Tuesday, 25 August 2026
NEWS

หนุ่มน้อยวัย 8 ขวบสร้างชื่อ!! ‘น้องอาชวิน’ คว้าแชมป์ Rapid รุ่น U8 ศึกหมากรุกเยาวชนเอเชียตะวันออก รายการ Eastern Asian Youth Chess 2026 ที่จีนรวมเยาวชนต้นแบบหมากรุก

“น้องอาชวิน” ด.ช.อาชวิน โกระวิโยธิน หนุ่มน้อยวัยเพียง 8 ขวบ ได้สร้างปรากฏการณ์ชวนอึ้งและทำเอาคนไทยทั้งประเทศใจฟูไปตามๆ กัน เมื่อน้องสามารถกวาดรางวัล “ชนะเลิศอันดับ 1” ประเภท Rapid (หมากรุกเกมเร็ว) รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี (B08) จากเวทีการแข่งขันหมากรุกระดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ Eastern Asian Youth Chess Championships 2026 ที่เมืองไห่หนาน ประเทศจีน มาครองได้สำเร็จ

สำหรับทัวร์นาเมนต์ Eastern Asia Youth Chess Championships 2026 ในปีนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 10 แล้ว ถือเป็นเวทีประลองปัญญาระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่รับรองโดยสหพันธ์หมากรุกสากล (FIDE) อย่างเป็นทางการ

เวทีนี้จะรวมเอาเหล่าตัวตึงเยาวชนนักโขกหมากรุก ตั้งแต่อายุไม่เกิน 8 ไปจนถึง 18 ปี จากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก มาดวลกึ๋นกันแบบเข้มข้น ทั้งในประเภทเกมมาตรฐาน (Standard) เกมเร็ว (Rapid) และเกมสายฟ้า (Blitz)

นอกจากจะเป็นเวทีเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระดับอินเตอร์แล้ว ยังเป็นบันไดสำคัญที่นักหมากรุกเยาวชนจะสามารถต่อยอดเพื่อคว้า Title (ตำแหน่งระดับสากล) อย่าง CM (Candidate Master) หรือ FM (FIDE Master) ได้ในอนาคตด้วย

การที่เด็กไทย น้องอาชวิน วัยแค่ 8 ขวบ ไปฝ่าฟันจนคว้าที่ 1 ท่ามกลางยอดฝีมือจากทั่วเอเชียมาได้ บอกเลยว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดา

ขอส่งเสียงตบมือดัง ๆ และขอร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการกับน้องอาชวิน รวมถึงครอบครัวและทีมโค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณภาพและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : Thailand Chess Association (สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1519064196902516&id=100063968496755&post_id=100063968496755_1519064196902516&rdid=6QD12AtRiDYdE6wF#

BAFS มอบข้าวช่วยภัย จ.น่าน ส่งข้าวสารกว่า 1 ตันแก่กองทัพภาค 3 มอบช่วยผู้เดือดร้อนในจังหวัดน่าน ตั้งเป้าบรรเทาทุกข์น้ำท่วมฉับพลัน ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในวิกฤต

BAFS มอบข้าวสาร 1 ตัน ให้แก่กองทัพภาคที่ 3 เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ (BAFS Group) ส่งมอบข้าวสารจากโครงการทหารพันธุ์ดีฯ แปลงนาข้าวเกษตรอินทรีย์พื้นที่คลังน้ำมันพิจิตร จำนวน 1,008 กิโลกรัม เพื่อมอบให้กองทัพภาคที่ 3 สำหรับแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนชุมชนศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

BAFS Group ตระหนักถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จากสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ด้วยความห่วงใยพร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต #BAFSเติมเต็มโลกด้วยธุรกิจที่ยั่งยืน

ไบเทคลุยจัด GASTECH!! เป็นเจ้าภาพงานพลังงานใหญ่ครั้งที่ 54 15-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ กว่า 50,000 คนจาก 150+ ประเทศร่วมงาน ย้ำจุดยืนไทยในเวทีพลังงานโลก

ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน GASTECH 2026 อย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ
มหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะจัดขึ้น
ระหว่าง 14-17 กันยายน 2569

กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2569 – ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการสำหรับ GASTECH 2026 งานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 54 โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาร่วมงาน การได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไบเทคในการรองรับการจัดนิทรรศการและการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ พร้อมตอกย้ำบทบาทของไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับงานธุรกิจระดับโลก

งาน GASTECH 2026 ดำเนินการจัดงานโดย dmg events โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ ร่วมด้วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นเจ้าภาพร่วมระดับชาติ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก นับเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทย การที่ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมทั้งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และงานธุรกิจระดับโลก นอกจากนี้ GASTECH 2026 ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศกว่า 50,000 คน จากมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมภาคการบริการ การท่องเที่ยว และธุรกิจในกรุงเทพฯ

นายจักริน อังประทีป ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและบริหารพื้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เปิดเผยว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับงาน GASTECH 2026 สู่กรุงเทพมหานคร โอกาสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ตลอดจนความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับโลก การได้เป็นสถานที่ในการจัดงานที่สำคัญอย่าง GASTECH คือเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การจัดงานที่ราบรื่นและเปี่ยมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน"

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไบเทคมีความเชี่ยวชาญในการรองรับงานนิทรรศการ การประชุม และงานอีเวนต์ขององค์กรระดับนานาชาติในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อการจัดงานโดยเฉพาะ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และบริการด้านสถานที่จัดงานครบวงจร ไบเทคพร้อมสนับสนุนผู้จัดงานในขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทั้งในด้านการบริหารจัดการ การขนส่ง และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน

GASTECH 2026 ถือเป็นเวทีการค้าที่เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานระดับโลกเข้าด้วยกัน โดยใน ปีนี้จะยิ่งใหญ่และล้ำหน้ากว่าที่เคย ภายในงานจะประกอบด้วยพื้นที่นิทรรศการขนาดใหญ่ที่รวบรวมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 แห่ง และพาวิลเลียนระดับประเทศอีก 15 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการประชุมสัมมนาเชิงกลยุทธ์ที่รองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 8,000 คน พร้อมวิทยากร 1,000 คน ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 200 หัวข้อสัมมนา บนเวทีเสวนาย่อย 12 แห่ง โดยมุ่งเน้นแนวทางและโซลูชันที่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้ในระยะใกล้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตในระดับโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ผู้คนจับตามองในปีนี้คือ การจัดงานประชุม AixEnergy ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่เดียวกัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพลิกโฉมความต้องการและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว AixEnergy จะเป็นเวทีเจาะลึกการผสานรวม AI เข้ากับระบบการกระจายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น และประเทศไทยเองก็กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เวทีเสวนาเฉพาะทางนี้จะรวบรวมวิทยากร 120 ท่าน ใน 28 เซสชัน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อจากกลุ่มธุรกิจ Hyperscaler ซีอีโอบริษัทสาธารณูปโภค และนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมาร่วมหารือถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า และบทบาทของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

ไบเทคยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ และศักยภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของผู้จัดงานจากทั่วโลก พร้อมมุ่งสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่งาน GASTECH 2026 ไบเทคพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้จัดงาน พันธมิตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อส่งมอบงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก แต่ยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะหมุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติ

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ปัตตานี!! ปัตตานีระทึกหลังเหตุไม่สงบหลายพื้นที่ ติดตามเหตุไม่สงบ 51 จุด เร่งสำรวจความเสียหาย–ฟื้นฟูบริการประชาชน ชี้ผลกระทบไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่กระทบชีวิตชุมชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ด่วน ปัตตานี ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มาสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์และความเสียหายจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายบาฮารุดดีน ยูโซะ สส. ปัตตานี เขต 1 นายคอซีย์ มามุ สส. ปัตตานี เขต 2 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส. ปัตตานี เขต 3 และนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ หลังได้รับรายงานสถานการณ์การก่อเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาติดตามสถานการณ์จากพื้นที่จริงและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

จุดแรก นายสรรเพชญ ได้ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปภายในพื้นที่ อบต. ก่อนลอบวางเพลิงรถราชการภายในโรงจอดรถ ส่งผลให้รถดับเพลิงและรถเก็บขยะของ อบต.ได้รับความเสียหายอย่างหนักจำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามผู้ก่อเหตุ

จากนั้น นายสรรเพชญและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณร้าน 7-Eleven บ้านบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเหตุในคืนเดียวกัน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในร้าน ก่อนให้พนักงานและประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วก่อเหตุวางระเบิดและจุดไฟ ส่งผลให้ตัวร้านและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้ นายสรรเพชญได้ตรวจดูสภาพความเสียหาย รับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้กำลังใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ อบต.บางเขา และร้าน 7-Eleven บางปู เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบเหตุรวม 51 เหตุการณ์ใน 21 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีทั้งการลอบวางระเบิด วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด ระบบสื่อสารและสาธารณูปโภค รวมถึงการเผาทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

นายสรรเพชญกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งในจุดที่เป็นหน่วยงานราชการและพื้นที่ประกอบการของภาคเอกชน เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในหลายมิติ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดกระบี่จึงได้เดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานีทันที

“เมื่อคืนเมื่อทราบข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด วันนี้หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดกระบี่ จึงเดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานี เพื่อมาดูพื้นที่จริง มารับฟังจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือมาให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะอาคารหรือทรัพย์สิน แต่กระทบถึงการให้บริการประชาชน การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ อบต.บางเขา รถดับเพลิงและรถเก็บขยะที่ได้รับความเสียหายถือเป็นเครื่องมือที่ท้องถิ่นใช้ให้บริการประชาชนโดยตรง ขณะที่เหตุที่ร้าน 7-Eleven บางปู ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ราชการ แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจ พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไปในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ นายสรรเพชญได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเร่งสำรวจและรวบรวมความเสียหายจากจุดเกิดเหตุต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งทรัพย์สินของทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อจัดทำรายละเอียดความเสียหายและกรอบวงเงินที่จำเป็น ก่อนเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับการซ่อมแซม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่ปล่อยให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญได้กำชับหน่วยงานในสังกัดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานข้อมูลกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้สิ่งที่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนคือขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผมเองจะติดตามสถานการณ์ และในส่วนที่กระทรวงคมนาคมสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่” นายสรรเพชญกล่าว

POLITICS

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

‘เรวัช’ ลุยหาเสียง!! วางบทบาทแบบณัฐวุฒิ ไม่เป็น สส. ไม่รับเก้าอี้ เปรยเลือกตั้งหน้าอาจขึ้นเวทีช่วยหาเสียง ขอเลือกพรรคที่ฝากอนาคตประเทศได้ ย้ำต้องหาทางช่วยประเทศ

วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.กล่าวว่า ตนไม่เล่นการเมืองไม่รับตำแหน่ง แต่วันนี้นอนคิดทั้งวันว่าจะหาทางช่วยเหลือ ประคับประคองประเทศไทยได้อย่างไร ตนคิดว่าเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เห็นว่าพอจะฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศได้ ทำตัวเหมือน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ไม่ลงสมัคร หรือรับตำแหน่งอะไร ถ้าหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ตนไม่รับตำแหน่งขอไปอยู่ป่าอยู่เขาเหมือนเดิม

อีกประมาณ 3 ปีกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตอนนั้นตนจะอายุ 74 ปี ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ครั้งที่แล้วปฏิเสธทุกพรรคที่ชักชวนไป เป็นคนมีพรรคพวกเยอะ ต้องมั่นใจว่าไปช่วยพรรคนี้หาเสียงแล้วจะได้เสียง สส.เยอะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไปหาเสียงเต็มที่ขึ้นเวทีทั่วประเทศได้ไม่เกิน 10 เสียง ไร้ประโยชน์เหนื่อยเปล่า จำเป็นต้องเลือกหัวเลือกก้อยแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 5 พรรค คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง พรรคส้ม พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็ไม่ไปอาสา

"คิดอยู่นะ วันนี้คิดอยู่นะครับ คิดอยู่ว่าจะต้องทำ ใคร่ควรแล้ว ยังไม่รู้จะไปช่วยพรรคไหนหาเสียง ไปเปิดเวทีใหญ่ๆ ก็จะขึ้นเวทีไปพูดหาเสียงให้ เป็นโฆษกให้" อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.เรวัช ยื่นคำขาดมาตลอดว่า ไม่คิดลงเล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมามีประเด็นเรื่อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 86 ปี ราชายาเสพติด ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ต.ท.เรวัช อย่างมากในฐานะคนทำคดี โดยตั้งข้อสงสัยทำไมติดคุกน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นตัวการใหญ่ระดับประเทศ และการไปจับไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ราชทัณฑ์แก้หลักเกณฑ์ คดียาเสพติดไม่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000081447?fbclid=IwdGRjcATxxm1jbGNrBPHGW3Bkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeqjCyuuWQo8YsJ7SDFa7HDWtojzqzQXwErC9LpnGEs9PhL5_raKjIIy_GCXY_aem_VVuZcYWXkXaf80eDxxeA9g

ECONBIZ

SME D Bank ลุยภาคใต้!! หนุนเอสเอ็มอีใต้โตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ หาดใหญ่ จัดงานใหญ่ ดอกเบี้ยพิเศษ 3% 3 ปีแรก คลินิกแก้หนี้ พร้อมสัมมนาเสริมทักษะ

SME D Bank เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจแดนใต้ จัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติฯ” เติมทุน แก้หนี้ เพิ่มยอดขาย พาเอสเอ็มอีไทยโตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ ณ หาดใหญ่

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแดนใต้ ยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ แบบครบวงจร พาเติบโตยั่งยืน เชิญเข้าร่วม “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัด ณ ห้องภูผาเมฆ ชั้น 3 โรงแรมทีอาร์ร็อคฮิลล์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายในงานอัดแน่น ด้วยบริการเสริมแกร่ง ประกอบด้วย มิติที่ 1 เข้าถึงแหล่งทุน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity , สินเชื่อ ปลุกพลัง SME และ สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME ช่วยยกระดับ ปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด

พร้อมรับโปรโมชัน ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) 0.50% ยื่นกู้ในงานได้ทันที มิติที่ 2 แก้หนี้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม พาธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ผ่านมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ และ มิติที่ 3 เสริมแกร่ง ยกระดับและเพิ่มศักยภาพ ด้วยกิจกรรมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” จากวิทยากรชื่อดัง “โย-คณากร คงประทีป” เติมความรู้และทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ที่สำคัญได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แจ้งความประสงค์เข้าร่วมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1357

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

“เคทีซี” วางเกมครึ่งปีหลัง 2569 !! ครึ่งปีหลังเน้นลูกค้าคุณภาพ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% ดันเทคฯ–ประกันเสริมแกร่ง มั่นใจเป้าปีนี้ทำได้ดี

เคทีซีวางเกมครึ่งปีหลัง 2569 เน้นโตอย่างมีคุณภาพ เร่งดิจิทัล–ประกัน หลังครึ่งปีแรกกำไร 4,397 ล้านบาท

เคทีซีเปิดเกมครึ่งปีหลัง 2569 มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย รับแรงส่งความต้องการใช้จ่ายช่วงไฮซีซันปลายปี พร้อมเดินหน้าหาลูกค้าคุณภาพ เน้น 2 กลุ่มหลัก “รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป” และ “First Jobber–คนรุ่นใหม่” ควบคู่การใช้ข้อมูลและ Core System ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ คุมความเสี่ยงไซเบอร์ และต่อยอดธุรกิจนายหน้าประกันภัย หลังครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 2.7% และส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) 2Q2026 ว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ความต้องการใช้จ่ายและสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อสามารถทำได้ โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ต้องได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริหารต้นทุนในการหาลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน และพัฒนาทักษะของคน แต่จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณค่ากับสมาชิก เพราะการเติบโตต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว”

“การที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเคทีซียังเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญคือการสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดกรองและคัดเลือกลูกค้าคุณภาพ การพัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ดูแลสมาชิก การยกระดับทักษะของพนักงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการป้องกันการทุจริตทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ผ่านการให้คำปรึกษาและการไกล่เกลี่ยอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เคทีซีสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"

เจาะ 2 ฐานลูกค้า ผลักดันเคทีซีเป็นบัตรหลัก
ธุรกิจบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะเน้นขยายฐานลูกค้าคุณภาพสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความสามารถในการชำระคืนที่ดี อีกกลุ่มคือ First Jobber และคนรุ่นใหม่ โดยเคทีซีต้องการเข้าไปเป็นบัตรเครดิตใบแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว สำหรับสมาชิกเดิม เป้าหมายคือทำให้เคทีซีเป็นบัตรหลักในการใช้จ่าย ปัจจุบันสมาชิกเคทีซียังคงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานสมาชิกที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง ช้อปออนไลน์ ประกันภัยและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหมวดที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช้อปออนไลน์ที่เติบโตดีในระดับเลขสองหลัก รวมถึงหมวดที่มีโอกาสเติบโตอย่างหมวดสุขภาพและความงาม และพร้อมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยมากขึ้น เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าคุณภาพและกลุ่ม Wealth

Core System ใหม่ เปิดทางดิจิทัล–คุม Cybersecurity
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการขึ้นระบบ Core System ใหม่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งดำเนินการได้ตามแผนและมีเสถียรภาพ จะทำให้ครึ่งปีหลังเคทีซีสามารถเดินหน้าโครงการเทคโนโลยีที่เตรียมไว้ได้มากขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลเพื่อรู้จักความต้องการของสมาชิกในเชิงลึกเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่ม การพัฒนาประสบการณ์บนแอป “KTC Mobile” และการนำระบบสมัครผลิตภัณฑ์มาเชื่อมบนแอป รวมถึงการปรับแพลตฟอร์ม “KTC U SHOP” ภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากฐานสมาชิกเดิม

ระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือ Cybersecurity และ Scam ซึ่งเคทีซีมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยจะลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยของลูกค้าและระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและบริหารต้นทุน แม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใน Core System และโครงการด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม แต่การดำเนินงานด้าน Technology Modernization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทคาดว่า Cost-to-Income Ratio ตลอดทั้งปีจะยังอยู่ในระดับประมาณ 36%

ประกัน–สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มโอกาสครึ่งปีหลัง
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะเป็นอีกโอกาสสร้างรายได้ใหม่ หลังเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเคทีซีเลือกเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่าการเร่งยอดขาย และคาดว่าไตรมาส 4 จะมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น จุดแข็งคือฐานลูกค้าคุณภาพ ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และ Digital Ecosystem หรือระบบดิจิทัลของเคทีซี ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เคทีซีมองเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากทั้งบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” (KTC PROUD) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” โดยมีการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่ายเติบโตดีกว่าตลาด หนุนความมั่นใจครึ่งปีหลัง
ฐานธุรกิจหลักยังมีแรงส่ง โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกเติบโต 2.7% ขณะที่เคทีซีมียอดใช้จ่าย 153,421 ล้านบาท เติบโต 4.7% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายเพิ่มจาก 13.1% เป็น 13.3% ขณะที่ NPL ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2%

นางพิทยากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และยังเห็นโอกาสเติบโต ครึ่งปีหลังเคทีซีจะใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้า เลือกโอกาสที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย และสร้างกำไรสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

LITE

23 สิงหาคม 2483 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.3khok.go.th/public/list/data/index/menu/1142

21 สิงหาคม 2411 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 5’ ประกาศใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรกในไทย กำหนด 100 สตางค์เท่ากับ 1 บาท กลายเป็นมาตรฐานเงินบาทในปัจจุบัน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการออกประกาศให้ใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรก

โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยใช้หน่วยเงินเป็น ทศ พิศ พัดดึงส์ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ไพ ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งถือเป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการแลกเปลี่ยนในการใช้จ่ายต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม 100 สตางค์ มีการกำหนดค่าให้เท่ากับ 1 บาท และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของหน่วยสากลที่นิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/infoisoc4news/posts/pfbid032JYR5WHhQxQ9FjkWtG3X5N87ygWugE3w1BhUsJRHgkoLCRUVbfBsxDJhoUaTdfcVl

20 สิงหาคม 2447 ประหาร ‘นางล้วน’ นักโทษหญิง คดีฆ่าสามีแล้วเผาทั้งบ้าน ด้วยวิธีการ ‘ตัดศีรษะ’ เป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ด้วยการตัดศีรษะเป็นครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร)

โดยมีการบันทึกไว้ว่า มีการประหารชีวิตนักโทษหญิง ชื่อ ‘นางล้วน’ ด้วยวิธีตัดหัวเป็นรายสุดท้ายของประเทศไทย แต่เป็นรายสุดท้ายสำหรับผู้หญิง ส่วนรายสุดท้ายที่ถูกประหารด้วยวิธีตัดหัวเป็นผู้ชาย ก็คือนายบุญเพ็ง นักโทษผู้โด่งดัง เจ้าของฉายา ‘บุญเพ็งหีบเหล็ก’ ที่ได้ก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าชิงทรัพย์ตั้งแต่ขณะอยู่ในผ้าเหลือง สุดท้ายถูกประหารที่วัดภาษี คลองตัน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2462

สำหรับนางล้วน นักโทษหญิงรายสุดท้ายที่ถูกตัดหัวนั้น ไม่มีเรื่องราวที่พูดถึงกันมากนัก จึงถูกบันทึกไว้เพียงสั้น ๆ ว่า ต้องโทษด้วยข้อหาว่าฆ่าผัวตายแล้วเผาทั้งบ้าน ถูกประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ มีนบุรีหลังจากเพิ่งคลอดลูกในคุกได้เพียง 1 เดือน ก่อนเข้าหลักประหาร นางล้วนได้มีโอกาสให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่าน้ำวัดหนองจอก ส่วนลูกของนางนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับไปอุปการะ

ที่มา : https://www.facebook.com/TPchannelFan/posts/1504980709643616?comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22O%22%7D

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

เร แม๊คโดนัลด์ ไอคอนเด็กแนวของวัยรุ่นไทย: ชีวิต งาน และมรดกที่ฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป

เป็นเวลา 5 วันแล้ว นับตั้งแต่ เร แม๊คโดนัลด์ หรือ “พี่เร” ไอคอนของวัยรุ่นไทยยุค 90‘ ต่อยุคมิลเลนเนียมได้ออกเดินทางไกลเป็นครั้งสุดท้าย (บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2569)
ถ้าคุณเคยนิยามตัวเองว่าเป็นวัยรุ่นในช่วง 20-30ปีมานี้ ชื่อ “เร แม๊คโดนัลด์” คงไม่ใช่แค่ชื่อของนักแสดงคนหนึ่ง แต่คือความทรงจำ คือตัวแทนแห่งพลังงานอันล้นเหลือแห่งยุคสมัย คือช่วงเวลาที่พวกเราแอบผู้ใหญ่มองผ่านจอโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่า “เป็นตัวเองแบบนี้ก็เท่ได้นี่หว่า“ ใดๆdigestวันนี้ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักพี่ชายสุดเท่คนนี้อีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เขาฝากไว้ในใจใครหลายคน

เด็กหนุ่มร้อยเอ็ดที่กล้าแตกต่าง

เร แม๊คโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ที่เติบโตมาพร้อมความมั่นใจในตัวเอง ในยุคที่โทรทัศน์ไทยเต็มไปด้วยความเป็นทางการและบทที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว เร แม๊คโดนัลด์ กลับก้าวเข้าสู่วงการด้วยความเป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง หมุดหมายสำคัญในการแจ้งเกิดในวงการ คือพิธีกรรายการ “ทีนทอล์ค” (Teen Talk) รายการที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกๆ ที่วัยรุ่นไทยได้เห็นคนพูดในสิ่งที่คิด แต่งตัวในแบบที่ต้องการ และไม่ต้องเสแสร้งเป็นใครเลยนอกจากตัวเอง ผ่านคำพูดกวนๆ ท่าทางที่ผู้ใหญ่ในยุคนั้นอาจจะมองว่ากวนประสาท แต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจจนทะลุจากจอมาให้พวกเราได้สัมผัส สำหรับวัยรุ่นยุคนั้น นี่คือการปลดล็อกครั้งใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครในจอทีวีที่ “กวนๆ แต่จริงใจ” แบบนี้มาก่อน

เมื่อ “ความต่าง” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ

สิ่งที่ทำให้เร แม๊คโดนัลด์ ไม่เหมือนพระเอกคนไหนในยุคเดียวกัน คือเขาไม่เคยพยายามเป็นภาพจำแบบใคร เขาแต่งตัวในสไตล์ของตัวเอง พูดในสิ่งที่คิด และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อ แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นกว่านักแสดงชายในรุ่นเดียวกันคือ จังหวะและการเลือกรับงานแสดงที่ทำให้ความเป็นศิลปินตัวพ่อเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “ฝันบ้าคาราโอเกะ” (2540) ของผู้กำกับ“ติสต์” พอๆกันอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ผลงานเปิดตัว และคว้าซ้ำอีกครั้งในปีถัดมาจากภาพยนตร์ที่ใครหลายคนยกให้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียมอย่าง “โอ-เนกาทีฟ รัก-ออกแบบไม่ได้” นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เป็นการพิสูจน์ให้วัยรุ่นยุคนั้นเห็นว่า การเป็นตัวเองแบบสุดโต่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องฝืนเป็นใครเพื่อให้คนยอมรับ
ตลอดเส้นทางเกือบ 30 ปี เร แม๊คโดนัลด์ มีผลงานภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง ทั้งหนีตามกาลิเลโอ, นาคปรก, The Eye 10, ตีสาม และ O.T. รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ แต่ที่สำคัญไปกว่าบทบาทใดๆ คือภาพจำของ “เด็กแนวต้นตำรับ” ที่จุดประกายให้เด็กหนุ่มสาวยุค 90 กล้าแต่งตัวแปลก กล้าคิดต่าง กล้าเดินตามเสียงของหัวใจตัวเอง แทนที่จะเดินตามกรอบที่สังคมหรือผู้ใหญ่คนไหนๆขีดไว้ให้

จากไอดอลจอแก้ว สู่คนพาฝันออกเดินทาง

แม้เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เร แม๊คโดนัลด์ ก็ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เขาก้าวเข้าสู่บทบาทพิธีกรรายการท่องเที่ยวสายลุยแบบแบ็กแพ็กเกอร์คนแรกๆของประเทศ พาผู้ชมสัมผัสโลกกว้างแบบดิบๆ จริงใจ ไม่ปรุงแต่ง จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน กระโดดขึ้นรถตุ๊กๆขับเดินทางข้ามหลายพรมแดนในหลายประเทศ เดินเท้าสู่หลายเมืองในอินเดีย สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างในดินแดนห่างไกลสุดขอบโลกในประเทศเปรู เร แม๊คโดนัลด์ทำให้คนไทยจำนวนมากกล้าสะพายเป้ออกเดินทางค้นหาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยไม่รวมถึงการทำตัวเป็นแขกที่น่ารักและให้เกียรติทุกคน ทุกวัฒนธรรมและทุกสถานที่ๆไป ที่เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในทุกๆการเดินทางของเขาจนเป็นภาพจำในสไตล์การเดินทางของเร แม๊คโดนัลด์

ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่างลีโอ พุฒ และต้าร์ บาร์บี้ ทำคอนเทนต์ในโลกยูทูบ ส่งต่อพลังงานแบบเดิมให้กับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทันได้ดูเขาในจอทีวียุค 90 ด้วยซ้ำ

และในบทบาทพ่อ เขาก็ยังคงเป็นแบบอย่างของความอบอุ่น มอบเวลาและความรักให้ลูกชายและภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยสนับสนุนเข้าอย่างเต็มที่ พาครอบครัวออกเดินทางเรียนรู้โลกไปด้วยกัน

มรดกที่แท้จริงที่เร แม๊คโดนัลด์ ฝากไว้

สิ่งที่เร แม๊คโดนัลด์ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปคงไม่ใช่รางวัลต่างๆบนหิ้งที่เขาเคยได้รับมา แต่คือบทเรียนที่ว่า “การเป็นตัวเอง” คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด เขาสอนวัยรุ่นยุค20-30ปีหลังมานี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดให้กล้าแตกต่าง กล้าเดินในเส้นทางที่ไม่มีใครเดิน และกล้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะไม่มีใครในยุคนั้นทำแบบเดียวกันมาก่อน แรงบันดาลใจแบบนี้เองที่ยังคงถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ด้วยความทรงจำของแฟนคลับและคนที่รักและชื่นชมเขามาจนทุกวันนี้

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ข่าวการจากไปของเร แม๊คโดนัลด์ สร้างความช็อกให้กับวงการบันเทิงไทยและแฟนๆ ทั่วประเทศ เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักย่านพัฒนาการ กรุงเทพฯ ในวัย 49 ปี ท่ามกลางความอาลัยรักจากครอบครัว เพื่อนร่วมวงการ และผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานของเขา

แม้วันนี้เร แม๊คโดนัลด์ จะเดินทางไกลไปยังที่ที่ไม่มีวันย้อนกลับ แต่สำหรับใครหลายคนเขาจะยังคงเป็นภาพจำของความกล้าที่จะเป็นตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำ

สิ่งที่ เร แม๊คโดนัลด์ บอกกับพวกเราผ่านการใช้ชีวิตของเขาก็คือ

“ออกไปค้นหาโลกให้มากที่สุดเท่าที่แรงของเรายังมี เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจะเหลือไว้ไม่ใช่จำนวนสถานที่ที่เราเคยไป แต่คือประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นคนที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น”

แม้การจากไปในวัย 49 ปีอาจจะคิดได้ว่าค่อนข้างเร็วเกินไปสำหรับคนที่ยังมีพลังงานล้นเหลือที่จะสร้างสรรค์งานดีๆต่อไปได้ แต่สุดท้ายแล้วคุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมไม่ได้อยู่ที่ชีวิตนั้นยืนยาวเพียงใดแต่อยู่ที่ชีวิตนั้นได้สร้างอะไรที่ เป็นประโยชน์ ไว้ให้กับผู้อื่นต่างหาก ชีวิตที่หากแม้จะสั้นแต่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นฝากไว้ ก็นับเป็นชีวิตที่สวยงามและสว่างไสวควรค่าแก่การได้รับความรักและความระลึกถึงอย่างสุดหัวใจ และชีวิตของเร แมคโดนัลด์ ก็เป็นดังนั้น

ขอให้เร แม๊คโดนัลด์ เดินทางสู่จุดหมายที่ดีที่สุดด้วยความปลอดภัย และนำความรักจากทุกคนที่มีเขาเป็นหนึ่งในตัวแทนช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดติดตัวไปด้วย ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจที่ฝากไว้ให้พวกเราทุกคน

ด้วยจิตคารวะ

“หนี–ซ่อน–สู้” คู่มือเอาชีวิตรอดเหตุกราดยิง!! อดีต FBI ชี้วิธีรอดเหตุกราดยิง เข้าใจความถี่เหตุกราดยิงในสหรัฐ ย้ำการเตรียมพร้อมสำคัญโดยไม่กลัว แนะนำเจ้าหน้าที่ซ้อมยิงปืนทุกเดือน

หนี-ซ่อน-สู้ : วิธีเอาชีวิตรอดจากเหตุกราดยิง โดยอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI

เหตุกราดยิงในบ้านเราเริ่มจะมีมากขึ้น เพราะคนบ้าสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายขึ้น ในภาพยนตร์ต่างประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ถูกพักงานหรือถูกปลดหรือถูกไล่ออก สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้จะต้องทำคือ ส่งมอบตรา บัตรประจำตัว และอาวุธปืนประจำตัว

ตามรายงานของ Gun Violence Archive องค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้ให้นิยามเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างน้อยสี่คนขึ้นไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุกราดยิงเหล่านี้เกิดขึ้นในโบสถ์ คลีนิกหรือโรงพยาบาล โรงเรียนประถมศึกษา และสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง

ศ. Alex del Carmen รองคณบดี และศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Tarleton มลรัฐ Texas กล่าวว่า การรู้วิธีโต้ตอบในการกราดยิงเป็นสิ่งจำเป็นในขณะนี้ “ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบกับสิ่งนี้ในชีวิตของพวกเขา” ศ. Alex del Carmen บอกกับ NPR (National Public Radio) ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ตอนนี้เราเกือบจะมีหน้าที่ต้องสอนเด็ก ๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เหล่านี้” ศ. Alex del Carmen บอกกับลูก ๆ ของเขาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ว่า : มีแผนฉุกเฉินเสมอ คำแนะนำทั่วไปได้แก่ :
-การหลบหนี
-การหลบซ่อน
-การสู้กลับ

จากบทความรำลึกถึงเหยื่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ครบ10 ปี Katherine Schweit อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษของ FBI ผู้เขียนเรื่อง Stop the Killing : How to End the Mass Shooting Crisis (หยุดการฆ่า : จะยุติวิกฤตการกราดยิงได้อย่างไร) ได้ออกแบบโครงการเผชิญเหตุกราดยิงของหน่วยงานนี้ หลังเหตุกราดยิงที่เหตุกราดยิงในโรงเรียน Sandy Hook ในปี ค.ศ. 2012

“การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่ดี” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit บอกว่า “แต่อย่ากลัวจนคิดมากไปว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ดิฉันคิดว่า ถ้าคุณย้อนกลับไปดูว่าอาจจะเป็นการซ้อมดับเพลิงในโรงเรียน เราก็ได้ทำให้การฝึกซ้อมหนีไฟเป็นมาตรฐานแล้ว และเราไม่คิดว่าทุกครั้งที่มีการซ้อมดับเพลิงหรือคำเตือนพายุทอร์นาโดว่า เรากำลังจะถูกไฟครอกตายหรือเสียชีวิตในพายุทอร์นาโด"

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าวว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุกราดยิง สำหรับพลเรือนที่ต้องทำคือ “การหลบหนีเสมอ” แน่นอนว่าการตอบสนองต่อเหตุกราดยิงของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เช่นเดียวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นใน Uvalde มลรัฐ Texas ที่นั่น มือปืนใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในโรงเรียนประถม Robb ขณะที่เจ้าหน้าตำรวจรออยู่ด้านนอก วิธีตอบสนองของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันเสมอ ตราบเท่าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกาปฏิบัติตามวิธีการฝึกอบรมที่แตกต่างกันไป (มาตรฐานแห่งชาติที่แนะนำนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ)

อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit เสริมว่า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า เหตุกราดยิงในที่สาธารณะประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของการบาดเจ็บจากอาวุธปืนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ในทุกปีผู้คนถูกฆ่าในบ้านและในละแวกใกล้เคียงมากกว่าในสถานที่สาธารณะ “ดังนั้น แม้ว่าจะมีข่าวเหตุกราดยิงมากมาย แต่เหตุกราดยิงก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก”

ถึงกระนั้น กริยาสามคำก็มีคุณค่ามากมาย : หนี ซ่อน สู้ การหนีคือ ทางเลือกที่หนึ่ง ถ้าหนีไม่ได้ก็ต้องซ่อน และถ้าซ่อนไม่ได้ก็ต้องสู้

-หนี ไม่ว่ามือปืนจะใช้อาวุธปืนชนิดใดก็ตาม ยิ่งเราอยู่ห่างจากมือปืนได้มากเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น “นั่นฟังดูเหมือน 'เราอยู่ในเขตสงคราม' มาก แต่ในขณะที่เสียงยิงดังขึ้น เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ในเขตสงคราม และการหนีไปจะดีกว่า ถ้าสามารถทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว เมื่อไปที่ไหนก็ตามให้มองหาทางออกปกติหรือฉุกเฉินไว้เสมอ การอพยพออกไปโดยไม่ลังเลหรือรอรวบรวมข้าวของ และหนีต่อไปจนกว่าจะถึงพื้นที่ที่ปลอดภัย

-ซ่อน “นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องวิ่งหนีเมื่อมีคนยิงใส่เรา” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit อธิบาย หากไม่มีเส้นทางหลบหนีที่ปลอดภัย FBI แนะนำให้หาที่ซ่อนดี ๆ ล็อคประตูและกั้นประตู รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ

-สู้ เมื่อต้นปีนี้ Brandon Tsay บรรยายใน Morning Edition ของ NPR ถึงสิ่งที่เขาคิดเมื่อตัดสินใจต่อสู้ และปลดอาวุธมือปืนใน Monterey Park มลรัฐ California

“มันจะต้องจบลงที่นี่ นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตของผม มันจบลงแล้ว ผมจะตายที่นี่” Tsay กล่าว “แต่ที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร ซึ่งก็สรุปได้ว่า ต้องแย่งปืนออกไปจากเขา ไม่งั้นจะมีคนเจ็บอีกเยอะมาก”

การใช้สิ่งของที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ร่วมกับการจู่โจมนั้นประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งมือปืนในสถานที่ต่าง ๆ เช่นที่ Colorado Springs มลรัฐ Colorado และ Noblesville มลรัฐ Indiana การวิจัยของ FBI แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่มีอาวุธมักจะช่วยชีวิต และยุติเหตุกราดยิงได้มากกว่าผู้ที่มีอาวุธ “ดังนั้นอย่าเชื่อว่า เราไม่สามารถหยุดมือปืนได้ เราทำได้” อดีตเจ้าหนัาที่พิเศษ Schweit กล่าว "และมก็มีคนทำมาตลอด"

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ในฐานะอดีตนักกีฬายิงปืนหลายมหาวิทยาลัย ขอแนะนำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหมั่นฝึกฝนการใช้อาวุธปืนให้ชำนาญและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและจราจร ซึ่งมีโอกาสเผชิญเหตุก่อน ในสหรัฐอเมริกาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะซ้อมยิงปืนพกทุกๆ เดือน และมีการบันทึกคะแนนที่ซ้อมยิงเอาไว้ด้วย รถยนต์สายตรวจทุกคันควรมีปืนยิงเร็วและปืนลูกซองอย่างละกระบอก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีอำนาจการยิงในการเผชิญเหตุมากกว่าผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับห้างร้านทางเข้าห้างใหญ่ ๆ มักจะมีซุ้มตรวจจับอาวุธอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่รปภ.ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องเกรงใจลูกค้า ตรวจสอบ ตรวจค้น สิ่งของที่อาจจะเป็นอันตราย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าส่วนใหญ่ นอกจากการซ้อมรับเหตุไฟไหม้แล้ว ต่อไปห้างร้านอาคารต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกราดยิงอีกด้วย เช่นเดียวกับ โรงเรียน สถานศึกษาก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

จีนเปิดยุคหุ่นยนต์ความเร็วสูง “เทียนกง อัลตรา” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฉิว 9.39 วินาที ทุบสถิติยูเซน โบลต์ 17 ปีมาแล้ว การพัฒนาครั้งใหญ่ใน 1 ปี ชี้เป้าก้าวหน้าและอุปสรรคใหม่ของ AI

หุ่นยนต์จีนวิ่ง 9.39 วินาทีโค่นสถิติ 'ยูเซน โบลต์' ตอกย้ำพลังความคิดมนุษย์

ปักกิ่ง, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เทียนกง อัลตรา (Tiangong Ultra) ของจีน วิ่งฉิวเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.39 วินาที ระหว่างการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 ในกรุงปักกิ่งของจีน ทำลายสถิติโลก 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาไมกาเจ้าของสถิติโลกในตำนาน ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 ปีก่อนในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย แม้สถิติทั้งสองนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง โดยสถิติของโบลต์สะท้อนขีดจำกัดความเร็วของร่างกายมนุษย์ ขณะที่ความสำเร็จของหุ่นยนต์สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์สามารถก้าวไปได้ไกลเพียงใด

ปัจจุบันการวิ่งยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ต้องสร้างแรง ดูดซับแรงกระแทกซ้ำๆ และรักษาสมดุลขณะเคลื่อนไหว พร้อมประสานการทำงานของข้อต่อหลายส่วนไปพร้อมกัน การทดสอบความเร็วจึงเป็นบททดสอบขีดจำกัดทางเทคนิคเพราะยิ่งหุ่นยนต์เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด เวลาที่มีสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการด้านความเร็วของเทียนกง อัลตราจึงน่าทึ่งเป็นพิเศษ โดยในการแข่งขันเมื่อปี 2025 เทียนกง อัลตราใช้เวลา 21.5 วินาทีในการวิ่งระยะทางเดียวกัน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เวลาดังกล่าวลดลงมากกว่าครึ่ง โดยทีมวิศวกรได้ยกระดับข้อต่อของหุ่นยนต์ ปรับปรุงโครงสร้าง และพัฒนาอัลกอริทึมควบคุมสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงระบบนำทาง ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาทิศทางขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องอาศัยเส้นกำกับบนสนาม

อย่างไรก็ตาม การทำลายสถิติของมนุษย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของงานวิศวกรรม เพราะทุกความก้าวหน้าย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อนและความท้าทายใหม่ๆ และการวิ่งด้วยเวลา 9.39 วินาทีเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ได้ชี้ให้เห็นความท้าทายประการต่อไปนั่นคือการที่หุ่นยนต์ยังออกตัวได้ช้า แต่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า จึงเร่งแซงคู่แข่งได้ในช่วงหลังของการแข่งขัน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และรับหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ในโลกจริงได้ โดยหุ่นยนต์ในโรงงานไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งวิ่ง และหุ่นยนต์บริการไม่จำเป็นต้องคว้าเหรียญรางวัล แต่ทุกการพัฒนาด้านความเร็ว ความมั่นคง และความแม่นยำในสนามแข่งขัน ล้วนช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใกล้การนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา

พลังงานกลายเป็นไพ่ใบใหม่ของอิหร่าน!! หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางศึกเศรษฐกิจรอบใหม่ ช่วงสงครามกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ดูเหมือนสหรัฐฯ อาจต้องเหนื่อยกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีกหลายรอบที่มีต่ออิหร่าน เพราะล่าสุด เตหะรานขุดเจอก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์

มีรายงานว่า โมห์เซน ปักเนจาด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทางตอนใต้ของจังหวัดฟาร์ส (Fars) มีปริมาณก๊าซมากกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 212,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปักเนจาด ระบุว่า ปริมาณก๊าซดังกล่าว เทียบเท่ากับการผลิตจากหนึ่งเฟสของแหล่งก๊าซ South Pars เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ซึ่งอิหร่านประเมินว่าจะสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การค้นพบเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะเดียวกันวอชิงตันก็กำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1381460500808973/?rdid=Ip9tZZaxGwmuDJOt#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top