Saturday, 22 August 2026
ECONBIZ

ปตท.ลุยกลยุทธ์ปี 69 ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง กำไรครึ่งปีแรกโต 74% ทะลุ 78,263 ลบ. ขยายพอร์ต LNG ตั้งเป้าถึง 15 ล้านตัน เดินหน้าลดคาร์บอน เสริมความมั่นคงพลังงาน

บทพิสูจน์กลยุทธ์ ปตท. ครึ่งแรกปี 69 พร้อมทุกสถานการณ์ ฝ่าวิกฤต เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ ตลอดจนบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘เอกนิติ’ ลุยเจรจาธุรกิจ!! ไทย-นิวซีแลนด์ จับมือสุดแข็งแกร่ง ขยายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 3 สาขา ดันมูลค่าการค้าสูง 3 เท่าใน 20 ปี เชิญชวนนักลงทุนลุยตลาดอาเซียนกว้างใหญ่

เอกนิติ นำเอกชนไทยเจรจาธุรกิจนิวซีแลนด์ ปักหมุดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ "อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี"

รองนายกฯ เอกนิติ และ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ ร่วมเป็นประธานงาน Business Meeting ที่นครโอ๊คแลนด์ เชื่อมผู้บริหารระดับสูงไทย-นิวซีแลนด์กว่า 40 ราย ฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ ต่อยอดการยกระดับสู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" ชู 3 สาขาใหม่ อาหาร-พลังงาน-เทคโนโลยี ดันมูลค่าการค้าโต 3 เท่า ภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมกับ Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงาน Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Networking) เชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ รองนายกฯ เอกนิติ เผยว่า ไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรีถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการค้าการลงทุนจริงที่จับต้องได้มากขึ้นในทั้งสองทาง คือ ทั้งการรับนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้าไปลงทุนในประเทศไทย และการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมาหาโอกาสขยายกิจการในนิวซีแลนด์ โดยระบุ 3 สาขาที่ศักยภาพของทั้งสองประเทศเกื้อกูลกัน ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพ ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานการผลิตอาหารของไทย ด้านพลังงาน เปิดทางความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย

นอกจากนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์และคณะผู้นำนักลงทุนไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทักษะแรงงานให้สอดรับความต้องการของนักลงทุน และเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วอาเซียน ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค

ในงานนี้ รองนายกฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยร่วมกิจกรรม ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ บมจ. บ้านปู กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ. ปตท. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) บมจ. ศุภาลัย และ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand พร้อมผู้บริหารจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) สะท้อนว่าฝ่ายนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทยอย่างมาก

"ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์!! ดันไทยเป็นฮับกระจายสินค้าเกษตรสู่อาเซียน–ตลาดโลก เชื่อมเครือข่ายตลาดอาเซียน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือน

นายกฯ จีบ T&G ยักษ์ผลไม้นิวซีแลนด์ ยกระดับเกษตรกร ชูไทยฮับกระจายสินค้าเกษตรอาเซียน

นายกฯ หารือ T&G Global บริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดจากนิวซีแลนด์ เจ้าของแบรนด์แอปเปิล ENVY และ JAZZ ที่จำหน่ายผลไม้ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ชูศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและการวิจัยและพัฒนา นำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ผลไม้ระดับโลกมาช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทยกว่า 6 ล้านครัวเรือน และเชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือและการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับ T&G ให้ครอบคลุมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลไม้คุณภาพสูงของไทยเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายของ T&G เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก และนำประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาแอปเปิลจากสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่แบรนด์ระดับโลก มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก การจัดเก็บ การบรรจุ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทย

นอกจากนี้ยังได้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและกระจายสินค้าเกษตรสำหรับตลาดอาเซียน ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้บริโภคกว่า 700 ล้านคน ประกอบกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบ Cold Chain และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ตลอดจนเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี ที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการกระจายสินค้าในภูมิภาคที่สำคัญ ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยกว่า 6.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งประเทศ ที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรเป็นอาชีพหลัก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำผลไม้จากสวนของเกษตรกรไทยไปวางขายทั่วโลก

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยยืดอายุพืชผักและผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเกษตรกร เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการจัดเก็บและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

T&G Global เป็นหนึ่งในบริษัทด้านพืชสวนและผลไม้รายใหญ่และเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 2440 หรือเกือบ 130 ปีที่ผ่านมา ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การเพาะปลูกและจัดหาผลผลิต การบรรจุและจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การจัดเก็บและโลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย โดยมีแบรนด์ผลไม้ระดับพรีเมียม เช่น ENVY, JAZZ และ Orchard Rd ปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเพาะปลูกใน 10 ประเทศ และจำหน่ายผลไม้สดในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยธุรกิจแอปเปิลเป็นธุรกิจหลัก คิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของรายได้รวม

สำหรับประเทศไทย T&G ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท T&G South East Asia ซึ่งตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2559 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยประเทศไทยเป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เกษตรกรรมคือรากฐานที่หล่อเลี้ยงคนไทย การประสานความร่วมมือกับ T&G ซึ่งเป็นผู้นำด้านเกษตรสมัยใหม่และการขนส่งกระจายสินค้าสด จะเป็นโอกาสในการนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากบริษัทระดับโลกมาต่อยอดกับฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่เข้มแข็งของไทย ยกระดับผลไม้ไทยทั้งด้านการผลิต การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสดใหม่ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรคุณภาพสามารถวางขายได้ทั่วทุกมุมโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ บีโอไอสามารถให้การส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์ กิจการคัดคุณภาพและเก็บรักษาผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจการศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนกิจการวิจัยและพัฒนา เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

นายกฯ ดึงยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ “Skyline” Skyline เล็งขยายลงทุนไทย หลังบีโอไอไฟเขียวสวนสนุกในกรุงเทพฯ ต่อยอดท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน

นายกฯ หนุน “Skyline” ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ขยายลงทุนไทย ชูไทยฮับท่องเที่ยวโลก

บีโอไอเผยนายกรัฐมนตรีหารือ Skyline Enterprises บริษัทสวนสนุกและผู้พัฒนาเครื่องเล่นชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก หารือแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยและต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับ Mr. Geoff McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท Skyline Enterprises ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงแผนการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบบีโอไอในกิจการสวนสนุกที่กรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ Skyline พิจารณาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมอีกในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งพื้นที่ชายทะเล ภูเขา และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการรูปแบบใหม่ ตลอดจนช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังพร้อมสนับสนุนให้บริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนใหม่สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และให้ความสำคัญอย่างสูงกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

Skyline Enterprises เป็นบริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2509 มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่น ซึ่งบริษัทเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเครื่องเล่น และสวนสนุกจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น กระเช้าลอยฟ้า (Gondola/SkyRide) ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่มีความชันที่สุดในซีกโลกใต้ และเป็นต้นกำเนิดของเครื่องเล่น Luge (รถเลื่อนตามแรงโน้มถ่วง) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน Skyline มีฐานการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งนิวซีแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจในสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทย Skyline เพิ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการสวนสนุกตั้งที่กรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัทมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการขยายธุรกิจในเอเชีย

จากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและฐานนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายกิจการอีกมากในพื้นที่ต่าง ๆ

“การลงทุนของ Skyline ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมที่มีสีสันและประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย แต่บริษัทยังสนใจและมีโอกาสต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องเล่นใหม่ ๆ ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเกิดขึ้นในประเทศไทย จะช่วยพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายนฤตม์กล่าว

ปตท. ฉลองครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนพลังงานไทยแข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่อนาคตยั่งยืน เน้นเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมใจพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศ

ปตท. ครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน

ค่ำวานนี้ (18 สิงหาคม 2569) – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) จัดงานขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ของ ปตท. โดยได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ ปตท. และ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ปตท. ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล (พ.ศ. 2521) ปตท. ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของประเทศมาอย่างต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บทบาทรัฐวิสาหกิจที่นำรายได้เข้ารัฐ ดูแลสังคม ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้ามาอย่างทุกวันนี้ ยิ่งปัจจุบัน ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความมั่นคงทางอาหาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ ปตท. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ต้องก้าวไปข้างหน้าและรองรับทุกสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ในวันนี้ต้องขอบคุณ ปตท. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพสู่เวทีโลก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยต่อไป

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เปิดเผยว่า 48 ปี แห่งการสร้างรากฐานที่มั่นคงและการก้าวต่อไปอย่างยั่งยืนของ ปตท. ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ องค์กรภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคนที่ร่วมสนับสนุน อีกทั้งที่ผ่านมา ปตท. มีผู้นำองค์กรที่ล้วนส่งต่อวิสัยทัศน์และนำองค์กรก้าวผ่านความท้าทายจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการที่ผู้บริหาร และพนักงาน ทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นพลังสำคัญ ทำให้ ปตท. เติบโตแข็งแกร่ง สามารถทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่การดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และในปัจจุบันแม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ ปตท. พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ ภายใต้แนวคิด “จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน” แบ่งเป็น “4 อดีต 4 อนาคต” เพื่อแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุน ปตท. มาตลอดช่วงเวลา 48 ปี ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย

ที่ผ่านมา ปตท. มุ่งมั่น “สร้างรากฐานที่มั่นคง” 4 ด้าน ด้วยการดำเนินงานที่เด่นชัด นับตั้งแต่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่มีบทบาทในการสำรวจ พัฒนา และนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ วางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างครบวงจร รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย จากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน สู่การสร้างประสบการณ์การเดินทาง จนวันนี้สถานีบริการกลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาพคนไทย
นอกจากนั้น ปตท. มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการ “เคียงข้างสังคมไทย” ในทุกสถานการณ์ ทั้งโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอยู่เคียงข้างคนไทยในยามวิกฤติต่าง ๆ ผ่านการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงาน และ ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ

อีกทั้ง ปตท. ได้ร่วม “สร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต” ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ โดยปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ ปตท. มีฐานะการเงินเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ก่อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนไทย ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่ปี 2544 – 2568 กลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้คืนสู่ภาครัฐในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมกว่า 1.38 ล้านล้านบาท

จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ ปตท. ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศภายใต้กลยุทธ์ที่บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นทิศทางการดำเนินงานสู่ “อนาคตที่ยั่งยืน” 4 ด้าน คือมุ่งเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน” ตามหลัก Energy Trilemma มั่นคง ยั่งยืน และเข้าถึงได้ด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอโดยในทางธุรกิจ ปตท. ไม่เพียงมุ่งเป้าสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาคแต่ยังมุ่งเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้ประโยชน์จาก Hydrogen การปลูกป่ามุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

จากการมุ่งยกระดับศักยภาพสู่การเป็น “องค์กรแชมเปี้ยนของไทย” ที่ร่วมนำพาประเทศ และองค์กรพันธมิตรไทยเติบโตสู่ระดับสากลร่วมกันผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจต่างประเทศอย่างครบวงจร ด้วยเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกทำให้ได้รับความเชื่อมั่นในฐานะองค์กรที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังคง “สร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยศักยภาพกลุ่ม ปตท.” พัฒนาชุมชน สังคม ด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในรูปแบบ Social Enterprise

นอกจากนี้ ปตท. “บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ” เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ส่งผลต่อการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น และเกิดผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สามารถรักษา Credit Rating ของกลุ่ม ปตท. สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ซึ่งพิสูจน์ได้จากช่วงที่ผ่านมาเกิดความท้าทายสถานการณ์วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ปตท. สามารถรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน สามารถจัดหาพลังงานให้คนไทยใช้ ไม่ขาดแคลน

อนึ่ง ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการการดำเนินงาน ปตท. ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา และสื่อสารเรื่องราวผ่านการเปิดตัว เพลง “เจิดจรัสชัชวาล” รวมถึงจะทยอยเผยแพร่มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์สั้นและภาพยนตร์อินดี้ เพื่อเข้าถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ อีกทั้งในงานมีการประมูลผลงานศิลปะจากโครงการศิลปกรรม ปตท. เพื่อนำรายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย อีกด้วย

บางจากกรีนไมลส์ฉลอง 20 ปี ลดน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท วันที่ 20 ส.ค. นี้ จัดโปรพิเศษเติมน้ำมันคุ้มตลอดวัน 05.00–24.00 น. สมัครฟรีรับสิทธิ์ทันทีทั่วประเทศ มอบความคุ้มค่าสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

ครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ 20 สิงหาคม 2569 นี้ บางจากฯ จัดลดราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 1 บาท เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น.

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ Loyalty Program แรกของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยที่อยู่เคียงข้างลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษ มอบส่วนลดน้ำมันลิตรละ 1 บาท ไม่มีขั้นต่ำ เมื่อลูกค้าบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 24.00 น. หรือเวลาทำการของแต่ละสถานี ลูกค้าที่ยังไม่เป็นสมาชิกสมัครฟรีและรับสิทธิ์ทันทีได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

แคมเปญพิเศษดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้รถ พร้อมร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ โดยลูกค้าบางจากกรีนไมลส์สามารถรับส่วนลดลิตรละ 1 บาท ได้ทันทีเมื่อเติมน้ำมันบางจากคุณภาพสูงทุกชนิด โดยไม่กำหนดยอดเติมขั้นต่ำ โดยลดราคาลิตรละ 1 บาทเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันชนิดเดียวกันที่ประกาศปกติบนเว็บไซต์ของบริษัท บางจากฯ www.bangchak.co.th ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ไม่หักส่วนลดจากรายการส่งเสริมการขายใด ๆ รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และค่าขนส่งของน้ำมันชนิดเดียวกันสำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจากแห่งนั้น ๆ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูเพิ่มเติม www.bangchakmarketplace.com

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บางจากกรีนไมลส์ได้พัฒนาและต่อยอดสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่สมาชิก พร้อมมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านการสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และกิจกรรมพิเศษมากมาย โดยแคมเปญลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับบางจากกรีนไมลส์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากความคุ้มค่าจากส่วนลดราคาน้ำมันแล้ว สมาชิกบางจากกรีนไมลส์จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์การสะสมคะแนนสมาชิกตามปกติ เช่นเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุก 1 ลิตร รับคะแนนบางจากกรีนไมลส์ 1 คะแนน เมื่อสะสมได้ 100 คะแนน สามารถนำไปแลกเป็นส่วนลดน้ำมัน ได้ 20 บาท ในครั้งถัดไป หรือ แลกซื้อเครื่องดื่มอินทนิล และน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ บางจากกรีนไมลส์มีสิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่ม มูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น นอกจากนั้น บางจากกรีนไมลส์ยังมีการแบ่งกลุ่มสมาชิกตามประเภทและพฤติกรรมการเติมน้ำมัน และมอบสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ตรงใจมากขึ้น

ดูรายละเอียดและสมัครสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ฟรีพร้อมรับสิทธิพิเศษทันทีได้ที่ www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% !! สะท้อนเศรษฐกิจไทยเจอ 3 คลื่นกดดัน แต่ยังมีแรงส่งจากลงทุน–ส่งออก–AI เศรษฐกิจไทยชะลอแต่ไม่ไร้โอกาส จับตาพลังงาน ต้นทุน และกำลังซื้อ

สันติธาร เสถียรไทย กล่าวบนเฟสบุ๊ค ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังการเงินธนาคาร

เมื่อวานสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 2 ออกมาแล้ว หลายท่านคงได้เห็นทั้งตัวเลขและบทวิเคราะห์กันไปพอสมควร

ผมจึงอยากชวนดูและชวนคิดต่อว่า ข้างในตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ (ยาวหน่อยนะครับ)

เริ่มจากตัวเลขก่อน: GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน
ที่สำคัญคือ ข้างในตัวเลขมีทั้ง แรงกดดันที่ชัดขึ้น และ โอกาสบางอย่างที่น่าสนใจ
ด้านแรงกดดัน ผมมองว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัด
คลื่นแรกคือพลังงาน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าครองชีพ แต่ยังกดดันดุลต่างประเทศของไทยด้วย ในไตรมาสนี้การนำเข้าเร่งขึ้นมาก ขณะที่ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ค่อย ๆ ส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอื่น ๆ
คลื่นที่สองคือต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วระบบ

เงินเฟ้อผู้บริโภคจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น +2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 8.3%
ตัวเลขนี้น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหลายธุรกิจคงส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ยาก ในวันที่กำลังซื้อเองก็เริ่มอ่อนลง
คลื่นที่สามคือกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9%
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลงมาอยู่ที่ 50.3 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%
ภาพรวมจึงค่อนข้างชัดว่า คนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน

และกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ SME
SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่อง สภาพคล่อง
ธุรกิจที่พื้นฐานยังดีอาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน
นี่คือด้านที่เป็นความท้าทายของ GDP ไตรมาสนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็น ทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการทำให้สินเชื่อ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้เข้าถึง SME ที่ยังมีศักยภาพจริง ๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากเป็นพิเศษ
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์โตถึง 16.6% มีทั้งคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ส่วนการส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรเป็นแรงสำคัญ

ตรงนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเจอแรงกดดัน แต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ การย้าย supply chain และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อยู่ไม่น้อย
ซึ่งสอดคล้องกับหลายรายงานจากต่างประเทศที่พูดถึงศักยภาพของไทยในด้านนี้ เช่น รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Development Report 2026) ที่พบว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในปี 2025 สะท้อนว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานการผลิตอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้ว
.
เพราะฉะนั้น สำหรับผม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เห็นประเด็นท้าทายชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวร้ายหมด
มันกำลังบอกเราว่า ช่วงข้างหน้าต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ รับแรงกระแทกที่กำลังมา และเร่งใช้โอกาสที่กำลังเปิด
.
ตรงนี้ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องเดินต่ออย่างจริงจัง

หนึ่ง ประคองวันนี้
ต้องมีมาตราการช่วยพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากคลื่นกระแทกสามระลอก เพื่อไม่ให้ความเสียหายระยะสั้นกลายเป็นแผลเป็นระยะยาว ทั้งการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน หรือการสูญเสียกำลังซื้อที่ฟื้นกลับมายาก
และต้องทำในบริบทที่ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบในสัดส่วนสูงทำให้การช่วยเหลือแบบแม่นยำ เฉพาะเจาะจงทำได้ยาก

สำหรับ SME เรื่องสำคัญมากคือ การเข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่อง
เราไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจที่ยังมีตลาดและมีศักยภาพต้องล้มลงเพราะขาดเงินหมุนในช่วงที่โดนคลื่นหลายลูกพร้อมกัน เครื่องมือสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องเข้าให้ถึงธุรกิจที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ

สอง เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสนี้ รวมถึงความขัดแย้งในโลกที่ยังไม่จบ ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งลดความเปราะบางด้านพลังงาน
ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานโลกขึ้น เรามักเน้นการประคองราคา พอราคากลับลง เรื่องก็เงียบไป แล้วอีกไม่กี่ปีก็กลับมาเจอปัญหาเดิม รอบนี้เราเห็นแล้วว่าความผันผวนด้านพลังงานคงไม่หายไปไหนง่ายๆ จึงควรใช้วิกฤตเป็นแรงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจริง โดยยึด 3 หลัก
1) เร่งทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดไปพร้อมกันเพื่อ Jump start การเปลี่ยนผ่าน
2) ลดภาระต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและธุรกิจอย่างยั่งยืน
3) สนับสนุนให้ผู้เล่นไทยเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรม Green Transition มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

สาม ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
แรงส่งจากการลงทุนรอบนี้เป็นโอกาสที่ผมอยากเห็นเราต่อยอดให้ได้มากที่สุด
ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วมากขึ้น ไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น “Trusted Connector” คือ ฐานที่นักลงทุนจากหลายประเทศมั่นใจว่าสามารถเข้ามาผลิต ลงทุน และเชื่อมต่อกับภูมิภาคได้ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีกับหลากหลายประเทศในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งได้
แต่การลงทุนที่เราอยากได้ ต้องมีคุณภาพมากกว่าการดูแค่ยอดอนุมัติ
อย่างแรก ต้องลงเงินจริง จากคำขอ BOI ไปสู่เม็ดเงินจริง โรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งเราเริ่มได้เห็นผลตรงนี้จากตัวเลขการลงทุนจริงที่สูงขึ้นกว่าที่คาดใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่สอง ต้องช่วยให้ อุตสาหกรรมเดิมที่เป็นจุดแข็งของไทยสามารถอัปเกรดและปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับมาตรฐาน การลดคาร์บอน หรือการต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ยกระดับอาหารสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity
อย่างที่สาม สำหรับ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องต่อยอดจากฐานที่มีพอมีผู้เล่นระดับโลกอยู่แล้ว พยายามเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทย” และ “โอกาสของผู้ประกอบการไทย” ให้มากที่สุด ผ่านการพัฒนาทักษะ การทำ R&D การสร้าง local supply chain และการเชื่อม SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

นี่คือทิศทางใหม่ของภารกิจ BOI ที่กำลังขยับจากการมองว่า ประเทศไทยดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร ไปสู่การถามว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน
ทั้งในแง่การยกระดับอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ การสร้างความสามารถใหม่ของคนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปกับอุตสาหกรรมใหม่
ความท้าทายจริง ๆ คือการรักษาจุดสมดุลและเดินให้ถูกจังหวะระหว่างการ "ทำในสิ่งที่โลกใหม่กำลังต้องการ” กับ “ทำในสิ่งเราเก่งอยู่เดิม”

ถ้าเราเอียงไปทางดึงดูดแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ถามให้มากพอว่า คนไทย ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมจะได้ประโยชน์อย่างไร อีกสองสามปีข้างหน้าเราอาจดูเหมือน “ทันโลก” มากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราปฏิเสธกระแสโลก ยึดอยู่กับอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เราเก่งในวันนี้ โดยไม่ยอมปรับตัวหรือสร้างความสามารถใหม่ อีกไม่นานเราอาจพบว่าหลายประเทศรอบตัวเดินแซงไปแล้ว และต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านถึงโตเร็วกว่าเรา

เพราะฉะนั้น โจทย์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ของเดิม” กับ “ของใหม่”
แต่คือการทำให้ อุตสาหกรรมเดิมอัปเกรดได้ อุตสาหกรรมใหม่สร้างความสามารถใหม่ให้คนไทย และการลงทุนใหม่กระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด
จึงมีทั้ง ช่วยคนและ SME ที่กำลังโดนคลื่นให้เดินต่อได้ และ ช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพให้ขึ้นไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่

ประคองวันนี้
เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
สามเรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน
หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599676392171381&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1599676392171381&rdid=jlbiGbebtzEjeXDP#

กกร.จับมือรัฐและธนาคารโลก!! เปิดเวที Bangkok Business Summit 2026 ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงผู้นำธุรกิจร่วมขับเคลื่อนอนาคต ชี้ทางสู่ประเทศรายได้สูงผ่านลงทุน–ปฏิรูป–สร้างงาน

กกร. เตรียมผนึกกำลังภาครัฐและธนาคารโลก
เปิดเวที “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN”
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่สู่อนาคตอาเซียน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 17 สิงหาคม 2569 — คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมระดับผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีปูทางไปสู่การประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 และปูทางสู่บทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
.
ไฮไลท์สำคัญของเวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ คือการแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s Offer to the World’ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน ยกระดับประเทศจากการแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้างขีดความสามารถ นวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะร่วมแสดงปาฐกถาเชิงนโยบายในหัวข้อ ‘Unlocking the Next Growth Engines for Thailand & ASEAN’ เพื่อเปิดเผยลำดับขั้นตอนการปฏิรูปเชิงนโยบายที่จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะกล่าวถึงการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนให้เป็นโอกาสใหม่ของการลงทุน การสร้างงาน และการเติบโตได้อย่างไร โดย ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยนำเสนอจุดแข็ง โอกาส และทิศทางการพัฒนาประเทศให้ประชาคมธุรกิจทั่วโลกได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ข้อเสนอจากองค์กรระหว่างประเทศ และประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน “โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโต แต่คือการสร้างการเติบโตที่แข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนจึงต้องมีแพลตฟอร์มในการวางแนวทางร่วมกัน ในการ Reinvent Thailand สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสใหม่ และก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวเข้ากับพลวัตรของโลกได้ หรือ Resilient ASEAN”
ภายในงาน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons: From Ambition to Delivery’ และมีการเสวนาเชิงลึก โดย Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก, Mr. Sarvesh Suri รองประธานบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ Mr. John W.H. Denton เลขาธิการสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC)
ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเปิดตัว รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยชี้เป้าอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงกลางวัน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะนำเสนอวงสนทนาพิเศษ ‘Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy’ ร่วมถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะกรอบการพัฒนาที่สร้าง สมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืน ตั้งแต่ระดับชุมชนสู่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
ในช่วงบ่าย การประชุมจะแบ่งภาคออกเป็นสองการเสวนา ได้แก่

Track 1: Building Resilience (สร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของประเทศ) นำโดย ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และความสามาถในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ซึ่งจะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘Efficient Energy & Low-Carbon Infrastructure’ และ ‘Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action’ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยผู้นำจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Google LLC และการเสวนาในหัวข้อ ‘Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth’ ซึ่งจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับสาธารณะในภาคการเงินสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และ Ascend Money

Track 2: New Horizons (อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เกษตรอาหาร และเศรษฐกิจที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง) นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นการการพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่มีความสามารถสูงในองค์กร และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูง

นอกจากนี้ เวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ จะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘The Future of Agrifood Business’ การยกระดับสู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค ผู้บริหารจากภาคธุรกิจชั้นนำ อาทิ บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โอแลม อะกริ (สิงคโปร์) จะร่วมแสดงทรรศนะว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยกำลังยกระดับจากเพียง ‘ครัวของโลก’ สู่การเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค และ ‘The Future of the Human-Centric Economy’ ซึ่งหลอมรวมด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่ออกแบบรอบผู้คนเข้ามาไว้ด้วยกันมากกว่าการแยกส่วนอุตสาหกรรม โดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และเซเรซิน

ช่วงท้ายของงาน ประธานองค์กรภาคเอกชนทั้งสามสถาบันจะร่วมสรุปข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากเวทีสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงจะมีการลงนามหนังสือเจตจำนง ความร่วมมือเรื่อง Digital & AI Compact ของหน่วยงานภาครัฐด้านเศรษฐกิจของไทยกับธนาคารโลก

หมายเหตุ: รายนามวิทยากรและกำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โดยอาจไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ และขอขอบพระคุณในความเข้าใจของทุกท่าน

OMODA & JAECOO ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! ครึ่งปี 69 ขายรวม 13,000 คัน JAECOO 5 EV ครองแชมป์ตลาด ชู REEV Pioneer เทคโนโลยีล้ำ แคมเปญ "Right Deal, Right Now" จัดเต็ม

OMODA & JAECOO ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง ชูกลยุทธ์การเป็น REEV Pioneer ในตลาดไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จครึ่งปีแรกด้วยแคมเปญ “Right Deal, Right Now”

กรุงเทพฯ 6 สิงหาคม 2569 – OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง หลังสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 13,000 คัน โดยมี JAECOO 5 EV คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด และล่าสุดครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถไฟฟ้า ด้วยยอดจดทะเบียนรวมกว่า 3,200 คันในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ ควบคู่กับการเดินหน้าส่งมอบรถยนต์และขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและยกระดับการให้บริการในระยะยาว

สำหรับครึ่งปีหลัง OMODA & JAECOO จะขับเคลื่อนการเติบโตด้วยเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก เดินหน้าตอกย้ำบทบาท REEV Pioneer ด้วยการผลักดันให้เทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย ผ่าน JAECOO 6T REEV ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า พร้อมเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยระบบผลิตกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติจากเครื่องยนต์เมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำ ช่วยลดข้อกังวลด้านการชาร์จและตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางไกล พร้อมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ใช้ยุคใหม่ ผ่านเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Super AI Cockpit ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้าน AI Mobility และยกระดับประสบการณ์การเดินทางที่เข้าใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ควบคู่กันนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าในทุกมิติของการเป็นเจ้าของรถ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายและเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาทักษะของบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอะไหล่และศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อมอบมาตรฐานการบริการที่สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า

คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จในครึ่งปีแรกถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อ OMODA & JAECOOในครึ่งปีหลังเรามุ่งพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การบริการ รวมถึงคุณภาพของเครือข่ายผู้จำหน่าย เราจะเดินหน้าในฐานะ REEV Pioneer เพื่อผลักดันเทคโนโลยี REEV ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคชาวไทย เราเชื่อมั่นว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากเทคโนโลยีที่มีความชัดเจน อัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความพึงพอใจของลูกค้า และการส่งมอบมาตรฐานเดียวกันผ่านผู้จำหน่ายทุกแห่งอย่างสม่ำเสมอ”

เพื่อต่อยอดความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก OMODA & JAECOO เดินหน้าแคมเปญ “Right Deal Right Now” ตลอดเดือนสิงหาคม มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ JAECOO 6T REEV ในราคาเริ่มต้นเพียง 879,900 บาท สำหรับรุ่น 2WD และ 979,900 บาท สำหรับรุ่น 4WD พร้อมโอกาสสุดท้ายในการเป็นเจ้าของ JAECOO 5 EV ในราคาเพียง 579,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด อีกทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมงาน BIG Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

“บ้านปู” เผยผลประกอบการ!! ครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานครบวงจร ประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท ตอกย้ำกลยุทธ์ Energy Symphonics

บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เดินหน้าสร้างการเติบโตหลังควบบริษัทเสร็จสมบูรณ์

• บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพของพอร์ตธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร และดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จภายหลังการจดทะเบียนควบบริษัท
• เดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกในระยะยาวผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุค AI
• ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

14 สิงหาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 89,222 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 19,168 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,979 ล้านบาท) สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตภายหลังการควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใหม่ (“BANPU”) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และหุ้น BANPU เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงจุดแข็งของบ้านปูจากพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง BANPU ภายหลังการควบบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถผสานศักยภาพระหว่างธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Centers”

ในครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ของบ้านปูมีผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 172 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II สามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 90 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) Barnett Zero มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 64,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่โครงการ Cotton Cove และ Eagle Ford ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 และ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 18 ล้านตัน โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและมองโกเลียมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาถ่านหินในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิล (Nickle) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,011 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสัดส่วนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านการแสวงหาโอกาสลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวม 10 โครงการ ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และสหรัฐฯ โดยมีขนาดกำลังไฟฟ้ารวม 692 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ด้านธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้รวม 3,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าขยายบริการ Net Zero Solutions โดยให้บริการที่ปรึกษา Net Zero (Net Zero Consultation) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย กราวด์ เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (AOTGA) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวม 16 กองทุน และการลงทุนโดยตรงใน 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของพอร์ตธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ BANPU ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*ข้อมูลที่รายงานเป็นผลการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อนการจดทะเบียนควบบริษัทแล้วเสร็จ จึงยังไม่สะท้อนฐานะทางการเงิน โครงสร้างทุน และทุนจดทะเบียนของ BANPU ภายหลังการควบบริษัท
**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2569 ที่ USD 1: THB 32.0962

แกร็บดันเทรนด์รักสุขภาพ!! เรียกรถไปสวนเช้าโต 5 เท่า กาแฟดำ-มัตฉะขายเกิน 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงพุ่ง 3.3 ล้านออเดอร์ ร่วมหนุน BYD HYROX ฟิตเนสเรซโลก

แกร็บ เผยเทรนด์ Longevity-HYROX มาแรง ปลุกคนเมืองรักสุขภาพ
ดันยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะโตกว่า 5 เท่า คนสั่งกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง"

“ในฐานะผู้นำซูเปอร์แอปที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ เราจึงได้คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nutrition Tag ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood นอกจากนี้ แกร็บยังไม่พลาดที่จะรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนท์การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีคนตั้งตาคอยมากที่สุดในประเทศไทย”

คนเมืองฟิตจัด เรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่งกว่า 5 เท่า เข้ายิมโต 30%
- เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนมาแรงดันยอดเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1 โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.) กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพนิยมใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2

- นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

- อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นต้องยกให้กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ดันยอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา พุ่งถึง 2.5 เท่า3 เมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

คนรุ่นใหม่สั่งหวานน้อยพุ่ง 50% ออเดอร์เมนู “อกไก่” โต 30%
- เทรนด์หวานน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% - 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6

- ฟากเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ “อกไก่” มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%7

- เมื่อส่องพฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง8

“ผักเคล-บลูเบอร์รี-แซลมอน” ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตติดบ้าน โปรตีนพร้อมดื่มพุ่ง 3.5 เท่า
- สินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่มมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า9

- เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ “ผักเคล” ที่ขึ้นแท่นไอเท่มยอดฮิตอันดับหนึ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี10 ตามมาด้วย “บลูเบอร์รี่” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ “แซลมอน” ที่มีโปรตีนสูงอัดแน่นกรดไขมันโอเมก้า 3

- สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า11 ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมไอเท่มสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว

เอาใจสายเฮลท์ตี้! แกร็บมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เพียงใส่โค้ด “HEALTHY” เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ แกร็บยังเอาใจสาวก HYROX ด้วยโค้ด “HYROXRACE” ที่ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้

‘ศุภจี’ ดันอุตสาหกรรม!! ปลุกตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง ย้ำมาตรฐานสินค้าต้องได้สากล ขยายอุตสาหกรรมใหม่สู่ตลาดโลก เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลาย ส.ค.

“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

นางศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

นางศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

“ดีพร้อม” ชูโมเดลธุรกิจท้องถิ่น!! 2 ผู้ประกอบการใต้ สร้างแบรนด์ดัง ขึ้นมาตรฐานสินค้า ส่งออกไกลสู่ต่างประเทศ พัฒนาคน สร้างรายได้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

เมื่อปลาไทยว่ายไกลถึงอังกฤษ – รังนกไทยบินสู่จีน ‘ดีพร้อม’ พาถอดสูตร 2 ผู้ประกอบการแดนใต้ กับการขายของท้องถิ่นให้เป็นดาวเด่นบนเชลฟ์สินค้า พร้อมโมเดลการส่งต่อรายได้และโอกาสที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน

ของดีภาคใต้หลายชนิดได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมานาน แต่โจทย์สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นไม่หยุดอยู่เพียงการขายของจากท้องถิ่น หากสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง สร้างแบรนด์ของตัวเอง และเดินทางไปได้ไกลถึงตลาดต่างประเทศ เพราะทุกครั้งที่วัตถุดิบหนึ่งชิ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ แต่ยังส่งต่อไปถึงแรงงาน ผู้ผลิต และผู้คนอีกจำนวนมากในชุมชน คำตอบนี้เห็นได้จาก 2 ธุรกิจในจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและเส้นทางต่างกัน แต่กำลังพิสูจน์ภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ ทั้ง “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” ที่เปลี่ยนปลาทะเลจากแพปลาในพื้นที่ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมาตรฐานสากล ส่งออกไกลถึงเอเชียและสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับ “พอสรังนก” ที่ต่อยอดรังนกไทยจากธุรกิจวัตถุดิบ B2B สู่แบรนด์พรีเมียมพร้อมรับประทาน โดยทั้ง 2 กิจการสร้างงานให้คนในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง และเดินหน้าขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีวัตถุดิบที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกล้าปรับโมเดลธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาคน และเปิดรับองค์ความรู้กับเทคโนโลยีใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงชวนถอดรหัสเส้นทางของ 2 “ฮีโร่แดนใต้” เพื่อค้นหาว่า ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเปลี่ยนทุนที่มีอยู่ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างแข็งแรงได้อย่างไร

ต่อยอดศักยภาพท้องถิ่น ด้วยคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ได้ เพราะแต่ละภูมิภาคมีศักยภาพ ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การพัฒนาผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของพื้นที่และต่อยอดด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“สำหรับภาคใต้ไม่เพียงเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมีศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและประมง สมุนไพร รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจมูลค่าสูงได้ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดนี้ “ดีพร้อม” จึงขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบาย “DIPROM FLEXi” ที่มุ่งออกแบบการส่งเสริมอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า หัวใจของ DIPROM FLEXi คือ การทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างตรงจุดและทันเวลา เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน การส่งเสริมจึงต้องตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI หรือเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารและการตลาด โดยสิ่งที่ดีพร้อม

ให้ความสำคัญที่สุด คือ “การพัฒนาคน” เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ มีวิธีคิดใหม่ และพร้อมปรับตัว ธุรกิจก็จะเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของชุมชน โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือ การสร้างคนเก่ง เพื่อต่อยอดธุรกิจให้แกร่ง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

เจาะโมเดล “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” กับการดึงความสมบูรณ์วัตถุดิบสู่การเติบโตทางธุรกิจ

ย้อนกลับไปกว่า 44 ปีก่อน “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” เริ่มต้นจากครัวเล็ก ๆในจังหวัดสมุทรสาคร ผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลาเพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย นายอดิรุจ ถาวรทวีวงษ์ ผู้บริหารรุ่นปัจจุบันของบริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด เล่าว่า เมื่อธุรกิจเติบโต ครอบครัวจึงย้ายฐานการผลิตมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบปลาทะเลและความใกล้ชิดกับตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศมาเลเซีย ทำให้บริหารต้นทุนและคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันโรงงานในจังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลา เช่น ปลาเส้น ปลากรอบ ปลาแผ่นอบกรอบ และปลาแผ่นนิ่มโดยใช้ปลาทะเลสดจากแพปลาในพื้นที่เฉลี่ยวันละ 2 ตัน ทั้งปลาข้างเหลือง ปลาทรายแดง และปลาไร้ก้าง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่นและสร้างรายได้แก่ชาวประมงอย่างต่อเนื่อง

“ผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมทวีวงษ์วางจำหน่ายใน Big C, Tops และ Makro ควบคู่กับการรับจ้างผลิต (OEM) และการพัฒนาแบรนด์ “ทวีวงษ์” พร้อมส่งออกไปยังจีน มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน โรงงานในจังหวัดสงขลายังจ้างงานคนในพื้นที่กว่า 120 คน สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชน”

เมื่อธุรกิจขยายตัว ความท้าทายก็เพิ่มขึ้น ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Eco Label) และกิจกรรมดีพร้อม คพอ. ซึ่งช่วยต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI การตลาดออนไลน์ และแนวคิด Lean Manufacturing เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาองค์กร เพราะแต่ละช่วงของธุรกิจมีความท้าทายแตกต่างกัน องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางที่ได้รับสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง จนทำให้โรงงานในจังหวัดสงขลาได้รับการรับรองมาตรฐาน FSSC 22000 ด้านความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างงานให้คนในพื้นที่ และรับซื้อวัตถุดิบจากชาวประมงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของชุมชน”

นายอดิรุจ กล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ การยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการผลิต และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงขยายธุรกิจจากการผลิตแบบ B2B สู่การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านบริการ OEM ที่ช่วยให้เข้าถึงกำลังการผลิตมาตรฐาน ได้ง่ายขึ้น พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการ SME ว่า อย่าหยุดเรียนรู้และอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่เปิดรับ
องค์ความรู้ใหม่ ย่อมเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และเมื่อธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนภาพรังนกใหม่สู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่คนไทยเข้าถึงได้

แม้ธุรกิจรังนกของครอบครัวจะดำเนินมากว่า 20 ปี ในฐานะผู้จำหน่ายรังนกล้างแบบ B2B แต่ นางสาวพิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยายปีกบิน จำกัด มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดรังนกไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก จึงยังไม่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคชาวไทย คำถามนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รังนกของตนเอง เพื่อให้คนไทยได้บริโภครังนกคุณภาพที่ผลิตในประเทศไทย

นางสาวพิชามญช์ุ เล่าว่า รังนกภาคใต้เป็นหนึ่งในรังนกที่ดีที่สุดของโลก แต่คนที่รู้จักและได้บริโภคกลับเป็นคนต่างชาติ บริษัทฯ จึงอยากสร้างแบรนด์ที่เป็นกระบอกเสียงให้คนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าในประเทศไทยจากแนวคิดดังกล่าวจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "พอสรังนก PAUS Birdnest" ที่ใช้รังนกแท้ 100% ปราศจากสารกันเสีย ไม่ผ่านการฟอกขาว และได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. GHP HACCP และ HALAL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนารังนกลอยแก้วแบบซองพร้อมรับประทานและต่อยอดรังนกเป็นวัตถุดิบปรุงสุก (Topping/ Ingredient) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมหวาน มีช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน และออนไลน์ Shopee, Lazada, Tiktok และอื่นๆ รวมถึงร้านอาหาร ร้านขายยา โรงพยาบาลชั้นนำ”

นางสาวพิชามญช์ กล่าวต่อว่า นอกจากเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น ธุรกิจยังสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดแยก ล้าง จนถึงจัดรูปทรงรังนก ต้องอาศัยแรงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ ซึ่งแรงงานที่มีทักษะมีรายได้เฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อเดือน โดยการล้างรังนก ถือเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยทำความสะอาดแต่ก็ยังทดแทนฝีมือคนไม่ได้ เพราะต้องรักษารูปทรงของรังนกให้ได้มาตรฐาน นี่คือคุณค่าของคนในชุมชนที่เราอยากรักษาไว้ พร้อมสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่น การเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์ ทำให้บริษัทต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จึงเข้าร่วมโครงการกับทางกรม ทั้งโครงการด้าน Soft Power อาหาร และ ดีพร้อม คพอ. เพื่อเสริมศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจ การวิเคราะห์ต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมจนสามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“เมื่อก่อนเราคิดว่าสินค้าดีอย่างเดียวก็น่าจะขายได้ แต่ความจริงการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งต้นทุน ราคา บรรจุภัณฑ์และความต้องการของลูกค้า การได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของดีพร้อม รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการคนอื่น ทำให้เราเห็นมุมที่ไม่เคยมองและนำกลับมาปรับใช้กับธุรกิจได้จริงจนระบบการทำงานแข็งแรงขึ้น ในอนาคตสยายปีกบินตั้งเป้าการขยายตลาดสู่ประเทศจีนภายใต้มาตรฐานสากลและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรังนกไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะเราอยากให้คนไทยภูมิใจในรังนกไทยเหมือนที่ต่างชาติยอมรับ เมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เติบโต แต่ยังหมายถึงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน” นางสาวพิชามญชุ กล่าวทิ้งท้าย

กลุ่ม ปตท. จับมือสถาบันพระปกเกล้า!! ลงนามความร่วมมือ สร้างต้นแบบองค์กรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ หนุน ESG–SDGs นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ผลักดันมาตรฐาน ESG–SDGs สู่ความสำเร็จ

กลุ่ม ปตท. สนับสนุนการยกระดับ สถาบันพระปกเกล้า สู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - กลุ่ม ปตท. และ สถาบันพระปกเกล้า จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนนโยบายสถาบันต้นแบบคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 3 จากซ้าย)

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 2 จากซ้าย)

นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ซ้ายสุด)

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา)

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา)

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ขวาสุด)

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงร่วมในพิธี เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีของกลุ่ม ปตท. อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบเบ็ดเสร็จ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการพาหนะ พฤติกรรมการขับขี่ และประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ บริการระบบทำความเย็นแบบครบวงจร เครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริการแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน ฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ในการยกระดับสถาบันพระปกเกล้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการนำมาตรฐานสากลมาสนับสนุนการดำเนินงานด้าน ESG และ SDGs ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจอย่างมีประสิทธิผลร่วมกันต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top