Saturday, 7 November 2026
WORLD

ตัวเลขส่งออกพุ่ง แต่ทำไม GDP ไทยโตต่ำ? เปิดบทเรียนจากเวที IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯIMF ชี้ความสำคัญของนวัตกรรมสถิติและ Big Data ชูข้อมูลแม่นยำ–รวดเร็ว หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ จุดคำถาม ไทยพร้อมแค่ไหนกับการใช้ข้อมูลทันสมัยขับเคลื่อนประเทศ

ตอนที่2

๓๕ ปีเจอกันอีก : ไอเอมเอฟ/ธนาคารโลก (๒)

สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจที่สุดของการจัดการประชุมประจำปีของไอเอมเอฟและกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพครั้งที่ ๒ ก็คือ application ที่ทั้งสองหน่วยงานจัดทำขึ้น ในวันที่แลกบัตรผู้สื่อข่าวเข้าที่ประชุมได้ เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มาช่วยประสานให้ได้บัตรได้แนะนำให้โหลดแอปนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถหาข้อมูล เช่น โปรแกรม,แผนที่,ประชาสัมพันธ์,ผู้อภิปราย,การลงทะเบียน และ AI Assistant ซึ่งให้ข้อมูลที่สะดวกรวดเร็ว และที่ผู้เขียนใช้มากที่สุดคือโปรแกรมตารางพูดในหัวข้อต่างๆ

โปรแกรมของแต่ละวันจะเริ่มที่เวลาที่เริ่มและหมด,ชื่อเรื่อง,หมายเลขห้อง,มีการบอกด้วยว่าเวทีนี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าฟังได้(บางเวทีจะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า,บางเวทีจะจำกัดเฉพาะกลุ่ม)และชื่อผู้อภิปรายและรายละเอียดผู้อภิปราย เท่าที่ได้เข้าฟังมีการกำหนดเวลาไว้อย่างเข้มงวดในการเปิดและปิดเวที บางครั้งการเริ่มอาจจะล่าช้าไปบ้างแต่ไม่มากนัก นี่คือเวลาของฝรั่งจริงๆ

ขออธิบายเพิ่มอีกนิดเรื่องเวลาเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญซึ่งเขารักษากันอย่างแข็งขัน เวลาของเวทีการพูดส่วนใหญ่จะกำหนดไว้หนึ่งชั่วโมงเต็ม แต่ถ้าเป็นหัวข้อสำคัญอาจเป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หรือหัวข้อเล็กๆ เช่น IMF Inspired ก็พูดกันเพียง ๔๕ นาที

ได้นั่งดูโปรแกรมต่างๆทั้ง ๖ วันแล้วเห็นว่าหัวข้อของการอภิปรายน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของไทยอยู่บ้าถ้านำมาทำเป็นนโยบายอย่างเช่นหัวข้อเรื่อง Capacity Development Talk: Better Data, Better Decision: How Statistical Innovation is Reshaping the Foundations of Policy making.

หัวข้อนี้มีผู้เข้าร่วมวงสนทนาคือ Frank Bousquet ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน Capacity Developmentของไอเอมเอฟ, Hae Ryun Kim ร.ม.ต กระทรวงData และสถิติของเกาหลี, Williamina Hubert ผู้ช่วยผู้ว่าการกลุ่มนโยบายเศรษฐกิจและการคลังธนาคารชาติปาปัวนิวกินี, Zeno Ronald Abenoja ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารชาติฟิลิปปินส์และ Paul Austin หัวหน้าฝ่ายสถิติและการบริหาร resource ของไอเอเอฟ

ทั้งห้าคนได้แสดงความเห็นในประเด็นที่ว่าในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนตลอดเวลา ดังนั้นความรวดเร็วและข้อมูลสำคัญๆและเป็นจริงจึงเป็นปัจจัยและหัวใจต่อการวางนโยบายที่ทำให้เห็นผลจริง.แน่นอนระบบสถิติดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ขณะนี้อาจจะไม่ทันต่อการวางนโยบายที่ต้องทำอย่างเร็วไวและรับมือกับความสลับซับซ้อนของภาวการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้เวทีนี้จึงต้องการที่จะศึกษาดูว่านวัตกรรมinnovation และเทคโนโลยี่ใหม่ๆจะช่วยเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บสถิติของเศรษฐกิจมหภาคและกระจายตัวเลขเหล่านี้อย่างไร

พร้อมกันนี้สถิติและการเผยแพร่ข้อมูลใหม่นี้จะช่วยส่งให้การตัดสินใจในนโยบายต่างๆดีขึ้นอย่างไร 

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไอเอมเอฟสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกเสริมสร้างสถาบันด้านสถิติของตนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและปรับปรุงการทำข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมกับเพิ่มการใช้วิธีการใหม่ๆและแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้สถิติทันสมัยทันเหตุการณ์

ไอเอมเอฟทำงานผ่านกองทุน the Data for Decisions (D4D) โดยร่วมมือกับฝ่ายพัฒนาหลายกลุ่มเพื่อที่จะทำให้ระบบสถิติก้าวหน้าและทันสมัยเพื่อช่วยประเทศสมาชิกสร้างระบบข้อมูล data ที่รับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตรงกับความต้องการของประชาชนและผู้กำหนดนโยบาย

เป็นไงค่ะอ่านแล้วอยากฟังเขาพูดกันมั้ยค่ะ ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้ให้ประโยชน์มากทีเดียวและผู้พูดล้วนมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง

อีกเวทีหนึ่งที่มีคนอยากฟังมากคือในวันศุกร์ที่๑๖ ต.ค MD’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh เป็นการดำเนินรายการโดยคุณKristalina Georgieva  ประธานไอเอมเอฟกับคุณ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ คู่นี้คุยกันวงการการเงินต้องตั้งใจฟัง มีคนต้องการฟังมากจนล้นห้อง

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพ มีการถ่ายทอดไปทั่วโลก ประเทศไทยเป็น สปอตท์ไลน์ที่คนมองมาซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย และอีกภาพหนึ่งที่ร.ม.ต คลังของไทยคุณเอกนิติ เดินมาเจอกับKevin Warsh ที่โถงทางเดินมีการแลกนามบัตรกันทักทายจับมือกัน ภาพนี้ต้องเรียกว่า amazing Thailand

ขอวกกลับมาที่หัวข้อการพูดถึงสถิติเรื่องนี้อีกหน่อย เมื่อไม่นานมานี้นายกฯอนุทินพูดถึงตัวเลขจีดีพีของไทยที่นายกฯเห็นว่าต่ำเกินไป แต่เมื่อดูตัวเลขส่งออกบางตัวซึ่งสูงมากแต่ทำไมจีดีพีไทยจึงต่ำ ต่อมามีรายงานข่าวว่าสภาพัฒน์แถลงว่าสาเหตุเกิดจากการใช้วิธีการคำนวณแบบเดิมอยู่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ไอเอมเอฟนำเรื่องนี้มาอภิปรายจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลละหน่วยราชการไทย

อ้างอิง:  International Monetary Fund and the World Bank Group Website.

เรื่อง :อนุดี เซียสกุล

อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

เซี่ยงไฮ้คึกคัก! จีนเปิดเวทีการค้าโลก CIIE 2026!! เวทีเชื่อมธุรกิจทั่วโลกสู่จีน ผู้จัดแสดง 4,142 รายจากต่างชาติ นวัตกรรมใหม่มากสุดในประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ ครองพื้นที่จัดแสดงอันดับหนึ่ง

งาน CIIE ครั้งที่ 9 เปิดฉากในเซี่ยงไฮ้ เวทีเชื่อมธุรกิจทั่วโลกสู่ตลาดจีน

เซี่ยงไฮ้, 5 พ.ย. (ซินหัว) -- งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ครั้งที่ 9 ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมระดับชาติรายการแรกของโลกที่มุ่งเน้นการนำเข้า เริ่มจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ที่เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน โดยติงเซวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในพิธีเปิดงาน

งานมหกรรมฯ ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-10 พ.ย. ดึงดูดผู้จัดแสดงสินค้าจากต่างประเทศ 4,142 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ติดอันดับนิตยสารฟอร์จูนโกลบอล 500 (Fortune Global 500) และผู้นำในอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย โดยปีนี้มีผลิตภัณฑ์เตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในจีน เอเชีย หรือระดับโลกกว่า 480 รายการ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของงานมหกรรมฯ

สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้ารวมในปีนี้มีขนาดกว่า 4.4 แสนตารางเมตร โดยผู้จัดแสดงสินค้าจากสหรัฐฯ ครองพื้นที่มากกว่า 50,000 ตารางเมตร มากเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ขณะที่บริษัทจากเยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ติดอันดับกลุ่มประเทศที่มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากที่สุดเช่นกัน

งานปีนี้ยังคงแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 โซนหลัก พร้อมด้วยโซนบ่มเพาะนวัตกรรมในหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมอัจฉริยะและเทคโนโลยีสารสนเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รถยนต์และระบบคมนาคมอัจฉริยะ อุปกรณ์การแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการค้าภาคบริการ โดยโซนบ่มเพาะนวัตกรรมภายในงานนำเสนอโครงการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 633 โครงการจากเกือบ 40 ประเทศและภูมิภาค เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 จากงานครั้งก่อน

รายงานระบุว่ามีการเผยแพร่รายงานการเปิดกว้างของโลก (World Openness Report) ปี 2026 และเปิดตัวรายงานการพัฒนาศักยภาพการส่งออกสู่จีนฉบับแรก บนเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียวในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับงานมหกรรมฯ ในเซี่ยงไฮ้

อนึ่ง งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีนซึ่งประกาศแผนการจัดครั้งแรกในปี 2017 และเริ่มจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2018 มีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจจากต่างประเทศเข้าถึงตลาดจีนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งระหว่าง 8 ครั้งที่ผ่านมามีองค์กรระหว่างประเทศ ภูมิภาค และประเทศเข้าร่วมมากกว่า 180 แห่ง โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการใหม่กว่า 3,400 รายการ ขณะมูลค่าข้อตกลงซื้อขายเบื้องต้นสูงกว่า 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.39 ล้านล้านบาท)

(แฟ้มภาพซินหัว : พิธีเปิดงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน ครั้งที่ 9 และการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 5 พ.ย. 2026)

ที่มา : Xinhua

'ทรัมป์' ชี้ จ่อทำลายอิหร่าน!! เผยสหรัฐฯ อาจต้องทำลาย ‘อิหร่าน’ ระบุฟื้นฟูประเทศใช้เวลานานถึง 25 ปี พร้อมเตือนจะรู้กันเร็วๆ นี้ ย้ำไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องทำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้อง “ทำลาย” อิหร่าน และการฟื้นฟูประเทศจะต้องใช้เวลานานถึง 25 ปี พร้อมเสริมว่าทุกคนจะได้ “รู้กันในเร็วๆ นี้” ว่าเขาจะลงมือทำหรือไม่

“ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากทำลายประเทศนั้นหรอกนะ แต่บางทีผมอาจจำเป็นต้องทำ”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1449786077309748/?rdid=ww4Uh4pyMmd6HsoP#

จีนโวย EU เก็บค่าธรรมเนียมพัสดุนำเข้าเพิ่ม!! หลังยุโรปเรียกเก็บ 2 ยูโรต่อพัสดุ เริ่ม 1 พ.ย. ซ้ำอากรศุลกากร 3 ยูโร จีนเตือนผลกระทบต่ออีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน หวังสร้างเงื่อนไขร่วมมือทั้งสองฝ่าย

ปักกิ่ง, 5 พ.ย. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) หวงหลิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน เปิดเผยว่าจีนกังวลอย่างยิ่งต่อกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการพัสดุ 2 ยูโร (ราว 75 บาท) สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. หลังจากมีการเรียกเก็บอากรศุลกากร 3 ยูโร (ราว 113 บาท) ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

หวงระบุว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเป็นรูปแบบและแนวทางธุรกิจใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วโลกมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และจีนหวังว่าสหภาพยุโรปจะประเมินผลกระทบจากนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อความร่วมมือระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปในด้านอีคอมเมิร์ซและสาขาอื่นๆ

ที่มา : Xinhua

ประเทศไทยต้องมีกฎหมาย ไม่ใช่มีแต่ความเห็นใจ!! มนุษยธรรมต้องไม่กลายเป็นช่องโหว่ความมั่นคง เปิดปมแรงงานเมียนมา–วีซ่าต่างชาติ–บทบาท NGO จี้รัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายจริงจัง รักษาสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนกับอธิปไตยของชาติ

เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากแรงงานข้ามชาติ: ปัญหาที่มากกว่าเรื่องมนุษยธรรม คืออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับชาวเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการก่อเหตุทำร้ายร่างกายหรืออาชญากรรมต่อคนไทย ตลอดจนบทบาทขององค์กร NGO และตัวแทนภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาอย่างเต็มที่ คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรหันกลับมาพิจารณาคือ วันนี้ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการปัญหาคนต่างด้าวอย่างไร และเส้นแบ่งระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศอยู่ตรงไหน?

ในขณะที่ประเทศไทยมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังเผชิญปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะตั้งคำถามถึงความสมดุลในการจัดสรรทรัพยากรและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประชาชนไทยกับชาวต่างชาติ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนเมียนมาที่เดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแรงงานระดับล่างหรือประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจเหมือนภาพจำในอดีตอีกต่อไป

วันนี้เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า คนเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทยมีความหลากหลายทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย วัตถุประสงค์ และภูมิหลังอย่างไร

1. กลุ่มผู้มีการศึกษาและผู้มีทักษะทางวิชาชีพ

กลุ่มนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีการศึกษา มีทักษะเฉพาะทาง หรือมีประสบการณ์ในการทำงานจากประเทศเมียนมา บางส่วนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยว (Passport for Visit) หรือหนังสือเดินทางประเภทอื่น ก่อนจะหาช่องทางประกอบอาชีพในประเทศไทย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ระบบหนังสือเดินทางของเมียนมามีการจำแนกประเภทตามวัตถุประสงค์การเดินทาง โดยเฉพาะ หนังสือเดินทางเล่มสีแดง (Myanmar Ordinary Passport) ประเภท PJ (Passport for Jobs) ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางที่ออกให้สำหรับผู้ประสงค์เดินทางไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะ  ดังนั้น ผู้ที่มีวัตถุประสงค์จะเดินทางออกจากเมียนมาเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จึงต้องพิจารณาข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทหนังสือเดินทางและเอกสารอนุญาตที่ทางการเมียนมากำหนดให้ครบถ้วน

สิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตคือ หากมีบุคคลบางส่วนใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเพื่อประกอบอาชีพหรือทำงานตั้งแต่แรก ก็เป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของทั้งสองประเทศหรือไม่  ขณะเดียวกัน นายจ้าง องค์กรเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยก็ควรตรวจสอบเอกสารการเดินทาง สถานะการพำนัก และใบอนุญาตทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสามารถในการทำงานหรือประสบการณ์ของบุคคลนั้นเท่านั้น  เพราะการตรวจสอบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเอกสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติและการรักษาความถูกต้องของการเข้าเมืองและการประกอบอาชีพในประเทศไทย

2. กลุ่มที่ใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางในการพำนัก

อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบคือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้สถานะนักศึกษาและยื่นขอวีซ่าประเภทการศึกษา (Education Visa)   โดยหลักการแล้ว การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อสถาบันการศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลบางส่วนใช้สถานะนักศึกษาเป็นเพียงช่องทางในการต่ออายุการพำนัก โดยไม่ได้เข้าศึกษาจริง หรือมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวีซ่า ย่อมเป็นช่องโหว่ที่หน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติ ควรมีระบบติดตามการเข้าเรียน ผลการศึกษา และสถานะของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม  นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบกรณีที่มีการใช้สถานะนักศึกษาเพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหรือหารายได้ในประเทศไทยแบบไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะงานด้านดิจิทัล คอนเทนต์ และอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงการขายบริการในสถานบันเทิงชั้นสูง

3. กลุ่มแรงงานและผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

กลุ่มนี้มีความหลากหลายมากที่สุด และจำเป็นต้องจำแนกอย่างรอบคอบ  กลุ่มแรกคือแรงงานทั่วไปที่เดินทางเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องการรายได้ที่ดีกว่า และส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในประเทศต้นทาง บุคคลเหล่านี้จำนวนมากเป็นแรงงานที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย  อีกกลุ่มหนึ่งคือบุคคลที่เดินทางออกจากเมียนมาเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ ซึ่งอาจรวมถึงผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหารหรือสมาชิกจากพื้นที่และกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ

กรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล ไม่ควรเหมารวมว่าผู้หนีภัยทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง  อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังติดอาวุธหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่ควรจับตามองคือ บทบาทของ NGO และองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐาน องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่การดำเนินงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และมีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือกิจการภายในของประเทศไทย  สุดท้ายคือการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการได้รับอภิสิทธิ์พิเศษยกเว้นจากการบังคับใช้กฎหมายของไทย

หากเราจะพิจารณาปัญหานี้อย่างเป็นธรรม ก็ไม่สามารถกล่าวโทษฝ่ายเมียนมาหรือผู้ย้ายถิ่นฐานเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะการที่บุคคลต่างชาติสามารถเข้ามาพำนัก ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมสะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการภายในประเทศด้วยเช่นกัน   คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบมีหลายประเด็น

• องค์กรเอกชนและนายจ้างมีระบบตรวจสอบเอกสารการเดินทางและใบอนุญาตทำงานของบุคลากรต่างชาติอย่างเข้มงวดเพียงใด?

• โรงงาน ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ มีการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างครบถ้วนหรือไม่?

• สถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติมีระบบตรวจสอบการเข้าเรียนและการรักษาสถานะนักศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่?

• หน่วยงานรัฐมีระบบติดตามบุคคลต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ สังคม และการเมืองในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?

ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั่วไป นักธุรกิจ บุคคลสาธารณะ หรือผู้มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ  หากมีบุคคลต่างชาติที่มีหมายจับหรือมีประเด็นทางกฎหมายในประเทศต้นทาง แต่ยังสามารถเข้ามาประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยได้ ก็ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การมีหมายจับในต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมในไทยได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาตามกฎหมายและกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศ

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาคือ บทบาทของชาวต่างชาติและองค์กรจากต่างประเทศในการแสดงความคิดเห็นหรือเรียกร้องเกี่ยวกับนโยบายภายในของประเทศไทย  จะว่าไปประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบกฎหมาย และการที่ชาวต่างชาติจะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสังคมหรือสิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่เรื่องผิดโดยตัวมันเอง   แต่สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาไว้คือ เส้นแบ่งระหว่างการใช้เสรีภาพกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหรือแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประเทศ

กรณีของโจชัว หว่อง (Joshua Wong) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าประเด็นความมั่นคงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองสามารถมีผลทางกฎหมายได้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับคำพิพากษาและโทษจำคุกเพิ่มเติมที่มีการกล่าวถึง ควรตรวจสอบกับรายงานข่าวและเอกสารทางการล่าสุดก่อนนำมาเปรียบเทียบ  ประเทศไทยเองก็ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการดูแลกิจกรรมของชาวต่างชาติ โดยต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ละเมิดสิทธิโดยปราศจากเหตุผล และไม่ปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง 

คำถามสำคัญ: ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการประเทศเพื่อใคร?

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านชาวเมียนมา หรือการปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังเดือดร้อน แต่เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงทางสังคม ผลประโยชน์ของประชาชน และอธิปไตยของประเทศ

ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมและเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานหรือแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าได้ แต่การเปิดโอกาสดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามกฎหมาย  รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีระบบตรวจสอบคนต่างชาติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ มีมาตรการป้องกันการใช้ช่องโหว่ของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างไร

รวมถึงประเด็นเรื่องการขอสัญชาติและการถือสองสัญชาติ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลต่างชาติสามารถเรียกร้องหรือได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจากการพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน

เพราะการเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะต้องละเลยกฎหมาย และการเคารพสิทธิของคนต่างชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะละเลยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย

คำถามที่สังคมไทยควรตั้งต่อรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะช่วยเหลือคนต่างชาติได้มากแค่ไหน แต่ต้องถามด้วยว่า เรามีระบบที่ทำให้คนไทยได้รับความเป็นธรรม มีความปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง?   เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะเปิดกว้างต่อโลกมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องไม่ลืมก็คือ หน้าที่อันดับแรกของรัฐบาลไทย คือการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนไทย ภายใต้หลักนิติรัฐและความเป็นธรรมต่อทุกคน  ไม่ใช่รับเงินภาษีของคนไทยเพื่อมาช่วยคนต่างด้าวหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดน​  ใครจะไปรู้หากคนไทยเรายังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้​ อนาคตเราได้อาจจะได้นายกรัฐมนตรีไทย​ หัวใจพม่าก็เป็นได้​ เพราะ​  ณ​ วันนี้อัตราเกิดของเด็กไทยเทียบกับเด็กพม่าในไทยต่างกันเกือบ​ 3​  เท่า​

ที่มา : AYA

‘แวนซ์’ กดดัน ‘ทรัมป์’!! ชิงขึ้นประธานาธิบดีปี 28 หลังพรรครีพับลิกันพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม เรียกร้องจบสงครามอิหร่านเร่งด่วน วิจารณ์ผู้นำอิสราเอลรุนแรง

เจดี แวนซ์ กดดันทรัมป์ให้เร่งบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านและยุติสงคราม! หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ว่าสงครามอิหร่านเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนเสียง พร้อมมีรายงานว่าแวนซ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นการส่วนตัวว่า “ผิดพลาดไปเสียทุกเรื่อง”

ความเห็นที่แตกต่างกันครั้งนี้ยังถูกจับตามองถึงอนาคตทางการเมืองของแวนซ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028 และอาจต้องเริ่มแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากทรัมป์ให้ชัดเจนมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1448960710725618/?rdid=3U9GgMYQ37pNCxtC#

ไทยจัดการแรงงานข้ามชาติ!! ท้าทายสุขภาวะและอธิปไตยประเทศ เจาะกลุ่มเมียนมาเข้าพำนักหลายสถานะ กฎหมายและมนุษยธรรมต้องสมดุลกัน ลุยตรวจสอบใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด

เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากแรงงานข้ามชาติ: ปัญหาที่มากกว่าเรื่องมนุษยธรรม คืออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับชาวเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการก่อเหตุทำร้ายร่างกายหรืออาชญากรรมต่อคนไทย ตลอดจนบทบาทขององค์กร NGO และตัวแทนภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาอย่างเต็มที่ คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรหันกลับมาพิจารณาคือ วันนี้ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการปัญหาคนต่างด้าวอย่างไร และเส้นแบ่งระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศอยู่ตรงไหน?

ในขณะที่ประเทศไทยมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังเผชิญปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะตั้งคำถามถึงความสมดุลในการจัดสรรทรัพยากรและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประชาชนไทยกับชาวต่างชาติ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนเมียนมาที่เดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแรงงานระดับล่างหรือประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจเหมือนภาพจำในอดีตอีกต่อไป

วันนี้เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า คนเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทยมีความหลากหลายทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย วัตถุประสงค์ และภูมิหลังอย่างไร
1. กลุ่มผู้มีการศึกษาและผู้มีทักษะทางวิชาชีพ

กลุ่มนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีการศึกษา มีทักษะเฉพาะทาง หรือมีประสบการณ์ในการทำงานจากประเทศเมียนมา บางส่วนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยว (Passport for Visit) หรือหนังสือเดินทางประเภทอื่น ก่อนจะหาช่องทางประกอบอาชีพในประเทศไทย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ระบบหนังสือเดินทางของเมียนมามีการจำแนกประเภทตามวัตถุประสงค์การเดินทาง โดยเฉพาะ หนังสือเดินทางเล่มสีแดง (Myanmar Ordinary Passport) ประเภท PJ (Passport for Jobs) ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางที่ออกให้สำหรับผู้ประสงค์เดินทางไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะ ดังนั้น ผู้ที่มีวัตถุประสงค์จะเดินทางออกจากเมียนมาเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จึงต้องพิจารณาข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทหนังสือเดินทางและเอกสารอนุญาตที่ทางการเมียนมากำหนดให้ครบถ้วน

สิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตคือ หากมีบุคคลบางส่วนใช้หนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเพื่อประกอบอาชีพหรือทำงานตั้งแต่แรก ก็เป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของทั้งสองประเทศหรือไม่ ขณะเดียวกัน นายจ้าง องค์กรเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยก็ควรตรวจสอบเอกสารการเดินทาง สถานะการพำนัก และใบอนุญาตทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสามารถในการทำงานหรือประสบการณ์ของบุคคลนั้นเท่านั้น เพราะการตรวจสอบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเอกสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติและการรักษาความถูกต้องของการเข้าเมืองและการประกอบอาชีพในประเทศไทย

2. กลุ่มที่ใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางในการพำนัก
อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบคือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้สถานะนักศึกษาและยื่นขอวีซ่าประเภทการศึกษา (Education Visa) โดยหลักการแล้ว การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อสถาบันการศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลบางส่วนใช้สถานะนักศึกษาเป็นเพียงช่องทางในการต่ออายุการพำนัก โดยไม่ได้เข้าศึกษาจริง หรือมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวีซ่า ย่อมเป็นช่องโหว่ที่หน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติ ควรมีระบบติดตามการเข้าเรียน ผลการศึกษา และสถานะของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบกรณีที่มีการใช้สถานะนักศึกษาเพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหรือหารายได้ในประเทศไทยแบบไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะงานด้านดิจิทัล คอนเทนต์ และอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงการขายบริการในสถานบันเทิงชั้นสูง

3. กลุ่มแรงงานและผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
กลุ่มนี้มีความหลากหลายมากที่สุด และจำเป็นต้องจำแนกอย่างรอบคอบ กลุ่มแรกคือแรงงานทั่วไปที่เดินทางเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องการรายได้ที่ดีกว่า และส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในประเทศต้นทาง บุคคลเหล่านี้จำนวนมากเป็นแรงงานที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย อีกกลุ่มหนึ่งคือบุคคลที่เดินทางออกจากเมียนมาเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ ซึ่งอาจรวมถึงผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหารหรือสมาชิกจากพื้นที่และกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ

กรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล ไม่ควรเหมารวมว่าผู้หนีภัยทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังติดอาวุธหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่ควรจับตามองคือ บทบาทของ NGO และองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐาน องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่การดำเนินงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และมีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือกิจการภายในของประเทศไทย สุดท้ายคือการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ได้หมายถึงว่าเป็นการได้รับอภิสิทธิ์พิเศษยกเว้นจากการบังคับใช้กฎหมายของไทย

หากเราจะพิจารณาปัญหานี้อย่างเป็นธรรม ก็ไม่สามารถกล่าวโทษฝ่ายเมียนมาหรือผู้ย้ายถิ่นฐานเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะการที่บุคคลต่างชาติสามารถเข้ามาพำนัก ทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมสะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการภายในประเทศด้วยเช่นกัน คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบมีหลายประเด็น
• องค์กรเอกชนและนายจ้างมีระบบตรวจสอบเอกสารการเดินทางและใบอนุญาตทำงานของบุคลากรต่างชาติอย่างเข้มงวดเพียงใด?
• โรงงาน ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ มีการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างครบถ้วนหรือไม่?
• สถาบันการศึกษาที่รับนักศึกษาต่างชาติมีระบบตรวจสอบการเข้าเรียนและการรักษาสถานะนักศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่?
• หน่วยงานรัฐมีระบบติดตามบุคคลต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ สังคม และการเมืองในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?
ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั่วไป นักธุรกิจ บุคคลสาธารณะ หรือผู้มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ หากมีบุคคลต่างชาติที่มีหมายจับหรือมีประเด็นทางกฎหมายในประเทศต้นทาง แต่ยังสามารถเข้ามาประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยได้ ก็ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การมีหมายจับในต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมในไทยได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาตามกฎหมายและกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศ

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาคือ บทบาทของชาวต่างชาติและองค์กรจากต่างประเทศในการแสดงความคิดเห็นหรือเรียกร้องเกี่ยวกับนโยบายภายในของประเทศไทย จะว่าไปประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบกฎหมาย และการที่ชาวต่างชาติจะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสังคมหรือสิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่เรื่องผิดโดยตัวมันเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาไว้คือ เส้นแบ่งระหว่างการใช้เสรีภาพกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหรือแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประเทศ

กรณีของโจชัว หว่อง (Joshua Wong) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าประเด็นความมั่นคงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองสามารถมีผลทางกฎหมายได้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับคำพิพากษาและโทษจำคุกเพิ่มเติมที่มีการกล่าวถึง ควรตรวจสอบกับรายงานข่าวและเอกสารทางการล่าสุดก่อนนำมาเปรียบเทียบ ประเทศไทยเองก็ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการดูแลกิจกรรมของชาวต่างชาติ โดยต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ละเมิดสิทธิโดยปราศจากเหตุผล และไม่ปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง

คำถามสำคัญ: ประเทศไทยกำลังบริหารจัดการประเทศเพื่อใคร?
ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านชาวเมียนมา หรือการปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังเดือดร้อน แต่เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงทางสังคม ผลประโยชน์ของประชาชน และอธิปไตยของประเทศ
ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมและเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานหรือแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าได้ แต่การเปิดโอกาสดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีระบบตรวจสอบคนต่างชาติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ มีมาตรการป้องกันการใช้ช่องโหว่ของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างไร

รวมถึงประเด็นเรื่องการขอสัญชาติและการถือสองสัญชาติ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลต่างชาติสามารถเรียกร้องหรือได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจากการพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน
.
เพราะการเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะต้องละเลยกฎหมาย และการเคารพสิทธิของคนต่างชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะละเลยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย
คำถามที่สังคมไทยควรตั้งต่อรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะช่วยเหลือคนต่างชาติได้มากแค่ไหน แต่ต้องถามด้วยว่า เรามีระบบที่ทำให้คนไทยได้รับความเป็นธรรม มีความปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง? เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะเปิดกว้างต่อโลกมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องไม่ลืมก็คือ หน้าที่อันดับแรกของรัฐบาลไทย คือการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนไทย ภายใต้หลักนิติรัฐและความเป็นธรรมต่อทุกคน ไม่ใช่รับเงินภาษีของคนไทยเพื่อมาช่วยคนต่างด้าวหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดน​ ใครจะไปรู้หากคนไทยเรายังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้​ อนาคตเราได้อาจจะได้นายกรัฐมนตรีไทย​ หัวใจพม่าก็เป็นได้​ เพราะ​ ณ​ วันนี้อัตราเกิดของเด็กไทยเทียบกับเด็กพม่าในไทยต่างกันเกือบ​ 3​ เท่า​

ที่มา : AYA

อย่าเพิ่งลืมว่าใครเป็นประธานาธิบดี!! แพ้เลือกตั้งกลางเทอม แต่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดี ทำเนียบขาวโพสต์ข้อความสวนกระแสฉลองชัยเดโมแครต ย้ำชัด ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของพวกคุณ

ทำเนียบขาวโพสต์ภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมข้อความตัวใหญ่

“ประกาศให้ทราบทั่วกัน: ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของพวกคุณ!” หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ท่ามกลางการเฉลิมฉลองชัยชนะของฝ่ายเดโมแครตในหลายพื้นที่ ราวกับว่าเพิ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122112260193508642&id=61595259264487&rdid=KrDl8P4gmpscYp64#

‘เซเลนสกี’ ยิ้มรับผลเลือกตั้งสหรัฐฯ!! เดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จับตาแรงกดดันทรัมป์เพิ่มความช่วยเหลือยูเครน ก่อนเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย 10–11 พ.ย. นี้ แต่ทรัมป์ ยังคุมทิศทางเจรจากับรัสเซีย

เซเลนสกียิ้มแป้น! หลังเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอม คาดหวังกดดันให้ทรัมป์กลับมาช่วยยูเครนเพิ่มขึ้น!

เซเลนสกีระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคเดโมแครตแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนยูเครน รวมถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับยุโรป ขณะเดียวกันเซเลนสกีไม่ลืมขอบคุณพรรครีพับลิกันที่ให้ความช่วยเหลือยูเครนมาตลอด

เซเลนสกีหวังว่าเสียงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นในสภาคองเกรสจะส่งผลถึงมาตรการที่จะช่วยกดดันประธานาธิบดีปูติน ก่อนการเจรจาสันติภาพระหว่างวันที่ 10 - 11 พฤศจิกายน ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจในสภาคองเกรสเพิ่มขึ้นมาก และสามารถผลักดันงบฯช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติมได้ แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและจังหวะการเจรจากับรัสเซีย และทรัมป์ยังประกาศอีกว่าเขาจะเป็น 'Mr.Veto' ที่ใช้อำนาจประธานาธิบดียับยั้งร่างกฎหมายที่พรรคเดโมแครตผลักดัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1448718664083156/?rdid=qh0GJwipHFDDlTHV#

ค่าครองชีพ พนมเปญ ประเทศกัมพูชา และโฮจิมินห์ ซิตี้

ค่าครองชีพ พนมเปญ ประเทศกัมพูชา และโฮจิมินห์ ซิตี้ ประเทศเวียดนามถูกที่สุดในโลก

ส่วนกรุงเทพ ถูกเป็นอันดับ 6

ในแง่ของเมืองท่องเที่ยว

ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมพรรคเดโมเเครต และ พรรครีพับลิกัน

ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมพรรคเดโมเเครต และ พรรครีพับลิกัน มี ส.ว. หรือสภาสูง พรรคละกี่ที่นั่ง

“เจมส์ ทาลาริโก” พลิกเท็กซัส! อดีตครูวัย 37 ปี ชนะเก้าอี้ ส.ว. เดโมแครตครั้งแรกในรอบ 38 ปี เขย่าฐานอำนาจรีพับลิกัน

จากห้องเรียนในซานแอนโทนิโอสู่สภาคองเกรส รู้จักนักการเมืองรุ่นใหม่ผู้เจาะกำแพงรัฐแดง พร้อมย้อนประวัติเท็กซัสที่ไม่ได้เป็นฐานรีพับลิกันมาตลอด

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจมส์ ทาลาริโก (James Talarico) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต ชนะเคน แพ็กซ์ตัน อัยการสูงสุดรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กลายเป็นเดโมแครตคนแรกที่ชนะการเลือกตั้ง ส.ว. เท็กซัสนับตั้งแต่ปี 1988 หรือในรอบ 38 ปี

ชัยชนะส่งให้ทาลาริโก นักการเมืองวัย 37 ปี จากสภาผู้แทนราษฎรระดับรัฐ ก้าวขึ้นเป็นว่าที่สมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ โดยจะรับตำแหน่งต่อจากจอห์น คอร์นิน ซึ่งแพ้แพ็กซ์ตันในการเลือกผู้สมัครภายในพรรครีพับลิกันก่อนหน้านี้ ผลเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนมือเก้าอี้ที่เดโมแครตพยายามช่วงชิงมานานหลายทศวรรษ

จากครูโรงเรียนรัฐบาลสู่ผู้แทนประชาชน

ทาลาริโกเกิดที่เมืองราวนด์ร็อก รัฐเท็กซัส เติบโตและเรียนในระบบโรงเรียนของรัฐ ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านการปกครองจาก University of Texas at Austin และปริญญาโทด้านนโยบายการศึกษาจาก Harvard University พื้นฐานการศึกษาของเขาจึงเชื่อมโยงทั้งการเมือง การบริหาร และปัญหาของระบบโรงเรียน

ก่อนเข้าสู่การเมือง เขาสอนวิชาภาษาอังกฤษและทักษะภาษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ Rhodes Middle School ทางตะวันตกของเมืองซานแอนโทนิโอ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันอาศัยอยู่จำนวนมาก เว็บไซต์หาเสียงของเขาระบุว่า ประสบการณ์เห็นนักเรียนต่อสู้กับความยากจนเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ตัดสินใจลงสนามการเมือง

เขาชนะเลือกตั้งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรรัฐเท็กซัสครั้งแรกในปี 2018 โดยเริ่มเป็นผู้แทนเขต 52 ก่อนย้ายมาเป็นผู้แทนเขต 50 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้ง ประสบการณ์ในสภาระดับรัฐเป็นฐานให้เขาสร้างชื่อผ่านประเด็นการศึกษา ค่าใช้จ่ายของครอบครัว และการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ประวัติบนเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรรัฐเท็กซัสระบุว่า เขามีส่วนผลักดันการปรับระบบเงินทุนโรงเรียน สนับสนุนงบประมาณด้านสุขภาพจิตของนักเรียน และจำกัดขนาดชั้นเรียนก่อนประถมศึกษา นอกจากนี้ ในฐานะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เขายังผลักดันกฎหมายจำกัดเงินร่วมจ่ายค่าอินซูลินสำหรับแผนประกันที่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐไว้ที่เดือนละ 25 ดอลลาร์สหรัฐ

อีกองค์ประกอบหนึ่งของตัวตนทางการเมืองคือความเชื่อคริสต์นิกายเพรสไบทีเรียน เขานำเสนอภาพนักการเมืองที่เชื่อมศาสนาเข้ากับการดูแลเพื่อนมนุษย์และครอบครัวคนทำงาน ขณะที่การหาเสียงชิงเก้าอี้วุฒิสภาให้ความสำคัญกับค่าครองชีพและการต่อต้านอิทธิพลของผู้บริจาครายใหญ่ในระบบการเมือง

เท็กซัส จากสาธารณรัฐเอกราชสู่รัฐสำคัญของสหรัฐฯ

การทำความเข้าใจชัยชนะครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปดูประวัติของเท็กซัส ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้อำนาจสเปนและเม็กซิโก ก่อนประกาศเอกราชจากเม็กซิโกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1836 และตั้งเป็นสาธารณรัฐเท็กซัส จากนั้นจึงเข้าร่วมสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1845

ประวัติการเป็นสาธารณรัฐของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เท็กซัส เช่นเดียวกับประวัติความขัดแย้งเรื่องอำนาจรัฐและรัฐบาลกลาง ต่อมาเท็กซัสแยกตัวเข้าร่วมฝ่ายสมาพันธรัฐในช่วงสงครามกลางเมือง และกลับเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสหภาพ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดตั้งพรรครีพับลิกันในรัฐ

รีพับลิกันเท็กซัสก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1867 โดยมีทั้งผู้สนับสนุนสหภาพและชาวอเมริกันผิวดำที่เพิ่งได้รับสิทธิเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่างไรก็ตาม หลังเดโมแครตกลับมามีอำนาจในทศวรรษ 1870 รีพับลิกันกลายเป็นพรรคส่วนน้อยในรัฐอยู่อีกยาวนาน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้จึงแตกต่างจากภาพจำ “รัฐแดง” ของเท็กซัสในปัจจุบันอย่างมาก

รีพับลิกันครองเท็กซัสตั้งแต่เมื่อไร

เท็กซัสไม่ได้เลือกรีพับลิกันชนะทุกสนามมาตลอด จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยในปี 1961 จอห์น ทาวเวอร์ ชนะเลือกตั้งพิเศษเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ ต่อมาในปี 1978 บิล เคลเมนต์ส ชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ เป็นรีพับลิกันคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้นับตั้งแต่ยุคฟื้นฟูสหภาพ แม้เขาจะแพ้ในปี 1982 แต่กลับมาชนะอีกครั้งในปี 1986

อำนาจรีพับลิกันแข็งแกร่งขึ้นอีกในปี 1993 เมื่อเคย์ เบลีย์ ฮัตชิสัน ชนะเลือกตั้งพิเศษวุฒิสภาในเก้าอี้ที่ว่างลงหลังลอยด์ เบนต์เซน จากเดโมแครตลาออก ทำให้ ส.ว. ทั้งสองที่นั่งของเท็กซัสอยู่กับรีพับลิกัน จากนั้นจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในปี 1994 ตอกย้ำการเปลี่ยนดุลอำนาจของรัฐ

สำหรับสนามประธานาธิบดี รีพับลิกันชนะเท็กซัสทุกครั้งตั้งแต่ปี 1980 จนถึงการเลือกตั้งล่าสุดในปี 2024 ส่วนเดโมแครตคนสุดท้ายที่ชนะรัฐนี้ในสนามประธานาธิบดีคือจิมมี คาร์เตอร์ ในปี 1976 ดังนั้น การชนะเก้าอี้วุฒิสภาของทาลาริโกจึงเกิดขึ้นในรัฐที่ยังมีประวัติสนับสนุนรีพับลิกันระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ในสนามวุฒิสภา เดโมแครตชนะเลือกตั้งครั้งสุดท้ายก่อนหน้าทาลาริโกในปี 1988 ส่วนการเลือกตั้งตำแหน่งที่ใช้คะแนนเสียงทั้งรัฐ เดโมแครตไม่เคยชนะอีกเลยหลังปี 1994 จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชัยชนะปี 2026 มีความสำคัญต่อพรรคเพียงใด

ชัยชนะที่เปิดโอกาสใหม่ แต่ยังต้องพิสูจน์ความยั่งยืน

ในเชิงวิเคราะห์ จุดแข็งของทาลาริโกคือการนำประสบการณ์ครูและผู้แทนระดับรัฐมาเชื่อมกับปัญหาค่าใช้จ่ายของประชาชน ขณะเดียวกัน คู่แข่งอย่างแพ็กซ์ตันเผชิญข้อถกเถียงทางการเมืองและปัญหาภาพลักษณ์สะสม ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีเงื่อนไขเฉพาะที่ช่วยเปิดทางให้เดโมแครตเจาะฐานเสียงรีพับลิกันได้

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งเดียวไม่ได้ยืนยันว่าเท็กซัสจะกลายเป็นฐานเดโมแครตอย่างถาวร บททดสอบต่อไปคือทาลาริโกจะเปลี่ยนความไว้วางใจจากวันเลือกตั้งให้เป็นผลงานด้านค่าครองชีพ การศึกษา และสุขภาพได้เพียงใด รวมถึงรักษาการสนับสนุนจากผู้เลือกตั้งที่ข้ามเส้นพรรคมาลงคะแนนให้เขาได้หรือไม่

สิ่งที่ผลเลือกตั้งครั้งนี้ยืนยันได้คือ ฐานอำนาจที่แข็งแกร่งมาหลายทศวรรษยังเปลี่ยนแปลงได้ และอดีตครูจากเท็กซัสคนหนึ่งได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทั้งสองพรรคต้องจับตามองบนเวทีการเมืองระดับชาติ

เรียบเรียง ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สถานะ ว่าที่ ส.ว. อ้างอิงการประกาศผู้ชนะของสื่อ และยังต้องผ่านกระบวนการรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

คีชา แลนซ์ บอตทอมส์ สร้างประวัติศาสตร์ ผู้หญิงผิวดำคนแรกชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสหรัฐฯ พลิกจอร์เจียหลังรีพับลิกันครองเก้าอี้กว่า 2 ทศวรรษ

จากอดีตนายกเทศมนตรีแอตแลนตาและที่ปรึกษาทำเนียบขาว สู่ชัยชนะที่ทำลายกำแพงเชื้อชาติและเพศ พร้อมเปิดบทใหม่ให้การเมืองรัฐสำคัญทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ข่าวต่างประเทศและบทวิเคราะห์

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คีชา แลนซ์ บอตทอมส์ หรือ Keisha Lance Bottoms จากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเหนือ ริก แจ็กสัน ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กลายเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และเป็นทั้งผู้หญิงคนแรกและคนผิวดำคนแรกที่ชนะการเลือกตั้งตำแหน่งนี้ในรัฐจอร์เจีย [1–2]

บอตทอมส์จะรับช่วงต่อจากไบรอัน เคมป์ ซึ่งไม่สามารถลงสมัครต่อเป็นสมัยที่สามติดต่อกันได้ตามข้อจำกัดวาระ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เดโมแครตกลับมาชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 หลังรีพับลิกันชนะติดต่อกันหกครั้ง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2002 จนถึงปี 2022 และครองตำแหน่งต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2003 [1–3]

เส้นทางจากแอตแลนตาสู่การเมืองระดับชาติ

บอตทอมส์เกิดและเติบโตในเมืองแอตแลนตา เป็นบุตรสาวของเมเจอร์ แลนซ์ นักร้องอาร์แอนด์บี และซิลเวีย โรบินสัน เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Florida A&M University ก่อนศึกษาต่อด้านกฎหมายจนได้รับปริญญา Juris Doctor จาก Georgia State University College of Law พื้นฐานด้านกฎหมายพาเธอเข้าสู่งานทนายความและงานผู้พิพากษา ก่อนก้าวสู่การเมืองท้องถิ่น [2, 4]

เธอชนะเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองแอตแลนตาในปี 2009 และต่อมาชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในปี 2017 ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีคนที่ 60 ของเมืองในเดือนมกราคม 2018 เส้นทางดังกล่าวทำให้เธอมีประสบการณ์ทั้งงานตุลาการ งานสภาเมือง และงานบริหารเมืองก่อนลงสนามระดับรัฐ [2, 4]

ช่วงบริหารแอตแลนตาระหว่างปี 2018–2022 เป็นบททดสอบสำคัญ เธอต้องรับมือการระบาดของโควิด-19 และการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติในปี 2020 ขณะเดียวกันก็เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องอาชญากรรมรุนแรงและการจัดการความไม่สงบ ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นทั้งต้นทุนทางการเมืองและประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามใช้โจมตีในการหาเสียงผู้ว่าการรัฐ [2]

หลังออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี บอตทอมส์เข้าทำงานในรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2022 ในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสและผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานสาธารณะของทำเนียบขาว ก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2023 งานดังกล่าวเพิ่มประสบการณ์การประสานงานกับภาคธุรกิจ องค์กรชุมชน และประชาชนหลากหลายกลุ่มในระดับประเทศให้แก่เธอ [2, 5]

ในการแข่งขันปี 2026 บอตทอมส์เสนอให้ขยายโครงการประกันสุขภาพ Medicaid เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาที่ประชาชนจ่ายไหว และขยายการเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน ขณะที่แจ็กสันมุ่งตั้งคำถามต่อผลงานบริหารแอตแลนตาของเธอ ชัยชนะจึงเป็นการกลับสู่ตำแหน่งบริหารจากการเลือกตั้งครั้งสำคัญ หลังเธอตัดสินใจไม่ลงสมัครนายกเทศมนตรีสมัยที่สอง [1]

จอร์เจียจากรัฐไร่ทาสสู่การต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง

จอร์เจียตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา มีแอตแลนตาเป็นเมืองหลวง จุดเริ่มต้นของอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ย้อนกลับไปถึงกฎบัตรปี 1732 และการตั้งถิ่นฐานที่เมืองสะวันนาในปี 1733 ก่อนกลายเป็นรัฐลำดับที่สี่ที่ให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 1788 [6]

ประวัติศาสตร์ของรัฐผูกพันกับเศรษฐกิจไร่เกษตรและแรงงานทาส จอร์เจียเข้าร่วมฝ่ายสมาพันธรัฐในสงครามกลางเมือง ก่อนเผชิญยุคแบ่งแยกเชื้อชาติและการต่อสู้เรียกร้องสิทธิพลเมืองในเวลาต่อมา แอตแลนตาจึงมีความหมายทั้งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันผิวดำ [6]

สำหรับบอตทอมส์ ความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นเรื่องของครอบครัว เว็บไซต์หาเสียงของเธอระบุว่าสามารถสืบย้อนบรรพบุรุษไปถึงผู้ถูกบังคับเป็นทาสในไร่ใกล้เมืองครอว์ฟอร์ดวิลล์ รัฐจอร์เจีย การได้รับเลือกตั้งของเธอจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เมื่อผู้สืบเชื้อสายจากผู้ถูกกดขี่ในรัฐเดียวกันได้รับความไว้วางใจให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายบริหารของรัฐ [5]

รีพับลิกันไม่ได้ครองจอร์เจียมาตลอด

แม้จอร์เจียจะมีภาพจำเป็นฐานเสียงอนุรักษนิยม แต่ในอดีตเดโมแครตเคยครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอย่างยาวนาน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในการเลือกตั้งปี 2002 เมื่อซันนี เพอร์ดู จากรีพับลิกัน เอาชนะรอย บาร์นส์ ผู้ว่าการรัฐเดโมแครต และเข้ารับตำแหน่งในปี 2003 เป็นผู้ว่าการรัฐรีพับลิกันคนแรกนับตั้งแต่ปี 1872 [7]

จากนั้นรีพับลิกันรักษาตำแหน่งผ่านผู้นำสามคน ได้แก่ ซันนี เพอร์ดู ระหว่างปี 2003–2011 นาธาน ดีล ระหว่างปี 2011–2019 และไบรอัน เคมป์ ตั้งแต่ปี 2019 จนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ชัยชนะของบอตทอมส์จึงยุติวงจรการชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐของรีพับลิกันที่ดำเนินมากว่าสองทศวรรษ [1, 3]

อย่างไรก็ตาม การเมืองจอร์เจียส่งสัญญาณแข่งขันสูสีมาก่อนแล้ว โจ ไบเดนชนะรัฐนี้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ตามด้วยชัยชนะของจอน ออสซอฟฟ์และราฟาเอล วอร์น็อก จากเดโมแครต ในการเลือกตั้งวุฒิสภารอบตัดสินเดือนมกราคม 2021 โดยวอร์น็อกเป็น ส.ว. ผิวดำคนแรกของรัฐ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์กลับมาชนะจอร์เจียในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงของรัฐยังสามารถเปลี่ยนข้างได้ตามผู้สมัครและบริบทของแต่ละสนาม [8–10]

ในเชิงวิเคราะห์ ชัยชนะของบอตทอมส์สะท้อนว่าพรรคเดโมแครตสามารถขยายความสำเร็จจากสนามประธานาธิบดีและวุฒิสภามาสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดของรัฐได้แล้ว แต่การชนะเลือกตั้งยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บททดสอบต่อไปคือการเปลี่ยนคำมั่นเรื่องสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการศึกษาให้เกิดผลจริง ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่ยังเข้มข้นในจอร์เจีย

ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สถานะผู้ชนะอ้างอิงรายงานของสื่อ และยังต้องผ่านกระบวนการรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แหล่งอ้างอิง

[1] The Atlanta Journal-Constitution

Keisha Lance Bottoms elected Georgia governor, a first for a Black woman in US

https://www.ajc.com/.../keisha-lance-bottoms-elected.../

[2] Anadolu Agency

PROFILE Who is Keisha Lance Bottoms, the first Black woman elected governor in US history

https://www.aa.com.tr/.../profile-who-is-keisha.../4110765

[3] Ballotpedia

Governor of Georgia

https://ballotpedia.org/Georgia_Governor

[4] North Carolina Central University

Commencement Speaker Keisha Lance Bottoms

https://www.nccu.edu/.../commencement-speaker-keisha...

[5] Keisha for Governor

About — ประวัติจากเว็บไซต์หาเสียงของผู้สมัคร

https://www.keishaforgovernor.com/bio

[6] New Georgia Encyclopedia

Georgia History

https://www.georgiaencyclopedia.org/.../georgia-history.../

[7] National Governors Association

Sonny Perdue

https://www.nga.org/governor/sonny-perdue/

[8] PBS News / Associated Press

Ossoff wins in Georgia, tipping Senate control to Democrats

https://www.pbs.org/.../ossoff-wins-in-georgia-tipping...

[9] Office of Senator Raphael Warnock

Senator Reverend Warnock Takes Oath of Office

https://www.warnock.senate.gov/.../senator-reverend.../

 Ballotpedia

Presidential election in Georgia, 2024

https://ballotpedia.org/Presidential_election_in_Georgia...

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

APEC 2026 จีนเดินเกมเศรษฐกิจใหญ่!! จีนปักธง APEC 2026 เปิดกว้าง–ร่วมมือแทนการแบ่งแยก ‘หวังอี้’ ประกาศพร้อมผนึก 21 เขตเศรษฐกิจ ผลักดันการค้าเสรี–นวัตกรรม AI สร้างความรุ่งเรืองร่วมกันในเอเชียแปซิฟิก

หวังอี้ : จีนพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อประชุม APEC 2026 บรรลุผลสำเร็จ

ปักกิ่ง, 4 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 พ.ย.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ร่วมเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 37 ผ่านระบบวิดีโอกับหวังเหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน โดยหวังอี้กล่าวว่าจีนพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อผลลัพธ์อันดีในช่วงสุดท้ายของ "ปีแห่งจีน" (China Year) ของเอเปคในปี 2026 รวมถึงส่งเสริมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่กำลังจะมาถึงและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาในอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวต่อจากการประชุมที่เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ในปี 2001 และกรุงปักกิ่งในปี 2014 โดยหัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้คือ "การสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิกเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน" ซึ่งจีนกำหนดให้การเปิดกว้าง นวัตกรรม และความร่วมมือ เป็นสามด้านสำคัญสำหรับความร่วมมือเอเปคในปีนี้

หวังอี้เผยว่ามีการจัดการประชุมและกิจกรรมต่างๆ กว่า 300 รายการในช่วงปีแห่งจีนของเอเปค ซึ่งก่อให้เกิดความร่วมมือจำนวนมาก พร้อมแสดงความพร้อมทำงานร่วมกับสมาชิกทุกรายเพื่อผลักดันความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก และเรียกร้องสมาชิกยึดมั่นหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เสริมสร้างความสามัคคี บ่มเพาะสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง และรักษาแรงขับเคลื่อนของการรวมกลุ่ม โดยสมาชิกทุกรายควรร่วมกันสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเกิดตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ขยายแนวทางความร่วมมือ และบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านหวังเหวินเทาระบุว่าทุกฝ่ายในเอเปคควรสนับสนุน "แนวทางแก้ไขปัญหาของเอเชียแปซิฟิก" อันมีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโลก พร้อมเสริมว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วน ความเสี่ยงของการกระจายตัวในห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างเชื่องช้า

หวังเหวินเทาเรียกร้องทุกฝ่ายในเอเปคส่งเสริมการค้าเสรีและการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม บ่มเพาะตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่มีพลัง ผลักดันการหารือและประสานนโยบายด้านกฎระเบียบเศรษฐกิจและการค้าดิจิทัลและอัจฉริยะ และสร้างระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

จีนจะยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมการเปิดกว้างในระดับสูง ปฏิบัติต่อบริษัทผู้ประกอบการที่ใช้เงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างเท่าเทียมเต็มรูปแบบ และสนับสนุนการพัฒนาและความร่วมมือแบบโอเพนซอร์สของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อนึ่ง เหล่าผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคและผู้เข้าร่วมรายอื่นๆ ต่างชื่นชมความคืบหน้าของความร่วมมือด้านต่างๆ และฉันทามติในวงกว้างที่ทุกฝ่ายบรรลุร่วมกันในช่วง "ปีแห่งจีน" ของเอเปค พร้อมแสดงความตั้งใจจะทำงานร่วมกับจีนเพื่อความสำเร็จของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33

(แฟ้มภาพซินหัว : หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหวังเหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 37 ผ่านระบบวิดีโอในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 3 พ.ย. 2026)

ที่มา : Xinhua

ใครชนะเลือกตั้ง สหรัฐฯ ก็ยังเดินหน้าสงคราม? เปลี่ยนประธานาธิบดี เปลี่ยนสภา แต่สหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนนโยบายสงคราม อดีตนาวิกโยธินอเมริกันชี้ บรรษัทใหญ่–สถาบันการเงิน ทรงอิทธิพลเหนือสองพรรคการเมือง มองวอชิงตันพยายามโยนสงครามยูเครนให้ยุโรปรับภาระ

“ไม่ว่าประธานาธิบดีคนไหน หรือการเลือกตั้งครั้งใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนนโยบายทำสงครามเชิงรุกของสหรัฐฯ ได้” — อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ

อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ชี้ ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เดินหน้ารักษาความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ผ่านการใช้กำลังทหาร การแทรกแซงทางการเมือง และอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งกลางเทอม นโยบายต่างประเทศของวอชิงตันก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ไบรอัน เบอร์เลติก (Brian Berletic) อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ และนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจสูงสุดของโลกอย่างต่อเนื่อง

เบอร์เลติกกล่าวว่า

“ตลอดสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ไม่มีวันใดเลยที่สหรัฐฯ ไม่ได้พยายามรักษาความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ผ่านการบีบบังคับ การแทรกแซง และการครอบงำทางการเมือง โดยใช้ทั้งเครื่องมือทางทหาร การเงิน เศรษฐกิจ และการเมือง”

1. ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯ ก็ยังเดินหน้าสงคราม

เบอร์เลติกระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งในศตวรรษที่ 21 ต่างเคยให้คำมั่นกับประชาชนในช่วงหาเสียงว่าจะยุติสงครามเชิงรุกและการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว กลับขยายสงครามที่ดำเนินอยู่เดิม และเริ่มต้นสงครามครั้งใหม่เพิ่มเติม เขาจึงมองว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะออกมาอย่างไร หรือพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็จะยังคงดำเนินต่อไปในแนวทางเดิม

2. อำนาจกำหนดนโยบายต่างประเทศไม่ได้อยู่ในมือประชาชน?

เบอร์เลติกอธิบายว่า “นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถูกกำหนดโดยบรรษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพล ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สามารถควบคุมพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคผ่านการล็อบบี้อย่างกว้างขวาง เพื่อผลักดันความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ และขยายผลกำไรรวมถึงอิทธิพลของตนไปทั่วโลก” เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตราบใดที่กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ยังไม่ถูกเปิดโปงและลดบทบาทลงจากภูมิทัศน์ทางการเมืองของสหรัฐฯ ก็แทบจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะจาก โลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) ซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบระหว่างประเทศ

3. การเลือกตั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการภาพลักษณ์ทางการเมือง?

นักวิเคราะห์รายนี้ยังเสนอว่า การเลือกตั้งในสหรัฐฯ มีบทบาทในการจัดการการรับรู้ของประชาชนภายในประเทศ โดยช่วยสร้างคำอธิบายหรือข้ออ้าง รวมถึงการหาผู้รับผิดแทน สำหรับผลกระทบด้านลบที่เกิดจากนโยบายต่างประเทศและนโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯ ในมุมมองของเบอร์เลติก กระบวนการดังกล่าวทำให้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองสามารถโยนความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวทางนโยบายให้แก่ฝ่ายอื่นได้ ขณะที่โครงสร้างอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายยังคงดำรงอยู่

4. สงครามยูเครน: สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนภาพให้กลายเป็นสงครามของยุโรป?

สำหรับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสงครามในยูเครน เบอร์เลติกมองว่า ความเคลื่อนไหวทางการทูตของวอชิงตันไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ กำลังถอนตัวจากความขัดแย้งอย่างแท้จริง

แต่เป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสงครามที่เขามองว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในยูเครน ให้กลายเป็น “สงครามของยุโรป”

เบอร์เลติกกล่าวว่า

“สหรัฐฯ กำลังใช้การแสดงท่าทีทางการทูตเพื่อปรับกรอบการรับรู้เกี่ยวกับสงครามตัวแทนที่ตนทำกับรัสเซียในยูเครน ให้กลายเป็น ‘สงครามของยุโรป’ และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามที่โดยเนื้อแท้แล้ว สหรัฐฯ ยังคงมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับรัสเซียอยู่”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขามองว่าวอชิงตันกำลังพยายามลดภาพความรับผิดชอบของตนเองต่อความขัดแย้ง ขณะที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในสงครามดังกล่าว

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top