Sunday, 4 December 2022
INSPIRE

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 8 จดหมายตัดรัก

>> ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว 
ความรักของกรกฎกำลังไปด้วยดี ติดเพียงแค่มีสุเทวาคอยจ้องหาจังหวะเข้าหาเขมิกาตลอด 

>> พูดคุย
เรื่องเล่าชีวิตนักเรียนนายร้อยเมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 5 แล้วก็จะติดยศ ว่าที่ร้อยตรี จากนั้นก็จะไปรับราชการในหน่วยทหารต่างๆ ทั่วประเทศ จนเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าพิธีรับพระราชทานกระบี่ ก็จะกลับเข้ามาทำพิธีดังกล่าว

ตอนนี้กรกฎและจ้ำขึ้นชั้นปีที่ 4 แล้ว เหลืออีก 1 ปีเท่านั้นก็จะเรียนจบ

...แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่กรกฎเล่าให้ผมฟังว่า เขาจำวันนี้วันที่ 5 ธันวาคม 2534 ได้แม่นยำราวกับเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะว่า เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบกับเขมิกาในใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม...

หลังจากนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...

วันหนึ่ง พี่จามินทร์ รุ่นพี่ปีที่ 5 เรียกกรกฎเข้าไปพบในห้อง กรกฎรู้สึกผิดสังเกต เพราะปกติแล้วนักเรียนนายร้อยถูกเรียกไปพบมักเป็นเรื่องไม่ค่อยดี 

เมื่อกรกฎเข้าไป พี่จามินทร์ก็พูดกับกรกฎทันที

“น้องมีอะไรกับเขมิกาหรือเปล่า”

พี่จามินทร์พูดพร้อมชูจดหมายให้ดู 

“เขมิกา เขียนมาตัดพ้อต่อว่าน้องและส่งรูปของน้องมาในซองด้วย...”

กรกฎใจหายวาบ แต่ก็รีบตอบพี่จามินทร์ไป

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ ผมยังไม่ได้อ่านจดหมายเลยครับ”

พี่จามินทร์ยื่นจดหมายให้พร้อมพูดปลอบ

"อย่าเพิ่งคิดอะไรไปมากนะ ค่อยหาวิธีแก้ปัญหากัน”

“ขอบคุณครับ” กรกฎตอบ พร้อมรับจดหมายแล้วรีบกลับมาที่ห้อง

พอมาถึงห้อง เขารีบเปิดอ่านจดหมายทันที

เนื้อความในจดหมาย บอกว่า

“สุเทวาเป็นคนไม่ดี ด่าว่าเพื่อนของเขมิกา และเอาเรื่องของเพื่อนเขมิกาไปเล่าในทางเสียหาย ทำให้พวกเขมิกาไม่สามารถรับได้ และในอนาคตต่อไปหากกรกฎและเขมิกาคบกันไปวันหนึ่งก็ต้องเจอกับสุเทวา ซื่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน จะทำให้มองหน้ากันไม่ติด ดังนั้นเราควรเลิกติดต่อกัน” (อ้าว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกรกฎด้วย)

นอกจากนี้ เขมิกายังส่งรูปถ่ายที่กรกฎเคยส่งไปให้ รวมถึงตัดภาพที่เคยถ่ายคู่กับเขมิกาออกไป เหลือเพียงภาพของกรกฎคืนมาเท่านั้น กรกฎมองรูปที่ขาดออกเหมือนหัวใจเขาถูกฉีกออกเช่นกัน (มันปวดร้าว)

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 7 ได้อย่าง…เสียอย่าง

>> เล่าเรื่องนักเรียนนายร้อย 
ในช่วงเทอมที่เป็นการฝึกวิชาทหาร มีวิชาที่นักเรียนนายร้อยจะเรียนเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการรับราชการในอนาคต และเป็นเครื่องหมายที่ติดตัวไปตลอดชีวิต คือการฝึกหลักสูตรกระโดดร่ม ในตอนปลายปีชั้นปีที่ 3 อีกหลักสูตรคือการฝึกเป็นผู้นำหน่วยทหาร หรือจู่โจมซึ่งจะฝึกในปลายปีชั้นปีที่ 4

>> ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว 
กรกฎและจ้ำได้ไปหาเขมมิกาและสาวิตรีที่วิทยาลัย จากนั้นก็ได้ไปทานข้าวด้วยกัน กรกฎรู้สึกมีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก แต่ว่า…สุเทวาดันรู้ข่าวเข้า ก็เลยอยากจะพาเขมิกาไปดูหนังบ้าง แถมยังเดินมาบอกกันซึ่งๆ หน้าอีก แบบนี้…เปิดฉากท้ารบชัดๆ

เมื่อสุเทวาบอกแบบนั้น การแข่งขันเพื่อยึดครองที่ว่างในหัวใจของเขมิกาเริ่มขึ้น และก็เป็นอย่างที่เขาพูดไว้ สุเทวาได้พาเขมิกาไปดูหนังที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว แล้วกลับมาเล่าเรื่องไปดูหนังกับเขมิกาให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนฟัง

สัปดาห์ต่อมา
ที่โรงเรียนมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ของชมรมที่ทำร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลทุกเหล่า กิจกรรมคือ การไปเลี้ยงอาหารเด็กที่บ้านมุทิตาแถวๆ สมุทรปราการ กรกฎได้พบกับเขมิกาอีกครั้ง และไปทำกิจกรรมร่วมกัน (คือไปเลี้ยงอาหารเด็กนะครับ ผู้อ่านอย่าคิดเป็นอย่างอื่น) กรกฎชอบนะที่ได้เห็นแววตาและรอยยิ้มของเขมิกา เวลาที่เธอตักอาหารให้เด็ก

และสุเทวาก็ไม่พลาด พอรู้เรื่องที่กรกฎได้อยู่กับเขมิกา เมื่อเจอกับกรกฎก็รีบเข้ามาบอกทันที

“...อาทิตย์หน้า ผมจะชวนเขมิกาไปเที่ยวเทค เดอะพาเลซ…”

เป็นความเหมือนที่แตกต่าง ระหว่าง กรกฎและสุเทวานั้นก็คือ กรกฎชวนเขมิกาไปทำบุญ แต่สุเทวาชวนไปเที่ยว เขมิกาก็มีมารยาทซะเหลือเกิด เธอไม่ได้ปฏิเสธในน้ำใจของทั้งสองคน และเลือกที่จะไปกับทั้งสองคน แบบว่าไม่เลือกใครให้ชัดเจน

มิวสิค “...ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทางได้ไหม เลือกมาว่าจะรักใครก็อยากให้เธอตัดใจเสียที...”

ผู้อ่านพอจะจำรุ่นพี่ปี 2 ที่พาเขมิกามางานกีฬาเหล่าได้ไหม พี่คนนี้ชื่อ ‘จามินทร์’ ตอนนี้อยู่ชั้นปีที่ 4 แล้ว

จามินทร์รู้ว่า กรกฎ กับสุเทวา แย่งสาวคนเดียวกัน และก็เป็นคนเดียวกับที่เขาเคยพามาในงานกีฬาเหล่า 
ก็เลยเข้ามาคุยกบกรกฎ

“พี่เห็น น้องกับสุเทวา ขัดแย้งกันเรื่องเขมิกา พี่ว่าเป็นเพื่อนกันไม่น่าจะขัดแย้งเพราะผู้หญิงคนเดียวนะ พี่รู้จักน้องเขมิกาดีเพราะเคยทำงานชมรมค่ายอาสาด้วยกัน น้องเขาเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี พี่ยังชอบเลย” 

กรกฎฟังที่จามินทร์พูดก็หน้าเจื่อนลง คิดในใจ เจอคู่แข่งอีกแล้ว แต่เหมือนจามินทร์จะรู้ตัว เขาจึงหยุดไปนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ 

“ชอบในฐานะพี่น้องนะ อย่าคิดมากน่า” พูดจบจามินทร์ก็ตบที่ไหล่ของกรกฎเบาๆ

อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าเวลาผ่านไป 3 ปี รัฐบาลและทหารที่เดินขนานกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง สายใยที่เคยผูกพันก็ขาดสะบั้นลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เกิดการปฏิวัติในนาม รสช. ที่เล่าให้ฟังคือแค่เปรียบเทียบช่วงเวลาเท่านั้นครับ

ในช่วงนั้นผมเรียนปี 3 แล้วและกำลังจะขึ้นปี 4 ผมต้องไปเรียนที่ลพบุรีในหลักสูตรกระโดดร่ม การเรียนเป็นระยะเวลาประมาณเดือนกว่าๆ 

ส่วนกรกฎก็ส่งจดหมายไปขอกำลังใจจากเขมิกา โดยได้ส่งรูปหล่อๆ ของเขาในชุดฝึกใส่หมวกเหล็ก ติดร่มที่ด้านหลังไปให้เธอด้วย

ส่วนเขมิกาก็ส่งรูปกลับมาเป็นรูปถ่ายคู่ในงานกิจกรรมวันเลี้ยงเด็กที่บ้านมุทิตา และพร้อมอวยพรให้กำลังใจ…กรกฎมีความสุขและมีกำลังใจมาก 

อ่าา…ผมไม่ได้เล่าถึงจ้ำเลย ผู้อ่านน่าจะคิดถึงกันพอสมควร

จ้ำนั้นมีความสุขกับสาวิตรี แบบสบายๆ ไร้คู่แข่ง ทั้งสองคิดไกลและวางแผนอนาคตร่วมกันว่าหลังจากสาวิตรีจบแล้ว 1 ปีก็พอดีที่จ้ำจบแล้วและจะแต่งงานกัน (นักศึกษาพยาบาลเรียน 4 ปี ส่วนนักเรียนนายร้อยเรียน 5 ปีครับ)

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่พวกเราผ่านการฝึกหลักสูตรกระโดดร่มและปลอดภัยทุกคน

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 6 อาหารมื้อพิเศษ

>> ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว 
กรกฎและจ้ำถูกกักบริเวณเนื่องจากเจอผงแป้งประหลาดในหอพัก พวกเขาจึงต้องอยู่ที่โรงเรียนต่อ โดยที่เพื่อนๆ คนอื่นได้กลับบ้าน กรกฎจึงตกลงกับจ้ำว่า หากพ้นจากการกักบริเวณแล้วจะต้องไปหาเขมิกาและสาวิตรีที่วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

เรื่องเล่าทั่วไปเกี่ยวกับนักเรียนนายร้อย ในตอนเช้าของทุกวันหลังจากนักเรียนนายร้อยรับประทานอาหารเช้าแล้วก็จะมาเข้าแถว และกล่าวคำปฏิญาณตนก่อนเดินแถวไปเรียน และในตอนเย็นหลังจากเรียนเสร็จแล้ว ก็จะมาเข้าแถวเพื่อเดินแถวกลับมาที่ที่พัก ซึ่งประกอบด้วยโรงนอน และที่ทำงานของนายทหารปกครอง รวมๆ เรียกว่า 'กรมนักเรียนนายร้อย รักษาพระองค์'

จากวันที่ได้รับโทษต้องถูกกักบริเวณให้อยู่ในโรงเรียนเสาร์อาทิตย์ หลังจากนั้น จ้ำและกรกฎจะสลับกันลงมารวมแถวเป็นคนสุดท้ายเพื่อตรวจดูว่า มีผงแป้งตกอยู่ในห้องอีกหรือไม่ หรือมีใครแอบเอาแป้งมาโรยในห้องอีก

สัปดาห์นี้ผ่านไป โดยราบรื่น กรกฎและจ้ำได้กลับบ้านและจะได้ทำตามแผนที่วางไว้ 

....แผนที่จะไปหาสองสาวพยาบาลตำรวจนั่นเอง

เช้าวันเสาร์ ทั้งสองเดินทางด้วยรถเมล์สาย 29 จากอนุสาวรีย์ไปมาบุญครอง เมื่อรถเมล์มาจอดที่ป้ายตรงข้ามามาบุญครอง ทั้งสองก็เดินตัดผ่านสยามสแควร์ไปที่ข้ามถนนอังรีดูนังต์ไปที่วิทยาลัยพยาบาลตำรวจทันที

ระหว่างเดินไป ทั้งสองก็อมยิ้มไปตลอดทาง แม้แดดจะร้อน และต้องเดินไกลมากแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

จ้ำนั้นแน่นอนอยู่แล้วว่าจะได้เจอกับสาวิตรี แต่ทางฝั่งกรกฎกลับใจตุ้มๆ ต่อมๆ ต้องลุ้นว่าจะเจอกับเขมิกาหรือเปล่า

ทั้งสองเดินไปหยุดหน้าวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ แล้วมองหน้ากัน จากนั้นพยักหน้าและเดินเข้าไปด้านใน (ท่าทางเหมือนโจรปล้นธนาคาร อย่างไงอย่างงั้นเลย)

ทั้งสองไปพบนักศึกษาพยาบาลที่เข้าเวร เพื่อแจ้งชื่อนักศึกษาพยาบาลที่ต้องการจะพบ ทั้งสองต้องเซ็นชื่อก่อนที่จะพบกับสองสาว 

จ้ำสังเกตท่าทางเพื่อนเห็นว่ามือสั่นแปลกๆ จึงกระซิบถาม

“กรกฎเป็นอะไรวะมือสั่นๆ”

“ไม่เป็นไร” กรกฎรีบตอบปฏิเสธ แต่จริงๆ แล้วในใจเต้นระรัว ตอนที่จรดปากกากับกระดาษแล้วเขียนชื่อ 'เขมิกา'

เมื่อเซ็นชื่อเสร็จ ทั้งสองก็รอให้ประกาศเรียกชื่อสองสาว ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก แต่ในความรู้สึกของกรกฎนั้นรู้สึกว่า นานมาก...มากแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน 

ส่วนระหว่างรอก็มีสาวๆ เพื่อนพยาบาลตำรวจหลายคนต่างมาออกันที่หน้าประตู ไม่ใช่เพราะมาดูดาราหรอกนะ แต่มาดูจ้ำและกรกฎต่างหาก พวกเธอต่างยกมือปิดปาก แล้วหัวเราะเสียงดังคิกๆ กัน

“จ้ำ กูเขินว่ะ” กรกฎเห็นแบบนั้นก็รู้สึกเขิน เลยกระซิบบอก “มองเราไม่พอ แอบหัวเราะกันอีก”

“เขินอะไรวะ มึงก็ส่งตาหวานไป แล้วเก๊กหน้าหล่อไว้ ไอ้ห่า เราผู้ชายนะโว้ย” จ้ำบอก แล้วหันไปมองไปที่กลุ่มสาวๆ ก่อนจะยิ้มส่งไปให้หนึ่งที

ไม่นานสิ่งที่รอคอยนับศตวรรษ เอ้ย หลายนาที ก็ปรากฏตัวออกมา กรกฎและจ้ำยิ้มทักทายสองสาวด้วยความสุขเต็มใบหน้า 

และเพื่อไม่ให้รู้สึกเขินอายเหล่าพยาบาลสาวที่เดินผ่านไปมา จ้ำและกรกฎก็เลยชวนสาวิตรีและเขมิกาไปทานอาหารกลางวันที่ร้านแถวสยามสแควร์

ผู้อ่านเดาว่า...พวกเขาจะทานอะไรกันครับ ?

'สุกี้โคคา' ?

ไม่ใช่ครับ ร้านตรงหัวมุมสยามสแควร์ซอย 7 ด้านใน ถ้าผม เอ้ย กรกฎจำไม่ผิดน่าจะชื่อร้าน 'เรือนคุณแม่' นี่แหละ

พอมาถึงทั้ง 4 คนก็พากันขึ้นไปบนชั้นสอง จ้ำและสาวิตรี สั่งอาหารมาทานกันอย่างเอร็ดอร่อยและสนุกสนาน

ส่วนกรกฎนั้น นั่งมองหน้าเขมิกาและปล่อยให้เขมิกาเป็นคนสั่งอาหารให้ โดยเขานั้น ไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย

ตำราแพทย์ต้องเขียนเรื่องการทำงานของกระเพาะขึ้นมาใหม่แล้วแหละ เพราะว่าตอนนี้หัวใจของกรกฎทำหน้าที่แทนกระเพาะอาหารไปแล้ว เพราะตอนนี้เขารู้สึกอิ่มเอมเพราะคว่มสุขที่ล้นหัวใจ

มิวสิก “~จะบอกว่ารัก เธอจะซึ้งหรือเปล่า อยากเอ่ยเรื่องราวที่มันยังค้างคาใจ ~ ได้แต่ถอนใจเก็บเอาไว้ไม่กล้าบอกเธอ ~”

ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปไว แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ทั้งจ้ำและกรกฎกลับมาเรียนด้วยหัวใจที่พองโต ทุกอย่างเป็นสีชมพูไปหมด

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 5 ผงแป้งปริศนา

>> ความเดิมตอนที่แล้ว 

กรกฎ จ้ำ และเพื่อนคนอื่น ๆ อีกหลายคนทำภารกิจส่งจดหมายหานักเรียนพยาบาลสำเร็จ พวกเขาได้รับจดหมายตอบกลับจากพวกเธอ ทำเอายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยิ้มไม่หุบไปตาม ๆ กัน

กิจกรรมภายในโรงเรียนที่สามารถพาแฟนมาร่วมงานได้ ก็มีงานเลี้ยงหลังจบกีฬาระหว่างกองร้อย หรือเรียกว่า 'สปอร์ตเดย์' และงานเลี้ยงหลังจบการฝึกวิชาทหาร หรือที่เรียกว่า 'งานกู๊ดบายซัมเมอร์'

ตอนนี้พวกนักเรียนปี 1 ได้ขึ้นชั้นมาอยู่ปี 2 แล้วแหละ

เช้าวันอังคาร ที่หน้ากองร้อยเช่นเดิม พี่ๆ ชั้นปีที่ 5 (ซึ่งปีที่แล้วเป็นชั้นปีที่ 4) ขึ้นมาชี้แจงที่ด้านหน้า ขณะที่กำลังเข้าแถวกันอยู่

“มีบัตรคอนเสิร์ตการกุศลของวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ มีวงดนตรีนูโว มาแสดงที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวพี่จะแบ่งให้น้อง ๆ ที่ได้กลับบ้านรับบัตรไปดู เผื่อฟลุ๊คกได้แฟนโดนบังเอิญก็คราวนี้แหละ ใช่ไหมนักเรียนนายร้อยยุทธฉายา” พี่ชั้นปีที่ 5 เอ่ยบอกทุกคน ก่อนจะหันมากระเซ้าจ้ำ

จ้ำยืนในท่าตามระเบียบพักอยู่ในแถวกับเพื่อน ๆ ทำท่ายืนตรงอมยิ้มแล้วตะโกนตอบเสียงดัง “ครับ พี่ครับ”

ทำเอานักเรียนนายร้อยทุกชั้นต่างขำกันยกใหญ่ ตอนนั้นพวกเราเป็นนักเรียนชั้นเลขน้อยสุด (เพราะน้องปีหนึ่งยังอยู่รวมกันที่ตึกของกองพันที่สี่ กองพันนักเรียนใหม่)

กรกฎยืนอยู่ในแถวก็อมยิ้ม แต่ไม่ใช่เพราะจ้ำทำท่าตลก แต่เป็นเพราะเขาได้ยินคำว่า 'วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ' ซึ่งทำให้เขาคิดถึงเขมิกามากยิ่งขึ้น

กรกฎรอคอยเวลาให้ถึงวันศุกร์เร็ว ๆ

...และแล้ววันที่เขารอคอยก็มาถึงสักที

ในตอนเช้า รุ่นพี่ที่ทำหน้าที่ในการตรวจความสะอาดของห้องนอนได้บอกข่าวร้ายที่ฟังแล้วขนหัวลุก

“วันนี้ผมไปตรวจห้องมา ห้อง 207 มีผงแป้งอยู่ที่ท้ายเตียง ดังนั้นทั้งห้องต้องถูกกักบริเวณ เย็นนี้มารวมแถวให้แต่งชุดพละมา ห้อง 207 รับทราบ”

“ทราบ” กรกฎตอบพร้อมกับจ้ำ หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ฝันที่จะได้เจอเขมิกา และสาวิตรี สูญสลายไปในพริบตา ทั้งสองจำได้ว่าก่อนออกจากห้องนอนภายในห้องก็เรียบร้อยดี

...แล้วผงแป้งมันมาจากไหน?

ตอนเย็นวันนั้น นักเรียนนายรัอยส่วนใหญ่แต่งเครื่องแบบกลับบ้าน ใส่หมวกหม้อตาล และถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ มารวมแถวที่ใต้ถุนกองร้อย 

หนึ่งในนั้นมีคู่แข่งหัวใจของกรฎด้วยรวมอยู่ด้วย นั่นคือ...สุเทวานี่นเอง พี่ชั้นปีที่ 4 แจกบัตรชมคอนเสิร์ตให้นักเรียนนายร้อยที่แต่งตัวเท่ๆ ยืนรออยู่

ส่วนกรกฎและจ้ำมาในชุดพละเตรียมอยู่โรงเรียน ได้แต่มองตาปริบๆ อย่างน่าเสียดาย

พี่ชั้นปีที่ 5 ให้แยกย้ายเดินทางไปกลับบ้านไปได้ สุเทวา ก็เดินมาหากรกฎพร้อมบอกว่า

“แล้วจะดูคอนเสิร์ตเผื่อนะ ฮ่า ๆ”

พี่ชั้นปีที่ 5 บอกให้นักเรียนที่ถูกกักบริเวณช่วยกันทำความสะอาดกองร้อย โดยมีรางวัลเป็นขนมปัง ขนมเค้ก น้ำผลไม้กล่อง และส้ม แบบที่แจกบนรถทัวร์ (อันที่จริง ทางโรงเรียนทำไว้แจกนักเรียนนายร้อยที่จะกลับไปบ้าน แต่ไม่มีใครอยากกิน ก็เลยเหลือมาถึงพวกที่อยู่โรงเรียน)

กรกฎและจ้ำรับงานถอนหญ้าที่อิฐรูปตัวหนอนหน้ากองร้อย ระหว่างนั่งถอนหญ้า จ้ำพูดขึ้น

“น่าเสียดาย เพราะผงแป้งบ้า ๆ นั่น ทำให้อดเจอแฟนฉันเลย”

“ไม่น่าใช่แป้งในห้องเรา” กรกฎบอก “ตอนเย็นกูกลับมาที่ห้อง ผงมันสีออกเหลืองๆ เหมือนแป้งตรางู แต่ห้องเราใช้แป้งจอห์นสันสีออกขาวนี่หว่า”

จ้ำได้ยินแบบนั้นก็ทำตาโตก่อนจะพูดว่า “จำได้ไหมวันที่รวมแถวหน้ากองร้อย เมื่อเช้าใครมาเข้าแถวเป็นคนสุดท้าย”

“ไอ้สุเทวา!!” ทั้งสองพูดพร้อมกัน ราวกับรู้ใจ

จ้ำทำหน้าเซ็งปนไม่พอใจ ก่อนจะพูดด้วยความแค้นสุดขีด “อย่างนี้ต้องล้างแค้น!! วันพระไม่ได้มีหนเดียวนะเว้ย!!”

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 4 Love Letter

>> ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว 

กรกฎเห็นเขมิกามาเชียร์กีฬากับรุ่นพี่ปี 2 แต่เขาไม่ได้เข้าไปทักเธอ เพราะหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้ แต่ที่น่าเจ็บในคือศัตรูหัวใจของเขาอย่างสุเทวา กลับหาโอกาสเข้าหาเขมิกาได้ก่อนเขานั่นเอง!!

ผมขอเล่าถึงชีวิตของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 ซึ่งก็คงคล้ายกับเฟรชชี่ในมหาวิทยาลัย ยังไม่รู้ประสีประสา อ่อนต่อโลก ต้องได้รับการสั่งสอนอบรมและแนะนำจากรุ่นพี่ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร รุ่นพี่หรือนายทหารสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม

เข้าตามตำหรับเพลงๆ หนึ่งที่ร้องว่า “...~อยู่อย่างคนไม่มีสิทธิ์ ก็ผิดตั้งแต่วันที่เราเกิด...จะเจ็บอย่างไรก็จะทน~...”

ภารกิจที่สองของรุ่นพี่เริ่มขึ้น เมื่อพี่ชั้นห้ามายืนที่หน้าแถวพวกเราที่หน้ากองร้อยตึกสี่เหลี่ยมประดับลายอิฐ ที่พักของเราในตอนเช้าก่อนที่เราจะเดินไปทานข้าว 

“น้องชั้นปีที่หนึ่ง วันนี้มีภารกิจต่อเนื่องมามอบให้น้องๆ ทำครับ ครั้งที่แล้วคงจำกันได้พวกเราได้ชื่อที่อยู่ของเหล่าพยาบาลแล้ว ภารกิจต่อไปคือการเขียนจดหมายไปหาเธอเหล่านั้น เขียนเสร็จแล้วไม่ต้องใส่ซอง ติดแสตมป์ ให้เอามาอ่านหน้าแถวให้เพื่อนได้ฟังว่า สำนวนใครเห่ยบ้าง เดี๋ยวค่าซองกับแสตมป์พี่ออกให้ ข้อสำคัญต้องให้เขาตอบกลับมาไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับบ้าน”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจการฝึกนะครับ ถ้ามองเป็นการเกลี้ยกล่อมฝ่ายตรงข้าม อาจหมายถึงการเจรจาต่อรองก่อนที่จะเกิดสงครามในอนาคต ถ้าทำสำเร็จก็ไม่ต้องก่อสงครามให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย (นับเป็นวิธีการสอนโดยการปฏิบัติที่แยบยลอย่างยิ่งยวด 55)

นักเรียนนายร้อยแต่ละคนรีบเขียนจดหมายแล้วนำมาอ่านหน้าแถวก่อนส่งไปหานักเรียนนักศึกษาพยาบาล ทำตามขั้นตอนที่รุ่นพี่กำหนดไว้ทุกประการ และทุกคนได้กลับบ้าน เร็วบ้าง ช้าบ้าง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับจดหมายที่ตอบกลับมา เช่น นักเรียนนายร้อยจ้ำที่ได้กลับบ้านก่อนใครๆ เพราะสาวิตรีนั้นไม่เล่นตัว เอ้ย ตอบจดหมายมาเร็ว

ส่วนของกรกฎเขียนจดหมายไปหาเขมิกาถึง 3 ฉบับแต่ก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับแม้แต่ฉบับเดียว นั่นก็หมายถึงว่า เขาจะไม่ได้กลับบ้านติดต่อกันสามอาทิตย์เลย 

...จะทำอย่างไงดี? 

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 3 อย่างเราทำได้ก็เพียงแต่มอง

>> ความเดิมตอนที่แล้ว 

นักเรียนนายร้อยก. ได้ชื่อและที่อยู่ของนักเรียนพยาบาลแล้ว แต่ทว่า...นักเรียนนายร้อยส. ก็ได้ชื่อและที่อยู่ไปเหมือนกัน ซ้ำร้ายยังมาขอจากเขมิกา นักเรียนพยาบาลสาวสวยที่นักเรียนนายร้อยก. หมายตาไว้อีกด้วย แบบนี้...เรียกว่าคู่แข่งหัวใจชัดๆ!!

>> ขอเล่าเรื่องก่อนเข้าเนื้อหา << 

นักเรียนนายร้อยไม่ได้แค่เรียนและทำกิจกรรมในเขาชะโงก ที่นครนายกเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมภายนอกอีกด้วย เช่นกีฬาเหล่า คือแข่งกีฬาระหว่างนักเรียนทหาร-ตำรวจด้วยกัน ส่วนใหญ่จะจัดที่สนามศุภัชลาศัย การสวนสนามราชวัลลภที่ลานพระราชวังดุสิต หรือลานพระบรมรูปทรงม้าในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี การร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระขนมพรรษาของในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่สนามหลวง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมด้านบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และการกุศลที่ทำร่วมกับนักเรียน นักศึกษาภายนอก หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาพยาบาลของเหล่าทัพ เช่น กิจกรรมพัฒนาสังคม ก็คล้ายๆ กับกิจกรรมพัฒนาชนบท หรือออกค่ายของมหาวิทยาลัยทั่วไปครับ

>> พูดคุย << 

อ่านมาถึงตอนที่ 3 แล้ว...ผมมานั่งคิดๆ ดู ผมคิดว่าผู้อ่านคงจะอึดอัดกับชื่อย่อนักเรียนนายร้อย อย่าง ก. ข. ค. เพราะมันเหมือนลุงหนวดในมาลัยไทยรัฐ คอลัมน์หาคู่ในหนังสือพิมพ์สมัยก่อนยังไงยังงั้นเลย

ผมเลยขอใช้โอกาสนี้ตั้งชื่อใหม่เลยละกัน ผู้อ่านจะได้รู้สึกเหมือนจริงหน่อย ทั้งที่ผมเองก็ไม่อยากให้ผู้อ่านอินกับเรื่องนี้มาก เพราะทั้งหมดคือนิยายครับ

สำหรับชื่อพระเอกของเรื่องผมขอตั้งชื่อว่า 'นักเรียนนายร้อยกรกฎ' ส่วนผู้ร้ายใช้ชื่อว่า 'นักเรียนนายร้อยสุเทวา' และตัวตลกประจำเรื่องชื่อ 'นักเรียนนายร้อยยุทธ' ฉายาจ้ำ อย่างนี้นะครับ เป็นอันเข้าใจตรงกัน แต่ถ้าผู้อ่านไม่ชอบผมจะเปลี่ยนชื่อตัวละครทุกตอนไปเลยนะ ดีไหมครับ??

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 2 คู่แข่งหัวใจ

>> ความเดิมตอนที่แล้ว
เหล่านักเรียนนายร้อยมาร่วมงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่ทางการจัดขึ้น โดยในงาน นักเรียนนายร้อยก. ได้เจอกับนักเรียนพยาบาล และพวกเขาก็ได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน

“เชิญครับ โต๊ะนี้ว่างครับ” นักเรียนนายร้อยจ้ำ ลุกขึ้นแล้วกล่าวเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงยินดีแบบสุดๆ กลุ่มของนักเรียนพยาบาลจึงเดินเข้ามาและนั่งร่วมโต๊ะกับนักเรียนนายร้อยก. และนักเรียนนายร้อยจ้ำ 

และนี่ก็ถึงเวลาเปิดตัวตัวร้ายของเรื่องนี้แล้วครับ โดยผู้ร้ายของเรื่องก็คือ นักเรียนนายร้อยส. นั่นเอง 

นักเรียนนายร้อยส. นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ใกล้ๆ โต๊ะของนักเรียนนายร้อยก. โดยที่นักเรียนนายร้อยส. ก็มองไปที่นักเรียนพยาบาลคนเดียวกับที่นักเรียนนายร้อยก. แอบมองอยู่เช่นกัน

ไม่นานนัก อาหารว่างก็ถูกนำมาเสิร์ฟ บนจานมีอาหารหลากหลาย เช่น ข้าวเกรียบ ฮอตด็อก ไข่เยี่ยวม้า และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างคนต่างมองอย่างจดๆ จ้องๆ กัน หลังจากนั้นก็ปล่อยหมัดเข้าหากัน ฝ่ายแดงเริ่มก่อนด้วยการแย็บที่ใบหน้า (บรรยากาศเหมือนพากย์มวย ฮา)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนสงวนท่าทีไม่ยอมเสียเชิง ต่างค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบอาหารมาใส่ที่จานอย่างระมัดระวัง 

ส่วนนักเรียนนายร้อยจ้ำนั้น เริ่มก่อนไม่รั้งรอใคร ใช้ตะเกียบคืบอาหารเข้าปากแล้วกล่าวเชิญชวนทุกคน 

“ทานเลยครับ อร่อยทุกอย่างเลยครับ” นักเรียนนายร้อยจ้ำพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ เพราะอาหารที่เต็มปาก

ส่วนนักเรียนนายร้อยก. ก็ได้จังหวะเหมาะๆ จึงเป็นฝ่ายกล่าวเปิดการสนทนาก่อน

"ชื่ออะไรครับ?"

"ชื่อเขมิกาค่ะ" เสียงหวานๆ ตอบออกมาเบาๆ

พอเห็นว่าสาวที่ตัวเองชอบยอมคุยด้วย ซ้ำยังยอมบอกชื่อ นักเรียนนายร้อยก. ก็ถามอีกคำถาม เขาสังเกตจากอินทรธนูบนบ่าของเขมิกา ตัวอักษรและตัวเลขโลหะสีเงินที่เขียนว่า 'นพต ๑'

“อยู่ปีหนึ่งหรือครับ?” 

“ค่ะ” เขมิกาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงหวานๆ เช่นเดิม ท่าทางของเธอดูเคอะเขิน แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมากนัก

ทั้งสองคุยกันได้แค่นั้น อาหารอีกหลายจานก็ถูกนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะแบบรัวๆ ทว่านักเรียนนายร้อยก.ไม่ได้สนใจอาหารเท่าไหร่นัก ต่างจากนักเรียนนายร้อยจ้ำที่เมามันกับรสชาติของอาหารอย่างไม่สนใจเพื่อนร่วมโต๊ะเท่าไรนัก แต่ยังคงหยอดมุกตลกให้คนในโต๊ะได้หัวเราะโดยตลอด

แต่สิ่งที่ทั้งสองคนคิดเหมือนกันคือ ในวันนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พวกเขาจะต้องได้ชื่อและที่อยู่ของนักเรียนพยาบาลให้ได้ เพื่อภารกิจที่สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหมายของทางราชการ (ว่าเข้าไปนั่น)

ในเวลาเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรี กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) ก็เดินทางมาถึง 

ทั้งสองท่านเดินทักทาย นักเรียนนายร้อยและนักเรียนพยาบาลทุกโต๊ะ โดยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขเกิดขึ้นตลอดทั้งงาน (ตอนนั้นเป็นปี 2531 ครับ แต่หลังจากนี้อีก 3 ปี ก็ไม่มีบรรยากาศเช่นนี้แล้ว เมื่อกองทัพและรัฐบาลเริ่มห่างเหินและเดินทางเป็นเส้นขนานกัน และนำไปสู่การปฏิวัติในปี 2534)

วิธีการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน 

นักเรียนนายร้อยก. ใช้วิธีเนียนๆ คุยเลียบๆ เคียงๆ ไปเรื่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เหยื่อตกใจตื่น (ล้อเล่นครับ) จนเขาขอชื่อและที่อยู่ของเขมิกาได้สำเร็จ

ส่วนนักเรียนนายร้อยจ้ำนั้น ก็เดินหน้าปฏิบัติการถามจริง ตอบตรง กับสาวน้อยอีกคนที่มีบุคลิกสนุกสนานมากที่สุดคนเดียวในโต๊ะ

“เราเป็นเพื่อนกันไหม คบกันไปดูใจกันก่อนแล้วค่อยเป็นแฟนกัน ถ้าถูกใจก็คบกันไป เพราะฉันเป็นคนไม่สนอะไรแบบสบาย สบาย สบาย” นักเรียนนายร้อยจ้ำพูดไปพลาง ร้องเพลงไปพลาง

เธอคนนี้ชื่อ สาวิตรี เธอเป็นคนสวย แต่ไม่ค่อยห่วงสวยสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังเอียนเอียงไปทางตลกมากกว่า (หมายถึงเป็นคนตลก)

ขณะที่ทั้งโต๊ะกำลังสนุกสนาน หัวเราะ พูดคุยกันไปเรื่อยๆ จู่ๆ นักเรียนนายร้อยส. ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินมาที่โต๊ะของนักเรียนนายร้อยก. และนักเรียนนายร้อยจ้ำ

นักเรียนนายร้อนส. เข้ามาใกล้กับเขมิกา แล้วโค้งตัวลงเล็กน้อย สบตา ก่อนกล่าวเบาๆ ว่า 

“สวัสดีครับ ผมชื่อส. ผมอยากรู้จักคุณ ผมขอชื่อและที่อยู่ของคุณครับ ที่โต๊ะผมมีแต่นักเรียนพยาบาลปีสองที่ดูเหมือนจะแก่กว่าผมทั้งนั้นครับ อีกอย่างถ้าคุณไม่ช่วยผม ผมโดนทำโทษแน่ๆ” นักเรียนนายร้อยส. ทำเสียงเอื่อยๆ สั่นๆ จนน่าเห็นใจ เมื่อพูดจบก็ยื่นสมุดและปากกาที่พกมาด้วยให้กับเขมิกา

เขมิกาทำหน้างงๆ ปนตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะมาเจอเหตุการณ์แปลกๆ เช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเขียนข้อมูลลงในสมุดเล่นนั้นให้กับ นักเรียนนายร้อยส. ไป

นักเรียนนายร้อยจ้ำเห็นแบบนั้นจึงแอบกระซิบกับ นักเรียนนายร้อยก. ว่า 

“ไอ้ส. ใส่เกือก มันมาได้ไงวะ?”

เรื่องรักนักเรียนนายร้อย ตอนที่ 1 : รักแรกพบที่โต๊ะจีน

ในที่สุดผมก็ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนนายร้อยแล้วครับ ซึ่งผมเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. รุ่นที่ 40 และเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 29

ต้องบอกก่อนว่าการจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมต้องอาศัยความมานะและอดทนพอสมควรกว่าจะพาตัวเองที่มีความฝันให้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งที่นี่ก็มีทั้งการเรียนและการฝึกนะครับ ในส่วนของวิชาการเรียนก็มีทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายเลย หรือจะบอกว่าการเรียนที่นี่เหมือนกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยทั่วไปก็ไม่ผิด นอกจากนี้ก็มีการเรียนวิชาทหารด้วย ใช้เวลา 1 ปี แบ่งเป็น 2 เทอมนะครับ

ในส่วนของการฝึกที่ผมได้บอกไป ที่นี่จะฝึกวิชาทหาร โดยจะมีฝึกในเทอมสุดท้ายในหน่วยทหารต่างๆ ทั่วประเทศ

โรงเรียนนายร้อยแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ หรือเรียนอีกแบบก็คือ ‘โรงเรียนกินนอน’ ซึ่งจะมีที่พักในโรงเรียน มีการปกครองดูแลจากนายทหารปกครอง และนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ๆ อีกมากมาย

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าการอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยเป็นเวลา 5 ปี ทำให้ผมได้ปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ แนวคิด และอุดมการณ์ในชีวิตในเวลาต่อมา

ถ้าผู้อ่านอยากรู้เรื่องราวโดยละเอียด และมีความสนุกสนานอย่างไร ก็คงต้องหาหนังสือ best sellers ในยุคหนึ่งมาอ่านดูครับ โดยหนังสือชื่อว่า 'กว่าจะเป็นนายร้อย จปร.'

เอาล่ะครับ มาฟังเรื่องรักจากนักเรียนนายร้อยกันดีกว่า ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งนะครับ ผมขอสมมติว่า พระเอกของเรื่องชื่อ 'นักเรียนนายร้อย ก.' มีพระเอกก็ต้องมีผู้ร้ายนะครับ ผู้ร้ายมีชื่อว่า 'นักเรียนนายร้อย ส.' และมีตัวตลกชื่อ 'นักเรียนนายร้อยจ้ำ' นะครับผม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ปลายปี 2531 สมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ ในตอนนั้นได้มีนโยบายที่จะทำให้นักเรียนนายร้อยได้รู้จักกับนักเรียนพยาบาลของทุกเหล่าทัพ เพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์ในการประสานงานช่วยเหลือกันในยามสงคราม (อันนี้ผมคิดเอง)

แต่ก็มีคนบางส่วนบอกว่า เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของกองทัพ ถ้าสมมติว่า มีใครได้รักและแต่งงานกันก็จะใช้บ้านเพียงหลังเดียว ไม่ต้องใช้บ้านหลายหลังเหมือนกับคนที่เป็นโสด (มีรุ่นพี่บอกผมมาครับ)

นักเรียนนายร้อย ก. นักเรียนนายร้อย ส. และนักเรียนนายร้อยจ้ำ ก็เป็นนักเรียนนายร้อยปีที่ 1 เรียกว่าเล็กสุดในโรงเรียนเลยครับ แต่ก็ถูกกำหนดให้มาร่วมในงานในครั้งนี้ด้วย 

ณ ห้องนอนนักเรียนนายร้อย 

หลังจากอาบน้ำจนสบายตัว ประแป้ง ทาโรลออน และฉีดน้ำหอมจนฟุ้งทั่วตัวแล้ว นักเรียนนายก. และนักเรียนนายร้อยจ้ำ ก็ได้มานั่งคุยกันในเรื่องภารกิจแปลกๆ ที่ได้ยินมา

“เฮ้ย ก. หัวหน้าหมู่บอกว่า วันนี้ต้องได้ชื่อและที่อยู่ พยาบาลที่จะมากินเลี้ยงงานคืนนี้” นักเรียนนายร้อยจ้ำพูดขึ้น ทว่านักเรียนนายร้อย ก. กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นใดๆ

“แล้วไงต่อ?” นักเรียนนายร้อย ก.ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ 

“ภารกิจคือ ให้พยาบาลตอบจดหมายมาให้ได้” นักเรียนนายร้อย จ้ำ อธิบายให้เพื่อนฟังต่อ 

“เรียกว่า จีบให้ได้ ว่างั้นใช่ไหม?” นักเรียนนายร้อย ก.ถามกลับอย่างรู้ทัน

“ใช่” นักเรียนนายร้อย จ้ำ ตอบ

“เวลามันสั้นแค่นี้จะเป็นไปได้อย่างไง?” นักเรียนนายร้อย ก. ตั้งคำถาม ทว่านักเรียนนายร้อยจ้ำไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนถามเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

นักเรียนนายร้อยจ้ำ หวีผมปาดซ้ายขวาสองครั้งที่หน้ากระจกเล็กๆ ในตู้เสื้อผ้า ก่อนตอบเสียงดังว่า

“ด้วยหน้าตาและภารกิจที่ได้รับมอบ ไม่มีอะไรที่นักเรียนนายร้อยทำไม่ได้หรอกนะ” 

‘น้องเฟิร์น’ สาวน้อยออทิสติกหัวใจแกร่ง ขอเป็นตัวแทนคนพิการ บนเวทีนางสาวไทย

สร้างปรากฏการณ์บนเวทีการประกวดนางสาวไทยเมื่อ “เฟิร์น พรนภาพรรณ” สาวน้อยออทิสติกถึงตัวจะพิการแต่ใจสู้ขอลงประกวดสักครั้งในชีวิต ! 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 ที่กองประกวดนางสาวไทยประจำปี 2565 ได้มีการจัดรอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหานางสาวไทยในปีนี้ มีสาวน้อยคนหนึ่งได้สร้างความประทับใจในรอบคัดเลือกนี้อย่างมาก 

นั่นคือ “เฟิร์น พรนภาพรรณ สังวาลทอง” สาวน้อยวัย 21 ปี จากคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้พิการออทิสติก ได้เข้ามาลงประกวดชิงมงกุฎในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเฟิร์นนั้นเป็นออทิสติก ประเภท A TYPE ลักษณะเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร การทำความเข้าใจเรื่องการตีความ รวมไปถึงการเข้าสังคม

สนทนาพาสนุก กับ 3 นักแสดงนำภาพยนตร์เรื่อง วอน (เธอ)

ภาพยนตร์เรื่อง วอน (เธอ) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ The States Times มีนัดคิวด่วน ๆ ได้พูดคุยกับ 3 นักแสดงนำของเรื่อง ‘เซ้นต์-ฟ้า-พีค’ เราพูดคุยกันถึงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ที่ทั้งสามคนบอกว่า เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลยสำหรับเขาและเธอ แต่รับรองเรื่องความสนุก และคุณภาพของหนัง คุ้มค่าตั๋วแน่นอน นอกจากนี้เรายังมีคำถามที่ทั้งเขาและเธอไม่ค่อยได้ตอบที่ไหน จะพาสนุก หรือจะพาเครียดอย่างไร ไม่อยากให้พลาดเลยจริง ๆ ครับ

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับทั้ง 3 คนก่อนดีกว่า...

เซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา

เซ้นต์แจ้งเกิดในวงการบันเทิง จากซีรีส์วาย เรื่อง บังเอิญรัก Love by chance หนึ่งในสี่คู่หลักของซีรีส์และรักษากระแสดังต่อเนื่องด้วยการเป็นหนึ่งในสามคู่หลัก ของซีรีส์ Why R U เพราะรักใช่เปล่า ระหว่างนั้นมีผลงานละครอีกหลายช่องทาง รวมถึงนักแสดงมิวสิควิดีโอ และงานอีเว้นต์ กับพรีเซนเตอร์ต่าง ๆ ไหลมาเทมา ด้วยกระแสป๊อบแห่งสายวาย

ด้วยรูปลักษณ์และลุคของเซ้นต์มีความเป็นตี๋หน้าหวาน ผสานทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น จึงมีแฟนซีรีส์วายในหลายประเทศ

พีค ภีมพล พานิชย์ธำรง

พีคแจ้งเกิดในวงการบันเทิง จากซีรีส์วาย จากเรื่อง Make It Right The series : รักออกเดิน ซีซั่น 1 และ 2 นอกจากนั้นก็มีผลงานอีเว้นต์ งานแสดงมิวสิควิดีโอต่อเนื่องมา มีแฟนๆ ติดตามอยู่ไม่น้อย และล่าสุด ภาพยนตร์เรื่องวอนเธอ เขาก็เป็นหนึ่งในสามหนุ่มตัวหลัก 

ฟ้า ษริกา สารทศิลป์ศุภา

ฟ้าแจ้งเกิดจากการเป็นศิลปินกลุ่มในสังกัด กามิกาเซ่ แต่ความสามารถด้านการแสดงของเธอเด่นชัด ไม่เพียงแค่ในการร้องหรือการเล่นเอ็มวี เธออวดผลงานละครทางช่อง 8 หลายต่อหลายเรื่อง จนกระทั่งฉายแววเด่นในภาพยนตร์ ฮาวทูทิ้งฯ เมื่อปีก่อน และวอน (เธอ) เป็นผลงานหนังเรื่องล่าสุดของเธอ กับคาแรกเตอร์สาวสวย รวยเสน่ห์และทรัพย์สมบัติ หญิงเด่นเพียงคนเดียว ต้องไปลองพิสูจน์กัน

Q: ใครเล่นเป็นใครกันบ้าง และบทบาทเป็นอย่างไรใน ‘วอน (เธอ)’ ให้ฟ้าตอบก่อน 

ฟ้า: ฟ้าเล่นเป็น ’เนเน่’ ค่ะ เด็กสาวที่ช่างฝัน มีความกล้า และอยากใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นอย่างเต็มที่ เพราะว่าเขายังไม่เคยเจออะไรใหม่ ๆ แต่ด้วย background ทางบ้านทำให้เนเน่ไม่เหมือนคนปกติ คือพ่อเป็นคนดัง และที่บ้านไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไร แต่ว่าพ่อเป็นคนดังมาก ทุกคนจะรู้จัก ชีวิตวัยเด็กก็โตมากับการที่ทุกคนรู้ว่าพ่อเป็นคนดัง เนเน่จะมีปมตรงนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งทำให้เขาอยากที่จะเป็นตัวเอง อยากมีเพื่อน อยากคบกับใคร อยากอะไรด้วยความรู้สึกที่ฉันคือเนเน่ 

Q: เซ้นต์ล่ะครับ

เซ้นต์: ผมเล่นเป็น ‘โอม’ ครับ เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เหมือนกับขาดความรัก ซึ่งก็เกิดจากพื้นฐานครอบครัวของเขานั่นแหละ ด้วยความที่คุณพ่อเขาเป็น ส.ส. มีความเข้มงวดในกฎระเบียบมาก ตัวโอมก็เลยเป็นคนที่รู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่อยากทำทุกอย่างตามระเบียบ เห็นได้จากคาแรคเตอร์ของเขาคือ ย้อมสีผม สัก หรือแต่งตัวเซอร์ ๆ เหมือนเขาค้านว่า เขาอยากเป็นนักการเมืองในความฝันเขา ซึ่งคุณพ่อก็อยากให้เขาเป็นนักการเมืองเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันเขารู้สึกว่า ทำไมการเป็นนักการเมืองจะต้องทำทุกอย่างให้เป็นตามแบบกฎระเบียบแบบนั้น สิ่งที่เขาอยากจะทำมันอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าหน้าผม เขาก็เลยเลือกทำทุกอย่างที่ค้านกับพ่อ ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นตัวเอง แต่เขารู้สึกว่าพ่อเขาไม่ใช่คนที่มอบความรักให้เขา ทุก ๆ คนไม่มีใครมอบความรักให้เขา เขาเลยเป็นคนที่ตามหาความรัก เป็นเพลย์บอยคนหนึ่งที่อยู่กับผู้หญิงเยอะมาก และคอยมองหาใครสักคนหนึ่งที่จะเป็นคนสุดท้ายและหยุดเขา จนกระทั่งเขาก็ไปมีเรื่องราว ได้เจอใครบางคนที่หยุดอยู่กับเขา แต่เขาก็ไม่ใช่ ทำให้เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะลืมคนคนนั้น หรือควรจะเริ่มต้นใหม่ หรือสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามันใช่สิ่งที่เขาควรจะเป็นหรือเปล่า

Q: แล้วพีคล่ะครับ

พีค: พีครับบทเป็น ‘บิว’ ครับ เป็นคนคนหนึ่งที่เข้าใจคนอื่น เข้าใจว่าคนคนนั้นเขารู้สึกดีหรือรู้สึกไม่ดีอยู่ และเราก็เป็นคนที่พร้อมจะทำให้เขาดีขึ้น ถึงแม้ว่าความสุขของเขาอาจจะเป็นความทุกข์ของเราก็ตาม เราพร้อมจะเสียสละให้เขาครับ แต่ว่าตัวบิวไม่ได้เป็นคนที่มีปมหรือว่าขาดความอบอุ่นเลย ถึงแม้จะถูกเลี้ยงดูมาด้วยแม่เพียงคนเดียว เพราะว่าเขาได้รับความรักที่ดีมาตลอด เขาก็เลยอยากจะแบ่งปันความรู้สึกดี ๆ ให้คนอื่นด้วยครับ 

Q: ตัวละคร เนเน่ ในวอนเธอ ต่างกับบทบาทอื่นที่ฟ้าเคยทำมาอย่างไรบ้าง

ฟ้า: มันต่างทั้งในแง่ background และอายุด้วย ทางชีวภาพก็ต่างกัน แต่มันมีความเหมือนบางอย่างที่เราสามารถ relate ได้ ในเรื่องความรู้สึก ความเป็นคนบางอย่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ของเด็กคนหนึ่ง ที่เราเคยผ่านมา แต่ว่าความยากน่าจะเป็นเรื่องของแง่ดีไซน์ของหนังมากกว่า ที่มันจะมี 4 เรื่องราว 4 มุมมอง 

มันเป็นสิ่งที่ผู้กำกับฯ ออกแบบมาว่า เรื่องของใคร คนนั้นก็จะเป็นตัวเอกของตัวเอง ทีนี้เวลาเรามองคนอื่นเราก็จะเห็นแค่มุมของเรา แล้วเวลาเราแสดงเราต้องไปแสดงในมุมคนอื่น เราก็จะต้องเล่นบิดนิดหนึ่ง ให้มันรู้สึกว่านี่เป็นมุมของเขา อันนี้คือความยากในแง่ของการแสดง แต่ว่าเรื่อง Background ก็ต้องทำการบ้านมาพอสมควรค่ะ เพราะว่ามันค่อนข้างไกลจากความเป็นจริง หมายถึงว่าตัวเราไม่ได้เคยมีครอบครัวแบบนี้ ไม่ได้มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองแบบนี้ ประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างในมหาวิทยาลัยหรือคณะที่เรียนก็ไม่เหมือน ก็จะเป็นอะไรที่ต้องทำการบ้านค่อนข้างเยอะค่ะ

Q: บทโอม ของเซ้นต์ล่ะครับ เหมือนหรือแตกต่างจากที่ผ่านมายังไง

เซ้นต์: ของผมจริง ๆ ต่างกันมาก เรียกว่าต่างกันเกือบทุกส่วนเลย แต่ก็มีความเหมือนกันตรงที่ไลฟ์สไตล์บางอย่างของโอม อย่างเช่นโอมจะเป็นคนที่ชอบแหวน ชอบโซ่ ชอบเครื่องประดับ ซึ่งผมก็ชอบเหมือนกัน หรือที่โอมชอบรถสปอร์ต ชอบซูเปอร์คาร์ นั่นผมก็ชอบอยู่แล้ว แต่ในส่วนอื่น ๆ จะไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าบุคลิกของตัวละครที่มีความเป็นแบดบอย เป็นผู้ชายที่มีความดาร์ก และเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก ตัวผมเองเป็นคนที่เราอยากจะจอยกับทุกคน อยากคุย อยากสนุกกับทุกคน อยากจะเป็นรอยยิ้มของเพื่อนๆ อะไรอย่างนี้ แต่ว่าตัวโอมเขารู้สึกว่ารอยยิ้มมีแค่เพียงแค่เขาคนเดียวก็พอ ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างรอยยิ้มให้ใคร ถ้าคนนั้นไม่ใช่คนที่เขาสนใจ ฉะนั้นเวลาเขาสนใจใคร เขาจะสร้างรอยยิ้มให้เพียงแค่คนนั้น ถึงแม้ตรงนั้นจะมีเพื่อนนั่งอยู่ เขาก็ไม่เลือกที่จะเดินไปหาเพื่อน แต่เลือกจะเดินไปหาคนที่เขาสนใจ ซึ่งมันห่างกับผมมาก ทั้งนิสัยและ Background ที่บอกถึงความมีโลกส่วนตัวสูง มีความทะนงตนสูงมาก จนทำให้ใครหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ตัวเขาดูเป็นคนไม่น่าคบ แต่ว่าพอได้รู้จักเขาจริง ๆ แล้ว เขาก็เป็นคนมีเรื่องราวครับ อย่างที่บอกครับว่าปมชีวิต ตั้งแต่เรื่องพ่อ ชีวิตเขามันไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ทุกคนเห็นภายนอก ในใจเขาไม่เคยสมบูรณ์เลย ฉะนั้นผมก็ต้องทำการบ้าน มีการทำ Workshop กัน

Q: บทบิวของพีคล่ะ เปลี่ยนและพัฒนาเราไปยังไงบ้าง

พีค: สำหรับบทบาทบิวนะครับ เอาจริง ๆ ตอนที่เราได้รับบทนี้ ได้นั่งฟังเขาอธิบายมาแล้วรู้สึกว่า ผมเห็นด้วยทุกอย่างเลยกับความคิดของตัวละครนี้ ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเรามาก ๆ เลย ในความคิดมาก คิดมากแต่ไม่พูด ในความเก็บความรู้สึกหรืออะไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าเราสามารถ Relate กับตัวเองได้ง่าย กับช่วงอายุด้วย เพราะว่าตอนนี้ผมก็อายุพอ ๆ กับบิวครับ และมีความรักครอบครัว รักเพื่อน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริง ๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนก็มีเหมือนกัน บางครั้งเราคิดว่าบิวจะทำแบบนี้ ยกตัวอย่างนะครับ เช่น สมมุติว่าผมคิดว่าตัวเองเหมือนบิวใช่ไหมครับ ผมจะคิดว่าเราเป็นแบบนี้ถูกต้อง แต่ที่จริงแล้วบิวคิดอีกแบบหนึ่ง มันจะมีบางจุดที่ค่อนข้างต่างกันอยู่ หรืออีกอย่างหนึ่งที่ต่างมากก็คือการขับมอเตอร์ไซค์ครับ เพราะว่าผมไม่เคยขับมอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต ก็เลยต้องมาฝึก แล้วต้องขับให้คล่อง เพราะว่าบิวเป็นคนที่ขับมอเตอร์ไซค์มาตลอด 

Q: รู้สึกกลัวไหม เพราะว่าเราคงไม่ขับอันตรายแบบตัวละคร 

พีค: ค่อนข้างกลัวครับ แต่มันเป็นประสบการณ์ใหม่มากกว่า คือครั้งแรกที่ผมขับก็เกร็ง ๆ ครับ แต่ว่าพอได้ขับไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่ามันสนุก แบบอากาศดีจังเลย อะไรอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าเวลาเราขับเร็ว ๆ ทุกอย่างมันดูช้าลงครับ 

Q: เริ่มอินแล้ว

พีค: ใช่ครับ อิน ๆๆ จนผมต้องไปศึกษา

ฟ้า: เดี๋ยวนี้เห็นมอเตอร์ไซค์ไม่ได้

พีค: เออ...ใช่ ผมเห็นมอเตอร์ไซค์แล้วผมต้องถ่ายรูปเอาไปศึกษา ซึ่งแต่ก่อนผมไม่เคยสนใจเลย

Q: คำถามต่อจากนี้เป็นคำถามสนุก ๆ เริ่มจากฟ้าก่อน ของสะสมที่ซ่อนไว้ตั้งแต่เด็ก จนบางทีอาจลืมไปแล้ว 

ฟ้า: จริงๆ ฟ้าเป็นคนที่ไม่มีของสะสมเลยค่ะ ไม่ได้ชอบอะไรที่เป็น material ฟ้ารู้สึกว่าถ้าเป็น material จริง ๆ น่าจะเป็นรูปภาพ แต่ไม่รู้จะนับมันว่าเป็นของสะสมไหม ฟ้ารู้สึกว่าถ้าอะไรสำคัญเราจะไม่ลืมมัน ไม่มีวันลืมเลย มันจะอยู่ในใจในสมองเราตลอดไป ไม่ลืมง่าย ๆ ถ้ามันสำคัญจริง ๆ มันต้องมีค่ากับเรามาก ไม่ว่าตอนนั้นมันจะเป็นอะไร เหตุการณ์อะไร มันมักจะชัดเจนเสมอ เวลาที่เรานึกถึง ก็เลยไม่ค่อยสะสมของ เพราะว่าของเป็นเหมือนเครื่องเตือนความทรงจำเฉย ๆ แต่โอเค เรื่องของสะสมมันน่าจะเป็นความชอบส่วนตัว อันนี้ส่วนตัวฟ้าไม่ได้ชอบอะไร ฟ้าชอบธรรมชาติ ฟ้าชอบสัตว์ ซึ่งมันสะสมไม่ได้ 

พีค: สะสมต้นไม้ (พีคช่วยเสริมเหมือนแอบรู้ใจ)

ฟ้า: อาจจะสะสมต้นไม้ (หัวเราะ)

Q: สิ่งที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับเซ้นต์

เซ้นต์: สิ่งที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับเซ้นต์ ก็รู้หมดแล้วนะ (หัวเราะ)

Q: อาจจะมีเรื่องที่ต้องบอกกับ The States Times วันนี้

เซ้นต์: (ยิ้ม) ผมเป็นคนที่หลาย ๆ คนชอบบอกแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ลุคดูเป็นคุณหนู แต่ว่าข้อหนึ่งคือผมรู้สึกว่า ผมจะมีโมเมนต์หนึ่งที่ผมชอบ ผมชอบออกค่ายอาสามาก เป็นโมเมนต์หนึ่งที่เราชอบ ได้ทำอะไรให้กับชาวบ้าน ผมชอบใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน เพราะผมรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้เห็นโลกที่เราไม่เคยเห็น ได้ใช้ชีวิตที่เราไม่เคยใช้ หรือได้กินในสิ่งที่ไม่เคยกิน รู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์พิเศษที่...ไม่ใช่แค่เพียงว่าคุณมีเงินคุณจะซื้อมันได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสุขที่ทุกคนไม่ได้หวังอะไร ผมเชื่อว่าบางครั้งเราใช้ชีวิตมันจะมีคำว่าผลประโยชน์ แต่ในโมเมนต์นั้นคือทุกคนไม่มีคำว่าผลประโยชน์ แม้แต่ชาวบ้านที่เราไปหา เขาก็ต้องการแค่อยากสนับสนุนพวกเรา ที่เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้มาสร้างโรงเรียน สร้างห้องสมุด มาทำความดี ผมรู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์ที่เหมือนกับเราทำงานอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แล้วผมรู้สึกว่ามันยากมากเลยนะที่ได้ความรู้สึกแบบนี้จากใครบางคนที่ไม่ใช่พ่อหรือแม่ 

Q: พีคล่ะครับ มีความลับหรือความแสบตอนเด็กที่อยากเล่าให้ฟังบ้างไหม

พีค: เรื่องที่คนทั่วไปอาจจะไม่ทราบ ที่จริงก็มีเยอะอยู่ครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน แล้วมันทำให้เรามีแผลเป็น แผลเป็นตามตัวน่ะครับ อย่างเช่นตอนนั้นเขาตรวจความสั้นของกางเกงกันตอนเช้า เราก็เลยเอากางเกงมา 2 ตัว แล้วระหว่างเข้าแถวเขากำลังจะตรวจแล้ว เราก็รีบวิ่งขึ้นไปเปลี่ยนกางเกง ระหว่างเปลี่ยนแบบรีบมาก เพราะว่าครูกำลังเดินมาแล้วเราก็แอบขึ้นไปเปลี่ยนตรงชั้นลอยครับ ประเด็นคือ มันมีหน้าต่าง และมีเหมือนแง่งอะไรสักอย่างแหลม ๆ มันขูดเข้าที่ขา แต่ ณ ตอนนั้นคือไปห้องพยาบาลไม่ได้แล้ว เพราะเราต้องรีบไปให้ครูดูกางเกง นั่นแหละ อันนั้นน่าจะเป็นวีรกรรมที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ใช่ ๆ ผมได้แผลจากช่วงสมัยเรียนเยอะมากเลย 

Q: เรื่องที่เซ้นต์มักขอร้อง หรืออ้อนวอนคนอื่นตลอด มีอะไรบ้าง

เซ้นต์: ที่ผมขอร้องคนอื่นตลอดเหรอ มันจะไม่ใช่เชิงขอร้อง แต่เราจะเดินไปแล้วบอกให้เขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น จะเรียกว่าขอร้องก็ได้ เพราะว่าผมไม่ชอบเห็นคนเศร้าเสียใจ ถ้าผมเห็นผมจะเดินเข้าไปแล้ว... เราก็แค่รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเขามันหนัก เราแค่อยากจะเอาความหนักของเขา ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่หายหนักหรอก แต่เราจะได้เบาความรู้สึกเขา ถ้าผมเห็นใครที่กำลังรู้สึกอึดอัดอยู่ หรือว่ารู้สึกไม่ดี ผมจะเดินเข้าไปคุยกับเขา แล้วบอกเขาว่ามีอะไรให้เราช่วยไหม 

Q: ตัวอย่างคำขอร้องที่พีคคิดว่า คนร้อยทั้งร้อยต้องยอมพีค ลองยกตัวอย่างได้ไหม 

พีค: อืม... เวลาเราจะขอร้องใคร แบบว่าถ้าอยากได้จริง ๆ เราจะบอกว่า เฮ้ย...เราจริงจังนะ เฮ้ย...จริงจังนะ (หัวเราะ)

Q: ก็เรียกว่าขอร้องนั่นแหละ 

พีค: แต่เราก็จะพูดว่า ปกติเราไม่เคยขอร้องใครเลยนะ อย่างนี้ ๆ

Q: ข้อนี้ถามฟ้า เรื่องที่ฟ้าจะไม่มีวันขอร้องใครเลย เรื่องนั้นคืออะไร

ฟ้า: ไม่มีวันขอร้องใครเลย...

เซ้นต์: ไม่ขอร้อง ให้มารัก...

ฟ้า: บ้าน่า ไม่เคย ไม่ขอให้ โอ้โห...ยากมากเลย ส่วนใหญ่ก็ไม่ขอให้เขามาเห็นใจแล้วกัน คือไม่ใช่ว่าไม่เห็นใจ แค่เข้าใจก็พอแล้ว แต่ไม่ได้เรียกร้อง ไม่ต้องสงสาร เราไม่ได้อยากให้เขารู้สึกแย่ไปกับเรา คือแชร์ได้ เข้าใจกันได้ แต่ไม่ต้องแบบ...ไม่อยากให้เขารู้สึกเศร้าไปกับเราหรือแย่ไปกับเรามากกว่า

Q: นิสัยใจคอที่คนสนิทบอกว่าฟ้าเป็น นี่แหละคือฟ้า ใช่เลยฟ้า

ฟ้า : คนสนิทบอกว่าฟ้าเป็น

เซ้นต์: เป็นผู้ชาย... (เซ้นต์ช่วยชี้ 555)

ฟ้า: เป็นเหมือนผู้ชาย ใช่ คนก็จะบอกว่าฟ้าเหมือนผู้ชาย แมนๆ ไม่ค่อยคิดอะไร เป็นคน...

Q: เสียงเข้มห้าว

พีค: เสียงเหมือนปาล์มมี่ (พีคช่วยอีกแรง)

ฟ้า: ใช่ เราจะแมน ๆ เป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรเยอะ ไม่จุกจิก ไม่เรื่องมาก เพ้อ ๆ หน่อย แต่ว่าเป็น easy-going 

Q: ข้อนี้ถามเซ้นต์ สิ่งที่ครอบครัวบอกว่าคุณเป็น 

เซ้นต์: ครอบครัวบอกว่าเป็น... เป็นคนที่ทุกคนในบ้านคาดหวัง ที่บอกว่าคาดหวังเพราะด้วยความที่เป็นหลานชายคนโต ผมมีน้องๆ และเป็นน้องสาวหมดเลยด้วย ก็เท่ากับเป็นลูกชายคนแรกของบ้านคนจีน หลานชายคนแรกของบ้านคนจีน เขาก็คาดหวังว่าเราจะสืบทอดกิจการ เราจะต้องสำเร็จในชีวิต และด้วยหน้าที่การงาน หรือตำแหน่งทางสังคมของคนในครอบครัวเรา เขาจะคาดหวังว่า เราต้องโตมาแล้วสืบทอดในหลายๆ อย่าง แต่ในจุดหนึ่งผมก็คุยกับคนในครอบครัวเหมือนกัน บอกว่าผมอยากมีชีวิตของตัวเอง ซึ่งจริงๆ คำว่าคาดหวังนั้นก็กลับเปลี่ยนเป็นคำว่า ดี อยากให้เราใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แต่ว่าในขณะเดียวกัน ผมว่าการที่ผมมีโอกาสมายืนตรงนี้ได้ก็เป็นการสนับสนุนของครอบครัว ที่ให้ผมทำ ในช่วงแรกๆ ผมเชื่อว่าเด็กหลายคนที่เข้าวงการบันเทิงน่าจะเป็นแบบผม คือกลัวว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุน แต่ว่าสุดท้ายแล้วพอมีโอกาสได้คุย ครอบครัวผมสนับสนุนมาก อยากให้ทำทุกอย่างเลย 

Q : แล้วตอนเริ่มเข้าวงการก็ได้รับบทแรงด้วย เพราะว่าต้องเป็นหนุ่มวาย

เซ้นต์: ใช่ ๆๆ แล้วเหมือนกับว่า... คำหนึ่งที่ผมยังประทับใจอยู่คือ คุณตาผมพูดว่า เออ...ทำเลย อยากทำอะไรทำเลย ตาสนับสนุน ตาอยากให้ทำ แต่ตาขอ 2 อย่าง ตาอยากให้เราตั้งใจเรียนให้จบ อีกข้อหนึ่งคือเรื่องงาน ถ้าในวันหนึ่งผมไม่ประสบความสำเร็จหรือมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้ยังเป็นที่ของเซ้นต์เสมอ ผมเลยรู้สึกว่าเป็นครอบครัวที่ support แต่บางครั้งเราอาจจะคิดไปเอง แต่จริงๆ แล้วเขาคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังเราเสมอ ตั้งแต่เด็กยันโต คุณตาเองคอยดูแลผมตั้งแต่เรื่องกิน อย่างเรื่องเล็กๆ เรื่องกินเกาลัด ปกติคุณแม่จะเป็นคนให้ฝึกทำทุกอย่างเอง คุณตาก็จะแอบมาแกะเกาลัดให้กิน 

Q: ส่วนของพีค มีเรื่องที่จริง ๆ เราเป็นแบบนี้ แต่คนอื่นเข้าใจเป็นอย่างอื่นบ้างไหม

พีค: คนอื่นคิดว่าผมเก่งครับ เพื่อน ๆ คิดว่าผมทำได้ดี แต่ว่าผมคิดว่าตัวเองต้องพัฒนาอีกเยอะ ตอนนี้เราอาจจะทำดีที่สุดแล้ว แต่ว่ามันยังได้อีก

Q: เป็นกับเรื่องอะไรบ้างครับ

พีค: กับทุกเรื่อง เรื่องเรียน เรื่องงาน หรือว่าเรื่องร้องเพลง เรื่องดนตรี หรืออะไรก็ตาม คนอื่นชอบบอกว่าเราทำได้หลายอย่าง แต่ว่าการที่เราทำได้หลายอย่างนั้น เราไม่ได้ไปสุดในทุกๆ ทาง

Q: ถ้าเหลือเวลา 7 วัน ในชีวิต เซ้นต์จะทำอะไร

เซ้นต์: ถ้าเหลือแค่ 7 วันในชีวิต อาจจะเห็นผมไปสร้างรอยยิ้มสักที่หนึ่ง ผมอาจจะไปอยู่วัดไหนสักวัดหนึ่ง ผมอยากจะสอนหนังสือเด็ก หรืออาจจะไปอยู่ชนบทสักที่หนึ่ง ที่เรารู้สึกว่าอย่างน้อย ๆ ใน 7 วัน เราจะทำคุณค่าให้ได้มากที่สุด เคยได้ยินคนชอบพูดกันว่า ในช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่เราควรทำสิ่งดี ๆ ฝากไว้ เพื่อให้คนนึกถึงเราในวันที่เราไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นเรื่องยากกว่า ผมแค่อยากสร้างรอยยิ้มตรงนั้น ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่สร้างไว้เพื่อให้คนพูดถึง แต่มันสร้างเอาไว้เพื่อให้คนทำสิ่งที่ดี หรือว่าเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ หรือบางครั้งถ้าสร้างไว้แล้วไม่ต้องมีคำว่าเราอยู่ในตรงนั้นเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำนั้นสามารถทำให้คนอื่นมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้คนอื่นมีความสุขขึ้น สร้างรอยยิ้มตรงนั้นได้มากขึ้น ผมรู้สึกอยากทำตรงนั้น

Q: อยากทำบุญกุศลก่อนจากไป

เซ้นต์: อาจจะไม่ได้นับว่าเป็นบุญกุศลหรอกครับ ผมแค่รู้สึก...อย่างทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าชอบโมเมนต์ที่ไปค่ายอาสา อย่างครั้งหนึ่งที่ไปจังหวัดจันทบุรี ไปสร้างห้องสมุด แล้วเด็ก ๆ เดินเข้ามากอด ถามว่าเมื่อไรพี่จะมาอีก จนเรา โอ้โห...น้ำตาจะไหลอะไรอย่างนี้ 

Q: ถามฟ้าสนุก ๆ ถ้าต้องตกนรก 7 วัน จะทำอะไรบ้าง

ฟ้า: อันดับแรกฟ้าวิ่งไปหาเพื่อนก่อนเลยค่ะ เพราะเพื่อนเยอะในนรก มันทำอะไรได้

พีค: ไม่เจอผมแน่นอน 555

ฟ้า: ถ้าจะต้องไปอยู่ถึง 7 วันเหรอ อยากไปถามทุกคน ถามว่าทำไมถึงตกมาอยู่นี่ แกทำอะไรไว้ ไปพูดคุย อยากรู้ว่าตกนรกแล้วรู้สึกอย่างไร ถามคนที่ตกอยู่มานานหลายปี (หัวเราะ)

Q: สมมติถ้ามีมนุษย์ต่างดาวเชิญพีคไปให้อยู่ด้วย 7 วัน ที่ดาวแสนไกลของเขา

พีค: ไป ๆ (ตอบไม่ลังเล) ผมคงตาลุกวาวมากๆ คงจะมีความสุข แล้วก็ตื่นเต้นมากๆ แต่ว่าทำอะไร ผมคงจะไปใช้ชีวิตแบบเขานี่แหละ ไปกินข้าวกับเขา ตื่นนอนแบบเขา แล้วก็อยู่แบบคนบนดาวดวงนั้น 7 วัน ใช้ชีวิตกัน

Q: แล้วถ้าเขาเป็นแค่อะมีบาหรือเป็นตัวอะไร

พีค: อย่างนั้นผมกลับดีกว่า 5555

Q: วันนี้เซ้นต์อยากบอกอะไรกับคนวัยเดียวกัน หรือว่าคนวัยเด็กกว่า 

เซ้นต์: จริง ๆ วัยผมตอนนี้เป็นวัยที่แบบเพิ่งเรียนจบกัน แล้วก็สมัครงานอยู่ด้วย ผมมีความรู้สึกว่าหลายๆ คนเครียดกับตรงนี้ หรือเป็นความทุกข์ที่กำลังเจอ ทุกคนอาจจะมองว่าตอนนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมเชื่อว่าถ้าเรามองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าเรื่องที่เราเคยรู้สึกว่ามันใหญ่มากตอนนั้นนะ แต่ตอนนี้มันเล็กแล้ว ฉะนั้น ตอนนี้ที่คุณเจอสิ่งที่มันหนักหน่วงในชีวิตมากๆ โอเค มันก็เป็นเรื่องที่ใหญ่ในตอนนี้ แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กในอนาคต วันหนึ่งที่คุณมาพูดถึง มันก็จะเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องขบขันในอนาคตก็ได้ ฉะนั้นผมอยากให้ทุกคนสู้กับชีวิต ที่เรารู้สึกว่ามันอาจจะดูโหดร้าย แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นคนที่มีความสุข และสู้ไปเถอะ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้ามันจะมีสิ่งตอบแทนกับการต่อสู้ของเราเอง อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการใช้ชีวิตนะครับ 

Q: ฟ้าอยากบอกอะไรกับผู้ใหญ่ในวันนี้ 

ฟ้า: ฟ้าเชื่อว่าผู้ใหญ่มักมีอะไรที่อยากสอน อยากจะแชร์ อยากจะบอกว่าผ่านมาแล้ว  แต่สิ่งหนึ่งที่ฟ้าอยากจะบอกผู้ใหญ่เลยว่า ขอให้รับฟังให้มากขึ้น เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการสนทนา สำหรับการแชร์ หรือว่าการที่จะสอนหรืออะไรกัน ถ้าอยากจะสอนเรา หรืออยากจะให้อะไรกับเรา คุณก็ต้องรับฟังเรา แล้วเราจะรับฟังคุณ แล้วฟ้ามีความรู้สึกว่า ฟ้าเชื่อว่าคนทุกเจนฯ ทุกยุค ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ หรือเด็กกว่า หรือคนวัยเดียวกับฟ้า ล้วนมีข้อดีของยุคสมัยแตกต่างกัน เราไม่มีทางไปเกิดพร้อมเขาได้ และผ่านอะไรเหมือนเขา เขาก็ไม่ได้มาเกิดพร้อมเรา แล้วเข้าใจอะไรแบบที่เราเข้าใจ ฉะนั้นมันต้องแชร์และรับฟังกันให้มากที่สุด แต่ฟ้ารู้สึกเหมือนยุคนี้มันกลายเป็นว่าผู้ใหญ่อยากจะสอน แต่กลับไม่ได้ฟังเด็กมากกว่า


Q: อยากบอกอะไรกับผู้นำระดับประเทศ และผู้นำระดับโลกเวลานี้

พีค: ผมขอให้เขาเปิดแล้วกันครับ ให้เปิดในที่นี้หมายถึงว่า ตอนนี้มันเป็นโลกแบบสมัยใหม่แล้วครับ ควรจะเปิดทุก ๆ อย่าง ไม่มีอะไรต้องปิดบัง มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดไว้ในใจ เป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว ผมเคยอ่านมาว่าที่จริงมันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้ แต่ว่าคนภายนอกอาจจะยังไม่ได้รู้ ผมรู้สึกว่ายังมีอีกหลายๆ เรื่องที่เรายังไม่รู้ แต่ว่าคนเบื้องบนอาจจะรู้แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างมันยอมรับกันได้ อยากให้เปิด 

Q: อยากจะไปอยู่เจ็ดวันกับเขา อย่างข้อเมื่อกี้ใช่ไหม 

พีค: ใช่ครับ (หัวเราะ)

Q: เราขอ 3 คำ สำหรับ 3 คน ให้โฆษณาตัวเองว่า เพราะอะไรคนถึงควรต้องติดตามคุณ

เซ้นต์: ก็น่าจะเป็น ยิ้ม ความรัก ความสุข เพราะผมรู้สึกว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเราอยากส่งความสุข เราก็เลยอยากให้มันเกิดจากความรักในสิ่งที่เราทำ ฉะนั้นพอเราทำจากความรักแล้ว เราเชื่อว่ามันเป็นความสุขด้วย เราจะสร้างความสุขให้กับทุกคน และสิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนก็จะมีรอยยิ้ม ผมคิดว่าถ้า 3 คำนี้มาอยู่รวมกันจากตัวของผม ผมเชื่อว่าผมน่าจะสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนได้ครับ

ฟ้า: น่าจะเป็น Freedom Joy และ Nature ค่ะ เป็นมู้ดแบบว่า ความอิสระ การเอ็นจอยกับทุกอย่าง แล้วก็ธรรมชาติ

พีค: ของพีคน่าจะเป็น ตื่นเต้น เติบโต แล้วก็ตกใจ แล้วอีกอันหนึ่งน่าจะเป็นประสบการณ์ ทุกอย่างคือสิ่งที่เราต้องการวิ่งเข้าหา

และทั้ง 3 ลาไปด้วยเสียงและเห็นในสิ่งที่ตรงกันว่า ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนพวกเขา “ขอให้ไปดูเรื่อง ‘วอน (เธอ)’ ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคมนี้กัน นะครับ/นะคะ

.

.


เรื่อง: ณัฐพล ช่วงประยูร 

ภาพ: ณัฐ์วริทธิ์ วรรธนะพินทุ

 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top