Friday, 26 June 2026
NEWS

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

Shopee พร้อมหนุน OTOP ไทย!! นายกฯ ชู SMEs เป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจไทย ฝาก Shopee ช่วยขยายโอกาสบน e-commerce ย้ำคุ้มครองผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายกฯ ฝาก Shopee ดัน OTOP ไทย สู่ตลาดออนไลน์และต่างประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หนุน SMEs

นายคริส เฟิง ประธานบริษัท Sea Limited และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shopee พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนในประเทศไทย

นายคริส เฟิง กล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมยืนยันความพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ e-commerce ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ Shopee International Platform (SIP) และ Shopee Global Sales นอกจากนี้ ยังแสดงความสนใจขยายการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจด้านอื่นๆในประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการสร้างงานในระยะยาว

นายกฯ กล่าวว่า SMEs และผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การยกระดับทักษะดิจิทัล และการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบ Virtual Banking ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ พร้อมแสดงความสนับสนุนให้ผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านธุรกิจการเงินเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ สามารถเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและขยายธุรกิจ

ในตอนท้าย นายกฯได้เชิญชวน นายคริส เฟิง ให้ไปร่วมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมขอให้ช่วยโปรโมทสินค้า OTOP ของไทย โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพที่ดีของสินค้า และเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย จะเป็นที่ชื่นชอบในตลาดต่างประเทศ ซึ่งนายคริส เฟิง ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองเห็นช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าไทยเช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1493253569503642&id=100064570394286&rdid=RrU8LF452fmsccDi#

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย

มศว ย้ำสอบท้องถิ่นต้องโปร่งใสและเป็นธรรม!! สำนักทดสอบฯ มศว ยืนยันความเป็นกลาง ดำเนินการสอบด้วยความสุจริตและรอบคอบ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนหยัดไม่สนับสนุนความไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการ โดยไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1484152357086737&id=100064759594309&rdid=nZdKXzT5Bd6kdWnp#

POLITICS

‘รัดเกล้า’ ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์!! สะท้อนปัญหาสินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ เปลี่ยนเกมคุ้มครองผู้บริโภค “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คุ้มครองสินค้าชำรุดถึงมือสอง สร้างมาตรฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

ECONBIZ

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

LITE

26 มิถุนายน 2329 วันเกิด พระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากพระอภัยมณีสู่นิราศภูเขาทอง ผู้สร้างวรรคทองให้คนไทยจดจำไม่รู้ลืม

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด เหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" โคลงบทนี้หลายๆ คนคงคุ้นหู หรือเคยได้ท่องกันตอนเด็กๆ มาจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน พระฤาษีสอนสุดสาคร เกี่ยวกับเรื่องการไว้ใจคน

วันนี้ (26 มิ.ย.) เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต และโอเดดซี ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวง อยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นนางนม ของพระธิดาในกรมฯ นั้น

ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้

เมื่ออายุราว 20 ปี ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ "จันทร์" จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลัง ทิวงคตจึงพ้นโทษ ต่อมาจึงได้แม่จันทร์เป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็เกิดระหองระแหงคงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์

สมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อย ชื่อ นิ่ม เป็นภริยาอีกหนึ่งคน ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุรา อาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

สมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่อง อื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จนพระองค์ประชวร สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษาก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้อุปการะ จากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรม พระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรม ใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

ข้อมูล สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/192535?

25 มิถุนายน 2459 สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้งานวันแรก มรดกทรงคุณค่าจากรากฐานรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ศูนย์กลางรถไฟไทยแห่งประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ความทันสมัยของสยาม

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีหัวลำโพง” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าศตวรรษ

สถานีหัวลำโพงมิได้เป็นเพียงอาคารสถานีรถไฟ หากเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการคมนาคมที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสยามสู่ความทันสมัย โดยรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ ทั้งเพื่อเชื่อมราชธานีกับหัวเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

การก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพหลังใหม่เริ่มขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2453 ก่อนจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยในวันเปิดสถานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีกดปุ่มสัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเดินเข้าสู่สถานีกรุงเทพ

สถานีหัวลำโพงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการรถไฟ ซึ่งในเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะรถไฟเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน สินค้า ข่าวสาร และราชการสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วกว่ายุคก่อนหน้า จากเดิมที่การเดินทางระหว่างเมืองต้องอาศัยเรือ เกวียน หรือการเดินทางที่ใช้เวลานาน รถไฟได้เปลี่ยนระยะทางอันห่างไกลให้ใกล้ขึ้น และทำให้เมืองหลวงเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ตัวอาคารสถานีหัวลำโพงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบโดมสไตล์อิตาเลียนผสมศิลปะเรอเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายสถานีรถไฟในยุโรป โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่าแบบอาคารมีความคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และวัสดุบางส่วนเป็นวัสดุสำเร็จรูปจากเยอรมนี

จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงยังรวมถึงกระจกสี ช่องระบายอากาศ นาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดม และรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้สักสลักลายนูน หินอ่อนบริเวณบันไดและเสาอาคาร ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางสถาปัตยกรรมในยุคที่สยามกำลังรับอิทธิพลความทันสมัยจากโลกตะวันตก แต่ยังคงปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

ตลอดเวลากว่าร้อยปี สถานีหัวลำโพงทำหน้าที่เป็นประตูการเดินทางของผู้คนจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ ทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ผู้คนจำนวนมากมีความทรงจำกับสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน การจากลา การเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษา และค้าขาย
หัวลำโพงจึงเป็นมากกว่าสถานีรถไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น เสียงประกาศรถไฟ เสียงล้อเหล็กกระทบราง ภาพผู้โดยสารหิ้วกระเป๋า ภาพครอบครัวมารับส่งกันที่ชานชาลา ล้วนทำให้สถานีแห่งนี้มีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมเมืองไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ สถานีหัวลำโพงสะท้อนพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ในการวางรากฐานความทันสมัยของสยาม แม้ตัวอาคารสถานีจะเปิดใช้งานในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แต่กิจการรถไฟหลวงและแนวคิดการพัฒนาระบบรางของประเทศมีรากสำคัญมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของรถไฟในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่
รถไฟช่วยให้สยามสามารถรวมศูนย์การบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่งเสริมการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจในหัวเมือง และทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิม การมีสถานีศูนย์กลางอย่างหัวลำโพงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน

ต่อมา สถานีหัวลำโพงยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังระบุว่า สถานีกรุงเทพเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟมายาวนาน

แม้บทบาทของสถานีหัวลำโพงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถและพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของหัวลำโพงยังคงอยู่ เพราะสถานีแห่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสยามยุคเก่าสู่รัฐสมัยใหม่ เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของผู้คน และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการดูแลรักษา

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันเปิดใช้งานสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างเป็นทางการ สถานีที่ถือกำเนิดจากรากฐานการพัฒนารถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดบทบาทสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางของคนไทยตลอดเวลากว่าศตวรรษ

หัวลำโพงจึงไม่ใช่เพียงสถานีรถไฟเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความทรงจำ และการเดินทางของชาติไทย เป็นมรดกทรงคุณค่าที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการคมนาคมไทยไว้บนรางเหล็กสายประวัติศาสตร์

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

“เถ้าแก่หลี–สุพิศ” มวยถูกคู่สงขลา!! มวยคนละเส้นทางแต่สนามเดียวกัน วัดกันบนเวทีประโยชน์สาธารณะ ‘สุพิศ’ สดกว่าแต่ ‘เถ้าแก่หลี’ หมัดหนัก ศึกตรวจสอบโครงการร้อน อบจ.สงขลายังไม่จบ

“เถ้าแก่หลี&สุพิศ” มวยถูกคู่ในศึกวันดวลงาน อบจ.สงขลา

ผมไม่รู้ว่า “เถ้าแก่หลี“ หรือเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ลูกพี่ใหญ่สายภาคประชาชน นักธุรกิจสายเหมืองหิน โกรธแค้น หรือเจ็บช้ำน้ำใจอะไรกับ ”สุพิศ พิทักษ์ธรรม“ นายกฯอบจ.สงขลา ที่ ”กัดไม่ปล่อย“ ทั้งๆที่เป็นคนถิ่นฐานบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ย่านสิงหนคร จ.สงขลา

เส้นทางที่เดินของทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกันจนกลายเป็น ”คู่กัด“ หรือคู่ชก ที่อาจจะพูดได้ว่า ”มวยไฟท์เตอร์“ทั้งคู่

วันก่อนได้กล่าวเล่าความถึง ”สุพิศ“ไปแล้วว่า เป็นคนเกิดบ้านปะโอ สิงหนคร เช่นเดียวกับเถ้าแก่หลี ที่เกิดสิงหนครเหมือนกัน เพียงแต่เส้นทางชีวิตแตกต่างกัน

สุพิศ หลังจบมัธยมต้นจากโรงเรียนแจ้งวิทยา ก็ไปเรียนต่อสายเทคนิค สายช่าง และสอบบรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทาน ในระดับ 1 ไต่เต้าจนเป็น ผอ.กองช่าง เป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน แล้วถูกโยกไปกินตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนสุกงอมแล้วลาออกมาสมัครนายกฯอบจ.สงขลา

ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา สุพิศถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทีมโดยนายหัวใหญ่อย่างเถ้าแก่หลี พูดได้ว่ากัดไม่ปล่อย เกาะติดทุกประเด็นร้อน

เถ้าแก่หลี พร้อมทีมภาคประชาชนทำหน้าที่ลุยตรวจสอบทุกโครงการร้อนของ อบจ.สงขลา ที่เรื่องคาอยู่ใน ปปช. /สตง.หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดคือ เรือท้องแบน และซุ้มประตู อบจ.

กล่าวถึง “เถ้าแก่หลี” เรียนจบแค่ ป.4 ออกจากระบบการเรียนก็ไปช่วยแม่ขายน้ำตาลแว่น (น้ำผึ้งแว่น) ตระเวนไปทั่วสงขลา ทะลุไปถึงนราธิวาส ด้านเหนือก็ล่องเรือไปถึงนครศรีฯ
ต่อมาผันตัวเองมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จนเป็นรายใหญ่ของสงขลา ก่อนจะมาร่วมหุ้นกับพรรคพวกทำธุรกิจเหมืองหินมีมูลค่าหลายพันล้าน และยังทำอยู่จนถึงปัจจุบันในวัย 70 กว่า และเริ่มทยอยโอนธุรกิจให้ลูกไปทำต่อ

เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ หรือเถ้าแก่หลี ดีดตัวเองจากเด็กเน่ขายน้ำผึ้งแว่น มาเป็นนักธุรกิจและผู้มีบทบาททางสังคมในจังหวัดสงขลา

เป็นเจ้าของกิจการโรงโม่หิน และเกี่ยวข้องกับ บริษัท เขาบันไดนางศิลา จำกัด ในจังหวัดสงขลา
ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วไม่อยู่นิ่ง บริจาคเงินให้โรงพยาบาลมามาก เช่น โรงพยาบาลสิงหนคร โรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลปากพนัง จนได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคหบดีและเศรษฐีใจบุญของพื้นที่

-หาเงินบริจาคประมาณ 35 ล้านบาท พร้อมจัดหาที่ดินสร้างอาคารใหม่สร้างอาคารทันตกรรม “ครุอำโพธิ์-คงสุวรรณ” ให้โรงพยาบาลสิงหนคร
-ช่วยเหลือหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง
-ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ยังทำหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน

วันนี้เถ้าแก่หลี กับสุพิศ ถ้าเป็นมวยก็ถือว่า เป็นมวยถูกคู่ สุพิศจะได้เปรียบตรงหนุ่มกว่าสด
กว่า แต่เจอมวยวัดอย่างเถ้าแก่หลี บางหมัดก็เซพิงเชือกไปเหมือนกัน

นายก อบจ.สงขลา บนเก้าอี้ร้อน!! ‘สุพิศ’ ยังมุ่งมั่น แต่เก้าอี้ อบจ.สงขลาไม่ง่าย ปมเรือท้องแบนคือบทพิสูจน์ความโปร่งใสครั้งใหญ่ ยังต้องพิสูจน์อีก 3 ปี เส้นทาง อบจ.สงขลาไม่โรยกลีบกุหลาบ ถูกจับตาปมเรือท้องแบน แต่ยังเดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ที่นายหัวไทรรู้จัก “ยังมุ่งมั่น ตั้งใจสูง”

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นั่งบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.)ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากภาคประชาชน นำโดยพี่ใหญ่ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นักธุรกิจ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา เกรียงไกร คมขำ และอีก 2-3 คน

จริงๆลูกชายของเฉลิมชัย หรือเถ้าแก่หลี ก็เป็นรองนายกฯอบจ.สงขลาอยู่ด้วยนะ คือฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ แต่คนอย่างเถ้าแก่หลี เดินหน้าลุย เพื่อประโยชน์รักผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดูแลภาษีที่ตัวเองจ่ายไป

ล่าสุดภาคประชาชนนำโดยเถ้าแก่หลี นำทีมลุยเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องการจัดซื้อเรือท้องแบนของ อบจ.ช่วงวิกฤตน้ำท่วมสงขลา 74 ลำ จากแผนที่ตั้งงบไว้ 100 ลำ เฉลี่ยลำละ 400,000 บาท

แรงเสียดทานสุดจะทน อบจ.ต้องออกมาชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อเรือท้องแบน

แต่เมื่อมีข่าวซ้ำมาจากเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดซื้อเรือกู้ภัยกับข้อสังเกตแพงเกินเหตุหรือเปล่า ปปช./สตง.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าไปตรวจสอบทั้ง อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ 26 มิ.ย.นี้

การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนครับ ในขณะเดียวกัน สื่อบางสื่อ ทำตัวเป็นภาคประชาชน แต่หวังผลทางการเมือง เอาข้อมูลอันเป็นเท็จไปลง เพื่อต้องการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และเพื่อเรียกกระแส สร้างเครดิตให้กับตนเอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทางภาคประชาชนก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาถัวเฉลี่ยลำละ 400,000 บาท กับภาคที่เห็นราคาน่าจะต่ำกว่านี้ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

หากถามว่า ผมรู้จัก “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” มากน้อยแค่ไหน คงต้องตอบตามตรงว่า ไม่ได้เป็นคนสนิทสนมหรือรู้จักมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ถึงขั้นคลุกคลีตีโมง เพียงแต่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอยู่ 3 ครั้ง เพื่อสัมภาษณ์ในฐานะนักข่าวเท่านั้น ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวตามจรรยาบรรณสื่อ

ครั้งแรก ก่อนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ผมได้พูดคุยสัมภาษณ์ถึงแนวคิด เจตนารมณ์ และนโยบายในการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับสมพร หลงจิ นักข่าวอาวุโส และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 2-3 คน

ครั้งที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้สัมภาษณ์ แค่พบปะกันร้านอาหารก่อนถึงสนามบินหาดใหญ่ ผมไปรอขึ้นเครื่อง

และครั้งที่สาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา จึงอยากรู้ว่า นโยบายที่แถลงไว้ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์

แม้จะมีโอกาสพบกันไม่มาก แต่ก็พอเห็นเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของชายคนนี้อยู่บ้าง ได้เคยฟังเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสุพิศอยู่ไม่น้อย

จากลูกชาวบ้านปะโอ สู่รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมฝนหลวง และนายกฯอบจ.สงขลา

เท่าที่ทราบ สุพิศเป็นลูกชาวบ้านปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมชลประทานจากตำแหน่งเล็ก ๆ ระดับซี 1

การเติบโตจากข้าราชการชั้นผู้น้อย จนก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง รองอธิบดีกรมชลประทาน ถือว่าไม่ธรรมดา ต้องอาศัยทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอย่างมาก

ต่อมา สุพิศถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อครหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีคดีใดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ก็ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและยุติลงแล้วเช่นกัน

เดิมพันครั้งใหญ่บนสนามการเมือง

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของชีวิต

หลายคนมองว่า หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานั้น สุพิศมีความพร้อมมากกว่า ทั้งประสบการณ์บริหาร เครือข่าย และปัจจัยสนับสนุนในหลายด้าน

ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย และก้าวขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สงขลา

แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าหนทางหลังจากนั้นจะราบรื่นเสมอไป

นายก อบจ.ที่ถูกจับตามอง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสุพิศถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา

ในสังคมสงขลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ถูกประชาคมคนสงขลาจับตามอง และมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และความคุ้มค่าในการดำเนินงาน แต่ก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ที่ ปปช.และ สตง.เข้าใจว่า หลายเรื่องภาคประชาชนยื่นร้องไปทั้งสองหน่วยงานตรวจสอบแล้ว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สุพิศไม่ใช่คนที่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแรงเสียดทานมากนัก

เขายังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็น “เมืองกีฬา” ผ่านกิจกรรมและการแข่งขันระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมจัดงานมวยไทยไฟท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่บนความมุ่งมั่นตั้งใจของสุพิศ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการใหญ่ เน้นการก่อสร้าง มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ และยังพิสูจน์ไม่ได้

จุดแข็งและจุดท้าทาย

หากจะวิเคราะห์ในมุมส่วนตัว ผมมองว่า สุพิศยังคงมีบุคลิกของ “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” แฝงอยู่มาก อันเป็นบุคคิคที่แตกต่างจากนักการเมือง อันเป็นปัญหาในการวางตัว

ด้วยเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาจากระบบราชการ การทำงานจึงมักสะท้อนรูปแบบการสั่งการ การกำหนดทิศทาง และการขับเคลื่อนงานแบบผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่

แต่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากระบบราชการ นักการเมืองจำนวนมากเลือกใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย สร้างฉันทามติ และค่อยตัดสินใจ ขณะที่สุพิศดูจะเป็นคนทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และบางครั้งถูกมองว่าแข็งกร้าวหรือมุทะลุในสายตาของผู้วิจารณ์

นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลาของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

บทพิสูจน์ยังไม่จบ

อย่างไรก็ตาม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวาระนี้เท่านั้น เวลายังเหลืออีกเกือบ 3 ปีเต็มสำหรับการพิสูจน์ผลงาน พิสูจน์แนวทางบริหาร และพิสูจน์ว่าการตัดสินใจออกจากชีวิตราชการมาสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

เส้นทางข้างหน้ายังมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และคำถามอีกมากมายรออยู่

ส่วนบทสรุปสุดท้ายของ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ในฐานะนายก อบจ.สงขลา จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

WORLD

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

“กัมพูชา” เปิดทางลัดเกษตรสู่จีนผ่านลาว!! เส้นทางใหม่ กัมพูชา–ลาว–จีน เริ่มแล้ว ทุเรียนกัมพูชาล็อตแรกออกเดินทางสู่จีนผ่านลาว ลดเวลาขนส่งจาก 20 วันเหลือ 7 วัน ส่งทุเรียนสดนำร่อง หวังยกระดับตลาดเกษตรโดยตรง

กัมพูชาเปิดเส้นทางขนส่ง 'สินค้าเกษตร' ทางบกสู่จีน ผ่านทางลาว

คิมฟีนัน ปลัดและโฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชาเผยว่ากัมพูชาได้เปิดเส้นทางส่งออกสินค้าเกษตรทางบกไปยังจีนผ่านลาวเป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกที่บรรทุกทุเรียนสดจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ได้ออกเดินทางจากกัมพูชาไปยังจีนผ่านลาวแล้ว เมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)

เส้นทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 1 สัปดาห์ จากเดิม 15-20 วัน แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรกัมพูชา และเกื้อหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชา เช่น ข้าว ทุเรียน กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว และลำไยไพลินไปยังตลาดจีนโดยตรง

ที่มา : Xinhua

ยุโรปอยากใช้ Plaza Accord กดจีน!! ข้อเสนอเมิตซ์สะท้อนยุโรปเสียเปรียบดุลการค้าจีน ECB เตือนโลกไม่เหมือนปี 1985 จีนไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ถูกบีบได้ง่าย ลาการ์ดย้ำต้องเจรจา ไม่ใช่บังคับฝ่ายเดียว

นายกฯ เยอรมันเสนอใช้ข้อตกลง "Plaza Accord" กับจีน เดือดร้อนประธานธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งชี้แจง

เกิดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ หลังจากที่ นายฟรีดริช เมิตซ์ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีของ #เยอรมนี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30% และเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิก #EU ทั้ง 27 ประเทศ ร่วมมือกันกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งลงนามในข้อตกลงรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ "#ข้อตกลงพลาซา" (#PlazaAccord) เพื่อบังคับให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น หวังลดดุลการค้าที่ยุโรปเสียเปรียบจีน

ทว่าเพียง 3 วันให้หลัง (22 มิถุนายน) นางคริสติน ลาการ์ด (#ChristineLagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภายุโรปเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยุคสมัยของข้อตกลงพลาซาได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"

1. ย้อนรอยประวัติศาสตร์: กลไกของข้อตกลงพลาซา 1985
เพื่อความเข้าใจในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) คือข้อตกลงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปี 1985 ณ โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก โดยมี #สหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก
ในยุคดังกล่าว #สหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงต่อ #ญี่ปุ่น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จึงใช้แรงกดดันทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 2 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมการส่งออกของญี่ปุ่นลดขีดความสามารถในการแข่งขันลงอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในประเทศจนเกิดทศวรรษแห่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันยาวนาน

2. มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของยุโรป
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเกิดขึ้นจากความกังวลต่อตัวเลขดุลการค้าที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat):
-ภาวะขาดดุลการค้า: ในปี 2025 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าสินค้าต่อจีนเกือบ 3.6 แสนล้านยูโร โดยในเดือนเมษายน 2026 เพียงเดือนเดียว ยุโรปขาดดุลดึงไปถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-ความกดดันในภาคยานยนต์: อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเคยพึ่งพาผลกำไรมหาศาลจากตลาดจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากการรุกคืบของ #ยานยนต์พลังงานใหม่ (#EV) เทคโนโลยี #โซลาร์เซลล์ และ #เครื่องจักรกลขั้นสูง ของจีนในตลาดยุโรป

3. 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวคิดการบังคับค่าเงินหยวนเป็นไปได้ยาก
นักวิเคราะห์และการเงินมองว่า คำชี้แจงของนางลาการ์ดสะท้อนถึงความเข้าใจในหลักความจริงทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่ทำให้โมเดลปี 1985 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับจีนในปัจจุบันได้:
-มิติด้านอธิปไตยและความมั่นคง: ญี่ปุ่นในปี 1985 มีข้อผูกพันด้านความมั่นคงและพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการคุ้มครองประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงในฐานะรัฐผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ มีระบบยุติธรรม ทหาร และนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ทำให้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้น
-ความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร: ในปี 1985 ข้อตกลงเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ 5 มหาอำนาจภายใต้การนำของสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกภาพ 27 ประเทศของ EU มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกแยกและหลากหลาย ทำให้อำนาจในการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-ความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการโต้กลับ: หากสหภาพยุโรปผลักดันประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการเมือง จีนมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลขั้นสูง และสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้ทุนสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหรือช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพในยุโรป ซึ่งส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง

ความเป็นจริงของนโยบายและการประสานรอยร้าว
แม้ว่าในคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นางลาการ์ดจะอ้างอิงรายงานของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) ที่ประเมินว่าค่าเงินหยวนอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15%-16% (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 30% ของนายเมิตซ์กึ่งหนึ่ง) และย้ำว่าปัญหาความไม่สมดุลทางการค้ายังคงต้องได้รับการแก้ไข แต่เธอก็เน้นย้ำว่า "กระบวนการเจรจาใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนกรอบความร่วมมือที่มีจีนเข้าร่วมด้วย"

ข้อเสนอของนายกฯ เยอรมันสะท้อนถึงแรงกดดันและการมองหาทางออกของนักการเมืองยุโรปต่อขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงของอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็เคยหยิบยกประเด็น "ความยุ่งยากจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน" ขึ้นมาหารือ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารและธนาคารกลางยุโรปในการลดการเสียเปรียบดุลการค้าจะสอดคล้องกัน แต่แนวทางการดำเนินนโยบายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการกดดันฝ่ายเดียวในเวทีการเมือง กับการรักษาเสถียรภาพผ่านการเจรจาพหุภาคี ซึ่งทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ยุโรปตระหนักดีว่ายุคสมัยของการกำหนดกติกาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการเจรจากับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นได้สิ้นสุดลงแล้วในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1026804266523779&id=100075826461941&post_id=100075826461941_1026804266523779&rdid=dxSScNyf4WnfrEZT#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top