Monday, 7 September 2026
NEWS

‘โอปอล สุชาตา’ ส่งท้ายตำแหน่ง Miss World ในชุดไทยศิวาลัย สีขาวครีม ปักลายสวนแห่งการเติบโต โชว์เอกลักษณ์ไทยอย่างทรงคุณค่า สะกดสายตาเวทีโลก ส่งต่อมงให้สาวจากโดมินิกัน

ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง!
‘โอปอล’ สวมชุดไทยศิวาลัย โชว์ความงดงาม ทรงคุณค่า เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน อำลาตำแหน่ง Miss World ส่งมอบ ‘มงฟ้า‘ ให้สาวงามจากโดมินิกัน

เรียกว่านำเสนอความเป็นไทยให้โลกรู้ได้แบบตะโกนสุดๆ สำหรับสาวงามระดับ ‘มงฟ้า’ อย่าง ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss Wolrd 2025 ซึ่งได้อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเวทีการประกวด Miss Wolrd 2026

โดยโอปอลได้สวม ‘ชุดไทยศิวาลัย’ สีขาวครีม ในช่วงการส่งมอบมงกุฎ Miss World ให้กับ Joheirry Mola สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งเรียกได้ว่างดงาม ทรงคุณค่า เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน
สำหรับชุดไทยศิวาลัยนี้ เป็นผลงานการออกแบบจาก ‘วนัช กูตูร์’ ห้องเสื้อชั้นนำของไทย ซึ่งได้ระบุรายละเอียดของชุดว่า

‘ชุดไทยศิวาลัย "The Garden of Purpose"
จากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง...สู่วันที่สวนผลิบาน และการส่งต่อมงกุฎ“
สำหรับค่ำคืนแห่งการอำลาตำแหน่ง Miss World 2025 ชุดไทยศิวาลัยสีขาวครีมชุดนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งปี ถ่ายทอดผ่านผ้าไหมยกลำพูนสีขาวครีม ยกดิ้นเงินและดิ้นทอง พร้อมงานปักลวดลายต้นไม้ กิ่งก้านใบไม้ และดอกไม้ที่กำลังผลิบาน

ลวดลายเหล่านี้มีความหมายเชื่อมโยงกลับไปยังช่วงหนึ่งของการประกวด Miss World 2025 เมื่อคุณโอปอลใช้ภาพของ "การดูแลสวน" เป็นอุปมาในการอธิบายถึงการดูแล หล่อเลี้ยง และสร้างการเติบโตอย่างยังยืน

ขณะที่ ดิ้นเงินและดิ้นทองที่เป็นส่วนของผ้าไหมยกดอก ทำหน้าที่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน ประกายเงินรับกับความเย็นของคริสตัลและมงกุฎ ส่วนประกายทองนำความอบอุ่นและความวิจิตรแบบไทยเข้ามาประสาน ทำให้ชุดยังคงมีอัตลักษณ์ของชุดไทยศิวาลัย อย่างชัดเจน & เมื่อมงกุฎอยู่บนศีรษะ ประกายสีฟ้าและสีขาวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงด้านบน แต่ถูกนำลงมาสะท้อนซ้ำผ่านคริสตัลบนตัวชุดราวกับแสงจากมงกุฎค่อย ๆ ไหลลงสู่ผืนผ้า แตกแขนงเป็นกิ่ง ก้าน และผลิบานกลายเป็นดอกไม้ที่งดงามทั่วทั้งตัวชุด
และนี่คือความหมายสำคัญที่สุดของชุด

หากวันแห่งการประกวดคือวันที่เธอหว่านเมล็ดพันธุ์คืนอำลาตำแหน่ง ก็คือวันที่สวนแห่งนั้นผลิบานอย่างสมบูรณ์

Vanus Couture
Desiged by Dr.Sun Soodket‘

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Vanus Couture

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/964195076712678/?rdid=ZZF74POmn41ILDg3#

DPU เปิดประสบการณ์เรียน จัดกิจกรรมให้เด็กรุ่นใหม่ลองเรียนก่อนเลือกคณะ เสนอโอกาสพัฒนาทักษะสู่อาชีพจริง ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ พร้อมขยายกิจกรรมสู่ต่างจังหวัด

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน DPU Experience Day ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้น ๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day

นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2. Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3. Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยในงานมี ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร หรือ ดร.แบท นักจิตวิทยาองค์กร (Positive Psychologist) และ Professional Action Learning Coach คนแรกของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ มาช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความชอบของตนเอง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมของแต่ละคณะ จากนั้นนักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองปฏิบัติงานจริง เวิร์กช็อป พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานอย่างรอบด้าน

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวอีกว่า DPU ให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ(Potentialigence Center) เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน

นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง

นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

MALEE ส่ง MAS ปักธง Deep-Tech ความงาม–สุขภาพ!! ชูระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ระดับโลก โชว์ที่ Vitafoods Asia 2026 เป้าเป็นผู้นำโลกด้านห่อหุ้ม ดันไทยศูนย์กลางความงามเอเชีย

MAS สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ เขย่าอุตฯ ความงาม-สุขภาพ ในงาน Vitafoods Asia 2026
ปักหมุด 4 นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพ "Beauty-from-Within" เต็มรูปแบบ

ประกาศเป้าหมายผู้นำเทคโนโลยีห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญระดับโลก ดันไทยสู่ Hub ความงามเอเชีย
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE นำมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ (MAS) จัดทัพเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปักหมุด 4 นวัตกรรมใหม่ “ป้องกัน UV, ผิวกระจ่างใส, ชะลอวัย, ระบบเผาผลาญ” สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ “Beauty-from-Within” ระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต เขย่าวงการอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ พร้อมเปิดฉาก Business Matching ดึงผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ Hub ความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า มาลีกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) เป็นหนึ่งใน New S-Curve ด้าน Deep-Tech และ Science-based Innovation เพื่อขยายธุรกิจสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงาม รับกับโอกาสและศักยภาพตลาดสารสกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty) ระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและสุขภาวะแบบองค์รวม (Health & Wellness) และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตครั้งสำคัญโดยเส้นแบ่งระหว่าง “ความงาม” และ “สุขภาพ” กำลังเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลรูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเชิงรุก ความงามจากภายใน การชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว ที่สำคัญคือมีระบบเผาผลาญที่ดี เปิดโอกาสให้นวัตกรรมที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ มาลีกรุ๊ป วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ MAS ครอบคลุมระบบนำส่งทั้ง 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบนำส่งทางผิวหนัง (Topical Delivery System) วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และเวชสำอาง (Beauty, Cosmetic และ Cosmeceutical) มุ่งเน้นการนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง ชั้นผิว รูขุมขน และเส้นผม 2.ระบบนำส่งทางการรับประทาน (Oral Delivery System)วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Health & Wellness มุ่งแก้ไขข้อจำกัดด้านความคงตัว การละลาย การดูดซึม และการนำส่งสารอาหาร (Vitamin and Bioactive Compounds) ให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวางเป้าหมาย MAS สร้างสายธารนวัตกรรมต่อเนื่อง และธุรกิจสารสกัดวิทยาศาสตร์ที่อัตรากำไรสูง ให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของมาลีกรุ๊ป พร้อมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศไทยที่ขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และวางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก (Global Leader in Encapsulation & Advanced Delivery System Innovation)

ล่าสุด MAS ประกาศศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามจากระบบนำส่งสำหรับเครื่องสำอาง สู่เทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิวพรรณและความงามจากภายในร่างกาย (Beauty-from-Within) อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย MAS จัดทัพนวัตกรรมตอกย้ำการเป็น "ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์" (Advanced Encapsulation & Delivery System Innovation) ภายใต้แกนหลัก "Advanced Delivery System for the Future of Beauty, Health & Wellness" นวัตกรรมระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง​ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ ‘Malee Applied Sciences (MAS) กล่าวว่า ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ครั้งนี้ MAS โชว์ศักยภาพหัวใจสำคัญ LIPOPLEX DUALSPHERE® Technology หรือนวัตกรรมระบบห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญที่ MAS พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสารสำคัญ เพิ่มความคงตัว และออกแบบการปลดปล่อยอย่างเหมาะสม โดยสามารถพัฒนาวิตามินและสารออกฤทธิ์ในรูปแบบ Liposome เช่น Liposomal Vitamin C และ Liposomal Glutathione ที่มีอนุภาคขนาดระดับนาโน ซึ่งผลการทดสอบของระบบนำส่งสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ เพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ MAS ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาสารสำคัญ แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพของสารเหล่านั้นผ่าน Delivery System Innovation โดยมีนวัตกรรม 4 ไฮไลต์ ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ดังนี้

UVABlox® นวัตกรรมความงามจากภายใน (Beauty-from-Within) ที่ผสานผล Maqui Berry, Red Orange และวิตามินซีชนิดลิโพโซม เพื่อช่วยปกป้องผิวจากภาวะเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากรังสียูวี (UV-induced oxidative stress) และดูแลผิวพรรณจากภายในร่างกาย สร้างผิวแข็งแรงไม่คล้ำดำง่าย พิสูจน์จริงด้วยผลงานวิจัยในมนุษย์
PHEONIQUE® นวัตกรรม White Tomato ที่อุดมด้วย Phytoene และ Phytofluene มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วน Liposomal Glutathione ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้ดีขึ้น เพื่อผิวขาว สว่าง กระจ่างใสและผิวสุขภาพดี จากผลงานวิจัยทางคลินิกพบผิวสว่างกระจ่างขึ้นภายใน 14 วัน
POMECAP® นวัตกรรมจากผลทับทิม (Pomegranate) ผสาน Liposomal Vitamin C มุ่งตอบโจทย์การชะลอวัย (Anti-aging) ผิวเรียบเนียน (skin smoothness) และการชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)
SUGALOC® นวัตกรรมสุขภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญ (Metabolic Health) ที่นำระบบนำส่งสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการดูแลสมดุลน้ำตาลและกลไกที่เกี่ยวข้องกับ GLP-1 จากผลวิจัยทางคลินิกในมนุษย์กับกลุ่มอาสาสมัครคนไทย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครสามารถลดระดับน้ำตาลได้สูงสุด 38%

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวที “Vitafoods Asia 2026” สะท้อนศักยภาพของ MAS ที่นำ Technology Platform เดียวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ผม เล็บ ความงามที่เริ่มจากการดูแลสุขภาพภายใน (Beauty-from-Within) และการชะลอวัยแบบมีสุขภาพดี เน้นคุณภาพชีวิตในวัยที่มากขึ้น (Healthy Aging) สุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Health) รวมไปถึงสุขภาพความงามแบบองค์รวมของร่างกาย (Holistic wellbeing and beauty) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของ Health & Wellness ในอนาคต โดยภายในบูธ MAS เปิดกิจกรรม Business Matching ซึ่งในได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับจ้างผลิต (OEM) รวมทั้งผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่โมเดลการพัฒนาร่วมกัน (ODM) อาทิ ระบบนำส่งที่ออกแบบเฉพาะสูตรหรือแบรนด์ ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า

ดร.ศุภเกียรติ กล่าวว่า MAS กำลังปรับเปลี่ยนจากช่วงการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ช่วงการเร่งนำสินค้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ได้ทำจากการวิจัยและวางรากฐานมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจความงามและเวชสำอาง (Beauty & Cosmeceutical) มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 12 รายการ ครอบคลุมนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ การทำให้ผิวกระจ่างใส (Skin Brightening) การชะลอวัยและการยืดอายุผิว (Anti-aging & Longevity) และสารสกัดชีวภาพจากผลผลิตเกษตรหมุนเวียน (Upcycled Bioactive Ingredients) และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน in-cosmetics Asia 2026 ช่วงปลายปี และต่อเนื่องถึงปี 2570 รวมอีกประมาณ 8 ผลิตภัณฑ์
โอกาสการเติบโตของ MAS รับกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามยังเปิดกว้างอีกมาก ข้อมูลจากระดับโลก คาดการณ์ตลาดความงามเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี แตะ 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดย Southeast Asia เป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 228,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 431,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.5% โดยเอเชียแปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุด (อ้างอิงข้อมูล McKinsey) ขณะที่ตลาดประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าราว 3,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,764 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.6% สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยถึง 40% รับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเป็นประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิว ผม เล็บ มีสัดส่วนถึง 19.6% ของตลาดอาหารเสริมไทยในปี 2568 สะท้อนการเติบโตของแนวคิด Beauty-from-Within อย่างชัดเจน

“การเข้าร่วม Vitafoods Asia 2026 เป็นเวทีที่โชว์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ ได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พัฒนาขึ้นเอง MAS มุ่งจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ร่วม “นวัตกรรมระดับโลก” โดยเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน T-Beauty จากทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่นวัตกรรมระดับโลก ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทย (upcycle natural materials) มาเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพมูลค่าสูง ยกระดับด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งขั้นสูงที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันมุ่งสร้างระบบนิเวศความงามที่มีหลักฐานรองรับร่วมกับนักวิจัย การพัฒนาสินค้านวัตกรรมผ่าน OEM/ODM และแบรนด์ความงาม พร้อมผลักดันการใช้สารสำคัญในปริมาณที่ให้ผลตามงานวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือใหม่ให้ T-Beauty เป้าหมายคือยกระดับจาก “ผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศไทยสู่สินค้ามาตรฐานโลก” พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ และร่วมขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย”ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

POLITICS

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

ECONBIZ

ยอดใช้น้ำมัน พ.ค.69 ลด 4.2% ดีเซล–เบนซิน–Jet A1 หดตัว น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 โต 26.9% ดีเซลบี 20 ขยายสถานีบริการ นำเข้าน้ำมันพุ่ง 25.7% รับผลกระทบตะวันออกกลาง

สถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรอบเดือนพฤษภาคม ปี 2569

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 148.39 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยน้ำมันส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทั้งกลุ่มเบนซิน กลุ่มดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา LPG และ NGV ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

น้ำมันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 30.58 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์อี 85 ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการจำหน่าย 6.45 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 (YoY) จากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีส่วนต่างราคาอยู่ที่ 5 บาท/ลิตร ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน (MoM) พบว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดในกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยในเดือนพฤษภาคมมีการปรับราคาน้ำมันรวม 8 ครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในบางช่วงเวลาได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 63.68 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) เดือนพฤษภาคม ที่หดตัวลงร้อยละ 4.26 เมื่อเทียบกับปีก่อน1 ส่งผลให้การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาลดลง ร้อยละ 10.5 ขณะที่การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเพิ่มขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและการขยายจำนวนสถานีบริการรองรับรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดังกล่าวได้ โดยมีสถานีบริการที่เปิดจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี 20 ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 802 แห่ง ทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.68 ล้านลิตร/วัน จากเดือนเมษายน 2569

น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 14.94 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงร้อยละ 7.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน2 สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและราคาบัตรโดยสาร ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปี เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งเริ่มทยอยปรับแผนการดำเนินงาน อาทิ การปรับตารางบิน การลดความถี่
ในบางเส้นทาง หรือการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เหมาะสมกับต้นทุนและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา

น้ำมันเตา มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 5.18 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY)โดยเป็นผลจากการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนพฤษภาคม 2569 ที่หดตัวร้อยละ 1.29 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน4 ทำให้การจำหน่ายน้ำมันเตาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมลดลง

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 17.76 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.2 รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 2 ขณะที่ภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนร้อยละ 0.3

ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 2.13 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยอุปสงค์ของ NGV ยังคงมีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีสถานีบริการ NGV เปิดให้บริการทั่วประเทศ 257 แห่ง ลดลง 21 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1,164,539 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยน้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 น้ำมันสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกไกลและแหล่งอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 127,652 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการส่งออกน้ำมันเตา ซึ่งเป็นชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการระงับการส่งออกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ปริมาณ 65,519 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1 (YoY) รวมทั้งมีการส่งออกน้ำมันดีเซลที่มีลักษณะและคุณภาพซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ ปริมาณ 17,682 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.2 (YoY) ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน (10 ppm) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว มีการส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ถูกมาตรการระงับการส่งออก คือ สปป.ลาว และเมียนมา ปริมาณรวม 44,451 บาร์เรล/วัน

“บีโอไอ” ยันญี่ปุ่นลงทุน!! ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เน้นยกระดับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจไทยฐานบ้านหลังที่สอง

บีโอไอยันญี่ปุ่นปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอเผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ จากฐานการผลิตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น แสดงถึงความต่อเนื่องของการขยายฐานลงทุนญี่ปุ่นในไทย และตอกย้ำภาพ “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง” ของนักลงทุนญี่ปุ่น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก

ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568
นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นปรับทัพลงทุน รับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่นร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ โดยเมื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) และบริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Transmission) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ขณะที่ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI
ขยายลงทุนสู่กิจการมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing โดยยกระดับไทยเป็น ฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในกลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท
ผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ขณะที่ บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการต่อยอดฐานเกษตรและอาหารของไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บีโอไอหนุนญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง
ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่าร้อยละ 40 มาจากประเทศญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่อง
ในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

‘พีระพันธุ์–อรรถวิชช์–รสนา’ หนุนยุบ กกพ. ควบรวม กพช.!! เสนอรวม กกพ.-กพช. หยุดผูกขาดไฟ ดัน 'กฟผ.' ผลิตไฟ 50% ขึ้นไป ปลดล็อกโซลาร์เสรีลดภาระค่าไฟ ภาครัฐต้องเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพ

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า

พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ

สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน

ด้านนางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย

LITE

6 กันยายน 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก จุดเริ่มต้นสายธารโคนมไทย–เดนมาร์ก กำหนด17ม.ค.วันโคนมแห่งชาติ

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

5 กันยายน 2336 ‘ยุคแห่งความเหี้ยมโหด’ เริ่มต้นขึ้นใน ‘ฝรั่งเศส’ เมื่อ ‘สภาแห่งชาติ’ หนุนก่อการร้าย เพื่อผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันนี้ในอดีต 5 กันยายน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) การปฏิวัติฝรั่งเศส: สภาแห่งชาติเริ่มต้นสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว เมื่อสภาลงมติสนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งได้ปราบปรามและสังหารศัตรูทางการเมืองครั้งใหญ่เป็นเวลาสิบเดือน

เหตุการณ์นี้เรียกว่า ‘สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ หรือ ‘The Terror’ (la Terreur) เป็นสมัยแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้น โดยถูกกระตุ้นจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแยกทางการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน คือ ฌีรงแด็ง (Girondins) และฌากอแบ็ง (Jacobins)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 'สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว'

-มีการประหารชีวิต 'ศัตรูแห่งการปฏิวัติ' จำนวนมาก ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ในหลักหมื่น โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน 16,594 คน และอีก 25,000 คน ถูกประหารชีวิตอย่างรวบรัดทั่วฝรั่งเศส
-'กิโยติน' กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์การปฏิวัติ ซึ่งมีการประหารชีวิตบุคคลสำคัญจำนวนมาก เช่น มารี อ็องตัวแน็ต และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทั้งผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ฟิลิปป์ เอกาลีเต (หลุยส์ ฟิลิปป์ที่ 2 ดยุคแห่งออร์เลอองส์) มาดามโรลองด์และกลุ่มฌีรงแด็ง มีอีกหลายคน อาทิ อ็องตวน ลาวัวซีเย นักเคมีบุกเบิก ที่ต้องมาสังเวยชีวิตด้วยเช่นกัน
-ระหว่าง ค.ศ. 1794 ฝรั่งเศสสมัยปฏิวัติถูกรุมเร้าด้วยการคบคิด โดยศัตรูทั้งในและนอกประเทศ
-ภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าว ถูกชนชั้นสูงฝรั่งเศสคัดค้าน หลังจากสูญเสียเอกสิทธิ์ที่ได้รับสืบทอดมา
-นิกายโรมันคาทอลิกโดยทั่วไป ที่คัดค้านการปฏิวัติ ถูกเปลี่ยนนักบวชเป็นลูกจ้างของรัฐและบังคับให้ต้องปฏิญาณความจงรักภักดีต่อชาติ
-สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ต้องสู้รบในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่เจตนาทำลายการปฏิวัตินี้เสียเพื่อป้องกันมิให้ลุกลาม
-การขยายของสงครามกลางเมือง และการรุกคืบของกองทัพต่างด้าวต่อดินแดนของชาติ ได้ก่อวิกฤตการณ์การเมืองและเพิ่มการแข่งขันระหว่าง ฌีรงแด็ง กับ ฌากอแบ็ง ซึ่งหัวรุนแรงกว่า โดยฝ่ายหลังนี้ ต่อมาได้รวมกลุ่มในกลุ่มแยกรัฐสภา เรียกว่า Mountain และพวกเขาได้การสนับสนุนจากประชากรกรุงปารีส
-สภาฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวม ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1793 เพื่อปราบปรามกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติภายในประเทศและเพิ่มกำลังทหารฝรั่งเศสเพิ่มเติม ผ่านศาลปฏิวัติ
-ผู้นำสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวใช้อำนาจเผด็จการอย่างกว้างขวาง และใช้ประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากและการกวาดล้างทางการเมือง โดยมีการปราบปรามเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1794 ซึ่งเป็นสมัยที่เรียกว่า 'la Grande Terreur' (the Great Terror)

สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารวันที่ 27 กรกฎาคม 1794 ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาเดือนแตร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction) ซึ่งผู้สนับสนุนสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้ง มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์...
จากภาพ: การประหารชีวิตรอแบ็สปีแยร์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/CMuAWeuFmibzc1ou/?mibextid=oFDknk

4 กันยายน 2351 วันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งสยาม ผู้มีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษ การทหาร และวิทยาการสมัยใหม่

4 กันยายน 2351 เป็นวันพระราชสมภพของ ‘สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4

เจ้าฟ้าจุฑามณี พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระอนุชาร่วมอุทรกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ทรงโปรดวิทยากรสมัยใหม่แบบตะวันตกหลายด้าน ทรงพระปรีชาหลายด้าน ทรงสร้างปืนใหญ่ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อใช้ป้องกันบ้านเมือง ทรงสร้างเรือกลไฟเป็นลำแรก เป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารปืนใหญ่ และผู้บังคับบัญชาทหารเรือไทยเป็นพระองค์แรก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และเป็นพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า 'เจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าน้อย' เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังเดิม เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 หลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเจ้าฟ้าน้อย จึงได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถและพระราชชนนี มาประทับในพระบรมมหาราชวัง และได้รับการเฉลิมพระนามเป็น 'สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าอสุนีบาต'
เมื่อเจ้าฟ้าน้อย ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เจริญพระชนมายุได้ 16 พรรษา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิม และประทับที่นี่จนถึงปี พ.ศ. 2394

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ อาทิ การทหาร การช่าง วิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา การละคร การดนตรี และด้านวรรณกรรมอีกทั้งทรงรอบรู้ทางด้านการต่างประเทศอีกด้วย ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีอเมริกันจนแตกฉาน และทรงมีพระสหาย เป็นชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงสามารถช่วยราชการด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดีโดยทรงเป็นที่ปรึกษาในการทำสนธิสัญญาต่าง ๆ

หลังจากที่ได้รับพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น 'พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว' เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ทรงมีศักดิ์สูงเสมอพระมหากษัตริย์เป็น 'พระเจ้าประเทศสยามองค์ที่ 2' ได้ทรงย้ายมาประทับ ณ พระบวรราชวัง (ปัจจุบันคือบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) จนสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

โรงเรียนย้ำไม่ปกป้องคนผิด!! ปมครูถูกกล่าวหาลวนลามนักเรียน ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครูถูกย้ายช่วยราชการชั่วคราว คดีความรอดูเขตและตำรวจดำเนินการ

ย้ายครูโรงเรียนดังสงขลา ครูถูกกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียน รอเขตฯ ชี้ขาด

สงขลา - เกิดกรณีร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีนักเรียนหญิง 2 ราย กล่าวหาว่าถูกครูลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานว่าเกิดขึ้นภายในห้องเรียน ระหว่างที่มีการจัดสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเป็นพยานร่วม 30 คน

ภายหลังรับทราบเรื่อง ทางผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ครูใหญ่ได้เรียกนักเรียนผู้เสียหายมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามระเบียบราชการ
ขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการพิจารณาและตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวออกจากโรงเรียนไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน
ในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญา ขณะนี้ผู้ปกครองได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

โรงเรียนขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของบุคลากร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือภาพรวมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนให้ถึงที่สุด
ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แต่องค์กรที่ดีจะต้องไม่ปกป้องคนผิด และต้องยังคงรักษาความดีงามไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า "เกลือย่อมรักษาความเค็มฉันใด องค์กรที่ดีก็ย่อมรักษาความดีฉันนั้น"
ทั้งนี้ โรงเรียนจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และจะยึดประโยชน์และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

เวลานี้ควรรอสองภาคส่วน คือการพิจารณาของเขตพื้นที่การศึกษา และพนักงานสอบสวน แต่ไม่ควรลืมว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โรงเรียนยังคงรักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็มอยู่เสมอ

สะพานขนอม–สมุย ยังไม่ถึงโต๊ะ!! ครม. คอขวด EIA และค่าผ่านทาง 1,000 บาทยังเป็นโจทย์ใหญ่ โมเดลการเงินยังต้องแก้ไขเยอะ การเมืองสมุยซับซ้อนไม่ง่ายต่อโครงการ ลุ้นต้นปี 70 เสนอพิจารณา

สะพานขนอม-สมุย EIA ยังไม่เรียบร้อย แก้แบบยังไม่เสร็จ ต้นปี 70 เข้า ครม.ได้

ตอบคำถามว่าทำไมรัฐบาล โดย ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ สร้างสะพานขนอม-เกาะสมุย

มีคนถามมามากว่า ทำไมรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจรหาดใหญ่ จึงไม่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลขนอม-เกาะสมุย (สะพานจันทร์โอชา) ทั้งที่แบ่งงานกันชัดเจนแล้วตาม MOU 3 หน่วยงานปี 65 การทางพิเศษ (กทพ.)ทำกลางทะเล, กรมทางหลวง+ทางหลวงชนบททำถนนเชื่อมบนฝั่ง และมี MOU ใหม่ปี 68 กับ กฟภ. กปภ. NT เอาสายไฟ ประปา สื่อสารขึ้นสะพาน

เหตุผลที่ยังไม่เข้า ครม. ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบอย่างเดียว แต่เป็น 3 เรื่องนี้
1. โมเดลการเงินยังเป็นแผลใหญ่ที่สุด กทพ.รับโอนมาจากทางหลวงชนบท เมื่อปี 65 เพราะค่าก่อสร้างสูง ถ้ารัฐลงทุนเองจะกระทบงบประมาณ จึงต้องทำเป็นทางด่วนแบบใครใช้ใครจ่าย (เก็บค่าผ่านทาง)
ตัวเลขล่าสุด ระยะทาง 37.41 กม. 5.5 หมื่นล้าน ถ้าเก็บ 1,000 บาท/คันแบบที่ กทพ.เสนอ ก็ยังต้องให้รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างจำนวนมาก ไม่งั้นเอกชนไม่เข้า PPP แบบ Net Cost
รัฐบาล 4 ปีของอนุทินเพิ่งเริ่ม เม.ย. 69 งบปี 69-70 ล็อคไว้แล้วกับโครงการที่ลงนามไปแล้ว 6.6 พันล้าน (สะพานสงขลา-พัทลุง + เกาะลันตา ที่ใช้เงินกู้ World Bank) ถ้าจะเอาสะพานสมุย 5.5 หมื่นล้านเข้า ต้องไปเบียดงบรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง (ส่วนต่อขยาย และมอเตอร์เวย์ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้

2. EIA คือคอขวดกฎหมาย ไม่ใช่แค่ ครม.ไม่อนุมัติ
ถึงแบบบนฝั่งจะเสร็จและประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 65 แต่แบบกลางทะเลเวอร์ชัน กทพ. ยังสรุปผลการศึกษาไม่เสร็จ กทพ.แจ้งเองว่าจะประชุมรับฟังและเสนอ ครม.ได้ปลายปี 69-ต้นปี 70
ถ้าเสนอตอนนี้ทั้งที่ EIA ยังไม่ผ่าน สผ. จะผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน และจะโดนฟ้องเรื่องปะการังเทียม 200 เมตรหน้าเกาะสมุยได้

3. การเมืองของสมุยเองซับซ้อนกว่างบ
สมุยรายได้ท่องเที่ยว 1.2 แสนล้าน/ปี อันดับ 2 ของประเทศ แต่โครงสร้างผลประโยชน์เดิมคือ เรือเฟอร์รี่ 2 รายใหญ่ + สนามบินสมุยของเอกชน ถ้ามีสะพาน รถจะไหลเข้าเกาะวันละ 7-8 พันคัน เกาะจะเจอปัญหารถติดแบบภูเก็ตทันที ซึ่งรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคมก็เคยท้วง กทพ.เองว่าให้ประเมินเรื่องนี้และหารือกรมทางหลวงเพิ่มเส้นทางบนเกาะก่อน

ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกสร้างสะพานสงขลา-พัทลุง และสะพานข้ามไปเกาะลันตา (กระบี่) ที่พร้อมกว่า ตอบโจทย์คนพื้นที่มากกว่าการเอางบ 5.5 หมื่นล้านไปทุ่มกลางทะเลที่คนสมุยเองยังเห็นต่างกันอยู่

สรุปคือ ไม่ใช่ไม่สนใจครับ แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังรอให้ กทพ.ปิด 2 อย่างให้ได้ก่อน: 1) EIA ผ่าน และ 2) รูปแบบอุดหนุนรัฐที่ทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ถ้า 2 อย่างนี้เสร็จปลายปี 69 ตามแผน โอกาสเข้า ครม.ปี 70 มีสูงมากครับ เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่าดันสะพานใต้ 2 แห่งสำเร็จไปแล้ว

สรุปว่า ผลการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย การทางพิเศษก็ออกแบบโครงการใหม่ ต้นปี 70 จะได้เห็นเข้า ครม.

WORLD

โคลนถล่มเนปาลยังวิกฤต!! กู้ภัยพบปาฏิหาริย์ในเขตนูวาโก หญิงวัย 64 รอดชีวิต 10 วันหลังโคลนถล่ม เสียชีวิตกว่า 1,300 รายสูญหายเกือบ 5,000 หน่วยกู้ภัยส่งรักษาที่กาฐมาณฑุ

ปาฏิหาริย์! เนปาลช่วยชีวิตหญิงวัย 64 ปี หลังเหตุโคลนถล่มครบ 10 วัน

สื่อท้องถิ่นเนปาลรายงานว่าเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย.) ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือหญิงชาวเนปาล อายุ 64 ปี ซึ่งยังคงมีชีวิตในเขตนูวาโก หลังจากเกิดเหตุโคลนถล่มรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ส.ค. และส่งตัวเข้ารับการดูแลรักษาในกรุงกาฐมาณฑุ

ทั้งนี้ รายละเอียดล่าสุดจากหน่วยงานตำรวจเนปาลระบุจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,344 ราย เมื่อนับถึง 05.00 น. ของวันเสาร์ (5 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนจำนวนผู้สูญหายอยู่ที่ 4,898 ราย เมื่อนับถึงช่วงเช้าวันเดียวกัน ขณะจำนวนผู้รอดชีวิตอยู่ที่ 8,631 ราย

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์คะแนนนิยมทรุดหนัก!! คะแนนนิยมเหลือ 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ประชาชนกังวลเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 57% ชี้สถานะการเงินแย่ลงภายใต้รัฐบาล แม้รีพับลิกันก็ติดลบหนักในเดือนเดียว

คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของโพล Financial Times เหลือเพียง 33% ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 60% ระบุว่า สถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจทั่วประเทศล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 33% ที่พอใจกับการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงอีก 3 จุดจากเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ FT เริ่มสำรวจคำถามนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัญหาหลักมาจาก เศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจกำลังเดินไปผิดทิศทาง ขณะที่ 57% ระบุว่าสถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มจาก 53% ในเดือนก่อน แม้แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกัน คะแนนเห็นชอบต่อการบริหารเรื่องงานและเศรษฐกิจของทรัมป์ก็เหลือเพียง 53% ลดลงเกือบ 8 จุดในเดือนเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393347396286950/?rdid=RmnCA0ezl8esjiZ5#

สหรัฐฯ-กัมพูชา วางแผนซ้อมรบร่วม!! รื้อฟื้นซ้อมรบ Angkor Sentinel ปี 2027 หลังพักยาวถึง 10 ปี เตรียมฝึกด้านแพทย์และวิศวกรรม หนุนความร่วมมือรับมือภัยพิบัติระหว่างสองชาติ แสดงความมุ่งมั่นกระชับสัมพันธ์ทหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปี

กองทัพบกกัมพูชา ร่วมกับ ศูนย์แห่งชาติเพื่อกองกำลังรักษาสันติภาพ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard) จัดการประชุมวางแผนขั้นต้นสำหรับการฝึก Angkor Sentinel 2027 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นการฝึกร่วมระหว่างสองประเทศ หลังหยุดไปนานประมาณหนึ่งทศวรรษ

การฝึกครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยทั้งสองฝ่ายหารือแผนการฝึกหลายด้าน ทั้ง การฝึกที่บังคับการ การแพทย์ทหาร งานวิศวกรรม และการเก็บกู้วัตถุระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (EOD/UXO) โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนการกลับมากระชับความร่วมมือทางทหารระหว่าง กัมพูชา–สหรัฐฯ อีกครั้ง

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา / PM's Office of Cambodia

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393379589617064/?rdid=qLzT8oF9RBw7lqnI#

 

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top