Wednesday, 28 February 2024
NEWS

‘NARIT’ ชี้!! ดวงอาทิตย์อาจเข้าสู่ ‘Solar Maximum’ กลางปีนี้ ‘ดาวเทียมนอกโลก-นักบินอวกาศ’ ต้องระวัง ส่วนนักล่าแสงเหนือได้เฮ

(28 ก.พ. 67) เพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ระบุว่า ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ผ่านแผ่นกรองแสงเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2024 เวลา 10:56 น. ตามเวลาประเทศไทย แสดงให้เห็นจุดบนดวงอาทิตย์ (sunspot) ขนาดใหญ่บริเวณซีกเหนือของดาว รวมถึงจุดขนาดเล็กอีก 6-7 จุด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพบจุดมากขึ้นเรื่อย ๆ เตรียมเข้าสู่ช่วง ‘Solar Maximum’ ตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป

ดวงอาทิตย์มีการปลดปล่อยพลังงานที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง บางช่วงมีการปลดปล่อยพลังงานมาก และบางช่วงมีการปลดปล่อยพลังงานที่น้อย เกิดเป็นวัฏจักรที่มีคาบประมาณ 11-12 ปี เรียกว่า ‘วัฏจักรสุริยะ (Solar Cycle)’ กล่าวคือ เป็นวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ ส่งผลให้แต่ละช่วงดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานแตกต่างกัน โดยช่วงที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานมากที่สุด เรียกว่า ‘Solar Maximum’ จะเป็น ช่วงที่มี sunspot บนพื้นผิวมากที่สุด และในทางตรงกันข้ามช่วงที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานน้อย (เงียบสงบ) และแทบจะไม่มี sunspot บนพื้นผิวเลย เรียกว่า ‘Solar Minimum’

ขณะนี้ ดวงอาทิตย์กำลังอยู่ในช่วงที่มี sunspot เพิ่มมากขึ้น และจากข้อมูลเชิงสถิติโดย National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA [1] คาดการณ์ไว้ว่า ดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ช่วง Solar Maximum ในช่วงกลางปีนี้ ดวงอาทิตย์จะมี sunspot เพิ่มมากขึ้น เกิดพายุสุริยะบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งช่วงพีคของ Solar Maximum ในรอบนี้คาดว่าจะกินเวลาไปจนถึงปลายปี 2025 หลังจากนั้นจำนวน sunspot จะค่อย ๆ ลดลง แล้วไปน้อยลงที่สุดในช่วงปี 2033

ทั้งนี้ แม้จะเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานออกมามากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์โลกแต่อย่างใด เนื่องจากสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นของโลก จะสามารถป้องกันอนุภาคและรังสีพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์เอาไว้ได้ แต่สำหรับดาวเทียมที่โคจรอยู่นอกโลก อาจเกิดความเสียหายต่อระบบวงจรไฟฟ้าได้ รวมถึงนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจอยู่นอกโลก ก็อาจได้รับปริมาณรังสีและอนุภาคพลังงานสูงเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วง Solar Maximum นี้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกตามล่า ‘แสงออโรรา (Aurora)’ เนื่องจากเมื่ออนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลก สนามแม่เหล็กโลกจะเบี่ยงทิศทางของอนุภาคเหล่านี้ให้พุ่งไปยังบริเวณขั้วทั้ง 2 ด้านของสนามแม่เหล็กโลก จากนั้นอนุภาคจะปะทะเข้ากับแก๊สในชั้นบรรยากาศโลก แล้วเกิดการปลดปล่อยแสงสว่างออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของแก๊ส โดยบริเวณขั้วของสนามแม่เหล็กโลกจะอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ทำให้แสงสว่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ พบได้เฉพาะพื้นที่ใกล้ขั้วโลกเท่านั้น เป็นที่มาของแสงออโรรา หรือ ‘แสงเหนือ-แสงใต้’ ดังนั้น การที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วง Solar Maximum ก็จะมีอนุภาคจากดวงอาทิตย์มาปะทะกับโลกในอัตราที่สูงขึ้น ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดแสงออโรรามากกว่าช่วงอื่นนั่นเอง

‘สาวนักกินจุ’ ร้อง!! กินหมดไวกว่า แต่ดันแพ้ที่ 1 อ้าง!! ลีลาไม่ดี ซ้ำ!! ถูกหน่วยงานรัฐโทรมาขู่ฟ้อง ชาวเน็ตสงสัยมีนอกมีใน?

(28 ก.พ.67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ขอความเป็นธรรม หลังจากไปร่วมการแข่งขันกินเร็วอาหารญี่ปุ่น ที่จัดโดยหน่วยงานราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เธอกินหมดเป็นคนแรกแต่ได้ที่ 2 เพราะลีลาสู้คนได้ที่ 1 ไม่ได้

ซึ่งเธอได้ลงคลิปวิดีโอในช่วงของการแข่งขันและตอนที่ประกาศรางวัล โดยมีเสียงพิธีกรพูดว่า “น้องตั้งใจกินมาก แต่เสียดายไม่เก่งเรื่องลีลา”

ทำเอาคนแห่พุ่งเป้าว่าแบบนี้มีนอกมีในกันรึเปล่า เพราะตามประกาศการแข่งขันก็ไม่ได้มีการบอกกฏว่าแข่งกินเร็วต้องใช้ลีลาร่วมด้วย แต่มาเพิ่มกฎภายหลัง

หลังจากเรื่องราวกลายเป็นไวรัล เธอก็ได้ออกมาโพสต์เพิ่มเติมว่า “วันนี้ทางผอ.ผู้จัดมีการโทรมาคุยนะคะ แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลยค่ะ บอกว่าแข่งเอาความสนุกไม่ได้ซีเรียสขนาดนี้

ทำไมเราต้องทำลายชื่อเสียงขององค์กร? และมีการต่อว่า ว่าจะฟ้องร้องที่เราลงคลิปการแข่งขันทั้งหมดด้วย ทุกคนคิดว่าไงคะ???”

ชาวเน็ตหลายคนคิดตรงกันว่า ผลค้านสายตา แข่งกินเร็ว กินหมดคนแรกก็ควรได้ที่ 1 อีกทั้งกฎการแข่งขันที่ประชาสัมพันธ์ก็บอกเพียงว่า “การแข่งขันกินเร็วอาหารญี่ปุ่น ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ ชิงเงินรางวัล”

บางคนวิจารณ์แรงว่า “เขียนว่าการแข่งขันกินเร็ว ก็เพื่อหาคนกินเร็วที่สุด ถ้าเขียนว่าการแข่งขันเอาความสนุก ไม่เน้นกินเร็วก็ค่อยตัดสินตามนั้น เป็นผู้กำหนดกติกา แต่ดันทำตัดสินผิดกติกาที่ตัวเองตั้งไว้เอง อันนี้ว่ากันจากที่เห็นตามคลิปและป้ายจัดงานนะคะ”

นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของตัวผู้ชนะการแข่งกินจุแล้ว ยังลามไปถึงหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงอย่างรุนแรงอีกด้วย เช่น “คุณภาพราชการไทย ไม่ต่างอะไรจากคอลเซนเตอร์”, “องค์กรที่น่าเลื่อมใส”, “เรื่องปกติของกะลาแลนด์” ฯลฯ

‘น้ำ รพีภัทร’ โพสต์เตือน!! หลังเจอ ‘เพจปลอม’ สร้างเรื่อง กุข่าวรักร้าว-โปรโมตเว็บพนัน วอนแฟนๆ ช่วยกดรีพอร์ต

(28 ก.พ. 67) ทำเอาเเฟนคลับพากันแตกตื่น หลังจากที่เฟซบุ๊ก ‘น้ำ รพีภัทร - Nam Rapeepat’ ที่มียอดกดไลก์หลักพัน ยอดผู้ติดตามหลักแสน ซึ่งไม่ใช่เฟซฯ หลักของ ‘น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล’ ที่มียอดผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้าน ได้ออกมาโพสต์ภาพ ‘น้ำ รพีภัทร’ กับภรรยาสาว ในวันแต่งงาน พร้อมเขียนเเคปชันระบุว่า “ปัญหาที่สะสมมานาน สุดท้ายมันก็ไปกันไม่ไหวแบบนี้ก็แยกกันไปถูกแล้ว”

แต่ที่ทำแฟน ๆ พากันสะดุดเห็นจะเป็นการแปะลิงก์เว็บพนันนี่แหละ เลยทำให้แฟน ๆ พากันแคปภาพดังกล่าวไปแจ้งข่าวในเพจใหญ่ของ ‘น้ำ รพีภัทร’ เพื่อให้จัดการหากเป็นเฟซบุ๊กปลอม แถมบอกแฟนคลับให้ช่วยกันรีพอร์ตอีกด้วย

ล่าสุด น้ำ รพีภัทร ได้นำโพสต์ดังกล่าวมาประกาศพร้อมวอนช่วยกันรีพอร์ต โดยระบุว่า…

"เพจปลอมสร้างเรื่องอีกแล้วครับ วุ่นวายแต่เช้าเลย นอกจากโพสต์เรื่องไม่จริงแล้ว ยังมีการแปะลิงก์เว็บพนันด้วย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายกับเพจจริง และคนที่หลงเชื่อ
เพจปลอมคนตาม 1.2 แสน กดรีพอร์ตได้เลยนะครับ เพจจริงติดตาม 1.5 ล้านแล้ว ฝากด้วยนะครับพี่น้อง"

'ผอ.ททท.ประจวบฯ' สยบดรามา 'หัวหินเงียบเหงา'  ยกเม็ดเงินปี 66 สะพัดกว่า 44,000 ล้าน สยบมโน

(28 ก.พ.67) นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผอ.ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากกระแส ‘เบื่อรถติดพระราม 2’ เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวหินเงียบเหงา นักท่องเที่ยวน้อยลง กำลังเป็นไวรัลที่ถูกพูดถึงอยู่ขณะนี้ เรื่องนี้ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง หัวหิน ไม่เคยเงียบเหงา” ข่าวมีการคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ดูจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในภาพรวมและสถิติการท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิดได้สงบลงตั้งแต่ปี 2565 - 2566 ในปี 2565 จ.ประจวบฯ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนอยู่ที่ 9.75 ล้านคน ในปี 2566 มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 11.14 ล้านคน ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2565 อยู่ที่ราว 33,000 ล้านบาท ในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 11,000 - 12,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ยืนยันถึงสถานการณ์จากสถิติการท่องเที่ยวว่า จ.ประจวบฯ โดยเฉพาะพื้นที่ของหัวหินซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ยังมีสถานการณ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประจวบฯ การส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว นี่เป็นภาพรวมของสถิติและสถานการณ์การท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิดได้สงบลง

สถานการณ์การท่องเที่ยว อ.หัวหิน ล่าสุดในช่วงวันหยุดยาววันมาฆบูชาที่ผ่านมา 3 วันนี้จะพบว่าอัตราการจองพักของภาคเอกชนอยู่ที่ระดับ 85 - 100% เลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหัวหินยังคงคึกคัก แล้วก็ดูจากสถานการณ์ของการท่องเที่ยวตามร้านอาหารตามชายหาดก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ททท.สำนักงานประจวบฯ ก็ได้จัดงาน Hua Hin Yoka festival 2024 ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติมาร่วมกิจกรรมเป็นร้อยคน สร้างความคึกคักและสร้างเศรษฐกิจให้กับ อ.หัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี ผมยืนยันได้ว่า “หัวหิน ไม่เคยเงียบเหงา” และก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศอยู่ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากภาคเอกชนด้วยเช่นกัน

“สำหรับในเรื่องราคาที่พักหัวหิน มีให้เลือกหลายระดับ หลายราคา ทำเลที่ตั้ง ถ้าเป็นโรงแรมที่ติดชายทะเลหรือโรงแรมระดับห้าดาวก็อาจจะมีราคาสูง เนื่องจากว่าเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยมีความต้องที่จะพักโรงแรมที่ติดชายหาด แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มที่อยู่ระยะยาว อยู่หลายเดือน อาจจะพักโรงแรมสี่ดาวหรือสามดาวก็ได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวเขาจะบริหารงบประมาณได้ในการพำนักระยะยาวได้อย่างสะดวกกว่านักท่องเที่ยวคนไทย นักท่องเที่ยวคนไทยบางส่วนอาจจะจองโรงแรมแบบกระชั้นชิดหรืออาจจะเป็นช่วงพีคซีซั่น ไฮซีซั่น ซึ่งหัวหินในช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงไฮซีซั่น ผู้ประกอบการเองก็มีนักท่องเที่ยวอยู่แล้วค่อนข้างเยอะ อันนี้ก็อาจจะส่งผลให้จำนวนห้องพักที่รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคนไทยน้อยลง ด้วยกลไลในการบริหารจัดการก็จะส่งผลให้ปริมาณห้องพักที่มีอยู่น้อยลงในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง ทำให้ราคาสูงกว่าปกติอย่างที่เรารับทราบกันอยู่

อย่างไรก็ตาม อยากให้มองในประเด็นมาตรฐานการให้บริการ ความคุ้มค่า มาตรฐานของโรงแรมและที่พักของหัวหิน ที่ให้บริการกับนักท่องเที่ยวด้วยความประทับใจและเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ และในเมื่อช่วงไฮซีซั่นได้หมดระยะลง นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเดินทางกลับประมาณในช่วงเดือนมีนาคม โรงแรมสี่ดาว ห้าดาว ก็จะปรับลดราคาลงบวกกับการทำโปรโมชั่น เพื่อขายให้กับตลาดนักท่องเที่ยวคนไทยมาเที่ยวในช่วงปิดเทอมก็คือเดือนเมษายน - พฤษภาคม หลังจากนั้นโรงแรมก็จะปรับราคาลงมาเข้าสู่ในช่วงโลซีซั่นไปจนถึงเดือนตุลาคมก็จะวนไปในฤดูกาลท่องเที่ยวของแต่ละปี ส่วนในเรื่องของทางแก้ อาจจะต้องให้นักท่องเที่ยวให้วางแผนการเดินทางในระยะยาว เช่น ในเรื่องของการจองที่พักก็คล้ายๆ กับเวลาเราซื้อตั๋วเครื่องบิน ถ้าเราซื้อในช่วงกระชั้นชิดก็จะมีราคาที่สูงกว่าปกติ ในเรื่องของการมีโปรโมชั่นต่าง ๆ จากผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่ละแห่ง หัวหิน มีโรงแรมหลายระดับ หลายราคา ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทาง ททท.สำนักงานประจวบฯ อยากจะฝากไปยังพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว” นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ กล่าวในตอนท้าย

POLITICS

'ชัยวัฒน์' ลั่น!! ที่ดิน ส.ป.ก.ส่วนใหญ่เป็นของผู้มีอิทธิพล ชี้!! ถ้าจริงใจต่อประเทศชาติ ต้องกล้ายึดคืน

(28 ก.พ.67) ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวภายหลังชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กรณีที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รุกล้ำเขตอุทยานเขาใหญ่ว่า ภายในห้องประชุมกรมแผนที่ทหารได้อธิบายที่มาของแผนที่ ซึ่งอ้างอิงจากสมุดจดรังวัด (field book) ของกรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทางกรมอุทยานแห่งชาติ โต้กลับไปว่าการอ้างอิงลักษณะนี้ ต้องอิงจากหลักฐานเดิม ซึ่งปัจจุบันไทยมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่ชัดเจน รวมถึงมีคณะกรรมการ one map ส่งหลักฐานเพิ่มเติม โดยได้ทำหนังสือเตือน ส.ป.ก. ไปแล้ว ว่าให้พิจารณาแนวเขตที่วางทับกับแนวเขตของอุทยาน และ ส.ป.ก.ได้ตอบกลับไปชัดเจนว่าพื้นที่นั้นอยู่ในแนวเขตอุทยานเขาใหญ่จริง หนังสือนี้ตอบกลับไปก่อนที่จะเกิดเรื่องขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้อย่างไร อาจด้วยอำนาจ หรือมีอะไรที่มากกว่านั้น? เรื่องนี้ กมธ. ที่ดิน และกมธ. มั่นคงของรัฐ ได้พิจารณาแล้ว แต่ยังมีอีกชุดโดยในวันที่ 6 มีนาคม จะเข้าไปชี้แจงเพิ่มเติม และจะเชิญสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมรับฟังคำชี้แจงด้วย 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ทำกิน จะได้ที่ทำกินจาก ส.ป.ก. ด้วยความสุจริตใจแน่นอน และหน่วยงานของ ส.ป.ก. เล็งเห็นผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินจริง ๆ ไม่ใช่ให้กับผู้ที่มีอำนาจหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 

“วันนี้ต้องเดินหน้าสู้พร้อมกัน เพราะว่า ส.ป.ก.ที่ออกมาส่วนใหญ่ ผู้ที่ครอบครองจะเป็นผู้มีอิทธิพล นักการเมือง นักลงทุน ซึ่งไม่ใช่เกษตรกรผู้ยากไร้หรือไม่มีที่ทำกินจริง ๆ“ นายชัยวัฒน์ กล่าว

”พี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ทำกินสบายใจได้ ส.ป.ก. ตั้งใจจะทำงานนี้ด้วยความถูกต้องและแม่นยำ ต้องเอาคนที่เป็นกลุ่มทุน กลุ่มที่ได้ไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ยึดกลับมาครับ ถ้า ส.ป.ก. มีความจริงใจต่อประเทศชาตินี้ เอาแบบนี้ดีกว่า“ 

อย่างไรก็ตาม นายชัยวัฒน์ เชื่อว่า ที่ดินบริเวณอุทยานเขาใหญ่ ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ แม้กระทั่งผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่าลูกบ้านได้ยื่นชื่อเพื่อขอโฉนด ส.ป.ก. แต่กลับไม่มีชื่อ วันที่ 1 มีนาคมนี้ จะไปดูว่าใครเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งจะได้เห็นว่าเป็นเกษตรกร และที่ตรงนั้นเป็นทำเลทองหรือไม่ 

สำหรับวันที่ 1 มีนาคมนี้ ได้ทำหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปด้วย เช่น ป.ป.ช. ส.ป.ก. ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ปปป. รวมฝ่ายปกครองทั้งหมด และคณะอนุกรรมาธิการ ของกมธ. ชุดนี้ ลงพื้นที่จริง ไปดูกันว่าที่ ส.ป.ก. จัดแปรงนั้นอยู่ในเขตของกรมป่าไม้หรือเขตของกรมอุทยาน มีตรงไหนบ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะได้ชี้ชัดไปเลย ตนเชื่อมั่นในแนวเขตของอุทยานแห่งชาติอยู่แล้ว และเป็นแนวทางมาตลอด ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบาย นโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ก็มีมติมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2565 เห็นชอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตนก็พยายามทำให้ดีที่สุด 

เมื่อถามว่าในที่ประชุม กรมแผนที่ทหารได้ชี้แจงการแบ่งเขตอุทยานแห่งชาติหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทางกรมอุทยานแห่งชาติ ได้ชี้แจงเรื่องการถ่ายทอดเส้นรังวัด ซึ่งจัดทำโดยพื้นที่ การจำแนกพื้นที่นั้น มาก่อนหลังโดยเฉพาะการปฏิรูปและระเบียบนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น แต่ยืนยันว่า อุทยานใด หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใด ที่ประกาศก่อน ส.ป.ก. ต้องยึดตามเขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดังนั้นเขตอุทยานประกาศปีพ.ศ. 2505 มีแนว พ.ร.ฎ. ชัดเจน ส.ป.ก. ไม่สามารถจับที่ดินแนวเขตอุทยานได้ ซึ่งต้องดูว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของกระบวนการที่เกิดขึ้น เป็นบุคคลที่ได้มาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

'รทสช.' มีมติรับหลักการ 'ร่างพ.ร.บ.กลุ่มชาติพันธุ์' ที่เสนอโดย ครม. แต่ปัดตก 3 ร่างเสนอประกบ ที่มีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ไม่นานมานี้ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธานการประชุม สส.ของพรรค โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ประธาน สส. และเลขาธิการพรรค รวมทั้ง สส.ของพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยหารือถึงประเด็นการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมพรรคได้พิจารณารายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่เสนอโดย ครม. รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ในลักษณะเดียวกันที่เสนอโดยพรรคการเมืองและเสนอโดยภาคประชาชนอีก 3 ร่าง โดยที่ประชุมพรรค ได้อภิปรายเนื้อหากันอย่างกว้างขวาง และมีมติเป็นเอกฉันท์รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยครม. ส่วนอีก 3 ร่าง พรรคพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื้อหาจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคงต่อประเทศไทยในอนาคตแน่นอน จึงไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ของพรรคการเมืองและภาคประชาชนอีก 3 ร่างกำหนดให้มีสภาชนเผ่าพื้นเมือง จึงทำให้พรรคมีความห่วงใยในเรื่องภัยความมั่นคงของชาติในอนาคต เพราะการตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมือง จะเป็นปัญหาในด้านการปกครองตนเองในอนาคตจึงเป็นประเด็นที่พรรคไม่เห็นด้วย

นายอัครเดช กล่าวย้ำว่า สาระสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับของคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดให้สิทธิในด้านต่าง ๆ กับกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีกว่า 60 ชาติพันธุ์ครอบคลุมทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งสิทธิที่ดินทำกิน สิทธิความเป็นคนไทย สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิต่าง ๆ ทางกลุ่มจะได้รับเหมือนกับเป็นคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้เรียกร้องและต้องการ โดยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้

“พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์รับหลักการเฉพาะในส่วนร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาล เพราะให้สิทธิทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนอีก 3 ร่างพ.ร.บ.ที่เสนอให้สภาฯ พิจารณาโดยมองว่า จะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคตแน่นอน เพราะจะมีการแบ่งแยกการปกครอง ขณะเดียวกันประเทศไทยเราได้เคยไปแถลงที่องค์การสหประชาชาติว่า ประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทยมีแต่กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 70 ได้ให้ความคุ้มครองความเป็นคนไทย ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าชาติพันธุ์ไหนจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ” นายอัครเดช กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 ก.พ.67 สภาก็ได้มีมติรับร่างหลักการกฎหมายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั้ง 5 ฉบับ ที่มาจาก สภาชนเผ่าฯ, กระทรวงวัฒนธรรม, พีมูฟ, พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล เพื่อนำไปสู่การเสนอชื่อกรรมาธิการต่อไป โดยทั้ง 5 ฉบับ ประกอบด้วย…

1.ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เสนอโดยสภาชนเผ่าฯ
2.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดย ศมส. กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นร่างของรัฐบาล
3.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ
4.ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยพรรคเพื่อไทย
5. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยพรรคก้าวไกล

โดยภายหลังจากที่ได้รับฟังการนำเสนอร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ ก็มีสมาชิกในที่ประชุมได้แสดงความประสงค์ร่วมอภิปรายทั้งสิ้น 25 คน ประกอบด้วย สส. ฝ่ายรัฐบาล 21 คน และพรรคฝ่ายค้านอีก 5 คน ถึงแม้ว่าในช่วงท้ายก่อนจะมีการลงมติ เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ยื่นญัตติขอให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงมติจากเดิมที่จะลงมติรวมทั้ง 5 ฉบับ เป็นการลงมติรายฉบับ แต่ในท้ายที่สุดสภาก็มีเสียงส่วนใหญ่รับร่างหลักการทั้งหมด และนำไปสู่การเสนอชื่อกรรมาธิการต่อไป

‘อุ๊งอิ๊ง’ โผล่รายชื่อผู้เข้าฝึกอบรม ‘วปอ.บอ.รุ่นที่ 1’ ทายาทนักการเมือง-นามสกุลดัง ร่วมคลาสเพียบ

หลังจากเว็บไซต์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในหลักสูตรผู้บริหารยุคใหม่ในอนาคต วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ.บอ. หรือที่เรียกว่า หลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ ซึ่งปรากฏชื่อของ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คืออภิสิทธิ์ชนหรือไม่นั้น

ล่าสุดทาง วปอ.บอ. ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเข้าฝึกอบรม ‘วปอ.บอ.รุ่นที่ 1’ แล้ว โดยมีชื่อของ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ร่วมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่ แพทองธาร ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าศึกษาหรือไม่นั้น ทาง วปอ. ก็ได้มีการยืนยันว่า หลักสูตรดังกล่าวไม่ได้เปิดขึ้นมาเพื่อรองรับแพทองธารตามที่มีการตั้งข้อสังเกต เพราะการจัดทำหลักสูตรเพื่อเปิดรับบุคคลเข้ารับการศึกษาต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ และผ่านการพิจารณาจากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) ก่อนเข้าสู่ความเห็นชอบจากสภา วปอ. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ทุกอย่างทำตามระเบียบ และผ่านการพิจารณามาร่วม 3 ปี ตั้งแต่ยุคที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) แต่ยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องของหลักสูตรและข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แต่มาเดินหน้าต่อในยุคที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน

สำหรับการเปิดรับสมัครเข้าหลักสูตรมินิ วปอ. จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มงาน กลุ่มการทหาร กลุ่มตำรวจ กลุ่มข้าราชการพลเรือน กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มการเมือง จะให้ผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติทั้งหมด 492 คน เข้ามาสอบสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 200 คน จากนั้นจะประกาศรายชื่อ และเปิดภาคการศึกษาในเดือนเมษายน ระยะเวลาของการศึกษาทั้งหมด 6 เดือน ในส่วนข้าราชการจะมีการอุดหนุนงบประมาณให้ ส่วนภาคเอกชนจะต้องจ่ายเงินในการเข้ารับการศึกษาเอง

ขณะที่ ‘วปอ.บอ. 67’ จะถือเป็นรุ่นที่ 1 หรือรุ่นแรก ผู้เข้ารับการศึกษาต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ ได้แก่ อายุตั้งแต่ 35-42 ปีในภาคราชการ มีทั้งข้าราชประจำ และข้าราชการการเมือง ส่วนข้าราชการทหาร-ตำรวจ ทหารต้องมีชั้นยศ พ.อ. - พ.อ. (พิเศษ) หรือเทียบเท่า ตำรวจต้องมีชั้นยศ พ.ต.อ. – พ.ต.อ. (พิเศษ) หรือเทียบเท่า และต้องจบหลักสูตรเสนาธิการทหารของโรงเรียนเสนาธิการทหารเหล่าทัพ เป็นต้น

ส่วนภาคเอกชนต้องเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ของหน่วยงาน ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการโรงงาน หรือผู้จัดการภูมิภาค หรือเทียบเท่าบุคคลทั่วไปคือ บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายมีชื่อเสียงในด้านความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ บนโซเชียลมีเดียมีผู้ติดตามและเป็นที่รู้จักจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชัน Y, Z และ Alpha สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดีต่อสังคม เช่น นักแสดงในวงการบันเทิง นักเขียนในวงการหนังสือ นักจัดรายการ โปรแกรมเมอร์ในวงการไอที ที่ปรึกษาในวิชาชีพต่างๆ เช่น ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน โดยมีประสบการณ์หรือทำงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติอย่างน้อย 3 ปี เป็นต้น

เมื่อกางดูรายชื่อพบว่ามีการสมัครเข้าอบรมหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 จำนวนมาก แต่สามารถสอบเข้าสู่รอบสอบสัมภาษณ์ได้ทั้งสิ้น 492 คน โดยมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักการเมือง และนักธุรกิจ เช่น ชัยชนะ เดชเดโช สส.ประชาธิปัตย์, รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล, คณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือ เอิง ทีมงานนายกฯ

นอกจากนั้นยังมีลูกหลานคนดังและทายาทนักการเมืองหลายคน เช่น พชร นริพทะพันธุ์, ศิรินันท์ ศิริพาณิชย์, ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์, อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล, ศศิยาพัชร์ เลาหพงศ์ชนะ, พิมพ์ศิริ จีนะวิจารณะ, พสุ ลิปตพัลลภ, ณัฐธิดา เทพสุทิน, สงกรานต์ เตชะณรงค์, รวิศ สอดส่อง, พัฒนา พร้อมพัฒน์ และ ปิยะชาติ อิศรภักดี เป็นต้น

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้ว่า การเรียนวปอ. เป็น แหล่งพบปะสมาคม สานสัมพันธ์อันดี ความแข็งแกร่งของศิษย์เก่าเป็นที่ประจักษ์ สายสัมพันธ์-คอนเนกชันในประเทศ ทำให้พวกท่านเป็นบุคคลพิเศษ เป็นท็อป 1% หรือน้อยกว่านั้นของประเทศนี้ และในสถาบันที่ทรงคุณค่าอย่างมากแห่งนี้ หลายคนอยากเข้ามา แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับการคัดเลือก 

TRENDING
ECONBIZ

'Mandala AI' จับมือ 'Torpenguin' เปิดตัว 'Galaxy' โซลูชันใหม่เพื่อโลกธุรกิจ ปฎิวัติการจัดการข้อมูล ช่วย 'ผู้ประกอบการ-นักการตลาด' ไม่หลงทิศ

เมื่อวานนี้ (27 ก.พ. 67) Mandala AI ร่วมมือกับเพจ Torpenguin เปิดตัว Galaxy โซลูชันใหม่ ที่พร้อมจะปฎิวัติการจัดการข้อมูลให้ง่ายขึ้น โดยออกแบบฟีเจอร์ที่ทันสมัย ทำให้การติดตามข้อมูลต่างๆ เป็นเรื่องง่ายทั้งนี้ระบบจะช่วยจัดระเบียบข้อมูลสำหรับการนำเสนอและจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ Galaxy ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม ด้วยการใช้งานแพลตฟอร์มแบบไดนามิก

ดร.เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล - CEO & Founder Ocean Sky Network (Mandala AI) กล่าวว่า “การทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภายในองค์กรที่ผู้ประกอบการมีอยู่แล้ว ข้อมูลจากภายนอกที่มีการวิเคราะห์ทำเป็นรีพอร์ตจากหน่วยงานต่าง ๆ ข้อมูลความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง รวมถึงข้อมูลจากโซเซียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่หลาย ๆ ครั้ง ผู้ประกอบการหรือนักการตลาด เมื่อได้รับข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่งข้อมูล อาจจะไม่มีเวลามากพอในการคัดสรรข้อมูลที่ตรงกับธุรกิจของตนเอง เพื่อนำไปวิเคราะห์ วางแผนกลยุทธ์ในการทำการตลาด ทาง Mandala AI จึงได้พัฒนา Galaxy โซลูชันใหม่ ที่รวบรวมข้อมูลอินไซด์ และความเคลื่อนไหวของแต่ละอุตสาหกรรม โดยผ่านการประมวลผลจาก AI เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่แม่นยำ อัปเดต และสามารถนำไปใช้ได้รวดเร็ว ตัวแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีแดชบอร์ดที่แสดงผลการวิเคราะห์ในหลายมิติ เหมาะกับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม

ในวันนี้ Mandala AI ได้ร่วมมือกับทางเพจ Torpenguin เปิดตัว Galaxy Food อย่างเป็นทางการ และนอกจากนี้ จะมีการทำคอนเทนต์ เวิร์คช็อปต่าง ๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารได้เรียนรู้การใช้งาน Galaxy เพิ่มมุมมองการใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพได้จริง”

ด้าน ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin สื่อผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการธุรกิจสำหรับร้านอาหาร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการร่วมมือกับทาง Mandala AI ว่า “คนทำธุรกิจหลายๆ คน รวมไปถึงคนทำร้านอาหารด้วย เวลาเราจะตัดสินใจอะไรที่เกี่ยวข้องกับร้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นการคิดเมนูใหม่ ทำโปรโมชั่น หรือว่าจะขยายสาขาไปที่ไหนดี เราอาจจะใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณในการตัดสินใจ ว่ามันต้องดีแน่ๆ เพราะนี่คือร้านของเราเรารู้ดี แต่การทำแบบนั้นมันก็ไม่ได้ถูกซะทีเดียว ร้านอาหารที่จะเติบโตได้ในตลาดทั้งหลายนั้น สิ่งที่เขาใช้ประกอบการตัดสินใจไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นข้อมูล ต่างหาก และยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้เปรียบกว่าใคร

ซึ่งการหาข้อมูลก็สามารถหาได้จากหลายทางไม่ว่าจะเป็นระบบ POS ของร้านเอง ตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือการใช้เครื่องมือ Marketing Tool อย่าง Social Listening ที่จะทำให้เรารู้อินไซด์ เทรนด์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เรียกได้ว่า Social Listening Tool คืออนาคตของ SME ไทยเลย เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ก่อนคนอื่นว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นมาในตลาดบ้าง และเทรนด์มันเป็นยังไง แต่เรื่องพวกนี้ SME ไทยกลับมีความรู้น้อยมาก ๆ

โดยทางเพจ Torpenguin เองก็จะมีการทำคอนเทนต์การใช้เครื่องมือ Galaxy กับทาง Mandala AI เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจอื่นๆ ว่าเราสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการทำการตลาดให้เหมาะกับธุรกิจเราได้อย่างไร การร่วมมือกันครั้งนี้จึงถือเป็นการยกระดับการตลาดสำหรับธุรกิจร้านอาหารผ่านการใช้ศักยภาพและจุดแข็งที่มีร่วมกัน

Galaxy เครื่องมือล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถรวบรวม และจัดเรียงข้อมูลขนาดใหญ่ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย ระบบจะคอยแนะนำและตรวจสอบข้อมูล โดยการนำเสนอตัวเลือกที่เหนือชั้นกว่า การเลือกใช้งาน Galaxy จะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ จัดระเบียบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องทำการตั้งค่าหรือสร้างแคมเปญเองให้ยุ่งยาก และสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว

'ท๊อป จิรายุส' ชี้!! บิทคอยน์ New High ก่อน Halving ไม่เคยมีมาก่อน ส่วน 'ก.ล.ต.สหรัฐฯ' ไฟเขียว Bitcoin ETF 'ซื้อ-ขาย' ถูกต้อง สร้างความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 67 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการ ‘Bitkub Exchange’ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของไทย และบริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ผู้ให้บริการ ‘Bitkub Academy’ ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ร่วมจัดงานเสวนา ‘Digital Assets Navigator เจาะลึกวงในทิศทางสินทรัพย์ดิจิทัล (by Bitkub’s Crypto Theses)’ เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัลในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2567 และเหตุการณ์ Bitcoin ETF และ Bitcoin Halving ที่จะส่งผลต่อการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมี นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อุ๊คบี จำกัด, นายโดม เจริญยศ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tokenine, นายภาณุ ชลหาญ เจ้าของเพจ Nookfree God Defi, นายณัฎฐ์ จิตตมัย ผู้ก่อตั้ง GM Learning Club Pudgy Thailand Community Leader และนายกันตณัฐ วุฒิธร Digital Asset Analyst Supervisor บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้  ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค 101 กรุงเทพฯ

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวตอนหนึ่งภายในงานว่า “ปีนี้เป็นปีที่วงการสินทรัพย์ดิจิทัลมีความคึกคักและน่าจับตามอง เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นถึง 2 เรื่อง คือ การประกาศอนุมัติให้ Bitcoin Spot ETF สามารถเปิดซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมายของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อมกราคมที่ผ่านมา โดยวงการคริปโทเคอร์เรนซีในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับกองทุนระดับโลกต่าง ๆ เช่น BlackRock, Vanguard ฯลฯ ที่มีมูลค่าประมาณ 130 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าของวงการคริปโทเคอร์เรนซีก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก แต่หากกองทุนที่เพิ่งได้อนุมัติ Bitcoin Spot ETF มีการซื้อขายบิทคอยน์เพียงแค่ 5% ของมูลค่ากองทุน จะทำให้เงินสถาบันจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมากยิ่งกว่ามูลค่าของตลาดทั้งหมดเสียอีก

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีที่จะเกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ขึ้นเป็นรอบที่ 4 ในช่วงเมษายนนี้ ซึ่งตามสถิติในแต่ละรอบที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีรอบไหนที่บิทคอยน์ทำ New High ก่อน Halving แบบรอบนี้ นักลงทุนจึงควรระมัดระวังและคอยจับตาอย่างใกล้ชิด แต่อย่างน้อย Bitcoin Spot ETF ก็ยังทำให้รู้สึกปลอดภัยได้ว่ายังมีเงินสถาบันที่จะไหลเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในรอบนี้เพิ่มอีกด้วย โดยเมื่อดูตามสถิติต่าง ๆ และตัวเลขแล้วเชื่อว่าวงการคริปโทเคอร์เรนซียังมีโอกาสเติบโตได้อีก”

ทั้งนี้ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ฝากคำแนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่และผู้ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลว่า “ขอให้ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนให้ดี เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ละคนมีความพร้อม เงินทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไม่เหมือนกัน นึกถึงคำที่ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ เคยบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องสวิงไม้เบสบอลทุกครั้งที่เขาขว้างลูกมา แต่ให้ดูความพร้อมของตัวเองและรอจังหวะที่คุณพร้อม ดังนั้น ทุกคนควรทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะลงทุนให้ดีทุกครั้ง”

ILINK เผยผลงานทั้งปี 66 พลิกบวก โกยรายได้ 4 ไตรมาสเกือบ 7 พันล้าน ลุ้น!! โปรเจกต์ใหญ่เกาะสมุย ช่วยดันรายได้ทั้งปี 67 ทะลุ 7 พันล้านตามเป้า

ILINK ฟอร์มดี ปิดงบปีไตรมาส 4/66 สวย!! กวาดรายได้รวม 6,965.19 ล้านบาท ตอบรับทำกำไรโตเพิ่ม 170.23 ล้านบาท ฟื้นตัวต่อเนื่อง 31.41% ประกาศปันผล 0.39 บาทต่อหุ้น (พาร์ 1 บาท) ผลงานเป็นที่ประจักษ์ขานรับรายได้โดดเด่น เกินที่คาดการณ์ แน่วแน่ปักธงชัยดันรายได้ปี 67 ตั้งเป้าแตะ 7,002 ล้านบาท ลุยวางแผนเติม Backlog แน่น หนุนเต็มสูบลุ้นคว้างานประมูลใหญ่สายเคเบิลใต้น้ำเกาะสมุย มุ่งดันทุกกลุ่มธุรกิจในเครือให้สำเร็จตามเป้าหมาย ทำรายได้ สร้างกำไรเพิ่มเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ เน้นทำกำไร New High ต่อเนื่อง และปันผลเพื่อยืนยันการเป็นหุ้นปันผล 

(28 ก.พ.67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เผยตัวเลขผลประกอบการ โดยทำรายได้รวมจาก 3 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ และธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ อยู่ที่ 6,965.19 ล้านบาท ปิดงบปี 2566 ไตรมาสที่ 4 นี้ พร้อมกำไรสำหรับงวดรวม 712.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 170.24 ล้านบาท พุ่งแรง 31.41% ตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้า 'จะเติบโตแบบมีคุณภาพ ทั้งรายได้ และกำไรสุทธิ' 

โดยมีภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนที่เด่นชัด ตอกย้ำการเป็นบริษัทฯ ที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ตามอุดมการณ์ที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย พร้อมประกาศย้ำชัดปี 2567 ปักธงดันยอดขายในกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN มั่นใจมีแนวโน้มกอบโกยรายได้เพิ่มขึ้น ทำกำไรบวก รวมถึงเร่งผลักดันทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ให้เดินหน้า ปรับตัวพร้อมพัฒนาก้าวให้ทันเทรนด์เทคโนโลยีโลกแห่งยุค ซึ่งจะหนุนให้ทั้งปี 2567 เติบโตโดดเด่น

สำหรับรายได้ของกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business) สร้างผลงานทำรายได้ทั้งปี 2566 รวมมูลค่า 2,881.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 366.27 ล้านบาท หรือ 14.56% โดยทำกำไรสุทธิรวม 309.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.76 ล้านบาท หรือเติบโต 51.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลประกอบการที่ดี ซึ่งเติบโตหลัก ๆ เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ที่ดีขึ้นของสินค้าในหมวดของสาย LAN 

ส่วนในหมวดของสาย Solar ซึ่งประเทศไทยมีโครงการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และเทรนด์ของโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) รวมทั้งผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN ที่ ILINK เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในอาเซียน ยังถูกจัดเป็นแบรนด์ชั้นนำอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย และ ILINK ยังเป็นผู้นำตลาดของระบบสายสัญญาณ โดยเป็นผู้ชี้นำตลาดของประเทศไทยและอาเซียนที่มีการขยายตัวอย่างมากอีกด้วย 

ทั้งนี้คาดการณ์รายได้ในไตรมาส 1/67 ของกลุ่มธุรกิจนี้ จะยังคงมีรายได้ ทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง ผลสืบเนื่องจากยอดขายสินค้า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ที่ได้เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ในกลุ่มของ Super S Series ได้แก่ UTP CAT 6A และ FTTR (Fiber Optic To The Room Solution) โดยคิดค้นพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์แก่เทคโนโลยีแห่งยุค จึงมั่นใจว่าทิศทางของผลประกอบการเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพกับราคาแล้ว ผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN และ GERMAN RACK ในไตรมาสถัดไป จะสามารถผลักดันยอดขายให้สอดรับกับการเติบโตของตลาดธุรกิจโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น และจะเป็นผลตอกย้ำให้กลุ่มธุรกิจประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ พร้อมทำกำไรฟื้นตัวตามที่คาดการณ์

ส่วนกลุ่มธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business) ก้าวกระโดดจากการเร่งส่งมอบงานเกาะเต่าในไตรมาส 4/66 ทำให้มีรายได้รวมทั้งปี 2566 จากธุรกิจอยู่ที่ 1,329.18 ล้านบาท เติบโต 178.96 ล้านบาท หรือ 15.56% และทำกำไรสุทธิรวม 106.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.96 ล้านบาท หรือ 70.45% 

ขณะที่ในปัจจุบันมี Backlog ในมือราว 1.14 พันล้านบาท กว่า 80% ที่รอรับรู้รายได้ภายในปี 2567 ขณะที่การประมูลงานของปี 2567 นี้เน้นไปที่งาน Submarine เกาะสมุยของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่เป็นลูกค้าหลักรายใหญ่ในมือ และเป็นสิ่งที่กลุ่มธุรกิจมีความเชี่ยวชาญ และความชำนาญโดดเด่น รวมถึงคาดการณ์ยังมีงานที่อยู่ระหว่างจ่อรอเซ็นสัญญา พร้อมเร่งรุกเตรียมลุยเข้าประมูลงานโครงการของภาครัฐ และภาคเอกชนที่สำคัญ ๆ เพิ่ม หนุนเติม Backlog ให้แน่น เพื่อทำกำไร และมีรายได้โตขึ้นไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

ด้านธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก ที่มีความเสถียรภาพสูงสุดทั่วประเทศไทย หรือ ITEL มีรายได้รวม 4 ไตรมาส ประจำปี 2566 อยู่ที่ 2,754.94 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิรวม 295.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.75 ล้านบาท หรือ 6% โดยในอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 10.74% ของรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32%และตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไปมีแผนดันขยายกิจการเพิ่มเติมสู้ Health Tech หลังเข้าลงทุนใน 'Global Lithotripsy Services Company Limited' เสริมพื้นฐานแข็งแกร่งตรงตามกลยุทธ์ New S-Curve ต่อยอดธุรกิจ 

โดยคาดว่าปี 2567 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากการเสนองานใหม่เพิ่ม และแผนรุกธุรกิจ Data Center ควบคู่การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Digital Transformation ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ตั้งเป้ารายได้ปี 2567 ที่ 3,500 ล้านบาท จากล่าสุดมี Backlog รวม 2,769 ล้านบาท พร้อมนำ บมจ.บลู โซลูชั่น 'BLUE' เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในปี 2567 นี้แน่นอน รวมถึงบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษาฐานลูกค้าเก่า และสร้างฐานลูกค้าใหม่ ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่มีมาอย่างยาวนาน ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี Digital Transformation ด้วยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมายกระดับการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

LITE

28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ’ในหลวง ร.10‘ ทรงมีพระราชดำริให้ ‘จัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน’ หวังส่งมอบความรู้เบื้องต้นแก่ ‘ข้าราชการ-ประชาชน-จิตอาสา’

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสุขภาพและพลานามัยของประชาชน จึงทรงมีพระราชดำริให้หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน จัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) แก่ประชาชนทั่วไป ที่โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า โดยมีพลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับมอบอุปกรณ์ฝึกสอนการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน จำนวน 220 ชุด ซึ่งประกอบด้วย

- หุ่นจำลองช่วยฟื้นคืนชีพผู้ใหญ่ - แบบครึ่งตัวมีไฟแสดง จำนวน 100 ชุด
- หุ่นจำลองเด็ก จำนวน 100 ชุด
- ชุดฝึกสอนการสำลัก Anti Choking ( Choking Training Vest) จำนวน 20 ชุด

จากบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) โดยแพทย์หญิง ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ส่งมอบ ซึ่งอุปกรณ์ฝึกสอนฯ ดังกล่าว บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สำหรับพระราชทานไปใช้ในกิจกรรมการฝึกอบรมการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐานเบื้องต้นให้กับ ข้าราชการ ประชาชน และจิตอาสา โดยมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการฝึกอบรม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กองบัญชาการกองทัพไทย บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์(CP) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ’ในหลวง ร.10‘ พระราชทานถุงยังชีพแก่ราษฎร 35 ครอบครัว หลังประสบอัคคีภัย ณ ชุมชนบ้านครัวตะวันตก

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน (เครื่องครัว เครื่องนอน) ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวตะวันตก ซึ่งได้เกิดเหตุอัคคีภัยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 00.27 น. ที่ผ่านมา ทำให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย 8 หลังคาเรือน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 35 ครอบครัว ณ สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ในโอกาสนี้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวกับราษฎรให้ได้รับทราบ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

‘ครูเล็ก’ โพสต์ภาพคู่ ‘ลิซ่า’ เผย “เธอเป็นคนที่อบอุ่นมาก” พร้อมคอนเฟิร์มเตรียมชิมลางซีรีส์ดัง เริ่มถ่ายทำที่ไทยแล้ว

(26 ก.พ.67) เรียกว่าแฟนๆ ทั่วโลก ต่างเซอร์ไพร์ส หลัง ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ เซย์เยสชิมลางงานแสดง ใน ‘The White Lotus’ ซีซัน 3 ออริจินัลซีรีส์ของ HBO ที่จะเริ่มถ่ายทำที่เกาะสมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ

โดยการันตีด้วยรางวัลเอ็มมี่ สร้างสรรค์ เขียนบท และ กำกับโดย ‘ไมค์ ไวท์’ ร่วมกับทีมนักแสดง เลสลีย์ บิบบ์, แคร์รี่ คูน, ฟรานเชสกา คอร์นีย์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผย นักแสดงชาวไทยมากฝีมืออีกหลายชีวิต ที่ร่วมถ่ายทอดชีวิตจริงของมนุษย์สู่สายตาแฟนๆ ทั่วโลก อย่าง ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน, ดอม เหตระกูล และ เมธี ทับทิมทอง อีกด้วย

ขณะเดียวกัน แฟนๆ ซีรีส์ ก็ยังคงร่วมลุ้นว่า ลิซ่า และนักแสดงคนอื่นๆ จากเมืองไทยจะได้รับบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้ รวมถึงรอคอยการถ่ายทำที่ประเทศไทย

ล่าสุด ‘ครูเล็ก’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และยังเป็นหนึ่งในนักแสดงซีรีส์เรื่องดังกล่าว ออกมาโพสต์ภาพคู่กับลิซ่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแคปชันน่ารักว่า “เธอเป็นคนที่อบอุ่นมาก”

ทำเอาแฟนๆ ที่เห็นภาพนี้ ต่างอบอุ่นหัวใจ ที่ลิซ่าได้ร่วมงานกับปรมาจารย์ด้านการแสดง และบอกว่าใครที่ได้ร่วมงานกับลิซ่า ต่างชื่นชมและเอ็นดูในความน่ารัก

พร้อมคาดการณ์กันอีกว่า ลิซ่าเเละทีมซีรีส์ เรื่อง ‘The White Lotus season 3’ เดินทางมาถ่ายทำที่ประเทศไทยกันเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว

PODCAST

‘เจ้าฟ้ากุ้ง’ กวีเอกแห่งยุคบ้านเมืองดี | THE STATES TIMES Story EP.140

หลายคนคงคุ้นชื่อ ‘เจ้าฟ้ากุ้ง’ หรือ ‘เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์’ หรือจากคำให้การชาวกรุงเก่าว่า ‘เจ้าฟ้านราธิเบศร์’ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นเจ้าฟ้าที่ทรงโลดโผนเข้าขั้นศิลปิน เป็นผู้ที่ถูกวางไว้ให้ปกครองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากพระราชบิดา (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เพราะเป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถฉลาดหลักแหลมสมกับเป็น ‘กวีเอก’ แห่งยุค ‘บ้านเมืองดี’ ทรงเป็นกวีเอกของกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยฝากถ้อยคำ ‘พระเสด็จโดยแดนชลฯ’ ใช้เห่เรือจนมาถึงปัจจุบัน

แต่เพราะเหตุใด ถึงไม่ปรากฏชื่อ ‘เจ้าฟ้ากุ้ง’ ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา…THE STATES TIMES Story มีคำตอบ!!

‘ขุนหลวงท้ายสระ’ ผู้ออกกฎห้ามจับปลาตะเพียน | THE STATES TIMES Story EP.139

‘สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ’ หรือ ‘สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9’ หรือ ‘พระเจ้าท้ายสระ’ หรือ ‘พระเจ้าภูมินทราชา’ หรือ ‘พระเจ้าบรรยงก์รัตนาสน์’ หรือ ‘ขุนหลวงท้ายสระ’ ที่เราคุ้นเคยดีจากละครเรื่องพรหมลิขิต เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 30 ในสมัยอยุธยา 

นอกจากพระราชกรณียกิจที่เห็นเป็นประจักษ์แล้ว ยังมีตำนานกล่าวขานเล่าลือว่า ‘ขุนหลวงท้ายสระ’ โปรดเสวย ‘ปลาตะเพียน’ มาก จนถึงขั้นออกพระราชกำหนดห้ามราษฎรจับหรือรับประทานปลาตะเพียน หากผู้ใดฝ่าฝืน มีบทลงโทษคือปรับเป็นเงิน 5 ตำลึง หรือ 20 บาท

'เจ้าฟ้าพร' หรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์ยุคชิงราชสมบัติ | THE STATES TIMES Story EP.138

 

เปิดพระราชประวัติ 'พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ' กษัตริย์ในยุคแห่งการชิงราชสมบัติ ผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนาดินแดนลังกา และเป็นยุคแห่งวรรณคดีดังมากมาย

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

ซักด่วน !!! ใช้ผ้าขนหนูเกิน 3 วัน เหมือนเช็ดตัวด้วยโถส้วม !!! | Y WORLD EP.75

Y WORLD ตอนนี้ แค่หัวข้อก็อึ้งกันแล้วค่ะ แค่ไม่ได้ซักผ้าขนหนู 3 วัน ก็สกปรกขนาดนี้เลยหรอ ? ส่งผลอย่างไรบ้าง และควรแก้ยังไง คลิปนี้มีคำตอบค่ะ 

‘Roman Charity’ ภาพวาดที่ไม่ได้ลามก แต่คือความกตัญญู | Y WORLD EP.74

Y WORLD ตอนนี้พาคุณไปชมภาพวาดหญิงสาวกำลังป้อน ‘นม’ ของตัวเองให้ชายชรา ที่บอกเลยว่า 'เห็นครั้งแรก ก็คิดดีไม่ได้จริงๆ' แต่แท้จริงแล้ว ภาพนี้ไม่ได้เป็นสื่อลามกอนาจาร แต่คือการแสดงความกตัญญู เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามชมกันได้เลยค่ะ

ปลิดชีพ "ชาย" ขู่ฆ่า "โจ ไบเดน" แม้ไม่มี112 | Y WORLD EP.73

Y WORLD ตอนนี้จะพาคุณไปฟังเรื่องราวการ "ปกป้องผู้นำ" ของตนขั้นสุดแบบสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่ FBI ปลิดชีพ 'ชาย’ ขู่ฆ่า 'โจ ไบเดน' แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่มีกฎหมายมาตรา 112 แบบประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากใครมาหมิ่นหรือคิดร้ายผู้นำในประเทศของเขา โดนดีทันที เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปรับชมกันเลย

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567

อยากให้บ้านเราเจริญนะ 
ไม่ยากหรอก 
รักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ 
ไม่ให้ขาด 
อย่าให้ด่างพร้อย

- หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ-

 

ตำรวจสอบสวนกลาง CIB โดยกองบังคับการตำรวจน้ำ เปิดยุทธการ 'ฟ้าสางที่ฝั่งโขง' 957 กม. 85 คดี จับคนร้าย 104 ราย ยาบ้า 913,723 เม็ด

ตำรวจสอบสวนกลาง CIB โดยกองบังคับการตำรวจน้ำ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก, พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ, พ.ต.อ.อดิศักดิ์ มีศิลป์ ผกก.10 บก.รน., พ.ต.อ.ศษณวรรศ รัตนเสวตรวงศ์ ผกก.11 บก.รน., พ.ต.อ.อนรรฆ ประสงค์สุข ผกก. 12 บก.รน. ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.ภูมินทร์ ทุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน., พ.ต.อ.ธรากร เลิศพรเจริญ รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.ราม รสหอม รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.อดิศักดิ์ มีศิลปั ผกก.10 บก.รน., พ.ต.อ.ศษณวรรฐ รัตนเศวตรวงศ์ ผกก.11 บก.รน., พ.ต.อ.อนรรฆ ประสงค์สุข ผกก.12 บก.รน. 

ด้วยการแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศ ส่งผลกระทบทำให้เกิดเหตุอาชญากรรมต่างๆ ในประเทศเป็นอย่างมาก กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลางเล็งเห็นปัญหาที่เกิดจากยาเสพติดมากมาย ทั้งในครอบครัวและเยาวชนอันเกิดจากยาเสพติด การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี, การหลบหนีเข้าเมือง ในด้านของยาเสพติดหรือการกระทำความผิดต่างๆ คนร้ายมักจะใช้ช่องทางจากประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าสู่ประเทศไทย และอาจนำส่งประเทศที่สาม 

พล.ต.ต. พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ธรากร เลิศพรเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ พันตำรวจเอก ราม รสหอม รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ พันตำรวจเอก อดิศักดิ์ มีศิลป์ ผู้กำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ พ.ต.ต.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3กก.10 บก.รน.(ตำรวจน้ำมุกดาหาร) ร่วมแถลงผลการปฏิบัติงาน ณ ห้องประชุมกองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ ตามแผนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กองกำกับการ 10-12 กองบังคับการตำรวจน้ำ 

ตั้งแต่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตามแนวแม่น้ำโขง รวมระยะทางประมาณ 957 กิโลเมตร ภายใต้ชื่อ "ยุทธการฟ้าสางที่ฝั่งโขง" ตั้งแต่วันที่ 13-20 กุมภาพันธ์ 2567 ประมาณ 1 สัปดาห์ เป้าหมายทางบก 76 เป้าหมาย ทางน้ำ 23 เป้าหมาย สามารถจับกุม ยาเสพติด จำนวน 43 ราย จำนวน 913,723 เม็ด อาวุธปืน จำนวน 6 ราย ต่างด้าว 30 ราย จับตามหมายจับ 22 ราย และจับกุมตามความผิดอื่น 3 ราย รวมผู้ต้องหา 104 ราย

พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ กล่าวว่า ภูมิประเทศพื้นที่ตามลำน้ำโขงในเขตรับผิดชอบล้วนเอื้อต่อการลักลอบกระทำสิ่งของผิดกฎหมายโดยเฉพาะการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เพราะมีเกาะแก่งดินดอนตามลำน้ำโขงให้พักคอยมากมาย ทำให้มีปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากนักค้ายาทั้งในและนอกพื้นที่ ในการลักลอบนำเข้าแต่ละครั้งมักจะเพิ่มมากขึ้นตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า ยาไอซ์ และกัญชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นภารกิจสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ เพื่อลดระดับความรุนแรงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงทั้ง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานข้างเคียงที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการระดมกวาดล้างยาเสพติด รวมถึงอาชญากรรม ตามแผน “ยุทธการฟ้าสางที่ฝังโขง” เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนมายาวนาน

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567

“ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด 
ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ
ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ 
ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้ ให้สงบนิ่ง”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร)

INFO & TOON

📝 จดเลย!! รวม ‘พิกัดวัน-สถานที่’📌 สักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

📝 จดเลย!! รวม ‘พิกัดวัน-สถานที่’📌 สักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ศาสนวัตถุอันมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชน ซึ่งเดินทางมากจากสาธารณรัฐอินเดีย 🇮🇳 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 

โดยเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.- 3 มี.ค. 67 หลังจากนั้นจะอัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาค เพื่อให้พุทธศาสนิกชนท่านอื่นๆ ได้ร่วมสักการะอย่างทั่วกันต่อไป โดยวันและสถานที่มีดังนี้…

🗓️ 23 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2567
ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

🗓️ 4-8 มีนาคม 2567
ณ หอคำหลวง อุทยานราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

🗓️ 9-13 มีนาคม 2567
ณ วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี

🗓️ 14-18 มีนาคม 2567
ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้ตามวัน เวลา และสถานที่ที่ได้แจ้งไว้ตามความสะดวก ✨🙏🏻🇹🇭

‘ฟิลิปปินส์’ ได้กลายเป็นผู้นำเข้า ‘ข้าว’ รายใหญ่ที่สุดของโลกประจำปี 2023/2024

รายงานจาก Satista เผย ‘ฟิลิปปินส์’ ได้กลายเป็นผู้นำเข้า ‘ข้าว’ รายใหญ่ที่สุดของโลกประจำปี 2023/2024 โดยวัดจาก 20 ประเทศชั้นนำของโลก 🌾🌍

ทั้งนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี 4 ประเทศที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่…

1.) ฟิลิปปินส์ 🇵🇭 นำเข้าข้าว 3.8 ล้านตัน 
2.) อินโดนีเซีย 🇮🇩 นำเข้าข้าว 2.5 ล้านตัน 
3.) เวียดนาม 🇻🇳 นำเข้าข้าว 1.4 ล้านตัน 
และ 4.) มาเลเซีย 🇲🇾 นำเข้าข้าว 1.2 ล้านตัน

'ผัดกะเพรา' ครองสุดยอด 'อาหารประเภทผัด' อันดับ 1 ของโลก (2023)

เว็บไซต์อาหาร เทสต์แอตลาส (TasteAtlas) จัดอันดับอาหารจานผัดที่ดีที่สุดในโลก 50 อันดับ จากการรีวิวของผู้ใช้ ปรากฏว่า ‘ผัดกะเพรา’ คว้าอันดับ 1 ไปครอง

ทั้งนี้ ทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้อธิบายถึงผัดกะเพราว่า เป็นเมนูผัดดั้งเดิมของไทยที่นำเนื้อสัตว์ที่สับแล้ว หรืออาหารทะเล มาผัดกับใบกะเพราและวัตถุดิบอื่น ๆ กระเทียม พริก และปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำตาล และน้ำปลา มักจะเสิร์ฟพร้อมข้าว ไข่ดาว และพริกน้ำปลา

แน่นอนว่านอกจากผัดกะเพราแล้ว ยังมีอาหารจานผัดของไทยอีกอย่างที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกด้วย ก็คือ ‘ผัดไทย’ โดยอยู่ที่อันดับ 8 ขณะที่ใน 50 อันดับ มีอาหารไทยติดอันดับอีก 3 อย่าง คือ ผัดซีอิ๊ว (อันดับ 19) คั่วกลิ้ง (อันดับ 23) และไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ (อันดับ 44)

COLUMNIST

ทำไม? ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงต้องการปราสาทขอม  ประวัติศาสตร์เรื่องอาณานิคม ที่คนรุ่นใหม่เล่าไม่ครบบริบท 

เมื่อประมาณสักหลายเดือนก่อน ผมได้ลองอ่านเรื่องประวัติศาสตร์อ่านสนุก ๆ ในโลก Social Media ซึ่งเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และปราสาทนครวัดจำลองในพื้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งปราสาทจำลององค์นี้ ซึ่งพระองค์มีพระราชบัญชาให้ขุนนางได้จำลองมาไว้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่เรื่องราวของการนำเอาปราสาทนครวัดมาจำลองไว้ แต่มันเกี่ยวกับเรื่องของการรื้อถอนปราสาทหินจากเขมรเพื่อนำมาไว้ในสยาม แต่ประวัติศาสตร์อ่านสนุกนั้นไม่บอกไว้ว่าทำไม ? ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ถึงต้องรื้อปราสาทหินมาไว้ในพระนคร นอกจากพระองค์ยังทรงต้องการที่จะให้ชาวพระนครได้ชมปราสาทหินเขมร ซึ่งมันคือ 'เรื่องปลายทาง'

จากการไม่อธิบายตรงนั้น ทำให้หลายต่อหลายคนที่ได้มาอ่านก็คิดไปกันเองโดยไม่เข้าใจว่าในหลวงรัชกาลที่ ๔ เพียงแค่ต้องการปราสาทหินมาไว้ในพระนครเพื่อแสดงความเป็นเจ้าเหนือหัวของกษัตริย์เมืองเขมรที่เป็นประเทศราช ซึ่งผมมองว่าไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก หากจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ สมควรจะเล่าบริบทให้ครบ

'เรื่องต้นทาง'

ในช่วงรัชกาลที่ ๔  สยามเริ่มเข้าสู่ความเชี่ยวกรากของนักล่าอาณานิคมโดยเฉพาะ 'นักล่าหน้าใหม่' ซึ่งมีความกระหายในการ 'ล่าเมืองขึ้น' ไม่ให้น้อยหน้าชาติในยุโรปที่ออกมาหาเมืองขึ้นก่อนหน้านั่นก็คือฝรั่งเศส ซึ่งกระโดดเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังอังกฤษ แต่ต้องการแสดงแสนยานุภาพให้โลกเห็นว่าตนเองก็ไม่ธรรมดา และการหาเมืองขึ้นเพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปถึงประเทศจีนเป็นหมุดหมายสำคัญของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น 

หลังจากผ่านพ้นช่วงการเมืองอันวุ่นวาย ฝรั่งเศสก็มีแนวความคิดที่จะออกสู่โลกอันกว้างใหญ่เพื่อหาเมืองขึ้น โดยสร้างชมรมนักสำรวจโดยสมอ้างมันคือชมรมการสำรวจอารยธรรมเพื่อความรู้ใหม่ของชาติ แต่เอาจริง ๆ ก็คือการสำรวจเพื่อประเมินทรัพยากรก่อนเข้ายึดครองนั่นเอง ซึ่งหนึ่งในการสำรวจครั้งนั้นก็มี ญวณ เขมร และลาว ซึ่งทุกประเทศล้วนเกี่ยวข้องกับสยาม ซึ่งเรื่องเล่านี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว 

ภายหลังจากภาพชุดแรกของนักธรรมชาติฝรั่งเศสชื่อ อองรี มูโอต์ ได้วาดและระบายสีภาพ 'อังกอร์วัด' และเมืองโบราณาอื่น ๆ กว่า ๘๐๐ ภาพ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๕๙ ก่อนนำไปตีพิมพ์ในวารสารเที่ยวรอบโลก Le Tour Du Monde ในช่วง ค.ศ. ๑๘๖๓ ซึ่งขณะที่มูโอต์ได้พบอังกอร์วัด กองทัพฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองญวณภาคใต้ได้สำเร็จ จากญวณก็พุ่งเป้าไปยังกัมพูชาเพื่อต่อยอดแผนอันทะเยอทะยานในการมีอิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้แต่เพียงผู้เดียว โดย นาวาตรีโบนาร์ด ข้าหลวงใหญ่แห่งโคชินไชน่า ได้เข้าไปในนครเสียมราฐอย่างเงียบ ๆ เพื่อศึกษาลู่ทางต่าง ๆ โดยเขาพบว่า 'นครวัด' อันรกร้างเหมาะจะเป็น 'สัญลักษณ์' ที่เหมาะสมที่สุดแห่งความชอบธรรมของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส เพราะว่าฝรั่งเศสกำลังจะพลิกฟื้นซากแห่งอารยธรรมโบราณให้แก่ประเทศที่ขาดการพัฒนา เพียงแต่อังกอร์วัดยังเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่ชื่อว่า 'สยาม'

'เรื่องกลางทาง'

การที่ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาสนใจเขมรนั้น อยู่ในพระเนตรพระกรรณของในหลวงรัชกาลที่ ๔ มาตลอด พระองค์ทรงตระหนักถึงพิษภัยการคุกคามของฝรั่งเศสที่มีมากกว่าอังกฤษ แถมการทูตใด ๆ ก็ไม่สามารถระงับความอยากได้เขมรของฝรั่งเศสได้ เพราะฝรั่งเศสเดินเกมลุกอย่างหนักทั้งจากการเข้าเฝ้า 'สมเด็จพระนโรดมฯ พรหมบริรักษ์' เพื่อเสนอผลประโยชน์ที่เขมรจะได้รับหากแยกทางกับสยาม

การตอบโต้ฝรั่งเศสในครั้งนั้นของในหลวงรัชกาลที่ ๔ เพื่อตอบโต้การคุกคามของฝรั่งเศสในก็คือพระราชบัญชาให้ขุนนางไทยสำรวจปราสาทนครวัดอย่างถ้วนถี่ เพื่อรื้อถอนเข้ามายังสยาม แต่ในขณะที่สยามกำลังสำรวจนี้ ฝรั่งเศสได้ขนวัตถุโบราณออกจากเขมรไปอย่างต่อเนื่อง หลักฐานการขนสามารถดูได้จากหลักฐานของฝรั่งเศสเองซึ่งเยอะมาก ๆ 

แต่การตอบโต้แรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปราสาทนครวัดนั้นใหญ่โตเกินไป แผนถัดไปจึงมีพระบรมราชโองการให้รื้อถอนปราสาทหินขนาดย่อม ๆ เข้ามาสัก ๒ หลัง โดยส่งกำลังพลถึง ๑,๐๐๐ คนเข้าไปโดยมุ่งไปที่ปราสาทพระขรรค์และปราสาทตาพรหม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถูกฝรั่งเศสเพ่งเล็งและรายงานไปยังข้าหลวงใหญ่ในโคชินไชน่าแทบจะทันที

ถ้าอ่านถึงตรงนี้หลายคนที่อ่านก็คงดรามากันแล้ว เหมือนจากเหตุต้นเรื่องที่ผมได้เล่ามา แต่พระบรมราโชบายนี้มีความลึกซึ้งกว่าที่เราจะมองเผิน ๆ ได้ เพราะเรามีปราสาทขอมในสยามที่ใกล้กรุงเทพฯ เยอะแยะ ทำไม ? ถึงต้องเอาปราสาทที่ไกลจากสยามออกถึงขนาดนั้น และไม่ใช่แค่พระองค์อยากนำปราสาทมาก่อไว้เพื่อเกียรติยศแต่อย่างใด

พระองค์ดำเนินพระราโชบายการรื้อถอนปราสาทหินเขมรเข้ามาเพื่อแสดงความเป็น 'เจ้าอธิราช' เหนือเขมรอย่างถูกต้องทั้งพฤตินัยและนิตินัย เพราะฝรั่งเศสในขณะนั้นเขามาลักกินขโมยกิน ทั้ง ๆ ที่ผู้สถาปนากษัตริย์เขมรคือพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 

'เรื่องปลายทาง'

โครงการรื้อถอนปราสาทพระขรรค์และปราสาทตาพรหม ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีทหารป่าเขมรประมาณ ๓๐๐ คน เข้ามาโจมตีขุนนางสยามจนล้มตาย บาดเจ็บไปหลายคน แต่กระนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยังคงมีพระราชบัญชาให้ดำเนินการต่อ 'เอาเข้ามาให้จงได้' เพราะเดิมครั้งนั้นคือการเสียบ้านเสียงเมืองในส่วนของเขมรซึ่งอยู่กับสยามมาอย่างยาวนานนับเนื่องมาถึง ๔ รัชกาล 

แต่ในท้ายที่สุดเหล่าขุนนาง เสนาบดีได้เข้าชื่อทำเรื่องทูลเกล้าฯ ขอพระราชทาน 'ระงับ' เพราะเหลือกำลังที่จะรื้อ หรือถ้ารื้อมาแล้วการประกอบขึ้นใหม่ถ้าทำแล้วไม่เหมือน ไม่สมบูรณ์ ก็จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศไปเสียอีก ทำให้เวลาต่อมาจึงได้ทรงมีพระราชบัญชาให้สร้างปราสาทนครวัดจำลอง ย่อส่วนลงมาไว้เป็นที่ระลึกภายในพื้นที่ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวังที่เราได้เห็นกันอยู่ถึงวันนี้

นอกเหนือการนำปราสาทหินเขมรเข้าในพระนคร ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยังคงมีสัญญาลับที่ทำกับเขมรในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ เพื่อยังคงดำเนินการักษาอธิราชของสยามที่มีต่อเขมรไว้ แต่ฝรั่งเศสก็ขัดขวางไว้เช่นเคย โดยใช้เรือปืนมาข่มขู่สยามถึงปากน้ำเจ้าพระยาจนเราต้องยอม ส่วนทางเขมรฝรั่งเศสก็ส่งตัวแทนเข้าสู่ราชสำนักเขมรและเสนอผลประโยชน์เพื่อให้เขมรเลิกเป็นประเทศราชของสยาม และเป็นมาเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส 

สุดท้ายเขมรก็ตกลงเพราะประโยชน์ที่ได้มันค่อนข้างจะคุ้มค่ามาก ๆ ในช่วงเวลานั้น ทำให้การลักกิน ขโมยกินของฝรั่งเศสเป็นเรื่องถูกต้องทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย สัญญาลับที่เราทำกับเขมรก็เป็นโมฆะไปโดยปริยาย แล้วฝรั่งเศสก็เดินหน้ายึดพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่ญวณ เขมร และลาวเป็นพื้นที่ในอารักขาของฝรั่งเศสไปทั้งหมด 

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงดำเนินพระราโชบายและที่ทรงได้มีพระราชบัญชา เป็นการมองการณ์ไกล เพื่อแสดงความเป็นเจ้าอธิราชให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการรุกรานของฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้น เพราะหากฝรั่งเศสได้เขมร พื้นทื่อื่น ๆ ที่ติดกับเขมรย่อมต้องเสียตามไปอีกเป็นแน่แท้ แล้วการณ์ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่พระองค์คาดไว้ จากนโยบายเรือปืนของฝรั่งเศส ที่เราได้ผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องในอีกถึง ๒ รัชกาล

‘SAVAK’ ตำรวจลับของ ‘Shah แห่งอิหร่าน’ สมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี องค์กรที่ขึ้นชื่อด้าน ‘การทรมาน’ จนทำให้ชาวอิหร่าน ‘เกลียดชัง-หวาดกลัว’

สืบเนื่องจากที่ผู้เขียนได้โพสต์เล่าเรื่องราวของงานวันชาติสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน วันฉลองชัยชนะ 45 ปีการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน และฉลอง 400 ปี ความสัมพันธ์สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและราชอาณาจักรไทยใน FB ดร.โญ มีเรื่องเล่า ของผู้เขียน มีผู้อ่านท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับงานวันชาติซึ่งเป็นวันฉลองชัยชนะ 45 ปีการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนจึงได้อธิบายว่า “บริบทของแต่ละประเทศแตกต่างกันครับ บทบาทหน้าที่ของราชวงศ์ก็แตกต่างกันออกไปด้วย บูรพมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่ก่อร่างสร้างชาติมาร่วมพันปี กระทั่งถึงราชวงศ์จักรีสามารถครองคนและครองใจได้ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเพราะพระราชกรณียกิจอันทรงประโยชน์มากมายมหาศาลแก่พสกนิกรทั่วหล้า เอามาเปรียบกันไม่ได้ดอกครับ ทุกวันนี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังคงยึดมั่นในสถาบันศาสนาอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ชาติไทยของเราดำรงคงอยู่ได้ด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามสถาบันหลักอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของคนไทยครับ”

Mohammad Reza Pahlavi (Shah of Iran)

จึงขอนำเรื่องราวสาเหตุสำคัญประการหนึ่งอันเป็นสาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์  Pahlavi มาบอกเล่าให้ได้ทราบ ระบอบการปกครองของอิหร่านภายใต้ Mohammad Reza Pahlavi (Shah of Iran) เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการสนับสนุนต่อกษัตริย์ Reza Pahlavi มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและที่ปรึกษาทางทหาร การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-14 ซึ่งสหรัฐฯ ไม่เคยขายให้กับชาติใดเลย คงมีใช้แต่เพียงกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพอากาศอิหร่านเท่านั้น ภายหลังจากการรัฐประหารในอิหร่าน ปี 1953 ด้าน Mohammad Mosaddeq นายกรัฐมนตรีถูกปลดออกจากตำแหน่ง กษัตริย์ Reza Pahlavi ได้ทรงตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นโดยมีอำนาจเช่นเดียวกับตำรวจ เป้าหมายของ Shah คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบการปกครองของพระองค์ โดยการจัดวางฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้อยู่ภายใต้การสอดแนมและมีการปราบปรามการเคลื่อนไหวของเหล่าบรรดาผู้ที่เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม

นายพล Teymur Bakhtiar 

สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) ได้ส่งพันเอกสังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ ไปยังอิหร่านในเดือนกันยายน 1953 เพื่อทำงานร่วมกับนายพล Teymur Bakhtiar ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเตหะราน (ฝ่ายทหาร) ในเดือนธันวาคม 1953 และเริ่มรวบรวมแกนกลางขององค์กรข่าวกรองใหม่ทันที พันเอกนายดังกล่าวทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายพล Bakhtiar และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา โดยจัดระบบสั่งการสำนักงานข่าวกรองใหม่และฝึกอบรมสมาชิกเกี่ยวกับเทคนิคข่าวกรองขั้นพื้นฐาน เช่น วิธีการสอดแนมและการสอบสวน การใช้เครือข่ายข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยขององค์กร องค์กรนี้เป็นหน่วยข่าวกรองที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพแห่งแรกที่ดำเนินงานในอิหร่าน ความสำเร็จหลักเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1954 เมื่อหน่วยงานของนายพล Bakhtiar สามารถค้นพบและทำลายเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ของ Tudeh (พรรคคอมมิวนิสต์ของอิหร่าน) ที่จัดตั้งขึ้นในกองทัพอิหร่านได้สำเร็จ

พลตรี Herbert Norman Schwarzkopf

ในเดือนมีนาคม 1955 CIA ได้ส่งทีมงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของ CIA 5 นายมาแทนที่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติการลับ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรอง รวมถึงพลตรี Herbert Norman Schwarzkopf (บิดาของพลเอก Norman Schwarzkopf Jr. ผบ.กองกำลังพันธมิตรในยุทธการพายุทะเลทราย) ที่ดำเนินการ ‘ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของ SAVAK รุ่นแรกเกือบทั้งหมด’ ในปี 1956 หน่วยงานนี้ได้รับการจัดระเบียบใหม่และตั้งชื่อว่า Sazeman-e Ettela'at va Amniyat-e Keshvar (SAVAK) การจัดการต่าง ๆ รวมทั้งการฝึกฝนอบรมถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ของ SAVAK เองในปี 1965 SAVAK มีอำนาจเซ็นเซอร์สื่อ คัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ และ ติดตามแหล่งข้อมูลตะวันตกที่เชื่อถือได้ โดยใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็น รวมถึงการตามล่า การทรมานเหล่าบรรดาผู้เห็นต่าง หลังปี 1963 Shah ทรงขยายหน่วยงานรักษาความมั่นคงของพระองค์ ซึ่งรวมถึง SAVAK ที่ขยายจนมีจำนวนเจ้าหน้าที่เต็มเวลามากกว่า 5,300 ราย และสายข่าวอีกเป็นจำนวนมาก (ไม่ทราบจำนวน) ในปี 1961 รัฐบาลอิหร่านได้ปลดนายพล Teymur Bakhtiar ซึ่ง ผู้อำนวยการคนแรกของหน่วยงานนี้ออก และต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้เห็นต่างทางการเมืองของรัฐบาลอิหร่าน ในปี 1970 เจ้าหน้าที่ SAVAK ได้ลอบสังหารเขา โดยทำให้ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นเหมือนอุบัติเหตุ

นายพล Hassan Pakravan

นายพล Hassan Pakravan ผู้อำนวยการ SAVAK ตั้งแต่ปี 1961 ถึง 1966 เขามีชื่อเสียงในด้านความอ่อนโยนและมีเมตตา เช่น รับประทานอาหารร่วมกับอยาตุลลอฮ์ Khomeini เป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะที่โคไมนีถูกกักบริเวณในบ้าน และต่อมาได้เข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันการประหารชีวิตของอยาตุลลอฮ์ Khomeini โดยให้เหตุผลว่า เรื่องดังกล่าวจะ ‘ทำให้ประชาชนทั่วไปของอิหร่านโกรธเคือง’ อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิวัติอิหร่าน นายพล Pakravan กลับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่กลุ่มแรก ๆ ของ Shah ที่ถูกรัฐบาลของอยาตุลลอฮ์ Khomeini ประหารชีวิต นายพล Pakravan ถูกแทนที่ในปี 1966 โดยนายพล Nematollah Nassiri ซึ่งเป็นนายทหารใกล้ชิดของ Shah และมีการจัดระบบใหม่และมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเมื่อเผชิญกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายซ้ายและกลุ่มอิสลามิสต์ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความไม่สงบทางการเมือง รวมถีงเป็นผู้จุดชนวนแงความเกลียดชังของชาวอิหร่านต่อ Shah 

นายพล Nematollah Nassiri

จุดเปลี่ยนในชื่อเสียงของ SAVAK ในด้านความโหดร้ายที่โหดเหี้ยมมีรายงานว่ามีการโจมตีที่ทำการทหารในหมู่บ้าน Siahkal แคสเปียนโดยกลุ่มมาร์กซิสต์ติดอาวุธกลุ่มเล็ก ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1971 อีกทั้งมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่ของ SAVAK ได้ทรมานจนอยาตอลเลาะห์ Muhammad Reza Sa'idi นักบวชชีอะห์จนเสียชีวิต ในปี 1970 ตามคำบอกของ Ervand Abrahamian นักประวัติศาสตร์การเมืองชาวอิหร่านซึ่งระบุว่า หลังจากการโจมตีครั้งนั้น เจ้าหน้าที่สอบสวนของ SAVAK ถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อรับการฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันการเสียชีวิตที่ไม่พึงประสงค์จาก 'การใช้กำลังอย่างโหดเหี้ยม' ซึ่งประกอบด้วย Bastinado (การเฆี่ยนตรงฝ่าเท้า) การบังคับให้อดนอน การขังเดี่ยวอย่างยาวนาน การไฟฉายส่องนาน ๆ การยืนขาเดียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การถอนเล็บ งู (นิยมใช้กับผู้หญิง) การช็อตไฟฟ้าด้วยตราประทับสัตว์ (ซึ่งมักจะสอดเข้าทางทวารหนั​​ก) การจี้ด้วยบุหรี่ การนั่งบนเตาร้อน การหยดน้ำกรดเข้ารูจมูก การจับกดน้ำ การข่มขู่ทรมานต่าง ๆ และการใช้เก้าอี้ไฟฟ้าที่มีหน้ากากโลหะขนาดใหญ่เพื่อปิดเสียงกรีดร้อง (อุปกรณ์นี้เรียกว่า Apollo แคปซูลอวกาศของสหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้ นักโทษยังถูกทำให้อับอายจากการข่มขืน การปัสสาวะรด และการถูกบังคับให้ยืนเปลือยกาย 

Bastinado (การเฆี่ยนตรงฝ่าเท้า)

แม้จะมีวิธีการ 'ทางวิทยาศาสตร์' ใหม่ แต่การทรมานที่เลือกยังคงเป็นวิธีการดั้งเดิมที่ใช้ในการตีฝ่าเท้า ‘เป้าหมายหลัก’ ของการทารุณกรรมโดยการใช้วิธี Bastinado คือ “การค้นหาคลังอาวุธ สถานที่หลบซ่อน และสอบเค้นหาผู้สมรู้ร่วมคิด” Abrahamian ประเมินว่า SAVAK (รวมถึงตำรวจและทหารหน่วยอื่น ๆ) สังหารฝ่ายต่อต้านไปราว 368 คน รวมทั้งผู้นำขององค์กรต่อต้านในเมืองใหญ่ ๆ (องค์กร Fedai Guerrillas แห่งประชาชนอิหร่าน, Mujahedin ของประชาชนแห่งอิหร่าน) เช่น Hamid Ashraf ระหว่างปี 1971–1977 และมีการประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองมากถึง 100 คน ระหว่างปี 1971 ถึง 1979 ซึ่งเป็นยุคที่มีความรุนแรงที่สุดในระหว่างการดำรงอยู่ของ SAVAK ภายในสิ้นปี 1975 กวี นักประพันธ์ อาจารย์ ผู้กำกับละคร และผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงจำนวน 22 คน ถูกจำคุกเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองของ Shah และอีกหลายคนถูกทำร้ายร่างกายเนื่องจากปฏิเสธที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ การปราบปรามผ่อนคลายลงเนื่องจากการประชาสัมพันธ์และการตรวจสอบโดย ‘องค์กรระหว่างประเทศและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศจำนวนมาก’ และเมื่อ จิมมี คาร์เตอร์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และเขาได้หยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชนในรัฐจักรวรรดิแห่งอิหร่านขึ้นมา ทำให้สภาพภายในเรือนจำเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน ผู้ต้องขังขนานนามสิ่งนี้ว่าเป็นรุ่งอรุณของระบอบ ‘Jimmykrasy’

ส่วนหนึ่งของภาพผู้ที่เสียชีวิตและสูญหายด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่ของ SAVAK

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคำถามเกี่ยวกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันโดยนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยหลายคน เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าอิหร่านไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานลับ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากให้ตัวเลขที่ขัดแย้งกันสำหรับจำนวนบุคลากรของ SAVAK ตั้งแต่ 6,000 ถึง 60,000 คน ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของ Shah เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1974 Shah ตรัสว่า พระองค์เองก็เขาไม่ทราบจำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK ที่แน่นอน อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงประเมินว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK ทั้งหมดคงจะน้อยกว่า 2,000 คน สำหรับคำถามเกี่ยวกับ ‘การทรมานและความโหดร้าย’ ของ SAVAK Shah ทรงตอบว่า รายงานของหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับ ‘ความเด็ดขาดและความโหดร้ายของ SAVAK’ เป็นการโกหกและการใส่ร้าย เอกสารแผ่นพับที่เผยแพร่หลังการปฏิวัติอิสลามระบุว่า มีชาวอิหร่าน 15,000 คนเป็นเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการของ SAVAK ไม่รวมถึงสายข่าวที่ไม่เป็นทางการอีกเป็นจำนวนมาก

ในช่วงที่มีอำนาจสูงสุด SAVAK มีพลังที่แทบไม่มีขีดจำกัด ดำเนินการศูนย์กักขังของตนเอง เช่น เรือนจำเอวิน นอกเหนือจากการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศแล้ว ภารกิจของ SAVAK ยังขยายไปถึงการสอดแนมชาวอิหร่านในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะนักศึกษาที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาล นอกจากนั้นแล้ว SAVAK ยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ CIA โดยส่งสายลับไปยังนครนิวยอร์กเพื่อแบ่งปันและหารือเกี่ยวกับกลวิธีในการสอบสวน นิตยสารไทม์เขียนในช่วงเวลาแห่งการโค่นล้มพระเจ้าชาห์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1979 โดยบรรยายถึง SAVAK ว่าเป็น ‘หน่วยงานที่ชาวอิหร่านทั้งเกลียดชังและหวาดกลัวที่สุดมายาวนาน’ ซึ่ง ‘ได้’ ทำการทรมานและสังหารศัตรูของ Shah ไปหลายพันคน นักวิทยาศาสตร์อเมริกันยังพบว่ามีความผิดฐาน ‘ทรมานและประหารชีวิตนักโทษการเมืองหลายพันคน’ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การปกครองของ Shah ระหว่างปี 1963-79’ รายการวิธีการทรมาน SAVAK  ได้แก่ ‘การช็อตไฟฟ้า การเฆี่ยนตี การทุบตี การเหยียบแก้วที่แตก และการเทน้ำเดือดลงในทวารหนัก การมัดตุ้มน้ำหนักไว้ที่ลูกอัณฑะ และการถอนฟันและถอดเล็บ’

พิพิธภัณฑ์ ‘Ebrat’ ในอดีตเรือนจำ Towhid ใจกลางกรุงเตหะราน
เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอกสารและเรื่องราวความโหดร้ายของ SAVAK

SAVAK ถูกปิดตัวลงไม่นานก่อนการโค่นล้ม Shah และการขึ้นสู่อำนาจของอยาตุลลอฮ์ Ruhollah Khomeini ในการปฏิวัติอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1979 หลังจากการจากไปของ Shah ในเดือนมกราคม 1979 เจ้าหน้าที่ส่วนกลางและสายข่าวกว่า 3,000 คนของ SAVAK ตกเป็นเป้าหมายของการแก้แค้น อย่างไรก็ตาม Hossein Fardoust อดีตเพื่อนร่วมชั้นวันเด็กของ Shah ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการของ SAVAK จนกระทั่งเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการของจักรวรรดิอิหร่าน หรือที่รู้จักในชื่อหน่วยข่าวกรองพิเศษ เพื่อตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงผู้อำนวยการของ SAVAK แต่ต่อมา Fardoust ได้เปลี่ยนข้างระหว่างการปฏิวัติและสามารถรักษาเจ้าหน้าที่ของ SAVAK จำนวนมากไว้ได้ ตามคำกล่าวของ Charles Kurzman นักเขียนซึ่งระบุ SAVAK ไม่เคยถูกปิด เพียงแค่เปลี่ยนชื่อและผู้นำ และดำเนินการต่อด้วยหลักปฏิบัติเดิม และมี ‘เจ้าหน้าที่’ ที่ปฏิบัติงานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง SAVAK ถูกแทนที่ด้วย ‘ที่ใหญ่กว่ามาก’ SAVAMA (Sazman-e Ettela'at va Amniat-e Melli-e Iran) หรือที่รู้จักในชื่อว่ากระทรวงข่าวกรองและความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน มีการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งขึ้นในอดีตเรือนจำ Towhid ใจกลางกรุงเตหะรานที่เรียกว่า ‘Ebrat’ เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอกสารและเรื่องราวความโหดร้ายของ SAVAK แน่นอนว่า ไม่มีสถาบันหลักใด ๆ ในโลกนี้จะสามารถดำรงคงอยู่ได้โดยปราศจากความรัก ความศรัทธา ของประชาชนคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากความวิริยะ อุตสาหะ ความเมตตากรุณา ของสมาชิกในสถาบันหลักนั้น ๆ และกลายเป็นพลังแห่งความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นในบ้านเมืองของเราอยู่เสมอมาและจะดำรงคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป 

รู้จัก ‘Fu-Go balloon bomb’ อาวุธลับ ‘กองทัพญี่ปุ่น’ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เคยเล่าถึงเรื่องของ ‘ภัยความมั่นคง ‘สหรัฐฯ’ ชิงลงมือ สอย ‘บอลลูนจีน’ ร่วงนอกชายฝั่ง หวั่นซ้ำรอย ‘Fu-Go’ บอลลูนมหาภัย เมื่อ 78 ปีก่อน (https://thestatestimes.com/post/2023021803)’ แต่ยังไม่ได้เล่าเรื่องของ Fu-Go บอลลูนมหาภัย ซึ่งเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่กองทัพญี่ปุ่นนำมาใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13 เมื่อพายุไซโคลนสองระลอกพัดเข้าโจมตีกองเรือของผู้รุกรานชาวมองโกลนำโดยกุบไลข่าน ด้วยชาวญี่ปุ่นเชื่อมานานแล้วว่า เทพเจ้าได้ส่ง ‘ลมแห่งสวรรค์’ ที่เรียกว่า ‘กามิกาเซ’ เพื่อปกป้องพวกเขา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นเชื่อว่า ลมจะสามารถช่วยพวกเขาชนะสงครามได้อีกครั้ง ด้วยนักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นค้นพบว่า กระแสอากาศทางทิศตะวันตกบนความสูง 30,000 ฟุต ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘กระแสอากาศ Jet’ สามารถขนส่งบอลลูนที่เติมไฮโดรเจนไปถึงทวีปอเมริกาเหนือได้ในเวลา 3-4 วัน (ใช้เวลาประมาณ 70 ชั่วโมงในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก) ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นจึงใช้เวลา 2 ปี ผลิตบอลลูนหลายพันลูกด้วยหนังที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทาน และกระดาษที่ทำจากต้นหม่อนซึ่งถูกเย็บเข้าด้วยกันจากฝีมือของเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกเกณฑ์โดยให้ทำงานไม่สนใจถึงวัตถุประสงค์ที่เลวร้ายของกองทัพ ใช้เชือกยาว 40 ฟุตติดกับบอลลูนผูกอุปกรณ์ทางการทหาร ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์จุดระเบิดและระเบิดแรงสูงขนาด 30 ปอนด์เพื่อปล่อยลงเหนือทวีปอเมริกาเหนือ และสามารถทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่เพื่อทำให้เกิดความตื่นตระหนก และอาจทำให้เกิดความขาดแคลนทรัพยากรที่จะนำไปใช้ในสงคราม เมื่อระเบิดหรือไฟไหม้แล้ว อุปกรณ์จุดระเบิดจะทำลายตัวเอง โดยไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ 

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1944 ถึงเดือนเมษายน 1945 กองทัพญี่ปุ่นได้เปิดตัวอาวุธที่ไร้คนควบคุมมากกว่า 9,000 ลูกในปฏิบัติการที่มีชื่อรหัสว่า ‘Fu-Go’ บอลลูนส่วนใหญ่ตกลงไปในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ฝ่ายใด แต่มีบอลลูนทรงกลมสีขาวรูปทรงทันสมัยกว่า 300 ลูกที่สามารถข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปได้กว่า 5,000 ไมล์ และพบว่า ล่องลอยบนท้องฟ้าทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตั้งแต่เมืองโฮลีครอส มลรัฐ Alaska ไปจนถึงเมืองโนกาเลส มลรัฐ Arizona และไกลออกไปทางตะวันออกอย่างเมืองแกรนด์แรพิดส์ มลรัฐ Michigan ในเดือนมีนาคม 1945 บอลลูนลูกหนึ่งชนเข้ากับสายไฟแรงสูงและทำให้ไฟฟ้าดับชั่วคราวที่โรงงานแฮนฟอร์ด มลรัฐวอชิงตัน ซึ่งกำลังผลิตพลูโตเนียมที่จะใช้ในการสร้างระเบิดปรมาณูซึ่งจะทิ้งที่เมืองนางาซากิในอีกห้าเดือนต่อมา อย่างไรก็ตามไม่มีบอลลูนลูกใดที่ทำให้เกิดอัตรายใด ๆ จนกระทั่งกลุ่มสมาชิกคริสตจักรของ สาธุคุณ Archie Mitchel ไปเจอซากบอลลูนลูกหนึ่งบนภูเขา Gearhart เข้า 

สำหรับสาธุคุณ Archie Mitchell ฤดูใบไม้ผลิปี 1945 เป็นฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่สาธุคุณและ Elsie ภรรยาของเขาเท่านั้นที่เฝ้ารอลูกคนแรกของพวกเขา แต่เขายังยอมรับตำแหน่งใหม่ในฐานะศิษยาภิบาลของคริสตจักรพันธมิตรคริสเตียนและมิชชันนารีในเมือง ที่อุดมไปด้วยป่าไม้อันเงียบสงบของเมือง Bly มลรัฐ Oregon เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น สาธุคุณ Mitchell จึงชวนเด็ก ๆ ห้าคนจากชั้นเรียนในโรงเรียนวันอาทิตย์ของพวกเขา เด็กทุกคนอายุระหว่าง 11 ถึง 14 ปี มาปิกนิกท่ามกลางลำธารที่ไหลแรงจนเต็มไปด้วยฟอง และต้นสน Ponderosa บนภูเขา Gearhart ทางตะวันออกเฉียงเหนือสิบสามไมล์หรือประมาณหกสิบไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Klamath Falls ที่อยู่ใกล้ ๆ 

วันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิที่สวยงาม 5 พฤษภาคม 1945 หลังจากขับตัดเข้าถนนลูกรังหนึ่งเลน สาธุคุณ Mitchell ก็จอดรถเก๋งของเขาและเริ่มขนตะกร้าปิกนิกและคันเบ็ด ขณะที่ Elsie ผู้ภรรยากำลังท้องได้ห้าเดือน และเด็ก ๆ ก็เริ่มสำรวจเนินเขาที่ลาดลงไปยังลำห้วยใกล้ ๆ เมื่อ Joan Patzke วัย 13 ปี พบผ้าใบสีขาวแปลก ๆ บนพื้นป่า เด็กสาวซึ่งอยากรู้อยากเห็นได้บอกกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม "ดูสิว่า เราเจออะไร" ขณะที่ Elsie เรียกสามีกลับมาที่รถ "ดูเหมือนบอลลูนบางชนิด" ศิษยาภิบาลมองไปยังกลุ่มเด็ก ๆ ที่ยืนเป็นวงกลมรอบ ๆ จุดแปลก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป 50 หลา ในขณะที่เด็กคนหนึ่งเอื้อมมือไปแตะมัน สาธุคุณก็เริ่มตะโกนเตือน แต่ไม่มีโอกาสพูดให้จบก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ เมื่อสาธุคุณวิ่งไปถึงที่นั่น พบพวกเขาตายหมดแล้ว "

การระเบิดครั้งใหญ่บนภูเขาที่เคยเงียบสงบ ทำให้ Elsie รวมถึงทารกในครรภ์และเด็กทั้งห้าถูกระเบิดเสียชีวิตเกือบจะในทันที ผู้ที่เสียชีวิตได้แก่  Elsie Mitchel อายุ, 26 ปี, Dick Patzke อายุ 14 ปี, Jay Gifford อายุ 13 ปี, Edward Engen อายุ 13 ปี, Joan Patzke อายุ 13 ปี และ Sherman Shoemaker อายุ 11 ปี รวม 6 คน เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในบริเวณใกล้เคียงมาถึงที่เกิดเหตุ เขาพบเหยื่อที่ถูกไฟลุกไหม้ราวกับปากปล่องภูเขาไฟที่ระอุ และสาธุคุณวัย 26 ปีก็พยายามตบไฟที่ไหม้บนชุดของภรรยาเขาด้วยมือเปล่าการระเบิดทำให้เกิดหลุมลึก 3 ฟุตกว้าง 3 ฟุต พบชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิดกระจายรัศมี 400 ฟุตจากจุดระเบิด 

โดยอ้างถึงความจำเป็นในการป้องกันความตื่นตระหนก และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลบอกตำแหน่งที่อาจทำให้ฝ่ายศัตรูสามารถกำหนดเป้าหมายได้ จึงมีการเซ็นเซอร์รายงานข่าวดังกล่าวโดยกองทัพสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องการระเบิดบอลลูนของญี่ปุ่น แม้ว่าคนในพื้นที่เมือง Bly หลายคนจะทราบความจริง แต่พวกเขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งทางทหารอย่างไม่เต็มใจ และใช้รหัสแห่งความเงียบในโศกนาฏกรรม ดังที่สื่อรายงานว่า เหยื่อเสียชีวิตจาก "การระเบิดโดยไม่ระบุแหล่งที่มา" อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 1945 รัฐบาลได้ตัดสินใจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน จึงยอมเปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของการระเบิดและเตือนชาวอเมริกันให้ระวังบอลลูนสีขาวลักษณะแปลก ๆ ที่พวกเขาอาจพบ

ท้ายที่สุด Fu-Go ก็กลายเป็นความล้มเหลวทางทหารของกองทัพญี่ปุ่น เพราะมีบอลลูนเพียงไม่กี่ลูกก็มาถึงเป้าหมาย และกระแสอากาศ Jet มีพลังเพียงพอในฤดูหนาวเท่านั้น เมื่อสภาพหิมะและความชื้นของป่าในอเมริกาเหนือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของอุปกรณ์การจุดระเบิด เกิดการบาดเจ็บล้มตายเพียงครั้งเดียวคือการระเบิดจนมีการเสียชีวิตของเด็กบริสุทธิ์ 5 คนและหญิงตั้งครรภ์อีกหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสียชีวิตครั้งแรกและครั้งเดียวในทวีปอเมริกา อันเนื่องจากการกระทำของศัตรูในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามบอลลูนระเบิดมีส่วนในการกำหนดอนาคตของสงคราม ในหนังสือ ‘Fu-Go: The Curious History of Japan's Balloon Bomb Attack on America’ Ross Coen ผู้เขียน เรียกอาวุธดังกล่าวว่า ‘ขีปนาวุธข้ามทวีปแบบแรกของโลก’ และการส่งความตายด้วยบอลลูนไร้ตนบังคับได้รับการขนานนามว่า ‘โดรนแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2’ 70 ปีต่อมา บอลลูนระเบิดที่อาจเป็นอันตรายหลายร้อยลูกอาจยังคงตกค้างอยู่ในสถานที่ห่างไกลและทุรกันดารของตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 คนตัดไม้สองคนในเมือง Lumby รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดาก็พบเศษของบอลลูนระเบิดซึ่งต่อมาได้ถูกทำลายด้วยการระเบิดของเจ้าหน้าที่ EOD ก่อนที่มันจะทำให้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมซ้ำกับเมื่อ 70 ปีก่อนอีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างสงครามเย็น ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาระเบิดบอลลูน E77 โดยใช้แนวคิดของบอลลูน Fu-Go บอลลูนนี้มีไว้เพื่อสลายสารต่อต้านพืช (สารจำพวกฝนเหลือง) อย่างไรก็ตามไม่มีการใช้ในการดำเนินการ โปรแกรม WS-124A Flying Cloud ใน 1954-1955 ได้ทดสอบบอลลูนในระดับความสูงมาก ๆ เพื่อปล่อยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่พบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะขาดความแม่นยำ 

การใช้งานปัจจุบัน ในฉนวนกาซา นักรบปาเลสไตน์ได้ใช้บอลลูนที่มีวัสดุไวไฟ ปล่อยจากเขต Bureij ในฉนวนกาซา นับตั้งแต่การเริ่มต้นของการประท้วงบริเวณชายแดนฉนวนกาซาในปี 2018 ชาวปาเลสไตน์ได้เริ่มจากการใช้ว่าวก่อความไม่สงบต่ออิสราเอลในรูปแบบของการใช้บอลลูนก่อกวน ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2018 บอลลูนที่ใช้ก่อความไม่สงบเติมด้วยก๊าซฮีเลียมถูกนำมาใช้ร่วมกับว่าว ลูกโป่งกาซานถูกประดิษฐ์ขึ้นจากลูกโป่งปาร์ตี้ที่บรรจุฮีเลียมหรือถุงยางอนามัยที่ร้อยเข้าด้วยกัน โดยมีเศษผ้าไฟเป็นอุปกรณ์ก่อความไม่สงบอื่น ๆ หรือมีวัตถุระเบิดที่พันอยู่ด้านล่าง ลมที่พัดเข้ามาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทำให้บอลลูนจากฉนวนกาซาเข้าสู่อิสราเอล ตามรายงานใน Ynet เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2018 ว่าวและบอลลูนทำให้เกิดไฟไหม้ 678 ครั้งในอิสราเอล เผาป่าไม้ 910 เฮกตาร์ (2,260 เอเคอร์) พืชผลทางการเกษตร 610 เฮกตาร์ (1,500 เอเคอร์) และทุ่งโล่ง บอลลูนบางลูกตกลงในเขตภูมิภาคเอชคอล และเขตภูมิภาคซดอตเนเกฟ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และมีบอลลูนจำนวนหนึ่งสามารถลอยไปไกลถึงเขต Beersheba ซึ่งอยู่ห่างจากฉนวนกาซาประมาณ 40 กิโลเมตร (25 ไมล์)

WORLD

‘ฮ่องกง’ ผุดสถาบัน ‘ปราบปรามทุจริต’ หวังดันประเทศเป็นศูนย์กลางระดับสากล

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมาธิการอิสระปราบปรามการทุจริตประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน จัดพิธีการก่อตั้งสถาบันปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศแห่งฮ่องกง ซึ่งมุ่งชี้นำแผนริเริ่มการฝึกอบรมปราบปรามการทุจริตทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก ส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์ และเสริมสร้างสถานะของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางปราบปรามการทุจริตในระดับสากล

จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง กล่าวว่าความซื่อสัตย์เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพของฮ่องกง รวมถึงการมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาระดับชาติของฮ่องกง โดยสถาบันฯ จะสนับสนุนสถานะของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางปราบปรามการทุจริต พร้อมส่งเสริมสังคมฮ่องกงที่โปร่งใส ความมั่นคงทางสังคม และคุณค่าที่ฮ่องกงให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และหลักนิติธรรม

หูอิงหมิง สมาชิกคณะกรรมาธิการฯ บ่งชี้การตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในงานปราบปรามการทุจริต โดยสถาบันฯ จะจัดการฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามการทุจริตทั่วโลกอย่างเป็นระบบและมืออาชีพ รวมถึงรวบรวมนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแบ่งปันประสบการณ์ปราบปรามการทุจริตด้วย

ทั้งนี้ สถาบันฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกันเปิดหลักสูตรแรกของสถาบันฯ ได้แก่ ‘โครงการพัฒนาวิชาชีพว่าด้วยการสืบสวนทางการเงินและการกู้คืนสินทรัพย์’ (Professional Development Program on Financial Investigation and Asset Recovery) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามการทุจริตจากหน่วยงานตุลาการราว 20 แห่ง เข้าร่วม 35 คน

นอกจากนั้นสถาบันฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับมหาวิทยาลัยชั้นนำบนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า และฮ่องกง จำนวน 5 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยการปราบปรามการทุจริตและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนผู้มีความรู้ความสามารถด้วย

‘Apple’ ถอดใจ!! เตรียมยุบโปรเจกต์ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ คาด!! สู้ศึกบริษัทเทคฯ อื่น ที่นำร่องไปไกลไม่ไหว

(28 ก.พ.67) ถือเป็นหนึ่งโปรเจกต์ที่ Apple วาดหวังจะให้เกิดกับแผนการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง ซึ่งมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2014 โดยปัจจุบันมีพนักงานเกือบ 2,000 คน ในตำแหน่งวิศวกร และนักออกแบบ ซึ่ง Apple มีการทุ่มเงินไปกับโปรเจกต์นี้ หลายพันล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าว่าจะเปิดตัว Apple Car ให้ได้ภายในปี 2028 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทาง Bloomberg ได้รายงานว่า Apple กำลังเตรียมยุบโปรเจกต์นี้แล้ว และจะทำการย้ายพนักงานส่วนหนึ่งไปยังแผนกพัฒนา Generative AI แทน ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า เพื่อสู้ศึกกับบริษัทเทคอื่น ๆ อย่างเช่น Microsoft และ Google ที่นำหน้าเรื่องนี้ไปแล้ว รวมถึงตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าสู่ Red Ocean ที่มีทั้งแบรนด์จีนแข่งดุ รวมถึง Tesla ที่วิ่งมาไกลกว่า Apple หลายช่วงตัว

Samsung เปิดตัวแหวนอัจฉริยะ 'Galaxy Ring' ฟังก์ชันแน่นๆ สำหรับสายห่วงใยสุขภาพ

(28 ก.พ. 67) หลังจากที่เป็นกระแสร้อนแรงเป็นอย่างมากโดยกระแสว่า ‘จะทำได้จริงหรือ’ จนในที่สุดซัมซุง (Samsung) ก็ได้เผยโฉมอุปกรณ์สุดล้ำอย่าง Samsung Galaxy Ring กลางงาน Mobile World Congress 2024 หรือ MWC 2024 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน พร้อมประกาศก้องโลกว่าสิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามกันก่อนหน้านั้น "ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น" 

โดย Samsung Galaxy Ring รูปร่างหน้าตาทรงแหวนอัจฉริยะทันสมัย ถึงขณะนี้ซัมซุงยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ Galaxy Ring แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่าคุณสมบัติของ Galaxy Ring นั้นอาจมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ฟังก์ชันการติดตามสุขภาพโดยเฉพาะ ที่จะช่วยเรื่องของดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ที่สวมใส่ เช่น การติดตามขณะเดิน การติดตามผลของการนอนหลับ เก็บบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจของผู้สวมใส่ อาจรวมไปถึงฟีเจอร์ล้ำๆ อื่นๆ อีกด้วย

โดย Galaxy Ring ที่โชว์ตัวในงานนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ มาพร้อม 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีเงินแพลตินัม สีดำเซรามิก และสีทอง มีการออกแบบหลายขนาดตั้งแต่ไซส์ 5 จนถึงไซส์ S ไปจนถึง ไซส์ XL 

ขณะที่ผู้ร่วมงานบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า Galaxy Ring ค่อนข้างจะมีน้ำหนักเบากว่าที่คาดไว้ โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดในเกี่ยวกับขนาดของแบตเตอรี่และระยะเวลาในการใช้งานหลังชาร์จ แต่สิ่งที่แน่นอนคือสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน และสมาร์ทวอชได้ และแน่นอนว่าไม่รองรับการเชื่อมกับต่อกับอุปกรณ์ของแอปเปิล

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top