Wednesday, 17 June 2026
NEWS

ผู้นำโลกยังแพ้สปริงเกอร์!! สำนักข่าว RT รัสเซียเหน็บบอลโลกสหรัฐฯ หลังระบบฉีดน้ำเปิดเองกลางสนาม สนามแข่งในสหรัฐฯพบความผิดพลาด สปริงเกอร์คลาดการควบคุมอย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?

สำนักข่าว RT ของรัสเซีย วิจารณ์สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา "นอร์เวย์กับอิรัก"

เกิดเหตุผิดพลาดเมื่อระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำได้ทำงานขึ้นมาเอง ในพื้นที่สนามแข่ง โชคยังดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพักครึ่งเวลา

สำหรับประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำโลกในแทบทุกเรื่อง การควบคุมไม่ให้สปริงเกอร์เปิดเองกลางสนามฟุตบอลโลก ดูจะเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่แพ้การจัดการแข่งขันเลยทีเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1324221039866253/?rdid=xLkNmJYXnklUiieQ#

‘ฮาลันด์’ เปิดซิงบอลโลกสุดโหด!! นอร์เวย์เปิดหัวบอลโลกสวย ดาวเตะนอร์เวย์โชว์ฟอร์มดุดัน เหมา 2 ตุง พานอร์เวย์ถล่มอิรัก 4-1 พานอร์เวย์เก็บชัยเหนืออิรัก

เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์เปิดใจหลังได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในอาชีพซึ่งผลจบลงด้วยการที่เจ้าตัวยิง 2 ประตูช่วยทีมเอาถล่ม อิรัก ขาดลอย 4-1

โดย ฮาลันด์ ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 และเป็นการเล่นเวิลด์คัพหนแรกในอาชีพเกมถล่ม อิรัก 4-1 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มไอ วันที่ 16 มิ.ย. (เช้าวันที่ 17 มิ.ย.) ซึ่งเจ้าตัวก็เหมาคนเดียว 2 ลูกด้วย
จากผลดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 25 ปีทำสถิติยิงให้ นอร์เวย์ ได้ 11 นัดติดต่อกันทุกรายการนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2024

หลังเกม ฮาลันด์ หัวหอก แมนฯ ซิตี้ กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การลงเล่นนัดแรกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องรู้สึกประหม่า และการชนะในวันที่ฟอร์มไม่ดีก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”

“การชนะ 4-1 ในวันที่ฟอร์มธรรมดาๆ นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเราทุกคน มันวิเศษมาก และผมภูมิใจในพวกเราทุกคน นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่คุณจะทำได้ เกมต่อไปจะยากกว่านี้มาก เราต้องเล่นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ส่วน เกรแฮม อาร์โนลด์ โค้ชทีมชาติอิรักระบุว่า “ผมคิดว่า 3 แต้มจะทำให้เราผ่านเข้ารอบต่อไปได้ เราเหลื
ออีก 2 เกม คุณรู้ไหม ผมคิดว่าเด็กๆ ทำได้ดีเยี่ยมในครึ่งแรก แต่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เราเสียเปรียบอย่างมาก”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10286235

วินด์เซิร์ฟฯ จัดแข่ง!! ไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชิงชัย ที่พัทยา 17-21 มิ.ย. 69 นักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมประชัน เตรียมพร้อมเอเชียนเกมส์ ยูธโอลิมปิก

วินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัด ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดศึก “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมชิงชัย หวังใช้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมให้ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์และยูธโอลิมปิกเกมส์

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดการแข่งขันรายการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน พ.ศ.2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติ ร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

สำหรับรายการนี้ทีมไทยส่งนักกีฬาส่งนักกีฬาลงชิงชัยเต็มพิกัด นำโดย ชุดเอเชียนเกมส์ 2026 ได้แก่ ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย จ.อ.นิติพัฒน์ ไชยวุฒิเวทย์, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปหญิง จ.ต.ศิริพร แก้วดวงงาม, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 19 ปี นายวชิรวิทย์ ทนอุป, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 19 ปี น.ส.ชนัฐกานต์ เจริญสุข

ขณะที่ วิลเลียม แมคมิลลัน นักกีฬาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย จะร่วมแข่งขันงานนี้ด้วย ในประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย เพื่อเตรียมความพร้อมทำศึกชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน พ.ศ.2569 รวมทั้งนักกีฬาดาวรุ่งชุด “ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026“ วรรณิดา วินทะชัย จะลงชิงชัยประเภทเทคโน 293 รุ่นเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี

“สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ ส่งนักกีฬาลงชิงชัยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเยาวชน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัยเอเชียนเกมส์ 2026 และยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 รวมทั้งยังให้นักกีฬาดาวรุ่งรุ่นใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย” พ่อบ้านทัพโต้คลื่นไทย กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 จัดที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 จัดที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10285284

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

POLITICS

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

ECONBIZ

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

ซีพี โฟตอน ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! โตแรง 5 เดือนแรก ยอดขายทะลุเป้า เปิดตัว eView Connect รุกโลจิสติกส์ ผนึก Huawei, Spark EV สร้างระบบครบวงจร ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ผู้นำใน 5 ปี

ซีพี โฟตอน โชว์ยอดขาย 5 เดือนทะลุเป้า เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ “eView Connect” ราคาเริ่มต้น 7.99 แสนบาท รุกตลาดโลจิสติกส์ในเมือง พร้อมผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบวงจร

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด (CP FOTON) ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ายอดรวมของปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง และเปิดตัวรถยนต์เชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด "eView Connect" เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีผลิตภัณฑ์ครบครันที่สุดในไทย นอกจากนี้ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ Huawei และ Spark EV เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ตอบรับความเชื่อมั่น เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั่วประเทศ

ในปีนี้ CP FOTON ประสบความสำเร็จเป็นอย่าอย่างสูง โดยช่วง 5 เดือนแรกมียอดจดทะเบียนส่งมอบไปแล้วกว่า 300 คัน และยังมียอดสั่งซื้อรอส่งมอบอีกกว่า 500 คัน เทียบเท่ายอดขายรวมของปีที่ผ่านมาทั้งปี โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 2,000 คัน ปัจจัยสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ทั้งรถตู้ไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้าที่ทำให้เป้าหมายการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานจาก 28 แห่งในปีที่ผ่านมา เป็น 37 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 ศูนย์บริการภายในปีนี้ เพื่อยกระดับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายให้กับผู้ประกอบการและผู้ใช้รถ FOTON ทั่วประเทศ

นายเฉิน เต๋อเม่า (Mr. Chen Demao) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า "แม้วิกฤติน้ำมันแพงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง แต่เรามองว่าอุตสาหกรรมขนส่ง - โลจิสติกส์ ยังคงมีความต้องการใช้งานยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาผลิตภัณฑ์ของ CP FOTON ยังมีความสมเหตุสมผล คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เรามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็น อันดับ 3 ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ในไทยภายใน 1 ปี และจะทะยานขึ้นสู่ อันดับ 1-2 ภายในระยะเวลา 5 ปี"

ในด้านกำลังการผลิต ปัจจุบันโรงงาน FOTON CP Motor ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์เครื่องยนต์ Euro5 อยู่ที่ 3,000 คัน ต่อปี และวางแผนขยายการไลน์ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ขึ้นในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากจะรองรับตลาดในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์แผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามและมาเลเซียในอนาคตอันใกล้ พร้อมกันนี้ยังได้ขยายคลังอะไหล่ และพัฒนาทักษะช่างซ่อมบำรุงของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง 

เปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์ยุคใหม่

ในวันนี้ CP FOTON ได้ทำการเปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากการเปิดจองล่วงหน้าเป็นอย่างดี โดยรุ่นเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดด้วยระบบขับเคลื่อน eDrive ที่โดดเด่นทั้งด้านกำลังขับเคลื่อน น้ำหนักที่เบาลง และสมรรถนะที่สูงกว่ารถในคลาสเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวรถถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Business Solutions อย่างแท้จริง ใช้งานง่ายด้วยประตูเปิดได้ 3 ด้าน และมีความสูงจากพื้นเพียง 50 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการขึ้น – ลงสินค้า

eView Connect รุ่น i7 ราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษ 50 คันแรก 799,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 50.23 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 274 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 100 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 28 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 7 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 2.8 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.455 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.35 เมตร เข้าออกที่จอดรถภายในอาคารคล่องตัวสุด  

eView Connect รุ่น i8 ราคาปกติ 898,000 บาท 

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 8 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

eView Connect รุ่น i9 ราคาปกติ 918,000 บาท สิทธิประโยชน์ รวมมูลค่าสูงสุด 120,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุกความจุมากสุด 9 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถหลังคาสูง ความสูงรวม 2,160 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

การรับประกัน บริษัทฯ ให้การรับประกันคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด ให้กับผู้ใช้รถ eView Connect ทุกรุ่น ดังนี้

• แบตเตอรี่ CATL รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• แชสซีส์ รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• มอเตอร์และระบบไฟฟ้า รับประกัน 5 ปี 200,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• บริการช่วยเหลือฉุนเฉินบนท้องถนน หรือ Roadside Assistance ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

นายพัชร์รวิพล สุรวรรธนกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร กล่าวเสริมว่า "eView Connect มีจุดเด่นที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป คือสามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่า มีความคล่องตัวสูง และด้วยความที่เป็นรถตู้ทึบจึงสามารถวิ่งงานขนส่ง  -โลจิสติกส์ในเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากสามารถทดแทนการใช้รถกระบะในตลาดที่มีการจดทะเบียนเฉลี่ย 30,000 คัน ต่อปีได้เพียง 10% ก็จะเท่ากับยอดขายถึง 3,000 คัน"

ผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สมบูรณ์แบบ CP FOTON ได้ร่วมลงนาม MOU กับพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่:

• ความร่วมมือกับ Spark EV:

มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ โดยในระยะแรกจะเป็นการมอบโปรโมชันพิเศษ "EV Card" สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถ eView Connect ในช่วงเปิดตัว และในอนาคตมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาสถานีชาร์จความเร็วสูง (High-Power DC Fast Charger) สำหรับรถบรรทุกและรถเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบแอปพลิเคชัน (API) และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ

• ความร่วมมือกับ Huawei (Thailand):

มุ่งผลักดันและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้รถยนต์เชิงพาณิชย์ EV ในไทย ผ่านการสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร ตั้งแต่ตัวรถยนต์, การสร้างสถานีชาร์จความเร็วสูงระดับ Megawatt (MW), ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Storage-Charging) ไปจนถึงการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อมอบบริการสินเชื่อทางการเงินแบบ "เบ็ดเสร็จ" ให้แก่ลูกค้า

"ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง บริการหลังการขายที่ครอบคลุม พันธมิตรทางการเงินที่พร้อมมอบเงื่อนไขสุดพิเศษ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่มั่นคง เราเชื่อมั่นว่า CP FOTON จะเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน" นายพัชร์รวิพล กล่าวปิดท้าย

ข้อเสนอสุดพิเศษฉลองเปิดตัว eView Connect  

มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท! จำกัดเพียง 50 คันแรกเท่านั้น!

1. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วงเปิดตัว สำหรับลูกค้าที่จอง eView Connect ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ i7, i8 และ i9                      

ภายในช่วงเวลาที่กำหนด 50 คันแรก จะได้รับสิทธิพิเศษ แบบจัดเต็ม รวมมูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

• ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี 

• ฟรี! ค่าบำรุงรักษา นาน 5 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

• ฟรี! บัตรชาร์จรถไฟฟ้า Spark EV มูลค่า 10,000 บาท

• อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% นาน 4 ปี (ภายใต้เงื่อนไขที่สถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)

2. แคมเปญพิเศษสุด ฉลองเปิดตัว eView Connect i7 (จำกัด 50 คันแรก)

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจ CP FOTON ขอมอบราคาสุดพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น eView Connect i7 

• รับส่วนลดเงินสดเพิ่มจากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท เท่านั้น! 

* จำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกค้า 50 ท่านแรก ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าแบบดับเบิล 

1. ส่วนลดพิเศษ : 49,000 บาท จากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท 

2. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ช่วงเปิดตัว มูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

รวมรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดทั้งหมด มูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท!

ระยะเวลาแคมเปญพิเศษนี้ สำหรับผู้ที่สั่งจองรถ eView Connect ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ถึง                     วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น

'คลาสสิโก' เปิดตัวสครับ!! โปเกมอนคอลเลกชันเข้าตลาดเอเชีย ชุดสครับดีไซน์น่ารักครบ 4 แบบ ครอบคลุมไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย พิคาชูและคู่หูคันโตโดดเด่นด้วยสีสัน

“คลาสสิโก” เปิดตัว “โปเกมอน คอลเลกชัน” ชุดสครับสุดคิ้วท์

ให้ “พกความน่ารักของโปเกมอนตัวโปรดไปกับคุณได้ทุกที่”

คลาสสิโก อิงค์ (Classico, Inc.) แบรนด์ชุดแพทย์จากญี่ปุ่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษที่ทุกคนตั้งตารออย่าง #ClassicoPokemonCollection ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภูมิภาคไต้หวัน และไทย โดยการขยายตลาดสู่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั่วเอเชียในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในการเปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศ 

รูปภาพ 1: โปเกมอน คอลเลกชัน

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI1fl_j0lA63u6.jpg

ไลน์อัปสินค้า

R53 / R54 ชุดสครับโปเกมอน เสื้อและกางเกง (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ชุดสครับในคอลเลกชันนี้เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ดีไซน์ ได้แก่ พิคาชู (Pikachu), กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโตอย่างฟุชิกิดาเนะ (Bulbasaur) ฮิโตคาเงะ (Charmander) เซนิกาเมะ (Squirtle), อีวุย (Eevee) และคาบิกอน (Snorlax) โดยทุกดีไซน์โดดเด่นด้วยการเลือกใช้โทนสีของเนื้อผ้าและการปักลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอกลักษณ์ของโปเกมอนแต่ละตัว ซึ่งรายละเอียดการออกแบบเหล่านี้ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองให้กับผู้ป่วยในระหว่างการตรวจรักษา

สี: พิคาชู กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโต (ฟุชิกิดาเนะ ฮิโตคาเงะ เซนิกาเมะ) อีวุย คาบิกอน

ไซส์: XXS / XS / S / M / L / XL (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ราคา: 139 ดอลลาร์สิงคโปร์ / 469 ริงกิตมาเลเซีย / 5,690 เปโซฟิลิปปินส์ / 839 ดอลลาร์ฮ่องกง / 3,690 บาท / 3,490 ดอลลาร์ไต้หวัน

รูปภาพ 2: เสื้อ

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI2fl_j6Qjt772.jpg

รูปภาพ 3: กางเกง

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI3fl_0h9Mc0FQ.jpg

เกี่ยวกับคลาสสิโก

คลาสสิโก (Classico) เป็นแบรนด์เสื้อกาวน์ดีไซน์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ โดยใช้เทคโนโลยีตัดเย็บอันประณีต เพื่อรังสรรค์เสื้อกาวน์ที่ทั้งหรูหราสง่างาม พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับสครับส์ แคนวาส คลับ (Scrubs Canvas Club)

ภายใต้แนวคิด “Scrubs as your canvas. Make it fun” (แต่งเติมความสนุก เปลี่ยนชุดสครับให้เป็นผืนผ้าใบ) บริษัทฯ หวังที่จะเปลี่ยนชุดสครับพิมพ์นิยมให้กลายเป็นผืนผ้าใบ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยคอลเลกชันนี้ได้เปลี่ยนเครื่องแบบประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นสื่อในการถ่ายทอดศิลปะ ผ่านความร่วมมือกับวงการอื่น ๆ ทั้งกับศิลปิน ภาพยนตร์ และดนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับเสื้อผ้าในสายอาชีพนี้

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://classico-global.com/

ที่มา: คลาสสิโก อิงค์

LITE

17 มิถุนายน 2496 ในหลวง ร.9 เสด็จฯประพาสสวนทุเรียนนนท์ ประชาชนเปล่งเสียงไชโย เฝ้าชมพระบารมีใกล้ชิด สะท้อนพระราชอัธยาศัยเรียบง่ายใกล้ชิดประชาชน

วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่อยู่ในความทรงจำของชาวจังหวัดนนทบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียน ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างใกล้ชิด

การเสด็จฯ ในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชสมัยของในหลวง ร.9 และเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงพระราชอัธยาศัยอันเรียบง่าย เป็นกันเอง และทรงสนพระราชหฤทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะชาวสวนเมืองนนท์ ซึ่งในอดีตมีชื่อเสียงอย่างมากด้านการปลูกทุเรียนคุณภาพดี จน “ทุเรียนนนท์” กลายเป็นหนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของไทย

ในวันเสด็จฯ แม้ช่วงเช้าจะมีฝนโปรยปราย แต่เมื่อถึงเวลาสาย อากาศกลับแจ่มใส ประชาชนจำนวนมากต่างพากันมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ ทั้งบนฝั่งและตามลำน้ำ บางส่วนลอยเรืออยู่ในแม่น้ำเพื่อเฝ้าชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความตื่นเต้นของชาวบ้านที่ได้มีโอกาสรับเสด็จพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี ณ ถิ่นสวนของตนเอง

แหล่งข้อมูลของจังหวัดนนทบุรีระบุว่า ในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสจังหวัดนนทบุรี โดยมีประชาชนเฝ้ารอชมพระบารมีทั้งบนฝั่งและในเรือ เมื่อเรือพระที่นั่งมาถึงสวนทุเรียนที่ตำบลบางกระสอ ได้ชะลอเครื่อง และพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม ทรงซักถามเรื่องการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนอย่างใกล้ชิด

การเสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ในครั้งนั้น ใช้เรือพระที่นั่ง “ตะวันส่องแสง” และคณะติดตามใช้เรือประจำทวีป โดยเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำบ้านแสงประภา ตำบลบางกระสอ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียนอันเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี มีขุนบุรีภิรมย์กิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในสมัยนั้น เฝ้าฯ รับเสด็จ
ระหว่างเสด็จฯ ทอดพระเนตรสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในรายละเอียดของการทำสวนเป็นอย่างมาก ทรงซักถามถึงชนิดของทุเรียน วิธีปลูก การใส่ปุ๋ย และการบำรุงรักษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเสด็จฯ เพียงเพื่อทอดพระเนตรผลผลิตเท่านั้น แต่ยังทรงให้ความสำคัญกับความรู้ วิถีอาชีพ และความเป็นอยู่ของชาวสวนอย่างแท้จริง

เจ้าของสวนตามเส้นทางเสด็จฯ ต่างนำผลไม้จากสวนของตนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายด้วยความปลาบปลื้ม ผลไม้เมืองนนท์ในวันนั้นจึงมิได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร หากเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความภาคภูมิใจของชาวสวนที่ได้ถวายผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนต่อพระมหากษัตริย์
หนึ่งในภาพจำที่ถูกเล่าขาน คือเหตุการณ์ที่มีการถวายกระจง หรือไม้สอยผลไม้ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงสอยมังคุดด้วยพระองค์เอง เป็นบรรยากาศที่เรียบง่าย ใกล้ชิด และงดงาม สะท้อนภาพพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่เสด็จฯ ลงไปสัมผัสวิถีชีวิตของราษฎรอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารกลางวัน ทางจังหวัดได้จัดเตรียมพระกระยาหารไว้ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่จัดมาทางเรือ แทนการตั้งโต๊ะเสวยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังรับสั่งให้แม่ค้าจัดอาหารขึ้นมาด้วยชามและตะเกียบแบบธรรมดา แทนภาชนะหรูที่เตรียมไว้ แสดงถึงพระราชอัธยาศัยเรียบง่ายและทรงใกล้ชิดกับวิถีชาวบ้านอย่างยิ่ง

มีการบันทึกว่า พระองค์ทรงโปรดแกงปลาไหลและไอศกรีมเป็นพิเศษ และหลังเสวยพระกระยาหารแล้ว ได้พระราชทานเงินเป็นขวัญถุงแก่แม่ค้าที่จัดอาหารมาถวาย รวมถึงพระราชทานสิ่งของและเงินแก่ผู้ที่มาเฝ้าฯ ในการเสด็จครั้งนั้น สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนที่ได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากการทอดพระเนตรสวนและเสวยอาหารพื้นเมืองแล้ว พระองค์ยังเสด็จขึ้นประทับบนบ้านเจ้าของสวนทุเรียน และทรงมีพระราชปฏิสันถารถึงความเป็นอยู่และอาชีพที่ทำอยู่ ภาพดังกล่าวสะท้อนพระราชจริยวัตรที่ทรงรับฟังชีวิตของประชาชนด้วยพระองค์เอง มิได้ทรงมองราษฎรเป็นเพียงผู้มาเฝ้ารับเสด็จ แต่เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของอาชีพ และเจ้าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ

ทุเรียนนนท์ในอดีตถือเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงมาก ทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ และความประณีตของการดูแลสวน สภาพพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองต่าง ๆ ทำให้นนทบุรีเป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำสวนผลไม้ การเสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนจึงเป็นเสมือนการพระราชทานความสำคัญแก่เกษตรกรและชาวสวนในฐานะผู้สร้างผลผลิตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ก่อนเสด็จกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสขอบใจผู้ที่มาคอยเฝ้าฯ รับเสด็จและนำเสด็จ พร้อมทั้งทรงถ่ายภาพผู้มาส่งเสด็จด้วยพระองค์เอง เมื่อเรือพระที่นั่งเคลื่อนออกจากท่า พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอาการร่าเริงแจ่มใส ประชาชนที่มาเฝ้าฯ ต่างเปล่งเสียงไชโยด้วยความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณ

เหตุการณ์วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 จึงเป็นมากกว่าการเสด็จฯ ประพาสสวนผลไม้ หากเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน เป็นวันที่ชาวสวนนนท์ได้เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด และเป็นวันที่พระมหากษัตริย์ทรงแสดงให้เห็นถึงความสนพระราชหฤทัยในอาชีพเกษตรกรรม วิถีชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเสด็จฯ ในครั้งนั้นยังเป็นภาพจำสำคัญของนนทบุรี เพราะทุเรียนนนท์มิได้เป็นเพียงผลไม้ขึ้นชื่อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชุมชน เป็นผลผลิตจากผืนดิน สายน้ำ และความชำนาญของชาวสวน การที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ มาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง จึงเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวงแก่ชาวสวนและประชาชนในจังหวัดนนทบุรี

17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งความปลื้มปีติของชาวนนทบุรี วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ ทรงทอดพระเนตรวิถีชาวสวนอย่างใกล้ชิด ทรงซักถามถึงการปลูกและดูแลผลไม้ด้วยพระราชหฤทัยสนพระราชหฤทัย และประชาชนต่างเปล่งเสียงไชโยเฝ้าชมพระบารมีด้วยความจงรักภักดี

เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนพระราชอัธยาศัยอันเรียบง่ายของในหลวง ร.9 พระมหากษัตริย์ผู้เสด็จฯ ไปถึงสวนของประชาชน ทรงสนทนากับชาวบ้าน ทรงเสวยอาหารพื้นเมือง และทรงรับฟังชีวิตของราษฎรด้วยพระองค์เอง อันเป็นภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวเมืองนนท์สืบมา

ที่มา : https://nonthaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/447856?

16 มิถุนายน 2513 ในหลวง ร.9 เสด็จฯ บ้านปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ทรงห่วงใยทหาร–ตำรวจชายแดน พระราชกรณียกิจกลางพื้นที่สู้รบ เพื่อขวัญกำลังใจผู้พิทักษ์แผ่นดิน

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในวันดังกล่าว พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

ช่วงเวลานั้น จังหวัดน่าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ภูเขาในอำเภอทุ่งช้าง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานพลเรือนต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความยากลำบาก ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา เส้นทางคมนาคมที่ทุรกันดาร และภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

การเสด็จฯ ไปยังบ้านปอนในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงการเสด็จเยี่ยมพื้นที่ห่างไกล หากเป็นการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

ราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้ว่า พระองค์เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากอำเภอเชียงคำไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 15.10 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความเสียหายของรถแทรกเตอร์ 2 คัน ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายเข้าโจมตีในเส้นทางห่างจากบ้านปอนประมาณ 8 กิโลเมตร และ 11 กิโลเมตร

เหตุการณ์รถแทรกเตอร์ถูกโจมตีสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ชายแดนมิใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานท่ามกลางภัยอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ การสร้างถนนในพื้นที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงงานก่อสร้าง แต่เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพัฒนา และการเชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้ากับส่วนอื่นของประเทศ
ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์ทรงรับฟังรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีรายงานว่า ทางการทหารและตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมมือกันนำรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2513 หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงที่ปฏิบัติการในเขตนั้นทุกคน

พระราชกรณียกิจดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการเสด็จฯ ไปถึงแนวหน้าด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่า พระองค์มิได้ทรงมองปัญหาความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชนจากระยะไกล แต่ทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพจริง รับฟังข้อมูลจริง และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่

สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนในขณะนั้น การได้เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่เสี่ยงภัยย่อมเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นการยืนยันว่าภารกิจของพวกเขาไม่ได้ถูกมองข้าม และความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินได้รับการรับรู้และทรงห่วงใยจากพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ การเสด็จฯ บ้านปอนยังสะท้อนแนวพระราชดำริสำคัญของในหลวง ร.9 ที่ทรงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา พื้นที่ใดที่ประชาชนยังขาดถนน ขาดสาธารณูปโภค ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ พื้นที่นั้นย่อมเปราะบางต่อปัญหาความไม่สงบ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน
หลังจากเสด็จฯ บ้านปอนแล้ว ในวันเดียวกัน พระองค์ยังเสด็จฯ ต่อไปยังบ้านน้ำยาว อำเภอบัว จังหวัดน่าน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมบริเวณฐานปฏิบัติการ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทหารและข้าราชการกรมทางหลวง ทรงฟังรายงานสถานการณ์ทั่วไป และพระราชทานสิ่งของแก่ทหารและเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทุกคน

ภาพการเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นบ้านปอนและบ้านน้ำยาว จึงเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนพระราชจริยวัตรของในหลวง ร.9 ที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในหมู่บ้านห่างไกล ทหารในฐานปฏิบัติการ ตำรวจตระเวนชายแดน หรือเจ้าหน้าที่ผู้สร้างถนนในพื้นที่อันตราย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงควรถูกจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญด้านขวัญกำลังใจและความมั่นคงของชาติ วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง ทรงรับฟังรายงานเหตุการณ์ และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

พระราชกรณียกิจครั้งนั้นยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนา ความเข้าใจประชาชน การดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้า และการเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงโอกาสของรัฐ

16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ต่อทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่าน เป็นวันที่พระองค์เสด็จฯ ไปพระราชทานขวัญกำลังใจถึงพื้นที่จริง และเป็นหนึ่งในหลักฐานแห่งพระราชปณิธานที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของแผ่นดินไทย

ที่มา : https://sakaeo.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/441615?

15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา คดีประวัติศาสตร์ชายแดนไทย–กัมพูชา บทเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

จีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา!! จับตาเกมยุทธศาสตร์ปักกิ่ง ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาระอุ สะท้อนโจทย์ใหญ่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออาวุธกลายเป็นเครื่องผูกมิตร

จีนยืนยันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า ได้ส่งมอบรถถัง T-59D จำนวน 39 คันให้กับเขมรแล้ว โดยระบุว่าเป็นล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คันที่ส่งไปภายใต้โครงการความร่วมมือทางทหารประจำปี รถถัง T-59D ได้รับการอัพเกรดด้วยปืนขนาด 105 มม. ที่ใหญ่กว่า (จาก 100 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทวิภาคีระยะยาว ยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และความตึงเครียดบริเวณชายแดนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดจีนจึงส่งมอบรถถังเหล่านี้ และจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ สถานการณ์ต้องได้รับการประเมินผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสองประการ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาว และความขัดแย้งระดับภูมิภาคในทันที 

1. เหตุใดจีนจึงมอบรถถังให้แก่เขมร? การมาถึงของรถถัง T-59D ชุดแรกจากจีน (รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ทันสมัยกว่ารถถังหลักของจีนรุ่นเก่า) ที่ท่าเรือเขมร เกิดจากข้อผูกพันตามสัญญาและการวาง

1.1 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว: เจ้าหน้าที่กลาโหมของทั้งจีนและไทยยืนยันว่า การส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉับพลันหรือเป็นการตอบโต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความช่วยเหลือทางทหารและการฝึกร่วมกันระยะยาวที่มีอยู่ระหว่างปักกิ่งและพนมเปญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นอย่างน้อย (มักเห็นได้ในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารร่วมประจำปี "มังกรทอง") ข้อมูลด้านความมั่นคงบ่งชี้ว่า คำสั่งซื้อทั้งหมดครอบคลุมรถถังมากถึง 93 คัน โดยการส่งมอบครั้งแรกนี้ประกอบด้วยรถถังประมาณ 39 ถึง 40 คัน 

1.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ "เหล็กกล้า": เขมรเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน ในทางกลับกัน เขมรได้รับการลงทุนทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงกองทัพจากจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการทูตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

1.3 การเข้าถึงทางภูมิศาสตร์การเมือง (ฐานทัพเรือเรียม): นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ของขวัญทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน ตั้งแต่รถถังเหล่านี้ไปจนถึงการบริจาคเรือรบก่อนหน้านี้ เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและคงไว้ซึ่งการเข้าถึงสถานที่ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เช่น ฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำให้ปักกิ่งมีฐานที่มั่นสำคัญใกล้กับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ 

2. การส่งมอบครั้งนี้ "จำเป็น" ในตอนนี้หรือไม่? ความจำเป็นของการส่งมอบนั้นขึ้นอยู่กับว่า ถามกับใคร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไม่จำเป็น / ทำให้เกิดความไม่มั่นคง" จากมุมมองด้านความมั่นคงภายนอกและเสถียรภาพในภูมิภาค

2.1 การส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก: ทำให้ความตึงเครียดชายแดนปะทุขึ้น: รถถังมาถึงท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปราะบางอย่างเหลือเชื่อตามแนวชายแดนไทย-เขมร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการโต้แย้งกันมาอย่างยาวนาน เช่น บริเวณปราสาทพระวิหารและเขตแดนทางทะเล) หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์จำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธหรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าหน่วยข่าวกรองไทยจะระบุว่ารถถังถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือและยังไม่ได้เคลื่อนไปยังแนวหน้าก็ตาม 

2.2 การปลุกปั่นชาตินิยมภายในประเทศ: เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยชี้ให้เห็นว่าผู้นำเขมรอาจใช้การมาถึงของยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่เพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศและสร้างคะแนนทางการเมือง แทนที่จะจัดการกับภัยคุกคามภายนอกที่ถูกต้องและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนัก 

3. ข้อโต้แย้งเรื่อง "ความจำเป็น" (มุมมองของเขมรและจีน) จากมุมมองการปฏิบัติการของพนมเปญและปักกิ่ง การส่งมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้: 

3.1 การแก้ไขความไม่สมดุลทางทหาร: ในอดีต ผู้นำเขมรแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถพัฒนากองทัพให้ทันสมัยเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับเขมร การอัพเกรดกองเรือที่ล้าสมัยด้วยรถถัง T-59D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศขั้นพื้นฐานและการสร้างสมดุลขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค 

3.2 กำหนดเวลาตามสัญญา: สำหรับจีน การหยุดการส่งมอบยุทธภัณฑ์ที่วางแผนไว้ระยะยาวเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนในท้องถิ่น จะเป็นการส่งสัญญาณถึงการขาดความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรในภูมิภาคที่ภักดีที่สุด การส่งมอบฮาร์ดแวร์เป็นการส่งสัญญาณว่าปักกิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับเขมร โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป 

สรุป แม้ว่า การส่งมอบจะเป็นเพียงการดำเนินการตามสัญญาหลายปีที่มีอยู่แล้ว แต่จังหวะเวลาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างเข้าใจได้ ขณะที่เขมรมองว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รอคอยมานานสำหรับการป้องกันประเทศและการพัฒนาให้ทันสมัย โครงสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านกลับมองว่า การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์ในช่วงที่มีข้อพิพาทชายแดนอย่างรุนแรงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพทางการทูตซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะการส่งมอบในช่วงที่มีการหยุดยิงที่เปราะบาง  ในขณะที่จีนกำลังจัดหายุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าให้กับไทยไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ว่า ปักกิ่งสนใจเสถียรภาพในภูมิภาคน้อยกว่าการทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์และไมตรีจิตจากจี

WORLD

สหรัฐฯ-อิหร่านยุติสงคราม!! ลงนาม MOU ยุติสงครามทุกแนวรบ เงื่อนไขถอนทหาร-ยกเลิกปิดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ยุติคว่ำบาตร ยืนยันไม่ผลิตนิวเคลียร์ในอนาคต

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับเต็มระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยข้อแรกของเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า การลงนามจะนำไปสู่การยุติสงคราม "ในทุกแนวรบ" (All Fronts) สิ่งนี้อาจจะเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเงินทุนหรือการคว่ำบาตร

-เตหะราน วอชิงตัน และพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย ประกาศยุติสงครามอย่างทันทีและถาวรใน "ทุกแนวรบ"
-ทุกฝ่ายให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และงดเว้นจากการข่มขู่ทุกรูปแบบ

-ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้หากจำเป็น

-สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านทันทีหลังการลงนาม

-สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังทหารรอบอิหร่านภายใน 30 วัน หลังจากมีข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

-อิหร่านจะดำเนินการฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน รวมถึงการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีอยู่

-วอชิงตันจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค สนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน พร้อมยุติ—มาตรการคว่ำบาตรตามกรอบเวลาที่ตกลงกัน

-อิหร่านย้ำว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ "ไม่ว่าในกรณีใดๆ" ขณะที่ประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำไปหารือในข้อตกลงขั้นสุดท้าย

-ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะปัจจุบันไว้จนกว่าจะมีข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยอิหร่านยังคงดำเนินโครงการนิวเคลียร์ในระดับปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือกำลังทหารเพิ่มเติม

-สหรัฐฯ ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

-สหรัฐฯ ปลดล็อกเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และจะเริ่มการเจรจาขั้นสุดท้ายเมื่อมีการรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง

-ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2085703072325435&set=gm.1324282126526811&idorvanity=849053944049634

รศ.ดร.ดุลยภาค มธ. เผย!! จีน ควบคุมวิชาการอเมริกัน เชื้อสายเมียนมาร์ ส่งสัญญาณพร้อมใช้กฎหมายข้ามพรมแดน เตือนนักวิจัย-นักวิเคราะห์ต้องระวัง ยกระดับแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์จีน

“รศ.ดุลยภาค”เผย “มินซิน”เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์รัฐศาสตร์-พม่า-จีน-ให้ความรู้ระดับคลังสมอง-ลึกซึ้งสถานการณ์แรร์เอิร์ธ-บทวิเคราะห์ชี้ทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้อำนาจข้ามแดน-เตือนนักวิจัย-นักข่าว-นักวิเคราะห์

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน นักวิชาการชาวพม่าสัญชาติอเมริกันระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมแห่งหนึ่งซึ่งสถาบันการศึกษาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่านายมิน ซินเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่ชำนาญความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเรือน เรียนปริญญาเอก ที่สหรัฐอเมริกา (University of California, Berkeley) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ซึ่งย้ายมาประจำที่เชียงใหม่

รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายมิน ซินเป็นระยะๆโดยนายมินซิน มีลักษณะผสมผสาน คือเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์โดยแท้ เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นนักปฏิบัติการเชิงนโยบาย คือไม่ได้ทำงานวิชาการอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ เชิญไปให้ความเห็น เช่น หากจีนจะดำเนินนโยบายต่อพม่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นายมินซินจะไปปรากฏตัวในงานคลังสมองนานาชาติ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ และบอกผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าควรดำเนินนโยบายต่อพม่า

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า ระยะหลังๆ นายมิน ซินสนใจรัฐศาสตร์พม่า-จีนมากขึ้น ในเว็บไซต์ของ ISP Myanmar มีงานเรื่องนี้เยอะ เช่น บทบาทจีน องค์กรให้ความสนใจประเด็นนี้ และเรื่องแรร์เอิร์ทด้วย ความสนใจของเขาผูกติดประเทศจีนโดยมีเครือข่ายนักวิชาการที่คุนหมิง ทำให้เขาไปสัมพันธ์กับนักวิชาการจีน หลังๆ เดินทางไปจีนบ่อย

“การทำวิจัยในจีนเรื่องรัฐนั้น ไม่ง่าย เพราะจีนออกกฎหมายเซนเซอร์ผู้ที่อาจเป็นสายลับ นักวิชาการที่ไปจีนในช่วงหลังจากที่จีนออกกฎหมายนี้ก็ต้องระมัดระวัง ขณะทีอูมิน ซินถือสัญชาติอเมริกัน เรียนปริญญาเอกที่เบิร์กเลย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ใช่นักวิชาการพม่าเพียวๆ แต่เป็นพลเมืองสหรัฐ เป็น US Citizen มาเก็บข้อมูล ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ของจีนมองเขาแบบนี้หรือไม่” รศ.ดุลยภาค กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน เป็นการคุมคามนักวิชาการหรือไม่ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า นักวิชากาด้านนี้ที่เก็บข้อมูลต้อระมัดระวังตัวมากขึ้น
“ผมไม่ได้โปรจีน แต่ก็คิดว่าาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาก็เชิญไปร่วมแลกเปลี่ยน ต้องหาว่าเกณฑ์ความเสี่ยงที่ถูกจับกุม คืออะไร”

ผู้สื่อข่าวถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหนที่จะไม่เกิดความเสี่ยง ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ความพอดีในการวิจัย การเข้าถึงข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้ประสานราชการ เอกสารต่างๆ หากเข้าทางที่ถูกต้องก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ประเด็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจต่อจีน หัวข้อเหล่านี้ไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสังเกตได้ว่าเป็นสายลับหรือเป็นนักวิชาการ ดร.ดุลยภาคตอบว่า หากเป็นนักวิชาการจริงๆ หรือหากเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วมาเป็นนักวิชาการ หากใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลที่คนข้างในปล่อยออกมา หน่วยงานจะรู้ว่าเข้าถึงชั้นความลับ จะถูกมองว่ามีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสายลับ

“ต้องดูว่าเขารับทุนสนับสนุนมาจากไหน เขามี agenda (วาระ) อย่างไร พิเศษอย่างไร ตอนนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นสถาบันการออกแบบรัฐ มีเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ทำงานส่งเสริมศักยภาพ capacity building กลุ่มคนเหล่านี้ก็หวังดีกับพม่าทั้งนั้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือเป็นนักวิชาการต่างประเทศ เช่นอังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องพม่า บางส่วนเดินทางเข้าพม่าไปเลย บางส่วนเอาไทยเป็นฐานในการเก็บข้อมูล ศึกษาเรื่องต่างๆ”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ขณะที่ SHAN News ได้รายงานบทวิเคราะห์ของ Sai Wansai ซึ่งระบุว่า การควบคุมตัวนายมิน ซิน โดยรัฐบาลจีนมิใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นคำเตือนที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบต่อเครือข่ายทั้งหมดของนักวิเคราะห์อิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการใช้อิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ไปสู่การใช้แรงกดดันและการข่มขู่ที่เปิดเผยมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีน

บทวิเคราะห์นี้ระบุด้วยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนอาศัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเจรจาทางการเมืองเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางของเมียนมา แต่ในปัจจุบัน เมื่อกระแสต่อต้านจีนขยายตัวในสังคมเมียนมา และอำนาจควบคุมของรัฐบาลทหารอ่อนแอลง จีนดูเหมือนจะละทิ้งแนวทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม การจับกุมนาย มิน ซิน ไม่ใช่ข้อพิพาททางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจข้ามพรมแดน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยปิดกั้นหรือทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วยวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น

บทความวิเคราะห์ระบุว่า การที่จีนเลือก "จับกุม" นาย มิน ซิน แทนที่จะปฏิเสธการเข้าประเทศหรือส่งตัวกลับ มีความหมายทางยุทธศาสตร์ได้แก่ 1. สร้างผลการข่มขู่ต่อวงการวิชาการ ทำให้นักวิจัย นักข่าว และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เกิดความหวาดระแวงและระมัดระวังมากขึ้นในการศึกษาเรื่องจีน

2. แสดงอำนาจที่ขยายออกนอกพรมแดน แม้นายมิน ซิน จะทำงานในประเทศไทยและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็ยังถูกควบคุมตัวในจีนได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนตีความคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" อย่างกว้างขวาง และพร้อมใช้แนวคิดดังกล่าวกับบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด

3. จังหวะเวลามีนัยสำคัญเพราะการจับกุมเกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนและสนับสนุนพันธมิตรทางการเมือง

4. ใช้ข้อหา "สอดแนม" เป็นเครื่องมือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมและความมั่นคงแห่งชาติช่วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้ยากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1665845178879617&id=100063624517880&rdid=qbm3xQBfRNXXwDNr#

‘สีจิ้นผิง’ ต้อนรับ ‘มินอ่องหล่าย’ จีนเน้นสัมพันธ์เมียนมา-เพื่อนบ้านสำคัญ ย้ำหนุนเมียนมารักษาอธิปไตย เดินหน้าระเบียงเศรษฐกิจร่วมกัน พร้อมสนับสนุนเมียนมารักษาเสถียรภาพประเทศ

ปักกิ่ง, 16 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันอังคาร (16 มิ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พบปะหารือกับมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่งของจีน โดยสีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญระดับสูงกับความสัมพันธ์จีน-เมียนมาในการดำเนินนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ในการประสานงานภารกิจด้านการพัฒนาและความมั่นคง เพื่อเสาะหาเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพการณ์ของประเทศ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรต่อประชาชนทุกกลุ่มในเมียนมา และสนับสนุนเมียนมาในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

ปี 2026 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) โดยจีนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาแก่เมียนมา และร่วมกันสร้างประชาคมจีน-เมียนมาที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรไมตรีและความไว้วางใจทางการเมือง การพัฒนาแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน การประสานงานด้านความมั่นคง และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกับเมียนมายาวที่สุด จีนเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและความร่วมมือท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงและผันผวน พร้อมเสริมว่าระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาเป็นโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายควรเดินหน้าการก่อสร้างหลายโครงการสำคัญควบคู่กับการรับรองความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงเปิดเผยว่าจีนยินดีเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูและบูรณะเมียนมาหลังเกิดแผ่นดินไหว และทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกัน จีนสนับสนุนทุกฝ่ายในเมียนมาให้เดินหน้าสันติภาพและการปรองดองผ่านการเจรจาเพื่อบรรลุเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานและผลประโยชน์ระยะยาวของเมียนมาและประชาชนในเมียนมา
ด้านมินอ่องหล่ายกล่าวยกย่องมิตรภาพ "ฉันพี่น้อง" (pauk-phaw) อันยาวนานระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนเมียนมาอย่างต่อเนื่องและไม่หวังผลตอบแทนในด้านการพัฒนา เสถียรภาพ สันติภาพ และการปรองดอง โดยยืนยันว่าเมียนมาจะยึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ อีกทั้งสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อริเริ่มสำคัญระดับโลก 4 ประการที่สีจิ้นผิงเสนอ และพร้อมกระชับการสื่อสารและการประสานงานพหุภาคีกับจีนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

มินอ่องหล่ายกล่าวว่าการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน นำมาซึ่งโอกาสสำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย รวมถึงเมียนมา โดยเมียนมาหวังที่จะกระชับความร่วมมือรอบด้านกับจีน ร่วมกันพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเมียนมา-จีน และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

เมียนมายังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของบริษัทและบุคลากรจีนในเมียนมา และจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อรับประกันความปลอดภัยดังกล่าว พร้อมทั้งยินดีทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม รวมถึงรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

อนึ่ง สีจิ้นผิงได้จัดพิธีต้อนรับมินอ่องหล่ายก่อนการหารือ และจัดงานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเที่ยง โดยภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือหลากหลายสาขา อาทิ การขนส่งและการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top