Saturday, 7 November 2026
WORLD

สัญญาณสันติภาพเขย่าตลาดพลังงานโลก!! ก๊าซยุโรปราคาร่วงกว่า 10% ในวันเดียว ข่าวอิหร่าน เปิดทางเจรจา สหรัฐฯ คลายกังวลวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง แต่ยุโรปยังเสี่ยงก๊าซขาดแคลนรับฤดูหนาว

ลอนดอน, 3 พ.ย. (ซินหัว) -- ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปลดลงกว่าร้อยละ 10 ในวันจันทร์ (2 พ.ย.) ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. โดยสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าไตเติล ทรานส์เฟอร์ ฟาซิลิตี (TTF) ของเนเธอร์แลนด์สำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลงอยู่ที่ 93.18 ยูโร (ราว 3,500 บาท) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ตอน 18.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ในตลาดอินเตอร์คอนติเนนทัล เอ็กซ์เชนจ์ (ICE) ซึ่งปรับลงจากราคาของสัปดาห์ก่อนที่สูงเกิน 100 ยูโร (ราว 3,800 บาท) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง

รายงานระบุว่าราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปลดลงหลังจากมีรายงานผู้นำสูงสุดของอิหร่านอนุมัติให้รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าการเจรจากับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทียินดีจะให้เวลาเพิ่มกับกระบวนการทางการทูต โดยแนวโน้มของการกลับมาเจรจาดังกล่าวช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง

แม้ราคาก๊าซธรรมชาติจะลดลงอย่างมากในวันจันทร์ (2 พ.ย.) แต่ตลาดก๊าซในยุโรปยังคงเผชิญความเสี่ยงจากแรงกดดันด้านอุปทานขณะเข้าสู่ฤดูหนาวที่ความต้องการใช้ก๊าซทำความร้อนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากก๊าซ อินฟราสตรักเจอร์ ยุโรป (Gas Infrastructure Europe) ระบุว่าคลังกักเก็บก๊าซในสหภาพยุโรป (EU) มีปริมาณก๊าซสำรองอยู่ที่ร้อยละ 74.62 ของความจุทั้งหมด เมื่อนับถึงวันที่ 1 พ.ย. ส่วนปริมาณก๊าซสำรองในเยอรมนีอยู่ที่ร้อยละ 61.03 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 70 ที่ประเทศตั้งไว้

วอร์เรน แพตเทอร์สัน และเอวา แมนธี นักกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากธนาคารไอเอ็นจี (ING) เตือนว่าภาวะอุปทานตึงตัวอาจทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปผันผวนอย่างมากตลอดช่วงฤดูหนาว โดยสภาพอากาศหนาวเย็นอาจเร่งให้มีการดึงก๊าซออกจากคลังสำรองที่มีปริมาณลดลงอยู่แล้วมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

เบื้องหลังเวทีเศรษฐกิจโลกที่กรุงเทพฯ !! เปิดประสบการณ์ 7 วัน ในการประชุม IMF–World Bank กับภารกิจต้อนรับ 15,000 คนจาก 191 ชาติ เผยเบื้องหลังการวางแผนจัดงานนานถึง 3 ปี

ตอนนี้ : และตอนที่ 1

๓๕ ปีเจอกันอีก: ไอเอมเอฟ/ธนาคารโลก (๑)

อนุดี เซียสกุล อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

ตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๘ ตุลาคมที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอมเอฟ)และกลุ่มธนาคารโลกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์หลากหลายแง่มุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มงวดในการที่จะเข้าไปในสถานที่ประชุมซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมจาก ๑๙๑ ชาติและมีจำนวนคนถึง ๑๕,๐๐๐ คน.

ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนถึงความเป็นไปและข้อสังเกตในระหว่างที่มีโอกาสเข้าไปในศูนย์การประชุมฯตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม แต่เข้าไปในตัวตึกการประชุมได้จริงก็เป็นวันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคมเพราะบัตรผู้สื่อข่าวยังไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ดีไปทันตอนนายกฯอนุทินมาเปิดThai Pavilion ที่แสดงพระราชกรณีกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙

การจัด Thai Pavilion แสดงพระราชกรณีกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับข่าวสารที่สำคัญอันเป็นหัวใจของการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยเป็นโอกาสอันดียิ่งว่าประมุขของประเทศไทยทรงเห็นความสำคัญในการพัฒนาชีวิตของประชาชนอย่างไร

ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของการประชุมประจำปีของหน่วยงานด้านการเงินของโลกที่กรุงเทพครั้งนี้ทำให้ได้เห็นการทำงานขององค์การนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ เริ่มจากการจัดสถานที่สำหรับเวทีการอภิปรายในชั้น G ที่มีถึง ๒๒ ที่, ชั้น LG เป็นที่ทำงานของฝ่ายที่มาร่วมประชุม นอกจากนี้ที่ชั้น ๑ และ ๒ ก็ยังมีห้องประชุมที่จำกัดเฉพาะคณะที่คนนอกเข้าร่วมไม่ได้

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าผู้เขียนมาคุยเรื่องเวทีห้องประชุมทำไม ไม่เห็นจะสำคัญ ขออนุญาตอธิบายว่าแผนผังสถานที่ ที่ต้องรับคนมาประชุมเป็นหมื่นคนคือหัวใจของสถานที่การประชุมเพราะเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมมาถึงเขาต้องรู้ว่าห้องที่เขาต้องไปอยู่ที่ใดและไปถึงอย่างไร ตลอด ๗ วันที่ผู้เขียนอยู่ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์การเดินหาที่ต้องการไปฟังอภิปรายง่ายมาก มาฟังผลงานของ

Sholto Stewart, Senior annual meeting space planner ของ World Bank group

“I love to see a plan that has spent two and a half years, three years in my computer, rising out of the floor” ผมชอบดูแผนผังที่ใช้เวลาสองปีครึ่งหรือสามปีออกแบบในคอมพิวเตอร์ ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากพื้น(คือเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง: สจ๊วร์ต เป็นผู้ออกแบบสถานที่ประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลก)

พื้นที่ของศูนย์การประชุมสิริกิติ์มีมากมายและกว้างขวางจริงๆต้องใช้เวลาเดินมากโขอยู่ แต่ก็เป็นระเบียบ มีมุมของผู้สื่อข่าวอยู่หลายจุดหลายสำนักทั้งไทยและเทศ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากเพราะผู้สื่อข่าวต้องเชิญและนัดหมายมายังจุดสัมภาษณ์ หรือต้องคอยจับตัวในระหว่างที่ร.ม.ต คลังหรือผู้เข้าร่วมประชุมที่หมายตาไว้กำลังจะเดินผ่านไปห้องประชุมในกรณีที่เขาไม่มีเวลาให้นัด

ยังมีอะไรอีกหลายเรื่องที่อยากเล่าค่ะ ในครั้งต่อไปผู้เขียนอยากเล่าถึงหัวข้อของการอภิปรายซึ่งน่าสนใจมากค่ะและทั่วโลกต้องเงี่ยหูฟัง

อ้างอิง website World Bank Group.

เรื่อง :อนุดี เซียสกุล

อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

จีนเอาจริง! ปราบโกงข้ามพรมแดน!! สภาจีนเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ 47 มาตรา ชูหลักนิติธรรม–คุ้มครองสิทธิมนุษยชน วางระบบสกัดทุจริตที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ยกระดับความร่วมมือปราบคอร์รัปชันระดับโลก

จีนพิจารณาร่างกฎหมายปราบ 'ทุจริตข้ามพรมแดน' วางกรอบรับมืออย่างเป็นระบบ

ปักกิ่ง, 2 พ.ย. (ซินหัว) -- คณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุดของจีน เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการส่งเสริมการจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลต่อต้านการทุจริตระดับโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียม โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการเสนอให้พิจารณาเป็นครั้งที่สองในการประชุมของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ (6 พ.ย.) นี้

ร่างกฎหมายข้างต้นขยายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมาย เสริมหลักการชี้นำการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน พร้อมกำหนดให้การดำเนินงานต่อต้านเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ ตลอดจนเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ร่างกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็น 6 บท 47 มาตรา พร้อมกำหนดหลักการ ขอบเขต และประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความพยายามปราบปรามการทุจริตข้ามพรมแดน โดยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่าการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการวางรากฐานกรอบกฎหมายด้านการต่อต้านการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศให้เป็นระบบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ชุดพม่า หรือ อัปสรากัมพูชา? มิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดอ้างเป็นศิลปะพม่า แต่ชาวเน็ตบางส่วนชี้คล้ายชุดนางอัปสราเขมร จุดประเด็นถกเถียงมรดกวัฒนธรรมอาเซียน

“เมียนมา–กัมพูชา” ถกเถียงกันเรื่องชุดประจำชาติ! หลังมิสโกลบเมียนมา 2026 สวมชุดที่มีลักษณะคล้ายเครื่องแต่งกายนางอัปสราของเขมร

เมียต ขุ่น โช (Myat Khun Cho) มิสโกลบเมียนมา 2026 (Miss Globe Myanmar 2026) ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายชุดหนึ่ง ซึ่งเธอระบุว่าเป็น ชุดประจำชาติพม่า

ภายหลังจากคลิปวิดีโอที่เธอสวมชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่และแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็ได้สร้างกระแสความคิดเห็นที่หลากหลาย

ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ชุดนางอัปสราเขมร (Khmer Apsara) ขณะที่ผู้ชมอีกส่วนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าเป็นเครื่องแต่งกายแบบพม่า

ประเด็นถกเถียงนี้นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในวงกว้างว่า

“เหตุใดเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม?”

1. ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ข้ามพรมแดน

เครื่องแต่งกายพื้นเมือง ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละสังคม มักได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนต่าง ๆ

การค้าขาย การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างความหลากหลายและความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์การติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดเครื่องแต่งกายพื้นเมืองและองค์ประกอบทางศิลปะบางประเภทของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงกันทางรูปลักษณ์ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายเหล่านั้นจำเป็นต้องมีต้นกำเนิดเดียวกันเสมอไป

การทำความเข้าใจประวัติความเป็นมาของเครื่องแต่งกายแต่ละประเภท จำเป็นต้องศึกษาทั้งรูปแบบการออกแบบ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และบริบททางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

2. เครื่องแต่งกายประจำชาติกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

สำหรับชุมชนจำนวนมาก เครื่องแต่งกายประจำชาติไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เท่านั้น

แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมทางศิลปะ และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม ของผู้คนในสังคมนั้น ๆ

เมื่อเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผู้คนจึงอาจมีมุมมองเกี่ยวกับต้นกำเนิดและความสำคัญของเครื่องแต่งกายเหล่านั้นไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างทางความคิดเห็นดังกล่าวอาจสะท้อนถึงวิธีที่แต่ละชุมชนเชื่อมโยงตนเองเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

แทนที่จะมองว่าความคล้ายคลึงกันทุกครั้งเป็นข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม การศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมประเพณีเหล่านั้นอาจเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความเข้าใจได้มากกว่า

3. โอกาสในการเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

กระแสถกเถียงเกี่ยวกับชุดที่เมียต ขุ่น โช สวมใส่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมเดียวกันหรือที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาจได้รับการตีความแตกต่างกันจากผู้คนต่างสังคม

หากผู้คนเปิดใจศึกษาประเด็นเหล่านี้ด้วยความสนใจใคร่รู้และความเคารพซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น

ความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมไม่ได้ลดทอนอัตลักษณ์ของชนชาติหรือชุมชนใด

ในทางกลับกัน ความคล้ายคลึงดังกล่าวสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนหันมาศึกษาและชื่นชมความหลากหลายของมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ดำรงอยู่ร่วมกันในภูมิภาคนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1148446291027070&id=100075851307109&post_id=100075851307109_1148446291027070&rdid=TfSb6xxI8QHNweiK#

‘อักษรศรี’ วิเคราะห์ผลประชุมลับพรรคคอมมิวนิสต์จีน!! ‘สี จิ้นผิง’ จัดทัพใหญ่ ก่อนตัดสินใจเรื่องไต้หวัน วิเคราะห์การปรับโครงสร้างอำนาจ PLA หลังประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน จับตาเก้าอี้ผู้นำกองทัพที่ยังว่าง

ผลประชุมลับพรรคฯ สีจิ้นผิงจะเร่งรวมชาติไต้หวันหรือไม่

โดย อักษรศรี พานิชสาส์น

จากผลการประชุมลับแบบเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ โรงแรม Jingxi ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สายข่าวด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีนมีการประเมินกันว่า  “ปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในตอนนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างต่ำ” แล้วทำไมจึงประเมินเช่นนั้น

บทความนี้จะมาวิเคราะห์ไล่เรียงในแต่ละประเด็นจากเนื้อหาในเอกสาร #แถลงการณ์ฯ 🇨🇳 ผลการประชุมลับในครั้งนี้ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC)  ที่เผยแพร่โดยทางการจีน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา 

โดยมีการรับรองมติว่าด้วยการควบคุมและบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวด และรอบด้านอย่างเด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

ผลการประชุมลับของพรรคฯ ที่โรงแรม Jingxi ในครั้งนี้  สื่อทั่วโลกจะจับตาในประเด็น #การขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 33 คน ในจำนวนนี้ 16 คนมาจาก #กองทัพจีน PLA  ตามมติพรรคฯ ที่มีทิศทางชัดเจนในการเดินหน้าควบคุมวินัยพรรคอย่างเข้มงวด

มีข้อสังเกตว่า  มีระดับสูงของทหารเพียงคนเดียวที่ได้รับการเลื่อนชั้นแต่งตั้งเข้าสู่การเป็นสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ชุดที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ก็คือ พลเอก #จางเซิงหมิน (Zhang Shengmin) รองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission : CMC) 

ที่ผ่านมา สีจิ้นผิงไว้วางใจให้พลเอก จางเซิงหมิน ดูแลด้านการตรวจสอบวินัยของ CMC (เปรียบเสมือนองค์กร ป.ป.ช. ของกองทัพ) ทำหน้าที่กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชัน

ตามธรรมเนียมของพรรคฯ กำหนดให้โปลิตบูโรมีทหารสองที่นั่ง คือรองประธาน CMC ทั้งสองคน (คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการสายยุทธการ อีกคนดูแลงานการเมือง)  แต่อำนาจที่แท้จริงทั้งหมดในกองทัพ จะอยู่ที่ประธาน CMC ฝ่ายพลเรือนแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ สีจิ้นผิง

ประเด็นคือ ในขณะนี้ สีจิ้นผิงยังไม่มีการตั้งนายพลใหม่เติมเก้าอี้ที่ว่าง  ทำให้เก้าอี้ทั้งห้าตัวใน CMC ยังว่างอยู่   #ทำไมสีจิ้นผิงยังไม่ได้เติมเก้าอี้ที่ว่างลงเหล่านี้ คาดว่า ยังไม่ไว้วางใจนายพลผู้นำกองทัพ จึงยังไม่ตั้งแม่ทัพใหม่ ทั้งหมดนี้ ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบนายทหารระดับสูง  

ดังนั้น สายข่าวความมั่นคงของจีน จึงประเมินว่า  ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  โอกาสที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวัน จึงยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างยังต่ำ

แต่ทั้งหมดนี้  ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง  ทุกการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสีจิ้นผิง #ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ (โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลาที่โดนัลด์ #ทรัมป์ 🇺🇸 ยังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งสีจิ้นผิงน่าจะได้พูดคุยเคลียร์กับทรัมป์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ มาจุ้นจ้านขัดขวาง #ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน) 

ในช่วงเวลานี้  กองทัพจีนกำลังอยู่ในช่วงจัดทัพภายใน บรรดานายพลจีนทั้งหลายจะต้องพิสูจน์ความภักดีและแสดงฝีมือให้สีจิ้นผิงได้เห็นว่า มีความพร้อมขั้นสูงสุดในการปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งยวดและเป็น“#เส้นแดง”ของจีนที่ไม่ยอมให้ชาติใดมารุกล้ำละเมิด นั่นคือ ช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ 

มติที่ประชุมฯ ในครั้งนี้ มีการขับไล่สมาชิกพรรคฯระดับสูง 16 คนที่มาจากกองทัพ PLA มีตัวอย่างตัว Top นายพลทหารที่ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคฯ  คือ พลเอก #จางโหย่วเซีย (Zhang Youxia) อดีตรองประธาน CMC  และพลเอก #หลิวเจิ้นลี่ (Liu Zhenli) อดีตเสนาธิการร่วมฯ นอกจากนี้  ยังมีอดีตรัฐมนตรีกลาโหมของจีนอีก 2 คนที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต  (รอลงอาญา)

มีข้อสังเกตว่า  กรรมการกลางพรรคตัวจริง 205 คน มาร่วมประชุมเพียง 162 คน นับว่าต่ำที่สุด (นับตั้งแต่ยุคหลังประธานเหมาเจ๋อตง)

สำหรับประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ผลการประชุมฯ สรุปได้ดังนี้ 

ประการแรก  การยกระดับความเข้มงวด และจัดการปัญหาภายในพรรค เพื่อการต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต  

ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในการเผชิญหน้าและแก้ไข ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และขาดการควบคุมดูแลตัวเอง" 

มีการเน้นย้ำถึงการใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา“คอร์รัปชัน” และการทุจริตในโครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง 

ประการที่สอง  ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต ประกาศยึดมั่นในอุดมการณ์ และเรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

ในด้านเศรษฐกิจ  แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า   เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 

(1) จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ การรักษาเสถียรภาพ 

(2) ดำเนินการตามแนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่ เร่งสร้างรูปแบบการพัฒนาใหม่ 

(3) ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม 

(4) ดึงศักยภาพของ อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

(5) เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป

(6) ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

ประการสุดท้าย เดินหน้ามุ่งสู่การสร้างความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization) ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น “#ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ” และขับเคลื่อน “#การฟื้นฟูชาติ”

อีกเรื่องที่น่าสนใจ  ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way"  ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ 

โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

(1) แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan) ภาษาจีนเรียกว่า "อู่เว่ยอี่ถี่" เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและสมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต ดังนี้

* ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง​* ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress) 

(2) ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy) ภาษาจีนเรียกว่า "ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" เป็นแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ ดังนี้

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance) 

จะเห็นได้ชัดเจนว่า “#วินัยพรรค” เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้

โดยสรุป  ผลการประชุมพรรรคฯ ครั้งนี้ สะท้อนแนวทางสีจิ้นผิง คือ“เข้มงวด เด็ดเดี่ยว และต่อเนื่อง” และสีจิ้นผิงกำลังอยู่ในช่วง #จัดวางตัวผู้นำกองทัพจีน  

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้  สายข่าวความมั่นคง จึงประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิบัติการบุกยึดเกาะไต้หวันในช่วงนี้ ยังค่อนข้างยังต่ำ  หากแต่ปฏิบัติการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ #การตัดสินใจของสีจิ้นผิง ผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินจีน และมีความมุ่งมั่นที่จะรวมชาติให้สำเร็จ โดยจะต้อง #จบแบบไม่ยืดเยื้อ และไม่มีชาติอื่นมาขัดขวางภารกิจสำคัญยิ่งยวดนี้

อ้างอิง : เอกสาร Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China ที่เผยแพร่โดยทางการจีน

https://www.facebook.com/share/p/1EsArbTZpM/?mibextid=wwXIfr

‘สี จิ้นผิง’ ส่งสัญญาณถึงเยอรมนี!! สองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกต้องจับมือกัน ย้ำโลกต้องการความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า ท่ามกลางความผันผวนของโลก

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องจีน–เยอรมนี สร้างรูปแบบความร่วมมือใหม่ ยึดหลักความเท่าเทียม ผลประโยชน์ร่วมกัน และเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้จีนและเยอรมนีร่วมกันสร้างรูปแบบความร่วมมือใหม่ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเท่าเทียม การได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และการรักษาเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์

ผู้นำจีนระบุว่า ในฐานะที่จีนและเยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ของโลก ทั้งสองประเทศควรร่วมกันส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลกว่า

“เราต้องเลือกการเปิดกว้าง แทนการปิดกั้น และเลือกความร่วมมือ แทนการเผชิญหน้า”

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/100064427625676/posts/1598977272259845/?rdid=lbCNt3x23MAN3dsr#

ทั่วโลกเตือนสำรองเสบียง แต่ทำไมไทยยังนิ่ง?! จับตากระแส 33 ประเทศ แนะประชาชนเตรียมอาหาร–น้ำรับวิกฤต 3–10 วัน ตั้งคำถามไทยมั่นคงทางอาหารจริง หรือมองข้ามความเสี่ยงสงคราม–พลังงาน–ไซเบอร์

33 ประเทศทั่วโลกเตือนประชาชนสำรองเสบียง แล้วประเทศไทยล่ะ? ไม่ประกาศเพราะมั่นคงทางอาหารจริง หรือกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป?

ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีรายงานที่สร้างความสนใจไปทั่วโลกว่า มีอย่างน้อย 33 ประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระยะเวลาที่แนะนำแตกต่างกันตั้งแต่ 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ไปจนถึง 7–10 วัน  รายชื่อประเทศดังกล่าวครอบคลุมทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและเอเชีย

คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อหลายประเทศเริ่มยกระดับการเตรียมความพร้อมให้ประชาชน แล้วเหตุใดประเทศไทยจึงไม่มีประกาศในลักษณะเดียวกัน? ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยง หรือรัฐบาลประเมินว่าความมั่นคงทางอาหารของประเทศยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคือ ตัวเลข 33 ประเทศไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลทั้ง 33 ประเทศเพิ่งประกาศคำเตือนพร้อมกัน หรือได้รับข่าวกรองว่ากำลังจะเกิดสงครามโลก  หลายประเทศมีมาตรการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินเป็นนโยบายประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงนี้มีการนำกลับมาประชาสัมพันธ์และยกระดับความสำคัญมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น

- สหราชอาณาจักร: โครงการ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนมีอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

- ฝรั่งเศส: มีแนวทางเตรียมชุดยังชีพ 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินหลายรูปแบบ

- เยอรมนี: มีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงสำหรับระยะเวลานานถึง 10 วัน

- สวีเดนและนอร์เวย์: ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก

- ญี่ปุ่น: มีแนวทางสำรองอาหารและน้ำอย่างน้อย 3 วัน และควรมีเพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์

- สิงคโปร์: มีคู่มือของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (SCDF) แนะนำการจัดเก็บอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับครัวเรือน

สิ่งที่ประเทศเหล่านี้กำลังเตรียมรับมือไม่ได้มีเพียงสงคราม แต่รวมถึงภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ ระบบไฟฟ้าขัดข้อง การหยุดชะงักของระบบขนส่ง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานด้วย  ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการเกิดสงคราม แต่คือความเป็นไปได้ที่ระบบสาธารณูปโภคและระบบขนส่งจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แม้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก็ตาม

คำถามต่อมาคือ….แล้วทำไมประเทศไทยจึงไม่มีประกาศให้ประชาชนสำรองเสบียง?

ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันว่าไม่ได้ออกประกาศให้ประชาชนสำรองอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับ 72 ชั่วโมง ตามข้อความที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหาร โดยมีผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก  เอย่ามองว่าการที่ประเทศไทยยังไม่มีประกาศลักษณะเดียวกับต่างประเทศ อาจอธิบายได้จากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ

ประการแรก ความได้เปรียบด้านการผลิตอาหาร  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีศักยภาพในการผลิตข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ และอาหารแปรรูป อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก จึงมีความได้เปรียบกว่าประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารส่วนใหญ่

ประการที่สอง การบริหารความเสี่ยงในระดับรัฐบาล รัฐบาลอาจประเมินว่าความเสี่ยงด้านอาหารในระยะสั้นยังไม่อยู่ในระดับที่จำเป็นต้องประกาศเตือนประชาชนให้สำรองเสบียง เพราะการประกาศดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น การกักตุน และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

ประการที่สาม ลักษณะความเสี่ยงของประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งทางทหารโดยตรงแบบบางประเทศในยุโรปหรือภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ประการสุดท้าย  แม้ประเทศไทยจะมีการนำระบบไซเบอร์เข้ามาใช้ในการค้าปลีกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนจ่ายเงินหรือแอพสั่งซื้อสินค้า  แต่หากระบบไซเบอร์ในประเทศไทยล่ม  เราก็แค่เดินทางออกไปยังตลาดใกล้บ้านหรือรถพุ่มพวงที่เข้ามาขายอาหารสดในชุมชน  ซึ่งนี่เป็นพฤติกรรมหลักที่ทำให้เรามีความเสี่ยงต่ำหากเกิดปัญหาด้านไซเบอร์ขึ้น ประเด็นจึงไม่น่าเป็นห่วงอย่างกรณีหลายๆประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากเกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นสงคราม  ภัยธรรมชาติหรือภัยไซเบอร์

แล้วความเสี่ยงใดละที่ไทยจะต้องเผชิญในกรณีที่โลกตกในภาวะไม่ว่าจะเป็นสงครามในอาระเบียที่ดูท่าทีจะขยายขนาดออกไปหรือภัยพิบัติรูปแบบอื่นๆที่เราอาจจะไม่เคยเจอ  หรือสงครามไซเบอร์ที่อาจจะไม่ได้จู่โจมไทยโดยตรงแต่ไทยเป็นเพียงลูกหลงจากสิ่งที่เกิดขึ้น  โดยความเสี่ยงที่ประเทศไทยควรจับตามอง ได้แก่

1. พลังงาน: หากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งของไทยอาจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าและอาหาร

2. ปุ๋ยและวัตถุดิบทางการเกษตร: การผลิตปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบหลายชนิดเชื่อมโยงกับตลาดพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ หากเกิดการหยุดชะงัก ต้นทุนการเพาะปลูกอาจสูงขึ้น

3. อาหารสัตว์: แม้ประเทศไทยผลิตเนื้อสัตว์ได้มาก แต่การเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบบางประเภท เช่น ข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกและการนำเข้า

4. ระบบขนส่งและโลจิสติกส์: หากเกิดสงคราม การปิดเส้นทางเดินเรือ หรือวิกฤตด้านพลังงาน อาหารอาจยังมีอยู่ในประเทศ แต่ต้นทุนในการผลิตและกระจายสินค้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเทศไทยอาจไม่ขาดข้าวหรืออาหารในภาพรวม แต่ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น วัตถุดิบขาดตลาด หรือการกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง  ความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ได้วัดเพียงว่าเรามีอาหารมากแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่าประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสมได้ต่อเนื่องหรือไม่

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำ ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตก่อนค่อยแก้ไข  แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านอาหาร แต่เอย่ามองว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่

1. จัดทำแผนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยา และเวชภัณฑ์ระดับครัวเรือน โดยแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมเบื้องต้น 72 ชั่วโมง

2. ประเมินความเสี่ยงของการนำเข้าพลังงาน ปุ๋ย วัตถุดิบอาหารสัตว์ และวัตถุดิบจำเป็นจากต่างประเทศ

3. ตรวจสอบปริมาณสำรองสินค้าและความพร้อมของระบบกระจายสินค้าในกรณีที่การขนส่งระหว่างประเทศหยุดชะงัก

4. สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศไม่มีความเสี่ยง  หรือให้ประชาชนเสพข่าวจากสื่ออื่นที่ไม่ใช่ประกาศจากรัฐบาลโดยตรง

การเตรียมพร้อมล่วงหน้าไม่ใช่การสร้างความกลัว แต่เป็นการลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะในโลกที่สงครามสามารถกระทบราคาน้ำมัน การขนส่ง และอาหารได้พร้อมกัน ประเทศที่ได้เปรียบที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาหารมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เตรียมรับมือกับวันที่อาหารและสินค้าจำเป็นไม่สามารถส่งถึงประชาชนได้ตามปกติ  และคำถามที่ประเทศไทยควรถามตัวเองในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่คือ หากวันหนึ่งห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก ประเทศไทยพร้อมรับมือได้นานแค่ไหน?

ที่มา : AYA

ปีนัง ผงาดแชมป์ Digital Nomad!! มาเลเซียคว้าอันดับ 1จาก 26 เมืองทั่วโลก เมืองน่าอยู่สำหรับคนทำงานทางไกล ค่าใช้จ่ายรวมที่พักเพียง 950 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ ‘เชียงใหม่’ ของไทยติดอันดับ 7

ปีนัง มาเลเซีย คว้าแชมป์เมืองค่าครองชีพถูกที่สุดในโลก สำหรับ Digital Nomad เอาชนะ 25 เมืองทั่วโลก

ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าครองชีพถูกที่สุดสำหรับกลุ่ม Digital Nomad หรือคนทำงานทางไกล จากทั้งหมด 26 เมืองทั่วโลก โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเฉลี่ยเพียง 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวมค่าเช่าที่พักแล้ว

เกาะปีนังครองอันดับหนึ่งจากผลการศึกษาของ Click Intelligence บริษัทการตลาดดิจิทัล ซึ่งประเมินเมืองต่าง ๆ จำนวน 26 เมือง ใน 15 ประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ค่าครองชีพ ความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ความปลอดภัย และความสะดวกในการขอวีซ่า

ผลการศึกษาที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์การเงินส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกา Moneywise เมื่อเดือนตุลาคม ระบุว่า ปีนังได้รับคะแนนรวม 0.78 จากคะแนนเต็ม 1.00 ตามมาด้วยเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้ 0.72 คะแนน และกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย ที่ได้ 0.59 คะแนน

ปีนังมีค่าครองชีพเพียง 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวมค่าเช่าที่พัก

ผลการศึกษาประเมินว่า บุคคลที่อาศัยอยู่คนเดียวในปีนังสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 850 ยูโร หรือ 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน โดยรวมค่าเช่าที่พักแล้ว

สำหรับอพาร์ตเมนต์แบบหนึ่งห้องนอนในพื้นที่ใกล้ใจกลางเมือง มีค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 393 ยูโรต่อเดือน ทำให้เหลืองบประมาณอีกประมาณ 457 ยูโร สำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่น พบว่ากัวลาลัมเปอร์มีค่าครองชีพเฉลี่ยประมาณ 1,100 ยูโรต่อเดือน ขณะที่เมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน มีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 1,700 ยูโรต่อเดือน

อินเทอร์เน็ตและวีซ่า Digital Nomad เป็นจุดแข็งของมาเลเซีย

นอกจากค่าครองชีพที่ไม่สูงแล้ว ปีนังยังได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของมาเลเซีย รวมถึงโครงการวีซ่า DE Rantau Nomad Pass ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และทำงานทางไกล สามารถพำนักอยู่ในมาเลเซียได้นาน 12 เดือน พร้อมทางเลือกในการต่ออายุ

ในการจัดอันดับครั้งนี้ นักวิจัยยังพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น สัดส่วนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวนผู้สมัครใช้บริการบรอดแบนด์ และอัตราการฆาตกรรม เพื่อประเมินความเหมาะสมของแต่ละเมืองสำหรับการอยู่อาศัยและทำงานทางไกล

เจมส์ โอเวน (James Owen) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริษัท Click Intelligence กล่าวว่า ความน่าสนใจของปีนังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าครองชีพที่ต่ำเท่านั้น

เขายังชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบสำคัญของปีนัง ได้แก่ การใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย แหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตลอดจนเครือข่ายร้านกาแฟและพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Coworking Spaces) ที่รองรับกลุ่มคนทำงานทางไกล ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Malay Mail ของมาเลเซีย

มาเลเซียติดอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย ด้านวีซ่า Digital Nomad

ผลการจัดอันดับดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการที่มาเลเซียได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่มคนทำงานทางไกลจากทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ มาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย จากดัชนี Digital Nomad Visa Index 2026 ซึ่งจัดทำโดย Passportivity บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐาน ตามรายงานอีกฉบับหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคม

การจัดอันดับทั้งสองรายการสะท้อนให้เห็นถึงความน่าสนใจของมาเลเซียในฐานะประเทศที่มีค่าครองชีพเข้าถึงได้ มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับ และมีนโยบายวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานทางไกลและพำนักในประเทศเป็นระยะเวลานาน

สำหรับประเทศไทย เมืองเชียงใหม่ก็ติดอันดับ 7 ของการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่ม Digital Nomad ในระดับโลก

ที่มา: https://e.vnexpress.net/news/tech/tech-news/malaysian-island-beats-25-global-cities-to-become-cheapest-destination-for-digital-nomads-5138851.html?fbclid=IwdGRjcAVRov1jbGNrBVGi7GV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEfEZ7c_wkP1o753ywe4kE9-P50WMkSFGguef5NqM56eb__l1yP1VyGWfOe-fI_aem_s3u1KCJiFRXVzA_g6uW5TA

หนานหนิงรุกหนัก!! กระชับสัมพันธ์กับอาเซียน ลุยพัฒนา AI และขนส่ง มูลค่าการค้าโตต่อเนื่อง เชื่อมตลาดจีนกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด

หนานหนิงรุกกระชับสัมพันธ์อาเซียน ลุยพัฒนาการค้า ขนส่ง และ AI เต็มสูบ

ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

ยามฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาถึง นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดรับแรงขับเคลื่อนใหม่ในการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ โดยมหกรรมแสดงสินค้า จีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 และการประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุน จีน-อาเซียน ได้ปิดฉากลงอย่างงดงาม ขณะที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการ และโครงการใหม่ ๆ ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนขึ้นที่ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

นครหนานหนิงในฐานะประตูสำคัญบานหนึ่งของจีนสู่ความร่วมมือกับอาเซียน ยังคงเดินหน้าเสริมแกร่งแพลตฟอร์มความร่วมมือ ส่งเสริมการเชื่อมโยง และนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนความก้าวหน้า เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับอาเซียน

แพลตฟอร์มขับเคลื่อนความร่วมมือ จีน-อาเซียน

ในฐานะเมืองเจ้าภาพจัดมหกรรม CAEXPO อย่างถาวร นครหนานหนิงได้สั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่าสองทศวรรษในการผลักดัน “ช่องทางหนานหนิง” จนก้าวเป็นแพลตฟอร์มหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ทั้งในมิติการเจรจาทางการเมือง การค้าและการลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประชาชน

สำหรับงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 โซนจัดแสดงนวัตกรรม AI ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกนั้น ดึงดูดความสนใจได้อย่างคับคั่ง โดยพื้นที่จัดแสดงหลักได้ขนทัพเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาอวดโฉม ไม่ว่าจะเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ และชิป AI ไปจนถึงโซลูชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ อาทิ แว่นตาอัจฉริยะ AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ รวมถึงนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย

ภายในงานมีบริษัทกว่า 70 แห่ง นำผลิตภัณฑ์กว่า 500 รายการ มาจัดแสดงใน 8 หมวดหมู่ ซึ่งสร้างมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 28 ล้านหยวน (ประมาณ 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมกันนี้ นครหนานหนิงยังได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งด้านการค้าดิจิทัล อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และการผลิตอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดคอนเนกชันไปสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนจริง

ขณะเดียวกัน ณ เขตปลอดอากรหนานหนิง (Nanning Comprehensive Bonded Zone) สินค้าเด่นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกระจายไปทั่วประเทศจีน ผ่านเครือข่ายอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งแรงหนุนจากพันธมิตรทางการค้าในงาน CAEXPO ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของหนานหนิงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับการไหลเวียนสินค้าระหว่างสองฝ่าย ทั้งการนำเข้าสินค้าอาเซียนสู่ตลาดจีนและการส่งออกสินค้าจีนสู่ตลาดอาเซียน

สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าต่างประเทศของนครหนานหนิงพุ่งสูงแตะ 6.5171 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 1.8246 หมื่นล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วน 28% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งเมือง ขณะที่มูลค่าการค้ากับเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 18.6%

เส้นทางขนส่งทางน้ำสายใหม่ เชื่อมโยงจีนตอนในสู่ท้องทะเล

การที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ในการเชื่อมโยงนครหนานหนิงออกสู่ทะเล

คลองสายนี้ออกแบบมาให้รองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 5,000 ตัน โดยสามารถแล่นตรงจากนครหนานหนิงสู่อ่าวเป่ยปู้ได้ทันที ซึ่งช่วยย่นระยะทางการขนส่งสินค้าทางน้ำจากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่ทะเลลงได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องขนส่งผ่านท่าเรือกวางโจว

การเปิดใช้เส้นทางน้ำสายใหม่นี้ จึงช่วยเสริมศักยภาพของนครหนานหนิงในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ที่เชื่อมโยงพื้นที่ตอนในของประเทศเข้ากับท่าเรือชายฝั่ง

เพื่อตักตวงโอกาสครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจ นครหนานหนิงได้เดินหน้าวางผังพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดแนวแถบเศรษฐกิจคลองผิงลู่ พร้อมเร่งยกระดับเขตปฏิบัติการร่วมบาเหลียนบริเวณท่าเรือหลิวจิ่งให้รองรับเรือขนาด 5,000 ตัน และเร่งสร้างทางรถไฟสายเฉพาะขึ้นที่หลิวจิ่ง เพื่อยกระดับระบบการขนส่งราง-น้ำ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากท่าเรือตอนใน สู่การเติบโตเป็นศูนย์กลางการขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเลอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งโลหะนอกกลุ่มเหล็ก เคมีภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการผลิตเครื่องจักรกล ย้ายฐานเข้ามาปักหลักตลอดแนวคลองอย่างต่อเนื่อง

เขตนำร่องการค้าเสรีจีน (กว่างซี) โซนหนานหนิง ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยได้ผนึกกำลังผ่านโมเดล “สองประเทศ สองนิคม” และเขตความร่วมมือทางอุตสาหกรรม จีน-อาเซียน พร้อมเดินหน้านวัตกรรมเชิงสถาบันไปแล้วกว่า 260 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 214 รายการที่เป็นแนวปฏิบัติริเริ่มเป็นครั้งแรกในระดับประเทศหรือระดับเขตปกครองตนเอง

นอกจากนี้ หนานหนิงยังคงมุ่งมั่นค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการเงินข้ามพรมแดนและการค้าดิจิทัล ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลงจากการยกระดับโครงข่ายการเชื่อมโยงระหว่างกว่างซีกับอาเซียนแล้ว ก็ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมโดยรอบท่าอากาศยานและท่าเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI เปิดฉากบทใหม่ ขยายมิติความร่วมมือ

AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างนครหนานหนิงและกลุ่มประเทศอาเซียน

ณ ศูนย์จัดแสดงประจำศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ในเขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง ได้มีการนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งด้านเมืองอัจฉริยะ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการเกษตร ซึ่งดึงดูดคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เดินทางมาเยี่ยมชมพร้อมร่วมเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย

นครหนานหนิงกำลังมุ่งมั่นขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาตามแนวคิด “วิจัยและพัฒนาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ผนึกกำลังกว่างซี และใช้จริงในอาเซียน” เพื่อยกระดับหนานหนิงสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเทคโนโลยี AI ระดับนานาชาติร่วมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


บริษัท อาร์เชอร์ไมนด์ เทคโนโลยี (ArcherMind Technology) ได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนขึ้นที่นครหนานหนิง โดยส่งออกผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์อัจฉริยะไปยังตลาดต่าง ๆ อาทิ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ทั้งยังถูกนำไปใช้งานในสถานศึกษาหลายแห่งทั่วอาเซียน ขณะเดียวกัน ไอฟลายเทค (iFLYTEK) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับนครหนานหนิง เพื่อเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม AI ลุยตลาดอาเซียน ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ซินเฉิน เซมิคอนดักเตอร์ (Xinchen Semiconductor) กำลังเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีชิปและขยายฐานการผลิตในนครหนานหนิง เพื่อรองรับนวัตกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อยานยนต์ (Internet of Vehicles) ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things)

ปัจจุบัน นครหนานหนิงเป็นศูนย์รวมภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI มากถึง 1,552 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57.3% ของทั้งหมดในกว่างซี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ชุมชนปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ณ นครหนานหนิง ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์และการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 37 ครั้ง พร้อมเปิดตัวความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ในอาเซียนรวม 42 โครงการ ซึ่งบรรลุข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้นได้เกือบ 100 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมราว 2 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านหยวน

AI กำลังก้าวขึ้นเป็นนามบัตรใบใหม่ที่สะท้อนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของนครหนานหนิง พร้อมทั้งขยายพรมแดนความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนให้ครอบคลุมยิ่งกว่าการค้าและการลงทุน ไปสู่มิติด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้นวัตกรรมอัจฉริยะ

ไม่ว่าจะเป็น “ช่องทางหนานหนิง” ที่สั่งสมความแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน ไปจนถึงโอกาสใหม่ ๆ จากการเปิดคลองผิงลู่ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI นครหนานหนิงกำลังเดินหน้าขยายพรมแดนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงตลาดจีนเข้ากับเวทีการค้าโลก

การผนึกกำลังกันระหว่างแพลตฟอร์ม เส้นทางคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้นครหนานหนิงพร้อมเปลี่ยนความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในฐานะแนวหน้าของความร่วมมือ จีน-อาเซียน ให้กลายเป็นโอกาสทองที่จับต้องได้จริง ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก!! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย ประชาชน 10,000 คนถูกอพยพ ภูฏานแจ้งเตือน-เสียหายโครงสร้าง น้ำเชี่ยวกรากซัดพื้นที่ลุ่มต่ำระวัง

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย 2 รัฐผวา น้ำป่าถล่ม 10,000 ชีวิตหนีตาย ระดมกู้ภัยรับมือ

เกิดเหตุระทึกกลางหุบเขาหิมาลัย หลังทะเลสาบธารน้ำแข็งชินตาฟู (Shintaphu Lake) ในเขตกาซา ประเทศภูฏาน เกิดแตกฉับพลันเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลปนโคลนและเศษซากจากภูเขาไหลทะลักลงสู่แม่น้ำโมชู ก่อนมุ่งหน้าสู่แม่น้ำซันโกช ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญที่ไหลต่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย จุดชนวนความหวั่นวิตกว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในพื้นที่ปลายน้ำ จนทางการอินเดียต้องยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุดในหลายพื้นที่ พร้อมเร่งอพยพประชาชนออกจากเขตเสี่ยงภัยอย่างเร่งด่วน

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก หรือ GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลักออกมาอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่สามารถพัดพาโคลน หิน และเศษซากต่าง ๆ ลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้อย่างรุนแรง โดยครั้งนี้กระแสน้ำได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูฏานแล้วหลายจุด และยังต้องจับตาระดับน้ำในแม่น้ำซันโกชอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีมวลน้ำไหลลงไปสมทบจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ในฝั่งอินเดียสร้างความตื่นตัวอย่างหนัก โดยรัฐเบงกอลตะวันตกประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ครอบคลุม 3 เขต ได้แก่ อาลีปูร์ดูอาร์ ชัลไปกูรี และคูชเบฮาร์ ขณะที่รัฐอัสสัมต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเขตโกกราฌาร์และธูบรี ซึ่งมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาตามแม่น้ำซันโกช
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนมากกว่า 10,000 คนในเขตอาลีปูร์ดูอาร์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งระดมกำลังหน่วยรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) และหน่วยรับมือภัยพิบัติระดับรัฐ (SDRF) เข้าประจำการ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและหมู่บ้านริมแม่น้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ตลิ่ง และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

ด้านภูฏาน แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่กระแสน้ำป่าที่ไหลหลากได้สร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคม โดยระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทานพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กูมา เกวอก (Guma Gewog) เขตปูนาคา ซึ่งอยู่บริเวณดอชูคา-โซมลิงทัง-ริตซา ได้รับความเสียหายบางส่วนจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทั้งที่ระบบดังกล่าวเพิ่งติดตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดหาน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายทั้งหมด

นอกจากนี้ เศษหิน ดิน และซากวัสดุที่ถูกกระแสน้ำพัดพามายังได้ทับถมเส้นทางหลวงสายปูนาคา-กาซา บริเวณโซมลิงทัง ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยข้อมูลความเสียหายเบื้องต้นได้รับการรายงานจากผู้นำชุมชนท้องถิ่นผ่านสถานีโทรทัศน์ BBS ของภูฏาน

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในภูฏาน แต่สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำในอินเดียที่กำลังเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหญ่ ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย ไม่ประมาทกับระดับน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ท่ามกลางการจับตาวิกฤตน้ำหลากจากเทือกเขาหิมาลัยที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/1109328875320796

ฝรั่งเศสทุบไม่แตก จีนเอามาขาย!! พ่อค้าจีนหยิบภาพประท้วงฝากโฆษณา กลายเป็นกระจกต้านทานการโจมตี บริษัท 'Hengxinfeng Special-Glass' เปิดเกมเร็ว ใช้เหตุวุ่นวายโปรโมทสินค้าตัวเอง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

เรื่องแบบนี้ #พ่อค้าจีน ขยับอย่างไว จากเหตุการณ์ผู้ประท้วงในฝรั่งเศสพยายามทำลายกระจกแผ่นนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้จ้า #บริษัทจีน Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. หัวการค้าอย่างไว รีบหยิบฉวยโอกาสนำคลิปเหตุการณ์จริงมาเผยแพร่ต่อกลายเป็นไวรัล เพื่อโชว์ว่า แผ่นกระจกชนิดนี้สามารถต้านทานการโจมตีระหว่างการประท้วงในฝรั่งเศสได้อยู่หมัด !! มันคือ กลยุทธ์การโฆษณาแบบเหนือเมฆ ด้วยการเปลี่ยนภาพความวุ่นวายเหล่านั้นให้กลายเป็นโฆษณาคุณภาพสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างพรีเซนเตอร์สักหยวนเลย

Chinese glass manufacturer Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. went viral by repurposing online video footage of failed break-in attempts during the October 2026 riots in France to promote its shatter-resistant glass.

https://theprint.in/feature/french-protesters-durable-glass-chinese-company-ad-opportunity-france-protests/3084898/

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/938637825772713

ฟ้าผ่า ECB!! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกก่อนครบวาระ เธอต้องการเสรีภาพพูดนอกกรอบ ตั้งแต่ 7 ก.พ. 2567 หวั่นถูกจำกัดเสรี เก้าอี้ผู้นำยุโรปสั่นสะเทือนอีกครั้ง

ฟ้าผ่า ECB! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปก่อนครบวาระ 8 เดือน เพราะไม่ต้องการถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกต่อไป!

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 คริสติน ลาการ์ด วัย 70 ปี ประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 แทนที่จะอยู่จนครบวาระในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ลาการ์ดให้เหตุผลว่า เธอต้องการมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ นอกเหนือจากนโยบายการเงิน โดยกล่าวว่า

“ฉันต้องการเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการมีส่วนร่วมกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน”

เธอยังกล่าวอีกว่า “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะวางตัวเป็นกลางต่อไปได้” เพราะเห็นว่าความจริงกำลังถูกบิดเบือนอยู่บ่อยครั้ง แต่ตำแหน่งปัจจุบันทำให้เธอไม่สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการได้
"ลาการ์ด" ดำรงตำแหน่งประธาน ECB มาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2019 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และเพิ่งเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ

ลาการ์ดไม่ได้บอกว่าเธออยากลาออกไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าต้องการเสรีภาพในการพูดเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ขณะดำรงตำแหน่ง

นั่นทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วเธออยากพูดเรื่องอะไรกันแน่?
เธออาจต้องการวิจารณ์ทรัมป์ ปูติน หรือแม้แต่นโยบายของผู้นำยุโรปเอง รวมถึงอาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับสงครามยูเครน การยุติสงคราม หรือการสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตก เพราะท่าทีที่เธอแสดงออกตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธาน ECB ไม่ได้หมายความว่าจะสะท้อนความคิดส่วนตัวทั้งหมดของเธอ

ที่มา: Reuters, ECB

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1442556158032740/?rdid=76gih0YB2oSDhtga#

สหรัฐฯ ขยับกำลังครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง!! ขนส่งเครื่องบิน 10 ลำลงอิสราเอล ขยายไปจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ซีอีโอยกเลิกไปยูเออี เหตุปลอดภัย ปูตินเตือนโต้ตอบหากสถานการณ์ลาม

การขนส่งทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ไปยังอิสราเอลและตะวันออกกลาง
ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เครื่องบินขนส่งของสหรัฐฯ 10 ลำได้ลงจอดในอิสราเอล ขณะเดียวกันก็มีรายงานการเคลื่อนไหวของเครื่องบินไปยังจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ด้วย
จากการประเมิน ส่วนหนึ่งของกิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มคลังกระสุนและเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาค
ทั้งนี้ เสนาธิการกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เสนอทางเลือกในการโจมตีอิหร่านต่อทรัมป์แล้ว

มีรายงานการโจมตีไปยังฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านทางตอนใค้ของประเทศที่เมืองยาสก์,เกมช์,ซีรีก(รอยืนยัน)

ซีอีโอของเอ็กซอนโมบิลและเชฟรอนยกเลิกการเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
ตามรายงาน เอ็กซอนและเชฟรอน สองบริษัทน้ำมันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกแผนการเดินทางของผู้บริหารไปเข้าร่วมการประชุมปิโตรเลียมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

มีรายงานว่าเกิดเสียงดังรุนแรงหลายครั้งบนเกาะเกชมและเกาะซีรีก ทางตอนใต้ของอิหร่าน สาเหตุของการระเบิดยังไม่ทราบแน่ชัด
รายงานเบื้องต้นคาดว่า การได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทะเลใกล้เกาะซีรักและเกาะเกชม อาจเกิดจากการยิงขีปนาวุธเตือนเรือที่รุกล้ำเข้ามาในช่องแคบฮอร์มุซ(รออัปเดต)

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปรียบเทียบความตึงเครียดทางทะเลในทะเลบอลติกกับช่องแคบฮอร์มุซ และเตือนถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้ว่า

“แต่จะมีอะไรเกิดขึ้นได้อีกเล่า? มิเช่นนั้น เราก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ
ดูเหมือนว่าจะมีบางคนต้องการให้ทะเลบอลติกตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ ผมไม่รู้ เราไม่ต้องการเช่นนั้น แต่เราจะตอบโต้ทุกการท้าทาย”

ที่มา: https://www.facebook.com/reel/965061366676410

“ซัมซุง” รายได้พุ่ง!! กำไรไตรมาสสามพุ่ง 783% ธุรกิจชิปหนุนผลประกอบการ รายได้สูงสุดติดต่อกัน 4 ไตรมาส เน้นหน่วยความจำ AI คาดโตต่อเนื่อง

โซล, 30 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ รายงานผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) ของปี 2026 อยู่ที่ 107.4 ล้านล้านวอน (ราว 2.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 783.1 จากปี 2025 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 105.7 ล้านล้านวอน (ราว 2.67 ล้านล้านบาท)

ขณะที่รายได้อยู่ที่ 195.3 ล้านล้านวอน (ราว 4.92 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 126.9 และกำไรสุทธิอยู่ที่ 75.14 ล้านล้านวอน (ราว 1.89 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 514.6 ซึ่งผลกำไรจากการดำเนินงานและรายได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่แล้ว

ผลประกอบการโดดเด่นของซัมซุงมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสร้างกำไรจากการดำเนินงาน 106.5 ล้านล้านวอน (ราว 2.68 ล้านล้านบาท) และทำรายได้ 147.1 ล้านล้านวอน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสสาม เนื่องมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ซัมซุงระบุว่าบริษัทบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมขยายการจำหน่ายหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่น 4 (HBM4) โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2027 ตามระบบนิเวศเอไอที่ขยายตัว ขณะที่อุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอจะสูงกว่าอุปทานของอุตสาหกรรมอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2026

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ ปฏิรูปพรรคคอมมิวนิสต์!! มติเน้นควบคุมพรรคเข้มงวดเด็ดขาด ย้ำมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่อง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา 5 มิติ วางเป้าสู่สังคมนิยมทันสมัยแบบจีน

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

อยากรู้มั้ย การประชุมลับ #สีจิ้นผิง และตัว Top #พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วง 26-29 ตุลาคมนี้ มีผลอย่างไร ?

หลังจากอ่านแถลงการณ์ฯ ที่เผยแพร่ทางการเมื่อหัวค่ำวันนี้แล้ว อ.ษรสรุปได้ 3 คำ คือ “เข้มงวด เด็ดเดี่ยว ต่อเนื่อง” !!!

นี่คือ หัวใจแกนหลักผลการประชุม #คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน 🇨🇳 ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 (Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the CPC) และทางการจีนเพิ่งเผยแพร่เอกสาร #แถลงการณ์ การประชุมเต็มคณะฯ ในวันนี้ (29.10.2026)

Key Message คือ การรับรองมติว่าด้วย #การควบคุม และบริหารจัดการพรรคอย่าง #เข้มงวด และรอบด้านอย่าง #เด็ดเดี่ยว และ #ต่อเนื่อง (Resolution on Certain Major Issues concerning Persevering with Full and Rigorous Party Self-Governance)

สรุปผลการประชุมฯ ดังนี้

(1) วาระและมติสำคัญของการประชุม
* การรับรองมติ #การปฏิรูปพรรค:

ที่ประชุมได้พิจารณาและผ่านมติว่าด้วย #การเดินหน้าควบคุมพรรคอย่างเข้มงวด (Full and Rigorous Party Self-Governance) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ได้ส่งรายงานการทำงานของกรมการเมือง (Political Bureau) และชี้แจงร่างมติดังกล่าวด้วยตนเอง

(2) #ยกระดับความเข้มงวด และจัดการ #ปัญหาภายในพรรค
* #การต่อสู้กับความหย่อนยานในอดีต:
ที่ประชุมชื่นชมความกล้าหาญทางการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคฯ มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลางในการเผชิญหน้าและแก้ไข #ปัญหาพรรค ในอดีตที่มีลักษณะ "อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และ #ขาดการควบคุมดูแลตัวเอง"

* การใช้ #มาตรการขั้นเด็ดขาด:
เน้นย้ำถึงการใช้ #มาตรการที่เข้มงวดที่สุด (Stringent measures) และความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหา #คอร์รัปชัน การรับของขวัญที่ผิดกฎหมาย โครงการที่ทำเพื่อตนเองและเอื้อพวกพ้อง และการจัดเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย

(3) ทิศทางและเป้าหมายในอนาคต
* ยึดมั่นในอุดมการณ์:
เรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีคณะกรรมการกลางพรรคที่มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง และนำ " #ความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนในยุคใหม่" ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

* มุ่งสู่ความทันสมัยแบบจีน :
ตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาและนำพาประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ เดินหน้าสร้างประเทศจีนให้เป็น #ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยในทุกมิติ และขับเคลื่อนการ #ฟื้นฟูชาติ ผ่านกระบวนการสร้าง #ความทันสมัยแบบจีน (Chinese modernization)

(4) ในแถลงการณ์ฯ เน้นเรื่อง "Implementing the Five-Sphere Integrated Plan and the Four-Pronged Comprehensive Strategy in a coordinated way" ด้วยการนำเอา 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนมารวมกันและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันในแบบบูรณาการ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1.แผนปฏิรูปบูรณาการ 5 มิติ (The Five-Sphere Integrated Plan)

ภาษาจีนเรียกว่า "#อู่เว่ยอี่ถี่" (五位一体) เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมและ #สมดุลใน 5 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต:

* #ด้านเศรษฐกิจ (Economic): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

* #ด้านการเมือง (Political): พัฒนาระบบประชาธิปไตยในกระบวนการทั้งหมดของประชาชน (Whole-process people's democracy) และธรรมาภิบาล

* #ด้านวัฒนธรรม (Cultural): เสริมสร้างวัฒนธรรมจีน อุดมการณ์สังคมนิยม และการสื่อสารมวลชน

* #ด้านสังคม (Social): ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่กลมเกลียว

* #ด้านนิเวศวิทยา (Ecological): เน้นความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการพัฒนาสีเขียว (Eco-environmental progress)

2. ยุทธศาสตร์รอบด้าน 4 ประการ (The Four-Pronged Comprehensive Strategy)

ภาษาจีนเรียกว่า "#ซื่อเก้อเฉวียนเมี่ยน" (四个全面) เป็น เครื่องมือและแนวทางปฏิบัติในเชิงรุก 4 ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบริหารประเทศ:

* สร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน (Build a modern socialist country)

* ปฏิรูปเชิงลึกอย่างรอบด้าน (Deepen reform across the board)

* บริหารประเทศตามหลักนิติธรรมอย่างรอบด้าน (Advance law-based governance)

* กวดขันวินัยและปกครองพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน (Strengthen full and rigorous Party self-governance)

( #วินัยพรรค เป็นประเด็นหลักที่ถูกเน้นย้ำอย่างมากในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ปี 2026 นี้)

(5) ในประเด็น #เศรษฐกิจจีน 🇨🇳 แถลงการณ์มติที่ประชุมฯ ยึดตามแผนพัฒนาฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า ….

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปีนี้ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเริ่มต้น #แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15
1-จะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกับ #การรักษาเสถียรภาพ
2-ดำเนินการตาม #แนวคิดการพัฒนาใหม่ ในทุกด้านอย่างเต็มที่และจริงจัง เร่งสร้าง #รูปแบบการพัฒนาใหม่
3-ใช้ประโยชน์จากนโยบายมหภาคอย่างเต็มที่และเหมาะสม
4-ดึงศักยภาพของ #อุปสงค์ภายในประเทศ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
5-เดินหน้าปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไป
6-ขับเคลื่อน #การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และยั่งยืนด้วย #นวัตกรรม

สำหรับรายละเอียดของ Communique of the Fifth Plenary Session of the 20th Central Committee of the Communist Party of China จะอยู่ใน comment นี้

Credit : FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น
https://www.facebook.com/share/p/19dB8Bvz74/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top