Tuesday, 27 October 2026
NEWS

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย

POLITICS

'รัดเกล้า' หนุนกฎหมายแรงงาน–ค้ามนุษย์!! ชู 4 ช่องโหว่ค้ามนุษย์ เร่งรัดคดีแต่คุ้มครองเหยื่อ เสนอกลไกส่งต่อพยานหลักฐาน เปลี่ยนรัฐสู่ป้องกันเชิงรุก

“รัดเกล้า” หนุนร่างกฎหมายศาลแรงงาน–ค้ามนุษย์ จี้อุด 4 ช่องโหว่ ย้ำ “คดีต้องจบเร็ว แต่เหยื่อต้องไม่เสียสิทธิ”

21 ตุลาคม 2569 – รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยเห็นว่าการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมจะช่วยลดภาระของลูกจ้างและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้อุด 4 ช่องโหว่สำคัญ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วกลายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกเอาเปรียบซ้ำ

นางรัดเกล้าระบุว่า การทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองและขาดทรัพยากรในการต่อสู้คดี แต่สภาต้องไม่มองเพียงความเร็วในการพิจารณาคดี เพราะ “การทำให้คดีจบเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเสมอไป” จึงฝากข้อเสนอ 4 ประเด็นให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ

1. ป้องกันนายจ้างใช้เงินกดดันลูกจ้างให้ถอนฟ้อง
ลูกจ้างและนายจ้างมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ขาดรายได้ระหว่างดำเนินคดีและยังต้องรับผิดชอบครอบครัว อาจจำยอมรับเงินชดเชยเพียงบางส่วนเพื่อแลกกับการถอนเรื่องร้องเรียน นางรัดเกล้าจึงเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการแยกการเรียกร้องเงินชดเชยออกจากการพิจารณาความผิดทางอาญา พร้อมคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกกดดันจนต้องสละสิทธิของตนเอง

2. มีกลไกส่งต่อคดีค้ามนุษย์โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ผู้เสียหายอาจเริ่มจากการร้องเรียนปัญหาแรงงานทั่วไป ก่อนพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เช่น การยึดหนังสือเดินทาง การกักขัง หรือการบังคับใช้แรงงาน เมื่อร่างกฎหมายกำหนดให้ศาลแรงงานไม่รับคดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา จึงจำเป็นต้องมีกลไกส่งต่อคดี (Power of Transfer) ที่ชัดเจน สามารถส่งต่อข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานไปยังศาลที่มีอำนาจได้โดยไม่สร้างภาระให้ผู้เสียหายต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านอายุความอย่างเหมาะสม

3. อย่าปล่อยให้คนผิดติดคุก แต่เหยื่อกลับบ้านมือเปล่า
นางรัดเกล้าย้ำว่า ความยุติธรรมต้องครอบคลุมทั้งการนำผู้กระทำผิดมารับโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณี เมื่อจำเลยรับสารภาพ คดีอาญาอาจสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหายยังรวบรวมไม่ครบถ้วน จึงควรกำหนดแนวทางให้สิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างจ่าย ค่าสินไหมทดแทน และการเยียวยาความเสียหาย สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สูญหายไปเพียงเพราะคดีอาญาจบลงแล้ว

4. เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากรอให้เกิดเหตุเป็นป้องกันเชิงรุก
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนกฎหมายหรือศาลเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐอย่างไร้รอยต่อ นางรัดเกล้าจึงเสนอให้ศาล อัยการ ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลและการช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น ตรวจสอบประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัยบนอินเทอร์เน็ต และแจ้งเตือนประชาชนก่อนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพียงรอให้ประชาชนประสบปัญหาแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ

นางรัดเกล้ายืนยันว่า เห็นชอบและรับหลักการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยมองว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องมุ่งอุดช่องโหว่ให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

“การทำงานในชั้นกรรมาธิการต้องมองไกลกว่าตัวหนังสือ ช่วยกันอุดช่องโหว่สำคัญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้เสียหายไว้ข้างหลัง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คดีจบเร็ว แต่ต้องทำให้คนที่ถูกเอาเปรียบได้รับความเป็นธรรม และมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://youtu.be/mmeY2FrJTN8?si=UMhk8jik6rY3BYhA

‘ดร.พลัฏฐ์’ อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

“ดร.พลัฏฐ์” อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ แนะรัฐบาลใช้เวที IMF-World Bank ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยไทยต้องปรับแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่เน้นเพียงปริมาณเงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

ดร.พลัฏฐ์ ระบุว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค พร้อมเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.พลัฏฐ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรเร่งส่งเสริม มี 8 กลุ่ม ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2. นวัตกรรมอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร 3. การแพทย์และสุขภาพ 4. ปิโตรเคมีมูลค่าสูงและวัสดุขั้นสูง 5. ยานยนต์แห่งอนาคต 6. อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ 7. เศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI และ 8. เกษตรพรีเมียมและอุตสาหกรรมชีวภาพสร้างสรรค์ โดยมุ่งต่อยอดศักยภาพเดิมของไทยสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ ดร.พลัฏฐ์ ยังเสนอแนวทางปรับทิศทางเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ปรับสิทธิประโยชน์ FDI ให้เน้นคุณภาพการลงทุน สร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก พัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม และเชื่อมโยงวัตถุดิบไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก เช่น การแปรรูปข้าว ผลไม้ ยางพารา และสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

“แนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดีที่สุดไม่ใช่การลงทุนที่นำเงินเข้าประเทศมากที่สุด แต่คือการลงทุนที่สร้างความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ที่เข้าถึงง่ายกับคนไทย” ดร.พลัฏฐ์ กล่าว

ดร.พลัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Factory Thailand” สู่ “Innovation Thailand” เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่การสร้างนวัตกรรม และจากการสร้างงานจำนวนมากสู่การสร้างงานทักษะสูงที่มีรายได้ดี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นของเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตและอนาคตที่มั่นคงของคนไทย
.
https://www.facebook.com/share/p/1QKhPBsB2Z/?mibextid=wwXIfr

https://vt.tiktok.com/ZSbEnvfRG/

https://www.instagram.com/p/DebdLaIqa8S/?cplk=aGJ5dDAxNnBncDZt

http://youtube.com/post/Ugkx4jfvKPT6QSuOMsye8yu4tFoIawA7hV28?si=aQw0xlHF2q_Mkqb2

https://www.พรรครวมไทยสร้างชาติ.net/blog/12008/ดรพลัฏฐ์-อดีตเลขาฯ-รมวพาณิชย์-แนะรัฐบาลใช้เวที-imf-world-bank-ปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้ตรงเป้า-ต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตนวัตกรรม

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ECONBIZ

EEC เปิดประตูรับทุนอุตสาหกรรมอนาคต!! 'อนุทิน' นั่งประธานประชุม กพอ. อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ดันโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งระบบสาธารณูปโภครองรับการลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นเลขานุการการประชุมฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการอีอีซี เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
1. เห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าสู่พื้นที่อีอีซี และนักลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เป็นการเพิ่มขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบของ อีอีซี รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ บริเวณตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนด้วยนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีดึงดูดการลงทุนระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบผลิตอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจ คาดว่าเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้สูงถึงประมาณ 3,500 – 5,500 อัตรา ยกระดับการจ้างงานในท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

2) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 572 ไร่ บริเวณตำบลบางพระ อำเภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 อัตรา

3) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม เนื้อที่ประมาณ 507 ไร่ บริเวณตำบลวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
การแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,669 ล้านบาท ดึงดูดการลงทุนกลุ่มรถยนต์ EV กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เกิดธุรกิจสนับสนุน เช่น ศูนย์วิจัย สถาบันฝึกอบรม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจเชื่อมโยงพื้นที่และชุมชน เช่น หอพัก ร้านอาหาร ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

เกิดการเพิ่มรายได้และการจ้างงานประมาณ 7,750 อัตรา
4) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) ระยอง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ บริเวณตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญภายในประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 245 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในสาขาต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และบริการสนับสนุน เพิ่มขึ้นประมาณ 250 อัตรา

โดยเมื่อประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะติดตามกำกับการดำเนินงานของแต่ละเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตามกฎหมายอีอีซี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จัดตั้งขึ้นส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

2. เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ เป็นร่างระเบียบฯ ที่จะจัดให้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้แก่นักลงทุน โดยสกพอ. จะดำเนินการจัดทำสารบัญจดทะเบียนสำหรับการเช่าที่ดิน แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนการเช่า รวมถึงกำหนดกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบ และการจดทะเบียน ทั้งนี้ในกรณีเป็นที่ราชพัสดุ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมธนารักษ์ต่อไป

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

'วีรันดา' ลุยตลาดไฮซีซัน!! ดันยอดจองพัทยา-กรุงเทพฯ พุ่งกว่า 30% อานิสงส์งานใหญ่ระดับโลกหนุนตลาดนักท่องเที่ยว เป้ารายได้ปี 69 เติบโตแข็งแกร่งกว่าเดิม บล.กสิกรไทยชี้ RevPAR โต 19%

‘VRANDA’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69
ดันยอดจองห้องพักโรงแรม ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ Q4 พุ่ง
เดินหน้าลุยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลรับไฮซีซัน หนุนรายได้ทั้งปีแข็งแกร่ง

‘บมจ.วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA ฉายภาพแนวโน้มยอดจองห้องพักไตรมาส 4/2569 ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ พุ่งแรงเกิน 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ระดับโลก พร้อมเดินหน้าลุยตลาด MICE และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ดันรายได้ทั้งปีเติบโตแข็งแกร่ง ด้านนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 6.00 บาท คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทั้งปีโตแรง 19%

นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดจองห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือวีรันดาฯ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่พัทยา ที่ได้รับปัจจัยบวกจากเทศกาลพลุนานาชาติ Pattaya International Fireworks Festival ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนนี้ และการจัดมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ในระหว่างวันที่ 3–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ได้รับอานิสงส์จากการเป็นโฮสต์จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group - IMF Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ความต้องการห้องพักในพื้นที่กรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ ตลอดจนส่งผลให้ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (Advanced Booking) ของทั้ง 2 โลเคชัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 30%

จากปัจจัยบวกดังกล่าวช่วงไฮซีซันในรอบนี้ วีรันดา รีสอร์ทฯ จึงมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มประชุม สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE) ควบคู่กับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีกำลังซื้อสูง โดยจากสถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่ม Long-haul มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับราคาห้องพัก (Room Rate) และสร้างรายได้ที่มั่นคง

“บริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ยังขยายตัวอย่างหนาแน่น ผสานกับอานิสงส์จากงานมหกรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างการประชุม World Bank–IMF, เทศกาล Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เช่น โครงการ “บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” ที่มอบส่วนลด 500 บาท สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมให้คึกคักยิ่งขึ้น” นายภวัฒก์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KSEC ประเมินว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (RevPAR) ทั้งปี 2569 ของ VRANDA จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 19% YoY พร้อมคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% (ปรับเพิ่มขึ้นจาก 62% ในปีก่อนหน้า) ทาง KSEC จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น VRANDA ขึ้นเป็น 6.00 บาท จากเดิม 5.88 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569) เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-2028 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง

LITE

27 ตุลาคม 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน ปฏิรูประบบเงินไทยสู่ความทันสมัย เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

25 ตุลาคม 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก
จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

24 ตุลาคม 2488 วันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดฃะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

พระราชประวัติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรี แห่งกิติยากร” ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้นเป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่คงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ มอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

ปลายพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์ บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จาก หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน เพราะอยู่ใกล้บ้านในระยะที่พอจะเดินไปโรงเรียนเองได้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกมาเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย หม่อมเจ้านักขัตรมงคลผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตรและบุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเสียสละ โดยอาศัยสถานการณ์สงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามโลกก็ทำให้คนไทยทั้งปวงต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้จึงหล่อหลอมหม่อมราชวงศสิริกิติ์ให้มีความเมตตาต่อผู้อื่นและรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือนายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไปจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ 

วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี 

วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพราะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง พุทธศักราช 2494 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ซึ่งปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิริธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์

ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมาก ทั้งยังมีพระราชดำริเริ่มใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งโครงการพระราชดำริเหล่านั้นได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.royaloffice.th/25/10/2025/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-12-08-2566/

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ

ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า

ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้

ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี

สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย

วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ

ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง

ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง

กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว

ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???

ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"

การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน

การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"

การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่

มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว

ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน

วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง

เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ

แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี

ยูเครนเปิดสมรภูมิใหม่!! ส่งโดรนถล่มหัวใจเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซีย จากคลังสินค้า Wildberries ถึงศูนย์ข้อมูล Yandex เปิดเผยความเปราะบางโครงสร้างจีนรัสเซีย บทเรียนสำคัญสำหรับความมั่นคงดิจิทัลไทย

“ยูเครนปรับยุทธศาสตร์โจมตีเศรษฐกิจรัสเซีย: จาก Wildberries สู่ Yandex”

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ โดยเป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ โรงงานผลิตอาวุธ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว The Moscow Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Tatyana Rybakova เรื่อง From Wildberries to Yandex, Ukraine Is Turning Russian Business Giants' Dominance Into a Liability โดยชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังใช้การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries ซึ่งดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ Yandex ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลรายสำคัญของประเทศ การโจมตีดังกล่าวสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานเป็นประจำ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2026 นายโรดิออน มิโรชนิก «Родион Мирошник» เอกอัครราชทูตประจำภารกิจพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนเริ่มโจมตีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รัสเซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2026 โดยคลังสินค้าของ Wildberries ถูกโจมตีมากกว่า 40 แห่ง คลังสินค้าของ Ozon ถูกโจมตี 10 แห่ง พนักงาน Wildberries ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน และ มีพนักงาน Wildberries เสียชีวิต 10 คน มิโรชนิกกล่าวว่า การโจมตีดำเนินการด้วยโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพลเรือนรัสเซีย

ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2026 ยูเครนใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัท Yandex ในพื้นที่หลายแห่งของรัสเซีย ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและบริการดิจิทัลบางส่วนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เมื่อโดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองซาซอโว (Sasovo) แคว้นรียาซาน (Ryazan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Chervonenkis และ Lyapunov ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง YandexGPT และผู้ช่วยอัจฉริยะ Alice

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในแคว้นคาลูกา (Kaluga) ซึ่งเป็นที่ตั้งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Galushkin ก่อนเกิดการโจมตีศูนย์ข้อมูลในแคว้นวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้ระบบคลาวด์ของ Yandex บางส่วนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน

ภายหลังการโจมตีวันที่ 8–9 ตุลาคม หุ้นของ Yandex ลดลงประมาณร้อยละ 7.67 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสียหายและความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 นายมักซุต ชาดาเยฟ «Максут Шадаев» รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล การสื่อสาร และสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านนโยบายสารสนเทศของสภาดูมาแห่งรัฐว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex มีขนาดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลกำลังประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันศูนย์ข้อมูลสำคัญของประเทศ รัฐมนตรีมักซุต ชาดาเยฟ ยังระบุว่า การที่บริการดิจิทัลส่วนหนึ่งยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางการโจมตี เป็นผลจากการเตรียมระบบสำรองข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รวมถึงประเด็นการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ โดยยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความยากลำบากและต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูระบบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องศูนย์ข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของบริษัทเอกชน เนื่องจากความเสียหายสามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริการประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายมักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลรัสเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ช่วย Yandex จัดหาศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับย้ายระบบสำคัญไปยังสถานที่สำรอง ขณะที่บริษัทประสานงานกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น ได้แก่ Selectel, K2Cloud และ VK Cloud เพื่อรองรับข้อมูลและระบบบริการของลูกค้า

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 Yandex ปฏิเสธรายงานที่ว่าศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่มีความคุ้มครองประกันภัย โดยชี้แจงว่ากรมธรรม์ของบริษัทครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Sberbank ในเมืองบาลาโคโว (Balakovo) แคว้นซาราตอฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

วันที่ 18 ตุลาคม 2569 มีรายงานการโจมตีศูนย์เซิร์ฟเวอร์ในแคว้นเลนินกราดที่บริษัท VK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียใช้งาน ทั้ง Sberbank และ VK ยืนยันว่าเกิดการโจมตีต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ระบุว่าระบบบริการของบริษัทไม่ได้หยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการโจมตีศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Yandex แต่ขยายไปสู่บริษัทสำคัญในภาคการเงินและสื่อสารดิจิทัลด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว TASS รายงานว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ Wildberries ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษรวมประมาณ 1.15 พันล้านรูเบิล เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ

ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 WB Bank และ WB Finance ประกาศขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้ผู้ขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries เพิ่มเติมอีกหนึ่งเดือน โดยกำหนดชำระครั้งถัดไปเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้การโจมตีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมอาจทำให้กำลังรองรับด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ลดลงประมาณร้อยละ 17–22 การดำเนินมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซียต้องเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริการสำคัญหลายประเภทเกิดปัญหา ทั้งระบบเรียกรถแท็กซี่ Yandex Go ระบบชำระเงิน Yandex Pay บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตลอดจนระบบออนไลน์ของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และธุรกิจอื่นที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Yandex ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงบางประเทศที่ใช้บริการของ Yandex โดยเฉพาะบริการขนส่งและระบบดิจิทัลในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ การโจมตีดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อระบบเหล่านี้หยุดทำงานจึงอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายภาคส่วนพร้อมกัน การโจมตีศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ประการแรก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบคลาวด์ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานที่จำเป็น ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความเสียหายต่อระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของรัสเซีย เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมาก และมีต้นทุนในการจัดหาและซ่อมแซมสูง

ประการที่สาม การหยุดชะงักของบริการดิจิทัลอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ก่อนหน้านี้ ยูเครนให้ความสำคัญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรายได้และระบบส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม การโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries และศูนย์ข้อมูลของ Yandex สะท้อนการขยายประเภทของเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้วิเคราะห์มองว่า ยูเครนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของโครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ครองตลาดในแต่ละภาคธุรกิจ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบบริการในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสงครามในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การซื้อสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเข้าถึงบริการออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การประเมินว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยูเครนกำหนดไว้อย่างเป็นทางการยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเครน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การรวมศูนย์บริการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไว้กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะปกติ อาจกลับกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์คือ โครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซียมีลักษณะรวมศูนย์อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐหรือมีอิทธิพลสูงในตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Yandex ในภาคเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล Wildberries ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ Sberbank ในภาคการเงิน และ Aeroflot ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลรัสเซียยังส่งเสริมนโยบายพึ่งพาระบบเทคโนโลยีภายในประเทศ หรือแนวทางอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและระบบดิจิทัลภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ข้อมูลและบริการสำคัญตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในรัสเซียเป็นหลัก อาจทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพในช่วงสงคราม เมื่อศูนย์ข้อมูลสำคัญได้รับความเสียหาย บริษัทและหน่วยงานที่ใช้บริการร่วมกันจึงอาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของการโจมตี ศูนย์วิเคราะห์ Carnegie Endowment for International Peace ประเมินว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ได้เปิดเผยต้นทุนด้านความมั่นคงของแนวทางอินเทอร์เน็ตอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งมุ่งรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้ภายในประเทศ สถานการณ์นี้จึงสะท้อนข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่และมีทางเลือกสำรองจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกันหลายแห่ง


ภายหลังการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รัสเซียให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท Yandex เร่งดำเนินการกู้คืนระบบและกระจายภาระการประมวลผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ ขณะที่ภาครัฐแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายต่อนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลของรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากมาตรการกำกับดูแลข้อมูลที่มุ่งให้ข้อมูลสำคัญจัดเก็บภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเป็นระบบสำรอง ตามรายงานของ The Moscow Times บริษัท Yandex จำเป็นต้องพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานในคาซัคสถานและเบลารุสเพื่อรองรับข้อมูลและบริการบางส่วน ขณะที่การฟื้นฟูระบบภายในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญปัญหาการจัดหาอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของชาติตะวันตกทำให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดหาเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศกับความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสงครามสมัยใหม่ในสามประเด็นสำคัญ
ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ รูปแบบการโจมตีชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีหรือบริการทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของประเทศได้ แม้จะไม่ใช่การโจมตีกำลังรบในสนามรบโดยตรง
ประการที่สอง ความสำคัญของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรอง การรวมศูนย์ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งทางทหาร ความเสียหายต่อศูนย์ข้อมูลเพียงบางแห่งอาจสร้างผลกระทบต่อบริการจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบของขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการผลิต จัดหา และฟื้นฟูอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาระบบ AI คลาวด์ และระบบสื่อสารดิจิทัลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
สำหรับรัสเซีย ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับความเสียหายและฟื้นฟูบริการได้อย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของรัสเซียแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่และการขาดระบบสำรองที่เพียงพอ โดยอันเดรย์ ชิเนฟสกี «Андрей Шиневский» ผู้ก่อตั้งบริษัท Virtualoff ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า การหยุดชะงักของศูนย์ข้อมูล Yandex สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อระบบบัญชี การชำระเงิน และการให้บริการลูกค้า ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลทดแทนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะเดียวกัน อเล็กเซย์ เบกาเยฟ «Алексей Бегаев»

ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท InSeq เห็นว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนอันโตน อาเวเรียนอฟ «Антон Аверьянов» ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ST IT เตือนว่ามาตรการป้องกันทางกายภาพยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด ด้านเซอร์เกย์ ไซกานอฟ «Сергей Сайганов» ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีจากบริษัท Comply ระบุว่า ข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทุนรัสเซียประเมินว่า แม้ผลกระทบต่อรายได้ของ Yandex ในระยะสั้นอาจอยู่ในระดับจำกัด แต่บริษัทมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการฟื้นฟูและการลงทุนด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียสะท้อนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีที่รวมศูนย์และพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการป้องกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการสำคัญควบคู่กัน

กรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัสเซียเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการให้บริการสาธารณะต่างพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการพัฒนาแผนความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาติดตามความพร้อมด้านการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบสื่อสารทางทหาร ศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง และระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาตรการป้องกันภัยทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

สรุป การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries และ Yandex สะท้อนการขยายขอบเขตของสงครามรัสเซีย–ยูเครนจากเป้าหมายทางทหารและพลังงานไปสู่ระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซียที่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ข้อจำกัดด้านการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอาจทำให้การฟื้นฟูระบบที่ได้รับความเสียหายมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ในเชิงยุทธศาสตร์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงของประเทศในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องและรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และบริการพื้นฐานของประชาชนสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สุดยอดแห่งตำนาน G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบโลกที่ยังคงอยู่บนจุดสูงสุดในวัย 52ปี สายสุนีย์ จ๊ะนะ

คำว่า G.O.A.T (Greatest Of All Time) ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสถาปนาให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่มันคือคำที่โลกต้องยอมรับผ่านกาลเวลา ความเพียรพยายาม และผลงานความสำเร็จที่จับต้องได้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และบ่อยครั้งที่ผลงานนั้นดูเหมือนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป

หากพูดถึงวงการพาราลิมปิกและกีฬาฟันดาบระดับโลก ชื่อของ “แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ” คือนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดของคำนี้

จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “พี่แวว” เกิดในครอบครัวยากจนที่เชียงใหม่ ในครอบครัวของชนชั้นแรงงาน อดหลายมื้อเพื่อกินมื้อเดียว มีความใฝ่ฝันตั้งแต่ตอนเด็กว่าอยากเป็นครู แต่ต้องมาเป็นสาวโรงงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้านตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว

ชีวิตที่ปากกัดตีนถีบอยู่แล้วยิ่งพังทลายซ้ำเมื่อประสบอุบัติเหตุร้ายแรงตอนอายุ 17 ร่างกายท่อนล่างไร้ความรู้สึก หมอบอกว่าจะเดินไม่ได้อีกตลอดชีวิต เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว รอดมาได้เพราะแม่ให้สติแล้วบอกว่าจากนี้ไปมาอดมื้อกินมื้อด้วยกันไปตลอดชีวิต

เล่นกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะหลังลองเริ่มเล่นได้ 7 วัน โค้ชบอกว่ามีแวว หากเอาจริงจะได้ไปพาราลิมปิกเกมส์ ที่สำคัญคือมีคนบอกว่าถ้าประสบความสำเร็จติดทีมชาติ และไปแข่งได้เหรียญมาจะได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จากนั้นเป็นต้นมาคือการทุ่มเทฝึกซ้อม อย่างมีวินัยขั้นสุด ด้วยมีแรงขับดันภายในใจอยากให้ครอบครัวอยู่สบาย มีกินมีใช้ ไม่อด

ซ้อม ซ้อมอีก ซ้อมแล้วซ้อมเล่า บอกตัวเองว่าทำได้แล้วลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือก็ไม่มีวันสำเร็จ มีเรื่องเล่าจากเส้นทางการฝึกซ้อมของเธอที่พี่แววเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อโค้ชให้ฝึกแทงเป้า 1,000 ครั้ง เธอกลับฝึกมากถึง 2,000 ครั้ง นี่คือวิธีคิดของคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะคู่แข่ง แต่ต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

จนได้ไปแข่งพาราลิกปิกครั้งแรกที่ Athens ปี 2004 และประเดิมด้วยเหรียญทองตั้งแต่พาราลิมปิกส์สมัยแรกของตัวเองในวัย 30กว่าปี จากการพลิกล็อคเอาชนะมือวางอันดับหนึ่งของรายการอย่างใจหายใจคว่ำที่สุด

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านพาราลิมปิกมาแล้ว 6 สมัย ได้เหรียญทุกครั้ง ครบทุกประเภทการแข่งขันฟันดาบวีลแชร์เท่าที่มีจัดการแข่งขัน

3 เหรียญทอง 🥇
1 เหรียญเงิน 🥈
3 เหรียญทองแดง 🥉

และเกียรติประวัติอื่นๆอีกมากมายจากการแข่งขันในเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนาน

เหรียญทองพาราลิมปิกเหรียญล่าสุดได้มาจากนัดชิงที่เจอกับมือ 1 ของโลก เป็นรองทุกด้านทั้งอายุ, อันดับโลกและสภาพร่างกายที่ป่วยและตกวีลแชร์มาก่อนแข่ง โดนออกนำมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นเกม แต่กัดฟันสู้ ทยอยทำแต้มไล่มาทีละแต้มอย่างใจเย็น จนแต้มตามมาเท่ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเยือกเย็นโจมตีเร็วทำคะแนนนำปาดหน้าในแต้มสุดท้ายชนิดบีบหัวใจทั้งคนแข่งและคนเชียร์ ได้เหรียญทองบนจุดสูงสุดของโลกฟันดาบวีลแชร์ในวัย 50 ปี และประกาศว่ายังไม่เลิกเล่น

ล่าสุดในวัย 52 ปี ซึ่งเป็นวัยที่หลายๆคนเข้าสู่วัยพักผ่อนและเตรียมเกษียณ แต่พี่แววกลับยังคงติดธงไตรรงค์ไว้ที่หน้าอก แล้วเข็นวีลแชร์นำคณะนักกีฬาฟันดาบไทยเข้าสู้ศึกในมหกรรมกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และยังคงทำผลงานระดับท็อปของทวีป ด้วยการเดินหน้าคว้า เหรียญทอง (เซเบอร์ บุคคลหญิง คลาส B) และ เหรียญเงิน (ฟอยล์ บุคคลหญิง คลาส B) มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เพิ่มสถิติสะสมในศึกเอเชียนพาราเกมส์ของเธอให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ วิกฤตชีวิตที่ต้องเสียการใช้ขาไปจากอุบัติเหตุอาจทำให้ใครหลายคนท้อแท้และหมดหวัง แต่ผู้หญิงคนนี้เลือกที่จะ "สู้"

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง ผ่านความผิดหวัง หยาดน้ำตา และอาการบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน ความมีวินัยระดับที่เรียกได้ว่าเหนือมนุษย์ทั่วไป และการไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง คือกลไกสำคัญที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้ยาวนานกว่า 20 ปี

สำหรับพวกเราคนไทย คุณูปการของพี่แววไม่ใช่เพียงแค่จำนวนของเหรียญรางวัลที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับพวกเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 20 ปีเพียงแค่นั้น แต่เรื่องราวของพี่แวว คือบทเรียนชีวิตชั้นดีสำหรับพวกเราทุกคน พี่แววบอกกับเราหลายครั้งหลายคราวทั้งโดยคำพูดและการกระทำให้เห็นกับตาว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ขีดจำกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัย แต่อยู่ที่หัวใจและความตั้งใจจริง ที่สำคัญคือ“ความมีวินัยชนะทุกอย่าง” พรสวรรค์อาจพาเราไปสู่จุดเริ่มต้น แต่ความมีวินัยสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะรักษาความเป็นที่หนึ่งไว้ได้ นอกจากนี้ พี่แววยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและแรงบันดาลใจสำคัญ สำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม แต่พลังใจและการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถพลิกวิกฤตเป็นพลังได้จริงๆ ไม่ว่าชีวิตจะเหวี่ยงความเจ็บปวดอะไรใส่เรา เราสามารถเลือกที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวชีวิตบทใหม่ให้ตัวเองได้เสมอ

คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใดหากจะบอกว่า แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่พี่แววคือความภาคภูมิใจ แรงบันดาลใจ และ“เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ“ ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริง

G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบวีลแชร์ ตำนานมีชีวิต และ ความสุขของคนไทยเสมอมา

ลูกของแม่ และ แม่ของลูก

สวยงาม สง่างาม สมศักดิ์ศรีธงไตรรงค์ที่อยู่บนชุดแข่งขันและเอามาห่มร่างกายในทุกๆสนามอย่างที่สุด

สายสุนีย์ จ๊ะนะ (พี่แวว)

ใดๆdigestขออนุญาตบันทึกไว้ และกราบขอบพระคุณสำหรับทุกความสุข ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจที่มีให้กับพวกเราเสมอมาอย่างยาวนานนะครับพี่

เรื่อง : กวิล นาวานุเคราะห์

WORLD

‘เปเซชเคียน’ บินพบ ‘ปูติน’!! เดินทางสู่มอสโกทันทีหลังจบประชุม 4 ฝ่าย ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น "อิหร่านผลักดันสัมพันธ์สองประเทศ" เสริมแกร่งพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

หลังเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย "ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน" ของอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงมอสโกทันที เพื่อพบกับประธานาธิบดีปูติน

ก่อนออกเดินทางจากกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวว่าอิหร่านมุ่งขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยระบุว่าจะผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) ของอิหร่าน

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109224835508642&id=61595259264487&rdid=nx1aNETDybTbwhxs#

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ!! เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 สู่สาธารณรัฐที่ 6 หนี้พุ่งบีบงบประมาณรัฐสวัสดิการ สงครามและค่าครองชีพกดดันรัฐบาลหนัก เสี่ยงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 เปิดทางฝรั่งเศสสู่ “สาธารณรัฐที่ 6”

 26 ตุลาคม 2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสาธารณรัฐมักเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตของประเทศรุนแรงจนโครงสร้างอำนาจเดิมรับมือไม่ไหว ในมุมมองของผม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางสังคม และผลกระทบจากสงคราม กำลังทำให้ข้อเสนอเรื่อง “สาธารณรัฐที่ 6” มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงแคมเปญทางการเมือง

สาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งถือกำเนิดในปี 1958 ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลไร้เสถียรภาพ แต่วันนี้ โครงสร้างที่เคยช่วยให้ประเทศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด กำลังเผชิญบททดสอบว่า ยังจะสามารถสร้างการยอมรับและนําพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้หรือไม่

ฝรั่งเศสกำลังแบกรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ ภาระสวัสดิการ ข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพและอัตลักษณ์ของชาติ ตลอดจนความขัดแย้งในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานสถิติฝรั่งเศสระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2026 อยู่ที่ร้อยละ 119 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและรักษาความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสวัสดิการ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ฝรั่งเศสสนับสนุนยูเครนทั้งด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกกำลังพล ซึ่งมีต้นทุนด้านงบประมาณและการจัดหาอาวุธทดแทน ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสงครามต่อตลาดพลังงานยุโรปยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนและธุรกิจ ผมมองว่า ภาระเหล่านี้ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่สะสมอยู่เดิม และทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างความมั่นคงภายนอกกับความต้องการภายในประเทศอย่างยากลำบากขึ้น 

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกอีกระลอก ความตึงเครียดที่กระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่งและสินค้า แม้ฝรั่งเศสมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐานผลิตไฟฟ้าสำคัญ ก็ยังหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซไม่ได้

ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า แรงกดดันด้านพลังงานและวัตถุดิบมีส่วนผลักแนวโน้มเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจหนักเกินกำลังรับไหว และแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจึงถูกบีบจากสองด้าน หากอุดหนุนค่าพลังงานต่อเนื่องก็เพิ่มภาระการคลัง แต่หากลดความช่วยเหลือ ประชาชนต้องรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ความมั่นคง และการกระจายสวัสดิการ ทําให้การประนีประนอมยิ่งยาก ผมมองว่า จุดเสี่ยงสำคัญคือประชาชนอาจเริ่มเชื่อว่า สถาบันการเมืองจะไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความมั่นคงในความเป็นอยู่ของตนได้

รัฐธรรมนูญปี 1958 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของชาร์ลส์ เดอ โกล และมีมิเชล เดอเบรเป็นกำลังสำคัญในการยกร่าง มุ่งเสริมความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร อำนาจประธานาธิบดียิ่งมีน้ำหนักหลังการเปลี่ยนมาเลือกตั้งโดยตรงในปี 1962 โครงสร้างนี้ทำงานคล่องเมื่อฝ่ายบริหารมีฐานสนับสนุนมั่นคง แต่เมื่อเสียงในสภาแตกกระจาย การผลักดันนโยบายย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น 

กรณีปฏิรูประบบเกษียณอายุปี 2023 โดยขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี เป็นตัวอย่างสำคัญ รัฐบาลเอลิซาเบธ บอร์นใช้มาตรา 49 วรรคสาม ให้ร่างกฎหมายถือว่าผ่านโดยไม่ลงมติรับร่างในสภาผู้แทนราษฎร หลังญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ผ่าน แม้เป็นกลไกที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การใช้กับนโยบายที่กระทบประชาชนจำนวนมากยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ดังนั้นในความเห็นของผม ปัญหาคือรัฐบาลผลักดันนโยบายได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงท่ามกลางความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในปี 1940 และการลงมติมอบอำนาจให้จอมพลเปแตง ซึ่งเปิดทางสู่ระบอบวิชี ส่วนสาธารณรัฐที่ 4 เผชิญความไร้เสถียรภาพสะสม ก่อนวิกฤตอัลจีเรียและแรงกดดันจากกองทัพในเดือนพฤษภาคม 1958 จะเร่งการเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นว่าบทเรียนจากอดีตคือ เมื่อปัญหาหมักหมมแก้ไม่ตก พอมีวิกฤตใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ก็อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ฝรั่งเศสวันนี้อาจกำลังสะสมแรงกดดันในลักษณะดังกล่าว หากการตั้งรัฐบาลและการผ่านงบประมาณยังติดขัด อีกทั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องใดก็เจอแรงต่อต้านจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง การประท้วงอาจพัฒนาจากการต่อต้านนโยบายเฉพาะเรื่อง ไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

ผมประเมินว่า การปรับสมดุลภายในสาธารณรัฐที่ 5 ยังมีโอกาสเกิดขึ้นก่อน ทั้งการเพิ่มบทบาทรัฐสภา ปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และปฏิรูปกติกาเลือกตั้ง แต่หากคลายทางตันไม่ได้ ก็อาจมีการขยายฐานสนับสนุนให้มีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางกฎหมายและความชอบธรรมจากประชาชน

หากเกิดขึ้นตามแนวคิดลดการรวมศูนย์อำนาจ สาธารณรัฐที่ 6 อาจขยับสู่ระบอบรัฐสภามากขึ้น ลดอำนาจประธานาธิบดี ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อสภาบริหารประเทศ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยรูปแบบสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่และการยอมรับของสังคม

ในมุมมองของผม อนาคตของสาธารณรัฐที่ 5 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หากรัฐบาลไม่สามารถประสานภารกิจความมั่นคงกับการดูแลปากท้อง และสถาบันการเมืองยังผลิตความขัดแย้งมากกว่าทางออก แรงเรียกร้องให้เปลี่ยนกติกาทั้งระบบย่อมเข้มข้นขึ้น จนสาธารณรัฐที่ 6 อาจกลายเป็นวาระใหญ่ที่ฝรั่งเศสต้องตัดสินใจในที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1CdfHxrJvZ/?mibextid=wwXIfr

“พันธมิตรเมกกะ” หวังเจรจา!! เจ้าหน้าที่สูงสุด 3 ชาติ บุกเตหะราน หารือหยุดสงครามตะวันออกกลาง เล็งลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง เน้นความร่วมมือป้องกันภัยและข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 3 ชาติ "พันธมิตรเมกกะ" บุกถึงเตหะราน! หวังเจรจาหยุดสงครามตะวันออกกลางไม่ให้บานปลายไปกว่านี้!

26 ตุลาคม 2026
"อาลี บาเกรี คานี" รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่า "ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเมกกะ (Mecca Pact) ส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางมายังกรุงเตหะราน เพื่อเจรจาด้านความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีในเยเมน

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่
เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย
อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน
อิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองตุรกี

โดยจะหารือกับผู้แทนด้านความมั่นคงของอิหร่านโดยตรง
อาลี บาเกรี คานี รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า แนวคิดการประชุมครั้งนี้ถูกเสนอโดยอาซิม มูนีร์ ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้

ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียระบุว่า การเจรจามีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง และสนับสนุนความพยายามทางการทูตของกาตาร์กับปากีสถาน

สำหรับ "พันธมิตรเมกกะ" (Mecca Pact) เป็นข้อตกลงป้องกันร่วมกันทางทหารระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่พระราชวังอัลซาฟา เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งสามประเทศ โดยสมาชิกตกลงร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การฝึกทหาร และการสนับสนุนทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคาม

หลักการดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO ที่กำหนดเรื่องการป้องกันร่วมกัน แม้พันธมิตรเมกกะจะเป็นข้อตกลงแยกต่างหาก และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109040563508642&id=61595259264487&rdid=4AbVAWjUuuWFDLDV#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top