ายจนเต็มรายได้ เราอาจต้องกันพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ความยั่งยืน (Sustainability) ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สิ่งที่เราจ่ายวันนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของเราในวันข้างหน้าได้หรือไม่ หลายครั้งสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็อาจดีต่อกระเป๋าเงินไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการวางแผนการใช้จ่ายที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพราะความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการใช้ให้น้อยที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรและเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความสามารถของผู้คนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว การมีเงินสำรองฉุกเฉิน การบริหารภาระหนี้อย่างรับผิดชอบ การเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับชีวิต เพราะเมื่อผู้คนมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น ก็จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้นในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าเดิม

เราอาจเปลี่ยนอากาศในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ เราอาจหยุดพายุไม่ได้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภัยธรรมชาติครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินได้ตั้งแต่วันนี้ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต คำถามสำคัญคือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับผลกระทบทางการเงินที่ตามมา และบางทีวิธีรับมือกับ Climate Change ที่ใกล้ตัวที่สุด อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่อาจเริ่มจากการวางแผนการเงินให้พร้อมสำหรับโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะเมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี อาจเป็นความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเราทุกคน

LITE

30 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล รำลึกถึงบุคคลที่ถูกอุ้มหายทั่วโลก เน้นต่อต้านการบังคับสูญหาย เน้นย้ำสิทธิมนุษยชนผิดกฎหมาย

30 สิงหาคม วันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Victims of Enforced Disappearances)

วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์และตระหนักถึงสถานการณ์การบังคับสูญหายหรือการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การบังคับให้สูญหาย หรือที่เรารู้จักทั่วไปว่า ‘การอุ้มหาย’ ถูกพิจารณาเป็น ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง’ และถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CPED) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้กำหนดนิยามของ ‘การอุ้มหาย’ ไว้ว่า หมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำการโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ หรือด้วยการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย

การบังคับให้สูญหายมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ได้แก่ สิทธิในการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย สิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดสิทธิต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย เช่น สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อันเกิดจากการที่ขาดบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้ สิทธิในการมีสุขภาพดี เนื่องจากความวิตกกังวล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CPED) เมื่อปี 2555 แต่การลงนามดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนของประเทศไทย ได้ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และมีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองทุกคนมิให้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอีกต่อไป

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา

27 สิงหาคม 2426 ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ในอินโดนีเซียระเบิดครั้งรุนแรงที่สุด เกิดเสียงดังกึกก้องไกลถึงออสเตรเลีย คร่าชีวิตกว่า 3.6 หมื่นคน

ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนิเซีย บนแนววงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟแห่งนี้เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2426 โดยเริ่มจากการระเบิดรุนแรงในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 แต่เหตุการณ์ก็สงบ แม้จะมีการระเบิดในระดับไม่รุนแรงอีกหลายครั้งซึ่งไม่มีใครคิดว่านี้เป็นสัญญานเตือนภัย…

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และการระเบิดระดับกลางติดต่อกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เถ้าถ่านจำนวนหลายล้านตันบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกลถึงออสเตรเลีย ผลจากการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30 เมตร ซากปะการัง, เศษหิน และวัสดุต่าง ๆ ประมาณ 600 ตัน ถูกคลื่นหอบขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 36,000 คน
>> ความรุนแรงครั้งนั้นส่งผลกระทบไปไกลเพียงใด

ในประเทศไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น ‘พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร’ ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน ‘ประวัติอาจารย์’ (พระนิพนธ์ประวัติของพระยาพฤฒาธิบดีศรีสัตยานุการ (อ่อน โกมลวรรธนะ) ซึ่งเคยเป็น เจ้าอาวาสวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ) ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน อยุธยา ว่า…

“เมื่อเดือนสิงหาคมจะเป็นวันใดข้าพเจ้าไม่ได้จดไว้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 27 จนถึงวันที่ 30 เวลาบ่าย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ตำหนักได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่ไกลหลายนัด นึกในใจว่าคงยิงสลุตรับแขกเมืองที่เข้ามากรุงเทพฯ ครั้นเวลาเย็นลงไปนั่งเล่นที่สะพานท่าน้ำตามเคย ไปพูดขึ้นกับพระที่อยู่มาก่อน ท่านบอกว่าที่วัดนิเวศน์ฯ ไม่เคยได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการสำคัญก็ไม่ค้นหาเหตุผลต่อไป

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เห็นแสงแดดเป็นสีเขียวตลอดวัน คนทั้งหลายพากันพิศวงทั่วไปในท้องถิ่น ที่ตื่นตกใจก็มี แต่ในวันต่อมาก็กลับเป็นปกติตามเดิม เป็นหลายวันจึงทราบข่าวว่าภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกระกะเตา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา คนตายหลายหมื่น เสียงภูเขาไฟระเบิดและไอที่ออกบังแสงแดด ทั้งละลอกน้ำในท้องทะเลแผ่ไปถึงนานาประเทศ ไกลกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน”

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ!! เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง จับตา “NATO แห่งโลกมุสลิม” ผู้นำ 3 ชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน ลงนามข้อตกลงป้องกันร่วมครั้งยิ่งใหญ่ ย้ำเป้าหมายสันติภาพและเสถียรภาพ

"NATO แห่งโลกมุสลิม" ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement)

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) เป็นสนธิสัญญาความมั่นคงระดับไตรภาคีที่ลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้นำและผู้แทนจาก 3 ประเทศมุสลิมหลักร่วมลงนาม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และปากีสถาน

สนธิสัญญานี้ได้รับการเปรียบเปรยจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น "NATO แห่งโลกมุสลิม" เนื่องจากโครงสร้างเน้นการป้องปรามและเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงป้องกันร่วมเชิงยุทธศาสตร์ก่อนหน้านี้ที่ลงนามระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 แล้วจึงมีการรวมตุรกีเข้าไปด้วย การให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการท่ามกลางสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ปี 2026 

ข้อตกลงเมกกะ ได้วางรากฐานการจัดระเบียบความมั่นคงร่วมกันตามแบบ มาตรา 5 ของ NATO ]โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า "การโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อรัฐทั้งหมด" ข้อตกลงนี้ทำให้ ซาอุดีอาระเบียสามารถจัดหาเงินทุนและโครงการป้องกันประเทศ ตุรกีสามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และปากีสถานสามารถจัดหากำลังคนในแนวหน้า ให้แก่ชาติสมาชิกได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้ ไม่น่าจะขยายการป้องปรามของอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานให้ครอบคลุมถึงซาอุดีอาระเบียหรือตุรกีได้ ข้อตกลงไตรภาคีนี้ได้รับการอธิบายว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง และเป็นข้อตกลงเชิงสถาบันครั้งแรกในลักษณะนี้ในภูมิภาค

การเปรียบเปรยว่า ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เป็น “NATO แห่งโลกมุสลิม” เพราะ (1)มีหลักการป้องกันร่วมกันที่ถอดแบบมาจากมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO และ (2)ข้อตกลงลงนี้ลงนาม ณ นครเมกกะ (Mecca) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองนครศักดิ์สิทธิของศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยอีกแห่งคือ นครมาดีนะห์ (Medina) มี กฎข้อบังคับที่ ห้ามคนต่างศาสนิก (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) เดินทางเข้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นกฎที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทรงดำรง พระอิสริยยศ เป็น องค์ผู้ดูแลและพิทักษ์มัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง (His Majesty the Custodian of the Two Holy Mosques) ได้แก่ มัสยิดอัลฮะรอม (นครเมกกะ) และมัสยิดอัลนะบะวีย์ (นครมะดีนะห์)

การที่ เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีตุรกี และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมกันที่นครเมกกะ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสามรัฐในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เพื่ออนาคตที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ด้วยข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกราน และระบุว่าการโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนั้นจะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในทุกด้านระหว่างสามรัฐอีกด้วย

ตามแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยรัฐบาลทั้งสาม ข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกราน โดยการโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนี้ จะถือเป็นการโจมตีทั้งสามรัฐแถลงการณ์ดังกล่าวอธิบายถึงเป้าหมายที่กว้างขึ้นของข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีทางทหารหรือภาระผูกพันเฉพาะที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันโดยแท้จริง โดยระบุว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ยังคงเปิดกว้างสำหรับรัฐในภูมิภาคอื่นๆ และไม่ได้แทนที่ข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีที่มีอยู่ระหว่างผู้ลงนาม

ลักษณะของข้อตกลง: แม้สื่อตะวันตกจะเรียกขานว่าเป็น "NATO ฉบับมุสลิม" แต่โดยพื้นฐานแล้ว ข้อตกลงนี้ยังเป็นเพียงกรอบความร่วมมือทางการเมือง มากกว่าพันธมิตรทางทหารที่เข้มแข็งเหมือน NATO เนื่องจากยังขาดโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารแบบบูรณาการและกลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจน

จุดยืน: ผู้นำทั้งสามประเทศยืนยันว่าข้อตกลงนี้มีขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ และยังเปิดกว้างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมได้ในอนาคต โดยตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีหลักการคล้ายคลึงกับ "มาตรา 5" ของ NATO ในทางเทคนิค

จุดแข็งของแต่ละประเทศ ข้อตกลงนี้รวมเอาจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างพันธมิตรที่เสริมกันทางยุทธศาสตร์:

-ซาอุดีอาระเบีย: มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน มหาศาล

-ตุรกี: มี กองทัพขนาดใหญ่ (อันดับสองใน NATO) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กำลังเติบโต

-ปากีสถาน: มี แสนยานุภาพทางทหาร ขนาดใหญ่ และยังเป็นมุสลิมชาติเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์

ปฏิกิริยาระหว่างประเทศ: องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ตอบรับข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ก้าวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ" ขณะที่ อิหร่าน ปฏิเสธว่าไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วม แต่ระบุว่าไม่มีเหตุต้องกังวลว่าข้อตกลงนี้จะมุ่งเป้าไปที่ตน

แนวโน้มการขยายตัว: ตุรกีเปิดเผยว่ามีประเทศอื่นสนใจเข้าร่วม โดยเฉพาะ อียิปต์ ที่คาดว่าจะเป็นประเทศต่อไปที่เข้าร่วม (อุปสรรคสำหรับอียิปต์ในการเข้าร่วมข้อตกลงคือข้อตกลงที่มีอยู่กับกรีซและไซปรัส ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นอริกับตุรกี)

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีและสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ตะวันออกกลางพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวกำลังเปลี่ยนไป และยังมีการจับตาว่าอิหร่านอาจเข้าร่วมด้วยหรือไม่ แม้ว่า ข้อตกลงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในการแสวงหาความมั่นคงด้วยตนเองของชาติในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความท้าทายรออยู่ เช่น ความไม่ชัดเจนของเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการกำลังพล และการแบ่งสรรงบประมาณ ซึ่งทำให้ข้อตกลงนี้ยังมีแนวโน้มที่ไม่แน่นอนในระยะยาว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT!! ปุ่มทองคำคือกุญแจสำคัญ ส่งผ่านเนเน่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่ต้องรอโหวตผู้ชม สะท้อนความโดดเด่นเหนือใคร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT

ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงเกมโชว์ หรือเกมการประกวด จึงไม่เข้าใจกับชื่อบางเรื่อง เช่นล่าสุด
กรณี “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ที่เพิ่งได้ Golden Buzzer จาก Mel B ในรายการ America’s Got Talent (AGT) ซีซัน 21

ผมไม่รู้ว่า Golden Buzzer คืออะไร จึงพยายามสืบค้น และผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ จึงขออนุญาตนำมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Golden Buzzer นั้น มีความหมายมากกว่าการที่กรรมการชมว่า “เก่งมาก” ครับ

Golden Buzzer พูดง่าย ๆ คือ “ปุ่มทองคำ” ที่เป็นทางลัดเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน

แต่ความหมายของ Golden Buzzer ขึ้นอยู่กับรอบที่กด ด้วย

-รอบ Audition ปกติ Golden Buzzer จะส่งผู้เข้าแข่งขันข้ามขั้นตอนคัดเลือก ไปสู่ Live Shows
-แต่ของ เนเน่เป็น “Live Golden Buzzer” ในรอบ Quarterfinals ซึ่งสำคัญกว่ามาก เพราะ Mel B กดให้เธอผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finals) โดยตรง
-เนเน่จึง ไม่ต้องลุ้นคะแนนโหวตเพื่อผ่านรอบรองชนะเลิศ เหมือนผู้เข้าแข่งขันทั่วไป

พูดแบบภาษาข่าวได้ว่า “กรรมการใช้สิทธิ์ปุ่มทอง ส่งเนเน่ทะยานเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ”

ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในรอบนี้ ผู้แข่งขันมีทางไปต่อหลัก ๆ 2 ทาง คือ

1. ได้คะแนนโหวตจากผู้ชมสูงพอ
หรือ
2. ได้ Live Golden Buzzer จากกรรมการ

เนเน่ได้ทางที่ 2 ซึ่งหมายความว่า Mel B เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นจนเลือกส่งเข้ารอบชิงฯ โดยไม่ต้องรอผลโหวต

ที่สำคัญคือ Golden Buzzer ไม่ได้แปลว่า “ชนะ AGT แล้ว” นะครับ เนเน่ยังต้องแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และผู้ชนะสุดท้ายจะตัดสินตามระบบของรอบ Finals และคะแนนโหวตของผู้ชม ซึ่งรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายนนี้

สำหรับเนเน่ สาวน้อยจากภูเก็ตเธอแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals และได้ Golden Buzzer จาก Mel B ทำให้กลายเป็น ผู้เข้าแข่งขันจากไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ AGT 2026 โดยตรง

ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในประโยคเดียว: Golden Buzzer = สิทธิ์พิเศษที่กรรมการเห็นว่าผู้แข่งขันโดดเด่นมากจนกดปุ่มทอง ส่งข้ามขั้นตอนการแข่งขันไปยังรอบที่กำหนดทันที

และ Golden Buzzer ของเนเน่ครั้งนี้คือ “ตั๋วตรงสู่รอบชิงฯ” ไม่ใช่แค่ตั๋วผ่านเข้ารอบธรรมดา ครับ

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”

WORLD

ไทยรักษาสมดุลมหาอำนาจ!! จากสมดุลสงครามเย็น สู่โจทย์ใหม่ในยุคพื้นที่ไม่เลือกข้างแคบลง สนับสนุนกันในสถานการณ์ยุทธศาสตร์ จีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงสืบเนื่อง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (ตอนจบ)

ขณะที่ไทยเผชิญกับ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" อันเนื่องมาจาก การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวียดนาม ลาว และเขมร กอปรกับความเจ็บแค้นของเวียดนามจากการที่ไทยยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศแล้วส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทิ้งระเบิดในเวียดนามจนเสียหายย่อยยับอย่างมากมายมหาศาล ทำให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 หลังจากนั้น จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ เปิดฉาก สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม

ซึ่งแม้เป้าหมายหลักของจีนคือ การปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจของเวียดนาม แต่ผลของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น จากการสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ซึ่งถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโดจีนด้วยความบอบช้ำ คงเหลือแต่ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์เท่านั้น และได้ขนเอาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะอากาศยานที่ทหารเวียตนามใต้ใช้บินหนีมายังไทยกลับไปด้วย โดยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้แก่

- ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: สหรัฐฯ ได้เร่งส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตามแผนความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ไทย รวมถึงการจัดหาเครื่องบินรบ F-5E และอาวุธต่อต้านรถถัง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยต้องจัดซื้อ (ไม่ได้ฟรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา) ด้วยสหรัฐฯ ได้ตัดลดความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับไทยลงเป็นอันมาก

- ด้านข่าวกรองและการเฝ้าติดตาม: มีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกองทัพเวียดนามในเขมร รวมถึงการสนับสนุนการเฝ้าติดตามทางอากาศและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ไทยสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

- ด้านการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อการรุกรานเขมรของเวียดนาม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อกดดันให้เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากเขมร

- ด้านกำลังพลและยุทธศาสตร์ร่วม: สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาประจำการในไทยโดยตรงในช่วงเวลานั้น แต่ได้เพิ่มความถี่ในการซ้อมรบร่วมและแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาทิ การฝึกซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Cobra Gold (คอบร้าโกลด์) ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่า "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ต่อไทยได้ลดลงจนไม่น่าที่จะทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ อันจะส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงนโยบายทางการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ความสัมพันธ์ไทยกับ "สองขั้วมหาอำนาจ" นี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะไทยไม่เคยเลือกข้างเด็ดขาด แต่ปรับสมดุลไปตามสถานการณ์โลกตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้:
1975–1991: จุดเริ่มต้นของ "สองขา" ปี 1975 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน (ในยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเวียดนามและการแพร่ขยายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนหลังไซง่อนแตก จีนกลายเป็น "หลังพิง" ทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยกดดันเวียดนามในกรณีกัมพูชา (สงครามเวียดนาม-กัมพูชา 1978-79) แม้ไทยจะยังเป็นพันธมิตรสนธิสัญญากับสหรัฐฯ (ผ่าน SEATO และแถลงการณ์ถนัด-รัสก์ 1962) มาตั้งแต่สงครามเย็น ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้จีน-สหรัฐฯ เองก็ประสานผลประโยชน์กันในการต้านโซเวียต-เวียดนาม ทำให้ไทยสามารถเดิน "สองขา" ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดแย้งกัน

1991–2014: ยุคเปิดกว้างและเศรษฐกิจนำ หลังสงครามเย็นจบ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนหลักด้านความมั่นคง (ไทยได้สถานะ "พันธมิตรนอกนาโต" หรือ Major Non-NATO Ally ปี 2003) แต่ความสัมพันธ์กับจีนเติบโตเร็วมากด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะหลังจีนเข้า WTO (2001)
2014–2023: จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2014 เป็นจุดหักเหสำคัญ สหรัฐฯ ลดระดับความร่วมมือทางทหารตลอดจนแทรกแซงและกดดันเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ทั้งที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยในอดีตอย่างมากมาย และทุกวันนี้ยังคงสนับสนุนพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบางประเทศไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยเสียด้วยซ้ำขณะที่ จีนไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและยังคงกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ไทยจึงเอียงไปทางจีนมากขึ้น ทั้ง การซื้อเรือดำน้ำจากจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการเข้าร่วม Belt and Road Initiative แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ เพราะยังคงซ้อมรบ Cobra Gold ร่วมกันทุกปี
2023–ปัจจุบัน: "ไผ่ลู่ลม" ท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้พื้นที่การ "ไม่เลือกข้าง" ของไทยแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มาตรการภาษีทรัมป์: ต้นปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไทยโดยตรงในฐานะประเทศส่งออก ทำให้รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองการค้ากับสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับจีนที่เป็นคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: มีนักวิเคราะห์ชี้ว่า การเมืองภายในทำให้ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่มีเวลาลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งลดทอนบทบาทไทยในเวทีภูมิภาค
- แรงกดดันให้เลือกข้างชัดขึ้น: มีการประเมินว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ กำลังกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดวงเสวนาระดับชาติ เช่น Policy Watch Connect และ Economic Forum เพื่อหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย
- สหรัฐฯ ยังคงบทบาทหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค: จากการประชุม Shangri-La Dialogue 2026 มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ยังคงความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในแปซิฟิกอยู่ ขณะที่จีนขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การรักษาสมดุลของไทยในยุคการแข่งขันมหาอำนาจ:
- ไม่เลือกข้าง (Non-alignment): ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- แสวงหาจุดร่วม: ดึงจุดแข็งของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงมาตรฐานสากล และธรรมาภิบาล มาคานกับจุดแข็งของจีนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าขนาดใหญ่ และการท่องเที่ยว
- การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: ผลักดันให้ทั้งสองมหาอำนาจมีบทบาทสร้างสรรค์ผ่านกรอบความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN-led Mechanisms)

ภาพรวมเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน:
- สหรัฐฯ ยังเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง (สนธิสัญญาพันธมิตร, การซ้อมรบร่วม, อาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน) จุดแข็งของสหรัฐฯ คือ โครงสร้างพันธมิตรที่มีรากฐานยาวนาน โดยไทยเป็น Treaty Ally ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1954 และได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally ในปี 2003 ขณะที่ความร่วมมือทางทหาร เช่น Cobra Gold ช่วยสร้าง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นในปี 1975 แต่ปี 1975 เป็นจุดที่ไทยเริ่ม กระจายความสัมพันธ์ไปยังจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ยังคงโครงสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน ไทย–สหรัฐฯ ยืนยันรากฐานของ Treaty Alliance และขยายไปสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น Cyber, Maritime Security, Humanitarian Assistance และ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- จีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1975 ไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้าน การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และ Connectivity โดยเฉพาะแนวคิด One Belt and One Road และโครงการรถไฟไทย–จีน

แต่เส้นแบ่งนี้เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เพราะจีนก็ขยายบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่น การซื้ออาวุธจากจีน การซ้อมรบร่วมกับจีน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี การเจรจาการค้า) เป็นแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ของไทยตอนนี้คือตวามพยายามในการรักษา "นโยบายไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) เพื่อให้อยู่รอดได้ ในยุคที่พื้นที่สีเทาสำหรับการไม่เลือกข้างกำลังหดแคบลงทุกที

จีนเร่งกู้ภัยด่านจี๋หลง!! ‘สีจิ้นผิง’ นำประชุมผู้นำ CPC วางแผนกู้ภัยจี๋หลง หลังโคลนถล่มชายแดนจีน–เนปาล เสริมแผนด่วน จัดที่พักฉุกเฉิน หวั่นน้ำท่วมซ้ำเนปาลต่อเนื่อง

สีจิ้นผิงนำประชุมผู้นำ CPC หารือกู้ภัย 'โคลนถล่ม' ในอำเภอจี๋หลง

ปักกิ่ง, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (28 ส.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางของจีน เป็นประธานการประชุมคณะผู้นำพรรคฯ เพื่อพิจารณาและวางแผนการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์เหตุโคลนถล่มรุนแรงในอำเภอจี๋หลง เขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ช่วงเริ่มต้นการประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ สีจิ้นผิงและคณะผู้นำคนอื่นๆ ได้สงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบริเวณด่านชายแดนจี๋หลงเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา

ที่ประชุมระบุว่ามีการกู้ภัยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เป็นระเบียบ และประสานงานกันอย่างดีภายใต้การนำของคณะกรรมการกลางพรรคฯ รวมถึงมีการจัดหาที่พักพิงชั่วคราวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยและรับมือกับผลกระทบที่ตามมา

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่ราบสูงอากาศหนาวเย็น ที่ซึ่งมีหุบเขาสูงชัน สภาพอากาศแปรปรวน ธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็งหลายแห่งล้อมรอบ รวมถึงอันตรายทางธรณีวิทยาที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมากต่อการกู้ภัยฉุกเฉิน

ที่ประชุมเน้นย้ำว่าหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องดำเนินงานกู้ภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กำหนดแผนค้นหาและช่วยเหลือตามหลักการ และพยายามค้นหาและช่วยเหลือชาวจีนและชาวต่างชาติที่สูญหายทั้งหมดอย่างสุดกำลัง

ทั้งนี้ จีนจะจัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พื้นที่ประสบภัยในเนปาลและดำเนินความร่วมมือด้านการกู้ภัยระหว่างประเทศด้วย

เนปาลเตือน 'น้ำท่วม' ระลอกใหม่ หลังแม่น้ำโภเตโกชีเพิ่มสูง

กาฐมาณฑุ, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (28 ส.ค.) ทางการเนปาลออกคำเตือนน้ำหลากท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่ง หลังจากมีรายงานกระแสน้ำผสมโคลนและเศษซากต่างๆ เพิ่มขึ้นในพื้นที่เดียวกันของแม่น้ำโภเต โกชี ซึ่งเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งหายนะเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา

องค์การจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลระบุว่ามีข้อมูลว่าวันนี้มีกระแสน้ำผสมโคลนและเศษซากต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้งในพื้นที่เดียวกันของแม่น้ำโภเต โกชี ในเขตราสุวา ซึ่งเผชิญน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 ส.ค.

ทั้งนี้ องค์การฯ กระตุ้นเตือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ตามแนวแม่น้ำโภเต โกชี และแม่น้ำตรีศูลี รวมถึงทุกคนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง เฝ้าระวังระดับสูงสุดและอพยพไปยังจุดปลอดภัยทันทีหากสังเกตเห็นอันตราย

เหตุน้ำท่วมฉับพลันในเนปาลครั้งหายนะนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 469 ราย และผู้สูญหาย 977 ราย

ฝ่าวิกฤตถนนหาย! กู้ภัยจีนลุยโคลนปีนเขา ช่วยผู้ประสบภัย 'โคลนถล่ม' ในจี๋หลง

จี๋หลง, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยของจีนเดินเท้าฝ่าโคลนตมและปีนป่ายเนินเขาลาดชันเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยโคลนถล่มรุนแรง บริเวณพื้นที่ด่านจี๋หลงในอำเภอจี๋หลง เมืองรื่อคาเจ๋อ เขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยโคลนถล่มส่งผลให้ถนนเสียหายอย่างหนัก มีโคลนดินทับถมหนาเตอะจนยานพาหนะไม่สามารถสัญจรผ่าน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูงพร้อมบันทึกภาพทางอากาศ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างต่อเนื่องทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

อนึ่ง เหตุโคลนถล่มจากฝั่งเนปาลเมื่อช่วงเช้าวันพุธ (26 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตและผู้สูญหายจำนวนมากที่ด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล

ที่มา : Xinhua

ไต้หวันเดินเกมโดรนเต็มระบบ!! อนุมัติงบโดรน 2.5 แสนล้าน เสริมแนวป้องกันรับมือแรงกดดันจากจีน สภาไต้หวันไฟเขียวงบโดรน 5 ปี เสริมขีดความสามารถป้องกันตนเองจากปักกิ่ง

"สงครามโดรน" มาแน่! สภาไต้หวันอนุมัติงบโดรน 2.5 แสนล. รับมือจีน

วานนี้ (27 ส.ค. 69) สมาชิกรัฐสภาไต้หวันได้อนุมัติงบประมาณมูลค่า 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.5 แสนล้านบาท) สำหรับโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันตนเอง เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีโดยกองทัพปลดแอกประชาชนของรัฐบาลปักกิ่ง

ข้อเสนอด้านงบประมาณดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ภายหลังจากร่างงบประมาณเดิมที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาลถูกตีตกไป

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน มีความประสงค์จะจัดสรรงบประมาณพิเศษเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.1 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.2 แสนล้านบาท) เพื่อใช้ในการพัฒนาและจัดหายานพาหนะไร้คนขับที่ผลิตในไต้หวัน ซึ่งรวมถึงโดรนสำหรับลาดตระเวนชายฝั่ง โดรนโจมตี และยานผิวน้ำไร้คนขับ

สำหรับ แผนการใช้จ่ายงบประมาณด้านโดรนดังกล่าวจะทยอยดำเนินการภายในระยะเวลากว่า 5 ปี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหมไต้หวัน

ที่มา : เอเอฟพี / observerbd.com
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1669304571868680&id=100063674585845&rdid=i5nJZbQk6CtTwbxC#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top