Monday, 17 August 2026
NEWS

จากไซ่ง่อนแตกถึงจีนช่วยคานเวียดนาม!! ไทยเปิดสัมพันธ์จีนปี 2518 คานภัยเวียดนาม–ปิดฉากแรงหนุน พคท. จีนสนับสนุนกลาโหมไทย เวียดนามถอนกำลังจากเขมร

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)

30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"

คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:

- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ

- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น

การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:

1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ

2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด


3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน

4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้

5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา

การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

16 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย รำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพอย่างเป็นทางการ ย้ำความสงบสุขและเอกราช

16 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยที่ได้ช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้ออกประกาศสันติภาพพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ถือเป็นโมฆะ หรือเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเอกราชอธิปไตย แสดงจุดยืนแห่งความเป็นกลาง มีอิสรภาพ โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามอันแสนดุเดือด ร้ายแรง มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในวิกฤตการณ์สงครามครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในวันนั้นไม่มีกลุ่ม ‘ขบวนการเสรีไทย’ ซึ่งนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ออกมาต่อสู้ กอบกู้รักษาเอกราชอย่างไม่ท้อถอย ภายใต้อุดมการณ์รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไทยไว้ให้ได้ ประเทศไทยก็คงจะไม่กลับมามีความสงบสุข และไม่ถูกยึดครองดินแดนดังเช่นในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ชนรุ่นหลังจึงได้ถือเอาวันประกาศอิสรภาพดังกล่าวจารึกเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ โดยจะมีการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาล!! ครองคะแนนเต็ม 100 AGM ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน รักษามาตรฐานสูง เน้นโปร่งใส หัวใจผู้ถือหุ้น ยกระดับสู่มาตรฐานสากลโลก

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาลดีเยี่ยม คว้าคะแนนเต็ม 100 AGM Checklist 7 ปีซ้อน
มุ่งมั่นพัฒนาระบบกำกับดูกิจการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 100 คะแนนเต็ม (ระดับ 5 เหรียญ) หรือระดับดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง (Excellent) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จากทั้งหมด 832 บริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ MALEE ได้รับคะแนนประเมิน AGM Checklist ระดับ ‘ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ MALEE ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เปิดพื้นที่ให้ผู้ถือหุ้นเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการและกระบวนการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company

15 สิงหาคม 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน ‘พระราชดำเนิน’ เชื่อมพระบรมมหาราชวังกับ พระราชวังดุสิตเพื่อความงาม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนพระราชดำเนิน ถนนหลวงสายใหม่ หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก

‘ถนนราชดำเนิน’ เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2442 เพื่อทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต เพื่อความสง่างามของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนได้เดินเที่ยวพักผ่อน จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนราชดำเนินให้กว้างที่สุด แต่ทรงให้สองฟากถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการใหญ่ ๆ มิให้สร้างตึกแถวหรือร้านเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นย่านการค้า

โดยในชั้นแรกนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “เมื่อสร้างถนนที่ตำบลบ้านพานถมจะต้องรื้อป้อมหักกำลังดัสกร น่าจะรักษาชื่อป้อมไว้ใช้เป็นชื่อถนน แต่จะเรียกว่าถนนหักกำลังดัสกร ก็ดูแปลไม่ได้ความกันกับถนน แต่พักเอาไว้ตรองทีหนึ่ง ควรจะต้องตั้งชื่อให้ทันก่อนตัดถนน”

สาเหตุของการตัดถนนเนื่องจากมีพระราชดำริว่า ท้องที่ตำบลบ้านพานถมถึงท้องที่ตำบลป้อมหักกำลังดัสกรเป็นที่เรือกสวนเปลี่ยวอยู่ระหว่างถนนพฤฒิบาศ (ปัจจุบันคือถนนนครสวรรค์) กับถนนสามเสน ยังไม่เป็นที่สมบูรณ์ทันเสมอท้องที่ตำบลอื่น เพราะยังไม่มีถนนหลวงที่จะทำให้ประชาชนทำการค้าขายสะดวกขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นโดยตัดตั้งแต่ปลายถนนพระสุเมรุ ข้ามคลองรอบกรุงที่ตำบลบ้านพานถม ตรงไปยังป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมบรรจบกับถนนเบญจมาศ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของถนนราชดำเนินนอก) พระราชทานนามว่า ‘ถนนราชดำเนิน’ เช่นเดียวกับถนนควีนส์วอล์ก (Queen’s walk) ในกรีนปาร์ก (Green Park) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและอธิบดีกรมสุขาภิบาล เป็นพนักงานจัดสร้างถนนราชดำเนิน ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายถนนราชดำเนินไปตัดทางในตำบลบ้านหล่อ เพื่อให้ถนนตรงได้แนวตลอดถนนเบญจมาศด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเทวียุรยาตร (ปัจจุบันคือถนนประชาธิปไตย) ผ่านตำบลบ้านพานถมขึ้นแทน ถนนราชดำเนินนอกเริ่มตั้งแต่ถนนพฤฒิบาศ ผ่านตำบลบ้านหล่อไปออกตำบลป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปบรรจบกับถนนเบญจมาศ ถือเป็นถนนสายแรกที่ใช้วิธีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดถนนราชดำเนินนอก สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนเบญจมาศ เนื่องในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่สะพานเสี้ยว ตรงไปข้างคลองบางลำพูต่อกับถนนราชดำเนินนอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกถนนราชดำเนินช่วงแรกว่าถนนราชดำเนินนอก ต่อมามีการก่อสร้างถนนราชดำเนินในมาจดถนนหน้าพระลาน โดยสร้างขยายแนวถนนจักรวรรดิวังหน้าเดิม เริ่มจากแยกจุดบรรจบระหว่างถนนหน้าพระลานและถนนสนามไชย เลียบท้องสนามหลวงฝั่งตะวันออก และไปบรรจบถนนราชดำเนินกลางที่สะพานผ่านพิภพลีลา แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2446

POLITICS

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

‘บิ๊กโอ’ งานเข้า กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ!! ชงตัดสิทธิ์สมัคร–เดินหน้าคดีอาญา พบลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ปี 42 ร้องฟ้องอาญาเพิ่มหลายกรรม อาจเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนครศรีฯ

มติ กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ ปม “บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ” อ่วมรู้ทั้งรู้มีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัคร สส.นครศรีฯ ชงตัดสิทธิ์-ฟ้องอาญา

13 สิงหาคม 2569 กกต.เปิดคำวินิจฉัยกรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (บิ๊กโอ)ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2568 หลังพบประวัติถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์

กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 54 พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จุดสำคัญของเรื่องอยู่ตรงนี้…คดีลักทรัพย์ดังกล่าว ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2542 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือนและปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ปัญหาคือประวัติคดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติเข้าข่ายมี ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12)

แต่ในการสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายก้องเกียรติได้ลงลายมือชื่อรับรองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ตรงนี้แหละที่ กกต.มองว่าเรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่ “สมัครทั้งที่ขาดคุณสมบัติ”

แต่มี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และยังถูกมองว่าอาจเข้าข่าย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกข้อหาหนึ่ง

และที่หนักกว่านั้นคือ กกต.วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เรื่องนี้จึงเดินไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
จากเดิมที่เป็นเพียงคำถามเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัคร” วันนี้กลายเป็นเรื่องที่อาจกระทบทั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สถานะทางการเมือง และคดีอาญา

แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด

กกต.ไม่ได้แค่บอกว่า “สมัครไม่ได้” แต่กำลังบอกว่า “รู้อยู่แล้วว่าสมัครไม่ได้ แต่ยังสมัคร”

และนี่คือประเด็นที่ทำให้คดีของ “ก้องเกียรติ” หนักขึ้นอีกหลายระดับ

จับตากันต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และสุดท้ายจะวินิจฉัยอย่างไร

เกมนี้ยังไม่จบ แต่เริ่มเข้าสู่สนามที่เดิมพันสูงกว่าเดิมแล้ว

‘แทน’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา!! ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เกิดเหตุ 8 ส.ค. แต่แจ้งความ 12 ส.ค. ตำรวจสอบสวนภาพ วิดีโอ และพยาน เกมการเมืองท้าทายความเชื่อมั่นตำรวจ

”แทน-ชัยชนะ“เข้าพบพนักงานสอบสวน “ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เจอกันในงานศพยังทักทายกันอยู่

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ในงานศพแม่นายกฯอบต.ปลิก โดยแทนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังย้ำคำเดิมว่า สนิทสนมกับรองผู้กำกับสืบฯสภ.อ.ทุกใหญ่ดี
“ลองนึกดูว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม ทำไมมาแจ้งความวันที่ 12 สิงหาคม เจอกับในวันเผ่าศพ ก็ยังทักทายกันอยู่ แต่ระหว่าง 8-12 สิงหาคม เกิดอะไรขึ้นผมไม่รู้ มีคนเจตนาจะทำลายกันทางการเมือง อย่าลืมว่า ใครทำอะไรไว้จะได้รับผลนั้น ศรีปราชญ์ ก็เคยกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางการเมืองผมเสียหายไปแล้ว ตำรวจเสียหายแล้ว”

ผมมองว่าเรื่องนี้ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงวันที่ 12 สิงหาคม เพราะจากเดิมเป็นเพียง “ข่าวลือว่าอดีตรัฐมนตรีตบตำรวจ” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริง และมีการแจ้งความในมาตรา 391 แล้ว

เรื่องนี้มี 3 ชั้น และต้องแยกออกจากกัน ชั้นแรก: เกิดการตบจริงหรือไม่ตอนแรก ผกก.ทุ่งใหญ่บอกว่าไม่มีการแจ้งเหตุ และตำรวจคู่กรณีเองยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้าย แถมระบุว่ารู้จักกับอดีตรัฐมนตรีในลักษณะญาติพี่น้อง ขณะที่ ชัยชนะ เดชเดโช ก็ออกมายืนยันแนวเดียวกันว่าเป็นคนสนิทกันและยังพบกันตามปกติหลังเกิดเหตุ

แต่ล่าสุดตำรวจภูธรนครศรีธรรมราชระบุอีกมุมว่า คืนวันที่ 8 สิงหาคม มีการนั่งดื่มสุราและมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และวันที่ 12 สิงหาคม รอง ผกก.สืบฯเข้าแจ้งความ โดยเบื้องต้นใช้มาตรา 391 (ทำร้ายร่างกาย)

ดังนั้น วันนี้ยังไม่ควรฟันธงว่า “อดีตรัฐมนตรีตบ” เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจบได้อีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “4 วัน”
เหตุเกิด 8 ส.ค. แต่การแจ้งความเกิดขึ้น 12 ส.ค.
ผมไม่มองว่าการแจ้งความช้า 4 วันทำให้เรื่องหมดน้ำหนักทางกฎหมาย เพราะผู้เสียหายสามารถมาแจ้งภายหลังได้ และในกรณีนี้ 4 วันไม่ได้ถือว่านานจนผิดปกติในตัวมันเอง แต่ในทางน้ำหนักทางการเมืองและความน่าเชื่อถือ มันกลายเป็นคำถามทันทีว่า

ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงมาแจ้งความภายหลัง และถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมวันแรกจึงมีการปฏิเสธ? ระหว่างทาง 8-12สิงหาคมเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครสมคบคิดกันทำอะไรหรือไม่ วันเกิดเหตุใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีข่าว ไม่มีใครถ่ายภาพ ถ่ายคลิปเลยเหลอ

ตรงนี้แหละครับที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องไล่ย้อนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะคำกล่าวหาว่าใครตบใคร

โดยเฉพาะ ภาพจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในงาน และลำดับเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ จะมีความสำคัญมาก ตำรวจเองก็ประกาศขอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

ทางอาญา ถ้า “ตบจริง” อาจไม่ได้หนักอย่างที่สังคมคิด

ประเด็นนี้ลองตั้งข้อสังเกตดูครับถ้าเป็นเพียง ใช้มือตบบ้องหู โดยไม่มีบาดเจ็บหรืออันตรายแก่กายหรือจิตใจ เบื้องต้นอาจเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจก็ระบุฐานนี้ไว้แล้วในการแจ้งความเบื้องต้น คือทำร้ายร่างกายไม่ร้ายแรงแต่ถ้าพยานหลักฐานหรือใบรับรองแพทย์แสดงว่าเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็อาจขยับไปพิจารณา มาตรา 295 เรื่องทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ ม.391

ดังนั้น “ตบตำรวจ” ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าคดีอาญาจะร้ายแรง ต้องดูผลที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานจริง

แต่ผมว่า “ประเด็นการเมือง” ใหญ่กว่าคดีอาญา นี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมาก

ถ้าสมมติว่าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า อดีตรัฐมนตรีเป็นคนลงมือตบจริงทางอาญาอาจจบแค่ความผิดลหุโทษ จ่ายค่าปรับก็จบกันไป หรืออาจจะจบด้วยการถอนแจ้งความ เพราะดูท่าทีผู้เสียหายไม่ประสงค์เอาความตั้งแต่ต้น

แต่ทางการเมืองมันจะเกิดคำถามอีกชุดหนึ่งว่า
อดีตรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีหรือไม่?

มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ถูกออกแบบมาใช้กับ คณะรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. โดยเน้นเรื่องความประพฤติและการรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งด้วย

แต่ต้องระวังคำหนึ่งมากๆ คือ “อดีตรัฐมนตรี”
ถ้าบุคคลนั้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่อยู่ภายใต้กลไกดังกล่าว การจะเอากระบวนการทางจริยธรรมของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” มาเล่นงานโดยตรง ไม่ได้ง่ายเหมือนกรณีรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีนี้แทนยังเป็น สส.อยู่

แต่ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” หนีไม่พ้น “แทน”รับไปเต็มๆแล้ว

เพราะคู่กรณีไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็น รอง ผกก.สืบสวน และเหตุถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในงานศพ

ยิ่งตอนแรกมีคำปฏิเสธหลายชั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความในภายหลัง เรื่องจึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “ตบกันหรือไม่” แต่กลายเป็น
ทำไมตำรวจถึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าเดินเข้าสู่กระบวนการ หรือแค่กระแสสังคมกดดัน กดดันไปถึงผู้บัญชาการแห่งชาติไปถึงนายกรัฐมนตรี

และนี่คือเหตุผลที่คำสั่งของ ผบ.ตร. มีความสำคัญมาก เพราะ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกำชับให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม

ผมฟันธงว่าเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตบหรือไม่ตบ” อย่างเดียว มี 3 เกมซ้อนกัน
เกมที่ 1 คดีอาญา
ถ้าตบจริงและไม่มีบาดเจ็บหนัก อาจจบที่ ม.391 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใหญ่ในเชิงโทษ

เกมที่ 2 ศักดิ์ศรีตำรวจ
นี่ใหญ่กว่า เพราะถ้าตำรวจถูกนักการเมืองใช้กำลังต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนแล้วไม่มีการดำเนินการ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย

เกมที่ 3 การเมือง
นี่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายการเมือง เพราะต่อให้คดีอาญาจบแบบเบาๆ แต่ถ้าภาพจำของประชาชนกลายเป็น

“นักการเมืองบ้านใหญ่ใช้กำลังกับตำรวจ แล้วตอนแรกทุกคนช่วยกันบอกว่าไม่มีอะไร”

ผมคิดว่า คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะถ้าสำนวนออกมาตามพยานหลักฐานจริง ไม่ว่าผลจะเป็น “มีการทำร้าย” หรือ “ไม่มีการทำร้าย” ก็ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อได้ทั้งสองทาง

สรุปคดีอาญาอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ “การจัดการคดีนี้อย่างไร” กลับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกำลังวัดว่าในนครศรีธรรมราช ระหว่าง อำนาจการเมืองกับอำนาจตามกฎหมาย ใครยืนอยู่เหนือใคร

ECONBIZ

OMODA & JAECOO ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! ครึ่งปี 69 ขายรวม 13,000 คัน JAECOO 5 EV ครองแชมป์ตลาด ชู REEV Pioneer เทคโนโลยีล้ำ แคมเปญ "Right Deal, Right Now" จัดเต็ม

OMODA & JAECOO ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง ชูกลยุทธ์การเป็น REEV Pioneer ในตลาดไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จครึ่งปีแรกด้วยแคมเปญ “Right Deal, Right Now”

กรุงเทพฯ 6 สิงหาคม 2569 – OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง หลังสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 13,000 คัน โดยมี JAECOO 5 EV คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด และล่าสุดครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถไฟฟ้า ด้วยยอดจดทะเบียนรวมกว่า 3,200 คันในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ ควบคู่กับการเดินหน้าส่งมอบรถยนต์และขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและยกระดับการให้บริการในระยะยาว

สำหรับครึ่งปีหลัง OMODA & JAECOO จะขับเคลื่อนการเติบโตด้วยเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก เดินหน้าตอกย้ำบทบาท REEV Pioneer ด้วยการผลักดันให้เทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย ผ่าน JAECOO 6T REEV ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า พร้อมเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยระบบผลิตกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติจากเครื่องยนต์เมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำ ช่วยลดข้อกังวลด้านการชาร์จและตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางไกล พร้อมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ใช้ยุคใหม่ ผ่านเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Super AI Cockpit ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้าน AI Mobility และยกระดับประสบการณ์การเดินทางที่เข้าใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ควบคู่กันนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าในทุกมิติของการเป็นเจ้าของรถ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายและเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาทักษะของบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอะไหล่และศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อมอบมาตรฐานการบริการที่สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า

คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จในครึ่งปีแรกถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อ OMODA & JAECOOในครึ่งปีหลังเรามุ่งพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การบริการ รวมถึงคุณภาพของเครือข่ายผู้จำหน่าย เราจะเดินหน้าในฐานะ REEV Pioneer เพื่อผลักดันเทคโนโลยี REEV ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคชาวไทย เราเชื่อมั่นว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากเทคโนโลยีที่มีความชัดเจน อัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความพึงพอใจของลูกค้า และการส่งมอบมาตรฐานเดียวกันผ่านผู้จำหน่ายทุกแห่งอย่างสม่ำเสมอ”

เพื่อต่อยอดความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก OMODA & JAECOO เดินหน้าแคมเปญ “Right Deal Right Now” ตลอดเดือนสิงหาคม มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ JAECOO 6T REEV ในราคาเริ่มต้นเพียง 879,900 บาท สำหรับรุ่น 2WD และ 979,900 บาท สำหรับรุ่น 4WD พร้อมโอกาสสุดท้ายในการเป็นเจ้าของ JAECOO 5 EV ในราคาเพียง 579,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด อีกทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมงาน BIG Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

“บ้านปู” เผยผลประกอบการ!! ครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานครบวงจร ประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท ตอกย้ำกลยุทธ์ Energy Symphonics

บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เดินหน้าสร้างการเติบโตหลังควบบริษัทเสร็จสมบูรณ์

• บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพของพอร์ตธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร และดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จภายหลังการจดทะเบียนควบบริษัท
• เดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกในระยะยาวผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุค AI
• ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

14 สิงหาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 89,222 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 19,168 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,979 ล้านบาท) สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตภายหลังการควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใหม่ (“BANPU”) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และหุ้น BANPU เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงจุดแข็งของบ้านปูจากพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง BANPU ภายหลังการควบบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถผสานศักยภาพระหว่างธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Centers”

ในครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ของบ้านปูมีผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 172 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II สามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 90 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) Barnett Zero มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 64,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่โครงการ Cotton Cove และ Eagle Ford ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 และ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 18 ล้านตัน โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและมองโกเลียมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาถ่านหินในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิล (Nickle) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,011 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสัดส่วนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านการแสวงหาโอกาสลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวม 10 โครงการ ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และสหรัฐฯ โดยมีขนาดกำลังไฟฟ้ารวม 692 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ด้านธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้รวม 3,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าขยายบริการ Net Zero Solutions โดยให้บริการที่ปรึกษา Net Zero (Net Zero Consultation) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย กราวด์ เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (AOTGA) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวม 16 กองทุน และการลงทุนโดยตรงใน 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของพอร์ตธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ BANPU ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*ข้อมูลที่รายงานเป็นผลการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อนการจดทะเบียนควบบริษัทแล้วเสร็จ จึงยังไม่สะท้อนฐานะทางการเงิน โครงสร้างทุน และทุนจดทะเบียนของ BANPU ภายหลังการควบบริษัท
**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2569 ที่ USD 1: THB 32.0962

LITE

14 สิงหาคม 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก ภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

13 สิงหาคม 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี) เสริมวัฒนธรรมไทย-พุทธในทหาร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก
ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

๑๒ สิงหาคม
วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ พระราชวงศ์ และประชาชนมาอย่างยาวนาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ทรงเป็นพระธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และทรงดำรงพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระบรมราชินีคู่พระบารมีแห่งรัชกาลที่ 9
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร รับฟังปัญหา และพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง คือการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านงานศิลปาชีพ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าฝีมือหัตถกรรมพื้นบ้านของราษฎรไทย โดยเฉพาะในชนบท เป็นทั้งมรดกภูมิปัญญาและช่องทางสร้างรายได้ให้ครอบครัว จึงทรงส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพเสริมจากงานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก งานปัก และงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพไม่เพียงช่วยให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ้าไทยและงานหัตถกรรมหลายแขนงได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามทางวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากงานด้านศิลปาชีพแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ

พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนทรงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตและความยั่งยืนของชุมชน

วันที่ 12 สิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันพระราชสมภพเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันกว้างขวางของพระองค์ ทั้งในด้านการพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม การสาธารณสุข การสงเคราะห์ประชาชน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของราษฎร

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” เพื่อเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของทุกคน

สัญลักษณ์สำคัญของวันแม่แห่งชาติ คือดอกมะลิ ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม และสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก วันนี้จึงเป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ระลึกถึงพระคุณแม่ แสดงความรัก ความเคารพ และตอบแทนพระคุณผ่านการกระทำที่ดี

ในความหมายของชาติไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน” จากพระราชกรณียกิจที่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทรงมองเห็นคุณค่าของคนไทยในทุกพื้นที่ และทรงส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงขึ้น

พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับชีวิตชุมชนชนบทและการอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทยให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

12 สิงหาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทย และทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

วันนี้จึงเป็นทั้งวันแห่งความรัก ความกตัญญู และวันแห่งการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

ไทยปรับสมดุลหลังสหรัฐฯ ถอนอินโดจีน!! เดินหน้าสถาปนามิตรภาพ เปลี่ยนยุทธศาสตร์หลังสงครามเวียดนาม เปิดทางเลือกการทูตสอดคล้องสถานการณ์ รักษาผลประโยชน์พร้อมลดแรงตึงเครียด

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.5)

27 มกราคม 1973 สหรัฐฯ เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ และฝ่ายปฏิวัติชั่วคราวลงนามในข้อตกลงยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพ (Paris Peace Accords) ข้อตกลงกำหนดให้สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากเวียตนาม และถือเป็นการยุติการรบโดยตรงของสหรัฐฯ ในสงครามเวียตนาม ภายในเดือนมีนาคม 1973 กองกำลังรบสหรัฐฯ ถูกถอนออกจากเวียตนามเกือบทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัฐบาลไซ่ง่อนอยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากปี 1973 รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคาดหวังว่าจะช่วยเวียตนามใต้หากเวียตนามเหนือกลับมาโจมตีอย่างรุนแรง แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ต้องการกลับเข้าสู่สงคราม ประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและ Watergate ทำให้รัฐบาล Nixon ไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นเรื่องการแทรกแซงทางทหารได้ เมื่อเวียตนามเหนือเปิดการรุกครั้งใหญ่ในปี 1975 สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังรบกลับเข้าไป คงส่งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน M-16 และกระสุน หมวกเหล็ก ฯลฯ จำนวนมาก ด้วยหวังว่า รัฐบาลเวียตนามใต้จะรวบรวมทหารและประชาชนร่วมมือกันต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม สหรัฐฯ เร่งอพยพคนอเมริกันและชาวเวียตนามจำนวนมากออกจากไซ่ง่อนด้วยเฮลิคอปเตอร์ใน Operation Frequent Wind เมื่อ “สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากสงครามเวียตนามในปี 1973 และถอนตัวจากการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในอินโดจีน ก่อนที่ระบอบพันธมิตรในเวียดนามใต้ เขมร และลาวจะทยอยล่มสลายในปี 1975”

จุดเปลี่ยนสำคัญ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ด้วยเพราะ บริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญ:
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียตนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดย
- เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- เขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง
- กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค
ไทยจำเป็นงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญมาก ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนจีน และได้พบกับ โจว เอินไหล และผู้นำจีน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยอยู่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อจีนกับไทยปรับความสัมพันธ์ ไทยก็เริ่มใช้แนวทาง “การทูตแบบสมดุล” มากขึ้น ทำให้ อดีตคู่ขัดแย้ง กลายเป็น “มิตรประเทศ” ความสัมพันธ์ไทย–จีนนั้น มีทั้งมิติของ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะชุมชนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร และ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ในเวลาต่อมาตามลำดับ

เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) อันมีสาเหตุมาจาก:

- ความขัดแย้งเรื่องชายแดนและการสังหารหมู่: หลังกลุ่มเขมรแดงของพล พต ขึ้นครองอำนาจในปี 2518 ได้ยึดแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และส่งกำลังทหารข้ามชายแดนไปบุกโจมตีหมู่บ้านชาวเวียดนามตามชายแดนหลายครั้ง (เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่บาจุ๊ก ในจังหวัดอานซาง)
.
- การเมืองยุคสงครามเย็น: เขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน ขณะที่เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงมหาอำนาจซ้อนทับ

- ความต้องการโค่นล้มระบอบพล พต: เวียดนามต้องการกำจัดภัยคุกคามจากเขมรแดง และสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านเขมรแดง (เช่น เฮง สัมริน และฮุน เซน) ขึ้นมาปกครองแทน

25 ธันวาคม 1978 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม 1979 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง มีการตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ

เหตุการณ์ เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
1. การบุกยึดพนมเปญ (1978–1979): วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง
2. การตั้งรัฐบาลใหม่: เวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ
3. สงครามตามแนวชายแดนไทย: กองกำลังเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านถอยร่นมาตั้งหลักตามแนวชายแดนไทย-เขมร ทำให้กองทัพเวียดนามติดตามมาบุกและเกิดการปะทะกับกองทัพไทยหลายครั้ง (เช่น สมรภูมิช่องบก และค่ายผู้อพยพต่างๆ)
4. สงครามสั่งสอน (1979): จีนส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีชายแดนทางตอนเหนือของเวียดนามเพื่อลงโทษที่เวียดนามบุกเขมร

ไทยถ่วงดุลความสัมพันธ์!! มองบทบาทสหรัฐฯ กับจีน สหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรแนวหน้า จีนเข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ไทยรักษาผลประโยชน์และความมั่นคง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.4)

ระหว่างสงครามเย็น ประเทศไทยถือว่าเป็น “พันธมิตรแนวหน้า (Frontline Ally)” ของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

โดยปัจจัยในการผลักดันความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่:
- "นโยบายสกัดกั้น" หรือ "นโยบายควบคุมและจำกัดวง" (Containment Policy): อันเนื่องมาจากความตื่นกลัวคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ต้องการสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ส่วนรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร) ซึ่งมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ

- ข้อตกลงและสนธิสัญญา: ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี ค.ศ. 1954 และมีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Rusk-Thanat Communiqué) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งย้ำความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไทยหากถูกโจมตี แม้สมาชิก SEATO อื่นจะไม่เห็นชอบก็ตาม

“พันธมิตรแนวหน้า” ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น: ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ไทยเลือกอยู่ใน ฟากฝั่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างชัดเจน โดยมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

1. ด้านการทหาร มีความใกล้ชิดมาก ไทยเข้าร่วม SEATO ในปี 1954 และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทย โดยเฉพาะช่วงสงครามเวียดนาม เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุดรธานี และนครพนม

2. ไทยสนับสนุนสงครามเวียตนาม ไทยส่งกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และอนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในไทยเพื่อไปปฏิบัติการในอินโดจีน

3. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง “สูง” สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธ การฝึก ข่าวกรอง และงบประมาณจำนวนมากแก่ไทย เพื่อเสริมความสามารถในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะต่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

4. ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ทางทหารในการเคลื่อนกำลังและควบคุมพื้นที่

แต่ไทยไม่ได้เป็น “ลูกน้องสหรัฐฯ” โดยสมบูรณ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะไทยมีนโยบาย รักษาผลประโยชน์และความเป็นอิสระของตนเอง ด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม และความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970 ไทยก็เริ่มปรับสมดุลทางการทูต เช่น สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป” โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาระยะห่างและปรับสมดุลเมื่อผลประโยชน์ของไทยเปลี่ยนไป”

ระหว่างปี 1949–1971 สหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นรัฐบาลจีนในสหประชาชาติ ต่อมาในปี 1971 สหรัฐฯ ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแดง) ได้ที่นั่งรัฐบาลจีนในสหประชาชาติแทน ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ เริ่มต้นในปี 1971 ด้วย "การทูตปิงปอง" เบิกทางความสัมพันธ์ผ่านการแข่งขันกีฬา และ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้นเดินทางเยือนปักกิ่งอย่างลับๆ ปี 1972 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ และพบกับประธานเหมา เจ๋อตง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสงครามเย็น และในปี 1979 สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประกาศรับรองสถานะสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน

ความสัมพันธ์ ไทย–จีน เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน และมีลักษณะพิเศษคือ “ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ” รัฐบาลไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ปี 1975) ด้วยเพราะบริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียดนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง โดนกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค เวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งการที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในไทยไปรบในเวียดนาม ซ้ำยังส่งกำลังทหารไปช่วยรัฐบาลเวียตนามใต้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เวียดนามจึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อไทย ไทยจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้ยืดหยุ่นขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

WORLD

ญี่ปุ่น ฉุน รัสเซีย!! หลัง ‘ปูติน’ เหยียบเกาะคูริล จุดชนวนพิพาทดินแดนรอบใหม่ เตรียมเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่องในภูมิภาค

โตเกียวเตรียมตอบโต้ หลัง "ปูติน" เหยียบเกาะคูริล

จากกรณีที่วานนี้ (13 ส.ค. 69) มีการเผยแพร่ข่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล (Kuril Islands) ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับคาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยรัสเซียเป็นผู้ควบคุมหมู่เกาะดังกล่าว ในขณะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่นี้ และได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนดังกล่าว

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียประกาศเมื่อวานนี้ว่า นายปูตินได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหารทะเลบนเกาะเอโตโรฟุ (Etorofu Island) ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะ 4 แห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าหมู่เกาะเหล่านี้เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่น และระบุว่าหมู่เกาะดังกล่าวถูกยึดครองอย่างผิดกฎหมายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการเจรจากับรัสเซียตามนโยบายพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนและการทำสนธิสัญญาสันติภาพ การเจรจาดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างแข็งขันภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ ในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเบะและปูตินที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2561 ผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะเร่งรัดการเจรจา ทว่าการหารือกลับไม่มีความคืบหน้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ญี่ปุ่นเริ่มยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อมอสโกอย่างเข้มงวดขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 โดยร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อตอบโต้กรณีที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ขณะที่ทางมอสโกได้ออกมาประท้วงมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว และแสดงเจตจำนงที่จะระงับการเจรจากับญี่ปุ่นเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาท จากนั้นรัสเซียจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเดินทางไปยังเกาะเอโตโรฟุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ปูตินได้วิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นขณะตรวจการซ้อมรบของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย โดยการเดินทางเยือนเกาะแห่งนี้ของเขาดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการปรามญี่ปุ่น ในช่วงที่สถานการณ์การรุกรานยูเครนยังคงยืดเยื้อ

จากเหตุดังกล่าว นายโมเตงิ โทชิมิตสึ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า "ดินแดนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงเกาะเอโตโรฟุ ถือเป็นดินแดนดั้งเดิมของประเทศเราตามประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นขอประท้วงการเดินทางเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง"

โตเกียวเตรียมมาตรการตอบโต้

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ส.ค. 69) สำนักข่าว NHK ของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนหนึ่งใน 4 เกาะที่ควบคุมโดยรัสเซียและญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์

มาตรการหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรเดิมที่โตเกียวได้บังคับใช้ต่อมอสโกไปแล้ว ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน

ขณะที่นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนเกาะเอโตโรฟุ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะดังกล่าวของปูติน เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเธอย้ำว่า หมู่เกาะเหล่านี้ "เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ"

นางทาคาอิจิตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน "ขัดแย้งกับจุดยืนอันแน่วแน่ของรัฐบาลญี่ปุ่น" ที่มีต่อหมู่เกาะแห่งนี้ เธอยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าว "ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ... การเยือนครั้งนี้ ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียในระยะกลางถึงระยะยาวทำได้ยากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศญี่ปุ่น นิโคไล นอซเดรฟ เข้าพบ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงโตเกียว โดยระหว่างการพบปะ โมเตงิได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งนี้ โมเตงิได้ขอให้นอซเดรฟส่งต่อประเด็นเหล่านี้ไปยังรัฐบาลรัสเซียโดยทันที

ทั้งนี้ ในปี 2565 รัสเซียได้ประกาศเจตจำนงที่จะระงับการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่น หลังจากที่โตเกียวบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโกกรณีรุกรานยูเครน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย

รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายรักษาการสื่อสารกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว โมเตงิได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ในการพบปะที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เย็นชาอยู่แล้วนั้น คาดว่าจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

ที่มา : Kremlin.ru / NHK
https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1655761036556367/?rdid=moCYJCF5Gp0hHIL8#

พีธ เฮกเซธ รมต.สงคราม ดับข่าวลือบิดเบือน!! สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ลูกเรือตกเรือจริง ไม่ได้ฆ่าตัวตาย ยอมรับว่าสภาพบนเรือทีอยู่ยาวนานมีปัญหาจริง

พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐ ปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับ สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บนบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln โดยระบุว่า รายงานที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ “บิดเบือน” ไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

เฮกเซธ ยังกล่าวชื่นชมลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือลำดังกล่าว ถึงความกล้าหาญที่ปฏิบัติภายใต้ภารกิจที่ยาวนานกว่าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม CENTCOM ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีลูกเรือ 1 นาย ตกจากเรือจริง และได้รับการช่วยเหลือกลับขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย และยืนยันว่าไม่มีทหารหรือลูกเรือบนเรือเสียชีวิตระหว่างการประจำการที่ยาวนานกว่าปกติในครั้งนี้ แต่ CENTCOM ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มีลูกเรือหลายคน “พยายามกระโดดลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตาย” ตามที่สื่อบางแห่งรายงาน

ขณะที่ "เฮกเซธ" ก็ไม่ได้ปฏิเสธกระแสข่าว เกี่ยวกับปัญหาการประจำการที่ยาวนานของลูกเรือ หรือสภาพบนเรือมีปัญหา เพียงแต่บอกว่า สื่อรายงาน “บิดเบือนไปจากความเป็นจริง” มากเกินไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1373258221629201/?rdid=IUQ2pRUhNTjurJ1C#

สหรัฐฯ เจอต้นทุนสงครามพุ่ง!! สูญเสีย MQ-9 Reaper 45 ลำ คิดเป็น 1ใน4 ของฝูงก่อนสงคราม มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านดอลล์ แสดงคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯสึกหรอ

สหรัฐฯ สูญเสีย MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำในสงครามอิหร่าน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของฝูงทั้งหมด รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

The Washington Post รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 คนว่า กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำ นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น คิดเป็นประมาณ 25% ของฝูง MQ-9 ที่สหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม และสร้างความเสียหายด้านยุทโธปกรณ์รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

ก่อนสงคราม กองทัพสหรัฐฯ มี MQ-9 ประมาณ 185 ลำ แบ่งเป็นกองทัพอากาศ 165 ลำ และนาวิกโยธิน 20 ลำ โดยเครื่องของนาวิกโยธินยังไม่มีรายงานสูญเสีย ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาว่า จำนวน MQ-9 ที่เหลืออยู่ลดลงเหลือประมาณ 135 ลำ แล้ว

Washington Post ระบุว่า MQ-9 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000–1,650 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเซ็นเซอร์และอาวุธที่ติดตั้ง และการสูญเสียครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสึกหรอของคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ จากสงครามอิหร่าน นอกเหนือจากขีปนาวุธสกัดกั้นที่ถูกใช้ไปเป็นจำนวนมาก

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top