Saturday, 7 November 2026
WORLD

ซาอุฯ เสี่ยงขาดน้ำมันส่งออก!! เหลือสต็อกน้ำมันที่ยานบูแค่ 5-7 วัน โดรนโจมตีทำท่อสายหลักหยุดชะงัก เส้นทางนี้ลำเลียงน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังผลิตลดเหลือ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“เหลืออีกเพียง 5–7 วัน” ก่อนสต็อกน้ำมันสำหรับส่งออกของซาอุฯ ผ่านยานบูเริ่มหมด หาก East-West Pipeline ยังกลับมาเดินเครื่องไม่ได้

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 3 รายว่า หลังการโจมตีด้วยโดรนทำให้ท่อส่ง East-West Pipeline ต้องหยุดทำงาน ซาอุดีอาระเบียเหลือสต็อกน้ำมันที่ ยานบู (Yanbu) สำหรับรักษาระดับการส่งออกในปัจจุบันได้อีกเพียงประมาณ 5-7 วัน ขณะที่แหล่งข่าวประเมินระยะเวลาซ่อมแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลาถึง 5-6 สัปดาห์ ส่วนอีกรายมองว่าอาจซ่อมได้เร็วกว่านั้นและสามารถกลับมาสูบน้ำมันบางส่วนได้ระหว่างการซ่อม

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เส้นทางนี้กลายเป็น ทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ โดยลำเลียงน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลก ไปยังชายฝั่งทะเลแดง หากระบบไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ก่อนสต็อกที่มีอยู่ลดลง ปริมาณน้ำมันส่วนนี้จึงเสี่ยงหายออกจากตลาด

สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เพราะซาอุฯ รายงานต่อ OPEC ว่า กำลังผลิตน้ำมันของประเทศลดจาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในปีนี้จะลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 6%

ที่มา: Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1399828442305512/?rdid=oo3HDQO7NcH1yNSi#

ผู้ว่าฯ โอกินาวาคนใหม่หนุนแผนฐานทัพสหรัฐฯ ดันรัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าโครงการเฮโนโกะ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ ลดความตึงเครียดเกาะติดจีน เศรษฐกิจถูกยกเป็นประเด็นหลัก

สะดวกโยธิน! โอกินาวา ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ

นาฮา ประเทศญี่ปุ่น (14 ก.ย.) - เก็นตะ โคจา ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกในรอบ 12 ปีที่เปิดทางแผนการย้ายฐานทัพของสหรัฐฯ

ชัยชนะของโคจาเหนือเดนนี ทามากิ ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ซึ่งคัดค้านการย้ายฐานทัพอากาศนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฟูเทนมะ ในกินาวัน ไปยังพื้นที่ชายฝั่งเฮโนโกะในนาโกะ จังหวัดโอกินาวา จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลของทาคาอิจิเดินหน้าโครงการที่เป็นข้อถกเถียงนี้ต่อไป

แตกต่างจากในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ประเด็นการย้ายฐานทัพถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อเทียบกับประเด็นทางเศรษฐกิจ และด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาลกลางตลอดปีที่ผ่านมา และแทบไม่มีมาตรการใดๆ เหลืออยู่สำหรับโอกินาวาที่จะขัดขวางการย้ายฐานทัพ การก่อสร้างฐานทัพทดแทนจึงยังคงดำเนินต่อไป

"ผมจะเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาระในการรองรับฐานทัพสหรัฐฯ" โคจา วัย 42 ปี อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองนาฮาและข้าราชการรัฐบาลกลาง กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อที่สำนักงานหาเสียงของเขาในนาฮา
โคจาให้คำมั่นว่าจะขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าเมื่อใดที่ดินฟูเทนมะจะถูกส่งคืนให้กับเมืองกินาวันหลังจากการย้ายสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2036

เขาจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่เกิดหลังปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่เกาะนี้กลับคืนสู่ญี่ปุ่น หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945
นอกจากนี้ โคจายังเป็นผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) นับตั้งแต่ปี 2010

ทามากิ วัย 66 ปี คัดค้านแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันตลอดสองวาระสี่ปีของเขา และเรียกร้องให้ย้ายฐานทัพออกไปนอกจังหวัด ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ที่ใช้โดยกองกำลังสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น

“นี่คือทางเลือกที่ประชาชนในโอกินาวาได้ตัดสินใจแล้ว” ทามากิกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ของเขา ขณะที่เขาปกป้องจุดยืนในการคัดค้านการย้ายฐานทัพ
ผลสำรวจหลังการลงคะแนนของสำนักข่าวเกียวโดแสดงให้เห็นว่า มีเพียง 20.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในขณะที่ 49.5 เปอร์เซ็นต์เลือกเศรษฐกิจในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการย้ายฐานทัพฟูเทนมะ

อัตราการออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ 61.57 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น 3.65 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2022

ชุนอิจิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กล่าวกับผู้สื่อข่าวในโตเกียวว่า ชัยชนะของโคจาจะ "เสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล" พร้อมเสริมว่าพรรคจะ "สนับสนุน" รัฐบาลจังหวัดภายใต้การนำของโคจา

การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีผู้สมัคร 6 คนนี้ เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ทาคาอิจิ ประธานพรรค LDP ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูงนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการ "ทดสอบ" ความแข็งแกร่งของรัฐบาลของเธอ
การย้ายฐานทัพฟูเทนมะเป็นไปตามข้อตกลงปี 1996 ระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อขจัดอันตรายที่ฐานทัพที่พลุกพล่านก่อให้เกิดต่อพื้นที่โดยรอบ

ประวัติศาสตร์ของเกาะ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เสียงรบกวน และสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายคนในจังหวัดคัดค้านการย้ายฐานทัพ ซึ่งสถานการณ์นี้ยังคงอยู่แม้ว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของโอกินาวาจะเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับจีน

ระหว่างการหาเสียง โคจาเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเขาที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของจังหวัดให้เป็นสองเท่า ซึ่งต่ำที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
โคจาได้กล่าวว่าเขาจะมุ่งมั่นที่จะขออนุมัติงบประมาณที่มากขึ้นสำหรับการพัฒนาโอกินาวาจากรัฐบาลกลาง หลังจากที่งบประมาณลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต่อต้านการย้ายฐานทัพได้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น

นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาล LDP และพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นแล้ว โคจายังได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พรรคอนุรักษ์นิยมสุดโต่งซันเซโตะ และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรมายาวนานของ LDP

แม้จะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากพรรคการเมืองใดๆ แต่ทามากิ อดีตผู้ว่าฯ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านการย้ายฐานทัพที่ชื่อว่า "ออลโอกินาวา" ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นและพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น

โตเกียวและวอชิงตันยืนยันว่าแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันเป็น "ทางออกเดียว" ที่รับประกันได้ทั้งการป้องปรามภายใต้พันธมิตรด้านความมั่นคงทวิภาคี และการขจัดอันตรายที่เกิดจากฐานทัพในปัจจุบัน
โอกินาวาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ไต้หวัน ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจีนมองว่าเกาะประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน ขณะที่ญี่ปุ่นได้เสริมกำลังป้องกันประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในหมู่เกาะห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดโอกินาวา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685855823546888&id=100063674585845&rdid=eHJja5CjdfZLSZY1#

จีน–อินเดีย เร่งฟื้นกลไกสัมพันธ์!! พบปะนอกรอบ BRICS จีน-อินเดีย ชี้ต้องเป็นหุ้นส่วน เน้นพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

"สี จิ้นผิง-โมดี" ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก เห็นพ้องจีน-อินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

วันนี้ (13 ก.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย. 69) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งพบปะหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 18 ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาและบรรลุฉันทามติสำคัญว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

สี จิ้นผิงกล่าวว่าจีนพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และการพบปะกับโมดีสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีจากจุดเริ่มต้นใหม่สู่การพัฒนาอันดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเชิงองค์กรระหว่างสองประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา ความร่วมมือด้านต่าง ๆ เติบโตต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จีน และอินเดียแม้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอาศัยจุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนกันและกัน ช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และแสวงหาการพัฒนาร่วมกันได้ โดยจีนและอินเดียที่เป็นสองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ควรแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ปั่นป่วน

ทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงอนาคตของมนุษยชาติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของความร่วมมือบริกส์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และมีส่วนส่งเสริมพลังงานเชิงบวกสู่สันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลกมากขึ้น

สี จิ้นผิง เน้นย้ำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นกลางและสมเหตุสมผลในการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยจีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ทั้งสองประเทศมอบโอกาสการพัฒนาแก่กันมากกว่าสร้างภัยคุกคามต่อกัน สิ่งนี้เป็นดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ตามระยะการพัฒนาของสองประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

จีนและอินเดียควรช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นตัวหารร่วมกันที่สำคัญที่สุด เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่กัน ขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เที่ยวบินตรง และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนความสัมพันธ์ทวิภาคีจากภาคประชาชน

นอกจากนั้นจีนและอินเดียควรรักษาสมดุลและแก้ไขข้อกังวลทางเศรษฐกิจและการค้าของอีกฝ่าย ส่งเสริมการพัฒนาอันมีเสถียรภาพดีของสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ใช้ภูมิปัญญาทางการเมืองของการเคารพและเข้าใจกันและกันในการก้าวผ่านอุปสรรค และสร้างความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นชายแดนด้วยการสนับสนุนกันและกัน

ทั้งนี้ จีน และอินเดียควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีเพื่อประโยชน์ของโลก ควรสนับสนุนอีกฝ่ายในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศบริกส์ เสริมสร้างการประสานงานภายในกลไกพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มจี20 ยืนเคียงข้างกันในการรับมือความท้าทายระดับโลก และสนับสนุนความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง

ด้านโมดีกล่าวว่าอินเดียพร้อมรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมความร่วมมืออันเป็นประโยชน์แก่กัน และยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น

อินเดียมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และยินดีจะเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรูคู่แข่งกับจีน และยกให้การพัฒนาของอีกฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย โดยอินเดียและจีนควรทำงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสันติภาพและความสุขสงบในพื้นที่ชายแดน

อินเดียขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนอินเดียในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ และอินเดียจะสนับสนุนจีนอย่างเต็มกำลังในการเป็นประธานบริกส์ในปี 2570 โดยอินเดียพร้อมประสานงานและร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศโลกใต้ ส่งเสริมโลกหลายขั้วยิ่งขึ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังเพื่อเสถียรภาพและความก้าวหน้าในโลกที่วุ่นวาย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685009123631558&id=100063674585845&rdid=obJ1VYfqq4SyQCKv#

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#

“รัสเซีย” อ้างถล่มเป้าหมายโลจิสติกส์ “ยูเครน”!! โจมตีโครงสร้างทางรถไฟตะวันตก เป้าหมายหลักขนส่งยุทโธปกรณ์ กองทัพเผยโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ ส่งผลกระทบท่าเรือและสถานีไฟฟ้า

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันอาทิตย์

แถลงการณ์ระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”

เป้าหมายอื่นที่ถูกโจมตี ได้แก่
-เรือขนส่งทางทะเลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ในท่าเรือโอเดสซา
-ศูนย์โลจิสติกส์ Novaya Pochta ในภูมิภาคโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บและกระจายสิ่งของให้กองทัพยูเครน
-สถานีไฟฟ้าย่อย Novaya และ Usatovo ซึ่งใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซาและนิโคลาเยฟ
-ศูนย์โลจิสติกส์ Palma, Raben-Ukraine และ Odessa-22 ในเมืองโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร

ที่มา : Sputnik

ฮูตีรุกยึดชายฝั่งทะเลแดง–เมืองโมคา!! เขย่าช่องแคบบับอัลมันเดบ ท่ามกลางศึกกองกำลังเยเมนหลายฝ่าย ดำเนินการโดยกองกำลังคุดส์จากอิหร่าน ปะทะรุนแรงที่เอเดนระหว่างฝ่ายรัฐบาล

กลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) ได้ยึดครองชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมดและเกาะหลายแห่งในทะเลแดงจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในช่วงเวลาสั้นๆ

การรุกคืบนี้ทำให้กลุ่มอันซารุลลาห์มีอำนาจควบคุมทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบมากขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปฏิบัติการนี้ได้รับการวางแผนโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังคุดส์ของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน โดยกลุ่มอันซารุลลาห์ดำเนินการตามคำแนะนำจากอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวกรองและอุปกรณ์แก่กลุ่มอันซารุลลาห์ และสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธและเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกลุ่มนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว RT เผยแพร่วิดีโอการปะทะอย่างดุเดือดบริเวณชานเมืองเอเดน ระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังรัฐบาลเยเมนถอนกำลังออกจากเมืองโมคา ภายหลังเมืองดังกล่าวถูกกลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) เข้ายึดครอง ก่อนจะเกิดการปะทะกับกองกำลังฝ่ายที่ UAE สนับสนุนบริเวณชานเมืองเอเดน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1397196609235362/?rdid=LrUDM2MPKDMuxYWH#

ผ่านไป 4 ปี จาก “ยูเครนจะชนะ” สู่ “ยูเครนกำลังแพ้”!! 'เดวิด เพเทรอุส' ทำนายผิด ปี 2022 ยูเครนจะชนะสงคราม ปี 2026 ยูเครนกำลังแพ้สงคราม สะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปแค่ 4 ปี...
ปี 2022 เดวิด เพเทรอุส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA และอดีตนายพล 4 ดาวของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ The Spectator พร้อมพาดหัวตัวโตว่า

“Ukraine will win the war” - “ยูเครนจะชนะสงคราม”
พร้อมทิ้งประโยคเด็ดว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ”

ปี 2026 The Spectator พาดหัวใหม่ว่า...
“Ukraine is losing the war” - “ยูเครนกำลังแพ้สงคราม”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/839215275884447/?rdid=aRJQ5KqUDNq8EgKM#

ไพ่ใบที่ 3 ข้อนี้กัมพูชาเสียเปรียบไทยแต่ยืนระยะสู้ได้

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ใบที่ 2 กัมพูชาคิดว่าตัวเองเหนือไทยในเวทีสหประชาชาติ

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ 3 ใบในมือ ฮุน เซน ที่กัมพูชาคิดว่าถือไพ่เหนือกว่าไทย จึงฮึกเหิมและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างเห็นได้ชัด

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

จีนเตรียมปรับกฎทรัพย์สินทางปัญญา!! ตั้งเป้าพัฒนา AI บล็อกเชน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ยกระดับความร่วมมือสากล ลิขสิทธิ์โตทั่วโลกเพิ่มรายได้

จีนเตรียมปรับกฎคุ้มครอง 'ทรัพย์สินทางปัญญา' รับยุค AI-เศรษฐกิจดิจิทัล

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- จีนเตรียมปรับปรุงกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัลกอริธึม และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ เช่น บล็อกเชน บิ๊กดาต้า และการประมวลผลคลาวด์ เพื่อปรับปรุงระบบลิขสิทธิ์ของเศรษฐกิจดิจิทัลให้ทันสมัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ว่าด้วยการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของจีน โดยมุ่งกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงปี 2026-2030

ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ นิยายออนไลน์ และวิดีโอเกมของจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในต่างประเทศช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยรายได้จากเกมที่จีนพัฒนาเองในตลาดต่างประเทศทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ขณะที่วรรณกรรมออนไลน์ของจีนเข้าถึงผู้อ่านหลายร้อยล้านคนในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค จีนจึงมีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองลิขสิทธิ์และกฎระเบียบการทำธุรกรรมทั้งในด้านการเผยแพร่ทางออนไลน์ บริการภาพและเสียงออนไลน์ และวรรณกรรมและศิลปะออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนั้น ทางการจะปรับปรุงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทและควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างฐานข้อมูลกรณีข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน
แผนดังกล่าวระบุว่าจีนจะยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และกลไกพหุภาคีอื่นๆ เพิ่มการหารือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานสากลด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสาขาเกิดใหม่

แผนข้างต้นยังมุ่งปั้นจีนสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านทรัพย์สินทางปัญญาภายในปี 2030 ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกภายในปี 2035 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นร้อยละ 7.53 ภายในปี 2030 พร้อมเรียกร้องให้ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ที่มีคุณภาพสูง ยกระดับการแปลงและนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมผลงานในระดับนานาชาติเพื่อผลักดันผลงานของจีนสู่ผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

พันธมิตรฝรั่ง ออกอาการรังเกียจอิสราเอล! แรง!! 12 ชาติรวมอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เตรียมใช้มาตรการจำกัดสินค้า นิคมในเวสต์แบงก์ถูกตัดสิทธิ์ เตือนทำลายความหวังสองรัฐ

12 ชาติตะวันตก รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เตรียมจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ หลังสถานการณ์ความรุนแรงจากนโยบายการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมในวันนี้ ประกาศเตรียมใช้หรือสนับสนุนมาตรการจำกัดการค้าสินค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งทั้ง 12 ประเทศระบุว่าเป็นนิคมที่ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อ ห้ามการค้าสินค้าจากนิคมเหล่านี้

ทั้ง 12 ประเทศยังเตือนอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสของแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1395042532784103/?rdid=BOdh3qrw22sKRNyj#

รัฐบาลสิงคโปร์ไฟเขียวปรับเงินเดือนนักการเมือง!! รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ขณะที่ ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ โครงสร้างเงินเดือนใหม่ยืดหยุ่นตามผลงานและความรับผิดชอบ หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เริ่ม 15 ต.ค. หลังตรึงค่าตอบแทนนาน 15 ปี

สิงคโปร์ปรับค่าตอบแทนนักการเมือง หลังคงระดับเดิม 15 ปี รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ทบทวนค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยค่าตอบแทนใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป หลังจากระดับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาถึงผลการทบทวนดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 แต่รัฐบาลจะไม่ปรับค่าตอบแทนของรัฐมนตรีขึ้นไปถึงระดับใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว

คณะกรรมการเสนอให้ปรับ เกณฑ์อ้างอิงค่าตอบแทนรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของรัฐมนตรี จากปัจจุบันปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ MR4 อ้างอิงจากค่ามัธยฐานรายได้ต่อปีของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน และนำมาหักส่วนลด 40% เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของการเข้ามารับใช้สาธารณะ รัฐบาลเห็นชอบให้คงหลักการดังกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม นายหว่องย้ำว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1.1 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ทันที

รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบครั้งเดียว สูงสุดไม่เกิน 9% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม โดยจำนวนที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล รวมถึงผลงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีระดับ MR4 ที่ได้รับค่าตอบแทนอ้างอิงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็ม 9% จะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

หลังจากการปรับครั้งนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อผลักค่าตอบแทนของรัฐมนตรีให้ขึ้นไปถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านดอลลาร์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับผลงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

นายหว่องคาดว่า เมื่อถึงช่วงสิ้นสุดวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 น่าจะมีค่าตอบแทนอยู่บริเวณช่วงล่างของโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

ดังนั้น เกณฑ์ MR4 ใหม่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จึง ไม่ใช่เป้าหมายเงินเดือนที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในอนาคต แต่รัฐมนตรีสามารถได้รับค่าตอบแทนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวภายในช่วงที่กำหนด ตามผลงานและความรับผิดชอบ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างระดับรัฐมนตรี จากเดิมที่แบ่งออกเป็น MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยจะรวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้เหลือระดับรัฐมนตรี 3 ระดับ พร้อมขยายช่วงค่าตอบแทนของแต่ละระดับให้อยู่ระหว่าง 75% ถึง 125% ของเงินเดือนอ้างอิงของระดับนั้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดค่าตอบแทนตามประสบการณ์ ผลงานและความรับผิดชอบ รวมทั้งสามารถรองรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงจากภายนอกรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่เดิมได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนรายเดือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ MPs จะเพิ่มขึ้นจาก 13,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เช่นเดียวกัน รวมถึงจะมีการปรับค่าตอบแทนของประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภาตามโครงสร้างใหม่

นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะไม่กำหนดค่าตอบแทน ส.ส.ให้เป็นเพียงค่าตอบแทนเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากสมาชิกสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งในรัฐสภาและในเขตเลือกตั้ง

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้ที่สองเท่าของเกณฑ์ MR4 โดยนายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะ บริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการปรับครั้งนี้ให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นปฏิบัติตาม

นายหว่องอธิบายว่า ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี แม้ในช่วงเวลาเดียวกันค่าตอบแทนในภาคเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการจะมีการปรับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอให้ปรับค่าตอบแทนในปี 2017 แต่ตัดสินใจยังไม่ดำเนินการ และการทบทวนที่กำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า ประเด็นค่าตอบแทนทางการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เนื่องจากจำนวนเงินสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของสิงคโปร์ในการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถให้เข้ามารับผิดชอบทางการเมืองและเป็นผู้นำประเทศในอนาคตด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายของโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ คือการรักษาความสามารถในการดึงดูดบุคคลที่มีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ โดยยังคงหลักการที่ให้ค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่มีส่วนลดเพื่อสะท้อนถึงการเข้ามารับใช้สาธารณะ และไม่มีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนแอบแฝงนอกเหนือจากโครงสร้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา: Prime Minister’s Office Singapore (PMO), 8 September 2026

ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด

“ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด และอีกฝ่ายชนะเด็ดขาด แต่อยู่ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างพยายามบีบให้อีกฝ่ายถอย

อิหร่านแม้ยังยืนหยัดได้ มีแรงหนุนจากจีน รัสเซีย และกรอบ SCO แต่แรงกดดันจากการคว่ำบาตร การโจมตีทางทหาร ค่าเงินที่อ่อนลง และความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน ทำให้อิหร่านต้องส่งสัญญาณเจรจาเพื่อซื้อเวลาและลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ

ขณะที่สหรัฐฯ เอง แม้มีอำนาจทางทหารเหนือกว่า แต่ก็ยังไม่อาจประกาศชัยชนะได้ เพราะอิหร่านฟื้นตัวทางทหารเร็วกว่าเดิม มีศักยภาพโจมตีกลับ และได้รับแรงหนุนจากหลายประเทศ การโจมตีระลอกใหม่จึงไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือความพยายามตัดขีดความสามารถของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะกลับมาตั้งหลักได้เต็มที่

ดังนั้น เกมนี้จึงเป็นสงครามสองชั้น คือ ยิงกันในสนามรบ และคว่ำบาตรกันในสนามเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการบีบให้อิหร่านอ่อนแรงก่อนเจรจา ส่วนอิหร่านต้องการยืนให้นานพอจนต้นทุนของสหรัฐฯ สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ความไม่พอใจของประชาชน และความเสี่ยงต่อพันธมิตรในตะวันออกกลาง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครชนะแล้ว แต่คือใครจะทนต้นทุนได้นานกว่ากัน เพราะในสงครามยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดแค่จำนวนฐานทัพที่ถูกทำลาย แต่วัดจากความสามารถในการยืนระยะทางเศรษฐกิจ การเมือง พลังงาน และพันธมิตรระหว่างประเทศ


ดร ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์จุ ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29372871532300222/?rdid=ZeX222zma1CTH3Oc#

กระแส Boycott Adidas เดือด!! อาดิดาส (Adidas) ยอมออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังเผชิญกระแสต่อต้านและเรียกร้องคว่ำบาตร จากการนำอดีตทหารอิสราเอล ที่สูญเสียขามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญสำหรับผู้พิการ

เรื่องเริ่มต้นจากแคมเปญ "Single Shoe" ของอาดิดาสในอิสราเอล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการหรือผู้สูญเสียขาสามารถซื้อรองเท้าเพียงข้างเดียว โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกนำมาใช้ประชาสัมพันธ์คือ ชาเลฟ บิตอน (Shalev Biton) อดีตทหารอิสราเอล ซึ่งต้องตัดขาซ้ายหลังได้รับบาดเจ็บระหว่างรับราชการทหารในช่วงความขัดแย้งกับกาซาเมื่อปี 2021 โดยบิตอนเป็นหนึ่งในนักกีฬาพิการที่ปรากฏบนโปสเตอร์ตามร้านอาดิดาสในอิสราเอล

แต่การเลือกอดีตทหารอิสราเอลมาเป็นตัวแทนของแคมเปญเกี่ยวกับผู้สูญเสียอวัยวะ จุดกระแสต่อต้านจาก นักเคลื่อนไหวและกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ ซึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับชาวปาเลสไตน์หลายพันคนที่ต้องสูญเสียแขนขาจากสงครามในกาซา จนนำไปสู่การรณรงค์คว่ำบาตรอาดิดาสบนโลกออนไลน์

หนึ่งในบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวคือ ฮาเวียร์ บาร์เดม (Javier Bardem) นักแสดงชาวสเปน ซึ่งแชร์ข้อความและภาพผ่าน Instagram Stories เรียกร้องให้ผู้ติดตาม “Boycott Adidas” หรือคว่ำบาตรอาดิดาส นอกจากนี้ยังมี ซูซาน อาบุลฮาวา (Susan Abulhawa) นักเขียนชาวปาเลสไตน์-อเมริกัน, ฟาติมา บุตโต (Fatima Bhutto) นักเขียนชาวปากีสถาน รวมถึงนักเคลื่อนไหวและผู้สนับสนุนปาเลสไตน์จำนวนมากที่ร่วมเรียกร้องคว่ำบาตรบริษัท

กระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นทำให้สำนักงานใหญ่ของอาดิดาสออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่า บริษัทรับทราบว่าภาพที่ใช้ในกิจกรรมของทีมงานท้องถิ่นก่อให้เกิดความกังวลและปฏิกิริยาอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความขุ่นเคือง และขออภัยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังชี้แจงว่าโปสเตอร์ดังกล่าวเป็นการประชาสัมพันธ์ของทีมงานในอิสราเอล ไม่ใช่แคมเปญโฆษณาระดับโลกของบริษัท

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1394285962859760/?rdid=xkNKLEB92Lo54rL6#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top