Wednesday, 9 September 2026
NEWS

‘อนุทิน’ ถึงนอร์เวย์ เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ร่วมพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พบปะคนไทยในต่างแดนอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนพรด้วยความปิติยินดี

นายกฯอนุทินเดินทางถึงนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมพระราชพิธีพระศพ ‘กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5’ เผยความประทับใจ เจอคนไทยในต่างแดนทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกา และคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆ ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1561610199334645&id=100064570394286&rdid=2im4HCwRDbY4goUt#

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว ต้องจัดหนักไทยเอื้อเทาให้เต็มที่ แก้กฎหมายด่วน !

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28588894677403405/?rdid=1kA9eJbBzd3jUDns#

บัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมทักษะวิชาชีพบัญชี–ภาษี–ตรวจสอบ สู่โลกธุรกิจยุคใหม่ เน้นพัฒนาความรู้ด้านบัญชีและภาษี อบรม 5-6 ก.ย. 69 ที่ราชมงคลรัตนฯ เตรียมพร้อมนักบัญชียุคใหม่อย่างครบถ้วน

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมความรู้วิชาชีพ พร้อมเดินหน้าบริการวิชาการสู่สังคม

สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัด โครงการอบรมการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีสำหรับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี (CPD) ระหว่างวันที่ 5–6 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานวิชาชีพ กฎหมาย ภาษีอากร และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณ

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อที่สำคัญ อาทิ การบัญชีนิติวิทยา จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และหลักสูตร “Tax Audit Masterclass : เตรียมความพร้อมให้ธุรกิจปลอดภัยจากหมายเรียกสรรพากร” พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การจัดโครงการครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสาขาวิชาการบัญชีในการเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการทางวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ศิษย์เก่า นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยในอนาคต สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จะยังคงจัดโครงการอบรมและกิจกรรมบริการวิชาการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านบัญชี ภาษีอากร การตรวจสอบบัญชี เทคโนโลยีทางการบัญชี และประเด็นร่วมสมัยที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่

สำหรับน้อง ๆ Dek70 ที่สนใจเรียนบัญชี

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ พร้อมพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่พื้นฐานการบัญชี สู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และประสบการณ์จากกิจกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในอนาคต

เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ Dek70

ทั้งหลักสูตรปริญญาตรี ภาคปกติ / เทียบโอน / ภาคสมทบ

ติดตามข่าวสาร กิจกรรมบริการวิชาการ และรายละเอียดการรับสมัครได้ทางเพจ

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

เรียนบัญชี ไม่ได้เรียนแค่ในตำรา แต่ได้เรียนรู้จากวิชาชีพจริง พร้อมเติบโตไปกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง

‘รัดเกล้า’ จี้ ทส.เลิกเกียร์ว่างแก้สารพิษข้ามแดน!! วิกฤตสารพิษข้ามแดนลุกลาม จี้เปลี่ยนเกมสกัดมลพิษตั้งแต่ต้นทาง เรียกร้องลดงบ 5% รื้อระบบใหม่ พุ่งเป้าใช้วิทยาศาสตร์ทูติมาตรฐานควบคุม

“รัดเกล้า” วอน ทส. เลิก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้านเน้นตรวจ แต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ จี้หั่นงบ 5% รื้อระบบ ดัน “การทูตวิทยาศาสตร์”
ย้ำ “อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกก” เปลี่ยนจากตามล้างตามเช็ด สู่การป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง

วันที่ 8 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการ ป้องกันและควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
.
นางรัดเกล้ากล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่า ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทาง อย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้

“เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือ เมื่อเราตรวจพบแล้ว เราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี”

นางรัดเกล้าระบุว่า การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบ “เบี้ยหัวแตก” และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว

ตัวอย่างเช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้” นางรัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะ เกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่การจัดสรรงบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังพบว่าเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง หรือสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

“เราจะติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปอีกนานเท่าไหร่คะ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อมาตามล้างตามเช็ด แต่ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์มาเน้นการป้องกันที่ต้นทาง หรือ Upstream Source Reduction เราจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ากว่า และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนกว่า”
.
เสนอ 3 ทางออก เปลี่ยนจาก “ตรวจหลังเกิดเหตุ” เป็น “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

นางรัดเกล้าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่

1. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ เพื่อผลักดันให้มีมาตรฐานการควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

2. นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ
ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3. บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง
กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

จี้หั่นงบ ทส. 5% รื้อระบบใหม่

นางรัดเกล้ายังเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการ “ตามแก้” ไปสู่ “การป้องกัน” และจากการกระจายงบเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง

“กระทรวง ทส. ต้องรับบทบาทเป็นเจ้าภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟู หรือเข้ามาเยียวยา”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินหน้าสร้างระบบตรวจสอบที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากสามารถควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทางได้จริง ก็จะช่วยลดทั้งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

“อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไปค่ะ งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ”

POLITICS

'อรรถวิชช์' ซัด กกพ.!! ชี้โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน จี้พลังงานดันเสรีโซลาร์–ปลดล็อก Data Center แนะเพิ่มงบปี 70 ดัน เสรีโซลาร์ ลดภาระค่าไฟช่วยประชาชน

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ทำโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน-ดอง Data Center แนะกระทรวงพลังงานใช้งบปี 70 เพิ่มรายได้รัฐ ดัน “เสรีโซลาร์” ลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกระทรวงพลังงานว่า แม้จะได้รับงบประมาณปกติน้อยที่สุดในบรรดาทุกกระทรวง เพียงราว 1,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ได้รับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ จาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท และงบกลางช่วยเหลือวิกฤตพลังงานอีกราว 12,000 ล้านบาท จึงเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนปกติของกระทรวงลง 1% เพื่อความสมเหตุสมผล

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงรายได้ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหารายได้เป็นอันดับสองให้รัฐ ลดลงจาก 83,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งก๊าซหลักอย่างบงกชและเอราวัณกำลังจะหมดลง จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน และผลักดันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อดึงรายได้กลับคืนมา

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ มองว่า ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่การแปรรูป ปตท. เพราะธุรกิจน้ำมันแปรรูปเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลเฉพาะ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งศาลสั่งห้ามแปรรูปและยังเป็นของรัฐ 100% ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายสายส่ง (นครหลวงและภูมิภาค) แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นมากำกับตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงจาก 77% ในปี 2543 เหลือ 31% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดแทน

สำหรับการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. เข้าซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังปิดตัวเพื่อดำเนินการเองเพื่อช่วยลดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green หลังโรงไฟฟ้าหลายแห่งหมดสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบพิเศษ (Adder) และต้องขายไฟในราคาที่ไม่คุ้มทุนเสี่ยงปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนใหญ่ซื้อไปทำกำไร

นอกจากนี้ เสนอให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Data Center โดยให้ กฟผ. จับมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้ที่ดินของ กฟผ. ในพื้นที่ที่มีกำลังไฟฟ้าเหลือ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ประเทศ หลังนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนในเวียดนาม เพราะการขอใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ในต่างจังหวัดทำได้ยาก

ส่วนปัญหาค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ เสนอให้ปรับระบบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า (Billing) ให้ครอบคลุมผู้เช่าโดยตรง เนื่องจากมาตรการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท ไม่ช่วยผู้เช่ากลุ่มนี้ เพราะมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นชื่อเจ้าของอาคาร จึงควรให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำระบบเรียกเก็บบิลในชื่อผู้เช่าโดยตรงตามแบบที่ใช้ในต่างประเทศ

พร้อมเรียกร้องให้สภาฯ เร่งผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เสนอรัฐบาลและประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยจะยกเลิกการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงาน 3 กระทรวง เหลือเพียงการจดแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เวลาขออนุญาต 1 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จากค่าติดตั้ง 180,000 บาท หากไม่ต้องขออนุญาตจะลดต้นทุนเหลือ 150,000 บาท และหากรัฐบาลช่วยอีก 50,000 บาท จะเหลือเพียง 100,000 บาท จึงจะทำให้โครงการของกระทรวงพลังงานเดินหน้าได้

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังเสนอตัดงบ 3% ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยทวงถามมาตรการรับมือปาล์มน้ำมัน หลัง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 กำหนดให้ยุติการอุดหนุนน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันจะไม่สามารถชดเชยดีเซล B5 และ B7 ที่มีส่วนผสมปาล์มได้อีก ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมัน 1 ใน 3 ของประเทศ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการเร่งพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันปาล์มที่อาจต่ำลงได้

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

ECONBIZ

ทูตรัสเซีย ชูไทย–รัสเซีย สู่ยุคใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ!! ความสัมพันธ์ครบรอบ 130 ปี ปีหน้า มูลค่าการค้าเพิ่ม 26% ไตรมาสแรก เน้นลงทุน-เทคโนโลยี-พลังงาน จัดประชุมใหญ่ ต.ค. 2569 กรุงเทพฯ

บทความโดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เรื่อง รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ประเทศรัสเซียและไทยนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เราจะมีการเฉลิมฉลองสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ เราได้เห็นชัดในมิติเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่การค้าระหว่างรัสเซียและไทยต่างกำลังเติบโตมากยิ่งขึ้นในทางที่ดี ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น สถานการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี
ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและไทยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในเชิงการค้า แม้ว่าจะเจอความผันผวนอย่างมากในโลก ทั้งในระบบการเงิน และโลจิสติกส์ เรามีภารกิจร่วมกันในการเพิ่มความหลากหลายทางการค้า เพิ่มปริมาณสินค้า และพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ

รัสเซียไม่ได้เห็นความสำคัญจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และรัสเซียเองก็มีกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียงพอ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยรวม การขนส่ง เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และการศึกษา

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สำคัญมากของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหาร

เราได้เห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานได้มีการจัดเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อ รัสเซีย–ไทย: มิติใหม่สำหรับการค้าและการลงทุน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทของรัสเซีย และไทยเข้าหารือร่วมกันถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย การพูดคุยกันนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงรูปแบบการค้าแบบสมัยก่อน แต่หากให้ความสำคัญกับการลงทุน การเสริมสร้างแนวทางและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อแก่ผู้ประกอบการ

ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ทางหอการค้าและอุตสาหกรรมของกรุงมอสโกได้จัดเวทีในชื่อ การเจรจาธุรกิจ มอสโก–กรุงเทพฯ: ทิศทางความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจในประเทศรัสเซียและไทย เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อการพาณิชย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลักดันธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน และเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในการติดต่อระหว่างกันของบริษัทรัสเซียและไทย

เรามีอีกหนึ่งกลไกสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย-ไทยว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอย่างเป็นระบบ คณะกรรมาธิการมีส่วนช่วยในการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต และได้มีการจัดประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

กลไกความร่วมมือแบบนี้กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับโครงการต่าง ๆ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีความร่วมมือทวิภาคีที่สูงกว่าระดับการค้าในปัจจุบันมาก รัสเซียหวังถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุน ขยายความร่วมมือกันทางด้านการผลิต เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เรามีความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อให้ตลาดของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกัน และใช้กลไกการชำระเงินที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยควรขยายสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่องและมีการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสสำหรับประเทศไทย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายความหลากหลายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี

เราจะมีการจัดงานครั้งสำคัญในปีนี้ นั่นคือ การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนตุลาคม 2569 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะนี้ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วผ่านทางลิงก์: https://forum.rusthaibusiness.com/en/rtif-main.html

เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการติดต่อกันทางธุรกิจ การลงทุน และโครงการใหม่ ๆ เพื่อความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาว ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี อีกทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และมนุษยธรรม
ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกันไปสู่ความสำเร็จ เรามีการเจรจาทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ทั้งรัสเซีย และไทยต่างมีความสนใจร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มแรงผลักดันในกระบวนการดังกล่าว และเปิดบริบทใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250833

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1369142582056042&id=100068809406387&post_id=100068809406387_1369142582056042&rdid=FXnyTROAN3Ow2Cv3#

พลังงานย้ำไทยพร้อมรับมือน้ำมันโลกผันผวน!! ราคาน้ำมันโลกสูง ผันผวนกระทบ เดินหน้าคุมราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงาน กองทุนติดลบแต่ยังดูแลเสถียรภาพ ส่งเสริมใช้พลังงานอย่างประหยัด

“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่ของโลกว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน และกระทรวงมีมาตรการรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมัน WTI อยู่ที่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จึงได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับความผันผวนได้

กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ การดูแลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีวินัย ตลอดจนการเร่งสร้างความหลากหลายในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันยังมีภาระจากการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดย ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 มีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง 2 เป้าหมายสำคัญควบคู่กัน คือ การลดผลกระทบต่อประชาชน และการรักษาความมั่นคงและวินัยทางการเงินของกองทุนฯ ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการด้านการจัดหา โดยมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหา เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

“ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่สามารถรองรับการใช้ภายในประเทศได้ สิ่งที่กระทรวงกำลังดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเป็นราคาที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ และกำลังทำอย่างเต็มที่ คือ บริหารความเสี่ยง เตรียมการจัดหาให้เพียงพอ กระจายแหล่งพลังงาน และใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากตลาดโลกส่งผ่านมายังประชาชนมากจนเกินไป เราจะบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนก็มีความสำคัญ การใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ในรถยนต์ที่รองรับ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และแม้สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เรากำลังเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งเรื่องราคา การจัดหา การสำรอง และการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวน ระบบพลังงานของไทยจะยังมีความมั่นคงและสามารถเดินหน้าต่อได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว

SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ

คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก

ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ

แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย

คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด

ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป

ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?

ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain

ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน

1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า

2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง

3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?

นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข

Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”

ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด

Credit Term ยาว

เงินสด SME ลด

ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม

ดอกเบี้ยเพิ่ม

กำไรลด

ฐานะการเงินแย่ลง

ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น

กู้ยากขึ้น

ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง

แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation

ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ

แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที

-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย

บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย

ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง

THE STATES TIMES

LITE

6 กันยายน 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก จุดเริ่มต้นสายธารโคนมไทย–เดนมาร์ก กำหนด17ม.ค.วันโคนมแห่งชาติ

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

5 กันยายน 2336 ‘ยุคแห่งความเหี้ยมโหด’ เริ่มต้นขึ้นใน ‘ฝรั่งเศส’ เมื่อ ‘สภาแห่งชาติ’ หนุนก่อการร้าย เพื่อผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันนี้ในอดีต 5 กันยายน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) การปฏิวัติฝรั่งเศส: สภาแห่งชาติเริ่มต้นสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว เมื่อสภาลงมติสนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งได้ปราบปรามและสังหารศัตรูทางการเมืองครั้งใหญ่เป็นเวลาสิบเดือน

เหตุการณ์นี้เรียกว่า ‘สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ หรือ ‘The Terror’ (la Terreur) เป็นสมัยแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้น โดยถูกกระตุ้นจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแยกทางการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน คือ ฌีรงแด็ง (Girondins) และฌากอแบ็ง (Jacobins)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 'สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว'

-มีการประหารชีวิต 'ศัตรูแห่งการปฏิวัติ' จำนวนมาก ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ในหลักหมื่น โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน 16,594 คน และอีก 25,000 คน ถูกประหารชีวิตอย่างรวบรัดทั่วฝรั่งเศส
-'กิโยติน' กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์การปฏิวัติ ซึ่งมีการประหารชีวิตบุคคลสำคัญจำนวนมาก เช่น มารี อ็องตัวแน็ต และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทั้งผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ฟิลิปป์ เอกาลีเต (หลุยส์ ฟิลิปป์ที่ 2 ดยุคแห่งออร์เลอองส์) มาดามโรลองด์และกลุ่มฌีรงแด็ง มีอีกหลายคน อาทิ อ็องตวน ลาวัวซีเย นักเคมีบุกเบิก ที่ต้องมาสังเวยชีวิตด้วยเช่นกัน
-ระหว่าง ค.ศ. 1794 ฝรั่งเศสสมัยปฏิวัติถูกรุมเร้าด้วยการคบคิด โดยศัตรูทั้งในและนอกประเทศ
-ภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าว ถูกชนชั้นสูงฝรั่งเศสคัดค้าน หลังจากสูญเสียเอกสิทธิ์ที่ได้รับสืบทอดมา
-นิกายโรมันคาทอลิกโดยทั่วไป ที่คัดค้านการปฏิวัติ ถูกเปลี่ยนนักบวชเป็นลูกจ้างของรัฐและบังคับให้ต้องปฏิญาณความจงรักภักดีต่อชาติ
-สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ต้องสู้รบในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่เจตนาทำลายการปฏิวัตินี้เสียเพื่อป้องกันมิให้ลุกลาม
-การขยายของสงครามกลางเมือง และการรุกคืบของกองทัพต่างด้าวต่อดินแดนของชาติ ได้ก่อวิกฤตการณ์การเมืองและเพิ่มการแข่งขันระหว่าง ฌีรงแด็ง กับ ฌากอแบ็ง ซึ่งหัวรุนแรงกว่า โดยฝ่ายหลังนี้ ต่อมาได้รวมกลุ่มในกลุ่มแยกรัฐสภา เรียกว่า Mountain และพวกเขาได้การสนับสนุนจากประชากรกรุงปารีส
-สภาฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวม ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1793 เพื่อปราบปรามกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติภายในประเทศและเพิ่มกำลังทหารฝรั่งเศสเพิ่มเติม ผ่านศาลปฏิวัติ
-ผู้นำสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวใช้อำนาจเผด็จการอย่างกว้างขวาง และใช้ประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากและการกวาดล้างทางการเมือง โดยมีการปราบปรามเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1794 ซึ่งเป็นสมัยที่เรียกว่า 'la Grande Terreur' (the Great Terror)

สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารวันที่ 27 กรกฎาคม 1794 ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาเดือนแตร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction) ซึ่งผู้สนับสนุนสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้ง มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์...
จากภาพ: การประหารชีวิตรอแบ็สปีแยร์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/CMuAWeuFmibzc1ou/?mibextid=oFDknk

4 กันยายน 2351 วันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งสยาม ผู้มีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษ การทหาร และวิทยาการสมัยใหม่

4 กันยายน 2351 เป็นวันพระราชสมภพของ ‘สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4

เจ้าฟ้าจุฑามณี พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระอนุชาร่วมอุทรกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ทรงโปรดวิทยากรสมัยใหม่แบบตะวันตกหลายด้าน ทรงพระปรีชาหลายด้าน ทรงสร้างปืนใหญ่ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อใช้ป้องกันบ้านเมือง ทรงสร้างเรือกลไฟเป็นลำแรก เป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารปืนใหญ่ และผู้บังคับบัญชาทหารเรือไทยเป็นพระองค์แรก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และเป็นพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า 'เจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าน้อย' เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังเดิม เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 หลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเจ้าฟ้าน้อย จึงได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถและพระราชชนนี มาประทับในพระบรมมหาราชวัง และได้รับการเฉลิมพระนามเป็น 'สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าอสุนีบาต'
เมื่อเจ้าฟ้าน้อย ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เจริญพระชนมายุได้ 16 พรรษา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิม และประทับที่นี่จนถึงปี พ.ศ. 2394

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ อาทิ การทหาร การช่าง วิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา การละคร การดนตรี และด้านวรรณกรรมอีกทั้งทรงรอบรู้ทางด้านการต่างประเทศอีกด้วย ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีอเมริกันจนแตกฉาน และทรงมีพระสหาย เป็นชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงสามารถช่วยราชการด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดีโดยทรงเป็นที่ปรึกษาในการทำสนธิสัญญาต่าง ๆ

หลังจากที่ได้รับพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น 'พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว' เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ทรงมีศักดิ์สูงเสมอพระมหากษัตริย์เป็น 'พระเจ้าประเทศสยามองค์ที่ 2' ได้ทรงย้ายมาประทับ ณ พระบวรราชวัง (ปัจจุบันคือบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) จนสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

COLUMNIST

AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหงถูกทุบทิ้ง!! จุดคำถามรื้อทำไม–สร้างอะไรต่อ–ไม้เก่าไปไหน AD1 ไม่ใช่แค่อาคารเก่า แต่คือความทรงจำลูกพ่อขุน จี้ตรวจสอบ มติรื้อ–งบ–ผู้รับจ้าง ต้องเปิดข้อมูลว่าใครอนุมัติและวัสดุไปไหน

รามคำแหงทุบหอประชุม AD1 ทำไม เพื่ออะไร วัสดุจำนวนมากอย่างไม้ เอาไปไหน

วันก่อนเข้าไปในรั้วลูกพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง แหล่งตลาดวิชา ที่ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ชาติแล้วนับล้านคน บัณฑิตรามคำแหงจะฝังตัวอยู่ในทุกวงการ ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ภาพที่เข้าไปพบเห็นมันน่าเศร้าใจ ซุ่มของนักศึกษา ทั้งกลุ่มมาตุภูมิ กลุ่มจังหวัด กลุ่มบำเพ็ญเพียร ชมรมนักศึกษา พรรคนักศึกษา กลับเงียบสงบ ตึกกิจกรรมไม่คราคร่ำไปด้วยนักกิจกรรมเหมือนเมื่อก่อน

ที่เห็นแล้วเศร้าใจมาก คือการทุบทิ้งหอประชุม AD1 โดยไม่เห็นว่าจะมีการสร้างอะไรต่อ เมื่อก่อนเคยเห็นรถเครนจอดสงบอยู่ 2-3 ตัว แต่ตอนนี้ถูกรื้อออกไปแล้วเช่นกัน พื้นที่ถูกกั้นด้วยรั้วสังกะสี 

มีคำถามมากมายครับ ทุบทิ้งทำไม จะสร้างอะไรต่อ ทำไมไม่สร้างต่อ ไม้จำนวนมากจากการทุบเอาไปไว้ไหน ขายทอดตลาดหรือเปล่า มีการทำบัญชีไว้หรือไม่ เหล่านี้คือคำตอบที่ประเดประดังเข้ามาในสมอง…?

1. AD1 เดิมคืออะไร

AD1 เดิมเป็น อาคารหอประชุมของสถานแสดงสินค้า ที่มีอยู่ก่อนการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ เมื่อมีการจัดตก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2514 คณะกรรมการเตรียมการฯ ได้ย้ายสำนักงานมาใช้อาคารแห่งนี้ เป็นที่ทำการชั่วคราว และเรียกกันต่อมาว่า อาคาร AD1

ช่วงเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ AD1 จึงเป็นเสมือน “บ้านหลังแรกของรามคำแหง” โดยชั้นบนเป็นห้องทำงานอธิการบดีและห้องประชุมผู้บริหาร ส่วนชั้นล่างเป็นสำนักงานฝ่ายธุรการ 

เอกสารหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยรามคำแหงเองก็มีภาพ “ตึก AD1” บันทึกไว้ประมาณปี 2525-2526 แสดงว่าอาคารนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน 

และไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานเท่านั้น ต่อมายังใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและการจัดกิจกรรมของชมรมต่าง ๆ พรรคนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา การอภิปราย พูดได้ว่าช่วงกิจกรรมนักศึกษาคึกคัก AD1 แทบจะไม่ว่างเลย วงดนตรีเพื่อชีวิตดังๆ ไม่ว่าจะเป็นคาราวาน คาราบาว แฮมเมอร์ ล้วนแล้วแต่ผ่าน AD1 มาแล้วทั้งนั้น

2. แล้วตอนนี้ “ทุบทิ้งแล้ว” จริงหรือไม่?

ตรงนี้ผมยฟันธงเลยครับว่า ทุบทิ้งไปแล้ว แต่ทุบรื้อเมื่อใด ใครเป็นผู้อนุมัติ และรื้อเพื่อทำโครงการอะไร ไม่ปรากฏชัด แต่บุคลากรในมหาวิทยาลัยน่าจะทราบดี ต้องสืบค้นกันต่อไปว่ารื้อถอนเมื่อวันไหน งบประมาณรื้อถอนเท่าไรผู้รับจ้างคือใคร พื้นที่ AD1 หลังรื้อจะใช้ทำอะไร

มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่หรือไม่

วัสดุจากการรื้อถอน โดยเฉพาะ ไม้จำนวนมาก ถูกนำไปที่ไหน

3. เรื่อง “ไม้” น่าสนใจมาก เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล

เพราะAD1 เป็นอาคารเก่าและมีโครงสร้างไม้จำนวนมากเป็นตัวประกอบ การรื้อถอนย่อมมีวัสดุที่มีมูลค่า ไม่ควรจบเพียงคำว่า “รื้อแล้วก็ทิ้ง”

สิ่งที่ควรตรวจสอบคือเอกสารประเภท “บัญชีวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน”

“รายงานการตรวจนับวัสดุ”

“การจำหน่ายพัสดุ/วัสดุจากการรื้อถอน”

“ประกาศขายทอดตลาดวัสดุ”

หรือเอกสารที่ระบุว่า นำไม้ไปใช้ประโยชน์ในราชการ ณ สถานที่ใด

เพราะถ้าไม้เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย การนำออกไปใช้หรือจำหน่ายควรมี หลักฐานทางพัสดุ ไม่ใช่เรื่องที่ควรตอบจากการบอกเล่าปากต่อปาก

4. หอประชุม AD1 น่าสนใจมากขึ้น เพราะต้องแยกให้ออกว่า AD1 เองถูกทุบทิ้งแล้วและพื้นที่เดิมถูกผนวกเข้าโครงการอะไร เราควรขุดต่อถึงระดับ “เอกสารราชการ” เลยครับ โดยเฉพาะ 4 เรื่อง:

1. มติสภามหาวิทยาลัย/คำสั่งรื้อ AD1

2. โครงการที่จะใช้พื้นที่ AD1 หลังรื้อ

3. สัญญาหรือผู้รับเหมารื้อถอน

4. บัญชีไม้และวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน ว่าเอาไปไหน

ถ้าหา 4 ชิ้นนี้เจอ เรื่องจะเปลี่ยนจาก “เล่าประวัติอาคารเก่า” เป็นข่าวตรวจสอบที่มีน้ำหนักทันที เพราะจะตอบได้ว่า “AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหง ถูกทุบทิ้งด้วยเหตุผลอะไร และทรัพย์สินจากการรื้อถอนหายไปไหน” ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้น่าขุดครับ

AD1 น่าจะเป็นสัญญาณลักษณความเป็นรามคำแหงแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ เคียงคู่กับตึกหอสมุด ดีนะที่ไม่ทุบพ่อขุนทิ้งไปด้วย

"ไอ้โม่ง" ปล้นน้ำมันยังไม่ถูกจับ!! ปม “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ยังลอยนวล ไร้ประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม ประชาชนหมดศรัทธาในผู้ปกครอง

นาฏกรรมลอยนวล สแกนพฤติกรรมรัฐบาลล้มเหลว เมื่อ “ไอ้โม่ง” ใหญ่กว่ากฎหมาย
น้ำมันจึงหายไปพร้อมกับความไว้วางใจ

นับได้กี่เดือนกันแล้วครับที่ "ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน" ยังคงลอยนวล?
ประเด็นการปล้น และกักตุนน้ำมันลักลอบในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียมูลค่าทางทรัพยากรธรรมดา เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงบัดนี้ รัฐบาลที่เคยออกมากางตำราประกาศว่าจะ "ลากตัวไอ้โม่ง" เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่สามารถจับกุมผู้บงการจริงได้แม้แต่รายเดียว

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงพฤติการณ์ของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัดที่สุดคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการบังคับใช้กฎหมาย

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว การตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือการใช้วาทกรรมขู่ฟอด ๆ ว่าจะกวาดล้าง “กลุ่มทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียง "ละครฉากใหญ่" เมื่อผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเป็นศูนย์ การที่น้ำมันปริมาณมหาศาลซึ่งต้องใช้ระบบขนส่ง รถบรรทุก เรือ หรือคลังเก็บขนาดใหญ่หายไปและถูกกักตุนได้โดยไร้ร่องรอย สะท้อนว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพขั้นวิกฤต หรือไม่ก็หนีไม่พ้นการตั้งใจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าจนเรื่องเงียบหายไปเอง

สายตาของประชาชนตาดำ ๆ ไม่ต้องเรียนสูงก็สามารถมองทะลุได้ว่า ขบวนการระดับที่สามารถ "ปล้นและกักตุน" น้ำมันได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของโจรกระจอก แต่ต้องเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ

ไม่ต่างจากการ “ปล้น สว.” หรือ “ปล้นสอบราชการ”
การที่รัฐบาลไม่สามารถเจาะไข่แดงไปถึงตัว "ไอ้โม่ง" ได้ ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่ามีคนของ “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” เข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอยเป็น “เกราะกำบังพยานหลักฐาน” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่?
สิ่งที่เราเห็น ๆ กันบ่อยครั้งก็คือ การจับกุมเพียง "ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง" แล้วรีบสรุปสำนวนเพื่อปิดคดี โดยไม่มีการขยายผลไปถึงโครงสร้างเส้นทางการเงิน หรือผู้บงการระดับบน ประชาชนจึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่ารัฐบาลกำลังใช้กลยุทธ์ "ตัดตอน" เพื่อปกป้องใครบางคน มากกว่าการกวาดล้างขบวนการอย่างจริงจัง

ความน่ากลัวที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่น้ำมันที่ถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา แต่คือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถูกปล้นจนหมดหัวใจไปพร้อม ๆ กัน

แจ็ค รัสเซล

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

พันธมิตรฝรั่ง ออกอาการรังเกียจอิสราเอล! แรง!! 12 ชาติรวมอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เตรียมใช้มาตรการจำกัดสินค้า นิคมในเวสต์แบงก์ถูกตัดสิทธิ์ เตือนทำลายความหวังสองรัฐ

12 ชาติตะวันตก รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เตรียมจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ หลังสถานการณ์ความรุนแรงจากนโยบายการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมในวันนี้ ประกาศเตรียมใช้หรือสนับสนุนมาตรการจำกัดการค้าสินค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งทั้ง 12 ประเทศระบุว่าเป็นนิคมที่ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อ ห้ามการค้าสินค้าจากนิคมเหล่านี้

ทั้ง 12 ประเทศยังเตือนอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสของแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1395042532784103/?rdid=BOdh3qrw22sKRNyj#

รัฐบาลสิงคโปร์ไฟเขียวปรับเงินเดือนนักการเมือง!! รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ขณะที่ ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ โครงสร้างเงินเดือนใหม่ยืดหยุ่นตามผลงานและความรับผิดชอบ หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เริ่ม 15 ต.ค. หลังตรึงค่าตอบแทนนาน 15 ปี

สิงคโปร์ปรับค่าตอบแทนนักการเมือง หลังคงระดับเดิม 15 ปี รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ทบทวนค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยค่าตอบแทนใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป หลังจากระดับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาถึงผลการทบทวนดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 แต่รัฐบาลจะไม่ปรับค่าตอบแทนของรัฐมนตรีขึ้นไปถึงระดับใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว

คณะกรรมการเสนอให้ปรับ เกณฑ์อ้างอิงค่าตอบแทนรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของรัฐมนตรี จากปัจจุบันปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ MR4 อ้างอิงจากค่ามัธยฐานรายได้ต่อปีของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน และนำมาหักส่วนลด 40% เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของการเข้ามารับใช้สาธารณะ รัฐบาลเห็นชอบให้คงหลักการดังกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม นายหว่องย้ำว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1.1 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ทันที

รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบครั้งเดียว สูงสุดไม่เกิน 9% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม โดยจำนวนที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล รวมถึงผลงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีระดับ MR4 ที่ได้รับค่าตอบแทนอ้างอิงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็ม 9% จะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

หลังจากการปรับครั้งนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อผลักค่าตอบแทนของรัฐมนตรีให้ขึ้นไปถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านดอลลาร์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับผลงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

นายหว่องคาดว่า เมื่อถึงช่วงสิ้นสุดวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 น่าจะมีค่าตอบแทนอยู่บริเวณช่วงล่างของโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

ดังนั้น เกณฑ์ MR4 ใหม่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จึง ไม่ใช่เป้าหมายเงินเดือนที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในอนาคต แต่รัฐมนตรีสามารถได้รับค่าตอบแทนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวภายในช่วงที่กำหนด ตามผลงานและความรับผิดชอบ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างระดับรัฐมนตรี จากเดิมที่แบ่งออกเป็น MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยจะรวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้เหลือระดับรัฐมนตรี 3 ระดับ พร้อมขยายช่วงค่าตอบแทนของแต่ละระดับให้อยู่ระหว่าง 75% ถึง 125% ของเงินเดือนอ้างอิงของระดับนั้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดค่าตอบแทนตามประสบการณ์ ผลงานและความรับผิดชอบ รวมทั้งสามารถรองรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงจากภายนอกรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่เดิมได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนรายเดือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ MPs จะเพิ่มขึ้นจาก 13,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เช่นเดียวกัน รวมถึงจะมีการปรับค่าตอบแทนของประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภาตามโครงสร้างใหม่

นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะไม่กำหนดค่าตอบแทน ส.ส.ให้เป็นเพียงค่าตอบแทนเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากสมาชิกสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งในรัฐสภาและในเขตเลือกตั้ง

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้ที่สองเท่าของเกณฑ์ MR4 โดยนายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะ บริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการปรับครั้งนี้ให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นปฏิบัติตาม

นายหว่องอธิบายว่า ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี แม้ในช่วงเวลาเดียวกันค่าตอบแทนในภาคเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการจะมีการปรับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอให้ปรับค่าตอบแทนในปี 2017 แต่ตัดสินใจยังไม่ดำเนินการ และการทบทวนที่กำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า ประเด็นค่าตอบแทนทางการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เนื่องจากจำนวนเงินสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของสิงคโปร์ในการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถให้เข้ามารับผิดชอบทางการเมืองและเป็นผู้นำประเทศในอนาคตด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายของโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ คือการรักษาความสามารถในการดึงดูดบุคคลที่มีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ โดยยังคงหลักการที่ให้ค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่มีส่วนลดเพื่อสะท้อนถึงการเข้ามารับใช้สาธารณะ และไม่มีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนแอบแฝงนอกเหนือจากโครงสร้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา: Prime Minister’s Office Singapore (PMO), 8 September 2026

ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด

“ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด และอีกฝ่ายชนะเด็ดขาด แต่อยู่ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างพยายามบีบให้อีกฝ่ายถอย

อิหร่านแม้ยังยืนหยัดได้ มีแรงหนุนจากจีน รัสเซีย และกรอบ SCO แต่แรงกดดันจากการคว่ำบาตร การโจมตีทางทหาร ค่าเงินที่อ่อนลง และความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน ทำให้อิหร่านต้องส่งสัญญาณเจรจาเพื่อซื้อเวลาและลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ

ขณะที่สหรัฐฯ เอง แม้มีอำนาจทางทหารเหนือกว่า แต่ก็ยังไม่อาจประกาศชัยชนะได้ เพราะอิหร่านฟื้นตัวทางทหารเร็วกว่าเดิม มีศักยภาพโจมตีกลับ และได้รับแรงหนุนจากหลายประเทศ การโจมตีระลอกใหม่จึงไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือความพยายามตัดขีดความสามารถของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะกลับมาตั้งหลักได้เต็มที่

ดังนั้น เกมนี้จึงเป็นสงครามสองชั้น คือ ยิงกันในสนามรบ และคว่ำบาตรกันในสนามเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการบีบให้อิหร่านอ่อนแรงก่อนเจรจา ส่วนอิหร่านต้องการยืนให้นานพอจนต้นทุนของสหรัฐฯ สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ความไม่พอใจของประชาชน และความเสี่ยงต่อพันธมิตรในตะวันออกกลาง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครชนะแล้ว แต่คือใครจะทนต้นทุนได้นานกว่ากัน เพราะในสงครามยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดแค่จำนวนฐานทัพที่ถูกทำลาย แต่วัดจากความสามารถในการยืนระยะทางเศรษฐกิจ การเมือง พลังงาน และพันธมิตรระหว่างประเทศ


ดร ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์จุ ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29372871532300222/?rdid=ZeX222zma1CTH3Oc#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top