Saturday, 13 June 2026
NEWS

ราชกิจจาฯ ประกาศลดธงครึ่งเสา 15 วัน ไว้ทุกข์การสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สถานที่ราชการ–รัฐวิสาหกิจ–สถานศึกษา ตั้งแต่ 12 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป ประชาชนดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ลดธงครึ่งเสา 15 วัน เจ้าหน้าที่ไว้ทุกข์ 15 วัน ส่วนประชาชนทั่วไป ดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้

๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นตันไป

๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2081448752750867&set=gm.1320152606939763&idorvanity=849053944049634

NEW MG URBAN ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าผลิตในไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ เทคโนโลยีอัจฉริยะครบ ฟังก์ชันใช้งานครบครัน สมรรถนะสูง วิ่งไกลถึง 530 กม.

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) จาก เอ็มจี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทำให้ทุกไลฟ์สไตล์สะดวก ง่าย และคล่องตัว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว ดีไซน์ที่มีความสดใส ขนาดห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ สะท้อนนิยามของ “LIFE EASY” ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นในทุกวัน

SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบเพื่อรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

NEW MG URBAN คือยนตรกรรมที่พัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM แพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) ซึ่งผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการพัฒนาได้หลากหลายเซกเมนต์ ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

SMART DESIGN

สะท้อนตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานสำหรับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว

  • มิติตัวถัง 4,395  x1,842 x 1,549 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
  • โลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO 
  • ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ
  • กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • กระจกไฟฟ้า ONE-TOUCH UP-DOWN
  • กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER  ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด
    17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA  
  • รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย

SMART CABIN

พื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างเข้าใจการใช้งานจริง กว้างขวาง โปร่งสบาย มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

  • ระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ในรุ่น ULTRA
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MULTI-INFORMATION CLUSTER) ขนาด 7 นิ้ว 
  • หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และ ขนาด15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut โดยเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ
  • ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ SOFT TOUCH เพิ่มสัมผัสที่เหนือระดับ
  • หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
  • ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า
  • ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระสองชั้นด้านท้ายรถ จุได้มากสูงสุดถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร               
  • รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
  • ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

SMART TECHNOLOGY

ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ควบคุมรถได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน

  • ระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA 
    • ฟังก์ชันระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST)
    • ฟังก์ชันระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
    • ฟังก์ชันเปิดระบบ COOLING SEAT ผ่านมือถือในรุ่น ULTRA
  • ระบบ i-SMART ในรุ่น MAX 
    • ฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
  • ระบบ ONE PEDAL
  • รองรับระบบการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
  • ระบบ AI VOICE COMMAND*

บริการเสริมพิเศษ อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ตอบรับทุกจังหวะชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

  • ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PERMANENT MAGNET SYNCHRONOUS MOTOR
  • รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) 
  • รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์)
  • แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทั้งสามรุ่น
  • แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL 
  • รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร*
    ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • ชาร์จง่าย สบายทุกเส้นทาง รองรับทั้งแบบ QUICK CHARGE และ NORMAL CHARGE
  • รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE จาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที**
    ที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER
    ที่ 6.6 kW
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที** ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW 
  • ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MACPHERSON STRUT ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ
  • ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ TORSION BEAM ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย
  • ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบ VENTILATED DISC และด้านหลังแบบ DISC
  • โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM

*ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE (NEDC)

**ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

SMART SAFETY  

มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และเหนือสุดในคลาสด้วยระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (MULTI-LANE VIEW)
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION) 
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)
  • ระบบระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD) 
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (CURVE BRAKE CONTROL)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST) โดยผสานการทำงานของ LKA (LANE KEEPING ASSIST), LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION) และ LDW (LANE DEPARTURE WARNING)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)
  • ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ LCA (LANE CHANGE ASSIST), BSD (BLIND SPOT DETECTION), RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT), RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING), DOW (DOOR OPENING WARNING) และ RCW (REAR COLLISION WARNING)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)
  • ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (DRIVER MONITORING SYSTEM)
  • เพิ่มความอุ่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ เซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง 
  • กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ในรุ่น MAX และ ULTRA พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและหลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง 

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (LAVENDER PURPLE), เบจ (MODERN BEIGE), ขาว (ARCTIC WHITE), เทา (ANDES GREY) และดำ (PEARL BLACK) พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ 

'เดอะตุ๊ก' ฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด!! ตำนานบอลไทยตั้งทนายฟ้อง ขอปกป้องเกียรติยศที่สั่งสมมา วิจารณ์เกินขอบเขตถูกดำเนินคดี ย้ำรักฟุตบอลร่วม 50 ปีไม่ทนอีกต่อไป

“เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โพสต์ข้อความแต่งตั้งทนาย เพื่อฟ้องเอาผิดเกรียนคีย์บอร์ดที่วิจารณ์เกินขอบเขต

อดีตกองหน้าชาววัย 66 ปี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่งตั้งทนายเพื่อฟ้องร้องผู้ที่วิจารณ์เจ้าตัวจนเกินขอบเขต

จากโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “หลายๆคนพูดว่าการขึ้นโรงขึ้นศาลมันเสียเวลาแต่ถ้าเพื่อปกป้อง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของเราที่ได้รับใช้ทีมชาติไทยมา 20 ปีรวมทั้งอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกือบ 50 ปีก็จำเป็นต้องขึ้นศาลเพื่อขอความเมตตาและความเป็นธรรมจากศาลครับ

การติติง วิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติครับมีทั้งคนชอบและไม่ชอบผมเข้าใจครับแต่ถ้าติติง วิพากษ์ วิจารณ์ใส่ร้ายป้ายสีโดยที่ไม่มีมูลความจริงผมก็ต้องขออนุญาตปกป้อง ศักดิ์ศรี เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความเป็นมนุษย์ด้วยครับ#ผมขออนุญาตแต่งตั้งทนายครับ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10279667

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

POLITICS

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

ECONBIZ

ซีพี โฟตอน ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! โตแรง 5 เดือนแรก ยอดขายทะลุเป้า เปิดตัว eView Connect รุกโลจิสติกส์ ผนึก Huawei, Spark EV สร้างระบบครบวงจร ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ผู้นำใน 5 ปี

ซีพี โฟตอน โชว์ยอดขาย 5 เดือนทะลุเป้า เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ “eView Connect” ราคาเริ่มต้น 7.99 แสนบาท รุกตลาดโลจิสติกส์ในเมือง พร้อมผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบวงจร

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด (CP FOTON) ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ายอดรวมของปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง และเปิดตัวรถยนต์เชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด "eView Connect" เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีผลิตภัณฑ์ครบครันที่สุดในไทย นอกจากนี้ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ Huawei และ Spark EV เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ตอบรับความเชื่อมั่น เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั่วประเทศ

ในปีนี้ CP FOTON ประสบความสำเร็จเป็นอย่าอย่างสูง โดยช่วง 5 เดือนแรกมียอดจดทะเบียนส่งมอบไปแล้วกว่า 300 คัน และยังมียอดสั่งซื้อรอส่งมอบอีกกว่า 500 คัน เทียบเท่ายอดขายรวมของปีที่ผ่านมาทั้งปี โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 2,000 คัน ปัจจัยสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ทั้งรถตู้ไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้าที่ทำให้เป้าหมายการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานจาก 28 แห่งในปีที่ผ่านมา เป็น 37 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 ศูนย์บริการภายในปีนี้ เพื่อยกระดับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายให้กับผู้ประกอบการและผู้ใช้รถ FOTON ทั่วประเทศ

นายเฉิน เต๋อเม่า (Mr. Chen Demao) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า "แม้วิกฤติน้ำมันแพงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง แต่เรามองว่าอุตสาหกรรมขนส่ง - โลจิสติกส์ ยังคงมีความต้องการใช้งานยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาผลิตภัณฑ์ของ CP FOTON ยังมีความสมเหตุสมผล คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เรามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็น อันดับ 3 ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ในไทยภายใน 1 ปี และจะทะยานขึ้นสู่ อันดับ 1-2 ภายในระยะเวลา 5 ปี"

ในด้านกำลังการผลิต ปัจจุบันโรงงาน FOTON CP Motor ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์เครื่องยนต์ Euro5 อยู่ที่ 3,000 คัน ต่อปี และวางแผนขยายการไลน์ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ขึ้นในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากจะรองรับตลาดในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์แผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามและมาเลเซียในอนาคตอันใกล้ พร้อมกันนี้ยังได้ขยายคลังอะไหล่ และพัฒนาทักษะช่างซ่อมบำรุงของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง 

เปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์ยุคใหม่

ในวันนี้ CP FOTON ได้ทำการเปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากการเปิดจองล่วงหน้าเป็นอย่างดี โดยรุ่นเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดด้วยระบบขับเคลื่อน eDrive ที่โดดเด่นทั้งด้านกำลังขับเคลื่อน น้ำหนักที่เบาลง และสมรรถนะที่สูงกว่ารถในคลาสเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวรถถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Business Solutions อย่างแท้จริง ใช้งานง่ายด้วยประตูเปิดได้ 3 ด้าน และมีความสูงจากพื้นเพียง 50 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการขึ้น – ลงสินค้า

eView Connect รุ่น i7 ราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษ 50 คันแรก 799,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 50.23 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 274 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 100 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 28 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 7 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 2.8 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.455 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.35 เมตร เข้าออกที่จอดรถภายในอาคารคล่องตัวสุด  

eView Connect รุ่น i8 ราคาปกติ 898,000 บาท 

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 8 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

eView Connect รุ่น i9 ราคาปกติ 918,000 บาท สิทธิประโยชน์ รวมมูลค่าสูงสุด 120,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุกความจุมากสุด 9 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถหลังคาสูง ความสูงรวม 2,160 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

การรับประกัน บริษัทฯ ให้การรับประกันคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด ให้กับผู้ใช้รถ eView Connect ทุกรุ่น ดังนี้

• แบตเตอรี่ CATL รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• แชสซีส์ รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• มอเตอร์และระบบไฟฟ้า รับประกัน 5 ปี 200,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• บริการช่วยเหลือฉุนเฉินบนท้องถนน หรือ Roadside Assistance ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

นายพัชร์รวิพล สุรวรรธนกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร กล่าวเสริมว่า "eView Connect มีจุดเด่นที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป คือสามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่า มีความคล่องตัวสูง และด้วยความที่เป็นรถตู้ทึบจึงสามารถวิ่งงานขนส่ง  -โลจิสติกส์ในเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากสามารถทดแทนการใช้รถกระบะในตลาดที่มีการจดทะเบียนเฉลี่ย 30,000 คัน ต่อปีได้เพียง 10% ก็จะเท่ากับยอดขายถึง 3,000 คัน"

ผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สมบูรณ์แบบ CP FOTON ได้ร่วมลงนาม MOU กับพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่:

• ความร่วมมือกับ Spark EV:

มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ โดยในระยะแรกจะเป็นการมอบโปรโมชันพิเศษ "EV Card" สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถ eView Connect ในช่วงเปิดตัว และในอนาคตมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาสถานีชาร์จความเร็วสูง (High-Power DC Fast Charger) สำหรับรถบรรทุกและรถเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบแอปพลิเคชัน (API) และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ

• ความร่วมมือกับ Huawei (Thailand):

มุ่งผลักดันและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้รถยนต์เชิงพาณิชย์ EV ในไทย ผ่านการสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร ตั้งแต่ตัวรถยนต์, การสร้างสถานีชาร์จความเร็วสูงระดับ Megawatt (MW), ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Storage-Charging) ไปจนถึงการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อมอบบริการสินเชื่อทางการเงินแบบ "เบ็ดเสร็จ" ให้แก่ลูกค้า

"ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง บริการหลังการขายที่ครอบคลุม พันธมิตรทางการเงินที่พร้อมมอบเงื่อนไขสุดพิเศษ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่มั่นคง เราเชื่อมั่นว่า CP FOTON จะเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน" นายพัชร์รวิพล กล่าวปิดท้าย

ข้อเสนอสุดพิเศษฉลองเปิดตัว eView Connect  

มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท! จำกัดเพียง 50 คันแรกเท่านั้น!

1. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วงเปิดตัว สำหรับลูกค้าที่จอง eView Connect ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ i7, i8 และ i9                      

ภายในช่วงเวลาที่กำหนด 50 คันแรก จะได้รับสิทธิพิเศษ แบบจัดเต็ม รวมมูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

• ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี 

• ฟรี! ค่าบำรุงรักษา นาน 5 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

• ฟรี! บัตรชาร์จรถไฟฟ้า Spark EV มูลค่า 10,000 บาท

• อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% นาน 4 ปี (ภายใต้เงื่อนไขที่สถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)

2. แคมเปญพิเศษสุด ฉลองเปิดตัว eView Connect i7 (จำกัด 50 คันแรก)

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจ CP FOTON ขอมอบราคาสุดพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น eView Connect i7 

• รับส่วนลดเงินสดเพิ่มจากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท เท่านั้น! 

* จำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกค้า 50 ท่านแรก ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าแบบดับเบิล 

1. ส่วนลดพิเศษ : 49,000 บาท จากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท 

2. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ช่วงเปิดตัว มูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

รวมรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดทั้งหมด มูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท!

ระยะเวลาแคมเปญพิเศษนี้ สำหรับผู้ที่สั่งจองรถ eView Connect ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ถึง                     วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น

'คลาสสิโก' เปิดตัวสครับ!! โปเกมอนคอลเลกชันเข้าตลาดเอเชีย ชุดสครับดีไซน์น่ารักครบ 4 แบบ ครอบคลุมไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย พิคาชูและคู่หูคันโตโดดเด่นด้วยสีสัน

“คลาสสิโก” เปิดตัว “โปเกมอน คอลเลกชัน” ชุดสครับสุดคิ้วท์

ให้ “พกความน่ารักของโปเกมอนตัวโปรดไปกับคุณได้ทุกที่”

คลาสสิโก อิงค์ (Classico, Inc.) แบรนด์ชุดแพทย์จากญี่ปุ่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษที่ทุกคนตั้งตารออย่าง #ClassicoPokemonCollection ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภูมิภาคไต้หวัน และไทย โดยการขยายตลาดสู่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั่วเอเชียในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในการเปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศ 

รูปภาพ 1: โปเกมอน คอลเลกชัน

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI1fl_j0lA63u6.jpg

ไลน์อัปสินค้า

R53 / R54 ชุดสครับโปเกมอน เสื้อและกางเกง (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ชุดสครับในคอลเลกชันนี้เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ดีไซน์ ได้แก่ พิคาชู (Pikachu), กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโตอย่างฟุชิกิดาเนะ (Bulbasaur) ฮิโตคาเงะ (Charmander) เซนิกาเมะ (Squirtle), อีวุย (Eevee) และคาบิกอน (Snorlax) โดยทุกดีไซน์โดดเด่นด้วยการเลือกใช้โทนสีของเนื้อผ้าและการปักลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอกลักษณ์ของโปเกมอนแต่ละตัว ซึ่งรายละเอียดการออกแบบเหล่านี้ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองให้กับผู้ป่วยในระหว่างการตรวจรักษา

สี: พิคาชู กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโต (ฟุชิกิดาเนะ ฮิโตคาเงะ เซนิกาเมะ) อีวุย คาบิกอน

ไซส์: XXS / XS / S / M / L / XL (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ราคา: 139 ดอลลาร์สิงคโปร์ / 469 ริงกิตมาเลเซีย / 5,690 เปโซฟิลิปปินส์ / 839 ดอลลาร์ฮ่องกง / 3,690 บาท / 3,490 ดอลลาร์ไต้หวัน

รูปภาพ 2: เสื้อ

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI2fl_j6Qjt772.jpg

รูปภาพ 3: กางเกง

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI3fl_0h9Mc0FQ.jpg

เกี่ยวกับคลาสสิโก

คลาสสิโก (Classico) เป็นแบรนด์เสื้อกาวน์ดีไซน์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ โดยใช้เทคโนโลยีตัดเย็บอันประณีต เพื่อรังสรรค์เสื้อกาวน์ที่ทั้งหรูหราสง่างาม พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับสครับส์ แคนวาส คลับ (Scrubs Canvas Club)

ภายใต้แนวคิด “Scrubs as your canvas. Make it fun” (แต่งเติมความสนุก เปลี่ยนชุดสครับให้เป็นผืนผ้าใบ) บริษัทฯ หวังที่จะเปลี่ยนชุดสครับพิมพ์นิยมให้กลายเป็นผืนผ้าใบ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยคอลเลกชันนี้ได้เปลี่ยนเครื่องแบบประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นสื่อในการถ่ายทอดศิลปะ ผ่านความร่วมมือกับวงการอื่น ๆ ทั้งกับศิลปิน ภาพยนตร์ และดนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับเสื้อผ้าในสายอาชีพนี้

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://classico-global.com/

ที่มา: คลาสสิโก อิงค์

“โรงกลั่นไทย” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ!! จัดหาน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% เพิ่มสต็อกน้ำมันเกินปกติ 10 วัน เตรียมพร้อมรองรับความผันผวนโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันบทบาทของโรงกลั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบและรักษาการผลิตได้ตามแผน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้อย่างเพียงพอ

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต, การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage) รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงานเพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นางรุ่งนภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

LITE

12 มิถุนายน 2363 วันคล้ายวันเกิด “หม่อมราโชทัย” ขุนนางคู่พระทัย ร.4 ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม เปิดโลกวรรณคดีไทยสู่ต่างแดน

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “หม่อมราโชทัย” หรือ หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้มีบทบาททั้งในฐานะขุนนาง นักภาษา ล่ามราชสำนัก และกวีผู้ฝากผลงานสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย โดยเฉพาะ “นิราศลอนดอน” ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในฐานะนิราศต่างแดนเรื่องสำคัญและเป็นบันทึกการเดินทางไปโลกตะวันตกในยุคแรก ๆ ของสยาม

หม่อมราโชทัยมีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เป็นผู้มีความสามารถด้านภาษาและหนังสืออย่างโดดเด่น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นความรู้ใหม่และมีผู้เชี่ยวชาญไม่มากนัก ความสามารถดังกล่าวทำให้ท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ให้ปฏิบัติราชการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับชาติตะวันตก

ในสมัยรัชกาลที่ 4 สยามอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก อำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกจึงเป็นภารกิจสำคัญของราชสำนักไทย ทั้งเพื่อรักษาเอกราช สร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ และปรับตัวให้ทันกับโลกสมัยใหม่ บุคคลที่มีความรู้ภาษาอังกฤษและเข้าใจธรรมเนียมตะวันตกจึงมีบทบาทอย่างยิ่ง

หม่อมราโชทัยเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว ท่านได้รับหน้าที่เป็นล่ามในคณะราชทูตไทยที่เดินทางไปยังประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4 การเดินทางครั้งนั้นมีความหมายทางการทูตอย่างมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโลกตะวันตกในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศเต็มไปด้วยแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ระหว่างการเดินทาง หม่อมราโชทัยได้บันทึกประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่พบเห็นในต่างแดนออกมาเป็นวรรณคดีเรื่อง “นิราศลอนดอน” ผลงานชิ้นนี้มิได้เป็นเพียงนิราศในความหมายของการคร่ำครวญถึงการพลัดพรากเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกภาพโลกตะวันตกผ่านสายตาของปัญญาชนสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งเรื่องบ้านเมือง ผู้คน ระบบคมนาคม วัฒนธรรม การปกครอง และความเจริญทางวิทยาการ

“นิราศลอนดอน” จึงมีความสำคัญทั้งในฐานะวรรณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์ เพราะช่วยให้คนรุ่นหลังเห็นภาพว่า ชาวสยามยุคนั้นมองโลกตะวันตกอย่างไร ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใด และตีความความเจริญของยุโรปผ่านกรอบความคิดแบบไทยอย่างไร หนังสือรายการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังระบุเนื้อหาเกี่ยวกับ “นิราศลอนดอน” และ “จดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4” ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของคณะทูตไทยตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังอังกฤษ และแวะเมืองสำคัญหลายแห่ง

คุณค่าของหม่อมราโชทัยจึงอยู่ที่การเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสยามกับโลกภายนอก ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปยังเป็นเรื่องใหญ่และเต็มไปด้วยความยากลำบาก ท่านไม่เพียงทำหน้าที่ราชการด้วยความสามารถ แต่ยังถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาเป็นงานเขียนที่มีชีวิต มีรายละเอียด และมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตะวันตก

ในเชิงวรรณคดี “นิราศลอนดอน” ถือเป็นงานที่เปิดพื้นที่ใหม่ให้วรรณคดีไทย เพราะนิราศไทยแต่เดิมมักเล่าการเดินทางภายในประเทศหรือดินแดนใกล้เคียง แต่ผลงานของหม่อมราโชทัยได้นำผู้อ่านออกไปสู่โลกไกลโพ้น ตั้งแต่เส้นทางเดินเรือ เมืองท่า ประเทศตะวันตก จนถึงกรุงลอนดอน เมืองหลวงของจักรวรรดิอังกฤษในยุคที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การประพันธ์นิราศต่างแดนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า วรรณคดีไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของการรับรู้โลกกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราชสำนัก วัด หรือชุมชนไทยเท่านั้น แต่เริ่มบันทึกการพบปะกับอารยธรรมอื่นและความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ผลงานของหม่อมราโชทัยจึงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปิดโลกทัศน์ของสยามในช่วงรัชกาลที่ 4

นอกจากบทบาทด้านวรรณคดีแล้ว หม่อมราโชทัยยังเป็นแบบอย่างของขุนนางผู้มีความรู้รอบด้าน ทั้งภาษา วัฒนธรรม การทูต และการสื่อสาร ท่านเป็นบุคคลที่สะท้อนความสำคัญของ “ความรู้” ในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพราะในยุคนั้น ความสามารถด้านภาษาและความเข้าใจต่างชาติเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของกวีและขุนนางคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ชวนให้รำลึกถึงบุคคลผู้มีบทบาทในการพาสยามมองออกไปสู่โลกกว้าง หม่อมราโชทัยคือผู้ที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือรับใช้แผ่นดิน และใช้วรรณคดีเป็นหลักฐานบันทึกประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ ชื่อของหม่อมราโชทัยยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้ประพันธ์ “นิราศลอนดอน” งานเขียนที่ทำให้ผู้อ่านไทยได้เห็นโลกตะวันตกผ่านสายตาของคนไทยยุคแรก ๆ และเป็นหลักฐานสำคัญของการเดินทาง การทูต และวรรณคดีไทยในช่วงที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของหม่อมราโชทัย ขุนนางคู่พระทัยรัชกาลที่ 4 นักภาษาและกวีผู้สร้างสรรค์นิราศต่างแดนเรื่องสำคัญแห่งสยาม ผู้ฝากรอยทางวรรณคดีไว้บนเส้นทางการทูต และฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสง่างา

11 มิถุนายน 2421 วันคล้ายวันเกิด “ครูบาศรีวิชัย” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมใจล้านนา ผู้นำศรัทธาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พระนักพัฒนาแห่งล้านนา

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ครูบาศรีวิชัย” หรือ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะ “นักบุญแห่งล้านนา” ผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวเหนือ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นล้านนา

ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ณ บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เดิมท่านมีชื่อว่า “อินตาเฟือน” หรือ “เฟือน” บางแห่งเรียกว่า “อ้ายฟ้าร้อง” เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าในคืนที่ท่านเกิดเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง จนชาวบ้านนำเหตุการณ์นั้นมาเชื่อมโยงกับชื่อของท่านในวัยเยาว์

ต่อมาท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมวินัย และอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ครูบาศรีวิชัยเป็นพระเถระที่มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด สมถะ มุ่งมั่นในการบูรณะศาสนสถาน และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา ท่านจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า “ตนบุญแห่งล้านนา” หรือ “นักบุญแห่งล้านนา”

บทบาทสำคัญของครูบาศรีวิชัยมิได้จำกัดอยู่เพียงการเทศนาสั่งสอนธรรมะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้นำแรงศรัทธาของประชาชนในการบูรณะวัดวาอาราม โบราณสถาน และเส้นทางคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและชุมชนล้านนา ผลงานของท่านจึงสะท้อนให้เห็นพลังของความร่วมแรงร่วมใจระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนในยุคที่ภาครัฐยังไม่ได้เข้าถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

หนึ่งในผลงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คือการนำประชาชนร่วมกันสร้างถนนขึ้นสู่ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” จังหวัดเชียงใหม่ ถนนสายนี้เป็นโครงการที่เกิดจากแรงศรัทธาและการรวมพลังของผู้คนจำนวนมาก โดยครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนประชาชนชาวเหนือให้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ เริ่มลงมือเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 และต่อมาถนนสายดังกล่าวกลายเป็นเส้นทางสำคัญที่ทำให้ประชาชนเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพได้สะดวกขึ้น

ก่อนหน้าการมีถนนขึ้นดอยสุเทพ การเดินทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเป็นเรื่องยากลำบาก ผู้คนต้องเดินเท้าขึ้นเขา ใช้เวลาและกำลังอย่างมาก การสร้างถนนจึงมิใช่เพียงการทำทางคมนาคม แต่เป็นการเปิดเส้นทางแห่งศรัทธา ทำให้พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน และชุมชนท้องถิ่น

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพยังสะท้อนลักษณะเด่นของครูบาศรีวิชัย คือความสามารถในการรวมใจผู้คน ท่านมิได้ใช้ทรัพย์สินหรืออำนาจทางการเมืองเป็นหลัก แต่ใช้ศรัทธา ความเลื่อมใส และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานใหญ่ ผู้คนจำนวนมากยอมสละแรงกาย แรงทรัพย์ และเวลา เพื่อร่วมสร้างถนนสายประวัติศาสตร์นี้ด้วยความเต็มใจ

นอกจากถนนขึ้นดอยสุเทพแล้ว ครูบาศรีวิชัยยังมีบทบาทในการบูรณะวัดและศาสนสถานสำคัญหลายแห่งในภาคเหนือ ผลงานเหล่านี้มีส่วนช่วยสืบทอดพุทธศิลป์ล้านนา อนุรักษ์ศรัทธาท้องถิ่น และทำให้พระพุทธศาสนายังคงเป็นศูนย์กลางชีวิตของผู้คนในชุมชน ท่านจึงมิใช่เพียงพระนักปฏิบัติ แต่ยังเป็นผู้นำทางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์

ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังผูกพันกับความเป็นล้านนาอย่างลึกซึ้ง เพราะท่านเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านจิตใจ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน ภาพของครูบาศรีวิชัยจึงยังคงอยู่ในความเคารพของชาวเหนือ และผู้คนทั่วประเทศที่เดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณเชิงดอยสุเทพ กลายเป็นจุดสำคัญที่ผู้เดินทางขึ้นดอยสุเทพมักแวะกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่แห่งนี้จึงไม่เพียงเป็นอนุสรณ์สถานของพระเถระรูปหนึ่ง แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังแห่งศรัทธา ความเสียสละ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ชาวล้านนาและพุทธศาสนิกชนรำลึกถึงคุณูปการของครูบาศรีวิชัย ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาและประชาชน ผลงานของท่านยังคงปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปของศาสนสถานที่ได้รับการบูรณะ เส้นทางขึ้นดอยสุเทพ และศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 แต่ชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ความสำคัญของท่านมิได้อยู่ที่การเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อยู่ที่การเป็นแบบอย่างของผู้นำทางจิตวิญญาณที่สามารถแปรศรัทธาให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ความเพียร และการเสียสละ ผู้ทำให้ถนนขึ้นดอยสุเทพมิใช่เพียงเส้นทางสู่ยอดดอย แต่เป็นเส้นทางแห่งแรงศรัทธาที่เชื่อมผู้คนเข้ากับพระพุทธศาสนาและมรดกวัฒนธรรมล้านนาอย่างยั่งยื

10 มิถุนายน 2325 วันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมแผ่นดินไทยสู่ยุครัตนโกสินทร์

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่อ และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ต่อมาทรงรับราชการและเจริญพระยศตามลำดับ จนดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญผู้มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมือง ทำศึกสงคราม และกอบกู้ความมั่นคงของแผ่นดินในช่วงปลายกรุงธนบุรี

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนัก เหล่าขุนนาง ข้าราชการ และราษฎรจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมของแผ่นดินและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง พระองค์จึงทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

คำว่า “ปราบดาภิเษก” หมายถึงการขึ้นครองราชย์ภายหลังการปราบปรามเหตุวุ่นวายหรือการฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ในบริบทของรัชกาลที่ 1 จึงสะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถ และสามารถรวบรวมบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเอกภาพอีกครั้ง

หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ สามารถขยายเมืองได้ และเอื้อต่อการป้องกันพระนครในระยะยาว

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มิใช่เพียงการสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของรัฐไทยในยุคใหม่ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และระเบียบราชสำนัก พระองค์ทรงฟื้นฟูแบบแผนบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความวุ่นวายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ให้กลับมามีความมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 คือการชำระกฎหมายตราสามดวง เพื่อจัดระเบียบกฎหมายบ้านเมืองให้มีความถูกต้องและเป็นระบบมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และสะท้อนถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่สังคม

ด้านพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะวัดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ทรงฟื้นฟูวรรณคดี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปกรรมไทยที่สูญเสียหรือกระจัดกระจายไปหลังสงคราม ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา และวางรากฐานให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีความต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบ ผู้ทรงนำบ้านเมืองผ่านภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การป้องกันราชอาณาจักรในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเพิ่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำของสงคราม และจำเป็นต้องรักษาเอกราช ความมั่นคง และขวัญกำลังใจของประชาชน

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ แต่เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของสยาม เป็นการก่อร่างสร้างเมือง วางระบบการปกครอง และฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาติให้กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีที่กลายเป็นศูนย์กลางของชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานสำคัญให้แผ่นดินไทย ทั้งในด้านความมั่นคง การปกครอง กฎหมาย พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้พระองค์ได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” และปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นราชวงศ์จักรี วันที่สยามก้าวเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงกอบกู้ ฟื้นฟู และวางรากฐานแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบมา

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

ฮอร์โมนข้ามเพศเข้าบัตรทอง? จากสิทธิสุขภาพสู่คำถามงบจำกัด สปสช. เดินหน้าแนวคิดฮอร์โมนฟรีสำหรับคนข้ามเพศ จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย หรือโจทย์ใหญ่ที่ต้องถกให้รอบด้าน

ถึงเวลาแล้วหรือ….แจกฮอร์โมนฟรี คนข้ามเพศ

หลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็น Hub ของกลุ่ม LGBTQ ที่มีเสียงดังมากขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ล่าสุดทาง สปสช มีแนวคิดแจกฮอร์โมนข้ามเพศให้กับผู้ที่ถือบัตรทอง ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม วันนี้เอย่าจึงขอมาขุดเบื้องลึกที่เกี่ยวกับการแจกฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศกันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนให้ถ่องแท้ว่าใครคือคนที่สามารถถือบัตรทองได้คือคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิรักษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีสิทธิรักษาเฉพาะของตนเองโดยข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2569 มีผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.5 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของผู้รับบริการประมาณ 20,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องใช้ฮอร์โมนข้ามเพศนี้ โดยทาง สปสช มุ่งเป้าไปที่ยา 6 รายการสำคัญที่จะต้องใช้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้คือ

1. Leuprorelin (ลิวโพรเรลลิน) หรือ Triptorelin (ทริปโทเรลิน) ใช้กดการสร้างฮอร์โมนเพศจากอัณฑะหรือรังไข่
2. 17-beta Estradiol ชนิดเม็ด เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศหญิง
3. Estradiol Transdermal 0.06% ชนิดทาหรือแผ่นผ่านผิวหนัง เป็นฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือผลข้างเคียงจากยากิน
4. Testosterone Enanthate ชนิดฉีด เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศชาย
5. Cyproterone Acetate ชนิดเม็ด เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ที่ช่วยลดระดับเทสโทสเตอโรน
6. Spironolactone ชนิดเม็ด ซึ่งเดิมเป็นยาขับปัสสาวะและรักษาความดัน แต่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงใช้ร่วมกับเอสโตรเจนได้

โดยวางงบประมาณไว้ที่ 145 ล้านบาท เป็นค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ คำถามคือ ณ วันนี้ในวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีโรคที่มีความสำคัญและวิกฤตกว่า ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับคนประมาณ 20,000 คนมีความจำเป็นมากเพียงใดพื่อที่จะลดปัญหาคนกลุ่มนี้ไปซื้อยาเองแล้วเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่ใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง

หากหันกลับมามองในระดับโลกบ้างว่ามีประเทศใดมีการสนับสนุนให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศบ้าง วันนี้เอย่าเอามาให้ดู

• สหราชอาณาจักร — ในระบบ NHS ครอบคลุมการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยและเข้าระบบคลินิกเฉพาะทาง แม้จะมีคิวรอนานในหลายพื้นที่
• ฝรั่งเศส — มีการให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศสามารถได้รับการคุ้มครองโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
• เยอรมนี — มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐครอบคลุมฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทางการแพทย์
• เนเธอร์แลนด์ — การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศนั้นครอบคลุมผ่านระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ แต่มีคิวรอค่อนข้างยาว
• เดนมาร์ก — มีการระบุผู้ใช้บริการกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากได้รับการรักษาผ่านระบบภาษีของรัฐโดยไม่ต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเองเป็นหลัก
• บราซิล — มีระบบสาธารณสุขของรัฐ (SUS) มีบริการฮอร์โมนและการดูแลคนข้ามเพศในหลายเมือง
• อาร์เจนตินา — เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการเข้าถึงการรักษายืนยันเพศสภาพค่อนข้างกว้างขวาง จุดเริ่มต้นสำคัญคือกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินา ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษายืนยันเพศสภาพโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลหรือการวินิจฉัยทางจิตเวชแบบเดิม ๆ ต่อมา รัฐบาลอาร์เจนตินาได้บรรจุยาฮอร์โมนสำหรับการยืนยันเพศสภาพเข้าในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ (PMO) โดยกำหนดให้ระบบสาธารณสุขของรัฐ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเอกชนต้องให้ความคุ้มครอง 100% สำหรับยาที่กำหนด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับไทย นโยบายล่าสุดของ สปสช. มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางของอาร์เจนตินาในแง่ที่มองว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็น "บริการสุขภาพ" ที่รัฐควรจัดให้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่ามองเป็นบริการเสริมด้านความงาม

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เอย่ากล่าวมานี้ คงมีคนหลายคนตั้งคำถามว่าแล้ว สปสช เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน คิดเองหรือก๊อปจากประเทศที่พัฒนาแล้วมา เรื่องนี้เอย่ามีคำตอบให้

1. แนวทางทางการแพทย์สากล
• ปัจจุบันการดูแลคนข้ามเพศ (Transgender Health Care) ถือเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
• องค์กรวิชาชีพ เช่น World Professional Association for Transgender Health มีแนวทางการรักษาที่รวมถึงการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์

2. เหตุผลด้านสาธารณสุข
• สปสช. ให้เหตุผลว่ามีคนข้ามเพศจำนวนมากซื้อฮอร์โมนกินเองจากร้านขายยา หรือซื้อทางออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผลเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ตับ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
• จึงต้องการดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์ดูแลแทน

3. แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
• คณะกรรมการ สปสช. ระบุว่าบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

4. การผลักดันจากเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
• ประเด็นนี้มีการเรียกร้องมาหลายปีจากองค์กรด้านสิทธิ LGBTQ+ และเครือข่ายผู้รับบริการสุขภาพ ก่อนจะได้รับการอนุมัติงบประมาณในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านเช่นกัน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าในช่วงที่งบประมาณสาธารณสุขมีจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญของงบไปที่โรคหรือบริการอื่นก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้และคงต้องดูว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไทยประกาศใช้สิทธินี้แก่คนข้ามเพศ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนและในเอเชียที่ครอบคลุมบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา : AYA

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

WORLD

สหรัฐฯ-อิหร่าน หยุดยิง!! ข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดหยุ่น ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสัญจรตามเดิม เลบานอนรวมในข้อตกลงภูมิภาค คว่ำบาตรน้ำมันยกเลิกชั่วคราว

รายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

ประเด็นนิวเคลียร์

อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป

อิหร่านเปิดรับแนวทางการลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงภายในประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ตรวจสอบจากสหประชาชาติ

มาตรการที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการบรรลุข้อตกลงฉบับที่สองในระยะต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล

ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้สัญจรได้โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

การเดินเรือจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายใน 30 วัน

เลบานอน

ข้อตกลงหยุดยิงจะครอบคลุมทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงเลบานอน

มาตรการคว่ำบาตร

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันเป็นเวลา 60 วัน

การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรจะเพิ่มขึ้น หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงเบื้องต้นและแสดง "ความจริงใจ" ในการเจรจาขั้นต่อไป

ทรัพย์สินที่ถูกอายัด

อิหร่านต้องการให้มีการปล่อยเงินบางส่วนที่ถูกคว่ำบาตรทันทีเมื่อมีการลงนามข้อตกลงเบื้องต้น

แต่สหรัฐฯ ระบุว่า เงินดังกล่าวจะถูกทยอยปล่อยเป็นงวด ๆ

รายละเอียดการหยุดยิง

หยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน

การหยุดยิงมี กาตาร์ และปากีสถาน เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

มีความเป็นไปได้ที่จะจัดพิธีลงนามโดย เจดี แวนซ์ (JD Vance) ที่ "นครเจนีวา" ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ข้อตกลงนี้จะใช้ชื่อว่า "ข้อตกลงอิสลามาบัด" (Islamabad Agreement)

ที่มา: Axios

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1320174293604261/?rdid=8AdPNge1BsR7vdEA#

“ธนาคารโลก” ชี้เศรษฐกิจชะลอ!! ปรับลดเติบโตโลกเหลือ2.5% แรงกดดันพลังงานเงินเฟ้อสูง คาดสหรัฐ-ยูโรโซนชะลอตัว เตือนเสี่ยงลุกลามจากตะวันออกกลาง

นิวยอร์ก, 12 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำครึ่งปีของธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ 2.9 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.5 ในปี 2026 นับเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 โดยมีสาเหตุจากราคาพลังงานพุ่งสูง เงินเฟ้อรุนแรง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รายงานเตือนว่าความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยหากปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงานยังคงยืดเยื้อและราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 115 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 บาท) ต่อบาร์เรลในปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 พร้อมกับผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็นร้อยละ 4.4 หรืออัตราการเติบโตเศรษฐกิจอาจลดเหลือร้อยละ 1.3 หากวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน

รายงานได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ราวสองในสาม เมื่อเทียบกับรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2026 โดยปรับลดลงมากที่สุดในกลุ่มประเทศภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จากอัตราการเติบโตร้อยละ 3.9 ในปี 2025 เหลือเกือบร้อยละ 0 ในปี 2026 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียใต้คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดที่ร้อยละ 6.3 ในปี 2026 แม้จะชะลอลงจากร้อยละ 7 ในปี 2025

นอกจากนี้ รายงานยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 2.2 ในปี 2026 แม้ตัวเลขนี้อาจลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2027 และร้อยละ 2 ในปี 2028 ขณะที่เขตยูโรหรือยูโรโซนคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 0.8 ในปี 2026 ลดลงจากร้อยละ 1.4 ในปี 2025 ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 0.7 ในปีนี้ ลดลงจากร้อยละ 1.1 ในปี 2025

รายงานคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแตะร้อยละ 2.8 ในปี 2027 แต่จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษ 2010 อยู่ 0.4 จุด โดยธนาคารฯ เล็งเห็นว่าการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งแม้ความเสี่ยงด้านลบยังคงอยู่เนื่องมาจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หยุดชะงัก และแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับในระดับโลก ธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมทั้งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานรูปแบบใหม่ ขณะที่ในระดับประเทศ ธนาคารโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง และสนับสนุนการสร้างงาน

ที่มา : Xinhua

“รัสเซีย” ถือกุญแจน้ำจืด “ปากีสถาน”!! เทคโนโลยีรัสเซียช่วยปากีสถานแก้ปัญหา บาโลจิสถาน-สินธ์ขาดแคลนน้ำจืดอย่างหนัก รัสเซียประสานงาน โครงการน้ำและพลังงาน เน้นพัฒนาโรงงานผลิตน้ำทะเลและรีไซเคิลน้ำ

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลของรัสเซีย อาจมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อแคว้นบาโลจิสถาน และพื้นที่ทางตะวันตกของแคว้นสินธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการเข้าถึงของแม่น้ำสินธุ

รัสเซียอาจช่วยปากีสถานแก้ไขหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของประเทศ นั่นคือ การขาดแคลนแหล่งน้ำและระบบจัดหาน้ำ

ปากีสถานเป็นประเทศที่ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนราว 23% ของ GDP และจ้างแรงงานมากถึง 33% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ก็มักประสบปัญหาภัยแล้งและอุณหภูมิสุดขั้วอยู่บ่อยครั้ง

อาลี เอห์ซาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาแห่งสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจตลาด กล่าวว่า

“รัสเซียมีขีดความสามารถด้านวิศวกรรม มีความเชี่ยวชาญด้านโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และปากีสถานอาจจำเป็นต้องผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในพื้นที่ชายฝั่งแถบบาโลจิสถาน รวมถึงบางพื้นที่ทางตะวันตกของสินธ์ ซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อกับแม่น้ำสินธุ ในพื้นที่เหล่านั้น รัสเซียสามารถมีบทบาทที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง”

ในความเห็นของเขา ประสบการณ์ของรัสเซียยังอาจเป็นประโยชน์ต่อปากีสถานในด้านอื่น ๆ เช่น

  • การกรองและรีไซเคิลน้ำ
  • การบำบัดน้ำเสียในเมืองและน้ำทิ้งจากระบบชุมชน

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังระบุด้วยว่า ปากีสถานมีแหล่งน้ำจากธารน้ำแข็งและน้ำใต้ดินสำรองอยู่เป็นจำนวนมาก

ปัจจุบัน รัสเซียและปากีสถานมีข้อตกลงด้านน้ำและพลังงานน้ำร่วมกันอยู่แล้ว โดยมีบริษัท RusHydro ของรัสเซียเป็นผู้ดำเนินบทบาทหลัก ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับโครงการร่วมที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำและระบบชลประทานด้วย

ที่มา : Sputnik

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top