Monday, 10 August 2026
NEWS

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี!! อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบก ประดิษฐานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 พืชสวนโลกอุดรธานีไม่ใช่แค่เวทีพรรณไม้ แต่คือพื้นที่ศรัทธาและวัฒนธรรมไทย

“พระบรมสารีริกธาตุ” ประดิษฐาน ณ มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เปิดพื้นที่แห่งศรัทธา คู่ขนานมหกรรมพืชสวนระดับโลก

อุดรธานี – เกิดภาพแห่งความศรัทธาและความเป็นสิริมงคล ณ พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี เมื่อมีพิธีอัญเชิญ “พระบรมสารีริกธาตุ” ขึ้นประดิษฐาน ณ บุษบก ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและผู้มาเยือนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบก ร่วมด้วยนายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และนายธงชัย ว่องไวพาณิชย์ ประธานบริษัท บอริส จำกัด ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในบริเวณจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

พิธีดังกล่าวได้รับเมตตาจาก พระราชวชิรธรรมาจารย์ (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) เป็นประธานสงฆ์ พร้อมคณะพระสงฆ์รวม 6 รูป ร่วมประกอบพิธี ท่ามกลางคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ผู้ควบคุมงาน บริษัทค้าร่วมเอ็นบีเอ็ม ผู้รับจ้างบริหารจัดการ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพสำคัญที่สะท้อนการผสาน “ธรรมชาติ ศรัทธา และการเรียนรู้” เข้าด้วยกัน ภายในพื้นที่มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ซึ่งมุ่งนำเสนอความหลากหลายทางพืชสวนและแนวคิดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สัมผัสคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและวิถีแห่งความศรัทธาของไทย

นอกจากเป็นสถานที่จัดแสดงความงดงามของพรรณไม้จากประเทศไทยและนานาประเทศแล้ว พื้นที่มหกรรมพืชสวนโลกยังถูกถ่ายทอดให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม และคุณค่าของการอนุรักษ์ โดยการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญทางจิตใจสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดอุดรธานีในช่วงการจัดงาน

‘นิกร’ ดันเทคโนโลยียกระดับคนพิการ เปิดงานสัมมนาคนพิการระดับชาติ วิจัย-นวัตกรรมหนุนยกระดับชีวิต สนับสนุนเรียนรู้สู่สร้างรายได้ ผลักดันสังคมเท่าเทียมทั่วประเทศ

วิจัย-นวัตกรรม-เทคโนโลยี คือโอกาสใหม่ของคนพิการไทย และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“นิกร โสมกลาง” รมว.พม. ชูงานวิจัย-นวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพคนพิการ จาก “การเรียนรู้” สู่ “การสร้างรายได้” พร้อมผลักดันความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึง มีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ภายใต้แนวคิด “From Learning to Earning : Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดโอกาสและเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม., รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, คนพิการ พร้อมครอบครัวและผู้ดูแล, นักวิจัยและนักวิชาการจากทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2570 ให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่อเวทีวิชาการสำคัญของประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายนิกร ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี” จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสให้คนพิการจึงไม่ใช่เพียงการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงการศึกษา พัฒนาทักษะ ใช้นวัตกรรม และมีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

“คนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ” นายนิกร กล่าว

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีการนำเสนอ 58 ผลงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อคนพิการ การจ้างงานและการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและคุณภาพชีวิตคนพิการ, นิทรรศการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อคนพิการจากภาคีเครือข่าย รวม 40 บูธ, การประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ Inclusive Design Challenge 2026, เวทีเสวนาทางวิชาการ และกิจกรรมเวิร์กชอปทักษะอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรคนพิการ เพื่อเปลี่ยนงานวิชาการให้เป็นนโยบายที่เกิดผลลัพธ์จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าผลักดัน 12 แนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศ, การส่งเสริมการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึง, การพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรคนพิการ ตลอดจนการสนับสนุนให้คนพิการเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” (Co-creator) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้บริการ
“ตนเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายนิกร กล่าว

ด้าน รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการผลิตองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย ไปสู่การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเวทีการแข่งขัน Inclusive Design Challenge 2026 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพิการ โดยผลงานจาก 10 ทีมสุดท้ายมุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ตอกย้ำว่า "นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

สำหรับสุดยอดผลงาน Inclusive Design Challenge 2026 เงินรางวัลสนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังแรงกดทับในเบ้าขาเทียมแบบอัจฉริยะเพื่อป้องกันแผลกดทับ และส่งเสริมการกลับสู่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพของผู้พิการขาขาด มหาวิทยาลัยพายัพ เงินรางวัล 20,000 บาทพร้อมโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ห่วยใย: AI ดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ” เน็คแบนด์ประเมินความเสี่ยงรอบทิศทาง แปลงประสาทสัมผัส และบันทึกเหตุการณ์เรียลไทม์ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Thai Gaze-AAC ระบบสื่อสารผ่านการมองตาสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหวในบริบทภาษาไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ การพัฒนาโปรแกรมแปลภาษามือแบบสองทิศทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เงินรางวัลๆ ละ 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 12Tile ระบบตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การคิด และการเรียนรู้แบบองค์รวมสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก โรงเรียกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ArtSense ผลงานลายไทยสัมผัสได้ชุดแรกของไทย สำหรับผู้พิการทางสายตา นางสาวบุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ Shrewsbury International School Bangkok เงินรางวัล ๆ ละ 3,000 บาท ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมเพื่อคนพิการไม่ได้มีบทบาทเพียงการช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจได้

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่!! แม่ปุ้ยพา 'น้ำผึ้ง' ขอพรที่พักฟื้น ก่อนลุยเวที Miss World 2026 ที่เวียดนาม 'วิชัย' อวยพรประสบความสำเร็จ เน้นบทบาทสังคมและความยั่งยืน

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่...ก่อนภารกิจเพื่อประเทศไทยชมภาพบรรยากาศสุดอบอุ่น เมื่อ แม่ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด นำ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" Miss World Thailand 2026 พร้อมด้วยคณะรองมิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026 เข้าพบขอพร คุณวิชัย ทองแตง ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 ก่อนเดินทางไปประกวด Miss World 2026

โอกาสนี้ คุณวิชัย ทองแตง ได้มอบกำลังใจ พร้อมอวยพรให้ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" ประสบความสำเร็จในฐานะตัวแทนประเทศไทย บนเวที Miss World 2026 ณ ประเทศเวียดนาม

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบโอวาทและแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ Miss World Thailand ในการเป็นพลังสำคัญในการประกาศความเป็นไทย "Thainess” สู่สายตานานาชาติ สร้างปรากฎการณ์ Touch of Thai และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

ทุกคำอวยพร ทุกกำลังใจ คือพลังสำคัญที่จะนำพาตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ

ขอขอบคุณ มาลัยสยาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1498766318945928&id=100064377227434&rdid=7lCF3s9SvyIHa2dZ#

‘วราวุธ’ สั่งตรวจสอบไฟไหม้พบยางเก่า จำนวนมาก!! บ้านบึงระทึกไฟไหม้อาคารคล้ายโรงงาน ส่งรถโมบายเช็กมลพิษ พบพื้นที่ไร้ใบอนุญาตโรงงาน เตรียมฟันตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี

“วราวุธ” เผย สั่ง สอจ.ชลบุรี รุดตรวจสอบเพลิงไหม้อาคารคล้ายโรงงาน พื้นที่บ้านบึง พบยางเก่าพรึ่บ ส่งรถโมบายกรมโรงงาน ตรวจเช็กสภาพอากาศ – มลพิษ – ไอระเหย เข้าพื้นที่แล้ว พบ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรงงานเด็ดขาด

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ทราบเลขที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ได้เข้าร่วมตรวจสอบกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยเพลิงลุกไหม้ที่เกิดขึ้นเฉพาะภายในอาคาร ไม่ได้ลุกลามไปสู่ภายนอก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอจ.ชลบุรี อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในอาคารโรงงานได้ โดยสังเกตเห็นมียางรถยนต์เก่าและเครื่องจักรอยู่ใน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการนำรถปฏิบัติการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าวแล้วเพื่อจะตรวจวัดคุณภาพอากาศ มลพิษทางกลิ่น ไอระเหยสารเคมี ในรัศมีโดยรอบแล้วว่า มีผลกระทบอย่างไร เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้นำตรวจของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า อาคารดังกล่าวสร้างเพื่อเป็นโกดังหรือโรงงาน เบื้องต้นตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และยังพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการกองเก็บยางรถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ (วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) ไว้ในพื้นที่โล่งจำนวนมากซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบขยายผลว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ภายหลังเพลิงสงบตนให้เจ้าหน้าที่ สอจ.ชลบุรี เข้าไปดูในรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องและมีการดำเนินการไปก่อนนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 อย่างเต็มที่และเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงนี้หากมีเหตุด่วน หรือเหตุสงสัย หรือจะร้องเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม สามารถโทรมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ทุกเหตุการณ์เรามีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

POLITICS

คณะกรรมาธิการลุยโกง สว.!! จ่อเปิดหลักฐาน 9 ส.ค. แฉขบวนการล้มล้างระบบ ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’ ที่ซ่อนเงื่อน ชวนสังคมร่วมฟังและตรวจสอบ

จับตา 9 ส.ค. เปิดหลักฐาน “ขบวนการโกงฮั้ว สว.” ตั้งคำถาม “ใครคือไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลัง

คณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธ์ เป็นประธาน ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน เตรียมจัดแถลงข่าวครั้งสำคัญในหัวข้อ “เปิดโปงหลักฐาน: ขบวนการโกง สว.” พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ไฮไลต์ของการแถลงข่าวคือการนำเสนอประเด็น “ขบวนการโกง สว. คือขบวนการล้มล้างการปกครอง: ใครคือไอ้โม่ง? ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง” โดยผู้จัดระบุว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงลึก พร้อมตั้งคำถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการวางแผนและขับเคลื่อนขบวนการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองและเจตจำนงของประชาชน

การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารรัฐสภา โดยผู้จัดเชิญชวนภาคประชาชน สื่อมวลชน สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวและติดตามการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เป็นอีกเวทีที่จะแฉความจริงของกลโกง ขั้นตอนล็อคให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้า

“ชมรมกำนัน” ค้านลดวาระ!! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางค้าน ลดวาระ 5ปี เสี่ยงแตกแยก มองเป็นงานไม่ใช่การเมือง หวั่นเพิ่มภาระงบประมาณ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง ไม่เห็นด้วย ท่าที'กำนันยศ' หนุนดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เห็นด้วยกฎหนดวาระ เหตุตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และการแข่งขันนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน
​กำนัน ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ กำนันยงยศ แก้วเขียว ออกมาเห็นด้วยกับการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เหลือเพียงวาระละ 5 ปี

​กำนัน ดร.ธวัชชัย ระบุว่า แม้ตนจะเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดวาระเหลือ 5 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโดยขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และยังไม่ได้รับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

​ประธานชมรมฯ ภาคกลาง ชี้ว่างานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านมิใช่งานทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นกลไกการปกครองท้องที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคยในพื้นที่ และความไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสม หากจำกัดวาระเหลือเพียง 5 ปี จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งยังสุ่มเสี่ยงทำให้ตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งในหมู่บ้าน ตลอดจนเพิ่มภาระงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งบ่อยครั้ง

​"หากปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทางออกไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดวาระเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบประเมินผล การตรวจสอบ และกระบวนการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้วิธีตัดโอกาสและทำลายความต่อเนื่องของคนที่ทำงานดีทั้งหมด" กำนัน ดร.ธวัชชัย กล่าว
​พร้อมย้ำว่าการปฏิรูประบบการปกครองท้องที่ ไม่ควรมองแค่เรื่อง "วาระกี่ปี" แต่ต้องคำนึงถึง "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และประโยชน์สูงสุดของประชาชน" เป็นหลัก โดยขอเสนอให้ภาครัฐจัดทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ทั้งนี้ Mtoday ได้รับข้อมูลมาว่า การที่กำนันยงยศ เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านวาระ 5 ปี อาจมีการต่อรองกับฝ่ายการเมือง ผลักดันให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกษียณอายุ 60 ปี เนื่องจากตัวเอง กำลังจะเกษียณอายุ การกำหนดว่าระ 5 ปี โดยไม่เกษียณอายุเหมือนตำแหน่งการเมือง ก็เพื่อตัวเองจะได้กลับมาเป็นอีก พร้อมทั้งมีการตั้งคำถาม ความโปร่งใสในการบริหารชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัด ที่มีการเก็บค่าสมาชิก มีความโปร่งใสแค่ไหน

7 สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก”!! ย้อนรอยจุดเริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. จุดเปลี่ยนการเมืองไทย สู่สงครามประชาชนกว่า 20 ปี เปิดฉากความขัดแย้ง รัฐไทย–คอมมิวนิสต์ หมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก จุดเปลี่ยนของการเมืองไทย

เสียงปืนนัดแรกที่บ้านนาบัว “7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก” เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของ พคท. และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนำไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

ความสำคัญของวันเสียงปืนแตก มี 4 ประเด็นหลัก คือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย ก่อนปี 2508 พคท. เน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและจัดตั้งมวลชนในชนบท แต่หลังเหตุการณ์นี้ได้ประกาศใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับ พคท. 

2. มีผลต่อการเมืองและความมั่นคงของไทย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นใช้งบประมาณและกำลังทหารจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ทำให้การเมืองไทยในช่วง 2510 ถึง 2520 ถูกกำหนดด้วยประเด็นความมั่นคงเป็นอย่างมาก 

3. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนจำนวนมากหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ส่งผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างมากในช่วงปลาย 2510 ถึงต้น 2520 

4. จุดสิ้นสุดของสงคราม

ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายหลังรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วม พคท. วางอาวุธและกลับคืนสู่สังคม ทำให้การสู้รบยุติลงในเวลาต่อมา 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ วันที่แท้จริง ของ “วันเสียงปืนแตก” ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แม้ พคท. จะยึดถือ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสัญลักษณ์ แต่มีงานวิจัยและเอกสารราชการบางส่วนเสนอว่า การปะทะกันจริงเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของ 8 สิงหาคม 2508 มากกว่า 

มิติประวัติศาสตร์ “วันเสียงปืนแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุปะทะครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง ความมั่นคง และพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น

ECONBIZ

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

NIA หนุน BWC ลุยนวัตกรรม!! เปิดตัว Care Floor ผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนของเสียเป็นน้ำยาทำความสะอาด ชูคอนเซปต์รักษ์โลกยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลสอดคล้องแนวคิด

พลิกโฉมวงการทำความสะอาด! NIA หนุน BWC เปิดตัว 'Care Floor'

นวัตกรรมเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมสู่น้ำยาถูพื้นรักษ์โลกสุดล้ำ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกาศสนับสนุนบริษัท เบตเตอร์ เวสท์ แคร์ จำกัด (BWC) เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสุดล้ำภายใต้ชื่อ "แคร์ ฟลอร์" (Care Floor) ซึ่งเป็นผลผลิตระดับมาสเตอร์พีซจากโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน โดยนวัตกรรมนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการด้วยการนำสารเคมีบางชนิดที่เป็นของเสีย มาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล (Upcycle) ขั้นสูง จนพลิกโฉมกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพและรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Care Floor ถูกคิดค้นและออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ "From Waste to Care - ขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาด... ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" โดยชูจุดเด่นที่ความสามารถในการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว มีความปลอดภัยสูงไม่เป็นอันตราย สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทั่วไปหลากหลายประเภทในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นในทุกครั้งที่ใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะอาดสะอ้านและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจของแบรนด์ยังไม่หยุดอยู่แค่ตัวน้ำยาทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดย Care Floor มาพร้อมปริมาณจุใจถึง 1,000 มิลลิลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบขวดใช้งานง่ายและแบบถุงเติม (Refill) ในราคาสุดคุ้มค่าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกและร่วมกันรักษ์โลกได้อย่างยั่งยืน

การผลักดันจาก NIA โดยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ BWC สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังเป็นการจุดประกายโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนภาระต้นทุนในการกำจัดของเสียให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ว้าว" ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

‘มาคาเลียส’ ชี้วอเชอร์โต!! ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัว อี-วอเชอร์ช่วยบริหารรายได้ ยอดขายโต-ลูกค้าสะดวกมากขึ้น โวช์เชอร์เป็น New Normal ใหม่

มาคาเลียส ชี้ "Voucher Economy" กำลังเป็น New Normal ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
โรงแรม-ร้านอาหารหันใช้อี-วอเชอร์บริหารรายได้ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการกลับทวีความเข้มข้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ต่างต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย ควบคู่กับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ทั้ง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ยังคงต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย เพราะปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามองหาความคุ้มค่า ประสบการณ์ เน้นราคาที่ถูกลง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้มากขึ้น ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่ ซึ่งบทบาทของอี-วอเชอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือส่งเสริมการขายหรือการจัดโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นเครื่องมือด้าน Revenue Management ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

"ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า 'วอเชอร์' คือการลดราคา แต่ในมุมของผู้ประกอบการวอเชอร์คือเครื่องมือในการบริหารรายได้และการบริหารอุปสงค์ (Demand Management) ที่ช่วยสร้างยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องลดราคาปกติของสินค้าและบริการอีกต่อไป”

ส่งผลให้ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มนำอี-วอเชอร์มาใช้ในการบริหารยอดขายในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น การกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season การจำหน่ายแพ็กเกจเฉพาะช่วงเวลา การกำหนดจำนวนสิทธิ์ หรือการกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) โดยยังสามารถรักษาระดับราคาปกติของแบรนด์ไว้ได้ แตกต่างจากการลดราคาหน้าร้านที่อาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคในระยะยาว

นอกจากการบริหารราคาแล้ว อี-วอเชอร์ ยังช่วยคาดการณ์รายรับให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถนำ วางแผนการตลาด หรือบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริโภคเองก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มองหาส่วนลดเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ กลายเป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านการซื้ออี-วอเชอร์ ทั้งสำหรับที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกใช้บริการในเวลาที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่า "วอเชอร์" ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว

จากสถิติยอดจำหน่ายวอเชอร์ของมาคาเลียสในปี 2026 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน พบว่า หมวดที่พักมีการเติบโตของยอดซื้ออี-วอเชอร์เพิ่มขึ้น 50% โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พัทยา และจากการสำรวจยังพบว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวในวันธรรมดา และนิยมท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มใช้วอเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าการรอโปรโมชั่นในช่วงเทศกาล"

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การบริหารรายได้ผ่านแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" ควบคู่ไปกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าที่เคย โดย มาคาเลียส มองว่า Voucher Economy จะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้และรักษามูลค่าของสินค้าและบริการ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่าและมีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น

LITE

9 สิงหาคม 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

8 สิงหาคม 2510 เริ่มก่อตั้งปี 2510 ที่กรุงเทพฯ รวม 5 ประเทศอาเซียนภาคพื้นฐาน ปัจจุบันขยายสมาชิกเป็น 10 ประเทศ 'อันวาร์' ชี้แนวร่วมภูมิภาคสำคัญ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

5 สิงหาคม 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนทหารสราญรมย์ มรดกการปฏิรูปกองทัพไทย วางรากฐานการทหารสมัยใหม่

วันนี้ในอดีต 5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกำเนิด ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’ ต่อมาคือ โรงเรียนนายร้อย จปร.

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับ(กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์) โดยเริ่มจากการจัดตั้งทหารมหาดเล็กเด็กที่เรียกว่า ‘ทหารมหาดเล็กไล่กา’ จำนวน 12 คน ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้ขยายกำลังขึ้นโดยฝึกข้าหลวงเดิมให้เป็นทหารมหาดเล็กสมทบกับพวกมหาดเล็กไล่การวม 24 คน จึงเรียกทหารในชุดนี้ว่า ‘ทหาร 2 โหล’ และต่อมาได้เพิ่มจำนวนทหารมหาดเล็กเป็น 72 คน แต่งตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กสำหรับรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด

พ.ศ. 2414 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายกองทหารมหาดเล็กออกเป็นกองร้อย เรียกว่า ‘กอมปานี’ (Company) ถึง 6 กองร้อย จัดตั้งเป็น ‘กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์’
พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานที่สอนวิชาการและระเบียบการขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก รวมทั้งให้มีการสอนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย เรียกสถานศึกษาว่า ‘คะเด็ตทหารมหาดเล็ก’ ส่วนนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ (Cadet)

พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้าขึ้น (ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมยุทธนาธิการ) จึงกำเนิด ‘คะเด็ตทหารหน้า’ ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ได้เร่งปรับปรุงกิจการทหารโดยลำดับ เมื่อเจริญกว้างขวางและเป็นแบบแผนขึ้นบ้างแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาทหารสำหรับทหารบกทั่วไปขึ้น โดยให้ใช้พื้นที่บริเวณหลังพระราชวังสราญรมย์เป็นสถานที่ตั้ง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมแผนที่ทหาร) โดยรวมคะเด็ตทหารมหาดเล็ก คะเด็ตทหารหน้า นักเรียนแผนที่ และส่วนที่เป็นทหารสก๊อตเข้าด้วยกัน ใช้ชื่อรวมว่า ‘คะเด็ตสกูล’ สำหรับนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ มีนายพันเอกนิคาล วอลเกอร์ (Nical Walger) เป็นผู้บังคับการคนแรก

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนคะเด็ตสกูล

14 มกราคม พ.ศ. 2431 ได้ตราข้อบังคับขนานนามโรงเรียนคะเด็ตสกูลเสียใหม่ว่า ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’

6 ตุลาคม พ.ศ. 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองโรงเรียนนายสิบมาสมทบด้วย เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนสอนวิชาทหารบก’

25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนทหารบก’ เปิดโอกาสให้รับบุคคลสามัญที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต่อมามีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนนายสิบไปสังกัดกองพลทหารบกตามเดิม และ เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ เปิดการสอนใน 2 แผนก คือ โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม

5 ปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าสถานที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกคับแคบไปแล้วไม่เพียงพอแก่การที่จะผลิตนักเรียนเพิ่มขึ้นทันกับความต้องการของสถานการณ์ในเวลานั้น ซึ่งขาดแคลนนายทหาร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินติดถนนราชดำเนินนอก เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม (ส่วนโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมยังคงอยู่ ณ โรงเรียนทหารสราญรมย์เดิม) เสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452

โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมได้ดำเนินการมาด้วยดี ต่อมาเศรษฐกิจของชาติตกต่ำ กระทรวงกลาโหมจึงให้รวมโรงเรียนนายร้อยทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเรียกชื่อว่า ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมยุทธศึกษาทหารบก

26 มีนาคม พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยทหารบกที่จบการศึกษาชั้นสูงสุดเป็นครั้งแรก และจากนั้นเป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยที่จบการศึกษาขั้นสูงสุดทุกปี
พ.ศ. 2477 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนเทคนิคทหารบกขึ้นในกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อผลิตนายทหารบางเหล่าที่เป็นเหล่าสายเทคนิค

2 ธันวาคม พ.ศ. 2485 - 14 มกราคม พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยหญิงขึ้น 1 รุ่นจำนวน 28 คนและมีรุ่นเดียว

14 เมษายน พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยสำรองขึ้น 3 รุ่น และได้เปิดหลักสูตรอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ 30 เมษายน พ.ศ. 2499 อีก 6 รุ่น รวม 9 รุ่น

ในห้วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศไทยได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรไมตรีกับฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในปี พ.ศ. 2486 ฝ่ายพันธมิตรได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อที่หมายในกรุงเทพมหานครอย่างหนัก ทางราชการจึงคิดแผนการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ในเขต จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2487 นักเรียนนายร้อยทุกหลักสูตรและทุกคน จึงได้ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ไปลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จ.พิจิตร จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีก 112 ก.ม. เข้าสู่หมู่บ้านป่าแดง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เปิดทำการสอนนักเรียนนายร้อยอยู่ไม่นาน พอต้นปี พ.ศ. 2488 ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งสงครามสงบในเดือน กันยายน พ.ศ. 2488 โรงเรียนนายร้อยจึงได้กลับมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งเดิม

พ.ศ. 2489 กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อย เป็นหลักสูตรการศึกษา 5 ปีตามแบบอย่างโรงเรียนนายร้อยทหารบกของสหรัฐอเมริกา

1 มกราคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนนายร้อยแทนชื่อเดิมว่า ‘โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’
ต่อมาโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า ณ ถนนราชดำเนินนอกอยู่ในสภาพแออัด ด้วยมีจำนวนนักเรียนนายร้อยเพิ่มขึ้น สถานที่ฝึกศึกษา เล่นกีฬา และสถานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับการเป็นโรงเรียนนายร้อยหลักของประเทศ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีสถานที่ตั้งแห่งใหม่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2524 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ขณะดำรงพระยศพันเอก) ได้เสด็จฯ มากระทำพิธี

5 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ถือเป็นการเปิดโรงเรียนนายร้อยแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ดำเนินการสอนมาจนถึงปัจจุบัน

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)

สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เรื่องราวของซาดาโกะ กับนกกระเรียน1,000ตัว เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงเรียกร้องใฝ่หาโลกแห่งสันติภาพจากเด็ก ตัวน้อยคนหนึ่ง
เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ กับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัว
เมื่อความหวังของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กลายเป็นเสียงกึกก้องแห่งสันติภาพที่ดังก้องไปทั่วโลก

เสียงกระซิบจากเถ้าถ่านแห่งฮิโรชิมา

เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมาสว่างจ้าขึ้นด้วยแสงที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นมาก่อน แสงวาบนั้นมาพร้อมกับความตายมหาศาล เมืองทั้งเมืองถูกทำลายในพริบตา ผู้คนนับแสนชีวิตดับสูญทันที และอีกนับแสนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อยาวนานจากรังสีที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุเพียงสองขวบ อาศัยอยู่ห่างจากจุดระเบิดไปประมาณหนึ่งไมล์ครึ่ง เธอรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ในวันนั้น แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งโศกนาฏกรรมได้ฝังตัวอยู่ในร่างกายอันบอบบางของเธอแล้ว รอวันเวลาที่จะเติบโตขึ้นมาทำลายชีวิตของเธออีกครั้งหนึ่ง
เด็กหญิงคนนั้นชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ และเรื่องราวของเธอจะกลายเป็นหนึ่งในเสียงเรียกร้องสันติภาพที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยได้ยินมา ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักปราศรัย แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันเรียบง่ายที่สุด นั่นคือความฝันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
.
เด็กหญิงผู้ว่องไวดั่งสายลม

ซาดาโกะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริงและแข็งแรง เธอชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนบ้านและครอบครัวต่างเรียกเธอว่าเป็นเด็กที่ว่องไวราวกับสายลม เธอฝันอยากเป็นนักกีฬา และในวัยสิบขวบ เธอก็ได้เข้าร่วมทีมวิ่งผลัดของโรงเรียน ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยพลังชีวิตและความหวังในอนาคตที่สดใส ไม่มีร่องรอยใดบ่งบอกว่าภายในร่างกายของเธอกำลังมีสิ่งผิดปกติค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เมื่อซาดาโกะอายุได้สิบเอ็ดปี ร่างกายของเธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติ เธอรู้สึกเวียนศีรษะและอ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังวิ่งซ้อมกับเพื่อนๆ เธอก็ล้มลงกะทันหัน ครอบครัวพาเธอไปโรงพยาบาล และคำวินิจฉัยที่แพทย์แจ้งออกมานั้นเป็นเสมือนสายฟ้าฟาดกลางใจพ่อแม่ของเธอ นั่นคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่ในเวลานั้นชาวญี่ปุ่นเรียกกันด้วยความหวาดกลัวว่า "โรคระเบิดปรมาณู"
สิบปีหลังจากแสงวาบนั้นส่องประกายเหนือฮิโรชิมา รังสีที่แฝงตัวอยู่ในอากาศและฝุ่นละอองยังคงตามหาชีวิตของเด็กหญิงคนนี้จนพบ ราวกับเงาแห่งความตายที่ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่รอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อเรียกคืนสิ่งที่มันคิดว่าเป็นของมัน

ตำนานนกกระเรียนพันตัวและประกายแห่งความหวังสุดท้าย

ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเชื่อโบราณสืบทอดกันมาว่า หากผู้ใดสามารถพับนกกระเรียนกระดาษโอริกามิได้ครบหนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะประทานพรให้สมความปรารถนาหนึ่งประการ นกกระเรียนในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนยาวและความโชคดี เพราะเชื่อกันว่านกชนิดนี้มีชีวิตยืนยาวนับพันปี
เพื่อนสนิทของซาดาโกะนำกระดาษสีทองมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล พร้อมกับเล่าตำนานบทนี้ให้ฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ในห้องพยาบาลเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซาดาโกะเริ่มพับนกกระเรียนกระดาษด้วยมือของเธอเองทีละตัว สองตัว สามตัว โดยใช้กระดาษทุกชนิดที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อยา ซองยา หรือแม้แต่กระดาษที่เพื่อนๆ นำมาฝาก เธอพับด้วยมือที่อ่อนแรงลงทุกวัน แต่หัวใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดถอย
ทุกครั้งที่พับนกกระเรียนตัวใหม่เสร็จ ซาดาโกะจะแขวนมันไว้เหนือเตียง เธอไม่ได้พับเพียงเพื่อขอให้ตนเองหายจากโรคร้ายเท่านั้น หากแต่เด็กหญิงตัวเล็กผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่คนนี้ยังพร่ำบอกกับทุกคนว่า เธอยังคงพับนกกระเรียนกระดาษด้วยความฝันที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือความฝันว่าจะไม่มีเด็กคนใดในโลกนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป นกกระเรียนแต่ละตัวจึงไม่ใช่เพียงกระดาษพับ แต่เป็นบทสวดภาวนาที่ไร้เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ส่งถึงโลกทั้งใบ

เมื่อสายลมหยุดพัด

อาการของซาดาโกะทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลยไป แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ แต่ในยุคสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่อาจเอาชนะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดจากรังสีได้ ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมถอยลงเลยคือจิตใจของเธอ เธอยังคงพับนกกระเรียนต่อไปทุกวันเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย บางวันที่มือของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะขยับนิ้ว เธอก็ยังคงมองดูฝูงนกกระเรียนกระดาษที่แขวนอยู่เหนือเตียงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
มีบันทึกเล่าขานกันว่า ซาดาโกะสามารถพับนกกระเรียนได้ครบหนึ่งพันตัวก่อนที่เธอจะจากไป และยังคงพับต่อไปอีกด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตยืนยาว ทว่าเรื่องราวที่แท้จริงตามบันทึกของครอบครัวและพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมาระบุว่า เธอพับได้ราวหกร้อยกว่าตัวก่อนที่ร่างกายจะไม่อาจต้านทานต่อไปได้ และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้ช่วยกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบหนึ่งพันตัว เพื่อให้ซาดาโกะได้จากไปพร้อมกับความฝันที่สมบูรณ์
สุดท้ายแล้ว ซาดาโกะ ซาซากิ จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ขณะมีอายุได้เพียงสิบสองปี มรดกของเธอที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงนกกระเรียนกระดาษหลากสีที่แขวนอยู่ทั่วห้อง และหัวใจของครอบครัว เพื่อน และคนทั้งประเทศที่แตกสลาย แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะความตายของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเธอเองเสียอีก

นกกระเรียนที่โบยบินไปทั่วโลก

หลังการจากไปของซาดาโกะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอได้รวมตัวกันริเริ่มโครงการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงเธอและเด็กๆ ทุกคนที่เสียชีวิตจากภัยระเบิดปรมาณู ความเคลื่อนไหวนี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเด็กนักเรียนกว่าสามพันแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุน จนในที่สุด อนุสาวรีย์เด็กหญิงแห่งสันติภาพ ก็ถูกสร้างขึ้นในสวนสันติภาพอนุสรณ์ฮิโรชิมาเมื่อปี ค.ศ. 1958

รูปปั้นนั้นเป็นรูปเด็กหญิงยืนอยู่บนยอดเขา ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ มือถือรูปนกกระเรียนกระดาษสีทองตัวหนึ่งอย่างสง่างาม ราวกับกำลังจะปล่อยมันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความสลักไว้เป็นคำเรียกร้องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ขอให้นี่คือเสียงร้องขอสันติภาพของเราที่ดังก้องไปทั่วโลก”
นับแต่นั้นมา อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาแขวนพวงมาลัยนกกระเรียนกระดาษ ปีละหลายล้านตัว เพื่อภาวนาขอสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติ โรงเรียนหลายพันแห่งทั่วโลกได้นำเรื่องราวของซาดาโกะไปสอนเด็กๆ ให้รู้จักคุณค่าของสันติภาพและพิษภัยของสงคราม เด็กๆ จากทุกทวีปพับนกกระเรียนกระดาษและส่งมายังฮิโรชิมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย นกกระเรียนตัวเล็กๆ ที่เคยเป็นเพียงความหวังของเด็กหญิงคนหนึ่งในห้องพยาบาล จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งสันติภาพที่ทุกคนบนโลกรู้จัก

สิ่งที่นกกระเรียนกระดาษยังคงกระซิบบอกเราในวันนี้

เจ็ดสิบกว่าปีผ่านไปนับตั้งแต่แสงวาบนั้นเคยส่องสว่างเหนือฮิโรชิมา โลกใบนี้ยังคงเผชิญกับความขัดแย้งและสงครามในหลากหลายมุม เรื่องราวของซาดาโกะ ซาซากิ จึงยังคงเป็นเสียงเล็กๆที่ดังกังวาลซึ่งผู้คนที่ใฝ่หาสันติภาพทั่วโลกยังคงได้ยินอยู่เสมอ เธอสอนให้เราเห็นว่า ผู้ที่ต้องแบกรับผลของสงครามหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้ที่ก่อสงคราม หากแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือเด็กๆ ผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งใดๆ เลย
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของเธอก็สอนให้เราเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความหวังเล็กๆ แม้ในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต เด็กหญิงคนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในความหวัง เลือกที่จะพับนกกระดาษทีละตัวด้วยมือที่อ่อนล้า แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวัง นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของสงครามเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนแห่งชีวิตสำหรับทุกคน ในทุกยุคสมัย

ทุกวันนี้ เมื่อมีใครสักคนพับนกกระเรียนกระดาษ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก นั่นคือการต่อลมหายใจให้แก่ความฝันของเด็กหญิงคนหนึ่งที่จากไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน เสียงเรียกร้องอันแผ่วเบาของเธอยังคงดังก้องอยู่ในทุกรอยพับของกระดาษ เตือนใจมนุษยชาติว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงคำสวยหรู หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องก้าวเดินร่วมกันบนเส้นทางอันยาวไกล ช่วยกันสร้าง ทีละก้าว ทีละรอยพับ เช่นเดียวกับที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเคยแผ้วถางเส้นทางล่วงหน้ามาก่อนเพื่อให้เราทุกคนได้เดินตามบนเส้นทางแห่งสันติภาพอย่างแท้จริงนั่นเอง

“อิสราเอล” เดือดปมเกณฑ์ทหารฮาเรดี!! ข้อยกเว้น 75 ปีถูกท้าทายด้วยคำถามความเป็นธรรม เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม คำถามเรื่องฮาเรดีจึงไม่ใช่แค่ใครต้องเป็นทหาร แต่คือใครควรแบกรับภาระของชาติอย่างเป็นธรรม

ยิวออร์โธดอกซ์สุดเคร่ง (Haredi หรือ Ultra-Orthodox Jews)

ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ให้เข้ากองทัพอิสราเอล

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีระบบภาคบังคับตามกฎหมายในการเกณฑ์ทหาร โดยพลเมืองที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะต้องเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) เมื่ออายุครบ 18 ปี เริ่มต้นเกณฑ์เมื่ออายุ 18 ปี (กระบวนการเตรียมตัวและตรวจเลือกเริ่มตั้งแต่ 16 ปีครึ่ง) ระยะเวลาประจำการรับราชการ พลเมืองชายต้องเข้าประจำการเป็นเวลาประมาณ 32 เดือน (2 ปี 8 เดือน) และพลเมืองหญิงต้องประจำการเป็นเวลาประมาณ 24 เดือน (2 ปี)

กลุ่มที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ พลเมืองชาวอิสราเอลกลุ่มชาวยิว (ทั้งชายและหญิง), ชาวดรูซ (เฉพาะชาย) และชาวเซอร์แคสเซีย (เฉพาะชาย) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นคือ ชาวอาหรับอิสราเอลส่วนใหญ่ (ยกเว้นชาวดรูซและเซอร์แคสเซีย) หญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงตั้งครรภ์ หรือมีบุตร หญิงที่ยื่นเรื่องยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนาอย่างถูกต้อง ชาวยิวกลุ่มอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) ซึ่งในอดีตมักได้รับข้อยกเว้นทางศาสนา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงและข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองอย่างหนักในปัจจุบัน และกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจที่ไม่ผ่านเกณฑ์

ศาสนายูดายอัลตราออร์โธดอกซ์ (Haredi) เป็นกลุ่มย่อยของศาสนายูดายออร์โธดอกซ์ที่มีลักษณะเด่นคือการตีความแหล่งที่มาทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวยิวฮาเรดีถือว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายและประเพณีทางศาสนายิวที่แท้จริงที่สุด ซึ่งในความคิดของพวกเขาแล้วนั้น มีผลผูกพันและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หลายคนมองว่าการแสดงออกร่วมสมัยอื่นๆ ของศาสนายูดาย ทั้งหมด รวมถึงออร์โธดอกซ์สมัยใหม่ถือเป็น "การเบี่ยงเบนจากกฎของพระเจ้า" แม้ว่าขบวนการอื่นๆ ของศาสนายูดายจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ที่มาของการยกเว้น ในปี 1948 หลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอล David Ben-Gurion นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ทำข้อตกลงกับผู้นำชุมชนฮาเรดี โดยยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่นักศึกษาศาสนา (Yeshiva Students) จำนวนประมาณ 400 คน เพื่อรักษาประเพณีการศึกษาคัมภีร์โทราห์ที่สูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) หลักการนี้เรียกว่า “Torato Umanuto (การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นอาชีพของเขา)” เมื่อประชากรฮาเรดีเพิ่มขึ้น การยกเว้นครอบคลุมคนจำนวนมากขึ้นจนถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ด้วยปัจจุบันมีชาวยิวฮาเรดีมีจำนวนราว 13% ของพลเมืองอิสราเอล ทำให้ชายชาวเฮราดีวัยเกณฑ์จำนวนหลายหมื่นคนที่ขอเลื่อนหรือได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร ในปี 2024 ศาลฎีกาอิสราเอลได้ตัดสินให้ยุติฐานปฏิบัติทางกฎหมายในการยกเว้น จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ถกเถียงกันมากที่สุดของอิสราเอลมานานกว่า 75 ปี

เหตุผลของชาวยิวฮาเรดีคือ การศึกษาคัมภีร์โทราห์เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศในทางจิตวิญญาณ การเข้าเป็นทหารอาจทำให้วิถีชีวิตทางศาสนาเสียหาย เช่น

· การแยกชายหญิง

· การรักษากฎอาหารโคเชอร์อย่างเคร่งครัด

· การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบฆราวาส

· หลายกลุ่มเชื่อว่าการอุทิศชีวิตให้ศาสนา มีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าการรับราชการทหาร

ในขณะที่ชาวยิวอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องเป็นรับการเกณฑ์ให้เป็นทหาร ทำให้เกิดคำถามเรื่อง "ความเป็นธรรมในการแบ่งภาระ" (Equal Burden) โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่กองทัพต้องการกำลังพลเพิ่ม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2024 เมื่อศาลฎีกาอิสราเอลมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า

· ไม่มีฐานกฎหมายที่รองรับการยกเว้นแบบเดิมอีกต่อไป

· รัฐต้องเริ่มเกณฑ์ชายฮาเรดีเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น

หลังจากนั้น กองทัพอิสราเอล (IDF) เริ่มทยอยส่งหมายเรียกเกณฑ์ทหารแก่ชายฮาเรดี แม้ว่าการบังคับใช้จริงยังเผชิญแรงต่อต้านและอัตราการเข้ารับราชการยังต่ำมาก ประเด็นนี้ได้ส่งผลต่อการเมืองอิสราเอลอย่างมาก เพราะ

· พรรคการเมืองฮาเรดีมักเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญ

· หากรัฐบาลผลักดันการเกณฑ์ทหารอย่างเข้มงวด พรรคดังกล่าวอาจถอนตัวจากรัฐบาล จึงเกิดความเสี่ยงต่อการยุบรัฐบาลหรือการเลือกตั้งใหม่อยู่เป็นระยะ

ล่าสุดในปี 2026 ยังมีการประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชนฮาเรดีต่อต้านการเกณฑ์ทหาร สะท้อนว่าประเด็นนี้ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งสำคัญของสังคมอิสราเอล ปัจจุบัน แม้ว่า รัฐบาลอิสราเอลพยายามเกณฑ์ชายชาวฮาเรดีเข้าเป็นทหาร แต่ยังเผชิญแรงต้านทั้งทางศาสนา สังคม และการเมืองอย่างหนักโดยต่อเนื่อง และกลายเป็นความท้าทายในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ของอิสราเอลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

Yili Group เดินหน้าสร้างระบบนิเวศ เปิดงานประชุมนมโลก 2569 ฮูฮอตได้รับเกียรติเมืองหลวงนมโลก เน้นเทคโนโลยีและความร่วมมือ เปิดตัวศูนย์ข้อมูลและนวัตกรรมใหม่

Yili Group เดินหน้านวัตกรรมและความร่วมมือสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน
ในการประชุมนมโลก ประจำปี 2569

การประชุมนมโลก (World Dairy Congress) ประจำปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองฮูฮอต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน งานนี้มี Yili Group เป็นผู้จัดในธีม Technology-driven, Partnership Oriented, Co-building a Sustainable Global Dairy Ecosystem (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มุ่งกระชับความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน) ถือเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากสมาคมการค้านานาชาติ นักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนมทั่วโลก

ฮูฮอตขึ้นแท่นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลกอย่างเป็นทางการ

ในพิธีเปิดการประชุม สหพันธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารนานาชาติ (IUFoST) ได้มอบป้ายประกาศเกียรติคุณและรางวัลที่ระลึก เพื่อรับรองให้เมืองฮูฮอตดำรงตำแหน่ง World Dairy Capital หรือเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก อย่างเป็นทางการ

ดร.ภาวิณี ชินะโชติ ประธานบริหาร IUFoST กล่าวในพิธีเปิดว่า การมอบตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นทุ่มเทของเมืองฮูฮอตในการยกระดับอุตสาหกรรมนม พร้อมกล่าวเสริมว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังมุ่งหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนแก่องค์กรระดับแถวหน้าอย่าง Yili Group ในการร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพในระดับสากล ตลอดจนเร่งสร้างอนาคตที่เข้มแข็งด้วยความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการเติบโตร่วมกัน

สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน

ภายในงานนี้ Pan Gang ประธานกรรมการและประธานบริหาร Yili Group ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Shared Value, Mutual Harmony, Building a New Global Dairy Ecosystem (สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน ขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกยุคใหม่)

ปัจจุบัน โลกปรากฏให้เห็นปัญหาท้าทายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ย้ายทิศทาง Pan Gang ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ของ Yili โดยเน้นย้ำว่า พันธกิจของนมหนึ่งแก้วไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบโภชนาการ แต่คือการบรรลุเป้าหมาย World Integrally Sharing Health หรือการสร้างสุขภาวะที่ดีร่วมกันของคนทั่วโลก พร้อมนำเสนอทางออกในแบบฉบับของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อกรุยทางสู่เส้นทางใหม่ในการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน

Pan Gang ระบุว่า นวัตกรรมที่แท้จริงต้องไม่โดดเดี่ยวเหมือนเกาะกลางทะเล แต่ต้องเชื่อมโยงกันดั่งผืนแผ่นดิน โดย Yili ได้รวบรวมองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อร้อยเรียงเป็นเครือข่ายนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันในมิติด้านดิจิทัล เขาเปรียบว่าเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะไม่ใช่การแสดงเดี่ยว หากแต่เป็นการเล่นบรรเลงวงซิมโฟนีร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ซึ่ง Yili กำลังเร่งบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวราบเพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ก่อนจะกล่าวเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน เพื่อนำศักยภาพของอุตสาหกรรมนมมาเป็นรากฐานในการยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของมวลมนุษยชาติ

เปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนโลก
พิธีเปิดงานในครั้งนี้ยังได้มีการเปิดตัวศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านอุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน หรือ China (Global) Dairy Data Intelligent Hub และคลังชุดข้อมูลคุณภาพสูงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก หรือ Global Dairy High-Quality Datasets Factory อย่างเป็นทางการด้วย

พร้อมกันนี้ ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งชาติเพื่ออุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน (NTICD) ยังได้เปิดตัว 10 สุดยอดผลงานนวัตกรรมแห่งปี 2569 ซึ่งครอบคลุมสายงานสำคัญ ตั้งแต่เทคโนโลยีการพัฒนาสายพันธุ์โคนม การลดและใช้วัตถุดิบทดแทนในอาหารสัตว์ การวิจัยโพรไบโอติกในนมแม่ การผลิตแลกโตเฟอร์รินเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบครบวงจร ไปจนถึงเทคโนโลยีรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมทั่วโลกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่มา: Yili Group

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik

จีนเอาคืนสหรัฐฯ หยุดมาตรการกดดัน!! ขึ้นบัญชีบริษัทอเมริกัน ห้ามทำธุรกรรมในจีน ปมช่วย FCC เล่นงานบริษัทจีน พร้อมตอบโต้เพิ่ม หากเดินหน้าจำกัดจีนต่อ

จีนขึ้นบัญชีตอบโต้บ.สหรัฐฯ หลังให้ความช่วยเหลือ FCC ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน

เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้นบัญชีบริษัท คอมพลายแอนซ์ เทสติง จำกัด (Compliance Testing LLC) ของสหรัฐฯ ในรายชื่อบริษัทที่ตกเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ เพื่อตอบโต้กรณีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน ซึ่งละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีนอย่างร้ายแรง

บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคณะกรรมการฯ ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว อันเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์การพัฒนาของจีน จึงมีการขึ้นบัญชีมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของจีน โดยสั่งห้ามองค์กรและบุคคลภายในดินแดนจีนทำธุรกรรม ความร่วมมือ หรือกิจกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว

โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าคณะกรรมการฯ โหมกระพือแนวคิดความมั่นคงของชาติอย่างเกินควรมาโดยตลอด พร้อมกำหนดข้อจำกัดต่อจีนหลายประการ อาทิ การดำเนินงานด้านโทรคมนาคม ห้องปฏิบัติการทดสอบ โดรน เราเตอร์สำหรับผู้บริโภค สายเคเบิลใต้น้ำ และสาขาอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและเสียงเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่ามาตรการตอบโต้ของจีนโดยรวมเป็นไปอย่างยับยั้งชั่งใจ โดยจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และหวังว่าสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับจีน

ทั้งนี้ จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องทันที ยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อแตกต่างผ่านการหารือและความร่วมมือที่เป็นมิตร เพื่อร่วมกันรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และจีนจะใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมเพื่อรับมือต่อไปหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าออกมาตรการจำกัดใหม่ต่อจีน

ที่มา : Xinhua

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top