Thursday, 25 June 2026
NEWS

ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

“ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

ขณะที่กระบวนการทางวินัยต่อนักกีฬา 5 คนของทีม ซี รวมถึงโค้ชและผู้จัดการทีมที่เกี่ยวข้อง จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบผ่านกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง”

FB : สนามตะกร้อ
https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1558130032339490/?rdid=S3Snm13SvZIXlQ29#

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

POLITICS

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

ใครทำงาน ใครหายตัว?! ‘นายกฯ อนุทิน’ ชูผลงานเป็นตัวชี้วัด จับตารัฐมนตรีเงียบเสี่ยงหลุดเก้าอี้ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน เปิดบัญชีคนชื่อหาย–ผลงานไม่ชัด ก่อนศึกปรับ ครม.

เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีระกูล ออกมาตอกย้ำแล้วว่า จะประเมินผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี และอาจเป็นข้อมูลไปกองบนโต๊ะ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมกระหน่ำ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาชน

เรามาไล่เรียงกันดูว่า รัฐมนตรีคนไหนบ้างที่หลังได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ชื่อหายไป ไม่รู้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช็คดูเบื้องต้น มีทั้งบ้านใหญ่ และลูกเทพ

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

ECONBIZ

“พีทีที สเตชั่น” ยกระดับน้ำมันพรีเมียม!! เปิดตัว Super PowerX 99 พร้อมสารเติมแต่งเยอรมนี 4 เท่า ชูออกเทนสูงสุดในไทย ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมพลังงาน

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ “ที่สุด” ของน้ำมัน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สร้างปรากฎการณ์ในวงการน้ำมัน ด้วยการเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มาพร้อมค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในประเทศไทย พลิกโฉมมาตรฐานน้ำมันพรีเมียมครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของไทยสู่เวทีระดับสากล

งานเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และ KOLs ชั้นนำจากทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัว “ที่สุด” ของน้ำมัน พร้อมสะท้อนแพสชันของคนรักรถและไลฟ์สไตล์แห่งสมรรถนะการขับขี่ระดับพรีเมียม ภายในงานยังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เบียร์ ใบหยก” นักธุรกิจและนักสะสมรถยนต์ชื่อดัง และ “โจ้ Life of Car” คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง เพื่อร่วมถ่ายทอดตัวตนของ Super PowerX 99 ในฐานะน้ำมันพรีเมียมสำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดของสมรรถนะการขับขี่

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า การเปิดตัว “Super PowerX 99” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ พีทีที สเตชั่น ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันพรีเมียมด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมคุณภาพระดับโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็น รถยุโรป รถสปอร์ต ตลอดจนผู้ขับขี่ทั่วไปที่ใส่ใจในการดูแลรักษาของเครื่องยนต์และมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

น้ำมันพรีเมียมสูตรใหม่ “Super PowerX 99” ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการคัดเบสน้ำมันคุณภาพสูงเกรดพิเศษ ผสานกับสารเติมแต่งระดับโลกจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จนเกิดเป็น 4 ความเป็น “ที่สุด” ในทุกมิติ:

• “ที่สุด” ของออกเทน มากกว่า 99 พลังที่มากกว่าตัวเลข: น้ำมันค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง และรถยนต์ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพราะค่าออกเทนยิ่งสูง ยิ่งช่วยรีดสมรรถนะเครื่องยนต์ได้สุดกำลัง ทั้งพลังแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองอัตราเร่ง นอกจากนั้น ยังช่วยให้การจุดระเบิดและการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อนเวลา (Knocking) และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในสภาวะการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง

• “ที่สุด” ของความแรง เร่ง แซงได้ดั่งใจ: โดดเด่นด้านความเร็วแรง รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ทำความเร็วได้เต็มพิกัด จากนวัตกรรม PowerX Booster ด้วยสาร New Friction Modifier ช่วยดึงศักยภาพของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างฉับไว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการการตอบสนองและสมรรถนะที่ดีขึ้น

• “ที่สุด” ของการทำความสะอาด 100%: ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมถึง 4 เท่า คุณภาพระดับโลกจากเยอรมนี ช่วยดูแลปกป้องเครื่องยนต์ ทำความสะอาดหัวฉีด และชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ 100% ให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง ลดคราบเขม่า และการอุดตันของหัวฉีด ทำให้การพ่นละอองน้ำมันละเอียดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบการจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์

• “ที่สุด” ของมาตรฐาน รองรับเครื่องยนต์ Euro 6: พัฒนาสูตร และปรับปรุงคุณภาพสารเติมแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องยนต์ Euro 6 รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ พีทีที สเตชั่น ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากลผ่านความร่วมมือกับ Mercedes-Benz Thailand ในฐานะ Official Partner ตัวแทนผู้นำยนตรกรรมหรูของประเทศไทย ร่วมจัดกิจกรรม Exclusive Test Drive "The Ultimate Power Experience" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยนำน้ำมัน Super PowerX 99 ไปพิสูจน์สมรรถนะจริงในสนามแข่งร่วมกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG เพื่อร่วมทดสอบและประเมินสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาพการขับขี่จริงในสนามแข่งมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของ OR ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ OR ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและยกระดับทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดย “Super PowerX99” พร้อมแล้วที่จะให้คนรักรถทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ความแรงที่แตกต่าง และพิสูจน์นิยาม #สุดทุกจังหวะ ด้วยตนเองวันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน

LITE

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

20 มิถุนายน 2520 ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มแปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” พระราชนิพนธ์แปลทรงคุณค่า ว่าด้วยผู้เสียสละเบื้องหลังประวัติศาสตร์โลก จากเรื่องราวสายลับผู้ทำงานเพื่อแผ่นดิน

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยและพระราชกรณียกิจด้านการแปล เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเรื่อง “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid ของวิลเลียม สตีเวนสัน เป็นพระราชนิพนธ์แปลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ และแนวคิดเรื่องการทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังชื่อเสียง

“นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องราวของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน หรือผู้มีรหัสลับว่า “Intrepid” บุคคลสำคัญในงานข่าวกรองและปฏิบัติการลับของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านอำนาจนาซีเยอรมนี หนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid เขียนโดย William Stevenson และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1976 ก่อนที่ในหลวง ร.9 จะทรงแปลเป็นภาษาไทยในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มแปลหนังสือเล่มนี้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 โดยทรงใช้เวลาว่างจากพระราชกรณียกิจวันละเล็กละน้อยในการแปล และทรงดำเนินงานแปลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แหล่งข้อมูลของหอสมุดรัฐสภาระบุว่า พระองค์ทรงแปลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 สะท้อนถึงพระวิริยะอุตสาหะและความละเอียดรอบคอบในการถ่ายทอดงานเขียนจากภาษาต่างประเทศสู่ภาษาไทย

ความสำคัญของพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่เนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม ข่าวกรอง หรือประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความหมายของชื่อไทยที่พระองค์ทรงใช้ว่า “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” คำว่า “ปิดทองหลังพระ” เป็นสำนวนไทยที่หมายถึงการทำความดีหรือทำงานสำคัญโดยไม่ต้องการให้ใครเห็น ไม่หวังคำยกย่อง ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ทำด้วยความรับผิดชอบและความเสียสละ
แก่นของหนังสือจึงสอดคล้องกับแนวคิดสำคัญเรื่องการทำงานเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะบุคคลจำนวนมากในภารกิจลับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องทำงานอย่างเงียบงัน ปิดบังตัวตน เสี่ยงอันตราย และไม่อาจได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผย แม้ผลงานของพวกเขาจะมีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ของสงครามและความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่างานแปลวรรณกรรมหรือสารคดีประวัติศาสตร์ หากยังเป็นการเปิดโลกความรู้ให้ผู้อ่านไทยได้เข้าใจเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมิติของข่าวกรอง การเสียสละ การวางแผน และการทำงานที่ไม่ได้ปรากฏอยู่หน้าฉากของประวัติศาสตร์เสมอไป

ในด้านภาษา “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านภาษาอังกฤษและภาษาไทยของในหลวง ร.9 อย่างเด่นชัด เพราะต้นฉบับเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สงคราม การข่าว และศัพท์เฉพาะจำนวนมาก การถ่ายทอดให้ผู้อ่านไทยเข้าใจได้โดยไม่สูญเสียสาระสำคัญ จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านภาษา ความเข้าใจบริบท และความสามารถในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีต
พระองค์มิได้ทรงแปลเพียงตามตัวอักษร แต่ทรงถ่ายทอดความหมาย อารมณ์ และน้ำหนักของเรื่องให้เข้ากับภาษาไทยอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ทั้งยังคงคุณค่าของต้นฉบับไว้ในฐานะงานบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานเบื้องหลัง

หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนพระราชอัธยาศัยใฝ่รู้ของในหลวง ร.9 ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในประวัติศาสตร์โลก วิทยาการ การเมืองระหว่างประเทศ และบทเรียนจากเหตุการณ์สำคัญของมนุษยชาติ การทรงเลือกแปลหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสงครามลับและงานข่าวกรอง จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการนำเรื่องราวที่มีคุณค่าทางความคิดมาเผยแพร่แก่ผู้อ่านไทย

ประเด็น “ผู้ปิดทองหลังพระ” ยังเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกับสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะในทุกยุคทุกสมัย ประเทศชาติย่อมต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบ ๆ ทั้งข้าราชการ ครู แพทย์ ทหาร ตำรวจ เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป หลายคนอาจไม่ได้อยู่ในแสงสว่างของสังคม แต่ผลงานของพวกเขาคือรากฐานที่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้

ด้วยเหตุนี้ “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อหนังสือ แต่เป็นถ้อยคำที่มีพลังทางความคิด เตือนใจให้เห็นคุณค่าของการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และการทำงานเพื่อส่วนรวมแม้ไม่มีใครมองเห็น

เมื่อมองในฐานะพระราชนิพนธ์แปล หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 ในด้านวรรณศิลป์ ความรู้รอบด้าน และพระวิริยะในการทรงงาน แม้พระองค์จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ยังทรงใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าเพื่อสร้างสรรค์งานแปลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่ในหลวง ร.9 ทรงเริ่มต้นพระราชนิพนธ์แปล “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” งานเขียนที่พาผู้อ่านไทยไปรู้จักเบื้องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวของบุคคลผู้ทำงานอย่างกล้าหาญในเงามืด และยังฝากบทเรียนสำคัญเรื่องการเสียสละ การทำหน้าที่ และการปิดทองหลังพระไว้แก่สังคมไทย

พระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้จึงยังคงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา เพราะนอกจากจะเป็นงานแปลด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญแล้ว ยังเป็นหนังสือที่ชวนให้ผู้อ่านตระหนักว่า ความดีที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่หน้าเวทีเสมอไป บางครั้งผู้ที่ทำงานเงียบที่สุด อาจเป็นผู้ที่สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดต่อโลกและต่อแผ่นดิน

18 มิถุนายน 2455 เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางสมัยรัชกาลที่ 6 ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น ภารกิจประวัติศาสตร์ของราชนาวีสยาม หมุดหมายราชนาวีไทยสมัย ร.6 สู่ยุคเรือรบสมัยใหม่

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อ “เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์” หรือ H.T.M.S. Sua Khamronsin ขึ้นระวางประจำการในราชนาวีไทยอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือรบระดับเรือพิฆาตที่ต่อขึ้น ณ อู่ต่อเรือกาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการจดจำว่าเป็นเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยทำหน้าที่ขับเรือเดินทางกลับจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วยตนเอง เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการนำเรือรบลำใหม่เข้าประจำการ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความสามารถ ความกล้า และศักยภาพของทหารเรือไทยในยุคที่ราชนาวีกำลังก้าวเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สยามกำลังอยู่ท่ามกลางการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกและแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก การพัฒนากองทัพเรือจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพราะทะเลมิได้เป็นเพียงเส้นทางค้าขาย แต่ยังเป็นด่านหน้าด้านความมั่นคงของประเทศ การมีเรือรบที่ทันสมัยและกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเอกราชและศักดิ์ศรีของชาติ

การจัดหาเรือรบจากญี่ปุ่นในเวลานั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการเรียนรู้เทคโนโลยีทางทะเลจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชีย ญี่ปุ่นหลังยุคเมจิได้กลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม การทหาร และการต่อเรือ การที่สยามเลือกต่อเรือรบที่อู่กาวาซากิ เมืองโกเบ จึงสะท้อนถึงการมองหาเทคโนโลยีและความร่วมมือจากประเทศเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นเรือรบที่เข้ามาเสริมกำลังให้กองทัพเรือไทยในยุคที่ประเทศต้องการยกระดับขีดความสามารถทางทะเล การมีเรือพิฆาตประจำการช่วยเพิ่มศักยภาพในการลาดตระเวน คุ้มครองน่านน้ำ และแสดงแสนยานุภาพของราชนาวีไทยในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่ทำให้เรือลำนี้ถูกจดจำเป็นพิเศษ คือการที่ทหารเรือไทยเป็นผู้ขับเรือกลับจากญี่ปุ่นมายังสยามด้วยตนเอง การเดินเรือข้ามทะเลในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความรู้ด้านการเดินเรือ เครื่องจักร กลไก การนำร่อง สภาพอากาศ และความพร้อมของกำลังพล การเดินทางดังกล่าวจึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของทหารเรือไทยว่า สามารถปฏิบัติภารกิจระดับสากลได้ด้วยตนเอง

ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าความภาคภูมิใจทางเทคนิค เพราะเป็นภาพสะท้อนของการสร้างบุคลากรทางทะเล การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และการยืนหยัดด้วยกำลังความสามารถของคนไทยเอง ในยุคที่ประเทศกำลังพยายามยืนยันสถานะของตนท่ามกลางโลกสมัยใหม่

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนากองทัพเรือมิได้ขึ้นอยู่กับเรือรบหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคนที่มีความรู้ วินัย ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ กำลังพลที่สามารถนำเรือกลับจากต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย คือทรัพยากรสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับราชนาวีไทย

ชื่อ “เสือคำรณสินธุ์” ยังให้ภาพของพลัง ความกล้าหาญ และความน่าเกรงขามในท้องทะเล คำว่า “เสือ” สื่อถึงความองอาจ ส่วน “คำรณสินธุ์” สื่อถึงเสียงกึกก้องในสายน้ำหรือท้องทะเล ชื่อเรือลำนี้จึงสอดคล้องกับบทบาทของเรือรบที่เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านน้ำของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงไม่ใช่เพียงวันขึ้นระวางของเรือรบลำหนึ่ง หากเป็นวันที่สะท้อนพัฒนาการสำคัญของราชนาวีไทยในยุครัชกาลที่ 6 เป็นวันที่กองทัพเรือไทยได้รับเรือรบสมัยใหม่เข้าประจำการ และเป็นวันที่ความสามารถของทหารเรือไทยได้รับการพิสูจน์ผ่านภารกิจเดินเรือข้ามทะเลจากญี่ปุ่นกลับสู่แผ่นดินไทย

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในหมุดหมายของการพัฒนากองทัพเรือไทย เป็นทั้งเรือรบ ยุทโธปกรณ์ และสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าในยุคที่สยามกำลังเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเอง

18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงเป็นวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย วันที่เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางประจำการในสมัยรัชกาลที่ 6 และกลายเป็นตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่นด้วยตนเอง ฝากชื่อไว้ในความทรงจำของกองทัพเรือไทยในฐานะสัญลักษณ์แห่งความกล้า ความสามารถ และการก้าวสู่ความทันสมัยของราชนาวีสยาม

PODCAST

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

VIDEO

ป้าหมาย ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ผ่านมุมมอง ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ | CONTRIBUTOR EP.30

เมืองไทยมีดี มีจุดขายที่งดงามในภาคการท่องเที่ยว แต่จะพอใจเพียงเท่านี้ พอใจเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลูกเดียว อาจจะไม่ยั่งยืน

มิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ต้องปรับประยุกต์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายในแต่ละเขตแดน เมือง จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องร้อยห่วงโซ่ของ ‘ความยิ้มแย้ม-ความยืดหยุ่น-ไม่หย่อนยาน’ 
รวมถึงปรับแนวทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวใต้วิธีคิดที่ทันโลก

เพราะนี่คือวาระสำคัญของอนาคตการท่องเที่ยวไทยในวันข้างหน้า 
ในวันที่ ‘หินก้อนใหญ่’ ยังกดทับ ‘หญ้าสีเขียว’ ในบางพื้นที่อยู่

ปลดล็อกร่างทอง ‘ท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพ’ ไปด้วยกันกับ Contributor EP นี้ กับผู้ที่เข้าใจระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนแบบถ่องแท้ได้จาก... คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถึงเวลาสร้าง ‘ไทย’ ให้เติบใหญ่ในยุคดิจิทัล l รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก

ความ ‘เท่า’ ที่ยากจะ ‘เทียม’ หากระบบการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับที่และทิศทางไทยยังคงหลงอยู่กับนโยบาย

ประชานิยมที่คอยกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ครั้งคราว

กลับกันประเทศไทย ในวันที่เริ่มตั้งตัว ต้องหาทางตั้งทรงแบบยกแผงต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันอนาคตชาติเริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกภาคส่วนระบบการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ ให้เกิดรากอันแข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานรองรับให้ ‘คนในชาติ’ กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

Contributor EP นี้ ขอกระตุกมุมคิดคนไทยให้ร่วมมองความเจริญแห่งอนาคตที่ถูกทิศผ่านมุมคิดของ... 
รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA ที่ขอเป็นตัวแทนพูดดังๆ ถึงทุกภาคส่วน ว่า…

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ประเทศไทย’ ต้องปฏิรูป!!

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ | CONTRIBUTOR EP.28

ค่านิยม ‘ท้าทาย’ กฎหมายของคนในยุคนี้ ยุคที่ใคร ‘แหก’ กฎได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งยกย่องกันแบบผิดๆ ว่า 'เจ๋ง' และดูเก่งในสายตากลุ่มก้อนความคิดเดียวกัน ... เริ่มลุกลาม!!

แต่เมื่อ 'กฎหมาย' คือ กฎที่คนส่วนใหญ่ ทำตาม!!

ผู้ใด 'ท้าทาย' ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในทุกการกระทำ

และนี่คือเรื่องราวของอีกหนึ่งผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อยากฝากบอกถึง 'นักแหกกฎ' ให้ปลดความคิดสุดระห่ำออกไปจากระบบคิด และจงเชื่อเถอะว่าชีวิตของพวกคุณจะไม่มีวันถูกหล่อเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนผ่านคำยกย่องผิดๆ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี 

ผู้พิทักษ์ ‘สันติ’ ราษฎร์

Y WORLD

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

SPECIAL

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

ทำเพื่อตนเองมากไป
สังคมของเราเวลานี้
ไม่มองเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นมนุษย์
เหมือนเราจะมองแต่
ในแง่เขา แง่เรา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

คิดดี พูดดี ทำดี
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด
ไม่มีพรเทพ พรมนุษย์
เปรียบประดุจ "ความดีที่ทำเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

INFO & TOON

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

รางวัลขวัญใจผู้อ่านนิตยสาร DESTINASIAN เมืองยอดเยี่ยม ประจำปี 2026

1 Bangkok

2 Tokyo

3 Singapore

4 Hong Kong

5 Jakarta

6 Ho Chi Minh City

7 Kuala Lumpur

8 Kyoto

9 Hanoi

10 Macao

อ้างอิง : DESTIN ASIAN 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

COLUMNIST

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

WORLD

‘ทรัมป์’ เดือดราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังแพง!! บีบบริษัทน้ำมันลดราคาหน้าปั๊มให้เร็วกว่านี้ สหรัฐฯ จ่อสอบบริษัทยักษ์น้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินลดเหลือ 3.93 ดอลลาร์ ชี้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากราคาปั๊มลดช้า


สั่งสอบบริษัทน้ำมันข้อหาลดราคาช้า

President Trump สั่งจัดการ

The big Oil Companies are not dropping their price at the pump commensurate with the sharply lower prices they are paying for Oil. Those prices are dropping like a rock! In other words, customers are being “gouged.” I have instructed the DOJ to immediately start looking into this. Gasoline prices better start going down a lot faster than what I’m seeing! President DJT

บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันทั้งหลาย ไม่ยอมลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบกำลังดิ่งลงราวกับก้อนหินตกจากหน้าผา!

พูดง่าย ๆ ประชาชนกำลังถูก ‘ฟันกำไรเกินควร’ อย่างชัดเจน

ผมได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ตรวจสอบเรื่องนี้โดยทันทีแล้ว

ราคาน้ำมันเบนซินควรจะต้องลดลงเร็วกว่านี้ และลดลงมากกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!

ล่าสุดอยู่ที่ 3.93 ดอลล่าร์

ลงมาจาก 4.53 ดอลล่าร์เมื่อเดือนที่แล้ว

ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

แต่ยังห่างไกล 3.22 ดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้ว

ไม่ทันใจท่านประธานาธิบดี

เพราะอีก 4 เดือนก็จะเลือกตั้ง Mid-term
 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล 

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238085988622464/?rdid=De5eXzFSAIHVabFc#

จีนชู AI เดินหน้าพัฒนาก้าวกระโดด!! ประชุมดาวอสฤดูร้อนซีซั่น 2026 จัดขึ้น จีนย้ำเน้นนวัตกรรม ผู้ร่วมงานกว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศรวมตัว 'หลี่เฉียง' เน้นเศรษฐกิจแข็งแกร่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การกำกับดูแล AI ระดับโลกยังเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไป

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- ประมวลภาพบรรยากาศการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติต้าเหลียนในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ภายใต้หัวข้อ "การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่" (Innovating at Scale) ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. นี้

ผู้คนจากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค จำนวนกว่า 1,700 คน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อสำรวจว่าโลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตได้อย่างไร รวมถึงหารือประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไป และการแปรเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

อนึ่ง การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ปี 2026 ให้ความสำคัญกับสาขาแนวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานใหม่ ชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีควอนตัม

Summer Davos : หลี่เฉียงชู 4 จุดเด่น 'เศรษฐกิจจีน' ย้ำ 'นวัตกรรม' หนุนโตแกร่งต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (24 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ การสร้างสรรค์ ความมีชีวิตชีวา และการบูรณาการกับภาคส่วนอื่นๆ ของโลกในช่วงเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

หลี่กล่าวว่าขณะเดียวกันการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อความแข็งแกร่งและการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยการเติบโตที่มีเสถียรภาพดีของเศรษฐกิจจีนเป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

อนึ่ง หลี่กล่าวถ้อยคำข้างต้นที่การเปิดประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

Summer Davos : หลี่เฉียงเผย AI ของจีนเติบโตก้าวกระโดด ร่วมกำกับดูแลระดับโลกต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (23 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน "เติบโตแบบก้าวกระโดด" ระหว่างเปิดการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

หลี่กล่าวว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนหลายตัวสร้างความก้าวหน้าใหม่ในด้านประสิทธิภาพ ส่วนปริมาณการใช้โทเคนรายวันของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนสูงเกินหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อนับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (embodied AI) เริ่มเข้าสู่ระยะใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่

นอกจากนั้นหลี่กล่าวว่าจีนจะยังคงมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ต่อไป

ที่มา : Xinhua

หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น

“หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น
พวกเขาเอาแต่พูดถึงสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น แต่พวกเขาไม่เคยทำได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น
หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองได้ พวกเขาคงไม่ปรานีต่อประเทศของเราและคงทำลายพวกเรา”

มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330146512607039/?rdid=JGDHaxGbIQUoah77#

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top