Thursday, 17 September 2026
NEWS

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#

ตะลึงความสามารถเด็กไทย ‘ลิลลี่ รัชวิน’!! อายุแค่ 15 แต่ฝีมือระดับโลก เดินแบบแบรนด์ตัวเองบนเวทีนานาชาติ สร้างชื่อบนเวทีแฟชั่นโลก จากนิวยอร์ก–โตริโน สู่ปารีส ขอเชียร์เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด

เด็กไทยดังไกลทั่วทั่วโลก ตะลึง! น้อง “ลิลลี่” อายุเพียง 15 ปี เดินแบบบนเวทีโลก (ปารีส) ในแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบเอง พบประวัติไม่ธรรมดา

วันที่ 16 กันยายน 2569 จากปรากฏการณ์น้อง “เนเน่” อายุเพียง 16 ปี ได้เข้าแข่งขันรายการ “America’s Got Talent” จนสามารถผ่านรอบชิงชนะเลิศได้ จนทำให้โด่งดังไปทั่วโลก ล่าสุดมีน้อง “ลิลลี่” รัชวิน โอฬารกิจเจริญ อายุเพียง 15 ปี แต่กลับได้เดินแบบบนเวทีระดับโลกมาแล้วหลายเวที ทั้งเมืองมิลาน เมืองนิวยอร์ก เมืองโตริโน ล่าสุดกำลังเดินทางไปเมืองปารีส

น้องลิลลี่เริ่มต้นจากมีความชื่นชอบในการออกแบบเสื้อผ้า เดินแบบ และออกแบบเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก บวกกับน้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ ทำให้พบกับเพื่อนที่ชื่นชอบในการเดินแบบหลายคน เมื่อตอนน้องอายุ 13 ปี น้องได้รับเชิญให้ไปดูงานเดินแบบที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำให้น้องมีแรงบันดาลใจ อยากเป็นนางแบบมืออาชีพ และอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชื่อแบรนด์ Rachawin (RW) แต่ฝันนั้นไม่ไกลเกินจริง น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบโชว์ผลงานในแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้ไปเดินโชว์ตัวต่อที่เมืองโตริโน ประเทศอิตาลี จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบบนเวทีระดับโลก ในแบรนด์ของตัวเอง ที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีครูโอปอล์ - พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด นางแบบแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเทรนเนอร์ให้

น้องลิลลี่ กล่าวว่า ตอนที่หนูเดินแบบบนเวที ชาวต่างชาติไม่คิดว่าหนูอายุเพียง 15 ปี แต่หลังทราบอายุหนู ชาวต่างชาติได้ชื่นชมว่าทำไมเด็กไทยถึงเก่งขนาดนี้ และทุกครั้งที่หนูไปเดินแบบจะมีชาวต่างชาติคอยปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ตลอด โดยเวทีล่าสุดที่หนูจะไปเดินแบบในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ เป็นเวทีระดับโลกที่มีนางแบบระดับโลกเข้าร่วมหลายคน ที่เมืองปารีส หนูรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อยากฝากให้พี่น้องคนไทยช่วยเชียร์หนูด้วยนะคะ หนูเชื่อว่าเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100082969160443/posts/1058192130289749/?rdid=x2CnI3KoB6yum6oQ#

ตำรวจ บก.น.6 รวบ นศ.อุเทนถวาย!! ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทง นศ.ปทุมวัน เจ็บ 2 รายบน BTS สยาม ใช้เวลาตามจับเพียง 8 วัน คดีอยู่ระหว่างสอบสวนต่อ

ตำรวจ บก.น.6 รวบนักศึกษาอุเทนถวาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทงนักศึกษาเทคโนปทุมวันเจ็บ 2 ราย บน BTS สยาม หลังเร่งสืบสวนติดตามตัวเพียง 8 วัน

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน บริเวณชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ก่อนมีการใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้นักศึกษาปทุมวันถูกแทงบริเวณหลังได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลหัวเฉียว

ล่าสุด วันนี้ (16 ก.ย.) ทีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 สั่งการเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.น.6 ร่วมกับสน.ปทุมวัน เข้าจับกุม นายวิชชากรฯ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้บริเวณหน้าสน.ปทุมวัน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1261/2569 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569

โดยถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนหาข่าว และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนสามารถระบุตัวนายวิชชากรเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ

กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ชุดสืบสวนจึงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการทางการสืบสวน กระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา หรือภายในเวลา 8 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น นายวิชชากรให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับ และยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000090502?fbclid=IwdGRjcAUXSPNjbGNrBRdI8XBkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEezeHcIag5tUHd6J03VFsVmpEeFZ-hIikms631dI7yK2YGjj1cROZa_NH_kdc_aem_Y0SGEBRikXy624e0wW2IEw

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

POLITICS

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

‘อรรถวิชช์’ ค้านตัดงบ AI กระทรวงอุตสาหกรรม!! ไม่เห็นด้วยตัดงบกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ใช้ Ai ช่วยคัดกรองสำคัญ แนะให้คนในช่วยพิจารณางบ เตือนระวังหน่วยงานภายนอกกระทบประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ที่ตัดงบในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิเช่น การใช้Aiมาช่วยในการคัดกรองต่างๆ และ Smart Ai ของ สมอ.
ทั้งนี้ดร.อรรถวิชช์แนะนำให้คนที่ทำงานจริงในกระทรวงมาช่วยในการพิจารณาและระวังการใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาในการพิจารณามอาจกระทบกับปกป้องประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและ มอก.ปลอม

ECONBIZ

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

LITE

17 กันยายน 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกาศใช้เงินเหรียญบาทครั้งแรกในประเทศสยาม จากโรงกระสาปน์สิทธิการ สู่จุดเปลี่ยนระบบเงินตราสยาม

วันนี้เมื่ออดีต สยาม ประกาศใช้เงินเหรียญบาทเป็นครั้งแรก โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ เพื่อใช้แทนเงินพดด้วง เป็นตราพระมหามงกุฎ-ช้างในวงจักร

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย ภายในพระบรมมหาราชวังบริเวณที่เคยเป็นโรง ทำเงินพดด้วงเดิม ด้านหน้าพระคลังมหาสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก และติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำเป็นเครื่องแรก ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ

วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 4 ได้ออกประกาศพิกัดราคาเงินเหรียญบาทและเงินแป โดยให้นำเงินเหรียญอย่างใหม่ซึ่งเป็นเงินแบนที่ผลิตได้จากโรงกระสาปน์สิทธิการ นำออกใช้แทน เงินพดด้วง เหรียญดังกล่าวนั้น ด้านหน้าเป็นรูปพระมหามงกุฎ มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังเป็นรูปช้าง อยู่กลางพระแสงจักร เหรียญเนื้อเงินแท้ ราคา ๑ บาท น้ำหนัก 15.33 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญ 31 มิลลิเมตร

และเหรียญชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยเหรียญเงินราคา 1 บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง กึ่งเฟื้อง และเหรียทองพัดดึงส์อีกจำนวนหนึ่ง นับเป็นการปฏิวัติระบบเงินตราครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทย
อนึ่ง โรงกษาปณ์แห่งนี้ ภายหลังจากการสร้างโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นโรงหมอตอนหนึ่ง และเป็นคลังราชพัสดุอีกตอนหนึ่ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เกิดไฟไหม้หมดทั้งหลัง

ที่มา: http://www.royalthaimint.net/ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_news.php?nid=221

16 กันยายน 2465 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 6’ พระราชทานที่ดินทรงสงวนที่สัตหีบ ก่อสร้าง ‘ฐานทัพเรือ’ เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติทางทะเล 2465 หมุดหมายสำคัญ

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ได้ขอพระราชทาน

ย้อนไป เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2465 หรือ 102 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ขอพระราชทาน และกองทัพเรือสร้างฐานทัพเรือที่สัตหีบ ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ฐานทัพเรือสัตหีบ เริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2457 ขณะที่เสด็จประพาสทางชลมารคเลียบฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระองค์ได้เสด็จฯ มาประทับในอ่าวสัตหีบ เพื่อทอดพระเนตรการซ้อมรบของกองทัพเรือด้วย
ในการเสด็จคราวนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านสัตหีบ เห็นว่า เป็นชัยภูมิอันเหมาะที่จะตั้งเป็นฐานทัพเรือ จึงได้มีพระบรมราชโองการด้วยพระโอษฐ์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2457 แก่พระยาราชเสนาผู้แทนสมุหเทศาภิบาล มณฑลจันทบุรี และพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี
ขณะทรงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งว่า มีพระราชประสงค์ที่ดินฝั่งตำบลสัตหีบ และที่ใกล้เคียงตลอดทั้งเกาะใหญ่น้อยบรรดาที่มีอยู่ริมฝั่งน้ำ อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับใบเหยียบย่ำ หรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินบนฝั่ง หรือเกาะที่สงวนไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2465 พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ได้มีหนังสือไปกราบถวายบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานที่ดินตำบลสัตหีบที่ทรงสงวนไว้เพื่อจัดเป็นฐานทัพเรือ โดยทรงเน้นให้เห็นคุณและโทษ ของการจัดสัตหีบเป็นฐานทัพเรือไว้

ต่อมาทางกองทัพเรือจึงได้ก่อสร้างฐานทัพเรือ จนมาเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ จวบจนถึงปัจจุบัน

14 กันยายน ของทุกปี ‘วันบุรฉัตร’ น้อมรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร’ ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งรถไฟไทย’ วางรากฐานทางช่าง ปฏิรูปกรมรถไฟหลวง

วันที่ 14 กันยายน ของทุกปี ทางราชการกำหนดให้เป็น ‘วันบุรฉัตร’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อดีตผู้บัญชาการรถไฟไทย
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาวาด(ในสกุล "กัลยาณมิตร") ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424 ขณะทรงพระเยาว์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

ปี พ.ศ. 2437 เสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านโยธาธิการที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และทรงศึกษาต่อวิชาวิศวกรรมที่ ตรินีตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และวิชาทหารช่างที่ แชทแฮม จากนั้นเสด็จศึกษาเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส ทรงศึกษาการทำทำนบและขุดคลอง ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และเสด็จกลับมาทรงงานและศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จนได้เป็นสมาชิก M.I.C.E. (Member of the Institution of Civil Engineer) (เทียบเท่า วิศวกรรมสถาน)

พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2447 ทรงรับราชการทหาร เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่างพระองค์แรกในปี พ.ศ. 2451 และทรงดำรงตำแหน่งนี้เป็นระยะเวลา 17 ปี ทรงนำความรู้ในวิชาการทหารแผนใหม่ตามแบบอย่างประเทศตะวันตกมาปรับปรุงกิจการทหารช่าง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานกิจการทหารช่างแผนใหม่ และกองทัพ
การดำเนินกิจการรถไฟในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงให้ชาวต่างประเทศเป็นผู้ควบคุมการบริหารกิจการทั้งหมด กระทั่งปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ในปี พ.ศ. 2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมรถไฟหลวง" และให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆ ของกรมรถไฟหลวง ขยายเส้นทางเดินรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน สายตะวันออกเฉียงเหนือทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี สายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ และในปี พ.ศ. 2471 พระองค์ยังได้ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซล จำนวน 2 คัน (หมายเลข 21 และ 22) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกำลัง 180 แรงม้า เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถไม่สะดวก และไม่ประหยัด อีกทั้งลูกไฟที่กระจายออกมาเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร และอาจทำให้เกิดไฟไหม้ไม้หมอนอีกด้วย ซึ่งรถจักรดีเซลทั้งสองคันดังกล่าว เป็นรถจักรดีเซลคันแรกในทวีปเอเชีย และถือว่าประเทศไทยนำรถจักรดีเซลเข้ามาใช้งานเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกรมทางไปขึ้นกับกรมรถไฟหลวง โดยให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงรับผิดชอบงานสร้างถนนและสะพานทั่วประเทศ เช่น สะพานกษัตริย์ศึก เป็นสะพานลอยข้ามทางรถไฟแห่งแรก และสะพานรัษฎาภิเศก จังหวัดลำปาง สะพานพุทธ สะพานพระราม 6

ในปี พ.ศ. 2464 ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงริเริ่มนำเอาเครื่องเจาะมาทำการเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ ในบริเวณที่มีผู้พบน้ำมันดิบไหลขึ้นมาบนผิวดินที่บ่อหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจทางธรณีวิทยา เพื่อค้นหาน้ำมันดิบและถ่านหินในประเทศไทย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการและเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับครอบครัวเมื่อ พ.ศ. 2476 กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2479 พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรได้สิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ สิริพระชนมายุได้ 54 ปี 7 เดือน 22 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/pr.railway/photos/14-กันยายน-วันบุรฉัตรพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร-เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่-35-ในพระบ/1860088360672693/

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า

WORLD

ลูกสาววัย 79 ปี ตามรอยอดีตพ่อสารวัตรทหารญี่ปุ่น หลังพ่อสั่งสลักคำขอโทษบนหลุมศพ บทบาทสารวัตรสำคัญในสงคราม เผยปฏิบัติการปราบปรามโหดร้าย ลูกสาวหวังญี่ปุ่นทบทวนอดีตสงคราม

คำขอโทษจากอดีต 'สารวัตรทหารญี่ปุ่น' สู่ลูกสาวผู้ตามหาความจริงสงครามรุกรานจีน

โตเกียว, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- อายาโกะ คุราฮาชิ วัย 79 ปี เป็นลูกสาวของยูกิจิ โอซาวะ อดีตนายทหารหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นรุกรานจีน ซึ่งเคยประจำการในหลายพื้นที่ของจีน เช่น เทียนจิน ปักกิ่ง และเมืองตงหนิงในมณฑลเฮยหลงเจียง และต่อมาถูกกองกำลังโซเวียตจับกุมเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี 1945 แต่สามารถหลบหนีและเดินทางกลับญี่ปุ่นได้ ทว่าในปี 1986 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โอซาวะได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลูกสาว พร้อมสั่งให้สลักข้อความขอโทษเหล่านี้ลงบนแผ่นป้ายหน้าหลุมศพ

ใจความในกระดาษระบุว่าโอซาวะได้เข้าร่วมสงครามรุกรานจีน เขาสำนึกผิดอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปและรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวจีน ทว่าคุราฮาชิรู้เพียงว่าพ่อของเธอเคยเป็นสารวัตรทหาร แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างกันแน่ คุราฮาชิจึงพยายามติดต่ออดีตสารวัตรทหารที่เคยประจำการร่วมกับพ่อของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอันใด
ฟันเฟืองสำคัญของการปราบปราม

เซยะ มัตสึโนะ นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน เปิดเผยว่าบทบาทของสารวัตรทหารในสงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สงคราม โดยสารวัตรทหารมีอยู่ในจีนแล้วตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกองทัพคันโต และเมื่อการรุกรานของญี่ปุ่นขยายวง หน่วยสารวัตรทหารจึงถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ต่างๆ ของจีน

มัตสึโนะระบุว่าสารวัตรทหารมีหน้าที่หลากหลาย เช่น การปกป้องความลับทางทหาร การค้นหาสายลับ การควบคุมและตรวจสอบการสื่อสารและองค์กรสื่อ และการปราบปรามพลเรือนที่ถูกมองว่า "เป็นปฏิปักษ์" ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองกำลังยึดครอง โดยหน่วยสารวัตรทหารมีอำนาจมหาศาลและเป็นองค์กรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง คอยทำหน้าที่เสมือนกรงเล็บและแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในการปราบปรามประชาชนท้องถิ่นระหว่างการรุกราน

มัตสึโนะยังแสดงสำเนารายงานลับจากหน่วยสารวัตรทหารฉบับหนึ่งที่อธิบายวิธีจัดการกับบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ โดยจะทำ "การส่งตัวเป็นกรณีพิเศษ" หมายถึงการส่งบุคคลนั้นไปยังหน่วยปฏิบัติการ 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการทดลองกับมนุษย์อย่างโหดร้าย รวมถึงการทำสงครามชีวภาพและสงครามเชื้อโรคในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ มัตสึโนะระบุว่าพ่อของคุราฮาชิมียศนายทหารประทวนในหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งมักรับผิดชอบสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการแนวหน้า และพ่อของคุราฮาชิอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหา จับกุม และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่น
ลูกสาวผู้ค้นหาความจริง

คุราฮาชิจดจำพ่อของเธอว่าเป็นคนเคร่งขรึม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือครั้งที่พ่อจู่ๆ ร้องไห้ออกมาขณะชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับสงครามของญี่ปุ่นในจีน ต่อมาเธอเดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิดแทนพ่อ โดยเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น และสถานที่อื่นๆ ซึ่งการได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมญี่ปุ่นสร้างความสะเทือนใจแก่คุราฮาชิอย่างมาก

คุราฮาชิกล่าวทิ้งท้ายว่าสังคมญี่ปุ่นยังไม่ได้ทบทวนประวัติศาสตร์สงครามอย่างเพียงพอ โดยในห้องเรียนญี่ปุ่น ครูอาจบอกนักเรียนเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นเคยส่งกำลังไปประจำการ แต่บ่อยครั้งไม่ได้ลงลึกถึงสิ่งที่กองกำลังญี่ปุ่นได้กระทำในสถานที่เหล่านั้น ซึ่งเธอหวังว่าญี่ปุ่นจะเผชิญหน้าและทบทวนประวัติศาสตร์การรุกรานของตน และหวังว่าถ้อยคำขอโทษบนหลุมศพของพ่อเธอจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

แผนพัฒนาฮ่องกงฉบับแรก!! 5 ปีข้างหน้าสู่ความรุ่งเรือง เน้นเปิดกว้างและครอบคลุม ยกระดับความปลอดภัยและสังคม สอดรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน

ฮ่องกงออกแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก มุ่งเปิดกว้าง รุ่งเรือง ปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ฮ่องกง, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (16 ก.ย.) จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างฮ่องกงที่เปิดกว้าง ครอบคลุมทั่วถึง เสรี เจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ลีระบุว่าปี 2026-2030 เป็นช่วงเวลาสำคัญของฮ่องกงในการคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยแผนพัฒนาฉบับนี้จะเผยทิศทางการพัฒนา ยกระดับการกระจายทรัพยากร รักษาความคาดหวังของสังคม รวมถึงคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและผลประโยชน์ของนักลงทุนทั่วโลก
.
ลีกล่าวว่าปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับแรกของฮ่องกงสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงในการปรับปรุงระบบที่นำโดยคณะบริหารสูงสุดของฮ่องกงและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารปกครอง

ทั้งนี้ ลีเสริมว่าแผนพัฒนาฉบับแรกส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกง เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติในเชิงรุก รวมถึงบูรณาการเข้าสู่และสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘ประเสริฐ’ จับมือ เยอรมนี ลงนามปฏิญญาร่วม!! ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี สร้างคนทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มทักษะเชิงวิชาชีพ สู่มาตรฐานสากล เปิดโอกาสฝึกงานและมีงานทำจริง

ร่วมมือ ‘ศึกษา’ ไทย-เยอรมัน ลงนามปฏิญญาร่วม
ยกระดับอาชีวศึกษา สู่เส้นทางแห่งโอกาส-ผู้มีศักยภาพ

15 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางปฏิบัติภารกิจ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อผสานความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา โดยนายประเสริฐได้ลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent: JDoI) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีเป้าหมายยกระดับร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ เชื่อมโยง ‘การศึกษา–ทักษะ–ภาคอุตสาหกรรม–การมีงานทำ’ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวถึงความร่วมมือสำคัญนี้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยนำแนวปฏิบัติที่ดีของเยอรมนีมาประยุกต์ใช้ และเพิ่มบทบาทของสถานประกอบการในการร่วมออกแบบหลักสูตรและพัฒนาทักษะผู้เรียน
2. พัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสาขา Mechatronics, Automation, Electronics, Semiconductor, AI, Digital Transformation และ Green TVET
3. ยกระดับมาตรฐานและการรับรองสมรรถนะ เพื่อให้ทักษะและคุณวุฒิของผู้เรียนเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น
4. พัฒนาครูอาชีวศึกษาและครูฝึกในสถานประกอบการ ผ่านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่การเรียนการสอน
5. เชื่อมการศึกษาสู่การมีงานทำ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกงานและฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการไทย–เยอรมัน พร้อมพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ภาษา และประสบการณ์ทำงานจริง
นายประเสริฐย้ำว่า “ความสำเร็จของปฏิญญาร่วม (JDoI) ไม่ควรวัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการแลกเปลี่ยน แต่ต้องวัดจาก ‘ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน’ คือเรียนแล้วมีทักษะ โดยทักษะได้รับการรับรอง ได้ฝึกงานจริง สู่การมีงานทำ และนำไปสู่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เราจะทำให้อาชีวศึกษาเป็นเส้นทางแห่งโอกาส และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง (High-Skilled Workforce) รองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ” นายประเสริฐทิ้งท้าย

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top