Saturday, 18 July 2026
NEWS

ไทย–ญี่ปุ่น จับมือยกระดับแรงงาน ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในญี่ปุ่น ชูโมเดลพัฒนาฝีมือ–ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต่างแดน พบแรงงานไทยกว่า 1,300 คน ย้ำไทยพร้อมปั้นแรงงานคุณภาพ

‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่ญี่ปุ่น ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในบริษัท Kanemi Foods ชูโมเดลความร่วมมือสร้างทักษะฝีมือแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนบริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานและพบปะพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทย พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ และองค์กรกำกับดูแล AI Family Cooperative Society ถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น ร่วมหารือด้วย ณ บริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้รับชมมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อพนักงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบริษัท Kanemi Foods ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานแรงงานไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,332 คน แบ่งเป็นผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 1,084 คน และแรงงานทักษะเฉพาะอีก 248 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ แจ้งว่าอยู่ระหว่างการขยายสาขาโรงงานและประสงค์จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่แรงงานไทยตอนหนึ่งว่า "การทำงานในต่างประเทศนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี วิธีการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานระดับสากล ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รักษาระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองหรือครอบครัว แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในสายตานายจ้างและสังคมญี่ปุ่น"

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาไประบบการจัดส่งแรงงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง AI Family Cooperative Society ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกำกับดูแลและประสานงาน ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างบริษัท องค์กรกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแรงงานไทยประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานและสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานไทยทุกคนเสมอ

UACU หนุนศึกพลังงาน!! มอบทุน 105,000 บาทสนับสนุน หลักสูตรพลังงาน จุฬาฯ เดินหน้าพัฒนา บุคลากรปิโตรเลียม สู่ระดับสากล ชูความมั่นคงพลังงานไทยอย่างยั่งยืน

UAC Utilities มอบทุนการศึกษา หนุนหลักสูตรธรณีศาสตร์พลังงาน
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกระดับบุคลากรปิโตรเลียมระดับสากล

พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนความมั่นคงทางด้านพลังงาน
ควบคู่การบ่มเพาะศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่
สู่สายงานในระดับสากล

บริษัท ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด “UACU” ผู้ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(บริษัทในเครือของ
บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ “UAC”)
ร่วมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานของประเทศ
ผ่านการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดย คุณนิลรัตน์ จารุมโนภาส และคุณชัยยศ ชุณห์วิจิตรา กรรมการบริษัท เป็นผู้แทนบริษัทมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษา
จำนวน 105,000 บาท แก่หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาธรณีศาสตร์พลังงาน (หลักสูตรนานาชาติ)
ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยมี รศ.ดร.ปิยพงษ์ เชนร้าย หัวหน้าภาควิชาธรณีวิทยา
พร้อมด้วย รศ.ดร.สุคนธ์เมธ จิตรมหันตกุล และ
ศ.ดร.ศรีเลิศ โชติพันธรัตน์ เป็นผู้รับมอบ
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยผู้แทนผู้บริหาร UACU กล่าวว่า
“บริษัทเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
เป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคง
ด้านพลังงานของประเทศ การสนับสนุนทุนการศึกษาในครั้งนี้
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่
ได้ต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และเตรียมความพร้อม
สู่การทำงานในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไทย
ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” – กรุงเทพฯ, ประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

‘อาจารย์อุ๋ย’ วิเคราะห์สหรัฐฯ คว่ำ MOU อิหร่าน ส่อเปลี่ยนสันติภาพเป็นเกมการเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอม จับตาเกมเลือกตั้ง–แรงกดดันอิสราเอลดันตะวันออกกลางเดือด เตือนไทยต้องรับมือราคาน้ำมัน–เงินเฟ้อจากช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ระเบียบโลกสั่นเมื่อมหาอำนาจไม่รักษาสัญญ

อาจารย์อุ๋ย ชี้! สหรัฐฯ กลืนน้ำลายคว่ำ MOU อิหร่าน เกมการเมืองสกปรก ทุนไซออนิสต์บงการ หรือดิ้นหนีตายเลือกตั้งกลางเทอม?

เมื่อข้อตกลงหยุดยิงที่เกือบจะสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางอย่าง "บันทึกความเข้าใจอิสลามาบาด" (Islamabad MOU) ที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 กลับถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ชิ้นดีด้วยน้ำมือของสหรัฐอเมริกาเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลวอชิงตันลนลานหาทางลงเพราะหวาดผวาว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเข้ามาขย้ำเศรษฐกิจอเมริกันจนพังพินาศ แต่จู่ๆ กลับเปลี่ยนท่าทีมาเปิดฉากถล่มเป้าหมายอิหร่านและหวนกลับมาปิดล้อมน่านน้ำอีกครั้งในช่วงกรกฎาคมนี้

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอวิเคราะห์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "เกมสมประโยชน์" ที่ผสมโรงระหว่างอิทธิพลมืดทางการเงิน และฤดูกาลเลือกตั้งที่กำลังไล่กวดเข้ามา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงกลืนน้ำลายตัวเอง? เปิดหน้าตัก "ทุนไซออนิสต์":

คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ ยอมเสี่ยงให้ราคาน้ำมันโลกทะลุเพดานและทุบเศรษฐกิจตัวเองทำไม? คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างอำนาจภายในของอเมริกา

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ กลุ่มผลประโยชน์ข้ามชาติอย่าง กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ยิวไซออนิสต์ (เช่น AIPAC) มีอิทธิพลเหนือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างเบ็ดเสร็จ กลุ่มทุนเหล่านี้ควบคุมเส้นเลือดใหญ่ทั้งในตลาดเงินวอลล์สตรีท เม็ดเงินบริจาคพรรคการเมือง และสื่อกระแสหลัก

เมื่ออิสราเอลส่งสัญญาณชัดเจนว่า "ไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน" และพร้อมจะเดินหน้าลุยทางตอนใต้ของเลบานอนต่อ แรงกดดันมหาศาลจึงตกมาที่ทำเนียบขาว สหรัฐฯ ถูกบีบให้เลือกระหว่าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นของประเทศ กับ ความอยู่รอดทางการเมืองของนักการเมืองที่พึ่งพาเงินทุนไซออนิสต์ และสุดท้าย... ทุนนิยมและการทหารก็ชนะกฎหมายระหว่างประเทศตามเคย ข้อตกลงที่ลงนามกันไว้จึงกลายเป็นเพียงเศษกระดาษในพริบตา

นอกจากนี้หากเรากางปฏิทินดู จะเห็นภาพชัดเจนว่าทำไมสงครามถึงต้องถูกลากยาวและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงนี้ ปัจจัยหลักมาจากสองสมรภูมิเลือกตั้งใหญ่:

 * ตุลาคม 2026 - การเลือกตั้งอิสราเอล: นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และพรรคลิคุด กำลังเผชิญภาวะวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง ทางรอดเดียวของเขาในทางเมืองคือการ "เลี้ยงไข้สงคราม" เพื่อทำตัวเป็นผู้นำยามสงครามและปลุกกระแสชาตินิยม หากสงครามจบลง เนทันยาฮูอาจต้องลงจากอำนาจและเผชิญคดีความ ดังนั้น การกดดันให้สหรัฐฯ ฉีก MOU แล้วมาร่วมวงถล่มอิหร่าน จึงเป็นตั๋วต่ออายุทางการเมืองของเขาโดยตรง

 * พฤศจิกายน 2026 - การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ: พรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการรักษาและยึดเก้าอี้ในสภาคองเกรสทั้งหมด นักการเมืองอเมริกันรู้ดีว่า หากหักหลังอิสราเอลในช่วงนี้ เม็ดเงินสนับสนุนการหาเสียงจากกลุ่มทุนยิวจะถูกตัดทันที และอาจโดนฝ่ายขวาจัดซึ่งเป็นฐานเสียงตัวเองโจมตีว่า "อ่อนข้อให้ผู้ก่อการร้ายอิหร่าน" ดังนั้น การยอมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วหันมาเล่นบทโหดดุดันสะใจพญาอินทรี จึงเป็นเกมหาเสียงที่หวังผลคะแนนนิยมจากกลุ่มอนุรักษนิยมในประเทศ

เมื่อมหาอำนาจอันดับหนึ่งเลือกที่จะละเมิดหลักการ Pacta sunt servanda (สัญญาต้องเป็นสัญญา) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ระเบียบโลกเดิมก็ถือว่าล่มสลายอย่างสิ้นเชิง โดยทิศทางหลังจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยิ่งทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง(Escalation) 

อิหร่านจะไม่อยู่เฉยและพร้อมใช้ไพ่ตายในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก รวมทั้งใช้พันธมิตรอย่างกลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ และสหรัฐฯ เองก็จะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลที่เข้มข้นขึ้น

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ สงครามครั้งนี้จะกลายเป็นตัวประกันของการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ ตราบใดที่ผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนยังไม่นิ่ง เราอาจจะยังไม่เห็นสัญญาณการเจรจาสันติภาพที่แท้จริง ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบใหม่และภาวะเงินเฟ้อที่จะตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19FWemqYh1/?mibextid=wwXIfr

17 กรกฎาคม 2461 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ จากราชบัลลังก์สู่ห้องใต้ดิน โศกนาฏกรรมซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย จุดสิ้นสุดราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 หรือ 104 ปีที่แล้ว

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า)

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก

POLITICS

เก้าอี้ “หมอสรณ” ไม่ได้จบแค่คำวินิจฉัย แต่กำลังเปิดเกมสรรหาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณสมบัติ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของ กสทช. นัดประชุมจันทร์ 21 ก.ค. กำหนดทางหาคนใหม่สายคุ้มครองผู้บริโภค

กรรมการสรรหานัดถกทันที จันทร์ 21 กรกฏาคม วางกรอบหาคนใหม่แทน “หมอสรณ”

โดยหลักแล้ว การสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะใช้กลไกเดียวกับการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมา ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพียงแต่เป็นการสรรหาเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่าง ไม่ใช่การสรรหายกชุดทั้งหมด 

สรุปขั้นตอนเป็นลำดับได้ดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหา เปิดรับสมัครหรือเปิดให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในด้านที่ตำแหน่งนั้นว่างอยู่ (คราวนี้เป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค)

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างละเอียด

3. สัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

4. คัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ

5. ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

6. เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. 

ส่วน คณะกรรมการสรรหา ก็ยังเป็นองค์กรตามกฎหมายชุดเดิม ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

สิ่งที่ต่างจากการสรรหาครั้งก่อน กรณีของ นพ.สรณ มีความพิเศษตรงที่ คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยภายหลังว่าเข้าลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่การเลื่อนผู้ที่เคยได้คะแนนรองลงมา หรือดึงบัญชีสำรองขึ้นมาแทน 

ดังนั้น หากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเพิ่มเติม ขั้นตอนการสรรหาครั้งใหม่นี้จะเป็น การเปิดสรรหาใหม่ในตำแหน่งที่ว่าง ตามกระบวนการเดิม

ชี้ชะตาโครงสร้าง กสทช.!! ประเด็น “หมอสรณ” ยังไม่จบ จับตาผลทางกฎหมายต่อมติ จ่อพ้นเก้าอี้ กสทช. พร้อมสรรหาคนใหม่แทน หลังมติเอกฉันท์ชี้ ‘หมอสรณ’ มีลักษณะต้องห้าม

เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง

การที่คณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่าศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดหาคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

ขั้นตอนหลังจากนี้โดยหลักจะเป็นดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหาจัดทำมติและคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. เพื่อรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
2. ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ในโควตาของ นพ.สรณ จะถือว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง เพราะมติวินิจฉัยใช้หลักว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่ได้มีสิทธิเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย
3. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ (สายคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับตำแหน่งที่ว่าง โดยดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ การสรรหา และเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน
4. หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งจะทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ ผลทางกฎหมายต่อมติหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองและคำวินิจฉัยของศาล หากมีการฟ้องร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปอาจมีการนำหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” (de facto officer) มาพิจารณาประกอบ เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรเกิดสุญญากาศ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี่
1. รองประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ประธานการประชุม หรือกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานในกรณีตำแหน่งว่างหรือประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
2. บอร์ดยังมีอำนาจออกมติได้ ตราบใดที่มีองค์ประชุมครบ และการลงมติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
3. ระหว่างนั้นจะต้องดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ เพื่อเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประธาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จะมีคำถามทางกฎหมายตามมาว่า การได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา มีผลอย่างไร แม้โดยหลักกฎหมายปกครอง มติของบอร์ดที่ออกไปแล้วมักยังได้รับความคุ้มครองตามหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการ เว้นแต่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น

ถ้านายแพทย์สรณไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องศาลปกครอง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้มีพระบรมราชโองการให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งต่อไป

ฐาน 15,000 บาทไม่พอค่าครองชีพ!! ‘เซีย’ ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.–สว. ชี้ทำงานหนัก 6–7 วัน แต่ไร้ประกันสังคม–สวัสดิการ ย้ำค่าตอบแทนผู้ช่วยรัฐสภาคือเรื่องความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ควรถูกตัดทิ้ง

“เซีย” ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น

16 กรกฎาคม 2569 : นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน

นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ

เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/100064690570758/posts/1581372184029119/?rdid=mdeFViDTflRrOA3Q#

ECONBIZ

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

LITE

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ สัญลักษณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นพลังประชาชนเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก จุดเริ่มยุคเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 หรือ ค.ศ. 1789 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์โลก เมื่อประชาชนในกรุงปารีสลุกขึ้นบุกเข้ายึด “คุกบาสตีย์” หรือ Bastille ป้อมปราการและเรือนจำหลวงที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส เหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่สะท้อนพลังของประชาชนในการท้าทายอำนาจเก่าของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คุกบาสตีย์เดิมเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง ก่อนจะถูกใช้เป็นเรือนจำของรัฐ โดยเฉพาะสำหรับคุมขังผู้ที่ถูกจับกุมตามพระราชอำนาจ แม้ในวันที่ถูกบุกยึดจะมีนักโทษอยู่เพียงไม่กี่คน แต่บาสตีย์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การกดขี่ และความไม่เป็นธรรมของระบอบเก่าในสายตาประชาชนฝรั่งเศส

ก่อนเกิดเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ ฝรั่งเศสกำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สินของรัฐ ราคาขนมปังที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น และความไม่พอใจต่ออภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงกับพระสงฆ์ ขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องแบกรับภาษีและความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเวลานั้น สังคมฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นสามฐานันดร ได้แก่ พระสงฆ์ ขุนนาง และสามัญชน โดยฐานันดรที่สาม ซึ่งประกอบด้วยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับมีภาระหนักที่สุด แต่มีอำนาจทางการเมืองน้อยที่สุด ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

กระแสความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้นหลังการประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 เมื่อผู้แทนฐานันดรที่สามประกาศตนเป็น “สมัชชาแห่งชาติ” เพื่อยืนยันว่าประชาชนควรมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบอบกษัตริย์และระบบอภิสิทธิ์เดิมอย่างมาก
วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ประชาชนในกรุงปารีสซึ่งหวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามการเคลื่อนไหว ได้รวมตัวกันเพื่อแสวงหาอาวุธและดินปืน คุกบาสตีย์จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะเป็นทั้งป้อมปราการ เรือนจำ และสถานที่ที่ประชาชนเชื่อว่ามีอาวุธกับดินปืนอยู่ภายใน

การบุกยึดบาสตีย์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดและการปะทะอย่างรุนแรง หลังจากการเจรจาไม่เป็นผล ฝูงชนและกองกำลังบางส่วนได้เข้าจู่โจมป้อมปราการ จนในที่สุดสามารถยึดบาสตีย์ได้สำเร็จ ผู้ว่าการคุกถูกจับและถูกสังหาร เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนทั้งฝรั่งเศส

แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ บาสตีย์อาจไม่ได้มีความสำคัญทางทหารมากเท่ากับความหมายทางการเมือง แต่ในเชิงสัญลักษณ์ การล่มสลายของบาสตีย์หมายถึงการล่มสลายของความเกรงกลัวที่ประชาชนมีต่ออำนาจเก่า เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐที่เคยดูแข็งแกร่งและแตะต้องไม่ได้ สามารถถูกท้าทายได้

เหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์จึงถูกมองว่าเป็นจุดปะทุของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งต่อมานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการลดอำนาจของกษัตริย์ การประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง การล้มระบบศักดินา และการก่อรูปแนวคิดการเมืองสมัยใหม่ที่เน้นเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
คำขวัญ “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” หรือ Liberté, Égalité, Fraternité กลายเป็นอุดมการณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และต่อมากลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

หลังเหตุการณ์บาสตีย์ กระแสการปฏิวัติได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ระบบอำนาจเก่าถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมมากขึ้น ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความหวัง ความรุนแรง และความขัดแย้งทางการเมือง
ต่อมา วันที่ 14 กรกฎาคมได้รับการยึดถือเป็นวันชาติฝรั่งเศส หรือที่หลายประเทศเรียกว่า Bastille Day เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ในปี ค.ศ. 1789 และยังเชื่อมโยงกับงานฉลองสหพันธ์ในปี ค.ศ. 1790 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาติฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติ

ในปัจจุบัน วันชาติฝรั่งเศสมีการจัดพิธีสวนสนาม การเฉลิมฉลอง จุดพลุ และกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงปารีส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1789 วันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันแห่งการรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชน

สำหรับประวัติศาสตร์โลก การทลายคุกบาสตีย์ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพลังของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างลึกซึ้ง แม้การปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ได้เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของแนวคิดทางการเมือง

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ จึงเป็นมากกว่าเหตุการณ์บุกยึดเรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงปารีส แต่เป็นวันที่ประชาชนลุกขึ้นประกาศว่าอำนาจไม่ควรเป็นของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว หากต้องตั้งอยู่บนสิทธิ เสรีภาพ และเสียงของประชาชน

จากป้อมปราการแห่งอำนาจเก่า สู่สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ บาสตีย์จึงกลายเป็นชื่อที่ถูกจดจำไปทั่วโลก ในฐานะหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ฝรั่งเศสและโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการเมือง เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีพระกรณียกิจโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และผู้ประสบความเดือดร้อนในสังคม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร

ประสูติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร และท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน การดูแลผู้ป่วย และการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ซึ่งล้วนสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการบรรเทาความทุกข์ของประชาชน

พระกรณียกิจที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของพระองค์ในการทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก ทั้งในด้านการรักษา การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการลดการตีตราทางสังคม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในโครงการและกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก กองทุนยาสำหรับผู้ติดเชื้อ และกองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพระกรณียกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้เปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากด้านสาธารณสุขแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระทัยงานสังคมสงเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านการสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพระปณิธานในการช่วยเหลือสังคมด้วยความเมตตา

ในด้านการทำงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะเจ้านายที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปรากฏเพียงในพิธีการ แต่ปรากฏผ่านการสนับสนุนงานที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้รับการดูแลและมีความหวังมากขึ้น

พระกรณียกิจของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ จึงมีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะสะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเกื้อกูลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลผู้ที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพ ความยากจน และความเปราะบางทางสังคม

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแบบอย่างของความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสและกำลังใจในชีวิต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงเป็นวันที่ควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบางในสังคมไทย

12 กรกฎาคม 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” จุดเริ่มต้นการปฏิรูปสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ราษฎร หมุดหมายสำคัญการปฏิรูปสังคมไทย

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูปสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” โดยทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ในสมัยก่อน ระบบทาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ผู้คนจำนวนมากตกเป็นทาสจากหนี้สิน การขายตัว หรือการเกิดเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย เมื่อพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็มักต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่ยากจะหลุดพ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ระบบทาสเป็นปัญหาสำคัญของสังคม เพราะทำให้ผู้คนขาดเสรีภาพ ขาดโอกาส และไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกระบบดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นไทมากขึ้น และเพื่อปรับประเทศให้ก้าวหน้าเท่าทันอารยประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเลิกทาสในเวลานั้นไม่สามารถทำอย่างฉับพลันได้ เพราะทาสมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ครอบครัว กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง หากยกเลิกทันที อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งฝ่ายนายเงินและฝ่ายทาส รวมถึงอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเลือกแนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” แทนการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พระองค์ทรงเริ่มจากการลดค่าตัวลูกทาส เพื่อเปิดทางให้ลูกทาสสามารถไถ่ตัวและพ้นจากความเป็นทาสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นทาส ไม่ควรต้องแบกรับชะตากรรมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสถานะของบิดามารดา

พระราชดำริดังกล่าวนำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท” ในปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ลูกทาสมีค่าตัวลดลงตามอายุ และเมื่อถึงอายุที่กำหนดก็สามารถพ้นจากความเป็นทาสได้ กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเลิกทาสในสยาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงเป้าหมายสุดท้ายคือการเลิกทาสเท่านั้น แต่ยังทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนทุกฝ่าย จึงทรงวางมาตรการที่ทำให้สังคมค่อย ๆ ปรับตัวได้

การเลิกทาสของไทยจึงแตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองหรือความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะสยามสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทาสไปสู่สังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพมากขึ้น โดยอาศัยพระราชดำริ กฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายเลิกทาสอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายและประกาศเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนทาส ป้องกันการเกิดทาสใหม่ และคุ้มครองผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมอีก

กระบวนการดังกล่าวมาถึงจุดสำคัญในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการตรา “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การเลิกทาสในสยามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปสังคมไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

การเลิกทาสไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผู้คน แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของสังคมไทย จากสังคมที่ผู้คนบางส่วนถูกมองเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานผูกพัน ไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของราษฎรมากขึ้น
พระราชกรณียกิจด้านการเลิกทาสจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปบ้านเมืองด้วยพระเมตตาและพระปรีชาญาณ โดยมุ่งให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมั่นคง
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา การศาล การคลัง การคมนาคม และการปกครองส่วนภูมิภาค ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อทำให้สยามเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถรักษาเอกราชท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

วันที่ 12กรกฎาคม พ.ศ. 2417 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของพระราชดำริเลิกทาส จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในสังคมไทย และจุดเริ่มต้นของการคืนเสรีภาพให้แก่ผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

แม้การเลิกทาสจะใช้เวลานานหลายสิบปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การเริ่มต้นในวันนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรุนแรงเสมอไป หากเกิดจากวิสัยทัศน์ ความรอบคอบ และความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

พระราชดำริให้เลิกทาสของรัชกาลที่ 5 จึงเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นหลักฐานของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อราษฎร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปตลอดกาล

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

WORLD

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่!! กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงาน โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน อิหร่านเผยพลเรือนตาย 7 รายบาดเจ็บ สะพานและสถานีรถไฟถูกโจมตีหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีระลอกใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยใช้เครื่องบินขับไล่ โดรน และเรือรบ โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่ง

CENTCOM อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน แต่รายงานจากฝั่งอิหร่านระบุอีกด้านหนึ่ง

สื่ออิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงสะพาน สถานีรถไฟ และเสาสื่อสารโทรคมนาคม โดยสำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อสะพานในเมืองบันดาร์ คามีร์ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีก 9 ราย

การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการรุกรานอิหร่านโดยวอชิงตัน และยิ่งทำให้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนโดยกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ชินชาเพิ่มขึ้น

ที่มา : Sputnik

“ไทย” ผลักดันลงทุนดิจิทัล!! อนุมัติ 34 โครงการ ศก.ดิจิทัล มูลค่ารวม 7.15 แสนล้านบาท เร่งลดเวลาอนุมัติผ่าน FastPass เสริมบุคลากรไทย 50% ใน 3 ปี

กรุงเทพฯ, 17 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าไทยอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการรับฝากข้อมูลรวม 34 โครงการ มูลค่า 7.15 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2025 ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค รวมทั้งอำนวยความสะดวกการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลบนระบบคลาวด์ (cloud computing) และบริการดิจิทัลแห่งอนาคต
ลลิดาอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่าในปี 2025 มีการอนุมัติโครงการ 27 โครงการ มูลค่าราว 6.18 แสนล้านบาท และอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่าราว 9.7 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังแรงงาน

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการ Thailand FastPass เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลดระยะเวลาการอนุมัติสำหรับโครงการสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่ามีโครงการจากหลายอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการดังกล่าวแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.23 แสนล้านบาท เมื่อนับถึงวันที่ 6 พ.ค. 2026

ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุว่ากำลังดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนควบคู่กับการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับภาคธุรกิจไทย การส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะบุคลากร

สำหรับกิจการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานฯ กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรไทย และจะต้องมีบุคลากรสัญชาติไทยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่บุคลากรไทย

ที่มา : Xinhua

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียเดินหน้าโจมตีท่าเรือยูเครน ซัดเรือสินค้า–คลังเชื้อเพลิง–โรงงานผลิตโดรน หวังบั่นทอนกำลังทหารและเศรษฐกิจ ใช้โดรนและอาวุธพิสัยไกลตัดวงจรสนับสนุนกองทัพยูเครน

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเรือ 3 ลำที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่โอเดสซา

กระทรวงฯ ระบุว่า “การโจมตียังคงดำเนินต่อไปต่อท่าเรือของยูเครน และเรือที่ถูกใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน”

ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดรนจู่โจมได้เล็งเป้าไปยังเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีที่ท่าเรือยูจนี ส่วนอีก 2 ลำจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งโอเดสซา เพื่อรอการขนถ่ายสินค้า

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กองทัพรัสเซียยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใช้สำหรับขนถ่ายเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น ถังเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงโรงงานผลิตโดรน 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำที่ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน ถูกโจมตีที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์และดนีโปร-บักสกี

กระทรวงฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครน และดำเนินการโดยใช้โดรนจู่โจมร่วมกับอาวุธความแม่นยำสูงพิสัยไกล

ที่มา : Sputnik

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top