Saturday, 22 August 2026
ECONBIZ

กลุ่ม ปตท. จับมือสถาบันพระปกเกล้า!! ลงนามความร่วมมือ สร้างต้นแบบองค์กรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ หนุน ESG–SDGs นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ผลักดันมาตรฐาน ESG–SDGs สู่ความสำเร็จ

กลุ่ม ปตท. สนับสนุนการยกระดับ สถาบันพระปกเกล้า สู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - กลุ่ม ปตท. และ สถาบันพระปกเกล้า จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนนโยบายสถาบันต้นแบบคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 3 จากซ้าย)

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 2 จากซ้าย)

นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ซ้ายสุด)

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา)

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา)

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ขวาสุด)

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงร่วมในพิธี เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีของกลุ่ม ปตท. อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบเบ็ดเสร็จ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการพาหนะ พฤติกรรมการขับขี่ และประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ บริการระบบทำความเย็นแบบครบวงจร เครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริการแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน ฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ในการยกระดับสถาบันพระปกเกล้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการนำมาตรฐานสากลมาสนับสนุนการดำเนินงานด้าน ESG และ SDGs ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจอย่างมีประสิทธิผลร่วมกันต่อไป

ILINK เดินหน้าธุรกิจหลักแข็งแกร่ง!! โชว์งบ Q2/69 รายได้ 1,784 ล้านบาท กำไรสุทธิ 145 ล้านบาท รับดีมานด์ Data Center–Cloud–AI ดันธุรกิจสายสัญญาณ–วิศวกรรมโครงการ เติบโตระยะยาว

ILINK งบไตรมาส 2/69 ทำรายสะสมได้ 1,784 ล้านบาท กำไรสุทธิ 145 ล้านบาท เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โฟกัสธุรกิจหลัก บริหารการเงินเข้มแข็ง รับดีมานด์ Data Center, Cloud และ AI หนุน พร้อม Backlog งานวิศวกรรมแน่น

Q2 ผลงานแกร่งตามนัด เดินหน้าหนุนอนาคต ลุยธุรกิจหลักเต็มอัตรา วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 โดยยังคงสามารถสร้างรายได้ และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยบริษัทมีรายได้รวม 1,784.20 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 145.10 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่ธุรกิจหลักทั้งการจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และธุรกิจวิศวกรรมโครงการยังคงดำเนินไปตามแผนที่กำหนด

ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าว ได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุน การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความต้องการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, Cloud Computing และ Artificial Intelligence (AI) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในระยะต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นธุรกิจหลักให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภายหลังการหยุดรับรู้ผลประกอบการของ ITEL ในงบการเงินรวม ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจของ ILINK มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาว

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความท้าทาย แต่เรายังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, Cloud และ AI ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลขณะเดียวกัน ธุรกิจวิศวกรรมโครงการยังมี Backlog ที่ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง และบริษัทอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสงานโครงการใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจในระยะยาว”

โดยรายได้ของ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร เติบโตต่อเนื่อง รองรับดีมานด์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ILINK ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2/69 มีรายได้รวม 761.94 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 61.94 ล้านบาท ขณะที่รายได้สะสมอยู่ที่ 1,734.94 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของฐานลูกค้า และความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสารและดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับกลยุทธ์ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ และก้าวต่อไป” ของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ซึ่งมุ่งยกระดับ ILINK สู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร” โดยให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล โดยนับว่าหลังจากนี้ แนวโน้มการลงทุนใน Data Center, Cloud, AI, Smart Building, Digital Infrastructure และ Energy Transition รวมถึงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายฐานลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน เดินหน้าสะสม Backlog รองรับการเติบโตระยะยาว โดยในไตรมาส 2/69 มีรายได้รวม 27.20 ล้านบาท ขณะที่รายได้สะสมอยู่ที่ 49.26 ล้านบาท ส่งผลทำกำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะทยอยรับรู้ตามความคืบหน้าของโครงการ แต่บริษัทมี Backlog จากสัญญาที่ได้รับแล้ว ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอนาคต พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่ม Backlog และสร้างความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว (อ่านข่าวรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN)

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/oHbZxM2w5Y

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

NIA หนุน BWC ลุยนวัตกรรม!! เปิดตัว Care Floor ผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนของเสียเป็นน้ำยาทำความสะอาด ชูคอนเซปต์รักษ์โลกยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลสอดคล้องแนวคิด

พลิกโฉมวงการทำความสะอาด! NIA หนุน BWC เปิดตัว 'Care Floor'

นวัตกรรมเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมสู่น้ำยาถูพื้นรักษ์โลกสุดล้ำ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกาศสนับสนุนบริษัท เบตเตอร์ เวสท์ แคร์ จำกัด (BWC) เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสุดล้ำภายใต้ชื่อ "แคร์ ฟลอร์" (Care Floor) ซึ่งเป็นผลผลิตระดับมาสเตอร์พีซจากโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน โดยนวัตกรรมนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการด้วยการนำสารเคมีบางชนิดที่เป็นของเสีย มาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล (Upcycle) ขั้นสูง จนพลิกโฉมกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพและรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Care Floor ถูกคิดค้นและออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ "From Waste to Care - ขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาด... ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" โดยชูจุดเด่นที่ความสามารถในการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว มีความปลอดภัยสูงไม่เป็นอันตราย สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทั่วไปหลากหลายประเภทในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นในทุกครั้งที่ใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะอาดสะอ้านและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจของแบรนด์ยังไม่หยุดอยู่แค่ตัวน้ำยาทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดย Care Floor มาพร้อมปริมาณจุใจถึง 1,000 มิลลิลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบขวดใช้งานง่ายและแบบถุงเติม (Refill) ในราคาสุดคุ้มค่าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกและร่วมกันรักษ์โลกได้อย่างยั่งยืน

การผลักดันจาก NIA โดยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ BWC สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังเป็นการจุดประกายโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนภาระต้นทุนในการกำจัดของเสียให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ว้าว" ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

‘มาคาเลียส’ ชี้วอเชอร์โต!! ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัว อี-วอเชอร์ช่วยบริหารรายได้ ยอดขายโต-ลูกค้าสะดวกมากขึ้น โวช์เชอร์เป็น New Normal ใหม่

มาคาเลียส ชี้ "Voucher Economy" กำลังเป็น New Normal ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
โรงแรม-ร้านอาหารหันใช้อี-วอเชอร์บริหารรายได้ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการกลับทวีความเข้มข้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ต่างต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย ควบคู่กับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ทั้ง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ยังคงต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย เพราะปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามองหาความคุ้มค่า ประสบการณ์ เน้นราคาที่ถูกลง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้มากขึ้น ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่ ซึ่งบทบาทของอี-วอเชอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือส่งเสริมการขายหรือการจัดโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นเครื่องมือด้าน Revenue Management ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

"ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า 'วอเชอร์' คือการลดราคา แต่ในมุมของผู้ประกอบการวอเชอร์คือเครื่องมือในการบริหารรายได้และการบริหารอุปสงค์ (Demand Management) ที่ช่วยสร้างยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องลดราคาปกติของสินค้าและบริการอีกต่อไป”

ส่งผลให้ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มนำอี-วอเชอร์มาใช้ในการบริหารยอดขายในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น การกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season การจำหน่ายแพ็กเกจเฉพาะช่วงเวลา การกำหนดจำนวนสิทธิ์ หรือการกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) โดยยังสามารถรักษาระดับราคาปกติของแบรนด์ไว้ได้ แตกต่างจากการลดราคาหน้าร้านที่อาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคในระยะยาว

นอกจากการบริหารราคาแล้ว อี-วอเชอร์ ยังช่วยคาดการณ์รายรับให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถนำ วางแผนการตลาด หรือบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริโภคเองก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มองหาส่วนลดเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ กลายเป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านการซื้ออี-วอเชอร์ ทั้งสำหรับที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกใช้บริการในเวลาที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่า "วอเชอร์" ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว

จากสถิติยอดจำหน่ายวอเชอร์ของมาคาเลียสในปี 2026 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน พบว่า หมวดที่พักมีการเติบโตของยอดซื้ออี-วอเชอร์เพิ่มขึ้น 50% โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พัทยา และจากการสำรวจยังพบว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวในวันธรรมดา และนิยมท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มใช้วอเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าการรอโปรโมชั่นในช่วงเทศกาล"

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การบริหารรายได้ผ่านแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" ควบคู่ไปกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าที่เคย โดย มาคาเลียส มองว่า Voucher Economy จะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้และรักษามูลค่าของสินค้าและบริการ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่าและมีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

"ดีลแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการปักหมุดเทคโนโลยี
การดึงดูดการลงทุนระดับโลก เช่น กลุ่ม Cloud Service Data Center
และอุตสาหกรรม EV ไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุน
แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย"​
.
คุณจรีพร จารุกรสกุล ​
ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ​
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ​

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1676235341177008&id=100063716733871&rdid=A68HIFVmNN0eslc5#

นักลงทุนเดินเกมภูเก็ต!! ‘นายจิตรเทพ’ นำทีมเจรจาลงทุน มุ่งยกระดับอสังหาฯสู่ตลาดโลก ร่วมมือผนึกกำลังหลากหลายสาขา ภูเก็ตเป้าหมายธุรกิจใหม่ล่าสุด

นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ ศึกษาความร่วมมือด้านการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต มุ่งยกระดับสู่ตลาดนักลงทุนต่างประเทศ

ภูเก็ต – นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ผู้บริหารกองทุน นำคณะนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เดินทางเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาโอกาสการร่วมลงทุน การพัฒนาโครงการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดนักลงทุนระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนด้านการลงทุน นำโดย นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ พร้อมด้วย นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ ผู้บริหารกองทุน Straits Asset Group (Private Equity Fund), นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ นายนิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟลลัส คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมเดินทางเข้าพบ นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาโครงการ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายธนภัทร อุทวราพงศ์ เข้าร่วมประสานงานและสนับสนุนการดำเนินงาน

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการลงทุน การวางโครงสร้างเงินทุน การพัฒนาโครงการ การสร้างกลยุทธ์การตลาด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารการขาย และการสื่อสารการตลาดสู่กลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการในระยะยาว

นายก้าน ประชุมพรรณ์ นักธุรกิจและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบในจังหวัดภูเก็ต ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม และโครงการเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน โดยมี The Beach Center และ The Balance Condo Kata เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพบนทำเลศักยภาพ พร้อมมีแผนพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และเปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตรและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต

นายก้านกล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากรัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งมองเห็นศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตทั้งในด้านการท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และการลงทุน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี AI พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของโครงการในจังหวัดภูเก็ต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เพื่อยกระดับมาตรฐานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย พร้อมสนับสนุนให้จังหวัดภูเก็ตก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติในอนาคต

'CXMT' โตแรง!! หวังลดพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ ผลิตแรม DDR4, DDR5 รองรับหลายอุปกรณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 4 ของโลกด้านแรม ราคายังใกล้เคียงผู้ผลิตใหญ่

ทำความรู้จัก CXMT บริษัทที่หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นความหวังใหม่ของวงการแรม

ช่วงนี้เห็นหลายคนพูดถึงแรมจีน ๆ กันบ่อย ๆ เลยจะพามาทำความรู้จัก CXMT หรือ ChangXin Memory Technologies บริษัทผู้ผลิต DRAM ของจีน ก่อตั้งเมื่อปี 2016 ที่เมืองเหอเฟย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือพัฒนาชิปแรมของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK hynix และ Micron

ซึ่งปัจจุบัน CXMT ผลิตชิป DDR4, DDR5, LPDDR4X และ LPDDR5/5X สำหรับใช้งานในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน และเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว

แม้เทคโนโลยีจะยังตามหลังผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ CXMT เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็น ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และกำลังขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

แต่ต้องบอกก่อนว่าความหวังในที่นี้ อาจไม่ใช่แรมในราคาที่ถูกลง ราคาอาจจะยังคงใกล้เคียงกับ 3 ยักษ์ใหญ่ในตลาด แต่การเกิดคู่แข่งขึ้นมาอาจจะมีผลทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด

ซึ่งผลประโยชน์ก็มักจะตกกับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ และมีโอกาสส่งผลให้ราคาแรมทั่วโลกมีความคุ้มค่ามากขึ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบันราคาจะยังไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572542484231542&id=100044274167392&rdid=frJMKlU4IwUTOd0k#

‘วราวุธ’ สั่งตรวจ 2 โรงงานพนัสนิคม!! โรงงานพนัสนิคมถูกสั่งแก้ด่วน หลังพบระบบบำบัดน้ำเสียไม่เรียบร้อย เสี่ยงไหลออกนอกพื้นที่ ลั่นจัดการโรงงานฝ่าฝืนกฎหมาย

“วราวุธ” สั่งตรวจโรงงานพนัสนิคม 2 แห่ง ลอบปล่อยน้ำเสีย - บ่อน้ำกรดรุนแรงเสี่ยงแพร่กระจาย ขีดเส้นตายแก้ปัญหา ยัน เข้มใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคประชาชนระบุถึงข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เดือดร้อนจากการลักลอบทิ้งสารเคมีและการปล่อยน้ำเสียว่า สำหรับกรณีสวนอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีโรงงานประกอบกิจการรวม 9 แห่ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง เสียงดัง และกลิ่นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้น ตนได้มีการสั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี บูรณาการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยผลการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ของสวนอุตสาหกรรมดังกล่าว ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคม และไม่ได้ขออนุญาตเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และไม่พบว่าสถานที่ดังกล่าวได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นพื้นที่เอกชนที่จัดสรรที่ดินให้ผู้ประกอบการมาซื้อหรือเช่าเพื่อทำเป็นโกดังสินค้าหรือโรงงาน โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งมี 4 ราย เป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย แต่มีเพียงรายเดียว คือ บริษัท แกรนด์ ควอตซ์ เทค จำกัด ซึ่งประกอบกิจการทำเครื่องตบแต่งภายในอาคาร ตั้งอยู่ เลขที่ 98606 ม.5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่มีระบบบำบัดน้ำเสียตามเงื่อนไขการอนุญาตฯ แต่ระบบบำบัดน้ำเสียมีสภาพไม่เรียบร้อย และมีแนวโน้มที่อาจจะทำให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงานโดยไม่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ประกอบกับบริเวณด้านหลังโรงงานมีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมซึ่งมีสภาพไม่เรียบร้อยเช่นกัน และพบการกองเก็บวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไว้กลางแจ้งในปริมาณมาก โดยไม่มีการส่งไปบำบัดหรือกำจัด

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในบริเวณอาคารโรงงานมีกลิ่นเหม็นจากกระบวนการผสมวัตถุดิบ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี จึงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยให้จัดทำมาตรการป้องกันน้ำเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อป้องกันมิให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงาน และให้นำเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไปกำจัดหรือบำบัดให้ถูกต้องตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 และให้จัดทำมาตรการควบคุมและป้องกันกลิ่นที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ทั้ง 3 ข้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ส่วนประเด็นเรื่องฝุ่นละออง และเสียงดังจากการประกอบกิจการของโรงงานดังกล่าว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจ วัด วิเคราะห์คุณภาพอากาศและระดับเสียงรบกวนต่อไป

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีบ่อน้ำกรดรุนแรงข้างบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าพบน้ำในบ่อเก็บกักมีสภาพเป็นกรดรุนแรง และอาจมีความเสี่ยงแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก พบว่าเป็นพื้นที่ของบริษัท อุตสาหกรรมสีเขียว น้ำใส จำกัด ประกอบกิจการทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบโรงงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พบว่าการประกอบกิจการก่อให้เกิดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต โดยใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเคมี (Chemical treatment) สภาพระบบบำบัดใช้งานได้ตามปกติไม่พบการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน แต่ภายในบริเวณโรงงานมีบ่อดินขนาดใหญ่ไว้สำหรับรองรับน้ำฝนหรือน้ำผิวดินที่เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงงาน สำนักงานจึงได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อดังกล่าว พบว่าคุณลักษณะน้ำในบ่อดินมีคุณลักษณะไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560

นายวราวุธ ระบุว่า ได้มีคำสั่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานจำนวน 2 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงานให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 และ2.ให้กำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงาน ให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 โดยให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัทฯ ขอยื่นขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานออกไปถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อดินและก่อสร้างแนวคอนกรีตเพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนไหลลงบ่อดิน ซึ่งสำนักงานฯ จะได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งตรวจสอบทุกข้อร้องเรียนของประชาชน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกำชับให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรมติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการตรวจวัดคุณภาพน้ำ อากาศ ฝุ่น และเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนยากต่อการแก้ไขและเยียวยา”นายวราวุธ ระบุ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประขาชนประสบปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงอุตสาหกรรม สามารถแจ้งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1564

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

บางจากฯ ลุยบริจาค!! สมทบ 3.6 ล้านบาท ช่วย 19 แห่ง ต่อเนื่องมอบผ่านคะแนนสะสม ยึดหลัก Greenovative ร่วมสร้างสังคม ครบ 20 ปีจับมือสมาชิกกรีนไมลส์

บางจากฯ และสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ร่วมบริจาคให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ที่ได้เดินทางเคียงข้างกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่

บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ รวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก และเป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมที่สมาชิกได้รับจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมารวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง

โดยสมาชิกได้ร่วมบริจาคคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย สัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บางจากฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้สมาชิกสามารถร่วมส่งต่อการให้ผ่านการบริจาคคะแนนสะสมแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์ “ตะกร้าบุญ” บนแอปบางจาก และเว็บไซต์ www.bcpgreenmiles.com ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกบริจาคเป็นรายครั้งได้ด้วย เป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี ระหว่างบางจากฯ กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์เพื่อร่วมแบ่งปันส่งต่อความสุขและสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นมากกว่าผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูง แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน

ปัจจุบันมีจำนวนองค์กรที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 19 องค์กร ได้แก่ 1.มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2.มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) 3.มูลนิธิรามาธิบดี 4.สภากาชาดไทย 5.มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 6.มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์ฯ 7.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8.มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 9.มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 10.มูลนิธิแพทย์ชนบท 11.มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ 12,มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) 13.มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 14.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี 15.มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 16.สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนมูลนิธิพระครูบาน้อย เขมปัญโญ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 17.มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี 18.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 19.มูลนิธิใบไม้ปันสุข

บางจากฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่จัดทำระบบสมาชิก เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานคุณภาพสูงที่สะอาดและดีต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมอบคะแนนสะสมทุกครั้งที่สมาชิกเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัทบางจาก แล้วนำคะแนนสะสมที่ได้รับมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไปในการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากหรือศูนย์บริการ FURiO Care และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ สิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มมูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ นอกจากการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ แล้วบริษัทฯ ยังได้จัดรายการสมนาคุณสุดพิเศษมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยมอบส่วนลด 120 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท ขึ้นไปและใช้คะแนน 500 คะแนน (ปกติ 500 คะแนน แลกได้ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์และสิทธิ์พิเศษต่างๆ ได้ที่ www.bcpgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak Line Official [Line: @Bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

EECO ลุย EECiti จัด Market Sounding รับความเห็นนักลงทุน มีไทย-ต่างชาติสนใจ PPP โครงสร้างพื้นฐาน วางแผนเปิดคัดเลือกเอกชนปี 2571 เป้าหมายเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ

EECO ชูธงโครงการ EECiti หลัง Market Sounding นักลงทุนไทย - ต่างชาติ
สนใจลงทุน PPP โครงสร้างพื้นฐานล้นหลาม
เตรียมสร้างความเชื่อมั่น ปูทางสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะแห่งอนาคตของไทย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า EECO ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีนักลงทุน ผู้ประกอบการชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย โดยได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการ EECiti และมีความสนใจในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ในโครงการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ EECO จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการจัดเวทีสัมมนาฯ ครั้งนี้ ไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการและจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อออกแบบโครงการ PPP ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และเตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี 2571 ต่อไป

“ EECO เชื่อมั่นว่า การออกแบบโครงการที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนจริง เวที Market Sounding ครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการ รูปแบบการร่วมลงทุน โครงสร้างการลงทุน สิทธิประโยชน์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้โครงการมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัด Market sounding จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อน EECiti ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตของประเทศไทย” ดร.จุฬา กล่าว

สำหรับภายในงานสัมมนาฯ ช่วงรับฟังความคิดเห็น (Hearing Session) EECO ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริหารโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งกิจกรรมสร้างเครือข่ายด้านการลงทุน (Investment Networking) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคตามการพัฒนาพื้นที่ธุรกิจที่สอดคล้องกับระยะเวลาพัฒนาโครงการ (Phasing) การชักจูงนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยเพื่อสร้างอุปสงค์ (Demand) เพื่อสอดคล้องรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การพิจารณารูปแบบการสนับสนุนทางการด้านการเงินและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับพื้นที่และชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ซึ่ง EECO จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการดำเนินงานโครงการ EECiti ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และสำหรับการจัดสัมมนา Market Sounding ครั้งถัดไป

EECO ชวนชิมช็อปไอคอนสยาม เรียนรู้ธุรกิจในงาน EEC Select Best ชิม ช็อป สินค้าและบริการคุณภาพจากอีอีซี รวมผู้ประกอบการ 25 ราย จังหวัดระยอง ชลบุรี กิจกรรม DIY และส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน

EECO พาผู้ประกอบการ EEC Select Best Service ปักหมุดไอคอนสยาม 1 – 2 ส.ค. นี้ ชวนชิม ช๊อป พักผ่อน สัมผัสเสน่ห์สินค้าและบริการคุณภาพจากพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 1 ส.ค. 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยนายวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Head of Retail Concept Store บริษัท ดิสคอฟเวอรี่

รีเทล จำกัด เข้าร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดย EECO ได้นำผู้ประกอบการคุณภาพที่ได้รับการการันตีจากโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ (EEC Select Best Service) ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมกว่า 25 ราย เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ ได้เลือกใช้ชิม ช็อปสินค้า หรือเข้าใช้บริการ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ร่วมงาน EEC at ICON SIAM ครั้งนี้ จะประกอบด้วย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ร้านอาหารคาเฟ่ชื่อดัง ที่พักและโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว สปาและ Wellness รวมทั้งจะมีกิจกรรม Workshop และ DIY ให้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เช่น การสอนทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล และกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟ และการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการอบรมให้ความรู้
เป็นต้น

รวมไปถึงความพิเศษภายในงานครั้งนี้ ห้ามพลาดกับ Experience Storie หากซื้อสินค้า หรือบริการภายในงานครบ 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

สำหรับงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) EECO จึงขอเชิญชวนให้ท่านที่สนใจร่วมงานครั้งนี้ เพื่อได้รับสินค้าและบริการดี มีคุณภาพ จากพื้นที่

อีอีซี และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีอีซีอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top