2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย