Tuesday, 28 July 2026
NEWS

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา!! พระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก นครศรีฯ จัดใหญ่ จัดโนรา–เวียนเทียน–โขน สมโภชพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก ปลุกพลังศิลปวัฒนธรรมถวายพุทธบูชา

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา! จัด “โนรา-เวียนเทียน-โขน” ถวายพระบรมธาตุ ปลุกกระแสหนุนทะเบียนมรดกโลก

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช สภาวัฒนะธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกับทางวัดจัดงานสมโภชน์ สักการะบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ หลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก อันเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ให้กับประเทศไทย สร้างความปลื้มปีติยินดี และภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช หลังการผลักดัน “พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ก้าวสู่เวทีโลก โดยสภาวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดมพลังภาคประชาชนผ่านกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมครั้งใหญ่ จัดการแสดง “โนรารำถวายพระบรมธาตุ” และ “โขน” เพื่อประกาศให้เห็นถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันพระบรมธาตุสู่การเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้เห็นว่า “โนรา” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติแล้ว ยังคงได้รับการสืบทอดและมีบทบาทอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่งสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมชาวนครศรีธรรมราช สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ โดยการนำของ ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เฉลียว คงตุก รองประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ นริศ วิชัยกุล อดีตนายกสมาคมชาวนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีกิจกรรมเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการฉลองพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก โดยมีอาจารย์ฉัตรชัย ประธานสภาวัฒนะธรรม นครศรีธรรมราช ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ เดินนำหน้าขบวนเวียนเทียน

จากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการแสดงโขนชุด “พระรามราชาภิเษก” ระหว่างเวลา 18.00-19.30 น. ณ ลานทรายหน้าพระวิหารหลวง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ซึ่งสะท้อนความประณีตทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และวรรณคดี อันเป็นอีกหนึ่งมิติของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
.
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้พลังของศิลปวัฒนธรรมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการผลักดัน “พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ให้ก้าวสู่การเป็นมรดกโลกอย่างสมภาคภูมิ

นอกจากนี้ ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ริเริ่มแนวคิดเสนอพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลก พร้อมออกแรงดันเต็มที่ ดร.สืบพงศ์ ธรรมราช แรงหนุนด้านวิชาการมาโดยตลอด ได้เข้าพิธีบรรพชาแก้บน ที่เคยดำริไว้ว่า ถ้าพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะบวช ก็ได้บวชแก้บนเรียบร้อย

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 จ่อขยายสิทธิ!! รัฐบาลจ่อขยายเวลาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ปรับเกณฑ์ใหม่ช่วยผู้ยากจนที่ถูกตัดสิทธิ ทบทวนเกณฑ์ให้เป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาสผู้ถูกตัดสิทธิยื่นทบทวนถึง 31 ส.ค.

การประชุม ครม.วันนี้ พิจารณาขยายสิทธิและขยายระยะเวลาทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ ให้มีความธรรมมากขึ้น 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งเลื่อนมาประชุมวันนี้  เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (28 ก.ค.) เป็นวันหยุดราชการ  โดยมีวาระเข้าสู่การพิจารณา อาทิ กระทรวงการคลัง นำมติคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมที่มีการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เสนอให้คณะรัฐมนตรีขยายสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการให้ได้รับสิทธิต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และขยายเวลาการทบทวนสิทธิไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ พร้อมปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณา  เช่น  การถือครองรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี รวมถึงกรณีการโอนลอย การปรับปรุงข้อมูลของนักศึกษานอกระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นผู้ยากจนยังคงได้รับสิทธิตามเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับให้พิจารณา ได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...  ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราร้อยละ 7 ต่อไป , ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ  และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ในช่วงปีงบประมาณ 2568 – 2570 

กระทรวงคมนาคม เสนอขอความเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญารร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1521452043350461&id=100064570394286&rdid=RGReuPj0akMRAxpD#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้บทบาทรัฐในเหตุความมั่นคง!! เปิดคำถามกฎหมายเยียวยาชายแดน ผู้ประกอบการชายแดนยังรอคำตอบ รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าความเสียหายถูกชดเชยครบจริงหรือไม่ ต้องยืนบนกฎหมาย ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล

รัฐบาลอ้างเอกชนได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพียงพอหรือไม่? คำถามทางกฎหมายต่อการเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน ! 

การได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทต้นสังกัด ตัดสิทธิการเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อผู้ประกอบการต้องรับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ !

จากเหตุการณ์กระสุนและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชน แต่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายจากเหตุที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อ

เมื่อครบหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการบางรายยังคงออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเยียวยา ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่า ผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การได้รับเงินจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะยุติบทบาทของรัฐในการเยียวยาหรือไม่ ?

ต้องบอกก่อนว่าเงินจากเอกชนกับการเยียวยาของรัฐ เป็นคนละประเด็น

เงินที่ผู้ประกอบการได้รับจากบริษัทประกันภัย เกิดจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ส่วนเงินช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดเป็นการบริหารจัดการภายในภาคเอกชน ทั้งสองกรณีมีฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างจากมาตรการเยียวยาของรัฐ

ในกฎหมายเปรียบเทียบของหลายประเทศ มีแนวคิด Collateral Source Rule ซึ่งโดยหลักไม่สนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดนำเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกมาเป็นเหตุลดภาระของตน แม้หลักการดังกล่าวจะยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงในประเทศไทย แต่ก็สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายได้รับการชดเชยครบทุกส่วน โดยจากข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่ ระบุว่ากรณีสถานีบริการน้ำมัน ความเสียหายประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท และจากบริษัท ปตท. 2.05 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลระบุว่าความเสียหายประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท 9 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชี้ชัดว่าความเสียหายส่วนที่เหลือได้รับการชดเชยครบถ้วนจากแหล่งใด หรือมีความเสียหายทางอ้อม เช่น การขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินกิจการ หรือความเสียหายที่เกินวงเงินประกันภัย ได้รับการชดเชยแล้วหรือไม่

ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

อีกประเด็นสําคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง

แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่

-ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่

- ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่

- หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร

- เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน

การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง

ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง

ด้วยความปรารถนาดี

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cUTAHpYBWCSCS3AZvGpTrBQidA5tuHPxX7zwcMHVKHbzNvRohZis3KbgKBS25JkBl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

เขื่อนวชิราลงกรณสว่างไสว กฟผ.น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดใหญ่ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติในหลวง ณ เขื่อนวชิราลงกรณ สืบสานพระราชปณิธานเพื่อแผ่นดิน

กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ จัดยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กฟผ. จัดงาน “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี จัดเต็มทั้งการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย พลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 200 ลำ การออกร้านสินค้าจากชุมชนรอบพื้นที่เขื่อน และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง
พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ “กระสวยแห่งการสืบสาน” ด้วยแนวคิดจากสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และพระเมตตาที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก ถักทอเป็นพระราชปณิธาน ส่งต่อสู่การสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ภายในงานมีการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะโขน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความห่วงใย และการส่งต่อพระราชปณิธานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 200 ลำ ถ่ายทอดเรื่องราว “สายใยแห่งความรัก” ที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทย สะท้อนพระเมตตา ความผูกพัน การสืบสานพระราชปณิธาน และการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่ครอบครัวในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จำนวน 10 ท่าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนรอบพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ รวมถึงการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

พร้อมนี้ กฟผ. ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารพลับพลา เขื่อนวชิราลงกรณ โดยน้อมนำพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตั้งแต่การส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ ความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ รวมถึงประชาชนในชนบท พระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการดูแลรักษาป่า ดังพระราชดำรัส “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” และได้ทรงปลูกฝังแนวคิดแห่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการอุทิศงานเพื่อแผ่นดินแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ถ่ายทอดไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อีกด้วย

POLITICS

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

ECONBIZ

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

เสื้อผ้ามือสองโตเร็ว!! ตลาดมือสองโตเร็วถึง 4 เท่าจากปี 25 ผู้บริโภคหันสู่แฟชั่นยั่งยืน โซเชียล-ดิจิทัลหนุนตลาดเติบโต ตรวจสอบร้านค้าเพิ่มความปลอดภัย

เมื่อเสื้อผ้ามือสองเป็นวัตถุภายนอกที่สะท้อนถึงภายใน
เคทีซีชวนเปิดตู้เสื้อผ้า พร้อมเปิดใจวิเคราะห์ตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในวันที่โลกแฟชั่นยังคงถูกขับเคลื่อนด้วย Fast Fashion คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มหันกลับไปหาตลาดเสื้อผ้ามือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปตามแหล่งจำหน่ายยอดนิยมอย่าง “ตึกแดง” ตลาดจตุจักร ชินจูกุ เอาต์เล็ต ตลาดปัฐวิกรณ์ และ 2nd STREET สาขาต่าง ๆ หรือการเลือก “ซีเอฟ” สินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถิติการบริโภคสินค้าเสื้อมือสองโดยบริษัทวิจัย GlobalData เผยว่า ตลาดมือสองของสหรัฐฯ ขยายตัวด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้นถึงสี่เท่าเทียบกับปี ค.ศ. 2025

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและค่านิยมด้านแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของตลาด แม้ว่าราคาอาจเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีแนวโน้มมาจากการที่คนเริ่มให้ความสำคัญกับ Sustainable Consumption มากขึ้น และตระหนักถึงมลภาวะโลกอันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของ Fast Fashion โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า​ Gen Z และ Millennials ที่เป็นแนวหน้าของเทรนด์ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ความงามที่เคยสวมใส่อยู่บนตัวกลับกลายเป็นเพียงขยะในกองเผาในวันที่ค่านิยมของความงามด้านแฟชั่นผันเปลี่ยน พวกเขาต้องการต่ออายุขัยเสื้อผ้าเหล่านั้น จึงเริ่มมองหาความวินเทจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา (Timelessness) แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำกลับมาสวมใส่เมื่อไรก็ยังคงความสวยงามในแบบของมัน โดยไม่สนว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะหลุดมาจากยุคไหน

อีกหนึ่งความสำคัญที่ขับเคลื่อนกระแสเสื้อผ้ามือสองทว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ตระหนักถึงเท่าปัจจัยแรกนัก คือการสร้าง ‘ตัวตน’ (Identity Construction) ในวินาทีที่ตัดสินใจชำระเงินซื้อสินค้า งานวิจัยหลายงานเกี่ยวกับจิตวิทยาของการซื้อเสื้อผ้ามือสองต่างเห็นตรงกันว่า การบริโภคสินค้าประเภทนี้เป็นตัวสะท้อนความต้องการที่จะต่อต้านกระแสหลักอย่าง Mass Consumption (เช่น Fast Fashion) เพื่อเปลี่ยนเป็นการแสดงความเป็นเอกลักษณ์และจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อผ้าวินเทจที่หวนกลับมาจากยุคก่อนไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนนับล้านสวมใส่พร้อมกัน แต่มีความแตกต่างเฉพาะตัวของมันที่ทำให้การแต่งตัวและการ Mix and Match ของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งวิธีในการโชว์ความสร้างสรรค์ในแบบของตน อนึ่ง เสื้อผ้ามือสองก็ยังโอบอุ้มความหมายใหม่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ว่าเสื้อผ้าวินเทจคือความสดใหม่ของโลกปัจจุบัน หรือการมี “เทสดี” จากการมองเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าตกยุค ล้วนต่างก็ตีแผ่การสร้างความหมายใหม่ให้กับของเก่าของสังคม ทำให้เห็นว่าค่านิยมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่

ธุรกิจมือสองในประเทศไทยก็มีการเติบโตไม่ต่างจากต่างประเทศ การพัฒนาหน้าร้านเข้ามาเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มดิจิตอลคือหนึ่งในหลักฐานทางเศรษฐกิจ วันนี้ผู้บริโภคสามารถตามหาสินค้าเสื้อผ้าวินเทจตามความต้องการได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Instagram และ TikTok ที่มักจะมีการไลฟ์ขายของเป็นประจำ หรือ X ที่มีแฮชแท็กอย่าง “#ส่งต่อเสื้อผ้า #เสื้อผ้ามือสอง” ในการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่สนใจ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์สำหรับซื้อและขายเสื้อผ้ามือสองในไทยไม่ว่าจะเป็น Sasom (สะสม) ที่เป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้ามือสองและของสะสมที่อยากส่งต่อของที่อาจจะมีคุณค่าทางจิตใจของใครบางคน หรือ แอปพลิเคชัน Loopers (ลูปเปอร์) ที่มีตัวเลือกเสื้อผ้ารองเท้าสวมใส่ได้ทั่วไปไม่จำกัด ก็ล้วนแต่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บนแนวคิดของการเปิด Closet ที่เชิญชวนทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีชื่อเสียง และองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเปิดตู้เสื้อผ้าของตนเพื่อหมุนเอาความเก่ามาทำให้ใหม่อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่จับต้องได้ เช่น “KTC Closet” บน Loopers ที่สร้างพื้นที่ให้พนักงานได้ส่งต่อเสื้อผ้าที่ยังคุณภาพดีเพื่อลดปริมาณขยะสิ่งทอ


การเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองสะท้อนให้เห็นว่า “การใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” กำลังกลายเป็นพฤติกรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดขยะสิ่ง
ทอ หรือเลือกช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ เพราะการบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการซื้อน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่คือการซื้ออย่างมีสติ รู้ที่มา รู้คุณค่า รู้ความเสี่ยง และรู้วิธีปกป้องตัวเองในทุกขั้นตอน เมื่อการซื้อขายเสื้อผ้ามือสองย้ายจากหน้าร้านเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ความสะดวกจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน เพราะสินค้ามือสองจำนวนมากเป็นสินค้าที่มีเพียงชิ้นเดียว มีเรื่องราวเฉพาะตัว และบางครั้งมีราคาสูงกว่าที่คาด การตัดสินใจซื้อจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ความชอบหรือความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และหลักฐานการทำรายการ เพื่อป้องกันช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจใช้แฝงตัวเข้ามาในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ก่อนกดโอนหรือกดชำระเงิน ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านตามเช็กลิสต์ดังนี้

เช็กความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ่านรีวิวที่ผ่านมาของร้าน โดยสังเกตจำนวนรีวิวที่ร้านได้รับจากการวางขายสินค้าก่อนหน้า เพื่อเช็กว่าลูกค้ามีความเห็นต่อร้านนั้น ๆ ไปในทางที่ดีหรือไม่ ยิ่งมีจำนวนรีวิวที่ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าร้านมีความน่าเชื่อถือมากเท่านั้น

ขอดูภาพสินค้าเพิ่มเติม
หากเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ทางร้านจะไม่สามารถถ่ายภาพเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้ การขอดูรูปสินค้าเพิ่มเติมไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถืออีกระดับของร้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่กำลังมองหานั้นไม่มีตำหนิ หรือมีตำหนิในระดับที่รับได้ เพื่อให้ได้รับสินค้าที่ตรงกับความต้องมากที่สุด

ตรวจสอบร่องรอยการใช้ Generative AI และสินค้าปลอม
มิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมักเข้าหาเหยื่อโดยการสร้างแอคเคาท์โซเชียลมีเดียใหม่เพื่อเลียนแบบร้านค้าออนไลน์เดิมที่ผู้บริโภคเคยใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาพสินค้าที่ใช้โฆษณาจะถูกขโมยมาจากร้านจริง้เพื่อใช้หลอกล่อ หรือกระทั่งใช้ Generative AI เพื่อให้ได้ภาพโฆษณาที่เกินจริง โดยในกรณีแรกสามารถตรวจสอบได้โดยการเช็กวันที่บัญชีร้านนั้นถูกเปิด จำนวนโพสต์สินค้าของบัญชีนั้น เนื่องจากมิจฉาชีพส่วนใหญ่จะใช้บัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นานเพื่อรีบมองหาเหยื่อ และการใช้เครื่องมือดิจิตอลอย่าง Google Lens ในการหาภาพ หากพบเจอภาพที่เหมือนกันจากหลายแห่ง อาจมีความเป็นไปได้ที่บัญชีใดบัญชีหนึ่งจะเป็นบัญชีของมิจฉาชีพ ในกรณีที่สองสามารถตรวจสอบได้โดยการมองหาจุดบกพร่องและจุดแปลกตาที่ไม่เหมือนจริงของภาพสินค้า

ดูรีวิวการจัดส่งสินค้าของร้าน
มีอยู่มากมายที่ร้านค้าในโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เปิดร้าน แต่จะเริ่มมีประวัติการจัดส่งสินค้าในแง่ลบโดยเฉพาะกับออเดอร์หลัง ๆ ที่หลอกล่อให้ลูกค้าชำระเงินตามกระบวนการที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ส่งสินค้าและไม่ตอบแชทลูกค้าเมื่อถูกถามถึงความคืบหน้า การดูรีวิวว่าร้านค้านั้น ๆ มีประวัติการจัดส่งที่ดีหรือไม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธี

เช็กเลขบัญชีปลอม
หลังจากที่ผลกระทบจากภัยทางการเงินเริ่มขยายวงกว้าง ประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำเว็บไซต์สำหรับเช็กข้อมูลมิจฉาชีพ ซึ่งผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงบางส่วนด้วยการนำเลขบัญชีหรือเบอร์โทรเข้าเช็กที่เว็บไซต์อย่าง https://checkgon.go.th/ ในกรณีที่พบความน่าสงสัย และสามารถแจ้งเบาะแสภัยออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการตรวจสอบร้านค้าและสินค้าแล้ว ช่องทางการชำระเงินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกใช้วิธีชำระเงินที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ เช่น บัตรเครดิต หรือช่องทางชำระเงินที่มีระบบยืนยันตัวตน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะในกรณีที่พบรายการผิดปกติหรือไม่ได้ทำรายการด้วยตนเอง ผู้ถือบัตรยังสามารถติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องได้ ท้ายที่สุด เสื้อผ้ามือสองอาจเป็นเพียงวัตถุภายนอกที่เราหยิบมาสวมใส่ แต่เบื้องหลังการเลือกซื้อแต่ละครั้งกลับสะท้อนวิธีคิดของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องตัวตน รสนิยม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความระมัดระวังต่อการใช้จ่ายในโลกดิจิทัล เพราะการเปิดตู้เสื้อผ้าในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การค้นหาชุดใหม่ แต่คือการเปิดบทสนทนาใหม่ว่า เราอยากเป็นผู้บริโภคแบบไหนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

LITE

27 กรกฎาคม 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ช่วยกิจการสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 85 ปี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

26 กรกฎาคม 2564 ‘ยูเนสโก’ ยก ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นแท่นมรดกโลกทางธรรมชาติ นับเป็นแห่งที่ 3 ของไทย ครอบคลุม ‘ราชบุรี-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์’

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 (ประเทศจีน) ได้พิจารณาวาระการเสนอ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โดยการลงคะแนนเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. โดยมี 12 เสียงจากตัวแทนทั้งหมด 21 ประเทศที่ลงคะแนนรับรองให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติเป็นแห่งที่ 3 นับตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ ในปี พ.ศ. 2534 และ ‘กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ในปี พ.ศ. 2548

โดยเหตุผลที่ทำให้ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยเขตสัตวภูมิศาสตร์ ได้แก่ Sundaic, Sino-Himalayan, Indochinese และ Indo-Burmese

ผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ (4,089 ตารางกิโลเมตร) มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และบริเวณต้นแม่น้ำเพชรบุรียังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างจระเข้น้ำจืด

รวมไปถึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวคือ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด ซึ่งรวมไปถึงถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และ/หรือชนิดพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก
กลุ่มป่าแก่งกระจาน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การที่พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศแล้ว ยังทำให้คนในประเทศเกิดการตระหนัก รู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนทรัพยากรที่เรามีอยู่ด้วย

โดยประโยชน์หลัก ๆ ที่ได้รับ เช่น
1. ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาวิจัยในระดับสากล

2. ยกระดับการอนุรักษ์พื้นที่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้คงคุณค่าของแหล่ง เพื่อส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น

3. ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน และ (4) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุนมรดกโลกได้

ที่มา : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

25 กรกฎาคม 2512 รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม จากพระอุโบสถจตุรมุขถึงธงแว่นไทยพวน วัดกัทลีพนารามกับความทรงจำครั้งสำคัญของลพบุรี

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรง ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชุมชนชาวไทยพวน สิ่งที่น่าสนใจ ของวัดนี้คือ พระอุโบสถขนาดใหญ่แบบจตุรมุขที่สวยงาม มีวิหารเก่าแก่หลังเล็กและเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองรูปทรง งดงามมาก ศาลาการเปรียญมีลวดลายฉลุไม้ตกแต่งสวยงาม ภายในมีธรรมาสน์เก่าประดับเครื่องพุทธบูชาแบบของ ชาวไทยพวนคือ 'ธงแว่น'

พร้อมทั้งทรงเสด็จฯ เยี่ยมเยียนและมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรชาวบ้านหมี่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยวัดกัทลีพนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2360 นับเป็นวัดสำคัญของ ชุมชนชาวไทยพวนยังเป็นศูนย์รวมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยพวนบ้านหมี่ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

‘ทรัมป์’ กับเกมภูมิอากาศ!! เมื่อวิกฤตโลกถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง รื้อกฎสิ่งแวดล้อม ดันเชื้อเพลิงฟอสซิล ชูชาตินิยมเศรษฐกิจ เหนืออนาคตพลังงานสะอาด คำถามใหญ่คือ สหรัฐฯ ถอยหลัง หรือกำลังส่งต่อผู้นำให้จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้ซึ่งนำวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปัจจุบัน มีนักการเมืองส่วนหนึ่งที่นำเอาวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งใช้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันวาระทางอุดมการณ์และเศรษฐกิจที่ชัดเจน ด้วยการรื้อ-ยกเลิกนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมองว่า เป็นชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ                                                                                                     

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกาได้ถอยหลังอย่างมากในเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ปรานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินการยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ละทิ้งองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ ยุบเลิกงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และพยายามนำแนวปฏิบัติที่ทำลายล้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่การขุดแร่ในทะเลลึก การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล บริษัทหลายสิบแห่ง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริษัทพลังงาน ไปจนถึงบริษัทลงทุน  สายการบิน ธนาคารขนาดใหญ่ และแม้แต่องค์กรการกุศล ต่างก็ถอยห่างจากคำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทรัมป์

ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเกี่ยวกับลำดับความ

สำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกมอบให้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกลับจากแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศของตน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดในโลกเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญใดๆ ในขณะที่อิทธิพลของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นและทรงพลังยิ่งขึ้น การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จบลงโดยไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลเลย แม้จะมีแรงกดดันจากกว่า 80 ประเทศให้รวมแผนการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้ายก็ตามผู้เข้าร่วมประชุม 1 ใน 25 คน (ประมาณ 1,600 คน) เป็นตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการต่อสู้ทางการเมือง

ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะบริหารของเขาได้มองนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยมองว่า การยกเลิกกฎระเบียบเป็นชัยชนะเหนือวาระของพรรคเดโมแครต สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากภาษาที่ใช้ในการประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ เช่น การยกเลิก "การค้นพบว่าก่อให้เกิดอันตราย" ในปี 2009 ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการควบคุมก๊าซเรือนกระจก คณะบริหารเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นการยุติ "Green New Scam" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เพื่อปฏิเสธนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคเดโมแครต กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กว้างขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นชัยชนะของ "อเมริกามาก่อน" ต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่ "สุดโต่ง" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

การรื้อ-ยกเลิกนโยบายและองค์กร

รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรื้อถอนบทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีจุดประสงค์ทั้งในทางการเมืองและในทางปฏิบัติ การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่:

-  การถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงปารีสเป็นครั้งที่สองในเดือนมกราคม 2026 กลายเป็นประเทศเดียวที่ทำเช่นนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวจากสนธิสัญญาสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) ด้วย

-  การยกเลิกการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ: รัฐบาลได้ยกเลิกข้อสรุปเรื่องการคุกคาม และยกเลิกหรือระงับกฎระเบียบและนโยบายจำนวนมาก รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ

-  การปิดกั้นวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ: มีการรณรงค์ที่บันทึกไว้เพื่อเซ็นเซอร์วิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการลบข้อมูลสภาพภูมิอากาศออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาลกลาง การยกเลิกรายงานการประเมินสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และการตัดงบประมาณของหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ เช่น NOAA, EPA และ NASA เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประเด็นถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความจำเป็นทางการเมืองเพื่อทำลาย "รากฐานทางกฎหมาย" สำหรับกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ

การผลักดันวาระสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลยุทธ์ทางการเมืองนี้เกี่ยวพันกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในการส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสรุปได้ในสโลแกน "ขุดเจาะเลยที่รัก" นโยบายของรัฐบาลรวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินในประเทศ และการหยุดโครงการพลังงานสะอาด เช่น ฟาร์มกังหันลมในทะเล สิ่งนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการบริจาคทางการเมืองและการสนับสนุนรัฐบาล การใช้ "เงินมืด" และผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสนับสนุนเครือข่ายของกลุ่มคลังสมองที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดที่ต่อต้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบต่อเวทีโลกและภายในประเทศ ผลที่ตามมาของแนวทางนี้มีมากมาย:

-  ความเป็นผู้นำและความร่วมมือระดับโลก: การถอยห่างจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นผู้นำให้กับประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป และบั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าแม้สหรัฐฯ จะถอนตัว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกน่าจะดำเนินต่อไป โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเป็นผู้นำจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อื่นๆ

-  ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์: นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการถอยกลับนี้เป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ การถอยห่างจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาด สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับจีน ซึ่งกำลังขยายอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว นี่เป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นมากกว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาวในตลาดโลก

สรุปแล้ว การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า เขาได้ใช้วิกฤตนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการทำให้ประเด็นนโยบายสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำลายรากฐานทางสถาบันและวิทยาศาสตร์สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมวาระเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใต้ธงของชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แม้ว่า การกระทำของเขาจะส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในประเทศและทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเคลื่อนไหวระหว่างประเทศในวงกว้างเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนั้นมีความยืดหยุ่นและน่าจะดำเนินต่อไป

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูตไทย–จีน!! เพลงหวานที่ซ่อนบริบทไต้หวันและความละเอียดอ่อนทางการเมือง อาจทำให้โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในการทูต เพลงหนึ่งเพลงอาจแบกประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนไว้มากกว่าที่เห็น

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูต

ความหวานของบทเพลง กับรายละเอียดที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ดูเผิน ๆ แล้วก็คงเป็นภาพที่น่าประทับใจ

บรรยากาศดูเป็นกันเอง ผู้นำทั้งสองประเทศมีรอยยิ้ม และเสียงเพลงก็ช่วยลดความเป็นทางการบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงดังที่ทั้งชาวจีนและชาวไทยจำนวนมากรู้จักและคุ้นหู

เพลงเป็นภาษาสากลที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ฟังง่าย และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น

แต่ในมุมของข้าพเจ้า ภาพที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรหยิบมาพูดถึงด้วยความห่วงใย เพราะเมื่อบทเพลงถูกนำมาใช้ในงานระดับผู้นำประเทศ ความหมายของเพลงอาจไม่ได้มีแค่เนื้อร้องหรือทำนองเท่านั้น

ประวัติของนักร้อง บริบททางการเมือง และความทรงจำของผู้คนในประเทศเจ้าภาพ ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายไปด้วย

“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงรักที่พูดถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบใครบางคนมาก่อน เพลงนี้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2522 ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกภาษาจีน

เนื้อร้องภาษาจีนแต่งโดยจวงหนู ส่วนทำนองดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan”

เมื่อดูเฉพาะเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่ง ไม่มีข้อความสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลจีน และไม่มีถ้อยคำทางการเมืองอย่างชัดเจน

ความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงโดยตรง แต่อยู่ที่ประวัติของเติ้งลี่จวิน และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เพลงของเติ้งลี่จวินแพร่หลายเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งทางวิทยุ เทปเพลงจากฮ่องกง และการส่งต่อกันนอกระบบ

เสียงร้องอ่อนหวานที่พูดถึงความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างจากเพลงปฏิวัติและเพลงปลุกใจทางการเมืองที่สังคมจีนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้านั้นอย่างมาก

เพลงของเธอจึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังกลายเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยมจากโลกภายนอก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเริ่มเปิดประเทศและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ในอดีต รัฐบาลจีนเคยจำกัดการเผยแพร่เพลงของเติ้งลี่จวิน เพราะมองว่าเพลงรักลักษณะนี้อาจส่งผลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของสังคม ขณะที่ฝ่ายไต้หวันในยุคนั้นก็เคยนำเสียงเพลงของเธอไปใช้ในการกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

ชื่อของเติ้งลี่จวินจึงค่อย ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองและอุดมการณ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ แม้ตัวบทเพลงจำนวนมากจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เติ้งลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในฮ่องกงเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมในกรุงปักกิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ประวัติชีวิตและจุดยืนของเธอจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาของเพลง “เถียนมี่มี่” เสียอีก

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า ปัจจุบันเพลงของเติ้งลี่จวินยังคงได้รับความนิยมในจีน มีการนำกลับมาขับร้องอย่างแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในสื่อหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายครั้ง

“เถียนมี่มี่” จึงไม่ใช่เพลงต้องห้ามในจีนปัจจุบัน และไม่ควรด่วนสรุปว่า เพียงแค่ร้องเพลงนี้แล้วรัฐบาลจีนจะต้องรู้สึกไม่พอใจหรือเห็นว่าเป็นการยั่วยุทางการเมือง

ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่า การร้องเพลงครั้งนี้เป็นความผิดพลาดทางการทูต และไม่อาจยืนยันแทนนายกรัฐมนตรีจีนได้ว่า ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจ เพราะยังไม่มีหลักฐานสาธารณะใดแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาในลักษณะนั้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเป็นเพียง “ความห่วงใย” ว่า ในการทูตระดับผู้นำ รายละเอียดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรได้รับการตรวจสอบให้รอบด้าน

เพลงบางเพลงอาจฟังดูธรรมดา เป็นที่นิยม และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี แต่เบื้องหลังเพลงนั้นอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความรู้สึกอ่อนไหวของประเทศเจ้าภาพซ่อนอยู่

ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบทเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไต้หวันมาใช้ในกิจกรรมทางการ จึงควรผ่านการศึกษาข้อมูลและประเมินบริบทอย่างรอบคอบ

แม้เจตนาของฝ่ายไทยจะเป็นเพียงการสร้างความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และไม่มีนัยทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม

การทูตเชิงวัฒนธรรมมีพลังอย่างมาก เพลงเพียงเพลงเดียวอาจทำให้ผู้นำและผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็อาจไปแตะต้องความทรงจำที่ละเอียดอ่อน โดยผู้เลือกใช้ไม่ได้ตั้งใจ

ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะทำงานและผู้รับผิดชอบด้านพิธีการทางการทูต ที่ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนนำเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ใดมาใช้ในงานสำคัญ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจผ่านไปด้วยดี และอาจถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาน่ารักบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้นำไทยกับจีน ข้าพเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า เพลงใดเพลงหนึ่งโด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีน

ความหวานของ “เถียนมี่มี่” อาจทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังท่วงทำนองอันอ่อนหวานนั้น ยังมีเรื่องราวของจีน ไต้หวัน สงครามเย็น และการแข่งขันทางอุดมการณ์แฝงอยู่

ข้อห่วงใยของข้าพเจ้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีใคร แต่ต้องการชวนให้เห็นว่า ในโลกของการทูต บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

และยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามีความสำคัญมากเพียงใด ความละเอียดรอบคอบของฝ่ายไทยก็ควรมีมากขึ้นตามไปด้วย

ปราชญ์ สามสี

WORLD

จีนช่วยลูกเรือเวียดนาม!! ช่วยชีวิต 46 รายท่ามกลางทะเลจีนใต้ เร่งค้นหาผู้สูญหายชายฝั่งไห่หนาน เรือเวียดนามอับปางใกล้เกาะหนานซา เวียดนามขอบคุณจีนให้การช่วยเหลือเร็ว

จีนช่วยชีวิตลูกเรือ 'เรือเวียดนาม' ในทะเลจีนใต้เพิ่มแตะ 46 ราย เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ทางการเมืองซานซา มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีนรายงานจำนวนลูกเรือของเรือคอย เหงียน 18 ของเวียดนามที่ได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 46 ราย เมื่อนับถึง 21.00 น. ของวันอาทิตย์ (26 ก.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงหนึ่งรายที่ได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายเวียดนาม

รายงานระบุว่าตอน 20.05 น. ฝ่ายจีนได้ทยอยส่งตัวผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 41 ราย ผ่านแพชูชีพจากเรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีน ไปยังเรือเจื่องซา-01 ของกองทัพเรือเวียดนาม ส่วนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลืออีก 4 ราย มีกำหนดส่งตัวในวันจันทร์ (27 ก.ค.)

ทั้งนี้ เรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีนตรวจพบสัญญาณขอความช่วยเหลือกลางทะเลตอนราว 18.23 น. ของวันเสาร์ (25 ก.ค.) และเข้าดำเนินการช่วยเหลือหลังจากพบแพชูชีพที่มีกลุ่มคนกำลังโบกเสื้อผ้าขอความช่วยเหลือ โดยปัจจุบันเรือ 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย 1 ลำของจีน และเรือของเวียดนาม 7 ลำ ยังคงปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือต่อไป

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยทางทะเลของเมืองซานซาเผยว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดเป็นพลเมืองเวียดนามจากเรือคอย เหงียน 18 ซึ่งอับปางในน่านน้ำใกล้แนวปะการังหย่งสู่ของหมู่เกาะหนานซาในทะเลจีนใต้ โดยเรือลำนี้มีขนาดกว้าง 10.8 เมตร ยาว 69.9 เมตร และลูกเรือรวม 62 คน

ด้าน ฝาม ถู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยอย่างรวดเร็ว โดยเวียดนามดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยทันทีร่วมกับกองกำลังและเรือด้านการกู้ภัยของจีน พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงประสานงานค้นหาผู้สูญหายต่อไป

ที่มา : Xinhua

อิหร่านเร่งฟื้นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์!! หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี กระทบทางรถไฟ–คมนาคมระหว่างประเทศ ผู้นำอิหร่านสั่งกู้ระบบขนส่งยุทธศาสตร์ หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงหลังแรงโจมตี สะท้อนศึกครั้งนี้ไม่จบแค่สนามรบ

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านได้สั่งเร่งการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์

ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายทางรถไฟ

และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ 

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357320153223008/?rdid=sOvtwF6fduClLLsh#

 

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลกล่าวว่า

กองกำลังยูเครนจะโจมตีเรือของอิหร่านและรัสเซียที่ขนส่งชิ้นส่วนโดรน
และขีปนาวุธข้ามทะเลแคสเปียน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357321296556227/?rdid=YsUUpt7gBElsl6lB#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top