Friday, 3 July 2026
HOLIDAY

2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นระบอบรัฐธรรมนูญของสยาม

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทาน “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ การพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 มิถุนายน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกรอบทางกฎหมายรองรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญในสยามอย่างเป็นทางการ

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา และใช้บังคับจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวรในเวลาต่อมา

สาระสำคัญที่สุดของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นถ้อยคำทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของรัฐ จากเดิมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร์

นอกจากนี้ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังวางโครงสร้างผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐในระบบใหม่ โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญในการควบคุมกิจการของประเทศ และให้คณะกรรมการราษฎรทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นช่วงต่อสำคัญระหว่าง “การยึดอำนาจ” กับ “การจัดระเบียบการปกครองใหม่” เพราะหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ประเทศจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายรองรับสถานะของสถาบันการเมืองใหม่ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากระบอบเดิมไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ

แม้ธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ฉบับชั่วคราว” และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่ความสำคัญของมันยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศหลักอำนาจอธิปไตยของราษฎรในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองสมัยใหม่ เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขณะที่คณะราษฎรก็พยายามวางกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรขึ้นตามบทบัญญัติของธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารและวางรากฐานการเมืองรูปแบบใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งภายหลังกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย

ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 จึงเป็นเอกสารที่มีความหมายทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมไทยว่า อำนาจสูงสุดของประเทศควรอยู่ที่ใคร รัฐควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในระบอบการเมืองใหม่
แม้เส้นทางประชาธิปไตยไทยหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น และต้องเผชิญทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเป็นวันที่หลักการรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นวันที่สยามมีธรรมนูญการปกครองฉบับแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของราษฎรได้รับการบันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์นี้จึงมิใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ เป็นวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มกลายเป็นหัวใจของการปกครอง และเป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

17 มีนาคม ของทุกปี วันรำลึก นายขนมต้ม วีรกรรมมวยไทยชนะใจคนไทย เรื่องเล่าขานตำนานนักสู้ แสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

(17 มี.ค. 69) วันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ถูกยกให้เป็น "วันนายขนมต้ม" และ "วันมวยไทย" ในประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของ 'นายขนมต้ม' นักมวยคาดเชือกชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เล่ากันว่าชกชนะนักมวยพม่าหลายคนในงานฉลองของพม่า หลังเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 – เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานของความกล้าหาญและศิลปะมวยไทย

"นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าติดต่อกันหลายคน" จนได้รับคำชมและรางวัลอิสรภาพ เรื่องนี้แพร่หลายและกลายเป็นเครื่องหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งแม้ว่าในเชิงประวัติศาสตร์จะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักฐานและรายละเอียดของเรื่องเล่า แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเขายังคงแข็งแรงในสังคมไทย

วันดังกล่าวเลือกใช้วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 เป็นวันเกิดเหตุการณ์ตามตำนานนี้ โดยหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดอยุธยา ต่างจัดกิจกรรมไหว้ครู ครอบครู และแข่งขันมวยไทยเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป

วันนายขนมต้มจึงเป็นวันที่ย้ำยืนชัดว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้อย่างทรงพลัง และยังเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติในยุคสมัยใหม่
 

ที่มา : https://calendar.m-culture.go.th/events/100648?

15 มีนาคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้เลิกเล่นการพนัน ประกาศแก้กฎหมายอากรหวยในกรุงเทพฯ เลิกอากรหวยจีน ก–ข ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2459

รัชกาลที่ 6 ประกาศแก้กฎหมายอากรการพนัน โดยสั่งเลิกเก็บอากรหวยจีน ก–ข ในมณฑลกรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 เพื่อกำจัดการพนันที่รัฐเคยจัดเก็บรายได้ในรูปแบบอากรมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง

ในประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2458 ระบุว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายการเลิกการพนัน เช่น ลดจำนวนโรงบ่อนเบี้ยลงเป็นลำดับ แต่รัชกาลที่ 6 เห็นว่าเวลานี้เหมาะสมที่จะปิดบัญชีการพนันบางประเภทให้สิ้นเชิง

ความสำคัญของนโยบายนี้คือการยอมสละรายได้จากการพนัน โดยใช้พระราชทรัพย์และพระคลังพระราชทานเป็นทุนทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรัฐ เนื่องจากการเลิกเล่นการพนันย่อมส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่ง

พระราชบัญญัติอากรการพนันแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2458 ได้กำหนดให้เลิกอากรหวยจีน ก, ข ในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นทางการ และให้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อให้การเลิกนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์

นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐในยุคนั้นที่มุ่งปราบปรามการพนันและสร้างความเข้มงวดทางกฎหมาย แม้จะแลกด้วยรายได้ในระยะสั้นก็ตาม

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/A/499.PDF?utm_source

14 มีนาคม 2422 วันเกิด “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ผู้เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ และสมการ E=mc² นักฟิสิกส์ผู้ท้าทายความเชื่อเดิม จุดดประกายฟิสิกส์สมัยใหม่เขย่าโลกทั้งศตวรรษ

วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 เป็นวันเกิดของ 'อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์' นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่มนุษย์เข้าใจเวลา อวกาศ และจักรวาล ผลงานของเขาไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเขย่ารากฐานความเข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

เด็กชายจากเมืองอุล์มที่ไม่ใช่เด็กอัจฉริยะแบบในหนังแต่มีความสงสัยสูงและไม่ยอมรับคำตอบสำเร็จรูป ความคิดท้าทายสามัญสำนึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาไปไกลกว่ากรอบฟิสิกส์เดิม

ปี 1905 หรือที่เรียกว่า "ปีมหัศจรรย์" ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ผลงานสำคัญหลายชิ้นรวมถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและสมการ E = mc² ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเวลาและพลังงานในฟิสิกส์ยุคใหม่

ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลปี 1921 ไม่ใช่จากสัมพัทธภาพแต่จากคำอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นกุญแจฟิสิกส์ควอนตัมและมีผลต่อเทคโนโลยีในยุคหลัง สัมพัทธภาพทั่วไปของเขาชี้ให้เห็นว่าแรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศ ไม่ใช่แรงธรรมดา

ความสำคัญของวันเกิดเขายังถูกพูดถึงเพราะผลงานยังคงมีชีวิตในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมกับวิธีคิดที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนแน่นอนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนศึกษาวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm

11 มีนาคม 2554 ญี่ปุ่นเผชิญมหันตภัย สึนามิกวาดล้างชายฝั่ง จุดชนวนวิกฤตนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ภัยซ้อนภัยเปลี่ยนโลก

เมื่อในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับมหันตภัยสามชั้นที่เรียกว่า "มหาแผ่นดินไหวและสึนามิญี่ปุ่น" การเกิดแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 9.0 นอกชายฝั่งโทโฮคุ ทำให้พื้นทะเลยกตัวและเกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 10 เมตรพัดถล่มชายฝั่งอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อเมืองและชีวิตผู้คน

แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา แต่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์และมีความเร็วสูงที่ทำลายล้างหลายจังหวัดตามชายฝั่ง โดยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายประมาณสองหมื่นคน นอกจากนี้เหตุการณ์ยังลุกลามเป็นวิกฤตนิวเคลียร์เมื่อระบบไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า Fukushima Daiichi ล้มเหลว ทำให้แกนปฏิกรณ์บางส่วนเกิดการหลอมละลาย

องค์การระหว่างประเทศอธิบายว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้กลายเป็นภาพของ "ภัยพิบัติซ้อนภัยพิบัติ" หรือ cascading disasters ซึ่งเรียกร้องให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างเข้มงวด และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยี

"ความเสี่ยงยุคใหม่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติแต่คือความเสี่ยงเชิงลูกโซ่ที่ต้องออกแบบให้ตัดตอนความเสียหายได้" เป็นบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ที่โลกยังใช้จนถึงวันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2554 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งความสูญเสีย แต่เป็นวันแห่งบทเรียนสำคัญด้านความพร้อมและการบริหารความเสี่ยงในศตวรรษนี้

ที่มา : https://themomentum.co/otd-tsunami-jpn/

24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" รำลึก 'รัชกาลที่ 2' เอกอัครศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้วางรากศิลปะไทยให้รุ่งเรือง และผู้สร้างคุณค่าทางศิลปะไทย

(24 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถูกกำหนดให้เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" เพื่อสดุดีและให้เกียรติผู้สร้างสรรค์งานศิลปะของไทย พร้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ 'รัชกาลที่ 2' ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกอัครศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
.
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีความหมายพิเศษเพราะตรงกับวันพระราชสมภพของ 'รัชกาลที่ 2' ผู้เป็นกวีเอกและอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งในด้านกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานช่างที่ประจักษ์ในพระราชนิพนธ์อิเหนาและบทละครนอกหลายเรื่อง
.
จำเป็นที่จะแยกแยะ "วันศิลปินแห่งชาติ" ซึ่งเป็นวันสำคัญประจำปีสำหรับรำลึกและส่งเสริมหัวใจศิลปะในสังคม ออกจาก "ศิลปินแห่งชาติ" ซึ่งเป็นตำแหน่งเกียรติยศที่มอบให้กับศิลปินผู้มีผลงานสร้างคุณูปการทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยมักได้รับการคัดเลือกจากความโดดเด่นด้านผลงาน รูปแบบประพฤติและแรงบันดาลใจที่มอบให้สังคม
.
วันศิลปินแห่งชาติไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงศิลปินเก่า แต่ยังเป็นการยืนยันถึงศิลปะในฐานะของทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เป็นแรงขับเคลื่อนสังคมในด้านการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการทูตวัฒนธรรม โดยในวันนี้ ศิลปินจะได้รับการส่งเสริมทั้งในเรื่องพื้นที่ทำงานและศักดิ์ศรีด้วยคำว่า "ศิลปินคือทรัพยากรของชาติ" ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการสร้างสรรค์เป็นอาชีพที่มีคุณค่า
.
กิจกรรมในวันศิลปินแห่งชาติมักรวมถึงนิทรรศการ งานแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ รวมถึงเสวนาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม และการเผยแพร่เรื่องราวของ 'รัชกาลที่ 2' เพื่อช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจความสำคัญของวันและศิลปินแห่งชาติอย่างลึกซึ้ง
.
ที่มา : https://shorturl.asia/oYKh6

'โรม' ซัด รัฐรับอดีตผู้นำศรีลังกาที่ถูกขับไล่อย่างสบายใจ  แต่กลับผลักไสผู้ลี้ภัย 'ชาวเมียนมา-โรฮิงญา-อุยกูร์'

(12 ส.ค. 65) รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับประเด็นที่ไทยต้อนรับอดีตผู้นำศรีลังกาที่ถูกขับไล่อย่างสบายใจ แต่กลับผลักไสผู้ลี้ภัยจากสงคราม พร้อมติงว่า รัฐบาลประยุทธ์จะฉุดภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติให้ตกต่ำถึงขนาดไหน? ดังนี้...

กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกมายืนยันกรณีที่อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา กำลังจะขอเข้ามาพักรอลี้ภัยไปประเทศที่สามจริงนั้น ผมรู้สึกแปลกใจมากว่าเหตุผลใดรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ถึงเอาประเทศไทยมาเป็นบ้านพักชั่วคราวให้ผู้นำที่ถูกประชาชนขับไล่จนต้องหนีออกมา แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยสงครามชาวเมียนมา กรณีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา หรือผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่อยู่ในสถานะหลบหนีภัยภายในประเทศ กลับเจอชะตากรรมที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

ที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเข้ามาในกรรมาธิการการต่างประเทศ ให้ช่วยหาทางออกและการจัดการอย่างมีมนุษยธรรมต่อผู้ลี้ภัยอยู่หลายครั้ง เนื่องจากมีการร้องเรียนว่ามีมาตรการจากทางรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามหลักการที่ควร รวมถึงมีความพยายามกีดกัน ไปจนถึงส่งกลับผู้ลี้ภัยมาแล้วจากหลายกรณีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จนทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก

กลับกันพอเป็นอดีตประธานาธิบดีที่มีข้อสงสัยว่าเกี่ยวพันกับการอุ้มหาย ซ้อมทรมานประชาชนในศรีลังกา จนหาที่ไปไม่ได้ รัฐบาลไทยกลับอ้าแขนรับเข้ามาอย่างหน้าตาเฉยราวกับว่านี่คือเราไม่แคร์สายตาประชาคมโลกว่าจะมองประเทศเราเป็นอย่างไร กับการสองมาตรฐานในการต้อนรับผู้ลี้ภัยเช่นนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top