Saturday, 7 November 2026
WORLD

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน!! ร่วมมือจัดการบริษัทต้นเหตุไฟป่า หวังแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เน้นติดตามยึดคืนทรัพย์สินบริษัท เตรียมเพิ่มกฎหมายหมอกควันข้ามแดน

อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ผนึกกำลังตั้งคณะทำงาน เอาผิดบริษัทต้นเหตุไฟป่าก่อหมอกควันข้ามแดน

เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) อินโดนีเซียและสิงคโปร์เห็นพ้องจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อจัดการกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่าซึ่งก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน ภายหลังอาร์มานาธา นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินโดนีเซีย และวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ หารือร่วมกันในเมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย

อาร์มานาธา นาซีร์ กล่าวว่าคณะทำงานจะประสานความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรองทางการเงิน การรวบรวมหลักฐานข้ามพรมแดน และการติดตามยึดคืนทรัพย์สินเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยทั้งสองประเทศหวังว่าความร่วมมือนี้ครั้งนี้จะช่วยยับยั้งบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่า และป้องกันเหตุไฟป่าที่ก่อให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดนในอนาคต

ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) เกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เปิดเผยว่าสิงคโปร์เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายที่มีอยู่ อาทิ กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน และจะออกกฎหมายใหม่หากจำเป็นเพื่อเอาผิดบริษัทที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายอุดช่องโหว่การบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ และปรับปรุงกระบวนการสอบสวนและการดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ฟูยังกล่าวว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานกฎหมาย บริษัทตรวจสอบบัญชี และบริษัทสืบสวน เพื่อสนับสนุนการสอบสวนข้ามพรมแดนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท และห่วงโซ่อุปทานของบริษัทที่ถูกระบุชื่อไว้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งอินโดนีเซียและสิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยหน่วยงานในอินโดนีเซียระบุว่ามีพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน มากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ (ราว 11.87 ล้านไร่) ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ได้ออกประกาศแจ้งมาตรการป้องกันภายใต้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนต่อหลายบริษัทที่อาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน

ที่มา : Xinhua

130 ชาติ หนุนยุติคว่ำบาตรคิวบา!! สมัชชาใหญ่ UN ลงมติเรียกร้องสหรัฐฯ เลิกปิดล้อมเศรษฐกิจกว่า 60 ปี แต่เสียงสนับสนุนลดจากปีก่อน ขณะ 17 ประเทศรวมสหรัฐฯ–อิสราเอลโหวตค้าน

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติท่วมท้น เรียกร้องสหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบา หลังบังคับใช้มายาวนานกว่า 60 ปี

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติมาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศคิวบา ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ

ผลการลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
130 เห็นชอบ
25 งดออกเสียง
17 คัดค้าน

ผลการลงมติตามรายงานข่าวที่ให้มา
ผลการลงมติปรากฏว่า มีประเทศสมาชิกจำนวน 130 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบ ให้ยุติมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ 25 ประเทศงดออกเสียง และอีก 17 ประเทศลงคะแนนคัดค้าน ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงมติเมื่อปีก่อน ซึ่งมี 165 ประเทศเห็นชอบ 7 ประเทศคัดค้าน และ 12 ประเทศงดออกเสียง พบว่าจำนวนประเทศที่สนับสนุนมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรคิวบาลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จำนวนประเทศคัดค้านและงดออกเสียงเพิ่มขึ้น
ชาติตะวันตกหลายประเทศงดออกเสียง ขณะที่บางประเทศเปลี่ยนมาคัดค้าน
ประเทศตะวันตกหลายแห่ง ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และลัตเวีย อยู่ในกลุ่มประเทศที่งดออกเสียงต่อมติดังกล่าว

ขณะเดียวกัน มีประเทศสมาชิกหลายแห่งที่ลงคะแนนคัดค้าน ได้แก่ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ ลิทัวเนีย โมร็อกโก นอร์ทมาซิโดเนีย ปารากวัย และสโลวีเนีย โดยหลายประเทศในกลุ่มนี้ลงคะแนนคัดค้านเป็นครั้งแรก
ความเปลี่ยนแปลงของผลการลงมติสะท้อนให้เห็นว่า แม้มติเรียกร้องให้ยุติการคว่ำบาตรคิวบายังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ แต่ท่าทีของบางประเทศต่อประเด็นดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนหน้า

มติสหประชาชาติมีน้ำหนักทางการเมือง แต่ไม่สามารถบังคับสหรัฐฯ ให้ยกเลิกมาตรการได้
แม้ผลการลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติจะมีความสำคัญในเชิงการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ แต่มติดังกล่าวไม่มีผลบังคับทางกฎหมายให้สหรัฐอเมริกาต้องยุติมาตรการคว่ำบาตรในทันที
การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นอย่างเต็มรูปแบบจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการของรัฐสภาสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการที่กำหนดไว้ในกฎหมายของรัฐบาลกลาง
ทั้งนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ได้ลงมติรับรองข้อมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรคิวบาเป็นประจำทุกปีมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษแล้ว
สหรัฐฯ คว่ำบาตรคิวบากว่า 60 ปี รัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน

สหรัฐอเมริกาดำเนินมาตรการห้ามค้าขายและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบามายาวนานกว่า 60 ปี นับตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคที่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคอมมิวนิสต์ทวีความรุนแรง

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อคิวบาอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวยังเชื่อมโยงนโยบายดังกล่าวกับท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าจับกุมและนำตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำมาอ้างถึงในรายงาน เพื่อสะท้อนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลซึ่งมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในภูมิภาค

TRT World

ที่มา : https://www.facebook.com/100064567517750/posts/1623358483159720/?rdid=GWDNPCxdxQsTng9Z#

‘เนทันยาฮู’ พรรคอาหรับโกงเลือกตั้ง!! กล่าวหามีการติดสินบน ข่มขู่และใช้ความรุนแรง Likud ส่งหลักฐานให้ตำรวจ ตำรวจยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด

เนทันยาฮู กล่าวหาพรรคการเมืองอาหรับว่าโกงการเลือกตั้งอิสราเอล! โดยอ้างว่ามีทั้งการติดสินบน ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง และทุจริตการลงคะแนนเสียง

ทางพรรค Likud ซึ่งเป็นพรรคของเนทันยาฮู ระบุว่า ได้ส่งหลักฐานหลายร้อยรายการให้ตำรวจ หน่วยข่าวกรองความมั่นคงภายในอิสราเอล (Shin Bet) และเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งตรวจสอบแล้ว

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผลเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่า พรรคอาหรับอาจได้ที่นั่งมากถึง 19 ที่นั่ง และกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ตำรวจระบุว่ายังไม่พบหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาของพรรค Likud

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1441500721471617/?rdid=BL9RJUGZ101hg1eJ#

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา!! 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' สินบนกว่า 400 ล้านหยวนถูกยึดคืน อดีตเจ้าหน้าที่วินัยสารภาพความผิด สร้างความเสียหายแก่รัฐและประชาชน

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' ฐานรับสินบนกว่า 400 ล้านหยวน

เฉิงตู, 28 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ตัดสินโทษประหารชีวิต "หวังฮุ่ยหมิน" อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการตรวจสอบวินัยประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เนื่องจากกระทำความผิดฐานรับสินบน โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และจะลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตหลังจากครบกำหนดโดยไม่มีการลดโทษหรือพักโทษ พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตและยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด

รายงานระบุว่าหวังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมตรวจสอบและกำกับดูแลวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตระดับสูงสุดของจีนส่งไปประจำที่คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน รวมถึงเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการพรรคฯ ประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนด้วย

คำตัดสินของศาลฯ ระบุว่าช่วงปี 1998-2025 หวังใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์และคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนในการช่วยเหลือหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจและระดมทุน แลกกับการรับเงินและทรัพย์สินโดยมิชอบรวมมูลค่ากว่า 436 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท) ซึ่งการกระทำของเขาสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน จึงควรต้องโทษประหารชีวิตตามหลักการ

อย่างไรก็ตาม หวังให้การรับสารภาพตามความจริงหลังจากถูกควบคุมตัว อาสาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่ทราบ และยอมรับความผิดและสำนึกผิด ส่วนการกระทำผิดเกี่ยวกับการรับสินบนบางส่วนยังอยู่ในขั้นพยายามกระทำผิดแต่ไม่ได้เกิดผลสำเร็จ กอปรกับสินบนบางส่วนถูกกู้คืน ศาลฯ จึงกำหนดบทลงโทษด้วยความปราณี

อนึ่ง ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตูเปิดพิจารณาคดีนี้ต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยคณะอัยการนำเสนอพยานหลักฐาน ส่วนหวังและทนายความฝ่ายจำเลยซักค้านพยานหลักฐานและแถลงข้อโต้แย้ง ซึ่งหวังได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งสุดท้าย พร้อมยอมรับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด

ที่มา : Xinhua

ไอเซนคอต ลั่นล้มเนทันยาฮู!! ผลเลือกตั้งอิสราเอลเปลี่ยนเกมใหญ่ คู่แข่งเนทันยาฮูประกาศชัยชนะชัดเจน วิกฤตเสียงข้างมากทำเจรจาบอลลูน พรรคร่วมฝ่ายค้าน-อาหรับกวาดที่นั่งประวัติศาสตร์

Golan, Eisenkot, Gantz และ Lapid ประกาศความพ่ายแพ้ของค่ายเนทันยาฮู
เมื่อการลงคะแนนในดินแดนที่ถูกยึดครองสิ้นสุดลง และมีการเผยแพร่ผลเบื้องต้นจากโพลสำรวจความคิดเห็นของสื่อภาษาฮิบรูแล้ว บุคคลสำคัญทางการเมืองแต่ละคนของระบอบการปกครองได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีในอนาคต

สำนักข่าว ISNA รายงานว่า กาดี ไอเซนคอต หัวหน้าพรรคเยชาร์ กล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายตรงกับที่คาดการณ์ไว้ เขาจะดำเนินการตามมติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทันทีและจะโค่นล้มรัฐบาลของเนทันยาฮู

คู่แข่งของเบนจามิน เนทันยาฮู ในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า หากผลการเลือกตั้งเหล่านี้เป็นที่สิ้นสุด จะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายของเขาเป็นผู้ชนะ
ไอเซนคอตกล่าวเสริมว่า "จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงการขาดความไว้วางใจในตัวเนทันยาฮูอย่างสิ้นเชิงในหมู่ชาวอิสราเอล"

ขณะเดียวกัน สื่อฮิบรูรายงานว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจาเร่งด่วนกับผู้นำกลุ่มเปลี่ยนทิศทาง ในขณะที่เนทันยาฮูวางแผนที่จะจัดการประชุมทางโทรศัพท์กับหัวหน้าพรรคฝ่ายขวา
ในทางกลับกัน ช่อง 15 ของฮิบรูรายงานว่า คาดว่าไอเซนคอตจะได้รับเสียงสนับสนุนชุดแรกในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ Ma'ariv ยังเขียนว่า: มีการประเมินเพิ่มมากขึ้นว่า Eisenkot จะเป็นคนแรกที่ได้รับคำสั่งให้จัดตั้งรัฐบาลจากประธานาธิบดีอิสราเอล

เบนนี กันซ์ หนึ่งในฝ่ายตรงข้ามของเนทันยาฮู กล่าวว่า "ประชาชนเลือกการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง"

ช่อง 12 ภาษาฮิบรู อ้างคำพูดของมันซูร์ อับบาส หัวหน้าพรรคจอยท์ลิสต์ ว่า "เราไม่สามารถถูกมองข้ามได้ในทุกสถานการณ์ทางการเมือง เราจะตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม"

เขากล่าวว่า "เราจะเปลี่ยนที่นั่งที่เราได้รับมาให้เป็นความจริงใหม่ในอิสราเอล"
ยาอีร์ โกลัน หัวหน้าพรรค "ประชาธิปไตย" กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์และปลดรัฐบาลเนทันยาฮูแล้ว และพวกเขามองว่านี่เป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในอิสราเอล"

ในทางกลับกัน ยาอีร์ ลาปิด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของอิสราเอล กล่าวว่า ฝ่ายของเนทันยาฮูประสบความพ่ายแพ้อย่างหนัก และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น "การล่มสลายอย่างสมบูรณ์"
เขากล่าวเสริมว่า "ผู้คนบอกให้เขา 'ไปให้พ้น'"

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ อามิต เซกัล นักวิเคราะห์การเมืองจากช่อง 12 ของฮิบรู คาดการณ์ว่า กาดี ไอเซนคอต จะได้รับมอบหมายให้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอิสราเอลภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้ง

ในการวิเคราะห์ที่ออกอากาศเมื่อเย็นวันอังคาร เซกัลกล่าวว่า ไอเซนคอตอาจเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยอธิบายว่าประธานาธิบดีอิสราเอลมีหน้าที่ต้องแต่งตั้งผู้สมัครที่เสนอโดยสมาชิกสภา 61 คน ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
เขากล่าวเสริมว่า "จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการเลือกตั้ง คาดว่าเบนจามิน เนทันยาฮู นาฟตาลี เบนเน็ตต์ และอวิกดอร์ ลีเบอร์แมน จะไม่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้น"

เซกัลอธิบายว่า "สถานการณ์แรกที่เป็นไปได้คือ ไอเซนคอตจะเข้าหาพรรคลิคุดและเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลเอกภาพภายในของกลุ่มไซออนิสต์ โดยมีตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี โดยปราศจากพรรคอุลตร้าออร์โธดอกซ์ พรรคอาหรับ และพรรคของอิตามาร์ เบน-ผู้ว่าการ"
เซกัลแย้งว่า ขนาดของกลุ่มเสียงในรัฐสภาของพรรคลิคุดอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เขากล่าวว่าหากพรรคลิคุดปฏิเสธข้อเสนอ ไอเซนคอตอาจหันไปใช้ทางเลือกที่สอง คือ การพยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยความร่วมมือกับพรรคในกลุ่มเปลี่ยนผ่านและพรรคพันธมิตรอาหรับ
อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการลงคะแนน พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีที่นั่งครบ 61 ที่นั่งซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมาก ทำให้การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมืองเพื่อให้กระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์

เซกัลเน้นย้ำว่า: สถานการณ์เหล่านี้เป็นการประเมินส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับการปรึกษาหารือทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายและจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เป็นไปได้

ในทางกลับกัน เบน คาสปิต นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจากับพรรคชาสซึ่งเป็นพรรคออร์โธดอกซ์สุดโต่ง เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และปูทางให้พรรคชาสเข้าร่วมรัฐบาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลสำรวจเบื้องต้นของช่อง 13:
พรรคการเมืองอาหรับคาดว่าจะได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐสภาอิสราเอล โดยได้ 17 ที่นั่ง
พรรคร่วมรัฐบาลของเนทันยาฮู: 50 ที่นั่ง
พรรคร่วมฝ่ายค้าน: 53 ที่นั่ง

รออัปเดต

ที่มา : https://www.facebook.com/61552478523169/posts/122298358400082617/?rdid=Oy8TZJEdXHJFN6kP#

จีนตอบรับคำขอโทษ ‘เอ็มบัปเป้’!! กระทรวงต่างประเทศจีนรับคำขอโทษ โฆษก ย้ำความสำคัญคำขออภัย เอ็มบัปเป้ ขอโทษถ้อยคำไม่เหมาะสม ความสัมพันธ์จีน-ฝรั่งเศส ยังจับตามอง

กระทรวงการต่างประเทศจีนแสดงท่าทีต่อคำขอโทษของ “เอ็มบัปเป้”

สำนักข่าว CCTV News ของจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายกัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เป็นประธานในการแถลงข่าวประจำวัน

เมื่อถูกสอบถามถึงกรณีที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) นักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส ออกมากล่าวขอโทษต่อถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับประเทศจีนก่อนหน้านี้

นายกัว เจียคุน ตอบว่า

“เราให้ความสำคัญกับคำขอโทษที่บุคคลดังกล่าวได้แสดงออกมา”

แหล่งข่าว: CCTV News (央视新闻) ประเทศจีน วันที่ 28 ตุลาคม 2569

ที่มา : https://www.yicai.com/news/103413248.html?utm_source=chatgpt.com

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK แสดงความสำคัญมิตรภาพ รำลึกวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน กระชับความร่วมมือทั้งสองประเทศ

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK

หวังฮู่หนิง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน ได้ร่วมเดินทางกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ในการเยือนเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันเสาร์ (24 ต.ค.) ที่ผ่านมา

หวังฮู่หนิง ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้ส่งคำทักทายที่อบอุ่นและความปรารถนาดีจากสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ไปยังคิมจองอึน

ช่วงเช้าวันเสาร์ หวังได้ให้การต้อนรับคิม ณ ลานหน้าหอรำลึกสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี (Memorial Hall of the War to Resist U.S. Aggression and Aid Korea) พร้อมทั้งร่วมเดินทางไปวางกระเช้าดอกไม้หน้าหอรำลึก

ระหว่างพิธี มีการบรรเลงเพลงชาติของทั้งจีนและ DPRK ก่อนที่กองทหารเกียรติยศจะนำกระเช้าดอกไม้ไปวางสักการะ จากนั้นคิมได้เดินเข้าไปจัดริบบิ้นบนกระเช้า ซึ่งมีข้อความระบุว่า "วีรชนผู้เสียสละแห่งกองทัพอาสาประชาชนจีนจะเป็นที่จดจำตลอดไป" ท่ามกลางบรรยากาศอันสมเกียรติ โดยผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต่างร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงเหล่าผู้เสียสละ

ภายในหอรำลึก คิมได้เข้าชมนิทรรศการโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชน รวมถึงการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันของทหารจีนและ DPRK พร้อมกันนี้ยังได้มอบภาพถ่ายประวัติศาสตร์พร้อมคำอุทิศส่วนตัวให้แก่ทางหอรำลึกด้วย

ระหว่างการพบปะหารือ หวังระบุว่าเนื่องในวาระครบรอบ 76 ปีที่กองทัพอาสาประชาชนจีนได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่ DPRK เพื่อร่วมรบในสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี การเดินทางเยือนเมืองตานตงเป็นกรณีพิเศษของเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพรรคฯ และรัฐบาล DPRK ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิตรภาพของสองประเทศที่หล่อหลอมขึ้นด้วยเลือดเนื้อ

หวังกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับ DPRK และเสริมสร้างความผูกพันของประชาชนทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยกระชับความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

หวังกล่าวเสริมว่า เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาและเดือนมิถุนายนปีนี้ เลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงและเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนได้เดินทางเยือนกันและกันครั้งประวัติศาสตร์ และบรรลุฉันทามติร่วมกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยแนะแนวทางให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างจีนกับ DPRK ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์

จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับ DPRK ในการขับเคลื่อนฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองพรรคและสองประเทศได้ตกลงร่วมกันอย่างแน่วแน่ และใช้ภารกิจด้านสังคมนิยมที่มีร่วมกันเป็นสายใยผูกพันในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-DPRK ให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถใช้โอกาสจากการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับบุคคลและความร่วมมือทางการค้า ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ หวังยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกระชับการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างบรรยากาศภายนอกที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ อันเป็นเกราะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และการพัฒนาของแต่ละฝ่าย

ด้านคิมได้ฝากคำทักทายอันอบอุ่นและความปรารถนาดีไปยังเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงผ่านทางหวัง พร้อมทั้งอวยพรให้การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่กำลังจะมีขึ้น ประสบความสำเร็จด้วยดี

คิมระบุว่า การเดินทางมายังตานตงเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อคารวะดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ DPRK ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงและความเคารพซึ่งไม่มีวันเสื่อมคลายของ DPRK ที่มีต่อเหล่าวีรบุรุษเหล่านี้

คิมกล่าวว่า การเดินทางเยือน DPRK ครั้งประวัติศาสตร์ของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความสัมพันธ์ DPRK-จีน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

คิมยังชี้ด้วยว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง DPRK กับจีน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจสังคมนิยมของ DPRK มาอย่างยาวนาน โดยย้ำว่าโอกาสในความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นกว้างขวางอย่างมาก

คิมกล่าวว่า DPRK ชื่นชมความสำเร็จด้านการพัฒนาอันโดดเด่นของประชาชนชาวจีน ตลอดจนสถานะและบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศภายใต้การนำของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิง พร้อมย้ำว่า DPRK พร้อมทำงานร่วมกับจีนเพื่อสืบสานมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ช่วงบ่าย หวังร่วมเดินทางไปกับคิมเพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองตานตง โดยทั้งสองได้ตรวจเยี่ยมสายการผลิตในโรงงานและรับฟังการบรรยายสรุป และเมื่อถึงเวลาที่คิมเดินทางออกจากตานตง หวังได้เดินทางไปส่งคิม ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ เตรียมโจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่!! เพนตากอน เตรียมโจมตีภายใน 96 ชม. เกิดหลังเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. เป้าหมายคือโครงสร้างสำคัญของอิหร่าน แต่การอนุมัติยังไม่แน่นอนจาก 'ทรัมป์'

ซีเอ็นเอ็นเผยสหรัฐฯ เตรียมโจมตี 'อิหร่าน' รอบใหม่ หลังเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.) ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนเตรียมดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่ภายใน 96 ชั่วโมง หลังจากรับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยปัจจุบันมีการวางกำลังพลในตะวันออกกลางในระดับ "เพียงพอ" ต่อการโจมตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเชื่อว่าทรัมป์อาจสั่งปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน และขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่อาจขยายวงเกินกว่าการโจมตีเพื่อตัดกำลังหรือควบคุมสถานการณ์

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านและกลุ่มฮูตีไม่น่าจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีบุคลากรของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก่อนเพื่อยกระดับความขัดแย้ง แต่อิหร่านและกลุ่มฮูตีอาจจะตอบโต้อย่างไม่ลังเล หากอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนโดยกองกำลังของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจัดทำแผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน โรงงานนิวเคลียร์ คลังขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเป็นเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะอนุมัติการโจมตีระลอกใหม่หรือไม่ เนื่องจากเขาได้ยกเลิกแผนการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ในปีนี้หลายครั้งแล้ว

ที่มา : Xinhua

จีน ประชุมคณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 สีจิ้นผิงนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน เน้นความเข้มงวดการกำกับดูแลพรรค ถกยุทธศาสตร์เสริมแกร่งพรรคในอนาคต

คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5

ปักกิ่ง, 26 ต.ค. (ซินหัว) -- คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้เริ่มจัดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ณ กรุงปักกิ่งของจีนในช่วงเช้าวันจันทร์ (26 ต.ค.) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติงานในนามของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ พร้อมอธิบายร่างมติของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับความมุ่งมั่นเสริมแกร่งการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

รายงานการประชุมของกรมการเมืองเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งมีมติให้นำเอกสารดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเต็มคณะเพื่อพิจารณา ระบุว่าร่างมตินี้ได้สรุปความสำเร็จและประสบการณ์การกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ตามข้อเท็จจริง วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจด้านการสร้างพรรคฯ ในปัจจุบันและอนาคตอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

การประชุมกรมการเมืองก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้กำหนดวาระการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ระบุว่าการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 18 ในปี 2012 โดยได้เปิดแนวทางใหม่ในการปฏิรูปตนเองของพรรคฯ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ และสร้างความสำเร็จและการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ในภารกิจของพรรคฯ และประเทศ

ที่ประชุมระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชนประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างพรรคฯ และประเทศชาติที่เข้มแข็ง ทว่าการดำเนินงานเพื่อการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้านกำลังเผชิญกับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆ หลายประการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ในจีน และแม้กระทั่งภายในพรรคฯ เอง

ที่ประชุมเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานและดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาและปรับใช้ประสบการณ์ล้ำค่าจากการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างพรรคฯ รวมถึงเพื่อเสริมแกร่งและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ดี ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่พรรคฯ กำกับดูแลและบริหารจัดการตนเอง

ที่มา : Xinhua

‘เปเซชเคียน’ บินพบ ‘ปูติน’!! เดินทางสู่มอสโกทันทีหลังจบประชุม 4 ฝ่าย ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น "อิหร่านผลักดันสัมพันธ์สองประเทศ" เสริมแกร่งพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

หลังเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย "ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน" ของอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงมอสโกทันที เพื่อพบกับประธานาธิบดีปูติน

ก่อนออกเดินทางจากกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวว่าอิหร่านมุ่งขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยระบุว่าจะผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) ของอิหร่าน

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109224835508642&id=61595259264487&rdid=nx1aNETDybTbwhxs#

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ!! เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 สู่สาธารณรัฐที่ 6 หนี้พุ่งบีบงบประมาณรัฐสวัสดิการ สงครามและค่าครองชีพกดดันรัฐบาลหนัก เสี่ยงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 เปิดทางฝรั่งเศสสู่ “สาธารณรัฐที่ 6”

 26 ตุลาคม 2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสาธารณรัฐมักเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตของประเทศรุนแรงจนโครงสร้างอำนาจเดิมรับมือไม่ไหว ในมุมมองของผม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางสังคม และผลกระทบจากสงคราม กำลังทำให้ข้อเสนอเรื่อง “สาธารณรัฐที่ 6” มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงแคมเปญทางการเมือง

สาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งถือกำเนิดในปี 1958 ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลไร้เสถียรภาพ แต่วันนี้ โครงสร้างที่เคยช่วยให้ประเทศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด กำลังเผชิญบททดสอบว่า ยังจะสามารถสร้างการยอมรับและนําพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้หรือไม่

ฝรั่งเศสกำลังแบกรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ ภาระสวัสดิการ ข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพและอัตลักษณ์ของชาติ ตลอดจนความขัดแย้งในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานสถิติฝรั่งเศสระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2026 อยู่ที่ร้อยละ 119 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและรักษาความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสวัสดิการ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ฝรั่งเศสสนับสนุนยูเครนทั้งด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกกำลังพล ซึ่งมีต้นทุนด้านงบประมาณและการจัดหาอาวุธทดแทน ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสงครามต่อตลาดพลังงานยุโรปยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนและธุรกิจ ผมมองว่า ภาระเหล่านี้ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่สะสมอยู่เดิม และทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างความมั่นคงภายนอกกับความต้องการภายในประเทศอย่างยากลำบากขึ้น 

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกอีกระลอก ความตึงเครียดที่กระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่งและสินค้า แม้ฝรั่งเศสมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐานผลิตไฟฟ้าสำคัญ ก็ยังหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซไม่ได้

ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า แรงกดดันด้านพลังงานและวัตถุดิบมีส่วนผลักแนวโน้มเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจหนักเกินกำลังรับไหว และแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจึงถูกบีบจากสองด้าน หากอุดหนุนค่าพลังงานต่อเนื่องก็เพิ่มภาระการคลัง แต่หากลดความช่วยเหลือ ประชาชนต้องรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ความมั่นคง และการกระจายสวัสดิการ ทําให้การประนีประนอมยิ่งยาก ผมมองว่า จุดเสี่ยงสำคัญคือประชาชนอาจเริ่มเชื่อว่า สถาบันการเมืองจะไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความมั่นคงในความเป็นอยู่ของตนได้

รัฐธรรมนูญปี 1958 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของชาร์ลส์ เดอ โกล และมีมิเชล เดอเบรเป็นกำลังสำคัญในการยกร่าง มุ่งเสริมความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร อำนาจประธานาธิบดียิ่งมีน้ำหนักหลังการเปลี่ยนมาเลือกตั้งโดยตรงในปี 1962 โครงสร้างนี้ทำงานคล่องเมื่อฝ่ายบริหารมีฐานสนับสนุนมั่นคง แต่เมื่อเสียงในสภาแตกกระจาย การผลักดันนโยบายย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น 

กรณีปฏิรูประบบเกษียณอายุปี 2023 โดยขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี เป็นตัวอย่างสำคัญ รัฐบาลเอลิซาเบธ บอร์นใช้มาตรา 49 วรรคสาม ให้ร่างกฎหมายถือว่าผ่านโดยไม่ลงมติรับร่างในสภาผู้แทนราษฎร หลังญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ผ่าน แม้เป็นกลไกที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การใช้กับนโยบายที่กระทบประชาชนจำนวนมากยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ดังนั้นในความเห็นของผม ปัญหาคือรัฐบาลผลักดันนโยบายได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงท่ามกลางความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในปี 1940 และการลงมติมอบอำนาจให้จอมพลเปแตง ซึ่งเปิดทางสู่ระบอบวิชี ส่วนสาธารณรัฐที่ 4 เผชิญความไร้เสถียรภาพสะสม ก่อนวิกฤตอัลจีเรียและแรงกดดันจากกองทัพในเดือนพฤษภาคม 1958 จะเร่งการเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นว่าบทเรียนจากอดีตคือ เมื่อปัญหาหมักหมมแก้ไม่ตก พอมีวิกฤตใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ก็อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ฝรั่งเศสวันนี้อาจกำลังสะสมแรงกดดันในลักษณะดังกล่าว หากการตั้งรัฐบาลและการผ่านงบประมาณยังติดขัด อีกทั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องใดก็เจอแรงต่อต้านจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง การประท้วงอาจพัฒนาจากการต่อต้านนโยบายเฉพาะเรื่อง ไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

ผมประเมินว่า การปรับสมดุลภายในสาธารณรัฐที่ 5 ยังมีโอกาสเกิดขึ้นก่อน ทั้งการเพิ่มบทบาทรัฐสภา ปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และปฏิรูปกติกาเลือกตั้ง แต่หากคลายทางตันไม่ได้ ก็อาจมีการขยายฐานสนับสนุนให้มีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางกฎหมายและความชอบธรรมจากประชาชน

หากเกิดขึ้นตามแนวคิดลดการรวมศูนย์อำนาจ สาธารณรัฐที่ 6 อาจขยับสู่ระบอบรัฐสภามากขึ้น ลดอำนาจประธานาธิบดี ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อสภาบริหารประเทศ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยรูปแบบสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่และการยอมรับของสังคม

ในมุมมองของผม อนาคตของสาธารณรัฐที่ 5 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หากรัฐบาลไม่สามารถประสานภารกิจความมั่นคงกับการดูแลปากท้อง และสถาบันการเมืองยังผลิตความขัดแย้งมากกว่าทางออก แรงเรียกร้องให้เปลี่ยนกติกาทั้งระบบย่อมเข้มข้นขึ้น จนสาธารณรัฐที่ 6 อาจกลายเป็นวาระใหญ่ที่ฝรั่งเศสต้องตัดสินใจในที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1CdfHxrJvZ/?mibextid=wwXIfr

“พันธมิตรเมกกะ” หวังเจรจา!! เจ้าหน้าที่สูงสุด 3 ชาติ บุกเตหะราน หารือหยุดสงครามตะวันออกกลาง เล็งลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง เน้นความร่วมมือป้องกันภัยและข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 3 ชาติ "พันธมิตรเมกกะ" บุกถึงเตหะราน! หวังเจรจาหยุดสงครามตะวันออกกลางไม่ให้บานปลายไปกว่านี้!

26 ตุลาคม 2026
"อาลี บาเกรี คานี" รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่า "ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเมกกะ (Mecca Pact) ส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางมายังกรุงเตหะราน เพื่อเจรจาด้านความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีในเยเมน

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่
เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย
อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน
อิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองตุรกี

โดยจะหารือกับผู้แทนด้านความมั่นคงของอิหร่านโดยตรง
อาลี บาเกรี คานี รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า แนวคิดการประชุมครั้งนี้ถูกเสนอโดยอาซิม มูนีร์ ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้

ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียระบุว่า การเจรจามีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง และสนับสนุนความพยายามทางการทูตของกาตาร์กับปากีสถาน

สำหรับ "พันธมิตรเมกกะ" (Mecca Pact) เป็นข้อตกลงป้องกันร่วมกันทางทหารระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่พระราชวังอัลซาฟา เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งสามประเทศ โดยสมาชิกตกลงร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การฝึกทหาร และการสนับสนุนทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคาม

หลักการดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO ที่กำหนดเรื่องการป้องกันร่วมกัน แม้พันธมิตรเมกกะจะเป็นข้อตกลงแยกต่างหาก และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109040563508642&id=61595259264487&rdid=4AbVAWjUuuWFDLDV#

หนานผิง เปิดฟอรัมครั้งที่ 5 สืบสานปรัชญาจูซีส่งเสริมอารยธรรมโลก ผู้เชี่ยวชาญร่วมวง 200 คนทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงวัฒนธรรมหลากหลาย สรรค์สร้างภูมิปัญญาข้ามพรมแดน

เมืองหนานผิงเปิดเวทีเข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 มุ่งสืบสานปรัชญาจูซี เชื่อมโยงอารยธรรมโลก
คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักสัจธรรม ส่งเสริมจริยธรรม ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ"

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการชั้นนำทั้งจากประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านลัทธิขงจื๊อและหลักปรัชญาของจูซี ตลอดจนผู้แทนจากเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทายาทผู้สืบเชื้อสายจากจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเปิด การกล่าวปาฐกถาพิเศษ และพิธีเปิดตัว "พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของจูซี" (The Great Dictionary of Zhu Xi) นอกจากนั้นยังมีการจัดเวทีเสวนาย่อยควบคู่กัน 4 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, มิติด้านมนุษยธรรมและการเอาใจใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

หลักปรัชญาของจูซีถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิขงจื๊อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ข้ามพรมแดนและส่งอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย เมื่อพิจารณาในบริบทระดับโลก แนวคิดทางปรัชญาของจูซีที่ว่า "สัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย" ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอารยธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั่วโลก

วัฒนธรรมจูซีได้ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม จาก "โลกของจูซี" สู่ "จูซีของโลก" สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งภูมิปัญญาที่ "ทอดข้ามขุนเขาและท้องทะเล เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน" โดยเวทีเข่าถิง ฟอรัม มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น จากเวทีสัมมนาทางวิชาการ สู่งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมและเวทีเสวนาระหว่างอารยธรรม โดยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี พร้อมเติมชีวิตชีวาให้แก่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าผ่านรูปแบบกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วัฒนธรรมจูซีเปล่งประกายเจิดจรัสและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั่วโลกในยุคสมัยใหม่

พิพิธภัณฑ์ เพาะหอยทากใกล้สูญพันธุ์!! เปิดโครงการเร่งด่วนช่วยหอยทากขน ร่วมมือสวนสัตว์ทารองกาสร้างประชากร พบภัยคุกคามจากมดและสัตว์ฟันแทะ เพิ่มตัวอย่างหอยทากเฉพาะถิ่นบนเกาะนอร์ฟอล์ก

ซิดนีย์, 21 ต.ค. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ในออสเตรเลียได้เปิดตัวโครงการเพาะพันธุ์หอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก (Norfolk Island hairy snail) เป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ โดยหอยทากขนาดจิ๋วชนิดนี้มีขนเส้นเล็กๆ ปกคลุมเปลือกหอย และจะมีขนาดใกล้เคียงกับเล็บนิ้วก้อยตอนโตเต็มวัย

เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 คณะวิจัยซึ่งนำโดยพิพิธภัณฑ์ออสเตรเลีย ร่วมมือกับองค์การอนุรักษ์ทารองกาแห่งออสเตรเลีย เก็บรวบรวมหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์ก 30 ตัวและส่งไปยังสวนสัตว์ทารองกา ซิดนีย์ เพื่อจัดเตรียมกลุ่มประชากรสำหรับการเพาะพันธุ์ ก่อนจะนำกลับไปปล่อยบนเกาะนอร์ฟอล์กเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติต่อไป

ผลการติดตามช่วงเดือนสิงหาคม 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่าประชากรหอยทากขนเกาะนอร์ฟอล์กที่มีชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบซากเปลือกหอยทากที่ตายแล้วเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงอัตราการตายที่สูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชากรหอยทากกำลังเผชิญภัยคุกคามหลายประการ เช่น มด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อของสัตว์ฟันแทะและไก่ป่า

ทั้งนี้ เกาะนอร์ฟอล์กเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์หอยทากหลากหลายมากที่สุดของโลก โดยเป็นถิ่นที่อยู่ของหอยทากสายพันธุ์เฉพาะถิ่นราว 60 ชนิด ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยทากสันแก้วแคมป์เบลล์ (Campbell's keeled glass-snail) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ที่มา : Xinhua

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสต่อยูเครน สรุปยอดเงินบาทและสัดส่วนต่อ GDP จากข้อมูลในอินโฟกราฟิก

ฝรั่งเศสช่วยยูเครนรวมส่วนแบ่งผ่านสหภาพยุโรปเฉลี่ยประมาณ 6,000 ล้านยูโรต่อปี หรือ 228,000 ล้านบาท เทียบเท่าราว 0.20% ของ GDP ฝรั่งเศสปี 2025 ตัวเลขนี้รวมความช่วยเหลือหลายรูปแบบ จึงไม่ใช่เงินสดที่โอนให้ยูเครนทั้งหมด

ยอดสะสมเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงมิถุนายน 2026

ช่องทาง ล้านยูโร ล้านบาท

ช่วยโดยตรง 7,900 300,200

ส่วนแบ่งผ่านยุโรป 18,300 695,400

รวม 26,200 995,600

รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือรวม และใช้ฐานการนับต่างจากยอดสะสมข้างต้น

ปี ล้านยูโร ล้านบาท

2022 114 4,332

2023 397 15,086

2024 547 20,786

2025 588 22,344

รวมค่าซื้อทดแทนอาวุธที่เกิดขึ้นจริง ค่าขนส่ง บำรุงรักษา การฝึก และเงินสมทบสุทธิในกองทุน European Peace Facility หรือ FEP ไม่รวมความช่วยเหลือพลเรือนทั้งหมด และไม่เท่ากับมูลค่าอาวุธ

ทั้งหมดที่ส่งให้

วิธีคำนวณและข้อจำกัด

ใช้อัตราสมมติ 1 ยูโร = 38 บาท เพื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลังรายปี: 6,000 ล้านยูโร × 38 = 228,000 ล้านบาทต่อปี

สัดส่วน GDP คำนวณจาก 6,000 ÷ 2,991,100 × 100 ≈ 0.20% โดยใช้ GDP ราคาปัจจุบันปี 2025 เป็นฐาน ไม่ใช่สัดส่วนจริงของทุกปี ค่าเฉลี่ยต่อปีเป็นค่าประมาณ และปี 2026 ยังไม่มีรายจ่ายครบปี

แหล่งข้อมูล

Le Monde  กันยายน 2026  ยอดสะสมและค่าเฉลี่ยจากข้อมูล Kiel

Kiel Institute  Ukraine Support Tracker

วุฒิสภาฝรั่งเศส  รายจ่ายโดยตรงของกระทรวงกลาโหม

INSEE  บัญชีประชาชาติฝรั่งเศสปี 2025


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top