Sunday, 3 July 2022
POLITICSQUIZ

สร้างอนาคตไทย ถก 22 แกนนำเครือข่ายสวัสดิการชุมชน แลกเปลี่ยนแนวคิดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

'อุตตม-สนธิรัตน์' นำทีมคณะผู้บริหารพรรค ประชุมร่วม 22 แกนนำเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจาก ทั่วประเทศ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแนวนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สู่ นโยบายพรรค ด้านแกนนำเครือข่ายชง 2 นโยบาย ได้แก่ สร้างชุมชนเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย และกระจายอำนาจชุมชนจัดการตนเอง

วานนี้ (13 มิ.ย. 65) ที่ทำการพรรคสร้างอนาคตไทย พรรคสร้างอนาคตไทยนำโดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค และนายบุญส่ง ชเลธร รองเลขาธิการพรรค และนายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ประชุมร่วม 22 แกนนำเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจากทั่วประเทศ นำโดยนายแก้ว สังข์ชู ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชน

นายอุตตม กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งในระดับฐานราก ระดับประเทศ และระดับนานาชาติโดยเฉพาะเศรษฐกิจในระดับฐานราก ที่พรรคมีแนวความคิดที่จะจัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชนที่ประสบความสำเร็จ มีภูมิปัญญาในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นรูปธรรมทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อนำแนวความคิดดังกล่าวมาจัดทำยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรค เพื่อสร้างอนาคตเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้องประชาชนคนไทยในยุคข้าวยากหมากแพงและต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตโรคโควิด -19 ในปัจจุบัน

“พรรคเชื่อว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องเริ่มแก้ที่เศรษฐกิจฐานราก ต้องร่วมคิดร่วมทำนโยบายโดยผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้จะนำไปสู่การกลั่นกรองของทีมยุทธศาสตร์พรรค เพื่อจัดทำเป็นนโยบายของพรรคต่อไป” นายอุตตม กล่าว

'ภูมิธรรม' เปิดรายชื่อ 7 ส.ส.เพื่อไทย โหวตสวนมติพรรค รับร่างงบฯ 66

(3 มิ.ย. 65) จากกรณี สภาผู้แทนราษฎร ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ด้วยเสียงข้างมาก 278 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 194 เสีย งดออกเสียง 2 เสียง นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า...

‘ครูธัญ’ ยินดีหน่วยงานตระหนักรู้ความเท่าเทียม หลังเขตบางขุนเทียน จัดจดทะเบียนคู่รัก LGBTQ+

‘ปักธงสมรสเท่าเทียม’ โดยภาครัฐ ‘ครูธัญ’ ชม สำนักงานเขตบางขุนเทียน จัดจดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQ+ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ชี้ ยอมให้แสดงสัญลักษณ์ แม้ยังไม่มีผลทางกฎหมาย คือความก้าวหน้า

วันที่ 14 ก.พ. 65 ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่าง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม กล่าวชื่นชมสำนักงานเขตบางขุนเทียน ที่จัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรสคู่รักผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ที่ศูนย์การค้า The Bright พระราม 2 โดยระบุว่า เป็นอีกกิจกรรมที่สามารถสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นความหลากหลายทางเพศได้ แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือการจดทะเบียนในวันนี้จะยังไม่มีผลทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี ตนรู้สึกมีความยินดีที่หน่วยงานราชการมีความตระหนักรู้และให้ความสำคัญต่อประเด็นความไม่เท่าเทียมที่ยังมีอยู่ในสังคม โดยเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี มีส่วนในการร่วมเปลี่ยนแปลงผลักดัน แม้ในเชิงสัญลักษณ์ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญ  

“คุณหญิงกัลยา” ห่วงนักเรียน กำชับสถานศึกษาในกำกับเตรียมรับมือโอไมครอน พร้อมหนุนรัฐใช้พื้นที่วิทยาลัยเกษตรฯ เป็นโรงพยาบาลสนาม 

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ห่วงนักเรียน หวั่นเชื้อโควิดโอไมครอน ขยายวงกว้างสู่ชุมชนขึ้น หลังหยุดยาวในช่วงปีใหม่ กำชับสถานศึกษา วิทยาลัยเกษตรฯ-การศึกษาพิเศษ ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเคร่งครัด พร้อมใช้วิทยาลัยเกษตรฯ เป็นโรงพยาบาลสนาม หากสาธารณสุขแต่ละพื้นที่ร้องขอ ย้ำช่วงนี้ครูและผู้ปกครองต้องช่วยดูแลเด็กเป็นพิเศษ 

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยา มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์โอไมครอน ที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัด จึงได้สั่งการให้สถานศึกษาในกำกับทุกแห่งโดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ภายใต้มาตรฐาน Sandbox Safety Zone ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยจำกัดบุคคลเข้าออกโรงเรียนอย่างชัดเจน มีการคัดกรองและเน้นการทำกิจกรรมในรูปแบบ Bubble and Seal เพื่อป้องกันการเกิดคลัสเตอร์ในโรงเรียน

นอกจากนี้คุณหญิงกัลยาได้สั่งการให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีซึ่งตั้งอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากทางสาธารณสุขอำเภอ หรือทางจังหวัดขอความร่วมมือมา หาต้องการใช้พื้นที่เป็นสถานที่พักคอยสำหรับผู้สัมผัสเชื้อความเสี่ยงสูง และหากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจนโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอก็ให้พร้อมจัดเตรียมเป็นโรงพยาบาลสนาม

ทั้งนี้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ มีความพร้อม โดยได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไว้ตั้งแต่การระบาดได้ทวีความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน 2564 โดย วิทยาลัยเกษตรฯ จะให้ใช้สถานที่ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการพักคอย หรือใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม ในขณะที่สาธารณสุขในพื้นที่ก็จะส่งบุคลากรเข้ามาดำเนินการในเรื่องอาหาร ความสะอาด และการควบคุมโรคภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่ถูกต้อง 

‘แรมโบ้’ ซัด กลับ ‘โทนี่’ ตอนเป็นนายกฯ ทำอะไรเพื่อประเทศบ้างนอกจากผลงานโกงกินบ้านเมืองถูกดำเนินคดี หนีไปต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตที่ออกมาโจมตีนายกฯ ประยุทธ์เพราะกลัวเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านอดกลับประเทศ

14 ตุลาคม นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในคลับเฮาส์ของกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย ในหัวข้อ ‘7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโหลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ’ โดยระบุว่าการเข้ามาบริหารประเทศของนายกฯ ประยุทธ์ แม้จะอยู่มา 7 ปี แต่ได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองหลายอย่าง พัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาหลายอย่างแม้กระทั่งปัญหาของน้องสาวนายโทนี่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ก่อเอาไว้ เพราะนายกฯ ประยุทธ์ เห็นความสำคัญของคนไทยทุกคน และเห็นใจชาวนาที่ได้รับกรรมจากโครงการรับจำนำข้าว

นายเสกสกล ยังระบุว่า นายโทนี่ก็เคยเป็นนายกฯ มา 2 สมัยเช่นกัน แต่ตนเองยังไม่เคยเห็นผลงานว่าได้พัฒนาประเทศที่โดดเด่นหรือแก้ไขปัญหาใดให้กับพี่น้องประชาชน จนกลายเป็นที่ฮือฮาเลยแม้แต่โครงการเดียว แต่ที่โดดเด่น และโด่งดังกว่าผลงานที่ประเทศชาติ และประชาชนได้ประโยชน์กลับเป็นผลงานการโกงชาติ โกงแผ่นดิน ทุจริต เอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง มากมายมหาศาล แม้แต่โครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ท้ายที่สุดก็พังไม่เป็นท่า เพราะกลายเป็นกู้กันเอง ช่วยกันเอง จนทำให้กองทุนเหล่านั้นสูญเปล่า 

'บิ๊กตู่' ห่วงตร. ถูกยิงหัวอาการสาหัส สั่งแพทย์ดูแลเต็มที่ – ประณามม็อบรุนแรง

นายกฯ เป็นห่วง จนท. ตำรวจถูกยิงอาการสาหัส จากปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน ที่แฟลตดินแดง ล่าสุดยังไม่รู้สึกตัว สั่งแพทย์ดูแลเต็มที่ ด้านโฆษกรัฐบาล ประณามม็อบใช้ความรุนแรง

7 ต.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับรายงาน ส.ต.ต.เดชวิทย์ เล็ทเทนสัน ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 5 กก.อารักขา 1 บก.อคฟ. ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดกระสุนปืนเข้าที่บริเวณศีรษะ จนหมวกกันน็อกทะลุ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณอพาร์ตเมนท์ ภายใน ซอยดินแดง 1 ประมาณ 23.15 น. วานนี้ ล่าสุด ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดนำสิ่งแปลกปลอมออกบางส่วนแล้ว หลังการผ่าตัดผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่สามารถหายใจด้วยตนเอง และยังต้องเฝ้าระวังอาการทางสมองรวมถึงการติดเชื้อจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลตำรวจ

 

'ธนาธร'​ ย้อน​รำลึก​ 45 ปี 6 ตุลา 19 บทเรียนจากอดีต ชนชั้นนำไทยไม่ยอมเรียนรู้ แม้โลกเปลี่ยน

6​ ต.ค. 64​ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก​ 'Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ'​ ระบุว่า... 

(45 ปี 6 ตุลา 19 : บทเรียนจากอดีตที่ชนชั้นนำไทยไม่ยอมเรียนรู้ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม)​

“6 ตุลา 2519 นี่คือผลของการผลักเขาออกไปแล้วไม่มีใครได้อะไร เราต้องส่งเสียงไปถึงชนชั้นนำ ส่งเสียงไปถึงกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ถือครองอำนาจในประเทศนี้ ว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จิตวิญญาณของยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนในสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้รวดเร็วฉับไว ไม่มีทางที่คุณจะฉีกประวัติศาสตร์หน้าใดหน้าหนึ่งจากสังคมไทยได้อีก

เหมือนที่ยุคหนึ่งคุณทำให้ประชาชน ลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา ไป เหตุการณ์ 6 ตุลาไม่เคยอยู่ในหนังสือเรียน 24 มิถุนา 2475 ไม่เคยอยู่ในหนังสือเรียน พวกเขาต้องการลบประวัติศาสตร์เหล่านี้ออกไป แล้วเขียนเล่านิทานว่าประเทศไทยมีความสุขสงบ แต่ภายใต้ความสุขสงบที่ชนชั้นนำให้เราเชื่อ มันเต็มไปด้วยความอยุติธรรม ความเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น คุณต้องปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไป อะไรที่มันไม่สามารถปรับตัวตามโลกได้มันก็ต้องย่อมหายไปตามธรรมชาติ

ยุคนี้เป็นยุคที่มีคดีความทางการเมืองมากที่สุด มีการถูกตั้งข้อหาคดีชุมนุม คดี 112 คดี พ.ร.บ.โรคระบาด เรียกว่ามีคดีทางการเมืองที่มากที่สุด มากกว่ายุคสมัยใด มันแสดงให้เห็นว่าชนชั้นนำกำลังหวาดกลัวและไม่รู้จะจัดการกับคลื่นกระแสความคิดใหม่อย่างไร สิ่งที่ทำคือไล่ฟ้อง ไล่จับ ไล่ขังประชาชน การทำแบบนี้ยิ่งจะทำให้เกิดความโกรธแค้น ยิ่งจะทำให้พวกเขาสุดโต่ง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี

“นายก” เตรียมเคาะ “โผทหาร” คาดตกลงได้ ไม่ถึงขั้นโหวต “ตท.20-21” ทิ้งทวน ผนึกกำลังตรึงเก้าอี้ปลัด-ทร.-ทอ. “บิ๊กบี้”  เขย่า5เสือ ทบ. ขยับรุ่นน้องเข้าไลน์ 

การประชุมสภากลาโหมประจำเดือน   โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน คาดว่าช่วงก่อนหรือหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จะหารือเฉพาะ คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ประกอบด้วย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทสส. พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวารขาน ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผบ.ทอ. หรือ บอร์ด 7 เสือกลาโหม เพื่อพิจารณาบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารรอบสุดท้าย  หลัง ผบ.เหล่าทัพ ได้จัดทำบัญชีรายชื่อเรียบร้อยแล้ว  

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้นโยบายว่าการปรับย้ายต้องให้เกิดความเป็นธรรมในทุกตำแหน่ง และให้เป็นอำนาจของ ผบ.เหล่าทัพ ในการดำเนินการ โดยให้พิจารณาถึง ความรู้ ความสามารถ และ ความอาวุโสเป็นหลัก ในขณะที่ตนเองจะดูในภาพรวมทั้งหมด หากที่ประชุมเห็นไม่ตรงกันในส่วนของส่งรายชื่อไขว้ระหว่างหน่วยโดยเฉพาะระดับหัว ก็ต้องมีการลงคะแนนโหวตกันในที่ประชุม แต่คาดในที่สุด นายกฯ ในฐานะ รมว.กลาโหม จะให้กรรมการได้เสนอเหตุผลและหาข้อยุติกันด้วยการพูดคุย 

มีรายงานว่า การพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม นอกจากยึดธรรมเนียมปฏิบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อควรคนในสำนักงานปลัดฯ แล้ว ยังต้องพิจารณาเรื่องความเหมาะสมอีกหลายปัจจัย เนื่องจาก พล.ร.อ.สมประสงค์  นิลสมัย (ตท.20) รองปลัดกระทรวงกลาโหมอาวุโสสูงสุด เคยได้รับผลกระทบจากการปรับย้ายสมัยที่ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์  ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) โดยถูกเตะจากกองทัพเรือมาอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม   จึงต้องพิจารณาคืนความชอบธรรมให้กับ พล.ร.อ.สมประสงค์  ให้กลับไปดำรงตำแหน่ง ผบ.ทร.หรือไม่   

แต่ในที่สุดต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันระหว่าง รมว.กลาโหม และ พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน  (ตท.20) ผบ.ทร.คน ที่ปัจจุบันเสนอชื่อ  พล.ร.อ.ธีรกุล กาญจนะ (ตท.21)เสนาธิการทหารเรือ ว่าจะเลือกใครดำรงตำแหน่ง 

จากนั้น จึงพิจารณาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป ซึ่งมีแนวโน้มว่า พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ (ตท.20)ปลัดกระทรวงกลาโหม จะดึง พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ เสนาธิการทหารบก เพื่อน ตท.20 ข้ามมา เพื่อเสนอชื่อเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก  ( ผบ.ทบ.) จัดวางคนในตำแหน่ง 5 เสือ ทบ.

สำหรับกองทัพอากาศ พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ (ตท.21) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เสนอชื่อ พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ (ตท.21)  ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ  ขึ้นเป็นผบ.ทอ.คนใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพิจารณาชื่อของ “บิ๊กต่วย”พล.อ.อ.สุทธิพันธ์ ต่ายทอง  (ตท.21) รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ( รอง ผบ.ทสส.) ที่ถูกปรับย้ายไปนอก ทอ.กลับมาพิจารณาร่วมด้วย  ขณะที่มีชื่อ พล.อ.อ.ธาดา เคี่ยมทองคำ (ตท.21)ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. ขยับขึ้นเป็น รองผบ.ทอ.  พล.อ.อ.ชานนท์ มุ่งธัญญา เสธ.ทอ. (ตท.23) ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผบ.ทอ.พล.อ.อ.ธนศักดิ์ เมตะนันท์ รองเสธ.ทอ.(ตท.22)  ผช.ผบ.ทอ. 

ส่วนของ กองทัพบก พล.อ.ณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. คาดว่าจะขยับ พล.อ.อภินันท์ คำเพราะ (ตท.22)หัวหน้าสำนักงานผบ.ทบ. เป็น รอง ผบ.ทบ. พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ (ตท.22)รองเสนาธิการทหารบก เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์(ตท.23) แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  และคาดว่าจะขยับ ตท.24 เข้ามานั่งเป็นเสนาธิการทหารบกต่อไป

ศปฉ. ปชป. ตัวกลางประสาน รพ.ต้นสังกัด- ชุมชนคลองเตย เร่งหารือกรณีรักษาส่งต่อผู้ป่วยโควิด และทำความเข้าใจร่วมกัน สร้างโมเดลชุมชนเข้มแข็ง ผนึกกำลังชุมชน-โรงพยาบาล

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าทีมประสานข้อมูลผู้ติดเชื้อเพื่อการส่งต่อ ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.ปชป.) และนายปานชัย แก้วอัมพรดี ประธาน อพม. กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่คลองเตย เมื่อวานนี้ (26 ก.ค.) เพื่อเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างตัวแทนชาวชุมชนคลองเตย และโรงพยาบาลต้นสังกัดย่านกล้วยน้ำไท ที่ประชาชนส่วนใหญ่ถือสิทธิบัตรทองอยู่ เพื่อเร่งหารือและทำความเข้าใจร่วมกันถึงแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 หลังผู้ป่วยเคสสีเหลือง-แดงในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องการตรวจ PCR และประสานเตียง

สืบเนื่องจากกรณีที่ก่อนหน้านี้มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อแบบ Rapid Test ในชุมชนคลองเตยเป็นผู้สูงอายุจำนวน 2 ราย ที่มีอาการเหนื่อยหอบ และต้องการเข้าไปรับการรักษาต่อในสถานพยาบาลอย่างเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ผลการตรวจแบบ PCR เพื่อทำเรื่องประสานเตียง แต่ทางโรงพยาบาลต้นสังกัดยังไม่มีคิวให้ตรวจ และทางผู้ป่วยไม่สามารถกลับเข้าสู่ชุมชนได้ เนื่องจากอยู่รวมกันอย่างแออัด อาจเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย และนายปานชัย แก้วอัมพรดี จึงได้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ในฐานะผู้ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชนคลองเตยมาโดยตลอด ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนดังกล่าว จึงได้เป็นตัวกลางในการจัดพื้นที่พูดคุยระหว่างประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลย่านกล้วยน้ำไทและตัวแทนชุมชนคลองเตย เพื่อรับทราบถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งข้อจำกัดของโรงพยาบาล เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการรุนแรงขึ้น ไม่สามารถกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ได้อีกต่อไป ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ขณะนี้โรงพยาบาลประสบปัญหาเตียงเต็ม หากผู้ป่วยอาการอยู่ในระดับสีเขียว ยังคงขอความร่วมมือให้กักตัวอยู่บ้าน แต่หากมีอาการอยู่ในระดับสีเหลือง - แดง ทางโรงพยาบาลจะทำการตรวจ PCR ให้ตามคิว เพื่อทำเรื่องส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาโดยจะพิจารณาตามความต้องการเร่งด่วน

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการพูดคุยกันวันนี้ คือสามารถช่วยประสานงานให้ทางโรงพยาบาลมีตัวกลางที่ชาวชุมชนคลองเตยสามารถติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา และช่วยปรับความเข้าใจระหว่างคนในพื้นที่ รวมถึงความคลายกังวลของประชาชนลงไปได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ปัญหาการขาดแคลนเตียงยังคงมีอยู่ ประชาชนต้องกักตัวที่บ้านเป็นหลัก จึงอยากเน้นย้ำให้รัฐบาลเร่งการนำเข้าและแจกจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ให้แก่ผู้ติดเชื้อระดับสีเขียวโดยเร็วก่อนที่จะแย่ลงและจำเป็นต้องใช้เตียงในภาวะที่ขาดแคลน

ด้านนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน ชุมชนเข้มแข็งจะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ทั้งการประสานงานเรื่องเตียงได้เป็นระบบ แยกผู้ติดเชื้อออกจากครอบครัว และลดการแพร่เชื้อในชุมชนได้ ช่วยสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างชุมชนกับโรงพยาบาล และชุมชนก็พร้อมดูแลตัวเองรวมถึงรับเคสสีเหลืองที่รักษาหายจนกลายเป็นเขียวกลับไปรักษาตัวต่อในชุมชนจนหายดี ช่วยลดภาระโรงพยาบาลและภาระทางด้านสาธารณสุขของภาครัฐอีกด้วย

“ประวิตร” ถกปคม.ไฟเขียวแผนป้องค้ามนุษย์ ปี64-65 เห็นชอบตั้ง “พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์” ปธ.อนุกกฯต้านค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐฯ  ย้ำ ยกระดับการทำงานจนท.รัฐ รองรับมาตรการสากล 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.)ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 64-65 และโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 3 ด้าน คือ 1.ด้านดำเนินคดี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบ 2.ด้านคุ้มครองช่วยเหลือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ และ 3.ด้านป้องกัน ให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบ และเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐ(ฝ่ายไทย) โดยมี พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการต่อต้านการค้ามนุษย์ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ดังนี้โดยแนวโน้มสถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบออนไลน์และแรงงานบังคับเพิ่มสูงขึ้น การจำกัดการเคลื่อนที่และการสื่อสารของผู้เสียหายที่ถูกบังคับกักตัวในสถานคุ้มครองของรัฐ ควรมีการวิเคราะห์ผู้เสียหายเป็นรายบุคคล ส่วนการคัดกรองคดียังประสบปัญหาความชัดเจน ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขาดแคลนล่ามผู้เชี่ยวชาญ จึงควรยกระดับการแก้ปัญหาร่วมกัน  และรับทราบรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทิปรีพอร์ต ประจำปี64 ของสหรัฐ ที่ปรับระดับประเทศไทยจากระดับ 2 (Tier 2)ไปอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยสหรัฐฯได้เห็นถึงความพยายาม ของไทยและพร้อมให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้บรรลุเป้าหมาย ต่อไป

จากนั้นพล.ประวิตร เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธานอนุกรรมการ พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ยอมรับและยกระดับสู่มาตรฐานสากล ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการค้ามนุษย์ จะต้องเร่งรัดดำเนินงานให้เห็นผล เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความจริงใจ ต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย และต้องบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม และเด็ดขาดให้มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ให้มุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงหลักสิทธิมนุษยชน เป็นสำคัญ


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top