Saturday, 13 July 2024
NEWS

'นักธุรกิจฟาร์มปลาสวยงาม' เปิดข้อมูลตอกหน้าแก๊งล้มเจ้า  หลังกุเรื่องนำเข้า 'ปลาหมอคางดำ' เพื่อพัฒนาพันธุ์ปลานิล

(13 ก.ค.67) นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipat Bhandhumachinda ว่า เมื่อเช้าอ่านเจอโพสต์หนึ่งที่กล่าวในทำนองว่า ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่นำเข้ามาเพื่อพัฒนาปลานิลจิตรลดา โดยมีการระบุด้วยว่าเป็นปลานิลจิตรลดารุ่นที่สาม เนื่องจากในรายงานนั้น ปลานิลจิตรลดารุ่นที่สาม มีการพัฒนาจากสายพันธุ์หลายชนิดรวมทั้งปลานิลจากประเทศกานา

ก็เลยอยากจะเรียนให้ทราบว่า ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดารุ่นที่สามนั้น เป็นผลผลิตของการนำปลาที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลเพื่อการบริโภค ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยที่ทำการทดลองกันที่ หน่วยงานวิจัย ICLARM ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยการผสมชนิดปลานิลหลายๆสายพันธุ์(รวมทั้งสายพันธุ์จิตรลดารุ่นก่อนๆ)จนได้ลูกที่เรียกกันว่า GIFT (Genetic Improvement of Farmed Tilapia) รุ่นที่ ๕

และได้นำลูกปลาสายพันธุ์ผสมในรูปแบบสายพันธุ์ที่พัฒนามาแล้วรุ่นนี้จากหน่วยงานการวิจัยดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พศ. ๒๕๓๘ และก็มีการวิจัยพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถนำออกมาจำหน่ายจ่ายแจกให้กับเกษตรกรในชื่อรุ่น ‘นิลจิตรลดารุ่นที่ ๓’ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากการนำปลาชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นชนิดแท้ (ในกรณีนี้คือปลาหมอคางดำ) เข้ามาในประเทศแล้วหลุดรอดออกไปจนเกิดปัญหาการรุกรานดังที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้นะครับ

จึงขอเรียนนำเสนอข้อเท็จจริงให้ทราบ เผื่อใครจะคิดว่าต้นเหตุปัญหาเกิดจากโครงการปลานิลจิตรลดาครับ

โดยมีผู้เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า "นำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อปรับปรุงพันธุ์ปลานิล" ฟังดูมันต้องเอ๊ะหรือเปล่า ปลานิลกับปลาหมอ ชื่อมันไม่คล้ายกัน มันคนละสายพันธุ์กันไหมนะ

ปลานิล ชื่อวิทยาศาสตร์ Oreochromis niloticus (Linn.)

ปลาหมอสีคางดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Sorotheodon Melanotheron

คนละ genus กัน ผสมข้ามกันไม่ได้นะครับ ถ้า genus เดียวกัน แต่ต่าง species ผสมกันได้ลูก แต่ลูกเป็นหมัน ถ้า species เดียวกัน แต่ต่าง subspecies ผสมกันได้ ได้ลูกผสมครับ การปรับปรุงพันธุ์จะใช้วิธีนี้ ความรู้ชีวะวิทยา ม.ปลาย (ซึ่งเดี๋ยวนี้เห็นบาง รร.สอนเรื่องนี้ในระดับประถม!!!) ใครเชื่อเรื่องนี้ เรียกควายยังสงสารควายเลยครับ 

นายนิธิพัฒน์ ตอบกลับว่า ‘คนเราถ้ามุ่งแต่จะหาเรื่องกันแล้ว ก็สามารถจับแพะชนแกะได้สม่ำเสมอแหละครับ’

มีรายงานเพิ่มเติมว่า หนึ่งในผู้ที่โพสต์ข้อมูลบิดเบือนเรื่องปลาหมอคางดำเพื่อหวังใส่ร้ายโจมตีสถาบันก็คือ นายนิธิวัต วรรณศิริ ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ซึ่งหลบหนี้อยู่ในประเทศฝรั่งเศส เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘จอมไฟเย็น ปฏิกษัตริย์นิยม’ ได้โพสต์ข้อความว่า ‘ปลานิลคางดำ ถูกนำเข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จนได้สายพันธุ์นิลจิตรลดา 3’

‘หนุ่มใหญ่ สุราษฎร์’ บุกยิง!! พนักงานการไฟฟ้าฯ ตำรวจปิดล้อมนานกว่า 3 ชม. ก่อนควบคุมตัวได้ 

เมื่อวานนี้ (12 ก.ค.67) นายสมชาย เพชรถาวร อายุ 50 ปี ชาวบ้านห้วยทรายขาว หมู่ที่ 6 ต.สาคู อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ได้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปที่สำนักงานการไฟฟ้าอำเภอพระแสง พร้อมอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด และปืนสั้นอีก 1 กระบอก เมื่อไปถึงนายสมชาย จอดรถและไม่พูดจา ยกปืนลูกซองยาวยิงใส่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่ยืนอยู่หน้าสำนักงาน ประมาณ 2- 3 นัด โชคดีกระสุนไม่ถูกใคร แต่พนักงานไฟฟ้า 4-5 คนต่างตกใจวิ่งหนีตายกันอลหม่าน กระสุนปืนถูกที่ตัวอาคารได้รับความเสียหาย จากนั้นนายสมชาย ได้เดินไปที่รถกระบะของการไฟฟ้า พร้อมกับใช้ท้ายปืนตีกระจกรถจนแตกกระจาย ก่อนเดินไปทุบกระจกที่ประตูเข้าสำนักงานและกระจกด้านหน้าอาคารจนกระจกแตกกระจาย 

หลังจากระบายอารมณ์ด้วยความโกรธแค้นแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปและขับตรงไปห้างซุปเปอร์ชิปที่อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไฟฟ้าไม่มากนัก จากนั้นถือปืนเดินเข้าไปในห้าง ชาวบ้านและพนักงานต่างต้องวิ่งหนีออกจากห้างกันอลหม่าน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นสถานที่ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นมา พร้อมกันทุกคนออกจากห้าง ปล่อยนายสมชาย อยู่ภายในห้างคนเดียว โดยทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการกดดันหรือเข้าเจรจาแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุนายสมชาย ก่อเหตุในครั้งชาวบ้านบอกว่า วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าได้ไปตัดไฟฟ้าและยกหม้อไฟฟ้า นายสมชายกลับมาบ้านพบว่าถูกตัดไฟฟ้าจึงมีอารมณ์โกรธจัด จึงเอาปืนไปก่อเหตุดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันเดียวกัน นายสมชาย ได้เดินออกจากห้างมาที่ลานจอดรถ โดยเอาปืนลูกซองสะพายไหล่ พร้อมกับขับรถจักรยานยนต์ออกจากลานจอดรถ จังหวะนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มตัวอยู่ได้วิ่งกรูกันเข้าชาร์จจับกุมตัวนายสมชาย ได้โดยละม่อม พร้อมกับอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด อาวุธปืนสั้นขนาด .357 และเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้น ยังพบว่านายสมชายพกมีดพกด้ามงาช้างมาอีก 1 เล่ม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปควบคุมตัวที่ สภ.พระแสง เพื่อให้สงบสติอารมณ์ก่อนแล้วจะทำสอบปากคำดำเนินคดีต่อไป ท่ามกลางประชาชนที่เฝ้าดูสถานการณ์จำนวนมาก

สมุทรปราการ-ครอบครัว “พาณิชย์พิศาล” บริจาคทุนทรัพย์กว่า 2 ล้านบาท บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญหลังชำรุดทรุดโทรมมานาน

เมื่อวันที่13 กรกฎาคม 2567 ภายในศาลาการเปรียญ ณ วัดมหาวงษ์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีพิธีฉลองศาลาการเปรียญ โดยทางครอบครัวพาณิชย์พิศาล นำโดย นายอัครนันท์ พาณิชย์พิศาล นำครอบครัวพาณิชย์พิศาล โดยมี นางธัญยธรณ์ นางสาวปิยนุช และผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเกศริน พาณิชย์พิศาล ครอบครัวเศรษฐีผู้ใจบุญ ที่ได้บริจาคทุนทรัพย์เป็นจำนวนเงินกว่า 2 ล้านบาท

นำไปบูรณะศาลาการเปรียญหลังเดิมที่ทรุดโทรมมานานและไม่สามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ เนื่องจากหลังคามีรอยแตกร้าวเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดน้ำรั่วซึมและศาลาหลังดังกล่าวมีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไม่สามารถใช้ประกอบพิธีทางศาสนาได้ อีกทั้ง ทางวัดมหาวงษ์ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการบูรณะ กระทั่งทางครอบครัวพาณิชย์พิศาลได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ส่วนตัวในการซ่อมแซมศาลาการเปรียญให้กลับมาใช้งานได้ดั่งเดิม

โดยในวันนี้ทางคณะสงฆ์วัดมหาวงษ์ตลอดจนพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ ร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาและร่วมฉลองศาลาการเปรียญหลังดังกล่าว ซึ่งบริเวณด้านหน้าศาลาจะมีป้ายเขียนว่า ศาลาการเปรียญบูรณะโดย คุณอัครนันท์-คุณธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาลและครอบครัว

ทางด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า เนื่องจากหลังคาศาลาการเปรียญ ที่บริเวณ ชั้น 2 เกิดชำรุดกระเบื้องมีรอยแตกร้าว รั่วมานานหลายปี ประกอบกับภายในก็ทรุดโทรมไม่เคยได้รับการบูรณะ ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งจะส่งผลเสียและทรุดโทรมลงไปทุกวัน จึงได้ปรึกษากับทางครอบครัวโดยร่วมใจกันบูรณะ โดยให้ช่างรื้อหลังคาและฝ้าออกมา พบว่าถูกปลวกกินจนเสียหายเป็นจำนวนมากจึงได้ทำการปรับปรุงทำหลังคาใหม่และรีโนเวทภายในให้มีความสวยงาม ทาสีใหม่ ประดับไฟภายในใหม่ อีกทั้งปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รวมทั้งห้องน้ำด้านบนโดยใช้เงินในการบูรณะทั้งหมดกว่า 2 ล้านบาท โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2566 เป็นเวลา 210 วัน วันนี้จึงได้ทำพิธีฉลองศาลาและทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

ด้านนางธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล กล่าวว่า เข้าพรรษานี้พระภิกษุสงฆ์ก็สามารถใช้ศาลาการเปรียญ ชั้น 2 ในการประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ประชาชนผู้ที่จะมาถือศีลก็สามารถมานอนค้างที่วัดได้สะดวกสบาย เพราะก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้บูรณะหลังคารั่ว มีน้ำไหลนอง จนไหลมาถึงชั้นล่าง ทำให้ไม่สามารถใช้ศาลานี้ประกอบพิธีทางสงฆ์ได้ วันนี้จึงถือว่าได้ฤกษ์งามยามดี และมีประชาชนมาร่วมพิธีฉลองศาลา ร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระกันเป็นจำนวนมาก ได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพราะทั้งพระภิกษุสงฆ์สามารถใช้ศาลาประกอบพิธีทางสงฆ์ได้และประชาชนก็ใช้ศาลามาในการทำบุญได้ตามปกติ

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘ปลอดประสพ’ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ มาตรฐาน ‘ปริญญาเอก’ แจง!! ทุกขั้นตอน ต้องทำวิทยานิพนธ์ที่ไม่ซ้ำกับใครในโลก

(13 ก.ค.67) ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า ใบปริญญาโทและเอกของจริงครับ

เช้าดูรายการคุณสรยุทธ ตกเย็นฟังคำอธิบายจากอาจารย์ฝ่ายรับรอง ฟังแล้วเหมือนดูละครตลก ด้วยเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอว. มาก่อนและเมื่อวานนี้ผู้ช่วยปลัดฯก็ได้แถลงแล้วว่า ยังไม่เคยรับรองการเทียบวุฒิของ California University ประกอบกับผมจบปริญญาเอกจริงๆ จึงขอเล่ามาตรฐานปริญญาเอกของแคนาดาที่ผมเรียนและจบมาให้ฟัง

ขั้นต้นมหาวิทยาลัยจะต้องรับเป็นนักศึกษาปริญญาเอกเสียก่อน จากนั้นก็จะเรียน Coursework ใช้เวลาประมาณ 2-3ปี เมื่อจบ Coursework แล้วก็จะต้องสอบ Comprehensive ซึ่งจะมีทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วจึงมีสถานะPh.D Candidate มีสิทธิ์ทำวิทยานิพนธ์ เรื่องที่ทำต้องไม่ซ้ำกับใครในโลก โดยทั่วไปในสายวิทยาศาสตร์มักจะใช้เวลาอีก 2-3 ปี

เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาจะตรวจสอบแก้ไข และส่งร่างฯนี้ไปยังอาจารย์มหาวิทยาลัยอื่น (External Examinor ) ตรวจเพื่อให้คุณภาพอยู่ในมาตรฐานระดับสูง (Higher Education) จากนั้นสอบปากเปล่าเพื่อ Defense

สิ่งที่ท่านได้มาดูมันง่ายและรวดเร็วเหลือเกิน ส่วนจะจริงเท็จอย่างไรคงต้องมีการสอบสวนกันอย่างจริงจัง ขณะนี้ท่านเป็นบุคคลสาธารณะ ท่านต้องอดทน ต้องยอมรับการตรวจสอบ เพราะหน้าที่สว.จะต้องไปตรวจสอบคนอื่น ไม่ใช่มาขู่ฟ้องร้องคนอื่นเขา ถ้ารับการตรวจสอบไม่ได้ ก็ไม่ควรอยู่เป็นสว.หรอกครับ

POLITICS

‘สรรเพชญ’ ถาม ‘รัฐบาล’ ผู้กล้าหาญปราบยางเถื่อนหายไปไหน?? เหตุใดราคายางลดฮวบ ลั่น!! ถนัดเคลมผลงานไปเรื่อย โกหกปชช.

(13 ก.ค.67) นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นกรณีสถานการณ์ราคายางพาราในประเทศที่ลดฮวบ ซึ่งในพื้นที่ท้องถิ่นมีการรับซื้อจริงเหลือประมาณ 57 บาท/กิโลกรัมและน้ำยางลดเหลือ 61 บาท/กิโลกรัม จากเดิมที่ควรจะถึงระดับ 100 บาท/กิโลกรัม โดยในเรื่องนี้นายสรรเพชญกล่าวว่า หากย้อนกลับไปช่วงที่มีการอภิปรายในรัฐสภา ท่านอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย และท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องราคายางไว้ด้วยความเป็นห่วงว่าราคายางจะลดลง เพราะในขณะนั้นราคายางที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากเป็นไปตามกลไกของตลาดเพราะอยู่ในช่วงฤดูยางพาราผลัดเปลี่ยนใบ ซึ่งชาวสวนยางจะไม่กรีดยาง น้ำยางพาราจึงมีน้อยราคาจึงสูงขึ้น ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง 

แต่รัฐบาลโดยท่านนายกเศรษฐา และท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ ร้อยเอกธรรมนัส ก็ต่างพูดกันอย่างเสียงแข็งว่าเป็นเพราะผลงานของรัฐบาลที่เดินหน้าปราบยางเถื่อนทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 10 ปี เมื่อมาพิจารณาราคายาง ณ ปัจจุบัน เหตุใดราคายางจึงลดลงเป็นอย่างมากหรือเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ทำงานจริงจังในเรื่องของการปราบยางเถื่อนแล้วราคาจึงลดฮวบลงแล้วส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวสวนยางเช่นนี้ นายสรรเพชญจึงได้ขอให้รัฐบาลเร่งทำงานให้สมกับที่ได้คุยโวไว้ในสภาว่ารัฐบาลนี้ทำผลงานเรื่องราคายางไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะหากรัฐบาลนิ่งเฉยหรือไม่ทำอะไร ตนเป็นกังวลว่าจะเป็นการเคลมผลงานโกหกประชาชนไปวัน ๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ นายสรรเพชญ ยังขอให้รัฐบาลได้ฟังเสียงของสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยที่ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติเพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือชาวสวนยางต่อไป

‘อัครเดช’ หารือในสภาฯ เดินหน้า แก้ปัญหาให้ชาวบ้านโป่ง สร้างที่จอดรถ-ติดไฟส่องสว่าง-ซ่อมถนน บรรเทาความเดือดร้อน ปชช.

เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์ที่ผ่านมานายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ วอน!! กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารจอดรถ รองรับผู้มาใช้บริการ รพ.บ้านโป่ง 

ในขณะเดียวกัน ก็ยังได้ขอให้ กระทรวงมหาดไทย ติดตั้งไฟส่องสว่าง ถ.เลียบคลองชลประทาน หลังพบว่า มีไฟเพียงฝั่งขวาฝั่งเดียว พร้อมขอกรมป่าไม้ เร่งอนุญาตให้ อบจ.ราชบุรี เข้าซ่อมถนน บรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้าน

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนชาวบ้านโป่ง ได้ฝากปัญหาความเดือดร้อน 3 เรื่อง เพื่อประสานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาดําเนินการแก้ไขต่อไป เรื่องแรก เป็นปัญหาที่จอดรถของโรงพยาบาลโป่ง ซึ่งมีไม่เพียงพอในการรองรับประชาชนที่มาใช้บริการ 

ขณะเดียวกัน อาคารนิราพาธพิธาน โรงพยาบาลบ้านโป่ง อาคาร 9 ชั้น ซึ่งตนได้ผลักดันและได้เป็นกรรมาธิการงบประมาณในการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อครั้งเป็น สส.สมัยที่แล้ว และอาคารดังกล่าวกําลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ แน่นอนว่า เมื่ออาคารนี้สร้างเสร็จ จะมีพี่น้องประชาชนเดินทางมาใช้บริการกันเป็นจํานวนมาก และปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมานั่นก็คือ ปัญหาเรื่องที่จอดรถ เพราะในปัจจุบันที่จอดรถของโรงพยาบาลบ้านโป่งนั้นก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว 

ดังนั้น จึงอยากจะขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาสร้างอาคารจอดรถขนาด 300 คันให้กับโรงพยาบาลโป่งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนที่มารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโป่งด้วย 

สำหรับเรื่องที่สอง ได้รับการร้องเรียนจากทางพี่น้องประชาชน ตําบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง ว่า ถนนเส้นเลียบคลองชลประทานคลอง 1 ขวา 5 ซ้าย ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตําบลท่าผา ซึ่งเป็นถนนเลียบคลองฝั่งขวาเข้าหมู่บ้านหลักหก ปัจจุบันนี้มีไฟส่องสว่างดี แต่ทว่าฝั่งซ้ายกลับยังไม่มีไฟส่องสว่าง ซึ่งเป็นถนนที่เข้าหมู่บ้านโพธิ์ทองในพื้นที่หมู่ที่ 12 และหมู่ 9 ของตําบลท่าผา จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาดําเนินการติดไฟส่องสว่างให้พี่น้องประชาชนด้วย

ขณะที่ เรื่องที่ 3 ปัจจุบันสะพานบ้านโป่ง ซึ่งเป็นสะพานหลักในการข้ามแม่น้ำแม่กลอง เชื่อมระหว่างบ้านโป่งฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออก ขณะนี้ อยู่ระหว่างการปิดใช้งาน เพื่อก่อสร้างสะพาน และขยายถนน จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร เพื่อรองรับถนน 4 เลน ที่กําลังก่อสร้างจาก ต.หนองปลาหมอ ไป ต.เบิกไพร ซึ่งขณะนี้พี่น้องประชาชนต้องใช้สะพานวัดโกสินารายณ์ เชื่อมกับสะพานวัดลาดบัวขาว ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันถนนที่เชื่อมจากสะพานนี้ไปถึง หมู่ที่ 11 บ้านโป่งลาน ต.เบิกไพร มีสภาพชำรุดเสียหายอย่างมาก จึงขอให้กรมป่าไม้ เร่งพิจารณาอนุญาตให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ได้เข้าไปเร่งปรับปรุงพื้นผิวการจราจร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนต่อไป

‘โบว์ ณัฎฐา’ เผย ‘ก้าวไกล’ คุมสื่อไว้ได้ทั้งหมดแล้ว ชี้นำ!! ได้ทุกประเด็น สามารถนำเสนอข่าวปั่นกระแสได้

(13 ก.ค.67) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการที่พรรคก้าวไกล เข้ามาครอบงำ การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยได้ระบุว่า ...

80% ของสื่อมวลชน กระแสหลักทั้งหมด เป็นแนวร่วมของพรรคก้าวไกลไปแล้ว เราดูจากอะไรเราดูจากการนำเสนอในแต่ละประเด็น สื่อเหล่านั้นพร้อมใจนำเสนอไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่แคร์ที่มันจะซ้ำกัน ไม่ได้รู้สึกกระดากในการที่จะนำเสนอข้อมูล

ดูจากการนำเสนอข่าวสว. การเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นการเลือกในการนำเสนอข่าว ที่เอนเอียงไปในค่ายนี้ สัมภาษณ์ นำเสนอข่าว วนเวียนไปแค่ไม่กี่คน ไปในทิศทางเดียวกัน

หลังการเลือกตั้งสว. มีคนมาพูดถึงปัญหาต่างๆ ก็เป็นคนที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน

สมัยก่อนเรามีรายการดีเบตคนสองคนคนสองข้างมาดีเบตกัน แล้วให้คนฟังได้ฟังความเห็นของทั้งสองฝ่าย เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าเชิญ 2 คนแต่ไป 2 คนที่เชียร์ในพรรคเดียวกัน

แล้วถ้ามันยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เท่ากับว่า ถ้าเขาอยากจะชี้นำสังคมไปในทิศทางไหนซึ่งมันอาจจะไม่เป็นเรื่องจริง สังคมก็จะได้รับฟังข้อมูลด้านเดียว

ทั้งนั้นไม่น่าแปลกใจ ถ้าก้าวไกลจะไม่ได้ทำอะไรใหม่ แต่คะแนนนิยมพุ่งขึ้นสูงได้ก็เพราะเขาคุมสื่อ คุมทิศทางของสื่อได้จริงๆ โบว์ ณัฎฐากล่าวทิ้งท้าย

TRENDING
ECONBIZ

'ธุรกิจจีน' โชว์!! เจาะฐานล่างปิรามิดไทย ใครบอกทำราคาถูกไม่ได้ จีนทำให้ดู สะท้อนอีกมุม!! แรงกระตุ้น Demand ไทยหนใหม่ อาจเกิดได้ใต้ลมหนุนจากทุนจีน

(13 ก.ค.67) 'โค้ชเป๊ก' ปุณยวีร์ จันทรขจร วิทยากรด้านการลงทุนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Punyawe Chantarakajorn' ระบุว่า...

กระบวนท่าหมัดมวยจีนรอบนี้น่าสนใจมาก 

** ใครบอกทำราคาถูกไม่ได้ จีนทำให้ดู **
- ผู้ประกอบการไทยบอกลดราคาไม่ได้เเล้ว ธุรกิจจะไม่รอดเเล้ว แต่จีนทำให้ดูเลย --- Cost of Goods Sold สูงเหรอ เดี๋ยวไปกว้านซื้อวัตถุดิบมาให้  --- SG&A สูงเหรอเดี๋ยวเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จ้างแรงงานราคาถูกเข้ามาเเทนคนไทยค่าตัวเเพงแถมงานไม่ค่อยเดิน --- ภาษีสูงเหรอ ไม่เป็นไรมีช่องทางกฎหมายให้เล่นได้ 

>>> ทุกบรรทัดที่เป็นต้นทุนจ่ายในการงบ P&L จีนจัดการได้หมด เพราะผู้ประกอบการเค้าไม่ได้มาเดี่ยวๆ ทื่อๆ แต่เค้ามาเป็นองคพายพ มาลุยทั้ง Eco-System 

** ดูด Supply เเล้วค่อยปั่นราคาเก็บกำไรทีหลัง ** 
- มันคือการเล่นกับ Demand-Supply เหมือนเกมที่เล่นกับล้งทุเรียน เริ่มการไปกว้านซื้อล้งเพื่อดูด Supply ให้มากที่สุดเเล้วลดราคาให้ต่ำกว่าตลาดก่อน ผู้ประกอบการเจ้าไหนทนไม่ได้ก็ขายล้งออกมา นายทุนก็รับซื้อเหมือนได้ Distress Asset 

>>> จากนั้นค่อยดึงเอาทรัพยากร ดึง Know-how ดึง Eco-System มาให้หมด เพราะวันไหนที่คุม Supply ได้เเล้ว Pricing Power จะกลับมาอยู่ในมือเอง มันคล้ายๆกับเกมหุ้นที่เจ้ามือทุบหุ้นเพื่อรวบ Float ก่อน เเล้วพอได้จำนวนครบเมื่อไหร่ ราคาเป้าหมายจบตามที่คุยกันไว้ที่สนามกอล์ฟ

 ** ผู้บริโภคชนะ (แต่อาจในระยะสั้น) **
- เอาแบบมองโลกในเเง่ร้ายหน่อย เมื่อสินค้าเเละบริการราคาถูกทั้งตลาด คนที่ชนะในช่วงแรกคือผู้บริโภค ลองนึกถึงอุตสาหกรรม Food Delivery ที่เน้นดึง User จนกว่าจะตายกันไปข้าง ! คนสั่งรู้สึกโชคดีได้กินชานมไข่มุกมาส่งถึงออฟฟิศถูกกว่าเดินไปซื้อหน้าร้านเองด้วยซ้ำ  

>>> But If you're not paying for the product, you are the product เพราะในระยะยาวเมื่อเราคุ้นชินกับแพลตฟอร์มนั้นติดจนเป็นนิสัยเเล้ว อำนาจการ "คุมตลาด" กลับไปที่แพลตฟอร์มทันที 

โจทย์ใหญ่ในระยะยาวคือ การที่ Business Landscape แต่ละอุตสาหกรรมของไทยจะโดนทุนจีนเข้ามาทดเเทนได้เรื่อยๆ เราไปกันไงต่อแบบนี้ เพราะผู้บริโภคไม่ช่วยนะ ฉันประหยัดเงินของฉัน ใครจะทำไม ! (และก็ไม่ใช่เรื่องผิดของเค้าเช่นกัน) 

** Price-Distortion กดให้ถูกได้ ก็ดึงให้แพงได้ **
- ราคาบ้านหรูชานเมืองตอนนี้ แทบจะเริ่มกันที่ 39 ล้านบาทต่อหลัง คนนั่งบีทีเอสไปทำงานในเมืองเกาหัวทุกวันแล้วคิดในใจว่า นี่กูต้องทำมาหากินอะไรวะ !!? ถึงจะซื้อบ้านหลังละหลายสิบล้านได้ (ว่าแล้วก็เฝแวะซื้อ MIXUE ก่อนเข้าออฟฟิศซะหน่อย ) /// แต่เศรษฐีจีนบอกสบายเทียบกับฮ่องกงแล้วถูกกว่าเยอะมาซื้อในไทยดีกว่า ส่งลูกมาเรียนอินเตอร์ได้ด้วย 

แถมเข้าทาง Developer ที่ไม่อยากขายคนไทยเท่าไหร่ มาร์จิ้นสู้ขายต่างชาติไม่ได้ กลายเป็นราคาบ้านดันพุ่งขึ้นจาก Demand ต่างชาติซะงั้น ราคามันก็เพี้ยนสิครับ ก็เลยไม่เเปลกว่าทำไม Home price to Income Ratio บ้านเรามันสูงนัก หรือมันเป็นสัญญาณบอกแล้วว่าชนชั้นกลางส่วนใหญ่เริ่มไม่มีปัญญาซื้อบ้านในตัวเมืองเเละชานเมืองเเล้วเรียบร้อย 

** เทรนด์ที่เลี่ยงได้ยาก ** 
- ยุทธศาสตร์ของจีนประกาศชัดอยู่เเล้วครับว่าจะโตด้วยการส่งออก เพราะ Demand ในประเทศมันวิกฤต !! วัยรุ่นตกงานเยอะแยะ สินทรัพย์คนมีเงินขึ้นมาหน่อยก็อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมีปัญหาอยู่ 

เพราะฉะนั้นไอ้เรื่อง Over-Capacity ในประเทศมันต้องแก้ด้วยการส่งไปนอกประเทศ เพื่อให้โลกทั้งใบช่วย Absorb สิ่งที่จีนผลิตได้ ซึ่งถ้าเอาตามตำรานะ จีนคือ Deflation Exporter ไปเเล้ว 

** ชนกับทั้งโลก ** 
- จีนส่ง TEMU แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ์ (บริษัทลูก PDD) ไปชนกับ AMAZON จีนส่ง SHEIN ไปชนกับแพลตฟอร์มขายเสื้อผ้าออนไลน์ทั้งโลก --- เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่รายย่อยครับ แต่จีนชนหมดไม่สนลูกใคร เพราะมันคือ Low Price Strategy มันคือกลยุทธ์ Affordability ที่จีนถนัดอยู่เเล้ว

** Agenda ระดับประเทศ ** 
- สมมติมองแค่ในอาเซียน เวียดนามปรับกลยุทธ์มาเป็นมิตรกับจีนในแบบนึง อินโดนีเซียก็เปิดหน้าชนกับจีนในเเบบนึง บ้านเราเองก็ต้องมีกลยุทธ์เเละกฎเกณฑ์ให้มันชัดๆ แบบนึง ส่วนประเทศลาวไปทำอีท่าไหนไม่รู้ ตอนนี้หนี้สาธารณะของประเทศถึง 3 ใน 4 มีจีนเป็นเจ้าหนี้ไปแล้วเรียบร้อย --- ไอ้การมายึดภาคธุรกิจนี่ว่าน่ากลัวแล้วนะ เจอ Debt Slave เเบบลาวเข้าไปนี่หนักเลย !! 

เเละถ้ามองเเบบไม่ Bias เกินไปนัก ...

ประเทศที่ขนเงินมาลงทุนในไทยสามประเทศหลักๆคือ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ และจีน ---- และในวันที่ Demand ในประเทศมัน Crash ไปแล้วจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง มันเลยเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยเราต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างชาติด้วยการผ่อนปรนกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างในทั้งสัดส่วนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ จนมาถึงการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ทางธุรกิจที่มันชัดเจน 

และมองในมุมผู้บริโภคมันคือ ราคาที่คนในฐานล่างของปิรามิดที่ถูกละเลยมานาน สามารถเข้าถึงได้ และถ้ามองแบบภาพสวยๆ มันคือ การลดความเหลื่อมล้ำของชนชั้นแรงงานที่ปัจจุบันค่าแรงวันนึงกินข้าวในห้างได้มื้อเดียว (ผมเห็น Articles นี้เเวบๆ เมื่อวานเเละเห็นด้วยอย่างมาก)

เราอาจต้องยอมรับแล้วครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็น 'สัญญาณ' ให้เตรียมตัว ให้ปรับตัว เพราะจากนี้ไปการมีความได้เปรียบเป็น Economy of Scale อาจเป็น MOAT ในการทำธุรกิจที่เปราะบางที่สุดเพราะนักธุรกิจจีน 'ทำดี' และ 'ทำถึง' ถูกใจผู้บริโภคมากๆ 

"จง-ไท่-อี้-เจีย-ชิน" 
จีน-ไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน 

สิบปีจากนี้เราจะเป็นพี่น้องกันเเบบไหน
น่าสนใจในการติดตามครับ

‘เศรษฐา’ ห่วง ‘เศรษฐกิจ’ ชี้!! ต้องใช้ ยาแรงกระตุ้น หวัง ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ กอบกู้การบริโภคช่วยพี่น้องปชช.

(13 ก.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟสบุ๊กว่า ...

การอุปโภคบริโภคในประเทศของคนไทย ถือว่าอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง ที่ผ่านมาเราโชคดีที่พยุงเศรษฐกิจส่วนนี้ไว้ด้วยการท่องเที่ยว คนไทยจำนวนมากกำลังอ่อนแรง การใช้จ่ายที่ลดลงทำให้โรงงาน ภาคการผลิต การจ้างงาน อ่อนลงตาม ซึ่งหากไม่กระตุ้นให้แรงพอ เศรษฐกิจก็จะฟื้นไม่ได้ 

กระเป๋าเงินดิจิทัลจะเป็นยาแรงที่มากอบกู้เศรษฐกิจในภาคการบริโภค เชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิต และอีกหลายๆ มาตรการที่ออกไป เช่น การลดราคาพลังงาน การพักหนี้ การขอให้ธนาคารช่วยลดดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ก็จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับทุกๆ ครัวเรือน และพี่น้องประชาชนทุกคน 

สุดท้ายจะทิ้งการท่องเที่ยวไม่ได้ เพราะยังเป็นตัวแบกเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบันและปีหน้านี้ จึงเป็นที่มาของการโปรโมทการท่องเที่ยว ดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

‘รัดเกล้า’ เผยมาตรการ อนุญาตให้ ‘เอกชน-เอกชน’ ซื้อขายไฟฟ้ากันได้ ชี้!! นโยบายนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนาระบบพลังงาน เพื่อคนไทยทุกคน 

(13 ก.ค.67) เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิป อธิบายถึง ‘Direct PPA’ โดยได้ระบุว่า ...

Direct PPA ย่อมาจาก Direct Power Purchase agreement 

ซึ่งก็คือ การอนุญาตให้เอกชนและเอกชนซื้อขายไฟฟ้ากันได้

รัฐบาลมีแนวคิดอยู่ 2 แนวทาง

ประการแรกก็คือการส่งเสริมการลงทุนจากทางภาคเอกชน โดยให้เอกชนมีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า โดยสามารถซื้อไฟฟ้าจากเอกชนด้วยกันได้

ประการที่ 2 ก็คือ ลดการผูกขาดค่าราคาไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ระยะยาวจะช่วยให้มีการแข่งขันกันเกิดขึ้น ซึ่งราคาค่าไฟฟ้าก็จะถูกลง และมีความเป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น

มาตรการนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูไปสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงพลังงานสะอาดอีกด้วย

อัพเดทล่าสุดจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้เห็นชอบ โครงการที่ดีมีประโยชน์ดีแล้ว ทั้งนี้ก็ได้ดำเนินการผ่านระบบวงการไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3 โดยโครงการนี้จะอนุญาตให้ บริษัทชั้นนำของโลก ที่รัฐบาลได้เชิญชวนไว้ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ซึ่งจากนี้เป็นต้นไปก็ต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบ แล้วจะทำค่าบริการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้

ทำเพื่อคนไทยทุกคน

LITE

13 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ครบรอบ 131 ปี วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 การคุกคามจากอำนาจตะวันตก รำลึกความหาญกล้าแห่งยุทธนาวีไทย ที่มิหวั่นแสนยานุภาพฝรั่งเศส

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (เอกสารภาษาอังกฤษเรียกว่า Franco-Siamese War หรือสงครามฝรั่งเศส-สยาม) เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศส ในสมัยสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 จากการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน)

ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือ โอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครหลวงพระบาง ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายฝรั่งเศสในดินแดนลาว โดยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของสยามที่ไม่สามารถดูแลหัวเมืองชายแดนได้ทั่วถึง การก่อกบฏในเวียดนามที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ การปราบฮ่อซึ่งแตกพ่ายจากเหตุการณ์กบฏไท่ผิงในจีน และการทวีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงปารีส

การรบที่ปากน้ำเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 โดยเกิดการต่อสู้บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร ต่างฝ่ายต่างได้รับความเสียหาย โดยฝรั่งเศสสามารถฝ่ากระสุนเข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้และยื่นคำขาดต่อไทย ดังนี้...

1. ไทยต้องเพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ ตั้งแต่ภาคเหนือของลาวไปจนถึงพรมแดนเขมร

2. ให้ไทยรื้อถอนด่านทั้งหมดบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้เสร็จภายใน 1 เดือน

3. ให้ไทยจัดการปัญหาทุ่งเชียงคำ เมืองคำพวน และความเสียหายที่เรือรบฝรั่งเศสและชาวฝรั่งเศสได้รับจากการปะทะกัน

4. ให้ไทยลงโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่รับผิดชอบในการยิงปืนที่ปากน้ำ

5. ให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวฝรั่งเศสเป็นเงิน 2 ล้านฟรังก์

ฝ่ายไทยจึงยอมรับทุกข้อยกเว้นข้อ 1 ทำให้ฝรั่งเศสไม่พอใจ จึงถอนคณะทูตออกจากประเทศไทย เรือรบจึงได้ไปยังเกาะสีชังและปฏิบัติการปิดอ่าวไทย จึงเป็นเหตุให้ไทยรับเงื่อนไขคำขาดโดยไม่ต่อรองใด ๆ เพื่อให้ฝรั่งเศสยุติการปิดอ่าว แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่รุนแรงขึ้นคือ เรียกร้องจะเข้ายึดครองแม่น้ำและท่าเรือจังหวัดจันทบุรีและไทยต้องไม่มีกำลังทหารอยู่ที่พระตะบอง เสียมราฐ และบริเวณรัศมี 25 กิโลเมตรบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ฝ่ายไทยจึงยอมรับเงื่อนไขที่เพิ่มเติมมาแต่โดยดี หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้ส่งผู้แทนรัฐบาลมาเจรจาขอทำสนธิสัญญาเพื่อยุติกรณีพิพาท ร.ศ. 112 ในร่างสัญญาดังกล่าวไทยมีข้อเสียเปรียบหลายประการ

ท้ายที่สุดวิกฤตการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436

วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คนไทยพึงเรียนรู้ เพื่อเตือนใจลูกหลานไทยตระหนักว่าครั้งหนึ่งผืนแผ่นดินไทยได้ประสบกับภัยสงคราม โดยนับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จวบจนต้นรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยต้องประสบกับภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นเวลาหลายสิบปี และแม้ว่าฝ่ายไทยจะด้อยแสนยานุภาพกว่าฝรั่งเศสด้วยประการทั้งปวง ทว่าจิตใจและความหาญกล้าของทหารไทยนั้นมิได้ย่นย่อเกรงกลัวข้าศึกแต่ประการใด 

สำหรับ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ครั้งนั้น ได้นำมาสู่สถานการณ์ที่ฝรั่งเศสเรียกร้องผลประโยชน์ และการครอบครองดินแดนไทยยืดเยื้ออยู่นานกว่า 10 ปี ไทยต้องยอมสูญเสียดินแดนเป็นจำนวน ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ และเอกราชไว้ (ยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส - สูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมา)

โดยในปัจจุบัน ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงวีรชนผู้ที่เสียสละชีพในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 และเป็นสถานที่สำหรับศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป้อมปืนเสือหมอบ พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง ลานจัดแสดงอาวุธกลางแจ้ง และ เส้นทางชมป่าชายเลนอันร่มรื่นและแวดล้อมด้วยสัตว์ประจำถิ่นนานาชนิด

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ 'พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ'

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มีพระนามเดิม หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร เป็นธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร พระองค์เป็นทั้งพระภาติยะและอดีตพระสุณิสาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์มีพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาฯ ถือเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ดำรงพระอิสริยยศเป็นพระวรชายา มีพระธิดาพระองค์เดียวคือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ภายหลังการหย่าในปี พ.ศ. 2534 พระองค์ยังมีสถานะเป็นเจ้านายและได้รับการเฉลิมพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติและทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

‘อาร์ม กรกันต์’ ขึ้นแท่นพิธีกรคนใหม่ MUT 2024 ท่ามกลางแฟนนางงามกรี๊ดสนั่น หลังมาแทน ‘พีเค’

(12 ก.ค.67) เปิดตัวแล้ว สำหรับพิธีกรคนใหม่ของ Miss Universe Thailand 2024 ที่หลายคนกำลังสงสัยว่าใครกันหนอ จะมาแทน ‘พีเค’ หลังพีเคเจอข่าวฉาว นอกใจ ‘โยเกิร์ต’ จนเป็นเหตุทำให้หย่าขาดกับภรรยา 

โดยล่าสุด เพจ Miss Universe Thailand ได้โพสต์ภาพ ‘อาร์ม กรกันต์’ พร้อมเขียนข้อความว่า "THE OFFICIAL MAIN HOST OF MISS UNIVERSE THAILAND 2024 IS 𝐀𝐑𝐌-KORNKAN SUTTHIKOSES." ท่ามกลางแฟนนางงามที่เข้ามาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อสมมงมาก 

สำหรับ Miss Universe Thailand 2024 คืนนี้ 12 ก.ค. 2567 จะมีการประกวดรอบ 𝐏𝐑𝐄𝐋𝐈𝐌𝐈𝐍𝐀𝐑𝐘 𝐂𝐎𝐌𝐏𝐄𝐓𝐈𝐓𝐈𝐎𝐍 และรอบ 𝐍𝐀𝐓𝐈𝐎𝐍𝐀𝐋 𝐂𝐎𝐒𝐓𝐔𝐌𝐄 𝐂𝐎𝐌𝐏𝐄𝐓𝐈𝐓𝐈𝐎𝐍 ณ MCC HALL ชั้น 4 The Mall Lifestore Bangkapi

PODCAST

‘พโยม โรจนวิภาต’ หรือ ‘พ.๒๗’ สายลับผู้ภักดีต่อ ‘ในหลวง ร.๗’ | THE STATES TIMES Story EP.149

หากใครได้ดู ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง '๒๔๗๕ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ' หรือ '2475 Dawn of Revolution' ก็จะได้รู้จักกับตัวละครที่ชื่อ 'ลุงดอน' ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในทางประวัติศาสตร์ และถือเป็นบุคคลสำคัญและใกล้ชิดในหลวง ร.๗ ด้วย 

วันนี้ THE STATES TIMES ได้หยิบยกเรื่องของ 'ลุงดอน' มาเล่าสู่กันฟัง จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้เลย

‘ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ’ เมื่อกฎหมายสูงสุดกลายเป็น ‘ของขลัง’ แห่งยุคสมัย | THE STATES TIMES Story EP.148

ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ' เกิดขึ้นโดยการรังสรรค์ของคณะราษฎร ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็น 'ของขลัง' มีพิธีกรรมประกอบเฉพาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรบูชา มีสถานะที่สูงส่งกว่ากษัตริย์ เพื่อรองรับฐานอำนาจของระบอบใหม่ ทำทุก ๆ อย่าง เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำอย่างเดียวคือ ทำให้ประชาชนได้รู้ว่ารัฐธรรมนูญคือ 'กฎหมาย'

จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้นำบ้านเมืองของเราเข้าสู่ยุค 'เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย' การยึดเอา 'รัฐธรรมนูญ' เป็นของขลัง ของสำคัญจึงค่อย ๆ มลายหายไป

‘พระพุทธรูป-พระบูชา’ ตัวแทนคำสอน จาก ‘พ่อหลวง ร.9’ | THE STATES TIMES Story EP.147

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปบูชา พร้อมพระพิมพ์ เพื่อบรรจุที่ฐานบัวหงายของพระพุทธรูป เพื่อมอบให้กับจังหวัดและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ข้าราชบริพาร ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ได้สร้างความดี ความชอบและสร้างคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง อย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางสถานการณ์ของสงครามเย็นที่มีแต่ความหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงของชาติ ในช่วงปี พ.ศ. 2508 - 2513

ทั้งนี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เข้ามาปั้นหุ่นพระพุทธรูปสำคัญและเป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปพิมพ์นี้ โดยพระองค์ทรงตรวจพระพุทธศิลป์ด้วยพระองค์เอง

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

ซักด่วน !!! ใช้ผ้าขนหนูเกิน 3 วัน เหมือนเช็ดตัวด้วยโถส้วม !!! | Y WORLD EP.75

Y WORLD ตอนนี้ แค่หัวข้อก็อึ้งกันแล้วค่ะ แค่ไม่ได้ซักผ้าขนหนู 3 วัน ก็สกปรกขนาดนี้เลยหรอ ? ส่งผลอย่างไรบ้าง และควรแก้ยังไง คลิปนี้มีคำตอบค่ะ 

‘Roman Charity’ ภาพวาดที่ไม่ได้ลามก แต่คือความกตัญญู | Y WORLD EP.74

Y WORLD ตอนนี้พาคุณไปชมภาพวาดหญิงสาวกำลังป้อน ‘นม’ ของตัวเองให้ชายชรา ที่บอกเลยว่า 'เห็นครั้งแรก ก็คิดดีไม่ได้จริงๆ' แต่แท้จริงแล้ว ภาพนี้ไม่ได้เป็นสื่อลามกอนาจาร แต่คือการแสดงความกตัญญู เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามชมกันได้เลยค่ะ

ปลิดชีพ "ชาย" ขู่ฆ่า "โจ ไบเดน" แม้ไม่มี112 | Y WORLD EP.73

Y WORLD ตอนนี้จะพาคุณไปฟังเรื่องราวการ "ปกป้องผู้นำ" ของตนขั้นสุดแบบสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่ FBI ปลิดชีพ 'ชาย’ ขู่ฆ่า 'โจ ไบเดน' แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่มีกฎหมายมาตรา 112 แบบประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากใครมาหมิ่นหรือคิดร้ายผู้นำในประเทศของเขา โดนดีทันที เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปรับชมกันเลย

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2567 : เจ้ากรรมนายเวร ให้อภัยแล้ว ยังบาปไหม?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘เจ้ากรรมนายเวร ให้อภัยแล้ว ยังบาปไหม?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

👍คำถาม: ถ้าเจ้ากรรมนายเวร ให้อภัยแล้ว เรายังต้องรับกรรมที่เคยกระทําต่อเขาอยู่หรือไม่?

✨พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ต้องถามก่อนว่า ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ที่ว่ามานั้นชื่ออะไร? ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แล้วเมื่อบอกว่าเขาอโหสิกรรมให้แล้ว ใครเป็นคนบอก? จะสมมติว่าเจ้ากรรมนายเวรบอกก็ไม่ได้ ในเรื่องบางเรื่องสมมติได้ แต่บางเรื่องสมมติไม่ได้ เรื่องเวรกรรมจึงเป็นเรื่องที่สมมติไม่ได้ 

ใครจะไปถามเจ้ากรรมนายเวร มีกี่คน? ชื่ออะไรบ้าง? อยู่ที่ไหน? รายละเอียดเยอะนะ ฉะนั้นต้องมีตรงกลางแล้วกัน หากทําความดีใด ๆ แล้วเราระลึกถึงท่านผู้มีเวร ก็ระบุได้ว่า “บุญกุศลที่ข้าพเจ้ามีในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอแผ่ถึงท่าน รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี เป็นมนุษย์ก็ดี เป็นสัตว์ก็ดี เป็นอทิสสมานกาย (สัตว์โลกผู้มีกายไม่ปรากฏ) ก็ดี เป็นโอปปาติกะ (ผู้เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ และโตเต็มตัวในทันใด ตามแต่อดีตกรรม ตายก็ไม่มีซากปรากฏ) ก็ดี เมื่อท่านรับทราบ ขอจงอนุโมทนาในบุญกุศลที่ข้าพเจ้าแผ่มานี้ เมื่อท่านรับแล้วขอได้โปรดยกโทษ หากโทษมี ขอให้อภัยหากให้อภัยกันได้” เป็นการใช้จิตใช้จิต แผ่พลังทางจิต

หลวงพ่อเคยเล่าเรื่องพระอรหันต์ครับนามว่า ‘อายุวัฒนกุมาร’ ซึ่งมีพราหมณ์บอกว่าเด็กคนนี้จะอายุไม่ยืน พระพุทธเจ้าจึงมอบพระสงฆ์ไปสวดพระปริตร ท่านก็มีชีวิตยืนยาวมานานถึง 120 ปี

ดังนั้น การสร้างความดีขึ้นมาใหม่ การสร้างกุศลขึ้นมาใหม่ ให้แรงกว่าบาปที่มีอยู่เดิม ก็สามารถที่จะบรรเทาเบาบางบาปนั้นให้ลดทอนลง หากมีผลอย่างแรงก็ลดเป็นปานกลาง หากมีผลอย่างปานกลางก็จะลดหายไป

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 : สวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีสติ ได้บุญไหม?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘สวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีสติ ได้บุญไหม?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

👍คำถาม: สวดมนต์ภาวนาทุกวัน แต่ไม่มีสติในการดำรงชีวิต จะได้บุญหรือไม่?

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ตรง ๆ ได้บุญอยู่แล้ว ไม่ใช่ได้บุญในขั้นตอนสวด แต่ได้บุญตั้งแต่คิดจะสวดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘เจตนาหํ กมฺมํ วทามิ’

เจตนาในที่นี้หมาย ความตั้งใจ ส่วนการตั้งใจมีอยู่ 3 ระยะ คือ ตั้งใจก่อนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่า ปุพพเจตนา ต่อมาคือเจตนาท่ามกลาง หรือเจตนาขณะกำลังทำ เรียกว่า มุญจนเจตนา และสุดท้าย เมื่อเจตนานั้น ๆ สำเร็จเสร็จไปแล้ว เรียกว่า อปรเจตนา 

ดังนั้นหากท่านสวดมนต์ ท่านก็ได้บุญแล้ว แล้วก่อนจะสวดท่านก็คิดว่าจะสวด และเมื่อสวดจบแล้วท่านก็มีความสุข ไม่มีตรงไหนที่ท่านจะไม่ได้บุญ

ส่วนที่บอกว่าไม่มีสติในการดำรงชีวิต ในมุมมองของศาสนาพุทธ ถ้าท่านรู้ตัวว่าไม่มีสติ นั่นแปลว่าท่านรู้นะ ท่านมีสตินะ ท่านเป็นคนดี ท่านยังรู้ตัวว่าท่านไม่มีสติ ผิดกับคนหลายคนที่เข้าใจว่าตนเองมีสติ แต่จริง ๆ แล้ว ไม่มีสติ 

ดังนั้นท่านที่บอกไม่มีสติในการดำรงชีวิต คือท่านรู้ตัวแล้ว โอกาสปฏิบัติธรรมก้าวหน้ามีเปอร์เซ็นต์สูงมาก

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2567 : ชีวิตของเรา...ถูกกำหนดไว้แล้วไหม?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘ชีวิตของเรา...ถูกกำหนดไว้แล้วไหม?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

✨คำถาม: หากมีหมอดูแม่นมาก ที่รู้อนาคตของเราว่าจะเป็นอย่างไร? แสดงว่าอนาคตถูกลิขิตไว้แล้วใช่หรือไม่?

💛พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ถ้าตามคําสอนทางพระพุทธศาสนา หากทําบุญมาก ๆ คนที่อายุสั้นอาจจะอายุยืนได้ มีตัวอย่างคือพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า ‘อายุวัฒนะกุมาร’ โดยอายุขัยจะต้องเสียชีวิตเมื่ออายุ 7 ปี แต่เพราะนิมนต์พระไปสวด 7 วัน 7 คืน ปรากฏว่าเด็กคนนี้รอดพ้นและอยู่มาได้จนอายุ 120 ปี แล้วที่ว่าหมอดูทํานายทายทักอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะหมอดูหรือโหราศาสตร์ ประมวลผลจากสถิติ แต่หากบุคคลนั้นไปสร้างกรรมดีมากหรือดวงดีแต่ไม่ทําดีเลย มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น (ไม่ตรงสถิติ) ก็อาจจะติดคุกติดตะรางได้

✨คำถาม: มองภาพง่าย ๆ คนเรามีกรรม มีบุญมาก่อนหน้านี้แล้ว?

💛พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): 
ต้องเข้าใจอีกนิดหนึ่งว่า ‘กรรม’ ไม่ใช่ทําร้าย ไม่ใช่คําชั่ว แต่แปลว่าการกระทํา บุญก็เป็นกรรมนะ แต่เป็นกุศลกรรม แต่ถ้ามั่นสร้างกรรมดีไปเรื่อย ๆ กรรมที่ไม่ดีก็จะตามไม่ทัน และพอนานวันเข้า ๆ ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม 

INFO & TOON

🔎ส่อง 5 อันดับ ‘มหาวิทยาลัยไทย’ เรียนจบไป ไม่ต้องกลัวตกงาน

‘QS World University Rankings’ เผย 5 อันดับมหาวิทยาลัยที่ได้คะแนนความยอมรับจากผู้จ้าง ที่มากที่สุดในประเทศไทย

โดยประเมินจาก...

- คุณภาพการสอน (Academic Reputation) ดูจากการประเมินของนักวิชาการทั่วโลกว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆ มีชื่อเสียงในด้านการสอนมากน้อยแค่ไหน

- งานวิจัย (Employer Reputation) ประเมินจากนายจ้างว่า นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยนั้นมีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานเพียงใด

- อัตราการจ้างงาน (Faculty/Student Ratio) เปรียบเทียบจำนวนอาจารย์กับจำนวนนักศึกษา เพื่อดูว่ามหาวิทยาลัยมีการให้ความสำคัญกับนักศึกษาอย่างไร

- จำนวนการอ้างอิงงานวิจัย (Citations per Faculty) วัดจากจำนวนการอ้างอิงงานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อดูความมีอิทธิพลทางวิชาการ 

- จำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Faculty and Students) ดูจำนวนอาจารย์และนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัย เพื่อดูความเป็นนานาชาติและการเปิดรับจากทั่วโลก

🔎ส่อง 20 ซุป ที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก

เว็บไซต์ TasteAtlas ศูนย์รวบรวมสูตรอาหารและรีวิวจากนักวิจารณ์อาหารทั่วโลก ได้รวบรวมเมนูซุปที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก 20 เมนู ซึ่งน่ายินดีอย่างยิ่งที่เมนู ‘ต้มข่าไก่’ ของไทย ติด 1 ใน 20 ด้วย

เมนู ‘ต้มข่าไก่’ เป็นอาหารประจำชาติของไทย ที่มาจากภาคเหนือ เป็นซุปที่ประกอบด้วยส่วนผสมสำคัญ อาทิ กะทิ ไก่ชิ้น ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริก ใบมะกรูด น้ำปลา และเห็ด โดยต้มข่าไก่จะเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย และรับประทานพร้อมกัน

สำหรับรสชาติของต้มข่าไก่ จะมีรสชาติเผ็ด และเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นหอมนำจากข่า ตามด้วยใบมะกรูด และตะไคร้ รสสัมผัสของน้ำซุปกะทิมีความละมุนเข้ากับเนื้อไก่และเห็ด ทำให้อาหารจานนี้มีความกลมกล่อมอย่างลงตัว 

นอกจากนี้ ต้มข่าไก่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสรรพคุณช่วยบรรเทาระบบทางเดินอาหารด้วย

📌ปักหมุด 6 บิ๊กอีเวนต์ ครึ่งหลังปี 2024 ถ้าไม่ไป ถือว่าพลาดอย่างแรง!!

เวลาผ่านพ้นไปไว เผลอแปปเดียวก็ก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2567 ซะแล้ว ช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะยุ่งกับการทำงานหรือธุระต่าง ๆ ในชีวิต จนไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวสักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ THE STATES TIMES ได้รวบรวมพิกัดท่องเที่ยวทั่วไทยจากเหนือจรดใต้มาไว้ให้แล้ว ขอบอกสั้น ๆ เลยว่า “ถ้าไม่ได้ไป ถือว่าพลาดอย่างแรง” ส่วนจะเป็นงานอะไร ที่ไหน จังหวัดใดบ้าง มาดูกัน!!

COLUMNIST

วังวน!! Trade War สงครามการค้าที่ไม่มีใครชนะ ศึกวัดพลังที่ลุกลามไปทั่วโลกจาก 2 บิ๊กมหาอำนาจ

'สงครามการค้า' เป็นความขัดแย้งหรือการต่อสู้กันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องการที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศของตัวเอง ตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า รวมไปถึงความต้องการที่จะกีดกันทางการค้า โดยการกีดกันนี้มักจะใช้มาตรการทางภาษี (Tariff), การจำกัดปริมาณการนำเข้า (Quota) เป็นเครื่องมือ ซึ่งถ้าในกรณีที่รุนแรงก็อาจจะนำไปสู่สงครามการลดการค้าระหว่างประเทศได้ค่ะ

ตัวอย่างของสงครามทางการค้าที่โด่งดังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ทั้งสองประเทศนับเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกทั้ง 2 ประเทศ โดยสงครามการค้าเกิดขึ้นมาในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2018 ค่ะ 

ตอนนั้นสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าถึง 6 แสนล้านเหรียญ โดยขาดดุลหลักๆ ให้กับประเทศจีนค่ะ ทรัมป์เลยต้องการที่จะลดการขาดดุลทางการค้ารวมถึงต้องการจำกัดการถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไปที่บริษัทจีน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่เขาเคยได้หาเสียงไว้ นั่นคือ 'Make America Great Again' แถมในตอนนั้นเองสหรัฐฯ ยังกังวลถึงนโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่อยากให้ประเทศจีนกลายเป็นฐานการผลิตโลกภายใต้นโยบาย 'Made in China 2025' และนโยบาย 'อี่ไต้อี่ลู่' หรือ 'One Belt, One Road' ที่เป็นนโยบายการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมที่จะเชื่อมโยงทวีปเอเชีย, ยุโรปและแอฟริกาเข้าด้วยกันค่ะ 

โดยสหรัฐฯ เริ่มต้นเก็บภาษีการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากจีน และจีนก็โต้กลับด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่าถึง 3 พันล้านดอลลาร์ และสหรัฐฯ ก็ตอบโต้กลับด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนกว่า 800 รายการเป็นมูลค่าสูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และจีนเองก็ต่างตอบโต้กันอย่างดุเดือดค่ะ

การตอบโต้ของทั้งสองประเทศดำเนินไปอย่างเข้มข้นและรุนแรง จนมาผ่อนคลายชั่วคราวในช่วงปี 2020 และพอเข้าปีที่ 2022 รูปแบบ Trade War ก็ได้เปลี่ยนไปจากเดิมคือ กลายเป็นสงครามการค้าที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวกลางหรือที่เราเรียกว่า Tech War แทน สงครามการค้า 

Tech War ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯ ห้ามส่งออกชิป Nvidia ไปยังจีน เพื่อให้จีนเข้าไม่ถึงชิปที่ทันสมัย และยังไม่รวมถึงการประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ โดยในรอบนี้จะมีการขึ้นภาษีทั้งในรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ด้วยค่ะ 

แต่นอนว่า สงครามการค้าที่รุนแรงและยื้อเยื้อนี้ ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก รวมทั้งลามไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นประเทศแถบยุโรปที่เริ่มหันมาเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จากจีน หลังจากที่พวกเขาเองก็ประสบปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ทำให้จีนเองต้องตอบโต้ด้วยการเริ่มตรวจสอบการทุ่มตลาดเนื้อหมูจาก EU กลับ

ส่วนในไทยเองแม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกอาจจะอ่อนแอลงไป แต่ไทยก็อาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องสงครามการค้าจากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และการส่งออกสินค้าไปทั้งสหรัฐฯ และจีนได้มากขึ้นในบางสินค้าอย่าง เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ ค่ะ 

‘อุดรธานี’ (ว่าที่) เมืองแห่งสองมรดกโลก หลัง ‘ภูพระบาท’ มีลุ้น!! ปลายกรกฎาคมนี้

แหล่งมรดกโลกเป็นสถานที่สำคัญและพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายโดยอนุสัญญาระหว่างประเทศที่บริหารงานโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ว่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ สถานที่เหล่านี้ได้รับการตัดสินว่ามี ‘มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติทั่วโลกที่ถือว่ามีคุณค่าโดดเด่นต่อมนุษยชาติ’ โดย UNESCO จะเป็นผู้พิจารณาในการกำหนดแหล่งมรดกโลก (World Heritage Sites) ที่มีคุณค่าสากลอันโดดเด่นใน 2 ด้าน คือ (1) มรดกทางวัฒนธรรม และ (2) มรดกทางธรรมชาติ ซึ่งแหล่งมรดกโลกดังกล่าวเหล่านั้นได้รับการเสนอชื่อโดยประเทศผู้ลงนามในอนุสัญญามรดกโลกของยูเนสโก ปี 1975 (พ.ศ. 2518)

โดย ‘มรดกทางวัฒนธรรม’ ประกอบด้วยอนุสรณ์สถาน เช่น งานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมขนาดใหญ่ หรือจารึก กลุ่มอาคาร และสถานที่ รวมถึงแหล่งโบราณคดี ส่วน ‘มรดกทางธรรมชาติ’ ประกอบด้วยการก่อตัวทางกายภาพและชีวภาพ การก่อตัวทางธรณีวิทยาและทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชที่ถูกคุกคาม และแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญจากมุมมองของวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ หรือความงามตามธรรมชาติ ให้คำจำกัดความว่าเป็นธรรมชาติ มรดก ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 1987 (พ.ศ. 2530)

อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 (พ.ศ. 2566) ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกอยู่ในรายการบัญชีทะเบียนแหล่งมรดกโลกอยู่ของ UNESCO อยู่ 7 แห่ง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 4 แห่ง และอีก 3 แห่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยแหล่งมรดกโลกของไทย 3 แห่งแรก ถูกประกาศในปี 1991  (พ.ศ. 2534) ได้แก่ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย และเมืองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เมืองประวัติศาสตร์อยุธยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ปี 1992 (พ.ศ. 2535) ต่อมา แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ปี 2005 (พ.ศ. 2548) กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ปี 2021 (พ.ศ. 2564) กลุ่มป่าแก่งกระจาน และแหล่งมรดกโลกของไทยที่ได้การประกาศขึ้นทะเบียนล่าสุดคือ เมืองโบราณศรีเทพเมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้องในปี 2023  (พ.ศ. 2566)

ทั้งนี้ ที่ตั้งแหล่งมรดกโลกในประเทศไทยตามรูปประกอบ ‘จุดสีทอง’ บ่งบอกถึงแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ ‘จุดสีเขียว’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ หมายเลข 1-5 ที่ตั้งเขตป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ : 1. เขาใหญ่, 2. ทับลาน, 3. ปางสีดา, 4. ตาพระยา, 5. ดงใหญ่ และหมายเลข 6-9 แสดงถึงที่ตั้งของป่าแก่งกระจาน 6. เฉลิมพระเกียรติไทยประจัน, 7. แม่น้ำภาชี, 8. แก่งกระจาน และ  9. กุยบุรี

 

นอกเหนือจากแหล่งที่ถูกประกาศขึ้นทะเบียนไว้ในรายการแหล่งมรดกโลกแล้ว ประเทศสมาชิกยังสามารถเสนอรายชื่อสถานที่เบื้องต้น (Tentative list) ที่อาจพิจารณาเสนอชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกได้ การเสนอชื่อเข้าชิงรายชื่อมรดกโลกจะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อสถานที่นั้นเคยอยู่ในรายการเบื้องต้นเท่านั้น ณ ปี 2024  (พ.ศ. 2567) ไทยยังมีสถานที่อีก 7 แห่งอยู่ในรายการเบื้องต้นของแหล่งมรดกโลกได้แก่ (1) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (2) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช (3) อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา (4) พระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง (5) กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด (6) แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน และ (7) สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา

หากนอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้ว ถ้าพูดถึง ‘จังหวัดอุดรธานี’ แหล่งมรดกโลกแห่งแรกคือ ‘แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง’ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเชียง (ในเขตเทศบาลตำบลบ้านเชียง) อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อปี 1992 (พ.ศ. 2535) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ มลรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา โดยผ่านข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลกว่า “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว”

นอกจากนี้ ‘จังหวัดอุดรธานี’ ยังมี ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทยภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่า ‘ป่าเขือน้ำ’ บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กม.

โดยอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทแห่งนี้ ปรากฏร่องรอยของกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 2,000 - 3,000 ปีมาแล้ว มีการพบภาพเขียนสีมากกว่า 30 แห่ง ยังพบการดัดแปลงโขดหินและเพิงผาธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี ลพบุรี สืบต่อกันมาจนถึงวัฒนธรรมล้านช้างตามลำดับ ซึ่งร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี โดยพื้นที่ภูพระบาทนับเป็นแหล่งสีมาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางธรณีวิทยาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ในฐานะของการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และพื้นที่ประกอบพิธีกรรม

ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 ปี 2024 (พ.ศ. 2567) ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ระหว่างวันที่ 21 - 30 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในครั้งนี้ด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก โดยเมื่อ 1 เมษายน 2003 (พ.ศ. 2547) UNESCO ได้ขึ้น ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ เป็นสถานที่ที่ได้รับขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเพื่อพิจารณาขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมไว้แล้ว

แต่กระนั้น ปี 2016 (พ.ศ. 2559) สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (ICOMOS) ได้แจ้งให้ทางการไทยทราบเกี่ยวกับการเสนอ ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของทางการไทย โดยมีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมของเสมาหินกับพุทธศาสนา เพื่อนำไปสู่ศักยภาพที่โดดเด่นของอุทยานฯ รวมทั้งหากเป็นไปได้ เสนอให้พิจารณาเกณฑ์และขอบเขตการขึ้นทะเบียนอุทยานฯ ตามที่ทางการไทยเสนอ โดยมีข้อมติเสนอให้ขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลก ประเภทภูมิทัศน์วัฒนธรรม และเสนอให้เปลี่ยนชื่อแหล่งเป็น ‘Phu Phrabat, a testimony to the Sima stone tradition of the Dvaravati period’ หรือ ‘ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี’ รวมทั้งขอให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ภายหลังจากการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกด้วยคุณค่าความโดดเด่นของการที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมสีมาในสมัยทวารวดี

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและภาคภูมิใจที่ราชอาณาจักรไทยของเราจะได้มีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงความเก่าแก่และมีอยู่ของอารยธรรมของมนุษยชาติที่เกิดในอนุภูมิภาคนี้ ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนชาวอุดรธานีที่จะมีเรื่องที่ดีงามและน่าภาคภูมิใจเกิดขึ้นในจังหวัดนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจาก ‘แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมไปแล้วเมื่อ 35 ปีก่อน และขอเรียนฝากถึงพี่น้องประชาชนชาวอุดรธานีและคนไทยทุกคนว่า “การเป็น ‘แหล่งมรดกโลก’ นั้น แม้จะเป็นความยากลำบากและต้องทุ่มเททรัพยากรอย่างมากมายแล้ว แต่ภารกิจที่ยากยิ่งกว่าและต้องเผชิญต่อไปไม่สิ้นสุดคือ การรักษาไว้ซึ่งความเป็น ‘แหล่งมรดกโลก’ ให้ดำรงคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป” 

เปิดเรื่องราว ‘ทหารเด็ก’ เครื่องมือจักรกลสงคราม ของพวกไร้จิตสำนึก ‘บังคับ-หลอกใช้’ ให้กระทำความผิด ไม่คำนึงผลที่จะตามมาในอนาคต

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก นอกจากการใช้นักรบวัยฉกรรจ์กระทั่งวัยชราแล้ว ยังมีพวกชั่วช้าสามานย์บังคับใช้เด็กให้มาเป็นนักรบอีกด้วย วันนี้จึงขอนำเรื่องของการใช้เด็กเป็นทหารมาเล่าให้ฟัง…

การนำเด็กมากระทำความผิดเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานมาก แม้แต่ในบ้านเรามีการบังคับเด็กให้เป็นขอทาน หลอกล่อเด็กให้กระทำความผิดต่าง ๆ ปล้น ชิง วิ่งราว ล้วงกระเป๋า ขายของ กระทั่งขนและขายยาเสพติด ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ฯลฯ โดยไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม หรือลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไป ผลกระทบด้านจิตใจ ตลอดจนการถูกดำเนินคดี ซึ่งเด็ก ๆ และครอบครัวต้องเผชิญชะตากรรมที่ถูกล่อลวงให้กระทำความผิดตามลำพัง และโดดเดี่ยว ผู้ที่หลอกลวงและอยู่เบื้องหลังจึงเป็นพวกที่เลวและชั่วช้ามาก ๆ เช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การบังคับเด็กมาเป็นทหารก็เฉกเช่นเดียวกัน ทหารเด็กนับเอาเด็กในกองกำลังติดอาวุธที่อายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา 

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child : CRC) ห้ามการใช้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าร่วมในปัญหาซึ่งมีความขัดแย้งกันและมีการใช้กำลังอาวุธ นอกจากนั้นการใช้เด็กต่ำกว่า 15 ปีเป็นทหารถือเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามอีกด้วย โดยประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ต่างเห็นด้วยกับการห้ามใช้ทหารเด็กทั้งที่อยู่ในกองกำลังฝ่ายรัฐบาล หรือของกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ 

น้อยคนในโลกนี้ที่จะทราบว่า นักรบที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความเหี้ยมโหดที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งเป็น ‘ทหารเด็ก’ ซึ่งเป็นเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 7-18 ปี หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกนับแสนคน ทั้งนี้เพราะ ‘ทหารเด็ก’ หรือ ‘นักฆ่ารุ่นเยาว์’ เหล่านี้ ได้รับการวิเคราะห์จากโลกตะวันตกแล้วว่า เป็นนักฆ่าที่สามารถสังหารผู้คนได้เพียงเพราะต้องการฆ่า หรือเพียงเพราะได้รับคำสั่งให้ฆ่า เป็นการฆ่าด้วยจิตใต้สำนึก ไม่ใช่การฆ่าด้วยอุดมการณ์ เป็นการฆ่าที่ปราศจากความยั้งคิดใด ๆ ทั้งสิ้น อันเนื่องมาจากความด้อยประสบการณ์ ความไร้เดียงสา และการขาดความรู้ที่เพียงพอ ‘ทหารเด็ก’ บางคนเริ่มสังหารผู้คนตั้งแต่ยังไม่สามารถจำอายุของตนได้เลย 

ทั้งนี้ ‘Mike Wessells’ นิตยสาร The Atomic Scientists ของสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ถึงการใช้ ‘ทหารเด็ก’ เป็นเครื่องมือ ‘จักรกลสงคราม’ ในการทำสงครามกลางเมืองของประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในทวีปแอฟริกา เช่น ประเทศเซียร่า ลีโอน, ชาด, บุรุนดี, โซมาเลีย, เอธิโอเปีย เป็นต้น และในทวีปเอเชีย เช่น พม่า, จีน ในอเมริกากลาง เช่น ชิลี, เอล ซัลวาดอร์, ปารากวัย เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในยุโรป เช่น เซอร์เบีย และบอสเนีย เป็นต้น

โดย Wessells ระบุว่า เหล่านักรบรุ่นเยาว์เหล่านี้บางคนก้าวเข้าสู่สงครามตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทั้ง ๆ ที่ในช่วงอายุดังกล่าวควรเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาควรได้รับโอกาสทางการ ‘ศึกษา’ มากกว่าได้รับโอกาสในการ ‘เข่นฆ่าประหัตประหาร’ สงครามที่เหล่านักรบรุ่นเยาว์เข้าไปมีส่วนด้วย มักเป็นสงครามที่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติ และเป็นสงครามกลางเมืองที่มีรูปแบบของการรบแบบกองโจรเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่สงครามตามแบบแผนที่มีแนวรบแน่นอนตายตัวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

เด็ก ๆ เหล่านี้เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ช่วยในครัวสนาม เป็นยามรักษาการณ์ เป็นหน่วยสอดแนม เป็นสายลับในการรวบรวมข่าวสาร แล้วได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นกลุ่มที่คอยก่อการจลาจล ด้วยการขว้างปาก้อนหิน เผาอาคารสถานที่ ลักลอบส่งอาวุธให้กับกลุ่มทหารของตน จนถึงขั้นสุดท้ายของการพัฒนาคือ เข้าสวมเครื่องแบบ จับอาวุธสงคราม มีการฝึกฝนการใช้อาวุธประจำกายและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

โดย UNICEF ได้มีการเปิดเผยว่า กองทัพฝ่ายรัฐบาลที่เกณฑ์ทหารเด็กแบบใช้กำลังบังคับ อาทิ เอล ซัลวาดอร์ เอธิโอเปีย กัวเตมาลา และพม่า ส่วนกลุ่มติดอาวุธอื่นที่บังคับเด็กมาเป็นทหาร เช่น แองโกลา โมซัมบิก ศรีลังกา และซูดาน ส่วนที่พบว่าส่วนใหญ่เด็กสมัครใจมาเอง ได้แก่ ไลบีเรีย 

นอกจากนั้น องค์การนิรโทษกรรมสากล ยังระบุด้วยว่า ทหารเด็กส่วนใหญ่ถูกฆ่า หากรอดชีวิตก็มีที่พิการ เป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศอื่น ๆ มีบาดแผลในด้านจิตใจติดตัวไปจนตลอดชีวิต

การเคลื่อนไหวเพื่อยุติการใช้ทหารเด็ก การใช้ทหารเด็กเป็นเรื่องปกติตลอดประวัติศาสตร์ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมามีการปฏิบัติตามคำวิจารณ์ที่มีข้อมูล และความพยายามร่วมกันเพื่อยุติปัญหานี้ ความคืบหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีกองกำลังติดอาวุธจำนวนมากต้องพึ่งพาเด็ก ๆ เพื่อเติมเต็มจำนวนทหารของพวกเขา และส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาลนั้นยากที่จะตรวจสอบและจัดการ

ช่วงทศวรรษ 1970-1980 มีความพยายามระหว่างประเทศในการจำกัดการมีส่วนร่วมของเด็ก ๆ ในความขัดแย้งด้วยอาวุธเริ่มต้นจากพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 ซึ่งรับรองในปี 1977 (มาตรา 77.2) พิธีสารใหม่ห้ามการเกณฑ์ทหารจากเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ยังคงอนุญาตให้กองกำลังของรัฐและกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐรับสมัครเด็กตั้งแต่อายุ 15 ปี และใช้ในการทำสงคราม มีความพยายามในระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับการต่ออายุอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) เมื่อองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ต่าง ๆ รณรงค์ให้สนธิสัญญาฉบับใหม่ว่าด้วยการจัดหาเด็กผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง ในบางประเทศซึ่งมีกองกำลังด้วยอาศัยการเกณฑ์ทหารที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ต่อต้านเรื่องนี้ ดังนั้นข้อความสนธิสัญญาฉบับสุดท้ายของปี 1989 จึงสะท้อนให้เห็นเพียงมาตรฐานทางกฎหมายที่มีอยู่เท่านั้น : การห้ามไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้ามีส่วนร่วมในการรบโดยตรงในสงคราม 

ในช่วงทศวรรษ 1990 องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ได้จัดตั้งแนวร่วมเพื่อหยุดการใช้ทหารเด็ก (ปัจจุบันคือ Child Soldiers International) เพื่อทำงานร่วมกับรัฐบาลที่เข้าใจและเห็นด้วยในการรณรงค์เพื่อทำสนธิสัญญาฉบับใหม่สำหรับแก้ไขข้อบกพร่องที่พบเห็นใน CRC หลังจากการรณรงค์ทั่วโลกเป็นเวลาหกปีสนธิสัญญาดังกล่าวก็ได้รับการรับรองในปี 2000 เป็นพิธีสารเลือกรับว่าด้วยการมีส่วนร่วมของเด็กในความขัดแย้ง (OPAC) สนธิสัญญาห้ามการเกณฑ์เด็ก ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเกณฑ์ทหารต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี และห้ามใช้การเกณฑ์เด็กเข้าร่วมในการสู้รบ สนธิสัญญาดังกล่าวยังห้ามไม่ให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐจัดหาบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ที่ร่วมเจรจากับ OPAC จะสนับสนุนการห้ามคัดเลือกเด็กเพื่อเป็นทหาร แต่บางประเทศนำโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหราชอาณาจักรคัดค้านเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้สนธิสัญญาจึงไม่ห้ามการจัดหาเด็กอายุ 16 หรือ 17 ปี แม้ว่าจะอนุญาตให้ชาติต่าง ๆ ผูกมัดตัวเองกับมาตรฐานที่สูงกว่าที่กำหนดในกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ยุค 2000 - ปัจจุบัน ‘Red Hand Day’ ซึ่งเป็นวันต่อต้านการใช้ทหารเด็กสากล มีเครื่องหมายแสดงรอยมือสีแดง

หลังจากการรับรองพิธีสารเลือกรับว่าด้วยการมีส่วนร่วมของเด็กในความขัดแย้ง การรณรงค์เพื่อการให้สัตยาบันทั่วโลกได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในปี 2018 OPAC ได้รับการรับรองสัตยาบันโดย 167 ประเทศ การรณรงค์ดังกล่าวยังสนับสนุนให้หลาย ๆ ประเทศไม่รับสมัครเด็กเป็นทหารเลย ในปี 2001 มี 83 ประเทศเกณฑ์ทหารเฉพาะผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) เท่านั้น ภายในปี 2016 จำนวนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 126 ประเทศซึ่งเป็น 71% ของประเทศที่มีกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ฝ่ายรัฐประมาณ 60 กลุ่มได้ทำข้อตกลงเพื่อหยุดยั้ง หรือลดขนาดการใช้ประโยชน์จากเด็ก ซึ่งมักจะดำเนินการโดย UN หรือองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น Geneva Call

Child Soldiers International รายงานว่าความสำเร็จของสนธิสัญญา OPAC บวกกับการลดลงทีละน้อยในการเกณฑ์เด็กโดยกองกำลังของรัฐบาล ทำให้เด็กในกองกำลังทางทหารทั่วโลกลดลง ในปี 2018 การเกณฑ์และการใช้ทหารเด็กยังคงมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ISIS และ Boko Haram ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธที่ยังคงต่อสู้อยู่ ซึ่งใช้นักรบเด็กอย่างมากมาย นอกจากนี้สามประเทศที่มีประชากรมากที่สุด ได้แก่ จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ยังอนุญาตให้กองกำลังติดอาวุธเกณฑ์เด็กอายุ 16 หรือ 17 ปี เช่นเดียวกับห้าประเทศในกลุ่ม G-7 : แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักรและ สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันมีถึง 195 ประเทศในโลกที่ลงนามร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งมีการประกาศใช้ในปี 1989 และมีผลบังคับใช้เมื่อปี 1990 ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกตั้งแต่ปี 1992 และยังเข้าเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารต่อท้ายอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอีก 3 ฉบับ คือ พิธีสารเลือกรับฯ เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณี และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the sale of children, child prostitution and child pornography) พิธีสารเลือกรับฯ เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the involvement of children in armed conflict) ซึ่ง 2 ฉบับดังกล่าว ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อปี 2006 และฉบับที่ 3 เป็นพิธีสารเลือกรับฯ เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on a communications procedure) ไทยเข้าเป็นภาคีเป็นประเทศแรกในโลกเมื่อ 25 กันยายน 2012

หลักการสำคัญของสิทธิเด็กที่ต้องเข้าใจก่อน คือ สิทธิของเด็ก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐหรือใครให้กับเด็ก แต่เป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด โดยไม่มีผู้ใดสามารถไปตัดทอน หรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็ก หรือละเมิดสิทธิของเด็กได้ และการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องคำนึงถึงสิทธิเด็ก และยึดถือหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก อนุสัญญานี้ยังกำหนดสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานไว้ 4 ด้าน ดังนี้

1. สิทธิในชีวิตและการอยู่รอด : สิทธิมีชีวิตและความต้องการขั้นพื้นฐานที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน และมีความปลอดภัย

2. สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครอง : ให้รอดพ้นจากการทำร้าย การล่วงละเมิด การละเลย การนำไปขาย การใช้แรงงานเด็ก การเลือกปฏิบัติ และการแสวงประโยชน์โดยมิชอบในรูปแบบอื่น ๆ 

3. สิทธิในการพัฒนา : สิ่งที่เด็กต้องการเพื่อจะไปถึงศักยภาพอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาทางด้านจิตใจ สิทธิที่จะได้เล่นและพักผ่อน และอื่น ๆ 

4. สิทธิในการมีส่วนร่วม : เปิดโอกาสให้เด็กมีสิทธิแสดงความคิดเห็น แสดงออก มีผู้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง

หลังจากได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในปี 1992 บ้านเราโดยกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการในตามภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นหน่วยรบมีการกำหนดชัดเจนโดยจำกัดอายุขั้นต่ำในการสมัครเข้าโรงเรียนทหาร โดยให้มีความสัมพันธ์ในเรื่องของอายุถูกต้องเมื่อจบการฝึกฝนอบรม และประจำการด้วยอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ส่วนการเกณฑ์ทหารกำหนดที่ 21 ปีตลอดมาตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกับนักศึกษาวิชาทหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นกำลังสำรองเมื่ออายุครบ 18 ปีเช่นกัน บ้านเราจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของทหารเด็ก เว้นแต่ในคราวที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในหลาย ๆ จุด โดยสมรภูมิที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและชุมพร มียุวชนทหารจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมกับทหารและตำรวจในการรบกับกองทัพญี่ปุ่นเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองอย่างกล้าหาญ และได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ (เอเชียบูรพา) อย่างสมเกียรติ

การบังคับหรือล่อลวงเด็กให้กระทำผิดนั้น เป็นเรื่องที่เหี้ยมโหดและชั่วช้าสามานย์ยิ่ง มีแต่คนที่อุบาทว์ชาติชั่วเลวทรามจริง ๆ เท่านั้นถึงทำได้ เพราะเด็ก ๆ ทั้งไร้เดียงสา ขาดความเข้าใจ จึงไม่มีวุฒิภาวะพอ เมื่อถูกหลอกลวงด้วยคำพูด ถ้อยคำ โฆษณาชวนเชื่อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงหลงเชื่อ แต่เมื่อได้กระทำการจนกลายเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว จึงต้องรับโทษตามกฎหมายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับการเกณฑ์และบังคับใช้ทหารเด็ก ซึ่งสมควรต้องประนามหยามเหยียดคนเหล่านี้อย่างเต็มที่จนถึงที่สุด

WORLD

‘ยูนิลีเวอร์’ เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 3,200 คน  หั่นคนทิ้ง!! 1 ใน 3 ภายในสิ้นปี 68 นี้ คาดทำเพื่อฟื้นฟูองค์กร

(13 ก.ค.67) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะลดพนักงาน 1 ใน 3 ของตำแหน่ง ในสำนักงานทั้งหมดในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ในการฟื้นการเติบโตของบริษัท

ซีอีโอ ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ที่เข้ามารับช่วงต่อเมื่อปีที่แล้ว ได้วางแผนในเดือนตุลาคม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา หลังจากที่ทำได้ไม่ดีนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ยูนิลีเวอร์ กล่าวกับผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันพุธ ว่าจะมีการปลดพนักงานมากถึง 3,200 ตำแหน่งในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568

‘อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มกระบวนการปรึกษาหารือกับพนักงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ’ โฆษกของยูนิลีเวอร์ กล่าวในอีเมล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานรายละเอียดเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการปรับลดนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิต ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานมากถึง 7,500 คน

คอนสแตนตินา ทริบู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวระหว่างสนทนาทางวิดีโอว่า ผลที่คาดหวังในยุโรประหว่างปัจจุบันถึงสิ้นปี 2568 อยู่ในช่วง 3,000 – 3,200 ตำแหน่ง

‘มาตรการเหล่านี้ หมายถึงการปรับลดตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุดในยูนิลีเวอร์ มานานหลายทศวรรษ’ เฮอร์มันน์ ซ็อกเกเบิร์ก หัวหน้าสภาโรงงานแห่งยุโรปของยูนิลีเวอร์กล่าว

‘ตุรกี’ ปล่อย ‘ดาวเทียมสื่อสาร’ สร้างเองดวงแรกสำเร็จ พร้อมปฏิบัติภารกิจขยายพื้นที่บริการสื่อสารของประเทศ

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘เติร์กแซต 6เอ’ (Turksat 6A) ดาวเทียมสื่อสารที่สร้างขึ้นในตุรกี (ทูร์เคีย) ดวงแรก ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) จากศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (9 ก.ค.) ที่ผ่านมา

ด้าน เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี กล่าวระหว่างร่วมพิธีปล่อยดาวเทียมผ่านทางระบบวิดีโอว่า การปล่อยดาวเทียมในครั้งนี้ทำให้ตุรกีเข้าสู่ระยะใหม่ในการผลิตดาวเทียม โดยดาวเทียม 6A ระดับชาติของเราจะสนับสนุนการสำรองข้อมูลของดาวเทียมที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถ

ด้าน อับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี เผยว่า ได้รับสัญญาณแรกจากดาวเทียมเติร์กแซต 6A ภายหลังการปล่อยสู่ห้วงอวกาศแล้ว 67 นาที ซึ่งเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โดยดาวเทียมดวงนี้มีกำหนดเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการที่ระดับความสูง 35,786 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก และดำเนินการทดสอบในวงโคจรเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ (8 ก.ค.) แถลงการณ์จากอูราโลกลูระบุว่า ดาวเทียมดวงนี้จะปฏิบัติหน้าที่ที่ลองจิจูด 42 องศาตะวันออก ซึ่งจะขยายพื้นที่บริการสื่อสารของตุรกีครอบคลุมผู้คน 5 พันล้านคน

อนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2023 ตุรกีได้ปล่อยไอมีซ (IMECE) ดาวเทียมที่ออกแบบและผลิตภายในประเทศดวงแรกสู่วงโคจรด้วยจรวดฟอลคอน 9 จากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

'ลาว' สร้างกระแส “บ่เอาเงินบาท” ชู!! 1 บาทแลกได้ 250 กีบ อาจทำให้ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ-ส่งผลการท่องเที่ยวพัง

(12 ก.ค.67) จากเพจ 'World Forum ข่าวสารต่างประเทศ' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ร้านค้าลาวหลายแห่ง เริ่มปฏิเสธการรับเงินบาทและกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 250 กีบ (ซึ่งไม่มีการแลกเปลี่ยนจริง) อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในลาวอย่างมาก เพราะการกระทำเช่นนี้อาจทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้จ่ายและทำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังลาว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว ว่า...

แคมเปญ เซฟเงินกีบ ลาว 🇱🇦

น่าจะทำให้ลาวเอง ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และเสียโอกาส ดึงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ผู้ที่ถือเงินบาท / ดอลลาร์

>> เหตุผล...

1. ร้านค้าจำนวนมาก ประกาศให้เรท 1 บาท / 250 กีบ เพราะอัตราแลกจริง 1 บาท / 700 กีบ โดยประมาณ 

2. ภาครัฐลาว ต้องการเงินตราต่างประเทศ ใช้นำเข้าน้ำมัน อาหาร ฯลฯ และใช้หนี้ต่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่ต้องการเงินตราต่างประเทศ เพราะรายได้หลักคือส่งออกและท่องเที่ยว รวมทั้งแรงงานที่ส่งเงินกลับบ้าน 

**จากข้อ 1 นักท่องเที่ยวถือ 'เงินบาท-ดอลลาร์' ไม่กล้าซื้อของ (ซื้อเท่าที่แลกเงินไป) เสียโอกาสการขาย 

**จากแคมเปญระยะยาวถือเป็นเรื่องปลูกจิตสำนึก กระตุ้นการใช้เงินกีบ แต่ไม่ใช่ระยะสั้น และตั้งค่าเงินเอง...?

แน่นอนว่าเหตุผลของแคมเปญ คือ ลดอัตราเงินเฟ้อ และหยุดการอ่อนค่าเงินกีบ (ประเด็น : หากมองญี่ปุ่นเงินเยนอ่อน ยิ่งดึงนักท่องเที่ยวได้มากจนล้น ยิ่งส่งออกได้มาก) 

จากไวรัลหลายร้านค้า ออกมาประกาศ 1 บาทแลกได้ 250 กีบ ซึ่งไม่สอดคล้องอัตราแลกเปลี่ยนจริง น่าจะมีผลต่อการซื้อขาย และความสะดวกในการซื้อ เสียการขาย และเสียนักท่องเที่ยว

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top