Wednesday, 2 September 2026
NEWS

วุฒิการศึกษาไทย ใช้ทำงานได้ในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่กระดาษใบเดียว

สาวไทยแต่งงานกับหนุ่มดัตช์ ย้ายไปตั้งรกรากในเนเธอร์แลนด์ เล่าประสบการณ์หางานทำที่ยากลำบาก 

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/19RwbWvMgm/

บุหรี่เถื่อนเต็มคันรถ!! ปิดด่าน 100% แต่เฝ้าระวังไม่หยุด กองทัพเรือยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน รวบผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ที่ชายแดนจันทบุรี ย้ำไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าประเทศ

“ปิดด่าน 100% แต่การเฝ้าระวังไม่เคยปิด” ทหารพรานนาวิกโยธินสกัด 3 รถต้องสงสัย ยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน มูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวบ 7 ราย ชายแดนจันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง ปฏิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 3 คันผ่านเข้ามาในพื้นที่ จึงเข้าตรวจสอบและตรวจค้น พบรถยนต์ 1 คันบรรทุกบุหรี่ต้องสงสัยผิดกฎหมายมาเต็มคันรถ มูลค่าของกลางประมาณ 65 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมรถยนต์ทั้ง 3 คัน พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย นำไปตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ณ ฐานปฏิบัติการคลองตาดำ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนและรายละเอียดของบุหรี่ที่ตรวจยึด ตลอดจนขยายผลถึงที่มา เส้นทางการลำเลียง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แม้ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือจะดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” แต่การปิดด่านมิได้หมายความว่าความพยายามลักลอบข้ามแดนหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจะหมดไป เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังทั้งช่องทางธรรมชาติและเส้นทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงจุดผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การตั้งจุดสกัด และการซุ่มเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบและอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“ปิดด่าน 100% ไม่ได้หมายถึงแค่ปิดประตูชายแดน แต่หมายถึงต้องเฝ้าทุกช่องทาง ไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้ามาได้”

‘สุริยะ’ ดันยางพารายุคใหม่!! ลงพื้นที่สงขลา ฟังปัญหาเกษตรกร มอบเงินอุดหนุนเสริมศักยภาพสถาบันเกษตรกร ส่งเสริมปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง ช่วยเพิ่มรายได้เสริมคุมความผันผวน

“สุริยะ” ดันยางพารายุคใหม่ ปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง จำกัด ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อนำข้อมูลประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานให้แก่สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา 6 แห่ง และมอบเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์อีก 3 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและเสริมความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่

นายสุริยะ กล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มีเกษตรกรเกี่ยวข้องกว่า 1.5 ล้านคน การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สวนยางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยางในช่วงที่ต้นยางยังไม่ให้ผลผลิต เพื่อสร้างรายได้เสริมและลดการพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงทางเดียว

จากนั้น คณะได้เดินทางเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งมีการปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยาง รวมถึงสับปะรดและไม้พะยูง สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่า ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้หลายทางระหว่างรอผลผลิตยาง และช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ราคายางผันผวน ภายใต้แนวคิด “ใช้พื้นที่คุ้มค่า มีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนเกษตรกร”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1553986493430349&set=a.301244415371236

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพ ดัน Functional Food สู่เศรษฐกิจใหม่ 50 ทีมประชันเมนูสุขภาพในเวทีปรุงสุข คัด “5 จานเด่น” ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”

POLITICS

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ECONBIZ

“พีทีที สเตชั่น” ขยาย Self Serve!! ครอบคลุม 285 สถานีทั่วไทย ต่อโปรคุ้มลด 1 บาทต่อลิตรน้ำมันทุกชนิด เติมเองผ่านแอปเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปรโมชันถึง 30 ก.ย. 69 นี้เท่านั้น

พีทีที สเตชั่น ขยาย Self Serve “เติมเอง” กว่า 285 สถานีทั่วไทย พร้อมต่อโปรคุ้ม ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ถึง 30 กันยายน 2569

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมสถานีบริการน้ำมันและผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางยุคใหม่ เดินหน้าขยายการให้บริการเติมน้ำมันด้วยตนเอง “Self Serve” ครอบคลุมแล้วกว่า 285 สถานีทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถควบคุมขั้นตอนการใช้บริการได้ด้วยตนเอง พร้อมตอบแทนกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยการต่อระยะเวลาโปรโมชัน Self Serve มอบส่วนลดน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยไม่มีขั้นต่ำในการเติม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า “พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันการบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ โดยบริการ Self Serve นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานนวัตกรรมการบริการเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางของลูกค้าคล่องตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การเดินหน้าขยายสาขา Self Serve สู่กว่า 285 สถานีทั่วไทยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจที่จะส่งมอบความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง”

วิธีใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+
1. ค้นหาสถานี (Search): ตรวจสอบสถานีบริการใกล้เคียงที่รองรับ Self Serve พร้อมเช็กความพร้อมของชนิดน้ำมันได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
2. สั่งการสะดวก (Order): เลือกหมายเลขหัวจ่าย ชนิดน้ำมัน จำนวนเงิน หรือปริมาณลิตรที่ต้องการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน
3. เติมเองง่ายดาย (Pump): ยกหัวจ่ายและควบคุมการเติมน้ำมันด้วยตนเอง รวดเร็ว มั่นใจในทุกหยด
4. ชำระเงินไร้รอยต่อ (Pay): เพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายด้วยการรองรับ Blue Wallet นอกเหนือจากการชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
5. รับสิทธิประโยชน์ (Rewards): สะสมคะแนน blueplus+ อัตโนมัติทุกครั้งที่เติม
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เติมเอง” ง่าย สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ายิ่งกว่า กับโปรโมชัน Self Serve ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ค้นหาสถานีที่รองรับบริการ ตรวจสอบประวัติการใช้งาน และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แอปพลิเคชัน blueplus+, Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365
(หากพบปัญหาในการใช้งาน Self Serve ติดต่อ โทร. 02-239-9997)

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว

ปตท. รับรางวัล CSR ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน รางวัลองค์กรธุรกิจดีเด่น กทม. จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

ปตท. รับรางวัล CSR Award 2026 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการ
เพื่อสังคม ผู้แทน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของ
ภาคธุรกิจประจำปี 2569 (CSR Award 2026) ประเภทรางวัลองค์กรภาคธุรกิจดีเด่นในเขตกรุงเทพมหานคร

จัดโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จากนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมอบให้แก่องค์กรภาคธุรกิจที่มีบทบาทในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ครอบคลุมการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาการศึกษาและศักยภาพเยาวชน การสร้างโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ มาสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

LITE

2 กันยายน 2488 จากเสียงประกาศทางวิทยุของจักรพรรดิ สู่ ‘ญี่ปุ่น’ ลงนามยอมจำนน บนเรือรบมิสซูรี หลังสงครามทำลายล้างมาถึงจุดสิ้นสุด ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนน เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 2 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) มาโมรุ ชิเงมิตซึ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลงของ สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การลงนามมีขึ้นบนเรือรบมิสซูรีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยลำอยู่เหนืออ่าวโตเกียว โดยพิธีลงนามใช้เวลาเพียง 20 นาที เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องลงนามทั้งสิ้น 12 รายชื่อ

แม้ฝ่ายทหารจะต่อต้านการยอมจำนนจนถึงวินาทีสุดท้าย แต่ด้วยความเสียหายของญี่ปุ่นหลังโดนโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูติดๆ กันสองลูกในฮิโรชิมา และนางาซากิ ประกอบกับโซเวียต ยังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงทำให้กลุ่มการเมืองภายในญี่ปุ่นต้องการยุติสงครามในครั้งนั้น

ก่อนหน้านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์เห็นด้วยที่จะยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนตามคำประกาศแห่งปอตสดัม (Potsdam Declaration) ในวันที่ 10 สิงหาคม ตามมาด้วยการประกาศยอมแพ้สงครามของพระจักรพรรดิผ่านวิทยุกระจายเสียงในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่ญี่ปุ่นจะลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน

อ้างอิง : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2047

30 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล รำลึกถึงบุคคลที่ถูกอุ้มหายทั่วโลก เน้นต่อต้านการบังคับสูญหาย เน้นย้ำสิทธิมนุษยชนผิดกฎหมาย

30 สิงหาคม วันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Victims of Enforced Disappearances)

วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์และตระหนักถึงสถานการณ์การบังคับสูญหายหรือการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การบังคับให้สูญหาย หรือที่เรารู้จักทั่วไปว่า ‘การอุ้มหาย’ ถูกพิจารณาเป็น ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง’ และถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CPED) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้กำหนดนิยามของ ‘การอุ้มหาย’ ไว้ว่า หมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำการโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ หรือด้วยการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย

การบังคับให้สูญหายมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ได้แก่ สิทธิในการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย สิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดสิทธิต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย เช่น สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อันเกิดจากการที่ขาดบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้ สิทธิในการมีสุขภาพดี เนื่องจากความวิตกกังวล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CPED) เมื่อปี 2555 แต่การลงนามดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนของประเทศไทย ได้ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และมีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองทุกคนมิให้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอีกต่อไป

28 สิงหาคม 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สวรรคต สิ้น ‘วังหน้า’ พระมหาอุปราชองค์สุดท้าย ทรงพระปรีชาด้านนาฏกรรมและช่าง สวรรคตปี 2428 พระวัย 48 พรรษา

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ทรงเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ได้สวรรคต ในวันนี้เมื่อ 138 ปีก่อน นับเป็น ‘วังหน้า’ องค์สุดท้าย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ประสูติแต่ ‘เจ้าคุณจอมมารดาเอม’ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2381

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า ‘ยอร์ช วอชิงตัน’ ตามชื่อของ ‘จอร์จ วอชิงตัน’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก
คนทั่วไปออกพระนามว่ายอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร’ และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปี 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้วด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น ‘กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ’ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมจึงตกลงที่จะแต่งตั้ง กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็น ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งวังหน้า นับเป็น ‘วังหน้า’ พระองค์ที่ 6 และพระองค์สุดท้าย ทรงเป็นวังหน้าพระองค์แรกที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแต่งตั้ง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยคบค้าสนิทสนมกับ โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ
ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง จนทำให้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง

การนี้ ทางวังหลวงเข้าใจว่า ‘วังหน้า’ เป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา
เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรีเข้ามาไกล่เกลี่ย

โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

ต่อมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 หรือวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง
จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นสยามมกุฎราชกุมารและยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์!! หุ่นยนต์จีน ‘Tiangong Omni’ คว้าแชมป์ 400 ม. ค้นพบท่าวิ่งไม่เหมือนมนุษย์ เกิดจาก Reinforcement Learning สะท้อนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์จีน

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์

‘Tiangong Omni’ หุ่นยนต์จีนผู้คิดค้นท่าวิ่งของตัวเอง จนคว้าแชมป์ 400 เมตร

คลิปหุ่นยนต์ตัวเล็กวิ่งด้วยท่าทางประหลาด ก้มตัวไปข้างหน้า พร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นใกล้ใบหน้า จนชาวเน็ตพากันแซวว่าเป็นการวิ่งแบบ “ขี้อาย” หรือ Shy Run กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพไวรัลจากประเทศจีน

แต่เบื้องหลังท่าวิ่งที่ดูน่าขำนี้ กลับซ่อนเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Artificial Intelligence เอาไว้

เพราะสิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ตัวนี้ “วิ่งเร็ว” แต่มันคือการที่ AI ค้นพบท่าวิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์ดังกล่าวคือ Tiangong Omni หรือ Tien Kung Omni หุ่นยนต์ Humanoid ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย Beijing Humanoid Robot Innovation Center หรือ X-Humanoid ของจีน

ในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง Tiangong Omni ลงแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ประเภทหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 45.66 วินาที

สิ่งที่ทำให้คนสนใจกลับไม่ใช่เพียงเวลา 45.66 วินาที แต่เป็นคำถามว่า “ทำไมมันต้องวิ่งท่านี้?”

ตอนแรกมนุษย์ก็สอนให้มันวิ่งเหมือนมนุษย์ โดยปกติ เมื่อเราสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนคน แนวคิดพื้นฐานก็คือพยายามสอนให้มันเคลื่อนไหวเหมือนคน มนุษย์วิ่งด้วยการแกว่งแขนซ้าย-ขวาสลับกับขา เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ในช่วงแรก ทีมพัฒนา Tiangong ก็ใช้แนวคิดในลักษณะเดียวกัน

แต่เมื่อหุ่นถูกนำไปฝึกในระบบจำลองด้วยวิธีที่เรียกว่า Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจมาก

ทีมวิศวกรไม่ได้กำหนดว่า “เวลาวิ่ง แขนต้องอยู่ตรงนี้” หรือ “ต้องวิ่งให้เหมือนนักกีฬามนุษย์” แต่กำหนด “เป้าหมาย” ให้ระบบเรียนรู้ เช่น วิ่งให้เร็ว รักษาสมดุล และจัดการข้อจำกัดของตัวหุ่นเอง จากนั้นปล่อยให้ AI ทดลองการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกใน Simulation ท้ายที่สุด AI กลับค้นพบว่า สำหรับ “ร่างกายของมัน” การวิ่งแบบมนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

CGTN รายงานโดยอ้างคำอธิบายของ Han Gang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Motion Control ว่า ท่าวิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นจาก Reinforcement Learning และการปรับปรุงการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์เอง

เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์ นี่คือหัวใจสำคัญ แม้ Tiangong Omni จะมีหัว แขน ขา และลำตัวคล้ายมนุษย์ แต่ระบบภายในไม่ได้เหมือนเรา มนุษย์มีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อ และระบบประสาท แต่หุ่นยนต์ใช้มอเตอร์ ชุดขับเคลื่อน เซนเซอร์ และระบบควบคุม ดังนั้น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์” จึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นยนต์”

ข้อมูลจากผู้พัฒนาระบุว่า Tiangong Omni สูงประมาณ 135 เซนติเมตร หนัก 39.5 กิโลกรัม และในรุ่น Flagship มีข้อต่อที่ควบคุมได้ถึง 31 Degrees of Freedom พร้อมความสามารถด้านการเดิน วิ่ง การเคลื่อนไหวแบบไดนามิก และการหลบสิ่งกีดขวาง

ระหว่างการฝึก AI พบว่าการแกว่งแขนแบบมนุษย์สร้างภาระกับระบบบริเวณหัวไหล่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหุ่นต้องวิ่งต่อเนื่องในระยะ 400 เมตร มอเตอร์ที่ต้องทำงานหนักจะเกิดความร้อน ใช้พลังงาน และอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ระบบจึงค่อย ๆ พัฒนาวิธีของตัวเองขึ้นมา แทนที่จะใช้แขนแกว่งหน้า-หลังแรง ๆ มันยกแขนขึ้นใกล้ใบหน้า ลดภาระบางส่วนของหัวไหล่ แล้วใช้การหมุนของเอวและสะโพกเข้ามาช่วยควบคุมโมเมนตัมและรักษาสมดุลของร่างกายแทน นี่จึงเป็นที่มาของท่าวิ่งประหลาดที่คนทั่วโลกกำลังเห็นอยู่

ที่เห็นเหมือน “ท่าวิ่งตลก” ความจริงคือผลลัพธ์ของ Optimization

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบอกมนุษย์คนหนึ่งว่า “นี่คือวิธีวิ่งที่ถูกต้อง เพราะทุกคนวิ่งแบบนี้” มนุษย์อาจทำตาม แต่ถ้าเราบอก AI เพียงว่า “ไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายที่มี” AI ไม่ได้สนใจว่าท่าของมันจะดูสวย ดูเหมือนมนุษย์ หรือถูกคนหัวเราะ มันสนใจเพียงว่าวิธีไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Emergent Behavior หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของระบบ โดยไม่ได้ถูกมนุษย์กำหนดรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นเอาไว้ตั้งแต่แรกและนี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าเรื่องการแข่งขันเสียอีก

ผู้สร้าง Tiangong ไม่ใช่บริษัทหุ่นยนต์ธรรมดา

Beijing Humanoid Robot Innovation Center ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 ก่อนจะได้รับสถานะเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ Embodied Intelligence ที่ร่วมสร้างโดยรัฐบาลกลางและกรุงปักกิ่งในปี 2024 เบื้องหลังยังมีบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก UBTECH ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ Beijing Yizhuang Investment Holdings, UBTECH Robotics, Xiaomi และ Beijing Jingcheng Machinery Electric นั่นทำให้เรื่องของ Tiangong ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “หุ่นยนต์หนึ่งตัว” แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรม Humanoid Robot + Embodied AI อย่างจริงจังและการแข่งขันหุ่นยนต์ก็กลายเป็นหนึ่งในสนามทดลองเทคโนโลยีเหล่านั้น

แต่มนุษย์ไม่ควรเลียนแบบท่าวิ่งนี้ เมื่อคลิปแพร่กระจาย มีการตีความไปถึงขั้นว่า “มนุษย์อาจวิ่งผิดมาตลอด” ข้อสรุปนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก Tiangong Omni พบวิธีที่เหมาะกับ โครงสร้างทางกลของ Tiangong Omni

ไม่ได้หมายความว่ามันค้นพบท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ 

มนุษย์กับหุ่นยนต์มีระบบการสร้างแรง การเก็บและคืนพลังงาน การควบคุมสมดุล ตลอดจนข้อจำกัดของข้อต่อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากหุ่นตัวนี้จึงไม่ใช่ “เราควรวิ่งเหมือนหุ่นยนต์หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“เมื่อ AI ไม่ถูกบังคับให้คิดเหมือนมนุษย์ มันจะค้นพบอะไรที่มนุษย์ไม่เคยคิดถึงอีก?”

วันนี้คำตอบคือ “ท่าวิ่ง”

วันข้างหน้าอาจเป็นวิธีออกแบบโรงงาน วิธีจัดการ Logistics วิธีใช้พลังงาน วิธีสร้างเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวิธีแก้ปัญหาบางอย่างที่มนุษย์ทำแบบเดิมกันมานับร้อยปี

เรื่องของ Tiangong Omni จึงอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่ามาก เพราะที่ผ่านมา เราพยายามสร้าง AI ให้ “คิดและทำเหมือนมนุษย์” แต่ยุคต่อไปอาจเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มถามว่า ถ้าเราไม่บอก AI ว่าคำตอบควรหน้าตาเป็นอย่างไรมันจะหาคำตอบที่ดีกว่าของเราเจอหรือไม่? และบางที… ท่าวิ่งแปลก ๆ ของหุ่นยนต์ตัวนี้

อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


THE STATES TIMES

จาก 7 เซียน สู่ทีมชุดประวัติศาสตร์ เส้นทางสู่โอลิมปิกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ถมทับด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน คือคืนที่ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการกีฬาไทยถูกเขียนขึ้น เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะเจ้าภาพจีนไปอย่างสุดมัน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าทั้งแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และถือเป็นกีฬาประเภททีมชนิดแรกของไทยที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ภาพที่กระตุกต่อมน้ำตาแฟนกีฬาไทยทั้งประเทศไม่ใช่แค่ลูกตบปิดเกมในเซตตัดสิน แต่คือภาพของชายวัย 60 ปีที่วิ่งพุ่งเข้าไปกลางสนามพร้อมน้ำตาที่อาบใบหน้า พร้อมเสียงตะโกนที่ปลดปล่อยความอัดอั้นและความผิดหวังซ้ำๆออกมาอย่างสุดเสียง เขาคือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ใช้เวลาเกือบ 30 ปีของชีวิตวนเวียนอยู่กับความฝันใหญ่เพียงสิ่งเดียวร่วมกับคนทั้งชาติ นั่นคือการพาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปยืนบนเวทีโอลิมปิกให้ได้สักครั้ง
เพราะกว่าจะมาถึงคืนแห่งชัยชนะคืนนี้ เส้นทางของทีมชุดนี้ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความหวัง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ

ยุคทองของ ‘7 เซียน’ และความฝันที่เริ่มต้น

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมอบหมายให้โค้ชอ๊อตออกเสาะหาดาวรุ่งจากทั่วประเทศ นำมาเก็บตัวฝึกซ้อมและใช้ชีวิตร่วมกัน จากเด็กสาวกลุ่มนั้น ชื่อของ วรรณา บัวแก้ว, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, นุสรา ต้อมคำ, ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเพื่อนร่วมรุ่น ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นแกนหลักของยุคทองที่แฟนกีฬาไทยรู้จักกันในนาม ‘7 เซียน’

จากทีมที่เคยแพ้มากกว่าชนะ พวกเธอค่อยๆ เติบโตจนกล้าต่อกรกับจีน, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทีมระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อทีมแข็งแกร่งขึ้น ความฝันก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย นั่นคือประตูบานที่ชื่อว่า ‘โอลิมปิก’ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดลงใส่หน้าพวกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

2012 ลอนดอน: เข้าใกล้ที่สุด แต่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับทีมอื่น

ปี 2012 ในศึกคัดเลือกโอลิมปิกที่โตเกียว ทีมชาติไทยปิดภารกิจของตัวเองด้วยชัยชนะเหนือคิวบา ก่อนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผลการแข่งขันคู่สุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ทีมไทยตกรอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะต้องแพ้เซอร์เบียด้วยสกอร์ 3-2 เซ็ตเท่านั้น ซึ่งด้วยอันดับโลกของญี่ปุ่นที่สูงกว่าเซอร์เบียมากในเวลานั้น ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าสกอร์ที่คนไทยทุกคนหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจ ท้ายที่สุดเซอร์เบียเอาชนะญี่ปุ่นไป 3-2 เซตจริงๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคว้าโควตาโซนเอเชียไปครองได้ด้วยอัตราส่วนคะแนนที่ดีกว่าไทยเพียงเล็กน้อย ประตูสู่ลอนดอน 2012 ปิดลงตรงหน้า ทั้งที่นี่คือวันที่ลูกยางสาวไทยเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2016 ริโอ: นำอยู่ 12-6 แล้วพลิกจบด้วยน้ำตา พร้อมการตัดสินอันเป็นที่กังขา

สี่ปีต่อมา โค้ชอ๊อตพาทีมกลับไปตามหาตั๋วอีกครั้งในศึกคัดเลือกริโอ 2016 และคราวนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เกมกับเจ้าภาพญี่ปุ่นเดินทางถึงเซตที่ 5 ไทยขึ้นนำไปถึง 12-6 ก่อนจะเกิดปัญหากับระบบแท็บเล็ตสำหรับเปลี่ยนตัวและชาเลนจ์ ตามมาด้วยการที่โค้ชอ๊อตได้รับใบแดงถึงสองครั้ง รวมทั้งทีมไทยถูดตัดแต้มไป 2 แต้ม ทำให้เกมที่ไทยเคยกุมความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ พลิกกลับมาจบลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น 15-13 ไทยพลาดตั๋วริโอ 2016 อย่างเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่ง

ไม่กี่เดือนต่อมา โค้ชอ๊อตตัดสินใจวางมือจากทีมชาติ หลังทำงานร่วมกับทีมมายาวนานถึง 18 ปี เพื่อไปรับงานสโมสรในประเทศจีนและใช้เวลากับครอบครัว เขาต้องเดินจากไปโดยไม่มีโอกาสพาทีมที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือไปถึงโอลิมปิก ส่วนความฝันนั้นถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อ

2020 โตเกียว และหลังจากนั้น: ประตูที่ยังคงเปิดไม่ออก

วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นักกีฬายุค 7 เซียนทยอยอำลาทีมชาติ ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ แต่ประตูแห่งความฝันบานเดิมก็ยังคงเปิดไม่ออก ไทยพลาดตั๋วโตเกียว 2020 หลังพ่ายเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศคัดเลือกโซนเอเชียคาบ้าน 3-0 เซ็ต ก่อนที่เส้นทางสู่ปารีส 2024 จะจบลงด้วยความผิดหวังซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เกือบ 30 ปีของความพยายาม ยังไม่มีครั้งไหนที่ประตูโอลิมปิกยอมเปิดออกให้วอลเลย์บอลหญิงไทยเดินผ่าน

2024 การกลับมาของชายคนเดิม

กระทั่งปี 2024 ชื่อของชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศให้เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังวางมือไปแล้ว 8 ปี การกลับมาหนนี้ โค้ชอ๊อตไม่ได้เจอทีมที่มี ‘7 เซียน’ อยู่เหมือนเดิม หากแต่ตรงหน้าเขาคือนักกีฬารุ่นใหม่ที่เติบโตและรับช่วงต่อจากยุคทองที่เขาเคยสร้างไว้ ขณะเดียวกัน ตัวโค้ชเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทั้งเรื่องแนวทางการทำทีม วิธีการเล่น ไปจนถึงคำถามว่าโค้ชที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตจะยังพาทีมเดินหน้าในวอลเลย์บอลยุคใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงต้นศึกเนชั่นส์ลีก 2026 เมื่อผลงานของทีมไม่สู้ดีจนสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ทั้งนักกีฬาและตัวโค้ชต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โค้ชอ๊อตเลือกขอโอกาสและขอเวลาจากแฟนวอลเลย์บอลให้กับนักกีฬาชุดนี้ ด้วยประโยคที่ว่า ย้อนไปปี 1997 เด็กกลุ่มนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทีมระดับโลกในทันที พวกเขาต้องแพ้ ต้องซ้อม และต้องแก้ปัญหาอยู่หลายปี เกือบ 30 ปีหลังจากวันที่เขาเคยสร้างนักกีฬากลุ่มหนึ่งขึ้นมาจนกลายเป็นยุคทอง โค้ชคนเดิมกำลังขอสิ่งเดียวกันให้กับนักกีฬาอีกเจเนอเรชัน นั่นคือ ‘เวลา’ ที่จะให้พวกเธอได้เติบโต

2026 เทียนจิน: คืนที่ประตูแห่งความหวังบานนั้นเปิดออกในที่สุด

หลังจากนั้น ผลงานในสนามเริ่มตอบคำถามแทนโค้ชอ๊อต ลูกยางสาวไทยค่อยๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนมุ่งหน้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน ผ่านเกาหลีใต้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ สยบญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเดินเข้าสู่เกมสุดท้ายกับเจ้าภาพจีน เกมที่มีทั้งตำแหน่งแชมป์เอเชียและตั๋ว LA 2028 วางอยู่ตรงหน้า
ทีมสาวไทยเปิดฉากเก็บเซตแรกได้ก่อน 25-20 ก่อนโดนจีนสวนกลับเบียดชนะสองเซตรวด ทำให้ไทยตามหลัง 1-2 เซต แต่นักกีฬาไทยไม่ยอมแพ้ กลับมาตีเสมอ 2-2 ก่อนปิดบัญชีในเซตตัดสินได้สำเร็จ 15-10 คะแนน สรุปผลการแข่งขัน ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 25-20, 11-25, 23-25, 25-18 และ 15-10 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมตั๋วโอลิมปิกใบแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

ข้างสนามในค่ำคืนนั้น ชายวัย 60 ปีที่รู้ดีว่าตั๋วใบนี้มีความหมายมากเพียงใด ไม่ต้องนั่งรอผลการแข่งขันของทีมอื่นเหมือนปี 2012 ไม่ต้องเดินออกจากสนามพร้อมคำถามและความเจ็บปวดเหมือนปี 2016 อีกต่อไป เพราะนักกีฬารุ่นใหม่ที่เขาเคยขอโอกาสและขอเวลาให้เติบโต ได้พาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้วด้วยฝีมือของพวกเธอเอง

คุณค่าของตั๋วใบนี้

แน่นอนว่าตั๋วใบนี้ไม่ได้เป็นผลงานของโค้ชอ๊อตเพียงคนเดียว มันมีชื่อของนักกีฬา ทีมงาน สมาคมฯ รวมถึงโค้ชทุกยุคที่ช่วยกันสร้างวอลเลย์บอลหญิงไทยขึ้นมาตลอดหลายสิบปี แต่สำหรับคนที่เข้าใจทั้งความสุขและความหมายของความสำเร็จครั้งนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คงหนีไม่พ้นชายที่เคยยืนอยู่ทั้งในวันที่เข้าใกล้ วันที่ต้องผิดหวัง และวันนี้ที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เพราะความผิดหวังในปี 2012, 2016 และ 2020 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์กีฬา แต่คือบทเรียนที่ถูกสะสมไว้ทีละน้อย เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงความมุ่งมั่นของนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเหตุผลว่าทำไมตั๋วใบเดียวสู่ลอสแอนเจลิส 2028 จึงมีน้ำหนักมากกว่าตั๋วเดินทางธรรมดา มันคือการปิดเรื่องราวที่ถูกเขียนค้างไว้เกือบ 30 ปี และเป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดกี่ครั้ง สุดท้ายย่อมพาไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

ใดๆdigest ขอแสดงความคารวะและความขอบคุณต่อความเสียสละ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกชุด รวมถึงสตาฟโค้ช ทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับพวกเราคนไทยทุกคน

ความภูมิใจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ นครลอสแองเจลลิส

พรพรรณ เกิดปราชญ์ Setter — กัปตันทีม
ณัฏฐณิชา ใจแสน Setter
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ Opposite
อัจฉราพร คงยศ Opposite
ทัดดาว นึกแจ้ง Middle Blocker
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ Middle Blocker
กัญญารัตน์ ขุนเมือง Middle Blocker
แก้วกัลยา กมุลทะลา Middle Blocker
ชัชชุอร โมกศรี Outside Hitter
ศศิภาพร จันทวิสูตร Outside Hitter
วริศรา สีทาเลิศ Outside Hitter
จิดาภา นาหัวหนอง Outside Hitter
ปิยะนุช แป้นน้อย Libero
กัลยรัตน์ คำวงษ์ Libero

เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (โค้ชอ๊อด) Head Coach
Feng Kun (เฟิง คุน) Assistant Coach
ธีรศักดิ์ นาคประสงค์ Assistant Coach
อรอุมา สิทธิรักษ์ Assistant Coach
Shin Yoshida (ชิน โยชิดะ) Assistant Coach

อัมรินทร์ บุญคง ผู้จัดการทีม
พ.ต.นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำทีม
ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา
ดร.นาทรพี ผลใหญ่ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เอกลักษณ์ ปิติสา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
สุฑามาศ สุทธิวิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
พรรณิภา ฉิมฉาค นักกายภาพบำบัด

นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยยุค 7 เซียน

ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว
นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งมือเซต
วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตำแหน่งหัวเสาและกัปตันทีม
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวหัวเสา
มลิกา กันทอง ตำแหน่งบีหลัง
อำพร หญ้าผา ตำแหน่งบอลเร็ว
วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร่

ใดๆdigest ขอบันทึกไว้ด้วยความขอบคุณและภาคภูมิใจครับ

วง OZONE กลุ่มเด็กๆจากภูเก็ตที่ฝีมือดนตรีระดับปีศาจ ลมใต้ปีกของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีโลก

ก่อนเสียง Live Golden Buzzer จาก Mel B จะดังก้องเวที America’s Got Talent หลังโชว์ “Black Hole Sun” เพลงแห่งตำนานของ Soundgarden ที่ทำเอาคนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืน…
เนเน่ รอยัล ไม่ได้มายืนตรงนั้นคนเดียว
เพราะเบื้องหลังความมั่นใจสุดขีดบนเวทีระดับโลกของเธอ คือเวทีเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดภูเก็ต ห้องซ้อมแคบ ๆ และเพื่อนร่วมวงอีก 4 คนที่ชื่อ OZONE
วันนี้เราจะพาไปรู้จักพวกเขาทีละคน เด็กกลุ่มนี้ที่กำลังพิสูจน์ว่า “อายุน้อย ไม่ได้แปลว่าฝีมือน้อยตาม”

จุดเริ่มต้น: จากห้องซ้อมเงียบกริบ สู่วงร็อกที่คนทั้งประเทศจับตา
OZONE ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิท แต่เกิดจากสายตาของครูคนหนึ่ง
ครูชาคริต บิลังโหลด ครูสอนดนตรีจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต อยากส่งวงเข้าประกวดรายการ THE POWER BAND 2025 จึงเริ่มมองหาเด็กที่มีศักยภาพมารวมกัน ทีละคน ทีละคน จนครบวง
วันแรกที่ทุกคนมาเจอกัน บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าคุยกันเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง… มีคนชวนเล่น Minecraft หลังซ้อม
ใช่ครับ วงร็อกที่กำลังจะพาเพื่อนไปไกลถึงเวทีโลก เริ่มสนิทกันเพราะเกมออนไลน์ธรรมดา ๆ นี่แหละ

5 นักดนตรีตัวน้อย หัวใจใหญ่กว่าตัว

แพรว – รัตติกานต์ อำลอย AKA เนเน่ รอยัล(ร้องนำ/กีตาร์)
เสียงร้องที่ทรงพลังติดความแหบพร่าที่ปลายเสียงราวกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย จุดเริ่มต้นของแพรวหรือเนเน่กลับเรียบง่ายมาก เนเน่เลือกเรียนกีตาร์เพราะชุมนุมวิชาการที่โรงเรียนเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ชุมนุมดนตรี
ส่วนการร้องเพลง มาจากภาพที่เธอเห็นตอนเดินตลาดกับพ่อแม่ นักร้องเปิดหมวกที่เห็นมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน เนเน่เลยตัดสินใจว่า “ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน หนูจะทำให้ดู” แล้วเธอก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงควบคู่ไปกับฝึกทักษะควบคุมเส้นลวดทั้ง 6 สายควบคู่กันไปตั้งแต่วันนั้น

เจซี – จาริล คริสเตอร์แคมโป เดอ-คาสโทร (เบส)
ตัวอย่างลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่แท้จริง พ่อของเจซีเป็นนักดนตรีอาชีพชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานและตั้วรกรากในประเทศไทย เจซีเห็นพ่อเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ลองมาแล้วทั้งอูคูเลเล่ คีย์บอร์ด กีตาร์ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักเบสเพราะเห็นพ่อเล่นแล้ว “เท่”

โอสถ – กรฤทธิ์ วายุเวช (กีตาร์/คอรัส)
จุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ของโอสถเพราะ เหตุผลง่ายๆที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้านช่วงโควิด เล่นไปเล่นมาก็ยิ่งอิน ยิ่งฟังยิ่งชอบ จนถอนตัวไม่ขึ้น

เอ็มเค – ญาณกร พูลวโรดม (คีย์บอร์ด/คอรัส)
นักดนตรีสายเกม เริ่มเล่นดนตรีเพราะ “พ่อสั่ง” ให้เลิกติดเกม แต่พอหันมาให้เวลากับทฤษฎีดนตรีอย่างจริงจัง กลับพบว่าตัวเองรักมันเข้าอย่างจัง จากเด็กที่ไม่อยากเล่นดนตรี กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกพ่อเองว่าอยากไปต่อสายนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกคีย์บอร์ดแทนเบสที่เป็นเครื่องดนตรีของพ่อ? “ไม่อยากเจ็บนิ้วครับ” เอ็มเคได้เคยกล่าวไว้

บุ๋น – ณัฐฐ์บุญญ์ บุญรุ่งโรจน์ (กลอง)
มือกลองตัวกลมสาย foodie วัยเพียง 12 ปี ที่ลองมาหมดทั้งเปียโน เบส กีตาร์ ก่อนจะลงเอยที่กลองเพราะ “มันเท่และตีแล้วไม่เจ็บมือเท่าเครื่องอื่น” ช่วงแรกตัวยังเล็กจนเหยียบกระเดื่องไม่ถึง จนต้องปรับเก้าอี้ลงต่ำเกือบสุด
ล่าสุดบุ๋นคว้าแชมป์ Drums Off Thailand 2026 รุ่นเด็ก พร้อม 3 รางวัลรวด และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งระดับเอเชียที่ไต้หวันปลายปีนี้ ในส่วน lifestyle บุ๋นก็ไม่ธรรมดา เห็นลีลาหวดกลองหนักแน่นพริ้วไหวแบบนี้ บุ๋นยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ YouTuber สายกินกับช่อง Boon - Hungry Drummer ให้แฟนๆได้ติดตามกันอีกด้วย

ครูชาคริตเลือกเด็กทั้งห้าคนไม่ใช่แค่เพราะฝีมือ แต่เพราะวัยไล่เลี่ยกันและมุมมองที่ไปด้วยกันได้
“เวลาเล่นก็เล่นกันจริงจัง เวลาผมดุก็เงียบทันที ทุกคนมีวินัยดีมาก เพราะเราสอนเขาเหมือนผู้ใหญ่ จะมางอแงไม่ได้”
เพลย์ลิสต์ของพวกเขาก็ไม่ใช่เพลงเด็กเล่นเบา ๆ ตั้งแต่ Nightmare ของ Avenged Sevenfold, Toxicity ของ System of a Down ไปจนถึงร็อกไทยเพื่อชีวิตอย่างบัวลอย ของคาราบาว

ฝีมือพัฒนาจากการลงสนามจริง
สนามซ้อมที่แท้จริงของ OZONE ไม่ใช่ห้องซ้อมแอร์เย็น ๆ แต่คือตลาดนาคา ภูเก็ต ที่ต้องเล่นให้คนเดินผ่านไปมาหยุดฟัง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครตั้งใจมาดูพวกเขาโดยเฉพาะ ทุกโชว์คือการพิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง
ทักษะนี้เองที่หล่อหลอมให้เนเน่กล้าเล่น กล้าคุยกับคนดูนับล้านผ่านหน้าจอ โดยไม่เสียความเป็นธรรมชาติแม้แต่นิดเดียว
ก่อนบินไปแข่งรอบ Live ที่สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนเน่ยังกลับมาขึ้นเวทีเดิมกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดนาคาอีกครั้ง ท่ามกลางแฟนเพลงที่มารอส่งกำลังใจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที

พลังแห่งทีมเวิร์ค
พวกเขาเคยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่นเป็นวงไว้ว่า เล่นคนเดียวอาจโดดเด่นที่สุดในห้อง แต่เล่นเป็นวงต้องเรียนรู้เรื่องทีมเวิร์ค ความรับผิดชอบ และการแบ่งพื้นที่ให้เพื่อน

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในตัวเนเน่บนเวที AGT กล้าโดดเด่น แต่ยังฟังและสื่อสารกับวงที่เล่นแบ็คอัพและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันและอนาคต
OZONE ไม่ใช่แค่ “วงของเนเน่” เพราะทุกคนในวงกำลังเติบโตไปตามทางของตัวเอง มือกลองวัย 12 กำลังจะไปแข่งระดับเอเชีย เด็กที่เคยไม่อยากแตะดนตรีเลยกลายเป็นคนรักมันที่สุด

และที่สำคัญคือหนึ่งในพวกเขากำลังออกเดินจากตลาดนัดเล็ก ๆ ในภูเก็ต ไปถึงเวที ใหญ่ระดับโลกอย่าง America’s Got Talent และคว้า Live Golden Buzzer มาครองสำเร็จและยังมีเส้นทางที่สว่างสดใสทอดรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่ก่อนเสียงกริ่งแห่งอนาคตนั้นจะดัง ทุกอย่างสิ่งทุกอย่างถูกขัดเกลามาจากเวทีเล็ก ๆ การซ้อมที่ไม่เคยหยุด และเพื่อนร่วมวงที่ชื่อ OZONE

แม้อายุอาจยังน้อย แต่พลังของเด็กไทยบนเวทีดนตรี ไม่ได้เล็กตามตัวเลยสักนิด ในวันนี้ เนเน่และผองเพื่อนในนาม OZONE อาจยังเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีตัวเล็กๆที่ยังมีเมฆหมอกแห่งอนาคตอันคลุมเครือห่มคลุมอยู่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในเมฆหมอกนั้น มีแสงสว่างอันเรืองรองส่องประกายได้ทอดยาวออกไปไกลแสนไกลแล้วในวันนี้ ใครจะรู้ ในอนาคต OZONE กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้อาจขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั้งชั้นบรรยากาศให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงดนตรีที่มีจุดกำเนิดมาจากเกาะเล็กๆจากประเทศไทยแห่งนี้ก็เป็นได้

วันนี้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาได้ออกบินไปสู่เป้าหมายระดับโลกแล้วอย่างสวยงาม รอแค่เวลาที่สมาชิกคนอื่นจะก้าวตามกันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

WORLD

เสียงจากยูเครนในภาวะสงคราม!! คนยูเครนผวารัสเซียตอบโต้หนัก รายงานจากสื่อยูเครนวอทช์ คนชี้ทางออกคือเจรจาหรือหนี แสดงความจริงเจ็บปวดยิ่งในสงคราม

สื่อยูเครนวอทช์ ในเทเลแกรมทำสกู๊ปสัมภาษณ์ คนยูเครนถึงสถานการณ์การสู้รบกับรัสเซีย
สื่อถาม “คุณคิดว่า ยูเครนชนะสงครามต่อรัสเซียหรือไม่?”

พนักงานชิปปิ้งสาว ทวนคำถามก่อนตอบกลับว่า “เรายิงขีปนาวุธใส่รัสเซีย 1 ลูก รัสเซียถล่มเรากลับด้วยขีปนาวุธเป็นร้อยลูก”

สื่อฯชี้ มีคนยูเครนที่น้อยนิดจนนับนิ้วมือได้ ที่ยังหวังลมๆแล้งๆ ว่ายูเครนจะชนะสงคราม เพราะความเป็นไปที่เกิดขึ้นยาก เมื่อถูกรัสเซียตอบโต้เช่นที่ เคียฟเผชิญในปัจจุบัน

พนักงานสาวข้างต้น เผยบริษัทนำเข้า, ส่งออก ต่างไม่ต้องการเสี่ยงดำเนินกิจการภายใต้ความเสี่ยงที่สูง ดังนั้นคนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านธรรมดา ที่ต้องยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ต้องชาร์จเพิ่ม จากการเปลี่ยนทั้งเส้นทางและวิธีขนส่ง

เมื่อสื่อถามถึง ทางออกของปัญหาที่ยูเครนกำลังเผชิญ เธอตอบชนิด คำตอบที่เซเลนสกี้ไม่อยากรับรู้ว่า
“ทางเลือกหนึ่งหากสามารถทำได้คือ ออกไปเสียจากประเทศนี้ หรือไม่อีกทาง ก็ยอมเจรจาบนเงื่อนไขของรัสเซีย ก่อนที่จะไม่มีใครเหลือรอดเพื่อยอมรับเงื่อนไขนั้น“

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1625465242491048/?rdid=oC602TNVJqDHjc7y#

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนอียิปต์!! เยือนอียิปต์ในรอบ 10 ปี ยกสุภาษิตแม่น้ำไนล์สะท้อนสายสัมพันธ์สองอารยธรรม ย้ำชื่นชมอารยธรรมลุ่มลึก เน้นความสัมพันธ์จีน-อียิปต์แน่นแฟ้น

สีจิ้นผิงเตรียมเยือน 'อียิปต์' ในรอบ 10 ปี ดั่งสุภาษิตอียิปต์โบราณ

ไคโร, 1 ก.ย. (ซินหัว) -- สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวถึงสุภาษิตอียิปต์ที่ว่า "ผู้ใดได้ดื่มน้ำจากแม่น้ำไนล์ ย่อมต้องกลับมาเยือนอียิปต์อีกครั้ง" ในบทความที่ลงนามและเผยแพร่ผ่านสื่ออียิปต์ก่อนการเดินทางเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ พร้อมย้อนรำลึกถึงการเยือนอียิปต์ครั้งล่าสุดเมื่อ 10 ปีก่อน โดยกล่าวว่าตนรู้สึกประทับใจในอารยธรรมเก่าแก่และลุ่มลึกของอียิปต์ ตลอดจนความคึกคักมีชีวิตชีวาและพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

ที่มา : Xinhua

USS Abraham Lincoln แล่นชิลๆ ผ่านช่องแคบมะละกา ก่อน "ยกพลขึ้นบก" !

โซเชียลมีเดียของเรือบรรทุกเครื่องบิน
เครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln (CVN-72)
ได้โพสต์ภาพวีดิโอพร้อมข้อความว่า
"แล่นชิลๆ ผ่านช่องแคบมะละกา ; Strait (of Malacca) chillin’"
ในพื้นที่ปฏิบัติการของกองเรือที่ 7 สหรัฐฯ (@US7thFleet)

ก่อนที่ USS Abraham Lincoln
และกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี
มีกำหนดการเดินทางเข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบัง
ที่ประเทศไทยเป็นเวลา 5 วันระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน
เพื่อให้ลูกเรือกว่า 5,000 นายได้ พักผ่อน
เติมกำลังบำรุงในพื้นที่พัทยา และ จ.ชลบุรี

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=992747563783111&rdid=o0O2toszVCPTCbuz

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top