Sunday, 3 July 2022
NEWSFEED

ตร.เตือน วัยคะนองพึงระวัง ชกต่อยหวังเอาเครื่องหมายสถานศึกษา โทษหนัก หมดอนาคต

(1 ก.ค.65) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีเหตุ เด็กนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ถูกคนร้ายเป็นชาย 3 ราย ชักอาวุธมีดขึ้นมาข่มขู่ และลงมือชกต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กนักเรียนที่กำลังเดินกลับบ้าน เพื่อต้องการชิงเข็มพระเกี้ยว ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของสถาบันดังกล่าว นั้น

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนไปยังกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่มีความคิดว่าการแย่งชิงตราสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาอื่น เป็นเรื่องสนุกของวัยรุ่น ทำให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการกระทำที่ขาดการยั้งคิด และเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้

 

ซึ่งการที่บุคคลใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน จะเป็นความผิดฐาน ชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 และหากร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะเป็นความผิดฐาน ปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ซึ่งอัตราโทษจะขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งสรุปได้ดังนี้...

 

ความผิดฐานชิงทรัพย์ (ผู้กระทำผิด 1 ถึง 2 คน)

- ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 200,000 บาท 

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ผู้กระทำผิด 3 คน ขึ้นไป)

- ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 300,000 บาท

- ผู้กระทำความผิดคนใดคนหนึ่ง พกอาวุธติดตัวไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 240,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี

- กระทำโดนแสดงความทารุณ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ใช้ปืนยิง วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมาน ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษประหารชีวิต

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดปฏิบัติไล่ล่าผู้ต้องหา หลังนำอาวุธสงครามยิงถล่มบ้านคู่อริ

จากกรณีสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.65 เวลาประมาณ 23.00 น. มีคนร้ายจำนวน 2 คน นำอาวุธปืนสงครามชนิดเอ็ม 16 ยิงถล่มบ้านและรถของนายภาสกร หลินมา อายุ 38 ปี ผู้เสียหาย ขณะที่ตนเองและครอบครัวกำลังพักผ่อนภายในบ้าน ในพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ทำให้คนในบ้านต้องพยายามหนีเอาชีวิตรอด วิ่งหลบกันชุลมุน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ควบคุมการปฏิบัติในการสืบสวนติดตามและจับกุมคนร้ายกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะกลุ่มคนร้ายมีการนำอาวุธปืนสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงมาใช้ก่อเหตุ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฯ ได้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9,พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.สส.ภ.9, พล.ต.ต.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.ยศวรรธน์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.สการียา ยูโซ๊ะ ผกก.สภ.ควนขนุน และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายทันที

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.65 พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.9, เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ควนขนุน ได้ขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย..

1. นายพีรพงษ์ สงวนนามสกุล อายุ 40 ปี อยู่ที่ หมู่ 3 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง ทำหน้าที่เป็นคนยิง (จับกุมตัวได้ที่ ม.1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี)

2. นายเกียรติศักดิ์ สงวนนามสกุล อายุ 38 ปี อยู่ที่ หมู่ 13 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง  ทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาไปยังที่เกิดเหตุ (จับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ ม.8 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง) โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ 

พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนสงครามชนิด เอ็ม 16 เอ 2 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน ขนาด 5.56 จำนวน 30 นัด และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน

จากการซักถามเบื้องต้น นายพีรพงษ์ฯ ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยตนเป็นผู้ชักชวน นายเกียรติศักดิ์ฯ ให้ขับรถพาตนไปก่อเหตุดังกล่าว ส่วนมูลเหตุจูงใจเกิดจากความโกรธแค้นที่นายภาสกรฯ ผู้เสียหาย ได้ขับรถเฉี่ยวชนกับรถของตน ในพื้นที่บ้านคลองใหญ่ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกันแต่อย่างใด หลังการพูดคุยตกลงกัน นายภาสกรฯ ยอมรับที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายพีรพงษ์ฯ ได้พยายามทวงถาม นายภาสกรฯ กลับบ่ายเบี่ยงนิ่งเฉย ไม่ยินยอมชดใช้ นายพีรพงษ์ฯ  จึงได้ชักชวนนายเกียรติศักดิ์ฯ ร่วมกันก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าวในที่สุด

'ผบ.ตร.' สั่ง 'บก.ปคบ.' ระดมพนักงานสอบสวน ตั้งศูนย์ Hotline รับแจ้งความรวมคดี 'ดารุมะ ซูชิ' ทั่วประเทศ

(23 มิ.ย.65) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT เรียกประชุม พนักงานสอบสวน บช.น.,ภ.1-9, บก.ปคบ. เพื่อกำหนดช่องทางรับคำร้องทุกข์ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก กรณี บริษัท ดารุมะ ซูจิ จำกัด หลอกขายคูปอง และแฟรนไชส์บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น พบผู้เสียหายแล้วกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ดารุมะ ซูซิ จำกัด กับพวก กรณี หลอกลวงให้ผู้เสียหายกับพวกหลงเชื่อ 'ซื้อคูปอง' ในราคา 199 บาท/คน เพื่อใช้รับประทานซูซิแซลมอลแบบบุฟเฟต์ ที่ร้าน ดารุมะ ซูซิ จำนวน 27 สาขา ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 1,000 ราย ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท และหลอกลวงให้ผู้เสียหายซื้อแฟรนไชส์ ของบริษัทฯ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า 'ดารุมะ' (daruma) โดยเสนอแบ่งกำไรให้ 10% ของยอดจำหน่าย เมื่อผู้เสียหายกับพวกหลงเชื่อจ่ายเงินให้กับบริษัทฯ ปรากฎว่าไม่สามารถใช้คูปองได้เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.65 และผู้ต้องหาหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว

ต่อมา วันที่ 22 มิ.ย.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้เข้าจับกุมตัว นายเมธา ชลิงสุข ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท ดารูมะ ซูซิ จำกัด ได้ที่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในขณะที่เดินทางกลับจากไต้หวัน หลังหลบหนีไปกบดานอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ในความผิดฐาน 'ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์'

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า คดีนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เห็นว่า มีประชาชนซื้อคูปองไป 33,000 กว่าราย กระจายอยู่หลายพื้นที่ และพบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ผ่านระบบการแจ้งความออนไลน์ https://www.thaipoliceonline.com แล้วกว่า 1,000 ราย เป็นการกระทำผิดที่มีรูปแบบยุ่งยากสลับซับซ้อน เกี่ยวเนื่องกันหลายพื้นที่ และมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหาย จึงสั่งการให้ บช.ก. โดย บก.ปคบ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีทั้งหมด มอบหมาย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ควบคุม กำกับ ดูแล โดยให้ทุกกองบัญชาการทำการสอบสวน รวบรวมเอกสาร และส่งสำนวนไปยัง บก.ปคบ. 

ทั้งนี้ กรณีที่ผู้เสียหายที่ไปแจ้งความไว้แล้วกับตำรวจท้องที่ พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนปากคำ จัดทำเอกสาร และส่งสำนวนมายัง บก.ปคบ. ส่วนผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ แอดมินจะส่งเรื่องไปยังตำรวจท้องที่ เพื่อทำการสอบสวนปากคำ จัดทำเอกสาร และส่งสำนวนไปยัง บก.ปคบ. อีกเช่นกัน ส่วนผู้เสียหายที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ดำเนินการภายในวันที่ 10 ก.ค.65 เนื่องจากพนักงานสอบสวนจะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้ บก.ปคบ. ให้ทันส่งสำนวนไปยังอัยการ 

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดศูนย์ Hotline 065-965-1135 เพื่อรับแจ้งเบาะแสหรือขอคำปรึกษา โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับสายตลอด 24 ชม. และมีการตั้งกลุ่ม Line Open Chat 'ผู้เสียหาย ดารุมะ ซูซิ' เพื่อให้ข้อมูลในการเตรียมเอกสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เสียหาย ส่วนหลักฐานที่ผู้เสียหายจะต้องนำมาให้กับพนักงานสอบสวน มีดังนี้...

1. หลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปโอนเงิน เสตทเม้นท์ หรือหลักฐานการหักชำระด้วยบัตรเครดิตของผู้เสียหายเอง (สำคัญ)
2. สำเนาบัตรประชาชนผู้เสียหาย หรือหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบติดอากรแสตมป์ลงนามให้เรียบร้อย
3. หลักฐานการซื้อคูปองผ่านแอปพลิเคชั่น ดารุมะ ซูซิ ผ่านที่ตั้งสาขาใด (เน้นให้ปรากฎข้อมูลคูปองที่สั่งซื้อ, ประวัติการจอง, การชำระเงิน) 
4. หลักฐานการสนทนากับผู้ขาย (ถ้ามี) 
5. หลักฐานที่ผู้เสียหายพบโฆษณาขายคูปองผ่านทางช่องทางใด เช่น เฟซบุ๊ก หรือ IG เป็นต้น 
6. หลักฐานการปฏิเสธการใช้คูปอง (ถ้ามี)​ หรือหากยังไม่ได้ใช้คูปอง อาจหาหลักฐานจากข่าวว่าร้านที่ใช้บริการปิดไม่สามารถใช้บริการได้ เป็นต้น

ตำรวจ PCT กวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บุกจับกุมเว็บพนันออนไลน์ G2G1 พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน

วันนี้ (21 มิ.ย. 65) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce แถลงผลการจับกุมเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ G2g1slot จับกุมผู้ต้องหา 7 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยกำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินการ กวดขันจับกุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 กลุ่ม ระหว่างวันที่ 20 – 30 มิ.ย.65 (11 วัน) โดยเฉพาะให้ความสำคัญในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ รับจ้างเปิดบัญชี (บัญชีม้า) 

คดีนี้ ชุดปฏิบัติการที่ 4 PCT นำโดย พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น./หน.ชป.4 PCT, พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ปส.4 ทำการสืบสวนตรวจพบ เว็บไชต์การพนันออนไลน์เครือข่าย G2G1Slot  ซึ่งมีการโฆษณาชักชวนเล่นการพนันออนไลน์อย่างแพร่หลายและได้เปิดใช้ที่พักดัดแปลงเป็นที่สถานที่เก็บของกลาง ตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี

โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการสืบสวน เพื่อขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญา จำนวน 2 เป้าหมาย ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบ นายธนพล สงวนนามสกุล กับพวก รวม 7 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการตอบแชทลูกค้าทำและธรรมการเงินให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อ g2g1slot ดอท com โดยภายในสถานที่ดังกล่าวยังเปิดทำช่องรายการในแอปพลิเคชัน tiktok หลายรายการเพื่อชักชวนเยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้สมัครทดลองเล่นการพนันออนไลน์อีกด้วย  

ผลการตรวจค้นเป้าหมาย 2 เป้าหมาย พบผู้ต้องหา เป็นชาย จำนวน 7 คน พร้อมด้วยของกลาง...

1.เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) 10 เครื่อง

2.จอคอมพิวเตอร์ 16 เครื่อง

3.โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง

4.โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง

5.สมุดบัญชีธนาคาร 10 เครื่อง

6.บัตร ATM 8 ใบ

7.เราเตอร์ 4 เครื่อง

8.อุปกรณ์คอมพิวเตอร์อีกหลายรายการ

รวม 8 รายการ มูลค่าประมาณกว่า 400,000 บาท จากการตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าวพบยอดเงินหมุนเวียนกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน 'ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน'

'รองฯ รอย' นำทีมบุก ยึดยาไอซ์ กว่า 200 โล ซุกซ่อนอยู่ในรูปปั้นโมอาย ในลานจอดรถ ท่าเรือแหลมฉบัง

(8 มิ.ย.65) ที่บริเวณลานจอดรถ ท่าเรือแหลมฉบัง พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร,พล.ต.ท สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ผบก.ภ.จว. ยะลา ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า เมื่อประมาณช่วงเดือนมีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ยะลา ร่วมกับ สตม., บช.ปส., ภ.2 และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้รับแจ้งเบาะแสขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ในเครือข่ายของคนจีนไต้หวัน นาย PUN สงวนนามสกุล ชาวไต้หวัน และได้ตรวจสอบประวัติพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในการพยายามลักลอบนำเฮโรอีนและเคตามีนออกนอกประเทศไทย โดยนาย PUN มีแฟนเป็นหญิงไทย ทราบชื่อว่านางสาวจู นามสมมุติ จึงได้ทำการสืบสวนติดตามพฤติกรรมพบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยไปประเทศไต้หวันอยู่บ่อยครั้ง และพบพฤติกรรมน่าสงสัยในการติดต่อเช่าโกดังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและลงพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบโกดังสินค้าดังกล่าว พบว่าภายในโกดังสินค้ามีรูปปั้นโมอายอยู่ภายใน ซึ่งเชื่อว่าภายในรูปปั้นน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่

จากการสืบสวนพบว่ามีการส่งรูปปั้นเข้ามาจากประเทศไต้หวัน และนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2565 โดยสำแดงผ่านพิธีทางศุลกากรว่านำเข้ามาในประเทศเพื่อจัดนิทรรศการ แสดงโชว์แต่เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทยแล้วได้นำเอารูปปั้นดังกล่าวมาก็บไว้ในโกดังสินค้าและไม่ได้นำออกไปจัดนิทรรศการ หรือแสดงโชว์ที่อื่นแต่อย่างใด โดยมี นางสาวกัญญาภัค สงวนนามสกุล ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและจ่ายค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังและว่าจ้างเคลื่อนย้ายรูปปั้นจากท่าเรือแหลมฉบังไปเก็บไว้ในโกดังสินค้าดังกล่าว

ซึ่งจากการติดตามพฤติกรรมของ นางสาวจู พบว่ามีการโอนเงินให้แก่ นางสาวกัญญาภัคฯ จำนวนหลายครั้งโดยที่ นางสาวจู และ นางสาวกัญญาภัคฯ ไม่พบว่าประกอบอาชีพและมีรายได้ที่แน่นอน แต่พบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท

ต่อมาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนทราบว่ามีการเตรียมการที่จะขนย้ายรูปปั้นดังกล่าวกลับไปยังประเทศไต้หวัน โดย นางสาวกัญญาภัคฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อว่าจ้างบริษัทโลจิสติกส์ ในพื้นที่ อ.แหลมฉบัง ให้ทำการขนย้ายรูปปั้นเพื่อทำการส่งรูปปั้นดังกล่าวกลับไปที่ประเทศไต้หวันและได้มีการขนย้ายรูปปั้นดังกล่าวจากโกดังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร นำมาเก็บรักษาไว้ที่บริษัทฯ พื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างที่รอคิวการขนส่งลงเรือเพื่อเดินทางไปยังประเทศไต้หวันต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มชาวจีนไต้หวันกลุ่มนี้มีพฤติกรรมในการนำเอารูปปั้นเข้ามาในประเทศไทย โดยสำแดงว่านำมาใช้จัดนิทรรศการหรือแสดงโชว์ จากนั้นจะ ซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในรูปปั้นดังกล่าวแล้วนำออกนอกประเทศไทย โดยจะสั่งการให้กลุ่มของผู้หญิงไทยทำหน้าที่ในการจัดหาสถานที่ เป็นโกดังสินค้าทำการเก็บรูปปั้นและเมื่อนำเอายาเสพติดซุกซ่อนไว้เรียบร้อยแล้วก็จะจัดส่งรูปปั้นดังกล่าวออกนอกประเทศ

'รองฯ รอย' รุดสอบ 3 ผตห. 'แก๊งค้ายา' ใช้รถกู้ภัยยิงสู้ ซิ่งหนี ขณะขนยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด หลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภาค 2 รวบตัวคาห้องเช่า ที่เขาชะเมา จว.ระยอง

(8 มิ.ย.65) เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.2 ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 1, บก.ทล. และ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. (ปป.) และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.)  พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2, พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2, พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผบก.สส.ภ.1

ได้ร่วมกันแถลงข่าว การจับกุมตัว...
1) นายจิรายุทธ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1424 ลาดพร้าว 87 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เป็นคนคนขับรถตู้กู้ภัย
2) น.ส.ทิพวรรณ หรือทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/40 ซ.คู้บอน 27 แขวงท่าแล้ง เขตบางเขน กรุงเทพ เป็นภรรยานายจิรายุทธฯ คนนั่งมาด้วย
3) นายชาญณรงค์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 ซ.โพธิ์แก้ว 3 แยก 2 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นขับรถกู้ภัยมารับพาหลบหนี 

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายอันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน ภาค.2 สามารถจับกุม นายจิรายุทธฯ และ น.ส.ทิพวรรณฯ จับกุมได้ที่ห้องเช่า เลขที่ 13 ม.3 ต.ซ้ำฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ส่วน นายชาญณรงค์ฯ จับกุมได้ที่ อ.เมือง จว.ฉะเชิงเทรา ซึ่ง พล.ต.อ.รอย ได้เดินทางไปสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 รายด้วยตัวเอง


 
คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันนี้ 5 มิ.ย.65 เวลาประมาณ 14.00 น. มีเหตุผู้ขับขี่รถยนต์ตู้พยาบาล สีขาว ทะเบียน 1 นข 4280 กรุงเทพมหานคร ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจในเขตพื้นที่ จว.สระบุรี และ จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเปิดทางหลบหนีมุ่งหน้าเข้าเขตกรุงเทพมหานคร มีคนร้ายบนรถยนต์ตู้คันดังกล่าว จำนวน 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน เมื่อเข้าเขตกรุงเทพมหานคร ได้ขับขี่หลบหนีเข้าไปภายในซอยวัดแป้นทอง บริเวณจุดทิ้งขยะ ซ.หนองระแหง 5 ถ.ไทยรามัญ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ได้นำยาบ้าบรรจุเป็นห่อใหญ่จำนวน 6 ห่อ จำนวน 2,400,000 เม็ด ไปทิ้งพงหญ้าภายในซอยดังกล่าว หลังจากนั้นได้ขับขี่รถยนต์ตู้คันดังกล่าวไปทิ้งไว้ท้ายซอยราษฎร์อุทิศ 44/1 ถ.ราษฎร์อุทิศ แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร แล้วหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ที่นำยาบ้าไปทิ้งไว้คือ นายจิรายุทธฯ และ น.ส.ทิพวรรณฯ สองสามีภรรยา โดยหลังเกิดเหตุ ได้มี นายชาญณรงค์ฯ เป็นคนขับรถมารับพาหลบหนีไป  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยการซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยการซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ ที่กล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ไม่ได้มาตรฐานหรือผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจเกิดความเสียหายหรืออันตรายถึงแก่ชีวิตได้

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนภัยการเลือกซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ  ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจเกิดความเสียหายหรือเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ในห้วงที่ผ่านในภาพรวมพบว่ามีการกระทำความผิดและการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่เกี่ยวกับขายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่ไม่ได้มาตฐาน โฆษณาเกินจริง ไม่มีการรับรองผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารเสริมหรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ เป็นจำนวนมาก

ดังเช่นกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค.65 ได้กล่าวถึงกรณีสำนักงานวิทยาศาสตร์สุขภาพสิงคโปร์ (HSA) เตือนประชาชนไม่ให้บริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟยี่ห้อหนึ่งชนิด 3in1 ที่ตรวจพบยาทาดาลาฟิล รักษาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศสูงเกินขนาดปกติ มากกว่า 10 เท่า ซึ่งพบว่าสารที่ออกฤทธิ์มีผลกระทบต่อการขยายหลอดเลือดและมีผลต่อผู้ป่วยโรคตับ ไต หัวใจ หลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก ความดันเลือดต่ำหรือสูง เป็นต้น  

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้กำชับและสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย ในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ให้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ทราบถึงพิษภัยและรูปแบบการกระทำความผิดต่างๆ พร้อมเร่งทำการสืบสวนปราบปรามจับกุม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผิดกฎหมายมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและตัดโอกาสในการกระทำความผิดอย่างจริงจังต่อเนื่องโดยให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้หากมีการลักลอบนำมาจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือ การโฆษณาสรรคุณสินค้าที่เกินจริง  ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็จะมีคำสั่งให้ระงับจำหน่ายและโฆษณาทันทีโดยถือเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย ผู้กระทำการฝ่าฝืน ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รวมถึงหากมีการนำไปอวดอ้างสรรพคุณที่เกินจริง บิดเบือนหรือผลิตข่าวปลอมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเสริมสมรรถภาพทางเพศผ่านสื่อสังคมออนไลน์  ก็จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนั้นซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวหากมีประชาชนที่ได้รับความเสียหายสามารถรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป         

พร้อมขอฝากเตือนประชาชนใช้วิจารณญาณในการเลือกบริโภคสินค้าต่างๆให้พิจาณาให้ดี อย่าเชื่อแค่คำโฆษณาหรือการ บอกเล่าปากเปล่า และขอประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกัน ดังนี้...

1.อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ที่แสดงสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุสรรพคุณในการรักษาหรือมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงหรือส่งผลต่อร่างกายของเราโดยเด็ดขาด 

2.ควรตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่ามีสรรพคุณอย่างที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ 

3.การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องได้รับการอนุญาตจากทางสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสังเกตจากเลขทะเบียน (ที่ไม่ใช่เลข อย.) ซึ่งขึ้นด้วยอักษร "ฆอ. …" เป็นต้น

4.สามารถตรวจสอบการอนุญาตที่เกี่ยวข้องได้ที่เว็ปไชต์ https://porta.fda.moph.go.th ของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ตร.เตือน เข้าถึงบัญชีออนไลน์ผู้อื่นโดยมิชอบ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสี่ยงคุก

(23 พ.ค. 65) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่ประชาชนให้ความสนใจ กรณีมีบุคคลได้เข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Happy Melon Patcharaveerapong “ ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม แล้วทำการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยอ้างว่าตนเองเป็น แตงโม พร้อมโพสต์ข้อความในลักษณะที่เป็นการกล่าวอ้างใส่ความบุคคลอื่น อ้างว่ามีพยานหลักฐานสำคัญ ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความสับสนในวงกว้าง จนเกิดคำถามและข้อสงสัยในสังคมว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าวสามารถกระทำได้หรือไม่ และถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย หรือไม่นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนว่าการกระทำของบุคคลดังกล่าว มีประเด็นพิจารณาเป็น 2 กรณี คือ

1. การเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้อื่น เป็นการเข้าถึงโดยชอบหรือไม่ ถ้าเป็นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

มาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม มาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. กรณีเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นและเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  
3. กรณีเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย แต่ไม่ได้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. หากมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลอื่นอันมีลักษณะเข้าข่ายผิดกฎหมายในฐานความผิดอื่น ก็จะมีความผิดตามฐานความผิดที่ได้กระทำ

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะ หารือผู้แทนสหรัฐฯ ร่วมแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

จากกรณีประเทศไทยได้ถูกลดอันดับการรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์จากทางการสหรัฐฯ ลงเป็นอันดับประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) เป็นเวลา 2 ปีติดกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะถูกปรับระดับเป็น (Tier 3) โดยอัตโนมัติ


 
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามฝ่ายคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติกระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ทั้งการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงานข้ามชาติ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกสินค้าไทย และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศต่อสายตานานาประเทศอีกด้วย


 
โดยเมื่อวันที่ 15-18 พ.ค.65 นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำตัวแทนจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคม คณะผู้แทนไทย ได้เข้าพบปะหารือในเรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา


 
การเข้าหารือ ครั้งนี้ มุ้งเน้นไปที่การดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากทางการสหรัฐ โดย ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตานีละบุตร ผบช.รร.นรต. และพล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.๑ ในฐานะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทน


 
ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทย ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย โดยได้สรุปผลงานภาพรวมของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งการดำเนินคดีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ สหรัฐเห็นถึงความพยายาม ในการขจัดปัญหา
 
ซึ่งทางการสหรัฐ ได้ให้ความสนใจและซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการในการดำเนินการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเสนอ แนวทางการประสานงานในการช่วยเหลือคนไทยจากประเทศกัมพูชา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งสถิติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาค้ามนุษย์ของไทย ที่มีการดำเนินคดีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และยังมีจำนวนคดีที่สั่งไม่ฟ้องลดลงอย่างน่าพอใจ เป็นผลมาจากการประสานงานให้พนักงานอัยการ เข้ามาร่วมกับพนักงานสอบสวน ในการตรวจสำนวนคดีก่อนส่งฟ้อง เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ครบถ้วน ทำให้สหรัฐมีความพึงพอใจในด้านการปราบปราม และการดำเนินคดีผู้กระทำผิดค้ามนุษย์เป็นอย่างมาก
 
ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนไทย ยังได้เสนอให้มีการพิจารณาสถานการณ์ปัญหาค้ามนุษย์ในอนาคต เป็นการแก้ไขในระดับภูมิภาค เพราะประเทศไทย อยู่ในฐานะของประเทศทางผ่าน ที่ผู้กระทำผิดมักจะใช้ในการลักลอบขนเหยื่อค้ามนุษย์ไปสู่ประเทศที่สาม มิใช่ประเทศต้นทางหรือปลายทางแต่อย่างใด อีกทั้งรัฐบาล ก็มีนโยบายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์ภายในประเทศมีปริมาณลดลงอย่างมาก
 
ขณะที่ทางการสหรัฐ ได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากการหารือครั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทย มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยให้เน้นการเพิ่มเติม การบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และการช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ทั้งระบบ แม้ที่ผ่านมา การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาค้ามนุษย์ ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่อยากให้เพิ่มเติม ด้านการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ให้เป็นระบบ และมีความจริงจัง โดยให้ประสานงานกันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในภาพรวมให้เป็นทีมประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดการปัญหาค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ


 
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า การเดินทางมากรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาของคณะผู้แทนไทยในครั้งนี้ ได้มีแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น ประสบการณ์ในการทำงานแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ผ่านมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางการสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้แทนของสหรัฐได้มีความเข้าใจในความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องของไทย รวมทั้งได้เห็นผลงานและความเปลี่ยนแปลงที่หน่วยงานไทย ได้ร่วมกันบูรณาการพัฒนาระบบการทำงาน การประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ และการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาค้ามนุษย์ที่มีพัฒนาการที่ดีจากปีก่อนมาก

'ผู้ช่วยฯ สุรเชษฐ์' เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 409 จุดกวาดล้างอาวุธในพื้นที่ภาค 8 พร้อมเปิดประเทศรอรับนักท่องเที่ยว

(6 พ.ค.65) ที่จังหวัดภูเก็ต พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลงมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยในภาพรวม แต่ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มคลี่คลายลง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกที่หลายประเทศได้เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุมโรค และเปิดประเทศควบคู่ไปกับการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งตามพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยล้วนเป็นพื้นที่ที่ชาวต่างชาติและชาวไทยนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เช่น จ.ภูเก็ต จ.พัทลุง และ จ.กระบี่ เป็นต้น  

ในการนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำหนดและวางมาตรการในการดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.65 โดย พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.(สส.)ได้สั่งการให้ ให้ดำเนินการตามมาตรการการลดอาชญากรรมในพื้นที่ที่กำหนดโดยเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในภาพรวม

จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.8, พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 และ พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8 ดำเนินการตามข้อสั่งการอย่างเร่งด่วน จึงได้มีการวางแผนในการดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นเพื่อลดเหตุอาชญากรรม ผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน ยาเสพติด วัตถุระเบิด ค้าประเวณี โจรกรรมรถ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัด ภ.8 รวบรวมพยานหลักฐานในการขออนุมัติหมายค้นต่อศาลเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายทั้งห้องเช่า เกสต์เฮ้าส์ บ้านพัก รีสอร์ท แหล่งมั่วสุมอาชญากรรมทุกรูปแบบที่อาจส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว หรือพื้นที่ท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ 25-29 เม.ย.65 กว่า 409 เป้าหมายใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย
- ภ.จว.กระบี่ จำนวน 47 เป้าหมาย
- ภ.จว.ชุมพร จำนวน 45 เป้าหมาย
- ภ.จว.นครศรีธรรมราช จำนวน 77 เป้าหมาย 
- ภ.จว. พังงา จำนวน 54 เป้าหมาย
- ภ.จว.ภูเก็ต จำนวน 75 เป้าหมาย
- ภ.จว.ระนอง จำนวน 43  เป้าหมาย
- ภ.จว.สุราษฎร์ธานี จำนวน 68 เป้าหมาย  

ผลการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นในห้วงเวลาดังกล่าว สามารถตรวจเก็บ DNA บุคคลพ้นโทษ 305 ราย จับกุมอาวุธปืนสงคราม 1 กระบอก อาวุธปืน 66 กระบอก ระเบิดทำเอง 3 ลูก ยาเสพติด 267 ราย (ยาบ้า 127,471 เม็ด และยาไอซ์ 9,433 กรัม) โดยมีการจับกุมอาวุธปืนมากสุดในจังหวัดชุมพร จำนวน 16 กระบอก ตามมาด้วยจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 14 กระบอก


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top