Saturday, 22 August 2026
WORLD

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมาน!! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ถล่มโอมาน ห้ามขัดขวางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ระหว่างเจรจาอิหร่าน-โอมาน สหรัฐฯ กดดันเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมานให้ย่อยยับ หากพยายามขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่โจมตีโอมาน หากรัฐบาลมัสกัตเข้ามาขัดขวางความพยายามของวอชิงตันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ถ้าโอมานเข้ามาขวาง เราจะถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1376252744663082/?rdid=0CQkjbL0DVOJm3TA#

เดือด! ‘ชินจิโร โคอิซึมิ’ เยือนยาสุกุนิ!! วันครบรอบยอมแพ้สงคราม จุดชนวนจีน–เกาหลีใต้ประณาม 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้ สะเทือนสัมพันธ์เพื่อนบ้านเอเชีย ศาลเจ้ายาสุกุนิ สัญลักษณ์แผลประวัติศาสตร์สงคราม

ชินจิโร โคอิซึมิ รมว.กลาโหมญี่ปุ่น เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันครบรอบ 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดชนวนเสียงประณามจากจีนและเกาหลีใต้

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในกรุงโตเกียวในวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 81 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้จีนและเกาหลีใต้ออกมาประณามการเยือนดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเทศมองว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานในช่วงสงครามของญี่ปุ่น
โคอิซูมิเดินทางไปยังศาลเจ้าในชุดสูทสีเข้มและผูกเนกไท ขณะที่คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็เดินทางไปเยือนศาลเจ้าเช่นกัน ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเคยเดินทางไปศาลเจ้าแห่งนี้หลายครั้งก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน
กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้ายาสุกุนิ และได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการกระทำของผู้นำญี่ปุ่นที่เดินทางไปเยือนหรือส่งเครื่องสักการะไปยังศาลเจ้า พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ และแสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อการกระทำในอดีต

เกาหลีใต้ ระบุว่า การเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มุ่งไปข้างหน้าและตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของญี่ปุ่นราว 2.5 ล้านคน รวมถึงผู้นำญี่ปุ่นในช่วงสงคราม 14 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอาชญากรรมสงครามระดับสูงสุด รวมถึงผู้ที่ถูกศาลฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินว่ามีความผิดอีกกว่า 1,000 คนหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี 2488
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเคยอธิบายว่าการเดินทางไปเยือนศาลเจ้าในอดีตเป็นการไปในฐานะส่วนตัวเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของประเทศ

อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิขณะดำรงตำแหน่ง โดยเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2556 และสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ส่วนโคอิซูมิเคยเดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเมื่อปีที่ผ่านมาในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้าในวันครบรอบการยอมแพ้ของญี่ปุ่น คือจุนอิจิโร โคอิซูมิ บิดาของเขา ซึ่งเดินทางไปเมื่อปี 2549

อ้างอิง : www.reuters.com

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/263095/#google_vignette

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้!! ชี้แพง–ส่งสัญญาณแข็งต่อเกาหลีเหนือเกินไป อ้างสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน แต่เหตุผลลึกอาจเพราะโซลปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่าน การฝึกรอบปีหน้าคาดเปลี่ยนแปลงชัดเจน

ทรัมป์สั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน หรือแท้จริงอาจไม่พอใจโซลที่ปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่านปลดนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ลดลงระดับ การซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง และยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่าตนเองมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวอาจแทบไม่ทันส่งผลต่อการฝึก Ulchi Freedom Shield 2026 ในปีนี้ เนื่องจากทรัมป์เองยอมรับว่า “สายเกินไปที่จะยกเลิก” ขณะที่การฝึกมีกำหนดเริ่มวันที่ 17 สิงหาคม และดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม โดยกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนด
การฝึกร่วมในรอบปีหน้าอาจเป็นช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า หากรัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายลดระดับการซ้อมรบกับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางสำหรับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเปียงยาง

ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า เหตุผลที่ทรัมป์สั่งลดระดับการฝึกร่วม อาจมาจากความไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมในความพยายามเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยนำประเด็นดังกล่าวมากล่าวควบคู่กับคำสั่งลดการซ้อมรบครั้งนี้ด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375815108040179/?rdid=9isrKrMTjTKWAvv6#

หลุดปากหรือพูดตรงๆ?

ทรัมป์ยอมรับสหรัฐฯ “เอาน้ำมัน” มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ออกจากเวเนซุเอลา ก่อนทิ้งท้าย “ตอนนี้เรากำลังทำแบบเดียวกันกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375854764702880/?rdid=TUJtIwR4j6H4ItEn#

ดราม่า ! ทหารอเมริกัน-อิสราเอล ภาพข้อความบนเครื่องบินทหารแพร่บนโซเชียล ข้อความล้อเลียนเกี่ยวกับอิสราเอลและสงคราม อ้างเป็นฝีมือทหารอเมริกันในอ่าวเปอร์เซีย แต่ยังไม่มีการยืนยันจากทางการสหรัฐฯ

ภาพที่กำลังถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์อย่างมากในขณะนี้ ซึ่งอ้างว่าทหารสหรัฐฯ เขียนข้อความประชดอิสราเอลบนเครื่องบินที่คาดว่าอาจจะเป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135

ภาพข้อความจำนวนมากที่ถูกเขียนลงบนฝุ่นที่เกาะอยู่บริเวณชิ้นส่วนปีกของเครื่องบินทหารสหรัฐฯ กำลังถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ซึ่งอ้างว่าเป็นฝีมือของทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และข้อความหลายส่วนมีเนื้อหาประชดประชันอย่างรุนแรงต่ออิสราเอลและบทบาทของสหรัฐฯ ในสงคราม

ข้อความที่ปรากฏในภาพมีทั้ง “Bibi’s Cucks”, “Be a good goy and do what Israel tells you to!!!”, “Operation Epstein Fury”, “Peace Deal #64 Incoming”, “ALL THIS FOR THE HOLY LAND” และ “I LOVE ISRAEL I AM A GOOD GOYIM” นอกจากนี้ยังมีการวาดเกม XO, Hangman และข้อความล้อเลียนอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วลำตัวเครื่องบิน

ภาพดังกล่าว ซึ่งระบุว่าได้รับภาพมาจากบุคคลในพื้นที่ และอ้างว่าข้อความเหล่านี้ถูกเขียนโดยกำลังพลสหรัฐฯ ที่ประจำการในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย พร้อมถ่ายทอดคำบอกเล่าจากบุคคลที่อ้างว่าอยู่ในพื้นที่ว่า ขวัญกำลังใจของกำลังพลในปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำมาก และทหารจำนวนหนึ่งถูกส่งไปประจำการในสถานที่ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่โดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่นานเพียงใด

ผู้ใช้ออนไลน์บางส่วนระบุว่าลักษณะของเครื่องคล้ายเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายภาพ รวมถึงความเป็นไปได้ว่าเครื่องอาจจอดอยู่บนฐานภาคพื้นดินหรือแม้แต่พื้นที่เก็บเครื่องบิน ซึ่งภาพเพียงภาพเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นสถานที่และบริบทที่แท้จริงของภาพยังต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมหรือกองทัพสหรัฐฯ ว่าใครเป็นผู้เขียนข้อความเหล่านี้ รวมถึงยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างอิสระว่าภาพถูกถ่ายที่ใดและเมื่อใด ดังนั้น แม้ข้อความที่เห็นจะปรากฏอยู่ในภาพ แต่ข้อกล่าวอ้างว่าเป็นฝีมือของทหารสหรัฐฯ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในอ่าวเปอร์เซียยังควรถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375822578039432/?rdid=JmCm3oYcZymn13w3#

ชาวอเมริกันระอา ‘ทรัมป์’!! 53% เห็นชีวิตแย่ลงหลังทรัมป์กลับทำเนียบ เกือบ 57% ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระรู้สึกแย่ 55% ไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ 64% วิจารณ์การรับมือเงินเฟ้อของเขา

โพล FT ชี้ชาวอเมริกันเกินครึ่งรู้สึกชีวิตแย่ลงภายใต้ทรัมป์ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ผลสำรวจล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า 53% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ระบุว่าสถานะทางการเงินของตนแย่ลง นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 โดยในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ตัวเลขเพิ่มเป็นเกือบ 57% และแม้แต่ผู้สนับสนุนรีพับลิกันเองเกือบหนึ่งในสี่ก็ระบุว่าแย่ลง

นอกจากนี้ 55% ไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ขณะที่เกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเดินไปผิดทิศทาง และ 64% ไม่พอใจการรับมือปัญหาเงินเฟ้อของทรัมป์ ผลสำรวจมีขึ้นในช่วงที่เหลือเวลาไม่ถึง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกสำคัญในการรักษาการควบคุมสภาคองเกรส

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375390644749292/?rdid=41ghwydrqxSlY3YP#

ออสเตรเลีย ควบคุมอาวุธปืน!! รัฐนิวเซาท์เวลส์รับซื้อคืน เริ่ม 2 พ.ย. นี้ จ่ายชดเชยกระบอกละ 1,000 ดอลลาร์ ผลพวงกราดยิง ตรึงมาตรการใหม่หลังเหตุสะเทือน

ออสเตรเลียเริ่มมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะรับซื้อปืนคืน

นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ประกาศว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียจะเริ่มดำเนินโครงการรับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำปืนไรเฟิลและปืนพกมาคืนจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยสูงสุดกระบอกละ 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 23,000 บาท

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น หลังเหตุกราดยิงในงานเฉลิมฉลองฮานุกกะห์ที่หาดบอนไดในนครซิดนีย์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ราย

ปัจจุบันออสเตรเลียมีอาวุธปืนประมาณ 4.1 ล้านกระบอก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375154841439539/?rdid=6G0x2Ss8CIigmEko#

ญี่ปุ่น ฉุน รัสเซีย!! หลัง ‘ปูติน’ เหยียบเกาะคูริล จุดชนวนพิพาทดินแดนรอบใหม่ เตรียมเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่องในภูมิภาค

โตเกียวเตรียมตอบโต้ หลัง "ปูติน" เหยียบเกาะคูริล

จากกรณีที่วานนี้ (13 ส.ค. 69) มีการเผยแพร่ข่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล (Kuril Islands) ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับคาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยรัสเซียเป็นผู้ควบคุมหมู่เกาะดังกล่าว ในขณะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่นี้ และได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนดังกล่าว

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียประกาศเมื่อวานนี้ว่า นายปูตินได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหารทะเลบนเกาะเอโตโรฟุ (Etorofu Island) ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะ 4 แห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าหมู่เกาะเหล่านี้เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่น และระบุว่าหมู่เกาะดังกล่าวถูกยึดครองอย่างผิดกฎหมายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการเจรจากับรัสเซียตามนโยบายพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนและการทำสนธิสัญญาสันติภาพ การเจรจาดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างแข็งขันภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ ในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเบะและปูตินที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2561 ผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะเร่งรัดการเจรจา ทว่าการหารือกลับไม่มีความคืบหน้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ญี่ปุ่นเริ่มยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อมอสโกอย่างเข้มงวดขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 โดยร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อตอบโต้กรณีที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ขณะที่ทางมอสโกได้ออกมาประท้วงมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว และแสดงเจตจำนงที่จะระงับการเจรจากับญี่ปุ่นเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาท จากนั้นรัสเซียจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเดินทางไปยังเกาะเอโตโรฟุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ปูตินได้วิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นขณะตรวจการซ้อมรบของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย โดยการเดินทางเยือนเกาะแห่งนี้ของเขาดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการปรามญี่ปุ่น ในช่วงที่สถานการณ์การรุกรานยูเครนยังคงยืดเยื้อ

จากเหตุดังกล่าว นายโมเตงิ โทชิมิตสึ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า "ดินแดนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงเกาะเอโตโรฟุ ถือเป็นดินแดนดั้งเดิมของประเทศเราตามประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นขอประท้วงการเดินทางเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง"

โตเกียวเตรียมมาตรการตอบโต้

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ส.ค. 69) สำนักข่าว NHK ของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนหนึ่งใน 4 เกาะที่ควบคุมโดยรัสเซียและญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์

มาตรการหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรเดิมที่โตเกียวได้บังคับใช้ต่อมอสโกไปแล้ว ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน

ขณะที่นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนเกาะเอโตโรฟุ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะดังกล่าวของปูติน เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเธอย้ำว่า หมู่เกาะเหล่านี้ "เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ"

นางทาคาอิจิตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน "ขัดแย้งกับจุดยืนอันแน่วแน่ของรัฐบาลญี่ปุ่น" ที่มีต่อหมู่เกาะแห่งนี้ เธอยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าว "ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ... การเยือนครั้งนี้ ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียในระยะกลางถึงระยะยาวทำได้ยากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศญี่ปุ่น นิโคไล นอซเดรฟ เข้าพบ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงโตเกียว โดยระหว่างการพบปะ โมเตงิได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งนี้ โมเตงิได้ขอให้นอซเดรฟส่งต่อประเด็นเหล่านี้ไปยังรัฐบาลรัสเซียโดยทันที

ทั้งนี้ ในปี 2565 รัสเซียได้ประกาศเจตจำนงที่จะระงับการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่น หลังจากที่โตเกียวบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโกกรณีรุกรานยูเครน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย

รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายรักษาการสื่อสารกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว โมเตงิได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ในการพบปะที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เย็นชาอยู่แล้วนั้น คาดว่าจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

ที่มา : Kremlin.ru / NHK
https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1655761036556367/?rdid=moCYJCF5Gp0hHIL8#

พีธ เฮกเซธ รมต.สงคราม ดับข่าวลือบิดเบือน!! สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ลูกเรือตกเรือจริง ไม่ได้ฆ่าตัวตาย ยอมรับว่าสภาพบนเรือทีอยู่ยาวนานมีปัญหาจริง

พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐ ปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับ สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บนบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln โดยระบุว่า รายงานที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ “บิดเบือน” ไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

เฮกเซธ ยังกล่าวชื่นชมลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือลำดังกล่าว ถึงความกล้าหาญที่ปฏิบัติภายใต้ภารกิจที่ยาวนานกว่าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม CENTCOM ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีลูกเรือ 1 นาย ตกจากเรือจริง และได้รับการช่วยเหลือกลับขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย และยืนยันว่าไม่มีทหารหรือลูกเรือบนเรือเสียชีวิตระหว่างการประจำการที่ยาวนานกว่าปกติในครั้งนี้ แต่ CENTCOM ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มีลูกเรือหลายคน “พยายามกระโดดลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตาย” ตามที่สื่อบางแห่งรายงาน

ขณะที่ "เฮกเซธ" ก็ไม่ได้ปฏิเสธกระแสข่าว เกี่ยวกับปัญหาการประจำการที่ยาวนานของลูกเรือ หรือสภาพบนเรือมีปัญหา เพียงแต่บอกว่า สื่อรายงาน “บิดเบือนไปจากความเป็นจริง” มากเกินไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1373258221629201/?rdid=IUQ2pRUhNTjurJ1C#

สหรัฐฯ เจอต้นทุนสงครามพุ่ง!! สูญเสีย MQ-9 Reaper 45 ลำ คิดเป็น 1ใน4 ของฝูงก่อนสงคราม มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านดอลล์ แสดงคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯสึกหรอ

สหรัฐฯ สูญเสีย MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำในสงครามอิหร่าน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของฝูงทั้งหมด รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

The Washington Post รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 คนว่า กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำ นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น คิดเป็นประมาณ 25% ของฝูง MQ-9 ที่สหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม และสร้างความเสียหายด้านยุทโธปกรณ์รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

ก่อนสงคราม กองทัพสหรัฐฯ มี MQ-9 ประมาณ 185 ลำ แบ่งเป็นกองทัพอากาศ 165 ลำ และนาวิกโยธิน 20 ลำ โดยเครื่องของนาวิกโยธินยังไม่มีรายงานสูญเสีย ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาว่า จำนวน MQ-9 ที่เหลืออยู่ลดลงเหลือประมาณ 135 ลำ แล้ว

Washington Post ระบุว่า MQ-9 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000–1,650 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเซ็นเซอร์และอาวุธที่ติดตั้ง และการสูญเสียครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสึกหรอของคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ จากสงครามอิหร่าน นอกเหนือจากขีปนาวุธสกัดกั้นที่ถูกใช้ไปเป็นจำนวนมาก

เน้นย้ำเคารพกฎหมายไทยก่อนท่องเที่ยว!! ตรวจสอบกิจการผิดกฎหมายชาวต่างชาติ อิสราเอลขยับประสานไทย กระชับสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวธุรกิจ เน้นความร่วมมือความปลอดภัยสาธารณะ

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจ และความปลอดภัยสาธารณะ ท่ามกลางการจับตามองชุมชนชาวอิสราเอลในจังหวัดที่เพิ่มมากขึ้น

ในการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น เอกอัครราชทูตระบุว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้เคารพกฎหมาย แม้ยอมรับว่าอาจมีบุคคลบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยประสานงานโดยตรงกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเมื่อเกิดปัญหา

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งมีชุมชนนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวอิสราเอลขยายตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับธุรกิจนอมินี การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

ฟิชเชอร์-คัมม์ ย้ำว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทย ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของไทยก่อนเดินทาง พร้อมสนับสนุนให้ชาวอิสราเอลเคารพกฎระเบียบท้องถิ่น
 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1051395587649961&set=a.130341136422082

 

จีน-ไทย ลุยจับแก๊งฉ้อเครดิต!! ทลายเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 9 รายทั้ง ไทย-จีน เสียหายทางการเงินกว่า 5 ล้านหยวน เตรียมสร้างกลไกร่วมมือสม่ำเสมอ

ตำรวจจีน-ไทยร่วมมือทลาย 'แก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิต' ข้ามแดนครั้งใหญ่

ปักกิ่ง, 13 ส.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยว่าเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนและไทยได้ร่วมมือกันทลายแก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิตข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ที่มุ่งเป้าไปยังพลเมืองชาวจีน ซึ่งนำสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 9 ราย ได้แก่ ชาวจีน 4 ราย และชาวไทย 5 ราย

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการร่วมกันโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ทั้งสองฝ่ายกำหนดเวลาออกปราบปรามและเข้าทลายสถานที่ก่ออาชญากรรมหลายแห่ง และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ โดยตำรวจจีนตรวจพบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวในปี 2025 และได้เร่งแบ่งปันข้อมูลคดีกับตำรวจไทย พร้อมขอความร่วมมือจากฝ่ายไทยในการดำเนินการ

ผลการสอบสวนพบว่าผู้ต้องสงสัย 2 รายได้ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดยหนึ่งในนั้นถูกกล่าวหาว่าเปิดร้านค้าในไทยเพื่อใช้เป็นฉากบังหน้าในการลักลอบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหาย ส่วนอีกรายถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลที่ขโมยมาไปทำบัตรปลอม พร้อมชักชวนบุคคลอื่นให้ใช้บัตรดังกล่าวทำธุรกรรมฉ้อโกงและฟอกเงินที่ได้มาโดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลกำไร ซึ่งจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่พบความเสียหายทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดีดังกล่าวแล้วมากกว่า 5 ล้านหยวน (ราว 24.58 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันครั้งแรกในรอบหลายปีของตำรวจจีนและไทยที่มุ่งเป้าอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะพิจารณาจัดตั้งกลไกความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยมีแผนการกระชับความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูล การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ร่วมกัน การติดตามตัวผู้ต้องสงสัย และการกู้คืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

ที่มา : Xinhua

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า

“จู หรงจี : รัฐบุรุษผู้ยื่นมือฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้ง
และวางรากฐานการค้าไทย-จีน
หาก เติ้ง เสี่ยวผิง คือผุ้วางรากฐานนโยบาย เปิดกว้างและปฏิรูป
จู หรงจี คือ ขุนพลฝ่ายเศรษฐกิจ
ผู้จับมีดหมอผ่าตัดระบบเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ยุคสากล
มรดกสำคัญที่สุด การเป็นมิตรแท้ยามยากของไทยยุคต้มยำกุ้ง”

รศ.ดร ปิติ ศรีแสงนาม
คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164317856187225/?rdid=G5A9PWcCaXuD1f91#

อาลัย ‘จูหรงจี’ ผู้นำปฏิรูปสายแข็ง อดีตนายกฯสายแข็งชี้ทางเศรษฐกิจ ทุ่มโลงศพ 100 โลงปราบทุจริต ส่งจีนนับหนึ่งสู่โลกใหม่ อาเซียนคู่ค้าหลักสมัยใหม่

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “   ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่อ.ษรชื่นชมมากที่สุด = #จูหรงจี Zhu Rongji

อดีตนายกฯ จูหรงจี  ผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวะ ม.ชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพท์  พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า  กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง

จูหรงจี คือ  มือปราบ #เงินเฟ้อจีน ที่เคยพุ่งกว่า 27 %  ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ #รัฐวิสาหกิจซอมบี้ ทุบข้าวชามเหล็กที่ทำให้คนนั่งๆนอนๆ ไม่กระตือรือร้น  ลุยปราบ #ทุจริตคอรัปชั่น  ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม

จูหรงจีมี mindset ที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่กลับเน้นผลักดันให้จีนเข้า #WTO  เพื่อหวังใช้ #แรงกดดันจากภายนอก มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง  ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ #ไม่ปรับไม่รอด  

ยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาด #อาเซียน จูหรงจีตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน  (เพื่อกระจายความเสี่ยงลดพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น) ในปี 2000 จีนได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียน   มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐ/สหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน)

จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก  แต่ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม  มีคนจีนจำนวนมากต้องหลุดจากงาน  สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่ของจูหรงจี

บทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี = การปฏิรูปย่อมมี“ต้นทุน” และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมี“แรงต้าน“  ทุกการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่อง จะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน  สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้โดยไม่สั่นคลอน

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีเสียชีวิตลาโลกไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลัง ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่  เน้นการแข่งขัน เน้นใช้ #กลไกตลาด ควบคู่ไปกับ #กลไกเศรษฐกิจโลก ภายใต้การรักษาเสถียรภาพโดยพรรคฯ

NOTE : คำกล่าวสำคัญของจูหรงจี  ในวาระต่างๆ ที่ได้รับการพูดถึงกันมาก

📌 “แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ”  

No matter what is waiting ahead for me—whether it be landmines or an unfathomable abyss—I will forge ahead without hesitation, and I will give my all until my heart stops beating." 

(Delivered during his first press conference as Premier in March 1998, outlining his commitment to difficult economic reforms).

📌 “เตรียมโลงศพ 100 โลง—99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง “

Prepare 100 coffins—99 for corrupt officials, and one for myself

(Delivered this legendary anti-corruption statement in 1998, shortly before becoming Premier of China)

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0NH8Qg1UwwxBb9AetzdEB9o9wWp6PNBWfeYm7E7LKUQ5cv9KxBwHtqVVDUeGujAyRl&id=1037140385

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

“อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล
ยืนยันจะไม่มีการถอนกำลังออกจาก
เลบานอนตอนใต้ ซีเรีย หรือกาซา
เพราะนี่คือนโยบายของอิสราเอล
และจะดำเนินการต่อไปจนสำเร็จตามประสงค์”

อิสราเอล คัตซ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1372034568418233/?rdid=M9VTRAAZjMGpX52X#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top