Friday, 3 July 2026
WORLD

ทรัมป์ประกาศพักรบ!! “อิสราเอล-เลบานอน” หยุดยิง 10 วัน ทรัมป์หวังปิดฉากตึงเครียดชายแดน แต่ไฟสงครามยังไม่มอด อิสราเอลคงกำลังในเลบานอนต่อ

ทรัมป์เผย เลบานอน-อิสราเอล ตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มเย็นวันพฤหัสบดี หวังปูทางสันติภาพ

วอชิงตัน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เห็นพ้องเริ่มการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเปิดทางไปสู่สันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า เขาได้หารือกับผู้นำทั้งสองฝ่าย และทั้งเลบานอนกับอิสราเอลต่างเห็นตรงกันว่า การหยุดยิงอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นเวลา 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 21.00 น. ตามเวลา GMT โดยมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ทำงานร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอน เพื่อผลักดันการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า จะเชิญประธานาธิบดีโจเซฟ อูน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อจัดการหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งเขาระบุว่าจะถือเป็นการพูดคุยที่มีความหมายครั้งแรกระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน นับตั้งแต่ปี 1983

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเห็นสันติภาพ และเขาเชื่อว่า ความคืบหน้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิสราเอลส่งสัญญาณชัดว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามคำร้องขอของทรัมป์ และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า กองกำลังอิสราเอลจะยังคงอยู่ในจุดที่ประจำการอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐอิสราเอลรายงานว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลไม่ได้มีการลงมติอย่างเป็นทางการในประเด็นการหยุดยิงกับเลบานอน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้จริงหรือไม่ หลังความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเผชิญความเปราะบางและความขัดแย้งมายาวนานหลายทศวรรษ

ที่มา : Sputnik

เทศกาลสาดน้ำจิ่งหง สนุกสนานงานสาดน้ำเมืองจิ่งหง แคว้นสิบสองปันนาเฉลิมฉลอง น้ำเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมคึกคัก

ย้อนชมบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลสาดน้ำในเมืองจิ่งหง แคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคึกคัก

เทศกาลสาดน้ำจัดเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยน้ำถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล และประชาชนสาดน้ำใส่กันและกันเพื่อเป็นคำอวยพรให้มีความสุขและความโชคดีมีชัย

ที่มา : Xinhua

“เหอเจ๋อ” ลุยฟอรัมวัฒนธรรม เปิดบ้านรับดอกโบตั๋นโลก แสดงศิลป์-ภาพยนตร์พิเศษ วิทยากรชูวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์ ดันดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์สากล

เมืองเหอเจ๋อเปิดบ้านจัดฟอรัมวัฒนธรรมดอกโบตั๋น มุ่งสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

เมืองเหอเจ๋อในมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน ได้เปิดบ้านต้อนรับคณะทูต นักวิชาการ และศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกในการประชุมนานาชาติว่าด้วยการสื่อสารวัฒนธรรมดอกโบตั๋นเมืองเหอเจ๋อ ประจำปี 2569 เพื่อร่วมผลักดันให้ดอกโบตั๋น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองนี้ กลายเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจที่แน่นแฟ้น

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Blooming Across the World, Cultivating Shared Beauty” (มวลบุปผาผลิบานทั่วโลก บ่มเพาะความงามร่วมกัน) โดยมุ่งเผยแพร่รากฐานทางวัฒนธรรมและความสำคัญของดอกโบตั๋นในบริบทโลกยุคใหม่ กิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมดอกโบตั๋นโลก (World Peony Conference) ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นยาวนานตลอดทั้งเดือน ซึ่งได้เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการไปแล้ว

งานนี้มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษ ที่พาผู้ชมย้อนรอยเส้นทางสายวัฒนธรรมนับพันปีของดอกโบตั๋น พร้อมด้วยคลิปวิดีโอส่งความปรารถนาดีจากมิตรสหายทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีแนวร่วมสมัยที่ผสานเสน่ห์ของกู่เจิงและไวโอลินเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเรียกเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม ในโอกาสนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ในธีมดอกโบตั๋น พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์สวนจีนคลาสสิกในโครงการ “Five Continents in Bloom” (เบญจทวีปบานสะพรั่ง) และเปิดตัวแคมเปญสุดล้ำอย่าง “The Peony's Voice from Space” (เสียงโบตั๋นจากห้วงอวกาศ) ซึ่งช่วยตอกย้ำเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของดอกโบตั๋น

สำหรับวัฒนธรรมจีน ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งรุ่งเรือง ความมีชีวิตชีวา และความปรารถนาในชีวิตที่ผาสุก ซึ่งผู้เข้าร่วมฟอรัมต่างมีความเห็นตรงกันว่า ความหมายอันเป็นมงคลเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงใจคนได้ทุกชาติ โดยเปรียบเสมือนภาษาแห่งความงามและอารมณ์ที่เข้าถึงความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง

ด้วยประวัติศาสตร์การเพาะปลูกอันยาวนานกว่า 1,500 ปี และมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน ทำให้เมืองเหอเจ๋อได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งดอกโบตั๋น” ของจีน โดยปัจจุบันเป็นแหล่งรวมดอกโบตั๋นมากถึง 1,308 สายพันธุ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา เทศกาลดอกโบตั๋นของเมืองนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ถึง 9.92 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ เมืองเหอเจ๋อยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การนำเกสรมาผลิตใบชา การสกัดน้ำมันจากเมล็ด การใช้รากเป็นยาสมุนไพร ไปจนถึงการนำกลีบดอกมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปยังกว่า 30 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

จาง หลุน (Zhang Lun) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ กล่าวว่า “ดอกไม้เปรียบเสมือนสื่อกลางทางสุนทรียภาพที่ก้าวข้ามพรมแดนได้” พร้อมระบุว่าเมืองเหอเจ๋อกำลังเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้ “ดอกโบตั๋นก้าวสู่เวทีโลก” ควบคู่ไปกับการเปิดบ้านต้อนรับ “มวลบุปผาสู่เมืองเหอเจ๋อ”

ซุน เหวินลี่ (Sun Wenli) รองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลซานตง ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันวัฒนธรรมดอกโบตั๋นของเมืองเหอเจ๋อให้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงมิตรภาพและความสุข

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาโต๊ะกลมโดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการถอดรหัสและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอัตลักษณ์ของดอกโบตั๋น เพื่อยกระดับกลยุทธ์การสื่อสารให้เข้าถึงใจผู้คนทั่วโลก

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลซานตง, ไชน่า อินเตอร์เนชันแนล คอมมิวนิเคชันส์ กรุ๊ป (CICG) และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

เหอเจ๋อ, จีน, 16 เมษายน 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

‘เมโลนี’ ปะทะ ‘ทรัมป์’ นายกฯ อิตาลีปฏิเสธช่วยสงคราม ทรัมป์ขู่ตอบโต้ไม่สนับสนุน เมโลนีค้านโจมตีเลบานอน ระงับข้อตกลงกลาโหมกับอิสราเอล

 

นายกฯหญิงของอิตาลี เมโลนี กลายเป็นปัญหาใหม่ของ ปธน.ทรัมป์ —  นี่คือวิธีที่เธอ “เล่นงานเขา” 

 

ทรัมป์ – “ช่วยสนับสนุนผมในสงครามหน่อย”

เมโลนี – “ไม่ใช่ในทุกกรณี” 

ทรัมป์ – “คุณควรช่วยเรา ไม่อย่างนั้นเราจะจำไว้ และจะตอบโต้ให้สาสม”

อิตาลี –  “ไม่สำคัญ ปฏิบัติการต่ออิหร่านอยู่นอกข้อตกลงทวิภาคี เราไม่สามารถช่วยได้”

ทรัมป์ – “การโจมตีเลบานอนโดยอิสราเอลจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดการหยุดยิง”

เมโลนี – “การโจมตีเลบานอนควรหยุดทันที การกระทำแบบนี้ถือเป็นความตั้งใจยกระดับความขัดแย้ง และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง”

ทรัมป์ – “สมเด็จพระสันตะปาปาทำหน้าที่ได้ไม่ดี”

เมโลนี – “หยุดกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาแบบนี้”

ทรัมป์ – “เนทันยาฮูเหมือนพี่ชายของผม”

เมโลนี – “ฉันกำลังระงับข้อตกลงด้านกลาโหมกับอิสราเอล”

 

และตอนนี้ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์ โดยเรียกเมโลนีว่า “รับไม่ได้” และบอกว่าเธอจะต้องชดใช้ที่ไม่สนับสนุนเขา

ที่มา : Jaroensook Pone

จีนขุดพบฟอสซิลโบราณ!! ฟอสซิลอายุ 260,000 ปี แหล่งจินหนิวซานในอิ๋งโข่ว เชื่อมโยงวิวัฒนาการมนุษย์ ฟอสซิลสมบูรณ์ทั้งกะโหลกและกระดูก

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน เมืองอิ๋งโข่ว มรดกอายุ 260,000 ปี ที่เติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์

สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

อิ๋งโข่ว, จีน, 8 เมษายน 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน ในหมู่บ้านซีเทียน ตำบลหย่งอัน อำเภอต้าสื่อเฉียว เมืองอิ๋งโข่ว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน เป็นแหล่งถ้ำโบราณยุคหินเก่าตอนต้นที่มีอายุย้อนกลับไปประมาณ 260,000 ปี และในปี 2564 แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "100 การค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบ 100 ปี"

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการค้นพบระหว่างการสำรวจโบราณวัตถุในมณฑลเหลียวหนิงในปี 2515 ต่อมาในเดือนกันยายน 2527 คณะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ขุดค้นพบฟอสซิลโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์อย่างน่าทึ่งในถ้ำ Cave A ของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ อันประกอบไปด้วยกระดูกส่วนกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังมากกว่า 50 ชิ้น ซึ่งเป็นของหญิงสาวอายุประมาณ 20-22 ปี มีปริมาตรกะโหลกศีรษะประมาณ 1,335-1,390 มิลลิลิตร "มนุษย์จินหนิวซาน" นี้แสดงให้เห็นทั้งลักษณะที่พัฒนาของโฮโมเซเปียนส์ยุคแรกและลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ปักกิ่ง สะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากโฮโมอิเร็กตัสไปสู่โฮโมเซเปียนส์ยุคแรก ฟอสซิลจากช่วงดังกล่าวหายากมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์

ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

‘สี จิ้นผิง’ พบผู้นำก๊กมินตั๋งที่ปักกิ่ง รื้อสัมพันธ์สองพรรคในรอบ 10 ปี กลายเป็นประธานพรรคคนแรกเยือนในรอบทศวรรษ ชี้สัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันต้องสันติภาพ ย้ำแรงผลักดันฟื้นฟูความยิ่งใหญ่จีน

สีจิ้นผิงพบปะหารือประธานพรรคก๊กมินตั๋งในปักกิ่ง

เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (10 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) พบปะหารือกับเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในกรุงปักกิ่งของจีน

เจิ้งลี่เหวิน ซึ่งได้รับเชิญจากสีจิ้นผิงและคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถือเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋งคนแรกในรอบทศวรรษที่นำคณะผู้แทนเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีน โดยก่อนหน้านี้คณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งได้เดินทางเยือนมณฑลเจียงซูและนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาถึงกรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งหลังผ่านไป 10 ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค รวมถึงความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน และไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวโน้มภาพรวมสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับพลังขับเคลื่อนของชาวจีนทั้งสองฝั่งในการรวมเป็นหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างต้องการสันติภาพและความสงบ ความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบที่ปรับปรุงดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สิ่งนี้คือความรับผิดชอบที่ทั้งสองพรรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองพรรคมาทำงานร่วมกันด้วย

ที่มา : Xinhua

รัสเซียประณามญี่ปุ่น!! ความสัมพันธ์ทวิภาคีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ปมข้อตกลงลงทุนพัฒนาโดรนในยูเครน เรียกทูตญี่ปุ่นยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ การเจรจาสันติภาพคูริลยุติชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี 'ซานาเอะ ทากาอิชิ' ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นได้ตกลงสู่ "ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์" เนื่องจากนโยบายของญี่ปุ่นที่รัสเซียมองว่าเป็นการแสดงตนเป็นศัตรูอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ทางการรัสเซียได้เรียกตัวนาย 'อากิระ มูโตะ' เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโก เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการกรณีบริษัท "Terra Drone" ของญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับบริษัท "Amazing Drones" ของยูเครนในการพัฒนาโดรน Terra A1 ที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้านโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการคุกคามความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง

การประกาศว่าความสัมพันธ์เหลือศูนย์ สะท้อนว่าจะไม่มีการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพหรือประเด็นหมู่เกาะพิพาทคูริลในทันที ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

นี่เป็นการชี้ชัดถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นท่ามกลางสงครามในยูเครน ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญภาวะย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1596632125642455&id=100058870487273&rdid=gW9efNBbmhw8tTXR#

ดราม่า! รถจีนระดับเวิลด์คลาส ช่างญี่ปุ่นชำแหละ BYD Sealion 7 ก่อนยอมรับ “ของเขามาดีจริง” ช่างดังชี้ฮาร์ดแวร์ไม่ธรรมดา เทียบชั้น Benz-BMW ได้

ดราม่าวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างระดับโปรชำแหละ BYD Sealion 7 เพื่อพิสูจน์คำสบประมาท “รถจีน = รถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน”

เกิดกระแสดราม่าในวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างผู้เชี่ยวชาญด้านช่วงล่างจากสำนักแต่งชื่อดัง 'Sanko Works' รื้อรถไฟฟ้า BYD Sealion 7 ของจีนอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้คำสบประมาทที่ว่ารถจีนล้าหลังเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน

ผลการตรวจสอบเผยว่า BYD Sealion 7 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ระดับยุโรป เช่น ช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone วัสดุอะลูมิเนียม พร้อมเบรก 4 Pot และจานเบรกเจาะรู โครงสร้างแข็งแกร่ง ช่างญี่ปุ่นบอกว่า "เหมือนเอาข้อดีของ Benz และ BMW มารวมกัน" พร้อมโช้คอัพที่ผลิตโดย BYD ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมซึ่ง "ดีกว่าของญี่ปุ่นบางรุ่น" และงานเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถที่ประณีตและจัดการอากาศพลศาสตร์ได้ดีเยี่ยม

ช่างญี่ปุ่นสรุปว่า ปัญหาที่มีไม่ใช่เรื่องคุณภาพชิ้นส่วน แต่เป็นเรื่องประสบการณ์การปรับจูนเซ็ตช่วงล่างที่เริ่มต้นหนืดแข็งเกินไป ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตอนเข้าโค้งไม่ดีพอ แก้ไขได้ง่ายโดยลงทุนจูนเซ็ตช่วงล่างใหม่ภายในงบไม่ถึง 1 แสนเยน (ราว 2 หมื่นกว่าบาท) ทำให้รถนุ่มนวลและเกาะถนนขึ้นอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่มีคุณภาพฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าและเทียบเท่ากับรถยุโรปพรีเมียมได้แล้ว และสิ่งที่ต้องตามมาคือการเพิ่มประสบการณ์ด้านการปรับจูนเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=957853813813493&id=100087666501033&rdid=EajIujGcjyu62E5k#

จีนเร่งส่งสัญญาณสันติภาพ ปักกิ่งขานรับดีลหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ หนุนเจรจา สันติภาพในตะวันออกกลาง หวังทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นช่องแคบฮอร์มุซ เล็งเสถียรภาพตะวันออกกลางยั่งยืน

จีนหนุนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนยินดีที่อิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ เช่น ปากีสถาน ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

เหมาหนิงกล่าวว่า "จีนสนับสนุนให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต" และได้พยายามเต็มที่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ เหมาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานอิหร่านและโอมานอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "จีนหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อเอื้อให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว"

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางค้าสำคัญของพลังงานโลก ความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และจะเจรจาที่ปากีสถานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์ขุด “เพิร์ลฮาร์เบอร์” เปิดแผลจักรวรรดิญี่ปุ่น ‘ทรัมป์’ พลั้งปากหรือจงใจ ใช้ประวัติศาสตร์กดหัวพันธมิตร จุดฉนวนถกเถียงในญี่ปุ่น หมดศักดิ์ศรีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชีย

“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “พลั้งปาก หรือตั้งใจ”

“เรื่องที่จริงจัง หรือเป็นเพียงตลกร้าย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ทางการทูตที่เกิดขึ้นใน วันที่ 19 มีนาคม 2026 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาว ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน จนทำให้อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และมำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ การเดินทางของเธอจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารและประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ นักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่า “ทำไมพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตีอิหร่าน?” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ตอบกลับไปว่า: “เราไม่อยากส่งสัญญาณมากจนเกินไป... เราต้องการเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่อง 'การโจมตีแบบลอบกัด' ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ? ทำไมคุณไม่บอกเราเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก่อนล่ะ?"

ทันทีที่เขาพูดจบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา “ตาเบิดโต รอยยิ้มหายไป เธอเอนหลัง และลดมือลง” แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เธอตกตะลึงกับการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์มาตอบคำถามจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น จนทำให้ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องอับอาย และเป็นการจุดประเด็นการถกเถียงในญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของพันธมิตร

การต่อสู้เพื่อ "ศักดิ์ศรี" ของญี่ปุ่น: ความเงียบหรือความอัปยศ คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จุดประกายความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามภายในญี่ปุ่นสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ประเด็นความขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “เมื่อเผชิญกับ ‘ความอัปยศ’ จากพันธมิตร” ควรจะอดทนหรือคัดค้าน? โดยฝ่ายผู้สนับสนุนเชื่อว่า “การไม่ตอบโต้" ของทาคาอิจิเป็นการกระทำที่คำนึงถึงผลประโยชน์ ญี่ปุ่นต้องการการรับประกันความมั่นคง อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และเพื่อรักษาพันธมิตรโดยรวม ญี่ปุ่นจึงไม่ควรทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องโกรธเคืองจากการโต้เถียงด้วยวาจาด้วยอารมย์เพียงชั่วครู่

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเชื่อว่า นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง ฮิโตชิ ทานากะ อดีตนักการทูต วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำประเทศ พันธมิตรทั้งสองฝ่ายควรมีความเท่าเทียมกัน เขากล่าวว่า การประจบประแจงประธานาธิบดีทรัมป์ และคิดว่า ความสำเร็จตรงนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าสมเพช” ตราบใดที่ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ว่าเป็น “เรื่องไร้สาระที่เพิกเฉยและไม่สนใจต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์” ความเห็นที่แตกแยกนี้เผยให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น นั่นคือ ความจำเป็นในการรักษาความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงอย่างเท่าเทียมกัน

ตรรกะใน “เชิงแลกเปลี่ยน” จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ สิ่งนี้จึงไม่ใช่การพลั้งปาก แต่เป็นการ “ศิลปะแห่งการแลกเปลี่ยน” ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ด้วยการอ้างถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายสองประการได้อย่างชาญฉลาด:

1.  ปิดปากญี่ปุ่น โดยบอกเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปรียบทางศีลธรรมเหมือนกันในประเด็น "การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" ซึ่งเป็นการบั่นทอนข้อสงสัยใด ๆ ในประเด็นไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

2.  เป็นการเตือนญี่ปุ่นถึง “สถานะที่ด้อยกว่า”: ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า สิทธิของพันธมิตรในการรับรู้ข้อมูลสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางการทูต “อเมริกามาก่อน” (America First) และมุมมองของเขาต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรว่า เป็นเรื่องของ “การแลกเปลี่ยน”

พันธมิตรภายใต้เงาแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับญี่ปุ่นอย่างมากมาย เพราะไปแตะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหายสนิทของญี่ปุ่น การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา เป็นเรื่องต้องห้ามที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น จะได้วางพวงมาลาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และฮิโรชิมาในปี 2016 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วยการสร้างเรื่องราวของความ “ปรองดอง” แต่คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับทำลายเส้นบาง ๆ ที่แบ่งกั้นความรู้สึกนี้ออกไปอย่างง่ายดาย ทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่ “การพลั้งปาก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะนั่นคือ พลวัตอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ส่วนรอยยิ้มที่ดูอึดอัดและแข็งทื่อของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนมองว่า เป็นสัญญาณของการอดทนอดกลั้น ในขณะที่บางคนมองว่า เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งภายในที่ญี่ปุ่นและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอีกหลายประเทศรู้สึกเมื่อเผชิญกับการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างเช่น คำพูดที่บอกให้เจ้าชาย MBS มาจูบก้นเป็นต้น

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นอดีตศัตรูที่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงชาติเดียวในโลกใบนี้ที่เคยส่งกำลังทหารโจมตีดินแดนสหรัฐฯ ทั้ง “เพิร์ลฮาร์เบอร์” และส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง “เกาะ Attu” กับ “เกาะ Kiska” ใกล้กับมลรัฐ Alaska ได้สำเร็จ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

วีรบุรุษกองทัพออสเตรเลีย ‘เบน โรเบิร์ต-สมิธ’ สู่ผู้ต้องหาอาชญากรรมสงคราม โดน 5 ข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตทหารออสเตรเลีย
ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตทหารกล้าของออสเตรเลีย 'เบน โรเบิร์ต-สมิธ' ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม 5 กระทง ในคดีฆาตกรรม 3 คดีที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เขาถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ และจะนำตัวยื่นขอประกันในวันถัดไป

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian และสำนักงานผู้สอบสวนพิเศษของออสเตรเลีย ระบุว่าในคดีแรก โรเบิร์ต-สมิธมีส่วนในเหตุการณ์ยิงชายชาวอัฟกัน 2 รายในปี 2552 เหยื่อถูกยิงทั้งขณะยังอยู่ในท่าทางยอมจำนนและไม่มีอาวุธ

คดีที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าจับชายชื่อ 'อาลี จัน' ทรมานจนเสียชีวิต ด้วยการบังคับให้เหยื่อเดินไปยังหน้าผาสูงและสั่งให้ทหารรายหนึ่งยิงจนตาย ขณะที่คดีที่ 3 เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมพลเรือนอีก 2 รายในพื้นที่เดียวกัน ข้อมูลยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

รอสส์ บาร์เน็ตต์ ผอ.สำนักงานสอบสวนพิเศษเผยว่าเรื่องนี้เริ่มสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 หลังคดีถูกสื่อออสเตรเลียเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต-สมิธปฏิเสธข้อหาและเคยฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ แต่แพ้คดีทุกศาล

อนุสรณ์สถานสมรภูมิรบออสเตรเลียจะติดตามสถานการณ์และพิจารณาแก้ไขเกียรติยศของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซียังไม่แสดงความเห็นในคดีนี้

ที่มา : https://url.in.th/mxisU

จีนคุมราคาน้ำมัน!! ประกาศควบคุมราคาน้ำมันต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ปรับราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลต่ำกว่ากลไก สั่งเข้มงวดตรวจสอบตลาดน้ำมันภายในประเทศ

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศว่าจะยังคงใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูง

ตามกลไกราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลควรจะปรับขึ้น 800 หยวน และ 770 หยวนต่อตันตามลำดับ แต่ด้วยมาตรการควบคุมที่ใช้ ราคาจะถูกปรับขึ้นเพียง 420 หยวนสำหรับเบนซิน และ 400 หยวนสำหรับดีเซลเท่านั้น

ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ 3 บริษัทของจีน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน ได้รับคำสั่งให้รักษาการผลิตและดูแลการขนส่งอย่างเข้มงวดเพื่อคงเสถียรภาพของอุปทาน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาดและปราบปรามการละเมิดนโยบายราคาน้ำมัน เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาด

มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการควบคุมผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและคุ้มครองตลาดภายในประเทศอย่างเข้มงวด "จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดในประเทศ" ตามรายงาน

ที่มา :  Xinhua

ขู่ถล่มไฟฟ้าอิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ ขู่โจมตีหนักกว่าครั้งก่อน อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายที่ล้มได้ง่าย อดีตทหารชี้ ระบบไฟฟ้าแข็งแกร่ง-ซ่อมเร็ว แผนถล่มอิหร่านของทรัมป์เสี่ยงล้มเหลว

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน “หนักกว่าที่เคย” แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้มีโอกาสไม่สำเร็จ เหตุโครงข่ายไฟฟ้าอิหร่าน “อึด-กระจายตัว-ซ่อมไว” ยากจะทำให้ล่มทั้งประเทศ

พันเอกสุลต่าน เอ็ม. ฮาลี อดีตนายทหารอากาศปากีสถาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถจบได้ด้วยการโจมตีเพียงระลอกเดียว เพราะระบบไฟฟ้าของอิหร่านมีลักษณะกระจายตัว ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และหลายจุดยังมีระบบเชื่อมต่อสำรองรองรับความเสียหาย

เขาระบุว่า ต่อให้ประเมินในแง่ดีที่สุด ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้ภารกิจบินโจมตีหลายร้อยเที่ยวตลอดหลายวัน จึงจะมีโอกาสทำให้ระบบไฟฟ้าของอิหร่านหยุดชะงักในวงกว้าง ขณะเดียวกัน อิหร่านก็เคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่าสามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

อดีตนายทหารรายนี้มองว่า หากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศจริง ผลกระทบก็น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องแลกคือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล และการเปิดความเสี่ยงให้เครื่องบินรบต้องเผชิญการยิงตอบโต้จากระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า หลักนิยมทางทหารของอิหร่านให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” และ “การอยู่รอด” ภายใต้แรงกดดัน โดยอาศัยการทำสงครามอสมมาตร เช่น การใช้ขีปนาวุธ โดรน และยุทธวิธีแบบไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทำให้แม้โครงข่ายไฟฟ้าจะถูกโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพการตอบโต้ทางทหารจะหมดไป

“ในทางทหาร อิหร่านจะยังคงต่อสู้ได้ต่อไป ส่วนในทางการเมือง การโจมตีลักษณะนี้อาจยิ่งให้ผลตรงข้าม เพราะอาจทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันต่อต้านวอชิงตันมากขึ้น” เขากล่าว

ที่มา : Sputnik

กู้นักบินหรือเกมลับ? นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยสหรัฐฯ เล็งคลังยูเรเนียมอิหร่าน ภารกิจช่วยนักบิน F-15 สหรัฐฯ ถูกมองอาจเป็นฉากบังหน้าปฏิบัติการใหญ่ในอิหร่าน

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงภารกิจกู้ภัย แต่ยังอาจถูกใช้เป็น “ฉากบังหน้า” สำหรับความพยายามเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของอิหร่านด้วย จากการที่มีการระดมทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และกำลังพลจากหน่วยรบพิเศษเข้าร่วมปฏิบัติการจำนวนมาก

ฟาร์คัด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik ว่า แม้สมมุติฐานดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ แต่หากสหรัฐฯ คิดจะเดินหน้าปฏิบัติการภาคพื้นดินจริง ก็ถือเป็นแนวทางที่เสี่ยงและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังพลเพียง 5,000-6,000 นาย ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง

เขาระบุว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ แม้ไม่ถึงขั้นยึดครองอิหร่าน แต่หวังจะกระทบต่อโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารอย่างน้อย 500,000 นาย หรืออาจมากกว่านั้น

อย่างไรก็ดี อิบรากิมอฟมองว่า การระดมกำลังและยุทโธปกรณ์จำนวนมากในภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองและการทหารว่า วอชิงตันพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือกำลังพลของตน เนื่องจากหากนักบินอเมริกันตกไปอยู่ในมืออิหร่าน ย่อมกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของเตหะรานในทางต่อรอง

ไม่เพียงเท่านั้น หากเกิดกรณีทหารสหรัฐฯ ถูกจับเป็นเชลย ก็อาจจุดกระแสกดดันภายในประเทศอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้านเดโมแครต และแม้แต่ฐานสนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์เอง

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเตือนว่า เวลานี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะเปราะบาง แต่กลับยังประเมินสถานการณ์ในอิหร่านต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเชื่อว่าเพียงเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินขนาดเล็กในพื้นที่ชายฝั่งบางจุด ก็อาจทำให้อิหร่านเกิดความไม่มั่นคงภายในได้

เขามองว่าแนวคิดเช่นนี้ “ทั้งบุ่มบ่ามและไร้ความเป็นจริง”

ที่มา : Sputnik

จีนจ่อเรียกยุติรบ!! 'เหมาหนิง' ขอทุกฝ่ายยุติรบทันที โจมตีทางทหารไม่แก้ปัญหา กังวลผลกระทบเศรษฐกิจโลก คัดค้านโจมตีพลเรือนอย่างหนัก

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ใช้ถ้อยคำเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านยุติปฏิบัติการทางทหารทันที และเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวมาหนึ่งเดือน

เหมาหนิงชี้ว่ามาตรการทางทหารไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง และการเพิ่มความขัดแย้งยิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด พร้อมกล่าวบนแพลตฟอร์มแถลงข่าวว่า "มาตรการทางทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง"

นอกจากนี้ เหมาระบุว่า ทุกฝ่ายควรแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานโลก เมื่อถูกถามถึงรายงานการโจมตีมหาวิทยาลัยในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เหมาย้ำว่า จีนคัดค้านการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงการโจมตีสถานศึกษาเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติด้านมนุษยธรรม

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top