Friday, 3 July 2026
LITE

SPRC ชี้แจง!! ยันให้ความร่วมมือรัฐเสมอ โต้ข่าวไม่ฟ้องหน่วยงาน ย้ำทำงานโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายพลังงาน

(9 เม.ย. 69) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ 'SPRC' ส่งหนังสือชี้แจงกรณีข่าวและความคิดเห็นในสื่อที่กล่าวหาว่า บริษัทอาจไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งใจดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐเรื่องมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการหารือและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงพลังงานผันผวน

'บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน' นอกจากนี้ 'SPRC' ยังเน้นย้ำความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/sprc-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7/

'ดี้' เตือนตั้งสติ!! อย่าตระหนกวิกฤตพลังงาน เข้าใจสถานการณ์น้ำมันแพง แนะใช้จ่ายตามสมควรไม่ควรนิ่ง หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้น

'ดี้ นิติพงษ์' ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง เตือนคนไทยอย่าตระหนกจนเกินไปต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยเขาเน้นว่า การกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม เช่น การแย่งชิงทรัพยากรที่แต่ละคนมีเพียงพอแล้ว

'ดี้' ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากไม่ค่อยเดินทางและอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ ที่ทำได้คือให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก รวมถึงให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น เพราะถ้านิ่งเฉยไม่ใช้จ่าย "เงินมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก" จากผลกระทบต่อตลาดและพ่อค้าแม่ค้า

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่กำลังคลี่คลายและหลายฝ่ายเริ่มถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง โดยกล่าวว่า "ข่าวดีล่าสุดที่ได้ยินมา...เริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ความปกติมันก็จะเข้ามามากขึ้น" แต่ก็เตือนว่าไม่อาจกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

'ดี้' ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจแก่ประชาชนให้เดินหน้าชีวิต "ถ้าจะต้องจับจ่ายใช้สอย เดินทาง บางครั้งถ้าจะต้องไปสงกรานต์ ไปเที่ยว ก็สมควรที่จะต้องทำ ไม่งั้นทุกอย่างระบบมันล่มหมด" เป็นคำแนะนำให้รักษาความสมดุลระหว่างรับมือกับปัญหาพลังงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10203397

9 เมษายน 2480 กำหนดเป็น “วันกองทัพอากาศ” ย้อนวันยกฐานะ ‘กรมทหารอากาศ’ สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นบทบาทพิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างเป็นทางการ รากฐานกำลังทางอากาศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

9 เมษายน “วันกองทัพอากาศ” จุดเปลี่ยนจาก “กรมทหารอากาศ” สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ

วันที่ 9 เมษายนของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ” ของไทย อันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” อย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กำลังทางอากาศของไทยก้าวสู่การเป็นเหล่าทัพสมบูรณ์แบบในระบบความมั่นคงของชาติ

แม้วันนี้จะถูกจดจำในฐานะวันกองทัพอากาศ แต่รากฐานของกิจการบินทหารไทยเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ จึงส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาการบินที่ฝรั่งเศส ก่อนจะพัฒนากิจการบินอย่างต่อเนื่อง และยก “แผนกการบิน” ขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทัพอากาศใช้วันที่ 27 มีนาคม เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” เพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของกิจการบินทหารไทย

การเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานด้านการบินในระยะเริ่มต้น ไปสู่ “กรมทหารอากาศ” และสุดท้ายเป็น “กองทัพอากาศ” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกำลังทางอากาศไทยอย่างชัดเจน เพราะในช่วงก่อนปี 2480 ภารกิจด้านการบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกหรือการลาดตระเวนอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันน่านฟ้า การวางกำลัง การสนับสนุนปฏิบัติการ และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินทางทหาร จนมีความจำเป็นต้องยกฐานะเป็นเหล่าทัพอิสระอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “เปลี่ยนชื่อหน่วย” แต่คือการเปลี่ยนสถานะของกำลังทางอากาศไทยในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเป็น “กองทัพอากาศ” แล้ว ย่อมหมายถึงการมีระบบบังคับบัญชาเฉพาะ มีภารกิจชัดเจน และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศเพื่อรับผิดชอบต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “วันกองทัพอากาศ” กับ “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” ซึ่งเป็นคนละโอกาสสำคัญกัน โดย 27 มีนาคม ใช้รำลึกถึงการยก “แผนกการบิน” เป็น “กองบินทหารบก” อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินทหารไทย ส่วน 9 เมษายน ใช้รำลึกถึงการยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” เป็น “กองทัพอากาศ” ในฐานะเหล่าทัพเต็มรูปแบบ ดังนั้น วันที่หนึ่งจึงสะท้อน “ต้นกำเนิด” ขณะที่อีกวันที่สะท้อน “การเติบโตสู่สถาบันหลักของชาติ”

ในปัจจุบัน วันกองทัพอากาศยังคงเป็นวันสำคัญขององค์กร โดยกองทัพอากาศมีการจัดพิธีฟังสารผู้บัญชาการทหารอากาศและพิธีรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าวันที่ 9 เมษายนไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นวันแห่งการทบทวนอุดมการณ์ หน้าที่ และเกียรติภูมิของกำลังพลกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้พัฒนาบทบาทจากกำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม ไปสู่ภารกิจที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งการป้องกันน่านฟ้า การลำเลียงทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิต การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ จึงกล่าวได้ว่า การยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 คือรากฐานสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยมีบทบาทอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น “วันกองทัพอากาศ” 9 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานในอดีต แต่คือวันแห่งการจดจำจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การทหารไทย วันที่กำลังทางอากาศได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันประเทศ และเป็นวันที่ชาวกองทัพอากาศร่วมกันน้อมรำลึกถึงผู้บุกเบิก ผู้วางรากฐาน และภารกิจสำคัญในการพิทักษ์น่านฟ้าไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้

พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537

สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว

ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ร่วมสร้างความประทับใจ ใน “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” หนังครอบครัวจาก GDH ที่เล่าเรื่องเจ้าตูบผ่าน 3 วัย 3 มุมมอง

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ได้แก่ ‘หมู’ ชยนพ บุญประกอบ, ‘บาส’ พูนพิริยะ และ ‘อัตต้า’ อัตตา เหมวดี รวมตัวสร้างภาพยนตร์อบอุ่น "โกฮัง..หัวใจโกโฮม" จากค่าย GDH ถ่ายทอดเรื่องราวเจ้าตูบ ‘โกฮัง’ ในสามช่วงวัย เด็ก, หนุ่ม และแก่ พร้อมเรื่องราวความผูกพันแบบครอบครัวที่ทุกคนดูได้

‘หมู’ ผู้กำกับฯ ช่วงวัยเด็ก เล่าว่า "โคริเป็นหมาเด็กซุกซน ที่ต้องหาวิธีระบายพลังงาน เขาทำให้กองถ่ายเต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งน่าจะส่งต่อความสุขถึงคนดู" ในขณะที่เคมีระหว่าง ‘คุณคิตะ’ กับ ‘โกฮัง’ ยิ่งเติมความพิเศษให้หนัง

‘บาส’ รับหน้าที่กำกับฯ วัยหนุ่มกล่าวถึงน้องหมา ‘มีโชค’ ที่งานลื่นไหลกว่าคาด พร้อมชื่นชม ‘พิ้งกี้’ ที่ทำหน้าที่ครูฝึกน้องหมาร่วมกับทีม ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ผูกพันและเป็นธรรมชาติ

‘อัตต้า’ ผู้กำกับฯ วัยแก่ มองลึกถึงหัวใจหมาจรที่เป็นตัวเอกในเรื่อง และเผยความทุ่มเทของนักแสดงที่ต้องเวิร์กช็อปร่วมกับ ‘ลุงหิมะ’ หวังให้คนดูได้สัมผัสชีวิตและความรู้สึกเหล่านี้ผ่านหนังเรื่องนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10199864

4 เมษายน ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สัญลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม หนังไทยบันทึกสังคมและประวัติศาสตร์

วันที่ 4 เมษายนถูกกำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่เป็นมากกว่าความบันเทิงทั่วไป

วันภาพยนตร์แห่งชาติไม่ได้หมายถึงแค่การเฉลิมฉลองอุตสาหกรรมหนังเท่านั้น แต่เป็นวันที่สะท้อนว่า ภาพยนตร์คือศิลปะและมรดกวัฒนธรรม ที่เก็บรักษาภาษา ประวัติศาสตร์ ความคิด และค่านิยมของสังคมไทยในแต่ละยุค นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนชีวิตและการตีความสังคมผ่านเรื่องเล่าในหนัง

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่อนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟูภาพยนตร์ไทยที่เป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เพราะฟิล์มหนังในอดีตมีสภาพเสื่อมสภาพง่ายหากไม่เก็บรักษาอย่างถูกต้อง "4 เมษายน" จึงไม่ใช่วันสนับสนุนแค่หนังใหม่ แต่เป็นวันที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

สำหรับวงการภาพยนตร์ วันสำคัญนี้คือการยืนยันว่าวงการหนังไทย คือศิลปะและส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติที่ต้องมอบพื้นที่และการดูแล ทั้งในแง่การสร้าง การวิจารณ์ การศึกษา และการอนุรักษ์ ตลอดจนการยอมรับบทบาทของผู้มีส่วนร่วมหลายตำแหน่ง เหนือกว่าดาราหรือนักกำกับ

วันภาพยนตร์แห่งชาติยังเป็นโอกาสเรียนรู้และทบทวนบทบาทของหนังไทย ที่เปิดประตูสู่ความเข้าใจสังคม ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว การเมือง ชนบท และเรื่องเพศสภาพ ทำให้ 4 เมษายน เป็นวันที่แสดงถึงความทรงจำและบทสนทนาทางวัฒนธรรมของชาติ

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/276161?utm_source=chatgpt.com

 

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ทั้งนี้ คำว่า “ฉัตรมงคล” หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สุดภูมิใจ!! ‘ตั๊ก ศิริพร’ เผยข่าวดีลูกชาย หลังสอบติด 2 มหาลัยดังอังกฤษ คะแนน IELTS ไม่ธรรมดา เผยเลือกเรียนที่ Nottingham


ตั๊ก ศิริพร โพสต์แจ้งข่าวดีลูกชาย "น้องภู" สอบติด 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ พร้อมเตรียมตัวบินไปเรียนต่อปริญญาโท โดยสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เลือกเองได้ทั้ง University of Nottingham และ University of Birmingham

ตั๊ก ศิริพร เผยผ่านโพสต์ว่า "ปีนี้น้องภูเตรียมตัวไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษโดยที่ภูสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เค้าเลือกเองได้สองที่เลยและสอบ IELTS ก็ได้คะแนนดีมากเกินคาด 5555 ภูมิใจในตัวลูกมากๆ คับคนเก่งของแม่ ต้องขอบคุณน้าเบียร์ด้วยที่คอยดูแลหลานอย่างดีที่สุด"

นอกจากนั้น น้องภูยังทำคะแนนสอบ IELTS สูงถึง 8.0 ซึ่งแม่ตั๊กกล่าวชมว่าสูงเกินคาด และในแวดวงบันเทิง แหม่ม คัทลียา รวมถึงเพื่อนดาราทั้งหลายต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีและชื่นชมความสามารถของน้องภูอย่างท่วมท้น เช่น "ยินดีด้วยมากๆ ค่ะ" และ "เก่งมากๆ ค่ะ"

ขณะที่มีแฟนคลับและชาวเน็ตแนะนำด้านการเลือกมหาวิทยาลัย โดยมีคำแนะนำให้เลือกเมืองใหญ่ไป Birmingham ส่วนเมืองสงบบรรยากาศดีไป Nottingham ซึ่งตั๊กได้แจ้งว่า ลูกชายเลือกที่จะไปเรียนที่ Nottingham

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10195099

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709

สงกรานต์นี้มีสะเทือน!! ‘กระแต อาร์สยาม’ ยกโชว์ใหญ่ บุก Hangover นครสวรรค์ ‘Bangkok City’ จุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทย ปลุกเทรนด์ห่มสไบใส่ยีนส์รับสงกรานต์

'กระแต อาร์สยาม' หรือ 'KT Kratae' เตรียมสร้างความฮือฮาครั้งใหม่ที่ Hangover นครสวรรค์ ในวันที่ 24 เมษายนนี้ ภายใต้ธีมเทศกาลปีใหม่ไทย (สงกรานต์) กับโชว์แบบฟูลออฟชั่น พร้อมขนเพลงใหม่ "Bangkok City" ซึ่งเป็นเพลงแนว Feel-Good Dancehall/Latin-Pop ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ไวรัลและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย

'พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์' กรรมการผู้จัดการ Hangover Nakhonsawan เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า "เราตั้งใจให้ลูกค้ามารับบรรยากาศดนตรีที่เป็นกันเองและประทับใจ พร้อมผลักดันวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจ" และวางแผนคืนกำไรลูกค้าด้วยคอนเสิร์ตแบบเอ็กคลูซีฟ ใกล้ชิดศิลปินแบบตัวต่อตัว

เพลง "Bangkok City" ยังปลุกกระแสแฟชั่น "ห่มสไบใส่กางเกงยีนส์" สุดเท่ห์ที่กลายเป็นเทรนด์ฮิตบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ร่วมสนุก เต้นสะบัด และถ่ายคอนเทนต์ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

งานนี้จะเป็นการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมส่งเสริมและยกระดับเพลงไทยสู่เวทีสากลควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า ‘เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิศิษฏศิลปิน’ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรียังมีมติให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์มรดกของชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น ในวาระวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า_กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ_สยามบรมราชกุมารี

สะเทือนโซเชียล!! “คริสติน กุลสตรี” เผยเหตุถูกคุกคามทางเพศ ขณะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เข้าเก็บหลักฐานเตรียมสู้คดี วอนสังคมใส่ใจความปลอดภัย

นักแสดงและนางแบบสาว 'คริสติน กุลสตรี' สร้างความช็อกให้แฟน ๆ เมื่อเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในช่วงที่เผชิญภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

'คริสติน' ระบุในโพสต์ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องพักของเธอในช่วงเวลาที่ร่างกายเปราะบางมาก ขณะที่บุคคลซึ่งเข้ามาช่วยกลับล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสร่างกายอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่เธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ล่าสุดนักแสดงสาวได้เข้าแจ้งความกับตำรวจและอยู่ระหว่างตรวจร่างกายโดยแพทย์นิติเวชเพื่อตรวจสอบหลักฐานทางกฎหมาย เธอยังย้ำว่า กำลังรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับเบาะแสและความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและชาวเน็ตที่เข้ามาให้กำลังใจและเรียกร้องความเป็นธรรม สร้างกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้หญิงในช่วงเปราะบาง 'คริสติน' ขอบคุณทุกกำลังใจที่ช่วยเธอผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9881330/

1 เมษายน ของทุกปี ถือเป็น “วันเลิกทาสไทย” จุดเปลี่ยนสังคมสยามสู่อิสรภาพ 'รัชกาลที่ 5' วางรากฐานเลิกทาส เปิดทางสู่ชีวิตใหม่ที่เสมอภาค

ทุกวันที่ 1 เมษายน ถือเป็น "วันเลิกทาสไทย" ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปอย่างลึกซึ้ง สู่เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังการใช้กฎหมายสำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วางระบบเลิกทาสอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้านั้น ระบบทาสในสังคมสยามเป็นโครงสร้างแรงงานและชนชั้นที่ผูกคนไว้กับนายนายและเจ้าขุนมูลนาย ไม่ว่าจะเป็นทาสที่เกิดจากความยากจน หนี้สิน หรือพ่อแม่ทาส ทำให้คนเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปด้วยพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท พ.ศ. 2417 ซึ่งกำหนดให้ค่าตัวลูกทาสลดลงตามอายุและเมื่อถึงวัยจะพ้นจากการเป็นทาส นับเป็นก้าวสำคัญที่ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพมนุษย์

วันเลิกทาสไทยไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมสยามให้หลุดพ้นจากระบบเดิมที่กดทับสิทธิเสรีภาพ พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นผู้นำที่ทรงวิสัยทัศน์และรอบคอบของ 'รัชกาลที่ 5' ที่เลือกใช้สันติวิธีและการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

การเลิกทาสเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างสังคมไทยและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ ปัจจุบันวันที่ 1 เมษายนจึงควรถูกจดจำในฐานะวันแห่งเสรีภาพและความเป็นไท ซึ่งสะท้อนบทเรียนคุณค่าของเสรีภาพและศักดิ์ศรีมนุษย์ที่ได้รับจากอดีต

ที่มา : http://www.ttc.ops.go.th/?p=3672

29 มีนาคม 2493 วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชพิธีใหญ่แห่งแผ่นดิน ณ ท้องสนามหลวง รวมใจคนไทย ในความอาลัยร่วมกัน


เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 เป็นวันสำคัญของไทยที่จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล หรือ รัชกาลที่ 8 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

พระราชพิธีสูงสุดเพื่อส่งเสด็จพระมหากษัตริย์สู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

และในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ถือเป็น "วันพิธีแกนกลาง" ของพระราชพิธีถวายพระเพลิง

ที่มีการอัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังไปยังพระเมรุมาศ

และการประกอบพิธีถวายพระเพลิงตามขัตติยราชประเพณี

บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความสงบ สำรวม และความอาลัยร่วมกัน

มีผู้คนมากมายเฝ้ารอชมกระบวนอัญเชิญในแต่ละช่วง

พร้อมด้วยฝ่ายราชสำนัก ข้าราชการ และผู้แทนจากนานาประเทศร่วมในพิธีการสำคัญ

พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของราชประเพณีที่สะท้อน

คติความเชื่อแบบไทยที่ผสมผสานพุทธกับพราหมณ์

แสดงถึงพิธีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยตามความเชื่อดั้งเดิม

วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่รวมความอาลัยของประชาชนและพิธีกรรมรัฐ

ปิดฉากรัชสมัยรัชกาลที่ 8 อย่างสมบูรณ์ตามพิธีการ

และเป็นหมุดหมายในประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกจดจำจนถึงปัจจุบัน

28 มีนาคม 2451 รำลึกวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้อุปถัมป์ตึกจักรพงษ์จุฬาฯ ศูนย์รวมกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, พระราชโอรสในราชสกุลจักรพงษ์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อกำเนิดและพัฒนาตึกจักรพงษ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงิน 20,000 บาทเพื่อสร้าง “สโมสรสถาน” สำหรับนิสิตและคณาจารย์ เพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน ตึกนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น และมีตราสัญลักษณ์ราชสกุลจักรพงษ์ปรากฏที่หน้าจั่ว อาคารนี้จึงไม่เพียงเป็นที่ทำกิจกรรม แต่ยังเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาของพระองค์ด้วย

พัฒนาการของตึกจักรพงษ์เริ่มจากสโมสรนิสิตและคณาจารย์ กลายเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ และพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ก่อนปรับเป็นหอประวัติจุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2531 ที่รวมทั้งนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

ในปี พ.ศ. 2496 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อบูรณะและต่อเติมอาคารให้รองรับกิจกรรมนิสิตได้มากขึ้น โดยยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เดิม การรำลึกในวันนี้จึงไม่เพียงสะท้อนวันเกิด แต่เป็นการระลึกถึงผู้ให้ที่ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาไว้ในจุฬาฯ

"ตึกจักรพงษ์ไม่ใช่แค่สโมสร

แต่เป็นอนุสรณ์และแหล่งเรียนรู้

ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต

ในรั้วมหาวิทยาลัย" จุฬาฯ กล่าวไว้เช่นนั้น

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C?utm_source=chatgpt.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top