Friday, 3 July 2026
WORLD

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

พญาอินทรีย์ไม่ควรกลัวมังกร!! ฟ้ากว้างพอให้สองมหาอำนาจ จากความกลัวจีนสู่ทางออกใหม่ สหรัฐฯ ต้องเลิกยึดติดเบอร์หนึ่ง แล้วแข่งกันสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ

พญาอินทรีย์กับมังกร: เหตุใดอเมริกาจึงไม่ควรกลัวจีน

ผมเฝ้ามองความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกาด้วยความรู้สึกสลดใจ

สหรัฐคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่วันนี้ เสียงกระพือปีกของมังกรจากบูรพาทิศกลับทำให้หัวใจของพญาอินทรีย์สั่นไหว ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้หดเล็กลงทุกขณะ

ถามด้วยความเคารพว่า เหตุใดจึงต้องกลัว

หนึ่ง: จีนไม่ใช่ "ภัยเหลือง" และสหรัฐไม่ใช่ชาติผิวขาว

ความกลัวจีนที่กำลังแพร่ระบาดในวาทกรรมตะวันตกมีรากเหง้าลึก ๆ มาจากปมทางประวัติศาสตร์ นั่นคือภาพหลอนเรื่อง "ภัยเหลือง" ที่หลอกหลอนจิตสำนึกตะวันตกมานับร้อยปี นี่คืออคติ มิใช่ความจริง จีนไม่ใช่ภัยคุกคามจากชนชาติอื่นที่เป็นอื่นโดยสิ้นเชิง จีนคืออารยธรรมเก่าแก่ที่สอนคนให้รู้จักความพอดี รู้จักกาลเวลา รู้จักรอคอย จีนในปัจจุบันคือผลผลิตของการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดนับร้อยปีจากการถูกเหยียบย่ำโดยมหาอำนาจตะวันตกนั่นเอง การที่จีนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ไม่ใช่การลุกขึ้นมาเพื่อแก้แค้น หากแต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายและสหรัฐเองก็ไม่ใช่ชาติผิวขาว สหรัฐคือชาติที่สร้างขึ้นจากความคิด จากอุดมการณ์ จากความฝันของผู้อพยพทุกสีผิวที่หนีการกดขี่มาแสวงหาอิสรภาพ หากสหรัฐหลงลืมสิ่งนี้แล้วหันไปยึดติดกับความเป็นหนึ่งบนฐานของความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ นั่นคือการทรยศต่อจิตวิญญาณของตนเอง ทั้งพุทธธรรมและคำสอนของพระเยซูต่างชี้ตรงกันว่า การยึดติดในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นบ่อเกิดแห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เปาโลอัครทูตสอนไว้ในจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทียว่า "ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท" เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว อัตลักษณ์ที่โลกใช้แบ่งแยกมนุษย์ล้วนหมดความหมาย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของความเป็นสากลที่สหรัฐควรยึดถือ

สอง: ความกลัวเป็นเครื่องพันธนาการที่ใหญ่หลวงที่สุด

ในทัศนะของพุทธศาสนานิกายเซ็น จิตที่หวาดกลัวคือจิตที่ถูกพันธนาการ

สหรัฐในวันนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยความกลัวการสูญเสียสถานะ กลัวการถูกแทนที่ กลัวว่ามังกรจะบินสูงกว่าอินทรีย์ ความกลัวนี้ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาด ตั้งแต่สงครามการค้าที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการสร้างภาพศัตรูที่เกินจริงท่านเล่าจื๊อสอนว่า ผู้ที่รู้จักผู้อื่นนั้นถือว่าดี แต่ผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยนั้น ดีกว่าเสียอีก ถือเป็นผู้ตื่นรู้ที่แท้จริง สหรัฐต้องรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงรู้จักจีนในฐานะศัตรู การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมิใช่การยอมแพ้ มันคือการหลุดพ้นจากกรงขังที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อใดที่จิตใจเป็นอิสระจากความกลัว เมื่อนั้นการกระทำจึงจะเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาและพลัง

สาม: วิถีแห่งเต๋ากับการอยู่ร่วมของสองขั้วอำนาจ

โลกไม่ได้มีที่ทางให้เพียงหนึ่งมหาอำนาจอีกต่อไป นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ

ในคัมภีร์เต๋า ทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่เป็นคู่ตรงข้ามที่ส่งเสริมกัน หยินและหยางมิได้มีไว้ทำลายกัน แต่มีไว้ถ่วงดุลและเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากสหรัฐเป็นหยางที่แข็งแกร่ง หนักแน่น จีนก็เป็นหยินที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น แต่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลผมขอเสนอดังนี้ : แทนที่พญาอินทรีย์จะเสียเรี่ยวแรงไปกับการพยายามโฉบมังกรให้ร่วงลงจากฟ้า อินทรีย์ควรเรียนรู้ที่จะบินเคียงคู่ไปกับมังกร ฟ้ากว้างใหญ่พอสำหรับทั้งสองการแข่งขันกันอย่างสันติด้วยเกียรติยศคือหนทาง มิใช่การพยายามทำลายล้างกัน

สี่: Moral Hegemony ที่แท้จริงคือการแข่งขันเพื่อโลก มิใช่เพื่อตน

ผมขอเสนอให้สหรัฐทบทวนความหมายของคำว่า "ความเป็นที่หนึ่ง" เสียใหม่

ความเป็นที่หนึ่งที่แท้จริงมิได้วัดกันที่ขนาดของเศรษฐกิจหรือจำนวนเรือรบ แต่วัดกันที่คุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ สหรัฐเคยเป็นที่หนึ่งในใจคนทั้งโลกมาแล้ว มิใช่เพราะระเบิดปรมาณู แต่เพราะแผนมาร์แชลล์ที่ช่วยฟื้นฟูยุโรป เพราะการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในนามของมวลมนุษย์ ลองคิดดูเถิด หากสหรัฐและจีนเปลี่ยนการแข่งขันจากการสะสมอาวุธมาเป็นการแข่งขันกันแก้ปัญหาโลกร้อน แข่งขันกันขจัดความอดอยากในแอฟริกา แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนยากจน นั่นจะเป็นการแข่งขันที่สูงส่งเพียงใด นี่คือ Moral Hegemony ที่ผมเสนอ คือการเป็นมหาอำนาจทางศีลธรรม ที่ยิ่งใหญ่เพราะโลกต้องการ มิใช่เพราะโลกเกรงกลัว

ห้า: ความภูมิใจที่แท้จริงของพญาอินทรีย์

ผมอยากเรียนต่อพี่น้องชาวอเมริกันด้วยความจริงใจว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันเพื่อความดีงามของโลกนั้น น่าภูมิใจกว่าการเป็นมหาอำนาจเดียวที่ครอบครองโลกด้วยความหวาดระแวง

โลกหมุนไปข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นเรื่องธรรมดาของประวัติศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยจิตใจที่สงบและกว้างขวางต่างหากคือผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง สหรัฐไม่ต้องกลัวจีนและสหรัฐไม่ต้องกลัวการเป็นที่สองเพราะในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สองอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันและกัน จีนต้องการสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการจีน นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พญาอินทรีย์จะยังคงยิ่งใหญ่ หากมันเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่การโอบอุ้มโลกด้วยปีกที่แข็งแกร่ง มิใช่การกางปีกปกคลุมโลกด้วยเงามืดแห่งความกลัวและนั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาอยากให้เกิดขึ้น ด้วยความรักและความปรารถนาดี จากมิตรจากแดนไกลและทายาททางความคิดของตะวันตกที่บัดนี้ผสานเข้ากับความคิดตะวันออก

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547662745289&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547662745289&rdid=TFeQONxa0E3og0g6#

จีนลุยปรับทัศน์โลก!! หลีกกับดักธูซิดิดีส เสนอทางเลือกอยู่ร่วมกัน เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิมจีน ต้านเกมแข่งเบอร์หนึ่งโลก

ออกจากกับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)

สู่กระบวนทัศน์แบบจีน. : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข"  ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

.

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ)  ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) 

ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547926078596&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547926078596&rdid=sy8dIYxAsUR2Jz5g#

จากยูเครนสู่แคริบเบียน!! คิวบาจุดชนวนวิกฤตหน้าประตูสหรัฐฯ หลังถูกแฉเสริมเขี้ยวเล็บโดรนรบ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณแข็งถึงคิวบา อย่าขยับเกมโดรนใกล้กวนตานาโม

คิวบาเผชิญหน้าสหรัฐฯ หลังมีรายงานจัดหาโดรนทหารกว่า 300 ลำ

คิวบาได้จัดหาโดรนทางการทหารมากกว่า 300 ลำจากรัสเซียและอิหร่าน พร้อมทั้งมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้โดรนเหล่านี้เพื่อโจมตีอ่าวกวนตานาโม, เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงคีย์เวสต์

ทางด้านผู้อำนวยการซีไอเอ แรตคลิฟฟ์ ได้บินตรงไปยังกรุงฮาวานาเพื่อแจ้งเตือนคิวบาด้วยตนเอง ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์หรือสร้างความขัดแย้ง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทหารคิวบาที่เคยไปร่วมรบให้กับรัสเซียในยูเครน กำลังนำบทเรียนและประสบการณ์ด้านสงครามโดรนกลับมาใช้ในประเทศของตนเองในขณะนี้

ที่มา : Axios

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26803744659295393&set=gm.1701636177736368&idorvanity=673882140511782

แนโกฮยังลุยเกาหลีใต้!! ทีมแนโกฮยังจากเกาหลีเหนือลงสนาม สำหรับ AFC วีเมนส์ ชิงแชมป์สโมสร นับครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี ดวลซูวอน เอฟซี วันที่ 20 พ.ค.

17 พฤษภาคม 2026 สโมสรฟุตบอลหญิงแนโกฮยัง ของเกาหลีเหนือ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้  เมื่อวันอาทิตย์

เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรอบรองชนะเลิศฟุตบอลหญิงชิงแชมป์สโมสรเอเชีย หรือ เอเอฟซี วีเมนส์ แชมเปียนส์ ลีก นับเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ของนักกีฬาจากเกาหลีเหนือเพื่อการแข่งขันกีฬา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี

ทีมแนโกฮยัง จะพบกับทีมซูวอน เอฟซี วีเมน ของเกาหลีใต้ ที่สนามซูวอน สเตเดียม เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น วันที่ 20 พฤษภาคมนี้

ที่มา : 

https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1538213267867670/?rdid=H9Ugwg4zxYPGWEiT#

ตะวันออกกลางไฟลามอีกครั้ง!! โดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE สะเทือนภูมิภาค ทรัมป์ถกด่วนทีมมั่นคงหลังกลับจากจีน ทรัมป์ขู่แรงอิหร่าน “รีบตัดสินใจ ไม่งั้นอาจไม่เหลืออะไร” ตลาดน้ำมันรับแรงกดดันพุ่งต่อ

ตะวันออกกลางที่ยังระอุ !!! ห้ามกระพริบตา พร้อมปะทุอยู่เสมอ

ล่าสุดมีการส่งโดรน 3 ลำไปถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ UAE

แม้บริหารจัดการได้ ยิงโดรนตก 2 ลำ ลำที่ 3 สร้างความเสียหายเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวเกิดเหตุได้เสมอ ส่วน President Trump ล่าสุด ได้เรียกประชุมทีม National Security ทันทีหลังกลับจากจีน

โทรหานายกอิสราเอล หารือเรื่องต่างๆ รวมถึงสงครามอิหร่าน หลังจากนั้น ได้ลง Truth Social …

For Iran, the Clock is Ticking, and they better get moving, FAST, or there won’t be anything left of them. TIME IS OF THE ESSENCE!

สำหรับอิหร่าน เวลากำลังจะหมดลงแล้ว และพวกเขาควรรีบเดินหน้า ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอิหร่านอาจไม่เหลืออะไร

ทุกนาทีมีค่า … เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง! ล่าสุดโพสต์ภาพต่างๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับอิหร่าน

และภาพด้านล่าง ที่มีนัยยะยิ่ง สะท้อนการกดดันอิหร่านจากมุมต่างๆ ตามกำหนดการ

จะหารือทีม National Security, The Pentagon ต้นสัปดาห์นี้ พิจารณาทางเลือกต่างๆ

มาดูกันว่า ท่าน President Trump จะเลือกทางไหน เพราะใกล้ถึงจุดของ “Executive Decision”

ส่วนราคาน้ำมันโลกขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังไปจีนแล้ว … ไม่มีคำตอบ … ไม่มีข่าวดีเรื่องอิหร่าน

ล่าสุด เช้านี้

Brent ทะลุ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรลอีกครั้ง

สะท้อนมุมมองตลาดกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ที่มา : กอบศักดิ์ ภูตระกูล
 

https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237596948396764/?rdid=ORm2qtG8GrP6qwIX#

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua

สีจิ้นผิงชู “Thucydides Trap” กลางโต๊ะเจรจาทรัมป์ ส่งสัญญาณจีน–สหรัฐฯ ต้องเลี่ยงกับดักสงครามมหาอำนาจ "จีนสหรัฐควรเป็นพันธมิตร" เร่งหาทางสร้างเสถียรภาพโลก

อ้างอิง เฟสบุ๊ค ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล

กับดักสงครามมหาอำนาจ !!! Thucydides Trap น่าจะเป็น “คำที่สำคัญที่สุด” ในการประชุมเมื่อวานนี้

สำคัญจน President Trump ต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ สำคัญจนท่าน President Xi ต้องยกขึ้นมาพูดถึง

ตั้งแต่แรกๆ ในช่วงเปิดการประชุมเพื่อให้ทั้งโลกได้ยินไปพร้อมๆ กันว่า

President Trump,

I’m very pleased to meet you in Beijing. Welcome back to China after nine years. The whole world is watching our meeting.  At present, transformation not seen in a century is accelerating across the globe and the international situation is fluid and turbulent. The world has come to a new crossroads

Can China and the United States overcome the Thucydides Trap and create a new paradigm of major-country relations? Can we meet global challenges together and provide more stability for the world? Can we, in the interests of the well-being of our two peoples and the future of humanity, build a brighter future together for our bilateral relations? These are the questions vital to history, to the world, and to the people.

They are the questions of our times that you and I need to answer as leaders of major countries. 

This year is the 250th anniversary of American independence. Congratulations to you and to the American people. I always believe that our two countries have more common interests than differences. Success in one is an opportunity for the other, and a stable bilateral relationship is good for the world.

China and the United States both stand to gain from cooperation and lose from confrontation.

We should be partners, not rivals. We should help each other succeed and prosper together and find the right way for major countries to get along well with each other in the new era.

ประธานาธิบดีทรัมป์

ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่าน ณ กรุงปักกิ่ง และขอต้อนรับท่านกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้งหลังจากผ่านไปเก้าปี โลกทั้งโลกกำลังจับตามองการพบกันของเราในครั้งนี้ ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเผชิญมานานกว่าศตวรรษกำลังเร่งตัวขึ้น สถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โลกได้เดินมาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส และร่วมกันสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจแนวใหม่ได้หรือไม่? เราจะสามารถร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลก และนำเสถียรภาพมาสู่ประชาคมโลกได้หรือไม่? และเพื่อประโยชน์แห่งความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงอนาคตของมวลมนุษยชาติ เราจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ ต่อโลก และต่อประชาชนทั้งหลาย เป็นคำถามแห่งยุคสมัยที่ท่านและข้าพเจ้า ในฐานะผู้นำของประเทศมหาอำนาจ จำเป็นต้องร่วมกันตอบให้ได้

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต่อท่านและประชาชนชาวอเมริกัน

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ประเทศของเราทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่ายหนึ่ง และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงย่อมเป็นผลดีต่อโลก

จีนและสหรัฐอเมริกาต่างได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และต่างได้รับความเสียหายจากการเผชิญหน้า

เราควรเป็นหุ้นส่วน มิใช่คู่แข่ง เราควรสนับสนุนซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จและความรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกันค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศมหาอำนาจในยุคสมัยใหม่

สิ่งที่น่าสนใจทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ President Xi พูดถึง อ้างถึง สะท้อนสิ่งที่จีนกำลังคิดอยู่ กำลังกังวลใจ

กำลังให้ความสำคัญโดยยิ่งกว่านั้นคำที่เลือกใช้ ไม่ใช่คำจีนโบราณแต่เป็นคำของตะวันตก Thucydides Trap “ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ” พูดถึงระหว่างมหาอำนาจเดิมที่เสื่อมลง กับมหาอำนาจใหม่

และความระแวงที่นำไปสู่สงคราม โดยครั้งนั้นที่ Thucydides พูดถึงเป็นกรณีระหว่าง Sparta กับ Athens แข่งขันกัน สุดท้ายนำไปสู่สงคราม Peloponnesian War ทั้งนี้ Harvard ได้ศึกษากรณีช่วงหลังๆ ดังแสดงในตารางว่า มีโอกาส 80% ที่สถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งและสงคราม

President Xi ให้ข้อเสนอกับ President Trump ว่าจีนและสหรัฐควรเป็นพันธมิตร ร่วมมือกันไม่ให้ไปถึงจุดดังกล่าว

นับว่าเป็นการกล่าวต้อนรับที่ผิดปกติ ไม่ธรรมดา

ขอบคุณภาพจาก Harvard Kennedy School

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237557434968953/?rdid=dMYr0pHUflyKCx7U#

สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน!! เปิดสอบแล็บชีวภาพทั่วโลก จุดชนวนคำถามงานวิจัยเสี่ยงในยูเครน ผู้เชี่ยวชาญชี้โลกเคยมองข้ามคำเตือนรัสเซีย รัสเซียย้ำข้อกังวลที่เคยถูกมองเป็นทฤษฎีสมคบคิด

ห้องแล็บชีวภาพลับของสหรัฐฯ ในยูเครนถูกจับตา หลังรัสเซียเตือนซ้ำหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า โลกควรขอโทษรัสเซียที่เคยเมินเฉยต่อข้อกังวลของมอสโกเกี่ยวกับเครือข่ายงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ ทั่วโลก และมองว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด

ทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศเปิดการสอบสวนห้องปฏิบัติการชีวภาพมากกว่า 120 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศ รวมถึงยูเครน โดยมุ่งตรวจสอบการทดลองที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรค

ลาร์รี จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์ CIA ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า
“คำถามที่แท้จริงควรเป็นว่า พระเจ้าเถอะ สหรัฐฯ กำลังทำอะไรอยู่ถึงไปช่วยให้เงินสนับสนุนห้องแล็บชีวภาพกว่า 200 แห่ง? นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ มันลึกและมืดมนมาก จนจำเป็นต้องถูกเปิดโปง”

ระหว่างปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เปิดเผยขอบเขตกิจกรรมทางชีวภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในยูเครน ซึ่งมีลักษณะบ่งชี้คล้ายการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ

จอห์นสันกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเจตนาคือการพัฒนาสารชีวภาพที่มุ่งเป้าเฉพาะต่อชาวสลาฟ ต่อรัสเซีย โดยมีภารกิจเฉพาะคือการทำลายรัสเซีย นี่เหมือนอะไรบางอย่างที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ”

ศาสตราจารย์อัลเฟรด เดอ ซายาส อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติด้านระเบียบระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า การโกหกและความพยายามปฏิเสธงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึง “การกดทับข้อมูลสำคัญ และการบิดเบือนเรื่องเล่า ตั้งแต่เหตุรัฐประหารไมดาน ไปจนถึงประชามติไครเมีย”

เดอ ซายาส ระบุว่า
“CIA, MI6 และ Mossad ได้บิดเบือนความเป็นจริง และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป โดยมีสื่อสมรู้ร่วมคิด รัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็มีส่วนร่วมในการปกปิดและฟอกขาวเรื่องนี้ด้วย”

คำถามคือ จะมีใครในวอชิงตันต้องรับผิดชอบหรือไม่?

ทั้งจอห์นสันและเดอ ซายาสไม่เชื่อว่าจะมีใครถูกเอาผิด โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติกล่าวว่า
“ในสหรัฐฯ เรามีวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด”

ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวเสริมว่า
“ไม่มีใครในวอชิงตันเคยถูกเอาผิดกับเรื่องใดเลย”

ที่มา : Sputnik

คิวบาไม่ได้แค่น้ำมันหมด!! แต่กำลังเผชิญวิกฤตรัฐล้มเหลว จากพลังงาน เงินตรา และแรงกดดันโลก ประเทศที่ไร้ความมั่นคงพลังงาน ย่อมสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

คิวบาไม่ได้แค่ “น้ำมันหมด”

บทความจากเพจ Annabel - Your Wealth Architect 

คิวบากำลังถูกบีบให้โลกเห็นว่า ประเทศหนึ่งประเทศพังได้อย่างไร เมื่อพลังงาน การเมือง เงินตราต่างประเทศ และศักดิ์ศรีของรัฐ ถูกมัดคอไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน

เมื่อคืนฮาวานาไม่ได้เงียบ คนออกมาตีหม้อบนถนน จุดไฟเผาขยะ ตั้งสิ่งกีดขวาง ตะโกนขอไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะอยากประท้วงให้ดูเท่ แต่เพราะบางพื้นที่ไฟดับยาวถึง 22 ชั่วโมงต่อวันและรัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับตรงๆ ว่า“เราไม่มี diesel แล้ว ไม่มี fuel oil แล้ว ไม่มี reserve แล้ว”

พูดภาษาคนธรรมดาคือ ประเทศไม่มีน้ำมันพอจะปั่นไฟ ไม่มีน้ำมันพอให้ระบบขนส่งเดิน ไม่มีน้ำมันพอให้เศรษฐกิจหายใจนี่ไม่ใช่แค่ energy crisis แต่มันคือ state failure แบบค่อยๆ ดับไฟทีละห้องค่ะคุณ

เวลาเราพูดว่า “เศรษฐกิจพัง” หลายคนจินตนาการถึงหุ้นตก ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อ แต่ความพังของจริงมันหน้าตาแบบนี้ โรงพยาบาลเลื่อนผ่าตัด ขยะไม่มีคนเก็บ อาหารกระจายไม่ทัน น้ำเริ่มขาดในบางพื้นที่

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญถูกกระแทกซ้ำ เพราะสายการบินและการเดินทางเจอปัญหาน้ำมัน

นี่คือจุดที่ประเทศไม่ได้จนอย่างเดียว แต่ “ระบบ” เริ่มหยุดทำงาน คิวบาผลิตน้ำมันเองได้ประมาณ 40% ของความต้องการในประเทศแปลว่าอีก 60% ต้องพึ่งโลกภายนอกและโลกภายนอกของคิวบาเคยมีชื่อหลักๆ ว่าเวเนซุเอลา เม็กซิโก รัสเซีย และจีนในบางรูปแบบปัญหาคือ เวลาประเทศหนึ่งพึ่ง supplier น้อยรายเกินไป มันไม่ต่างจากนักลงทุนที่เอาเงินทั้งชีวิตไปลงหุ้นตัวเดียว ตอนมันขึ้น ทุกคนบอกว่า genius ตอนมันพัง ทุกคนเพิ่งจำคำว่า diversification ได้ คิวบาเคยแลกน้ำมันจากเวเนซุเอลาด้วยแพทย์ บุคลากร และอิทธิพลทางการเมือง แต่เมื่อเส้นเลือดเวเนซุเอลาถูกตัด คิวบาก็เริ่มขาดเลือดทันที

เม็กซิโกเคยส่งน้ำมัน … แล้วก็หยุดภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

รัสเซียส่งน้ำมันมาได้หนึ่งรอบประมาณ 700,000 บาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่สำหรับประเทศที่กำลังดับทั้งเกาะ นั่นเป็นแค่การเอาแก้วน้ำไปราดบ้านที่กำลังไฟไหม้  มันจะพอได้ยังไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้คือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องยิงขีปนาวุธใส่คิวบาเลย …แค่ทำให้บริษัทเดินเรือ ธนาคาร ผู้ประกันภัย และประเทศคู่ค้า กลัวการโดนลงโทษ น้ำมันก็เดินทางไปไม่ถึงแล้ว

เพราะนี่คือสงครามสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีควันปืน แค่มี sanctions มี secondary sanctions มี tariff threat มี banking risk มี shipping insurance ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ประเทศก็เริ่มหายใจติดขัดแล้ว

UN experts ถึงขั้นเรียกมาตรการนี้ว่า “energy starvation” หรือการทำให้ประเทศอดพลังงาน

เพราะมันไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลคิวบา แต่มันกระทบอาหาร น้ำ โรงพยาบาล และสิทธิพื้นฐานของประชาชน  แน่นอน ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่า ปัญหานี้เป็นผลจากความล้มเหลวของระบอบคิวบาเอง

และเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 100 ล้านดอลลาร์ แต่คิวบาปฏิเสธ เพราะมองว่ามันคือความช่วยเหลือที่มาพร้อมเงื่อนไขทางการเมือง นี่คือจุดที่โลกจริงมันไม่ขาวดำ

คิวบามีปัญหาภายในจริงไหม จริง

ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์มากเกินไปไหม ใช่

โรงไฟฟ้าเก่าและพังง่ายไหม ใช่

รัฐบริหารผิดพลาดมานานไหม ใช่

แต่การบีบพลังงานจากภายนอกจนประชาชนไม่มีไฟใช้ มันเป็นเกมอำนาจที่โหดไหม ก็ใช่อีกเหมือนกัน

ความจริงของโลกไม่ได้สวยพอให้เราเลือกข้างง่าย มันไม่ใช่แค่ “อเมริกาเลว” และไม่ใช่แค่ “คิวบาล้มเหลวเอง” มันคือการที่รัฐหนึ่งอ่อนแอจากข้างใน แล้วถูกบีบจากข้างนอก จนคนที่รับแรงกระแทกจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นแม่ที่ต้องทิ้งอาหารในตู้เย็น คนไข้ที่ถูกเลื่อนผ่าตัด คนขับรถที่ไม่มีน้ำมัน เด็กที่เรียนหนังสือใต้ไฟดับ และประชาชนที่ออกมาตีหม้อกลางคืนเพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านั้น

บทเรียนของคิวบาโหดมาก ประเทศที่ไม่มี energy security สุดท้ายไม่มี economic sovereignty

ประเทศที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศ สุดท้ายซื้อสิ่งจำเป็นไม่ได้

ประเทศที่พึ่งพันธมิตรน้อยรายเกินไป สุดท้ายถูกโลกบีบคอได้ง่าย และประเทศที่ใช้ ideology นำ economics นานเกินไป วันหนึ่งประชาชนจะไม่ได้จ่ายด้วยทฤษฎีแต่จ่ายด้วยชีวิตประจำวัน 

เพราะประเทศก็เหมือนพอร์ตการลงทุน ถ้าพึ่งรายได้ทางเดียว พึ่งคู่ค้าทางเดียว พึ่งพลังงานทางเดียว พึ่งอำนาจทางเดียว วันที่เส้นนั้นขาด คุณไม่ได้แค่เจ็บ คุณอาจดับทั้งระบบ คิวบาวันนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ มันคือคำเตือนระดับโลกว่า ความมั่นคงไม่ได้เริ่มวันที่ประเทศมีเงินเยอะ แต่มันเริ่มวันที่ประเทศมีแผนสำรองพอ เมื่อโลกไม่ใจดีกับเราแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122133353319037349&id=61581120472611&rdid=f0aFuCzYuGx2dDZy#

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

มหาอำนาจจับตา!! จีน–สหรัฐฯ ถกตะวันออกกลาง ยูเครน เกาหลี และไต้หวันบนโต๊ะเดียว จีนย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นสำคัญสุดในสัมพันธ์สหรัฐฯ เตือนจัดการพลาดเสี่ยงปะทะตรง

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน

“ผู้นำทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ให้ประสบความสำเร็จ”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญ “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยพบในรอบศตวรรษ” และตั้งคำถามสำคัญว่า จีนกับสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่
ประธานาธิบดีสี ยังอีกกล่าวว่า เขาและทรัมป์เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

โดยจีนอธิบายว่า หมายถึง
-ความร่วมมือเป็นแกนหลัก
-การแข่งขันต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
-ความขัดแย้งต้องบริหารจัดการได้
-และรักษาสันติภาพระยะยาวที่คาดการณ์ได้

จีนยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นแบบ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” และความขัดแย้งต่าง ๆ ควรแก้ผ่าน “การหารืออย่างเท่าเทียม”

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “การปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้งโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ

ฝั่งทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เยือนจีน พร้อมชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และบอกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับสี จิ้นผิง เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างผู้นำของสองประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จ และต้องการร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

“กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่อธิบายว่า เมื่อมหาอำนาจเดิมรู้สึกถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต ความหวาดระแวงและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่สงครามได้ แม้ไม่มีใครต้องการสงครามตั้งแต่แรก

แนวคิดนี้มาจาก “ทูซิดิดีส” (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่อธิบายว่าสงครามระหว่าง “สปาร์ตา” (Sparta) และ “เอเธนส์” (Athens) เกิดจากการที่สปาร์ตาหวาดกลัวอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเอเธนส์ ปัจจุบันคำนี้มักถูกใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีนที่กำลังผงาดขึ้นมาแข่งขันในเวทีโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน:
https://www.fmprc.gov.cn/.../202605/t20260514_11910330.html

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295882209366803/?rdid=lGkd9MGA8n0DYS53#

‘สีจิ้นผิง’ ย้ำสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เผยผลหารือเศรษฐกิจลุล่วง เน้นประโยชน์ร่วมและความเท่าเทียม ชี้สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เรียกร้องรักษาแรงขับเคลื่อนบวก

สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สีจิ้นผิงระบุว่าเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงเผยว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ที่มา : Xinhua

“ทรัมป์ผู้สร้างชาติจีน” ? ชาวเน็ตจีนแซวทรัมป์ “ชวน เจี้ยนกัว” ผู้สร้างชาติจีน หลังนโยบายแข็งกร้าวดันโลกหันเข้าหาปักกิ่ง นโยบายข่มพันธมิตร–ถล่มอิหร่าน ถูกมองช่วยปักกิ่งเพิ่มอิทธิพลโลก

ใครคือ ผู้สร้างชาติ (จีน) !! ชาวเน็ตจีน เรียกทรัมป์ว่า "Chuan Jian Guo” ชวน เจี้ยนกัว" (川建国) คำเรียกชื่อเล่นเชิงเสียดสี แปลว่า 🇺🇸 "#ทรัมป์ผู้สร้างชาติ (จีน) 🇨🇳

เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำ เช่น การขึ้นภาษีประเทศอื่น ชอบข่มขู่ทำกร่างใส่พันธมิตรเดิมของตัวเอง ความผิดพลาดไปถล่มอิหร่านและนโยบายอื่นๆ  ของทรัมป์ ล้วนส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลับมีกระแสตีกลับส่งผลให้ประเทศต่างๆ สนใจเปลี่ยนมาคบกับจีน #ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน  🇨🇳 ในสายตาชาวเน็ตจีน  ทรัมป์จึงเป็นผู้สร้างชาติ (จีน) โดยแทร่ 🤭 ช่วยให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Make China Great Again !!

เครดิตภาพ : มิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่ง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w3zCey6m8PuK2wu6cSwSkEP5H7ESbKb96cDiRWRTgP7SfGKNnygRmZRXLGFw8AyWl&id=1037140385&mibextid=wwXIfr

ราคาน้ำมันปาล์มโต!! นักวิเคราะห์ ชี้อุปสงค์ไบโอดีเซลเพิ่ม ธนาคารเมย์แบงก์คาดราคาน้ำมันดิบสูง สต็อกมาเลเซียพุ่ง 23.8% ชะลอส่งออก ไบโอดีเซลบี15 - บี50 หนุนตลาดเดือน มิ.ย.-ก.ค.

นักวิเคราะห์หลายรายมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อราคาน้ำมันปาล์ม โดยมองว่าอุปสงค์ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันดิบล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์ม แม้จะยังคงมีแรงกดดันในระยะสั้นทั้งจากปริมาณน้ำมันปาล์มที่สะสมอยู่ในคลังเพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนด้านการส่งออกในมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก

ธนาคารเพื่อการลงทุนเมย์แบงก์ (Maybank Investment Bank) ระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะไม่กลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียเดินหน้าปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล

ด้านสถาบันวิจัยเอ็มบีเอสบี รีเสิร์ช (MBSB Research) คาดว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในเดือนพฤษภาคมจะยังทรงตัว โดยได้แรงหนุนจากผลผลิตที่ลดลงตามฤดูกาลในช่วงผสมเกสร รวมถึงความคาดหวังต่อการเริ่มใช้นโยบายไบโอดีเซลบี15 (B15) ของมาเลเซีย และบี50 (B50) ของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งเป้าดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2026

ข้อมูลทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ระบุว่าน้ำมันปาล์มคงคลังของมาเลเซียในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8 เมื่อเทียบปีต่อปี แตะราว 2.31 ล้านตัน เนื่องจากการส่งออกหลังช่วงเทศกาลชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตลดลงร้อยละ 3.4 เหลือ 1.63 ล้านตัน ส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 แตะ 1.3 ล้านตัน จากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีส่งออก

ทั้งนี้ ยูโอบี เคย์เฮียน (UOB Kay Hian) คาดว่าผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวสูงสุด แต่การส่งออกอาจยังซบเซา เนื่องจากราคาที่สูงทำให้ความต้องการชะลอตัว และน้ำมันปาล์มยังเสียเปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับน้ำมันถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top