Wednesday, 14 October 2026
NEWS

สตีเบล เอลทรอน แนะปลอดภัยหลังน้ำท่วม!! 3 ขั้นตอนเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้า เตรียมความพร้อมก่อนเข้าบ้าน หลีกเลี่ยงซ่อมเองหลังน้ำลด ทำความสะอาดระบบน้ำอย่างถูกวิธี

“สตีเบล เอลทรอน” ส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบอุทกภัย แนะนำ 3 สเต็ป
เช็กด่วนก่อนสับสวิตช์! ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบน้ำในบ้านให้ปลอดภัยหลังน้ำท่วม

สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนหลายครอบครัว เมื่อระดับน้ำลดลง การตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยก่อนกลับเข้าพื้นที่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ สตีเบล เอลทรอน ร่วมส่งความห่วงใยไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมแนะนำแนวทางการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องกรองน้ำ และปั๊มน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงการปนเปื้อนของน้ำ และช่วยให้สามารถกลับมาใช้งานอุปกรณ์ภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย

1. เตรียมความพร้อมก่อนเข้าพื้นที่บ้าน ก่อนเข้าตรวจสอบสภาพบ้านหลังน้ำท่วม ต้องทำการปิดเมนสวิตช์หรือเบรกเกอร์หลักให้เรียบร้อย หากตู้ไฟเปียกชื้นหรือถูกน้ำท่วม ควรติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่หรือช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญช่วยตัดกระแสไฟฟ้าในบ้าน นอกจากนี้ ควรสวมถุงมือและรองเท้ายาง เพื่อลดการสัมผัสน้ำสกปรกและป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมด้วยตนเอง แม้ภายนอกตัวเครื่องจะแห้งแล้ว แต่ความชื้นและสิ่งสกปรกที่ตกค้างภายใน อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าดูดเมื่อเปิดใช้งาน จึงควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบทั้งสภาพอุปกรณ์และความปลอดภัย ทั้งสายไฟ ระบบสายดิน และการทำงานของอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว ก่อนทำความสะอาดและใช้งานเครื่องในลำดับต่อไป

3. ทำความสะอาดระบบน้ำก่อนใช้งานจริง เมื่อช่างประเมินว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ควรทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำตามคู่มือผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น

- เครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน ใช้ผ้าสะอาดเช็ดฝาครอบตัวเครื่อง พร้อมล้างทำความสะอาดคราบและตะกอนบริเวณหัวฝักบัวและสายฝักบัว
- เครื่องกรองน้ำ ทำการเปลี่ยนไส้กรอง รวมถึงทำความสะอาดและฆ่าเชื้อส่วนที่สัมผัสน้ำ เช่น กระบอกไส้กรอง ท่อน้ำ และถังพักน้ำ ก่อนการใช้งาน
- ปั๊มน้ำ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดโคลนหรือตะกอนที่อุดตันในระบบท่อ รวมถึงล้างและฆ่าเชื้อภายในถังเก็บน้ำก่อนนำน้ำกลับมาใช้

ไบโอเทค ลุยแท็คกิ้งนวัตกรรมกุ้ง!! เปิดตัว Hackathon ชิงรางวัลกว่าแสน ดึงนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้ง 5 หัวข้อเน้นพัฒนา เทคโนโลยีชีวภาพ หวังเพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวประกวดนวัตกรรม “Hackathon Hub of Shrimp” เฟ้นไอเดียพลิกฟื้นกุ้งไทย ชิงรางวัลกว่า 1 แสนบาท ดึงพลังนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

(8 ต.ค. 69) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ทุนสนับสนุนโครงการ “ศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งของประเทศไทย” (Hub of Knowledge – Shrimp) ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งไทย คลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย แถลงเปิดตัวกิจกรรมแข่งขันนวัตกรรม “Hub of Shrimp - Hackathon: คิด • นวัตกรรม • ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย” ภายใต้แนวคิด INNOVATE TODAY, SUSTAIN TOMORROW เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา สตาร์ตอัป นักวิจัย และผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมส่งผลงานประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัลแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้งไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทคมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาโรค ต้นทุนการผลิต และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย กรมประมง เครือข่ายเกษตรกร และภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ Hub of Shrimp ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับกิจกรรม Hackathon จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาเรียนรู้โจทย์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และพัฒนาแนวคิดร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งหวังให้เกิดนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อเนื่องหลังจบกิจกรรม

ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัด Hackathon ครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นเวทีปล่อยของและพื้นที่แห่งความร่วมมือในการดึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัป และนวัตกร มาร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ ทั้งการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มอัตราการรอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ากุ้งไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อคืนตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระดับสากล

ด้าน นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งระนอง ตัวแทนภาคเอกชน ทั้ง 7 องค์กร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน จึงเร่งมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ ผ่านเวทีระดมสมองอย่างเข้มข้น (Hackathon) ที่เป็นสะพานเชื่อมโจทย์ปัญหาจากหน้าฟาร์มและอุตสาหกรรมกุ้งไทยเข้ากับนักนวัตกรที่สนใจ เพื่อร่วมกันหาทางออกและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สำหรับกรอบโจทย์การแข่งขันในครั้งนี้ ได้เปิดกว้างครอบคลุม 5 ด้านสำคัญของการดำเนินธุรกิจกุ้งไทย ได้แก่

1) พันธุ์กุ้ง: การพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่เติบโตเร็ว ทนทานต่อโรค และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ

2) การเลี้ยง: นวัตกรรมระบบการเลี้ยงอัจฉริยะ เทคโนโลยีการจัดการน้ำ พลังงานสะอาด และอาหารกุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการรอด

3) การจัดการส่งเสริมการเลี้ยง: เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า

4) การตลาด: การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงตลาด และเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ

5) การจับและการจัดการหลังจับ: นวัตกรรมยืดอายุการเก็บรักษา คุมคุณภาพ และแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

ผู้สมัครสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการส่งได้ตามความสนใจ และเมื่อผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ จะได้ร่วมระดมสมองกับภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจนั้นโดยตรง แลกเปลี่ยนและผสานประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

ดร.ปรัศนียาภรณ์ ปอศิริ นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาบริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างเข้มข้น เพื่อพาผู้เข้าแข่งขันต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะเริ่มต้นด้วยคอร์สออนไลน์ “กุ้ง 101” ในทุกวันเสาร์ เวลา 13:30 – 16:30 น. ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม–7 พฤศจิกายน 2569 เพื่อปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ก่อนนำเสนอไอเดียผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกทางออนไลน์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเฟ้นหา 5 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย

ทั้ง 5 ทีมจะได้เข้าร่วม Shrimp Hack Camp ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พร้อมพัฒนาและปรับไอเดียให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ก่อนประชันแนวคิดในการแข่งขันรอบตัดสิน Final Pitching วันที่ 17 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการรับสมัครผู้สนใจทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรภาครัฐ-เอกชน และประชาชนทั่วไป สมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2569 ทาง ออนไลน์ https://forms.gle/sVk77rSqMPavaYxM7 และ ติดตามกิจกรรมข่าวสารของทาง Hub of Shrimp ได้ทาง Facebook : https://www.facebook.com/HubOfKnowledgeShrimp

ไฮเออร์ ดูแลน้ำท่วม!! บริจาคน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้า รับซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% โปรโมชัน Cashback สูงสุด 3,000 บาท หวังช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ไฮเออร์ เคียงข้างทุกบ้าน ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมถึงช่วงฟื้นฟู
ส่งต่อความช่วยเหลือพร้อมดูแลหลังน้ำลด ฟรีค่าแรงช่าง–ลดค่าอะไหล่ 50%
เปิด “Haier Care for Home” มอบ Cashback สูงสุด 3,000 บาท

6 ตุลาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮม และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปี ร่วมส่งต่อความห่วงใยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เดินหน้าความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการส่งมอบน้ำดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าด้วยบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี ส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ไฮเออร์เดินหน้าดูแลผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่

ส่งต่อน้ำดื่มถึงผู้ประสบภัย ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านโครงการไทยพีบีเอสและเครือข่ายช่วยผู้ประสบภัย 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

สนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว นำเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และทีวี รวมมูลค่ากว่า 170,000 บาท ไปสนับสนุน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์หลังน้ำลด มอบบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับลูกค้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถแจ้งซ่อมผ่าน Haier Care โทร. 1789 หรือ LINE Official Account: @haierthailand พร้อมแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ผ่านโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืน (Cashback) สูงสุด 3,000 บาท ตามยอดซื้อสะสมที่กำหนด สำหรับครอบครัวที่ต้องจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทดแทนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายมาแสดง เพียงใช้ภาพถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประกอบการลงทะเบียน พร้อมหลักฐานการซื้อและรับสินค้าหรือติดตั้งสินค้า สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สิทธิ์มีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ไฮเออร์มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคและการช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกครอบครัวก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างสะดวกสบายอีกครั้ง

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

‘พนัส’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ กลางรายการดัง!! ปมถูกวิจารณ์บทบาทอดีตบอร์ดประกันสังคม ซัด 'ไอซ์ รักชนก' ตัวสวะ ลั่นไม่แค้น ไม่เคยดูหมิ่นใคร พร้อมท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกต

“พนัส” ด่าแรง! “ไอซ์ รักชนก” ซัดเป็นตัวสวะ รอวันเดินเข้าคุก ลั่นไม่เคยดูหมิ่นใคร ท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตได้เลย

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึง นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ล่าสุด (12 ต.ค.) ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ถามนายพนัสต่อประเด็นดังกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ คุณรักชนก บอกว่า มันจะมีคนสูงอายุจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ตัว ไปยึดติดกับอดีตของตัวเอง แล้วไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสิ่งที่อยู่บ้าง”

นายพนัส กล่าวว่า “ผมไม่สนใจหรอกอีสวะ บันเทิงธิปไตยไง ผมไม่สนใจมันหรอก ดูตัวมันให้รอบคอบก็แล้วกัน รอวันที่มันเดินเข้าคุก แล้วมันจะรู้ว่าบทเรียนที่มันทำไป มันไม่ถูก ผมไม่เคยดูหมิ่นใครนะ” นอกจากนี้ยังกล่าวว่า “ไม่แค้น ไม่เคยเลยนิดเดียว ก็ไม่มีให้… สาบานต่อพระแก้วมรกตเลย”

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1619420/

POLITICS

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#

ECONBIZ

เที่ยวบินเข้าไทยโต!! ไตรมาส 4 ปี 2569 เติบโต 5.8% แต่ช้ากว่าหลายจุดหมาย ตลาดจีน-ยุโรปเพิ่มมากสุด รอดูผลกระทบต้นทุนน้ำมัน

ไตรมาสสุดท้ายปี 2569 เที่ยวบินเข้าไทยโต 5.8% (YoY) แต่ยังช้ากว่าหลายจุดหมายปลายทาง

[[ ไตรมาส 4 ปี 2569 แผนการบินระหว่างประเทศทั่วโลกยังมีทิศทางขยายตัว ]]
โดยจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศขาเข้าไทยเติบโต 5.8% สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางมายังไทยยังมีแรงส่งต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของไทยยังต่ำกว่าหลายจุดหมายปลายทางในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และจีน ซึ่งมีเที่ยวบินขาเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าไทย สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนการแข่งขันในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

[[ จำนวนเที่ยวบินมาไทยจากตลาดต้นทางที่เพิ่มไม่เท่ากัน ]]
อาจมีผลต่อการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวให้แตกต่างกันในแต่ละตลาด เมื่อพิจารณาตามตลาดต้นทาง เที่ยวบินจากจีน มาเลเซีย และยุโรปมายังไทยยังขยายตัว โดยเฉพาะเที่ยวบินจากยุโรปและจีนที่เพิ่มขึ้น 28.6% และ 21.6% ตามลำดับ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนการเดินทางเข้าไทยในช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี เที่ยวบินจากตลาดหลักบางประเทศยังมีทิศทางอ่อนแอ โดยเที่ยวบินจากอินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ลดลง 4.6%, 22.5% และ 20.5% ตามลำดับ จึงอาจกดดันการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดดังกล่าว และทำให้การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเที่ยวบินระหว่างประเทศเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยยังมีความแตกต่างกันโดยเที่ยวบินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต สะท้อนว่าประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอาจยังกระจายไปยังแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน

[[ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้แนวโน้มเที่ยวบินเข้าไทยในช่วงปลายปี 2569 ยังเป็นบวก ]]

แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ และต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้สายการบินชะลอการเพิ่มเที่ยวบินหรือปรับลดเส้นทางบินบางส่วน ขณะเดียวกัน การที่จุดหมายปลายทางคู่แข่งมีเที่ยวบินขยายตัวเร็วกว่าไทย อาจส่งผลต่อการจัดสรรเที่ยวบินของสายการบิน และเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวของไทยในระยะข้างหน้า

‘ดร.คงกระพัน’ คว้ารางวัล!! CEO ปตท. โดดเด่นด้านพลังงาน ชนะ ASEAN Energy Awards 2026 ย้ำภารกิจสร้างสมดุลพลังงาน ตอกย้ำผู้นำวงการพลังงานอาเซียน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO ปตท. คว้ารางวัล ASEAN Energy Awards 2026
สาขา “ASEAN Excellence in Energy Management by Individual

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ในสาขา ASEAN Excellence in Energy Management by Individual จากศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy: ACE) ซึ่งมอบให้แก่บุคคลที่มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนและสร้างความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาคอาเซียน ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เนื่องในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (44th ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM)

รางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ปตท. และสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กรในภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยคำนึงถึงความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือทางพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

LITE

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์

13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 - 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559) หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดในประเทศไทย

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ตลอดรัชสมัยที่พระองค์ทรงครองราชย์กว่า 70 ปี ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรของพระองค์อย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ และทรงได้รับการยกย่องเกี่ยวกับพระราชดำริในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 

เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรไทยมาโดยตลอดรัชสมัย รางวัลที่ทางสหประชาชาติจะทูลเกล้าฯ ถวายครั้งนั้น เป็นรางวัลเกียรติยศที่ริเริ่มขึ้นใหม่โดยสหประชาชาติ และเทิดพระเกียรติเป็นกรณีพิเศษ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งพระองค์จะทรงเป็นผู้ที่ได้รับการถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษนี้เป็นพระองค์แรก

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระอาการพระโรคไข้หวัดและพระปัปผาสะอักเสบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตลอดมา แต่พระอาการประชวรได้ทรุดหนักลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

11 ตุลาคม 2540 ในหลวง ร.๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับที่ได้รับการขนานนามว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ หมุดหมายสำคัญการเมืองไทย ที่เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วม

วันนี้ในอดีต 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และการรับฟังความคิดเห็นจากสังคมทั่วประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และยังวางหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีอายุไม่ถึง 9 ปี ก็ถูกยกเลิก หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่โค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “รัฐธรรมนูญ 2540” กลายเป็นเพียงความทรงจำของความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_87900

8 ตุลาคม วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์’ ทรงพระเจริญ

8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับวีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระประวัติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ หรือพระนามลำลองว่า พระองค์หริภา ประสูติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน มีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

เมื่อประสูติพระองค์ดำรงพระยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งพระยศดังกล่าวเทียบเท่าตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า"

การศึกษา
พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา, ประถมศึกษาปีที่ 5 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนฮอล์ตัน-อามส์ (Holton-Arms School) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8 โรงเรียนเฮอร์เบิร์ตฮูเวอร์มิดเดิล (Herbert Hoover Middle School) สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8-11 โรงเรียนมัธยมวอลเตอร์ จอห์นสัน (Walter Johnson High School) สหรัฐอเมริกา ภายหลังได้นิวัตกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนจิตรลดา

ส่วนระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

PODCAST

เปิดสูตรสแกมเมอร์ ‘ล่อ ลวง หลอก’ สร้างความกลัว ก่อนสูบเงิน | THE STATES TIMES Story EP.181

สแกมเมอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ โดยเบื้องหลังคดีบางส่วนกลับเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย ที่ใช้กลยุทธ์ Social Engineering เล่นกับ “ความกลัว” และ “ความเร่งรีบ” ของเหยื่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ล่อให้เชื่อ → หลอกให้กลัว → เร่งให้ตัดสินใจ → ก่อนพาไปสู่การสูญเงิน

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อของกลลวงนี้มาแล้ว

เปิดสูตรสแกมเมอร์ “ล่อ ลวง หลอก” พวกเขาใช้วิธีไหนควบคุมความกลัวของเหยื่อ และทำไมกลยุทธ์แบบเดียวกันถึงใช้ได้กับคนทั่วโลก?

ตามไปฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน EP. นี้

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

จากสหายสู่ศัตรู! ย้อนรอยจีน–โซเวียตแตกคอ!! ศึกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่เปลี่ยนสมการสงครามเย็น สาดกระสุนที่เกาะ Zhenbao ผลักดันความสัมพันธ์โลก เปลี่ยนเกมสงครามเย็น

เมื่อ...จีนขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต

หลายท่านอาจสงสัยว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร รายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ มีดังนี้:

คู่ขัดแย้งทั้งสองประเทศต่างก็ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ของ (อดีต) สหภาพโซเวียตก่อตั้งเมื่อ 1 มกราคม 1912 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในเดือนตุลาคมปี 1917 กลายเป็นสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922 ถึง 1991 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย จึงกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อำนาจน้อยเล็กกว่าเดิมมากมาย เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของสหพันธรัฐรัสเซีย ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นก่อตังเมื่อ 1921 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในปี 1949 และอยู่ในอำนาจมาจนปัจจุบัน 77 ปี

แน่นอน สิ่งซึ่งประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีเหมือนกันคือ การยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยอุดมการณ์และขบวนการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ อันมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นระเบียบทางสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ในปัจจัยการผลิต (Means of production) และปราศจากชนชั้นทางสังคม เงินตรา และรัฐ หากสำเร็จจะจัดได้ว่าเป็นสังคมในอุดมคติ (Ideology) เลยทีเดียว ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีประเทศคอมมิวนิสต์ใด ๆ ในโลกนี้ทำได้สำเร็จ

สหภาพโซเวียตเคยใช้ทั้งระบบคอมมูน (Commune) จัดตั้งขึ้นเมื่อ 1917 ลักษณะเป็นชุมชนเกษตรกรรม ต่อมาเป็น นารวม (Collective farms) และวิธีการแบ่งสันปันส่วนทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ชาวสหภาพโซเวียตยังคงอดยากและขาดแคลนตลอดช่วงเวลาที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับจีนใช้ระบบคอมมูน โดย ประธานฯ เหมา เจ๋อ ตุง ได้นำคอมมูนไปใช้ โดยกำหนดให้แต่ละคอมมูน มีสมาชิกประมาณ 30,000 คน คอมมูนในจีน ต่างจากรัสเซียที่เป็นลักษณะเกษตรกรรม ซึ่งจีนมุ่งหวังจะให้คอมมูนมีลักษณะที่เป็นองค์การบริหาร แทนที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เคยมีมา ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม จัดเป็นแบบคอมมูน ดำเนินไปแบบรวมโดยแบ่งปัน ทีมการผลิตต่าง ๆ กันลดหลั่นกัน แต่เมื่อสิ้นยุคประธานฯ เหมา เข้าสู่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง เจ้าของวาทะที่ว่า “แมวจะมีสีอะไรขอให้มันจับหนูได้ก็พอ” ยุคนี้ คอมมูน (ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ) เริ่มสูญหายไปตามแนวทางท่านเติ้งที่ต้องการเปิดจีนสู่โลก แต่ชุมชนที่มีลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นจริงและยังคงมีอยู่ได้แก่ คิบบุตซ์ (Kibbutz หรือ นิคมการเกษตร) ซึ่งเป็นรวมตัวกันของคนที่เริ่มจากตั้งแต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของส่วนรวม ผลตอบแทนที่ร่วมกันผลิตใช้วิธีการแบ่งปันกันในประเทศอิสราเอล

ความขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์เกิดจากการตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเขียนขึ้นโดย Karl Heinrich Marx (นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน) ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเรื่องของ ลัทธิความเชื่อ ศาสนา ฯ ลฯ ด้วยประธานฯ เหมามองว่า สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ของ(อดีต)สหภาพโซเวียตปฏิบัตินั้นไม่ตรงกับเจตจำนงของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประธานฯ เหมาถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็น “ลัทธิแก้” (Revisionist) และการปฏิวัติวัฒนธรรมก็เกิดจากข้ออ้างในการกำจัดพวก “ลัทธิแก้” ของประธานเหมาฯ

หลังจากการพบปะในปี 1959 ระหว่าง Nikita Sergeyevich Khrushchev เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต กับ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง สหภาพโซเวียตได้ยกเลิกความช่วยเหลือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน และไม่ได้เข้าข้างจีนในสงครามจีน-อินเดีย ปี 1962

ประธานฯ เหมาคาดว่า จะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงจาก เลขาธิการฯ Khrushchev ในกรณีเครื่องบินสอดแนม แบบ U-2 ถูกกองทัพสหภาพโซเวียตยิงตก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1960 น่าจะทำให้สหภาพโซเวียตเลิกคิดที่จะอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชาติตะวันตก เลขาธิการฯ Khrushchev เรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี Eisenhower ในที่ประชุมสุดยอดปารีส 1960 แต่ประธานาธิบดี Eisenhower ปฏิเสธ ประธานฯ เหมา และเลขาธิการฯ Khrushchev ต่างตีความการกระทำเช่นนี้ว่า ประธานาธิบดี Eisenhower ปรามาสประเทศสังคมนิยมทั้งหมด จีนตอบโต้ด้วยเรียกร้องให้ เลขาธิการฯ Khrushchev ใช้กองกำลังกระทำการต่อต้านการรุกรานของอเมริกา เมื่อ เลขาธิการฯ Khrushchev ไม่ตอบสนองก็เกิดถกเถียงกันในที่ประชุมบูคาเรสต์ของโลกคอมมิวนิสต์และภาคีแรงงาน จบลงด้วยแต่ละฝ่ายต่างเปิดฉากโจมตีอุดมการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

ในที่สุด ปี 1962 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตก็ตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยประธานฯ เหมาได้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเลขาธิการฯ Khrushchev ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 1962 ทำให้เลขาธิการฯ Khrushchev ตอบโต้กลับด้วยความโกรธว่า ความคิดแบบประธานฯ เหมาจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ และในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็สนับสนุนอินเดียในสงครามพรมแดนระหว่างจีน-อินเดียในปี 1962 ความแตกหักระหว่างจีน–โซเวียต จึงเริ่มตั้งแต่บัดนั้น โดยสหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วยการสั่งให้ถอนนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคของโซเวียตจำนวน 1,400 คน เดินทางออกจากประเทศจีนที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการมากกว่า 200 โครงการในจีน รวมถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการอวกาศ การถอนตัวจากประเทศจีนของนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคชาวโซเวียตดังกล่าวทำให้เกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจีน และแผนการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าล้มเหลว แต่ระยะแรกของสงครามเวียตนาม สหภาพโซเวียตใช้การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านจีน และต่อมาใช้วิธีการขนส่งทางเรือโดยไปยังท่าเรือไฮฟองแทน

หลังจากนั้นจีนได้มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมกวาดล้างสิ่งที่ทำให้เกิดการหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาภายหลังจากการฟื้นตัว จีนจึงได้แข่งขันความเป็นใหญ่กับสหภาพโซเวียตในกลุ่มคอมมิวนิสต์สากล จีนสามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จในวันที่ 16 ตุลาคม 1964 อละกลายเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอีกประเทศหนึ่ง ต่อมาความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต โดย Leonid Brezhnev เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตต่อจาก Khrushchev) นำไปสู่สงครามชายแดนระหว่างจีน-โซเวียต ในปี 1969 (2 มีนาคม–11 กันยายน) กองกำลังชายแดนของสหภาพโซเวียตประกอบด้วยกำลังทหาร 375,000 นาย เครื่องบิน 1,200 ลำ และขีปนาวุธพิสัยกลาง 120 ลูก กองกำลังชายแดนของจีนมีกำลังทหาร 1.5 ล้านนาย และมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว วิวาทะทางการเมืองของสองฝ่ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกองทัพสหภาพโซเวียตบุกเช็คโกสโลวาเกีย วันที่ 20–21 สิงหาคม 1968 และด้วยการประกาศหลักการของ Brezhnev ว่า สหภาพโซเวียตมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใด ๆ ที่แยกออกจากลัทธิคอมมิวนิสต์ตามที่สหภาพโซเวียตกำหนด ประธานฯ เหมาเห็นว่าลัทธิ Brezhnev เป็นเหตุผลทางอุดมการณ์ในการรุกรานจีนของโซเวียตเพื่อโค่นล้มประธานฯ เหมา และเปิดตัวการโฆษณาชวนเชื่อขนาดใหญ่ด้วยการโจมตีการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ในวันที่ 21 สิงหาคม 1968 Nicolae Ceaușescu ผู้นำโรมาเนียกล่าวสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงในจัตุรัสปฏิวัติในกรุงบูคาเรสต์ประณามการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ซึ่งแพร่หลายทั้งในโรมาเนียและในทุก ๆ ประเทศ ซึ่งถือเสมือนเป็นการประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต โรมาเนียเริ่มถอยห่างจากการอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของโซเวียตมาอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของจีน โดยคำปราศรัยในงานเลี้ยงที่สถานทูตโรมาเนียในปักกิ่ง โดยวันที่ 23 สิงหาคม 1968 โจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีจีนได้ประณามสหภาพโซเวียตว่า เหมือนกับเวียดนามทำสงครามกับอเมริกันและนโยบายของ Adolf Hitler ที่มีต่อเช็คโกสโลวาเกียในปี 1938–1939 นายกฯ โจวจบคำปราศรัยของเขาด้วยการเรียกร้องให้ชาวเช็คโกสโลวาเกียทำสงครามกองโจรกับกองทัพแดง

วันที่ 2 มีนาคม 1969 กองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ได้ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตบนเกาะ Zhenbao แหล่งข่าวของจีนระบุว่า ทหารโซเวียตเสียชีวิต 58 นายรวมทั้งนายทหารอาวุโส และบาดเจ็บอีก 94 คน มีรายงานความสูญเสียของจีนว่า เสียชีวิต 29 ศพ แต่แหล่งข่าวของโซเวียต/รัสเซียระบุว่า ทหารจีนไม่น้อยกว่า 248 นายถูกสังหารบนเกาะและในแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาชายแดนโซเวียต 32 คนถูกสังหารบาดเจ็บ 14 คน วันที่ 2 มีนาคม 1969 เกาะ Damansky (Zhenbao) ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตลาดตระเวนเป็นประจำ มีการรุกล้ำของชาวนาและชาวประมงจีนเป็นครั้งคราวโดยได้ถูกสกัดกั้นและขับไล่โดยไม่ใช้กำลังรุนแรง การโจมตีของจีนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมนำโดยกองทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ 3 หน่วย โดยได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่หนึ่งกระบอกและหน่วยปืน ค. สองหน่วย เริ่มต้นโดยไม่มีข้อพิสูจน์ด้วยการข้ามพรมแดนชิโน-โซเวียตอย่างผิดกฎหมายของกลุ่มทหาร PLA 77 นาย และทำให้ทหารโซเวียตประหลาดใจ เมื่อกลุ่มทหาร 7 นายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทอาวุโส Ivan Strelnikov ได้เข้าไปหาทหารจีนเรียกร้องทหารจีนให้ออกจากเกาะด้วยวาจา กองทหารจีนได้เปิดฉากยิงสังหารทหารโซเวียตทั้งหมด เริ่มต้นวันแห่งการสู้รบที่กองทหารประจำการของจีนโจมตีหน่วยยามชายแดนโซเวียตกลุ่มเล็ก ๆ สองกลุ่มซึ่งประกอบด้วยทหารไม่เกิน 30 นาย

สหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วย รถถัง และยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APCs) และระดมยิงด้วยปืนใหญ่กว่าสามวัน PLA สามารถหยุดการรุกของโซเวียตได้สำเร็จ และในที่สุดก็ขับไล่กองทัพโซเวียตทั้งหมดออกจากเกาะ Zhenbao ในระหว่างการชุลมุนนี้จีนได้ส่งกองทหารราบเสริมสองกองร้อยพร้อมปืนใหญ่เข้าไปสนับสนุน แหล่งข่าวของจีนระบุว่า โซเวียตได้ส่งทหาร 60 นายและ APC แบบสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-60 จำนวน 6 คัน และในการโจมตีครั้งที่สอง กำลังทหาร 100 นาย สนับสนุนโดยรถถัง 10 คันและ APC 14 คััน รวมทั้งปืนใหญ่ PLA ได้เตรียมการสำหรับการเผชิญหน้านี้เป็นเวลาสองถึงสามเดือน บรรดาหน่วยต่างๆ ของ PLA ได้คัดเลือกทหาร 900 นาย ซึ่งรับคำสั่งจากนายทหารที่มีประสบการณ์การรบของกองทัพ พวกเขาได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษพร้อมด้วยอุปกรณ์พิเศษ จากนั้นพวกเขาก็ถูกส่งไปวางกำลังบนเกาะ Zhenbao ล่วงหน้าอย่างลับ ๆ นายพล Chen Xilian ของจีนระบุว่า จีนได้รับชัยชนะในสนามรบโดยเด็ดขาด ในวันที่ 15 มีนาคม โซเวียตส่งทหารอีก 30 นายและยานรบหกคันไปยังเกาะ Zhenbaoหลังจากการต่อสู้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงจีนได้ทำลายยานพาหนะของโซเวียตสองคัน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาโซเวียตส่งทหารบุกเป็นระลอกที่สองพร้อมการยิงปืนใหญ่สนับสนุน จีนได้ทำลายยานรบของโซเวียตอีกห้าคัน คลื่นลูกที่สามตีโต้ด้วยปืนใหญ่ที่แม่นยำของจีนซึ่งทำลายรถถังโซเวียตหนึ่งคันและ APC อีก 4 คันในขณะที่สร้างความเสียหายให้กับ APC อีกสองคัน ในตอนท้ายของวันโดยจีนเป็นผู้ควบคุมเกาะโดยสมบูรณ์ คำสั่ง “ลับ” ของนายพล O.A. Losik กองทัพโซเวียตสั่งติดตั้งเครื่องยิงจรวด BM-21 "Grad" กองทัพโซเวียตยิงปืนใหญ่และจรวดกว่า 10,000 นัดในการรบ 9 ชั่วโมงกับจีน พร้อมกับโจมตีก่อกวนอีก 36 ครั้ง การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีน กองทหารของจีนต้องถอนออกจากเกาะ หลังจากนั้นโซเวียตก็ถอนตัวกลับไปยังตำแหน่งของพวกเขาบนฝั่งแม่น้ำอุสซูรีของรัสเซีย ในวันที่ 16 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตก็เข้ามาที่เกาะเพื่อเก็บศพทหารของพวกเขา ทหารจีนยังคงยิงรบกวน ในวันที่ 17 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตพยายามกู้รถถัง T-62 ที่เสียหายออกจากเกาะ แต่ความพยายามของพวกเขาถูกโต้ตอบโดยปืนใหญ่ของจีน วันที่ 21 มีนาคมโซเวียตส่งทีมรื้อทำลายเพื่อพยายามทำลายรถถังคันดังกล่าว จีนเปิดฉากยิงและขัดขวางอีก ด้วยความช่วยเหลือของนักดำน้ำของกองทัพเรือจีน PLA จึงดึงรถถัง T-62 ขึ้นฝั่ง ต่อมารถถังถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์กองทัพจีน เกาะนี้ยังคงประเด็นขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์จนถึงปี 1991

ผลพวงจากความขัดแย้งทำให้จีนได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเห็นว่า จีนจะเป็นพันธมิตรที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น การสังหารชีวิตของทหารโซเวียตบริเวนชายแดนส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ ทราบว่า จีนมีพร้อมที่จะเจรจา ภายหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ แสดงความสนใจในการกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นการถ่วงดุลยุทธศาสตร์กับสหภาพโซเวียต โดยส่ง Henry Kissinger รัฐมนตรีต่างประเทศไปยังจีนเพื่อพบปะเจรจากับนายกรัฐมนตรี Zhou Enlai อย่างลับ ๆ ในปี 1971 ในช่วงที่เรียกว่า Ping Pong Diplomacy ปูทางให้ประธานาธิบดี Richard Nixon ไปเยี่ยมเยือนจีนและพบกับประธานฯ เหมา เจ๋อ ตง ในปี 1972 แม้ว่า ความสัมพันธ์ของจีนกับสหภาพโซเวียตยังคงดำเนินต่อไปหลังจากความขัดแย้ง แม้จะมีการเจรจาเรื่องพรมแดนซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1969 และยังคงไม่สามารถสรุปได้นานร่วมทศวรรษ และสหภาพโซเวียตได้เพิ่มกองกำลังตามแนวชายแดนชิโน–โซเวียต และในสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลียอีกด้วย โดยรวมแล้ว การเผชิญหน้าระหว่างชิโน–โซเวียตซึ่งมาถึงจุดรุนแรงระดับสูงสุดในปี 1969 กระทั่งหลังจากยุคประธานฯ เหมาความตึงเครียดก็จึงเริ่มลดลง ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในปี 1989 ในยุคเลขาธิการฯ Mikhail Sergeyevich Gorbachyov กับท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งดำเนินมาด้วยดีจนปัจจุบัน

การเจรจาชายแดนปี 1990–ปัจจุบัน การเจรจาเกี่ยวกับส้นแบ่งเขตแดนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง จนกระทั่งก่อนการสิ้นสุดของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ไม่นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเกาะ Zhenbao เป็นของจีน (เดิมทั้งสองฝ่ายอ้างว่าเกาะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตนในช่วงเวลาของข้อตกลง) ในวันที่ 17 ตุลาคม 1995 มีการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพรมแดนที่ขยายออกไป 54 กิโลเมตรสุดท้าย (34 ไมล์) แต่ยังมีประเด็นที่ค้างคาเกี่ยวกับการควบคุมเกาะสามแห่งในแม่น้ำอามูร์และอาร์กุน ด้วยข้อตกลงพรมแดนระหว่างรัสเซียและจีนที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2003 ข้อพิพาทนั้นได้รับการแก้ไขในที่สุด จีนได้รับอนุญาตให้ควบคุมเกาะ Tarabarov (เกาะ Yinlong) เกาะ Zhenbao และประมาณ 50% ของเกาะ Bolshoy Ussuriysky (เกาะ Heixiazi) ใกล้ Khabarovsk คณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีนให้สัตยาบันข้อตกลงนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2003 โดยมีสภาดูมาของรัสเซียเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปีเดียวกัน และวันที่ 2 มิถุนายน Li Zhaoxing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย Sergei Lavrov ได้แลกเปลี่ยนเอกสารการให้สัตยาบันจากรัฐบาลของตน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2008 Yang Jiechi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและนาย Sergei Lavrov คู่เจรจาจากรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงเส้นเขตแดนระหว่างจีน–รัสเซียเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยอมรับการแบ่งเขตทางตะวันออกของชายแดนจีน–รัสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีการลงนามข้อปฏิบัติเพิ่มเติมพร้อมแผนที่ด้านตะวันออกของพรมแดนทั้งสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการที่ PRC ได้รับกรรมสิทธิ์ในเกาะ Yinlong และ Tarabarov และครึ่งหนึ่งของเกาะ Heixiazi / Bolshoi Ussuriysky วันนี้ชาติที่ถูกมองว่า เป็นศัตรูร่วมของจีนและรัสเซียคือ สหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียจึงแนบแน่นผูกพันมากยิ่งขึ้นโดยปริยาย โดยรัสเซียได้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้กับจีนมากมาย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

WORLD

ไวน์หรูอิตาลีถูกปล้นครั้งใหญ่!! แก๊งมืออาชีพบุกคลังในอิตาลี ขโมยไวน์หรู 30,000 ขวด มูลค่ากว่า 5 ล้านยูโร ปิดสัญญาณเตือนก่อนใช้รถโฟล์คลิฟต์ขนของ ตำรวจเร่งสอบสวน เตือนระวังไวน์ผิดปกติ

โจรกรรมไวน์ครั้งมโหฬารในอิตาลี แก๊งโจรวางแผนอย่างมืออาชีพ บุกขโมยไวน์หรูถึง 30,000 ขวด มูลค่าราว 5 ล้านยูโร หรือเกือบ 200 ล้านบาท!

เหตุเกิดที่คลังเก็บไวน์ของ Marchesi Antinori ในแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี บริษัทผลิตไวน์เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี

คนร้ายอย่างน้อย 7 คน สวมหน้ากากบุกเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดระบบสัญญาณเตือนภัยและกล้องวงจรปิด ก่อนใช้รถโฟล์คลิฟต์ของบริษัท ขนลังไวน์ขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คัน แล้วหลบหนีไป

ไวน์ที่ถูกขโมยล้วนเป็นแบรนด์หรู ทั้ง Tignanello, Solaia และ Guado al Tasso โดยเฉพาะ Solaia รุ่นปี 2023 ที่หายไปถึง 10,000 ขวด

กว่าพนักงานจะรู้ตัวก็เช้าวันจันทร์
ผู้บริหารเชื่อว่าเป็นฝีมือแก๊งมืออาชีพที่รู้จักไวน์ราคาแพงเป็นอย่างดี และอาจเกี่ยวข้องกับคดีขโมยไวน์อื่น ๆ ในอิตาลี

ขณะนี้ตำรวจเร่งสอบสวน ขณะที่บริษัทเตือนผู้ซื้อทั่วโลก ให้ระวังไวน์หรูที่ถูกนำมาขายในราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจเป็นไวน์ที่ถูกโจรกรรมมา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1080154595002497&id=100090238982695&rdid=WrBkIbMQmQ7vXUOF#

ช่องแคบฮอร์มุซระอุ!! วิกฤตพลังงานจับตา IRGC เผยเรือบรรทุกน้ำมัน ลำที่ 3 ชนทุ่นระเบิดไฟไหม้รุนแรง เตือนเรือปิดระบบระบุตัวตนถูกมองเป็นศัตรู

กองทัพเรือของ IRGC แห่งอิหร่านประกาศว่า วันนี้มีเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 ชนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดระเบิดและไฟไหม้รุนแรง ขณะบรรทุกน้ำมันดิบ 750,000 บาร์เรล บริเวณตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ

IRGC ระบุว่า เรือดังกล่าวกำลังพยายามเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยปิดระบบนำทางและระบุตัวตน พร้อมฝ่าฝืนคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพเรืออิหร่าน ก่อนออกนอกเส้นทางเดินเรือที่ได้รับอนุญาตและชนเข้ากับทุ่นระเบิด

IRGC ยังประกาศเตือนอีกว่า เรือลำใดก็ตาม ที่ปิดระบบนำทางและระบบระบุตัวตนขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะถือว่าเป็นเรือฝ่ายศัตรู และจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาด

นับเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 ที่ชนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เมื่อวานนี้ ตามรายงานของ IRGC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1425356006419422/?rdid=1mqvXAjLxKb17Zl5#

สมรภูมิตาอิซเดือด!! ฮูตี ถูกอ้างยึดพื้นที่เพิ่มทางใต้ของเมือง ทำให้ฝ่ายซาอุดฯ เหลือภูเขา ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง สถานการณ์สู้รบตึงเครียดขึ้นมาก

ฮูตีรุกคืบยึดพื้นที่ทางใต้ของเมืองตาอิซในเยเมน! ส่งผลให้กองกำลังที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุน อาจเหลือพื้นที่ควบคุมเพียงแนวภูเขาแคบๆ ทางตอนใต้ของเมือง

แผนที่สถานการณ์การสู้รบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า กองกำลังฮูตี หรืออันซอรุลลอฮ์ (Ansarallah) กำลังขยายพื้นที่ควบคุมรอบเมืองตาอิซ (Taiz) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยเมน หลังมีรายงานว่ากองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียสูญเสียพื้นที่หลายแห่ง

ตามรายงานของ Islamic World News ซึ่งเป็นสื่อที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระบุว่า กองกำลังฮูตีเข้าควบคุมเขตอัล-มิสรัคห์ (Al-Misrakh) รวมถึงพื้นที่อัล-กาลัยบะห์ (Al-Kalaibah) และนัจด์ อัล-กอซิม (Najd Al-Qasim) ตลอดจนถนนที่เชื่อมเขตดังกล่าวกับพื้นที่ตอนใต้ของเมืองตาอิซ

หากรายงานนี้ถูกต้อง จะทำให้กองกำลังฝ่ายซาอุดีอาระเบียเหลือพื้นที่ควบคุมเพียงแนวภูเขาแคบๆ บริเวณญะบัล อัล-อะรูส (Jabal Al-Arous) และญะบัล อัล-ซับร์ (Jabal Al-Sabr) ทางตอนใต้ของเมือง

พื้นที่ภูเขาทั้งสองแห่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากสามารถควบคุมและสังเกตการณ์เส้นทางเข้าสู่เมืองตาอิซ จึงเป็นแนวป้องกันสำคัญของกองกำลังที่ยังประจำการอยู่ในพื้นที่
หากยืนยันการเปลี่ยนแปลงแนวรบดังกล่าวได้ จะหมายความว่ากองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นในสมรภูมิตาอิซ ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบต่อเนื่องมานานหลายปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122098881231508642&id=61595259264487&rdid=E5PdKjNYdaV5SZjz#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top