Tuesday, 15 September 2026
NEWS

'อรรถวิชช์' ทวงความคืบหน้าตึก สตง.ถล่ม!! ขอเร่งบังคับเงินประกันและตรวจหลักฐานเหล็กด้อยคุณภาพ ทวงเงินประกัน 2.56 พันล้าน ร้องค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ ร่วมมือเจ้าหน้าที่ผลักดันเร็วขึ้น

"อรรถวิชช์" หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68

ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้
1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน
2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/atavit.s/posts/pfbid02xZRapS9sg7qvQjaq9nANSWSrAbsmUeUntnnojdxG2WnLFLAvrCgERbbtYGfCRCH6l?rdid=pTMnRuKC2RMk1Mmh#

อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ

โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง

1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย

2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน

รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ

เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว

3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy

เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ

เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ

นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม

แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ

กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”

สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?

รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr

กฟผ.ร่วมเจ้าภาพ Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era” โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว คาร์บอนต่ำ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั่วโลก ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

กฟผ. เจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era”
เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต

นายกฯ ร่วมเปิดบูทนิทรรศการ กฟผ. ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในงาน Gastech 2026 วันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมพิธี ณ บูท กฟผ. (B80) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป

กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท.โชว์ศักยภาพพลังงานไทยบนเวที Gastech 2026 หนุนความมั่นคงไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย แสดงศักยภาพพลังงานครบวงจร ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค เน้นก๊าซธรรมชาติและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. แสดงศักยภาพบริษัทพลังงานไทยบนเวทีโลกในงาน Gastech 2026 ประกาศความพร้อมประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค

วันนี้ (14 กันยายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดนิทรรศการกลุ่ม ปตท. ในงาน Gastech 2026 โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ให้การต้อนรับ โดย ปตท. ในฐานะเจ้าภาพร่วมงาน Gastech 2026 จัดแสดงนิทรรศการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกในประเด็นสำคัญ ทั้งก๊าซธรรมชาติและ LNG ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืน สะท้อนถึงการยอมรับในองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของ ปตท. ในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการค้าโลกที่ยากต่อการคาดการณ์ ปตท. ในบทบาททั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย จึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของธุรกิจเพื่อดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ภายใต้หลักความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น Destination Fuel ที่มีบทบาทในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา LNG การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมีเทน และพัฒนาเทคโนโลยี CCS พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอน รองรับการลงทุนใหม่ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศ

สำหรับงาน Gastech 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้นำและผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายเครือข่ายพันธมิตร และต่อยอดความร่วมมือ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่มีเครือข่ายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน ผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและแลกเปลี่ยนพลังงาน เสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก นำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาค”

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) หรือ PTTEP ขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.สผ. ผลิตได้จากแหล่งในประเทศและประเทศข้างเคียง ถูกส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมกว่า 4,500 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อ LNG Terminal ทั้ง 2 แห่ง โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด หรือ PTTLNG มีศักยภาพรองรับการนำเข้า จัดเก็บ และแปรสภาพ LNG ให้เป็นก๊าซธรรมชาติถึง 19 ล้านต้นต่อปี ที่สามารถรักษาความพร้อมและ Reliability ในระดับ 100% เพื่อรองรับการจัดหาและส่งมอบพลังงานให้แก่ภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและการค้า LNG ของภูมิภาค (Regional LNG Hub)

อีกทั้ง ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. ดำเนินธุรกิจการค้าสากลเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้าในต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่ง ในจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 80 ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานแสวงหาโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสากลของกลุ่ม ปตท. พร้อมต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจ LNG ระดับโลก (Global LNG Player) โดยเร่งขยาย LNG Portfolio Volume สู่เป้าหมาย 3.7 ล้านตันในปี 2569 และขยายเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 นอกเหนือจากการจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวของกลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศปริมาณรวม 6.2 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ โครงการอาทิตย์ ซึ่งสามารดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญในฐานะโครงการ CCS แรกของไทย โดย ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจขั้นสุดท้ายไปเมื่อปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ และ ปตท. ยังได้พัฒนาโครงการ Industrial Spark หรือ I-SPARK คือแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งต่อยอดและสร้างคุณค่าร่วมจากธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่กลุ่ม ปตท. รวมถึงพัฒนา Total Solution for Industrial Sustainability โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยี IoT, Data Science และ AI เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Energy Management เพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนบทบาทของก๊าซธรรมชาติในฐานะ Destination Fuel ขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคไปสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

POLITICS

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

‘อรรถวิชช์’ ค้านตัดงบ AI กระทรวงอุตสาหกรรม!! ไม่เห็นด้วยตัดงบกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ใช้ Ai ช่วยคัดกรองสำคัญ แนะให้คนในช่วยพิจารณางบ เตือนระวังหน่วยงานภายนอกกระทบประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ที่ตัดงบในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิเช่น การใช้Aiมาช่วยในการคัดกรองต่างๆ และ Smart Ai ของ สมอ.
ทั้งนี้ดร.อรรถวิชช์แนะนำให้คนที่ทำงานจริงในกระทรวงมาช่วยในการพิจารณาและระวังการใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาในการพิจารณามอาจกระทบกับปกป้องประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและ มอก.ปลอม

‘รัดเกล้า’ จี้ทบทวนอาคารเก็บทรัพย์ ป.ป.ส.!! ตรวจโครงการเก็บทรัพย์สิน จับตา โครงการ 70 ล้าน มีผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท เรียกร้องเผยข้อมูลโปร่งใส

“รัดเกล้า” จี้ ป.ป.ส. แจง “เข้าเจ้าเดียว แต่ยังเข้าเต็มงบ” ไม่เกรงใจภาษีประชาชน! พบโครงการ 70 ล้าน ผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินของ ป.ป.ส. จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น วงเงินประมาณ 70.6 ล้านบาท และ ป.ป.ส. ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร วงเงินประมาณ 62.85 ล้านบาท รวมกว่า 133 ล้านบาท โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ตนไม่ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดจากคดียาเสพติด เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ไม่สูญหายหรือเสียหาย และต้องสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานหรือดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะใช้งบประมาณกว่า 133 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารใหม่ รัฐบาลและ ป.ป.ส. ควรตอบให้ได้ก่อนว่า **“การสร้างอาคารใหม่ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?”**

“อย่างน้อย ป.ป.ส. ควรมีข้อมูลให้เห็นว่า ปัจจุบันมีทรัพย์สินคงค้างอยู่จำนวนเท่าไร เพิ่มขึ้นปีละเท่าไร ทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่ารวมเท่าไร และโดยเฉลี่ยทรัพย์สินหนึ่งรายการถูกเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ที่สำคัญคือได้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นแล้วหรือยัง” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าระบุว่า ทางเลือกอื่นที่ควรนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่ การปรับปรุงอาคารราชการที่มีอยู่ การใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น การนำพื้นที่ราชการที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ การเช่าพื้นที่จัดเก็บที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการเร่งกระบวนการจำหน่ายทรัพย์สินที่สามารถจำหน่ายได้ และเร่งคืนทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้เจ้าของโดยเร็ว เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระพื้นที่จัดเก็บเป็นเวลานาน

“จากเอกสารขอบเขตงานที่ดิฉันได้รับ ยังไม่พบข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอที่จะตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า **โครงการนี้ยังไม่เร่งด่วนและยังไม่เห็นความคุ้มค่าเพียงพอ**” นางรัดเกล้ากล่าว

จี้ตรวจสอบโครงการขอนแก่น ผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ราคาต่างจากราคากลางแค่ 3,000 บาท

นางรัดเกล้ายังขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเป็นพิเศษถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีราคากลางประมาณ 70,603,000 บาท ขณะที่ราคาที่เสนอและตกลงอยู่ที่ประมาณ 70,600,000 บาท แตกต่างจากราคากลางเพียง 3,000 บาท หรือประมาณ 0.004% และที่สำคัญคือมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว

“การมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ไม่ได้แปลว่าการจัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมาย แต่ในมุมของการบริหารเงินภาษีประชาชน เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว การแข่งขันด้านราคาย่อมเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ และเมื่อโครงการมีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่ราคาสุดท้ายต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท ประชาชนย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่า” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าขอให้ ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะว่า มีผู้ประกอบการกี่รายที่สนใจโครงการ มีผู้ดาวน์โหลดเอกสารกี่ราย เหตุใดจึงมีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว และเงื่อนไขใน TOR มีข้อใดที่อาจเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการแข่งขันหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย เหตุใด ป.ป.ส. จึงไม่พิจารณาทบทวนหรือเปิดการแข่งขันใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดแก่รัฐ

“งบยาเสพติดมีจำกัด ทุกบาทต้องเลือกว่าจะสร้างตึก หรือสร้างโอกาสให้คนหลุดจากวงจรยาเสพติด”
นางรัดเกล้ากล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท ตนขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ทั้งความก้าวหน้าของงาน ความเหมาะสมของแต่ละงวดงาน ขนาดและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงรายการใดที่ยังสามารถทบทวน ปรับลด หรือชะลอได้

“เหตุผลที่ดิฉันอยากให้ทบทวนงบประมาณโครงการนี้ เพราะงบประมาณด้านยาเสพติดของประเทศไทยมีจำกัด ทุกบาทที่เราใช้สร้างอาคาร คือหนึ่งบาทที่อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด ไม่ได้ถูกนำไปค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้ถูกนำไปสนับสนุนการบำบัดในชุมชน และไม่ได้ถูกนำไปติดตามผู้ผ่านการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ”

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำว่า จากข้อมูลที่ตนติดตาม **กว่า 70% ของผู้ต้องขังเป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติด** ดังนั้น การแก้ปัญหายาเสพติดให้ตรงจุดจะช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมและปัญหาคุกล้นได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อในฐานะประธานอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการยกระดับทัณฑสถานของประเทศไทย ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาคุกล้นและการคืนคนดีสู่สังคมควรเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม

“ในขณะที่เรามีปัญหาคุกล้น และโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคมกลับถูกตัดงบ ดิฉันอยากถามว่ากระทรวงยุติธรรมควรเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร หากประมาณ 70% ของผู้ต้องขังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราควรลงทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาในเรือนจำ เพื่อให้คนที่เคยทำผิดหลุดจากวงจรการกระทำผิดซ้ำหรือไม่ และเมื่อมีข้อมูลว่าผู้พ้นโทษคดียาเสพติด 20.82% กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี เราไม่ควรเร่งแก้ปัญหานี้ก่อนหรือ” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าทิ้งท้ายว่า ในปีต่อไปควรมีการจัดทำงบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การค้นหากลุ่มเสี่ยง การบำบัด การติดตามหลังการบำบัด ไปจนถึงการลดการกระทำผิดซ้ำและการคืนคนดีสู่สังคม

“สำหรับปีนี้ ดิฉันขอให้ทบทวนปรับลด และชะลองบประมาณการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินในส่วนที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนกับคน เพราะเป้าหมายของการแก้ปัญหายาเสพติดไม่ควรจบอยู่ที่การจัดการของกลาง แต่ต้องจบที่การทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้ากล่าว

ECONBIZ

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

เติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 500 บาท รับมังคุดใต้ฟรี!! ฟรีมังคุดใต้ 100,000 กิโลกรัม โครงการพื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมน้ำมัน 500 บาท รับทันที ช่วยเกษตรกรผลผลิตล้นตลาด

พีทีที สเตชั่น แจกฟรี มังคุดใต้กว่า 100,000 กิโลกรัม ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน”
เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาท ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 69 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย
ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมสานต่อโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มังคุด” ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมกว่า 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย

พีทีที สเตชั่น ได้รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมังคุด 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 100,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายเอกชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนช่วยให้เกษตรกรได้จำหน่ายมังคุดในราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้ไทยสดใหม่ที่มากด้วยคุณภาพและรสชาติ โดย OR รับซื้อมังคุดจากเกษตรกร รวมกว่า 100,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาด และส่งต่อผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR ด้านความยั่งยืน “OR เติมโอกาส ดีดีดี” ในมิติ “ชุมชนดี” เติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์รวมพลังของชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

บางจากฯ ช่วยเกษตรกร!! ร่วมมือกรมค้าภายในพยุงราคาผลไม้ สมาชิกเติมน้ำมันรับฟรีมังคุดสด ตั้งแต่ 11–13 ก.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อยอดแบรนด์พลังงานสีเขียวทั่วประเทศ

บางจากฯ ร่วมช่วยเกษตรกร สมาชิกบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันทุกชนิด รับฟรีมังคุดสดจากสวน
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกระจายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาดตามฤดูกาลพร้อมกันจำนวนมาก ด้วยการรับซื้อมังคุดมาสมนาคุณลูกค้า โดยสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับฟรีมังคุดสดจากสวน 1 ถุง (ประมาณครึ่งกิโลกรัม) ตั้งแต่วันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจากฯ ได้ร่วมช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลูกหยีกวน สับปะรดอบแห้ง ลูกไหนอบแห้ง เป็นต้น มาเป็นของสมนาคุณลูกค้า และร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล เพื่อร่วมดูดซับผลผลิตและพยุงราคา เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่ มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม หอมแดง มะม่วง เป็นต้น นำมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมัน ช่วยรองรับผลผลิต สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกร

บางจากฯ ดำเนินงานไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่

LITE

14 กันยายน ของทุกปี ‘วันบุรฉัตร’ น้อมรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร’ ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งรถไฟไทย’ วางรากฐานทางช่าง ปฏิรูปกรมรถไฟหลวง

วันที่ 14 กันยายน ของทุกปี ทางราชการกำหนดให้เป็น ‘วันบุรฉัตร’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อดีตผู้บัญชาการรถไฟไทย
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาวาด(ในสกุล "กัลยาณมิตร") ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424 ขณะทรงพระเยาว์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

ปี พ.ศ. 2437 เสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านโยธาธิการที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และทรงศึกษาต่อวิชาวิศวกรรมที่ ตรินีตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และวิชาทหารช่างที่ แชทแฮม จากนั้นเสด็จศึกษาเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส ทรงศึกษาการทำทำนบและขุดคลอง ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และเสด็จกลับมาทรงงานและศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จนได้เป็นสมาชิก M.I.C.E. (Member of the Institution of Civil Engineer) (เทียบเท่า วิศวกรรมสถาน)

พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2447 ทรงรับราชการทหาร เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่างพระองค์แรกในปี พ.ศ. 2451 และทรงดำรงตำแหน่งนี้เป็นระยะเวลา 17 ปี ทรงนำความรู้ในวิชาการทหารแผนใหม่ตามแบบอย่างประเทศตะวันตกมาปรับปรุงกิจการทหารช่าง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานกิจการทหารช่างแผนใหม่ และกองทัพ
การดำเนินกิจการรถไฟในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงให้ชาวต่างประเทศเป็นผู้ควบคุมการบริหารกิจการทั้งหมด กระทั่งปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ในปี พ.ศ. 2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมรถไฟหลวง" และให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆ ของกรมรถไฟหลวง ขยายเส้นทางเดินรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน สายตะวันออกเฉียงเหนือทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี สายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ และในปี พ.ศ. 2471 พระองค์ยังได้ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซล จำนวน 2 คัน (หมายเลข 21 และ 22) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกำลัง 180 แรงม้า เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถไม่สะดวก และไม่ประหยัด อีกทั้งลูกไฟที่กระจายออกมาเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร และอาจทำให้เกิดไฟไหม้ไม้หมอนอีกด้วย ซึ่งรถจักรดีเซลทั้งสองคันดังกล่าว เป็นรถจักรดีเซลคันแรกในทวีปเอเชีย และถือว่าประเทศไทยนำรถจักรดีเซลเข้ามาใช้งานเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกรมทางไปขึ้นกับกรมรถไฟหลวง โดยให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมขุนกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงรับผิดชอบงานสร้างถนนและสะพานทั่วประเทศ เช่น สะพานกษัตริย์ศึก เป็นสะพานลอยข้ามทางรถไฟแห่งแรก และสะพานรัษฎาภิเศก จังหวัดลำปาง สะพานพุทธ สะพานพระราม 6

ในปี พ.ศ. 2464 ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงริเริ่มนำเอาเครื่องเจาะมาทำการเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ ในบริเวณที่มีผู้พบน้ำมันดิบไหลขึ้นมาบนผิวดินที่บ่อหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจทางธรณีวิทยา เพื่อค้นหาน้ำมันดิบและถ่านหินในประเทศไทย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการและเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับครอบครัวเมื่อ พ.ศ. 2476 กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2479 พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรได้สิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ สิริพระชนมายุได้ 54 ปี 7 เดือน 22 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/pr.railway/photos/14-กันยายน-วันบุรฉัตรพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร-เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่-35-ในพระบ/1860088360672693/

13 กันยายน 2425 วันประสูติ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ ผู้ปรีชาสามารถด้านดนตรี นิพนธ์เพลงอมตะ ‘ลาวดวงเดือน’ ผู้วางรากฐานไหมไทย

ประสูติกาล ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ พระราชโอรสพระองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสกุลเพ็ญพัฒน เป็นผู้นิพนธ์เพลงลาวดวงเดือน
‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ พระนามเดิม พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดามรกฎ ในรัชกาลที่ 5 ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2425 เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรศาสตร์จากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2446 ขณะพระชันษา 20 ปี กลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ

ในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวินิจฉัยให้อุดหนุนการทำไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหมตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม พร้อมกับสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ

ต่อมา วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2446 กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต, กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น ‘กรมช่างไหม’ โดยมี พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก นับว่ามีพระกรณียกิจในการวางรากฐานเรื่องไหมไทย โดยตั้งโรงเรียนและโรงเลี้ยงไหมขึ้นที่กรุงเทพฯ นครราชสีมา และบุรีรัมย์

งานหลักของกรมช่างไหม คือ การดำเนินงานตามโครงการของสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2446 และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวัน เรียกว่า ‘โรงเรียนกรมช่างไหม’ เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2447 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทย โปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า ‘วงพระองค์เพ็ญ’ พระองค์ยังทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงที่สามารถ เมื่อครั้งเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2446 ทรงชอบพอกับ เจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาใน เจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่, เจ้าราชสัมพันธวงศ์นครเชียงใหม่ กับเจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ได้โปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเฒ่าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก และได้ทรงพระนิพนธ์เพลงลาวดำเนินเกวียน (หรือลาวดวงเดือน) ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึง เจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงนี้มาตลอดพระชนมชีพ

วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดามรกฎ มีชื่อเรียกว่าวังท่าเตียน (เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งวัง เช่นเดียวกับวังท่าเตียนหรือวังจักรพงษ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกกันว่า ปรินส์เทียเตอร์

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงศักดินา 15000

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ผู้เป็นต้นราชนิกุล ‘เพ็ญพัฒน์’ มีพระพลามัยไม่สมบูรณ์นัก อาจจะเป็นเพราะพระทัยที่เศร้าสร้อยจากความผิดหวังเรื่องความรัก จึงมีพระชนมายุสั้นเพียง 28 พรรษา สิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452
และบังเอิญเสียเหลือเกิน ในปี 2453 เจ้าหญิงชมชื่นก็สิ้นชีพิตักษัยในวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น

ที่มา : https://culture.ssru.ac.th/news/view/new164

11 กันยายน 2544 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชน ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์-ตึกเพนตากอน’

เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก หลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพาณิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น

จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก

จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน
และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน

เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5 พันคนออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คน โดยมีโอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา

PODCAST

20 ปี Facebook จาก LIKE สู่ LAWSUIT | THE STATES TIMES Story EP.180

🚨 จาก "พื้นที่หาเพื่อน" สู่ "อาวุธสแกมเมอร์" เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ เมื่อระบบหลังบ้านแพลตฟอร์มช่วยโจรหาเหยื่อ?

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน โซเชียลมีเดียถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่ปัจจุบัน... เครื่องมือที่เคยสร้างมูลค่ามหาศาลอย่าง "Digital Advertising" และ "อัลกอริทึม" ที่แม่นยำ กำลังถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า มันได้กลายเป็น "อาวุธทรงพลัง" ที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินคนไทยไปแล้วหรือไม่?

คลิปนี้จะพาไปเจาะลึก "Scam Ecosystem" (ระบบนิเวศการหลอกลวง) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานบนโลกดิจิทัล" เป็นเครื่องมือ... ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เสิร์ฟโฆษณาปลอมเจาะจงเป้าหมาย ไปจนถึงธนาคารที่เป็นทางผ่านของเงินจำนวนมหาศาล

พร้อมชำแหละคดีนำร่องประวัติศาสตร์ เมื่อ "สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)" เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้องจำเลยรวดเดียว 17 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ Meta (Facebook) ไปจนถึงสถาบันการเงิน เพื่อทวงถามถึง "ความรับผิดชอบ" (Duty of Care) ที่ควรมีมากกว่าแค่คำว่า “ผู้ซื้อพึงระวัง” หรือ “ก็ลูกค้ากดโอนเอง”

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า

‘แมน-นายหัวไทร’ ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยน!! ย้ำยังเป็น 'แมนคนเดิม' พร้อมยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ ปฏิเสธข่าวปลอมและการบิดเบือน ตั้งใจเผยความจริงสู่สังคมเสมอ

แมน-นายหัวไทร จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน
หลังจากผมเสนอข่าวและชำแหละการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อเนื่องมา 4-5 ตอน ก็เริ่มมีความพยายามบางอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการปล่อยข่าว การตั้งคำถามกับตัวผม รวมไปถึงการพยายามทำให้เกิดภาพว่า
“พี่แมนเปลี่ยนไป”

บางรายถึงขั้นเข้ามาป่วน ตั้งข้อกล่าวหา และสร้างเรื่องราวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น บอกว่าเป็นศิษย์เก่าเข้ามาป่วน มีคนจ้างให้เขียน บ้างก็เข้ามาแสดงความชื่นชมถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องมหาวิทยาลัย

ผมไม่ได้แปลกใจ เพราะคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ย่อมต้องรู้ว่า เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ มีอำนาจ และมีผู้คนเกี่ยวข้อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากยืนยันให้ชัดเจนคือ ผมยังเป็นแมนคนเดิม และ “นายหัวไทร” คนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

ทุกเรื่องที่นำเสนอ ผมยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ตั้งคำถามจากสิ่งที่ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมกันพิจารณา

ผมไม่ได้มีหน้าที่เชียร์ใคร ไม่ได้มีหน้าที่เป็นกองเชียร์ของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์หรือสนับสนุนใคร เพียงเพราะเคยรู้จักหรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะพิจารณาประเด็นเป็นสำคัญ

การที่ผมไม่เชียร์เขา ไม่สัมภาษณ์เขา ไม่ได้หมายความว่าผมเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเครื่องยืนยันด้วยซ้ำว่า ผมยังยืนอยู่บนจุดเดิม

จุดยืนที่ว่า…“ใครใช้อำนาจรัฐ ต้องถูกตรวจสอบ” และผู้นั้นต้องยอมรับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน องค์กร หน่วยงานของรัฐ ต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ
เงินภาษีของประชาชน ต้องตอบได้ว่าใช้ไปอย่างไร และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น คนทำหน้าที่สื่อก็มีสิทธิที่จะถาม มีสิทธิที่จะตรวจสอบ และมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงมาเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้บริหารที่ถูกตั้งคำถามก็มีหน้าที่ในการตอบ/ชี้แจง

ผมไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายกับใคร ผมยืนบนลำแข้งลำขาของตัวเอง ผมเลือกเป็น ฝ่ายของข้อมูล/ข้อเท็จจริง หากข้อมูลที่นำเสนอผิด ผมพร้อมแก้ไข
หากมีข้อมูลใหม่ ผมพร้อมนำเสนอ หากผู้ถูกกล่าวถึงมีข้อเท็จจริงอีกด้าน ผมพร้อมรับฟัง

แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับ คือการสร้างข่าวเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการใช้คนเข้ามาป่วนเพียงเพราะไม่พอใจกับสิ่งที่ผมนำเสนอ เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ของเขา

เพราะการทำงานของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายใคร แต่มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบคนที่ใช้อำนาจ และตรวจสอบกลไกของรัฐ

นี่คือหน้าที่ที่ผมเลือกทำมาตลอด และนี่คือเหตุผลที่ชื่อ “นายหัวไทร” ยังยืนอยู่ตรงนี้

ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าใครจะพยายามสร้างภาพว่าผมเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมก็ยังเป็นผม “แมนคนเดิม”และยิ่งถูกกดดันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องยืนยันหลักการให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคำชมของใครคนหนึ่ง คือการตอบคำถามของสังคมให้ได้ว่า
เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาหรือยัง

สำหรับผม คำตอบยังเหมือนเดิม ตรวจสอบอำนาจ ยืนข้างข้อเท็จจริง
และรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

นี่คือจุดยืนของผม และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้

“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”

นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา

แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?

เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน

ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม

จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”

การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”

ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ

เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ

เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย

จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง

ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง

ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”

จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา

สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา

กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก

ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว

คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”

เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง

ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา

โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม

แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”

สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง

ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป

เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ

แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง

และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”

ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด

“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่

สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน

หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง

และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้

แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า

“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน

นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม

และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง

แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้

WORLD

รัสเซีย อ้างถล่มโครงข่ายโลจิสติกส์ยูเครน!! มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ตะวันตกยูเครนเป็นหลัก โดรนโจมตีท่าเรือโอเดสซา เป้าส่งเสบียงกองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับลำเลียงสินค้าทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”
นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียในท่าเรือโอเดสซา ยังได้โจมตีเรือขนส่งทางทะเลลำหนึ่ง ซึ่งบรรทุกเสบียงหรือสิ่งของสนับสนุนสำหรับกองทัพยูเครน

สรุป รัสเซียระบุว่าได้เดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของยูเครน โดยเฉพาะทางรถไฟทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรัสเซียอ้างว่าใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรปเข้าสู่ยูเครน รวมถึงโจมตีเป้าหมายในท่าเรือโอเดสซาที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครนด้วย

ที่มา : Sputnik

สกอต เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ 3 ชาติใน UK นัดลงนามร่วม ดันสิทธิกำหนดอนาคต สะเทือน Westminster ท่ามกลางกระแสแยกตัว ผลักดันสิทธิกำหนดอนาคตชัดเจน เร่งหาทางจัดประชามติร่วมกัน

เรื่องใหญ่ของ UK ค่ะ — รอบนี้ไม่ได้มาทีละชาติ แต่มากันสาม
.
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน ผู้นำฝ่ายชาตินิยมจาก สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ เตรียมไปนั่งโต๊ะเดียวกันที่ Cardiff ประเทศเวลส์ พร้อมลงนามข้อตกลงร่วมกัน เพื่อผลักดันเรื่องสิทธิในการกำหนดอนาคตของแต่ละชาติ
.
The Telegraph พาดหัวมาแรงมากว่า เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อ “kick-start the break-up of the United Kingdom” หรือพูดง่าย ๆ ว่า เริ่มขยับเกมที่อาจนำไปสู่การแยกออกจาก UK
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเก็บกระเป๋านะคะ
.
การเซ็นข้อตกลงไม่ได้หมายความว่า สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือจะโบกมือลา Westminster แล้วแยกบ้านกันทันที
หัวใจจริง ๆ ของเรื่องนี้คือ ทั้งสามฝ่ายต้องการผลักดันว่า ประชาชนของแต่ละชาติควรมีสิทธิตัดสินอนาคตทางรัฐธรรมนูญของตัวเอง และควรมีเส้นทางที่ชัดเจนในการจัดประชามติ
.
สกอตแลนด์ — John Swinney และ SNP
ต้องการกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการจัดประชามติเอกราชครั้งใหม่ หลัง Swinney เพิ่งกดดันรัฐบาลกลางในเรื่องนี้
.
เวลส์ — Rhun ap Iorwerth และ Plaid Cymru
ต้องการให้ชาวเวลส์มีสิทธิกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น รวมถึงเรื่องการจัดประชามติ
.
ไอร์แลนด์เหนือ — Sinn Féin
กรณีนี้ต่างจากอีกสองชาติ เพราะเป้าหมายคือ Irish reunification หรือการรวมไอร์แลนด์ และมีกรอบเรื่องประชามติอยู่ภายใต้ Good Friday Agreement อยู่แล้ว
ส่วน Westminster น่ะหรือคะ…
.
ประตูยังไม่ได้เปิดรอค่ะ
นายกรัฐมนตรี Andy Burnham เพิ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการสร้างเส้นทางสู่ประชามติเอกราชสกอตแลนด์ครั้งที่สอง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
เพราะฉะนั้น วันจันทร์นี้สิ่งที่แอดจะจับตาไม่ใช่
.
“UK จะแตกวันไหน?”
แต่เป็นว่า สามฝ่ายจะเซ็นอะไรลงไปในข้อตกลง และจะกดดัน Westminster ได้แรงแค่ไหน
เมื่อก่อนต่างคนต่างเคาะประตู
.
รอบนี้เหมือนนัดกันมาเคาะพร้อมกันสามบ้านค่ะ
เรื่องนี้แอดว่า ยังมีตอนต่อแน่นอน
.
ที่มา: The Telegraph / Scottish Government / LBC / The Times
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1124094263612924&id=100080370831731&post_id=100080370831731_1124094263612924&rdid=7GOQd1RklyrF91Fk#

ซาอุฯ เสี่ยงขาดน้ำมันส่งออก!! เหลือสต็อกน้ำมันที่ยานบูแค่ 5-7 วัน โดรนโจมตีทำท่อสายหลักหยุดชะงัก เส้นทางนี้ลำเลียงน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังผลิตลดเหลือ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“เหลืออีกเพียง 5–7 วัน” ก่อนสต็อกน้ำมันสำหรับส่งออกของซาอุฯ ผ่านยานบูเริ่มหมด หาก East-West Pipeline ยังกลับมาเดินเครื่องไม่ได้

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 3 รายว่า หลังการโจมตีด้วยโดรนทำให้ท่อส่ง East-West Pipeline ต้องหยุดทำงาน ซาอุดีอาระเบียเหลือสต็อกน้ำมันที่ ยานบู (Yanbu) สำหรับรักษาระดับการส่งออกในปัจจุบันได้อีกเพียงประมาณ 5-7 วัน ขณะที่แหล่งข่าวประเมินระยะเวลาซ่อมแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลาถึง 5-6 สัปดาห์ ส่วนอีกรายมองว่าอาจซ่อมได้เร็วกว่านั้นและสามารถกลับมาสูบน้ำมันบางส่วนได้ระหว่างการซ่อม

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เส้นทางนี้กลายเป็น ทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ โดยลำเลียงน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลก ไปยังชายฝั่งทะเลแดง หากระบบไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ก่อนสต็อกที่มีอยู่ลดลง ปริมาณน้ำมันส่วนนี้จึงเสี่ยงหายออกจากตลาด

สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เพราะซาอุฯ รายงานต่อ OPEC ว่า กำลังผลิตน้ำมันของประเทศลดจาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในปีนี้จะลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 6%

ที่มา: Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1399828442305512/?rdid=oo3HDQO7NcH1yNSi#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top