Sunday, 2 August 2026
NEWS

“แลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์” รับถ้วยพระราชทาน!! ทีมวิ่งการกุศลร่วมพลัง 174 คนร่วมวิ่งการกุศลวันสภากาชาด บริจาค 141,600 บาท สนับสนุนกิจกรรม ถ้วยรางวัลทีมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย รับถ้วยรางวัลพระราชทานในกิจกรรมวิ่งการกุศล "Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026"

ทีมงานและผู้สำเร็จหลักสูตรรวม 174 คน ร่วมใจกันสนับสนุนสภากาชาดไทย ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมและการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

ทีมงาน ผู้นำโปรแกรม และผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย (Landmark Worldwide Thailand ) รวม 174 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในนามทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ร่วมฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้ โดยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ 2 กิโลเมตร (36 คน ), 7 กิโลเมตร (51 คน ), 10 กิโลเมตร (54 คน ) และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร (33 คน ) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสภากาชาดไทย รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 141,600 บาทโดยประมาณ

การแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางวิ่งทอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นจุดเด่นสำคัญ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้หลายระยะทาง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนมารวมพลังกันสนับสนุนสภากาชาดไทย

ด้วยพลังความร่วมมือและการร่วมบริจาค ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ จึงได้รับถ้วยพระราชทานในพิธีมอบรางวัลภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ทีมที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด

ในงานวิ่งครั้งนี้ สมาชิกทีมสวมเสื้อที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยด้านหน้าพิมพ์ข้อความ "RUN for Transformation" และด้านหลังพิมพ์ข้อความ " อย่าแพ้เสียงในหัว " เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเป็นไปได้ใหม่ และให้พลังผู้คนได้สร้างผลลัพธ์ในชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจและไปเหนือกว่าสิ่งที่คาดเดาได้

จากความตั้งใจของทีมงานและสมาชิกในชุมชนแลนด์มาร์คที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ได้ก่อให้เกิดเป็นทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 174 คน ที่ร่วมใจกันเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อม และลงแข่งขันไปด้วยกัน สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ กระชับความสัมพันธ์ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

"นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน" จี๊ป ตั้งกิตติสุวรรณ ผู้นำแลนด์มาร์คฟอรั่ม ประเทศไทย กล่าว "วันนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์คได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานวิ่ง Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน และภาคภูมิใจที่สุดกับคุณค่าของรางวัลนี้ ที่สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันด้วยเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนสภากาชาดไทย นับเป็นภาพสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างชัดเจน"

เกี่ยวกับแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ :
แลนด์มาร์คนำเสนอหลักสูตรต่าง ๆ ในกว่า 20 ภาษา ครอบคลุมกว่า 124 ประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมแลนด์มาร์คฟอรั่มแล้วกว่า 3.5 ล้านคน และก่อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมกว่า 250,000 โครงการทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์

ที่มา : แลนด์มาร์ค

จีนขยับบทบาทผู้นำภูมิอากาศโลก!! ครั้งที่ 2 รวมผู้เชี่ยวชาญ 300 คน จาก 23 ประเทศ UNDP–HIT เปิด Climate Leadership Initiative เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจ และนโยบายภูมิอากาศ มุ่งยกระดับบทบาทสากลของจีน

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ

ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

ญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทยวัย 28 ปี!! จากผู้ต้องสงสัยสู่การไม่ฟ้อง เชื่อไม่รู้ว่ากาแฟมีไอซ์ซุกซ่อน หลังอัยการเห็นเป็นผู้หิ้วสินค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

อัยการญี่ปุ่นสั่ง “ไม่ฟ้อง” น.ส.จุฑาทิพย์ หญิงไทยวัย 28 ปี หิ้วกาแฟซุกไอซ์ ถูกจับได้ที่สนามบินฟุกุโอกะ

โดยมองว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อได้ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำเอาสินค้าซึ่งไม่รู้ว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่น

อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันในเรื่องยาเสพติดมาก่อน จึงเตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3740121786140488/?rdid=tSFE6xilmVkkbMXc#

เปิดแนวทางจัดการมรดกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ 50 ปี จากคลิปท่องเที่ยวสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ‘ฮลุน โซโล่’ ยังได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินฯ แนะทายาทยื่นจัดการมรดก ก่อนดูแลบัญชียูทูบและผลประโยชน์ของ ‘ฮลุน โซโล่’

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจง คลิปยูทูบของ “ฮลุน โซโล่” ยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปีนับจากวันเผยแพร่ครั้งแรก ขณะที่สิทธิในช่องและรายได้สามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมได้ พร้อมแนะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการดูแลบัญชีต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของ “ฮลุน โซโล่” ภายหลังเสียชีวิต โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนยูทูบถือเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

คลิปวิดีโอมีองค์ประกอบสร้างสรรค์หลายส่วน เช่น ภาพสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกและเรียบเรียงฟุตเทจ จังหวะการตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยาย เมื่อบันทึกไว้ในอุปกรณ์หรือหน่วยความจำและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้ จึงเข้าข่าย “งานโสตทัศนวัสดุ” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ฮลุน โซโล่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างคลิปขึ้น และมีสิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงาน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง งานโสตทัศนวัสดุจะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะคุ้มครองต่อเนื่อง 50 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก ดังนั้น วันที่อัปโหลดคลิปแต่ละชิ้นลงยูทูบจึงถือเป็นวันเผยแพร่ครั้งแรกของคลิปนั้น

ลิขสิทธิ์ยังถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ เงินฝาก หรือที่ดิน หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ สิทธิในลิขสิทธิ์จะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุ แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เช่น บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย และญาติในลำดับถัดไป โดยคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นสามารถนำคำสั่งศาลไปใช้จัดการบัญชียูทูบ สิทธิในช่อง และรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ต่อไป 

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000074972

POLITICS

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

ECONBIZ

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

LITE

1 สิงหาคม 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี หมุดหมายสำคัญแห่งบรรพราชประเพณีไทย

‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษก โดยแบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินี และพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์จะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

อย่างไรก็ตาม สำหรับวันที่ 1 ของเดือนสิงหาคมปี 2567 นี้ หากย้อนกลับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ทั้งนี้ พระองค์ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับ เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก

ที่มา : Wikipedia / ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 1

28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ในหลวงรัชกาลที่ 10

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10

โดยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้รับพระราชทานพระนามว่า ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ’

>> การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ อาณาประชาราษฎร์ ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ นานัปการ เพื่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย โดยมิได้ย่อท้อ

ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติส่วนพระองค์ ทั้งในด้านความมั่นคง ของประเทศ ด้านสังคมสงเคราะห์ การศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรม การแพทย์และสาธารณสุข การทหาร การบิน การต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อ ความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่บ้านเมืองและ ประชาชนคนไทยทั้งปวง

ดั่งพระราชดำรัสในพิธี ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในการสถาปนาขึ้นเป็น ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ความว่า “ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ ต่อประชาชนจะปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถและ โดยความเสียสละเพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบ เท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

>> ทรงรับขึ้นทรงราชย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เวลา 19.16 น. ปวงชนชาวไทยทั้งผอง ต่างปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาทเสด็จ ขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา และกล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” 

การทุ่มเทพระวรกายปฎิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ โดยมิทรงว่างเว้นของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สะท้อนถึงพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร สมดั่งพระราชปณิธานที่ทรงมีพระราชประสงค์ สืบสาน รักษาต่อยอด ในหลวงรัชกาลที่ 9

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่มา : สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด

27 กรกฎาคม 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ช่วยกิจการสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 85 ปี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“อิสราเอล” เดือดปมเกณฑ์ทหารฮาเรดี!! ข้อยกเว้น 75 ปีถูกท้าทายด้วยคำถามความเป็นธรรม เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม คำถามเรื่องฮาเรดีจึงไม่ใช่แค่ใครต้องเป็นทหาร แต่คือใครควรแบกรับภาระของชาติอย่างเป็นธรรม

ยิวออร์โธดอกซ์สุดเคร่ง (Haredi หรือ Ultra-Orthodox Jews)

ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ให้เข้ากองทัพอิสราเอล

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีระบบภาคบังคับตามกฎหมายในการเกณฑ์ทหาร โดยพลเมืองที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะต้องเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) เมื่ออายุครบ 18 ปี เริ่มต้นเกณฑ์เมื่ออายุ 18 ปี (กระบวนการเตรียมตัวและตรวจเลือกเริ่มตั้งแต่ 16 ปีครึ่ง) ระยะเวลาประจำการรับราชการ พลเมืองชายต้องเข้าประจำการเป็นเวลาประมาณ 32 เดือน (2 ปี 8 เดือน) และพลเมืองหญิงต้องประจำการเป็นเวลาประมาณ 24 เดือน (2 ปี)

กลุ่มที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ พลเมืองชาวอิสราเอลกลุ่มชาวยิว (ทั้งชายและหญิง), ชาวดรูซ (เฉพาะชาย) และชาวเซอร์แคสเซีย (เฉพาะชาย) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นคือ ชาวอาหรับอิสราเอลส่วนใหญ่ (ยกเว้นชาวดรูซและเซอร์แคสเซีย) หญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงตั้งครรภ์ หรือมีบุตร หญิงที่ยื่นเรื่องยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนาอย่างถูกต้อง ชาวยิวกลุ่มอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) ซึ่งในอดีตมักได้รับข้อยกเว้นทางศาสนา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงและข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองอย่างหนักในปัจจุบัน และกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจที่ไม่ผ่านเกณฑ์

ศาสนายูดายอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) เป็นกลุ่มย่อยของศาสนายูดายออร์โธดอกซ์ที่มีลักษณะเด่นคือการตีความแหล่งที่มาทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวยิวฮาเรดีถือว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายและประเพณีทางศาสนายิวที่แท้จริงที่สุด ซึ่งในความคิดของพวกเขาแล้วนั้น มีผลผูกพันและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายคนมองว่าการแสดงออกร่วมสมัยอื่นๆ ของศาสนายูดาย ทั้งหมด รวมถึงออร์โธดอกซ์สมัยใหม่ถือเป็น "การเบี่ยงเบนจากกฎของพระเจ้า" แม้ว่าขบวนการอื่นๆ ของศาสนายูดายจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ที่มาของการยกเว้น ในปี 1948 หลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอล David Ben-Gurion นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ทำข้อตกลงกับผู้นำชุมชนฮาเรดี โดยยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่นักศึกษาศาสนา (Yeshiva Students) จำนวนประมาณ 400 คน เพื่อรักษาประเพณีการศึกษาคัมภีร์โทราห์ที่สูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) หลักการนี้เรียกว่า “Torato Umanuto (การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นอาชีพของเขา)” เมื่อประชากรฮาเรดีเพิ่มขึ้น การยกเว้นครอบคลุมคนจำนวนมากขึ้นจนถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ด้วยปัจจุบันมีชาวยิวฮาเรดีมีจำนวนราว 13% ของพลเมืองอิสราเอล ทำให้ชายชาวเฮราดีวัยเกณฑ์จำนวนหลายหมื่นคนที่ขอเลื่อนหรือได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร ในปี 2024 ศาลฎีกาอิสราเอลได้ตัดสินให้ยุติฐานปฏิบัติทางกฎหมายในการยกเว้น จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ถกเถียงกันมากที่สุดของอิสราเอลมานานกว่า 75 ปี

เหตุผลของชาวยิวฮาเรดีคือ การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศในทางจิตวิญญาณ การเข้าเป็นทหารอาจทำให้วิถีชีวิตทางศาสนาเสียหาย เช่น

· การแยกชายหญิง

· การรักษากฎอาหารโคเชอร์อย่างเคร่งครัด

· การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบฆราวาส

· หลายกลุ่มเชื่อว่าการอุทิศชีวิตให้ศาสนา มีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าการรับราชการทหาร

ในขณะที่ชาวยิวอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องเป็นรับการเกณฑ์ให้เป็นทหาร ทำให้เกิดคำถามเรื่อง "ความเป็นธรรมในการแบ่งภาระ" (Equal Burden) โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่กองทัพต้องการกำลังพลเพิ่ม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2024 เมื่อศาลฎีกาอิสราเอลมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า

· ไม่มีฐานกฎหมายที่รองรับการยกเว้นแบบเดิมอีกต่อไป

· รัฐต้องเริ่มเกณฑ์ชายฮาเรดีเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น

หลังจากนั้น กองทัพอิสราเอล (IDF) เริ่มทยอยส่งหมายเรียกเกณฑ์ทหารแก่ชายฮาเรดี แม้ว่าการบังคับใช้จริงยังเผชิญแรงต่อต้านและอัตราการเข้ารับราชการยังต่ำมาก ประเด็นนี้ได้ส่งผลต่อการเมืองอิสราเอลอย่างมาก เพราะ

· พรรคการเมืองฮาเรดีมักเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญ

· หากรัฐบาลผลักดันการเกณฑ์ทหารอย่างเข้มงวด พรรคดังกล่าวอาจถอนตัวจากรัฐบาล จึงเกิดความเสี่ยงต่อการยุบรัฐบาลหรือการเลือกตั้งใหม่อยู่เป็นระยะ

ล่าสุดในปี 2026 ยังมีการประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชนฮาเรดีต่อต้านการเกณฑ์ทหาร สะท้อนว่าประเด็นนี้ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งสำคัญของสังคมอิสราเอล ปัจจุบัน แม้ว่า รัฐบาลอิสราเอลพยายามเกณฑ์ชายชาวฮาเรดีเข้าเป็นทหาร แต่ยังเผชิญแรงต้านทั้งทางศาสนา สังคม และการเมืองอย่างหนักโดยต่อเนื่อง และกลายเป็นความท้าทายในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ของอิสราเอลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

จากเมสซี่ถึงลามีน ยามาล เมื่อฟุตบอลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยอีกครั้ง

สนามหญ้าไม่เคยจดจำใครไว้ตลอดกาล มันแค่ยืมร่างของนักเตะแต่ละคนไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เดินย่ำรอยเดิมอีกครั้ง เสียงเชียร์ที่เคยตะโกนชื่อ "เมสซี่" จนสั่นสะเทือนคัมป์ นู วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนชื่อ "ยามาล" และนั่นคือสัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่ตลอดกาล มีเพียงช่วงเวลาที่เราได้เป็นพยานในความยิ่งใหญ่นั้นเท่านั้น

เด็กชายตัวเล็กจ้อยจากโรซาริโอ กับความฝันที่ต้องแลกด้วยน้ำตา

ก่อนจะเป็นชายผู้ครองบัลลงดอร์แปดสมัย ลิโอเนล เมสซี่ เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กจากเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา ผู้เริ่มเตะบอลครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่นอย่างกรานโดลี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับนิวเวลล์ โอลด์บอยส์ สโมสรในบ้านเกิดที่หล่อหลอมทักษะการเลี้ยงบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เส้นทางของเมสซี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่ออายุได้ 11 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเขาขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งบาร์เซโลนาตัดสินใจรับภาระค่ารักษาทั้งหมด แลกกับการที่เมสซี่ต้องทิ้งบ้านเกิดในวัยเพียง 13 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สเปนเพียงลำพัง
บาร์เซโลนาส่งเมสซี่เข้าสู่ระบบเยาวชนลา มาเซีย ศูนย์ฝึกในตำนานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคัมป์ นู ชามอ่างยักษ์ที่เป็นตำนานมาหลายชั่วอายุคน และเป็นที่นั่นเองที่เด็กชายขี้อายจากอาร์เจนตินาได้เรียนรู้ปรัชญาฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา ซึมซับวิถีการครองบอลและการเล่นเป็นทีมจนหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนจะเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในปี 2004 และเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 672 ประตูจาก 778 นัดที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของยอดนักเตะแห่งยุคตลอดมา ตลอดเส้นทางอาชีพจนถึงปัจจุบัน เมสซี่ทำประตูรวมไปแล้วกว่า 919 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีกกว่า 457 ครั้ง คว้าบัลลงดอร์มาครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 สมัย และพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จในปี 2022 จากการเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง

จากรอกาฟอนดาสู่ลา มาเซีย เส้นทางของเด็กชายผู้ไม่เคยกลัวเวที

ในอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ลามีน ยามาล เกิดที่เมืองเอสปลูเกส เด อโยเบรกัต แต่เติบโตขึ้นในย่านรอกาฟอนดา ชุมชนแรงงานอพยพในเมืองมาตาโร ที่ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน พ่อของเขาเป็นชาวโมร็อกโกและแม่เป็นชาวอิเควทอเรียลกินี ยามาลเริ่มเตะบอลครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 4 ปี บนลานคอนกรีตที่เด็ก ๆ ในย่านนั้นใช้เป็นสนามฟุตบอล จนเมื่ออายุได้เพียง 6 ปี แมวมองของบาร์เซโลนาก็สังเกตเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าที่ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งเดียวกับที่เคยหล่อหลอมเมสซี่มาก่อน
ยามาลเข้าร่วมกับบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการในปี 2014 ขณะอายุ 7 ปี และไต่ระดับผ่านรุ่นอายุต่าง ๆ ของลา มาเซียเร็วกว่าใครในรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน 2023 เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน 16 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นให้บาร์เซโลนาชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยามาลลงเล่นให้บาร์เซโลนาไปแล้วกว่า 157 นัด ทำได้ 54 ประตู คว้าแชมป์ลาลีกามาแล้ว 3 สมัย พร้อมแชมป์โกปา เดล เรย์ และซูเปร์โกปา เด เอสปัญญ่า ส่วนกับทีมชาติสเปนเขาลงเล่นไปแล้ว 33 นัด ทำได้ 7 ประตู และเป็นกำลังสำคัญที่พาสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 พร้อมรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะจบอันดับรองชนะเลิศบัลลงดอร์ในปี 2025 ขณะอายุเพียง 18 ปี และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของลาลีกาในฤดูกาล 2025-2026

ภาพถ่ายแห่งโชคชะตา เมื่อเมสซี่เคยอาบน้ำให้ทารกน้อยชื่อยามาล

มีเรื่องราวหนึ่งที่ฟังดูเหมือนถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Diario Sport ร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดทำปฏิทินการกุศลโดยให้นักเตะชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาถ่ายภาพคู่กับเด็กทารกในครอบครัวที่ชนะการจับสลาก ครอบครัวของยามาลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก และโดยบังเอิญที่สุด นักเตะที่ถูกจับคู่กับทารกวัยเพียง 6 เดือนคนนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวรุ่งวัย 20 ปีที่กำลังเฉิดฉายในเวลานั้น
ภาพถ่ายในห้องแต่งตัวของคัมป์ นู แสดงให้เห็นเมสซี่ผู้ขี้อายค่อย ๆ ช่วยแม่ของยามาลอาบน้ำให้ทารกน้อยในอ่างพลาสติกใบเล็ก ๆ โดยไม่มีใครในวันนั้นจะรู้ได้เลยว่าอีก 19 ปีต่อมา ทารกในอ้อมแขนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่ปรับในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ มาหลายปี กระทั่งพ่อของยามาลนำมาเผยแพร่ในปี 2024 พร้อมข้อความว่า "จุดเริ่มต้นของตำนานสองคน" ก่อนจะกลับมาไวรัลอีกครั้งในปี 2026 เมื่อชะตากรรมนำพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก
เมื่อถูกถามถึงภาพถ่ายนี้ก่อนนัดชิงชนะเลิศ เมสซี่เองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่าเป็นเรื่องราวที่ "บ้าคลั่ง" เหลือเชื่อที่โชคชะตาจะนำพาให้ทารกในอ้อมแขนของเขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ วันนี้ ส่วนยามาลเองก็เคยเปิดเผยว่าครอบครัวของเขาเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับมานาน เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบกับเมสซี่ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัด

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสองปลายทางมาบรรจบกัน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ณ สนามนิวยอร์กนิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา คือวันที่ประวัติศาสตร์เขียนบทที่แทบไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าจินตนาการ เมื่อทีมชาติสเปนของยามาลต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินาของเมสซี่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก นี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ลงสนามปะทะกันในระดับทีมชาติ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อ 19 ปีก่อน ที่ทั้งสองคนได้กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกครั้ง
เกมดำเนินไปอย่างสูสีตลอด 90 นาที ก่อนจะต้องต่อเวลาพิเศษ ยามาลพยายามอย่างหนักในช่วงต้นเกม สร้างโอกาสอันตรายให้สเปนถึงสองครั้งภายในไม่กี่นาทีแรก ขณะที่เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงเป็นหัวใจหลักของอาร์เจนตินา แม้ร่างกายจะไม่หนุ่มแน่นเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว เฟร์รัน ตอร์เรส กองหน้าจากบาร์เซโลนาเช่นเดียวกับยามาล คือผู้เขียนบทปิดท้ายด้วยประตูชัยในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยแรกเมื่อปี 2010

การประจันหน้ากันบนสนามไม่ใช่การต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นเหมือนภาพวาดที่งดงามที่สุดของโลกฟุตบอล ภาพของเมสซี่ในวัยอาวุโสผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและสุขสมหวังมาทุกประการ ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้สวมเสื้อหมายเลข 19 ที่สร้างสรรค์เกมริมเส้นที่กำลังเจิดจรัส ทุกจังหวะที่ทั้งคู่เลี้ยงบอล หลบหลีก หรือส่งบอล มันคือการดวลกันระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" กับ "อนาคตอันโชติช่วง"
เมื่อเสียงนกวีดยาวจบเกมลง ภาพการสวมกอดกันระหว่างเมสซี่และยามาลได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์ รอยยิ้มของเมสซี่ที่มองไปยังเด็กหนุ่ม ไม่ใช่สายตาของคนที่พ่ายแพ้ต่อเวลา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นพรุ่งนี้ของโลกฟุตบอลกำลังอยู่ในมือคนที่คู่ควร

แม้จะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เมสซี่ก็ยังทิ้งท้ายทัวร์นาเมนต์นี้ไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยผลงาน 8 ประตูและ 4 แอสซิสต์ตลอดทั้งรายการ ลงเล่นครบทุกนัดของอาร์เจนตินา และเกือบคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหากไม่ถูกคิลิยาน เอ็มบัปเป้แซงหน้าไปในนัดชิงอันดับสาม ส่วนยามาลแม้จะทำได้เพียง 1 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของทีมสเปนที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทั้งรายการ 8 นัด และหลังเสียงนกหวีดหมดเวลา ยามาลเดินเข้าไปหาเมสซี่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเปิดเผยในภายหลังว่าคำพูดที่เมสซี่มอบให้เขาในวันนั้นมีความหมายไม่ต่างจากเหรียญทองที่เพิ่งได้รับมา
"เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดชีวิต ผมแหงนมองรูปของเขาที่ติดไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เราที่ลา มาเซียมาเป็นเวลาหลายปี และในช่วงท้ายของเกม ผมได้แสดงความเคารพต่อเขา" — ลามีน ยามาล กล่าวไว้หลังแมตช์นัดชิงหยุดโลกนี้

เส้นขนานแห่งเวลา เมื่อประวัติศาสตร์สะท้อนเงาตัวเอง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกเมื่อเราวางชีวิตของทั้งสองคนนี้เคียงข้างกัน ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวย ทั้งคู่ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อไล่ตามความฝัน ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาในระบบเยาวชนลา มาเซียแห่งเดียวกัน สวมเสื้อสีเดียวกัน และแบกความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ยังไม่ทันโตเต็มที่เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียงบริบทของยุคสมัยเท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อน โลกจับตาดูเด็กชายผมยาวชาวอาร์เจนตินาที่เลี้ยงบอลทะลุแนวรับได้ราวกับเวทมนตร์ วันนี้โลกกำลังจับตาดูเด็กหนุ่มชาวคาตาลันเชื้อสายโมร็อกโก-อิเควทอเรียลกินีที่ทำสิ่งเดียวกันนั้นซ้ำอีกครั้ง ราวกับฟุตบอลกำลังบอกเราว่าความมหัศจรรย์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยร่างใหม่ให้มาสวมมันในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง และบางทีภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อปี 2007 อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุที่รอวันเผยตัวมาตลอด 19 ปี

สัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราเสมอ

ฟุตบอลคือกระจกสะท้อนชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่ซื่อตรงที่สุดแบบหนึ่ง มันไม่เคยปรานีต่อกาลเวลา และไม่เคยวางใครไว้ที่จุดสูงสุดตลอดไป นักเตะทุกคนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนเดียวกัน จากดาวรุ่งสู่มืออาชีพเต็มตัว จากผู้รับแรงบันดาลใจ สู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นต่อไป และจากผู้ท้าชิงบัลลงดอร์สู่ตำนานที่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเวที และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เขียนบทของตัวเองต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นความงดงามของวัฏจักร ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่เองก็เคยเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่โรนัลดินโญ่ และวันนี้ยามาลก็กำลังเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่เมสซี่ ทุกคนล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต และเมื่อถึงเวลาของตัวเอง ยามาลเองก็จะต้องส่งไม้ต่อให้กับใครสักคนที่จะก้าวเดินตามมาถึงจุดเดียวกันกับเขาในวันนี้เช่นกัน

บางทีสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องราวนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขสถิติหรือถ้วยรางวัลใด ๆ เลย แต่คือความจริงที่ว่า ไม่ว่าดาวดวงหนึ่งจะสว่างไสวเพียงใด ฟ้าก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงรักฟุตบอลไม่เสื่อมคลาย เพราะทุกครั้งที่ดวงหนึ่งลับขอบฟ้า จะมีอีกดวงหนึ่งเริ่มทอแสงขึ้นมาเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรักฟุตบอลทั่วโลกควรกระทำ คงไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือการโค้งคารวะและแสดงความขอบคุณต่อตำนานที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมกับเปิดหัวใจโอบรับความงดงามของยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นตรงหน้าเราอีกครั้ง

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

WORLD

“เวียดนาม” จ่อลดมหาวิทยาลัย!! ปรับลดมหาวิทยาลัยรัฐ 20% กำหนดเสร็จ 1 เม.ย. 70 โอนสถาบันข้ามสาขาให้กระทรวงดูแล ควบรวมหรือปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่เดียวกัน

เวียดนามจ่อลดจำนวน 'มหาวิทยาลัยรัฐ' อย่างน้อย 20%

กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPVCC) ชุดที่ 14 มีคำสั่งให้ปรับลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2027 โดยปัจจุบันเวียดนามมีสถาบันอุดมศึกษารวม 291 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันของรัฐ 228 แห่ง

มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาและครอบคลุมหลายสาขา จะถูกโอนให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม หรือรัฐบาลท้องถิ่น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรือเมืองเดียวกันจะถูกควบรวมหรือปรับโครงสร้างเข้าด้วยกัน ส่วนสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ ชูดีลสันติภาพกาซา!! Board of Peace บรรลุข้อตกลงกาซา ปลดอาวุธฮามาส–กลุ่มติดอาวุธในกาซา แลกอิสราเอลทยอยถอนทัพ เปิดทางกองกำลังนานาชาติดูแลความมั่นคง

ทรัมป์ประกาศ คณะเจรจาสันติภาพ (Board of Peace) ได้บรรลุ "ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา"

ตามคำประกาศของทรัมป์ การดำเนินการจะเป็นไปแบบ ทยอยเป็นระยะ โดยเมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น กองทัพอิสราเอลจะทยอยถอนกำลังออกจากกาซา ขณะที่กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilization Force) จะเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงร่วมกับกองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน

ทรัมป์ยังระบุว่า ในระยะต่อไป กาซาจะอยู่ภายใต้การบริหารของ รัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ ที่จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการสันติภาพกาซา พร้อมกล่าวขอบคุณ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ที่มีบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจา และย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้กาซาถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิสราเอลอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1361166772838346/?rdid=JsOsA0ZHGvBSL1tL#

ผู้อพยพชาวแอฟริกันหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวโมร็อกโก พากันข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในดินแดนแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ของสเปนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากส่งเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจหลังสามารถเข้าสู่ดินแดนของสเปนได้สำเร็จ

ช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้อพยพราว 1,500 คน เข้าสู่เซวตาในวันเดียว โดยหลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนปีนรั้วชายแดน ส่งผลให้กองกำลัง Guardia Civil ต้องระดมกำลังรับมืออย่างเร่งด่วน และรัฐบาลท้องถิ่นของเซวตาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงส่งกองทัพเข้ามาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงบริเวณชายแดน

"เซวตา" เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ มีพรมแดนติดกับโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในสองจุดผ่านแดนทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับสหภาพยุโรป จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ผู้อพยพใช้ในการพยายามเข้าสู่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง

แม้เมือง เซวตา (Ceuta) จะเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหภาพยุโรป และมีความพยายามลักลอบข้ามพรมแดนเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เหตุการณ์ที่มีผู้อพยพหลายพันคนหลั่งไหลเข้าพร้อมกันในครั้งนี้ถือว่า ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 และได้เรียกร้องให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังศูนย์รองรับผู้อพยพมีผู้เข้าพักเกินขีดความสามารถอย่างหนัก และกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2123323488563393&set=pcb.1360735539548136

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top