Friday, 3 July 2026
WORLD

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน​ ไทยจะจัดการกี่โมง

ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆ​โดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรก​รกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้​ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่​หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย​ แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน​  ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน

เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือ​เคสของ​ ​น้องเหลียง​ เมิ่งหยาง​ เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน​  แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว​เธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์​แค่นั้น​ ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น​ หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ​ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม  50​ คน​ก็ได้รับโทษเช่นกัน​ ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า​ 30​ ล้านหยวน​ จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท​ และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์

การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​

และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​  ซึ่งเคสของเหลียงซาน​ เมิ่งหยางคือ​  1​ ในนั้น​และทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่า​เป็น​แก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม

คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือ​คอนเทนต์ช่วยชาวบ้าน​คือทำเป็นไปไลฟ์

ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ​ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำ​และผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง​ ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า​ การตลาดขายความสงสาร​

อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ​  อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้”  กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน​ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว​ กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย​ อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ

ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดี​โฆษณาเท็จ​ ฉ้อโกง​ เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย​ แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ​ จำคุกไม่เกิน​ 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน​ 100,000​บาท​หรือทั้งจำทั้งปรับ​  หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน​ 3 ปี​หรือปรับ​ไม่เกิน 60,000​บาท​หรือทั้งจำททั้งปรับ​ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง​

เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว​ หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี​ แฮชแืกว่า​#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม

‘ทรัมป์’ จวก ‘เนทันยาฮู’ !! ปมโจมตีเลบานอนขวางเกมเจรจาอิหร่าน เตือนระวังยกระดับความรุนแรง อ้างช่วยชีวิตแต่ถูกเกลียดทั้งคู่ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนสดใส

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงอาการโกรธจัดและตำหนินายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเลบานอน ซึ่งทรัมป์มองว่ากำลังเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "แกมันบ้าไปแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายคงติดคุกไปแล้ว ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกไว้แท้ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็พลอยเกลียดอิสราเอลไปด้วยเพราะเรื่องนี้" (“You’re f***ing crazy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this,” )

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตั้งคำถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?" (“What the f*** are you doing?”) โดยแสดงความกังวลว่าอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายราบคาบเพียงเพื่อสังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์เพียงไม่กี่คน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้โพสต์ Truth Social ระบุว่า ว่าเขาได้ขอให้ เนทันยาฮู ยุติแผนการบุกถล่มกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ซึ่งผู้นำอิสราเอลยอมถอยทัพกลับไป นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงที่จะหยุดยิงใส่กองกำลังอิสราเอลแล้ว

ด้านเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติการโจมตีอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะไม่โจมตีพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต  เมืองหลวงของเลบานอน โดยสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอ "ยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน" ของสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้ยืนยันถึงข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังคงส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีในเบรุตจะดำเนินต่อไปหากฮิซบอลเลาะห์ยังไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเรือนของอิสราเอล

ด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ได้ส่งคำเตือนผ่านไปยังประธานรัฐสภาเลบานอนว่า หากอิสราเอลยังคงรุกรานเลบานอนต่อไป อิหร่านจะไม่เพียงแต่ยุติการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเข้าสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง

คำเตือนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากร่างข้อตกลงที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการยุติการสู้รบในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านยังคง "ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  และว่าตนกำลังจะมีข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และเปิดช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หน้า

ที่มา : Aljazeera/RT/BBC

      :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1311279271160430/?rdid=fjyLFwtQWe1x7vY4#

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ!! เจ้าภาพ APEC 2569 ผสานนวัตกรรมกับวัฒนธรรม ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพบนเวที APEC

ชูความร่วมมือเศรษฐกิจควบคู่มนต์เสน่ห์แห่งเจียงหนาน

การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2569 เมืองซูโจวได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 อย่างยิ่งใหญ่ โดยนครแห่งสายน้ำฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่รู้จักระดับสากลมายาวนานกว่า 2,500 ปีแห่งนี้ สามารถดึงดูดสายตาจากทั่วโลกได้อีกครั้ง ด้วยเอกลักษณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สอดรับกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างกลมกลืนเสมือน “ภาพปักสองหน้า” อันเลื่องชื่อ

แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุมต่างชื่นชมซูโจวว่าเป็นเมืองที่มีความตื่นตัวทางอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับความงดงามเหนือกาลเวลา โดยปัจจุบัน ซูโจวมีมูลค่าผลผลิตรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 4.9 ล้านล้านหยวน รั้งตำแหน่งเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศจีน ซึ่งสะท้อนถึงฮาร์ดพาวเวอร์ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความประณีตงดงามในฐานะนครร้อยสวน ความลึกซึ้งของนครร้อยพิพิธภัณฑ์ และความสุนทรีย์ของนครร้อยงิ้ว ได้หลอมรวมกันเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ “สรวงสวรรค์บนดิน” อันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม เมืองซูโจวสามารถประยุกต์การจัดวางโครงสร้างอันประณีตของสวนโบราณมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยังใช้ศิลปะการปักผ้าสองหน้าอันเลื่องชื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน

บริเวณต้อนรับภายในงาน แขกผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับฉากหลังต้อนรับโทนสีฟ้าอ่อนที่จำลองแบบจากสวนคลาสสิกของซูโจว เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกสารทิศอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดศิลปะความงดงามและงานฝีมือประณีตของสวนสไตล์เจียงหนาน เผยให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติสัมผัสได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและมิตรไมตรีจิตอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับวัฒนธรรมเจียงหนาน

งานปักซูโจวอันวิจิตรบรรจงได้ดึงดูดสายตาให้แขกผู้มีเกียรติต่างหยุดชมด้วยความชื่นชม โดย ยฺหวี จฺวินเหยา (Yu Junyao) ช่างปักผ้าชาวซูโจววัย 28 ปี ผู้ช่วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักซูโจวเหยาฮุ่ยเฟิน เปิดเผยว่า “ความงามไม่จำเป็นต้องมีคำแปล และมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น” ปัจจุบันเธออยู่ระหว่างการจำลองภาพพิมพ์แกะไม้สมัยราชวงศ์หมิงเรื่องบันทึกหอประจิม (The Romance of the Western Chamber) ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคงานปัก พร้อมแต่งแต้มสีสันตามการตีความของตนเอง “เหตุผลที่ดิฉันเลือกสาธิตผลงานชิ้นนี้ในงาน เพราะผลงานดังกล่าวได้รวบรวมองค์ประกอบอันหลากหลายของวัฒนธรรมจีนเอาไว้” และเสริมว่า “ทั้งการบอกเล่าวรรณกรรมรักคลาสสิก การแสดงทักษะชั้นครูของงานปักซูโจว ตลอดจนการชูความงามของศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ดั้งเดิม” โดยสิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติมากที่สุด คือความหลากหลายของเทคนิคการเย็บปักถักร้อยที่นำมาสาธิตในบริเวณงาน

ทุกย่างก้าวภายในงานเปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ที่เผยความงดงามแปลกตาในทุกมิติ โดยคณะผู้จัดงานได้เนรมิตสถานที่จัดประชุมให้กลายเป็น “ห้องรับแขกทางวัฒนธรรม” เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของซูโจว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการปักผ้า งานทอผ้าไหมเค่อซือ ผ้าไหมซ่งจิ่น และมรดกแขนงอื่น ๆ ที่สะกดสายตาผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ บริเวณสาธิตการทำภาพพิมพ์แกะไม้ปีใหม่เถาฮฺวาอู้ก็ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยแขกผู้มีเกียรติต่างเข้าคิวรอสัมผัสประสบการณ์พิมพ์ภาพมงคลด้วยฝีมือตนเอง โดยมี เฉียว หลานหรง (Qiao Lanrong) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมณฑล ได้นำผลงานดั้งเดิมชุดปรองดองเป็นหนึ่งเดียว (Harmony in Unity) รวมถึงภาพพิมพ์มงคลต้อนรับ “ปีมะเมีย” รูปแบบใหม่มาให้แขกได้ทดลองปฏิบัติ “ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการพิมพ์สีด้วยเทคนิคโบราณ และสามารถนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วกลับไปเป็นที่ระลึกได้” เฉียวกล่าว พร้อมชี้ชวนให้ชมผลงานที่มีชื่อว่าเสียวหม่าน (Grain Buds) “เนื่องจากช่วงเวลาของการประชุมตรงกับช่วงปักษ์ ‘เสียวหม่าน’ ในปฏิทินจีนพอดี เราจึงตั้งใจใช้ผลงานศิลปะของเรานี้เพื่อร่วมแบ่งปันภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวจีนโบราณแก่ผู้มาเยือน”

ในโอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน และมิตรจากหลากหลายประเทศ ได้มีส่วนร่วมปักฝีเข็มลงบนผืนผ้าปักซูโจวชุดพิเศษในชื่อ “APEC CHINA 2026” โดยการร่วมร้อยเรียงเส้นด้ายในครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นพยานชิ้นสำคัญของความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นวัตกรรมเป็นทั้งกลไกเบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันโดดเด่นของซูโจว และกุญแจสำคัญในการสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้อยู่คู่สังคมปัจจุบันด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ จิน อี๋ (Jin Yi) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการตัดเย็บชุดกี่เพ้าแฮนด์เมดของซูโจว ได้นำสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้ประจำเมือง (ดอกหอมหมื่นลี้), ปูขนอันเลื่องชื่อ และเครื่องดนตรีซูโจวผิงถาน มาผสมผสานเข้ากับศิลปะการทำกระดุมจีน (ผานโค่ว) ซึ่งผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้โดดเด่นทั้งความวิจิตรบรรจงและประโยชน์ใช้สอยจริง โดยนำมาประยุกต์เป็นเข็มกลัดติดหน้าอกหรือเข็มกลัดปกเสื้อ ช่วยให้ผู้มาเยือนชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงความประณีตและหัวใจในงานฝีมือดั้งเดิมของจีนอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน บริษัท ซูโจว ไท่หู สโนว์ ซิลก์ จำกัด (Suzhou Taihu Snow Silk Co., Ltd.) ได้นำลวดลายสิบสองนักษัตรมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอย่างสร้างสรรค์ เกิดเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ครองใจทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้บริโภครุ่นใหม่

การสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อศิลปะนั้นได้รับการหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมืองซูโจวได้ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้แก่มรดกทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การอนุรักษ์ในปัจจุบันและการปูรากฐานสู่อนาคต

ทางด้าน เฉิน เหวิน (Chen Wen) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเทคนิคการทอผ้าไหมเค่อซือระดับมณฑล แสดงทัศนะว่า งานฝีมือโบราณชนิดนี้สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากจะยังคงรักษาความงดงามตามแบบแผนภาพวาดจีนโบราณแล้ว ปัจจุบันยังได้ผสมผสานสุนทรียภาพในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างเสียงสะท้อนทางวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึง “ศิลปะที่ใกล้สูญหาย” นี้ง่ายขึ้น เฉินจึงริเริ่มนำผลงานไปจัดแสดงนิทรรศการในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ อีกทั้งยังได้พัฒนากี่ทอผ้าไหมเค่อซือขนาดเล็กสำหรับการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยอิงรูปแบบจากกี่ทอผ้าโบราณ พร้อมทั้งเปิดชั้นเรียนเสริมทักษะตามความสนใจในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เยาวชนเข้าใจในภูมิปัญญาจีนที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายแต่ละเส้นผ่านประสาทสัมผัสและการทดลองทอด้วยตนเอง โดย โยร์ก ไฮน์ริช (Joerg Heinrich) กรรมการบริหารสมาพันธ์เครื่องจักรกลสวิส ได้กล่าวชมว่า ประสบการณ์ที่เขาคลุกคลีอยู่กับเครื่องจักรสิ่งทอมาหลายปี ทำให้เขารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับภาพวิถีชีวิตการทอผ้าทำมือเช่นนี้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินเยี่ยมชมรอบบริเวณงานอาจมีโอกาสได้ยลโฉมบอนไซสไตล์ซูโจวที่จัดแสดงอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยมีผลงานบอนไซสนเจินไป๋โบราณอายุกว่า 200 ปีที่มีชื่อว่า มังกรหมอบ หงส์เริงร่า (Dragon in Repose, Phoenix at Ease) ตั้งตระหง่านสะดุดตา ซึ่งบอนไซชิ้นนี้นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความร่มรื่นแก่สถานที่จัดงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงปรัชญาของสวนซูโจวโดยไม่จำเป็นต้องก้าวออกจากโถงจัดงาน

“บอนไซไม่ได้เป็นเพียงการจำลองย่อส่วนธรรมชาติลงมาเท่านั้น ทว่าเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ กาลเวลา และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันภายใต้พื้นที่จำกัด” ตัวแทนจากสำนักงานบริหารสวนจัวเจิ้ง ภายใต้สำนักงานบริหารสวนและพื้นที่สีเขียวเมืองซูโจว กล่าว โดยทางหน่วยงานคาดหวังว่า การอาศัยเวทีระดับนานาชาตินี้จะสามารถแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่า สวนโบราณซูโจวไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่วัฒนธรรมสาธารณะในปัจจุบันได้ผ่านทางบอนไซ เครื่องเรือนตกแต่ง และรูปแบบงานร่วมสมัยต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นภาษาที่นุ่มนวลทว่าทรงพลังในการเชื่อมโยงเมืองซูโจวเข้ากับสังคมโลก

การประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ในครั้งนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเมืองกูซู (ชื่อโบราณของซูโจว) อายุกว่าพันปี เข้ากับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดมิตรภาพและความประทับใจอันงดงามมากมาย โดยนอกรอบการประชุม แขกผู้มีเกียรติได้เดินเที่ยวชมถนนสายประวัติศาสตร์ผิงเจียง ตรอกซอกซอยโบราณ ตลอดจนสวนโอ่วหยวน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับการบูรณาการด้านวัฒนธรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว อันเป็นแก่นแท้ของเจียงหนาน นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชมสวนจัวเจิ้งเพื่อชื่นชมสุนทรียศาสตร์ตะวันออกในการรังสรรค์ฟ้าดินไว้ในพื้นที่อันจำกัด ตลอดจนเดินทางไปเยือนเมืองน้ำโบราณอย่างโจวจวางและถงหลี่ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำดั้งเดิม นั่งเรือพาย และร่วมฟังการขับร้องและเล่าเรื่องผิงถานกับงิ้วคุนฉฺวี่อย่างใกล้ชิด

ฟลอร์ เบเยนส์ (Flor Baeyens) ผู้จัดการโครงการแห่งหอการค้าเบเนลักซ์ประจำประเทศจีน กล่าวว่า “ในการสรรหาแหล่งลงทุนของกลุ่มธุรกิจ เรามองหาพื้นที่ที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงร่วมกันได้อยู่เสมอ ซึ่งที่ซูโจวแห่งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกของวัฒนธรรมท้องถิ่น งานศิลปะ และความประณีตงดงามของงานฝีมืออย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างความเข้าใจและร่วมมือกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจเพื่อการลงทุนอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ”

ฆอร์เฆ กาซิมิโร (Jorge Casimiro) รองประธานกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และนโยบายสาธารณะของไนกี้ (Nike) เปิดเผยในการเสวนาพันธมิตรผู้นำธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลกซูโจว ประจำปี 2569 ว่า “ซูโจวถือเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและโอกาส เราได้เปิดร้านสาขาแรกที่เมืองไท่ชางมาตั้งแต่ปี 2539 และไนกี้ก็ได้เติบโตก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเคียงคู่มากับพัฒนาการของเมืองซูโจว” พร้อมทั้งยกย่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและยืนยันนโยบายของไนกี้ในการขยายการลงทุนในเมืองนี้ต่อไป ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งและบรรยากาศการลงทุนชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ซูโจวกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของไนกี้ในประเทศจีน โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์โลจิสติกส์ขึ้นที่เมืองไท่ชางในปี 2553 บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้สูงถึงห้าเท่า ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสามารถในการรองรับและจัดการสินค้าสูงกว่า 180 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากนี้ เมืองซูโจวยังเป็นที่ตั้งของคณะนักแสดงบัลเลต์ วงซิมโฟนีออร์เคสตรา และวงดนตรีออร์เคสตราจีนดั้งเดิม ทั้งยังมุ่งมั่นดึงดูดทรัพยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในด้านการศึกษา การแพทย์ สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา ตลอดจนการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ ส่งผลให้เมืองซูโจวได้รับการยอมรับให้เป็น “เมืองของจีนที่ดึงดูดใจบุคลากรผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมากที่สุด” ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี

ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและความตื่นตัวทางเศรษฐกิจต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หล่อหลอมให้ชาวซูโจวมีจิตวิญญาณแห่งการกล้าคิดกล้าทำ ลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,500 ปี ในวันนี้ ซูโจวพร้อมเปิดประตูรับความหลากหลายและความเป็นสากล เพื่อพิสูจน์ให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ว่า มนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของเมืองคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีที่สุด

ที่มา: การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

“ดีอาร์คองโก” สกัดอีโบลา!! ผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเกินพัน ใช้สายพันธุ์บุนดีบูโยระบาด 13 เขตสุขภาพได้รับผลกระทบ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์คองโก (DR Congo) รายงานว่าจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาภายในประเทศสะสมอยู่ที่ 1,077 ราย หากอ้างอิงตัวเลขที่นับถึงวันอังคาร (26 พ.ค.) ขณะหลายจังหวัดทางตะวันออกยังคงเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยัน 121 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อ 238 ราย นับตั้งแต่ประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยการระบาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเขตอนามัย 13 แห่งทั่วจังหวัดทางตะวันออก ได้แก่ อิตูรี กีวูเหนือ และกีวูใต้ ซึ่งอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด

การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ครั้งที่ 17 ของดีอาร์คองโก โดยผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo) ซึ่งค่อนข้างหายาก เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลัก

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ต่อมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขระดับทวีป

ที่มา : Xinhua

‘ปูติน–โตคาเยฟ’ ย้ำสัมพันธ์พิเศษ!! ชูสัมพันธ์รัสเซีย–คาซัคสถานแน่นแฟ้น การค้าไตรมาสแรกปี 2026 โตเกิน 9% ดันการค้าทะลุระดับสูงสุดใหม่ใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘โตคาเยฟ’ ลั่นเดินหน้าพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อ

บนพื้นฐานของหลักการแห่งความเสมอภาค ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมีพลวัต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวย้ำ

ปูตินระบุว่า ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ทวิภาคี
“เราทำงานร่วมกันในทุกมิติ” ปูตินกล่าวระหว่างการหารือ โดยเน้นย้ำถึงขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ขณะนี้มีชุดข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการลงนามแล้ว

การค้ารัสเซีย-คาซัคสถาน เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026

การค้าระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว
“เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการค้าอยู่ที่มากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรก” ปูตินกล่าว

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ

นอกจากนี้ ปูตินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดหลักการ 7 ประการแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศมีกำหนดจะรับรองร่วมกันในวันพฤหัสบดี

ในการหารือกับประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ปูตินได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก มอสโกและอัสตานาได้เตรียมชุดข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมากไว้สำหรับลงนาม
ประการที่สอง คาซัคสถานยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซียและประการที่สาม ความร่วมมือของทั้งสองประเทศภายใต้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า หลักการทั้ง 7 ประการครอบคลุมมิติสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถาน ไม่เพียงในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ยังรวมถึงในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย

หลักการข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมองทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้นอย่างมีความรับผิดชอบ บนจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” อูชาคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่า หลักการ

ข้อที่สองคือ ความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมการบูรณาการยูเรเชีย และการสร้างพื้นที่ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือ ความมั่นคง และการเจรจา”

หลักการข้อที่สาม กำหนดให้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือ
หลักการข้อที่สี่ มุ่งเน้นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
และหลักการข้อที่ห้า ครอบคลุม “ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในฐานะมรดกร่วม คุณค่าดั้งเดิม และความใกล้ชิดทางอารยธรรม”

“หลักการข้อที่หกคือ เยาวชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และความร่วมมือด้านกีฬา” อูชาคอฟกล่าวเสริม
“และสุดท้าย หลักการข้อที่เจ็ดคือ วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคต” เขากล่าวสรุป

รัสเซียครองอันดับ 1 ด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน

ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถานกล่าวว่า ขณะนี้รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน และอัสตานาจะเดินหน้าความร่วมมือในทิศทางนี้ต่อไป
“ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจของเรา คิดเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ และเราจะยังคงทำงานในทิศทางนี้ต่อไป” โตคาเยฟกล่าว

ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังกล่าวว่า การค้าระหว่างคาซัคสถานกับรัสเซียกำลังเติบโต และจะไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในไม่ช้า
“แม้สถานการณ์โลกจะท้าทาย ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ยังคงพัฒนาอย่างประสบความสำเร็จ และมูลค่าการค้าก็กำลังเติบโต... มูลค่าการค้าระหว่างคาซัคสถานและรัสเซียกำลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราว 30,000 ล้านดอลลาร์” โตคาเยฟกล่าวระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัสเซียและคาซัคสถานมีโครงการร่วมกัน 177 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมราว 53,000 ล้านดอลลาร์

โตคาเยฟกล่าวเสริมว่า คาซัคสถานจะเดินหน้ากระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีโตคาเยฟยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างอัสตานาและมอสโกว่า ทั้งสองเมืองหลวงประสานงานกันแทบทุกประเด็นระดับโลก
“เราปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในเกือบทุกประเด็นระหว่างประเทศ” เขากล่าวระหว่างพบกับปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวชื่นชมการเยือนอัสตานาของปูตินว่าเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
“ผมถือว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัฐของเรา ในจิตวิญญาณของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรอย่างรอบด้าน สำหรับคาซัคสถาน ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิดกับรัสเซียมีความสำคัญสูงสุด” โตคาเยฟกล่าว

ผู้นำคาซัคสถานย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนเพียงใด ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับแรงส่งใหม่
“แม้สถานการณ์โลกจะยากลำบาก แต่ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาไปอย่างประสบความสำเร็จ และปริมาณการค้าก็กำลังเพิ่มขึ้น” โตคาเยฟกล่าว

ที่มา : Sputnik

“จีน” ไฟเขียวส่งเมล็ดกาแฟ!! จีนอนุญาตส่งออกจาก 53 ประเทศ เริ่ม 20 ก.ค. 2569 เน้นแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ เร่งเปิดทางการค้าเกษตร

จีนไฟเขียว 'เมล็ดกาแฟ' จาก 53 ประเทศในแอฟริกา ส่งออกสู่ตลาดจีน

สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนประกาศว่าจีนจะอนุญาตให้เมล็ดกาแฟที่ผ่านเกณฑ์จาก 53 ประเทศในแอฟริกาที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เข้าสู่ตลาดจีนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีเอกลักษณ์และเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในแอฟริกา เป็นสินค้าเกษตรประเภทที่ 2 ของแอฟริกาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ต่อจากพริกแห้ง

สำนักบริหารฯ เผยว่าประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเอธิโอเปียและบุรุนดี ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังจีนแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น มอริเชียส แองโกลา โตโก กินี ไลบีเรีย และเซาตูเมและปรินซิปีได้ยื่นคำขอส่งออกแล้ว

หลังจากประเมินระบบการผลิตเมล็ดกาแฟและกรอบงานควบคุมความเสี่ยงจากศัตรูพืชในแอฟริกาอย่างรอบด้านแล้ว สำนักบริหารฯ ได้ออกข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมที่ต้องเจรจาข้อตกลงกักกันทวิภาคีแยกต่างหากกับแต่ละประเทศผู้ยื่นคำขอส่งออก และปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมระบุว่าการเข้าถึงตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบที่ชายแดน เนื่องจากสินค้าทุกรายการต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักบริหารฯ ฉบับที่ 68 ปี 2026 อีกทั้งสำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการตามมาตรการ "ช่องทางสีเขียว" เพื่อนำสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากแอฟริกาเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘สีหศักดิ์’ พบ ‘หวัง อี้’ !! ไทย–จีน ชูพหุภาคีนิยมกลางเวทีนิวยอร์ก เดินหน้าเสริมบทบาทยูเอ็นและธรรมาภิบาลโลก ย้ำจีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ หนุนไทย–กัมพูชาแก้ข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี

นายหวัง อี้ พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่นครนิวยอร์ก นอกรอบการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นายหวัง อี้ กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่เข้าร่วมการประชุมระดับสูงครั้งนี้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่า ทั้งจีนและไทยต่างเป็นผู้ปกป้องและผู้ปฏิบัติพหุภาคีนิยม และเป็นผู้มีส่วนร่วมและผู้ได้รับประโยชน์จากระบบธรรมาภิบาลโลก ฝ่ายไทยได้เสนอ “การทูตไทย 2.0” ที่มียุทธศาสตร์ มองการณ์ไกล และยั่งยืนยิ่งขึ้น และฝ่ายจีนยินดีที่ฝ่ายไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ร่วมกันมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและเสริมสร้างบทบาทของสหประชาชาติ ส่งเสริมการปฏิรูปและปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลโลก และทำคุณูปการต่อสันติภาพและการพัฒนาของมนุษยชาติ ฝ่ายจีนชื่นชมฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายควรเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-ไทยฉบับใหม่ วางแผนความร่วมมืออย่างครอบคลุมในด้านต่างๆ และผลักดันให้การสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันได้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ ฝ่ายจีนสนับสนุนฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในการเจรจาและปรึกหารือ เสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิง ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน และแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ฝ่ายจีนยินดีที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า ฝ่ายจีนริเริ่มจัดการประชุมระดับสูงครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สถานการณ์อิหร่านไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย โลกต้องการกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เอกภาคีนิยม และการร่วมกันปกป้องอำนาจของสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เร่งด่วนอย่างยิ่งในขณะนี้ ฝ่ายไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวโดยตลอด และยินดีที่จะกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายจีน เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ และส่งเสริมการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันให้ลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยึ่งขึ้น ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามของจีนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และจะยังคงรักษาการเจรจาและการสื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1409799971178012/?rdid=CsOIBSfkOP339eu1#

“แคนตันทาวเวอร์” จัดงสนท่องเที่ยว กว่างโจวเจ้าภาพหลัก เปิดไฟร่วมหอคอยโลก 18 แห่ง จัดแสดงวัฒนธรรมหลิงหนาน เสริมท่องเที่ยวครบวงจรคุณภาพสูง

"แคนตันทาวเวอร์" พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด "เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม"

นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ "One Thought of Dunhuang" และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก "การบริหารหอคอย" สู่ "การบริหารเมือง"

การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง "หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ" อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน "สร้อยคอไข่มุก" อันงดงาม

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ "4 in 1" ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น "แลนด์มาร์กสำคัญ" ไปสู่ "ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" และยกระดับสู่การเป็น "เวทีระดับชาติ" อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "New Life" เมืองแห่งความสุข

"เวทีระดับชาติ" ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ "New Life" อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ "Culture & Tourism+" ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนจาก "การตามกระแส" ไปสู่ "การสร้างกระแส" City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้จากทรัมป์ถึงสีจิ้นผิง 'โตเลิม' บินพบ 'ทรัมป์' ร่วม Board of Peace เลือกจีนก่อนหลังขึ้นผู้นำพรรค สร้างสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐ ดันสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อินเดีย-อาเซียนแน่น

ผู้นำข้างบ้าน การทูตไผ่ลู่ลมล้ำลึก version เวียดนาม เดินเกมการต่างประเทศ active เชิงรุกแบบสุดๆ ภายในปีนี้  2026 โตเลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม (อดีตตำรวจ)  บินไปพบกับ ผู้นำโลก คนไหนแล้วบ้าง ส่องในตารางสรุปนี้ได้เลยค่า 

- โตเลิม บินไปพบ ทรัมป์ สหรัฐ เข้าร่วม Board of Peace  (เอาใจทรัมป์ จะได้ไม่หาเรื่องขึ้นภาษีกับเวียดนามอีก) 

- โตเลิม บินไปพบ สีจิ้นผิง เลือกไปจีนประเทศแรก หลังจากที่โตเลิมขึ้นควบตำแหน่งผู้นำพรรค+ ปธน เวียดนาม (เอาใจ สหายสีจิ้นผิง รักกันไว้ก่อน รอเวลาให้เวียดนามแข็งแรงกว่านี้ ค่อยเคลียร์ปัญหาพิพาททะเลจีนใต้)  

เวียดนามพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้ภาพเอียงจีน หรือคบสหรัฐฯ ชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป   ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวียดนามจึง..

- เชิญนายกฯ หญิงญี่ปุ่น มาเยือนเวียดนาม (หวังจะให้ ญี่ปุ่นมาช่วย หากเกิดเหตุในทะเลจีนใต้) 

- โตเลิม บินไปเยือน อินเดียและศรีลังกา ด้วย (หวังจะกระจายตลาด  diversify ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิมๆ  ต้องคบประเทศเอเชียใต้และโลกขั้วใต้) 

การทูตใกล้ชิดเพื่อนอาเซียนก็ต้องให้ความสำคัญ ผู้นำเวียดนาม จึงเดินสายเยือนแต่ละประเทศอาเซียนที่สำคัญแล้วด้วย ( ไม่ใช่แค่เดินทางมาเยือนไทย)  โตเลิม ไปไหนมาแล้วบ้าง ส่องในตารางนะคะ

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0wgafCKMEgAKhNdmDNVCXjHbVsLcQ2E3bU5TK4dJAYEk7hww4h46gxQQH3RxAdHN3l&id=1037140385

NASA เปิดแผน Moon Base แผนสร้างฐานยั่งยืนขั้วใต้ดวงจันทร์ แบ่ง 3 ระยะสำรวจ-สร้าง-พัฒนา เน้นพลังงาน-วิทยาศาสตร์-พาณิชย์ รองรับภารกิจอวกาศระยะยาว

เมื่อวันอังคาร (26 พ.ค.) องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการ "มูน เบส" (Moon Base) 

ซึ่งเป็นแผนการสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบริเวณใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายใต้โครงการสำรวจอาร์ทิมิส (Artemis) โดยมีการนำเสนอยุทธศาสตร์และแผนงานสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนการสำรวจระยะยาวของมนุษย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์บนดวงจันทร์

นาซาระบุว่าแผนการมูน เบส จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะหนึ่งมุ่งสำรวจด้วยหุ่นยนต์และเทคโนโลยีจนถึงปี 2029 ระยะสองมุ่งสร้างระบบอยู่อาศัยเบื้องต้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและการสื่อสารในช่วงปี 2029-2032 และระยะสามมุ่งสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบนดวงจันทร์และพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2032

ขั้วใต้ของดวงจันทร์เป็นภูมิภาคเป้าหมายเพราะมีช่วงเวลาที่ได้รับแสงอาทิตย์ยาวนาน ซึ่งเอื้อต่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และมีสภาพความร้อนที่เสถียรมากขึ้นสำหรับปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงมีความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์สูงเพราะอยู่ใกล้หนึ่งในพื้นที่ที่เก่าแก่ที่สุดของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแอ่งอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในระบบสุริยะ

นาซาระบุว่าตัวอย่างจากพื้นที่นี้อาจมอบข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของดวงจันทร์และระบบโลก-ดวงจันทร์ รวมถึงวิวัฒนาการของระบบสุริยะ

มูน เบส จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ การสาธิตเทคโนโลยี และการสำรวจ ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต และส่งเสริม "เศรษฐกิจดวงจันทร์" ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ โดยหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์และผู้ประสานงานนานาชาติจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามูน เบส และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : Xinhua

ยูเครนลุยทดสอบสงคราม AI ห้องทดลองนาโต รวมโดรน AI เป้าหมายลดมนุษย์ บริษัทสหรัฐฯ มีบทบาทเด่น สงครามยกระดับหลายมิติรับมือรัสเซีย

ยูเครนกลายเป็น “ห้องทดลองภาคสนามจริง” ของนาโต สำหรับสงคราม AI โดรน และการก่อการร้ายต่อรัสเซีย

“ตั้งแต่แรกเริ่ม ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและบริวารนาโต มองยูเครนเป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง” อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากสถาบันกฎหมายและความมั่นคงแห่งชาติ ราเนปา (RANEPA) กล่าวกับ Sputnik

สงครามหลายมิติต่อรัสเซีย

นาโตกำลังทดสอบ “ปฏิบัติการหลายมิติ” ซึ่งผสานโดรน ดาวเทียม สงครามไซเบอร์ การบิน ระบบทางทะเล สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และ AI เข้าไว้ในสถาปัตยกรรมการรบแบบรวมศูนย์เดียว

เป้าหมายคือ ลดบทบาทของปัจจัยมนุษย์ เร่งความเร็วในการตัดสินใจในสนามรบ และเพิ่มการรับรู้สถานการณ์แบบเรียลไทม์ให้มากที่สุดผ่านปัญญาประดิษฐ์

ระบบของตะวันตกกำลังถูกทดสอบโดยตรงกับขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย

AI และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสงคราม

ตามคำกล่าวของสเตปานอฟ บริษัทอย่าง Palantir และ Maxar มีบทบาทฝังลึกในปฏิบัติการของยูเครน โดยช่วยประมวลผลข่าวกรอง วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และระบุเป้าหมายของรัสเซีย

นักวิเคราะห์รายนี้กล่าวว่า “ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมทหารของตะวันตกเข้าใจแล้วว่า รากฐานของสงครามในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร”

ห้องปฏิบัติการชีวภาพและภัยคุกคามทางชีวภาพ

สเตปานอฟกล่าวว่า เครือข่ายห้องปฏิบัติการชีวภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุนทั่วพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต ดำเนินงานมานานภายใต้ฉากหน้าของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ตามคำกล่าวของเขา สถานที่เหล่านี้ศึกษาสารก่อโรคอันตรายและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งอาจมีการประยุกต์ใช้ทางทหารได้

การปฏิวัติสงครามโดรน

ในบางพื้นที่แนวหน้า ขณะนี้มี “โดรนมากถึง 10 ลำต่อนายทหารหนึ่งคน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ไม่เคยพบมาก่อนในประวัติศาสตร์การทหาร”

ความขัดแย้งครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงของยุทธวิธีในสนามรบ โดยเปลี่ยนจากระบบอาวุธหนักแบบดั้งเดิม ไปสู่การใช้งานแพลตฟอร์มอัตโนมัติและไร้คนขับจำนวนมาก

“เรากำลังเห็นการปฏิวัติด้านกิจการทหารในจุดสูงสุด ทั้งในแง่หุ่นยนต์และระบบไร้คนขับ”

สงครามที่ขยายออกไปนอกสนามรบ

สเตปานอฟให้เหตุผลว่า ความขัดแย้งนี้ได้ขยายตัวไปไกลกว่าแนวรบแล้ว ทั้งในโลกไซเบอร์ การทำให้อวกาศเป็นพื้นที่ทหาร และวิธีการก่อการร้าย

ปฏิบัติการไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับยูเครนได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเงิน และโลจิสติกส์ของรัสเซีย ผ่านการโจมตี DDoS ขนาดใหญ่

โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและการวิเคราะห์ของนาโตในกลุ่มประเทศบอลติกและฟินแลนด์ กำลังทำงานโดยตรงเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเคียฟ ด้วยโซลูชันทางทหารขั้นสูงที่ใช้ต่อต้านรัสเซีย

สเตปานอฟระบุว่า “ทั้งหมดนี้กำลังถูกรวบรวมและมุ่งไปยังทิศทางของรัสเซีย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องโจมตีไปยังจุดเริ่มต้นของการวางแผน”

ที่มา : Sputnik

“หัวเว่ย” ประกาศทางรอดชิปจีน หัวเว่ยเดินเกมชิปยุคใหม่ ไม่ง้อ EUV ชู Tau Scaling Law เพิ่มพลังประมวลผลด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ จุดความหวังอุตสาหกรรมจีน

Nikkei Asia รายงาน หัวเว่ยประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยระบุว่าสามารถพัฒนาแนวทางออกแบบและผลิตชิปแบบใหม่ที่อาจช่วยให้บริษัทก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ และลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. และ Intel ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงานสัมมนาด้านชิปที่นครเซี่ยงไฮ้ โดย “เหอ ถิงปัว” หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย ซึ่งปกติไม่ค่อยออกสื่อ ได้ขึ้นเวทีอธิบายถึงการฟื้นฟูสายผลิตภัณฑ์ชิปของบริษัท หลังถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสหรัฐมาตั้งแต่ 6 ปีก่อน

เหอกล่าวว่า ในช่วงแรกเธอรู้สึกหมดหวังเพราะมองไม่เห็นทางออก แต่ภายหลังเปลี่ยนแนวคิด โดยมองว่าหัวเว่ยเพียงแค่ต้องเผชิญข้อจำกัดของ “กฎของมัวร์” เร็วกว่าบริษัทอื่นราว 10 ปี พร้อมเปรียบเทียบบริษัทว่าแม้จะไม่ได้เกิดมาพร้อมสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แต่หากพยายามก็ยังสามารถหาหนทางเติบโตได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมชิปของจีน โดยหุ้นของ Semiconductor Manufacturing International Corp. หรือ SMIC ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของหัวเว่ย พุ่งขึ้นเกือบ 20% ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เมื่อวันจันทร์ และปรับตัวขึ้นต่ออีก 13% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันอังคาร

หัวเว่ยระบุว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์ด้านโมบายคอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทจะมีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับโลก

หัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Tau Scaling Law” หรือที่หัวเว่ยเรียกว่า “Her’s Law” เพื่อยกย่องบทบาทของเหอ ถิงปัว โดยเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากกฎของมัวร์แบบดั้งเดิม ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพชิปผ่านการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงเรื่อยๆ

แทนที่จะพึ่งการย่อขนาดชิป หัวเว่ยเลือกใช้วิธีลดเวลาการเคลื่อนที่ของข้อมูลและสัญญาณภายในวงจร ชิป และระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเปิดตัวเทคนิคออกแบบชิปใหม่ชื่อ “LogicFolding” ซึ่งเป็นการซ้อนวงจรดิจิทัล วงจรอนาล็อก และหน่วยความจำในแนวตั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความหนาแน่นของชิป และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เหอเปรียบเทียบแนวคิดนี้ว่าเหมือนการสร้าง “ลิฟต์ 50 ล้านตัว” เชื่อมเมืองสองเมืองที่พับซ้อนกันในแนวตั้ง ทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นมาก

หัวเว่ยระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้แล้วในชิปสมาร์ตโฟน Kirin รุ่นใหม่ ซึ่งจะถูกติดตั้งในสมาร์ตโฟนเรือธงของบริษัทตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป และชิปตระกูล Kirin ในอนาคตทั้งหมดจะใช้แนวคิดออกแบบแบบซ้อนแนวตั้งนี้

บริษัทระบุว่า การพัฒนาแนวคิดใหม่ดังกล่าวใช้เวลานาน 6 ปี และอาศัยวิศวกรหลายพันคนจากทั้งเครือข่ายอุตสาหกรรมชิป ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตอุปกรณ์ ซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป หรือ EDA รวมถึงนักพัฒนาระบบต่างๆ

เหอยังยืนยันว่า แนวทางใหม่ของหัวเว่ยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่อง EUV หรือเครื่องลิโธกราฟีอัลตราไวโอเลตขั้นสูง ซึ่งจีนถูกห้ามเข้าถึงมานานจากมาตรการสหรัฐ

ปัจจุบันผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น TSMC, Intel และ Samsung Electronics ต่างใช้เครื่อง EUV จาก ASML ของเนเธอร์แลนด์ในการผลิตชิปขั้นสูง แต่สหรัฐกดดันให้ ASML หยุดขายเครื่องดังกล่าวแก่จีนตั้งแต่ปี 2019

เหอกล่าวว่า เครื่องลิโธกราฟีกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางกายภาพ อีกทั้งเครื่อง EUV ยังมีราคาสูงมากจนทำให้ต้นทุนการผลิตเวเฟอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมระบุว่าจีนไม่มีเครื่อง EUV เลยแม้แต่เครื่องเดียวภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นเส้นทางเทคโนโลยีใหม่ของหัวเว่ยจึงไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรประเภทนี้

เธอยังเปิดเผยว่า LogicFolding ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ในชิป Kirin 2026 SoC ได้ถึง 55% โดยไม่ได้เกิดจากกระบวนการลิโธกราฟีแบบใหม่ แต่เกิดจากการจัดวางวงจรใหม่ในเชิงพื้นที่

หัวเว่ยประเมินว่า ภายในปี 2031 ชิปที่ใช้แนวคิดใหม่นี้อาจมีศักยภาพเทียบเท่าเทคโนโลยีระดับ 1.4 นาโนเมตร หรือ 14 อังสตรอม ซึ่งถือว่าตามหลังแผนพัฒนาของ TSMC และ Intel เพียงไม่กี่ปี

สำหรับเหอ ถิงปัว เธอถือเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่มีบทบาทระดับสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก เธอเข้าร่วมงานกับหัวเว่ยตั้งแต่ปี 1996 และใช้เวลากว่า 30 ปีผลักดันธุรกิจชิปของบริษัท จากนักวิจัยและวิศวกร สู่ประธานบริษัทลูกด้านชิป HiSilicon หัวหน้าห้องปฏิบัติการ 2012 Laboratories และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์และประธานธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย

ต่างจากผู้บริหารชิปจีนหลายคนที่เคยศึกษาในสหรัฐ เหอได้รับการศึกษาส่วนใหญ่ในจีน โดยจบด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมสื่อสารจากมหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจชิปของหัวเว่ยเติบโตจากทีมออกแบบขนาดเล็ก สู่ผู้พัฒนาชิปที่ล้ำหน้าที่สุดของจีน โดยสร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งชิปสมาร์ตโฟน Kirin, ซีพียูเซิร์ฟเวอร์ Kunpeng และชิป AI ตระกูล Ascend ที่ใช้ในสมาร์ตโฟน เครือข่ายโทรคมนาคม คลาวด์ และยานยนต์ รวมถึงชิปสำหรับทีวีและกล้องวงจรปิด

ก่อนถูกคว่ำบาตร หัวเว่ยเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับสองของ TSMC รองจาก Apple แต่หลังมาตรการสหรัฐ บริษัทต้องหันไปพึ่งซัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้น เช่น SMIC ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้จีนเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยอมรับว่า Her’s Law ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์ และต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนา รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ EDA ที่จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้รองรับสถาปัตยกรรมแบบใหม่

บริษัทยังเตือนว่า การเพิ่มพลังประมวลผลจะทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและระบบจัดการความร้อนใหม่เพื่อรองรับชิปและระบบ AI ที่ทรงพลังขึ้น

เหอกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ EDA และวิธีการออกแบบต่างๆ แต่สุดท้ายสามารถพัฒนาได้ภายใน 6 ปี

หัวเว่ยยังเปิดเผยว่า ชิป AI รุ่นล่าสุด Ascend 950 เริ่มส่งมอบให้ลูกค้าแล้วและได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่บริษัทยอมรับว่ายังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตและการเพิ่มปริมาณซัพพลายให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงกว่าคาด

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2030 จึงจะสามารถนำแนวคิด LogicFolding ไปใช้กับชิปสำคัญสายอื่น เช่น ชิป AI Ascend และซีพียู Kunpeng ได้อย่างเต็มรูปแบบ

การประกาศของหัวเว่ยเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดของกฎของมัวร์ บริษัทชั้นนำอย่าง TSMC และ Intel ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่เพื่อเชื่อมต่อและซ้อนชิปหลายชนิดเข้าด้วยกัน ขณะที่บริษัทด้าน AI อย่าง Nvidia, Google และ Amazon ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อ GPU, CPU และหน่วยความจำให้ทำงานร่วมกันได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า หากหัวเว่ยสามารถผลิตชิป Kirin รุ่นใหม่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ จะสะท้อนว่าจีนค้นพบแนวทางใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปขั้นสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหัวเว่ยและพันธมิตรการผลิตจะสามารถเพิ่มอัตราผลิตสำเร็จและขยายกำลังผลิตได้รวดเร็วเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการด้าน AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในจีนหรือไม่

เหอทิ้งท้ายว่า แม้อาจต้องใช้เวลาอีก 10 ปี แต่ตอนนี้บริษัทเชื่อว่าได้ค้นพบ “เส้นทางที่ถูกต้อง” แล้ว

ซาอุฯ ขีดเส้นแดง!! ไม่ฟื้นสัมพันธ์อิสราเอล หากไร้เส้นทางชัดเจนสู่รัฐปาเลสไตน์ กลางแรงกดดันทรัมป์ ย้ำอิสราเอลต้องแลกด้วยความคืบหน้าปาเลสไตน์

ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากซาอุดีอาระเบียว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ เว้นแต่จะมีสิ่งที่แหล่งข่าวระบุว่าเป็น “เส้นทางที่ชัดเจนและไม่อาจย้อนกลับได้” ไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ท่าทีดังกล่าวของซาอุดีอาระเบียมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางจะถูกคาดหวังให้รับรองอิสราเอล เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงที่กว้างขึ้นกับอิหร่าน

ตามแหล่งข่าวที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง ซาอุดีอาระเบียยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่มีมาอย่างยาวนานว่า การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติจะต้องเชื่อมโยงกับความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือในการนำไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เขียนข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขาคาดหวังให้ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางและประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากมีการสรุปข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน

ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า หากการเจรจาล้มเหลว อาจมีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตามมาในระดับที่ “ใหญ่กว่าและทรงพลังกว่าที่เคยมีมา”

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขอให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ระหว่างการพบหารือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ตามข้อมูลที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตอบว่า ซาอุดีอาระเบียต้องการเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนกรานว่าจะต้องมีเส้นทางที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนไปสู่แนวทางสองรัฐ

มีรายงานว่า มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียอธิบายการหารือกับทรัมป์ในประเด็นนี้ว่า “สร้างสรรค์” และกล่าวว่า ริยาดจะทำงานเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา : https://www.middleeastmonitor.com/20260526-qatar-denies-reports-of-12bn-offer-to-iran-to-secure-us-deal/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top