Saturday, 13 July 2024
ECONBIZ

‘เลขาฯ กขค.’ แจง!! ‘BYD’ ลดราคารถ ไม่ผิด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ยัน!! ไม่ได้กระทบผู้ผลิตชิ้นส่วน แค่หั่นกำไรตัวเอง ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน

(8 ก.ค.67) นายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยถึงกรณีค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากจีน คือ BYD ลดราคาขายรถอีวีในไทยหลายแสนบาทว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า BYD ไม่ได้ขายรถอีวีในไทยในราคาต่ำกว่าทุนแปรผันเฉลี่ย เพื่อเป็นการฆ่าคู่แข่ง และยังไม่ได้บังคับให้ซัพพลายเออร์ ต้องลดราคาขายชิ้นส่วน หรืออะไหล่รถยนต์ให้กับบริษัท จึงไม่ได้เป็นการกระทำผิดตามพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 เพราะเท่าที่ทราบ ราคาที่ขายในไทย ยังแพงกว่าราคาที่ขายในจีน แม้ถูกกว่าที่ขายในยุโรป อีกทั้งการลดราคาดังกล่าว ไม่ได้เป็นการทำลายคู่แข่ง แต่ทำให้เกิดการแข่งขัน และผู้บริโภคได้ประโยชน์

“ผมมองว่า BYD ยอมขาดทุนกำไร หรือมาร์จินของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น และผู้บริโภคได้ประโยชน์ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ภายใต้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า การขายราคาต่ำกว่าทุน สามารถทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ และทำภายในระยะเวลาที่จำกัด เช่น ล้างสต๊อกสินค้า หรือทดลองตลาดสำหรับสินค้าที่จะออกใหม่” นายวิษณุ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กขค.ไม่จำเป็นต้องเชิญค่ายรถยนต์มาหารือ เพราะพฤติกรรมยังไม่เข้าข่ายกระทำผิดตามพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า แต่กขค.จะจับตาการแข่งขันของรถยนต์อีวีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการไม่เอารัดเอาเปรียบกันจนทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ ส่วนกรณีของ BYD ที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นในส่วนของผู้บริโภคที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้า ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดูแลอยู่แล้ว

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “กรมได้ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อส่งเสริมและการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อเสริมพลังความร่วมมือกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อเสริมพลังเพิ่มศักยภาพในการกำกับดูแลและส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าในประเทศให้มีความเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมกับดูแลประชาชนและผู้บริโภคทั่วประเทศให้ได้รับการพิทักษ์ประโยชน์ โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ สำหรับสนับสนุนการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินค้าและบริการ และใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม”

“กรมมีช่องทางการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 อยู่แล้ว หากประชาชน หรือผู้ประกอบการ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า ก็สามารถร้องเรียนมาได้ หากเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กรมก็จะส่งต่อให้ กขค.พิจารณา ซึ่งถือเป็นการช่วยกันสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และส่งเสริมบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม” นายวัฒนศักย์ กล่าว

‘รฟท.’ ลุยติดแอร์รถไฟชั้น 3 ชุดแรก 130 คัน  ปักธง!! ‘รถไฟไทย’ ต้องไม่มีรถร้อนอีกต่อไป

(8 ก.ค.67) นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการยกระดับบริการรถไฟว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมอัปเกรดบริการในส่วนของรถไฟชั้น 3 โดยแนวคิดปรับปรุงรถไฟชั้น 3 เป็นรถปรับอากาศทั้งหมด รวมถึงปรับเบาะที่นั่งให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น 

ปัจจุบันพบว่าบริการรถไฟมีสัดส่วนที่นั่ง แบ่งเป็น รถบริการเชิงสังคม มีประมาณ 300-400 คัน มีขีดความสามารถบริการที่ 26 ล้านที่นั่ง/ปี แต่มีผู้ใช้บริการจริงเพียง 18.6 ล้านคนต่อปี ส่วนรถบริการเชิงพาณิชย์ มีจำนวนที่นั่งบริการได้เพียง 9 ล้านที่นั่งต่อปี จำนวนผู้ใช้บริการเต็มจำนวนและมีความต้องการเพิ่มอีกประมาณ 9 ล้านที่นั่ง

จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่พบนี้ยังมีผู้ต้องการใช้บริการรถเชิงพาณิชย์รออีกเป็นจำนวนมากแต่ รฟท.ไม่มีรถบริการได้เพียงพอ ซึ่งนโยบายขณะนี้ได้ให้ รฟท. ยกระดับรถไฟชั้น 3 ทยอยปรับปรุงเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด ส่วนราคาที่เพิ่มขึ้นตามระเบียบ การให้บริการรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลจะดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถใช้บริการได้ตามปกติผ่านบัตรสวัสดิการ ในขณะที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมาไม่เคยทำงานแบบเชิงวิเคราะห์ แต่ครั้งนี้มีการสำรวจและนำตัวเลขมาวิเคราะห์ ทำให้เห็นภาพว่ามีผู้ต้องการใช้บริการรถเชิงพาณิชย์อีกประมาณ 9 ล้านที่นั่งต่อปี ดังนั้น เป้าหมายที่ต้องการคือเพิ่มขบวนรถเชิงพาณิชย์ให้สามารถรองรับได้เพิ่มอีกประมาณ 9 ล้านที่นั่ง เพื่อตอบสนองผู้ที่ต้องการเดินทางในขณะนี้ก่อน ขณะที่เป้าหมายสุดท้ายคือรถไฟไทยจะไม่มีรถร้อนอีกต่อไป

นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า รฟท.ได้กำหนดแผนปรับปรุงรถโดยสารชั้น 3 (พัดลม) และได้เริ่มทยอยดำเนินการแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อดำเนินการปรับปรุงประมาณ 40 คัน โดยใช้งบประมาณปี 2567 และปี 2568 จะทยอยเข้าปรับปรุงอีกประมาณ 90 คัน หรือรวมชุดแรกประมาณ 130 คัน เนื่องจากจะต้องถอนรถออกจากบริการในเส้นทางเพื่อนำมาเข้ากระบวนการปรับปรุง ซึ่งจะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน

หากสามารถปรับปรุงรถชั้น 3 มาเป็นขบวนรถไฟเชิงพาณิชย์จำนวน 130 คันนี้ คิดเป็นจำนวนที่นั่งเพิ่มอีกประมาณ 3.2 ล้านที่นั่งต่อปี โดยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเปลี่ยนเบาะที่นั่งและติดระบบปรับอากาศเฉลี่ยประมาณ 6 ล้านบาทต่อคัน

'สมโภชน์ อาหุนัย' แจงขายหุ้น EA 14.6 ล้านหุ้น เป็นการปรับโครงสร้างภายในกลุ่ม ไม่ได้ถูก Forced Sell

(8 ก.ค. 67) นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ชี้แจงข้อเท็จจริงตามที่ได้มีข้อมูลเปิดเผยถึงการจำหน่ายหุ้นในบริษัทฯ ของตนออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค.67 จำนวน 14,690,000 หุ้น ที่ราคา 12.60 บาท และเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการ Forced Sell นั้น โดยระบุว่า…

1. เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 67 Sotus & Faith #1 Limited ได้ทำการขายหุ้นจำนวน 14,690,000 หุ้น ในช่วง ณ ราคาปิดตลาด (ATC) ให้กับ 1.นายชัยวิทย์ อรุณเนตรทอง และ 2.นางสิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง โดยเป็นการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งไม่กระทบการถือครองหุ้นโดยรวมของตน และตนยังคงถือหุ้นรวมในสัดส่วนเท่าเดิม

ทั้งนี้ การดำเนินการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต เพื่อความคล่องตัว และเหมาะสม

2. เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกระดานและกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย การทำการซื้อขายจะทำผ่านกระดาน Biglot หรือราคา ATC เท่านั้น เพราะหากเป็นการถูก Force Sell จริง การขายหุ้นจะต้องทำผ่านระบบ Market Matching ไม่ใช่การทำ Big Lot ดังที่ได้ดำเนินการ

3. ในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 ก.ค.67) จะดำเนินการแจ้งต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ตนเอง รวมถึง Sotus & Faith #1 Limited และ 1.นายชัยวิทย์ อรุณเนตรทอง และ 2.นางสิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันโดยสมัครใจ ซึ่งจะเหมือนเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ที่ได้โอนหุ้นของ EA จากชื่อของตนไปอยู่ภายใต้ชื่อ Sotus & Faith #1

4. ขอยืนยันว่ากระบวนการ Forced Sell ได้เสร็จสิ้นไปแล้วตามที่ได้มีการแถลงไปก่อนหน้านี้และไม่มีหุ้นที่มีความเสี่ยงที่จะโดน Force Sell เหลืออีกแล้ว และขอให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย และนักลงทุน โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่นำเสนอออกมาในลักษณะที่ส่อไปในทางที่จะสร้างความเข้าใจผิด และสร้างความสับสน

‘กองถ่ายต่างชาติ’ เลือก ‘ไทย’ ยกกองถ่ายหนัง 49 จังหวัด กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นอันดับ 1 ‘เยาวราช-โรงหนังเก่าออสการ์’ ก็มา!!

(8 ก.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2567) มีภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับอนุญาตถ่ายทำในประเทศไทย จำนวน 238 เรื่อง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 จำนวน 6 เรื่อง แต่มีงบประมาณการถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 3,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 1,332 ล้านบาท คิดเป็น 59.33%

โดยกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางมาจาก 31 ประเทศทั่วโลก ประเทศและดินแดนที่งบประมาณการถ่ายทำสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ฮ่องกง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี

สำหรับสถานที่ถ่ายทำมี 49 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศนิยมถ่ายทำมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 156 เรื่อง เช่น ถนนเยาวราช สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โรงหนังเก่าออสการ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นต้น

อันดับ 2 ปทุมธานี 45 เรื่อง อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ACTS Studio

อันดับ 3 ชลบุรี 33 เรื่อง อาทิ เกาะล้าน ถนนเลียบชายหาดพัทยา ปราสาทสัจธรรม

อันดับ 4 นนทบุรี 22 เรื่อง อาทิ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

อันดับ 5 สมุทรปราการ และภูเก็ต 21 เรื่องเท่ากัน โดยจังหวัดสมุทรปราการ อาทิ เมืองโบราณ ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ The Studio Park และจังหวัดภูเก็ต อาทิ เขตเมืองเก่าภูเก็ต หาดพาราไดซ์ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี เป็นต้น

‘รัดเกล้า’ ประสานเหล่ากูรู จัดกิจกรรมให้ความรู้ ‘ทางการเงิน’ หวังเสริมสร้างภูมิปัญญา-ภูมิคุ้มกัน ให้แก่ชุมชนวัดไชยทิศ 

เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตผู้สมัคร สส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ประสานนำ ‘กิจกรรมให้ความรู้ทางการเงินสำหรับชุมชน’ (Financial Literacy) ภายใต้หลักสูตร ‘หลักสูตรอภินิหารทางการเงิน’ มามอบให้ชุมชนวัดไชยทิศ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2567 ระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น.

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดย ธนาคารกรุงไทย ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ คลินิกแก้หนี้โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) โดยมีคุณนวลศิริ ไวทยานุวัตติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย, ดร.ชาลิสา พุกกะรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ฝ่ายคลินิกแก้หนี้ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด และ คุณอภิชัย สายสดุดี ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจกรรมองค์กร กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เข้าร่วมด้วย

นางรัดเกล้า กล่าวต้อนรับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง จึงได้ประสานความร่วมมือไปยัง ธนาคารกรุงไทย ซึ่งทางธนาคารกรุงไทย ได้มีโครงการที่ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ คลินิกแก้หนี้โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) นั่นคือ ‘กิจกรรมให้ความรู้ทางการเงินสำหรับชุมชน’ (Financial Literacy) ภายใต้หลักสูตร ‘หลักสูตรอภินิหารทางการเงิน’ อยู่แล้ว จึงได้ประสานกิจกรรมดังกล่าวนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

โดยการให้ความรู้ในครั้งนี้ ยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพิงภายนอก การคำนึงถึงศักยภาพ ทรัพยากร ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเป็นหลัก และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ให้เกิดความสมดุลมีความเข้มแข็งจากภายใน โดยคนในชุมชนได้มาร่วมกันคิด กำหนดแนวทาง และจัดกิจกรรมพัฒนาชุมชนต่อไป” 

นางรัดเกล้า กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการเสริมองค์ความรู้ด้านการเงินเชิงรุก (pro-active) มุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะได้เรียนรู้และเสริมสร้างภูมิปัญญาและภูมิคุ้มกันทางการเงิน สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาด้านการเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในเบื้องต้นโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 18 ครั้ง ในปี 2567 มุ่งเป้าครอบคลุมที่พื้นที่ กทม. และปริมณฑล

เมืองไทยวันนี้ 'ยอดผลิตรถยนต์วูบ โรงงานทยอยปิด' สะท้อนกำลังซื้อ 'ทรุด' เศรษฐกิจฐานราก 'อ่อนแอ'

การทยอยประกาศปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย ทั้งจากซูบารุ ซูซูกิ 2 ค่ายใหญ่ ตามด้วย มิตซูบิชิ ที่เลิกจ้างพนักงานซับคอนแทรค กว่า 400 คน ก็คงพอรับรู้กันได้
.
ย้อนไปดูข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลการผลิตรถยนต์ ในเดือนเมษายน 2567 มีจำนวน 104,667 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 11.02  ส่งผลให้ 4 เดือนแรก ของปีนี้ มียอดผลิตรถยนต์ 518,790 คัน ลดลง ร้อยละ 17.05 โดยเฉพาะรถกระบะ ที่มีการผลิตลดลง ถึงร้อยละ 45.94
.
ส่วนการผลิตรถจักรยานยนต์ มีจำนวน 161,912 คัน ลดลงร้อยละ 4.36 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน ปี 2566 ยอดการผลิตใน 4 เดือนแรก มีจำนวน 821,695 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 3.94  

ทั้งรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ และรถจักรยานยนต์ มียอดการผลิตที่ลดลง สอดคล้องกับยอดจำหน่ายที่ลดลง ซึ่งสามารถสะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแอของประชาชนได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ไฟแนนซ์ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ภาพรวมของหนี้ NPL สูงขึ้น ทั้งในกลุ่มบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรถยนต์

สอดคล้อง กับที่ รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า… ‘วิกฤตฐานราก’, Balance Sheet Recession, The Lost Decades ฯลฯ... ตอนนี้เหล่านักเศรษฐศาสตร์ไทยกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน

ถ้ามองภาพการเงินของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ในรูปของ ‘งบดุล’ โดยที่ฝั่งซ้ายเป็นสินทรัพย์ ส่วนฝั่งขวาเป็นหนี้สิน Balance Sheet Recession คือสภาพที่ฝั่งหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ฝั่งสินทรัพย์มีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ ... สภาพเช่นนี้เป็น ‘กับดักหนี้’ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวยากมาก

ตอกย้ำด้วยข้อมูลจาก ธปท. อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหมวดพลังงานและหมวดอาหารสด จากผลของฐานค่าไฟฟ้าในปีก่อนที่ต่ำจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามการทยอยลดมาตรการของภาครัฐ ประกอบกับราคาเนื้อสัตว์และผักที่เพิ่มขึ้นตามผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อยลง

หนี้สินภาคครัวเรือน ต่อ GDP ปรับเพิ่มขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 91.3 หนี้สินภาคธุรกิจ ต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 87.3 ซึ่ง เมื่อภาระหนี้สูง กำลังซื้อ การบริโภคภาคครัวเรือน ย่อมลดลง เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยหวังการจับจ่ายของประชาชน แทบจะลืมไปได้เลย

รัฐบาล หาช่องทางแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติ ขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินเพิ่มเป็น 99 ปี และถือครองคอนโด ได้ถึง 75% โดยให้เหตุผลว่าเป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุน ..!! 

หากย้อนกลับไปในปี 2564 ความพยายามในการแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติที่ถือครองที่ดิน เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดย ครม. มีมติจะแก้กฎหมายให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม จากร้อยละ 49 เพิ่มเป็นร้อยละ 70 ชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทยเกิน 40 ล้านบาท สามารถซื้อบ้านเนื้อที่ไม่เกิน 1 ไร่ มีข้อกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด แต่ก็ถูกคัดค้าน ถูกกระแสสังคมต่อต้าน จนต้องกลับไปศึกษาใหม่

ชาวทวิตเตอร์ที่ติดแฮชแท็ก ‘ขายชาติ’ ในช่วงนั้น ช่วยกลับมาติดตามข่าวการเมืองหน่อย ติดตามว่าใครจะได้ประโยชน์ จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายนี้ ช่วยมาติดตามข่าวเศรษฐกิจ เพราะตอนนี้ ‘ประชาชนจะอดตาย’ กันแล้ว

‘พีระพันธุ์’ มั่นใจ ‘กฟผ.’ จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ให้ประเทศไทย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เชื่อมั่น ‘กฟผ.’ จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ให้ประเทศไทยได้
 

'อ.พงษ์ภาณุ' สวด!! 'แบงก์ชาติ' มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ขัด 'นโยบายการเงิน-การคลัง' บั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน

(7 ก.ค. 67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ กล่าวถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า...

ดูเหมือนว่าช่วงนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยันออกข่าวเป็นพิเศษ และการออกข่าวแต่ละครั้งมีลักษณะขวางโลก ย้อนแย้งความรู้สึกของประชาชน และมุ่งสร้างความขัดแย้งกับนโยบายการคลังของรัฐบาล

มุมมองของ ธปท.ขวางโลก เพราะตั้งแต่เดือนที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลกได้ประสานเสียงกันลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank-ECB) ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ธนาคารแห่งแคนาดา (Bank of Canada) ธนาคารแห่งชาติสวิส (Swiss National Bank) และแม้แต่ Federal Reserve ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ลดแต่ก็มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วๆ นี้

ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางทั่วโลกในครั้งนี้ถือเป็นจุดหักเห (Turning Point) ที่สำคัญของนโยบายการเงิน นับจากวงจรการขึ้นดอกเบี้ยโลก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นมา แต่ ธปท. มักจะอ้างเหตุผลของการไม่ลดดอกเบี้ยว่าดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และประเทศไทยเริ่มขึ้นดอกเบี้ยรอบที่แล้วล่าช้ากว่าประเทศอื่น 

ทว่าความจริงแล้ว เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะเราต้องดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยหักด้วยอัตราเงินเฟ้อ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยถือได้ว่าสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง บ่งบอกว่านโยบายการเงินไทยมีความตึงตัวมากกว่าประเทศอื่น 

ฉะนั้น ประการแรก การที่ ธปท. เริ่มขึ้นดอกเบี้ยรอบที่แล้วช้ากว่าธนาคารกลางอื่น น่าจะมีจุดประสงค์ที่จะเอาใจฝ่ายการเมืองสมัยนั้นมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพราะเงินเฟ้อของไทยในปี 2565 ขึ้นไปถึงกว่า 8% สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

ประการต่อมา มุมมองของ ธปท. ย้อนแย้งกับมุมมองทั่วไปของประชาชนและสำนักเศรษฐกิจแทบจะทุกสำนักที่เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะคับขันและจำเป็นต้องมีการเยียวยาอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นที่มาของการออกมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิเช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของงบประมาณปี 2567 การตั้งงบประมาณปี 2568 ที่มีอัตราเติบโตของการใช้จ่ายสูงเป็นประวัติการ การผ่อนคลายการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ การออกมาตรการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น คงจะมี ธปท.อยู่หน่วยงานเดียวที่มัวหลงระเริงอยู่กับความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว

ประการสุดท้าย การสร้างความขัดแย้งกับนโยบายการคลัง ซึ่ง ธปท. กำลังสร้างขึ้นมาผ่านสื่อต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น เป็นต้นเหตุของการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน การปรับกรอบเงินเฟ้อตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เป็นทางออกที่ดีที่จะช่วยประสานการทำงานของนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้ไปด้วยกันได้ราบรื่นขึ้น ขณะที่ยังรักษาความเป็นอิสระของการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบที่ปรับปรุงใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่กลับได้รับการคัดค้านผ่านสื่อ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่สมควรหารือเป็นการภายในระหว่างสองหน่วยงาน

ขณะนี้โลกกำลังมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น อังกฤษได้ผู้นำรัฐบาลใหม่จากพรรคแรงงาน ซึ่งมีนโยบายกระตุ้นการเติบโต (Pro Growth) อย่างชัดเจน ธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลกร่วมมือกันประสานนโยบายดอกเบี้ยขาลงอย่างเป็นระบบ รัฐบาลลาวมีมติปลดผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งลาวไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะทำงานไม่ได้เรื่อง น่าเสียดายที่ไทยไม่สามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับโลกจากสาเหตุที่มีธนาคารกลางที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ

‘อีซูซุ’ ส่งทัพหน้า NEW!! MU-X ลุยงาน ‘FAST Auto Show’ จัดความพีคขั้นสุด ครบทั้ง 4 รุ่น มุ่งสู่เป้าหมาย รถอเนกประสงค์ที่ดีที่สุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ NEW! MU-X ‘THE NEXT PEAK’ ที่ได้ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสการตอบรับอย่างดียิ่งทั้งจากผู้ใช้รถชาวไทยและสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากดีไซน์สุดพรีเมี่ยมพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ ๆ เช่น กล้อง 360 องศาพร้อมมุมมองใต้ท้องรถ พวงมาลัยไฟฟ้า EPS และระบบความปลอดภัยที่เหนือไปอีกขั้น ด้วย ADAS Generation ล่าสุด เรามั่นใจว่า MU-X ‘THE NEXT PEAK’ จะเป็นรถอเนกประสงค์ที่ดีที่สุดในคลาสตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน และได้มาจัดแสดงโชว์ภายในงาน ‘ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2024’ ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ RS, Ultimate, Elegant และในรุ่น Active ที่มีการตกแต่งพิเศษร่วมด้วย

โดยทางอีซูซุ ได้ชูจุดเด่นด้านอรรถประโยชน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลาย โดดเด่นด้านสมรรถนะ ความทนทาน และประหยัดน้ำมันขั้นสุด คงคอนเซ็ปต์รถที่คุ้มค่าเงินสูงสุด ในงาน ‘ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2024’

ผู้ที่สนใจ สามารถแวะมาชมได้ ในระหว่างวันที่ 3-7 กรกฎาคม นี้ ที่บูธอีซูซุ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

‘ฮอนด้า’ ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคน จัดแคมเปญ ‘Honda Happy Trade-in’ เอาคันเก่ามาขาย!! ออกใหม่ ‘แอคคอร์ด-ซีอาร์วี’ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ที่ใช่สำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณ จัดแสดงรถยนต์หลากหลายรุ่นทั้งไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV และไลน์อัปขุมพลังเทอร์โบ ในงาน FAST Auto Show Thailand 2024 และให้คุณเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น

โดย แคมเปญ ‘Honda Happy Trade-in’ เมื่อนำรถฮอนด้าคันเก่ามาขายและออกรถ แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ หรือ ซีอาร์-วี เทอร์โบ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ รับเพิ่มบัตรน้ำมันมูลค่า 40,000 บาท หรือเมื่อนำรถคันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ หรือ ซีอาร์-วี เทอร์โบ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ รับเพิ่มบัตรน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท 

ลูกค้าสามารถจองรถภายในงาน FAST Auto Show Thailand 2024 และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ เพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 - 30 กันยายน 2567

‘Mazda’ จัดหนัก แคมเปญ Mazda Joy of July เอาใจสาย ‘สกายแอคทีฟ’ ลดราคารถเอสยูวี ‘CX-5’ พร้อม ‘ดอกเบี้ยพิเศษ-ประกันภัย-โปรแกรมดูแลรถ’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าเป็นวิสัยทัศน์ที่มาสด้ามุ่งมั่นมาตลอด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีเอกลักษณ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอันทรงพลัง และมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในทุก ๆ ด้าน เพื่อมอบความสนุกสนานเร้าใจให้กับการขับขี่ในทุกเส้นทาง จึงก่อกำเนิดเป็นเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ นำมาซึ่งเทคโนโลยีในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่ฝัน

ทุกองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบนี้ถูกถ่ายทอดลงสู่รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น รวมถึงมาสด้า CX-5 ที่ได้สร้างเกียรติประวัติไว้มากมายกว่า 90 รางวัลจากทั่วโลก รวมถึงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น จนได้รับความนิยมและถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มาสด้า CX-5 รุ่น 2.0 SP เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลัง 165 แรงม้า ให้การประหยัดน้ำมันและมีความคุ้มค่ามากที่สุด

นอกจากคุณภาพที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแล้ว มาสด้า CX-5 ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม ตามแนวคิด Kodo Design Soul of Motion หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันสง่างาม เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก สมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายครบครัน เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกการสื่อสาร

จึงทำให้มาสด้า CX-5 ครบครัน คุ้มค่า คุ้มราคา เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าที่กำลังมองหาครอสโอเวอร์เอสยูวีและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกับ มาสด้า CX-5 รุ่น 2.0 SP ราคาจำหน่าย 1,499,000 บาท โดยมาสด้าได้มอบข้อเสนอสุดร้อนแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเฉพาะเดือนกรกฎาคมกับแคมเปญ Mazda Joy of July รับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)

หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 72 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และยังมอบความพิเศษอีกหนึ่งต่อให้กับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

ซีอีโอ ‘Robinhood’ เคลื่อนไหว หลังเตรียมยุติการให้บริการ ในวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ เปิดแพลตฟอร์ม ‘TalentOfRobinhood’ ช่วยพนักงานกว่า 100 คน หางานใหม่

เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.67) หลังจาก ‘เอสซีบี เอ็กซ์’ (SCBX) ประกาศยุติการให้บริการแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ‘โรบินฮู้ด’ (Robinhood) ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.00 น. หลายฝ่ายก็ได้ติดตามความเคลื่อนไหวในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงมาตรการเยียวยาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ ร้านค้า และพนักงานของบริษัท

ล่าสุด ‘นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘TalentOfRobinhood’ เพื่อเป็นพื้นที่ในการหางานของพนักงาน Robinhood โดยล่าสุดที่ได้ตรวจสอบ ปรากฏรายชื่อพนักงานบนเว็บไซต์ https://talentofrobinhood.com/ จำนวน 176 คน ซึ่งมีตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงและพนักงานระดับปฏิบัติการในฝ่ายต่าง ๆ

ทั้งนี้ เนื้อความจากโพสต์บนเฟซบุ๊กของ ‘นายกวีวุฒิ’ ระบุว่า

‘The Last Product of Robinhood’

สวัสดีครับ พี่ ๆ เพื่อน ๆ
เชื่อว่า หลาย ๆ คนทราบข่าวแล้ว
Robinhood Delivery จะปิดบริการวันที่ 31 ก.ค. นี้แล้วครับ
‘แอปเพื่อคนตัวเล็ก’ นี้ ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน
ที่ได้ให้โอกาสแอปไทย อย่างพวกเราบริการมาตลอด 4 ปี ครับ
แม้ ‘แอป’ เราจะปิดไปแล้ว
แต่หน้าที่ผมในฐานะ ‘CEO คนสุดท้าย’ ยังไม่จบครับ

ผมพูดได้อย่างเต็มปากเลยครับ
ว่าผม ‘ภูมิใจ’ และ ‘รัก’ ทีมงาน Robinhood ทุกคน
ต้องขอขอบคุณ คุณอาทิตย์ พี่โจ้ พี่บิ๊ก ที่ได้เปิดโอกาสที่แสนพิเศษนี้ให้กับผม
ผมได้เรียนรู้ first hand ว่า ‘คนฝีมือดี ทัศนคติดี นิสัยดี ที่ไฟลุกโชน’
เมื่อมาอยู่รวมกันปริมาณมาก เราสร้างสิ่งที่ extraordinary ได้มากมาย

เรา operate ธุรกิจได้ถึง 7 ธุรกิจในเวลาเดียวกัน (ใช่ครับ ออกจะเยอะไปสักนิด)
Food Delivery/ Mart/ Express/ OTA (Online Travel Agent)/ Ride Hailing/ Lending/ EV Rental 
เราส่งมอบ ‘คุณภาพ’ บริการให้มีมาตรฐานสูง สำหรับลูกค้าหลายล้านคน

เรา bring tech home บริหารจัดการ technology เองได้ในระยะเวลา 1 ปี vendor หายหมด 
เราสร้างกระบวนการ product development ที่ technology company หนึ่งพึงจะทำได้สำเร็จ 
เรามีหลังบ้านที่แข็งแกร่งกว่าใคร ๆ เพราะเราเป็น super app ที่ต้องทำตามกฎระเบียบแบงค์ชาติ 
เรามี Accountability ไว้ใจทีมงานหน้างานให้ตัดสินใจ รับผิดชอบงานได้เต็มที่ วัดผลได้ 

เรา Boundaryless กล้าฟีดแบ็ก รับฟีดแบ็ก แบบต่อหน้า อย่างถูกวิธี ไม่ cross net 
เรา Customer-Centric ‘ลูกค้าได้อะไร’ คือคำถามติดปากพนักงานทุกคน 
เรา Data-Driven ข้อมูลอยู่ที่ไหน เอามาดูกัน ใช้ในการตัดสินใจทุกสิ่ง 
เรา Enjoy the moment 
เราหาท่าสนุกกับงานตรงนี้ เพื่อน ๆ ตรงนี้ โมเมนท์ตรงนี้ ในทุก ๆ วัน 
เรารู้ว่า Culture is Behaviour 
เราจึงเริ่มจากปรับ ‘พฤติกรรม’ ของตัวเอง 
เราถนัดทำงานกับคนที่หลากหลาย เราทะเลาะกันบ้าง เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
เรารัก ‘เพื่อนของเรา’ และ ‘ภาคภูมิใจในงานของเรา’

แน่นอนธุรกิจ platform ลักษณะนี้ มันมีความท้าทายต่าง ๆ นานา Business Model ที่ burn เงิน แถมไม่มี scale ที่มันควรจะเป็น ในตลาดที่คู่แข่งเราเก่ง ๆ กันทุกคน

Robinhood Delivery ก็มาถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้ แต่ TalentOfRobinhood กลุ่มนี้ พี่ ๆ เพื่อน ๆ ช่วยสนับสนุนต่อได้ครับ

ไฟแห่งการทำงานพวกเขายังลุกโชนอยู่ ไม่มอดหายไปแม้แต่นิด พวกเขายังมี ‘อนาคต’ สร้างสรรค์สังคมได้อีกแยะ

ด้วยความเชื่อนี้ ผมจึงขออนุญาตภูมิใจนำเสนอ

https://talentofrobinhood.com/

เว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ผมเองลงมือเป็น Lead Product Owner เพื่อให้ใช้งานง่ายที่สุด สำหรับ recruiter ทุกท่าน ทีมงานเล็ก ๆ เสกมันขึ้นมาในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เพื่อช่วยน้อง ๆ ของเราหางาน

ภายในเราจัดหมวดหมู่ไว้ดูง่าย
ดูแบบเรียงแถว ดูแบบ org chart
ชอบคนไหน กด save ไว้ดูทีหลังได้
แต่ละคน เก่งอะไร รับผิดชอบอะไร มองหางานแบบไหน
ข้อมูลพนักงานถูกต้อง ครบถ้วน ได้รับ consent เรียบร้อย
ให้ติดต่อตรงได้เลย ตามสะดวก

ถ้าพี่ ๆ เพื่อน ๆ คิดว่า คุณสมบัติพนักงานด้านบน เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ
ผมกราบฝากสนับสนุน TalentOfRobinhood กลุ่มนี้ ด้วยการกด ‘Share’ สักหนึ่งครั้ง เขียนข้อความสั้น ๆ ให้กำลังใจพวกเขา และเข้าไปเยี่ยมชม https://talentofrobinhood.com/

ส่งให้ HR ขององค์กรคุณ เผื่อเอาไว้นะครับ

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่สนับสนุน Robinhod มาโดยตลอดครับ
ขอบคุณจริง ๆ จากหัวใจ ชาว RBH ทุกคน
ฝากสนับสนุน The Last Product of Robinhood ด้วยนะครับ

https://talentofrobinhood.com/

จนกว่าจะพบกันใหม่

ต้อง กวีวุฒิ
CEO, Purple Ventures

'ดร.ก้องเกียรติ' ชี้!! 'ธุรกิจคาร์บอนต่ำ' โอกาสทองของ SME 'ลดต้นทุน-สร้างรายได้-ช่วยรักษ์โลก' เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ ดร.ก้องเกียรติ สุริเย ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนเครดิต และประธานกรรมการ บริษัท จีอาร์ดี จำกัด ในประเด็น 'ความสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจคาร์บอนต่ำ' โดย ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า...

ธุรกิจคาร์บอนต่ำ หมายถึง ธุรกิจที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ในปริมาณต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับท้องตลาดที่มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น...

ถ้าเราทำธุรกิจเกี่ยวกับผลไม้ส่งออก เช่น ลำไย กระบวนการอบลำไยหลัก ๆ ก็ต้องมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำนวนมากอยู่แล้ว เนื่องจากมันมีการบ่มแก๊ส แต่ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการอบลำไยของเราไม่ให้ใช้แก๊สหรือใช้วิธีการอื่น ๆ แทน เพื่อปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง ก็จะทำให้มีความต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่พอเทียบวัดจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว ของเราก็จะมีปริมาณที่ต่ำกว่า และก็เรียกได้ว่าเป็น ธุรกิจคาร์บอนต่ำไปโดยปริยาย

เมื่อถามว่าปัจจุบันผู้ประกอบการ SME มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกร้อนด้วยหรือไม่อย่างไร? ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า ในเชิงธุรกิจเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ 

1.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การใช้เชื้อเพลิงในการดำเนินธุรกิจ 

2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้อม เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่โรงไฟฟ้า 

3.การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ จัดจ้าง ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย การบริการ ล้วนเกี่ยวข้อง 

ซึ่ง ผู้ประกอบการ SME เป็นผู้ซัปพลาย (Supply) ให้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่โดยตรง ทำให้มีความผูกพันกันเป็นห่วงโซ่ 

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ของประเทศไทยมีจำนวนกว่า 95% สร้างการจ้างงานกว่า 50% แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ฉะนั้นถ้าผู้ประกอบการ SME ร่วมแรงร่วมใจกันลดโลกร้อน ก็จะได้รับประโยชน์คืนกลับมามากมาย ดังนี้...

1.สามารถลดพลังงานที่ใช้และลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ 
2.สามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้กลับมาหรือใช้ในองค์กร 
3.เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าคุณภาพสูงได้ ซึ่งเป็นตลาดใหม่เรียกว่า Green Market Sector 

ทั้งนี้ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำของผู้ประกอบการ SME มีวิธีการและรายละเอียดมากมาย ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของ SME ไปพร้อมกับการหยุดสภาวะโลกเดือดด้วยการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำร่วมกับการสร้างโอกาสใหม่ของธุรกิจด้วยคาร์บอนเครดิต บรรยายโดย ดร.ก้องเกียรติ สุริเย วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2567 ณ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เวลา 13.00-16.30 น. โดยสามารถลงทะเบียนผ่านลิงก์เพื่อสำรองที่นั่งได้ที่ https://bit.ly/45fVVxL 'โอกาสทองของ SME ที่ไม่ควรพลาด'

‘CNBC’ เผย รายงานผลสำรวจ ‘ไทย’ ติดอันดับ ประเทศที่ต่างชาติ อยากย้ายมาอยู่ ชี้!! มีความสุขที่ได้ ‘มาอาศัย-มาทำงาน’ วัดจากค่าครองชีพที่ต่ำ แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

(6 ก.ค.67) สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงาน ผลสำรวจล่าสุดจาก Expat Insider ของ InterNations ซึ่งเป็นชุมชนระดับโลกสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ระบุว่า ‘ปานามา’ เป็นประเทศที่ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานมีความสุขที่สุดในโลก

ผลสำรวจฉบับนี้ได้ทำการสำรวจชาวต่างชาติจาก 53 ประเทศ จำนวนกว่า 12,500 คนในเดือนก.พ. เกี่ยวกับความพึงพอใจในการใช้ชีวิตในต่างประเทศ พบว่า ชาวต่างชาติส่วนใหญ่กว่า 82% มีความพอใจกับการใช้ชีวิตในปานามา เพราะค่าครองชีพต่ำ และกว่า 71% พอใจกับการได้รับค่าครองชีพอย่างยุติธรรม รวมไปถึงเหตุผลทางด้านการเงินเพื่อเกษียณอายุ หรือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

นอกจากนี้ การย้ายไปอยู่ปานามาในฐานะชาวต่างชาตินั้นง่าย ทั้งการหาที่อยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายที่ราคาไม่แพงอีกด้วย และชื่นชอบอากาศเขตร้อนของปานามา ซึ่งเป็นทางเลือกในการพักผ่อนทั้งชายหาด ภูเขา และป่าฝน

รายงานของ InterNations จัดอันดับ 53 ประเทศทั่วโลกจากเรื่องคุณภาพชีวิต ความสะดวกของที่อยู่อาศัย การทำงานในต่างประเทศ การเงินส่วนบุคคล และ ‘สิ่งจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติ’ ซึ่งครอบคลุมเรื่องที่อยู่อาศัย การบริหาร ภาษา และชีวิตดิจิทัล

สำหรับ ‘ประเทศไทย’ ติดอันดับ 6 จาก 10 ประเทศที่ชาวต่างชาติมีความสุขที่สุดจากการเข้ามาอาศัยและทำงาน 
1. ปานามา
2. เม็กซิโก
3. อินโดนีเซีย
4. สเปน
5. โคลอมเบีย
6. ประเทศไทย
7. บราซิล
8. เวียดนาม
9. ฟิลิปปินส์
10. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

‘นายกฯ เศรษฐา’ หารือ ‘ผู้บริหาร BYD’ กำชับส่งเสริมผู้ผลิตไทยและกำหนดราคาให้เหมาะสม

เมื่อวานนี้ (5 ก.ค. 67) ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายหวัง ชวนฟู (Mr. Wang Chuanfu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีวายดี จำกัด (BYD) โดยภายหลังการหารือ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่บริษัทฯ เห็นศักยภาพ เลือกลงทุนในประเทศไทยซึ่งจะเป็นการเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ และได้กล่าวถึง 3 ประเด็นหลักในการหารือครั้งนี้

1. ขอให้บริษัทคำนึงถึงผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ ใช้ Supply Chain ในประเทศไทยมากที่สุด

2. ขอให้บริษัทผลิตเต็มจำนวน Capacity ตามที่ได้ตกลงกันไว้ 

3.การบริหารความคาดหวังของผู้บริโภคในด้านราคาเป็นประเด็นสำคัญ ขอให้พิจารณาการคุ้มครองผู้บริโภคไทย อย่างเหมาะสม

นายหวัง ชวนฟู กล่าวว่า ขอบคุณคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่ง โดยบริษัท BYD ให้ความสำคัญกับตลาดไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยทางบริษัทฯ ได้ใช้ Supply Chain จากประเทศไทยมากกว่าข้อบังคับ และมีการผลิตชิ้นส่วนหลายตัวในประเทศไทย และนำการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีใหม่มาผลิตในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ความสามารถในการผลิตของโรงงาน BYD ในประเทศไทยคือ 1.5 แสนคันต่อปี

โดยจะใช้เวลา 2 ปี เพื่อผลิตอย่างเต็มความสามารถ ทั้งนี้ นอกจากขายในประเทศไทย บริษัทฯ มีนโยบายที่จะส่งออกขายในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซีย และเวียดนามด้วย 

ในส่วนของการกำหนดราคารถยนต์นั้น บริษัทฯ รับปากนายกรัฐมนตรีว่าจะพิจารณาตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ คือปรับราคาในอนาคตให้มีรูปแบบและความถี่ที่เหมาะสม ให้ตลาดปรับตัวได้ทัน รวมทั้ง สัญญาที่จะหามาตรการในการเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

โดยในโอกาสนี้ บริษัทฯ ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยมีศักยภาพ และเป็นตลาดที่พร้อมเติบโต จึงพร้อมขยายการลงทุน รับพนักงานเพิ่ม และพร้อมอบรมพนักงานด้วยเทคโนโลยีทันสมัย โดยขอเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางไปที่บริษัทฯ ในช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีเห็นเหมาะสม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top