Friday, 3 July 2026
LITE

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

30 มิถุนายน ของทุกปี วันโซเชียลมีเดีย Social Media Day พลังปลายนิ้วในยุคดิจิทัล โลกทบทวนพลังและความรับผิดชอบของการสื่อสารออนไลน์ สะท้อนพลังการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้บนหน้าจอ

วันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันโซเชียลมีเดีย” หรือ Social Media Day เพื่อสะท้อนความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมโยงผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสร้างชุมชนออนไลน์ การทำธุรกิจ การศึกษา การเมือง วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

วันโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดย Mashable เว็บไซต์ข่าวด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เพื่อยกย่องบทบาทของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์ และทำให้ผู้คนจากต่างพื้นที่ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

จากเดิมที่การสื่อสารระหว่างผู้คนต้องอาศัยจดหมาย โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผู้เผยแพร่ข่าวสาร ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้สร้างกระแสสังคมได้ด้วยตนเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร เรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างตัวตน ทำธุรกิจ ขายสินค้า สร้างแบรนด์ส่วนตัว และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของสังคม

ความสำคัญของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความเร็วและการเข้าถึง ข่าวสารที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแพร่กระจาย ปัจจุบันสามารถส่งต่อไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที เหตุการณ์สำคัญ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ หรือประเด็นสาธารณะสามารถถูกเผยแพร่และรับรู้ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่

ในด้านธุรกิจ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนวิธีการตลาดและการขายอย่างมาก ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างแบรนด์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน สร้างรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลเหมือนในอดีต

ในด้านสังคม โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนธรรมดาถูกได้ยินมากขึ้น ผู้คนสามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก แคมเปญออนไลน์ หรือชุมชนดิจิทัล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือผลักดันประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม พลังของโซเชียลมีเดียมาพร้อมความท้าทายสำคัญ ทั้งข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว วาทกรรมเกลียดชัง ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต การใช้โซเชียลมีเดียจึงต้องอาศัยทั้งวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความรู้เท่าทันสื่อ

วันโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลองเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่เป็นวันที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกทบทวนว่า เรากำลังใช้สื่อออนไลน์อย่างไร เราแชร์ข้อมูลด้วยความรับผิดชอบหรือไม่ เราเคารพผู้อื่นในพื้นที่ดิจิทัลมากพอหรือยัง และเราสามารถทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

ในยุคที่โลกออนไลน์และโลกจริงเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โซเชียลมีเดียจึงเป็นทั้งเครื่องมือ โอกาส และความรับผิดชอบของผู้ใช้ทุกคน เพราะทุกการโพสต์ ทุกการแชร์ และทุกความคิดเห็น ล้วนมีผลต่อผู้อื่นและต่อสังคมในวงกว้าง

30 มิถุนายน วันโซเชียลมีเดีย จึงเป็นวันที่สะท้อนพลังของการสื่อสารยุคดิจิทัล วันที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมถึงกันได้ผ่านปลายนิ้ว และเป็นวันที่เตือนให้ทุกคนใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีสติ สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม

26 มิถุนายน 2329 วันเกิด พระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากพระอภัยมณีสู่นิราศภูเขาทอง ผู้สร้างวรรคทองให้คนไทยจดจำไม่รู้ลืม

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด เหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" โคลงบทนี้หลายๆ คนคงคุ้นหู หรือเคยได้ท่องกันตอนเด็กๆ มาจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน พระฤาษีสอนสุดสาคร เกี่ยวกับเรื่องการไว้ใจคน

วันนี้ (26 มิ.ย.) เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต และโอเดดซี ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวง อยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นนางนม ของพระธิดาในกรมฯ นั้น

ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้

เมื่ออายุราว 20 ปี ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ "จันทร์" จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลัง ทิวงคตจึงพ้นโทษ ต่อมาจึงได้แม่จันทร์เป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็เกิดระหองระแหงคงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์

สมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อย ชื่อ นิ่ม เป็นภริยาอีกหนึ่งคน ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุรา อาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

สมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่อง อื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จนพระองค์ประชวร สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษาก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้อุปการะ จากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรม พระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรม ใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

ข้อมูล สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/192535?

25 มิถุนายน 2459 สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้งานวันแรก มรดกทรงคุณค่าจากรากฐานรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ศูนย์กลางรถไฟไทยแห่งประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ความทันสมัยของสยาม

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีหัวลำโพง” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าศตวรรษ

สถานีหัวลำโพงมิได้เป็นเพียงอาคารสถานีรถไฟ หากเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการคมนาคมที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสยามสู่ความทันสมัย โดยรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ ทั้งเพื่อเชื่อมราชธานีกับหัวเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

การก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพหลังใหม่เริ่มขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2453 ก่อนจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยในวันเปิดสถานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีกดปุ่มสัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเดินเข้าสู่สถานีกรุงเทพ

สถานีหัวลำโพงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการรถไฟ ซึ่งในเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะรถไฟเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน สินค้า ข่าวสาร และราชการสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วกว่ายุคก่อนหน้า จากเดิมที่การเดินทางระหว่างเมืองต้องอาศัยเรือ เกวียน หรือการเดินทางที่ใช้เวลานาน รถไฟได้เปลี่ยนระยะทางอันห่างไกลให้ใกล้ขึ้น และทำให้เมืองหลวงเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ตัวอาคารสถานีหัวลำโพงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบโดมสไตล์อิตาเลียนผสมศิลปะเรอเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายสถานีรถไฟในยุโรป โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่าแบบอาคารมีความคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และวัสดุบางส่วนเป็นวัสดุสำเร็จรูปจากเยอรมนี

จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงยังรวมถึงกระจกสี ช่องระบายอากาศ นาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดม และรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้สักสลักลายนูน หินอ่อนบริเวณบันไดและเสาอาคาร ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางสถาปัตยกรรมในยุคที่สยามกำลังรับอิทธิพลความทันสมัยจากโลกตะวันตก แต่ยังคงปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

ตลอดเวลากว่าร้อยปี สถานีหัวลำโพงทำหน้าที่เป็นประตูการเดินทางของผู้คนจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ ทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ผู้คนจำนวนมากมีความทรงจำกับสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน การจากลา การเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษา และค้าขาย
หัวลำโพงจึงเป็นมากกว่าสถานีรถไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น เสียงประกาศรถไฟ เสียงล้อเหล็กกระทบราง ภาพผู้โดยสารหิ้วกระเป๋า ภาพครอบครัวมารับส่งกันที่ชานชาลา ล้วนทำให้สถานีแห่งนี้มีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมเมืองไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ สถานีหัวลำโพงสะท้อนพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ในการวางรากฐานความทันสมัยของสยาม แม้ตัวอาคารสถานีจะเปิดใช้งานในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แต่กิจการรถไฟหลวงและแนวคิดการพัฒนาระบบรางของประเทศมีรากสำคัญมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของรถไฟในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่
รถไฟช่วยให้สยามสามารถรวมศูนย์การบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่งเสริมการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจในหัวเมือง และทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิม การมีสถานีศูนย์กลางอย่างหัวลำโพงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน

ต่อมา สถานีหัวลำโพงยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังระบุว่า สถานีกรุงเทพเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟมายาวนาน

แม้บทบาทของสถานีหัวลำโพงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถและพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของหัวลำโพงยังคงอยู่ เพราะสถานีแห่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสยามยุคเก่าสู่รัฐสมัยใหม่ เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของผู้คน และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการดูแลรักษา

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันเปิดใช้งานสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างเป็นทางการ สถานีที่ถือกำเนิดจากรากฐานการพัฒนารถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดบทบาทสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางของคนไทยตลอดเวลากว่าศตวรรษ

หัวลำโพงจึงไม่ใช่เพียงสถานีรถไฟเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความทรงจำ และการเดินทางของชาติไทย เป็นมรดกทรงคุณค่าที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการคมนาคมไทยไว้บนรางเหล็กสายประวัติศาสตร์

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

20 มิถุนายน 2520 ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มแปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” พระราชนิพนธ์แปลทรงคุณค่า ว่าด้วยผู้เสียสละเบื้องหลังประวัติศาสตร์โลก จากเรื่องราวสายลับผู้ทำงานเพื่อแผ่นดิน

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยและพระราชกรณียกิจด้านการแปล เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเรื่อง “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid ของวิลเลียม สตีเวนสัน เป็นพระราชนิพนธ์แปลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ และแนวคิดเรื่องการทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังชื่อเสียง

“นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องราวของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน หรือผู้มีรหัสลับว่า “Intrepid” บุคคลสำคัญในงานข่าวกรองและปฏิบัติการลับของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านอำนาจนาซีเยอรมนี หนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid เขียนโดย William Stevenson และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1976 ก่อนที่ในหลวง ร.9 จะทรงแปลเป็นภาษาไทยในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเล่มนี้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 โดยทรงใช้เวลาว่างจากพระราชกรณียกิจวันละเล็กละน้อยในการแปล และทรงดำเนินงานแปลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แหล่งข้อมูลของหอสมุดรัฐสภาระบุว่า พระองค์ทรงแปลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 สะท้อนถึงพระวิริยะอุตสาหะและความละเอียดรอบคอบในการถ่ายทอดงานเขียนจากภาษาต่างประเทศสู่ภาษาไทย

ความสำคัญของพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่เนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม ข่าวกรอง หรือประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความหมายของชื่อไทยที่พระองค์ทรงใช้ว่า “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” คำว่า “ปิดทองหลังพระ” เป็นสำนวนไทยที่หมายถึงการทำความดีหรือทำงานสำคัญโดยไม่ต้องการให้ใครเห็น ไม่หวังคำยกย่อง ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ทำด้วยความรับผิดชอบและความเสียสละ
แก่นของหนังสือจึงสอดคล้องกับแนวคิดสำคัญเรื่องการทำงานเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะบุคคลจำนวนมากในภารกิจลับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องทำงานอย่างเงียบงัน ปิดบังตัวตน เสี่ยงอันตราย และไม่อาจได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผย แม้ผลงานของพวกเขาจะมีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ของสงครามและความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่างานแปลวรรณกรรมหรือสารคดีประวัติศาสตร์ หากยังเป็นการเปิดโลกความรู้ให้ผู้อ่านไทยได้เข้าใจเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมิติของข่าวกรอง การเสียสละ การวางแผน และการทำงานที่ไม่ได้ปรากฏอยู่หน้าฉากของประวัติศาสตร์เสมอไป

ในด้านภาษา “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านภาษาอังกฤษและภาษาไทยของในหลวง ร.9 อย่างเด่นชัด เพราะต้นฉบับเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สงคราม การข่าว และศัพท์เฉพาะจำนวนมาก การถ่ายทอดให้ผู้อ่านไทยเข้าใจได้โดยไม่สูญเสียสาระสำคัญ จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านภาษา ความเข้าใจบริบท และความสามารถในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีต
พระองค์มิได้ทรงแปลเพียงตามตัวอักษร แต่ทรงถ่ายทอดความหมาย อารมณ์ และน้ำหนักของเรื่องให้เข้ากับภาษาไทยอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ทั้งยังคงคุณค่าของต้นฉบับไว้ในฐานะงานบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานเบื้องหลัง

หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนพระราชอัธยาศัยใฝ่รู้ของในหลวง ร.9 ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในประวัติศาสตร์โลก วิทยาการ การเมืองระหว่างประเทศ และบทเรียนจากเหตุการณ์สำคัญของมนุษยชาติ การทรงเลือกแปลหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสงครามลับและงานข่าวกรอง จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการนำเรื่องราวที่มีคุณค่าทางความคิดมาเผยแพร่แก่ผู้อ่านไทย

ประเด็น “ผู้ปิดทองหลังพระ” ยังเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกับสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะในทุกยุคทุกสมัย ประเทศชาติย่อมต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบ ๆ ทั้งข้าราชการ ครู แพทย์ ทหาร ตำรวจ เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป หลายคนอาจไม่ได้อยู่ในแสงสว่างของสังคม แต่ผลงานของพวกเขาคือรากฐานที่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้

ด้วยเหตุนี้ “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อหนังสือ แต่เป็นถ้อยคำที่มีพลังทางความคิด เตือนใจให้เห็นคุณค่าของการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และการทำงานเพื่อส่วนรวมแม้ไม่มีใครมองเห็น

เมื่อมองในฐานะพระราชนิพนธ์แปล หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 ในด้านวรรณศิลป์ ความรู้รอบด้าน และพระวิริยะในการทรงงาน แม้พระองค์จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ยังทรงใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าเพื่อสร้างสรรค์งานแปลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มต้นพระราชนิพนธ์แปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” งานเขียนที่พาผู้อ่านไทยไปรู้จักเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานอย่างกล้าหาญในเงามืด และยังฝากบทเรียนสำคัญเรื่องการเสียสละ การทำหน้าที่ และการปิดทองหลังพระไว้แก่สังคมไทย

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงยังคงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา เพราะนอกจากจะเป็นงานแปลด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญแล้ว ยังเป็นหนังสือที่ชวนให้ผู้อ่านตระหนักว่า ความดีที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่หน้าเวทีเสมอไป บางครั้งผู้ที่ทำงานเงียบที่สุด อาจเป็นผู้ที่สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดต่อโลกและต่อแผ่นดิน

18 มิถุนายน 2455 เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางสมัยรัชกาลที่ 6 ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น ภารกิจประวัติศาสตร์ของราชนาวีสยาม หมุดหมายราชนาวีไทยสมัย ร.6 สู่ยุคเรือรบสมัยใหม่

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อ “เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์” หรือ H.T.M.S. Sua Khamronsin ขึ้นระวางประจำการในราชนาวีไทยอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือรบระดับเรือพิฆาตที่ต่อขึ้น ณ อู่ต่อเรือกาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการจดจำว่าเป็นเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยทำหน้าที่ขับเรือเดินทางกลับจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วยตนเอง เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการนำเรือรบลำใหม่เข้าประจำการ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความสามารถ ความกล้า และศักยภาพของทหารเรือไทยในยุคที่ราชนาวีกำลังก้าวเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สยามกำลังอยู่ท่ามกลางการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกและแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก การพัฒนากองทัพเรือจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพราะทะเลมิได้เป็นเพียงเส้นทางค้าขาย แต่ยังเป็นด่านหน้าด้านความมั่นคงของประเทศ การมีเรือรบที่ทันสมัยและกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเอกราชและศักดิ์ศรีของชาติ

การจัดหาเรือรบจากญี่ปุ่นในเวลานั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการเรียนรู้เทคโนโลยีทางทะเลจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชีย ญี่ปุ่นหลังยุคเมจิได้กลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม การทหาร และการต่อเรือ การที่สยามเลือกต่อเรือรบที่อู่กาวาซากิ เมืองโกเบ จึงสะท้อนถึงการมองหาเทคโนโลยีและความร่วมมือจากประเทศเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นเรือรบที่เข้ามาเสริมกำลังให้กองทัพเรือไทยในยุคที่ประเทศต้องการยกระดับขีดความสามารถทางทะเล การมีเรือพิฆาตประจำการช่วยเพิ่มศักยภาพในการลาดตระเวน คุ้มครองน่านน้ำ และแสดงแสนยานุภาพของราชนาวีไทยในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่ทำให้เรือลำนี้ถูกจดจำเป็นพิเศษ คือการที่ทหารเรือไทยเป็นผู้ขับเรือกลับจากญี่ปุ่นมายังสยามด้วยตนเอง การเดินเรือข้ามทะเลในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความรู้ด้านการเดินเรือ เครื่องจักร กลไก การนำร่อง สภาพอากาศ และความพร้อมของกำลังพล การเดินทางดังกล่าวจึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของทหารเรือไทยว่า สามารถปฏิบัติภารกิจระดับสากลได้ด้วยตนเอง

ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าความภาคภูมิใจทางเทคนิค เพราะเป็นภาพสะท้อนของการสร้างบุคลากรทางทะเล การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และการยืนหยัดด้วยกำลังความสามารถของคนไทยเอง ในยุคที่ประเทศกำลังพยายามยืนยันสถานะของตนท่ามกลางโลกสมัยใหม่

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนากองทัพเรือมิได้ขึ้นอยู่กับเรือรบหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคนที่มีความรู้ วินัย ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ กำลังพลที่สามารถนำเรือกลับจากต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย คือทรัพยากรสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับราชนาวีไทย

ชื่อ “เสือคำรณสินธุ์” ยังให้ภาพของพลัง ความกล้าหาญ และความน่าเกรงขามในท้องทะเล คำว่า “เสือ” สื่อถึงความองอาจ ส่วน “คำรณสินธุ์” สื่อถึงเสียงกึกก้องในสายน้ำหรือท้องทะเล ชื่อเรือลำนี้จึงสอดคล้องกับบทบาทของเรือรบที่เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านน้ำของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงไม่ใช่เพียงวันขึ้นระวางของเรือรบลำหนึ่ง หากเป็นวันที่สะท้อนพัฒนาการสำคัญของราชนาวีไทยในยุครัชกาลที่ 6 เป็นวันที่กองทัพเรือไทยได้รับเรือรบสมัยใหม่เข้าประจำการ และเป็นวันที่ความสามารถของทหารเรือไทยได้รับการพิสูจน์ผ่านภารกิจเดินเรือข้ามทะเลจากญี่ปุ่นกลับสู่แผ่นดินไทย

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในหมุดหมายของการพัฒนากองทัพเรือไทย เป็นทั้งเรือรบ ยุทโธปกรณ์ และสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าในยุคที่สยามกำลังเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเอง

18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงเป็นวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย วันที่เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางประจำการในสมัยรัชกาลที่ 6 และกลายเป็นตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่นด้วยตนเอง ฝากชื่อไว้ในความทรงจำของกองทัพเรือไทยในฐานะสัญลักษณ์แห่งความกล้า ความสามารถ และการก้าวสู่ความทันสมัยของราชนาวีสยาม

17 มิถุนายน 2496 ในหลวง ร.9 เสด็จฯประพาสสวนทุเรียนนนท์ ประชาชนเปล่งเสียงไชโย เฝ้าชมพระบารมีใกล้ชิด สะท้อนพระราชอัธยาศัยเรียบง่ายใกล้ชิดประชาชน

วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่อยู่ในความทรงจำของชาวจังหวัดนนทบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียน ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างใกล้ชิด

การเสด็จฯ ในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชสมัยของในหลวง ร.9 และเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงพระราชอัธยาศัยอันเรียบง่าย เป็นกันเอง และทรงสนพระราชหฤทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะชาวสวนเมืองนนท์ ซึ่งในอดีตมีชื่อเสียงอย่างมากด้านการปลูกทุเรียนคุณภาพดี จน “ทุเรียนนนท์” กลายเป็นหนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของไทย

ในวันเสด็จฯ แม้ช่วงเช้าจะมีฝนโปรยปราย แต่เมื่อถึงเวลาสาย อากาศกลับแจ่มใส ประชาชนจำนวนมากต่างพากันมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ ทั้งบนฝั่งและตามลำน้ำ บางส่วนลอยเรืออยู่ในแม่น้ำเพื่อเฝ้าชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความตื่นเต้นของชาวบ้านที่ได้มีโอกาสรับเสด็จพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี ณ ถิ่นสวนของตนเอง

แหล่งข้อมูลของจังหวัดนนทบุรีระบุว่า ในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสจังหวัดนนทบุรี โดยมีประชาชนเฝ้ารอชมพระบารมีทั้งบนฝั่งและในเรือ เมื่อเรือพระที่นั่งมาถึงสวนทุเรียนที่ตำบลบางกระสอ ได้ชะลอเครื่อง และพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม ทรงซักถามเรื่องการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนอย่างใกล้ชิด

การเสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ในครั้งนั้น ใช้เรือพระที่นั่ง “ตะวันส่องแสง” และคณะติดตามใช้เรือประจำทวีป โดยเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำบ้านแสงประภา ตำบลบางกระสอ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียนอันเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี มีขุนบุรีภิรมย์กิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในสมัยนั้น เฝ้าฯ รับเสด็จ
ระหว่างเสด็จฯ ทอดพระเนตรสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในรายละเอียดของการทำสวนเป็นอย่างมาก ทรงซักถามถึงชนิดของทุเรียน วิธีปลูก การใส่ปุ๋ย และการบำรุงรักษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเสด็จฯ เพียงเพื่อทอดพระเนตรผลผลิตเท่านั้น แต่ยังทรงให้ความสำคัญกับความรู้ วิถีอาชีพ และความเป็นอยู่ของชาวสวนอย่างแท้จริง

เจ้าของสวนตามเส้นทางเสด็จฯ ต่างนำผลไม้จากสวนของตนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายด้วยความปลาบปลื้ม ผลไม้เมืองนนท์ในวันนั้นจึงมิได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร หากเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความภาคภูมิใจของชาวสวนที่ได้ถวายผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนต่อพระมหากษัตริย์
หนึ่งในภาพจำที่ถูกเล่าขาน คือเหตุการณ์ที่มีการถวายกระจง หรือไม้สอยผลไม้ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงสอยมังคุดด้วยพระองค์เอง เป็นบรรยากาศที่เรียบง่าย ใกล้ชิด และงดงาม สะท้อนภาพพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่เสด็จฯ ลงไปสัมผัสวิถีชีวิตของราษฎรอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารกลางวัน ทางจังหวัดได้จัดเตรียมพระกระยาหารไว้ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่จัดมาทางเรือ แทนการตั้งโต๊ะเสวยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังรับสั่งให้แม่ค้าจัดอาหารขึ้นมาด้วยชามและตะเกียบแบบธรรมดา แทนภาชนะหรูที่เตรียมไว้ แสดงถึงพระราชอัธยาศัยเรียบง่ายและทรงใกล้ชิดกับวิถีชาวบ้านอย่างยิ่ง

มีการบันทึกว่า พระองค์ทรงโปรดแกงปลาไหลและไอศกรีมเป็นพิเศษ และหลังเสวยพระกระยาหารแล้ว ได้พระราชทานเงินเป็นขวัญถุงแก่แม่ค้าที่จัดอาหารมาถวาย รวมถึงพระราชทานสิ่งของและเงินแก่ผู้ที่มาเฝ้าฯ ในการเสด็จครั้งนั้น สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนที่ได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากการทอดพระเนตรสวนและเสวยอาหารพื้นเมืองแล้ว พระองค์ยังเสด็จขึ้นประทับบนบ้านเจ้าของสวนทุเรียน และทรงมีพระราชปฏิสันถารถึงความเป็นอยู่และอาชีพที่ทำอยู่ ภาพดังกล่าวสะท้อนพระราชจริยวัตรที่ทรงรับฟังชีวิตของประชาชนด้วยพระองค์เอง มิได้ทรงมองราษฎรเป็นเพียงผู้มาเฝ้ารับเสด็จ แต่เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของอาชีพ และเจ้าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ

ทุเรียนนนท์ในอดีตถือเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงมาก ทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ และความประณีตของการดูแลสวน สภาพพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองต่าง ๆ ทำให้นนทบุรีเป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำสวนผลไม้ การเสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนจึงเป็นเสมือนการพระราชทานความสำคัญแก่เกษตรกรและชาวสวนในฐานะผู้สร้างผลผลิตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ก่อนเสด็จกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสขอบใจผู้ที่มาคอยเฝ้าฯ รับเสด็จและนำเสด็จ พร้อมทั้งทรงถ่ายภาพผู้มาส่งเสด็จด้วยพระองค์เอง เมื่อเรือพระที่นั่งเคลื่อนออกจากท่า พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอาการร่าเริงแจ่มใส ประชาชนที่มาเฝ้าฯ ต่างเปล่งเสียงไชโยด้วยความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณ

เหตุการณ์วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 จึงเป็นมากกว่าการเสด็จฯ ประพาสสวนผลไม้ หากเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน เป็นวันที่ชาวสวนนนท์ได้เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด และเป็นวันที่พระมหากษัตริย์ทรงแสดงให้เห็นถึงความสนพระราชหฤทัยในอาชีพเกษตรกรรม วิถีชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเสด็จฯ ในครั้งนั้นยังเป็นภาพจำสำคัญของนนทบุรี เพราะทุเรียนนนท์มิได้เป็นเพียงผลไม้ขึ้นชื่อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชุมชน เป็นผลผลิตจากผืนดิน สายน้ำ และความชำนาญของชาวสวน การที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ มาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง จึงเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวงแก่ชาวสวนและประชาชนในจังหวัดนนทบุรี

17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งความปลื้มปีติของชาวนนทบุรี วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ ทรงทอดพระเนตรวิถีชาวสวนอย่างใกล้ชิด ทรงซักถามถึงการปลูกและดูแลผลไม้ด้วยพระราชหฤทัยสนพระราชหฤทัย และประชาชนต่างเปล่งเสียงไชโยเฝ้าชมพระบารมีด้วยความจงรักภักดี

เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนพระราชอัธยาศัยอันเรียบง่ายของในหลวง ร.9 พระมหากษัตริย์ผู้เสด็จฯ ไปถึงสวนของประชาชน ทรงสนทนากับชาวบ้าน ทรงเสวยอาหารพื้นเมือง และทรงรับฟังชีวิตของราษฎรด้วยพระองค์เอง อันเป็นภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวเมืองนนท์สืบมา

ที่มา : https://nonthaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/447856?

16 มิถุนายน 2513 ในหลวง ร.9 เสด็จฯ บ้านปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ทรงห่วงใยทหาร–ตำรวจชายแดน พระราชกรณียกิจกลางพื้นที่สู้รบ เพื่อขวัญกำลังใจผู้พิทักษ์แผ่นดิน

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในวันดังกล่าว พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

ช่วงเวลานั้น จังหวัดน่าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ภูเขาในอำเภอทุ่งช้าง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานพลเรือนต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความยากลำบาก ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา เส้นทางคมนาคมที่ทุรกันดาร และภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

การเสด็จฯ ไปยังบ้านปอนในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงการเสด็จเยี่ยมพื้นที่ห่างไกล หากเป็นการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

ราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้ว่า พระองค์เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากอำเภอเชียงคำไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 15.10 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความเสียหายของรถแทรกเตอร์ 2 คัน ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายเข้าโจมตีในเส้นทางห่างจากบ้านปอนประมาณ 8 กิโลเมตร และ 11 กิโลเมตร

เหตุการณ์รถแทรกเตอร์ถูกโจมตีสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ชายแดนมิใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานท่ามกลางภัยอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ การสร้างถนนในพื้นที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงงานก่อสร้าง แต่เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพัฒนา และการเชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้ากับส่วนอื่นของประเทศ
ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์ทรงรับฟังรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีรายงานว่า ทางการทหารและตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมมือกันนำรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2513 หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงที่ปฏิบัติการในเขตนั้นทุกคน

พระราชกรณียกิจดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการเสด็จฯ ไปถึงแนวหน้าด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่า พระองค์มิได้ทรงมองปัญหาความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชนจากระยะไกล แต่ทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพจริง รับฟังข้อมูลจริง และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่

สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนในขณะนั้น การได้เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่เสี่ยงภัยย่อมเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นการยืนยันว่าภารกิจของพวกเขาไม่ได้ถูกมองข้าม และความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินได้รับการรับรู้และทรงห่วงใยจากพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ การเสด็จฯ บ้านปอนยังสะท้อนแนวพระราชดำริสำคัญของในหลวง ร.9 ที่ทรงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา พื้นที่ใดที่ประชาชนยังขาดถนน ขาดสาธารณูปโภค ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ พื้นที่นั้นย่อมเปราะบางต่อปัญหาความไม่สงบ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน
หลังจากเสด็จฯ บ้านปอนแล้ว ในวันเดียวกัน พระองค์ยังเสด็จฯ ต่อไปยังบ้านน้ำยาว อำเภอบัว จังหวัดน่าน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมบริเวณฐานปฏิบัติการ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทหารและข้าราชการกรมทางหลวง ทรงฟังรายงานสถานการณ์ทั่วไป และพระราชทานสิ่งของแก่ทหารและเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทุกคน

ภาพการเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นบ้านปอนและบ้านน้ำยาว จึงเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนพระราชจริยวัตรของในหลวง ร.9 ที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในหมู่บ้านห่างไกล ทหารในฐานปฏิบัติการ ตำรวจตระเวนชายแดน หรือเจ้าหน้าที่ผู้สร้างถนนในพื้นที่อันตราย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงควรถูกจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญด้านขวัญกำลังใจและความมั่นคงของชาติ วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง ทรงรับฟังรายงานเหตุการณ์ และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

พระราชกรณียกิจครั้งนั้นยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนา ความเข้าใจประชาชน การดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้า และการเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงโอกาสของรัฐ

16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ต่อทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่าน เป็นวันที่พระองค์เสด็จฯ ไปพระราชทานขวัญกำลังใจถึงพื้นที่จริง และเป็นหนึ่งในหลักฐานแห่งพระราชปณิธานที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของแผ่นดินไทย

ที่มา : https://sakaeo.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/441615?

15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา คดีประวัติศาสตร์ชายแดนไทย–กัมพูชา บทเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

14 มิถุนายน 2310 “พระเจ้าตากฯ” สั่งทหารทุบหม้อข้าว ออกศึกชี้ชะตายึดเมืองจันท์ จุดเริ่มต้นเส้นทางกู้แผ่นดินสยาม ตำนานปลุกใจทหารของพระเจ้าตากมหาราช

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือในขณะนั้นคือพระยาตาก ทรงนำกำลังเข้าตีเมืองจันทบุรี ภายหลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไม่นาน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางจากยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร และประกาศเจตนารมณ์อย่างเด็ดเดี่ยวว่า ศึกครั้งนี้ต้องชนะเท่านั้น ไม่มีทางถอยกลับ

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย อำนาจส่วนกลางล่มสลาย หัวเมืองต่าง ๆ แตกออกเป็นกลุ่มอำนาจ ผู้คนจำนวนมากไร้ที่พึ่ง ขณะที่กองทัพพม่ายังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแผ่นดินสยาม ในสถานการณ์อันมืดมนเช่นนั้น พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลเดินทางไปยังหัวเมืองตะวันออก เพื่อสร้างฐานกำลังสำหรับการกอบกู้เอกราช

เมืองจันทบุรีในเวลานั้นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองใหญ่ มีทรัพยากร เสบียงอาหาร ผู้คน และทำเลที่เหมาะต่อการตั้งมั่น หากสามารถยึดจันทบุรีได้สำเร็จ พระยาตากย่อมมีฐานกำลังสำคัญสำหรับรวบรวมไพร่พล จัดหาอาวุธ เสบียง และเตรียมยกทัพกลับไปกู้บ้านเมืองจากพม่า

แต่การเข้าตีเมืองจันทบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เมืองมีกำลังป้องกันและมีผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาตากจึงต้องใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหารและจิตวิทยาการรบ เพื่อทำให้กองทัพของพระองค์มีความฮึกเหิม และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ศึกชี้ชะตาอย่างไม่หวั่นเกรง

ในคืนก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี พระยาตากได้มีคำสั่งให้ทหารกินข้าวให้อิ่ม แล้วให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้หมด พร้อมประกาศให้ทุกคนไปกินข้าวเช้ากันในเมืองจันทบุรี หากตีเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายเสียพร้อมกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการตัดทางถอยของกองทัพ และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความกล้าหาญ เพราะทหารทุกนายรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรบให้ชนะเท่านั้น

ยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” จึงมิใช่เพียงภาพจำเชิงตำนาน หากเป็นกลศึกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำในยามวิกฤต พระยาตากเข้าใจดีว่า กองทัพที่กำลังเผชิญศึกหนักจำเป็นต้องมีขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และเป้าหมายร่วมกัน การทุบหม้อข้าวจึงเปรียบเสมือนการประกาศต่อทหารทั้งกองทัพว่า ศึกนี้คือศึกเพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านการนำทัพของพระยาตาก เพราะในภาวะที่บ้านเมืองแตกสลาย กำลังพลมีจำกัด และเสบียงไม่ได้มั่นคง การรบแต่ละครั้งต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและการตัดสินใจที่รวดเร็ว การเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า พระยาตากมิได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นผู้นำที่สามารถรวมใจคนในยามสิ้นหวัง

ผลของศึกครั้งนั้น พระยาตากสามารถยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ แหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีเมืองจันทบุรี และวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่ยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พระองค์มีฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออก และสามารถรวบรวมกำลังเพื่อเดินหน้าภารกิจใหญ่ คือการกอบกู้เอกราชของสยาม

เมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะหลังจากตั้งมั่นได้แล้ว พระยาตากสามารถรวบรวมกำลังพล เสบียง อาวุธ และเรือรบ ก่อนยกทัพกลับไปตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากอำนาจพม่าได้ในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่จันทบุรีจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การสถาปนากรุงธนบุรี

ความสำคัญของเหตุการณ์ “ทุบหม้อข้าว” ยังอยู่ที่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นภาพของการตัดสินใจในภาวะที่ชาติแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว พระยาตากมิได้เลือกตั้งรับหรือรอคอยความช่วยเหลือ แต่เลือกเดินหน้า รวมคน รวมใจ และสร้างโอกาสจากวิกฤต ความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับการจดจำในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กู้ชาติ

เหตุการณ์วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรบครั้งหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำในยามบ้านเมืองแตกสลาย เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจ การกล้าตัดสินใจ และการทำให้ผู้คนเชื่อว่า แม้แผ่นดินจะพ่ายแพ้ชั่วคราว แต่ชาติยังสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้

คำสั่งทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นวลีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย หมายถึงการตัดทางถอย เดินหน้าอย่างสุดกำลัง และยอมเดิมพันทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ไม่เพียงในทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นคติเตือนใจว่า ในยามวิกฤต บางครั้งความสำเร็จต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ

14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระยาตากสั่งทหารทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี ศึกสำคัญที่ปลุกขวัญกำลังใจกองทัพ และปูทางสู่การกอบกู้เอกราชของสยามจากความพ่ายแพ้หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

จากเมืองจันท์ในวันนั้น สู่การกู้แผ่นดินในเวลาต่อมา พระเจ้าตากสินมหาราชได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะตกอยู่ในวันที่มืดมนที่สุด หากยังมีผู้นำที่กล้า มีประชาชนที่พร้อมร่วมแรง และมีกองทัพที่ไม่ยอมจำนน ความหวังของชาติย่อมสามารถจุดขึ้นใหม่ได้เสมอ

ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_60632?

13 มิถุนายน 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย พระองค์เจ้าผู้เปลี่ยนการส่งข่าวสารของสยามให้เป็นระบบ จุดเริ่มต้นเครือข่ายสื่อสารของสยาม

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เป็นวันคล้ายวันทิวงคตของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี อีกทั้งยังทรงเป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 และทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สิริพระชันษา 68 ปี พระนามของพระองค์ได้รับการจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์ของสยาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย”

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกระแสโลกสมัยใหม่ การติดต่อสื่อสาร การคมนาคม การบริหารราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเจริญของโลกตะวันตก การมีระบบไปรษณีย์และโทรเลขที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

ก่อนที่ระบบไปรษณีย์ไทยจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ การส่งข่าวสาร เอกสาร หรือหนังสือระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ยังอาศัยวิธีการแบบเดิมเป็นหลัก ทั้งการฝากคนเดินทาง การใช้คนส่งสาร หรือระบบราชการเฉพาะกิจ ซึ่งไม่สะดวก ไม่รวดเร็ว และไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อบ้านเมืองเริ่มขยายตัว การค้า การปกครอง และการติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการจัดตั้งระบบสื่อสารสมัยใหม่จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารในฐานะรากฐานของรัฐสมัยใหม่ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบและผลักดันกิจการไปรษณีย์ให้เกิดขึ้นในสยาม เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และภาคการค้า สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานมากขึ้น

การไปรษณีย์ในยุคนั้นมิใช่เพียงการส่งจดหมายหรือพัสดุเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมผู้คน เชื่อมเมือง เชื่อมเศรษฐกิจ และเชื่อมสยามเข้ากับโลกภายนอก เมื่อการสื่อสารมีความรวดเร็วขึ้น รัฐสามารถบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนติดต่อกันได้สะดวกขึ้น และภาคธุรกิจสามารถขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากกิจการไปรษณีย์แล้ว พระองค์ยังมีความเกี่ยวข้องกับการวางรากฐานด้านการสื่อสารยุคใหม่ของสยาม ซึ่งรวมถึงกิจการโทรเลข อันเป็นเทคโนโลยีสำคัญในยุคนั้น โทรเลขช่วยให้ข่าวสารเดินทางได้รวดเร็วกว่าการส่งหนังสือแบบเดิมอย่างมาก และมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ การทหาร การค้า และการติดต่อระหว่างเมือง

บทบาทของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ จึงสะท้อนสายพระเนตรที่มองเห็นว่า “การสื่อสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หากบ้านเมืองต้องการก้าวสู่ความทันสมัย การส่งข่าวสารต้องไม่ล่าช้า กระจัดกระจาย หรือจำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบที่ประชาชนและรัฐสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการในราชการแผ่นดิน รวมถึงบทบาทด้านการทหาร โดยทรงได้รับการจดจำว่าเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพสยาม และเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทหลากหลายทั้งด้านราชการ การบริหาร และการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญของพระองค์ต่อกิจการไปรษณีย์ไทยยังปรากฏให้เห็นในความทรงจำของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระนาม “เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์” ผูกพันอย่างแนบแน่นกับการเกิดขึ้นของระบบไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสื่อสาร การบริหาร และการเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป การบุกเบิกกิจการไปรษณีย์และโทรเลขในสมัยนั้นถือเป็นการวางรากฐานที่ส่งผลยาวไกลต่อประเทศ เพราะจากระบบส่งข่าวสารในยุคแรก ได้พัฒนาต่อเนื่องมาสู่เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งการส่งจดหมาย เอกสาร พัสดุ ธุรกรรม และการติดต่อระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและคุณูปการของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่

พระองค์มิได้ทรงฝากผลงานไว้เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักเท่านั้น หากยังทรงฝากรากฐานสำคัญไว้ในระบบสื่อสารของชาติ การไปรษณีย์และโทรเลขที่พระองค์ทรงบุกเบิกมีส่วนช่วยให้สยามเชื่อมโยงผู้คน เมือง และราชการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ดังนั้น วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานการสื่อสารของสยาม และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ความทันสมัยของประเทศไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_34021

12 มิถุนายน 2363 วันคล้ายวันเกิด “หม่อมราโชทัย” ขุนนางคู่พระทัย ร.4 ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม เปิดโลกวรรณคดีไทยสู่ต่างแดน

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “หม่อมราโชทัย” หรือ หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้มีบทบาททั้งในฐานะขุนนาง นักภาษา ล่ามราชสำนัก และกวีผู้ฝากผลงานสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย โดยเฉพาะ “นิราศลอนดอน” ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในฐานะนิราศต่างแดนเรื่องสำคัญและเป็นบันทึกการเดินทางไปโลกตะวันตกในยุคแรก ๆ ของสยาม

หม่อมราโชทัยมีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เป็นผู้มีความสามารถด้านภาษาและหนังสืออย่างโดดเด่น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นความรู้ใหม่และมีผู้เชี่ยวชาญไม่มากนัก ความสามารถดังกล่าวทำให้ท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ให้ปฏิบัติราชการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับชาติตะวันตก

ในสมัยรัชกาลที่ 4 สยามอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก อำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกจึงเป็นภารกิจสำคัญของราชสำนักไทย ทั้งเพื่อรักษาเอกราช สร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ และปรับตัวให้ทันกับโลกสมัยใหม่ บุคคลที่มีความรู้ภาษาอังกฤษและเข้าใจธรรมเนียมตะวันตกจึงมีบทบาทอย่างยิ่ง

หม่อมราโชทัยเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว ท่านได้รับหน้าที่เป็นล่ามในคณะราชทูตไทยที่เดินทางไปยังประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4 การเดินทางครั้งนั้นมีความหมายทางการทูตอย่างมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโลกตะวันตกในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศเต็มไปด้วยแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ระหว่างการเดินทาง หม่อมราโชทัยได้บันทึกประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่พบเห็นในต่างแดนออกมาเป็นวรรณคดีเรื่อง “นิราศลอนดอน” ผลงานชิ้นนี้มิได้เป็นเพียงนิราศในความหมายของการคร่ำครวญถึงการพลัดพรากเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกภาพโลกตะวันตกผ่านสายตาของปัญญาชนสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งเรื่องบ้านเมือง ผู้คน ระบบคมนาคม วัฒนธรรม การปกครอง และความเจริญทางวิทยาการ

“นิราศลอนดอน” จึงมีความสำคัญทั้งในฐานะวรรณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์ เพราะช่วยให้คนรุ่นหลังเห็นภาพว่า ชาวสยามยุคนั้นมองโลกตะวันตกอย่างไร ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใด และตีความความเจริญของยุโรปผ่านกรอบความคิดแบบไทยอย่างไร หนังสือรายการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังระบุเนื้อหาเกี่ยวกับ “นิราศลอนดอน” และ “จดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4” ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของคณะทูตไทยตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังอังกฤษ และแวะเมืองสำคัญหลายแห่ง

คุณค่าของหม่อมราโชทัยจึงอยู่ที่การเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสยามกับโลกภายนอก ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปยังเป็นเรื่องใหญ่และเต็มไปด้วยความยากลำบาก ท่านไม่เพียงทำหน้าที่ราชการด้วยความสามารถ แต่ยังถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาเป็นงานเขียนที่มีชีวิต มีรายละเอียด และมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตะวันตก

ในเชิงวรรณคดี “นิราศลอนดอน” ถือเป็นงานที่เปิดพื้นที่ใหม่ให้วรรณคดีไทย เพราะนิราศไทยแต่เดิมมักเล่าการเดินทางภายในประเทศหรือดินแดนใกล้เคียง แต่ผลงานของหม่อมราโชทัยได้นำผู้อ่านออกไปสู่โลกไกลโพ้น ตั้งแต่เส้นทางเดินเรือ เมืองท่า ประเทศตะวันตก จนถึงกรุงลอนดอน เมืองหลวงของจักรวรรดิอังกฤษในยุคที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การประพันธ์นิราศต่างแดนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า วรรณคดีไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของการรับรู้โลกกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราชสำนัก วัด หรือชุมชนไทยเท่านั้น แต่เริ่มบันทึกการพบปะกับอารยธรรมอื่นและความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ผลงานของหม่อมราโชทัยจึงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปิดโลกทัศน์ของสยามในช่วงรัชกาลที่ 4

นอกจากบทบาทด้านวรรณคดีแล้ว หม่อมราโชทัยยังเป็นแบบอย่างของขุนนางผู้มีความรู้รอบด้าน ทั้งภาษา วัฒนธรรม การทูต และการสื่อสาร ท่านเป็นบุคคลที่สะท้อนความสำคัญของ “ความรู้” ในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพราะในยุคนั้น ความสามารถด้านภาษาและความเข้าใจต่างชาติเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของกวีและขุนนางคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ชวนให้รำลึกถึงบุคคลผู้มีบทบาทในการพาสยามมองออกไปสู่โลกกว้าง หม่อมราโชทัยคือผู้ที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือรับใช้แผ่นดิน และใช้วรรณคดีเป็นหลักฐานบันทึกประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ ชื่อของหม่อมราโชทัยยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้ประพันธ์ “นิราศลอนดอน” งานเขียนที่ทำให้ผู้อ่านไทยได้เห็นโลกตะวันตกผ่านสายตาของคนไทยยุคแรก ๆ และเป็นหลักฐานสำคัญของการเดินทาง การทูต และวรรณคดีไทยในช่วงที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของหม่อมราโชทัย ขุนนางคู่พระทัยรัชกาลที่ 4 นักภาษาและกวีผู้สร้างสรรค์นิราศต่างแดนเรื่องสำคัญแห่งสยาม ผู้ฝากรอยทางวรรณคดีไว้บนเส้นทางการทูต และฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสง่างา

11 มิถุนายน 2421 วันคล้ายวันเกิด “ครูบาศรีวิชัย” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมใจล้านนา ผู้นำศรัทธาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พระนักพัฒนาแห่งล้านนา

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ครูบาศรีวิชัย” หรือ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะ “นักบุญแห่งล้านนา” ผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวเหนือ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นล้านนา

ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ณ บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เดิมท่านมีชื่อว่า “อินตาเฟือน” หรือ “เฟือน” บางแห่งเรียกว่า “อ้ายฟ้าร้อง” เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าในคืนที่ท่านเกิดเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง จนชาวบ้านนำเหตุการณ์นั้นมาเชื่อมโยงกับชื่อของท่านในวัยเยาว์

ต่อมาท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมวินัย และอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ครูบาศรีวิชัยเป็นพระเถระที่มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด สมถะ มุ่งมั่นในการบูรณะศาสนสถาน และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา ท่านจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า “ตนบุญแห่งล้านนา” หรือ “นักบุญแห่งล้านนา”

บทบาทสำคัญของครูบาศรีวิชัยมิได้จำกัดอยู่เพียงการเทศนาสั่งสอนธรรมะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้นำแรงศรัทธาของประชาชนในการบูรณะวัดวาอาราม โบราณสถาน และเส้นทางคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและชุมชนล้านนา ผลงานของท่านจึงสะท้อนให้เห็นพลังของความร่วมแรงร่วมใจระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนในยุคที่ภาครัฐยังไม่ได้เข้าถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

หนึ่งในผลงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คือการนำประชาชนร่วมกันสร้างถนนขึ้นสู่ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” จังหวัดเชียงใหม่ ถนนสายนี้เป็นโครงการที่เกิดจากแรงศรัทธาและการรวมพลังของผู้คนจำนวนมาก โดยครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนประชาชนชาวเหนือให้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ เริ่มลงมือเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 และต่อมาถนนสายดังกล่าวกลายเป็นเส้นทางสำคัญที่ทำให้ประชาชนเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพได้สะดวกขึ้น

ก่อนหน้าการมีถนนขึ้นดอยสุเทพ การเดินทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเป็นเรื่องยากลำบาก ผู้คนต้องเดินเท้าขึ้นเขา ใช้เวลาและกำลังอย่างมาก การสร้างถนนจึงมิใช่เพียงการทำทางคมนาคม แต่เป็นการเปิดเส้นทางแห่งศรัทธา ทำให้พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน และชุมชนท้องถิ่น

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพยังสะท้อนลักษณะเด่นของครูบาศรีวิชัย คือความสามารถในการรวมใจผู้คน ท่านมิได้ใช้ทรัพย์สินหรืออำนาจทางการเมืองเป็นหลัก แต่ใช้ศรัทธา ความเลื่อมใส และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานใหญ่ ผู้คนจำนวนมากยอมสละแรงกาย แรงทรัพย์ และเวลา เพื่อร่วมสร้างถนนสายประวัติศาสตร์นี้ด้วยความเต็มใจ

นอกจากถนนขึ้นดอยสุเทพแล้ว ครูบาศรีวิชัยยังมีบทบาทในการบูรณะวัดและศาสนสถานสำคัญหลายแห่งในภาคเหนือ ผลงานเหล่านี้มีส่วนช่วยสืบทอดพุทธศิลป์ล้านนา อนุรักษ์ศรัทธาท้องถิ่น และทำให้พระพุทธศาสนายังคงเป็นศูนย์กลางชีวิตของผู้คนในชุมชน ท่านจึงมิใช่เพียงพระนักปฏิบัติ แต่ยังเป็นผู้นำทางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์

ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังผูกพันกับความเป็นล้านนาอย่างลึกซึ้ง เพราะท่านเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านจิตใจ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน ภาพของครูบาศรีวิชัยจึงยังคงอยู่ในความเคารพของชาวเหนือ และผู้คนทั่วประเทศที่เดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยบริเวณเชิงดอยสุเทพ กลายเป็นจุดสำคัญที่ผู้เดินทางขึ้นดอยสุเทพมักแวะกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่แห่งนี้จึงไม่เพียงเป็นอนุสรณ์สถานของพระเถระรูปหนึ่ง แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังแห่งศรัทธา ความเสียสละ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นโอกาสให้ชาวล้านนาและพุทธศาสนิกชนรำลึกถึงคุณูปการของครูบาศรีวิชัย ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาและประชาชน ผลงานของท่านยังคงปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปของศาสนสถานที่ได้รับการบูรณะ เส้นทางขึ้นดอยสุเทพ และศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 แต่ชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ความสำคัญของท่านมิได้อยู่ที่การเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อยู่ที่การเป็นแบบอย่างของผู้นำทางจิตวิญญาณที่สามารถแปรศรัทธาให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ความเพียร และการเสียสละ ผู้ทำให้ถนนขึ้นดอยสุเทพมิใช่เพียงเส้นทางสู่ยอดดอย แต่เป็นเส้นทางแห่งแรงศรัทธาที่เชื่อมผู้คนเข้ากับพระพุทธศาสนาและมรดกวัฒนธรรมล้านนาอย่างยั่งยื

10 มิถุนายน 2325 วันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมแผ่นดินไทยสู่ยุครัตนโกสินทร์

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่อ และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ต่อมาทรงรับราชการและเจริญพระยศตามลำดับ จนดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญผู้มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมือง ทำศึกสงคราม และกอบกู้ความมั่นคงของแผ่นดินในช่วงปลายกรุงธนบุรี

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนัก เหล่าขุนนาง ข้าราชการ และราษฎรจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมของแผ่นดินและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง พระองค์จึงทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

คำว่า “ปราบดาภิเษก” หมายถึงการขึ้นครองราชย์ภายหลังการปราบปรามเหตุวุ่นวายหรือการฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ในบริบทของรัชกาลที่ 1 จึงสะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถ และสามารถรวบรวมบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเอกภาพอีกครั้ง

หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ สามารถขยายเมืองได้ และเอื้อต่อการป้องกันพระนครในระยะยาว

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มิใช่เพียงการสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของรัฐไทยในยุคใหม่ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และระเบียบราชสำนัก พระองค์ทรงฟื้นฟูแบบแผนบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความวุ่นวายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ให้กลับมามีความมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 คือการชำระกฎหมายตราสามดวง เพื่อจัดระเบียบกฎหมายบ้านเมืองให้มีความถูกต้องและเป็นระบบมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และสะท้อนถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่สังคม

ด้านพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะวัดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ทรงฟื้นฟูวรรณคดี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปกรรมไทยที่สูญเสียหรือกระจัดกระจายไปหลังสงคราม ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา และวางรากฐานให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีความต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบ ผู้ทรงนำบ้านเมืองผ่านภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การป้องกันราชอาณาจักรในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเพิ่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำของสงคราม และจำเป็นต้องรักษาเอกราช ความมั่นคง และขวัญกำลังใจของประชาชน

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ แต่เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของสยาม เป็นการก่อร่างสร้างเมือง วางระบบการปกครอง และฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาติให้กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีที่กลายเป็นศูนย์กลางของชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานสำคัญให้แผ่นดินไทย ทั้งในด้านความมั่นคง การปกครอง กฎหมาย พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้พระองค์ได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” และปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นราชวงศ์จักรี วันที่สยามก้าวเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงกอบกู้ ฟื้นฟู และวางรากฐานแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top