Tuesday, 20 October 2026
NEWS

'วราวุธ' ลุยปราจีนฯ จี้โรงงานแก้ปมน้ำมันรั่ว!! ย้ำเยียวยาชาวบ้านทั้งความเสียหายและความรู้สึก กระทรวงอุตฯ ร่วมงานหน่วยงานต่างฝ่าย แนะทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชุมชน สั่งวางแผนป้องกันระยะยาว

"วราวุธ" ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ติดตามแก้ปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ฝากโรงงานหาวิธีแก้ไขเผื่อในอนาคต กำชับ เยียวยาความเสียหาย แนะ ทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชาวบ้าน สั่ง ก.อุตฯ อย่าทำงานคนเดียว ต้องร่วมกับทุกฝ่าย ไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหารั่วไหลคราบน้ำมันของโรงงาน โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ เกษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ

โดยจุดแรกนายวราวุธ และคณะได้เดินทางไปยังบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน

นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ

รัฐบาลชวนหลีกภัย

รัฐบาลชวนหลีกภัย แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ยังไง เพราะตอนนั้นประเทศไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจาก IMF

‘วราวุธ’ สั่งตรวจปมน้ำเสียโรงงานปราจีนบุรี!! ผลตรวจไม่พบรั่วไหล–สารเคมีเข้มข้น ผลวิเคราะห์น้ำเป็นปกติไม่ปนเปื้อน ยืนยันคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กำชับโรงงานปลอดภัยต่อชุมชน

“วราวุธ“ เผย สอจ.ปราจีน รายงานผล เคลียร์ชัด ปมน้ำเสีย รง. สยบข่าวลือโซเชียล ยืนยัน ผลตรวจน้ำผิวดินได้มาตรฐานปกติ

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลระบุจะมีน้ำที่มีสารปนเปื้อนจากท้ายนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ลงสู่ทุ่งรวงทองหนองแขนนาง ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) พร้อมด้วยนายก อบต.นนทรี ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี และผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าบ่อบำบัดน้ำเสียรวมของโรงงานบริเวณดังกล่าว ไม่พบการรั่วไหลน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบน้ำที่อยู่นอกบริเวณโรงงานพบว่ามีสีใสปกติ

ต่อมาสอจ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ร่วมกับรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี อบต.วังดาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ณ บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่าน้ำมีลักษณะใส ไม่พบลักษณะผิดปกติตามที่ปรากฏในกระแสข่าวบนสื่อโซเชียลแต่อย่างใด อีกทั้งการนิคมฯ บ่อทอง 33 ยังได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพตัวอย่างน้ำบริเวณดังกล่าว ผลการตรวจพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำตามธรรมชาติ มีปริมาณแร่ธาตุและสารละลายปะปนอยู่น้อย ไม่พบการปนเปื้อนของน้ำเค็มหรือสารเคมีเข้มข้น น้ำมีความขุ่นสูงจากตะกอนดินหรือสารแขวนลอยตามธรรมชาติ และยังมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงสรุปได้ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ทั้งนี้ สอจ.ปราจีนบุรี ได้กำชับให้โรงงานบำบัดน้ำเสียรวมในพื้นที่ดังกล่าวประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังและจะกำกับดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะดำเนินการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงต่อไป

ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? ประท้วง IMF–World Bank กลางกรุงเทพฯ เสียงคนตัวเล็กสะท้อนบทบาทสังคม ข้อเรียกร้องสะท้อนปัญหาหนี้สิน สัญลักษณ์การชุมนุมดึงความสนใจ

ประท้วงงาน World Bank ในไทย : ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? เมื่อเสียงของคนตัวเล็กปะทะอำนาจทุนโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่เพียงเป็นเวทีหารือของรัฐมนตรีคลังและผู้กำหนดนโยบายระดับโลก แต่ยังเป็นจุดปะทะทางความคิดและพื้นที่เคลื่อนไหวของ “เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” รวมถึง “สมัชชาคนจน” ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญของสังคมว่า การชุมนุมครั้งนี้คือเสียงสะท้อนจาก "ม็อบปากท้อง" ที่ได้รับผลกระทบจริง หรือเป็นเพียง "ม็อบปาหี่" เชิงสัญลักษณ์?

1. ม็อบปากท้องมีอยู่จริงหรือไม่?
ข้อเรียกร้อง 6 ข้อของสมัชชาคนจน (อาทิ การยกเลิกหนี้, การตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ, การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่, การเก็บภาษีความมั่งคั่งแบบก้าวหน้า และธนาคารกลางโปร่งใส) สะท้อนปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีข้อมูลรองรับ เช่น อัตราหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่อยู่ในระดับ 86–88% อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะระหว่าง "การมีปัญหาจริง" กับ "การมีคำตอบที่ถูกต้องต่อปัญหานั้น" เนื่องจากหนี้ครัวเรือนไทยมีปัจจัยภายในโครงสร้างตลาดแรงงานและรายได้ การเหมาเขื่อนหรือโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้สถาบันการเงินโลกจึงต้องอาศัยหลักฐานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการกล่าวอ้างลอยๆ

2. ทำไม IMF และ World Bank จึงถูกต่อต้าน?
นโยบายรัดเข็มขัดและการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินโลกมักเผชิญข้อกังวลว่าทำให้รัฐต้องลดรายจ่ายหรือเพิ่มภาษี จนกลุ่มเปราะบางต้องแบกรับภาระหนัก โดยมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมทั่วโลก เช่น เครือข่าย Bretton Woods Project ในสหราชอาณาจักร ที่เคยเตือนเรื่องผลกระทบจากการปรับลดรายจ่ายอย่างเร่งด่วน ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนมองว่าประเทศที่มีหนี้สูงไม่สามารถใช้จ่ายไร้ขีดจำกัดได้ ความขัดแย้งนี้จึงเป็นเรื่องของ "การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน vs. การคุ้มครองประชาชน" ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายนโยบายอย่างรอบด้าน

3. จุดที่ควรถามกลับ: กลยุทธ์การชุมนุมและผลลัพธ์
การประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดึงความสนใจจากสังคมเมื่อคนตัวเล็กไร้อำนาจต่อรอง แต่คำถามคือ ผู้ชุมนุมมีแผนเชื่อมโยงข้อเรียกร้องกับผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างไร? โดยเฉพาะเมื่อการประชุมมีเวที Civil Society Policy Forum เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่โดยตรง การเลือกใช้หรือไม่ใช้ช่องทางเจรจาควบคู่กันไป สมควรได้รับการอธิบายเพื่อให้สาธารณชนเห็นรูปธรรมของการขับเคลื่อน

4. วิเคราะห์ 6 ข้อเรียกร้อง: นโยบายหรือคำขวัญทางการเมือง?
การยกเลิกหนี้และการเปิดเผยข้อมูล มีเหตุผลรองรับเพื่อช่วยประเทศวิกฤตและสร้างความโปร่งใส แต่ต้องมีแบบจำลอง ขอบเขต และเงื่อนไขเจ้าหนี้ที่ชัดเจน การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่และภาษีก้าวหน้าเป็นประเด็นความเป็นธรรมที่ต้องลงรายละเอียดเรื่องต้นทุนการคลัง การหลีกเลี่ยงภาษี และผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ ธนาคารกลางโปร่งใสและนโยบายศูนย์กลางประชาชน ต้องออกแบบโครงสร้างกำดูแลไม่ให้ทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการ พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การลดความยากจนและมลพิษ เป็นต้น

5. ภาพการประท้วงในสายตาสื่อต่างประเทศ
สำนักข่าว Associated Press รายงานการชุมนุมของสมัชชาคนจนราว 500 คนในกรุงเทพฯ ที่ใช้สัญลักษณ์หน้ากากผู้นำโลกและหุ่นหมูสีชมพู พร้อมเหตุปะทะเล็กน้อยก่อนยุติการชุมนุม ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ที่ดึงดูดสายตาเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการประท้วงเป็นการจัดฉาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรหลงเชื่อถ้อยคำสวยงามโดยปราศจากการตรวจสอบผลลัพธ์ เพราะทุกการชุมนุมมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังเสมอ

กับคำถามที่ว่านี่คือ "ม็อบปากท้อง" หรือ "ม็อบปาหี่" ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ในแง่เนื้อหาและเจตจำนง นี่คือ "ม็อบปากท้อง" จากความเจ็บปวดจริงของปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำ ในแง่รูปแบบและการนำเสนอมีองค์ประกอบของ "พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์" เนื่องจากพลังการต่อรองระดับโลกมีจำกัด ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและสถาบันการเงินโลกจะรับฟัง "สาร" ภายใต้เสียงสะท้อนเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และนี่คือทั้งหมดที่เอย่าอยากจะสะท้อนหลังจากได้เข้าสังเกตการณ์ในการประชุมครั้งนี้คะ

ที่มา : AYA

POLITICS

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

ECONBIZ

กรุงไทย ลุยเงินฝาก USD!! เปิดเงินฝากประจำ USD ดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% รองรับทั้งฝากระยะสั้นและยาวพร้อมเชื่อมบัญชี เหมาะสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วไป รับสิทธิพิเศษ Krungthai WEALTH ครบวงจร

กรุงไทยเปิดตัว เงินฝากประจำ USD ระยะสั้น-ยาว รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% ต่อปี ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายทางการเงิน

ธนาคารกรุงไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเงินฝากเงินสกุลต่างประเทศ ยกระดับการออมแบบไร้พรมแดน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำสกุลเงิน USD (Fixed FCD) ครอบคลุมทั้งการฝากระยะสั้นและระยะยาว เริ่มต้นฝากระยะสั้นเพียง 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี และฝากระยะยาว 60 เดือน รับดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Global Savings รองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว

ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) โดดเด่นด้วยระยะเวลาการฝากที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเป้าหมายทางการเงินหลากหลาย ทั้งกลุ่มคนทำงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ต้องการกระจายการออมและเตรียมเงินสำหรับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ กลุ่มครอบครัวที่ต้องการสะสมเงิน USD เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหรือการศึกษาของบุตรในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการต่อยอดการออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

-ฝากระยะสั้น ฝากประจำ USD ระยะ 6 เดือน และ 12 เดือน รับดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารเงิน

-ฝากระยะยาว ฝากประจำ USD ระยะ 36 เดือน รับดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และระยะ 60 เดือน รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.60% ต่อปี พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลตอบแทนและวางแผนการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อครบกำหนด สามารถต่อยอดการบริหารเงิน USD ผ่าน Krungthai Global Savings รับดอกเบี้ย USD 2.25% ต่อปี พร้อมรองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ใช้เป็นบัญชีสำหรับพักเงิน เพื่อรอโอกาสลงทุนในต่างประเทศ หรือเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างคล่องตัวและไร้รอยต่อ

เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) มาพร้อมสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากครบตามเงื่อนไขธนาคารกำหนด จะได้รับสถานะ Krungthai WEALTH รับเอกสิทธิ์ทางการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

ผู้ที่สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://krungthai.com/link/fcd-3in1 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำสกุลเงินต่างประเทศได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
*เงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศบนเว็บไซต์ โดยการฝากเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โปรดศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4704696843146325&id=100008181677589&rdid=ujRNUS8L3slRMgfy#

TOP SPP รับรองเครดิตคาร์บอน ส่งเสริมเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคุมการปล่อยก๊าซทั่วไตรมาส ลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าค่าเฉลี่ย สร้างสมดุลธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

TOP SPP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้า
อีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) บริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ขนาด 354 เมกะวัตต์ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จำนวน 202,964 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) โดยเกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 66 - 31 มี.ค. 69) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าในระบบสายส่งของประเทศไทย หรือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 1,877,582 tCO2eq ตั้งแต่เริ่มขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2561

การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ พร้อมเสริมความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิตตามกลยุทธ์การชดเชยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Compensate Residual Emissions: C2) เพื่อปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050

ไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

GC ต่อยอดโพลิเมอร์!! เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ เน้นนวัตกรรม ตอบโจทย์ตลาด ผนึกกำลังลูกค้า-พันธมิตร สร้างโอกาสธุรกิจร่วมกันในปี 69

GC ต่อยอดความร่วมมือลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจโพลิเมอร์
เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรม

กรุงเทพฯ – 19 ตุลาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การค้า และตลาดโพลิเมอร์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ในงาน GC Annual Customer Seminar & Appreciation Night 2026 ภายใต้แนวคิด “Beyond Every Challenge, Together” เปิดเวทีให้ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อนำไปวางแผนรับมือความผันผวนและมองหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน พร้อมเชื่อมความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องรอยัล มณียา แกรนด์บอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ และนายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร GC ร่วมให้การต้อนรับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงร่วมกับลูกค้า

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่รอบด้าน ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น GC จึงจัดงานครั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมขอบคุณความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง
“GC เชื่อว่า ทุกความท้าทายสามารถนำไปสู่โอกาสใหม่ได้ เมื่อเราร่วมกันมองหาและลงมือทำ เราจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และนำความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แนวทางนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรม ที่เชื่อมความรู้และเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน” นายทิติพงษ์กล่าว

ภายในงานมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ Economic Outlook: “Mastering Market Volatility & The Next Economic Cycle” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และ Polymer Market Outlook: “Beneath the Iceberg; Driving into the Known & Unknown” เจาะลึกแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโพลิเมอร์ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “รู้ทันการค้าโลก เสริมความพร้อมธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานนำข้อมูลและมุมมองไปประกอบการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ

นอกจากนี้ GC ยังจัดกิจกรรม Appreciation Night เพื่อขอบคุณและเสริมความร่วมมือกับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการเป็นพันธมิตรที่เดินหน้าเคียงข้างลูกค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

LITE

18 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศต่อประชาราษฎร์เรื่องจะทรงผนวช ปฏิบัติพระราชกิจเคร่งครัดในสมณเพศ ทรงลาผนวชหลัง 15 วัน แห่งตำนาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช จึงได้ประกาศให้ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ได้รับทราบ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง
เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย

และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร์
โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 แล้ว

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว
ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า ‘ภูมิพโล’
ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหิกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

ที่มา: https://www.komchadluek.net/today-in-history/394077

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจ’ ผู้มีหน้าที่ดูแลความผาสุกประชาชน 13 ต.ค. 2458 รวมกรมตำรวจ เปลี่ยนชื่อและสถาปนาใหม่ 17 ต.ค. เป็นวันตำรวจแห่งชาติ

วันตำรวจ ของประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งเป็นวันประกาศรวม "กรมพลตระเวน" กับ "กรมตำรวจภูธร" เป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมตำรวจ" ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" จึงได้ถือเอาวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมแสดงความเคารพเทิดทูนต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงวันตำรวจไทย เป็นวันที่ 17 ตุลาคม โดยถือเอาฤกษ์วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2541 มากำหนดเป็นวันตำรวจแทน

16 ตุลาคม 2336 ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ ราชินีฝรั่งเศสองค์สุดท้าย ถูกประหารด้วยกิโยตีน ผลพวง ‘การปฏิวัติฝรั่งเศส’

มารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) นามเดิมตอนประสูติคือ อาร์ชดัชเชสมารีอา อันโทนีอา โยเซฟา โยฮันนา (Maria Antonia Josepha Johanna)

มารี อ็องตัวแน็ต เป็นพระราชธิดาในจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แกรนด์ดยุกแห่งตอสคานา (ราชวงศ์ลอแรน) กับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งฮังการีและโบฮีเมีย อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย (ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 เป็นพระธิดาองค์ที่ 14 ในจำนวน 16 พระองค์ของพระบิดาและพระมารดา

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) องค์หญิงจากออสเตรีย วัย 14 ชันษา ถูกส่งตัวมาฝรั่งเศส จากนั้นอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI) ในปี ค.ศ. 1770 เป็นการเชื่อมอำนาจระหว่าง ออสเตรีย-ฝรั่งเศส สองผู้ยิ่งใหญ่ในยุโรปแห่งศตวรรษที่ 18 แต่วิถีชีวิตที่อยู่กับความมั่งคั่งจากมรดกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14-15 กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา และลงท้ายด้วยการถูกประชาชนประณาม ถึงการใช้ทรัพย์สินในท้องพระคลัง จนเกือบถึงขั้นล้มละลาย ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อย่างลำบากยากแค้น ปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไม่ออก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน

นอกจากการถูกฝ่ายฝักใฝ่สาธารณรัฐ เกลียดชังในความฟุ้งเฟ้อ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ยังถูกเรื่องฉาวข่าวลือซุบซิบในราชสำนักไม่ว่างเว้น และหนึ่งในเรื่องที่เล่าขานต่อๆ กันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือพระนางมารี กับความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้รัก เคานต์ แอ็กเซิล ฟอน แฟร์ซอง (Axel von Fersen) เอกอัครราชทูตสวีเดน ซึ่งมาประจำการที่พระราชวังแวร์ซาย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1774
ข่าวลือเรื่องชู้รักรุนแรงถึงขั้นที่กล่าวกันว่า องค์รัชทายาท หลุยส์ที่ 18 (Dauphin Louis XVII เกิดปีค.ศ. 1785-เสียชีวิต ปี ค.ศ. 1795) นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแฟร์ซอง ไม่ใช่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยพบจดหมายที่ทั้งสองเขียนถึงกันหลายฉบับ เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เป็นการบอกข่าวความเป็นอยู่อย่างยากลำบากในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด และความพยายามขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อหนีจากเงื้อมมือคณะปฏิวัติ รวมทั้งการติดต่อขอความช่วยเหลือจากเหล่าผู้ปกครองราชวงศ์และขุนนางในยุโรป

หลังเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส ในฐานะนักโทษของแผ่นดิน พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ถูกกักบริเวณหรือจองจำอยู่ในพระราชวังตุยเลอรี ก่อนที่จะถูกสมัชชาแห่งชาติของคณะผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศสดำเนินคดีและพิพากษาประหารชีวิตบนแท่นกิโยตีนในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) ในข้อหาผู้ทรยศโกงชาติ

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

กรมชลประทานลุยขุดเจ้าพระยา2 ครม.อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท ขุดคลองใหม่ช่วยระบายน้ำจากชัยนาทถึงอ่าวไทย คาดลดน้ำท่วมกรุงเทพและภาคกลางได้ เวนคืนที่ดิน 2,000 ครัวเรือน พร้อมชดเชยเป็นธรรม

อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าขุดเจ้าพระยา 2 หลัง ครม. อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจลดผลกระทบน้ำท่วมภาคกลาง-กทม.

นายวิทยา แก้วมี ​อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำ (ชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-อ่าวไทย) หรือแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกอ่าวไทย โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล โผงเผง แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต

​แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลผ่านกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

​สำหรับขั้นตอนหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. ทางกรมชลประทานมีความพร้อมในด้านแบบก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินงานบางส่วนได้ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะในพื้นที่ช่วงจากจังหวัดชัยนาทมาป่าสัก (ลพบุรี)ที่เป็นพื้นที่ของกรมชลประทานเอง

ส่วนงบประมาณในการดำเนินการบางส่วนจะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรัฐบาลได้หารือร่วมกันไว้แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากหากไม่มีโครงสร้างใหม่นี้รองรับ ความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคตจะมีสูงมาก

​ในส่วนของผลกระทบต่อประชาชนและการเวนคืนที่ดิน ช่วงระยะทางจากป่าสักลงสู่อ่าวไทยที่มีระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมและส่งผลกระทบต่อราษฎรประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน

'ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าที่ดินและค่าชดเชยให้อย่างเป็นธรรม'อธิบดรกรมชลประทาน กล่าว

สำหรับกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดได้วางกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 8 ปี
​อธิบดีกรมชลประทานเน้นย้ำความมั่นใจว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะช่วยลดปริมาณมวลน้ำที่ต้องปล่อยลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันช่วงที่น้ำหลากมักสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี และสุพรรณบุรี นอกจากนี้ น้ำที่เคยต้องไหลผ่านเส้นเลือดฝอยสายเล็กๆ จะถูกดึงให้วิ่งตรงลงสู่อ่าวไทยได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่อยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง

นักยุทธศาสตร์ชี้ ‘เจ้าพระยา 2’ ลงทุนแสนล้านเพื่ออนาคต!! เมกะโปรเจกต์ 1.6 แสนล้านบาท ลดน้ำท่วม 3.48 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลาง ตอบคำถามข้องใจชุมชนอย่างชัดเจน

นักยุทธศาสตร์ประเมินความคุ้มค่า-ข้อกังวลโครงการเจ้าพระยา 2 คุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว

อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนระหว่างไปตรวจน้ำท่วมที่สุพรรคบุรีว่า โครงการขุดคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-สมุทรปราการ อ่าวไทย (เจ้าพระยา)จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ครม.ได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณไว้แล้ว 165,000 ล้านบาท ใช้เวลา 7-8 ปี เริ่มดำเนินการปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป

เริ่มศึกษาโครงการนี้ถึงความเป็นมา รายละเอียดของโครงการ นัดคุยกับ วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เจ้าของโครงการ ทราบว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการในช่วงแรกแล้ว คือชัยนาท-ป่าสัก สำคัญคือต้องเวนคืนที่ดิน และจะกระทบต่อชาวบ้านที่ต้องอพยพ 2000 กว่าครัวเรือน ที่กรมชลประทานจะต้องจ่ายค่าเวนคืนที่ดินอย่างคุ้มค่ากับการเสียสละอพยพไปสร้างบ้านใหม่ ซึ่งจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกันทุกครัวเรือน

มีรายละเอียดที่พูดคุยกันมาก จะค่อยๆทยอยนำมาเสนอ แต่รูดไปเจอผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งเขียนถึงโครงการนี้ไว้ และสอดคล้องกับวิธีการดำเนินงานของกรมชลประทาน จึงขออนุญาตมาถ่ายทอดต่อ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาโครงการขนาดใหญ่

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม เขียนบทความถึงโครงการ แม่น้ำเจ้าพระยา 2 โดยระบุว่า ทุกครั้งที่ฤดูน้ำหลากมาเยือน สังคมไทยมักวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม: เราจะยอมจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมซ้ำซากปีละหลายหมื่นล้าน หรือจะกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตัดวงจรปัญหานี้ให้จบ?

โครงการคลองผันน้ำหลาก “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “โครงการแม่น้ำเจ้าพระยา 2” ภายใต้งบประมาณรวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท บวกค่าเวนคืนที่ดินอีกกว่า 20,000 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามสำคัญในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์สังคมว่า

“เมกะโปรเจกต์นี้คุ้มค่าจริงไหม และแก้ปัญหาได้ตรงจุดเพียงใด?”

1. เคลียร์ชัดตั้งแต่ต้น: โครงการนี้ช่วยใครบ้าง และ “ไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ”
ความเข้าใจผิดสำคัญคือคิดว่าโครงการ 1.6 แสนล้านบาทนี้ทำขึ้นมาเพื่อปกป้องเฉพาะคนเมืองหลวง แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่บ่งชี้ว่าโครงการนี้ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้กว่า 3.48 ล้านไร่ ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ถึง 3 กลุ่มยุทธศาสตร์:

กลุ่มที่ 1: ชุมชนท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (ผู้รับเคราะห์น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี)
ประชาชนริมน้ำนอกคันกั้นน้ำใน ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา จะหลุดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมขังสูง 1–2 เมตร นานข้ามเดือน เพราะมวลน้ำท้ายเขื่อนจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปลอดภัย

กลุ่มที่ 2: โซนกรุงเทพฯ ปริมณฑล และฐานนิคมอุตสาหกรรม
กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ปลอดภัยจากน้ำเหนือที่หลากมาชนกับน้ำทะเลหนุน ป้องกันไม่ให้นิคมฯ นวนคร, ไฮเทค, บางปะอิน หรือโซนบางพลี ต้องเผชิญมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 ช่วยรักษาการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง

กลุ่มที่ 3: โซนภาคกลางตะวันออก (ได้ทั้งกันน้ำท่วม และได้น้ำต้นทุนหน้าแล้ง)
ลพบุรี, สระบุรี, นครนายก และฉะเชิงเทรา ไม่เพียงแต่ได้รับการระบายน้ำหลากตัดตรงลงอ่าวไทยอย่างรวดเร็วแต่ในฤดูแล้ง คลองสายใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็น อ่างเก็บน้ำแนวยาวกักเก็บน้ำจืดได้กว่า 155 ล้านลูกบาศก์เมตรส่งน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตรกรรมและนิคมฯ ในแถบ EEC ได้อย่างต่อเนื่อง

2. สลัดคอขวดวิศวกรรม: จากแนวพระราชดำริ “ถนนวงแหวนน้ำ” สู่โครงการจริงแนวคิดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองหลวง มีรากฐานสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังมหาอุทกภัยปี 2538 ที่ทรงเปรียบเทียบว่า หากกรุงเทพฯ ต้องการถนนวงแหวนรอบนอกเพื่อไม่ให้การจราจรติดขัดในเมือง ระบบระบายน้ำก็ต้องการ “ถนนวงแหวนน้ำ” เพื่อตัดมวลน้ำหลากออกสู่อ่าวไทยโดยไม่ต้องไหลผ่านเมืองหลวงเช่นกันในระบบปัจจุบัน มวลน้ำจาก ปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เมื่อถึงจุดวิกฤตที่ต้องระบายน้ำแตะ 2,500 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำทั้งหมดจะถูกบีบลงสู่แม่น้ำสายหลัก ผ่าน ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เข้าสู่กรุงเทพฯ

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบเดิม:
คลองชลประทานเดิมถูกออกแบบมาเพื่อ “การกระจายน้ำทำการเกษตร” ไม่ใช่ “การระบายน้ำท่วม”คลองเดิมมีลักษณะ ต้นคลองกว้าง ปลายคลองแคบ (ต้นทางรับน้ำได้ 210 ลบ.ม./วินาที แต่ปลายทางระบายได้เพียง 120–140 ลบ.ม./วินาที) น้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนข้างเคียงทันทีที่เริ่มผันน้ำ

3. โมเดลตัดยอดน้ำ: 900 ลบ.ม./วินาที ผ่านแนวระบาย 9 จังหวัด
โครงข่ายคลองผันน้ำ “เจ้าพระยา 2” ระยะทางรวมประมาณ 270 กิโลเมตร ถูกออกแบบมาเพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Peak Flow) ออกสู่อ่าวไทยโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ:

ช่วงชัยนาท–ป่าสัก (ขยายคลองเดิม ~134 กม.): ปรับปรุงขยายคลองชลประทานเดิมผ่าน ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ขยายศักยภาพการตัดน้ำหลากได้สูงถึง 930 ลบ.ม./วินาที

ช่วงป่าสัก–อ่าวไทย (ขุดคลองใหม่ ~135 กม.): ขุดแนวคลองใหม่ขนาดก้นคลองกว้าง 170 เมตร เริ่มจาก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ลากผ่าน อยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา สู่ปากอ่าวไทยที่สมุทรปราการ ระบายน้ำได้ราว 600 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการขยายระบบสูบน้ำและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ตัวเลขชี้วัดผลลัพธ์: เมื่อระบบตัดยอดน้ำออกไปได้ราว 900 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำที่จะไหลผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลักจะลดลงเหลือประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่แนวตลิ่งเดิมรองรับได้โดยไม่เอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจท้ายเขื่อน

4. คุ้มค่าจริงไหม? ชั่งน้ำหนักต้นทุน 1.6 แสนล้าน กับความสูญเสียระดับชาติ
หากเทียบตัวเลขการลงทุน 1.6 แสนล้านบาท กับความเสียหายที่ประเทศต้องจ่ายซ้ำซาก ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-Benefit) มีมิติที่ชัดเจน:
บทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554: ธนาคารโลกประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท เมกะโปรเจกต์นี้จึงคิดเป็นเพียงประมาณ 11% ของมูลค่าความเสียหายในครั้งนั้น

งบเยียวยารายปี: รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณฉุกเฉินและเงินชดเชยน้ำท่วมปีละนับหมื่นล้านบาทอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โครงการนี้จึงทำหน้าที่เป็น Risk Hedging (การประกันความเสี่ยง) ที่คุ้มทุนในระยะยาวความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ: ป้องกันการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ในนิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC

5. เจาะลึก 4 ข้อข้องใจของชุมชน: สิ่งที่รัฐต้องตอบให้เคลียร์
โครงการนี้กินพื้นที่เวนคืนกว่า 16,000 ไร่ และกระทบที่อยู่อาศัยราว 2,600 ครัวเรือน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่ใช่การคัดค้านแบบไร้เหตุผล แต่เป็นความกังวลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่รัฐต้องให้ความกระจ่าง:

ข้อข้องใจที่ 1: “เอาคนนอกเมืองมารับกรรมแทนคนกรุงหรือไม่?”

ความรู้สึกที่กลัวว่าจะถูกทิ้งให้เป็นผู้รับเคราะห์เพียงลำพัง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ระบบนี้ไม่ใช่การเอาน้ำไปแช่ขังในทุ่งแบบเดิม แต่เป็นการดึงน้ำตัดตรงลงทะเลให้เร็วที่สุด และเพื่อตอบแทนความเสียสละ รัฐต้องให้สิทธิพิเศษแก่ชุมชนริมแนวคลองในการดึงน้ำต้นทุนไปใช้ทำการเกษตรและอุปโภคในฤดูแล้ง

ข้อข้องใจที่ 2: ปัญหา “ที่ดินตาบอด” และ “ชุมชนถูกตัดขาดสองฝั่ง”

คลองขนาดยักษ์ที่มีเขตก่อสร้างกว้างกว่า 200–300 เมตร เปรียบเสมือนกำแพงน้ำที่ผ่ากลางวิถีชีวิต วัด โรงเรียน และญาติพี่น้อง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องวางโครงข่าย “วิศวกรรมการสัญจรชุมชน” กำหนดระยะสะพานข้ามคลองในความถี่ที่เหมาะสม ไม่ใช่เว้นห่างกัน 10–15 กิโลเมตร และต้องมีแผนจัดรูปที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินตาบอดก่อนเริ่มขุดคลอง

ข้อข้องใจที่ 3: ความเสี่ยงน้ำเค็มหนุน น้ำขังเน่าเสีย และระบบนิเวศการเกษตรพังทลาย

ความกังวลว่าน้ำเค็มจากอ่าวไทยจะรุกเข้าสู่พื้นที่เกษตร หรือคลองจะกลายเป็นหลุมดินรกร้างในหน้าแล้ง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ต้องมีระบบประตูกั้นน้ำเค็มและสถานีสูบน้ำปลายคลองที่ควบคุมด้วยระบบ Dynamic Control พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำขั้นต่ำ (Dead Storage) ไว้ตลอดปีเพื่อการเกษตร

ข้อข้องใจที่ 4: ความกังขาต่อ “ราคาเวนคืน” และ “ความเคว้งคว้างระหว่างรอโครงการ”ราคาประเมินราชการมักต่ำกว่าราคาตลาดจริง ทำให้เงินที่ได้ไม่พอไปตั้งรกรากใหม่ อีกทั้งขั้นตอนโครงการที่ยาวนานทำให้ชาวบ้านไม่กล้าลงทุนในที่ดินเดิม

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องเปลี่ยนเกณฑ์เวนคืนไปสู่ Replacement Cost (มูลค่าทดแทนที่แท้จริง) พร้อมเงินสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ (Relocation Assistance) และชี้แจงกรอบเวลาที่แน่นอน โปร่งใส

6. ปลดล็อกความคุ้มค่าสูงสุด: สู่ “Double-Use Infrastructure”
เพื่อให้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาทคุ้มค่าเกินร้อย โครงการนี้ต้องไม่เป็นแค่ “คลองระบายน้ำท่วมที่ใช้งานปีละ 2–3 เดือน” แต่ต้องยกระดับเป็น โครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์:

ทางหลวงเลี่ยงเมือง: พัฒนาถนนคันคลองทั้งสองฝั่งเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมภาคกลางตอนบนสู่ชายฝั่งทะเล

อ่างเก็บน้ำต้นทุน: ใช้เป็นแหล่งน้ำดิบป้อนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม EEC ในหน้าแล้ง

ควบคุมผังเมือง: กำหนดแนวโซนนิ่งป้องกันไม่ให้เขตเมืองขยายตัวมาทับแนวทางน้ำหลากในอนาคต

ความคุ้มค่าที่แท้จริงของ “เจ้าพระยา 2” จึงไม่ใช่แค่การระบายน้ำได้ตามโจทย์วิศวกรรม แต่คือการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เมกะโปรเจกต์นี้กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ

นี้เป็นบทความที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และคนเขียนก็เข้าใจในตัวโครงการนี้เป็นอย่างดี ขอขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่คิดแต่จะต้านอย่างเดียว

WORLD

‘ทรัมป์’ เปลี่ยนโฆษกทำเนียบขาวใน 5 วัน!! เข้าวันจันทร์ ออกวันศุกร์ ‘เคที ซาคาเรีย’ สร้างประวัติศาสตร์อยู่สั้นที่สุด ถูกวิจารณ์ความพร้อม-คุณสมบัติ กลายเป็นเจ้าของสถิติอยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด

“มาไว ไปไว!”
เคที ซาคาเรีย โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ของทรัมป์ อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 5 วันก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน! แม้จะเรียกว่าลาออก แต่เบื้องหลังกลับไม่ใช่การจากลาโดยสมัครใจสักเท่าไหร่!

เคที ซาคาเรีย (Katie Zacharia) วัย 41 ปี เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นโฆษกทำเนียบขาวแทนแคโรไลน์ เลวิตต์ โดยเริ่มงานวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2026 แต่พอถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ก็มีข่าวว่าเธอต้องพ้นจากตำแหน่งเสียแล้ว กลายเป็นโฆษกทำเนียบขาวที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ปัญหาเริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 14 นาที ซาคาเรียพูดติดขัด อ่านข้อความจากกระดาษเป็นส่วนใหญ่ และเปิดให้ผู้สื่อข่าวถามคำถามเพียง 3 สำนัก ก่อนถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความพร้อมในการทำหน้าที่โฆษกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเธอถูกขุดคุ้ยประวัติการทำงาน หลังเคยแนะนำตัวว่าเป็นนักกฎหมาย แต่กลับพบว่าเธอไม่เคยสอบผ่านเนติบัณฑิตเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความในสหรัฐฯ แม้จะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายก็ตาม ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประวัติที่เธอใช้แนะนำตัว
ซาคาเรียพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการออกรายการโทรทัศน์หลายครั้ง แต่กลับถูกวิจารณ์หนักขึ้น จนกระทั่งวันที่ 16 ตุลาคม ทรัมป์ออกมาบอกผู้สื่อข่าวว่า เขาเพิ่งคุยกับเธอ และแนะนำให้ลองคิดทบทวนว่าเหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่ พร้อมบอกว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงพิจารณาเรื่องการลาออก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีข่าวว่าเธอพ้นจากตำแหน่ง โดยทำเนียบขาวใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านออกจากหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายยืนยันกับสื่อว่าเธอถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ เช้าวันศุกร์เธอยังปรากฏตัวอยู่ที่ทำเนียบขาวตามปกติ แต่พอตกเย็นกลับไม่มีตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวอีกแล้ว!

หลังพ้นตำแหน่ง ซาคาเรียยังโพสต์ข้อความชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ทำงานหนัก และไม่มีใครทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ได้เท่าเขา พร้อมบอกว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานให้ทรัมป์
สรุปคือ เข้ามาทำงานวันจันทร์ แถลงข่าววันอังคาร ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติกลางสัปดาห์ และพ้นตำแหน่งวันศุกร์! ส่วนจะเรียกว่าลาออกหรือถูกไล่ออก ก็คงต้องดูว่าใครเป็นคนบอกให้เธอคิดทบทวนเรื่องลาออกตั้งแต่แรก!

ที่มา: Reuters, CBS News, Associated Press, NPR, New York Post

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122104440033508642&id=61595259264487&rdid=k2waBGh7zmoAdDqI#

คนนึงปล้น-คนนึงเอาไปคืน!! ปล้นสะดมวุ่นวายในลียง ชายปริศนาไม่ทนเห็นคนฉวยโอกาส แย่งเสื้อผ้าจากหญิงรายหนึ่ง ก่อนนำกลับเข้าไปคืนในร้าน

ท่ามกลางเหตุประท้วงและปล้นสะดมร้านค้าในฝรั่งเศส หญิงคนหนึ่งหอบเสื้อผ้าจำนวนมากออกมาจากร้าน PIMKIE ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีในเมืองลียง (Lyon) ด้วยท่าทางตื่นเต้น

ขณะที่ชายคนหนึ่งเข้ามาแย่งเสื้อผ้าทั้งหมดจากมือหญิงคนดังกล่าว ก่อนนำกลับเข้าไปคืนในร้าน!

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1432091999079156/?rdid=IM7M3LN3HsD8Gk5X#

ม็อบฝรั่งเศสลุกลาม!! ประชาชน 5.5 แสนคนลงถนน ประท้วงราคาน้ำมัน–ค่าครองชีพ–บริการรัฐ ก่อนปะทะเดือดกลางปารีส มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมราว 400 ราย

ปารีส, 18 ต.ค. (ซินหัว) -- ประมวลภาพเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส โดยผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผายานพาหนะหลายคัน ทำลายร้านค้าหลายแห่ง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยโลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ระบุว่ามีประชาชนเข้าร่วมการประท้วงทั่วฝรั่งเศสราว 5.5 แสนคน และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมราว 400 ราย

สื่อมวลชนของฝรั่งเศสรายงานว่าการประท้วงนี้มีเกษตรกร นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ สหภาพแรงงาน และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมเรียกร้องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับราคาเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา และการบริการสาธารณะ
(บันทึกภาพวันที่ 17 ต.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top