Thursday, 16 July 2026
NEWS

ครม.ทบทวนฟรีวีซ่า!! ไฟเขียวปรับฟรีวีซ่าใหม่ ยึดหลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ ลดพำนัก 60 วัน ปิดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว–ความมั่นคง

ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ลดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว-ความมั่นคง

ครม. (14 ก.ค. 69) เห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

สาระสำคัญ คือ ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน และมอริเชียส-เซเชลส์ ได้รับสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน

ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472054104957316/?rdid=5T0PM6Iy4uOUWZAg#

นักวิจัย มจธ.รับทุนวิจัย!! 7 โครงการได้รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ปี 2569 50,000 ดอลลาร์สหรัฐสมทบ 5 สาขาเน้นเทคโนโลยี-สังคม งานวิจัยต่อยอดแก้ปัญหาสังคม

7 นักวิจัย มจธ. รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ประจำปี 2569

มูลนิธิกระจกอาซาฮี (The Asahi Glass Foundation – AF) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีมอบทุนวิจัยประจำปี 2569 (Research Grant Award Ceremony 2026) โดย มร.ทาคุยะ ชิมามุระ (Mr. Takuya Shimamura) ประธานมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับ และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารมูลนิธิกระจกอาซาฮี ผู้บริหารบริษัทในเครือ AGC Group และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนวิจัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮีเป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งในปีนี้ มจธ. ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และมหาวิทยาลัยร่วมสมทบทุนวิจัย จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้กับ 7 โครงการ ใน 5 สาขาการวิจัย ได้แก่

1) สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพจากวัสดุพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายได้ สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปและการพิมพ์สามมิติ โดย รศ.ดร.เยี่ยมพล นัครามนตรี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ 2) โครงการออกแบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นของโครงข่ายโลหะอินทรีย์บนโครงข่ายโลหะอินทรีย์สำหรับการเร่งปฏิกิริยาการเกิดออกซิเจนที่มีสมรรถนะสูง โดย ผศ.ดร.ชุติมา ก้องวโรดม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 3) โครงการอะซีตัลไลเซชันอย่างยั่งยืนของฟูร์ฟูรัล เอชเอ็มเอฟ และกรดเลวูลินิกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเวเนเดียมเชิงแม่เหล็ก โดย ดร.กิตติชัย ไชยสีดา ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

2) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพแห่งใหม่ในการเชื่อมต่อและอนุรักษ์ประชากรเสือปลาในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดย ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ นวัตกรรมการหยุดพักแบบปรับตามสมองและทันเวลาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัล: การศึกษาแบบไมโครสุ่มโดยใช้การติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาและคลื่นสมอง (EEG) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลื่อนหน้าจออย่างหุนหันพลันแล่น โดย ดร.ฐิตาภรณ์ ฉายศิลป์รุ่งเรือง สถาบันการเรียนรู้

4) สาขาพลังงาน (Energy) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองสภาพจริงเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ช่วงอายุที่สองสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย โดย ดร.อารีย์ หวังศุภผล คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

และ 5) สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบอร์ดเกมทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อหลักการเคมีสีเขียวและการคิดเชิงระบบ โดย ดร.เปรมปรีด์ ดวงภุมเมศ คณะวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักวิจัยที่ได้รับทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1) รศ. ดร.ทรงเกียรติ ภัทรปัทมาวงศ์ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาและการออกแบบกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูงแบบใหม่สำหรับการกำจัดยาปฏิชีวนะและความเป็นพิษในน้ำเสีย” 2) ผศ. ดร.ลีลา รักษ์ทอง ผลงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติทางชีวเคมี โครงสร้างและจลนพลศาสตร์ของเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหี่ยวย่นในทุเรียน” 3) ผศ. ดร.ชเนนทร์ มั่นคง ผลงานเรื่อง “มุมมองที่แตกต่างในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง ความสำเร็จในการอนุรักษ์จากมุมมองของชุมชน จากภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” และ 4) ศ. ดร.แชบเบีย กีวาลา ผลงานเรื่อง “จากขีดจำกัดระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค: การประเมินความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแบบสมบูรณ์สำหรับวิกฤตหลักสามประการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

วิลด์คัพ 2026 จ่อได้แมตช์ในฝัน!! ‘ยามาล’ ไม่ได้อยากแค่คว้าแชมป์โลก แต่หวังปิดฉากเวิลด์คัพด้วยการดวล ‘เมสซี’ หากอาร์เจนตินาผ่านอังกฤษ ตำนานเบอร์ 10 ที่เขาเดินตามรอย

ลามิน ยามาล แนวรุกทีมชาติสเปนหวังว่าจะได้ดวลแข้งกับ ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

โดย ยามาล ซึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกพา สเปน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของเวิลด์คัพ 2026 หลังเอาชนะ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า 2-0 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.

จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 19 ปีมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่กับทัพ “กระทิงดุ” ต่อจากยูโร 2024 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 16 ปี โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับอาร์เจนตินา แชมป์เก่า

ยามาล ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเจอกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก “การได้เผชิญหน้ากับ ลีโอ เมสซี ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกคงเป็นอะไรที่วิเศษมาก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ เมสซี กับ ยามาล มีจุดเชื่อมโยงกันนั่นก็คือเล่นให้กับ บาร์เซโลนา และสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” เหมือนกันด้วย
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10323763

POLITICS

จากกองขยะสู่กระแสไฟฟ้า!! โรงไฟฟ้าขยะทีพีไอ 6 โรง กำลังผลิต 400 เมกะวัตต์ โชว์ Circular Economy นำขยะชุมชนผลิตไฟฟ้า ลดถ่านหิน ลดฝังกลบ ลดภาระท้องถิ่น โมเดลจัดการขยะที่ชุมชนควรศึกษา

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทีพีไอ น่าสนใจศึกษาในความสำเร็จ

ติดตามข่าวเรื่องชุมชนเมืองเกือบทุกชุมชนมีปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาตั้งแต่ครัวเรือนยันชุมชน การจัดเก็บ การกำจัด ซึ่งมีวิธีการหลายรูปแบบ เช่น ฝังกลบ เผาทำลาย เผานำพลังงานไปผลิตกระแสไฟฟ้า (โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ หรือชีวะมวล)
โรงไฟฟ้าพลังงานขยะบางแห่งก็ประสบความสำเร็จ บางแห่งก็ล้มเหลว อันเกิดจากการเลือกใช้เทคโนโลยี่ และการเคร่งครัดในการควบคุม

ชุมชนเมืองหลายแห่งยังมีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ อย่างเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ขยะเป็นกองภูเขาที่ทุ่งท่าลาดจนก่อปัญหาให้กับชุมชน จนศาลปกครองต้องสั่งปิด จนถึงทุกวันนี้นครศรีฯก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาขยะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อหลายปีก่อนเดินทางศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานขยะของทีพีไอ สระบุรี ที่เขาประสบความสำเร็จ มีโรงไฟฟ้าถึง 6 โรง ใช้พลังงานขยะ หนึ่งโรงใช้เพื่อการผลิตปูนซิเมนต์ ที่เหลือขายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะรายใหญ่ของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มทีพีไอ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ใช้แนวคิด “Circular Economy” นำขยะชุมชนมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (RDF) ก่อนผลิตไฟฟ้า แทนการนำไปฝังกลบหรือเผาทิ้งโดยตรง

1. หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
โรงไฟฟ้าของทีพีไอ ไม่ได้เผาขยะสดโดยตรง แต่ใช้ระบบ RDF (Refuse Derived Fuel) หรือ “เชื้อเพลิงขยะ”

หลักการคือ

1. รับขยะชุมชน (อบต./เทศบาล/เมืองพัทยา/กทม.)
2. นำขยะมาคัดแยกสิ่งที่ไม่สามารถเผาได้ออกจากกัน
3. บดและปรับคุณภาพขยะให้เป็นเชื้อเพลิง (ลานตาก)
4. นำเชื้อเพลิง RDF เข้าเตาเผา (ใช้สายพานลำเลียงขยะ)
5. ความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง
6. ไอน้ำหมุนกังหัน (Steam Turbine)
7. กังหันหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
8. ส่งไฟฟ้าเข้าสายส่งหรือใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์
.
จุดเด่นคือ เชื้อเพลิงมีคุณภาพสม่ำเสมอกว่าการเผาขยะสด ทำให้ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษได้ง่ายกว่า ที่สำคัญเราไปได้กลิ่นเหม็นของขยะอันเกิดจากขบวนการกำจัดกลิ่นที่ใช่จุลินทรีย์เข้าช่วย

2. ขยะมาจากไหน
ทีพีไอรับขยะจากหลายแหล่ง ได้แก่
-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. อบจ. เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร)
-บริษัทเอกชนที่รับกำจัดขยะ
-บ่อขยะเก่า ที่เข้าไปรื้อฟื้นและคัดแยก
-ผู้ประกอบการที่คัดแยกขยะไว้แล้ว

ในช่วงหลัง บริษัทระบุว่าสามารถรับขยะชุมชนและขยะคัดแยกได้รวมหลายล้านตันต่อปี เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF สำหรับโรงไฟฟ้า

3. ขั้นตอนการทำงานลำดับการทำงานโดยสรุป
(1) รถขยะเข้าชั่งน้ำหนัก
(2) เทขยะลงบ่อพักขยะ
(3) เครื่องจักรคัดแยก
.
แยกเหล็ก/ อะลูมิเนียมแก้ว /หิน/ดิน /เศษอาหารออกจากขยะเชื้อเพลิง
.
(4) บดขยะให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ
(5) ลดความชื้นเพื่อเพิ่มค่าความร้อน
(6) ผลิตเป็น RDF เชื้อเพลิงขยะคุณภาพสูง
(7) ลำเลียงเข้าเตาเผาเผาในอุณหภูมิสูง
(8) ผลิตไอน้ำ ไอน้ำแรงดันสูง
(9) หมุนกังหันผลิตไฟฟ้า
(10) บำบัดก๊าซไอเสีย

ผ่านระบบดักฝุ่นและควบคุมมลพิษ ก่อนปล่อยออกปล่องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลล่าสุดของ TPIPP ระบุว่า ภายในพื้นที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี มี
-โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Energy / RDF) จำนวน 6 โรง
-กำลังการผลิตติดตั้งรวม 400 เมกะวัตต์ (รวมหน่วยที่ปรับเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงจากขยะ 100%)
-โรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง (Waste Heat Recovery) จำนวน 2 โรง
-กำลังผลิตรวม 40 เมกะวัตต์

รวมทั้งสิ้น 8 โรงไฟฟ้า ในพื้นที่สระบุรี โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 6 โรง และโรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง 2 โรง

จุดเด่นของระบบของทีพีไอ
-รองรับการกำจัดขยะชุมชนปริมาณมาก
-แปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ก่อนเผา
-ผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการสนับสนุนโรงงานปูนซีเมนต์
-ลดการใช้ถ่านหินและลดการฝังกลบขยะ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

น่าศึกษาในความสำเร็จของโรงไฟฟ้าทีพีไอ ที่ใช้พลังงานขยะ ช่วยชุมชน ไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

ECONBIZ

EECO ผนึก SCB ร่วมลงทุน!! เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงเงินทุน ยกระดับบริการครบวงจรในอีอีซี หนุนธุรกิจพร้อมรับการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ

EECO ผนึกกำลัง ธ.ไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยกระดับบริการทางการเงินครบวงจร จูงใจภาคธุรกิจลงทุนพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 15 ก.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการส่งเสริมด้านเงินทุน บริการทางการเงินแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม Conference 1 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เป็นการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่าง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO และ นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ EECO และ นายมนูญ ทองคำ Head of Regional Business Banking EEC 1 ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในพื้นที่อีอีซี เข้าถึงแหล่งเงินทุน การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง และบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคการเงินในการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนในพื้นที่อีอีซี ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อ การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ธุรกรรมทางการเงิน และบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกับ สกพอ. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ตลอดจนจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี อย่างมีประสิทธิภาพ

กพช. เคาะแยกค่าไฟฟ้า!! ลดภาระค่าไฟสาธารณะในบิล ปรับค่าไฟบ้านเหลือ 3 บาทต่อหน่วย เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรีเต็มรูปแบบ ตั้งเฉพาะ Data Center จ่ายตามต้นทุนจริง

กพช. เคาะ แยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
พร้อม 6 มาตรการลดภาระค่าไฟบ้านอยู่อาศัย เปิดตลาดไฟสะอาดเสรี

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม

2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านยู่อาศัย
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี

4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center
ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร

6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้
1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย 3. โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ
“ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง

ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

‘ศุภจี’ ขับเคลื่อนปรับทัพราชการ!! รัฐบาลปักหมุด Experience Economy ปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” ดันไทยสู่เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ ชี้วัฒนธรรมกับท่องเที่ยวต้องเดินเสริมกันในโลกเศรษฐกิจใหม่

‘ศุภจี’ นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ รับยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานประสบการณ์

ทำเนียบรัฐบาล, 14 กรกฎาคม 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้านการท่องเที่ยว ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ เพื่อรองรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารจากทั้งสองกระทรวง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้ข้อสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อช่วยให้มีมุมการกำหนดทิศทางสำหรับการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรเพื่อราชการ แต่เป็นการยกระดับระบบบริหารจัดการเสริมพลังและอิทธิพลของว้ฒนธรรมไทยด้วยงานด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมบริหารได้คล่องตัว แต่ยังสามารถก้าวทันต่อบริบทโลก สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าต่องช่วยกันระวังไม่ให้ประเด็นเรื่องการแยกหรือรวมหน่วยงานขอฃรัฐมาบดบังเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่ประชุมยังรับทราบมติครม.และความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งขณะนี้จะอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอกลับเข้าครม.เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนสิงหาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569

ภายใต้โครงสร้างใหม่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะปรับเป็น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และอีกกระทรวงจะชื่อว่า กระทรวงกีฬา ตามภารกิจที่กำหนดไว้ โดยทั้งสองกระทรวงจะเร่งจัดทำกฎกระทรวงรองรับภารกิจใหม่ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ลดความซ้ำซ้อน และเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินงานตามโครงสร้างใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2569

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรอบกว่า 24 ปี ที่จะช่วยบูรณาการนโยบายด้านวัฒนธรรมและงานท่องเที่ยวให้เดินหน้าไปแบบเสริมกันและกัน พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และรูปแบบการบริหารที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งจะเป็นตัวอย่างของการปรับปรุงระบบราชการที่หน่วยอื่น หรืองานอื่นๆก็รอโอกาสได้ปฏิรูปบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความต้องการของประชาชนได้แม่นยำขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานประสบการณ์” (Experience Economy) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจะไม่ให้การปรับโครงสร้างส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสำคัญ และการขับเคลื่อนนโยบาย Value Tourism

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดทำแผนปฏิบัติการและกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้

LITE

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ สัญลักษณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นพลังประชาชนเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก จุดเริ่มยุคเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 หรือ ค.ศ. 1789 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์โลก เมื่อประชาชนในกรุงปารีสลุกขึ้นบุกเข้ายึด “คุกบาสตีย์” หรือ Bastille ป้อมปราการและเรือนจำหลวงที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส เหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่สะท้อนพลังของประชาชนในการท้าทายอำนาจเก่าของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คุกบาสตีย์เดิมเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง ก่อนจะถูกใช้เป็นเรือนจำของรัฐ โดยเฉพาะสำหรับคุมขังผู้ที่ถูกจับกุมตามพระราชอำนาจ แม้ในวันที่ถูกบุกยึดจะมีนักโทษอยู่เพียงไม่กี่คน แต่บาสตีย์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การกดขี่ และความไม่เป็นธรรมของระบอบเก่าในสายตาประชาชนฝรั่งเศส

ก่อนเกิดเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ ฝรั่งเศสกำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สินของรัฐ ราคาขนมปังที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น และความไม่พอใจต่ออภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงกับพระสงฆ์ ขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องแบกรับภาษีและความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเวลานั้น สังคมฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นสามฐานันดร ได้แก่ พระสงฆ์ ขุนนาง และสามัญชน โดยฐานันดรที่สาม ซึ่งประกอบด้วยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับมีภาระหนักที่สุด แต่มีอำนาจทางการเมืองน้อยที่สุด ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

กระแสความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้นหลังการประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 เมื่อผู้แทนฐานันดรที่สามประกาศตนเป็น “สมัชชาแห่งชาติ” เพื่อยืนยันว่าประชาชนควรมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบอบกษัตริย์และระบบอภิสิทธิ์เดิมอย่างมาก
วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ประชาชนในกรุงปารีสซึ่งหวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามการเคลื่อนไหว ได้รวมตัวกันเพื่อแสวงหาอาวุธและดินปืน คุกบาสตีย์จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะเป็นทั้งป้อมปราการ เรือนจำ และสถานที่ที่ประชาชนเชื่อว่ามีอาวุธกับดินปืนอยู่ภายใน

การบุกยึดบาสตีย์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดและการปะทะอย่างรุนแรง หลังจากการเจรจาไม่เป็นผล ฝูงชนและกองกำลังบางส่วนได้เข้าจู่โจมป้อมปราการ จนในที่สุดสามารถยึดบาสตีย์ได้สำเร็จ ผู้ว่าการคุกถูกจับและถูกสังหาร เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนทั้งฝรั่งเศส

แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ บาสตีย์อาจไม่ได้มีความสำคัญทางทหารมากเท่ากับความหมายทางการเมือง แต่ในเชิงสัญลักษณ์ การล่มสลายของบาสตีย์หมายถึงการล่มสลายของความเกรงกลัวที่ประชาชนมีต่ออำนาจเก่า เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐที่เคยดูแข็งแกร่งและแตะต้องไม่ได้ สามารถถูกท้าทายได้

เหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์จึงถูกมองว่าเป็นจุดปะทุของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งต่อมานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการลดอำนาจของกษัตริย์ การประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง การล้มระบบศักดินา และการก่อรูปแนวคิดการเมืองสมัยใหม่ที่เน้นเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
คำขวัญ “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” หรือ Liberté, Égalité, Fraternité กลายเป็นอุดมการณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และต่อมากลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

หลังเหตุการณ์บาสตีย์ กระแสการปฏิวัติได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ระบบอำนาจเก่าถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมมากขึ้น ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความหวัง ความรุนแรง และความขัดแย้งทางการเมือง
ต่อมา วันที่ 14 กรกฎาคมได้รับการยึดถือเป็นวันชาติฝรั่งเศส หรือที่หลายประเทศเรียกว่า Bastille Day เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ในปี ค.ศ. 1789 และยังเชื่อมโยงกับงานฉลองสหพันธ์ในปี ค.ศ. 1790 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาติฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติ

ในปัจจุบัน วันชาติฝรั่งเศสมีการจัดพิธีสวนสนาม การเฉลิมฉลอง จุดพลุ และกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงปารีส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1789 วันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันแห่งการรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชน

สำหรับประวัติศาสตร์โลก การทลายคุกบาสตีย์ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพลังของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างลึกซึ้ง แม้การปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ได้เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของแนวคิดทางการเมือง

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ จึงเป็นมากกว่าเหตุการณ์บุกยึดเรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงปารีส แต่เป็นวันที่ประชาชนลุกขึ้นประกาศว่าอำนาจไม่ควรเป็นของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว หากต้องตั้งอยู่บนสิทธิ เสรีภาพ และเสียงของประชาชน

จากป้อมปราการแห่งอำนาจเก่า สู่สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ บาสตีย์จึงกลายเป็นชื่อที่ถูกจดจำไปทั่วโลก ในฐานะหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ฝรั่งเศสและโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการเมือง เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีพระกรณียกิจโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และผู้ประสบความเดือดร้อนในสังคม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร

ประสูติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร และท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน การดูแลผู้ป่วย และการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ซึ่งล้วนสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการบรรเทาความทุกข์ของประชาชน

พระกรณียกิจที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของพระองค์ในการทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก ทั้งในด้านการรักษา การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการลดการตีตราทางสังคม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในโครงการและกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก กองทุนยาสำหรับผู้ติดเชื้อ และกองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพระกรณียกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้เปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากด้านสาธารณสุขแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระทัยงานสังคมสงเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านการสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพระปณิธานในการช่วยเหลือสังคมด้วยความเมตตา

ในด้านการทำงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะเจ้านายที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปรากฏเพียงในพิธีการ แต่ปรากฏผ่านการสนับสนุนงานที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้รับการดูแลและมีความหวังมากขึ้น

พระกรณียกิจของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ จึงมีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะสะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเกื้อกูลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลผู้ที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพ ความยากจน และความเปราะบางทางสังคม

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแบบอย่างของความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสและกำลังใจในชีวิต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงเป็นวันที่ควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบางในสังคมไทย

12 กรกฎาคม 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” จุดเริ่มต้นการปฏิรูปสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ราษฎร หมุดหมายสำคัญการปฏิรูปสังคมไทย

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูปสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” โดยทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ในสมัยก่อน ระบบทาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ผู้คนจำนวนมากตกเป็นทาสจากหนี้สิน การขายตัว หรือการเกิดเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย เมื่อพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็มักต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่ยากจะหลุดพ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ระบบทาสเป็นปัญหาสำคัญของสังคม เพราะทำให้ผู้คนขาดเสรีภาพ ขาดโอกาส และไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกระบบดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นไทมากขึ้น และเพื่อปรับประเทศให้ก้าวหน้าเท่าทันอารยประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเลิกทาสในเวลานั้นไม่สามารถทำอย่างฉับพลันได้ เพราะทาสมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ครอบครัว กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง หากยกเลิกทันที อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งฝ่ายนายเงินและฝ่ายทาส รวมถึงอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเลือกแนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” แทนการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พระองค์ทรงเริ่มจากการลดค่าตัวลูกทาส เพื่อเปิดทางให้ลูกทาสสามารถไถ่ตัวและพ้นจากความเป็นทาสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นทาส ไม่ควรต้องแบกรับชะตากรรมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสถานะของบิดามารดา

พระราชดำริดังกล่าวนำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท” ในปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ลูกทาสมีค่าตัวลดลงตามอายุ และเมื่อถึงอายุที่กำหนดก็สามารถพ้นจากความเป็นทาสได้ กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเลิกทาสในสยาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงเป้าหมายสุดท้ายคือการเลิกทาสเท่านั้น แต่ยังทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนทุกฝ่าย จึงทรงวางมาตรการที่ทำให้สังคมค่อย ๆ ปรับตัวได้

การเลิกทาสของไทยจึงแตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองหรือความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะสยามสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทาสไปสู่สังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพมากขึ้น โดยอาศัยพระราชดำริ กฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายเลิกทาสอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายและประกาศเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนทาส ป้องกันการเกิดทาสใหม่ และคุ้มครองผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมอีก

กระบวนการดังกล่าวมาถึงจุดสำคัญในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการตรา “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การเลิกทาสในสยามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปสังคมไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

การเลิกทาสไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผู้คน แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของสังคมไทย จากสังคมที่ผู้คนบางส่วนถูกมองเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานผูกพัน ไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของราษฎรมากขึ้น
พระราชกรณียกิจด้านการเลิกทาสจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปบ้านเมืองด้วยพระเมตตาและพระปรีชาญาณ โดยมุ่งให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมั่นคง
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา การศาล การคลัง การคมนาคม และการปกครองส่วนภูมิภาค ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อทำให้สยามเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถรักษาเอกราชท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

วันที่ 12กรกฎาคม พ.ศ. 2417 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของพระราชดำริเลิกทาส จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในสังคมไทย และจุดเริ่มต้นของการคืนเสรีภาพให้แก่ผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

แม้การเลิกทาสจะใช้เวลานานหลายสิบปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การเริ่มต้นในวันนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรุนแรงเสมอไป หากเกิดจากวิสัยทัศน์ ความรอบคอบ และความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

พระราชดำริให้เลิกทาสของรัชกาลที่ 5 จึงเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นหลักฐานของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อราษฎร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปตลอดกาล

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

WORLD

NEV จีนแรงไม่หยุด!! จีนจดทะเบียนรถพลังงานใหม่ทะลุ 5.19 ล้านคัน ครึ่งปีแรก 2026 กินสัดส่วน 49.42% ของรถจดทะเบียนใหม่ จีนไม่ได้แค่ขายรถพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนตลาดรถทั้งประเทศให้เข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ปักกิ่ง, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนรายงานว่ายานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ครองสัดส่วนร้อยละ 49.42 ของยานยนต์จดทะเบียนใหม่ทั้งหมดของจีนในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.45 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานระบุว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จีนมีการจดทะเบียนยานยนต์พลังงานใหม่มากกว่า 5.19 ล้านคัน ยานยนต์ 10.51 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ 5.11 ล้านคัน โดยปัจจุบันจีนมียานพาหนะ 476 ล้านคัน ซึ่งเป็นยานยนต์ 371 ล้านคัน และผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาต 567 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ยานยนต์ 533 ล้านคน เมื่อนับถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ จีนมีการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่รวม 48.97 ล้านคัน คิดเป็นร้อยละ 13.19 ของยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ โดยร้อยละ 68.77 ของยานยนต์พลังงานใหม่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าล้วน

ที่มา : Xinhua

รัสเซียเปิดเกมกดดันท่าเรือยูเครน!! ใช้โดรนจู่โจมเรือสินค้ารวม 3 ลำ ถล่มเรือสินค้าและคลังเชื้อเพลิง เพิ่มถังเชื้อเพลิงเสียหาย 5 แห่งใกล้โอเดสซา หวังตัดเส้นเลือดโลจิสติกส์ของกองทัพเคียฟ

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน โดยสามารถโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาได้

“ตลอดทั้งวัน กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน เรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาถูกโจมตีด้วยโดรนจู่โจม” แถลงการณ์ระบุ
กระทรวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพรัสเซียใช้อาวุธความแม่นยำสูงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และถังเก็บเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น 5 แห่ง ในท่าเรือยูจนีของยูเครน ซึ่งมีไว้เพื่อส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือและเรือของยูเครนที่ให้บริการตามความต้องการของกองทัพยูเครน โดยระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เรือบรรทุกสินค้าแห้งถูกอากาศยานไร้คนขับโจมตี ขณะเคลื่อนผ่านจากท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ไปยังท่าเรือโอเดสซา

ที่มา : Sputnik

จีนย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้!! ปักกิ่งโต้เดือดปมทะเลจีนใต้ ยืนยันอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ คัดค้านแถลงการณ์ร่วม 14 ชาติ ชี้คำตัดสินอนุญาโตตุลาการไร้ผลผูกพัน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับการปลุกปั่นกระแสของบางประเทศในโอกาสครบรอบ 10 ปี "คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้"

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย แคนาดา เอสโตเนีย เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย นิวซีแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักรได้ออก "แถลงการณ์ร่วมเพื่อรำลึกครบรอบสิบปีแห่งคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้" กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขอประกาศอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้

1.จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ รวมถึงหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา จีนครอบครองน่านน้ำภายในหมู่เกาะ น่านน้ำอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ จีนมีสิทธิครอบครองทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ อำนาจอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้เดินเรือในทะเลจีนใต้และค้นพบหมู่เกาะเหล่านี้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนาน จีนเป็นประเทศแรกที่ใช้อำนาจอธิปไตยและบริหารเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และน่านน้ำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สันติ และมีประสิทธิภาพ จีนเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้นได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในประชาคมระหว่างประเทศมานานแล้ว

2.ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ไม่เคยเป็นปัญหา จีนปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลในทะเลจีนใต้อย่างมั่นคง และยึดมั่นในสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ในการตอบโต้การละเมิดและการยั่วยุจากประเทศที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ จีนได้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน ซึ่งเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมืออาชีพ และยับยั้งชั่งใจ สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคยังคงเสริมกำลังทางทหารในทะเลจีนใต้ โดยกระทำการอย่างไม่ยั้งคิดและเป็นการโหมกระหน่ำความขัดแย้ง พฤติกรรมทางทหารและการบีบบังคับนี้เป็นความท้าทายหลักที่สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.ปัญหาอาณาเขตทางบกไม่อยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลถูกยกเว้นจากกระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับของ UNCLOS โดยคำประกาศของจีนในปี 2549 ตามมาตรา 298 ในเรื่องอาณาเขตและข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล จีนไม่ยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาทใดๆ ที่ยัดเยียดให้กับจีน จีนจะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ และหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี จีนจะยืนหยัดที่จะแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ผ่านการเจรจาและการปรึกหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

4.จุดยืนของจีนเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้มีความชัดเจน เสมอต้นเสมอปลาย และมั่นคง การอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น "ความยินยอมของรัฐ" และ "ข้อตกลงต้องได้รับการเคารพ" ละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ คำตัดสินที่เรียกว่า "คำวินิจฉัย" นั้นเป็นเอกสารที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง และไม่มีผลผูกพัน จีนไม่ยอมรับหรือรับรอง "คำวินิจฉัย" และคัดค้านและปฏิเสธข้อเรียกร้องหรือการกระทำใดๆ ที่อ้างอิงจากคำชี้ขาดนั้น อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้จะไม่ได้รับผลกระทบจาก "คำวินิจฉัย" ในทุกกรณี

5.ในช่วงสิบปีนับตั้งแต่มีการออก "คำวินิจฉัย" นั้น ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางทะเลระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือให้ฟิลิปปินส์ขยายการอ้างสิทธิ์ในดินแดนและทางทะเล ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นข้ออ้างให้อิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงในประเด็นทะเลจีนใต้และปลุกปั่นสถานการณ์ มันกลายเป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ หากปฏิบัติตามมาตรฐานของ "คำวินิจฉัย" นั้น เกาะและแนวปะการังของหลายประเทศจะสูญเสียหลักฐานที่ถูกนำไปอ้างสิทธิ์อธิไปไตยเหนือดินแดน เราจึงตั้งคำถามว่า ประเทศต่างๆ ที่สนับสนุน "คำวินิจฉัย" นั้นได้สละสิทธิ์ทางทะเลในเกาะและแนวปะการังของตนโดยสมัครใจหรือไม่ การที่บางประเทศยังคงโหมกระหน่ำเกี่ยวกับ "คำวินิจฉัย" ที่ผิดกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับแนวโน้มทั่วไปของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และขัดกับความปรารถนาของประเทศและประชาชนในภูมิภาคที่จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ความพยายามของพวกเขาย่อมต้องล้มเหลว เราขอเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพในอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยความจริงใจ ยุติการก่อกวนในทะเลจีนใต้ และยุติการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1450234740467868&id=100064440681953&rdid=Ut87bxNnpSmebJzL#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top