Saturday, 22 August 2026
WORLD

รัสเซียเยือนเวียดนาม กองเรือรัสเซียเทียบท่าคามรัญห์ เริ่มเยือน 4 วันถึง 29 ก.ค. เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี วางพวงมาลารำลึกวีรชนสงคราม

กองเรือรัสเซียเทียบท่าท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ เริ่มภารกิจเยือนเวียดนาม 4 วัน

คั้ญฮหว่า — กองเรือรัสเซียได้เทียบท่าที่ท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ ในจังหวัดคั้ญฮหว่า ทางตอนใต้ตอนกลางของเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม เพื่อเริ่มการเยือนเวียดนามเป็นเวลา 4 วัน จนถึงวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม

คณะผู้แทนนายทหารและลูกเรือรัสเซีย นำโดย พันเอก ลิโมนอฟ เยฟเกนี นิโคลาเยวิช ได้รับการต้อนรับจาก พันเอก เหงียน หาย เจิว รองเสนาธิการกองทัพเรือภาค 4 ของเวียดนาม โดยมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม กองบัญชาการทหารจังหวัดคั้ญฮหว่า และกองทัพน้อยที่ 20 เข้าร่วมพิธีต้อนรับด้วย

การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมทวิภาคีระหว่างเวียดนามและรัสเซีย ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดผลลัพธ์จากการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของ พลเอก ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การเยือนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศ และกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองฝ่าย

ระหว่างการเยือน คณะผู้แทนรัสเซียจะเข้าเยี่ยมคารวะกองบัญชาการกองทัพเรือภาค 4 วางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงทหารโซเวียต รัสเซีย และเวียดนาม ที่สละชีวิตเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนายทหารและลูกเรือของกองทัพเรือภาค 4 และเยี่ยมชมสถานที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หลายแห่งในจังหวัดคั้ญฮหว่า

จีนช่วยลูกเรือเวียดนาม!! ช่วยชีวิต 46 รายท่ามกลางทะเลจีนใต้ เร่งค้นหาผู้สูญหายชายฝั่งไห่หนาน เรือเวียดนามอับปางใกล้เกาะหนานซา เวียดนามขอบคุณจีนให้การช่วยเหลือเร็ว

จีนช่วยชีวิตลูกเรือ 'เรือเวียดนาม' ในทะเลจีนใต้เพิ่มแตะ 46 ราย เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ทางการเมืองซานซา มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีนรายงานจำนวนลูกเรือของเรือคอย เหงียน 18 ของเวียดนามที่ได้รับการช่วยเหลืออยู่ที่ 46 ราย เมื่อนับถึง 21.00 น. ของวันอาทิตย์ (26 ก.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง ซึ่งรวมถึงหนึ่งรายที่ได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายเวียดนาม

รายงานระบุว่าตอน 20.05 น. ฝ่ายจีนได้ทยอยส่งตัวผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 41 ราย ผ่านแพชูชีพจากเรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีน ไปยังเรือเจื่องซา-01 ของกองทัพเรือเวียดนาม ส่วนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลืออีก 4 ราย มีกำหนดส่งตัวในวันจันทร์ (27 ก.ค.)

ทั้งนี้ เรือกู้ภัยหนานไห่จิ้ว 115 ของจีนตรวจพบสัญญาณขอความช่วยเหลือกลางทะเลตอนราว 18.23 น. ของวันเสาร์ (25 ก.ค.) และเข้าดำเนินการช่วยเหลือหลังจากพบแพชูชีพที่มีกลุ่มคนกำลังโบกเสื้อผ้าขอความช่วยเหลือ โดยปัจจุบันเรือ 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย 1 ลำของจีน และเรือของเวียดนาม 7 ลำ ยังคงปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือต่อไป

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยทางทะเลของเมืองซานซาเผยว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดเป็นพลเมืองเวียดนามจากเรือคอย เหงียน 18 ซึ่งอับปางในน่านน้ำใกล้แนวปะการังหย่งสู่ของหมู่เกาะหนานซาในทะเลจีนใต้ โดยเรือลำนี้มีขนาดกว้าง 10.8 เมตร ยาว 69.9 เมตร และลูกเรือรวม 62 คน

ด้าน ฝาม ถู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม ขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยอย่างรวดเร็ว โดยเวียดนามดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยทันทีร่วมกับกองกำลังและเรือด้านการกู้ภัยของจีน พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงประสานงานค้นหาผู้สูญหายต่อไป

ที่มา : Xinhua

อิหร่านเร่งฟื้นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์!! หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี กระทบทางรถไฟ–คมนาคมระหว่างประเทศ ผู้นำอิหร่านสั่งกู้ระบบขนส่งยุทธศาสตร์ หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงหลังแรงโจมตี สะท้อนศึกครั้งนี้ไม่จบแค่สนามรบ

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านได้สั่งเร่งการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์

ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายทางรถไฟ

และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ 

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357320153223008/?rdid=sOvtwF6fduClLLsh#

 

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลกล่าวว่า

กองกำลังยูเครนจะโจมตีเรือของอิหร่านและรัสเซียที่ขนส่งชิ้นส่วนโดรน
และขีปนาวุธข้ามทะเลแคสเปียน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357321296556227/?rdid=YsUUpt7gBElsl6lB#

จีนตั้งพันธมิตรต้าน ‘ฉ้อโกงออนไลน์’ เตรียมตั้งองค์กรนานาชาติ สู้โกงโทรคมนาคมและออนไลน์ ร่วมมือกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เน้นแบ่งปันข้อมูลและปราบปรามผิดกฎหมาย

จีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติต้าน 'ฉ้อโกงโทรคมนาคม-ออนไลน์'

ปักกิ่ง, 24 ก.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (24 ก.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนประกาศว่าจีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ โดยมีกำหนดจัดตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ระหว่างการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะระดับโลก (Global Public Security Cooperation Forum) ปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเมืองเหลียนอวิ๋นกั่ง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน

เจียงกั๋วลี่ หัวหน้าสำนักสอบสวนคดีอาญา สังกัดกระทรวงฯ เผยว่าพันธมิตรดังกล่าวจะเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั่วโลกเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง เพื่อรับมือกับปัญหาการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีประเทศแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรฯ กว่า 40 ประเทศ และจีนยินดีต้อนรับทุกประเทศให้เข้ามาร่วมเสริมสร้างการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง ยกระดับประสิทธิภาพปฏิบัติการร่วม เดินหน้ามาตรการควบคุมและประสานงาน และร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ทั่วโลก

เจียงกล่าวว่าการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับโลกและเป็นความท้าทายขนาดใหญ่ในการบริหารจัดการสังคม โดยตำรวจจีนได้กำหนดให้การปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมฉ้อโกงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในช่วงระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมชี้ว่าปัจจุบันปฏิบัติการฉ้อโกงส่วนใหญ่มีฐานอยู่นอกประเทศจีน

เจียงระบุเพิ่มเติมว่าตำรวจจีนจะเดินหน้าปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมประเภทดังกล่าว โดยใช้กลไกความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ รวมถึงพันธมิตรที่จะจัดตั้งขึ้นในเร็วๆ นี้
 

ที่มา : Xinhua

“มาเลเซีย” ย้ำจุดยืนไม่รับรอง “อิสราเอล”!! แม้สหรัฐฯ เรียกทูตชี้แจง ปมเนรเทศผู้ถือสัญชาติอิสราเอล กัวลาลัมเปอร์ย้ำเป็นนโยบายเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลือกยืนบนจุดยืนเดิม หนุนสิทธิปาเลสไตน์ แม้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ

มาเลเซีย แม้รัฐบาลแสดงจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศชัดเจน จนถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตเข้าชี้แจง แต่ไม่เห็นจะมีพวกหิวเอ็นเกจปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลเลย แม้แต่สื่อกระแสหลักก็ไม่เห็น เต็มที่ก็แค่รายงานข่าวไปตามสถานการณ์ "ต่างกับสื่อในบางประเทศ"

สหรัฐฯ เรียก มูฮัมหมัด ชาห์รุล อิกราม ยาคอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำสหรัฐฯ เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "จุดยืนที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซีย"

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นายมูฮัมหมัด ชาฮ์รูล อิกราม ยาขอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ยืนยันต่อทางการสหรัฐฯ ว่านโยบายไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซียเป็นจุดยืนที่ยึดถือมาอย่างยาวนานและไม่ใช่เรื่องใหม่

“นี่เป็นนโยบายของมาเลเซียมาโดยตลอด นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่รับรองรัฐอิสราเอลหรือระบอบไซออนิสต์ และนี่คือจุดยืนที่เรายึดถือมาเป็นเวลานาน”

โมฮัมหมัด ฮาซัน ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวถือสัญชาติอิสราเอลด้วย จึงถูกขอให้ออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า มาเลเซียจะติดตามตัวและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบอยู่ในประเทศทันที

สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมาเลเซีย พร้อมเสนอให้ระงับเงินสนับสนุนโครงการ International Military Education and Training ซึ่งใช้ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของมาเลเซียในสหรัฐฯ หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 15 วัน

มาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการต่อสู้และสิทธิในการจัดตั้งรัฐของชาวปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117786709117071&set=gm.1355360706752286&idorvanity=849053944049634

สหรัฐ ชี้ รัสเซีย จีน หนุนอิหร่าน!! รัสเซีย จีนช่วยอิหร่านหลบระบบสกัด ขีปนาวุธโจมตีคลังอาวุธในจอร์แดน ทหารสหรัฐเสียชีวิต 3 นายจากระเบิดดอกเห็ด วิเคราะห์เทคโนโลยีเชื่อมรัสเซียเพิ่มศักยภาพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยืนยันว่า ทั้งรัสเซียและจีนกำลังให้ความช่วยเหลืออิหร่าน หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ในจอร์แดนได้สำเร็จหลายครั้ง

- พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า "รัสเซียและจีน มีส่วนสนับสนุนในระดับที่แตกต่างกัน" ต่อสิ่งที่อิหร่านกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยืนยันว่า จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือดังกล่าว

- สอดคล้องกับรายงานจากสื่อ ที่ระบุว่า การโจมตีครั้งใหม่ของอิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถหลบหลีกระบบป้องกันของสหรัฐฯ และพุ่งโจมตีคลังอาวุธใกล้กับฐานทัพในจอร์แดน จนส่งผลให้ "ทหารอเมริกัน 3 นายเสียชีวิต" โดยแรงระเบิดก่อให้เกิดกลุ่มควันลักษณะคล้าย "ดอกเห็ด" ขนาดใหญ่

- สื่อยังรายงานอีกว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้แจ้งเตือนข้อมูลล่วงหน้า ว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้น แต่ระบบป้องกันของสหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสกัดการโจมตีได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการปฏิบัติการ

- ทางด้าน "นายพล คีธ เคลล็อกก์" (Keith Kellogg) อดีตรองเสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า "ผมคิดว่ารัสเซียเป็นฝ่ายหลักที่ช่วยเหลือด้านการกำหนดเป้าหมาย"

- ต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ขณะนี้นักวิเคราะห์ข้อมูลทางทหารของกองทัพสหรัฐ กำลังตรวจสอบเศษซากโดรน Shahed เพื่อเชื่อมโยงกับรัสเซีย ว่าอิหร่านมีการรับเทคโนโลโลยีหลังปรับปรุงแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายของ CIA ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

- New York Post รายงานเพิ่มเติมว่า สหรัฐกำลังประเมินว่า ขณะนี้ความสามารถในการทำสงครามของอิหร่านดูเหมือนจะก้าวหน้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ถูกเชื่อมโยงกับสองประเทศคือ รัสเซียและจีน

- ขณะที่ผลลัพธ์ขีปนาวุธทุกลูกที่โจมตีฐานทัพหรือคลังอาวุธของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งกลับไปยังมอสโกและปักกิ่ง เพื่อศึกษาว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ มีจุดอ่อนและล้มเหลวอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117587265803682&set=gm.1355169023438121&idorvanity=849053944049634

สหรัฐฯ–อิหร่าน ตึงเครียดหนัก!! ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม ลั่นสหรัฐฯ พร้อมแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ท่ามกลางวิกฤตทะเลแดง–ฮอร์มุซ อ้างเตหะรานยัง “เจ็บปวดไม่พอ”

ทรัมป์เผย ใกล้อนุมัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม

“ผมกำลังพิจารณาการโจมตีครั้งใหญ่ ใหญ่กว่าที่เคยมีมา ผมใกล้ตัดสินใจแล้ว เราเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับ Axios เมื่อวันพฤหัสบดี

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า อิสราเอล “จะเข้าร่วมภายใน 2 นาที หากผมขอให้พวกเขาร่วม” แต่สหรัฐฯ “ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร” สำหรับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่

ทรัมป์ยังย้ำข้อกล่าวอ้างว่า อิหร่านต้องการเจรจา แต่ระบุว่า “พวกเขายังได้รับความเจ็บปวดไม่มากพอ”
คำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากเขาโพสต์เตือนผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะ “ถือว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบ” ต่อกรณีที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

แยกต่างหากในวันพฤหัสบดี กองทัพอิหร่านประกาศว่า ได้ทำลายเรดาร์ของระบบ THAAD และระบบขีปนาวุธ Patriot ที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกระดับการโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ลดการโจมตีเรือที่พยายามหลีกเลี่ยงการปิดล้อมโดยพฤตินัยในช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ จับตา Moonshot AI !! ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ใช้ชิป NVIDIA GB300 ผ่านไทย ฝึกโมเดล Kimi K3 ส่อเลี่ยงกฎส่งออกสหรัฐฯ สะท้อนว่าไทยอาจกลายเป็นสมรภูมิทางผ่านในศึกเทคโนโลยี สหรัฐฯ–จีน

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot ใช้ NVIDIA GB300 ที่ถูกจำกัดการส่งออกในการฝึก AI

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI บริษัทผู้พัฒนาโมเดล Kimi K3 ว่าอาจเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการใช้งานระบบ NVIDIA GB300 ซึ่งเป็นชิป AI ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และไม่สามารถส่งออกให้บริษัทจีนได้

ตามข้อกล่าวหา Moonshot ได้ส่งภาระงาน (AI Workloads) ไปประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานใน ประเทศไทย ที่ติดตั้งระบบ GB300 เพื่อใช้ในการฝึกโมเดล AI

ขณะนี้ Bureau of Industry and Security (BIS) ของสหรัฐฯ กำลังสอบสวนว่า Moonshot มีการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกหรือไม่ โดยมุ่งตรวจสอบการใช้บริษัทย่อยในต่างประเทศและการใช้ Cloud Infrastructure ในประเทศที่สาม

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวหาว่า Moonshot อาจใช้เทคนิค Model Distillation กับโมเดล AI เชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการของผู้พัฒนา AI สหรัฐฯ

ด้าน NVIDIA ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด

Michael Kratsios ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว (OSTP) กล่าวว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง NVIDIA GB300 และส่งงานประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อฝึกโมเดล AI ซึ่งหากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง อาจเข้าข่ายละเมิดทั้งกฎการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนดโดยผู้พัฒนา AI ของสหรัฐฯ

‘หวังอี้’ ชูสัมพันธ์จีน-อาเซียน!! 5 ปีความร่วมมือแน่นแฟ้น เศรษฐกิจ-การค้าโตต่อเนื่อง ช่วยเหลือฉุกเฉินเสริมความเชื่อใจ แลกเปลี่ยนประชาชนทุกระดับเติบโต

หวังอี้เผยความสำเร็จ 'หุ้นส่วนจีน-อาเซียน' ใน 5 ปี ชูผลงาน 4 ด้านหนุนสัมพันธ์แน่นแฟ้น

มะนิลา, 23 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน ในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ กล่าวถึงความสำเร็จเป็นรูปธรรมของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมสรุปความก้าวหน้าสำคัญ 4 ประการที่ช่วยเสริมแกร่งความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย

หวังระบุว่าการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้บรรลุความเข้าใจสำคัญกับ 8 ประเทศสมาชิกอาเซียนในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับทวิภาคี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ารักษาแนวโน้มขาขึ้นหลังจากการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยจีนและอาเซียนยังครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ด้วยมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

จีนและอาเซียนยังแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางหลายวิกฤติการณ์ ดังที่เห็นได้จากการที่จีนเร่งให้ความช่วยเหลือการบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉินหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา และเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์

ส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเกือบ 200 รายการในช่วงปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียน-จีน ประจำปี 2024-2025 และมีการเปิดตัวโครงการวีซ่าสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นต่อนโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่แน่นแฟ้นด้านเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคง อินโด-แปซิฟิก สหรัฐฯ เสนอความช่วยเหลือทางทหารและวิทยาศาสตร์ ควบคู่ขายอาวุธป้องกันตนเองตามกฎหมาย Taiwan Relations Act

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ในฐานะประชาธิปไตยชั้นนำและมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการที่แน่นแฟ้น สหรัฐฯ และไต้หวันมีค่านิยมใกล้เคียงกัน มีความเชื่อมโยงทางการค้าและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานของมิตรภาพ และเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ขยายการมีส่วนร่วมกับไต้หวัน

ผ่านสถาบันอเมริกันในไต้หวัน หรือ American Institute in Taiwan (AIT) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน หรือ Taiwan Relations Act ให้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการของสหรัฐฯ กับไต้หวัน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในด้านการค้าและการลงทุน สาธารณสุข เซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานสำคัญอื่น ๆ การกลั่นกรองการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา และการส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตย

แนวทางของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคงสอดคล้องต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษและหลายรัฐบาล สหรัฐฯ มีนโยบายจีนเดียวมาอย่างยาวนาน โดยมีแนวทางกำกับจากกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ–จีน 3 ฉบับ และหลักประกัน 6 ประการ สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมฝ่ายเดียวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคาดหวังว่าความแตกต่างระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี สหรัฐฯ ยังคงมีผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน สหรัฐฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และบริการด้านกลาโหมตามความจำเป็น เพื่อให้ไต้หวันสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้อย่างเพียงพอ และสหรัฐฯ ยังคงรักษาขีดความสามารถของตนในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมและเศรษฐกิจของไต้หวัน

การเป็นตัวแทนในต่างประเทศ

สถาบันอเมริกันในไต้หวันทำหน้าที่ให้บริการพลเมืองและกงสุล คล้ายกับภารกิจของสถานทูตหรือสถานกงสุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีสัญญากับ AIT และให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของ AIT เป็นส่วนใหญ่ Sandra Oudkirk เป็นผู้อำนวยการ AIT ประจำไทเป และ James Moriarty เป็นประธาน AIT ส่วนบุคลากรสำคัญอื่น ๆ มีรายชื่ออยู่ในเว็บไซต์ของ AIT

ไต้หวันมีสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในสหรัฐฯ หรือ Taipei Economic and Cultural Representative Office in the United States (TECRO) ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และไต้หวันยังมีสำนักงานตัวแทนทั่วสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป หรือ Taipei Economic and Culture Offices (TECOs)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ไต้หวันเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยผลิตสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 786,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สหรัฐฯ และไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางพาณิชย์ การเงิน และการค้าที่ลึกซึ้งและเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ

นับตั้งแต่ปี 2020 สหรัฐฯ และไต้หวัน ภายใต้กรอบของ AIT และ TECRO ได้จัดการหารือ Economic Prosperity Partnership Dialogue เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมถึงความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกลั่นกรองการลงทุน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดตัวกรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การค้า และการลงทุนกับไต้หวันในปี 2021 เพื่อเป็นเวทีพัฒนาโครงการด้านพาณิชย์ และสำรวจแนวทางเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ

ไต้หวันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 8 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ไปยังไต้หวันสนับสนุนการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 188,000 ตำแหน่งในปี 2019 AIT และ TECRO มีความตกลงกรอบการค้าและการลงทุน หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) และเพิ่งกลับมาจัดการประชุมสภา TIFA อย่างสม่ำเสมออีกครั้ง

มูลค่าการลงทุนสะสมของไต้หวันในสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 การลงทุนโดยตรงของไต้หวันในสหรัฐฯ นำโดยภาคการผลิต การค้าส่ง และสถาบันรับฝากเงิน การลงทุนเหล่านี้สนับสนุนการจ้างงานโดยตรงในสหรัฐฯ ประมาณ 21,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

AIT และ TECRO ได้ลงนามความตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020 เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยร่วม สหรัฐฯ และไต้หวันยังมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันในหลายสาขา เช่น อุตุนิยมวิทยา วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การวิจัยมะเร็งทรวงอก การวิจัยบรรยากาศ และสาธารณสุขกับเวชศาสตร์ป้องกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหรัฐฯ และไต้หวันมีความแน่นแฟ้นและเติบโตต่อเนื่อง จนถึงปี 2019 การเดินทางเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวจากไต้หวันไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 70% นับตั้งแต่ไต้หวันเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012

ไต้หวันเป็นแหล่งที่มาของนักศึกษาต่างชาติรายใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐฯ โดยส่งนักศึกษามากกว่า 20,000 คนต่อปีเข้าศึกษาต่อในสหรัฐฯ เพื่อรับการศึกษาคุณภาพสูงตลอดช่วง 3 ทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนโอกาสการศึกษาในต่างประเทศที่ไต้หวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษาสหรัฐฯ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นเป็นพิเศษด้านการเรียนภาษาจีนกลาง

นับตั้งแต่ปี 1957 โครงการ Fulbright ได้สนับสนุนบุคคล 1,700 คนให้ไปศึกษาและสอนในไต้หวัน และสนับสนุนอีก 1,600 คนให้เดินทางมายังสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2020 AIT และ TECRO พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ได้เปิดตัว U.S.-Taiwan Education Initiative โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาวอเมริกันไปสอนและศึกษาในไต้หวันมากขึ้น และให้ชาวไต้หวันมีโอกาสศึกษาต่อและสอนภาษาจีนกลางในสหรัฐฯ มากขึ้น

บทบาทของไต้หวันในประชาคมระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนการเป็นสมาชิกของไต้หวันในองค์การระหว่างประเทศที่ไม่กำหนดให้ต้องมีสถานะเป็นรัฐ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของไต้หวันในองค์การที่ไต้หวันไม่สามารถเป็นสมาชิกได้

ไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นสมาชิกขององค์การและกลไกระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น องค์การการค้าโลก เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC และธนาคารพัฒนาเอเชีย

ในเดือนมิถุนายน 2015 AIT และ TECRO ได้จัดตั้ง Global Cooperation and Training Framework หรือ GCTF ซึ่งเป็นเวทีสำหรับนำเสนอความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของไต้หวันต่อโลก ภายใต้กรอบดังกล่าว ไต้หวันและหุ้นส่วนต่าง ๆ จัดการฝึกอบรมทางเทคนิคในหลากหลายสาขา เช่น สาธารณสุข ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน สิทธิสตรี และการบรรเทาภัยพิบัติ ญี่ปุ่นเข้าร่วม GCTF ในฐานะหุ้นส่วนระดับโลกในปี 2019 และออสเตรเลียเข้าร่วมในปี 2021

ที่มา : https://2021-2025.state.gov/u-s-relations-with-taiwan/

ศึก AI “สหรัฐฯ–จีน” ระอุ!! รัฐบาลทรัมป์เล็งสอบ AI โอเพนซอร์สจีน ปมใช้เทคนิค distillation จนอาจเข้าข่ายขโมย IP สหรัฐฯ ยกระดับกดดันจีน อ้างปกป้องนวัตกรรมและ IP ของชาติ

รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่า อาจเพิ่มมาตรการเข้มงวดต่อโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบโอเพนซอร์สของจีน ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันอังคาร สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่งในสหรัฐฯ หรือไม่

“มีคำศัพท์ทางเทคนิคมาก ๆ ในวงการ AI เรียกว่า distillation แต่ถ้าพูดแบบคุณกับผม มันก็คือการขโมย” เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์โดยทั่วไปยินดีสนับสนุนโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แต่จะไม่ยอมรับบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนบนพื้นฐานของ “การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา”

“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่สิ่งที่เราไม่สนับสนุนคือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เขากล่าว “และหากเราพบว่า โดยเฉพาะโมเดลจากต่างประเทศ กำลังขโมยจากบริษัทชั้นนำของเรา เรามีความสามารถที่จะคว่ำบาตรพวกเขาได้จากการขโมยดังกล่าว”

ที่มา : https://www.businessinsider.com/treasury-secretary-chinese-ai-open-source-sanctions-kimi-k3-2026-7?fbclid=IwdGRjcATN4P5jbGNrBM3g-GV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHorpfrQ50UmwNUXMwJv9tdKvyBi6jdUmbpeqBbPbljW9GBhWZo_4zjqX0SVX_aem__jLXkfDOt5yquEwRafJqjQ&utm_campaign=mrf-business-marfeel-headline-graphic&utm_source=facebook&utm_medium=social&mrfcid=202607216a5fa5e4e8ec233cfc5e425f

จีนโต้กลับออสเตรเลีย ปมทะเลจีนใต้ ปักกิ่งเตือนอย่าใช้ทะเลจีนใต้เป็นเวทีเผชิญหน้า หลังชาติตะวันตกจับตาความตึงเครียด ทะเลจีนใต้ไม่ใช่เวทีให้ประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาเติมไฟความตึงเครียด แต่เป็นโจทย์ที่ต้องประคองด้วยสันติภาพและเสถียรภาพ

จีนตอบโต้หลังออสเตรเลียแสดงความกังวลเหตุการณ์ทะเลจีนใต้ เรียกร้องหยุดยั่วยุความตึงเครียด

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ล่าสุดในทะเลจีนใต้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับจีนและฟิลิปปินส์ โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในทะเล มักมีเพียงไม่กี่ประเทศที่รีบกล่าวโทษจีน ทั้งที่ความรับผิดชอบอาจอยู่กับประเทศอื่น

โฆษกจีนตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค หรือเป็นการสร้างความไม่มั่นคงและเพิ่มความตึงเครียดกันแน่

พร้อมกันนี้ จีนเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องยุติการขยายประเด็นหรือกระพือกระแสความตึงเครียด รวมถึงหยุดสร้างบรรยากาศแห่งการเผชิญหน้า และเคารพความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ต้องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

หมายเหตุ : เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในพื้นที่พิพาทของทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันเกี่ยวกับการกระทำในทะเล ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเรือ การลาดตระเวน หรือการบังคับใช้มาตรการทางทะเล

ขณะที่ออสเตรเลียและประเทศตะวันตกหลายประเทศมักแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง ส่วนจีนยืนยันว่าประเทศภายนอกภูมิภาคไม่ควรเข้ามาแทรกแซงหรือทำให้สถานการณ์บานปลาย โดยมองว่าการแสดงความเห็นหรือการเคลื่อนไหวของบางประเทศอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่

ทั้งนี้ ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาด้านความมั่นคงที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3730295853789748/?rdid=jdMI9PhRjk9oGFtA#

สหรัฐ ปลดล็อกนิวเคลียร์ ซาอุ!! ดันซาอุดีอาระเบีย พัฒนาพลังงาน สหรัฐ ทิ้งระเบิด อิหร่านอย่างรุนแรง แต่อนุมัติโครงการนิวเคลียร์ซาอุฯ แสดงมาตรฐานเลือกปฏิบัติทางการเมือง

ในขณะที่สหรัฐกำลังเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างว่าต้องหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์

แต่ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์กลับลงนามเปิดทางให้ "ซาอุดีอาระเบีย" พัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆที่รู้ว่า ซาอุดีอาระเบียจะก้าวเข้าใกล้การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต

สรุปแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง "นิวเคลียร์" แต่อยู่ที่ว่า "พวกใคร" จะได้เป็นเจ้าของนิวเคลียร์

ตัวอย่างชัดเจนของความเลือกปฏิบัติ พอเป็นซาอุฯ ชาติที่ยอมจ่ายเงินให้สหรัฐ ทรัมป์ก็แทบจะปูพรมแดง เซ็นอนุมัติ และเรียกมันว่า “โครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ” เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

แบบนี้มันคือมาตรฐานหน้าด้านๆ ที่ตัดสินว่า ศัตรูไม่มีสิทธิ์ แต่พวกเดียวกันเสือกมีได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353583153596708/?rdid=sXHGNEPYUdOYfweV#

อังกฤษ ชี้หนุนยูเครน!! นายกฯ อังกฤษย้ำไม่เปลี่ยนนโยบาย สัญญาสนับสนุนเซเลนสกีเต็มที่ เตรียมโทรคุยผู้นำยูเครนทันที พร้อมผลักดันเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ประกาศว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน

"ผมจะสนับสนุนเซเลนสกีอย่างเต็มที่ 100% เหมือนที่สตาร์เมอร์เคยทำ การสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรนั้นแน่วแน่ และวันนี้ผมจะแสดงให้เซเลนสกีเห็น"

แม้ว่า เบิร์นแฮมจะกล่าวให้ประชาชนชาวอังกฤษรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการฟื้นฟูเสถียรภาพให้แก่ประเทศ พร้อมประกาศเตรียมผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี” ซึ่งเป็นการกล่าวปราศรัยต่อประชาชนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

หลังจากนั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยืนยันว่า อังกฤษจะยังคงให้ “การสนับสนุนยูเครนอย่างไม่สั่นคลอน” และเปิดเผยว่า เขามีกำหนดโทรศัพท์หารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ภายในวันนี้เป็นคนแรก

ก่อนหน้านี้ "เบิร์นแฮม" เคยดำรงตำแหน่งเพียงนายกเทศมนตรีของเมืองเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) และได้กลับเข้าสู่รัฐสภา ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนปัจจุบัน

เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ไม่ใช่เมืองแมนเชสเตอร์ (City of Manchester) เพียงเมืองเดียว แต่เป็นเขตมหานครระดับเทศมณฑล (Metropolitan County) ที่ประกอบด้วย 10 เขตการปกครอง โดยมีเมืองแมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น ซอลฟอร์ด (Salford), โบลตัน (Bolton), เบอรี (Bury), โอลด์แฮม (Oldham), รอชเดล (Rochdale), สต็อกพอร์ต (Stockport), เทมไซด์ (Tameside), เทรฟฟอร์ด (Trafford) และวีแกน (Wigan)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1352957026992654/?rdid=KfGozeSc8gibo75d#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top