Sunday, 5 July 2026
WORLD

กรุ๊ปไกด์จอร์เจีย ตีแผ่!! นทท.ไทย เริ่มโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ หวั่น!! แอบหนีเข้าไปทำงาน พร้อมเผย 'จอร์เจีย' ไม่น่าเที่ยวเหมือนเก่า

(24 พ.ย.66) แหล่งข่าวจากไกด์ท่านหนึ่งในจอร์เจีย ได้เปิดเผยว่า เริ่มมีดรามาในกรุ๊ปจอร์เจีย เหตุเกิดจากนักท่องเที่ยวโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ 

นั่นก็เพราะคนไทยหนีเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมายกันเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้เลยโดนเพ่งเล็ง โดยส่วนใหญ่คนที่โดน จะพบเหตุผลเหมือนกันคือ แลกเงินมาน้อยเกินไป เช่น 300USD/EUR สำหรับเที่ยว 1 อาทิตย์

ไกด์ดังกล่าว เผยต่ออีกว่า จอร์เจียเริ่มไม่น่าเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน เข้าประเทศยากขึ้น ค่าใช้จ่ายหลายอย่างขึ้นราคาแบบแพงมาก ถนนไป Juta ที่พังเป็นปีจนตอนนี้ก็ยังไม่ซ่อม ไว้มีตั๋วไปสวิตฯ ราคางามๆ จะพาไปเที่ยวสวิตฯ แทน

"ใครมีแพลนไปช่วงนี้ก็แลกเงินไปเผื่อเยอะๆ หน่อย ถ้าไม่ได้เข้าประเทศคงเซ็งน่าดู กลายเป็นมีประวัติโดนปฏิเสธติดตัวไปอีก

"ส่วนทริปสเปนทำเสร็จแล้ว เป็นทริป 3 ประเทศ ฝรั่งเศส อันดอร์ร่า สเปน แต่ค่าใช้จ่ายแรงเหมือนกัน ลังเลอยู่ว่าจะเปิดทริปดีมั้ย..."

‘จีน’ เปิดม่าน ‘มหกรรมการค้านานาชาติ’ ปี 2023 ที่เทียนจิน รวมสินค้านานาชาติ หนุนการลงทุน-แลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, เทียนจิน รายงานว่า งานมหกรรมการลงทุนและการค้านานาชาติ (เทียนจิน) แห่งประเทศจีน และงานมหกรรมสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภาคพื้นแปซิฟิก (PECC Expo) ประจำปี 2023 ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (23 พ.ย.) ที่ผ่านมา ณ เทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นการบริโภค

งานมหกรรมฯ รวบรวมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ซึ่งรวมถึงอาหาร ไวน์ เครื่องสำอาง ของเล่น และงานฝีมือจากนานาประเทศ อาทิ รัสเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย พร้อมด้วยบูธสินค้านานาชาติ 1,500 บูธ กระจายอยู่บนพื้นที่จัดแสดง 50,000 ตารางเมตร

งานมหกรรมฯ ระยะเวลา 4 วัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเจรจาการลงทุน การค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยจะมีการจัดงานเกี่ยวกับการประชุมและการลงนามสัญญาต่างๆ

ทั้งนี้ งานมหกรรมการค้าเทียนจินดังกล่าว เริ่มจัดขึ้นเมื่อปี 1994 และตั้งแต่ปี 2011 ได้ถูกจัดร่วมกับงานมหกรรมสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจฯ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรอบด้าน ที่ได้รับอนุญาตจากสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิก และกำลังกลายเป็นงานมหกรรมการค้าที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ทางตอนเหนือของจีน

‘WHO’ จี้ ‘จีน’ เปิดเผยข้อมูลโรคทางเดินหายใจ หลังพบคลัสเตอร์เด็กป่วย ‘ปอดอักเสบ’ สูงขึ้น

(23 พ.ย. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ร้องขอข้อมูลจากทางการจีนหลังพบการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และการพบคลัสเตอร์ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบในจีนเพิ่มสูงขึ้น

แถลงการณ์ของ WHO เผยแพร่ในวันก่อนหน้าระบุว่า WHO ได้ร้องขอข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นทางการจากจีนเกี่ยวกับอาการป่วยโรคทางเดินหายใจที่เพิ่มสูงขึ้นและการพบคลัสเตอร์เด็กที่ป่วยเป็นปอดอักเสบ หลังจากมีรายงานว่าในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนมีผู้ป่วยโรคที่คล้ายกับไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนแถลงเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการยกเลิกมาตรการคุมเข้มโรคโควิด-19 และการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ รวมถึงไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

ด้านนายหวัง ฉวนอี้ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของปักกิ่ง บอกกับปักกิ่งนิวส์ว่า ปักกิ่งเข้าสู่ฤดูกาลที่มีอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในระดับสูง ซึ่งกำลังแสดงให้เห็นแนวโน้มของเชื้อโรคหลายชนิดที่อยู่ร่วมกัน

ขณะที่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ProMED สื่อและระบบเฝ้าระวังโรคสาธารณะของจีน ยังรายงานว่ามีคลัสเตอร์ของโรคปอดอักเสบที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในเด็กทางตอนเหนือของจีนด้วย ซึ่ง WHO กล่าวว่ายังไม่ชัดเจนว่ารายงานของ ProMED เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าวของทางการจีนหรือไม่ ซึ่ง WHO ต้องการคำชี้แจง นอกจากนี้ WHO ยังร้องขอข้อมูลแนวโน้มของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่แพร่กระจายอยู่ รวมถึงเชื้อไข้หวัดใหญ่, SARS-CoV-2 (โควิด-19) RSV ที่กระทบต่อทารก และเชื้อไมโคพลาสมา ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในธรรมชาติ

‘ทนง’ ชี้!! ‘อาร์เจนตินา’ จะเลวร้าย หากถอนตัวจากบริกส์-ใช้เงินดอลลาร์ เชื่อ ผู้นำคนใหม่จะพาประเทศถอยหลังเข้าคลองอย่างแน่นอน

(23 พ.ย. 66) นายทนง ขันทอง ผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ ร่วมสนทนาในรายการ ‘คนเคาะข่าว’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง ‘นิวส์วัน’ ในหัวข้อ ‘อาร์เจนตินาถอนตัว BRICS ทิ้งเงินเปโซ หันมาใช้ดอลลาร์แทน’

โดยนายทนง กล่าวในช่วงหนึ่งว่า ‘จาเวียร์ มิเลย์’ คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีอาร์เจนตินา สะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชนชาวอาร์เจนตินา ว่าที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตลอดหลายสิบปี และไม่สามารถฟื้นออกจากวิกฤตได้ ค่าเงินเปโซตกต่ำแบบไม่เหลือค่า เงินเฟ้อราว 140 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนจึงต้องการความเปลี่ยนแปลง

กระทั่ง นายจาเวียร์ มิเลย์ ได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ฟังดูถูกใจประชาชน มองว่าอาจเป็นทางออกของประเทศในการยกเลิกเงินเปโซ และใช้ดอลลาร์แทน ซึ่งเท่ากับยกเลิกอธิปไตยทางด้านการเงิน ในขณะที่ธนาคารกลางอเมริกากำลังมีปัญหาในการดูแลเงินเฟ้อ ตอนนี้มีปัญหาความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์อยู่แล้ว แต่อาร์เจนตินากลับถอยหลังเข้าคลอง

นอกจากนี้ นายจาเวียร์ มิเลย์ ยังจะนำอาร์เจนตินาออกจากกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ทั้งที่เพิ่งได้เข้าเป็นสมาชิกในการประชุมที่ผ่านมา โดยจะมีผล 1 ม.ค. ปีหน้า แต่นี่กลับจะถอนตัวออก โดยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

นายทนง กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าสถานการณ์อาร์เจนตินาจะเลวร้ายลง ไม่แน่ใจดอลลาร์ซัปพลายจะมาจากไหน ยกเลิกแบงก์ชาติแล้วใครจะบริหารการเงินของประเทศ พูดหาเสียงได้ แต่ใช้จริงจะใช้ได้หรือเปล่า? ก็ต้องรอดู…

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายจาเวียร์ มิเลย์ น่าจะมีชาติฝั่งตะวันตกอยู่เบื้องหลัง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบริกส์ เนื่องจากที่ผ่านมา ‘จีน’ ให้การช่วยเหลืออาร์เจนตินาอย่างมาก จู่ๆ ผู้นำเข้ามาจะตัดขาดจากบริกส์ ทั้งที่เศรษฐกิจเสียหายอย่างหนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็สืบเนื่องมาจากนโยบายของฝั่งตะวันตก

การร่วมกับบริกส์น่าจะช่วยเรื่องการค้าของอาร์เจนตินาด้วยซ้ำไป แต่อยู่ๆ มาล้มโต๊ะแบบนี้ เชื่อว่าจะเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วงและรุนแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน

‘UN’ เผย ‘เด็ก-สตรี’ ถูกฆ่าตายเกือบ 8.9 หมื่นคนในปี 2022 ร้อยละ 55 เป็นฝีมือคนในครอบครัว สะท้อน ‘บ้าน’ ไม่ใช่ที่ปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (22 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลการวิจัยใหม่จากสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่ามีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลกถูกฆ่าในปี 2022 เกือบ 89,000 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขรายปีที่สูงที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ชี้ว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิง (femicide) เพิ่มขึ้น แม้เหตุฆาตกรรมโดยรวมลดลง

ร้อยละ 55 ของเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงในปี 2022 มาจากฝีมือสมาชิกครอบครัวหรือคู่ชีวิต ขณะร้อยละ 12 ของเหตุฆาตกรรมผู้ชายเกิดขึ้นที่บ้าน ซึ่งจุดต่างนี้ตอกย้ำว่า ‘บ้าน’ ห่างไกลจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

กาดา วาลี ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานฯ กล่าวว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษยชาติยังคงต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมที่หยั่งรากลึกและความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

วาลีเสริมว่ารัฐบาลต่าง ๆ ต้องลงทุนในกลุ่มสถาบันที่มีความครอบคลุมและความพร้อมมากขึ้นเพื่อยุติการยกเว้นโทษ เสริมสร้างเกราะป้องกัน และช่วยเหลือเหยื่อ เริ่มตั้งแต่ผู้รับมือแนวหน้าจนถึงฝ่ายตุลาการ เพื่อยุติความรุนแรงก่อนสายเกินไป

‘ออสเตรเลีย’ ประสบปัญหา ‘เนื้อแกะล้นตลาด’ กว่า 78 ล้านตัว เกษตรกรระทม!! ราคาตก จนต้อง ‘แจกฟรี’ เพื่อลดต้นทุน

(23 พ.ย. 66) สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาปริมาณเนื้อแกะล้นตลาดและส่งผลให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรุนแรง จนทำให้เกษตรกรบางรายต้องหาทางออกด้วยการกำจัดแกะในฟาร์มหรือแจกจ่าย เพื่อเป็นการลดต้นทุนแทนที่จะเลี้ยงฝูงแกะไว้ในฟาร์มต่อไป

ข้อมูลจากสมาคมเนื้อสัตว์และปศุสัตว์แห่งออสเตรเลีย (MLA) ระบุว่า ราคาเนื้อแกะร่วงลงรุนแรงถึง 70% ในปีที่แล้ว สู่ระดับกิโลกรัมละ 1.23 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43.37 บาท)

นายทิม แจ็กสัน นักวิเคราะห์ฝ่ายอุปทานตลาดโลกของ MLA กล่าวว่า ออสเตรเลียมีฤดูกาลที่ดีมากหลายฤดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฝูงแกะมีจำนวนมากถึง 78.75 ล้านตัว ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

ปัจจัยที่ทำให้ฝูงแกะในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น มาจากการที่หลายภูมิภาคที่เลี้ยงแกะมีฝนตกลงมากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานานถึง 3 ปี ซึ่งรวมถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย โดยฝนที่ตกลงมาจะทำให้ต้นหญ้าเติบโต ซึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงสัตว์ และทำให้สัตว์ขยายพันธ์ุอย่างรวดเร็ว

“ยิ่งฝนตกลงมามากเท่าไร ปริมาณเนื้อแกะในตลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และเมื่อแกะมีจำนวนมากจนไม่สามารถนำเข้าสู่ตลาดได้อีก ทำให้เกษตรกรต้องตัดสินใจกำจัดแกะเหล่านี้ หรือไม่ก็แจกจ่ายให้ประชาชนฟรี ๆ” นายสตีฟ แมคไกวร์ รองประธาน WAFarmers ซึ่งเป็นกลุ่มส่งเสริมด้านการเกษตรของออสเตรเลีย กล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อแกะรายใหญ่ที่สุดในโลก และภาวะเนื้อแกะล้นตลาดนี้ได้สร้างแรงกดดันขาลงต่อราคาขายส่งทั่วโลก

ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดโดยสหพันธ์เกษตรกรแห่งชาติออสเตรเลียพบว่า กว่า 60% ของเกษตรกรออสเตรเลียที่ตอบแบบสำรวจ ไม่ได้รู้สึกเชิงบวกมากกว่าในปีที่แล้ว ต่ออนาคตของการทำเกษตรในประเทศ

‘เกาหลีเหนือ’ กร้าว!! พร้อมเปิดศึก หลังส่งดาวเทียมสอดแนมสำเร็จ ด้าน ‘โสมขาว’ โต้กลับ ฉีกข้อตกลง-ยกระดับกองกำลังตามชายแดน

(23 พ.ย. 66) ‘เกาหลีเหนือ’ เปิดเผยว่า จะคืนชีพทุกมาตรการทางทหารที่เคยระงับไปภายใต้ข้อตกลงปี 2018 กับ ‘เกาหลีใต้’ ที่ออกแบบมาเพื่อลดสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมระหว่าง 2 ชาติ พร้อมประกาศเดินหน้าประจำการกองกำลังที่เข้มแข็งกว่าเดิม และอาวุธใหม่ๆ ไปยังแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้

ถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ มีขึ้น 1 วัน หลังจากเกาหลีใต้ระงับบางส่วนในข้อตกลงทางทหารระหว่าง 2 ชาติเกาหลี เมื่อปี 2018 เพื่อเป็นการประท้วงกรณีที่เปียงยางปล่อยดาวเทียมสอดแนมขึ้นสู่วงโคจร และบอกว่าจะยกระดับสอดแนมทางทหารตามแนวชายแดนที่ติดกับเกาหลีเหนือ ให้มีการป้องกันอย่างหนาแน่นมากยิ่งขึ้น

“นับตั้งแต่บัดนี้ กองทัพของเขาจะไม่อยู่ภายใต้พันธสัญญาของข้อตกลงทางทหารเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน อีกต่อไปแล้ว” ถ้อยแถลงระบุ “เราจะถอนมาตรการต่างๆ ทางทหาร ที่ใช้ป้องกันความตึงเครียดทางทหารและความขัดแย้งในทุกขอบเขต ทั้งทางภาคพื้น ทะเลและอากาศ และประจำการกองกำลังที่ทรงอานุภาพกว่าเดิม รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารชนิดใหม่ๆ ในภูมิภาคตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหาร”

เกาหลีเหนือกล่าวหาเกาหลีใต้ ว่า ‘ฉีกข้อตกลง’ ที่เรียกว่า ‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) และบอกว่าโซลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดทั้งมวล หากเกิดการปะทะที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้"

ถ้อยแถลงของเกาหลีเหนือ มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง หลังจากพวกเขายิงขีปนาวุธลูกหนึ่งใส่ทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ บอกว่าดูเหมือนการยิงดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่า การตัดสินใจของเกาหลีใต้ ในการระงับข้อตกลงบางส่วน เป็นการตอบโต้ที่รอบคอบและอดทนอดกลั้นแล้ว อ้างถึงกรณีที่เกาหลีเหนือไม่ยึดถือข้อตกลงดังกล่าว

“การระงับข้อตกลงบางส่วนของเกาหลีใต้ จะเป็นการคืนชีพความเคลื่อนไหวในการสอดแนม และลาดตระเวนตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหารในฝั่งของเกาหลีใต้” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าว

‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) เป็นข้อตกลงที่จัดทำขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดี ‘มุน แจอิน’ แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งได้เดินทางไปประชุมซัมมิตทวิภาคีกับผู้นำ ‘คิม จองอึน’ ที่กรุงเปียงยาง เมื่อปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ

แต่มีนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าข้อตกลงฉบับนี้ควรถูกยกเลิก เพราะเป็นการลดทอนศักยภาพของโซล ในการติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือตามแนวชายแดน อีกทั้งโสมแดงเองมีการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงด้วย

เกาหลีเหนือ ระบุเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงการประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมดวงแรกของประเทศขึ้นสู่วงโคจร ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงประณามจากนานาชาติ โทษฐานที่ละเมิดมติของสหประชาชาติ ที่ห้ามเปียงยางจากการใช้เทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้เพื่อรับโครงการขีปนาวุธ

เกาหลีใต้ เชื่อว่า ดาวเทียมเกาหลีเหนือเข้าสู่วงโคจร แต่ต้องใช้เวลาสักพักสำหรับการประเมินว่า ดาวเทียมดวงนี้ สามารถปฏิบัติการได้ตามปกติหรือไม่

การปล่อยดาวเทียม เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจาก 2 หนแรกประสบความล้มเหลว และมีขึ้นตามหลังจากที่ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เยือนดินแดนรัสเซีย โดยระหว่างนั้น ประธานาธิบดี ‘วลาดิมีร์ ปูติน’ รับปากว่าจะช่วยเกาหลีเหนือในการสร้างดาวเทียม

พวกเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ บอกว่า การปล่อยดาวเทียมของเกาหลีเหนือนั้น มีความเป็นไปได้อย่างที่สุด ว่าจะเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากรัสเซีย ภายใต้ความเป็นพันธมิตรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่าง 2 ชาติ ที่ได้เห็นเปียงยางจัดหากระสุนปืนใหญ่หลายล้านลูกให้แก่รัสเซีย

ในขณะที่ รัสเซียและเกาหลีเหนือ ปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงด้านอาวุธใดๆ แต่บอกว่าความร่วมมือระหว่าง 2 ชาติ กำลังแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

‘จงจื่อ’ ธนาคารเงาเบอร์ต้นของจีน ส่อล้มละลาย หลังเผชิญปัญหาหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ 2 เท่า

(23 พ.ย.66) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานโดยอ้างอิงเอกสารลับของทางการวันนี้ว่า ธนาคารเงาขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจีนมีโอกาสล้มละลายอย่างสูงเนื่องจากมีปริมาณหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์มากกว่าสองเท่า

ท่ามกลางสัญญาณความปั่นป่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ล่าสุด จงจื่อ เอนเตอร์ไพรส์ (Zhongzhi Enterprise Group Co.) ยักษ์ใหญ่อันดับต้นของจีนเปิดเผยกับนักลงทุนว่า บริษัทฯ มีหนี้สินประมาณ 4.2 แสนล้านหยวน หรือ ประมาณ 5.87 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) ถึง 4.6 แสนล้านหยวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ 2 แสนล้านหยวน

"การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการดําเนินธุรกิจให้ยั่งยืนต่อไปได้และบริษัทไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะชําระหนี้ในระยะสั้น โดยความพยายามก่อนหน้านี้ใน ‘การช่วยเหลือตนเอง’ ก็ล้มเหลวโดยไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์”

ทั้งนี้ จงจื่อคือหนึ่งในผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Managers) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและยังเป็นยักษ์ใหญ่ทางการเงินรายล่าสุดที่ประสบปัญหาท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัยและการเติบโตที่ซบเซาในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

โดยจงจือซึ่งจัดการสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านหยวนได้รับความสนใจจากนักลงทุนและสื่อจำนวนมากในเดือนส.ค. หลังจากหนึ่งในบริษัทในเครือของบริษัททรัสต์ผิดนัดชําระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ไม่ตอบสนองการขอสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก

ท้ายที่สุดเพื่อบรรเทาความปั่นป่วนของเศรษฐกิจ จีนอยู่ในช่วงออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานกํากับดูแลอยู่ในช่วงร่างรายชื่อนักพัฒนา 50 รายที่มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนในการฟื้นฟูกิจการ 

ขณะที่นโยบายก่อนหน้านี้รวมถึงการผ่อนปรนการจํานองสําหรับผู้ซื้อบ้าน การลดเงินดาวน์ เงินคืนภาษีเงินได้และที่ปรับราคาบ้านให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ทว่ามาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถยับยั้งปัญหาในประเทศได้

‘อิหร่าน’ กร้าว!! พร้อมหนุนทุกการตัดสินใจของ ‘กลุ่มฮามาส’ ชี้!! ถ้า ‘อิสราเอล’ ผิดข้อตกลงหยุดยิง สงครามลุกลามแน่นอน

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 66 ‘ฮอสเซน อามีร์-อับดอลลาเฮียน’ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาเตือนในการให้สัมภาษณ์ ขณะเดินทางเยือนกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ว่า ขอบเขตสงครามกาซาอาจลุกลามบานปลาย จนกว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง ‘อิสราเอล’ และ ‘ฮามาส’ จะมีความยั่งยืน

“ถ้าข้อตกลงหยุดยิงเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย. 66) ทว่าหากมันไม่เดินหน้าต่อ เงื่อนไขต่างๆ ในภูมิภาคจะไม่เหมือนกับตอนก่อนหน้ามีข้อตกลงหยุดยิง และขอบเขตของสงครามจะขยายวงกว้างขึ้น” อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกกับสถานีโทรทัศน์อัล-มายาดีน ของเลบานอน อ้างอิงรายงานข่าวจากสำนักข่าวฟาร์สนิวส์ของอิหร่าน

“เราไม่ได้หาทางขยายขอบเขตของสงคราม” เขากล่าว “แต่หากความรุนแรงของสงครามหนักหน่วงขึ้น มีทุกความเป็นไปได้ที่ขอบเขตของสงครามที่จะลุกลามขยายวงกว้าง”

อิสราเอลกับฮามาสตกลงหยุดยิง 4 วันในสงครามกาซา แลกกับการปล่อยตัวประกันอย่างน้อย 50 คน ที่ถูกจับตัวไปในเหตุฮามาสโจมตีนองเลือดเล่นงานอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน อิสราเอลจะปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ 150 คนเป็นการตอบแทน ตลอดจนถึงการอนุญาตให้จัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หลังจากที่ทำการทิ้งบอมบ์ถล่มแหลก มีการสู้รบกันอย่างหนักหน่วง และปิดล้อมดินแดนชายฝั่งทะเลแห่งนี้ มานานกว่า 6 สัปดาห์

อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกว่า “อิหร่านมองเห็น 2 ทางเลือก อย่างแรก คือ การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมที่เเปลี่ยนเป็นการหยุดยิงอย่างถาวร ส่วนแนวทางที่ 2 คือ คุกคามประชาชนปาเลสไตน์ และเมื่อนั้นประชาชนปาเลสไตน์จะตัดสินใจด้วยตนเอง” เขากล่าว พร้อมระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล “คงไม่อาจเติมเต็มความฝันทำลายพวกนักรบฮามาสได้”

“เราจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของฮามาส” เขากล่าว

‘ซูซาน ซาแรนดอน’ นักแสดงดีกรีออสการ์ ถูกฉีกสัญญา เพียงเพราะเธอออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุน ‘ปาเลสไตน์’

‘UTA’ เอเจนซีดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ประกาศฉีกสัญญาของ ‘ซูซาน ซาแรนดอน’ ดาราฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ชื่อดังมากฝีมือ ดีกรีรางวัลออสการ์เป็นที่เรียบร้อย เพียงเพราะเธอแสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่มีการใช้กำลังทหารโจมตีฉนวนกาซา จนตอนนี้มียอดผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์พุ่งขึ้นถึง 13,000 คน

สื่ออเมริกันรายงานว่า ‘ซูซาน ซาแรนดอน’ แสดงจุดยืนเคียงข้างฝ่ายปาเลสไตน์ และ เข้าร่วมเดินขบวนกับกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมได้กล่าวคำปราศรัยต่อหน้าฝูงชนอีกด้วย ซึ่งในส่วนหนึ่งของคำปราศรัย เธอได้กล่าวว่า…

“ในตอนนี้ มีคนจำนวนมากกลัวที่จะเป็นคนยิว และเริ่มรับรู้ถึงรสชาติของการเป็นชาวมุสลิมในประเทศนี้”

นอกจากนี้ ซูซาน ซาแรนดอน ยังให้กำลังใจชาวอเมริกันที่ออกมายืนหยัด และต่อสู้เพื่อชาวปาเลสไตน์ว่า ผู้คนเริ่มตั้งคำถาม และหาข้อมูลเกี่ยวกับปาเลสไตน์มากขึ้น และเริ่มรับรู้ถึงการล้างสมองของรัฐบาลที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กแล้ว เธอจึงต้องการสนับสนุนให้ผู้ที่เห็นด้วย ออกมาร่วมชุมนุมอย่างเข้มแข็ง อดทน และกล้าที่จะพูดออกมา พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณชาวยิวในสหรัฐฯ ที่ออกมาช่วยเหลือกิจกรรมเพื่อชาวปาเลสไตน์ในครั้งนี้อีกด้วย

การแสดงออกของ ซูซาน ซาแรนดอน ทำให้เธอถูกโจมตีว่า ‘ฝักใฝ่ลัทธิต่อต้านชาวยิว’ ซึ่งเธอปฏิเสธมาตลอดว่า “ไม่ใช่!!”

แต่จุดยืนของเธอคือ ‘ต่อต้านสงคราม ลัทธิเผด็จการ และการกดขี่’ มาโดยตลอด และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า นอกจากการเป็นนักแสดงคุณภาพ เจ้าของรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Dead Man Walking’ ในปี 1995 และคว้ารางวัลด้านการแสดงอีกนับไม่ถ้วน เธอยังเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และการต่อต้านสงครามตัวยง นอกจากนี้ เธอยังเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘ทูตสันถวไมตรี’ อย่างเป็นทางการขององค์กร ‘UNICEF’ มาแล้ว

แต่เมื่อเธอออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ เพราะไม่ต้องการเห็นการโจมตีพลเรือนในฉนวนกาซา กลับเป็นเหตุให้เธอ ‘ถูกยกเลิกสัญญา’ จากเอเจนซี ที่ดูแลเธอมานานตั้งแต่ปี 2014

และไม่ใช่แค่ ซูซาน ซาแรนดอน เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากการออกมาสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ล่าสุด ‘เมลิสซา บาร์เรลา’ นักแสดงและนักร้องสาวเชื้อสายเม็กซิกัน หนึ่งในนักแสดงนำจาก ‘Scream VI’ ถูก ‘Spyglass’ บริษัทผู้สร้าง ตัดเธอออกจากทีมนักแสดงหนังสยองขวัญภาคต่อ ‘Scream VII’ ด้วยข้อกล่าวหาว่า ‘เธอเป็นพวกฝักใฝ่ลัทธิต่อต้านยิว’ หลังจากที่เธอได้โพสต์ข้อความลงใน Instagram สนับสนุนปาเลสไตน์ และกล่าวหาปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่าเป็น ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’

รวมถึง ‘มาฮา ดาห์ฮิล’ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ ‘CAA’ บริษัทเอเจนซียักษ์ใหญ่อีกแห่งของฮอลลีวูด ที่ถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพียงเพราะเธอโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามระหว่าง ‘อิสราเอล-ฮามาส’ ผ่าน Instagram ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า “คุณเริ่มรู้แล้วหรือยัง? ว่าใครกันแน่ที่สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” แม้ในเวลาต่อมาเธอจะได้ออกมากล่าวขอโทษ และลบโพสต์ของเธอไปในภายหลังแล้วก็ตาม

จึงทำให้รู้ว่า แม้ในประเทศเสรีอย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ ก็ใช่ว่าจะมี ‘เสรีภาพในการพูด’ หรือสามารถแสดงความคิดเห็นได้ดั่งใจในทุกเรื่องอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้จะมีเจตนาในการยุติสงคราม และความรุนแรงก็ตาม เพราะทุกที่มีอำนาจทางการเมืองที่เรามองไม่เห็นแอบแฝงอยู่เสมอ

‘กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3’ เปิดพระราชวังบักกิงแฮม-จัดงานเลี้ยง ต้อนรับอาคันตุกะ ‘ปธน.เกาหลีใต้ - 4 สาว BLACKPINK’

(22 พ.ย. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ได้ทรงเปิดพระราชวังบักกิงแฮม งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นในห้องบอลรูมของพระราชวังบักกิงแฮม โดยอาคันตุกะเกาหลีใต้ได้รับการต้อนรับจากกษัตริย์ ราชินี เจ้าชาย และเจ้าหญิง นายกรัฐมนตรี ริชี ซูนัก และคณะรัฐมนตรี ต้อนรับการมาเยือนของ ยุน ซอก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งอีกหนึ่งอาคันตุกะเพื่อจัดงานเลี้ยงระดับประมุขแห่งรัฐ โดยภายในงานนี้มี 4 สาวสมาชิกวงเคป็อปชื่อดังระดับโลก 'BLACKPINK' 

ขณะทรงให้การต้อนรับประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้นั้น กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงชื่นชมวัฒนธรรมสมัยนิยมของเกาหลีใต้ โดยทรงตรัสถึง 'BLACKPINK' และ BTS 

พระราชดำรัสในงานเลี้ยงทรงยกย่องวัฒนธรรมเกาหลีใต้ว่า "มีความสามารถอันน่าทึ่งในการกระตุ้นจินตนาการ" แม้ว่าพระองค์จะทรงยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าพระทัยสิ่งที่เรียกว่ากังนัมสไตล์มากเท่าไหร่นัก

กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงตรัสชื่นชม 4 สาว BLACKPINK ว่า "เป็นแรงบันดาลใจสุดพิเศษที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ของเกาหลีโอบรับประเด็นนี้ ข้าพเข้าขอชื่นชม เจนนี่ จีซู ลิซ่า และโรเซ่ ซึ่งรู้จักกันดีในนาม #BLACKPINK สำหรับบทบาทของพวกเธอ ในการส่งสารแห่งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ผู้คนทั่วโลกในฐานะทูต”

‘ลาว’ เร่งศึกษาการสร้าง ‘ฟาร์มกังหันลม-สถานีไฟฟ้าย่อย’ หากแล้วเสร็จ จะกลายเป็นแหล่งพลังงานของอาเซียน

(21 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาวเปิดเผยว่า ลาวเตรียมศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการสร้างฟาร์มกังหันลม และสถานีไฟฟ้าย่อย ขนาด 500 กิโลโวลต์เพื่อจ่ายไฟฟ้า ในแขวงสะหวันนะเขตทางตอนใต้

ข้อตกลงดังกล่าวลงนามเมื่อวันที่ 13 พ.ย. โดยสถาบันดิต อินซีเซียนใหม่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุนของลาว คำสะหวัด บุนวิไล กรรมการผู้จัดการบริษัท นาเซง-วาโย รีนิวเอเบิล รีซอร์ส เดเวลอปเมนต์ แอนด์ อินเวสเมนต์ และโลแกน น็อกซ์ ตัวแทนของยูพีซี เวียดนาม (สิงคโปร์)

การศึกษานี้จะดำเนินการที่เขตวีละบูลี อาดสะพอน และพินของแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาวไปทางใต้ประมาณ 400 กิโลเมตร โดยเป็นความร่วมมือระหว่างยูพีซี รีนิวเอเบิล เอเนอร์จี (UPC Renewable Energy) และบริษัท นาเซง-วาโย รีนิวเอเบิล รีซอร์ส เดเวลอปเมนต์ แอนด์ อินเวสเมนต์ ของลาว

รายงานระบุว่ามีการวางแผนสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อเอื้อการส่งพลังงานที่ผลิตขึ้นจากพลังงานลมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ยูพีซี รีนิวเอเบิล เอเนอร์จี คอมปานี คาดว่าจะดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังงานนี้โดยสอดคล้องตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสูงสุดของลาว ควบคู่กับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดโดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) โดยต่อยอดจากประสบการณ์ของบริษัทฯ ในด้านการพัฒนาโครงการพลังงานลม และศักยภาพการจัดหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

หากโครงการข้างต้นประสบความสำเร็จ แขวงสะหวันนะเขตจะเป็นที่ตั้งของฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง และกลายเป็นแหล่งพลังงานสำหรับภูมิภาคด้วยการใช้งานสถานีไฟฟ้าย่อย 500 กิโลโวลต์และระบบจ่ายไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของอาเซียน

‘จาเวียร์ มิเลย์’ ผู้นำ ‘อาร์เจนตินา’ คนล่าสุด อาสาพาประเทศขึ้นรถไฟเหาะ ชูนโยบายสุดขั้ว!! ทิ้ง ‘เงินเปโซ’ หันมาใช้ ‘เงินดอลลาร์-บิตคอยน์’ แทน

กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก กับผลการเลือกตั้งล่าสุดของอาร์เจนตินา ที่ได้ผู้นำคนใหม่ ‘จาเวียร์ มิเลย์’ นักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมสุดขั้ว ที่ประกาศตัวว่าเป็น ‘เจ้าป่า’ ที่ไม่ได้มาเล่นเพื่อเลี้ยงแกะ แต่มาเพื่อปลุกอาร์เจนตินาให้กลายเป็น ‘สิงห์โต’ ที่ยิ่งใหญ่แห่งอเมริกาใต้อีกครั้ง

จาเวียร์ มิเลย์ ถือเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำอาร์เจนตินา ที่โดดเด่นเป็นที่จับตาอย่างมาก ทั้งสไตล์การพูดจากที่โผงผาง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร อีกทั้งบุคลิกหลุดโลก จนทำให้หลายคนตั้งฉายาให้เขาว่าเป็น ‘คนบ้า’ บ้าง ‘มนุษย์วิก’ บ้าง ด้วยทรงผมที่ดูคล้าย ‘วูฟว์เวอรีน’ ตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง

แต่เขาปฏิเสธว่าตนไม่ใช่คนบ้า และไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็น ‘มนุษย์เลื่อยไฟฟ้า’ (Chainsaw Man) ที่มาเพื่อผ่าวิกฤติเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาให้สิ้นซาก ที่ติดกับดักภาวะเงินเฟ้อด้วยเลข 3 หลัก (ปัจจุบันอยู่ที่ 143%) และอัตราความยากจนพุ่งขึ้นถึง 40% มาเป็นเวลานาน และได้ใช้เลื่อยไฟฟ้าเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเขาในช่วงหาเสียง

นอกจากบุคลิกจะหลุดโลกแล้ว นโยบายที่นำเสนอก็สุดขั้วตกขอบเช่นกัน โดยตัวเขานิยามตัวเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนว ‘ทุนนิยมอนาธิปไตย’ ที่สนับสนุนการยกเลิกระบบอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีอย่างเต็มที่ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นหนทางที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาให้เติบโตอย่างเสรีได้

จาเวียร์ มิเลย์ สัญญาว่าจะผ่อนปรนกฎหมายแรงงาน เพื่อให้อิสระแก่แรงงาน และผู้ประกอบการ และตั้งเป้ายุบกระทรวงลงกว่าครึ่ง เพื่อลดบทบาทการควบคุมของรัฐบาลให้น้อยลงให้มากที่สุด ซึ่ง 2 กระทรวงหลักที่คาดว่าจะถูกยุบก็คือ ‘สาธารณสุข’ และ ‘ศึกษาธิการ’ อีกด้วย

อีกทั้งนำเสนอวิธีแก้ไขเงินเฟ้อเรื้อรังของอาร์เจนตินา ด้วยการทิ้ง ‘เงินสกุลเปโซ’ ของชาติ แล้วไปใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แทน และจะถอนตัวจากการเข้าร่วม ‘กลุ่มพันธมิตรเศรษฐกิจใหม่’ (BRICS) ที่มีแกนนำ 5 ชาติได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ อีกทั้งยังประกาศลดระดับด้านการค้ากับจีน โดยเขากล่าวอย่างแข็งกร้าวว่าไม่ต้องการคบค้ากับ ‘พวกนักฆ่า’ ซึ่งหมายถึง ‘ประเทศจีน’ นั่นเอง

และด้วยนโยบายที่สุดโต่ง และดุดัน ทำให้ จาเวียร์ มิเลย์ เป็นที่นิยมในกลุ่มหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ชาวอาร์เจนตินา ที่เทคะแนนให้เพราะคาดหวังความเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว และการทลายกำแพงของกลุ่มทุนนิยม และกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองแบบเก่า จน จาเวียร์ มิเลย์ สามารถคว้าชัยชนะเลือกตั้งใหญ่ในอาร์เจนตินา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ได้อย่างงดงาม ด้วยคะแนน 55.69%

เมื่ออาร์เจนตินา ได้ผู้นำคนใหม่กับนโยบายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลายคนจึงคาดการณ์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอาร์เจนตินาในปีหน้า 2024 ตามนโยบายที่ จาเวียร์ มิเลย์ ได้สัญญาไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทิ้งเงินเปโซ มาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินสกุลหลัก ที่ จาเวียร์ มิเลย์ มองว่าเป็นหนทางที่จะแก้ปัญหาค่าเงินเฟ้อในอาร์เจนตินาได้ และจะทำให้สำเร็จภายในปี 2025 ด้วย รวมถึงบทบาทของธนาคารกลาง ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องถูกลดบทบาท (หรืออาจจะถูกยุบด้วยซ้ำ) พร้อมการรับเงินดิจิทัล อาทิ ‘บิตคอยน์’ เข้ามาใช้ในการทำธุรกรรมอย่างเต็มรูปแบบในระบบเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา

รวมถึงนโยบายต่างประเทศที่ จาเวียร์ มิเลย์ ประกาศชัดเจนว่าจะพาประเทศไปเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล อย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นหมายถึงการตัดสัมพันธ์ด้านการค้ากับจีน อีกทั้งการลดระดับความสัมพันธ์กับรัสเซีย เพื่อสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มตัวในสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และการประกาศศึกแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘บราซิล’ เพื่อชิงตำแหน่งเจ้าป่าหนึ่งเดียวในทวีปอเมริกาใต้นั่นเอง

นับเป็นความทะเยอทะยานอันร้อนแรงของผู้นำป้ายแดงแห่งอาร์เจนตินา กับนโยบายสุดขั้ว เพื่อต้องการพลิกประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่ทำให้ชาวอาร์เจนตินาในตอนนี้เหมือนกำลังขึ้นรถไฟเหาะแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่มีทั้งอารมณ์ ‘ตื่นเต้น’ และ ‘ตื่นกลัว’ ว่าผลงานของ ผู้นำ ‘มนุษย์เลื่อยไฟฟ้า’ (Chainsaw Man) จะได้ออกมาเป็น ‘ไม้เนื้องาม’ หรือ ‘ขี้เลื่อย’

‘อิหร่าน’ ผลิตยารักษา ‘โรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน’ สำเร็จ ขึ้นแท่น ‘ผู้ผลิตรายที่ 2 ของโลก’ รองจากสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันนี้ ‘อิหร่าน’ สามารถผลิตยา ‘Alteplase (Altelyse)’ ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันได้สำเร็จ โดยกลายเป็นผู้ผลิตรายที่ 2 ต่อจากสหรัฐอเมริกา

ไม่นานมานี้มีพิธีเปิดตัวสายการผลิตยาที่สามารถสลายลิ่มเลือด ช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนและความพิการในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยบริษัท Arena Life Science ของอิหร่าน

นอกจากนี้ Alteplase ยังใช้สำหรับการรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันและหลอดเลือดอุดตันที่ปอดขนาดใหญ่ที่การไหลเวียนโลหิตมีความไม่แน่นอนอีกด้วย โดยการผลิตยาชนิดนี้ทำให้สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านสามารถประหยัดเงินได้เฉลี่ย 10 ล้านเหรียญต่อปี

Rouhollah Dehghani รองประธานาธิบดีอิหร่านด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ซึ่งเข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย กล่าวว่า อิหร่านต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในการนำเข้า Alteplase  “ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคของบริษัทที่เน้นการค้นคว้าวิจัยสร้างองค์ความรู้ ยาที่สำคัญและสำคัญมาก ๆ ซึ่งการผลิตถูกผูกขาดโดยบริษัทอเมริกัน สามารถผลิตขึ้นภายในประเทศเพื่อก้าวผ่านมาตรการคว่ำบาตร” 

เขากล่าวสรุปว่า “ปัจจุบัน อิหร่านเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่สองที่สามารถผลิตยา Alteplase (Altelyse)”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิหร่านมีความก้าวหน้าอย่างมากในทางการแพทย์ โดยสินค้าด้านเภสัชกรรมของอิหร่านส่วนใหญ่ใช้ประเทศและการส่งออกไปยังหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

‘เกาหลีเหนือ’ แจ้ง ‘ญี่ปุ่น’ เตรียมปล่อย ‘ดาวเทียมสอดแนม’ ครั้งที่ 3 เมินคำเตือน ‘เกาหลีใต้-สหประชาชาติ’ ปะทุความตึงเครียดในภูมิภาค

(21 พ.ย. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์ และ สำนักข่าวสเตรตส์ไทมส์ รายงานว่า หน่วยยามชายฝั่งของญี่ปุ่นแถลงว่า ได้รับแจ้งจากทางการเกาหลีเหนือ ว่ามีกำหนดจะปล่อย ดาวเทียมสอดแนม ในช่วงวันที่ 22 พ.ย. ถึงวันที่ 1 ธ.ค. ทั้งยังระบุด้วยว่า จะมีเส้นทางมุ่งหน้าไปยังทะเลเหลืองและทะเลตะวันออก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้แถลงเตือนว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ หากเกาหลีเหนือเดินหน้าปล่อยดาวเทียมสอดแนมครั้งใหม่ ซึ่งเป็นครั้งที่ 3

ภายหลังความพยายาม 2 ครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาล้มเหลว จากนั้นประกาศอีกว่าจะปล่อยดาวเทียมสอดแนมเป็นครั้งที่ 3 ในเดือนต.ค. แต่สุดท้ายก็เลื่อนออกไปกระทั่งแจ้งกำหนดล่าสุด

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พ.ย. ประณามถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาจะขายขีปนาวุธหลายร้อยลูกให้กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทั้งยังตำหนิว่า ‘เป็นการกระทำที่อันตราย’ ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาค และนำมาซึ่งการแข่งขันทางอาวุธครั้งใหม่

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ยังระบุจากกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือด้วยว่า จะเพิ่มมาตรการสร้างการป้องปราม และตอบสนองต่อความไม่มั่นคงในภูมิภาคที่มีต้นตอมาจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top