Sunday, 5 July 2026
WORLD

'สิงคโปร์' เตรียมแจกเงินช่วยเหลือค่าครองชีพแบบถ้วนหน้า สูงสุด 2 หมื่นบาท บรรเทาทุกข์ประชาชนได้อย่างถูกต้อง - เท่าเทียม เท่าที่จะเป็นไปได้

รัฐบาลสิงคโปร์อัดฉีดงบประมาณเพิ่มอีก 1.1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เตรียมแจกเงินให้ชาวสิงคโปร์ที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 200-800 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 5,200 - 21,000 บาท) ภายในเดือนธันวาคมปีนี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาปัญหาเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในสิงคโปร์

การแจกเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกองทุน Assurance Package (AP) ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2020 ว่าจะแจกเงินให้แก่ชาวสิงคโปร์ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้น เป็นจำนวนเงิน ตั้งแต่ 700 - 2,200 เหรียญ โดยประเมินจากรายได้ต่อปี และการถือครองอสังหาริมทรัพย์เป็นรายบุคคล 

ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ...
- กลุ่มผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน $34,000 
- กลุ่มผู้มีรายได้ต่อปีเกิน $34,000 แต่ไม่ถึง $100,000 
- กลุ่มผู้มีรายได้ต่อปีเกิน $100,000 
- กลุ่มที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1 แปลงขึ้นไป 

กลุ่มที่มีรายได้น้อย ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มรายได้สูง หรือถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งเป้าหมายของการแจกเงิน ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสิงคโปร์ในภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงอนุมัติกองทุนช่วยเหลือนี้ให้ชาวสิงคโปร์นำไปใช้ซื้อสินค้า อุปโภค บริโภค และบริการที่จำเป็น โดยจะแบ่งจ่ายเป็นรายปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2022 - 2026 

แต่ปีนี้จะมีเงินช่วยเหลือพิเศษเพิ่มให้อีก ที่เรียกว่า AP Cash Special Payment ให้สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ถึงปานกลาง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีก 200 เหรียญ 

นาย ลอเรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ ได้ประกาศไว้ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มงบประมาณในกองทุน Assurance Package อีก 1.1 พันล้านเหรียญ สำหรับจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือพิเศษเพิ่มในปีนี้โดยเฉพาะ ที่จะทำให้มีเงินในกองทุนนี้สูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ 

ดังนั้น ภายในสิ้นปีนี้ ชาวสิงคโปร์ที่อายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป กว่า 2.9 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ทั้งจากโครงการ AP เดิม รวมกับ AP Cash Special ตั้งแต่ 200 - 800 เหรียญเลยทีเดียว

ซึ่งผู้มีสิทธิ์จะได้รับเงินผ่านระบบ PayNow ซึ่งคล้ายกับระบบ 'พร้อมเพย์' ของไทย หรือแจ้งรายละเอียดบัญชีธนาคารในเว็บไซต์ของ Assurance Package หรือ ใช้ระบบ GovCash เบิกถอนจากตู้ ATM ของธนาคาร OCBC ได้ทุกแห่งทั่วสิงคโปร์โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคาร 

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ตั้งแต่มกราคม 2024 ชาวสิงคโปร์ทุกครัวเรือนก็จะได้รับบัตรกำนัลดิจิทัล มูลค่า 500 เหรียญ ภายใต้โครงการ CDC Vouchers สำหรับจับจ่ายซื้อของใช้ในร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล และ เงินช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ จากโครงการ U-Save อีกราว ๆ 130-210 เหรียญต่อครัวเรือน 

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ AP Senior Bonus สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปอีก 200-300 เหรียญ และยังมี CPF MediSave กองทุนลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล ให้อีก 150 เหรียญ 

เรียกได้ว่า ลด แลก แจก แถม ถ้วนหน้า แล้วจริง ๆ สำหรับรัฐบาลสิงคโปร์ ถึงจะเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดติดอันดับโลก แต่ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในย่านอาเซียน ซึ่งกลุ่มเปราะบาง รายได้น้อย หรือวัยเกษียณ มักได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินให้ถี่ถ้วน เพื่อนำมาบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนได้อย่างถูกต้อง ถ้วนหน้า และ เท่าเทียม ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

จับตา!! ‘โจ ไบเดน’ พบ ‘สี จิ้นผิง’ สะท้อนสงคราม ‘ชิป’ ผ่อนคลาย ส่อดันหุ้นกลุ่มเทคฯ-EV พุ่ง ลุ้น!! ท่าทีตอบสนองตลาดทุนจีน

เปิด 3 ประเด็นที่ต้องจับตาในการเจอกันของ ‘โจ ไบเดน - สี จิ้นผิง’ คือ ท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นเรื่องสงครามชิป อาจดันตลาดหุ้นกลุ่มเทคฯ พุ่ง ขณะที่การหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน อาจผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนหากมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนภาคเอกชน-ฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ อาจทำให้ตลาดเงิน-ตลาดทุนจีนตอบสนองเชิงบวก

(14 พ.ย. 66) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นักลงทุนหวังว่าการพบกันตามแผนระหว่างประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ (Joe Biden) และ ‘สี จิ้นผิง’ (Xi Jinping) ของจีนจะเป็นสัญญาณการกระชับความสัมพันธ์ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ของเอเชียที่ปรับตัวลงอย่างร้อนแรง

โดยบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ประเมินว่า การประชุมในวันพุธที่ซานฟรานซิสโกจะเป็นช่วงเวลาสําคัญในการเยือนสหรัฐครั้งแรกของประธานาธิปสีนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้พบกับประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ (Donald Trump) และยังเป็นการสนทนาครั้งแรกของทั้งสองในรอบหนึ่งปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะยังคงเป็นประเด็นเรื่องภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าจีนหลายชนิดและการปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองมหาอํานาจอาจเป็นจุดเปลี่ยนเพื่อล่อนักลงทุนให้กลับมาที่จีน โดยนักลงทุนตราสารทุนและนักลงทุนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินกําลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดเนื่องจากหุ้นของประเทศกําลังฟื้นตัวจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และการอพยพออกของกองทุนทั่วโลก ท่ามกลางเงินหยวนที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์

“สัญญาณเรื่องความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีมากขึ้น หรือแม้แต่การพยายามกระชับความสัมพันธ์เล็กน้อย อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนชั่วคราว” เสี่ยว เจียจือ (Xiaojia Zhi) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Credit Agricole CIB กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าววงในของบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองประเทศพยายามเพื่อบรรเทาความตึงเครียด ซึ่งไบเดนและสีเตรียมประกาศข้อตกลงที่จะเห็นรัฐบาลจีนปราบปรามการผลิตและส่งออกเฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งใช้ในการผลิตสารสังเคราะห์ซึ่งมีอันตรายถึงตาย

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนอาจเปิดเผยคํามั่นสัญญาเพื่อซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 (Boeing’s 737) ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปค (APEC) ตามรายงานของบลูมเบิร์ก และจีนซึ่งเป็นผู้นําเข้าถั่วเหลืองอันดับต้น ๆ เพิ่งจะซื้อสินค้าจากสหรัฐมากกว่า 3 ล้านตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยท่าทีปรารถนาดีก่อนการเจรจาในวันพุธ

ดังนั้น ในการเจอกันที่จะถึงนี้มีประเด็นทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตา ดังนี้

1.) เทคโนโลยี
จีนซึ่งเป็นตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกําลังต่อสู้กับการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเทคโนโลยี ดังนั้นสัญญาณของการกระชับความสัมพันธ์และระงับข้อพิพาทอาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสําหรับบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ Apple Inc. Chip Bellwethers Taiwan Semiconductor Manufacturing Co., Samsung Electronics Co. และ Nvidia Corp.

2.) พลังงานสะอาด
การเน้นเป้าหมาย ‘สีเขียว’ อาจจุดประกายทำให้หุ้นที่เชื่อมโยงกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขยับตัวสูงขึ้น เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนํา Contemporary Amperex Technology Co. และผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ LONGi Green Energy Technology Co.

3.) ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
นักลงทุนส่วนหนึ่งอยู่ในช่วงพิจารณาว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะมีโมเมนตัมแบบใดนอกเหนือจากการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 ไม่ว่าจะมีขั้นตอนในการผ่อนคลายกฎระเบียบส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เพราะหากมีการผ่อนคลายกฎระเบียบเหล่านั้นอาจทำให้เงินหยวนหยุดการอ่อนค่าลงได้และตลาดหุ้นก็จะมีแง่มุมเชิงบวกด้วย

‘จีน’ ผุดมาตรการ ‘กระตุ้นการท่องเที่ยว’ ภายในประเทศ ชู ‘ของดีท้องถิ่น’ หลากหลาย สร้างประสบการณ์ใหม่ไม่รู้ลืม

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน ออกแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายยิ่งขึ้น

แผนการระบุว่า ควรมีการเปิดตัวโครงการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและผู้สูงอายุ รวมถึงจัดการท่องเที่ยวน้ำแข็ง-หิมะ การท่องเที่ยวทางทะเล การล่องเรือ การผจญภัย การชมดาว และการเดินชมเมืองมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น แผนการข้างต้นมุ่งปรับปรุงประสบการณ์การบริโภคระหว่างการท่องเที่ยว ให้บริการสาธารณะที่ดีขึ้น จัดทัวร์พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง และเสริมสร้างข้อบังคับของตลาด

อนึ่ง จีนรายงานปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศกว่า 2.38 พันล้านครั้ง ช่วงครึ่งแรกของปี 2023 (มกราคม-มิถุนายน) ซึ่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2.3 ล้านล้านหยวน (ราว 11.36 ล้านล้านบาท)

‘Nvidia’ พัฒนา ‘H200’ ชิป AI รุ่นใหม่เร็วแรงกว่าเดิม เด่นด้านการประมวลผล ‘Google-Microsoft’ จ่อใช้ปีหน้า

(14 พ.ย. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ยักษ์ผู้ผลิตการ์ดจอในสหรัฐฯ ‘เอ็นวิเดีย’ (Nvidia) ได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ให้กับชิปรุ่นล่าสุดที่ใช้สำหรับการพัฒนา AI

ทั้งนี้ ชิปดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ‘H200’ ซึ่งจะมีคุณสมบัติแซงหน้า ‘H100’ ที่เป็นชิปเรือธงรุ่นปัจจุบันของ Nvidia โดยส่วนที่ได้รับการอัปเกรดเป็นหลัก คือหน่วยความจำที่มีแบนด์วิธสูงขึ้น ถือเป็นหนึ่งในส่วนที่แพงที่สุดของชิป เพราะมีผลต่อความเร็วในการประมวลผลข้อมูล

ชิป H200 มีหน่วยความจำแบนด์วิธสูงถึง 141 กิกะไบต์ เพิ่มขึ้นจาก 80 กิกะไบต์ในชิป H100 รุ่นก่อน ซึ่ง Nvidia ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อซัพพลายเออร์สำหรับการพัฒนาชิปตัวใหม่ แต่รายงานข่าวจาก Micron Technology ระบุว่าบริษัทกำลังดำเนินการเพื่อเป็นซัพพลายเออร์ของ Nvidia รวมถึง Nvidia ยังซื้อหน่วยความจำจาก SK Hynix ผู้จัดจำหน่ายชิปในเกาหลีใต้ด้วย

นอกจากนี้ รายงานข่าวระบุด้วยว่า ชิป H200 จะเริ่มใช้กับผู้ให้บริการคลาวด์ เช่น Amazon Web Services, Google Cloud, Microsoft Azure และ Oracle Cloud เป็นรายแรก ๆ ในปีหน้า นอกเหนือจาก CoreWeave, Lambda และ Vultr ที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ AI โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม Nvidia ยังคงครองตลาดชิปสำหรับการพัฒนา AI ซึ่งผลิตภัณฑ์ของ Nvidia เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนบริการของ ChatGPT และโมเดล AI อื่น ๆ โดยการเพิ่มหน่วยความจำให้มีแบนด์วิธสูงขึ้น จะช่วยให้การประมวลผลของชิปเร็วขึ้นด้วย

‘เมียนมา’ ประกาศใช้กฎอัยการศึก 8 เมือง หลังสถานการณ์สู้รบในรัฐฉานดุเดือด

(13 พ.ย.66) สภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมา (SAC) ประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 8 เมืองของรัฐฉาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมียนมา หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มพันธมิตรภราดรภาพกับกองทัพเมียนมายังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดในบางพื้นที่

ทั้งนี้ SAC เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ (12 พ.ย.) ว่า เมืองทั้ง 8 แห่งที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก จะประกอบด้วย กุนโหลง (Kunlong), โก้ดขาย (Kutkai), หมู่เจ้ (Muse), ล่าเสี้ยว (Lashio), แสนหวี (Theinni), เล้าก์ก่าย (Laukkaing) และกอนเกียน (Konkyan)

และแถลงการณ์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง หลักนิติธรรม และเสถียรภาพของภูมิภาค

‘ผอ.โรงพยาบาลในจีน’ ขายสูติบัตรปลอมให้แก๊งลักเด็ก เจอสาวประวัติ ‘เปิดอุ้มบุญผิด กม. - ส่อเอี่ยวค้ามนุษย์’

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวโกลบอลไทมส์รายงานว่า ตำรวจเมืองเซี่ยงหยาง มณฑลหูเป่ย ของจีนรวบตัวแพทย์หญิงผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจี้ยนเฉียว หลังจากพบหลักฐานขายสำเนาสูติบัตรปลอมสำหรับใช้ในการจดทะเบียนบ้านให้เด็กซึ่งถูกลักพาตัว เพื่อฟอกตัวตนของเด็กไม่ให้พ่อแม่ที่แท้จริงตามหาลูกเจอ

แพทย์หญิงแซ่เย่ ลอบขายสำเนาสูติบัตรพร้อมบันทึกการฉีดวัคซีนรวม 5 ชุดในปีนี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากว่า 6 หมื่นหยวน (ราว 3 แสนบาท) ต่อหนึ่งชุด เย่กับพวกอีก 6 คนถูกตำรวจควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม โดยตำรวจพบเครือข่ายเชื่อมโยงอีกมากมาย และอาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งค้ามนุษย์ 

นายซ่างกวน เจิ้งอี้ว์ นักต่อต้านการค้ามนุษย์ชื่อดังเปิดเผยกับสื่อสังคมออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เขาแอบสืบความไม่ชอบมาพากลอยู่นานหนึ่งปี โดยเขาแกล้งแต่งข้อมูลเกี่ยวกับทารกขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อล่อซื้อสูติบัตรและเอกสารอื่น ๆ จนสำเร็จด้วยเงิน 9 หมื่น 6 พันหยวน (ราว 4 แสน 8 หมื่นบาท) เอกสารมีข้อมูลจัดเตรียมให้พร้อมสรรพ เช่น การตรวจครรภ์ก่อนคลอด การพักในโรงพยาบาล การคลอดบุตร และวันเวลาในการฉีดวัคซีน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการรับเป็นบุตรเสร็จเรียบร้อยภายใน 7 วัน มีอยู่คราวหนึ่ง เย่ยังอ้างด้วยว่า โรงพยาบาลของเธอมีบริการอุ้มบุญ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายบนแดนมังกร

นายซ่างกวนให้สัมภาษณ์ต่อมาอีกว่า โรงพยาบาลแห่งนี้กับนายหน้าค้ามนุษย์ยังได้ขายทารก 2 คน ซึ่งถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้มณฑลเสฉวนและกว่างตงในราคา 1 แสน 1 หมื่นหยวน (ราว 5 แสน 5 หมื่นบาท) และ 1 แสน 6 หมื่นหยวน (ราว 8 แสนบาท) ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังพบโรงพยาบาลบางแห่งในเมืองหนันหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงต้องสงสัยขายสูติบัตรเช่นกัน และนายหน้ายังเคลื่อนไหวอยู่ในโซเชียลมีเดีย โดยเขาได้มอบหลักฐานให้ตำรวจสืบสวนต่อไปแล้ว

จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิด สมัยเป็นแพทย์แผนกนรีเวชวิทยาและสูติศาสตร์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อปี 2553 เย่ได้ทดสอบเพศของทารกให้หญิงตั้งครรภ์ 2 คนอย่างผิดกฎหมาย และทำแท้งให้ จนถึงถูกตัดสินจำคุก 5 เดือน และปรับ 1 หมื่นหยวน

ขณะที่ทนายความชี้ พฤติกรรมของเย่เข้าข่ายการซื้อและขายเอกสารและใบรับรองของหน่วยงานรัฐ เป็นความผิดอาญา อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ แต่ถ้าขายให้โดยที่รู้ว่าเด็กคนนั้นถูกลักพาตัวมาก็เข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งความผิดฐานค้าเด็กมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และอาจถึงขั้นประหารชีวิต

จากรายงานของสื่อมวลชน เย่เป็นรองประธานสมาคมผู้ประกอบการสตรีในเมืองเซี่ยงหยาง และเปิดบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวการทารกและการมีบุตรอยู่หลายแห่ง อีกทั้งยังได้รับมอบตำแหน่ง ‘ผู้มุ่งมั่นที่สวยที่สุด’ ซึ่งเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ของสมาพันธ์สตรีในเซี่ยงหยาง แต่ตอนนี้ถูกถอดไปเรียบร้อยแล้ว

‘มาครง’ สนับสนุนม็อบนับแสน แสดงจุดยืนต่อต้านลัทธิเหยียดยิว

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.66) ชาวฝรั่งเศษกว่า 1.8 แสนคนทั่วประเทศ นัดชุมนุมประท้วงกลุ่มเคลื่อนไหวที่ออกมาต่อต้านชาวยิว ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงวิกฤติสงคราม ฮามาส-อิสราเอลในเขตฉนวนกาซาของชาวปาเลสไตน์ 

ทั้งนี้ เฉพาะตัวเลขผู้ชุมนุมในกรุงปารีส ก็มีผู้ชุมนุมมากกว่า 1 แสนคนแล้ว แถมยังมีผู้นำฝ่ายการเมืองคนสำคัญในฝรั่งเศส ออกมาร่วมชุมนุมอย่างคับคั่ง อาทิ เอลิซเบธ บอร์น นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของพรรค Renaissance พรรคฝ่ายรัฐบาลของเอมานูเอล มาครง รวมทั้ง ฟรองซัวส์ โอลองด์ อดีตผู้นำฝรั่งเศส, มารีน เลอ แปง ผู้นำฝ่ายค้านขวาจัดก็มาปรากฎตัวในการชุมนุมด้วย โดยทางการฝรั่งเศสได้เตรียมทีมรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาตลอดช่วงเวลาการชุมนุม 

ถึงแม้ เอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะไม่ได้มาร่วมชุมนุมด้วย แต่เขาก็ได้ออกมากล่าวสนับสนุนการชุมนุมในวันดังกล่าว และยังเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสช่วยกันออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านกระแสเกลียดชังชาวยิว ที่มาครงใช้ความว่า ‘ฟื้นคืนชีพ’ อีกครั้งอย่างไม่อาจรับได้

ซึ่งฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีชุมชนชาวยิวเป็นจำนวนมากที่สุดในยุโรป หากนับเฉพาะคนยิวที่เป็นเชื้อสายแท้ๆ มีราวๆ 4 แสนคน แต่หากนับรวมครอบครัวชาวยิว ที่อาจบางส่วนมีเชื้อสายอื่นๆ ด้วย พบว่าในฝรั่งเศสจะมีชุมชนชาวยิวมากกว่า 6 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 6.87 ต่อประชากร 1,000 คนในฝรั่งเศส

การนัดชุมนุมใหญ่ในครั้งนี้ มาจากแคมเปญของ ประธานสภาบน เฌราร์ ลาร์เชอร์ ร่วมกับประธานสภาล่าง, ยาแอล โบรน-ปีแว ด้วยการออกมาเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศส ออกมาชุมนุมร่วมกันในกรุงปารีส และตามเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส เช่น นีซ, ลียง และสตราสบูร์ก เพื่อต่อต้านกระแสเกลียดชังชาวยิว ที่ประธานสภากล่าวว่า เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการปกครองระบอบสาธารณรัฐของฝรั่งเศส

ทว่า ก็มีนักการเมืองฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในการจัดกิจกรรมดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ ฌ็อง-ลุก เมล็องชง ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายจัด ที่มองว่า การแสดงจุดยืนเช่นนี้ในสถานการณ์นี้ สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความว่าเป็นการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขของรัฐบาลฝรั่งเศสต่อการสังหารหมู่ในกาซาได้

และสังเกตได้ว่า การนัดชุมนุมของกลุ่มต่อต้านการเหยียดชนชาติยิว จัดคู่ขนานกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนปาเลสไตน์หลายพันคนที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซาเมื่อช่วงศุกร์-เสาร์ ที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน 

การชุมนุมของทั้ง 2 กลุ่ม จึงถูกมองว่ามีความพยายามที่จะดึงกระแสมวลชนที่มากกว่าเพื่อส่งสัญญาณต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสต่อความขัดแย้งในฉนวนกาซา ถึงแม้ว่าแกนนำผู้ชุมนุมจะบอกว่าเป็นการแสดงออกของมวลชนที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ตาม

ซึ่งหากดูจากจำนวนตัวแทนฝ่ายการเมืองที่เข้าร่วมชุมนุมเพียงกิจกรรมของฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่มีการพูดถึงกิจกรรมของอีกฝ่าย ก็พอจะมองออกถึงจุดยืนของรัฐบาลฝรั่งเศส ต่อสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนด้านมนุษยธรรมที่สุดครั้งหนึ่งในตะวันออกกลางได้เหมือนกัน 

‘ยานพาหนะไร้คนขับ’ ตัวช่วยส่งพัสดุด่วน-หนุนชอปออนไลน์โต รุกคืบเข้าไทย ‘KMITL’ เริ่มใช้ให้บริการอาจารย์-นักศึกษาแล้ว

(13 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หลังเทศกาลชอปปิง 11.11 (Double Eleven) ซึ่งเป็นมหกรรมลดราคาสินค้าออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสิ้นสุดลง ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดสำหรับการขนส่งพัสดุด่วนก็หวนกลับมาอีกครั้ง ในครั้งนี้ ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มพบเห็นยานพาหนะขนส่งพัสดุไร้คนขับที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามามีบทบาทในชีวิต สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา เมืองหยางเฉวียน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน ซึ่งเปิดให้มีการขับขี่อัตโนมัติทั่วทุกพื้นที่ มีการใช้รถขนส่งพัสดุด่วนไร้คนขับ 12 คันขนส่งพัสดุให้ผู้บริโภค โดยปริมาณการขนส่งสูงถึงเกือบ 10,000 รายการต่อวัน

เฝิงไห่ปิน เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จีนกล่าวว่ารถขนส่งเหล่านี้ช่วยลดเวลาการทำงานของเขาลงได้ 1 ชั่วโมง แถมช่วยให้ขนส่งพัสดุด่วนได้มากกว่าร้อยละ 30

ยานพาหนะเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) มีขนาดตัวรถใกล้เคียงกับสมาร์ต (Smart) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในเครือเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ทำงานด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รับน้ำหนักได้ 600 กิโลกรัม และสามารถขนส่งพัสดุได้สูงสุดเกือบ 800 ชิ้นต่อวัน

นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีไลดาร์ (lidar) 2 ตัว พร้อมกล้อง 11 ตัว ทำให้ตรวจจับไฟจราจร ยานพาหนะ คนเดินเท้า ฯลฯ ภายในระยะ 120 เมตรได้ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชิปสมรรถนะประมวลผล 254 TOPS หรือประมวลผลเทระต่อวินาที (tera operations per second) จึงสามารถปรับแผนการเดินทางให้เข้ากับสถานการณ์บนท้องถนน แต่หากเผชิญเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำการอยู่ก็ยังสามารถควบคุมยานพาหนะฯ จากระยะไกลได้แบบเรียลไทม์ผ่านสัญญาณ 5G

รายงานระบุว่าตลาดขนส่งพัสดุของจีนมีขนาดใหญ่มาก โดยในปี 2022 ปริมาณการขนส่งด่วนของจีนพุ่งทะลุ 1.1 แสนล้านชิ้น ครองอันดับหนึ่งของโลก 9 ปีติดต่อกัน และการใช้งานยานพาหนะไร้คนขับได้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังช่วยขยายโอกาสทางการตลาด

ไชน่า อินเตอร์เนชันนัล แคปิตัล คอร์ปอเรชัน (CICC) คาดการณ์ว่าตลาดการขนส่งด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีนจะสูงถึง 1.7 แสนล้านหยวน (ราว 8.51 แสนล้านบาท) นอกจากนี้ ในเมืองต่าง ๆ อาทิ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และเหอเฝยต่างกำลังพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับอย่างแข็งขันเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยานพาหนะไร้คนขับของจีนได้ออกเดินทางสู่ทั่วโลกแล้ว หนึ่งในนั้นคือที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการใช้งานยานพาหนะไร้คนขับเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คณาจารย์และคณะนักศึกษา สามารถส่งของกินเล่นมาถึงที่แบบไม่ต้องเดินไปไหนไกล

คมสัน มาลีสี คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ กล่าวว่ายานพาหนะคันนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้นักศึกษาและบุคลากรของสถาบันฯ มีช่องทางจับจ่ายซื้อสินค้าได้สะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการพัฒนาชีวิตนักเรียนและบุคลากรในรั้วมหาวิทยาลัย อีกทั้งระบบนำทางอัจฉริยะและระบบรักษาความปลอดภัยของรถ ช่วยให้ความมั่นใจในการใช้งาน 

จ้าวซินสุย รองประธานของนีโอลิกซ์ (Neolix) ผู้ผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ กล่าวว่าปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ถูกส่งออกไปยัง 12 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และถูกใช้งานครอบคลุมทั้งในโรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาล และสถานประกอบการ โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมียานพาหนะไร้คนขับเช่นนี้เข้าสู่ไทยมากกว่า 50 คัน และเข้าสู่กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 100 คัน

ผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจรอย่างการสื่อสาร 5G การผลิตยานยนต์ และอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ต้นทุนการผลิตยานพาหนะขนส่งไร้คนขับของจีนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่านับตั้งแต่ยานพาหนะไร้คนขับรุ่นแรกออกจากสายผลิตเมื่อปี 2018 ความเร็วออกแบบสูงสุดของรถเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 5 กิโลเมตรเป็น 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำนวนเรดาร์ลดลงจาก 5 ตัวเป็น 2 ตัว และต้นทุนรวมของยานพาหนะลดลงมากกว่าร้อยละ 50

จ้าวทิ้งท้ายว่าโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรจะกลายเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพแก่ผู้ประกอบการ พร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้านต่อไป

‘คุณปู่วัย 77 ปี’ สวมบท ‘จอห์น วิค’ ควักปืนยิง 2 นักเคลื่อนไหวดับ เหตุหงุดหงิด!! ปิดถนนชุมนุมนานหลายชั่วโมง จนสัญจรไม่ได้

เมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นภาพข่าวที่เป็นกระแสไวรัลไปทั่วอเมริกาอย่างรวดเร็ว เมื่อ นายเคเนธ ดาร์ลิงตัน คุณปู่ชาวอเมริกันเชื้อสายปานามา วัย 77 ปี ควักปืนยิงใส่ 2 นักเคลื่อนไหว เพื่อสิ่งแวดล้อมในปานามา ดับคาทางหลวง Pan American Highway ท่ามกลางสายตาผู้ชุมนุม ที่กำลังถ่ายคลิปวิดิโอเป็นจำนวนมาก โทษฐานทำแกหงุดหงิดที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดถนนนานหลายชั่วโมงจนผู้ใช้ถนนสัญจรไม่ได้

สิ่งที่ชวนตะลึงยิ่งกว่าคดียิงกันตายบนท้องถนน คือสีหน้าของ ปู่เคเนธ ดาร์ลิงตัน ขณะลั่นไกยิงคู่กรณีที่เข้ามาโวยวายใส่ปู่ ขณะที่แกลงจากรถไปรื้อไม้กั้นถนนของกลุ่มผู้ชุมนุม แกก็ชักปืนสั้นออกมาให้รู้ว่ามีปืนนะ อย่ามายุ่ง

แต่ก็ไม่วาย คู่กรณียังมายืนขวางหน้า ปู่แกเลยยิงซึ่ง ๆ หน้าระยะเผาขนด้วยสีหน้าเรียบเฉยมาก ไม่สะทกสะท้านใด ๆ แม้เห็นคู่กรณีล้มคว่ำไปต่อหน้าต่อตา จนชาวเน็ตอดไม่ได้ที่จะเทียบบุคลิกนิ่งๆ แต่สายตาเย็นเยียบขณะลั่นไก ว่าคล้ายกับ 'จอห์น วิค' ตัวละครในหนังฮอลลิวูดเรื่องดัง

และทำให้เกิดกระแสถกเถียงกันในโลกโซเชียล ทั้งในสหรัฐและปานามา ว่าจะมายกปู่แกเป็น  ‘จอห์น วิค’ ไม่ได้ เพราะ Bottom Line แล้ว ปู่แกคือคนร้ายที่ยิงคนตายกลางถนนถึง 2 คน

แต่อีกส่วนหนึ่งก็อยากให้เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการกระทำของกลุ่มนักเคลื่อนไหวบ้าง ที่มุ่งแต่ประท้วง ปิดถนนสายหลักแบบไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนบ้าง ถึงการกระทำของปู่จะสุดโต่ง แต่ก็อยากให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวรู้จักรอมชอมบ้างในบางกรณี

ส่วนประเด็นความขัดแย้งเบื้องหลังที่นักเคลื่อนไหวในปานามาต้องยกพลมาปิดถนนหลวงประท้วงใหญ่ เกิดจากที่รัฐบาลตกลงให้สัมปทานกับ First Quantum Minerals บริษัททำเหมืองแร่จากแคนาดา เข้ามาทำเหมืองแร่ทองแดง ที่จะนำมาใช้เป็นส่วนประกอบแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าในปานามาเป็นเวลา 20 ปี

ซึ่งบริเวณที่รัฐให้สัมปทานเป็นเขตพื้นที่ป่าฝนดิบชื้นอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศ กว่า 3.2 หมื่นเอเคอร์โดยรัฐบาลอ้างว่า การสร้างเหมืองจะสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวปานามาหลายพันครอบครัว ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อปากท้องของชาวปานามา

แต่ด้านนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมคัดค้านอย่างหนัก มองว่ารัฐบาลปานา ขายทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่ประเมินค่าไม่ได้ แลกกับแค่เงินลงทุนสัมปทานต่างชาติ ยังไม่นับมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ความเสียหายจากสารพิษปนเปื้อนแหล่งน้ำ การทำลายพื้นที่ป่า ที่ไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศโลก

งานนี้ประท้วงกันหนักมาก มีชาวปานามานับหมื่นเดินทางมาประท้วงรัฐบาลนานหลายสัปดาห์แล้ว แม้บริษัทสัปทานแคนาดาจะยอมจ่ายค่าชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มให้อีกปีละ 375 ล้านเหรียญ ผู้ประท้วงก็ไม่ถอย

และยกระดับปิดถนนสายหลัก เพื่อกดดันรัฐบาลจนเริ่มสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวปานามาทั่วไป ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากคือ เกษตรกร ที่ไม่สามารถส่งผลผลิตได้เพราะปิดถนน จนสินค้าเสียหาย

แต่นักเคลื่อนไหวก็ประท้วงอย่างแข็งกร้าวมาก ปิดคือปิด ไม่ยอมถอยแม้จะมีคนจำนวนมากร้องเรียนเพราะเดือดร้อนจากการปิดถนน เพราะพวกเขามองว่า สัมปทานทำเหมืองในพื้นที่ป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้!!

จนกระทั่งมาเกิดเหตุคุณปู่จอห์น วิค ในวันนี้ เป็นสถานการณ์ที่น่าเศร้าสำหรับคนที่มีเจตนาดีต่อสังคม แต่ใช้วิธีแข็งกร้าว รุนแรงในการเผชิญหน้ากับปัญหา ซึ่งประวัติส่วนตัวเล็กน้อยของคุณปู่ เคเนธ ดาร์ลิงตัน ที่ชาวเน็ตยกฉายา จอห์น วิค ให้แกชั่วคราว เป็นชาวปานามาที่เกิดในสหรัฐ จึงถือทั้ง 2 สัญาชาติ และแกเคยเป็นทนายมาก่อนด้วย ส่วนนักเคลื่อนไหว 2 คน ที่โดยแกยิงเสียชีวิตเป็นครู ทั้ง 2 คน

‘ชาติอาหรับ’ ประชุมเร่งด่วน เรียกร้อง ‘อิสราเอล’ หยุดโจมตีกาซา ซัด!! นี่ไม่ใช่การป้องกันตน แต่เป็นข้ออ้างเพื่อทำสงครามเท่านั้น

(12 พ.ย.66) กลุ่มประเทศโลกอาหรับประชุมกันที่ซาอุดีอาระเบีย ร่วมกันเรียกร้องให้มีการหยุดยิง เร่งจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง

โดยเป็นการประชุมฉุกเฉินร่วมระหว่างกลุ่มสันนิบาตอาหรับ หรืออาหรับ ลีก และองค์กรความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ที่ซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพในกรุงริยาดห์ ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน ร่วมกันประณามเหตุโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซา เรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที และจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง

ด้านมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงกล่าวเปิดการประชุม ประณามและไม่ยอมรับการโจมตีชาวปาเลสไตน์ ซาอุดีอาระเบียไม่เห็นด้วยที่มีการใช้เหตุผลการป้องกันตนเองของอิสราเอล เป็นข้ออ้างเพื่อทำสงคราม เรียกร้องผู้นำโลกที่เข้าร่วมการประชุม ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในฉนวนกาซา

ขณะที่ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี ประมุขแห่งกาตาร์ เรียกร้องอิสราเอลให้ยุติการโจมตีพลเรือนโดยทันที กาตาร์จะพยายามต่อไปเพื่อให้มีการปล่อยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไป

ส่วนประธานาธิบดี อิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน ระบุสหรัฐฯ จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา เพราะได้ส่งอาวุธให้อิสราเอลเป็นจำนวนมาก รวมถึงระบุว่า อิหร่านจะส่งความช่วยเหลือด้านทางการทหารให้กับกลุ่มฮามาส กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มอื่น ๆ

‘สื่อตะวันตก’ เผยผลสืบสวนพบ 'ยูเครน' อยู่เบื้องหลังบึ้มท่อนอร์ดสตรีม ผู้กระทำอ้าง!! คอยรับคำสั่งมาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ยูเครนอีกทอด

(12 พ.ย.66) หนังสือพิมพ์สหรัฐฯ และเยอรมนี อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด ระบุว่า โรมาน เชอร์วินสกี พันเอกแห่งกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของยูเครน คือผู้ประสานงานของปฏิบัติการโจมตีท่อลำเลียงน้ำมันนอร์ดสตรีม ทั้งนี้ ผลการสืบสวนร่วมของวอชิงตัน โพสต์กับแดร์ ชปีเกิล อ้างอิงคำบอกเล่าของพวกเจ้าหน้าที่ในยูเครนและที่อื่นๆ ในยุโรป เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่รับรู้เกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว แต่ไม่ประสงค์เอ่ยนาม

สื่อมวลชนสหรัฐฯ ให้รายละเอียดว่า เชอร์วินสกี ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านโลจิสติกส์และควบคุมทีมงานที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 คน ซึ่งเช่าเรือใบลำหนึ่งภายใต้ชื่อปลอมและใช้อุปกรณ์ดำน้ำสำหรับดำลงไปวางวัตถุระเบิดที่ท่อทำเลียง ทั้งนี้เขาไม่ได้วางแผนปฏิบัติการหรือลงมือเพียงลำพัง แต่คอยรับคำสั่งมาจากพวกเจ้าหน้าที่ยูเครนอีกทอด

รอยรั่วขนาดใหญ่ 4 รู ถูกพบบนท่อลำเลียง 2 เส้นของท่อลำเลียงนอร์ดสตรีม นอกชายฝั่งเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2022 ซึ่งสถาบันธรณีวิทยาหลายแห่งตรวจพบแรงระเบิดใต้น้ำ 2 รอย ก่อนที่ท่อลำเลียงจะเกิดการรั่วไหล

ท่อลำเลียงแห่งนี้ตกอยู่ในแก่นกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับยุโรป โดยรัสเซียตัดการส่งมอบก๊าซป้อนสู่ยุโรป ซึ่งสงสัยว่าน่าจะเป็นการแก้แค้นมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกที่กำหนดเล่นงานมอสโกต่อกรณีรุกรานยูเครน

เชอร์วินสกี ให้การปฏิเสธผ่านทนายความส่วนตัว บอกกว่าเขาไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการลอบก่อวินาศกรรมโจมตีท่อลำเลียง "ทุกข่าวลือเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของผม ในเหตุโจมตีท่อนอร์ดสตรีม ถูกเผยแพร่ออกมาโดยโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย โดยปราศจากพื้นฐานใดๆ รองรับ" เขาเขียนถ้อยแถลงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรส่งถึงวอชิงตัน โพสต์กับแดร์ ชปีเกิล

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ปฏิเสธซ้ำๆ ว่าประเทศของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดท่อลำเลียง "ผมจะไม่มีวันทำเช่นนั้น" เขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บิลด์ของเยอรมนี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อ้างอิงหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพต์ ระบุว่าปฏิบัติการก่อวินาศกรรมถูกคิดค้นขึ้นมาโดยปราศจากการรับรู้ของเซเลนสกี

วอชิงตัน โพสต์กับแดร์ ชปีเกิล เผยว่าพวกเขาได้ติดต่อไปยังรัฐบาลยูเครน เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับผลการสืบสวนร่วมของพวกเขา แต่ทางเคียฟไม่ได้ให้คำตอบกลับมาแต่อย่างใด

‘จีน’ เปิดตัว 'รถเมล์ผู้สูงวัย' จำนวน 6 สาย ชูจุดเด่น!! ออกแบบพิเศษให้ตอบโจทย์ใช้งานจริง

เมื่อไม่นานนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดตัวรถบัสประจำทางที่เหมาะสำหรับให้บริการผู้สูงวัย จำนวน 6 สาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุที่เดินทางด้วยรถประจำทาง

รถบัสเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งาน อาทิ พื้นรถถูกปรับลดระดับความสูงลง การใช้งานได้แบบไร้สิ่งกีดขวาง อุปกรณ์สำหรับยึดรถเข็น เบาะพนักพิงที่นุ่มยิ่งขึ้น ตลอดจนมือจับที่มีข้อความน่ารักๆ อย่าง ‘ห่วงใยผู้สูงวัย สังคมแห่งน้ำใจ’ นอกจากนี้ คนขับรถและพนักงานบนรถบัสก็ยังได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเรื่องการบริการและดูแลผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

'สถานทูตจีน' ไม่พอใจสื่อไทยบางแห่ง  เสนอปมปลุกปั่นแยกไต้หวันเป็นอิสระ

เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.66) เฟซบุ๊ก 'Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย' ได้โพสต์ข้อความแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจ ที่สื่อสำนักหนึ่งของไทยได้ออกอากาศรายการสัมภาษณ์ 'อู๋เจาเซี่ย' ที่ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน ระบุว่า

เมื่อเร็วๆ นี้ มีสื่อไทยสื่อหนึ่งได้ออกอากาศรายการสัมภาษณ์ อู๋เจาเซี่ย คนที่คิดจะแบ่งแยกไต้หวันออกจากประเทศจีน อู๋ได้ปลุกปั่นคำพูดที่เหลวไหลเกี่ยวกับ 'การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน' ในการให้สัมภาษณ์ และโจมตีข้อเสนอที่รวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสันติของประเทศจีนอย่างร้ายแรง คำพูดที่ไร้สาระอย่างนี้ไม่คุ้มค่าที่จะหักล้าง ส่วนสื่อนี้ได้เสนอเวทีที่เผยแพร่คำพูดที่เหลวไหลให้แก่คนที่คิดจะแบ่งแยกไต้หวันออกจากประเทศจีน ซึ่งทำลายผลประโยชน์ของประเทศจีน และทำร้ายความรู้สึกของประชาชนจีน ฝ่ายจีนต้องแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำอย่างนี้อย่างรุนแรง

ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยอมรับของทั่วโลก การกระทำที่ช่วยคนชั่วก่อกรรมทำเข็ญในเรื่องที่เกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนและการต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนของจีน ไม่ว่าเป็นการกระทำใดๆ ก็ตาม ล้วนตรงกันข้ามกับมิตรภาพระหว่างประชาชนของจีนและไทย การกระทำที่ทำร้ายประเทศอื่นๆ และประชาชนของประเทศอื่นๆ โดยใช้เสรีภาพของสื่อเป็นข้ออ้าง ไม่ว่าเป็นการกระทำใดๆ ก็ตาม ล้วนเป็นการใช้เสรีภาพของสื่ออย่างพร่ำเพรื่อ

เราหวังว่าสื่อที่เกี่ยวข้องเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของจีน แก้ไขการกระทำที่ผิดพลาด และไม่ให้เรื่องที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนจีนเกิดขึ้นอีก

‘สภาฯ สิงคโปร์’ วุ่น!! เร่งถก ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ หวั่นกระทบการค้า-สะเทือนเศรษฐกิจในประเทศ

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 66 สำนักข่าว CNA ของสิงคโปร์ รายงานว่า นายชี ฮง ทัต รักษาการณ์รัฐมนตรีคมนาคมสิงคโปร์ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสิงคโปร์ในวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย ซึ่งถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์

โดยนายชี กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจช่วยลดเวลาการขนส่งสินค้าราว 2-3 วันก็จริงอยู่ แต่เรือขนสินค้าอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และจริงๆ อาจลดเวลาได้ไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยสำคัญ คือ เรือสินค้าจะต้องเสียเวลาในการโหลดสินค้าขึ้นจากท่าเรือฝั่งหนึ่ง เพื่อขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟขนส่งไปยังท่าเรืออีกฝั่ง จากนั้นก็โหลดสินค้าลงสู่เรือเพื่อเดินทางต่อ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ บริษัทขนส่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการทบทวนและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ระหว่างการแล่นอ้อมช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ และการใช้แลนด์บริดจ์ของไทยว่าทางไหนคุ้มกว่ากัน

สำหรับประเด็นที่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งเชื่อมอ่าวไทยและทะเลอันดามันของไทย จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ และกระทบกับศักยภาพการแข่งขันของสิงคโปร์ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งหรือไม่ นายชีตอบว่า “สิงคโปร์ไม่สามารถห้ามประเทศอื่นจากการพัฒนาท่าเรือหรือโครงสร้างใดๆ ก็ตามได้ แต่สิ่งที่สิงคโปร์ควรทำและทำได้ คือ ทำอย่างไรที่จะให้สิงคโปร์ไม่ได้รับผลกระทบ หรือหาทางเพิ่มศักยภาพท่าเรือสิงคโปร์ให้ดึงดูดเรือขนสินค้าเหล่านั้น”

‘จีน’ ล้ำหน้า!! ผุด ‘รถมินิแวนไร้คนขับ’ ช่วยส่งของรับเทศกาล ‘ชอปปิง 11.11’

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, หยางเฉวียน รายงานว่า จีนใช้ประโยชน์จาก 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เพื่อปรับปรุงการจัดส่ง ขณะเตรียมความพร้อมสำหรับเทศกาลชอปปิง 11.11 (Double Eleven) ซึ่งเป็นงานลดราคาสินค้าออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

รถมินิแวนไร้คนขับ จำนวน 12 คัน ออกวิ่งจัดส่งพัสดุให้ผู้คนในเมืองหยางเฉวียน หลังจากการทดสอบเดินรถประสบความสำเร็จ

ยานพาหนะชนิดนี้ยาว 2.5 เมตร สูง 1.6 เมตร และกว้าง 1 เมตร ถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (lidar) บนหลังคา พร้อมกล้อง 11 ตัว ซึ่งสามารถตรวจจับไฟจราจร คนเดินเท้า และสิ่งกีดขวางต่างๆ ส่วนระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติบนรถสามารถปรับการปฏิบัติงานให้เข้ากับสถานการณ์บนท้องถนนเพื่อการวางแผนเส้นทาง

รถมินิแวนไฟฟ้าเหล่านี้มีความเร็วสูงสุด 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งเป็นระยะทางถึง 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟจนเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งประหยัดเวลาการจัดส่งต่อวันเกือบ 2 ชั่วโมง

ส่วนในพื้นที่แออัด ยานพาหนะดังกล่าวจะชะลอความเร็วลง รักษาระยะห่างระหว่างสิ่งกีดขวาง และส่งเสียงแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า พร้อมด้วยเบรกฉุกเฉินที่สามารถหยุดรถได้ในระยะไม่ถึงหนึ่งเมตร ซึ่งถูกติดตั้งมาเพื่อหลบสิ่งกีดขวางแบบกะทันหัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top