Friday, 3 July 2026
WORLD

ทฤษฎีจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเขย่า!! ‘ฟูกุยาม่า’ ยอมรับคาดการณ์ “จีน” ผิด หลังเห็นพลังพัฒนาเทคโนโลยี–เศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ภาพผู้นำโลกของปักกิ่งพุ่ง ท้าทายวาทกรรมตะวันตก

ฟูกุยาม่ายอมรับคาดการณ์จีนผิด

นายฟรานซิส ฟูกุยาม่า (Francis Fukuyama) นักวิชาการด้านการเมืองชาวอเมริกัน สัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่แน่วแน่ที่สุด เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ”(The End of History) เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งในเง่เศรษฐกิจและอุดมการณ์ และไม่มีระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นใดที่จะเข้ามาแทนที่ได้ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของรัฐบาลมนุษย์
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitungของเยอรมัน เขากลับกล่าวว่า "หากจีนยังคงพัฒนาด้วยรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป ผมก็ต้องยอมรับว่าสมมติฐานของผมผิดพลาด'"

สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวว่า ฟูกุยาม่ายอมรับว่าคาดการณ์จีนผิด
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ฟุกุยามะรับรอง "รูปแบบจีน" อย่างเปิดเผยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา
เดือนเมษายนปีนี้ เขาได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้สร้าง "ระบบที่น่าทึ่งมาก" ที่สามารถระดมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายที่แต่ก่อนเราคิดว่าไม่สามารถทําได้

เขากล่าวว่าหากจีนยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาต่อไป "มันอาจกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทดแทนระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้อย่างแท้จริง"

"ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ของนายฟูกุยาม่า ถูกตะวันตกใช้เป็นอาวุธปลุกจิตสำนึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบตะวันตก โจมตีทฤษฎีสังคมนิยม และใส่ร้ายเส้นทางความทันสมัยที่ไม่ใช่ตะวันตก

แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนดีเด่นของตะวันตกถูกสภาพความเป็นจริงบังคับให้ต้องเปิดตามองโลกที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร

นายฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ “ใครว่าโลกกลม” (The world is flat)กล่าวว่า "ได้เห็นอนาคตในจีน" และแนะนําวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาบางคนว่า "ควรออกไปดูข้างนอกให้มากขึ้น"

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ชาวอเมริกันดูเหมือนกำลังประเมินสถานะของจีนในโลกอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ควรทํามานานแล้ว เพราะการหวังให้จีนเสื่อมถอยนั้นจะไม่ได้ผล

ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะสงครามเย็น ตะวันตกเป็นส่วนที่มีอคติที่ดื้อรั้นที่สุดต่อจีนมานานแล้ว เรื่องการใส่ร้ายรูปแบบจีนและผลสำเร็จการพัฒนาของจีนนั้น เกือบทั้งหมดมาจากสังคมตะวันตก
เมื่อแม้แต่ตะวันตกก็ต้องยอมรับความสําเร็จของจีน แล้วที่อื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร
ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย Gallup สถาบันสํารวจความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็สะดุดตาเช่นกัน

การสํารวจครั้งนี้ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 130,000 คน อาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ผลสำรวจปรากฏว่า อัตราการสนับสนุนให้จีนเป็นผู้นําของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ด้วยผลร้อยละ 36 ต่อร้อยละ 31 ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ใหญ่ที่สุดของจีนต่อสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกัน การสํารวจความคิดเห็นที่จัดโดยศูนย์วิจัย PEW ปรากฏว่าความประทับใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจจากหลายสถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน เช่นISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ Ipsos และ Morning Consult ก็มีแนวโน้มเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ทฤษฎีการจบสิ้นของประวัติศาสตร์" กำลังก้าวไปสู่จุดจบด้วยความกังขาของชาวโลก

สิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของ "ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ที่แท้จริงคือ ความสําเร็จอย่างเป็นระบบเชิงประวัติศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขนาดอุตสาหกรรมการผลิตติดอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 15 ปีติดต่อกัน ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกัน ระยะทางรถไฟความเร็วสูงของจีนมากกว่ายอดรวมของประเทศอื่น ๆ ในโลก จีนยังได้เสนออุปกรณ์พลังงานลมให้กับทั่วโลกร้อยละ 70 สร้างระบบประกันสังคมและระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสร็จสิ้นภารกิจที่ยากลำบากในการขจัดความยากจนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าจีนจำนวนกว่า 35.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางการยกเว้นวีซ่าจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73.1 ของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว บนแพลตฟอร์มโซเชียลในต่างประเทศ "พกกระเป๋าเดินทางว่างเปล่าไปประเทศจีนเพื่อซื้อของ" "เลิกงานวันศุกร์แล้วไปเที่ยวประเทศจีน" กลายเป็นประเด็นร้อน "ความรู้สึกปลอดภัยแบบจีน" ทําให้ชาวเน็ตตะวันตกจํานวนมากอิจฉา

“ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”นับเป็นการผูกขาดทางทฤษฎีและการผูกขาดวาทกรรม ได้ล่ามโซ่ตรวนทางความคิดอย่างมากให้กับประเทศใต้ทั่วโลก ความสําเร็จของจีนไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ แต่ยังเป็นผู้นำการปลดปล่อยทางความคิดที่ลึกซึ้งแก่ทั่วโลกและทําลายตํานาน "ความทันสมัย = ตะวันตก"

ประเทศใต้ทั่วโลกเริ่มสํารวจเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศตนอย่างมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สงสัยและดูถูกตัวเองที่แตกต่างกับรูปแบบตะวันตกอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่สิ้นสุดวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ยังคงพัฒนายังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1362576049067823/?rdid=gqFMK4LNSYU6hbmS#

สินค้าไทยยังไม่หายจากกัมพูชา!! สื่อกัมพูชาอ้างแบนสินค้าไทยทำส่งออกทรุด แต่ผู้บริโภคยังต้องซื้อผ่านคนกลาง ตัวเลขชี้การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่สามยังพุ่ง บตากัมพูชาใช้กระแสแบนสินค้าเป็นเครื่องมือปลุกชาตินิยม

ส่งออกไทยตายเพราะกัมพูชา?

ไม่นานมานี้สื่อเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าการส่งออกไทยกำลังย่ำแย่หลังคนกัมพูชาแห่แบนสินค้าไทย   แต่ความจริงจากฝั่งไทยกลับตาลปัตรเพราะไทยเลือกจะเป็นผู้ปิดด่านเอง ซึ่งทางการไทยย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าในอดีตกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยในละแวกอาเซียน รองจาก  มาเลย์เซีย  เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่คือ  เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะที่ทางการกัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอข่าวว่ากัมพูชาแบนสินค้าไทยแต่กลับพบว่าสินค้าไทยถูกส่งไปยังประเทศที่สามเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีนตอนใต้ เติบโต 24.4% และการส่งออกผ่านแดนเติบโต 21.2% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการไทยเริ่มพึ่งพาเส้นทางผ่านแดนมากขึ้นก่อนหน้าและต่อเนื่องมาถึงปี 2569 และในไตรมาส 1 ของปี 2569 การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชายังเป็นศูนย์จากการปิดด่าน แต่การค้าผ่านแดนของไทยไปประเทศที่สามกลับขยายตัวถึง 41.4% สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อส่งเข้าไปยังกัมพูชา  สรุปง่ายๆคือว่ากัมพูชายังใช้สินค้าไทยแต่ต้องซื้อสินค้าต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีหนึ่ง  

 ตัดกลับมาที่ห่วงโซ่อุปทานของเรากับกัมพูชา  ถามว่าผู้ประกอบการไทยกระทบหรือไม่จากการปิดด่านของกัมพูชาก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแต่ทว่าตลาดก็กลับมาชดเชยได้จากอุปทานที่มีในกัมพูชาเอง  ดังนั้นยิ่งกัมพูชาออกข่าวว่ามีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้นเท่าไร   การลักลอบนำเข้าสินค้าไทยก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและจะทำให้ราคาขายในตลาดในกัมพูชาของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นด้วย  สุดท้ายการที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะลดการพึ่งพาสินค้าไทยโดยที่เลือกจะไม่ใช้สินค้าไทยดูเหมือนจะไม่สำเร็จเป็นไปตามแผนเพราะ  ในไทยยังมีคนกัมพูชาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มแรงงานและเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่กลับไปยังกัมพูชา  ซึ่งคนกัมพูชากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ถูกรังเกียจจากคนไทยแต่อย่างใดในขณะเดียวกันคนกัมพูชาที่เลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยกลับได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิมเช่นเดียวกับก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ  นั่นแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนไทยที่สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกรอบความคิดที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นให้เกลียดคนไทยไม่ได้ส่งผลไปถึงชาวกัมพูชาทุกคนและชาวกัมพูชาหลายคนเองก็ยอมรับกับเอย่าตรงๆว่าเขาไม่ได้เป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำของเขาแต่เขาเลือกไม่ได้ที่จะออกจากนอกประเทศด้วยการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นอยู่ในกัมพูชา

 เอย่าหวังว่าให้คนไทยเข้าใจว่าสุดท้ายข่าวใดๆที่ออกมาจากทางกัมพูชานั่นคือโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะล้างสมองคนในชาติเขาแต่อย่างไรก็ดีคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรือสาวกอินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรัฐบาลมาล้างสมองสาวกแต่อย่างใด

ที่มา : AYA

“ออสเตรเลีย” คลื่นย้ายถิ่นครั้งใหญ่!! ซิดนีย์–เมลเบิร์น คนไหลออกหนัก ออสซี่เลือกชีวิตภูมิภาคแทนเมืองใหญ่ คนออกจากเมืองหลวงมากกว่าคนกลับเข้าเมืองเกือบ 30% ชาวออสเตรเลียหันหาบ้านนอกเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น

ออสซี่” ย้ายออกจากเมืองใหญ่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์!

ข้อมูลล่าสุด commbank เผยว่า ชาวออสเตรเลียกำลังเลือกใช้ชีวิตในเมืองภูมิภาคมากขึ้นกว่าที่เคย โดยการย้ายจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาคแตะระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

ชาวซิดนีย์เป็นกลุ่มที่ย้ายออกมากที่สุด คิดเป็น 55% ของการย้ายออกจากเมืองหลวงทั้งหมด ขณะที่ชาวเมลเบิร์นตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 36%

ดัชนี Regional Movers Index (RMI) ระบุว่า การย้ายจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาคเพิ่มขึ้น 20.1% จากไตรมาสก่อน และสูงกว่าปีก่อน 4.7% โดยจำนวนคนที่ย้ายออกจากเมืองหลวงมีมากกว่าคนที่ย้ายกลับเข้าเมืองถึง 29.7%

แม้จะผ่านช่วงโควิด วิกฤตค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และปัญหาที่อยู่อาศัย แต่ความนิยมในการใช้ชีวิตนอกเมืองใหญ่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าหลายคนกำลังมองหาคุณภาพชีวิตที่สมดุลมากขึ้น พื้นที่กว้างขึ้น และความเป็นชุมชนที่อบอุ่นกว่าเดิม

Source: commbank

Credit: https://www.commbank.com.au/articles/newsroom/2026/06/regional-movers-index-march-quarter-record.html

‘ทรัมป์’ เดือดราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังแพง!! บีบบริษัทน้ำมันลดราคาหน้าปั๊มให้เร็วกว่านี้ สหรัฐฯ จ่อสอบบริษัทยักษ์น้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินลดเหลือ 3.93 ดอลลาร์ ชี้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากราคาปั๊มลดช้า


สั่งสอบบริษัทน้ำมันข้อหาลดราคาช้า

President Trump สั่งจัดการ

The big Oil Companies are not dropping their price at the pump commensurate with the sharply lower prices they are paying for Oil. Those prices are dropping like a rock! In other words, customers are being “gouged.” I have instructed the DOJ to immediately start looking into this. Gasoline prices better start going down a lot faster than what I’m seeing! President DJT

บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันทั้งหลาย ไม่ยอมลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบกำลังดิ่งลงราวกับก้อนหินตกจากหน้าผา!

พูดง่าย ๆ ประชาชนกำลังถูก ‘ฟันกำไรเกินควร’ อย่างชัดเจน

ผมได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ตรวจสอบเรื่องนี้โดยทันทีแล้ว

ราคาน้ำมันเบนซินควรจะต้องลดลงเร็วกว่านี้ และลดลงมากกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!

ล่าสุดอยู่ที่ 3.93 ดอลล่าร์

ลงมาจาก 4.53 ดอลล่าร์เมื่อเดือนที่แล้ว

ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

แต่ยังห่างไกล 3.22 ดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้ว

ไม่ทันใจท่านประธานาธิบดี

เพราะอีก 4 เดือนก็จะเลือกตั้ง Mid-term
 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล 

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238085988622464/?rdid=De5eXzFSAIHVabFc#

จีนชู AI เดินหน้าพัฒนาก้าวกระโดด!! ประชุมดาวอสฤดูร้อนซีซั่น 2026 จัดขึ้น จีนย้ำเน้นนวัตกรรม ผู้ร่วมงานกว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศรวมตัว 'หลี่เฉียง' เน้นเศรษฐกิจแข็งแกร่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การกำกับดูแล AI ระดับโลกยังเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไป

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- ประมวลภาพบรรยากาศการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติต้าเหลียนในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ภายใต้หัวข้อ "การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่" (Innovating at Scale) ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. นี้

ผู้คนจากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค จำนวนกว่า 1,700 คน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อสำรวจว่าโลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตได้อย่างไร รวมถึงหารือประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไป และการแปรเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

อนึ่ง การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ปี 2026 ให้ความสำคัญกับสาขาแนวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานใหม่ ชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีควอนตัม

Summer Davos : หลี่เฉียงชู 4 จุดเด่น 'เศรษฐกิจจีน' ย้ำ 'นวัตกรรม' หนุนโตแกร่งต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (24 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ การสร้างสรรค์ ความมีชีวิตชีวา และการบูรณาการกับภาคส่วนอื่นๆ ของโลกในช่วงเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

หลี่กล่าวว่าขณะเดียวกันการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อความแข็งแกร่งและการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยการเติบโตที่มีเสถียรภาพดีของเศรษฐกิจจีนเป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

อนึ่ง หลี่กล่าวถ้อยคำข้างต้นที่การเปิดประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

Summer Davos : หลี่เฉียงเผย AI ของจีนเติบโตก้าวกระโดด ร่วมกำกับดูแลระดับโลกต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (23 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน "เติบโตแบบก้าวกระโดด" ระหว่างเปิดการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

หลี่กล่าวว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนหลายตัวสร้างความก้าวหน้าใหม่ในด้านประสิทธิภาพ ส่วนปริมาณการใช้โทเคนรายวันของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนสูงเกินหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อนับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (embodied AI) เริ่มเข้าสู่ระยะใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่

นอกจากนั้นหลี่กล่าวว่าจีนจะยังคงมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ต่อไป

ที่มา : Xinhua

หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น

“หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น
พวกเขาเอาแต่พูดถึงสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น แต่พวกเขาไม่เคยทำได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น
หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองได้ พวกเขาคงไม่ปรานีต่อประเทศของเราและคงทำลายพวกเรา”

มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330146512607039/?rdid=JGDHaxGbIQUoah77#

UN ชี้อิสราเอลจงใจสังหารเด็ก!! อิสราเอลโจมตีเป้าหมายเด็กในเวสต์แบงค์ รายงานระบุมีหลักฐานชัดว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เด็ก 30% เสียชีวิตจากสงครามในกาซา UNICEF ย้ำเด็กกว่าสี่หมื่นคนได้รับผลกระทบ

UN เผยอิสราเอลตั้งใจสังหารเด็กปาเลสไตน์

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติเปิดเผยว่าอิสราเอลจงใจโจมตีเป้าหมายเพื่อที่จะสังหารเด็กปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงค์ที่อิสราเอลยึดครองอยู่ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญกรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนอิสระของสหประชาชาติที่สืบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กชาวปาเลสไตน์ นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่ม 30% ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือโรงพยาบาลเด็ก สถานที่ทำคลอด ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อเด็ก ๆ ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก ต้องแท้งลูก ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในกาซา และทำให้อนาคตของชาวปาเลสไตน์ที่คิดจะสร้างครอบครัว ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

นอกจากการโจมตีโดยตรงแล้ว การที่อิสราเอลขัดขวาง ปิดพรมแดน ไม่ให้สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาได้ ก็ทำให้เด็กกาซาจำนวนมากเสียชีวิตจากความหิวโหย ขาดยารักษาโรค และภาวะขาดสารอาหาร แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2025 แต่อิสราเอลก็ยังตั้งใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากขนาดไหน ซึ่งในรายงานของสหประชาชาติระบุว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสากลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2021ก่อนที่การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเริ่มต้นซะอีก เพื่อที่จะค้นหาและสืบสวนให้พบต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม ปี 2025 คณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้สรุปผลการสอบสวนว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ที่อิสราเอลทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งทาง UNICEF องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ามีเด็กในกาซามากกว่า 50,000 คน ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238793/?fbclid=IwdGRjcASn-iFjbGNrBKf6HWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvMxEK2KOYUUDVXfAl4LBO64RvjdqOzNRfj9wYiVqFaVslCIwLAHQHSYoMO9_aem_pod4vEUIdjPG4umfcqNyKQ#google_vignette

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

'เฮมมาตี' ชี้ซื้อสินค้าตามราคาและคุณภาพ!! ดีลปลดล็อกเงินอิหร่านยังร้อน อิหร่าน ยืนยันเงินที่ปลดล็อคเป็นของตนเอง ไม่ผูกมัดต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะ 'ทรัมป์' กับ 'แวนซ์' ตั้งข้อกล่าวหา

อิหร่านยืนยัน เงินที่ถูกปลดล็อคเป็นทรัพย์สินของอิหร่าน และรัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้จ่ายอย่างไร โดยพิจารณาจากราคา คุณภาพของสินค้า

อับดุลนาสเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnasser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน หนึ่งในคณะผู้แทนหลักในการเจรจาเชิงนโยบายเศรษฐกิจและการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรกับสหรัฐอเมริกา ตอบโต้คำกล่าวของ "ทรัมป์" และ "เจดี แวนซ์" เกี่ยวกับข้อตกลงปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด โดยยืนยันว่า เอกสารที่มีการลงนามไม่ได้กำหนดให้อิหร่านต้องนำเงินที่ได้รับคืนไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

เฮมมาตีกล่าวว่า หากสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าและคุณภาพดีกว่า อิหร่านก็สามารถเลือกซื้อได้ แต่ไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น พร้อมระบุว่า เงินทุนส่วนที่สองที่ได้รับการปลดล็อกยังสามารถนำไปใช้จัดซื้อสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้เช่นกัน

คำชี้แจงดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์และแวนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามนำเสนอว่าการปลดล็อกเงินทุนอิหร่านจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลกลับเข้าสู่ภาคเกษตรของสหรัฐฯ ผ่านการสั่งซื้อข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลีจากเกษตรกรอเมริกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329389866016037/?rdid=Qfc8YO60qaVTBzCd#

อิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องเล่นตามกติกาทรัมป์!! ผ่อนคลายให้อิหร่านไม่ใช่เช็คเปล่า จ่ายดอลลาร์–ซื้อเกษตรสหรัฐฯ–ห้ามนิวเคลียร์ บีบอิหร่านใช้รายได้ซื้อสินค้าเกษตรอเมริกัน เตือนผิดข้อตกลงเมื่อไร สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ทันที

ทรัมป์ยืนยันอิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องชำระเป็นดอลลาร์ สำหรับเงินที่อายัดต้องซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และเน้นย้ำอิหร่านห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์แม้ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง

ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางผ่อนคลายมาตรการต่ออิหร่าน โดยระบุว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันและเงินทุนที่ได้รับการปลดล็อกนั้น ควรถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของประชาชนอิหร่านที่มีจำนวนกว่า 91 ล้านคน

เมื่อถูกถามว่าอิหร่านจะสามารถนำเงินที่ได้รับไปฟื้นฟูกองทัพหรือเสริมสร้างศักยภาพทางทหารได้หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “พวกเขาไม่ควรทำเช่นนั้น” พร้อมย้ำว่าเงินดังกล่าวควรนำไปใช้จัดหาอาหารให้ประชาชนเป็นอันดับแรกมากกว่าการลงทุนด้านการทหาร

ทรัมป์ยังอ้างว่า ความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลงอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือที่สูญเสียเรือรบ 159 ลำ กองทัพอากาศที่สูญเสียเครื่องบิน 250 ลำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ ตลอดจนโรงงานผลิตโดรนและขีปนาวุธถึง 87% ขณะที่ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายระดับก็ถูกกำจัดไปแล้ว

ในประเด็นข้อตกลงกับอิหร่าน ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรการตอบโต้หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยกล่าวว่า “หากพวกเขาไม่ทำตามข้อตกลง ผมก็จะทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ” พร้อมปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอิหร่านจะมีอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐฯ หลังจากได้รับการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิเคลียร์ ทรัมป์กล่าวว่า แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขาก็จะไม่ยอมให้อิหร่านกลับมาอยู่ในจุดที่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และยืนยันว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ สหรัฐฯ ก็พร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงปฏิบัติการ “มิดไนต์ แฮมเมอร์” (Operation Midnight Hammer) ว่าเป็นแผนที่ใช้เวลาเตรียมการนานหนึ่งปี และอ้างว่าในเวลานั้นอิหร่านอยู่ห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

ขณะที่ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีที่ดำเนินการรวม 377 ชั่วโมงนั้น สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำทุกจุด โดยอิหร่านไม่สามารถขัดขวางหรือป้องกันได้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329383309350026/?rdid=aR9sG2z5bsy5NA5Y#

จีนลุยฝึกสู้รบทางทะเล!! กองกำลังเหลียวหนิงกลับท่าเรือปลอดภัย ฝึกในทะเลจีนใต้-แปซิฟิกตะวันตก ญี่ปุ่นติดตามและยั่วยุการฝึกซ้อม จีนเน้นตอบโต้ด้วยความเป็นมืออาชีพ

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- กองทัพเรือจีนรายงานว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมสู้รบในทะเลไกลและเดินทางกลับถึงท่าเรือประจำการอย่างปลอดภัยในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) โดยกองกำลังเฉพาะกิจได้ปฏิบัติการในน่านน้ำและน่านฟ้าหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก พร้อมวางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ เช่น การบินทางยุทธวิธีของอากาศยานประจำเรือ การค้นหาและช่วยเหลือของกองกำลังเฉพาะกิจ

รายงานระบุว่ากองกำลังเฉพาะกิจได้วางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ ทั้งปฏิบัติการครองอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ การโจมตีทางทะเล ปฏิบัติการสนับสนุนและคุ้มกัน การช่วยเหลือในทะเลไกลอย่างรอบด้าน และการใช้อาวุธจริง ซึ่งอิงตามการสู้รบที่แท้จริงในทะเลไกล โดยการฝึกซ้อมนี้เป็นไปตามแผนการประจำปี มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายเฉพาะใดๆ
อย่างไรก็ดี เรือและอากาศยานของญี่ปุ่นได้ติดตามและสังเกตการณ์การฝึกซ้อมครั้งนี้ในระยะประชิด ซึ่งถือเป็นการรบกวนและยั่วยุ

กองทัพเรือจีนเสริมว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เฝ้าระวังระดับสูงตลอดกระบวนการฝึกซ้อมทั้งหมด ดำเนินการปล่อยอากาศยานประจำเรือขึ้นบินอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนการจัดกำลังต่อสู้อย่างยืดหยุ่น และรับมือกับการกระทำอันเป็นอันตรายของฝ่ายญี่ปุ่นด้วยความเป็นมืออาชีพ สุขุมรอบคอบ และเหมาะสม

ที่มา : Xinhua

อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ส่งผลให้ เซอร์เกียร์ สตอมเมอร์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค
เขาถูกโจมตีเรื่องปัญหาผู้ลี้ภัยและปัญหาพลังงาน
เปิดทางให้นายแอนดี้ เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรี แมนเชสเตอร์เข้าท้าชิง
ปรากฏการณ์แบบนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นในบ้านเรา!”

รศ.ดร.ไชยันตร์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

จีนควบคุมส่ง แรเอิท ให้อเมริกา!! จีนขึ้นบัญชีบริษัทสหรัฐฯ หลังเพ่งเล็ง Alibaba–BYD–Baidu ขึ้นบัญชีควบคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ จับตาแรร์เอิร์ธกลายเป็นสมรภูมิใหม่

จีนประกาศควบคุมการส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ รวมผู้ผลิต 'แร่หายาก' ตอบโต้วอชิงตันที่ขึ้นบัญชีบริษัทจีนหลายแห่งว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ตั้งแต่ 'อาลีบาบา' ถึง 'บีวายดี'

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทางการจีน ประกาศเพิ่มรายชื่อ "บริษัทสหรัฐ 10 แห่ง" ซึ่งอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐ เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก (Export Control List) ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงบริษัทด้านแร่หายาก หรือ "แรร์เอิร์ธ" 2 แห่งด้วย เพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐขึ้นบัญชีจำกัดการค้าของบริษัทจีนหลายแห่งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ฐานสนับสนุนกองทัพจีน

บริษัทด้านแรร์เอิร์ธที่ถูกขึ้นบัญชี คือ MP Materials และ USA Rare Earth โดยมาตรการดังกล่าวจะระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้สองทางทั้งในภาคพลเรือน และการทหาร (Dual-use goods) จากจีนไปยังบริษัทเหล่านี้

ทั้ง MP Materials ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และดำเนินการเหมืองแร่หายากที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่เพียงแห่งเดียวในสหรัฐ รวมถึง USA Rare Earth ต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐ ตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็ก

ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อ “พฤติกรรมที่มุ่งร้ายของรัฐบาลวอชิงตัน” และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติของจีน ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Non-proliferation)

“องค์กร และบุคคลในทุกประเทศ และทุกภูมิภาค ถูกห้ามเคลื่อนย้ายหรือจัดหาสินค้าแบบใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานเหล่านี้” กระทรวงพาณิชย์จีนระบุ พร้อมเสริมว่ากิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องจะต้องยุติลงโดยทันที

มาตรการใหม่นี้ถือเป็นการห้ามส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทที่ถูกระบุชื่อโดยสมบูรณ์ ซึ่ง "เข้มงวดกว่ากฎเดิม" ที่เพียงกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตส่งออกเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ ในประกาศอีกฉบับหนึ่งกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า ได้ตัดสินใจใช้มาตรการกับบริษัทสหรัฐเพิ่มเติมอีก 46 แห่ง

ภายใต้มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ผู้ซื้อในจีนจะไม่สามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเหล่านี้ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ได้รับเงินทุนจากสหรัฐ และดำเนินธุรกิจอยู่ภายในจีน ยังคงสามารถจัดซื้อสินค้าเหล่านั้นได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดมีขึ้นหลังจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สหรัฐได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนหลายแห่งเข้าสู่บัญชีที่เชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ซึ่งรวมถึง "Alibaba, Baidu, BYD และ NIO"

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1239528?anf=

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าวีซ่าต่างชาติ 5 เท่า!! เริ่ม 1 ก.ค. รับชาวต่างชาติพำนักเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี ค่าธรรมเนียมถิ่นพำนักถาวรสูงขึ้นเป็น 300,000 เยน รายได้เสริมใช้บริหารจัดการชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

สรุปข่าว

ญี่ปุ่นเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ครั้งแรกในรอบ 48 ปี ทั้งการเข้า-ออกครั้งเดียว และการเข้า-ออกหลายครั้ง เริ่ม 1 กรกฎาคมนี้

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด

ADVERTISEMENT

หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการขึ้นค่าธรรมเนียม คือ จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับถึงสิ้นปี 2025 ญี่ปุ่นมีชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศถึง 4.13 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา รัฐบาลระบุว่า รายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น

-เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมือง 

-รองรับจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 

-ขยายโครงการสอนภาษาญี่ปุ่น 

-เสริมมาตรการจัดการกับผู้พำนักเกินกำหนดวีซ่า 

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238556/#google_vignette


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top