Saturday, 7 November 2026
WORLD

ผมชื่อ"คิม" ไม่ใช่ชื่อ "กิมจิ"!! โวยสตาร์บัคส์สนามบินฮ่องกง ส่อ! เจตนาเหยียด หนุ่มเกาหลีใต้ พนักงานชี้แจงบอกเป็นความผิดพลาด สตาร์บัคส์ฮ่องกงขอโทษอย่างเป็นทางการ

ฮ่องกง เกาหลีใต้ | สนามบินนานาชาติฮ่องกง
หนุ่มเกาหลีใต้ไม่พอใจ สั่งกาแฟแจ้งนามสกุล “คิม” แต่พนักงานสตาร์บัคส์กลับพิมพ์ชื่อบนแก้วว่า “กิมจิ” จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการล้อเลียนเชื้อชาติ

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวเกาหลีใต้ รายงานว่า ชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งพร้อมภรรยาเดินทางไปซื้อเครื่องดื่มที่ร้านสตาร์บัคส์ภายในสนามบินนานาชาติฮ่องกง เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคม เวลาประมาณ 21.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ชายรายดังกล่าวแจ้งนามสกุล “คิม” (Kim) ให้พนักงานใช้ระบุคำสั่งซื้อ แต่หลังรับเครื่องดื่มไปประมาณ 1 ชั่วโมง กลับพบว่าบนแก้วพิมพ์ชื่อว่า “มิสเตอร์กิมจิ” (Mr. Kimchi) แทน ทำให้รู้สึกไม่พอใจและตั้งคำถามว่าเป็นการจงใจล้อเลียนชาวเกาหลีใต้หรือไม่

ชายรายนี้เล่าว่า ระหว่างรับเครื่องดื่มสังเกตเห็นพนักงาน 2 คนมองหน้าจอและหัวเราะกัน แต่ไม่ได้เอะใจในตอนแรก กระทั่งพบข้อความบนแก้วจึงกลับไปสอบถามพนักงาน

พนักงานชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดในการกรอกชื่อ ขณะที่ผู้จัดการร้านอธิบายว่า พนักงานพิมพ์คำว่า “คิม” ก่อนเผลอเลือกคำว่า “กิมจิ” บนหน้าจอโดยไม่ตั้งใจ พร้อมยอมรับว่าการระบุชื่อดังกล่าวไม่สุภาพ
ลูกค้าชาวเกาหลีใต้ไม่เชื่อคำอธิบายทั้งหมด และตั้งข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนจากชื่อ “คิม” เป็น “กิมจิ” อาจไม่ใช่ความผิดพลาดธรรมดา พร้อมเรียกร้องให้ร้านรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ภายหลังสตาร์บัคส์ฮ่องกงออกมาขอโทษลูกค้ารายดังกล่าว โดยยืนยันว่าบริษัทไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ไม่สุภาพ และจะเพิ่มความเข้มงวดในการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต

ขอบคุณ : The Korea Herald (เกาหลีใต้) วันที่ 21 ตุลาคม 2569

ที่มา : https://www.koreaherald.com/article/10909962

ความช่วยเหลือของยุโรปต่อยูเครน

สรุปการจัดอันดับ 32 ประเทศและสัดส่วนต่อ GD

เยอรมนีมีมูลค่าความช่วยเหลือรวมสูงสุด รองลงมาคือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบยอดสะสมกับ GDP ปี 2021 เดนมาร์กมีสัดส่วนสูงสุดที่ 4.17% ตามด้วยเอสโตเนีย 3.77% และลิทัวเนีย 3.29%

ตารางรวมความช่วยเหลือทางทหาร การเงิน และมนุษยธรรม ทั้งทางตรงและส่วนแบ่งผ่าน EU ไม่ใช่เงินสดหรือเงินให้เปล่าทั้งหมด และไม่ใช่รายจ่ายที่เท่ากันทุกปี

แหล่งข้อมูล

Kiel Institute Ukraine Support Tracker ข้อมูลฉบับที่ 31

ชุดข้อมูล Country Summary (€) ยอดจัดสรรรวมส่วนแบ่งผ่าน EU และ GDP ปี 2021

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น เพราะถูกมองว่า "ร่ำรวยเกินไป" ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้อพยพอื่น ๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3837923719693627/?rdid=l573laVwqP7bwO81#

ไทย–จีน จับมือปูทางลงทุนไร้ข้อพิพาท!! นักกฎหมายไทยร่วมเวทีไห่หนาน เสนอเพิ่มความคุ้มครองธุรกิจไทยในจีน ป้องกันถูกแย่งจดเครื่องหมายการค้า–ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนุนพัฒนาท่าเรือการค้าเสรีและอาเซียน

ไห่โข่ว, 20 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้จัดงานสัปดาห์กฎหมายท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ปี 2026 โดยมีบุคคลากรชั้นนำจากแวดวงกฎหมายและธุรกิจของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการบริการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การระงับข้อพิพาทข้ามพรมแดน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแก่บริษัทไทยที่ลงทุนในไห่หนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ผศ.ดร. นิสิต อินทมาโน รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ทำการศึกษาและปฏิบัติงานด้านกฎหมายพาณิชย์ อนุญาโตตุลาการ และทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน กล่าวว่าข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระงับข้อพิพาทและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยนิสิตเชื่อว่ากฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบริษัทต่างชาติ และไห่หนานสามารถพัฒนาระบบบริการด้านกฎหมายให้ครอบคลุม ทั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการประสานกฎระเบียบทางการค้าและสร้างความร่วมมือด้านอนุญาโตตุลาการกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

อู๋ชิงเล่อ ประธานหอการค้าไห่หนานในไทย กล่าวว่าเวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน พวกเขาไม่เพียงพิจารณาโอกาสทางการตลาดและนโยบายพิเศษเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการลงทุน การปฏิบัติตามสัญญา และกลไกการระงับข้อพิพาทด้วย แวดวงกฎหมายจีนและไทยควรเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบและขั้นตอนทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ แจงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ และลดความเข้าใจผิดอันเกิดจากอุปสรรคทางภาษาและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน

อู๋ยังกล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ต่างชาติและนวัตกรรม พร้อมเสนอให้พัฒนาบริการทางกฎหมาย เพื่อช่วยบริษัทไทยเข้าใจขั้นตอนเฉพาะในการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในจีน ป้องกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิชอบ การปลอมแปลงสินค้า และการละเมิดความลับทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การยื่นคำขอ การร้องเรียนการละเมิดสิทธิ และการระงับข้อพิพาท

ทั้งสองเชื่อว่าไห่หนานสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาบริการอย่างการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งสำรวจความร่วมมือด้านกฎระเบียบทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกฎหมายกับกลุ่มประเทศอาเซียน และสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่มั่นคง โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ที่มา : Xinhua

รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที

“รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) ควรเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นิวอเมริกา’ (New America) โดยทันที!
เราไม่ใช่เม็กซิโก! เราคือสหรัฐอเมริกา!
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าและเกียรติภูมิให้กับรัฐอย่างมหาศาล!
มูลค่าบ้านและรายได้ของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น และพวกคุณจะยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้น เมื่อยืนทำความเคารพธงชาติอเมริกันอันงดงามของเรา!
บางทีแม้แต่การเลือกตั้งที่ทุจริตคดโกง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐนิวเม็กซิโกขึ้นชื่อ ก็อาจกลับมากลายเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมอีกครั้ง!”

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐ

ร่อแร่อีกธนาคาร- ลูกค้าถอนเงินไม่ได้!! ลูกค้า APD Bank กัมพูชารวมตัวทวงเงิน หลังธนาคารจ่อปิด 3 สาขา บางรายรอนาน 6 เดือน ไร้ความชัดเจนคืนเงินฝาก ไม่มีประกันเงินฝากคุ้มครองในกัมพูชา

ลูกค้า APD Bank รวมตัวทวงเงินฝาก หลังธนาคารประกาศเตรียมปิด 3 สาขา บางรายมีเงินฝากกว่า 16 ล้านบาท แต่ถอนเงินไม่ได้มานาน 6 เดือน

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว CamboJA News ของกัมพูชารายงานว่า ลูกค้าธนาคาร Asia-Pacific Development Bank (APD Bank) ประมาณ 40 คน รวมตัวที่สำนักงานใหญ่ในกรุงพนมเปญ เพื่อเรียกร้องให้ธนาคารชี้แจงปัญหาถอนเงินไม่ได้ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

ธนาคารประกาศเตรียมปิด 3 สาขา ได้แก่ นโรดม เหมาเจ๋อตง และโอลิมเปีย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ทำให้ลูกค้ากังวลว่าจะได้รับเงินฝากคืนหรือไม่

หญิงวัยกว่า 40 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่า มีเงินฝากประมาณ 400,000 ดอลลาร์ หรือราว 16 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ตามปกติมานาน 6 เดือน โดยช่วงแรกธนาคารจำกัดการถอนวันละ 500 ดอลลาร์ ก่อนระงับการถอนและโอนเงิน ปัจจุบันแอปธนาคารยังเปิดดูยอดเงินได้ แต่ไม่สามารถทำธุรกรรมได้

เธอเล่าว่า นำเงินมาฝากเพราะธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7% ต่อปี โดยตั้งใจเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก แต่กลับไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้

ลูกค้าชายอีกรายมีเงินฝากประมาณ 500,000 ดอลลาร์ หรือราว 20 ล้านบาท กล่าวว่า ธนาคารเคยเสนอแผนทยอยคืนเงิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

ตามคำบอกเล่าของลูกค้า ธนาคารเสนอแผนคืนเงินฝากต่ำกว่า 500,000 ดอลลาร์ โดยจ่าย 15% ในงวดแรก อีก 15% ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และส่วนที่เหลือ 70% ภายใน 2 ปี

ส่วนผู้ฝากเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ มีข้อเสนอให้รับห้องชุดคอนโดมิเนียม 1 ยูนิต พร้อมเงินสด 20% และทยอยคืนอีก 60% ภายใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม ลูกค้าระบุว่ายังไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

รายงานประจำปี 2567 ระบุว่า APD Bank มีเงินฝากรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาเปิดเผยสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของธนาคาร

ทั้งนี้ กัมพูชายังไม่มีระบบประกันเงินฝากระดับชาติสำหรับคุ้มครองผู้ฝากเงินหากธนาคารล้มเหลว ส่วนการประกาศปิด 3 สาขา ยังไม่ได้หมายความว่า APD Bank ปิดกิจการทั้งหมด

ที่มา : https://khmer.cambojanews.com/apd-bank-customers-demand-answers-as-three-branches-set-to-close/

อะไรก็รัสเซีย! แม้แต่จลาจลยุโรป?! จลาจลฝรั่งเศส-อิตาลี ถูกโยงรัสเซีย ชาวเน็ตล้อเลียนประธานาธิบดี ปูติน นักการเมืองเอสโตเนียเปิดประเด็นสงครามเงา แต่ไม่แสดงหลักฐานเชื่อมโยงเหตุการณ์โดยตรง

อะไรก็รัสเซีย! จลาจลฝรั่งเศส ปล้นสะดมอิตาลี ก็ยังโยงไปหารัสเซียได้! งานนี้ชาวเน็ตไม่ปล่อยผ่าน แห่คอมเมนต์ประชดกันสนุกสนาน!

มาร์โก มิห์เคลสัน (Marko Mihkelson) ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาเอสโตเนีย โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดมในฝรั่งเศสและอิตาลี ว่าเกี่ยวข้องกับรัสเซียแน่ๆ โดยระบุว่า

“รัสเซียมีผลประโยชน์อย่างชัดเจนที่จะเห็นการปล้นสะดมและความวุ่นวายบนท้องถนนในฝรั่งเศสและอิตาลี นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเงาหลายมิติที่รัสเซียทำกับชาติตะวันตก”

หลังโพสต์ถูกแชร์ออกไป ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์เสียดสี โดยเฉพาะการพยายามโยงเหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปเข้ากับรัสเซีย

บางคนถึงกับนำภาพล้อเลียนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ก่อจลาจลในฝรั่งเศสมาโพสต์ พร้อมข้อความว่า

“จริงด้วย! ปูตินมาปรากฏตัวด้วยตัวเองเพื่อปลุกระดมฝูงชนเลย!”

อีกคนโพสต์ภาพกลุ่มผู้ประท้วงพร้อมตอบสั้นๆ ว่า “เห็นชัดๆ ว่าเป็นคนรัสเซีย!”

ขณะที่อีกคนโพสต์ภาพล้อเลียนชายหญิงกำลังแจกอาหารอยู่ใกล้หอไอเฟล พร้อมข้อความว่า “นี่ไงหลักฐาน!”

ส่วนอีกความคิดเห็นประชดว่า “อ๋อ ใช่สิ ต้องเป็นรัสเซียแน่นอน เพราะนโยบายเปิดพรมแดนมา 30 ปี การอพยพเข้าเมืองที่ไม่มีการควบคุม และนักการเมืองที่ทำลายความมั่นคงภายในประเทศ ไม่เกี่ยวอะไรเลยสักนิด พอผู้นำยุโรปทำลายความปลอดภัยของประเทศตัวเองจนพัง ก็รีบหยิบข้ออ้างเรื่องสงครามเงาจากต่างชาติมาใช้ทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องหันมามองตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม มิห์เคลสันไม่ได้แสดงหลักฐานในโพสต์ดังกล่าวว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดม ส่วนภาพที่ชาวเน็ตนำมาโพสต์ตอบโต้เป็นภาพล้อเลียน ไม่ใช่หลักฐานของเหตุการณ์จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1433050685649954/?rdid=IHMvBPM80R1LpvgH#

จากห้องแล็บไซบีเรีย สู่ประเด็นความมั่นคงโลก!! นักวิชาการไทยวิเคราะห์ปมกาฬโรครัสเซีย เจ้าหน้าที่หญิงดับในไซบีเรีย เกิดเหตุในห้องวิจัยกาฬโรค กังวลแพร่ระบาดโรคลุกลาม ตอกย้ำมาตรฐานชีวปลอดภัยต่ำ

“สถานการณ์กาฬโรคในรัสเซีย: ท่าทีรัฐบาลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาดและมาตรการความมั่นคงด้านสาธารณสุข”

สถานการณ์กาฬโรคในสหพันธรัฐรัสเซียได้รับความสนใจจากนานาชาติ หลังมีรายงานการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่หญิงวัย 28 ปี ประจำสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) เขตไซบีเรีย โดยมีข้อสงสัยว่าอาจสัมผัสเชื้อแบคทีเรียอันตรายจากอุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการ เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของกาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพของห้องปฏิบัติการในรัสเซีย โดยลำดับเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้

- 2 ตุลาคม 2026: มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่หญิงประจำสถาบันวิจัยในอีร์คุตสค์เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบรุนแรง โดยสื่อบางแห่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสเชื้อกาฬโรคจากห้องปฏิบัติการ
- 6 ตุลาคม 2026: ทางการรัสเซียระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตเป็นโรคปอดอักเสบที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัด ไม่ใช่กาฬโรคตามข้อมูลที่เปิดเผย
- มีผู้ถูกกักกันเพื่อเฝ้าระวังประมาณ 200 คน และมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเกือบ 5,000 ครั้ง โดยไม่พบผู้ติดเชื้อกาฬโรค ทางการระบุว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ถูกกักกันได้รับอนุญาตให้ออกจากการเฝ้าระวังแล้ว
- 6 ตุลาคม 2026: สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัสเซียแจ้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในเมืองอีร์คุตสค์ และผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ได้รับการตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคอันตราย อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามเกี่ยวกับผลตรวจยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว
- 6 ตุลาคม 2026: Euronews รายงานว่า ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) กำลังติดตามสถานการณ์และประสานงานกับ WHO โดยยังไม่มีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อต่อเนื่องจากคนสู่คน
- 12–14 ตุลาคม 2026: สื่อและนักวิชาการตะวันตกเผยแพร่ข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัสเซียในการเปิดเผยข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ และความปลอดภัยของสถานที่วิจัยเชื้อโรคอันตราย
- 16 ตุลาคม 2026: สื่อ Bloknot Rostov เผยแพร่คำชี้แจงจากสำนักงานบริการกลางด้านการกำกับดูแลการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสวัสดิภาพมนุษย์ของรัสเซีย (Rospotrebnadzor) ประจำแคว้นรอสตอฟ โดยยืนยันว่าไม่มีการระบาดของกาฬโรคในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาได้หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคในรัสเซีย หรือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทดลองอาวุธชีวภาพของรัสเซียตามที่ตะวันตกกล่าวอ้าง
ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียมีท่าทีมุ่งลดความกังวลของประชาชน โดยชี้แจงว่าไม่พบหลักฐานยืนยันการแพร่ระบาดของกาฬโรค และให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังผู้สัมผัส การตรวจสอบความเสี่ยง และการป้องกันโรคตามมาตรการสาธารณสุข ขณะเดียวกัน Rospotrebnadzor ยืนยันว่ากาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายที่พบได้ในแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แต่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยประชาชนทั่วไปไม่ควรตื่นตระหนก หากไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ในอีร์คุตสค์ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะรายละเอียดของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ ท่าทีของรัสเซียจึงสะท้อนความพยายามควบคุมความกังวลด้านสาธารณสุข ขณะที่ยังเผชิญแรงกดดันให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis และมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 1–7 วัน โดยสามารถรักษาได้หากตรวจพบและให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ในรัสเซีย ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตในแคว้นอีร์คุตสค์ การยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการประเมินว่ามีผู้สัมผัสเชื้อหรือผู้ป่วยรายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงในระดับประเทศจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียและองค์กรด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพิ่มเติม ไม่ควรนำเหตุการณ์ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบไปสรุปว่าเกิดการระบาดทั่วประเทศ

ประวัติสถาบันต่อต้านกาฬโรคของรัสเซีย
รัสเซียมีประวัติการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อรับมือโรคกาฬโรคมายาวนานกว่า 120 ปี โดยเริ่มวางระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1897 ในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย เนื่องจากโรคกาฬโรคเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนและการค้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ในช่วงแรก รัฐบาลรัสเซียจัดตั้งห้องปฏิบัติการและหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรค เพื่อศึกษาการแพร่เชื้อ พัฒนาวัคซีนและซีรัมรักษาโรค ตลอดจนจัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญไปสอบสวนและควบคุมการระบาด ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่เมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขยายเครือข่ายหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิรัสเซีย

สถาบันที่เกี่ยวข้องกับข่าวการเสียชีวิตต้องสงสัยในเดือนตุลาคม 2026 คือ สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์สำหรับไซบีเรียและตะวันออกไกล «Иркутский научно-исследовательский противочумный институт Сибири и Дальнего Востока»สถาบันแห่งนี้มีจุดกำเนิดจากห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่จัดตั้งขึ้นในเมืองอีร์คุตสค์เมื่อปี ค.ศ. 1923 พื่อรับมือสถานการณ์กาฬโรคในพื้นที่ทรานส์ไบคาเลีย ซึ่งมีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติและตั้งอยู่ใกล้เขตแดนมองโกเลียและจีน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1934 สหภาพโซเวียตได้จัดตั้งสถาบันต่อต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานและปฏิบัติการควบคุมโรคในไซบีเรียและตะวันออกไกล

ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกคือ ศาสตราจารย์อเล็กเซย์ มิคาอิโลวิช สโกรอดูมอฟ (Alexei Mikhailovich Skorodumov) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยา ในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1934 สถาบันได้ออกคำสั่งจัดตั้งบุคลากรเริ่มต้นเพียง 7 คน ก่อนขยายงานวิจัยและเครือข่ายควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการก่อตั้ง สถาบันอีร์คุตสค์ได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายต่อต้านกาฬโรคครอบคลุมไซบีเรียและตะวันออกไกล โดยประสานงานกับสถานีควบคุมโรคในเมืองชิตา (Chita) คาบารอฟสค์ (Khabarovsk) และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ ภารกิจสำคัญประกอบด้วยการศึกษาการแพร่ระบาดของกาฬโรคในสัตว์ การเฝ้าระวังแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ การตรวจวิเคราะห์เชื้อ และการพัฒนามาตรการป้องกันโรค ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1939 สถาบันได้ย้ายเข้าสู่อาคารที่ก่อสร้างขึ้นบนถนนที่ปัจจุบันเรียกว่า Trilisser หมายเลข 38 ในเมืองอีร์คุตสค์ และขยายบุคลากรด้านจุลชีววิทยา ระบาดวิทยา สัตววิทยา และกีฏวิทยา ต่อมาบทบาทของสถาบันขยายจากโรคกาฬโรคไปสู่โรคติดเชื้ออันตรายอื่น ๆ ได้แก่ อหิวาตกโรค โรคทูลารีเมีย โรคแอนแทรกซ์ และโรคติดเชื้อที่มีสัตว์หรือแมลงเป็นพาหะ ในภาพรวม ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตได้ขยายจากหน่วยงานจำนวนประมาณหนึ่งโหลในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย ไปเป็นเครือข่ายมากกว่า 100 แห่งในยุคโซเวียต โดยมีทั้งสถาบันวิจัย สถานีควบคุมโรค และหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม

ประเด็นสำคัญในประวัติศาสตร์คือ ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตไม่ได้มีเฉพาะภารกิจสาธารณสุขเท่านั้น แต่บางส่วนยังมีความเกี่ยวข้องกับโครงการป้องกันและการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ
งานวิจัยของ Raymond A. Zilinskas ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Critical Reviews in Microbiology ปี 2006 ระบุว่า

- ทศวรรษ 1960: ระบบต่อต้านกาฬโรคของโซเวียตเริ่มมีบทบาทในโครงการป้องกันภัยจากอาวุธชีวภาพภายใต้รหัส Project 5
- กลางทศวรรษ 1970: หน่วยงานบางส่วนได้รับมอบหมายให้สนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกภายใต้รหัส Ferment
ระบบต่อต้านกาฬโรคจึงมีลักษณะการใช้งานสองด้าน (Dual-use) โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีบางประเภทสามารถใช้ทั้งเพื่อการป้องกันโรคและสนับสนุนกิจกรรมทางทหารได้ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า สถาบันอีร์คุตสค์แห่งนี้เป็นสถานที่พัฒนาอาวุธชีวภาพโดยตรง

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 รัสเซียยังคงรักษาเครือข่ายสถาบันต่อต้านกาฬโรคไว้ เพื่อสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข การเฝ้าระวังโรค และการรับมือภัยคุกคามทางชีวภาพ ระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อกาฬโรค แอนแทรกซ์ และโรคติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์สถาบันต่อต้านกาฬโรคในรัสเซียปัจจุบันอยู่ในเครือข่ายการกำกับดูแลของ Rospotrebnadzor ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการคุ้มครองสุขภาพและการเฝ้าระวังโรคของรัฐบาลกลางรัสเซีย ในมิติความมั่นคง สถาบันเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตรวจพบการระบาดอย่างรวดเร็ว การพัฒนาขีดความสามารถทางห้องปฏิบัติการ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ทางชีวภาพทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือจากอุบัติเหตุ

ประเด็นอาวุธชีวภาพและข้อกล่าวหาจากชาติตะวันตก
เหตุการณ์ในอีร์คุตสค์ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับโครงการวิจัยเชื้อโรคอันตรายของรัสเซียกลับมาได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและสื่อชาติตะวันตก ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคร้ายแรง โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 บทวิเคราะห์ใน The Guardian ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่วิจัยในรัสเซีย โดยระบุถึงความเป็นไปได้หลายประการ ตั้งแต่อุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการไปจนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับโครงการวิจัยทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมิได้เสนอหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพ

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยแพร่บทความใน The Washington Post เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามจากอาวุธชีวภาพ โดยเชื่อมโยงความกังวลครั้งนี้กับประวัติศาสตร์โครงการอาวุธชีวภาพของสหภาพโซเวียตและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมทางชีวภาพของรัสเซียในปัจจุบัน ทั้งนี้ เป็นข้อเสนอของอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มิใช่การประกาศข้อกล่าวหาใหม่อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ

ข้อกังวลดังกล่าวมีพื้นฐานส่วนหนึ่งจากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2024 ซึ่งประเมินว่ารัสเซียยังคงมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกที่สืบทอดจากสหภาพโซเวียต และยังปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามพันธกรณีอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention: BWC) อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์เสียชีวิตในอีร์คุตสค์เกี่ยวข้องกับอาวุธชีวภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเองเคยกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและยูเครนว่าดำเนินโครงการอาวุธชีวภาพในห้องปฏิบัติการของยูเครน โดยนำข้อกล่าวหาเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2565 อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่าไม่รับทราบหลักฐานเกี่ยวกับโครงการอาวุธชีวภาพในยูเครน และข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบอิสระ จึงต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาของรัสเซียต่อสหรัฐฯ และยูเครนเป็นข้อพิพาททางความมั่นคงที่มีมาก่อนหน้านี้ ขณะที่กรณีอีร์คุตสค์ในเดือนตุลาคม 2026 เป็นเหตุการณ์ต้องสงสัยด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพโดยชาติตะวันตก หรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพของรัสเซีย

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของรัสเซียในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบควบคุมโรคภายในประเทศ และการรับมือกับข้อกังวลของชาติตะวันตกเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการวิจัยทางชีวภาพ
ในมิติแรก หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียพยายามแสดงให้เห็นว่าระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคยังสามารถดำเนินการได้ โดยยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในอีร์คุตสค์ และไม่พบการระบาดในแคว้นรอสตอฟ

ในมิติที่สอง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกทำให้ประเด็นความปลอดภัยทางชีวภาพมีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันด้านความมั่นคงและการข่าวระหว่างประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเคยตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมด้านอาวุธชีวภาพของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลตรวจเชื้อ สาเหตุการเสียชีวิต และความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยแยกความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจริงออกจากข้อกล่าวหาทางภูมิรัฐศาสตร์

สรุป กรณีการเสียชีวิตต้องสงสัยในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคของรัสเซียเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แม้ทางการรัสเซียแจ้ง WHO เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยัน แต่ชาติตะวันตกยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว สถานการณ์นี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าประเด็นโรคระบาด เพราะสะท้อนความไม่ไว้วางใจระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในด้านความมั่นคงทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการใช้อาวุธชีวภาพของฝ่ายใด สำหรับประเทศไทย ควรติดตามทั้งข้อมูลด้านระบาดวิทยาจาก WHO และพัฒนาการด้านอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ เพื่อประกอบการประเมินภัยคุกคามทางชีวภาพ การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขและความมั่นคง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จีนเร่งเครื่องเศรษฐกิจยุค AI !! 18 มาตรการเน้นค้าและบริการ ดันปัญญาประดิษฐ์–หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลิกโฉมการค้า ค้าปลีก และบริการ กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ

จีนออกมาตรการกระตุ้นใช้ 'AI-เทคโนโลยีขั้นสูง' ในภาคการค้า

ปักกิ่ง, 19 ต.ค. (ซินหัว) -- กลุ่มหน่วยงานรัฐบาลของจีน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในภาคการค้า ซึ่งกำหนด 18 มาตรการเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและการบริการ การกระจายทางการค้า การประยุกต์ใช้ธุรกิจเชิงนวัตกรรม และการสนับสนุนเชิงนโยบาย

แนวปฏิบัตินี้เรียกร้องการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการพัฒนา ออกแบบ ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์ ขยายอุปทานอุปกรณ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ และส่งเสริมการผลิตที่ยืดหยุ่นและการปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมสนับสนุนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคการบริการดูแลสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุแบบอัจฉริยะ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของธุรกิจจัดเลี้ยง และการนำร่องประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแนวปฏิบัตินี้ครอบคลุมการส่งเสริมคลังสินค้าอัจฉริยะ อุปกรณ์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และการจัดส่งแบบไร้คนขับ ควบคู่กับการยกระดับทางดิจิทัลในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก พร้อมเรียกร้องการพัฒนาเอไอ เอเจนต์ (AI agent) เชิงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือการซื้อสินค้า การดำเนินธุรกิจ และโลจิสติกส์ ขยายการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าเสมือนจริง รวมถึงสนับสนุนมาตรฐานเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการจัดหาเงินทุน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงฯ และหน่วยงานรัฐบาลอีก 7 แห่งได้ออกแนวปฏิบัติที่มี 17 มาตรการส่งเสริม "ปัญญาประดิษฐ์+การบริโภค" ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ การบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสถานการณ์การบริโภครูปแบบใหม่ๆ

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ระบุว่ายอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ช่วงเดือนมกราคม-กันยายนของปี 2026 อยู่ที่ 37 ล้านล้านหยวน (ราว 186 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนยอดค้าปลีกการบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ซึ่งแซงหน้าการเติบโตร้อยละ 1 ของยอดค้าปลีกสินค้า

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ เปลี่ยนโฆษกทำเนียบขาวใน 5 วัน!! เข้าวันจันทร์ ออกวันศุกร์ ‘เคที ซาคาเรีย’ สร้างประวัติศาสตร์อยู่สั้นที่สุด ถูกวิจารณ์ความพร้อม-คุณสมบัติ กลายเป็นเจ้าของสถิติอยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด

“มาไว ไปไว!”
เคที ซาคาเรีย โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ของทรัมป์ อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 5 วันก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน! แม้จะเรียกว่าลาออก แต่เบื้องหลังกลับไม่ใช่การจากลาโดยสมัครใจสักเท่าไหร่!

เคที ซาคาเรีย (Katie Zacharia) วัย 41 ปี เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นโฆษกทำเนียบขาวแทนแคโรไลน์ เลวิตต์ โดยเริ่มงานวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2026 แต่พอถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ก็มีข่าวว่าเธอต้องพ้นจากตำแหน่งเสียแล้ว กลายเป็นโฆษกทำเนียบขาวที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ปัญหาเริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 14 นาที ซาคาเรียพูดติดขัด อ่านข้อความจากกระดาษเป็นส่วนใหญ่ และเปิดให้ผู้สื่อข่าวถามคำถามเพียง 3 สำนัก ก่อนถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความพร้อมในการทำหน้าที่โฆษกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเธอถูกขุดคุ้ยประวัติการทำงาน หลังเคยแนะนำตัวว่าเป็นนักกฎหมาย แต่กลับพบว่าเธอไม่เคยสอบผ่านเนติบัณฑิตเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความในสหรัฐฯ แม้จะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายก็ตาม ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประวัติที่เธอใช้แนะนำตัว
ซาคาเรียพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการออกรายการโทรทัศน์หลายครั้ง แต่กลับถูกวิจารณ์หนักขึ้น จนกระทั่งวันที่ 16 ตุลาคม ทรัมป์ออกมาบอกผู้สื่อข่าวว่า เขาเพิ่งคุยกับเธอ และแนะนำให้ลองคิดทบทวนว่าเหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่ พร้อมบอกว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงพิจารณาเรื่องการลาออก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีข่าวว่าเธอพ้นจากตำแหน่ง โดยทำเนียบขาวใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านออกจากหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายยืนยันกับสื่อว่าเธอถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ เช้าวันศุกร์เธอยังปรากฏตัวอยู่ที่ทำเนียบขาวตามปกติ แต่พอตกเย็นกลับไม่มีตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวอีกแล้ว!

หลังพ้นตำแหน่ง ซาคาเรียยังโพสต์ข้อความชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ทำงานหนัก และไม่มีใครทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ได้เท่าเขา พร้อมบอกว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานให้ทรัมป์
สรุปคือ เข้ามาทำงานวันจันทร์ แถลงข่าววันอังคาร ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติกลางสัปดาห์ และพ้นตำแหน่งวันศุกร์! ส่วนจะเรียกว่าลาออกหรือถูกไล่ออก ก็คงต้องดูว่าใครเป็นคนบอกให้เธอคิดทบทวนเรื่องลาออกตั้งแต่แรก!

ที่มา: Reuters, CBS News, Associated Press, NPR, New York Post

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122104440033508642&id=61595259264487&rdid=k2waBGh7zmoAdDqI#

คนนึงปล้น-คนนึงเอาไปคืน!! ปล้นสะดมวุ่นวายในลียง ชายปริศนาไม่ทนเห็นคนฉวยโอกาส แย่งเสื้อผ้าจากหญิงรายหนึ่ง ก่อนนำกลับเข้าไปคืนในร้าน

ท่ามกลางเหตุประท้วงและปล้นสะดมร้านค้าในฝรั่งเศส หญิงคนหนึ่งหอบเสื้อผ้าจำนวนมากออกมาจากร้าน PIMKIE ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีในเมืองลียง (Lyon) ด้วยท่าทางตื่นเต้น

ขณะที่ชายคนหนึ่งเข้ามาแย่งเสื้อผ้าทั้งหมดจากมือหญิงคนดังกล่าว ก่อนนำกลับเข้าไปคืนในร้าน!

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1432091999079156/?rdid=IM7M3LN3HsD8Gk5X#

ม็อบฝรั่งเศสลุกลาม!! ประชาชน 5.5 แสนคนลงถนน ประท้วงราคาน้ำมัน–ค่าครองชีพ–บริการรัฐ ก่อนปะทะเดือดกลางปารีส มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมราว 400 ราย

ปารีส, 18 ต.ค. (ซินหัว) -- ประมวลภาพเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส โดยผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผายานพาหนะหลายคัน ทำลายร้านค้าหลายแห่ง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยโลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ระบุว่ามีประชาชนเข้าร่วมการประท้วงทั่วฝรั่งเศสราว 5.5 แสนคน และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมราว 400 ราย

สื่อมวลชนของฝรั่งเศสรายงานว่าการประท้วงนี้มีเกษตรกร นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ สหภาพแรงงาน และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมเรียกร้องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับราคาเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา และการบริการสาธารณะ
(บันทึกภาพวันที่ 17 ต.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

ปักหมุด “ฉงชิ่ง” มหานครแห่งภูเขา ยกระดับเมืองภูเขาสู่ตลาดโลก ดึงแบรนด์ชั้นนำ 2,800 รายเข้าสถาปนา นักท่องเที่ยวปีละ 500 ล้านคนเยือน เปิดบ้านรับนานาชาติเพื่อเศรษฐกิจโต

ปักหมุด “ฉงชิ่ง” มหานครแห่งภูเขา ชูศักยภาพอุตสาหกรรม
รุกยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวและช้อปปิ้งระดับโลก

นครฉงชิ่ง ซึ่งโอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำทางตะวันตกของประเทศจีน กำลังเร่งเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการบริโภคระดับโลก พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกด้วยภูมิทัศน์อันมีเอกลักษณ์ โครงสร้างทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการค้าที่เปิดกว้างเป็นมิตร

เพียงออกเดินสำรวจไปตามมุมต่าง ๆ ของเมือง ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบจัดเต็ม โดยที่หลบภัยทางอากาศได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็น “วิมานใต้ดินแห่งเมืองภูเขา” ซึ่งคึกคักไปด้วยบาร์ ร้านอาหาร และพื้นที่แสดงโชว์สุดตระการตา ขณะเดียวกัน ร้านชาบูหม่าล่าในถ้ำก็ได้กลายมาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยหนึ่งในนั้นสามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 1,300 คนในอุณหภูมิสบาย ๆ ที่ 25 องศาเซลเซียสตลอดเวลา พลังการบริโภคของฉงชิ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวมทะยานแตะ 1.67 ล้านล้านหยวน ครองอันดับหนึ่งในกลุ่มเมืองใหญ่ของจีน และต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละกว่า 500 ล้านคน ขณะที่ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ รถจักรยานยนต์ และคอมพิวเตอร์พกพา ต่างเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาด ประกอบกับศักยภาพการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) ของจีนต่อเนื่องกันถึง 4 ปีซ้อน ปัจจุบัน มีแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 2,800 แบรนด์ รวมถึงร้านค้าสาขาแรกอีกกว่า 2,000 แห่งเข้ามาปักหมุดที่นี่ โดยมีบริษัทชั้นนำระดับฟอร์จูน โกลบอล 500 (Fortune Global 500) ถึง 325 แห่งที่วางใจเลือกฉงชิ่งเป็นประตูสู่การขยายธุรกิจในภาคตะวันตกของจีน

การผนึกกำลังอย่างลึกซึ้งระหว่างภาคการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ยังคงดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกอย่างไม่ขาดสาย ทั้งการท่องเที่ยวเรือสำราญล่องแม่น้ำแยงซี การท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางอากาศระดับต่ำ (Low Altitude) และการท่องเที่ยวน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ ต่างเติบโตอย่างคึกคัก พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมโปรโมตเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมียมมาตรฐานชาติถึง 17 เส้นทางสู่สายตาชาวโลก ปัจจุบัน นครฉงชิ่งสร้างเครือข่ายการค้ากับ 228 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมีรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป และระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ เป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขอวีซ่า ระบบการชำระเงิน และบริการคืนภาษี ยังช่วยให้ผู้มาเยือนจากนานาประเทศเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นครฉงชิ่งได้ยกระดับย่านการค้าหลักถึง 30 แห่ง พร้อมสร้างสรรค์แหล่งไลฟ์สไตล์การบริโภครูปแบบใหม่กว่า 100 แห่ง ครอบคลุมทั้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ หน้าผา ไปจนถึงดาดฟ้าอาคาร เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตประจำวันของชาวเมืองให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวอันมีเอกลักษณ์ โดยย่านอนุสาวรีย์ปลดปล่อยประชาชน (Liberation Monument) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในย่านการค้าชั้นนำของจีนที่ตอบโจทย์และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบให้เมืองต่าง ๆ ในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) นำไปปรับใช้

จากทัศนียภาพตึกสูงอันตระการตาไปจนถึงเสน่ห์สตรีทฟู้ดอันคึกคัก จากความแข็งแกร่งของฐานการผลิตสู่งานบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เมืองแห่งภูเขาทางตะวันตกแห่งนี้กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบริโภคระดับนานาชาติอย่างแท้จริง พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และร่วมแบ่งปันความเคลื่อนไหวของตลาดยักษ์ใหญ่ของจีนสู่สายตาชาวโลก

จีนปลุกพลังนักวิทย์รุ่นจิ๋ว มณฑลซินเจียง!! เทศกาลวิทยาศาสตร์ตะวันตก เด็กนักเรียนเมืองอุรุมชีร่วมกิจกรรม ทดลองและเรียนรู้เทคโนโลยีต่าง ๆ เน้นหุ่นยนต์เสริมประสบการณ์จริง

อุรุมชี, 15 ต.ค. (ซินหัว) -- นักเรียนร่วมกิจกรรมภายในเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยภายในงานมีกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์หลากหลายรูปแบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และสัมผัสกับสารพัดเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการทดลองใช้หุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด

ที่มา : Xinhua

ผมไม่ลาออก และยังไม่มีเลือกตั้ง ผมถูกจำกัดการใช้งาน Starlink จะไม่มีการเลือกตั้ง ตามที่ทรัมป์ต้องการ ยอมรับถูกหักหลังและกำลังสูญเสียพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เรียกร้องความเป็นกลางจากทรัมป์

"เซเลนสกี” ประกาศไม่ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และจะไม่มีการเลือกตั้ง ตามที่ทรัมป์ต้องการ พร้อมยอมรับว่า โดนหักหลังจากทรัมป์ และถูกจำกัดการใช้งาน Starlink"

ในการสัมภาษณ์กับเพียร์ส มอร์แกน (Piers Morgan) เซเลนสกี ยอมรับว่า เขาถูกหักหลัง และรู้ตัวว่ากำลังสูญเสียพันธมิตรที่แข็งแกร่งไป

เซเลนสกี ยังเรียกร้องให้ทรัมป์วางตัวเป็นกลาง
นอกจากนี้ เซเลนสกียืนยันด้วยตัวเองว่า เครือข่ายดาวเทียม Starlink ในยูเครนถูกจำกัดความเร็ว และยังถูกจำกัดเงื่อนไขการใช้งานทางเทคนิคอย่างเข้มงวด ขณะนี้เซเลนสกีกำลังขอให้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ช่วยปลดล็อกการเข้าถึงดังกล่าว

เซเลนสกี ยังพูดถึงสถานะของตัวเอง ถูกถามว่าเขามีแผนจะลาออกหรือไม่ "ผมจะไม่ลาออก สงครามครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของผม มีบุคคลผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มต้องการเข้ามาแทนที่ผม เพราะผมกำลังขัดขวางการยอมรับว่าดินแดนของยูเครนเป็นของรัสเซีย" เขากล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน เซเลนสกียอมรับว่า จะไม่มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนในขณะนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เห็นว่ามีความจำเป็น

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1101282769196774&rdid=lMKr3Ue6AoAZJmXe


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top