Friday, 3 July 2026
WORLD

Nike เสียหลักในจีน? แบรนด์กีฬาท้องถิ่นโตแรง ท้าชบอเมริกันทั้งเทคโนโลยี ราคา และกระแสชาตินิยม WSJ ชี้ "สองพันล้านเท้า" หันซบแบรนด์ท้องถิ่น หลัง Anta-Li-Ning ไล่กันทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์

Wall Street Journal รายงานเรื่อง “สองพันล้านเท้า” ของจีนกำลังวิ่งหนีจาก Nike อย่างกะทันหัน

แบรนด์กีฬาภายในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้สามารถแข่งขันด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ได้ทัดเทียมกับแบรนด์อเมริกันแล้ว ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างยิ่งและมีแนวโน้มชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น

China's "Two Billion Feet' Are Suddenly Running From Nike

Quick-moving domestic athletic brands are now able to match American quality and cachet in the hypercompetitive and increasingly nationalistic market

ธุรกิจของไนกี้ในจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทอเมริกันในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงและกระแสชาตินิยมที่ทำให้ผู้บริโภคจีนหันไปสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น

เกือบครึ่งศตวรรษก่อน ฟิล ไนต์ ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้เคยเดินทางผ่านจีนและวางวิสัยทัศน์ “หนึ่งพันล้านคน สองพันล้านเท้า” เพื่อบุกตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศนี้ จนถึงปี 2010 จีนกลายเป็นหนึ่งในตลาดทำกำไรสูงสุดของไนกี้ และเป็นต้นแบบให้บริษัทสหรัฐจำนวนมากเข้ามาแสวงหาโอกาสในเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจไนกี้ในจีนกลับตกต่ำ รายได้ในช่วงสามไตรมาสล่าสุดลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อห้าปีก่อน ทั้งที่ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาของจีนยังเติบโต บริษัทปลดผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง ยอมรับว่ากำลังเผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และจีนกลายเป็นภูมิภาคที่ผลงานแย่ที่สุดของไนกี้ทั่วโลก

ผู้บริหารแจ้งนักลงทุนว่ารายได้ในจีนและไต้หวันอาจลดลงราว 20% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ราคาหุ้นไนกี้ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี ก่อนที่บริษัทจะประกาศลดพนักงานราว 1,400 คน หรือประมาณ 2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

ไนกี้ไม่ใช่แบรนด์อเมริกันรายเดียวที่เผชิญปัญหาในจีน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้การใช้จ่ายอ่อนแรง ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลดความสนใจสินค้าอเมริกัน สตาร์บัคส์ขายหุ้นส่วนใหญ่ของธุรกิจจีนหลังแข่งขันหนักกับร้านกาแฟท้องถิ่น ลัคอิน คอฟฟี่ แบรนด์รถยนต์สหรัฐถูกบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนแย่งตลาด ส่วนแบรนด์เสื้อผ้า Guess ปิดร้านทั้งหมดในจีนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อดีตพนักงานไนกี้ระบุว่า ปัญหาหลักคือบริษัทปรับตัวช้าเกินไปต่อภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่ แบรนด์จีนอย่าง Anta และ Li-Ning พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถผลิตรองเท้าและอุปกรณ์ระดับพรีเมียมในราคาถูกกว่า พร้อมวงจรพัฒนาสินค้าที่รวดเร็วขึ้น Anta ยังร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนาโฟมรองเท้ารูปแบบใหม่ที่ให้แรงเด้งสูงจนลดความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของไนกี้

การทดสอบประสิทธิภาพพบว่ารองเท้าวิ่งระดับท็อปของ Li-Ning มีคุณภาพใกล้เคียงรองเท้าระดับสูงของไนกี้ นักกีฬาชื่อดังใน NBA และนักวิ่งระดับโลกจำนวนหนึ่งหันมาใช้แบรนด์จีน ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่มองว่าสินค้าอเมริกันไม่ “เท่” เหมือนเดิม

ไนกี้พยายามแก้เกมด้วยยุทธศาสตร์ “China-for-China” มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะตลาดจีน ปรับปรุงร้านค้า และตัดสต๊อกสินค้าที่ขายไม่ออก บริษัทระบุว่ายอดผู้เข้าร้านและยอดขายสินค้าเกี่ยวกับการวิ่งเริ่มฟื้นตัว แม้ผู้บริหารยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงยังช้ากว่าที่ต้องการ

อดีตพนักงานบางรายเห็นว่าไนกี้ขาดสินค้าที่โดดเด่นสำหรับผู้บริโภคจีน ตัวอย่างเช่น รองเท้าบาสเกตบอล S.T. Flare ที่ออกแบบสำหรับสนามกลางแจ้งได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ แต่ถูกวิจารณ์ว่าราคาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสินค้าจีนที่มีคุณภาพใกล้เคียง นอกจากนี้ไนกี้ยังผลักดันแบรนด์ Jordan ต่อเนื่อง แม้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเกิดหลังยุคของไมเคิล จอร์แดน และไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ดังกล่าว

ผู้บริโภคจีนจำนวนมากหันไปนิยมรองเท้า Li-Ning รุ่น Way of Wade ที่ร่วมมือกับดเวย์น เวด แทน ขณะที่ไนกี้เริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับนักออกแบบจีน เช่น รองเท้าทรงบัลเลต์ Shox Z Calistra

นอกเหนือจากการแข่งขันด้านสินค้า ไนกี้ยังปรับตัวช้าด้านช่องทางขาย บริษัทเปิดร้านแฟลกชิปบน Douyin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคล้าย TikTok ของจีนช้ากว่าคู่แข่งหลายปี อีกทั้งต้นทุนสินค้าสูงกว่าเพราะรองเท้าหลายรุ่นผลิตนอกจีนแล้วนำเข้า ทำให้แข่งขันด้านราคาได้ยาก

ในอดีต ไนกี้เคยประสบความสำเร็จสูง โดยปี 2019 บริษัททำยอดเติบโตสองหลักในจีนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 20 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อกระแสชาตินิยมออนไลน์โจมตีไนกี้หลังประกาศไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผู้บริโภคเผารองเท้าไนกี้ลงโซเชียล และคนดังรวมถึงศิลปินชื่อดังยกเลิกสัญญากับแบรนด์ ส่งผลให้ยอดขายตกหนัก

ช่วงโควิด-19 ที่จีนปิดประเทศทำให้สำนักงานใหญ่ไนกี้ในสหรัฐต้องพึ่งรายงานจากฝ่ายบริหารจีนมากขึ้น ซึ่งถูกมองว่านำเสนอภาพสถานการณ์ในแง่ดีเกินจริง ขณะเดียวกันบริษัทปรับโครงสร้างทีมขายโดยลดความเชี่ยวชาญเฉพาะกีฬา ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านสินค้าเฉพาะทางลดลง

แนวโน้มกีฬาในจีนก็เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันจากบาสเกตบอลและ NBA ไปสู่กิจกรรมอย่างโยคะ เดินป่า และกีฬากลางแจ้ง ซึ่งแบรนด์จีนตอบสนองได้รวดเร็ว Anta ขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุนกับแบรนด์ต่างประเทศและเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Amer Sports เจ้าของแบรนด์ Arc’teryx และ Wilson เพื่อครอบคลุมความต้องการผู้บริโภคหลายกลุ่ม

แม้ไนกี้เคยเชื่อว่ายอดขายเริ่มฟื้นในต้นปี 2024 แต่บริษัทกลับเผชิญกระแสวิจารณ์อีกครั้งเมื่อโฆษณาช่วงโอลิมปิกปารีสถูกมองว่าดูหมิ่นนักกีฬาจีน เหตุการณ์นี้เกิดในช่วงที่กระแสชาตินิยมเพิ่มสูง ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหาย

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2024 ซีอีโอคนเดิมถูกปลด และเอลเลียต ฮิลล์ เข้ารับตำแหน่ง พร้อมประกาศกลับไปเน้นกีฬาและนวัตกรรม บริษัทเตรียมตั้งสตูดิโอผลิตโฆษณา “Icon” แห่งแรกนอกสหรัฐที่เซี่ยงไฮ้ และตั้งศูนย์วิจัยกีฬาในจีนเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับตลาดท้องถิ่น แม้อดีตพนักงานบางส่วนเห็นว่าการพัฒนาสินค้ายังไม่เร็วพอและยังถูกกำหนดจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ

อีกความท้าทายสำคัญคือกระแส “กั๋วเฉา” (Guochao - 国潮) "กระแสแห่งชาติ" หรือความภูมิใจในวัฒนธรรมจีน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น แม้คู่แข่งตะวันตกบางรายอย่าง Adidas จะประสบความสำเร็จด้วยสินค้าที่ผสมผสานดีไซน์จีนดั้งเดิม ส่วนแบรนด์ตะวันตกอย่าง Lululemon และ On เติบโตจากการจับกลุ่มกีฬาเฉพาะทาง

ไนกี้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เปลี่ยนผู้บริหารจีน และให้หัวหน้าภูมิภาครายงานตรงต่อซีอีโอ นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทยังมีโอกาสกลับมาได้ หากสามารถพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่มให้แข่งขันได้จริง ตัวอย่างเช่น แคมเปญตรุษจีนล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับดี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่า การแข่งขันจากแบรนด์เฉพาะทางและความนิยมสินค้าท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นทำให้การฟื้นตัวไม่ง่ายอีกต่อไป จีนซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของไนกี้ อาจไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้เหมือนในอดีต แม้ผู้บริหารยืนยันว่าบริษัทจะไม่ยอมถอนตัว เพราะตลาดผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคนยังคงเป็นโอกาสสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3650899225062745/?rdid=ihku6nuBwOTFcQw1#

ขีปนาวุธที่โลกต้องจับตา!! ‘ปูติน’ อวด “Sarmat ICBM” ขีปนาวุธทรงพลังสุดโลก ชี้หัวรบแรงกว่าตะวันตก 4 เท่า เจาะทุกระบบป้องกัน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า ขีปนาวุธข้ามทวีป ซาร์มัต (Sarmat ICBM) เป็น “ขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก” โดยกล่าวว่า อานุภาพของหัวรบมีมากกว่าขีปนาวุธตะวันตกที่ทรงพลังที่สุด “มากกว่า 4 เท่า”

หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของซาร์มัต คือการติดตั้งหัวรบแบบ MIRV หรือหัวรบแยกเป้าหมายได้หลายหัว โดยแต่ละหัวรบสามารถโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้อย่างอิสระ

ยูรี คนูตอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและประวัติศาสตร์ระบบป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวว่า
“ความพิเศษของขีปนาวุธรุ่นนี้อยู่ที่การติดตั้งหัวรบแบบหลายหัวรบอิสระ ซึ่งแต่ละส่วนมีระบบนำวิถีของตนเอง และสามารถโจมตีเป้าหมายตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้”

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธดังกล่าวยังสามารถบรรทุกหัวรบในยานร่อนความเร็วเหนือเสียง อวานการ์ด (Avangard) ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วระดับ มัค 26 และสามารถเปลี่ยนทิศทางเพื่อหลบหลีกมาตรการสกัดกั้นได้ พร้อมทั้งติดตั้งเป้าลวงและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามรับมือได้ยากขึ้น

ปูตินกล่าวเสริมว่า ซาร์มัตสามารถส่งหัวรบได้ไม่เพียงตามวิถีแบบขีปนาวุธทั่วไป แต่ยังสามารถใช้วิถีแบบ กึ่งวงโคจร (suborbital trajectory) ได้ด้วย ทำให้สามารถโจมตีจากทิศทางที่คาดไม่ถึง ในระยะไกลกว่า 35,000 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี

คนูตอฟกล่าวว่า คุณสมบัตินี้ทำให้ขีปนาวุธดังกล่าวสกัดกั้นได้ยากมาก ต่างจากขีปนาวุธข้ามทวีปทั่วไปที่มีเส้นทางบินค่อนข้างคาดการณ์ได้ ซาร์มัตอาจบินเข้าโจมตีสหรัฐฯ ผ่านขั้วโลกใต้และเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แทบไม่มีระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าหรือระบบป้องกันขีปนาวุธครอบคลุม

“ไม่มีระบบป้องกันขีปนาวุธใดในปัจจุบัน หรือในอนาคตอันใกล้ ที่สามารถสกัดกั้นมันได้” เขากล่าว

ปูตินระบุว่า ซาร์มัตถูกออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุ “ระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต”

คนูตอฟยังให้ความเห็นว่า แม้แต่โครงการโล่ป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ที่สหรัฐฯ วางแผนไว้ ก็อาจไร้ประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับหัวรบที่ใช้วิถีกึ่งวงโคจรและมีความสามารถในการร่อนหลบหลีกด้วยความเร็วเหนือเสียง

ที่มา : Sputnik

พญามังกรบุกยุโรป!! JPMorgan ฟันธงปี 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% เขย่าบัลลังก์ยานยนต์เจ้าถิ่น สัญญาณชัดรถจีนกำลังเปลี่ยนเกม EV โลก

พญามังกรกินรวบ! JPMorgan ฟันธง 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% แซงหน้าเจ้าถิ่นขาดลอยยุโรปที่เคยเป็น “เจ้าแห่งยานยนต์” วันนี้กำลังโดนบุกถึงหน้าบ้าน 

เจพีมอร์แกนฟัน: ปี 2028 ค่ายรถจีนครองยุโรปตะวันตก  20%  ส่งมอบ  2.5 ล้านคัน  
หลักฐานปี 2025 ชัดยิ่งกว่าชัด: ยอดขายรถจีนในยุโรปโต  99%  ขายไป 8.1 แสนคัน แตะ 10% แล้ว

 เมื่อ “เสือดาวยุโรป” วิ่งตาม “มังกรจีน” ไม่ทัน
 เจาะตัวเลข “ขาขึ้น” ของค่ายจีน  
-  2025 : โต 99% ส่วนแบ่ง 10% เร็วกว่าที่ทุกคนคาด 
-  2028 : JPMorgan ชี้เป้า 20% = ถนนยุโรป 1 ใน 5 คันจะเป็นรถจีน

 ศึกสายเลือด EV :  BYD น็อก Tesla คาบ้าน
ก.ค. 2025 BYD แซง Tesla ในยุโรปสำเร็จ 
-  BYD : ส่วนแบ่ง 1.2% จดทะเบียน 1.3 หมื่นคัน รถมีตั้งแต่ Seagull ราคาประหยัดยัน SUV หรู 
-  Tesla : ร่วง 40% เหลือ 0.8% รุ่นน้อย ราคาสูง คนยุโรปรัดเข็มขัดเลือกไม่ลง 

 MG หัวหอกพญามังกร
SAIC ดัน MG ขายยุโรปปี 2025 ทะลุ **3 แสนคัน โต 30%** ติด Top 20 แบรนด์ยุโรป 
สูตรสำเร็จ “Glocal”: เทคจีน + หน้าตายุโรป คนซื้อไม่รู้สึกว่าขับรถจีน
ตรงนี้ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นคนยุโรป เงินเฟ้อ ค่าไฟแพง ต้องเลือก
A: BMW 1.5 ล้าน ได้เทคปี 2020 
B: BYD 8 แสน ได้แบตเบลด ชาร์จ 15 นาที แถมซอฟต์แวร์ฉลาดกว่า 
คนรุ่นใหม่เลือก B ไม่ต้องคิด

มุมคัดข่าว: ยุโรปกำลัง “แพ้ภัยตัวเอง”
1.  ช้ากว่า 1 ก้าว : ยุโรปยังง่วนกับเครื่องยนต์สันดาป จีนสร้างนิเวศ EV+แบต+ซอฟต์แวร์จบไปแล้ว
2.  กำแพงภาษีใช้ไม่ได้ : EU ตั้งภาษี EV จีน จีนแก้เกมตั้งโรงงานในฮังการี โปแลนด์ ลบภาษีทิ้ง จบ
3.  ความคุ้มค่าฆ่าแบรนด์ : ยุคเศรษฐกิจฝืด คนซื้อเพราะ “คุ้ม” ไม่ใช่ “โลโก้” รถจีนถูกกว่าครึ่ง ออปชั่นจัดเต็ม

เมื่อก่อนยุโรปขาย “ความหรู” 
วันนี้จีนขาย “ความคุ้ม + เทคล้ำ” 
นวัตกรรมไม่เคยรอใคร และรอบนี้ มังกรวิ่งเร็วกว่าเสือดาวยุโรปไปหลายช่วงตัวแล้ว

**ทีนี้ตาเราบ้าง**
1. ปี 2028 ถนนปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน เต็มไปด้วย BYD + MG คุณคิดว่า VW, BMW, Mercedes จะ
A: ปรับตัวทัน  
  หรือ
B: กลายเป็น Nokia แห่งวงการรถยนต์  ที่เคยยิ่งใหญ่แต่หายไป?
2. ไทยเป็นฐานผลิตญี่ปุ่นมาตลอด ถ้ารถจีนยึดยุโรปได้ ไทยควร  ผูกมิตรจีนเพิ่ม  หรือ  อุ้มญี่ปุ่นให้รอด หรือทำทั้ง 2 อย่าง แท็กเพื่อนสายยานยนต์มาคิด
12 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

ที่มา: JPMorgan Research, ACEA, JATO Dynamics, ข้อมูลจดทะเบียน EU 2025
https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1533851104768453/?rdid=7R0PlAsecxHBQZGM#

ตอบประเด็นผลการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ สหรัฐฯต้องการอะไร และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่ อย่างไร

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการไปเยือนจีนและพบสี จิ้นผิงมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง

กำหนดการเยือนจีนต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความผิดพลาดของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน จนเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ทำให้สี จิ้นผิงได้เปรียบในการเจรจา โดย The Economist ยังชี้ว่าความผิดพลาดของทรัมป์คือโอกาสของจีน

จีนยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากมีพลังงานสำรอง เส้นทางเลือก และการลงทุนในพลังงานสะอาด (energy security)

ผลการเยือนครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะออกมาในเชิงบวกและชื่นมื่น แต่เป็นเพียง "เกมซื้อเวลา"
.
รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ขอตอบประเด็นไต้หวัน ทำไมคือ เมนูหลักของสีจิ้นผิงที่ต้องนำขึ้นโต๊ะเจรจากับทรัมป์ในการพบกันครั้งนี้

จีนถือว่าไต้หวันเป็น "เมนูหลัก" และเป็น "ผลประโยชน์หลัก" (core interest) ของจีนในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยมีการย้ำเรื่องนี้ในการสนทนาระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ และในสื่อของทางการจีนอย่าง China Daily

ไต้หวันถูกเรียกว่าเป็น "เส้นแดงที่อ่อนไหวที่สุด" (the most sensitive red line) ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

จีนย้ำถึงความจำเป็นในการเคารพ "หลักการจีนเดียว" (One China Principle) และแถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับก่อนหน้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการเจรจา

ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ไม่ควรประมาทประเด็นไต้หวัน เพราะเป็นรากฐานสำคัญต่อความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 

คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

“สตาร์มเมอร์” ส่อหลุดเก้าอี้ปี 2569 เดลี่เทเลกราฟชี้ชะตา “สตาร์มเมอร์” หลัง สส.แรงงาน 80 รายกดดันให้กำหนดวันลาออก จากเศรษฐกิจตกต่ำถึงแรงกดดันในสภา ส่อเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 5 ในรอบ 5 ปี

เดลี่เทเลกราฟ ทำนายชะตากรรมนายกอังกฤษ น่าจะไม่เกินปี 2569 หลัง สส.พรรคแรงงาน(ลูกพรรคตัวเอง) จำนวนถึง 80 รายยื่นหนังสือให้ นายกกำหนดวันที่จะลาออกจากตำแหน่ง

หาก นายเคียร์ สตาร์มเมอร์ หลุดจากตำแหน่งนายกในปีนี้ อังกฤษจะสร้างสถิติใหม่ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี บ่อยที่สุดในโลก 5 คนใน 5 ปี หรือเฉลี่ยปีละคน

การกดดันจากทั้งนอกและในสภาอังกฤษให้ นายกพิจารณาตัวเองว่าไร้ความสามารถ มีมาเป็นระยะๆ และเห็นเป็นรูปเป็นร่าง หลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งปธน.สหรัฐ เมื่อต้นปี 2025 เมื่อทรัมป์ประกาศออกสื่อเหยียดหยามนายกอังกฤษ โดยสตาร์มเมอร์ไร้ท่าทีต่อต้าน เสมือนยอมรับเป็นในๆ และกระแสกดดันแรงขึ้นเมื่อสภาพเศรษฐกิจอังกฤษตกต่ำ จนเกิดการประท้วงในหลายเมืองให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1527429315627975/?rdid=JFmxYLjOowRg0t85#

เปิดคดี “ไอลีน หวัง” นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย ถูกกล่าวหาเป็นสายลับจีน แทรกซึมการเมืองท้องถิ่นสหรัฐฯ สะท้อนเกมอิทธิพลปักกิ่ง

สื่อในสหรัฐต่างประโคมข่าว "นางไอรีน หวัง" (Eileen Wang) นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย (Arcadia) รัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกกล่าวหาเป็นสายลับจีน “เพียงวันเดียว” ก่อนที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะเดินทางเยือนจีนพอดี

ล่าสุดมีรายงานว่า ไอลีน หวัง (Eileen Wang) รับสารภาพต่อข้อหาของรัฐบาลกลางแล้ว และอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) ได้รับเลือกเข้าสู่สภาเมืองอาร์เคเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ระหว่างปี 2020–2022 เธอร่วมกับคู่หมั้นในขณะนั้น ดำเนินเว็บไซต์ชื่อ “U.S. News Center” ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นสื่อข่าวสำหรับชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีนในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) กล่าวหาว่า เว็บไซต์ดังกล่าวได้รับคำสั่งโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน และมีการเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่งตามคำสั่งการของ "ผู้ควบคุม" ของเธอ (“spymaster” ตามสำนวนในเอกสารคดี) โดยสั่งให้เผยแพร่บทความปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และ “การใช้แรงงานบังคับ” ในเขตซินเจียง โดยข้อความที่ถูกอ้างมีเนื้อหาว่า

“ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง และไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแรงงานบังคับในการผลิตใด ๆ รวมถึงการผลิตฝ้าย การเผยแพร่ข่าวลือดังกล่าวคือการใส่ร้ายจีน และทำลายเสถียรภาพกับความมั่นคงของซินเจียง”

ในทางตรงกันข้าม หากข้อความนี้คือโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เป็นความจริง นั่นหมายความว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ และใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริงๆ!

ต่อไปนี้คือรายละเอียดที่สื่อท้องถิ่นรายงานโดยอ้างอิงเอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ:

-"ไอลีน หวัง" นายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย (Arcadia), รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองที่มีประชากรราว 56,000 คน และกว่า 60% เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย เธอเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาเมืองอาร์เคเดีย และยังเคยได้รับการยกย่องจากสภาคองเกรสว่าเป็น “สตรีแห่งปีประจำรัฐสภา ปี 2026” (2026 Congressional Woman of the Year)

-อดีตคู่หมั้นของเธอ “เหยา หนิง ‘ไมค์ ซัน’ (Yaoning ‘Mike’ Sun)” วัย 65 ปี ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ในข้อหาทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาเคยเป็นอดีตทหารกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)

-"ไมค์ ซัน" เป็นทั้งผู้จัดการหาเสียง เหรัญญิก คนใกล้ชิดประจำวัน และตามคำพูดของหวังเองในการประชุมสภาเมืองเดือนธันวาคม 2022 เธอเรียกเขาว่า “คู่หมั้น”

-เอกสารศาลรัฐบาลกลางระบุรายละเอียดของปฏิบัติการนี้อย่างชัดเจนว่า ระหว่างปี 2020–2023 ซันและหวังร่วมกันบริหารสื่อภาษาจีนชื่อ “U.S. News Center” ซึ่งอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ข่าวชุมชน แต่แท้จริงแล้วเป็นแพลตฟอร์มเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีน

-ทั้งคู่ได้รับคำสั่งเนื้อหาโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน และโพสต์เนื้อหาสนับสนุนปักกิ่งตามคำสั่ง

-"ไมค์ ซัน" อดีตคู่หมั้น ยังร่วมมือกับ “เฉิน จวิน (Chen Jun)” เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของจีนที่อยู่ในนิวยอร์ก ซึ่งต่อมาถูกตัดสินจำคุก 20 เดือน ในการแทรกแซงการเลือกตั้งท้องถิ่นของสหรัฐฯ เพื่อผลักดันนักการเมืองที่มีจุดยืนเอื้อประโยชน์ต่อปักกิ่ง โดยเฉพาะในประเด็น “เอกราชไต้หวัน”

-ตามรายงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า "เฉิน" เคยเรียก "ไอลีน หวัง" ในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่จีนว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมหลักที่ทำงานให้พวกเรา” (the basic team dedicated for us)

-ในปี 2022 หลังจาก "ไอลีน หวัง" ชนะการเลือกตั้งสภาเมือง "เฉิน จวิน" ยังได้แอบส่งข้อความหาเธอว่า “คุณทำได้ดีมาก หวังว่าคุณจะทำงานดีต่อไป ทำให้ชาวจีนภูมิใจ”จากนั้น ซันได้จัดทำรายงานรายละเอียดชัยชนะเลือกตั้งส่งให้เจ้าหน้าที่จีน และได้รับข้อความตอบกลับเป็นคำขอบคุณ

-ต่อมา ต้นปี 2023 "ไมค์ ซัน" อดีตคู่หมั้น ได้เสนอแผนปฏิบัติการมูลค่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 ล้านบาท) ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน เพื่อ “ต่อต้านกองกำลังต่อต้านจีน” ผ่านการส่งคณะตัวแทนเข้าร่วมขบวนพาเหรดวันชาติสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

-"ไมค์ ซัน" ยังติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตประธานาธิบดีไต้หวัน “ไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen)” ระหว่างเดินทางเยือนแคลิฟอร์เนียตอนใต้ในเดือนเมษายน 2023 และรายงานตำแหน่งแบบเรียลไทม์ให้เจ้าหน้าที่จีน

-ในปี 2018 "ไอลีน หวัง" ได้ก่อตั้งหอการค้าอเมริกันตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน

-ในเอกสารยื่นฟ้องของศาลรัฐบาลกลางทั้งหมด "ไอลีน หวัง" ถูกระบุชื่อว่า “บุคคลที่ 1” (Individual 1) เท่านั้น โดยไม่ได้ระบื่อโดยตรง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวสองแหล่งที่คุ้นเคยกับการสอบสวนยืนยันกับสำนักข่าว Los Angeles Times ว่าบุคคลที่ 1 คือ "ไอลีน หวัง"

-การสอบสวนยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มี 2022 จนถึง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 ตามรายงานของ New York Post เพียงสองวัน ก่อนหวังถูกกล่าวหาโดยตรงว่าทำหน้าที่เป็นสายลับจีน

-เธอยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาการกระทำผิดทั้งหมด

-"ไอลีน หวัง" เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ท่ามกลางข่าวการตัดสินคดีของซันยังเป็นประเด็นใหญ่อย่างต่อเนื่อง

-เธอกล่าวในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดยไม่มีคำพูดเกี่ยวกับคดีความ “ในฐานะชาวอเมริกัน และโดยเฉพาะในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ความจงรักภักดีของเราต้องชัดเจนเสมอ ต่อประเทศนี้ ต่อรัฐธรรมนูญ และต่อประชาชนของเราเท่านั้น”

-ทางด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุชัดว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวๆ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่มีการวางระบบอย่างเป็นขั้นตอนของจีน เพื่อแทรกซึมเข้ามาในรัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ

-รูปแบบปฏิบัติการคือ:

  • คัดเลือกนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความทะเยอทะยานในชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีน
  • สนับสนุนด้านการหาเสียง เงินทุน เครือข่ายชุมชน และสื่อ
  • บ่มเพาะความสัมพันธ์เป็นเวลาหลายปี
  • สร้าง “ทีมหลักที่ทำงานให้พวกเรา”
  • จากนั้นใช้บุคคลเหล่านี้ในประเด็นไต้หวัน การค้า และนโยบายต่าง ๆ ก่อนที่พวกเขาจะมีอำนาจสูงขึ้น

-เมืองอาร์เคเดียไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว แต่รูปแบบลักษณะเดียวกันนี้ถูกพบในหลายพื้นที่ของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ นิวยอร์ก รวมถึงกรณีคล้ายกันในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา

-อัยการรัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของจีนมีการพูดคุยกันโดยตรงเกี่ยวกับวิธี “โน้มน้าว” นักการเมืองท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นคือ “จุดอ่อน” ของระบบ

สรุปบุคคลที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาและถูกจับกุมในคดีนี้:

- ไอลีน หวัง (Eileen Wang) สมาชิกสภาเมืองอาร์เคเดีย และนายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน

- เหยา หนิง “ไมค์ ซัน” (Yaoning “Mike” Sun) อดีตทหาร PLA ผู้จัดการหาเสียงและอดีตคู่หมั้นของหวัง ถูกตัดสินความผิดในเดือนตุลาคม 2025 และถูกจำคุก 4 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ในข้อหา "ดำเนินโครงสร้างโฆษณาชวนเชื่อของจีน ติดตามประธานาธิบดีไต้หวัน และรายงานตรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน"

• เฉิน จวิน (Chen Jun) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจีนในนิวยอร์ก ถูกตัดสินจำคุก 20 เดือน ในข้อกล่าวหา เป็นผู้ประสานเครือข่ายหลัก และเรียกหวังว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมหลัก” ของจีน

สรุปไทม์ไลน์ของ ไอลีน หวัง (Eileen Wang) ตามข้อมูลที่สื่อสหรัฐฯ รายงาน มีดังนี้:

  • ช่วงปี 2020–2022
    ถูกกล่าวหาว่าร่วมดำเนินเว็บไซต์ “U.S. News Center” และเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนรัฐบาล จีน (China) ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่จีน
  • พฤศจิกายน 2022
    ได้รับเลือกเป็น “สมาชิกสภาเมือง” (City Council) อาร์เคเดีย (Arcadia)
  • 3 กุมภาพันธ์ 2026
    สภาเมืองลงมติให้เธอขึ้นเป็น “นายกเทศมนตรี” (Mayor) เมืองอาร์เคเดีย
  • เมษายน 2026
    รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่ม “ตั้งข้อหา” (charged) ต่อเธอ ฐานทำหน้าที่เป็นตัวแทนต่างชาติให้จีนโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน
  • 11 พฤษภาคม 2026 (สองวันก่อนทรัมป์เดินทางเยือนจีน)
    มีการเปิดเผยข้อตกลงรับสารภาพ (plea agreement) ต่อสาธารณะ และเธอปรากฏตัวต่อศาลรัฐบาลกลางในนครลอสแอนเจลิส
  • พฤษภาคม 2026 (อยู่ระหว่างกระบวนการศาล)
    เธอตกลง “รับสารภาพ” (pleaded guilty / agreed to plead guilty) ต่อข้อหาของรัฐบาลกลาง ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี
  • หลังข่าวถูกเปิดเผย
    เธอลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีทันที

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293699312918426/?rdid=8H6fNPtN2lhncTXp#

ทรัมป์เขย่าโลก!! เล็งผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ขยับเกมใหญ่คุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดทางคุมขุมทรัพย์น้ำมัน 40 ล้านล้านดอลลาร์ เปิดไอเดียผนวกเวเนซุเอลาเป็นส่วนหนึ่งสหรัฐฯ

ทรัมป์ เอาจริง! เล็งผนวกเวเนซุเอลา "ประเทศที่มีน้ำมันมูลค่า 40 ล้านล้านดอลลาร์" เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ - Fox News รายงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง หลังเผยว่า กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ที่จะทำให้เวเนซุเอลาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯอย่างถาวร เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและเข้าถึงทรัพยากรมหาศาล

ทรัมป์เปิดเผยแนวคิดผนวกเวเนซุเอล่า ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Fox

News ว่าเขากำลังมองถึงความเป็นไปได้ในการทำให้เวเนซุเอลา

ซึ่งร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันมูลค่าประเมินสูงถึง

40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์อ้างว่าตนเองได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวเวเนซุเอลา

และกล่าวอย่างมั่นใจว่า "เวเนซุเอลารักทรัมป์"

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและควบคุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำในข้อหาก่อการร้ายยาเสพติดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันสหรัฐฯ เข้ามาดูแลการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยทำงานร่วมกับนางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งทรัมป์ตั้งเป้าจะดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Exxon และ Conoco กลับมาลงทุนอีกครั้งหลังจากถูกไล่ออกไปในยุคฮูโก ชาเวซ

ทรัมป์ได้ตอกย้ำกระแสนี้ผ่าน Truth Social ของเขาด้วยข้อความว่า: "เรื่องดีๆ กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา! ผมสงสัยจังว่ามนต์ขลังนี้คืออะไรกันนะ? การเป็นรัฐที่ 51 มีใครสนใจไหม?"

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคทางกฎหมายของสหรัฐ ในการจะผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และการยินยอมจากฝั่งเวเนซุเอลา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแผนการของทรัมป์อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการกดดันเพื่อควบคุมแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สหรัฐฯ ต่อผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย!! สื่อชี้ยูเครนเริ่มกังวลวอชิงตันลดแรงหนุน ท่ามกลางดีลสันติภาพ NYT ชี้สหรัฐฯ ต่อเวลาผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย สะท้อนแรงหนุนวอชิงตันอาจไม่เหมือนเดิม

การที่สหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนผันให้กับน้ำมันรัสเซีย สะท้อนว่ายูเครนไม่อาจคาดหวังการสนับสนุนจากวอชิงตันได้อีกต่อไป หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างเจ้าหน้าที่ยูเครน

รายงานระบุว่า เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน คณะผู้แทนยูเครนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อขอให้ทางการสหรัฐฯ ไม่ขยายใบอนุญาตผ่อนผันดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าไม่มีแผนที่จะต่ออายุใบอนุญาตนั้น เจ้าหน้าที่กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือพิมพ์ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว ได้รับคำตอบว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายเวลาการผ่อนผันสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียและอิหร่าน

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 เมษายน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตทั่วไป อนุญาตให้จำหน่ายน้ำมันรัสเซียที่บรรทุกขึ้นเรือไว้แล้ว ณ วันที่ 17 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ที่มา : Sputnik

อิหร่านหันพึ่งรถไฟจีน–เอเชียกลาง อิหร่านขยับยุทธศาสตร์การค้า ลดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือ ขนส่งสินค้าเร็วกว่าเรือครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสหรัฐฯ

อิหร่านเปิดใช้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในฮอร์มุซ

เส้นทางอิหร่าน–จีน มีระยะทางราว 10,400 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองซีอาน (Xi’an) และอี้อูว์ (Yiwu) ในจีนตอนกลาง ผ่านคาซัคสถาน (Kazakhstan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ก่อนเข้าสู่อิหร่านที่ด่านพรมแดนอินเชห์ บูรูน (Inche Buroun)

ใช้เวลาเดินทางเพียง 12–15 วัน เทียบกับการขนส่งทางเรือที่ต้องใช้เวลาราว 30–40 วัน

รถไฟแต่ละขบวนบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตประมาณ 50 ตู้ ภายในบรรจุตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอุตสาหกรรม

คัมบิซ เอเตมาดี (Kambiz Etemadi) หัวหน้าคณะกรรมการตู้คอนเทนเนอร์ของสมาคมการขนส่งแห่งชาติอิหร่าน กล่าวกับสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ว่า การบีบบังคับของสหรัฐ เร่งผลักดันให้อิหร่านเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางทะเลมากถึง 40% มาสู่เส้นทางขนส่งทางบกแทน

ที่มา : Sputnik (รัสเซีย), Fars News (อิหร่าน)

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293023142986043/?rdid=CHKYGjgLCeYkI6IB#

ฮอร์มุซยังไม่จบ!! ดีลหยุดสงครามส่อพัง อิหร่านขอคุมช่องแคบ–ขายน้ำมันคืนตลาด แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ จับตาฮอร์มุซปะทุซ้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

“ผมเพิ่งอ่านคำตอบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบเลย — ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักข่าว ISNA รายงานว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การยุติสงคราม และการรับประกันความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูตของ Al Mayadeen คำตอบของเตหะราน ซึ่งส่งผ่านปากีสถาน ประกอบด้วยข้อเรียกร้องดังนี้

ยุติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน

หยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นเส้นแดงของอิหร่าน

ยุติสงครามทันทีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลง

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ยกเลิกข้อจำกัดของ OFAC ต่อการขายน้ำมันของอิหร่าน

ให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เปิดการเจรจาหลังสงครามเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย

อิหร่านเสนอให้มีการดำเนินการแบบต่างตอบแทน เพื่อทดสอบความจริงจังของวอชิงตันในการปฏิบัติตามพันธกรณี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ต่อมาอิหร่านได้โจมตีตอบโต้เข้าไปในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิง การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป แม้จะยังไม่มีรายงานการกลับมาเปิดฉากสู้รบอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

ที่มา : Sputnik

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ กระทรวงแรงงานดูแลทุกมุมโลก สร้างหลักประกันชีวิตในต่างประเทศ เสริมสิทธิ–สวัสดิการ–คุณภาพชีวิต ย้ำดูแลคนไทยต่างแดนให้มั่นคง ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก
มีสิทธิ - สวัสดิการ - สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานชุมชนไทยสัมพันธ์และวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 โดยมี นายจาตุรนต์ ไชยะคำ กงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ ศรีสุวิทธานนท์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ร่วมเป็นเกียรติ
ณ Harbour Chill เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะพี่น้องแรงงานไทยและชุมชนคนไทยที่พำนักและทำงานอยู่ในฮ่องกง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยไม่ว่าแรงงานไทยจะอยู่แห่งใด กระทรวงแรงงานพร้อมดูแลและยืนเคียงข้างเสมอ ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ
ในทุกมิติ

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้เกียรติมอบโล่เกียรติคุณแก่ นางสาวพันนีย์ ใจอ่อน ซึ่งเป็นอาสาสมัครแรงงานในต่างประเทศดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจาสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ในการนี้ นายจุลพันธ์ และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมแอโรบิคกับพี่น้องแรงงานไทยในฮ่องกง โดยได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และให้กำลังใจแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก อบอุ่น และเป็นกันเอง 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานไทยในต่างประเทศ ตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานไทยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานและใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกต่อไป

ฮันตาไวรัสกลางทะเล!! ผู้โดยสาร MV Hondius ทยอยกลับประเทศ หลังสเปนเริ่มเที่ยวบินอพยพชุดแรกจากเตเนริเฟ ภายใต้มาตรการปลอดภัยสูงสุด หลังพบคลัสเตอร์ฮันตาไวรัสบนเรือ

เมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) เครื่องบินลำแรกที่นำชาวสเปนซึ่งอพยพออกจากเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius) ซึ่งเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา ออกเดินทางจากหมู่เกาะคานารีของสเปน มุ่งหน้าสู่กรุงมาดริดแล้ว โดยรถบัสของหน่วยฉุกเฉินทางทหารของสเปน ได้ลำเลียงผู้อพยพจากท่าเรือกรานาดิลลาไปยังรันเวย์ของท่าอากาศยานเตเนริเฟใต้โดยตรง ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปน

รายงานระบุว่าผู้โดยสารกลุ่มแรกที่ลงจากเรือประกอบด้วยชาวสเปน 14 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 13 คน และลูกเรือ 1 คน โดยทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังฐานทัพอากาศตอร์เรฆอน เด อาร์โดซใกล้กรุงมาดริด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกกักตัวที่โรงพยาบาลทหารกลางโกเมซ อูยา

โมนิกา การ์เซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสเปน ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่จำเป็นทุกประการ พร้อมยืนยันว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ยังอยู่บนเรือยังไม่แสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ เที่ยวบินอพยพเที่ยวสุดท้ายมีกำหนดออกเดินทางในวันจันทร์ (11 พ.ค.) เพื่อนำพลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ ขณะที่เนเธอร์แลนด์เตรียมส่งเที่ยวบินพิเศษที่สื่อสเปนเรียกว่า "เที่ยวบินรับผู้โดยสารตกค้าง" ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เพื่อรับผู้โดยสารที่ยังไม่ได้รับการส่งกลับโดยประเทศของตนเอง

ที่มา : Xinhua

เปิดปริศนา “เจ้าคำก่ายน้อย” ซีรีส์หงสาวดีปลุกกระแสตามรอยประวัติศาสตร์ เปิดปมเจ้าฟ้าไทใหญ่ผู้ถูกเล่าว่าเป็นสหายพระนเรศ ที่พงศาวดารไม่เคยบันทึก เรื่องเล่ามิตรภาพหรือยุทธศาสตร์สร้างแรงเกรงขามต่อพม่า

เอย่าต้องยอมรับว่า​ซีรีส์เรื่องหงสาวดี​ ปลุกให้การท่องเที่ยวเมียนมากลับมาคึกคักอีกครั้ง​ โดยเฉพาะการตามรอยสถานที่ในซีรีส์​  แต่พอกลับมาดูในความเป็นจริงตามพงศาวดารแล้ว​ การระบุถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง​ พระนเรศ กับ​ Min Gyi Swa หรือคนไทยเรียกว่า​ มังกะยอชวา​ กลับไม่มีระบุถึงความสัมพันธุ์ของทั้ง​2 มากนัก​ แต่วันนี้เอย่าจะไม่พูดถึงความสัมพันธุ์ดังกล่าวเพราะหลายคนน่าจะหาอ่านหาฟังได้จากสื่อออนไลน์หลายช่องทางแล้ว​  วันนี้เอย่าจึงขอนำเสนอเรื่องของเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมสาบานกับพระนเรศ​ นั่นคือ​เจ้าคำก่ายน้อย

เจ้าคำก่ายน้อย​ หรือบางพงศาวดารเรียกว่า​เจ้าคำแก้วน้อย​มีระบุว่ามีตัวตนจริงในพงศาวดารฝั่งไทใหญ่ว่าเป็นองค์ประกันเช่นเดียวกับพระนเรศ​ ท่านเป็นจ้าชายจากเมืองแสนหวี​ แม้ไม่มีบันทึกในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและไทใหญ่​ แต่กลับมีเรื่องราวเล่าขานว่าเจ้าคำก่ายน้อยคือพระสหายคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศและเป็นคนที่เป็นเหตุให้พระนเรศยกพลไปช่วยเนื่องจากเจ้าคำก่ายน้อยติดศึกกังอังวะจนได้ไข้และสวรรคตที่เมืองหาง​

ประเด็นที่น่าแปลกคือในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและพม่าไม่เคยมีระบุชื่อของเจ้าฟ้าไทใหญ่องค์นี้​  มีเพียงตำนานเล่าขานในฝั่งไทใหญ่เท่านั้นที่อ้างว่าเป็นพระสหายคนสนิท

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มองว่าการที่พระนเรศยกทัพปราบอังวะ​ ก็เพราะว่าหลังการล่มสลายของหงสาวดีด้วยเหตุว่าถ้าปล่อยให้อังวะฟื้นตัว​ฟากพม่าจะกลับมาเป็นภัยต่ออยุธยาอีกก็เป็นได้​

แต่ทำไมตำนานฝั่งฉานกลับกลายเป็นอีกเรื่องนั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่​ รวมถึงล้างช้างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ฝั่งกรุงศรี​  เป็นไปได้ที่ตำนานการอ้างความสนิทสนมกับกษัตริย์กรุงศรีที่เพิ่งรบชนะพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีจะสร้างความเกรงกลัวและ77ป้องกันการขยายอิทธิพลของฝั่งพม่ามายังรัฐฉานก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องราวของเจ้าคำก่ายน้อยจะเป็นจริงหรือแค่ตำนาน​ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่สร้างเสริมเติมแต่งจนสร้างความใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับชาวไทใหญ่ในเวลาต่อมา​

ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์พระนเรศวรในเมืองตุน​หรือ​ Mong Ton บริเวณ​ดอยไตแลง​ โดยดอยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลัง​  RCSS  ของเจ้ายอดศึกนั่นเอง

ที่มา : AYA

“หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ” ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิ’ คุกเข่าในออสเตรเลีย ถูกมองสำนึกผิดแบบมีผลประโยชน์ แฝงเกมปิดล้อมจีน จุดชนวนเอเชียเดือด ถูกมองเลือกขอโทษตะวันตก เมินเหยื่อสงครามตัวจริง

"หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้'  เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/984873714050168/?rdid=uiJh4mvNSoM53MTG#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top