Thursday, 3 April 2025
WORLD

นายอำเภออินโดนีเซีย ลั่นขอบริจาคเงินเดือนทั้งหมดช่วยผู้ยากไร้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม

(7 มี.ค.68) ฟาห์มี มูฮัมหมัด ฮานิฟ (Fahmi Muhammad Hanif) นายอำเภอเมืองปูร์บาลิงงา ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดจาการ์ตา ของประเทศอินโดนีเซีย ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะบริจาคเงินเดือนทั้งหมดของตนเองให้กับผู้ยากไร้ และองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม

โดยในการประกาศที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฟาห์มี ระบุว่า “การช่วยเหลือสังคมและแบ่งปันสิ่งที่เรามีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต” เขาเชื่อว่าเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนนั้นสามารถนำไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือมากกว่าแค่การเก็บสะสมไว้เป็นของตัวเอง

การบริจาคเงินเดือนทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีเป้าหมายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในสภาพยากจน โดยเขามุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในการร่วมแบ่งปันพร้อมเข้ามาช่วยเหลือสังคม

ฟาห์มียังเสริมว่า “การเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในสังคม คือการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมอย่างจริงจัง” โดยเขาได้กำหนดให้โครงการการกุศลนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในชุมชนและประเทศ

ทั้งนี้ บริจาคเงินเดือนทั้งหมดของฟาห์มี มูฮัมหมัด ฮานิฟ ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก ทั้งจากสาธารณชนและคนในวงการต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ใส่ใจต่อความยากจนและสังคม

‘หวัง อี้’ ตอกกลับสหรัฐฯ เรื่องภาษี-นโยบายกดดัน คิดให้ดีก่อนใช้โทสะตอบแทนไมตรี

(7 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 3 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ชุดที่ 14 เกี่ยวกับกรณีสหรัฐฯ กำหนดการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้าจีน โดยใช้ประเด็นเฟนทานิลเป็นข้ออ้าง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศกำหนดการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้าจีนหลายรายการ โดยอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเฟนทานิล (Fentanyl) ในประเทศ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนที่ใช้ในการผลิตยาเฟนทานิลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของปัญหายาเสพติดในประเทศ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจึงถูกมองว่าเป็นวิธีหนึ่งในการลดปริมาณการนำเข้าและควบคุมการแพร่ระบาดของยาเสพติดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลจีน ซึ่งมองว่าการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการค้าผ่านประเด็นยาเสพติดอาจไม่เป็นธรรม จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนมาตรการดังกล่าวและหันมาใช้วิธีการที่สร้างสรรค์และร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

หวัง อี้ เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ควรพิจารณาการกระทำของตนเองและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขายังเรียกร้องให้สหรัฐฯ แสดงความเคารพต่อความร่วมมือ และความพยายามของจีนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศแผนการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้า ซึ่งจีนได้แสดงความไม่พอใจและคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อคำขู่ดังกล่าว โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ควรใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า

ทั้งนี้ หวัง อี้ สรุปว่าความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาระดับโลก และการตอบสนองด้วยมาตรการที่ไม่เป็นธรรมจะไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด

เกาหลีใต้ อัดฉีด 34,000 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมชิปและยานยนต์สู่ระดับโลก

(7 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศจัดตั้งกองทุนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสองภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกรัฐมนตรีฮัน ด็อกซู เปิดเผยว่า กองทุนนี้จะใช้เพื่อ กระตุ้นการลงทุน วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะในภาคเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากจีนและสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมชิป รวมถึงแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันให้ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ เพิ่มการลงทุน และขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึง การพัฒนาระบบซัพพลายเชน และการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเกาหลีใต้ในการรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในเวทีโลก

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง 'สแตนฟอร์ดจีน' กับบทบาทผู้พลิกโฉมวงการ AI ผ่าน DeepSeek

(6 มี.ค. 68) The Economist รายงานว่า สื่อต่างประเทศกำลังพุ่งไปที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก หลังจากเป็นจุดกำเนิดของ DeepSeek บริษัท AI จากจีนที่กำลังท้าทายมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 ที่มีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google

ด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'สแตนฟอร์ดแห่งจีน' โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Silicon Valley และสร้างสรรค์บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Apple, Tesla และ NVIDIA

เป็นที่มาที่ทำให้มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงถูกยกย่อง เนื่องจากนักวิจัยและศิษย์เก่าของที่นี่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือ เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยี 

บริษัทนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลังจากเปิดตัวโมเดล AI ชื่อ R1 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดย โมเดล R1 ของ DeepSeek มีความสามารถในการให้เหตุผลที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI โดยใช้ต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำกว่าอย่างมาก โมเดลนี้ใช้ชิป Nvidia H800 ประมาณ 2,000 ตัว คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างมาก

ความสำเร็จของ DeepSeek สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถสูงในด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกภายในปี 2027 โดยใช้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นต้นแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้เปิดหลักสูตรเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง รวมถึงเรียนรู้แนวคิดขั้นสูง เช่น Machine Learning, Deep Learning และ Natural Language Processing (NLP) สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล

จีนกำลังผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดย DeepSeek ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่าง

ความสำเร็จของ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ วิลเลียม เคอร์บี้ (William Kirby) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Harvard Business School ได้กล่าวถึงการเติบโตของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เขาชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเช่นเจ้อเจียง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแวดวงการศึกษาระดับโลก

รมว.สหรัฐฯ ประกาศพร้อมทำศึก หลังจีนกร้าวขอสู้กับ US ในสงครามทุกรูปแบบ

(6 มี.ค. 68) สำนักข่าว นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า นายพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ในวันพุธ (5 มี.ค.) ว่าพร้อมที่จะทำสงครามกับจีน

“เราอยู่ในโลกที่อันตราย เต็มไปด้วยบรรดาประเทศที่มีพลังอำนาจและอิทธิพล ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันอย่างมาก พวกเขาเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย พวกเขาต้องการแทนที่สหรัฐฯ” พีท เฮกเซธ กล่าว 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาใหม่ 25% และเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 20%

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดาประกาศตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาในอัตรา 25% โดยจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าทางวอชิงตันจะยกเลิกข้อจำกัดต่อแคนาดา

จีนยังประกาศการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 10-15% สำหรับสินค้าจากสหรัฐฯ บางชนิด เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมเป็นต้นไป

นอกจากนี้ สถานทูตจีนประจำสหรัฐฯ ยังได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยวอชิงตันตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 20% ส่งผลให้ปักกิ่งตอบโต้อย่างรุนแรง

โดยก่อนหน้านี้ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมากล่าวในงานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 ว่า “หากสงครามคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ จะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามประเภทอื่นๆ จีนพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด”

‘ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุนฯ’ ยกดีล มาเลเซีย – ARM สุดคุ้ม หลังอัดฉีดเงินลงทุน 250 ล้านเหรียญ หนุนสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และกรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด โพสต์เฟซบุ๊ก Nat Luengnaruemitchai ว่า มาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับดีลของมาเลเซียกับ ARM ให้ฟังกันสั้นๆ 

ก่อนอื่นเลย มาเลเซียเนี่ยเค้าไม่ได้เพิ่งเริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจชิปนะครับ 

ในปี 1972 Intel ได้เปิดโรงงานชิปแห่งแรกในเมืองปีนัง มีการจ้างพนักงานกว่าพันคน และภายในปี 1975 โรงงานแห่งนี้มีกำลังผลิตส่งให้กับ Intel มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

หลังจากนั้น AMD, Hitachi และ HP รวมถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ รวมๆ แล้วมากถึง 14 บริษัทก็ได้มาเปิดโรงงานในมาเลเซีย เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียมองการณ์ไกล และให้เปิดการค้าเสรี ทำให้การส่งออกนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการยกเว้นภาษี 

และในปี 2023 ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อีกรายได้ลงทุนกว่าห้าพันล้านเหรียญสหรัฐในการขยายโรงงานผลิตชิปในเมือง Kulim 

ส่วน Foxconn ก็ประกาศจะสร้างโรงงานผลิตชิปด้วยเช่นกัน

ในขณะนี้ มาเลเซียมีกำลังการผลิตชิปรวมกัน 13% ของโลกเลยทีเดียว

ดังนั้น การตกรถไฟของไทยไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยแต่อย่างไร เราตกมานานแล้ว และจะตกต่อไปด้วย

แต่สำหรับการบรรลุข้อตกลงกับ Arm Holdings ในครั้งนี้ ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะทางมาเลเซีย เซ็นสัญญากับ Arm Holdings ในสามเรื่องด้วยกัน 

1. ตกลงให้มีการอบรมวิศวกร 10,000 ในเรื่องของการออกแบบวงจร
2. บริษัทบางส่วนในมาเลเซียจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีของ Arm ซึ่งมีทั้งหมด 7 ส่วนด้วยกัน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะทำให้เกิดรายได้จากบริษัทเหล่านี้ 1.5 - 2 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
3. ตกลงที่จะให้ Arm Holdings เปิดสำนักงานสาขาในมาเลเซีย เป็นแห่งแรกในอาเซียน

ซึ่งทั้งหมดนี้ น่าจะคุ้มสุดคุ้ม เมื่อเทียบกับเงินที่รัฐบาลมาเลเซียตกลงที่จะจ่ายให้กับ Arm Holdings ในระยะเวลา 10 ปี ที่ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปูติน ยกย่องการขยายความสัมพันธ์กับ ‘เมียนมา’ ขอบคุณที่มอบช้าง 6 เชือก เตรียมช่วยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(6 มี.ค. 68) วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ชื่นชมความสัมพันธ์ที่ขยายใหญ่ขึ้นกับเมียนมา ซึ่งเป็นพันธมิตรในการเจรจากับหัวหน้าคณะทหารในวันอังคารที่ผ่านมา และขอบคุณเมียนมาที่มอบช้าง 6 เชือกให้กับมอสโก

ก่อนหน้านี้ รัสเซียส่งมอบเครื่องบินรบ 6 ลำให้กับเมียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 'การทูตช้าง' (Elephant Diplomacy) ระหว่างสองรัฐบาล ท่ามกลางการโดดเดี่ยวจากโลกตะวันตก หลังจากที่กองทัพเมียนมาทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนาง ออง ซาน ซู จี ในปี 2021 จนนำไปสู่การลุกฮือของฝ่ายต่อต้าน และเกิดสงครามกลางเมือง

“ปีนี้ เราเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การลงนามปฏิญญาเกี่ยวกับรากฐานมิตรภาพระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ปูติน กล่าวกับพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย นายกรัฐมนตรีเมียนมา ในการประชุมที่เครมลิน

ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในเมียนมา โดย บริษัท โรซาตอม (Rosatom) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐของรัสเซีย กล่าวว่า โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ และมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 3 เท่า

นอกจากนี้ ปูตินยังประกาศว่าหน่วยทหารจากเมียนมาจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารที่กรุงมอสโกในวันที่ 9 พฤษภาคม นี้ ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 80 ปี แห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเขากล่าวว่า มิน ออง หล่าย จะเข้าร่วมขบวนพาเหรดนี้ เช่นเดียวกับจีน

สหรัฐฯ หยุดแบ่งปันข่าวกรอง ‘รัสเซีย’ ให้ ‘ยูเครน’ แต่ ‘ทรัมป์’ อาจหวนช่วยหากมีการเจรจาสันติภาพ

(6 มี.ค. 68) สำนักข่าว The Guardain รายงานว่า สหรัฐอเมริกาได้หยุดให้ข้อมูลข่าวกรองแก่ยูเครน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์สั่งระงับการช่วยเหลือทางทหารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และนี่ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อยูเครนในสงครามกับรัสเซีย 

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ให้ข้อมูลเป้าหมายภายในรัสเซียอีกต่อไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการโจมตีด้วยโดรนระยะไกล รวมถึงการติดตามเครื่องบินทิ้งระเบิด และขีปนาวุธของรัสเซีย

มีรายงานขัดแย้งกันว่า การระงับนี้รวมถึงข้อมูลการเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียในพื้นที่ยึดครองของยูเครนหรือไม่ แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า สหรัฐฯ 'หยุดให้ข้อมูลข่าวกรองโดยสิ้นเชิง' ซึ่งส่งผล 'ร้ายแรง' ต่อความสามารถในการสู้รบกับรัสเซีย

ไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวว่า ทรัมป์อาจพิจารณากลับมาให้การช่วยเหลือ หากมีการเจรจาสันติภาพและมาตรการสร้างความเชื่อมั่นกับรัสเซีย

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวเมื่อวันพุธว่า มีความเคลื่อนไหวในเชิงบวกกับสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีผลลัพธ์ในการเจรจาเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขาพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หลังจากการพบกับทรัมป์ และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยทรัมป์ตำหนิเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณะว่าไม่ต้องการข้อตกลงกับรัสเซีย ซึ่งต่อมา เซเลนสกีได้ส่งจดหมายขอโทษและแสดงความพร้อมในการเจรจา

ทรัมป์กล่าวถึงจดหมายดังกล่าวในการปราศรัยต่อสภาคองเกรสว่าเป็นสิ่งสำคัญ และยังเผยว่าสหรัฐฯ ได้รับสัญญาณบวกจากรัสเซียว่าพร้อมเจรจาสันติภาพ

นักวิเคราะห์ในยูเครนมองว่าข้อตกลงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากทำเนียบขาวยังไม่เรียกร้องเงื่อนไขใด ๆ จากรัสเซีย และดูเหมือนจะพร้อมยอมรับข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครนยอมสละดินแดน ลดขนาดกองทัพ และเป็นกลางภายใต้รัฐบาลใหม่ ซึ่งการยอมอ่อนข้อจะไม่ได้ผล พร้อมกับมองว่าสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนข้างไปสนับสนุนเครมลินแล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย เครมลินได้เพิ่มการโจมตีโครงข่ายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนยูเครน ส่งโดรนถึง 267 ลำในวันครบรอบ 3 ปีของการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อเดือนที่แล้ว และอีก 181 ลำพร้อมขีปนาวุธเมื่อวันพุธ ทำให้ชายวัย 73 ปีเสียชีวิตในภูมิภาคโอเดสซา และบ้านเรือนเสียหาย 20 หลัง

จับตาชาติตะวันตกปักธงเอเชียกลาง หวังลดบทบาทมอสโก ฮุบพลังงานเป็นของตัวเอง

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า ภูมิภาคเอเชียกลางเอเชียกลาง กลายเป็นหัวข้อการประชุมใน “วัลได ดิสคัสชั่น คลับ” (Valdai discussion club) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและบุคคลทางการเมืองมากกว่า 50 คนจากอินเดีย อิหร่าน คาซัคสถาน จีน คีร์กีซสถาน มองโกเลีย ปากีสถาน รัสเซีย ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน เข้าร่วม

อเล็กซานเดอร์ สเติร์นนิค (Alexander Sternik) ผู้อำนวยการแผนกที่สามของกลุ่มประเทศ CIS ของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย กล่าวในงานประชุมว่า “กลุ่มยูโร-แอตแลนติกได้เชื่อมโยงเอเชียกลางเข้ากับยุโรปตะวันตก ผ่านทางคอเคซัสใต้ เพื่อลดความสนใจของภูมิภาคเหล่านี้ในการร่วมมือกับรัสเซีย”

“สเตอนิกเน้นย้ำว่าชาติตะวันตกมีความสนใจในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน และศักยภาพในการขนส่งของประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง รวมถึงความใกล้ชิดกับอัฟกานิสถาน อิหร่าน รวมถึงจีน” 

ฟีโอดอร์ ลูเกียอานอฟ (Fyodor Lukyanov) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่วัลได ดิสคัสชั่น คลับ มีความคิดเห็นสนับสนุนความคิดของสเติร์นนิค โดยเขาระบุว่า “นักลงทุนจากภายนอก ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเอเชียกลาง จะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะฉีกส่วนต่างๆ ของภูมิภาคออกไป และใช้ประโยชน์จากส่วนเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” 

NATO ระส่ำ สหรัฐฯ เล็งถอนกำลัง-ตัดงบฯ ปล่อยชาติยุโรปรับภาระเอง นำไปสู่การล่มสลาย

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า อนาคตขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO อาจเข้าสู่จุดจบในไม่ช้า หลังจากอดีตผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองกำลัง NATO พลเรือเอก เจมส์ สตาฟริดิส (James Stavridis) ออกมาเตือนว่า จุดจบของ NATO อาจอยู่แค่ไม่กี่วันข้างหน้า

ขณะที่ คัม การ์ปองติเยร์ เดอ กูร์ดอง (Come Carpentier de Gourdon) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มจะใช้ยุทธศาสตร์ค่อยๆ ลดบทบาทใน NATO โดยไม่ถอนตัวในทันที แต่จะลดงบประมาณและดึงกำลังพลจากฐานทัพในยุโรปกลับประเทศ ปล่อยให้ชาติยุโรปต้องแบกรับต้นทุนป้องกันประเทศเอง

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่วอชิงตันจะกดดันชาติสมาชิก NATO ให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 5% ของ GDP ซึ่งอาจสร้างภาระหนักเกินรับไหว และนำไปสู่การล่มสลายของ NATO ในที่สุด

ด้าน ไมเคิล แชนนอน (Michael Shannon) คอลัมนิสต์จาก Newsmax แสดงความคิดเห็นว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา NATO ดำรงอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนหลัก ขณะที่ประเทศสมาชิกกลับไม่จ่ายส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม พร้อมระบุว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ สหรัฐฯ อาจลดบทบาทลงและปล่อยให้ยุโรปเผชิญชะตากรรมเอง ซึ่งจะทำให้ NATO ค่อยๆ สลายตัวลงราวกับลูกโป่งที่รั่ว

ผู้นำเบลารุส ขอยืนเคียงข้าง ทรัมป์ ซูฮกผลงานเข้าเป้า รับมือวิกฤตยูเครนได้ดี

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก (Alexander Lukashenko) ประธานาธิบดีเบลารุส ซึ่งถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซีย ได้ออกมากล่าวว่า รัสเซียและเบลารุสจะได้รับประโยชน์จากท่าทีของสหรัฐฯ ต่อประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป (EU)

ในการให้สัมภาษณ์กับมาริโอ นาฟัล (Mario Nawfal) นักจัดรายการบนแพลตฟอร์ม X โดยลูกาเชนโกแสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงชื่นชมแนวทางการจัดการสงครามยูเครนของเขา

“เพราะรัฐบาลชุดนี้ (ของทรัมป์) ทำให้ประเด็นการยุติสงครามกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน" ลูกาเชนโกกล่าว พร้อมเสริมว่า "มันเป็นผลดีต่อพวกเรา ที่เขา (ทรัมป์) ทำให้เซเลนสกีรู้ที่ทางของตัวเอง”

สงครามยูเครนทำให้ลูกาเชนโกได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียมากขึ้น โดยปูตินได้ใช้ดินแดนเบลารุสเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตียูเครน และยังส่งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีเข้าประจำการในเบลารุสด้วย

ลูกาเชนโกกล่าวว่าทรัมป์มีเป้าหมายเดียวคือยุติสงคราม ซึ่งเขามองว่าเป็นนโยบายที่ 'ยอดเยี่ยม'

“ผมพร้อมจะยืนเคียงข้างเขาและทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อยุติสงครามและทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น” ลูกาเชนโก กล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และ EU ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเบลารุสหลายระลอกจากกรณีปราบปรามผู้เห็นต่างและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายหลังการเลือกตั้งปี 2020 รวมถึงบทบาทของเบลารุสในการช่วยเหลือรัสเซียโจมตียูเครน

ลูกาเชนโกยังกล่าวอีกว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับ EU เป็นผลดีต่อเบลารุส “พูดตรงๆ มันเป็นผลประโยชน์ของผม และมันเป็นประโยชน์ต่อพวกเราที่สหรัฐฯ กับ EU มีความเห็นไม่ตรงกัน”

ผู้นำสหภาพยุโรป ขอร้อง ‘ฝรั่งเศส-อังกฤษ’ แบ่งปันนิวเคลียร์ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มพาสหรัฐฯ ตีตัวออกห่าง EU

(5 มี.ค. 68) ผู้นำสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ขยายขอบเขตอาวุธนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมยุโรปใช้ในการต่อกรกับรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มไม่สนใจภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

การขยายพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ไปจนถึงสหภาพยุโรป เคยเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในแง่ของเสถียรภาพระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป 

โดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอย่างสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมายาวนาน นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธมิตรที่ดูเหมือนจะห่างจากสหภาพยุโรป และเข้าใกล้รัสเซียแบบเผด็จการมากขึ้น

ส่งผลให้บรรดาผู้นำยุโรป หรือ EU กังวลว่าพวกเขาไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับทางสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป พวกเขาจึงกลับหันไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์เพียงสองแห่งในยุโรป 

ฟรีดริช แมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า “การที่เราต้องพูดคุยกับอังกฤษและฝรั่งเศส ว่าการคุ้มครองทางนิวเคลียร์ของพวกเขาสามารถขยายมาถึงเราด้วยได้หรือไม่ เราต้องพูดคุยกันว่ามันจะเป็นอย่างไร” 

ขณะที่สำนักนักข่าว Euractiv รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารฝรั่งเศสได้มีการเจรจาเป็นความลับกับพันธมิตรในสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการถอนตัวของสหรัฐฯ จากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหประชาชาติ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้นำคนอื่นๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ เคยวิพากษ์วิจารณ์ NATO หลายครั้งและมักตั้งคำถามถึงคุณค่าของการเป็นพันธมิตร

รัสเซีย ตอบตกลงเป็นคนกลางเจรจา ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ยุติสงครามในตะวันออกกลาง

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัสเซียตกลงที่จะช่วยเหลือฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการเป็นคนกลางเจรจากับประเทศอิหร่านในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน และการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ ในภูมิภาค

รายงานดังกล่าวนำมาจากสื่อของรัสเซียที่หยิบยกมาตีแผ่ โดยอ้างคำพูดของ นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย (Dmitry Peskov) ที่กล่าวว่า “รัสเซียเชื่อว่าสหรัฐฯ และอิหร่านควรแก้ไขปัญหาทั้งหมดด้วยการเจรจา รัสเซียพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้บรรลุเป้าหมาย”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กลับมาใช้ ‘การกดดันสูงสุด’ ต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงความพยายามที่จะลดการส่งออกน้ำมันให้เหลือศูนย์ เพื่อหยุดยั้งเตหะรานจากการได้รับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธเจตนาดังกล่าว โดยมีรัสเซียได้กระชับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐอิสลามตั้งแต่เริ่มสงครามยูเครน และได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่านเมื่อเดือนมกราคม 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นไปได้ที่หลายฝ่ายจะแสดงความปรารถนาดี และความพร้อมที่จะช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ”

คริสเตีย ฟรีแลนด์ อดีตรองนายกฯ แนะแคนาดาจับมือพันธมิตร NATO หวังพึ่งอาวุธนิวเคลียร์รับมือการคุกคามอธิปไตยจากทรัมป์

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางคริสเตีย ฟรีแลนด์ อดีตรองนายกฯ แคนาดา และผู้สมัครผู้นำพรรคเสรีนิยมคนใหม่ มีแนวคิดให้แคนาดาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักรและพันธมิตร NATO มากขึ้น เพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์ปกป้องประเทศจากโดนัลด์ ทรัมป์ หลังถูกมองคุกคามอธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา อย่างแคนาดาอาจเป็น ‘รัฐที่ 51’ ของแดนมะกัน อีกทั้งยังมีการขึ้นภาษีนำเข้ากับ แคนาดา และ เม็กซิโก 25% ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา (4 มี.ค.)

ส่งผลให้ จัสติน ทรูโด นายกฯ แคนาดา ไม่อยู่เฉยประกาศตอบโต้ทันที ด้วยการเก็บภาษี 25% กับสินค้าสหรัฐฯ ตีเป็นมูลค่า 155 พันล้านเหรียญแคนาดา (ราว 107 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยจะเริ่มเก็บภาษีร้อยละ 25 กับสินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่า 30 พันล้านเหรียญแคนาดาทันที และจะเก็บภาษีกับสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 125 พันล้านเหรียญแคนาดา หลังจากนี้ 21 วัน

และครั้งหนึ่ง เจสซี่ มาร์ช ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติแคนาดา แสดงอาการไม่พอใจเช่นเดียวกัน พร้อมกับออกมาตอบโต้ กับวาทะของทรัมป์ ที่บอกว่าแคนาดาอาจเป็น ‘รัฐที่ 51’ ของสหรัฐฯ โดยกุนซือรายนี้ระบุว่า 

“ในฐานะคนอเมริกัน ผมอยากพูดถึงการอภิปรายเกี่ยวกับ 'รัฐที่ 51' ผมคิดว่านี่คือการดูหมิ่น แคนาดาเป็นประเทศที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ มีรากฐานที่ลึกซึ้งในความเหมาะสม เป็นสถานที่ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและความเคารพสูง แตกต่างจากบรรยากาศที่แบ่งแยก ไม่เคารพ และมักเต็มไปด้วยความเกลียดชังในสหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ให้แคนาดาใกล้ชิดอังกฤษ เพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์รับมือทรัมป์ ของนางคริสเตีย ฟรีแลนด์ กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยนางแดเนี่ยลล์ สมิธ (Danielle Smith) นายกรัฐมนตรีรัฐแอลเบอร์ตา จากพรรคอนุรักษนิยมกล่าวว่า ‘นี่คือคำพูดที่บ้าคลั่ง เพราะสหรัฐฯ คือพันธมิตรและมิตรแท้ด้านความมั่นคงของเรา"

จีน เปิดฉากประชุมสองสภา จับตานโยบายเศรษฐกิจ และการต่างประเทศ

ปักกิ่ง, 4 มี.ค. (ซินหัว) -- 'การประชุมสองสภา' ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองระดับชาติที่สำคัญของจีนที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ มีกำหนดเริ่มจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งสัปดาห์นี้ ท่ามกลางฉากหลังของสภาพแวดล้อมอันสลับซับซ้อนและท้าทายในจีนและทั่วโลก

การประชุมประจำปีของคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน เริ่มขึ้นในวันอังคาร (4 มี.ค.) ส่วนการประชุมของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุด จะเริ่มขึ้นในวันพุธ (5 มี.ค.)

นายกรัฐมนตรีของจีน สมาชิกสภานิติบัญญัติระดับสูง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูง รวมถึงหัวหน้าศาลประชาชนสูงสุดและอัยการประชาชนสูงสุดจะนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติจะทบทวนงบประมาณประจำปีและแผนการพัฒนาของรัฐบาล พร้อมพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและสภาผู้แทนประชาชนท้องถิ่น

เป้าหมายการเติบโตสำหรับปี 2025

ปกติแล้วเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนที่กำหนดไว้ในรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยจีดีพีไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดเศรษฐกิจ แต่ยังถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง

เมื่อปี 2024 จีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตราวร้อยละ 5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากชุดมาตรการมหภาคที่สำคัญที่มีการบังคับใช้เพื่อชดเชยแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจขาลง

นโยบายการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

จีนจะออกนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายการเติบโต ซึ่งคาดว่ารายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจะประกาศมาตรการนโยบายเพื่อรับรองการบรรลุเป้าหมาย

จีนได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจมหภาคไปแล้ว โดยในการประชุมงานด้านเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะผู้กำหนดนโยบายได้ให้คำมั่นว่าจะออกนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงรุกมากขึ้นในปี 2025 และตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปานกลาง ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายการเงินแบบระมัดระวังในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา

การหารือระหว่างผู้นำ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และที่ปรึกษา

ระหว่างการประชุมสองสภา กลุ่มผู้นำจีน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ จะหารือกับสมาชิกสภาฯ คนอื่นๆ ในการปรึกษาหารือเป็นกลุ่ม และหารือกับคณะที่ปรึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่มีความสำคัญที่สุดต่อการกำกับดูแลของรัฐ

การปรึกษาหารือเหล่านี้เปรียบเสมือนหน้าต่างสังเกตการณ์ว่าผู้นำส่วนกลางรับทราบสถานการณ์จริงในระดับรากหญ้าอย่างไร สิ่งนี้คือลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยของจีน หรือที่มักเรียกขานในวาทกรรมร่วมสมัยว่าประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ

นโยบายการต่างประเทศ

การประชุมสองสภายังช่วยไขกระจ่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของจีน เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมักแถลงข่าวนอกรอบการประชุม

เมื่อปีที่แล้ว หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ตอบคำถาม 21 ข้อระหว่างการแถลงข่าวนาน 90 นาทีที่มีผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกเข้าร่วม ซึ่งหวังได้กล่าวถึงประเด็นร้อนระดับภูมิภาคและนานาชาติ เช่น วิกฤตยูเครนและความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอล รวมถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่อรัสเซีย สหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศโลกใต้

สำหรับการประชุมประจำปีนี้ ข้อเสนอของจีนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษในบริบทของภูมิทัศน์ระดับโลกที่ปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เอไอ นวัตกรรม

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะเป็นอีกประเด็นสำคัญในการประชุมสองสภาของปีนี้ โดยอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ดีปซีก (DeepSeek) สตาร์ตอัปเทคโนโลยีของจีน ได้สร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และตลาดทุนทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวแชทบอตแบบโอเพ่นซอร์สยอดนิยม

บริษัทจีนแห่งอื่นๆ เช่น เทนเซ็นต์ (Tencent) ไป่ตู้ (Baidu) และบีวายดี (BYD) ได้เริ่มนำดีปซีกมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนแล้ว ขณะหน่วยงานท้องถิ่นบางส่วนได้ประกาศความร่วมมือกับโมเดลเอไอดีปซีกเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ หรือจัดการฝึกอบรมเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่และมืออาชีพทางธุรกิจเข้าใจการพัฒนาและการใช้งานดีปซีกและเทคโนโลยีเอไออื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การประชุมสองสภายังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและที่ปรึกษาทางการเมืองในการเสนอแนะและส่งเสริมฉันทามติในวงกว้างเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่บางส่วนเป็นผู้บริหารองค์กรและนักวิจัยชั้นนำ ดังนั้นข้อเสนอแนะที่พวกเขาจะนำเสนอในด้านเอไอจึงจะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่น่าจับตา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top