Friday, 3 July 2026
WORLD

จีนเอาคืนสหรัฐอเมริกา!! กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่มรายชื่อ บริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งห้ามส่งออก ห้ามภาครัฐจัดซื้อบริษัท 46 แห่ง มาตรการตอบโต้จากปักกิ่ง

จีนคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐฯ สั่งห้ามภาครัฐจัดซื้อสินค้าจาก 46 บริษัท

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (22 มิ.ย.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งเข้าในบัญชีควบคุมการส่งออก ตามกฎหมายควบคุมการส่งออกและระเบียบว่าด้วยการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางของจีน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการไม่แพร่ขยายอาวุธ และเริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ประกาศ

มาตรการดังกล่าวห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปยังบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง ได้แก่ อาเวออกซ์ อิงค์ (Aveox) เรด แคท โฮลดิงส์ (Red Cat Holdings) ทีล โดรนส์ (Teal Drones) อิมซาร์ (IMSAR) ไจอา โรโบติกส์ (Jaia Robotics) บอล แอโรสเปซ แอนด์ เทคโนโลยีส์ คอร์ป (Ball Aerospace & Technologies Corp) ออชคอช ดีเฟนส์ (Oshkosh Defense) แอลทรี แฮร์ริส มาริไทม์ เซอร์วิสเซส (L3Harris Maritime Services) เอ็มพี แมตทีเรียลส์ คอร์ป (MP Materials Corp) และยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ (USA Rare Earth)

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังห้ามบุคคลและองค์กรจากทุกประเทศหรือภูมิภาคส่งต่อหรือจัดหาสินค้าดังกล่าวที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้แก่บริษัททั้ง 10 แห่ง โดยกิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังดำเนินอยู่จะต้องยุติลงทันที

โฆษกกระทรวงฯ ชี้แจงในแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งว่ามาตรการข้างต้นมีขึ้นภายหลังจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มบริษัทจีนหลายแห่งเข้าไปในบัญชีที่เรียกว่าเป็นรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน พร้อมย้ำว่าผู้ประกอบการส่งออกทุกรายจะต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ทั้ง 10 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของจีนประกาศห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐฯ 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงล็อคฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชัน (Lockheed Martin Corporation) และเรย์ธีออน มิสไซล์ แอนด์ ดีเฟนส์ (Raytheon Missiles & Defense) โดยมาตรการข้างต้นได้รับการอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของจีน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศ แต่จะไม่บังคับใช้กับบริษัทที่ลงทุนโดยสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินกิจการอยู่ในจีน

ที่มา : Xinhua

“กัมพูชา” ชงขึ้นค่าบัตรอังกอร์!! กัมพูชาเสนอขึ้นค่าบัตรสะท้อนคุณค่ามรดกโลก ดันภาพลักษณ์มรดกโลกพรีเมียม เปลี่ยนจากท่องเที่ยวปริมาณสู่คุณภาพ ชูคุณค่าประวัติศาสตร์ระดับโลก

กัมพูชาเสนอให้พิจารณาใหม่ เกี่ยวกับราคาบัตรเข้าชมโบราณสถานอังกอร์ เพื่อให้มีคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียม

เดิมราคาบัตรเข้าชมอุทยานโบราณสถานอังกอร์ อยู่ที่ประมาณ 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,200 บาท/วัน) นั้นกัมพูชามองว่ายังต่ำเกินไปอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแหล่งมรดกโลกอื่น ๆ บนโลก เช่น มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และอะโครโพลิส ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็นประมาณ 50-99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,650 - 3,260 บาท) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของบัตร เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญระดับโลก, ขนาดพื้นที่ของโบราณสถาน และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ การกำหนดราคาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ แต่ยังเป็นเรื่องของการวางตำแหน่งด้วย ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาเชื่อว่าราคาบัตรที่สูงขึ้นจะส่งสัญญาณให้นครอังกอร์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ระดับพรีเมียม มากกว่าที่จะเป็นเพียงจุดแวะพักราคาประหยัด นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่า การกำหนดราคาที่สูงขึ้นจะช่วยลดความแออัด ปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับการอนุรักษ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาการท่องเที่ยว

การเสนอให้ปรับเรทดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า แม้จะมีการขึ้นราคาก็ตาม แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ไม่น่าจะลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับการเดินทางและที่พักอยู่แล้ว และได้มีการเสนอแนะนำเพิ่มเติมว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นควรนำไปลงทุนอย่างโปร่งใสในการอนุรักษ์แหล่งโบราณสถาน, บริการสาธารณะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรวมแล้วกัมพูชายังมีจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากการท่องเที่ยว ที่เน้นด้านปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ามากกว่า เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะมาเยือนนครอังกอร์ในราคาประหยัด แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854283372570891/?rdid=ytVAjy1aGsmxUmCR#

ลูเซิร์นเปิดทางดีลใหญ่!! สหรัฐฯ–อิหร่าน ตั้งสายด่วนฮอร์มุซ จ่อปิดข้อตกลงใน 60 วัน ฮอร์มุซมีลุ้นคลายวิกฤต คู่เจรจาตั้งสายสื่อสารตรง รับประกันเรือพาณิชย์เดินทางปลอดภัย

แถลงการณ์ร่วมของกาตาร์และปากีสถาน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne Summit) และการประชุมคณะกรรมการระดับสูงรอบแรก โดยมีสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าร่วม

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายในกรอบ 60 วัน และยังพร้อมเปิด “สายด่วน” ระหว่างกันเป็นครั้งแรก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และประสานงานด้านความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ร่วมของรัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เกี่ยวกับการเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne Summit) และการประชุมคณะกรรมการระดับสูงครั้งแรก โดยมีสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าร่วม

การเจรจาระดับสูงรอบแรกภายใต้กรอบ บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ได้เสร็จสิ้นลงที่เมืองบือร์เกินชต็อก (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีผู้แทนจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และประเทศผู้ไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย ได้แก่ รัฐกาตาร์ และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เข้าร่วม

การประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์นจัดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ โดยมีความคืบหน้าที่น่าพอใจหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งกลไกสำหรับการเจรจาทางเทคนิคในขั้นต่อไป

ต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทุกฝ่ายได้ตกลงจัดตั้ง คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลทางการเมืองต่อกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยหัวหน้าคณะเจรจาจะรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ และจะจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านในประเด็นนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนกลไกติดตามผลและระงับข้อพิพาท เพื่อให้การดำเนินการตาม MOU และประเด็นอื่น ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการระดับสูงได้เห็นชอบต่อ แผนงานเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน พร้อมวางรากฐานสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาทางเทคนิคในทันที นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง สายสื่อสารโดยตรงระหว่างคู่เจรจา ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในข้อ 5 ของ MOU เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และความเข้าใจผิด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เรือพาณิชย์สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ทุกฝ่ายยังตกลงจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานลดความขัดแย้ง (de-confliction cell) ร่วมกับสาธารณรัฐเลบานอน และอยู่ภายใต้การอำนวยความสะดวกของประเทศผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อให้มั่นใจว่าการยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนตามที่ระบุไว้ใน MOU จะได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ขณะที่การหารือทางเทคนิคจะดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือของสัปดาห์ ณ รีสอร์ตบือร์เกินชต็อก ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง
ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยจะยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การเจรจาดำเนินต่อไปในบรรยากาศที่สร้างสรรค์ และมุ่งสู่การบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

รัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สำหรับความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อการทูตและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยยังขอชื่นชมประเทศมิตรและประเทศภราดรภาพต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญต่อความคืบหน้าของการเจรจาในครั้งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1328491046105919/?rdid=mUpexYzWZVIsmNOZ#

เจรจาเดือดสหรัฐฯ–อิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ โพสต์ขู่กลางวงประชุม โจมตีอิหร่านหนักกว่าเดิม ตลาดน้ำมัน–ทอง–หุ้นผันผวนทันที ดันน้ำมัน Brent พุ่งแตะ 82 ดอลลาร์

เจรจาไป … ข่มขู่ไป … ประท้วงไป !!!
ทำนักลงทุนกังวลใจ ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ผลที่ตามมาราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นไปที่ 82 ดอลล่าร์ต่อบาเรล จากที่เคยลงไป 77 ดอลล่าร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางดราม่าต่างๆ ที่ Lake Lucerne Summit สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างสหรัฐและอิหร่านโดยมีปากีสถานและกาตาร์เป็นตัวกลาง

สหรัฐส่งทีมเดิมรองประธาน Vance ลูกเขย Kushner ผู้แทนพิเศษ Witkoff อิหร่าน ประธานรัฐสภา Ghalibaf รัฐมนตรีต่างประเทศ Araghchiเริ่มประชุม ก็เริ่มไม่ราบรื่น อิหร่านขอไม่กล่าวเปิด ไม่จับมือ
ไม่ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับสหรัฐเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นในอิหร่าน แต่ที่สำคัญกว่าเพียงเริ่มไม่นานความสนใจของทุกคนได้มุ่งไปที่นอกห้องเจรจา President Trumpผู้ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่สำคัญยิ่งกว่าส่งสัญญาณ โพสต์ข่มขู่

Iran must immediately stop their highly paid PROXIES in Lebanon from causing trouble. If they don’t, we’ll hit Iran very hard again, just like we did last week, only harder!!!
อิหร่านต้องสั่งให้บรรดาตัวแทนราคาแพงของตนในเลบานอน หยุดสร้างปัญหา!
ถ้าไม่ทำ เราจะจัดหนักอิหร่านอีกครั้ง เหมือนที่เราเพิ่งทำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว — แต่ครั้งนี้จะรุนแรงกว่ามาก!!!

ผลที่ตามมาทีมอิหร่านประท้วง เดินออกจากห้องประชุม ประธานรัฐสภาอิหร่าน Ghalibaf โพสต์
“Don’t they realize that if their threats worked, they wouldn’t be this desperate now? We don’t count on US threats. They’d better watch their words—our armed forces are ready to respond differently. Whatever they say, we’re the ones who act.”

“พวกเขายังไม่เข้าใจอีกหรือว่า หากคำขู่ของพวกเขาได้ผลจริง วันนี้คงไม่ต้องอยู่ในสภาพสิ้นหวังเช่นนี้? เราไม่เคยนำคำขู่ของสหรัฐฯ มาคิดคำนวณอยู่แล้ว
พวกเขาควรระวังคำพูดของตนให้มาก เพราะกองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามพร้อมตอบโต้ในแบบที่แตกต่างและเด็ดขาด
ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริงคือพวกเรา“ ก่อนที่จะกลับมาประชุมต่อ จนถึงขณะนี้ ยังคงประชุมอยู่ระหว่างทาง ตลาดทุนโลกก็โดนลูกหลง
ราคาน้ำมันโลก ราคาทองคำต่ำกว่า 4,200 อีกครั้ง ราคาหุ้นลงเล็กน้อย ประเด็นหลักอยู่ที่ผู้ไม่ได้ร่วมเจรจาอีกคน อิสราเอลซึ่งประกาศเรียบร้อย
ผมไม่ได้ตกลงด้วย ยังคงโจมตี Hezballoh ในเลบานอนต่อเนื่อง 2 วันที่แล้ว โจมตี 150 จุด
ล่าสุดยืนยันไม่ถอนทหารออกจาก Security Zone ในตอนใต้ของเลบานอน พร้อมบอกว่า อิสราเอลไม่ได้มีปัญหากับเลบานอนแต่มีปัญหากับ Hezballoh
จน President Trump ต้องเขียนข่มขู่ข้างต้น

มาดูกันครับว่า
หนังยาวม้วนนี้ จะจบอย่างไรแบบตกลงกันได้ แบบยืดเยื้อ แบบย่อยยับ แต่ที่เห็นท่ามกลางทุกอย่างยังพยายามเจรจาต่อไม่ได้ปิดประตูตาย !!!

#Trump #Iran #Talk
ขอบคุณภาพจาก White House

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238058774102118/?rdid=JeIQRraBSS5HxANV#

เก๋ากี้หนิงเซี่ยพุ่งสู่โลก!! แหล่งปลูกหลักบนที่สูง 1,100 เมตร ผลิตด้วยมือไม่ใช้สารเคมี เทคโนโลยีเก็บรักษาสูงสุด ครองตลาด 50 ประเทศทั่วโลก

จากยาอายุวัฒนะยุคโบราณสู่เทรนด์สุขภาพระดับโลก เจาะลึกการยกระดับอุตสาหกรรมและการเดินทางสู่เวทีสากล ของ “เก๋ากี้หนิงเซี่ย”

ผืนไร่อันเขียวชอุ่มทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดดตลอดแนวที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง บนความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเหอหลาน ที่นี่คืออำเภอจงหนิง ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งในขณะที่พิธีเปิดมหกรรมอุตสาหกรรมเก๋ากี้ (Goji Berry Industry Expo) ครั้งที่ 9 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เหล่าเกษตรกรในพื้นที่ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลเก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี) ประจำฤดูกาลแรกของปี 2569 กันอย่างขะมักเขม้น

แม้เก๋ากี้จะมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจีน แต่เก๋ากี้หนิงเซี่ยนั้นโดดเด่นในเรื่องคุณภาพ จนกลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในอำเภอจงหนิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหลักอันเป็นต้นตำรับของเก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ พื้นที่แห่งนี้เปิดรับแสงแดดปีละกว่า 3,000 ชั่วโมง อีกทั้งสภาพดินยังมีความเป็นด่างอ่อน ๆ จากการบรรจบกันของแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำชิงสุ่ย ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารจำเป็น ปัจจัยทางธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่อื่นนี้เองที่หล่อหลอมให้เกิด “ผลไม้มหัศจรรย์” อันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้

“เก๋ากี้ทุกเมล็ดผ่านการเก็บด้วยมืออย่างพิถีพิถัน” คุณพาน ไท่อัน (Pan Tai'an) ประธานบริษัท หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี โกจิ อินดัสทรี จำกัด (Ningxia Wolfberry Goji Industry Co., Ltd.) ผู้ผลิตเก๋ากี้ชั้นนำในภูมิภาค กล่าว “ต้นเก๋ากี้จะออกดอกและติดผลไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตทั้งหมดต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว”

คุณพาน กล่าวเสริมว่า “นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายของหนิงเซี่ย ทำให้แทบไม่มีปัญหาเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถึงกระนั้น เรายังคงยึดมั่นในมาตรฐาน โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น และเลือกใช้เฉพาะปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อรับประกันว่าเก๋ากี้ของเราจะมีคุณภาพ บริสุทธิ์ และมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง”

จากสินค้าพื้นบ้านขึ้นชื่อ สู่เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับโลก

ในจีนนั้น เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้รับการยกย่องมาช้านาน ว่าเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศ ทั้งยังเป็นเก๋ากี้สายพันธุ์เดียวที่ได้รับการบรรจุในตำรายาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการว่ามีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ เฉินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง (Shennong Ben Cao Jing) ซึ่งเป็นคัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณอันทรงคุณค่า ยังได้บันทึกสรรพคุณในการชะลอวัยเอาไว้ด้วย มรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเก๋ากี้หนิงเซี่ยสู่ตลาดสากล

ปัจจุบัน ผลเบอร์รีสีแดงจากยุคโบราณนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั่วโลก ด้วยคุณประโยชน์อันโดดเด่นในการชะลอวัย มีวิตามินซีสูง และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เก๋ากี้หนิงเซี่ยกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงบนโลกโซเชียลมีเดียทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคในต่างประเทศยังยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ ซึ่งช่วยสลัดภาพจำเดิม ๆ จากการเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มได้อย่างสิ้นเชิง

“นักวิจัยในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณทางสุขภาพของเก๋ากี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การต้านเนื้องอก รวมถึงคุณสมบัติในการชะลอวัย โดยยกย่องให้เก๋ากี้เป็น ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ และมีการสกัดสารสำคัญไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง” คุณพาน ไท่อัน อธิบาย “จุดนี้เองที่จุดประกายให้ผมหันมามุ่งเน้นในเรื่องการแปรรูปขั้นสูง เพราะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง”

อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับข้อจำกัดใหญ่ 2 ประการมาหลายทศวรรษแล้ว โดยผลเก๋ากี้สดเน่าเสียและบอบช้ำได้ง่ายมาก ประกอบกับเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นนานถึง 6 ปี จนประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีเก็บรักษาเก๋ากี้สกัดเข้มข้นในอุณหภูมิห้อง ซึ่งความสำเร็จระดับบุกเบิกในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยทลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เคยมีมา แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ระดับโลกด้วย

เพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ผลเก๋ากี้สดจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด บดคั้น สเตอริไลซ์ และบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดนี้ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ในเก๋ากี้ บีเทน และซีแซนทิน ไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นวัตกรรมอันล้ำหน้าเช่นนี้ส่งผลให้บริษัทฯ ผลิตเก๋ากี้สกัดเข้มข้นได้มากกว่า 100,000 ตัน กวาดรายได้จากยอดขายรวมทะลุ 2 พันล้านหยวน (ประมาณ 293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสายการผลิตมาตรฐานสูงถึง 50 สายการผลิตทั่วทั้งหนิงเซี่ย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพลิกโฉมกลุ่มธุรกิจในภูมิภาค จากเดิมที่เป็นเพียงผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ระบุว่า เครือข่ายการตลาดเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยครอบคลุมกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และทวีปอเมริกา โดยในปี 2568 หนิงเซี่ยมีปริมาณผลผลิตเก๋ากี้สดสูงถึง 200,000 ตัน และมีมูลค่ารวมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทะลุ 2.13 หมื่นล้านหยวน

ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่การสร้างแบรนด์วัฒนธรรมระดับสากล

ในขณะที่บริษัทผู้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างหนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งในซัพพลายเชนโลก บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ก็กำลังเร่งเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อเก๋ากี้ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “สมุนไพรโบราณ” ให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยบริษัท หนิงเซี่ย ชีหลีเซียง โกจิ จำกัด (Ningxia Qilixiang Goji Co., Ltd.) ในฐานะผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ ได้มุ่งมั่นยกระดับยาบำรุงกำลังตามตำรับดั้งเดิมนี้ให้เข้าถึงและโดนใจคนรุ่นใหม่ บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 คน ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 700 หยวนที่รวบรวมมาจากค่าขนมที่ได้มา ทว่าในปัจจุบัน บริษัทได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นแบรนด์ระดับแถวหน้า ที่กวาดยอดขายได้ถึงปีละกว่า 1 พันล้านหยวน

เพื่อเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดอินเทรนด์ ชีหลีเซียงจึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้สกัดเข้มข้นสูตรผสมขึ้นมาอย่างหลากหลาย ทั้งเก๋ากี้ผสมโสม เก๋ากี้ผสมพุทราจีน และเก๋ากี้ผสมมัลเบอร์รี ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์อันสะดุดตา ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้บริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ราว 200 แห่ง และครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก๋ากี้บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาอย่างเหนียวแน่น

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเก๋ากี้สกัดเข้มข้น น้ำมันเมล็ดเก๋ากี้ หรือน้ำเก๋ากี้พร้อมดื่ม กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมุนไพรจีนโบราณอันลึกลับ ในวันนี้ เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของครอบครัวชนชั้นกลางตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงลอนดอน ทั้งยังเป็นไอเทมโปรดของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังในฮอลลีวูด และเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก

ชื่อเสียงในเวทีสากลที่ว่านี้เป็นผลมาจากมาตรฐานควบคุมคุณภาพอันเข้มงวด โดยผู้ประกอบการเก๋ากี้ในหนิงเซี่ยต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดในโลก เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ตัวอย่างเช่น หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี ที่สามารถคว้าใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิกจากอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ติดต่อกันมายาวนานถึง 21 ปีซ้อน ถือเป็น “ใบเบิกทางสีเขียว” ให้ผลิตภัณฑ์นี้เจาะตลาดโลกได้อย่างราบรื่น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกแล้ว
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการผลิตและการจำหน่ายอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่โมเดลธุรกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และศูนย์เปิดประสบการณ์เก๋ากี้ ซึ่งพลิกโฉมจากเดิมที่มุ่ง “ขายผลิตภัณฑ์” ไปสู่การ “ขายทัศนียภาพ” และการ “ขายวัฒนธรรม” ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติที่หลากหลายและครบวงจร

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเก๋ากี้หนิงเซี่ยสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และแบรนด์จีน โดยได้ยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มในแถบตะวันตกเฉียงเหนือและผู้ส่งออกวัตถุดิบระดับล่าง สู่การเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก และเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เส้นทางการเติบโตนี้ถือเป็นภาพสะท้อนการยกระดับภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของจีน และแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงในภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ที่มา: ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย

รัสเซีย–อาเซียน 2026!! เปิดเกมระเบียบโลกหลายขั้ว ‘ปูติน’ ชูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์มอสโก “หันสู่เอเชีย”

ทิศทางความสัมพันธ์รัสเซีย–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระเบียบโลกใหม่หลัง
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน 2026

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ณ เมืองคาซาน ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียน การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เริ่มต้นขึ้นภายหลังพิธีถ่ายภาพร่วมของผู้นำและคณะผู้แทน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เดินทางมาร่วมประชุมในเมืองคาซาน พร้อมทั้งกล่าวย้อนถึงการประชุมรัสเซีย–อาเซียนครั้งก่อนเมื่อปี ค.ศ. 2021 ซึ่งในขณะนั้น ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศดังกล่าวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2025

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัสเซียในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ ประธานาธิบดีรัสเซียยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนได้พัฒนาไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) และในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ผู้นำรัสเซียระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีดิจิทัล การคมนาคม และการลงทุน นอกจากนี้ รัสเซียยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศในภูมิภาค ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังเน้นย้ำแนวคิด “ระเบียบโลกหลายขั้ว” (Multipolar World Order) โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งครอบงำระบบระหว่างประเทศเพียงลำพัง พร้อมยกย่องบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียได้แสดงความพร้อมในการขยายเครือข่ายคมนาคมและการเชื่อมต่อทางอากาศกับประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค

หลังจากนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมของการประชุมในฐานะประเทศประธานอาเซียนประจำปี ค.ศ. 2026 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า “เราเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันว่าความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพ” มาร์กอสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ 35 ปีก่อน การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุง Kuala Lumpur ของรัสเซีย ได้วางรากฐานให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้เสนอ 3 ลำดับความสำคัญหลัก สำหรับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในอนาคต โดยประเด็นแรกคือ สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ มาร์กอสกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่อาจประเมินคุณค่าได้ต่ำเกินไปผู้นำฟิลิปปินส์จึงเน้นย้ำว่า อาเซียนและรัสเซียควรขยายความร่วมมือในด้าน สันติภาพและความมั่นคง ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับโลก ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. กล่าวถึงลำดับความสำคัญประการที่สองว่า คือ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มีความกระตือรือร้นและพลวัตมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า อาเซียนและรัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สำหรับลำดับความสำคัญประการที่สาม คือ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ตามข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สินค้าส่งออกหลักของรัสเซียไปยังประเทศอาเซียนยังคงเป็น ทรัพยากรแร่ พลังงาน และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ รัสเซียยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำมันพืช ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในด้านการท่องเที่ยว ปี ค.ศ. 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 37% รวม 1.8 ล้านคน ซึ่งกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่เดินทางเยือนรัสเซียเพิ่มขึ้น 34% เป็น 70,600 คน เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 รัสเซียได้ขยายระยะเวลาพำนักภายใต้ระบบ วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) จากเดิมเป็น 30 วัน

ในด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม รัสเซียได้จัดตั้ง ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO (มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา ได้มีการจัด การประชุมสุดยอดเยาวชนรัสเซีย–อาเซียน รวมถึง การประชุมและแลกเปลี่ยนนักการทูตรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง ประวัติการประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนจัดมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 การประชุมสุดยอด รัสเซีย–อาเซียน ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุง Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในขณะนั้นและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเข้าร่วม ก่อนการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านความร่วมมือทางการเมืองและการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีอยู่ก่อนแล้ว การประชุมครั้งดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างรัสเซียกับอาเซียน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการรัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2005–2015 ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่

1) นโยบายต่างประเทศ
2) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
3) การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ
4) การจัดการภัยพิบัติ
5) วัฒนธรรม
6) ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การประชุมภาคธุรกิจรัสเซีย–อาเซียน และ นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ณ กรุง Hanoi ประเทศเวียดนาม ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่อาเซียนสนับสนุนความตั้งใจของรัสเซียในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งถือเป็นการยอมรับบทบาทของรัสเซียในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมได้ยืนยันจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับโลก โดยสนับสนุนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START Treaty) และผลการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT Review Conference) รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เข้าร่วมพิธีสารของ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) โดยเร็ว ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อการที่รัสเซียเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เอเชีย–ยุโรป (ASEM) และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Pacific Economic Cooperation ในปี ค.ศ. 2012 ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานความร่วมมือด้านพลังงาน ค.ศ. 2010–2015 ครอบคลุม พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ในด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการลงนาม ความตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และเปิด ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO ณ กรุงมอสโก

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ณ Sochi ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ผลสำคัญของการประชุมคือการลงนาม ปฏิญญา “สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” และการรับรอง แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ค.ศ. 2016–2020 เอกสารดังกล่าวมุ่งส่งเสริม 1) การขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ 2) การลงทุนด้านพลังงาน 3) ความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ขณะเดียวกันรัสเซียได้เสนอแนวทางความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานแก่ประเทศอาเซียน ได้แก่ 1) การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระยะยาว 2) การส่งออกพลังงานไฟฟ้า 3) โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการประชุมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากการหารือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ 1) กับ Indonesia มีการลงนามความตกลงด้านกลาโหม การประมง และวัฒนธรรม 2) กับ Thailand มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางทหาร 3) กับ Vietnam มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือแนวคิด “การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” (Integration of Integrations) โดยมีการหารือเกี่ยวกับ 1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่าง Eurasian Economic Union กับอาเซียน 2) การประสานความร่วมมือกับ Shanghai Cooperation Organization และ 3) การเชื่อมโยงกับโครงการ Economic Belt of the Silk Road หรือเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้ มี 6 ประเทศอาเซียนที่แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ณ ประเทศSingapore กิจกรรมสำคัญที่สุดคือการประชุมเต็มคณะที่มีประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วม โดยเน้นประเด็น 1) การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน 2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และ3) การเชื่อมโยงกระบวนการบูรณาการของอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ผลการประชุมมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และ 2) แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Security) นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Commission)

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน มีสถานที่หลักในการจัดงานคือศูนย์นิทรรศการและการประชุม Kazan Expo โดยการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 ตามคำกล่าวของนายยูริ อูชาคอฟ «Юрий Ушаков» ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านกิจการต่างประเทศและถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน การประชุมครั้งนี้มีแผนที่จะรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน (Kazan Declaration) 2) แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2026–2030 3) แถลงการณ์ร่วมด้านพลังงาน 4) แถลงการณ์ร่วมด้านวัฒนธรรม พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการสำหรับผู้นำและคณะผู้แทนจัดขึ้น ณ อาคารใหม่ของ Kamal Theatre โดยทางการตาตาร์สถานได้เตรียมโรงแรมรองรับแขกกว่า 30 แห่ง รวมถึงประดับเมืองด้วยดอกไม้กว่า 1.3 ล้านต้น และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับคณะผู้แทนต่างประเทศ

ประเด็นวิเคราะห์ด้านความมั่นคง

1) รัสเซียให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ สุนทรพจน์ของปูตินสะท้อนความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและรับมือกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก

2) การผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียพยายามดึงประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงสมาชิกอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

3) ความร่วมมือด้านพลังงานและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของรัสเซีย การเสนอความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นช่องทางสำคัญที่รัสเซียใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียนในระยะยาว

4) ไทยควรติดตามทิศทางความร่วมมือรัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจและโอกาสความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อสังเกต สาระสำคัญของสุนทรพจน์สะท้อนว่า รัสเซียมองอาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของมอสโกเกี่ยวกับการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ณ เมืองคาซานในปี ค.ศ. 2026 สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” และแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้ว ขณะที่อาเซียนยังคงรักษาบทบาทความเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และดำเนินนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความร่วมมือที่ได้รับการผลักดันในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รัสเซียเผชิญอยู่ รวมถึงพลวัตการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สำหรับประเทศไทย การติดตามพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิดจะมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีนบุกอุซเบฯ เปิดตลาดเอเชียกลางครั้งแรก ถุงหอมชิงหยางมูลค่า 2,000 ดอลลาร์ งดงามด้วยผ้าไหมสีเขียวมรกต บรรจุความหมายมงคลและวัฒนธรรมโบราณ

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีน เดินทางสู่อุซเบกิสถาน เปิดประตูสู่เอเชียกลางเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา "ถุงหอมชิงหยาง" (Qingyang Scented Sachet) จำนวนหนึ่ง มูลค่าประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ถูกจัดส่งจากมณฑลกานซูของจีนไปยังประเทศอุซเบกิสถาน นับว่าถุงหอมชิงหยางของจีนได้เข้าสู่ตลาดเอเชียกลางเป็นครั้งแรก

ถุงหอมดังกล่าวมีรูปทรง "บ๊ะจ่าง" อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ตัวถุงตัดเย็บจากผ้าไหมสีเขียวมรกต เย็บเก็บขอบอย่างประณีตบรรจง ด้านบนประดับสายห้อยเป็นเชือกถักจีนสีเขียวเข้ม ร้อยด้วยลูกปัดไม้เนื้อแข็งอย่างสวยงาม ส่วนด้านล่างตกแต่งด้วยจี้ไม้แกะสลักอักษรมงคล "ฝู" พร้อมพู่สีเขียวโทนเดียวกับสายห้อย บนตัวถุงปักลวดลายมังกรทอง ปลาคาร์ปสีแดง และเกลียวคลื่นด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน พร้อมงานปักข้อความ "ผูกพันด้วยสายใยอันเหนียวแน่น" ด้วยฝีเข็มอันละเอียดและประณีต

ถุงหอมชิงหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีน ถือเป็นประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลเรือมังกรที่สืบทอดมานานหลายพันปีบริเวณที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีน โดยถุงหอมรูปทรงต่าง ๆ เช่น หัวเสือ สัญลักษณ์พิษทั้งห้า และบ๊ะจ่าง ล้วนสะท้อนความเชื่อพื้นบ้านและความปรารถนาที่เรียบง่ายของชาวจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย เสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งอธิษฐานให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์พูนสุข ถุงหอมปักลายสำหรับเทศกาลเรือมังกรเหล่านี้ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล กลายเป็นของที่ระลึกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับนานาประเทศ

ที่มา: ศูนย์สื่อบูรณาการชิงหยาง

อิหร่าน ชี้แจงจุดยืน!! สภาความมั่นคงสูงสุดอิหร่านย้ำเดินหน้าเจรจา ย้ำไม่ไว้ใจสหรัฐฯ เหตุมีประวัติละเมิดคำมั่น และไม่ประนีประนอมผลประโยชน์ชาติ ตอบโต้ทันทีหากถูกละเมิดข้อผูกพัน

แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระบุว่า ยืนยันจะไม่ยอมประนีประนอมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ นอกจากนี้ยังย้ำว่า ไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่ามีประวัติละเมิดคำมั่นสัญญา

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ขอเรียนต่อผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม ชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ และวีรชนแห่งชาติ ว่า ในการดำเนินมาตรการและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้านนั้น การสืบสานเจตนารมณ์และเลือดของบรรดาผู้พลีชีพ ตลอดจนการเดินหน้ากระบวนการเจรจาในอนาคต จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และผลประโยชน์แห่งชาติของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างเคร่งครัด และจะไม่ยอมอ่อนข้อหรือประนีประนอมต่อประเด็นใด ๆ จนกว่าสิทธิของประชาชนอิหร่านจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ และความยุติธรรมต่อเลือดอันบริสุทธิ์ของบรรดาผู้พลีชีพจะได้รับการตอบแทน

ในขณะเดียวกัน ด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงต่อฝ่ายตรงข้ามที่มักละเมิดคำมั่นสัญญาและข้อตกลง อิหร่านจะติดตามและกำกับดูแลกระบวนการเจรจาและการปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด หากฝ่ายสหรัฐอเมริกาละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อตกลงใด ๆ จะมีการตอบโต้ตามแผนการที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าโดยทันที

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325981403023550/?rdid=TnCW7OX00sjRKMi1#

‘มุจตาบา’ อนุมัติข้อตกลง!! “อิหร่าน” ไฟเขียวข้อตกลงสงคราม แม้มีข้อกังขาบางส่วนในรายละเอียด เตือน “สหรัฐ” ห้ามเรียกร้องเกินขอบเขต ยันเจรจาไม่เท่ากับยอมรับจุดยืนวอชิงตัน

มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า เขาอนุมัติข้อตกลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเพื่อยุติสงคราม แม้จะมีข้อสงสัยอยู่บ้างก็ตาม นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวบางประการ แต่ยอมอนุมัติให้ หลังได้รับคำรับรองจากประธานาธิบดีอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดว่าจะไม่กระทบต่อสิทธิของอิหร่านและแนวร่วมต่อต้าน

ขณะเดียวกัน เขาส่งสัญญาณถึงกลุ่มสายแข็งภายในประเทศว่า การเจรจาหรือการพบปะโดยตรงกับสหรัฐฯ ในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านยอมรับจุดยืนของวอชิงตัน และหากสหรัฐฯ พยายามเพิ่มข้อเรียกร้องเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ อิหร่านก็พร้อมปฏิเสธทันที

ข้อความฉบับเต็มของ "มุจตาบา" :
“โดยหลักการแล้ว ผมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม จากคำมั่นที่ประธานาธิบดีผู้ทรงเกียรติในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ได้ให้ไว้ต่อผมในนามของตนเองและสมาชิกคนอื่น ๆ ว่าจะปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้าน พร้อมทั้งยอมรับความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผมจึงอนุมัติให้ดำเนินการ”

“เขายังได้ยืนยันด้วยว่า หากฝ่ายอเมริกันพยายามเรียกร้องเกินขอบเขตหรือกระทำเกินเลย อิหร่านจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน”

“นับจากเวลานี้เป็นต้นไป เรา หมายถึงพวกท่าน ประชาชนผู้ภาคภูมิ และตัวผมซึ่งเป็นเพียงผู้รับใช้คนหนึ่ง จะเฝ้ารอการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ประกาศเอาไว้”

“อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้ากันโดยตรงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับมุมมองหรือจุดยืนของฝ่ายศัตรู”

“เราหวังว่าพรอันประเสริฐของท่านอิมามผู้ทรงเป็นนายของเรา ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเร่งการปรากฏตัวอันทรงเกียรติของท่าน จะนำมาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จในทุกด้านแก่ประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2087459368816472&set=gm.1325987799689577&idorvanity=849053944049634

น่านฟ้ารัสเซียถูกยกเป็นโล่เหล็ก!! ระบบป้องกันรัสเซียทำลายโดรนเกือบพัน ขีปนาวุธและระเบิดหลายลูกถูกสกัดไว้ สหรัฐฯป้องกันฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียพลาด นักประวัติศาสตร์เตือนยุทธวิธีหวังผลทางการเมือง

ระบบป้องกันน่านฟ้าของรัสเซียปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวกับ Sputnik

เขาระบุว่า กองกำลังรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้ราว 992 ลำ ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 4 ลูก และระเบิดอีก 10 ลูก ในการโจมตีระลอกล่าสุดของยูเครน

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลังไม่สามารถป้องกันอิหร่านจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ราว 15 แห่ง และทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ 5 แห่งในอ่าวเปอร์เซียใช้งานไม่ได้

คนูตอฟมองว่า ยูเครนพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนพลเรือนของรัสเซีย ด้วยความหวังว่าจะบีบให้รัสเซียยอมจำนน

เขาอธิบายว่า “นี่คือยุทธวิธีคลาสสิกของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ คือจับประชาชนพลเรือนเป็นตัวประกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง”

ที่มา : Sputnik

จีนประหารอดีตซีอีโอ CNOOC!! คดีคอร์รัปชันรัฐวิสาหกิจใหญ่ อดีตซีอีโอรับสินบนกว่า 163 ล้านหยวน ศาลตัดสินประหารชีวิตยึดอำนาจผิดกฎหมาย สะท้อนมาตรการเข้มงวดปราบคอร์รัปชันจีน

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริต

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริตและรับสินบนมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานคำตัดสินคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจจีน โดยศาลมีคำสั่งพิพากษาประหารชีวิต นายหยวน กวงหยู (Yuan Guangyu) อดีตรองประธานและซีอีโอของบริษัท China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ในวัย 67 ปี

ศาลตัดสินว่านายหยวนมีความผิดจริงในข้อหาทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ การรับสินบน และการใช้อำนาจในทางมิชอบ นายหยวนได้กระทำการรับสินบนรวมเป็นมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2024 นายหยวนได้ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจเอกชน

source: สำนักข่าวXinhua

สะเทือนวงการคนสอบ IELTS!! ผู้สอบกว่า 6 หมื่นคนสะเทือน Cambridge English ถูกปรับหนัก คะแนนฟัง-อ่านผิดพลาดกระทบ แก้ไขคะแนนมีผู้เปลี่ยนเกิน 2 หมื่น เชื้อเพลิงดราม่าจ่ายชดเชยกว่า 6 ล้านปอนด์

AEG Study&Travel เรียนต่อออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา แคนาดา

งานนี้กระทบคนสอบทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่ต้องสอบไปเพื่อยื่นวีซ่าอังกฤษ (SELT) หรือใช้เรียนต่อมหาวิทยาลัย จากยอดการสอบทั้งหมด 7.7 ล้านครั้งในช่วงเวลานั้น มีคนที่ได้ผลคะแนนพาร์ทฟังกับอ่านผิดพลาดไปถึง 62,794 คน

พอตรวจทานและแก้คะแนนให้ถูกต้อง ปรากฎว่ามีคนประมาณ 21,717 คนที่คะแนน "Overall" เปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ขยับขึ้นหรือลง 0.5 คะแนน
แม้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด จะได้คะแนนภาพรวม "เพิ่มขึ้น" แต่นั่นก็แปลว่า ในตอนแรกระบบที่ผิดพลาดกดคะแนนพวกเขาไว้ ไม่เป็นไปตามจริง
ที่น่าเศร้าคือ มีผู้สอบราว ๆ 1,115 คน ที่ตอนแรกระบบให้คะแนนเฟ้อเกินจริง พอตรวจใหม่เลยโดน "ดึงคะแนนลง" ซะงั้น

ทำให้ดราม่าใหญ่นี้ มีบทสรุปคือ
ทาง Cambridge English ยอมรับผิดแต่โดยดีและให้ความร่วมมือเต็มที่ ฝั่ง Ofqual เลยยอมลดค่าปรับลงมาเหลือ 875,000 ปอนด์ จากที่ควรจะโดนหนักกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองไปแล้วกว่า 6 ล้านปอนด์ (เกือบ 280 ล้านบาท) เพื่อตามเช็ดตามล้างปัญหานี้
ทั้งการจ่ายเงินชดเชย เปิดศูนย์ช่วยเหลือลูกค้าแบบ 24 ชั่วโมง และอัปเกรดระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องพัง ๆ แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สรุปง่าย ๆ คือใครที่สอบ IELTS คอมฯ พาร์ทฟังกับอ่าน ในช่วงปี 2023 - 2025 แล้วมีการปรับคะแนนทีหลัง ต้นตอมาจากสิ่งนี้นี่เองค่ะ

ที่มา : Gov UK / #AEGNews
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1413835807456919&id=100064915381307&rdid=5KOUiilBlpn7Wymd#

นายกปากีสถาน ยินดีดีลประวัติศาสตร์!! ‘เชห์บาซ ชารีฟ’ เผยทรัมป์–เปเซชเกียน ลงนาม MOU อิสลามาบัด เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เลิกปิดล้อมทางทะเล

"เชห์บาซ ชารีฟ" นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศว่าบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MoU) ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์และเปเซชเกียนแล้ว

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad Memorandum of Understanding) อันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วในวันนี้ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ และได้รับการรับรองโดยผมในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย การลงนามในข้อตกลงครั้งนี้ในระดับสูงสุดของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกทางการทูตต่อความขัดแย้ง

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยในขั้นแรก สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยทันที ขณะที่ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันทีเช่นกัน

ผมขอแสดงความยินดีจากใจจริง และขอชื่นชมต่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งความมุ่งมั่นต่อแนวทางการทูตและความต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของเขา ได้ช่วยยุติความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ผลกระทบอันร้ายแรงต่อภูมิภาคและทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังขอชื่นชมความทุ่มเทและความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย เจดี แวนซ์ (J.D. Vance), สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) สำหรับบทบาทอันทรงคุณค่าในการทำให้ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325082423113448/?rdid=TUs9YMQS7ApjCgww#

ภาพล่าสุดของ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่าน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) ผ่านระบบดิจิทัลในวันนี้

“ลายเซ็นของทั้งสองปรากฏให้เห็นชัดเจนบนเอกสาร
ข้อตกลงยุติสงครามได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายแล้ว”

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325078609780496/?rdid=Boyvjd7VoLw0BfxJ#

ดราม่า AI ในโรงพยาบาลรัฐบราซิล!! ครอบครัวสาวบราซิลโทษระบบ AI จัดคิวไอซียูผิดพลาด ทำผู้ป่วยรอเตียง 5 วันจนเสียชีวิต บราซิลถกเดือด ใช้ AI จัดสรรเตียงผู้ป่วยเร็วขึ้นจริง หรือเพิ่มความเสี่ยงในระบบสาธารณสุข

ครอบครัวสตรีชาวบราซิลรายหนึ่ง ที่เสียชีวิตหลังเฝ้ารอเตียงห้องไอซียูเป็นเวลานานหลายวัน กล่าวโทษระบบของภาครัฐที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ หลังไอเอประเมินระดับความรุนแรงในอาการป่วยของเธอเบาเกินจริง ทำให้เธอไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

รีเบคกา คาร์โดโซ เทเทนเต โมลินา วัย 32 ปี อาชีพนักจิตวิทยา จากรัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล ขอเข้ารักษาตัวเมื่อช่วงต้นเดือน สำหรับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาการป่วยของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานคณะแพทย์สรุปว่าเธอจำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต(ไอซียู) เป็นการด่วน 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ระบบจัดการเตียงผู้ป่วยและจัดสรรห้องไอซียู ที่นำระบบเอไอ มาช่วยประเมินความรุนแรงของอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐ ที่เรียกว่าระบบ Core-MG ประเมินอาการผู้ป่วยรายนี้ผิดพลาด บอกว่าเคสของเธอไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตเพียงพอ แม้บรรดาญาติๆของ โมลินา นำเรื่องไปยื่นต่อศาล เพื่อบังคับให้ดำเนินการส่งตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ตาม

มีเตียงว่างหลังจากนั้นในอีก 5 วันต่อมา ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร เธอถูกส่งตัวไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ในใบมรณบัตรระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะช็อกจากการติดเชื้อ แต่คณะแพทย์กำลังพยายามหาขอสรุปว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว

"คณะแพทย์สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ ในกรณีที่ว่าคนไข้มีอาการป่วยร้ายแรงหรือไม่" พี่สาวฝาแฝดของโมลินา ซึ่งมีอาชีพทนายความบอกับสื่อมวลชน พร้อมระบุว่าระบบไอเอ จัดอันดับความรุนแรงในอาการของโมลินาแค่ 6.8 แม้ทางครอบครัวเชื่อว่าเธอควรได้รับการปฏิบัติในฐานะความรุนแรงระดับ 10 "คนไข้ระดับ 8 และระดับ 9 แซงหน้าเธอ แพลตฟอร์มที่ให้อำนาจไอเอ จะไม่ยอมปรับระดับสูงขึ้น แม้ว่าผลตรวจกำลังแย่ลงก็ตาม"

"น้องสาวของฉันและคนอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเลข สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ระเบียบปฏิบัติ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีบราซิล ที่ถูกโยนเข้าไปในระบบเฉยๆ" เธอกล่าว

ระบบ Core-MG ถูกเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นย้ำว่ามันจะช่วยจัดสรรเตียงคนไข้เร็วขึ้นและมีความโปร่งใส่มากขึ้น เนื่องจากช่วยจัดลำดับคนไข้จากความรุนแรงของอาการป่วย

ทางกระทรวงสาธารณสุขรัฐมีนัชเจไรช์ ตอบโต้ข้อกล่าวหา ยืนยันว่าระบบไม่ได้เป็นตัวทำร้ายโมลินา โดยบอกว่าเธอได้รับการลงทะเบียนคนไข้ในทันที และการส่งตัวขึ้นอยู่กับว่ามีเตียงว่างหรือไม่ และความจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้แล้วยังบอกว่ากฎระเบียบต่างๆยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทย์ และ Core-MG ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านการรักษา หรือวิธีการค้นหาเตียงคนไข้

กระนั้นเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างและกระตุ้นการท้าทายทางกฎหมายจากบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งโต้แย้งว่ามันทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหยุดชะงัก

เคสของโมลินา มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการบูรณการไอเอเข้ากับการรักษาพยาบาล ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆนี้บรรดาบริษัทประกันทั้งหลายต้องเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย ต่อคำกล่าวหาใช้ระบบอัลกอริทึมปฏิเสธการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะที่พวกพยาบาลในนิวยอร์ก เตือนว่าโรงพยาบาลต่างๆเร่งรีบใช้เครื่องไม้เครื่องมือเอไอเร็วเกินไป โดยไม่มีการป้อนข้อมูลอย่างเพียงพอหรือปราศจากการกำกับดูแลโดยพวกเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000057503?fbclid=IwdGRjcASfpTFjbGNrBJ-lK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjzOixGXBaYze3ZeiSDdGOSyfz-8UCpGYo1te9-hJnUZZ9RhWoa_pOv_QI_r_aem_s0hM95txF6KcpBq0eRzKiQ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top