Friday, 3 July 2026
WORLD

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#

‘ทรัมป์’ เบรกศึกรอบสองอิหร่าน!! จากขู่ล้างอิหร่านสู่การเจรจา วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยแผนสงครามถูกล้ม ‘ทรัมป์’ กังวลทำลายการทูตในวิกฤตนิวเคลียร์ พร้อมยืดเส้นตายเจรจาต่อไปถึงส.ค.

ทรัมป์ "ใจฝ่อ!?!" ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน

หลังจากขู่มาตลอดหลายสัปดาห์ว่า “อิหร่านจะไม่มีวันดำรงอยู่อีกต่อไป” ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) และ พล.อ. แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะยุติการเจรจาและกลับไปใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แต่สุดท้าย แผนการเปิดสงครามรอบสองกลับถูกทรัมป์โยนเข้าลิ้นชัก และเลือกเดินหน้าการเจรจาต่อ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์กังวลว่าการโจมตีรอบใหม่จะทำลายความพยายามทางการทูต และทำให้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการบีบให้อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์พังลงไปพร้อมกัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์พร้อมปล่อยให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดออกไปเกินเส้นตายครบ 60 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 สิงหาคม เดิมทีทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก
แม้ทรัมป์จะถูกวิจารณ์ว่า “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน แต่สำหรับคนอย่างทรัมป์ เสียงวิจารณ์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้เขาต้องเสียเวลาใส่ใจ หลังจากต้องอยู่กับเสียงโจมตีมาค่อนชีวิต เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าลมปากทางการเมือง คือผลประโยชน์ที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และตลาดหุ้นต่างหาก เรื่องพวกนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันแปรเป็นตัวเลข เป็นส่วนต่างราคา และเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336106785344345/?rdid=VC7SyTewKlcUctYa#

HAARP ทำแผ่นดินไหวจริงหรือ? ถอดทฤษฎีสมคบคิด HAARP จากอาวุธทำลายโลก สู่ข้อเท็จจริงแผ่นดินไหวที่โซเชียลต้องคิดใหม่ เอย่าชี้ต้องดูหลักฐาน ไม่ใช่เชื่อภาพจำจากหนังฮอลลีวูด

ถอดความเชื่อจากทฤษฎีสมคบคิดทำลายโลก….HARRP

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับความแรงมากกว่า 7 แมกนิจูดซึ่งเมื่อเทียบๆกับแผ่นดินไหวที่เกิดที่ประเทศเมียนมาแล้วไม่ต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่กล่าวต่างกันคือ มีการรายงานออกตามสื่อออนไลน์หลายช่องทางว่าแผ่นดินไหวที่เกิดไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจาก เทคโนโลยี HAARP วันนี้เอย่าจึงมาขอวิเคราะห์หาความจริงว่า HARRP ที่หลายๆคนต่างเข้าใจว่ามันคืออาวุธที่สามารถทำลายล้าศัตรูโดยสร้างให้เกิดภัยพิบัติเหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟฮอลลิวูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ทฤษฎีสมคบคิดปาหี่เพื่อหลอกชาวโซเชียลกันแน่

ก่อนอื่นเราควรมารู้จักก่อนว่า HAARP คืออะไร คำว่า HAARP ย่อมาจาก High-frequency Active Auroral Research Program เป็นโครงการวิจัยชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ตั้งอยู่ใน HAARP Research Station ตั้งอยู่ที่เมือง Gakona รัฐอลาสกา มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศตอนบน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงกำลังส่งระดับเมกะวัตต์ ส่งไปยังชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เพื่อทำให้บริเวณเล็ก ๆ ของไอโอโนสเฟียร์อุ่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อหาความรู้ในด้านต่างๆเช่น คลื่นวิทยุเดินทางอย่างไร ทำไมบางวันสื่อสารได้ดีในขณะที่อีกวันไม่มีสัญญาณเลย และการศึกษาเกี่ยวกับพายุสุริยะที่ทำให้ GPS คลาดเคลื่อน โดยใช้ HAARP สร้างสภาพจำลองเพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับแสงเหนือและพฤติกรรมของพลาสมารวมถึงการศึกษาทางดาราศาสตร์ต่างๆ

แล้วทำไมคนถึงเชื่อว่า HAARP เป็นอาวุธทำลายล้าง อันแรกที่มีความเป็นไปได้คือ เดิมได้รับทุนจากกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารบางส่วนใช้ศัพท์เทคนิค เช่น "Heating the ionosphere" ซึ่งถูกตีความผิดว่าเป็นการ "ยิงพลังงาน" แต่ในทางกลับกันผู้ที่เชื่อว่า HAARP เป็นมากกว่าโครงการวิทยศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายอย่างมีนัยสำคัญว่า HAARP ส่งคลื่นพลังงานสูงขึ้นสู่ไอโอโนสเฟียร์ แล้วทำให้พลังงานถูก "สะท้อน" หรือ "นำลงมา" ผ่านสนามแม่เหล็กโลกทำให้หินที่อยู่ใกล้จะแตกอยู่แล้วได้รับแรงกระตุ้นจนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งข้ออ้างนี้ยังไม่มีการทดลองหรือหลักฐานที่แสดงว่าพลังงานจากไอโอโนสเฟียร์สามารถส่งลงไปกระตุ้นรอยเลื่อนลึกหลายกิโลเมตรได้จริง อีกข้อมีนักวิชาการอ้างว่า HAARP ได้ปล่อยคลื่นความถี่ต่ำที่สามารถทะลุชั้นหินใต้ดินได้ ทำให้กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ประเด็นคือการล็อคเป้าหมายที่จะทำให้เกิดทำได้อย่างไร

หากเรามีพิจารณาจากข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แล้ว เวเนซูเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแคริเบียนและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ แผ่นเปลือกโลกทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านกัน ทำให้เกิดรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อน Boconó รอยเลื่อน San Sebastián และรอยเลื่อน El Pilar ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ตามที่ เอย่า วิเคราะห์และมองว่าหากเทคโนโลยีนี้กลายเป็นอาวุธได้จริง ทำไมอเมริกาเลือกจะโจมตีเวเนซูเอลา ทั้งๆที่ก็ยึดเวเนซูเอลาพร้อมที่กำลังปฏิบัติการดูดทรัพยากรเขาอยู่หลังจากใช้อำนาจโดยมิชอบร่วมมือกับคนขายชาติในเวเนซูเอลาเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีของเขาอย่างไม่สนใจความเห็นชาวโลก โดยมีรายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบคือ ส่งผล เพราะต้องปรับลำดับความสำคัญของภารกิจและเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ถอนกำลังหรือยุติการปฏิบัติการ กลับกัน สหรัฐฯ ยังเพิ่มทรัพยากรเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมในพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง อีกเรื่องคือหากเทคโนโลยีนี้ทำได้จริงไม่คิดว่าจีนหรือรัสเซียหรือชาติมหาอำนาจในยุโรปจะทำกันบ้างหรือ เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างศัตรูได้แบบไม่ต้องระบุตัวตนเลยว่าประเทศใดเป็นคนสั่ง ซึ่งหากเป็นจริงย่อมเป็นที่สนใจของมหาอำนาจหลายๆชาติเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าแค่ฝากคำชวนคิดว่าหลายสิ่งที่เราเห็นในโซเชียล ณ วันนี้อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เช่นเดียวกันกับเรื่อง UFO หรืออากาศยานลึกลับที่นาซ่าเปิดเผยออกมา หลายสิ่งอาจจะแค่เป็นภาพลวงตาที่เบนเข็มความสนใจของชาวโลกให้ออกห่างบางสิ่งก็เป็นได้

ที่มา : AYA

จีนลุย AI ในการศึกษา!! แผน 5 ปีเร่งสอน AI ทั่วโรงเรียนทุกระดับขั้น ทักษะเทคโนโลยีเพิ่มพร้อมงาน บาลานซ์เศรษฐกิจและแรงงาน

คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) แถลงการณ์ประกาศแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อบังคับใช้การเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ AI ในเด็กจีน
แผนยุทธศาสตร์ระบุให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคดำเนินการบรรจุเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถพื้นฐานหลักของนักเรียนทุกคน เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้เร่งรัดให้สถาบันอุดมศึกษาจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงภายในประเทศ

แผน AI จีน ต้องแก้ปัญหาการศึกษา แต่ว่าไม่ตกงาน
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในภาคการศึกษา โรงเรียนหลายแห่งในจีนได้เริ่มทดลองใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในระบบดิจิทัล เช่น โรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข 9 ในเขตหุ่นหนาน เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่เริ่มให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของจีนในชื่อ "โต้วเปา" (Doubao) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกำหนดให้การนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของประชากร โดยหน่วยงานกำหนดนโยบายจัดทำมาตรการคุ้มครองแรงงานมนุษย์ควบคู่กัน

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลประชาชนของจีนมีคำพิพากษาสั่งห้ามไม่ให้ภาคเอกชนเลิกจ้างพนักงานเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาทำงานทดแทน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลปักกิ่งในการปกป้องตำแหน่งงานในประเทศ ในระหว่างกระบวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ที่มาข้อมูล : Xinhua, The Edge Singapore
ที่มารูปภาพ : China News Service/Reuters

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/239469/?fbclid=IwdGRzaASweAdjbGNrBLB4AGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSp4YRtfOMDbH76-rd2APsJqoeMV1-CbLZ-uSXSCR3W31k4eBqdXX-M7xQO_aem_XdVbAPkEcGcqz7u7Dvcfcw

จัดกิจกรรมเยาวชน!! พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว รณรงค์ป้องกันไฟป่าผ่านนิทาน เผยผลกระทบฝุ่น PM2.5 รอบพื้นที่ เสริมความรู้อนุรักษ์ป่าไม้ใกล้ชิด

ทรัมป์ซื้อหุ้น Axon สูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ ล่วงหน้าแค่ 2 สัปดาห์ก่อนรัฐแจกสัญญา 220 ล้านดอลลาร์ ทำเนียบขาวยันกองทรัสต์ลูกเป็นคนดูแล

การเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังเข้าซื้อหุ้น Axon Enterprise ก่อน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Immigration and Customs Enforcement: ICE) เตรียมจัดซื้อปืนช็อตไฟฟ้ามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,316 ล้านบาท)

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดเผยในเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินว่า เขาได้ซื้อหุ้นของบริษัท Axon Enterprise ผู้ผลิตปืนช็อตไฟฟ้า (Taser) กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ (Body Camera) และซอฟต์แวร์สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มูลค่าระหว่าง 1–5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33–166 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เพียง สองสัปดาห์หลังจากนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ได้เผยแพร่ประกาศจัดซื้ออุปกรณ์ปืนช็อตไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยมีมูลค่าโครงการสูงถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,040 ล้านบาท) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี และต้องการจัดหาปืนช็อตไฟฟ้าประมาณ 17,800 กระบอก พร้อมกระสุนและการฝึกอบรมไม่จำกัดจำนวน

แม้ในเอกสารจัดซื้อจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัท Axon โดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านงานตำรวจหลายรายให้ความเห็นกับ CNBC ว่า คุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ระบุไว้ในประกาศ สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของ Axon เพียงรายเดียว ทำให้บริษัทกลายเป็นตัวเต็งที่จะได้รับสัญญาดังกล่าว หากโครงการเดินหน้าต่อ

รายงานของ CNBC ระบุด้วยว่า ยังไม่มีหลักฐาน ว่าทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อของ ICE หรือรับทราบรายละเอียดล่วงหน้า รวมถึงไม่มีหลักฐานว่า Axon ทราบถึงการเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมของรัฐบาลมองว่า ช่วงเวลาของการซื้อหุ้นอาจก่อให้เกิดคำถามด้านผลประโยชน์ทับซ้อน แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะยกเว้นประธานาธิบดีจากกฎหมายอาญาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนที่ใช้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารส่วนใหญ่ก็ตาม

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยโฆษก แอนนา เคลลี (Anna Kelly) ระบุว่า ทรัพย์สินของประธานาธิบดีถูกเก็บไว้ในทรัสต์ที่บริหารโดยบุตรของเขา และการลงทุนดำเนินการโดยผู้จัดการกองทุนอิสระที่เป็นบุคคลที่สาม ไม่ใช่โดยทรัมป์หรือสมาชิกในครอบครัว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และกล่าวว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ หุ้นของ Axon ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างการซื้อขาย และนักวิเคราะห์บางรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของบริษัท เนื่องจากคาดว่าการใช้จ่ายด้านการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางจะยังคงอยู่ในระดับสูง

ที่มา : CNBC // https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335358035419220/?rdid=y4iAJ2epm4XpKOkP#

ทำเนียบขาวยันไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน!! ‘ทรัมป์’ ถูกจับตาซื้อหุ้น Axon นักลงทุนซื้อล่วงหน้าก่อนสัญญาใหญ่ หุ้น Axon เพิ่มขึ้นแรง มูลค่าสัญญา 220 ล้านดอลลาร์

ทรัมป์ซื้อหุ้น Axon สูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ ล่วงหน้าแค่ 2 สัปดาห์ก่อนรัฐแจกสัญญา 220 ล้านดอลลาร์ ทำเนียบขาวยันกองทรัสต์ลูกเป็นคนดูแล

การเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังเข้าซื้อหุ้น Axon Enterprise ก่อน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Immigration and Customs Enforcement: ICE) เตรียมจัดซื้อปืนช็อตไฟฟ้ามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,316 ล้านบาท)

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดเผยในเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินว่า เขาได้ซื้อหุ้นของบริษัท Axon Enterprise ผู้ผลิตปืนช็อตไฟฟ้า (Taser) กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ (Body Camera) และซอฟต์แวร์สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มูลค่าระหว่าง 1–5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33–166 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เพียง สองสัปดาห์หลังจากนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ได้เผยแพร่ประกาศจัดซื้ออุปกรณ์ปืนช็อตไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยมีมูลค่าโครงการสูงถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,040 ล้านบาท) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี และต้องการจัดหาปืนช็อตไฟฟ้าประมาณ 17,800 กระบอก พร้อมกระสุนและการฝึกอบรมไม่จำกัดจำนวน

แม้ในเอกสารจัดซื้อจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัท Axon โดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านงานตำรวจหลายรายให้ความเห็นกับ CNBC ว่า คุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ระบุไว้ในประกาศ สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของ Axon เพียงรายเดียว ทำให้บริษัทกลายเป็นตัวเต็งที่จะได้รับสัญญาดังกล่าว หากโครงการเดินหน้าต่อ

รายงานของ CNBC ระบุด้วยว่า ยังไม่มีหลักฐาน ว่าทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อของ ICE หรือรับทราบรายละเอียดล่วงหน้า รวมถึงไม่มีหลักฐานว่า Axon ทราบถึงการเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมของรัฐบาลมองว่า ช่วงเวลาของการซื้อหุ้นอาจก่อให้เกิดคำถามด้านผลประโยชน์ทับซ้อน แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะยกเว้นประธานาธิบดีจากกฎหมายอาญาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนที่ใช้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารส่วนใหญ่ก็ตาม

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยโฆษก แอนนา เคลลี (Anna Kelly) ระบุว่า ทรัพย์สินของประธานาธิบดีถูกเก็บไว้ในทรัสต์ที่บริหารโดยบุตรของเขา และการลงทุนดำเนินการโดยผู้จัดการกองทุนอิสระที่เป็นบุคคลที่สาม ไม่ใช่โดยทรัมป์หรือสมาชิกในครอบครัว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และกล่าวว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ หุ้นของ Axon ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างการซื้อขาย และนักวิเคราะห์บางรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของบริษัท เนื่องจากคาดว่าการใช้จ่ายด้านการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางจะยังคงอยู่ในระดับสูง

ที่มา : CNBC // https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335358035419220/?rdid=y4iAJ2epm4XpKOkP#

“จีน” ล็อกคอห่วงโซ่กลาโหม “ญี่ปุ่น”!! ขึ้นบัญชีดำหน่วยงานกลาโหมญี่ปุ่น ยกระดับคุมส่งออกสินค้า Dual-use ตอบโต้โตเกียวหนุนทหาร ย้ำบริษัทปกติไม่ต้องกังวล

วันนี้ (29 มิ.ย.69) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้น "บัญชีดำ" สถาบันวิจัยด้านกลาโหมของรัฐบาลญี่ปุ่น 4 แห่ง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นใน "มาตรการควบคุมการส่งออก" ต่อหน่วยงานญี่ปุ่นอีกหลายสิบแห่ง โดยนับเป็นการยกระดับมาตรการที่ใช้มาหลายเดือนเพื่อจำกัดญี่ปุ่นในการเข้าถึงสินค้าประเภทใช้ได้สองทางทั้งทางพลเรือน และการทหาร (dual-use goods) ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากจีน

กระทรวงพาณิชย์จีนได้เพิ่มหน่วยงาน 20 แห่ง เข้าสู่ "บัญชีควบคุมการส่งออก" ซึ่งรวมถึงสถาบันแห่งชาติเพื่อการวิจัยด้านกลาโหม และบรรดาสถาบันวิจัยระบบการรบภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ ตลอดจนหน่วยงานหลายแห่งภายใต้บริษัท Mitsubishi Electric และ Mitsubishi Heavy Industries ที่เป็นผู้ผลิตด้านยุทโธปกรณ์

ผู้ส่งออกภายในจีนเองรวมไปถึงนิติบุคคล และบุคคลชาวต่างประเทศในจีน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโอนสินค้าประเภทใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานที่ถูกขึ้นบัญชี พร้อมระบุว่ากิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ทั้งหมด "จะต้องยุติลงทันที"

นอกจากการขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกแล้ว จีนยังเพิ่มรายชื่อหน่วยงานอีก 20 แห่งเข้าสู่ "บัญชีเฝ้าระวัง" ซึ่งรวมถึงบริษัทต่อเรือ Mitsui E&S Co., บริษัทผู้ผลิตโดรน Terra Drone Corporation, บริษัทแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และหน่วยงานของบริษัท OKI Electric Industry โดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องจะต้องผ่านการตรวจสอบใบอนุญาตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จะใช้มาตรการตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง (end-user) และวัตถุประสงค์การใช้งานปลายทาง (end-use) อย่างเข้มงวดกับหน่วยงานที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และจะไม่อนุมัติการส่งออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น การใช้งานทางทหาร หรือการใช้งานใดๆ ที่อาจช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับครั้งล่าสุดในการเคลื่อนไหวของจีนที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนม.ค.2026 ซึ่งในเวลานั้นจีนได้สั่งห้ามการส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่ผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น และในเดือนก.พ. จีนได้เพิ่มบริษัท 20 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทลูกของ Mitsubishi Heavy Industries, IHI Corp. และ Kawasaki Heavy Industries เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และยังเพิ่มบริษัทอีก 20 แห่ง รวมถึง Subaru Corp., TDK Corp. และ FUJI Aerospace Technology เข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง

ทางการจีนเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโตเกียวมากขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพ.ย. 2025 ว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารตอบโต้ ซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า นับตั้งแต่การขึ้นบัญชีเมื่อเดือนก.พ. ญี่ปุ่นไม่ได้แสดงความสำนึกต่อการกระทำของตน แต่กลับเร่งเดินหน้าในสิ่งที่จีนเรียกว่าเป็น "ลัทธิทหารแบบใหม่" (new-style militarism) ซึ่งรวมถึงการติดตั้งอาวุธเชิงรุก และการยิงขีปนาวุธนอกประเทศ

โฆษกของจีนยังเรียกร้องให้ญี่ปุ่น "หันกลับจากเส้นทางที่ผิด" พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างสองประเทศที่ดำเนินไปตามปกติ และบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย "ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวล"

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าว ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมีความเคลื่อนไหวทั้งบวก และลบผสานกันไป โดยหุ้น Mitsubishi Electric ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ขณะที่หุ้น Mitsubishi Heavy Industries ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9%

ที่มา: CNBC // https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1240640?anf=

คืนที่โหดร้ายนักเตะโสมขาว!! ทีมแตก แฟนบอลไม่ต้อนรับ เกาหลีใต้จบที่ 3 กลุ่ม A บอลโลก 2026 ประธานาธิบดีจี้สอบ KFA หลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม หลังตกรอบบอลโลกและโค้ชยกทีมประกาศลาออก

ต่างคนต่างไป ทีมเกาหลีใต้เร่ร่อนไม่กลับบ้าน หลังศึกบอลโลก

โชซน สื่อเกาหลีใต้รายงาน (29 มิ.ย.) ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้กำลังเดินทางออกจากเม็กซิโกเพื่อบินกลับบ้านที่อินชอน หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ลาออก และการเดินทางกลับของทีมจะไม่มีงานต้อนรับอย่างเป็นทางการหรือพิธีต้อนรับแฟนบอลที่สนามบินใดๆ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2002 ปึที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก กับญี่ปุ่น
เกาหลีใต้จบอันดับที่สามในกลุ่ม A หลังจากชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แพ้เม็กซิโก 1-0 และแพ้แอฟริกาใต้ 1-0

รายละเอียดการเดินทาง: กลุ่มหลัก—ประกอบด้วยโค้ช ทีมงาน และผู้เล่น 8 คน (รวมถึง โจ ฮยอน-อู, คิม มิน-แจ, ฮวาง อิน-บอม, ฮวาง ฮี-ชาน, แบ็ก ซึง-โฮ, คิม มุน-ฮวาน, ลี คัง-อิน และ ซอล ยอง-อู)—ออกจากฐานที่ตั้งในกัวดาลาฮาราเพื่อเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ก็ประกาศลาออก พร้อมผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกทีมงานโค้ชอีก 8 คน
ทีวีบางช่องในเกาหลีใต้ ยังเจตนาเบลอหน้า ฮง มยองโบ ตอนสัมภาษณ์ในเวิร์ลคัพ
ยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินแยก เนื่องจากทีมต้องออกจากการแข่งขันก่อนกำหนดและเกิดความผิดหวังอย่างมากจากสาธารณชน ผู้เล่นและทีมงานจะขอแยกกันขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับแยกย้ายไปยังสโมสรของตนแทนที่จะกลับประเทศพร้อมกัน

ด้านการตอบสนองของ KFA สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ประกาศว่าจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน ไม่มีพิธีต้อนรับฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ยังเป็นตัวเปิด ออกประณามการตกรอบของทีมอย่างเปิดเผยว่าเป็น "สิ่งที่ยอมรับไม่ได้" และ "งงในงง งงงงงวยอย่างยิ่ง" สั่งให้กระทรวงกีฬาทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA)

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1612575597541578/?rdid=tUWBvy17kBvGtXkW#

ฮอร์มุซยังล็อกเกมเดือด!! นักวิชาการชี้ สหรัฐฯ–อิสราเอลยืดกำลังเกินตัว ขณะอิหร่านชนะได้ด้วยการไม่ถอย ‘ดร.เกร็ก ไซมอนส์’ เตือนวอชิงตันไม่พร้อมเปิดสงครามใหญ่ เหตุเสี่ยงกระทบการเมืองในประเทศ

บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกมองโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นข้อตกลงหยุดยิง อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังมีรูปแบบพฤติกรรมที่มักละเมิดข้อตกลงพักรบอยู่แล้ว ดร.เกร็ก ไซมอนส์ ศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Daffodil International University กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik

“พวกเขาละเมิดเงื่อนไข แล้วโยนความผิดให้อีกฝ่าย” ดร.เกร็ก ไซมอนส์ กล่าว “เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย นี่คือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติ”

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน 10 จุด ทั้งในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมอ้างว่าโดรนอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งชักธงปานามา เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ระบุว่า การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมุ่งเป้าไปยังฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในคูเวต และฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในบาห์เรน

“ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป คือสัญญาณของความวิกลจริต” ไซมอนส์กล่าว ขณะให้ความเห็นต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์รายนี้ระบุว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่มีศักยภาพทางทหารเพียงพอที่จะทำลายภาวะชะงักงันรอบช่องแคบฮอร์มุซได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่มีกำลังภาคพื้นดินจำนวนมากในภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต่อปฏิบัติการในระดับดังกล่าว

ในทางกลับกัน อิหร่านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพียงแค่ “รักษาภาวะทางตัน” และไม่ยอมอ่อนข้อ ตามความเห็นของไซมอนส์

ขณะเดียวกัน วอชิงตันเองก็ไม่ต้องการยกระดับความขัดแย้งให้ลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่ เพราะอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานะทางการเมืองภายในประเทศ ในภาพรวม ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างก็กำลังถูกยืดขยายกำลังมากเกินไป

“สหรัฐฯ คือจักรวรรดิที่กำลังเสื่อมถอย กองทัพของพวกเขากำลังอ่อนแรงลง หากเกิดสงครามที่กว้างขึ้น นั่นจะยิ่งเร่งการล่มสลายของ Pax Americana ให้เร็วขึ้น” ไซมอนส์สรุป

ที่มา : Sputnik

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

“กัมพูชา” เปิดทางลัดเกษตรสู่จีนผ่านลาว!! เส้นทางใหม่ กัมพูชา–ลาว–จีน เริ่มแล้ว ทุเรียนกัมพูชาล็อตแรกออกเดินทางสู่จีนผ่านลาว ลดเวลาขนส่งจาก 20 วันเหลือ 7 วัน ส่งทุเรียนสดนำร่อง หวังยกระดับตลาดเกษตรโดยตรง

กัมพูชาเปิดเส้นทางขนส่ง 'สินค้าเกษตร' ทางบกสู่จีน ผ่านทางลาว

คิมฟีนัน ปลัดและโฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชาเผยว่ากัมพูชาได้เปิดเส้นทางส่งออกสินค้าเกษตรทางบกไปยังจีนผ่านลาวเป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกที่บรรทุกทุเรียนสดจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ได้ออกเดินทางจากกัมพูชาไปยังจีนผ่านลาวแล้ว เมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)

เส้นทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 1 สัปดาห์ จากเดิม 15-20 วัน แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรกัมพูชา และเกื้อหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชา เช่น ข้าว ทุเรียน กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว และลำไยไพลินไปยังตลาดจีนโดยตรง

ที่มา : Xinhua

ยุโรปอยากใช้ Plaza Accord กดจีน!! ข้อเสนอเมิตซ์สะท้อนยุโรปเสียเปรียบดุลการค้าจีน ECB เตือนโลกไม่เหมือนปี 1985 จีนไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ถูกบีบได้ง่าย ลาการ์ดย้ำต้องเจรจา ไม่ใช่บังคับฝ่ายเดียว

นายกฯ เยอรมันเสนอใช้ข้อตกลง "Plaza Accord" กับจีน เดือดร้อนประธานธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งชี้แจง

เกิดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ หลังจากที่ นายฟรีดริช เมิตซ์ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีของ #เยอรมนี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30% และเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิก #EU ทั้ง 27 ประเทศ ร่วมมือกันกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งลงนามในข้อตกลงรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ "#ข้อตกลงพลาซา" (#PlazaAccord) เพื่อบังคับให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น หวังลดดุลการค้าที่ยุโรปเสียเปรียบจีน

ทว่าเพียง 3 วันให้หลัง (22 มิถุนายน) นางคริสติน ลาการ์ด (#ChristineLagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภายุโรปเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยุคสมัยของข้อตกลงพลาซาได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"

1. ย้อนรอยประวัติศาสตร์: กลไกของข้อตกลงพลาซา 1985
เพื่อความเข้าใจในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) คือข้อตกลงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปี 1985 ณ โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก โดยมี #สหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก
ในยุคดังกล่าว #สหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงต่อ #ญี่ปุ่น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จึงใช้แรงกดดันทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 2 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมการส่งออกของญี่ปุ่นลดขีดความสามารถในการแข่งขันลงอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในประเทศจนเกิดทศวรรษแห่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันยาวนาน

2. มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของยุโรป
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเกิดขึ้นจากความกังวลต่อตัวเลขดุลการค้าที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat):
-ภาวะขาดดุลการค้า: ในปี 2025 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าสินค้าต่อจีนเกือบ 3.6 แสนล้านยูโร โดยในเดือนเมษายน 2026 เพียงเดือนเดียว ยุโรปขาดดุลดึงไปถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-ความกดดันในภาคยานยนต์: อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเคยพึ่งพาผลกำไรมหาศาลจากตลาดจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากการรุกคืบของ #ยานยนต์พลังงานใหม่ (#EV) เทคโนโลยี #โซลาร์เซลล์ และ #เครื่องจักรกลขั้นสูง ของจีนในตลาดยุโรป

3. 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวคิดการบังคับค่าเงินหยวนเป็นไปได้ยาก
นักวิเคราะห์และการเงินมองว่า คำชี้แจงของนางลาการ์ดสะท้อนถึงความเข้าใจในหลักความจริงทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่ทำให้โมเดลปี 1985 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับจีนในปัจจุบันได้:
-มิติด้านอธิปไตยและความมั่นคง: ญี่ปุ่นในปี 1985 มีข้อผูกพันด้านความมั่นคงและพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการคุ้มครองประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงในฐานะรัฐผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ มีระบบยุติธรรม ทหาร และนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ทำให้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้น
-ความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร: ในปี 1985 ข้อตกลงเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ 5 มหาอำนาจภายใต้การนำของสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกภาพ 27 ประเทศของ EU มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกแยกและหลากหลาย ทำให้อำนาจในการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-ความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการโต้กลับ: หากสหภาพยุโรปผลักดันประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการเมือง จีนมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลขั้นสูง และสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้ทุนสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหรือช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพในยุโรป ซึ่งส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง

ความเป็นจริงของนโยบายและการประสานรอยร้าว
แม้ว่าในคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นางลาการ์ดจะอ้างอิงรายงานของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) ที่ประเมินว่าค่าเงินหยวนอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15%-16% (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 30% ของนายเมิตซ์กึ่งหนึ่ง) และย้ำว่าปัญหาความไม่สมดุลทางการค้ายังคงต้องได้รับการแก้ไข แต่เธอก็เน้นย้ำว่า "กระบวนการเจรจาใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนกรอบความร่วมมือที่มีจีนเข้าร่วมด้วย"

ข้อเสนอของนายกฯ เยอรมันสะท้อนถึงแรงกดดันและการมองหาทางออกของนักการเมืองยุโรปต่อขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงของอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็เคยหยิบยกประเด็น "ความยุ่งยากจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน" ขึ้นมาหารือ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารและธนาคารกลางยุโรปในการลดการเสียเปรียบดุลการค้าจะสอดคล้องกัน แต่แนวทางการดำเนินนโยบายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการกดดันฝ่ายเดียวในเวทีการเมือง กับการรักษาเสถียรภาพผ่านการเจรจาพหุภาคี ซึ่งทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ยุโรปตระหนักดีว่ายุคสมัยของการกำหนดกติกาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการเจรจากับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นได้สิ้นสุดลงแล้วในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1026804266523779&id=100075826461941&post_id=100075826461941_1026804266523779&rdid=dxSScNyf4WnfrEZT#

“รัสเซีย” ชี้อาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันสุดท้าย!! เครมลินเตือนความขัดแย้งโลกแรงขึ้น นิวเคลียร์ยังเป็นเกราะป้องปรามสงครามโลก ป้องกันโลกถลำสู่สงครามโลก ปูตินย้ำรัสเซียเคารพอธิปไตยรัฐ

รัสเซียชี้ 'อาวุธนิวเคลียร์' เป็นหลักประกันเดียวที่ป้องกันเกิดสงครามโลก

เมื่อวันพุธ (24 มิ.ย.) ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินของรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมนานาชาติพรีมาคอฟ รีดดิงส์ (Primakov Readings) ครั้งที่ 12 เผยว่าความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีเพียงการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่จะป้องกันไม่ให้โลกตกอยู่ในสงครามโลก แม้ไม่อาจรับรองว่าจะสามารถป้องกันความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้

เพสคอฟชี้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอาจมีการพัฒนาระบบอาวุธรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ แต่อาจมีอานุภาพการทำลายล้างทัดเทียมกับอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับประเด็นการสร้างสันติภาพ เพสคอฟระบุว่ารัสเซียให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนความมุ่งมั่นของคณะผู้ไกล่เกลี่ยในการยุติการสู้รบ

ในแถลงการณ์เปิดการประชุมฯ เมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในการสนับสนุนบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันในระดับสากล รวมถึงอำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเท่าเทียมระหว่างรัฐ และสิทธิของแต่ละประเทศในการเลือกเส้นทางการพัฒนาของตนเอง

ที่มา : Xinhua

ตะโกน "Free Palestine" ขณะชก!! หมัดเดียวสะเทือนการเมืองโลก ชนะนักสู้ทหารอิสราเอล ชูธงปาเลสไตน์กลางเวที โลกถกปมขัดแย้งการเมืองในกีฬา

นักสู้ไอริชคว้าชัยเหนือทหารอิสราเอล พร้อมชูธงปาเลสไตน์ตะโกน “Free Palestine”

ศึกการแข่งขัน MMA รายการ Cage Warriors 189 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยเป็นการชกกันระหว่าง Paddy McCorry นักสู้ชาวไอริช กับ Shuki Farage คู่ต่อสู้ชาวอิสราเอล

ในระหว่างการแข่งขัน McCorry ได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน โดยเขาได้ตะโกนคำว่า “Free Palestine” ขณะที่กำลังประเคนอาวุธใส่คู่ต่อสู้

หลังจากที่เขาชนะการแข่งขันด้วยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ เขาก็ได้ชูธงชาติปาเลสไตน์เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อชาวปาเลสไตน์ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชมในเวทีด้วย

สำหรับกรณีของ Shuki Farage นั้น สื่อหลายแห่งระบุว่าเขาเป็นอดีตทหารของกองทัพอิสราเอล (IDF) ซึ่งเคยมีการเผยแพร่ภาพของเขาในเครื่องแบบทหารพร้อมถืออาวุธในพื้นที่ฉนวนกาซาผ่านทางโซเชียลมีเดียมาก่อน ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการนำเรื่องการเมืองและสถานการณ์ความขัดแย้งมาไว้ในการแข่งขันกีฬา

และชาวโลกประนามว่า ​"นั่นมันไม่ใช่การแข่งขันที่ยุติธรรมเลย!

เพราะทหาร IDF ถูกฝึกมาให้สู้กับแค่ผู้หญิงและเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขา!"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330943112527379/?rdid=fGA8fXkGS8MvtSdH#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top