Friday, 3 July 2026
LITE

13 มีนาคม ของทุกปี “วันช้างไทย” รำลึกสัตว์คู่แผ่นดิน ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ ยกระดับสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง ย้ำช้างไม่ใช่พร็อพท่องเที่ยว

(13 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี คือ "วันช้างไทย" ซึ่งเป็นวันรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์คู่แผ่นดินและสัญลักษณ์สำคัญของชาติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยหันมาคิดจริงจังเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสวัสดิภาพของช้างทั้งในธรรมชาติและในพื้นที่เลี้ยงดู

"วันช้างไทย" ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โดยเลือกวันที่ 13 มีนาคม เพื่อสะท้อนถึงสถานะแห่งชาติของช้างและส่งเสริมการอนุรักษ์ในภาพรวมที่ยั่งยืน

ช้างในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับช้างอย่างแนบแน่น ทว่า พื้นที่ป่าที่หายไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ช้างบ้านจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดการดูแลที่เหมาะสม

วันช้างไทยจึงไม่ใช่แค่วันที่จัดกิจกรรมสนุกสนาน แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพ และเรียกร้องการดูแลช้างอย่างจริงจัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างความเครียดให้ช้าง "เราควรสนับสนุนรูปแบบท่องเที่ยวที่ช้างอยู่ได้จริง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์

นอกจากนี้ คนทั่วไปยังช่วยได้ด้วยการเลือกสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับช้าง และสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อช้างอย่างโปร่งใส รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดพฤติกรรมที่ทำให้ "การทรมานช้าง" กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_16200?utm_source=chatgpt.com

สวยสะกดรันเวย์!! ‘ลิซ่า’ ลุคร็อคสตาร์สุดเฉียบที่ Paris Fashion Week ในงานโชว์ Louis Vuitton ที่ปารีส ด้วยชุดปี 2016 สุดเก๋ เผยออร่าร็อคสตาร์แซ่บทุกมุม

(10 มี.ค. 69) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Paris Fashion Week ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยในฐานะ 'Global Ambassador' ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton เธอได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น Women’s Ready to Wear Fall/Winter 2026-2027

ครั้งนี้ 'ลิซ่า' มาในลุคเก๋เฉียบชวนสะกดสายตา ด้วยชุดจากคอลเลคชั่นปี 2016 ที่ออกแบบมาเผยให้เห็นถึงความแซ่บและสวยเป๊ะในแบบร็อคสตาร์ เธอเผยให้เห็นถึงการผสมผสานสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ในโพสต์และภาพที่แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลาย 'ลิซ่า' ถูกยกย่องในฐานะดาวเด่นที่ส่องประกายในงานแฟชั่นระดับโลก พร้อมคำพูดที่สะท้อนถึงความมั่นใจในลุคนี้ว่า "สวยทุกมุมมอง เท่ทุกแอคชั่น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของแฟชั่นที่เธอนำเสนอ

บรรยากาศงาน Paris Fashion Week ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของ 'ลิซ่า' ในวงการแฟชั่นโลก ด้วยการเป็นตัวแทน Global Ambassador ที่ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตาแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในแฟชั่นยุคใหม่

ที่มา : https://women.kapook.com/view299373.html
https://extratv.com/photos/image_jpg_20260310_b6a203fc38ce4cd48c3d2513efd78b3d/

ส่อเดือด!! ‘กิต Three Man Down’ โพสต์สะเทือน หลัง ‘โอม Cocktail’ ลา GeneLab พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss ลั่นผิดเองที่คิดเปลี่ยนบ้านของคน

(11 มี.ค. 69) กิต เจี๊ยรพันธุ์นุวง หรือกิต นักร้องนำวง Three Man Down โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กหลังจาก 'โอม ปัณฑพล' หรือ โอม ค็อกเทล ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab พร้อมยุติหน้าที่ดูแลทีมงานและศิลปินของตนเมื่อเร็ว ๆ นี้

กิตระบุว่า "ที่ Three Man Down มาอยู่ GeneLab เพราะพี่โอมครับ พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss" พร้อมเล่าถึงความตั้งใจของวงที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนาค่ายเพลง "เราจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" แม้เส้นทางจะลำบาก แต่ก็พยายามสร้างโมเดลใหม่ที่เน้นให้ศิลปินมีคุณค่าในตัวเอง

"พวกเราตั้งใจ ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งใจทำงาน ทำตัวให้เป็นโมเดลใหม่ๆ จัดการงานเอง ทำให้ดูว่าศิลปินมีค่าในตัวเองมากขนาดไหน" กิตกล่าวทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่า "วันนี้เข้าใจและยอมรับเหมือนพี่โอมแล้วครับว่า เราไม่มีวันทำได้ เราผิดเองครับที่เสือกจะไปเปลี่ยนแปลงบ้านของคนอื่น เราควรหาบ้านตัวเองอยู่มากกว่า"

เหตุการณ์นี้สร้างความน่าสนใจในวงการเพลงไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและค่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในระบบการบริหารค่ายเพลงในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีการย้ายหรือสิ้นสุดบทบาทของผู้บริหารสำคัญของค่ายเพลงอย่าง 'โอม ค็อกเทล'

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10167273

ประกาศยุติบทบาท!! ‘โอม Cocktail’ ยุติบทบาทบริหาร GeneLab-19 ย้ำไร้ปัญหากับ GMM Music หลังจบภารกิจใหญ่ เตรียมลุยธุรกิจอิสระเต็มตัว

(11 มี.ค. 69) "โอม Cocktail" หรือ 'ปัณฑพล ประสารราชกิจ' ศิลปินชื่อดัง ประกาศยุติบทบาทผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19 ในเครือ 'GMM Music' อย่างเป็นทางการ พร้อมกับย้ำว่ายังคงอยู่ในเครือเดียวกันและไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่บริษัท "ครึ่งเก้า" ซึ่งโอมและทีมบริหาร รับหน้าที่บริหารค่ายเพลงภายใต้ระบบรับจ้างบริหารแบบอิสระ นอกโครงสร้างพนักงานของ 'GMM Music'

โอมเปิดเผยผ่านข้อความว่า "หลังจากงานใหญ่ Three Man Down จบลงไปอย่างสวยงาม ผมและทีมงาน ครึ่งเก้า จำกัด ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุน และขอแจ้งการสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19" อีกทั้งอธิบายว่าแนวคิดเดิมการบริหารเป็นการทดลองระบบอิสระเพื่อเพิ่มศิลปินกลุ่มวัยรุ่น ภายใต้การสนับสนุนของ CEO 'ภาวิต จิตรกร' โดยตั้งเป้าหมายสร้างนวัตกรรมและความคล่องตัวในการทำงาน

ในข้อความยังแสดงความผูกพันกับ 'GMM Grammy' และการทำงานที่ผ่านมา พร้อมให้เหตุผลความแตกต่างเรื่องมุมมองและเป้าหมายที่ทำให้ตัดสินใจออกไปทำธุรกิจของตัวเองเองอย่างอิสระ โดยกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้อขัดแย้งแต่เป็นเรื่องของมุมมองและเป้าหมายที่แตกต่างกัน" ขณะที่ศิลปินที่ดูแลไว้ เช่น Three Man Down, TaitosmitH, Tilly Birds, ก้อง ห้วยไร่ และอื่นๆ ได้รับการดูแลมาอย่างดีภายใต้ระบบของ 'GMM Music'

โอมยังกล่าวถึงการขยายบทบาทธุรกิจในฐานะผู้รับจ้างบริหารศิลปินและจัดกิจกรรมต่างๆ หลายคอนเสิร์ต นับเป็นการเปิดเกมใหม่หลังสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง พร้อมขอบคุณแฟนเพลงและทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทางมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา "เราอาจกำลังเดินทางไปสู่เขตแดนที่เราไม่รู้จัก แต่ตื่นเต้นมาก ๆ ครับ"

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการเพลงไทยที่แสดงถึงการเคลื่อนตัวของศิลปินและผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการแนวทางและเส้นทางใหม่ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10166762

‘พีช’ คว้าปริญญาโท นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' ชื่นชมความสำเร็จ คว้าปริญญาโทสองใบจากอ็อกซ์ฟอร์ด ครอบครัวพร้อมใจร่วมแสดงความยินดี แฟนคลับชื่นชมฝีมือและความตั้งใจ

(10 มี.ค. 69) นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' สามารถทำตามความฝันสำเร็จด้วยการคว้าปริญญาโทสาขา Major Programme Management จาก Keble College, University of Oxford ประเทศอังกฤษ ในวัย 31 ปี หลังจากปีที่แล้วเพิ่งรับปริญญาโทจาก Saïd Business School, University of Oxford

ขณะที่คุณแม่ 'ส้ม ชนัดดา' ได้เผยภาพอบอุ่นของครอบครัวที่มาร่วมแสดงความยินดีกับ 'พีช' อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งสามี 'ธีรยุทธ์ จิราธิวัฒน์' และบุตรสาว 'แพร พิมพิศา' กับบุตรชาย 'พาย เขมณัฏฐ์'

แฟนๆ ต่างร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ 'พีช' และชื่นชมให้เขาเป็นนักแสดงที่มากความสามารถและมีความตั้งใจในทุกบทบาท "ฝีมือโดดเด่นทั้งในจอและนอกจอ" เป็นคำพูดที่ผู้ติดตามหลายคนมอบให้

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความขยันและตั้งใจของ 'พีช' ที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แม้จะเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงแต่ก็พร้อมเรียนรู้และต่อยอดการศึกษาอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877346/

10 มีนาคม 2539 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จย่า” ณ ท้องสนามหลวง ประชาชนร่วมถวายอาลัยทั่วประเทศ วันแห่งความอาลัยของคนทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2539 มีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า" ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมถวายความอาลัยอย่างล้นหลามในพิธีสำคัญระดับชาติครั้งนี้

"สมเด็จย่า" เป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และ 9 ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาชีวิตคนชายขอบ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อ 18 กรกฎาคม 2538 ด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพประกอบด้วยพิธีทางพระพุทธศาสนา พิธีหลวง และริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพที่ประณีต พร้อมกับความสงบ สุขุม และความรู้สึกสูญเสียร่วมของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ สื่อสมัยนั้นรายงานว่ามีคนมาร่วมจำนวนหลักแสน

"พระเมรุมาศ" สถาปัตยกรรมชั่วคราวอันงดงามที่ตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อไทย-พุทธ-พราหมณ์ เพื่อส่งเสด็จสมเด็จย่าสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางราชประเพณี แต่สะท้อนความผูกพันของประชาชนต่อพระกรณียกิจของสมเด็จย่าและเป็นหมุดหมายของความทรงจำในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ใจฟูทั้งโซเชียล!! “ลิซ่า ลลิษา” เช็กอินสวนสัตว์ญี่ปุ่น ส่งกำลังใจ “พันซ์คุง” ลิงหิมะตัวจิ๋วสุดไวรัล ส่งต่อความรักถึงลิงน้อยขวัญใจเน็ต กลายเป็นโมเมนต์ฮีลใจแฟนทั่วโลก

(9 มี.ค. 69) "ลิซ่าลลิษา" ซุปตาร์ระดับโลก ใช้เวลาว่างจากตารางงานสุดแน่น เดินทางไปเช็กอินที่สวนสัตว์เมืองอิชิคาวะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมภารกิจพิเศษคือการเยี่ยม "พันซ์คุง" ลิงหิมะตัวจิ๋วที่กำลังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล

ใน IG Story ของ "ลิซ่า" เผยภาพเธอชูตุ๊กตาลิงน้อยให้ "พันซ์คุง" เป็นเสมือนการส่งพลังใจว่า "สู้ๆ นะเจ้าลิงน้อย" โมเมนต์นี้สร้างความประทับใจและทำให้แฟนคลับต่างหลงรักซุปตาร์สองวงการนี้ไปพร้อมกัน

พันซ์คุง ลูกลิงหิมะวัย 6 เดือนที่กลายเป็นไวรัลโลก จากภาพกอดตุ๊กตาแทนแม่ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิดและต้องเผชิญความโดดเดี่ยว การได้รับกำลังใจครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเปราะบางและความอบอุ่นจากแฟนๆ ทั่วโลก

เรื่องราวของ "พันซ์คุง" และความสัมพันธ์ระหว่างซุปเปอร์สตาร์กับสัตว์ตนนี้ สะท้อนว่าความรักและการให้กำลังใจไม่มีขอบเขต และช่วยเติมเต็มหัวใจให้กับใครหลายคนทั่วโลกในยุคโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้นทุกวัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877022/

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE

7 มีนาคม 2494 รำลึกวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร’ อธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก ผู้แยกหน้าที่ 'แพทย์-เภสัชกร' ตามแบบแผนที่ถูกหลัก

วันสิ้นพระชนม์ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” บุคคลสำคัญของราชการแผ่นดินและงานสาธารณสุขไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2494 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และบุคคลสำคัญในงานราชการและสาธารณสุขไทย พระองค์ได้จากโลกไปขณะที่มีพระชนมายุ 65 ปี ณ วังถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก เช่น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และประธานองคมนตรี ในช่วงเวลาปลายพระชนมชีพ สื่อและองค์กรการศึกษามักระลึกถึงพระองค์ในฐานะ "ศูนย์รวมงานระบบ" ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของกลไกบ้านเมือง

ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ทรงมีบทบาทเด่นในด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นผู้ผลักดันและจัดระบบด้านบุคลากร การศึกษา และบริหารสาธารณสุข เพื่อยกระดับงานนี้สู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

การรำลึกถึงวันที่ 7 มีนาคม จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของผู้ประคองระบบราชการและสาธารณสุข รวมทั้งมรดกความคิดและแนวทางบริหารที่จะส่งผลต่อโครงสร้างงานราชการในยุคต่อไป

วันสำคัญนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาของประเทศผ่านบุคคลผู้ทำงานในระดับโครงสร้าง ที่แม้ผลงานจะไม่โดดเด่นในข่าวรายวัน แต่มีอิทธิพลยาวไกลต่อสังคมไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/RL60U

แบมแบมลุยแฟชั่น!! เผยปีนี้ลองสิ่งใหม่ เล็งเต็มตัวก่อนอายุ 30 อาจแทบไม่ได้ขึ้นเวที เน้นแฟชั่น-ธุรกิจร่วมมือใหม่

(5 มี.ค. 69) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ประกาศแผนปีนี้ในการเปิดทางทำงานนอกเหนือจากเพลงที่เขาคุ้นเคย โดยตั้งใจจะลงลึกในเส้นทางแฟชั่นอย่างเต็มตัว ก่อนที่จะเข้าสู่อายุ 30 ปีในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกับย้ำว่าอาจแทบไม่ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในปีนี้

"ปีนี้ไม่ได้เล่นหนังชัวร์ๆ เพราะผมยังไม่มั่นใจในการแสดง" แบมแบมกล่าวในงาน "The Symphony of GLOWolution" ที่ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับเผยแผนจะลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งด้านแฟชั่นและธุรกิจ โดยไม่มีการกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน "ผมจะไม่รีบร้อน มีความสุขกับขั้นตอนนั้น แล้วค่อยปล่อยออกมา" เขาเผยผ่านงานนี้

แม้จะอยู่ในโหมดแฟชั่นอยู่แล้ว แต่เขาต้องการขยายขอบเขตให้มากขึ้น โดยคร่าวๆ เขาประเมินว่าโครงการใหม่นี้ทำไปแล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และยังตั้งใจจะทดลองสิ่งใหม่ๆ ให้แฟนคลับได้ชมกัน "ปีนี้อาจจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในตัวผมมาก่อน" แบมแบมกล่าว

เขายังเล่าถึงการเซอร์ไพรส์ไปเยี่ยม 'มาร์ค ต้วน' ในแฟนมีตติ้งที่มาเก๊า พร้อมยืนยันว่าปีนี้จะลดการขึ้นเวทีอย่างชัดเจน เพื่อให้เวลากับเรื่องแฟชั่นและธุรกิจที่เขาตั้งใจทำมากขึ้น

นอกจากนี้ แบมแบมยังชี้แจงเรื่องเลือดกำเดาไหลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยและไม่มีความรุนแรง เขาย้ำว่า "ผมโอเคครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10159792

5 มีนาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันนักข่าว’ หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ยกย่องข่าวดีเด่น ภาพข่าวเด่น จุดประกายประโยชน์สังคม

วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2498

‘วันนักข่าว’ หรือ ‘วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ’ ตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ก่อตั้งโดย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือ นายโชติ มณีน้อย เป็นนักข่าวรุ่นบุกเบิก ก่อตั้งลงนามร่วมกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รวม 16 ฉบับ

‘วันนักข่าว’ ทำให้สมาชิก และผู้ที่อยู่ในวงการแวดวงข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อทุกช่องทาง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร มีการมอบรางวัลนักข่าวดีเด่น ภาพข่าวดีเด่น และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่จุดประกายต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ถือเอาวันที่ 5 มีนาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เป็นวันหยุดงานประจำปี โดยวันที่ 4 มีนาคมจะเป็นวันนัดร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดนัดเฉลิมฉลองสังสรรค์ จัดที่ ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน

รายชื่อ 16 หนังสือพิมพ์ที่ร่วมลงนามก่อตั้งวันนักข่าว ประกอบด้วย 1. หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์, 2. หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์, 3. หนังสือพิมพ์ข่าวสยาม, 4. หนังสือพิมพ์ซินเสียง, 5. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, 6. หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว, 7. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 8. หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย, 9. หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, 10. หนังสือพิมพ์หลักเมือง, 11. หนังสือพิมพ์ศิรินคร, 12. หนังสือพิมพ์สยามนิกร, 13. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, 14. หนังสือพิมพ์สากล, 15. หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และ16. หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/337717

3 มีนาคม 2569 “วันมาฆบูชา” วันเพ็ญเดือน 3 ชาวไทยเวียนเทียน วันหยุดแห่งศรัทธาและสติ ประตูสู่ความสงบที่เริ่มได้จากเรื่องเล็กในบ้าน

(3 มี.ค. 69) วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ในปี 2569 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยทั่วประเทศร่วมกันเวียนเทียนและทำบุญในหลายวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำกิจกรรมหลักคือทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

ในวันมาฆบูชาเป็นการระลึกเหตุการณ์ "จาตุรงคสันนิบาต" หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 ที่เกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย มีพระภิกษุ 1,250 รูปที่เป็นพระอรหันต์และได้รับการบวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้ามารวมกันในวันเพ็ญเดือน 3 พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นสรุปคำสอนฉบับย่อที่ชาวพุทธถือเป็นแกนกลางของคำสอน

คำสอนสำคัญสั้น ๆ ที่คนไทยจดจำและใช้เป็นเข็มทิศชีวิตคือ "ไม่ทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส" ซึ่งครอบคลุมทั้งพฤติกรรม การกระทำ และการฝึกจิตใจให้สงบจากความโกรธ โลภ หลง

วันมาฆบูชาถูกนับตามปฏิทินจันทรคติ และอาจเลื่อนไปมาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมในบางปีที่เป็นปีอธิกมาส แต่ความหมายที่แท้จริงของวันสำคัญนี้คือโอกาสที่ชาวพุทธจะหยุดคิดและเติมเต็มใจของตน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การทำบุญ ฟังธรรม สมาทานศีล เจริญภาวนา และเวียนเทียน

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปวัด สามารถทำมาฆบูชาให้มีความหมายได้โดยการงดทำสิ่งที่ทำร้ายใจ ทำความดีหนึ่งอย่างอย่างตั้งใจ และให้เวลาตนเองในการนั่งสมาธิหรืออ่านคำสอนสั้น ๆ เพื่อฟื้นฟูใจให้เบาสงบ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%86%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746

ซุปตาร์ตัวจิ๋วของจริง “น้องเกล” ฟันน้ำนมเขย่าวงการ ขึ้นแท่นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ ดันกระแสแบรนด์คึกคักทุกหมวด งานแน่นจนถูกเรียก “บริษัทชีเสิร์ฟ”

(1 มี.ค. 69) "น้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์" วัย 4 ขวบ ลูกสาวคนเล็กของซุปตาร์ "ชมพู่ อารยา" และ "น็อต วิศรุต" กลายเป็นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ด้วยความน่ารักและความสามารถ ทำให้น้องเกลได้รับงานโฆษณาแบรนด์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ไลฟ์สไตล์ การเงิน และแฟชั่น

น้องเกลได้รับบทพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น 7-Eleven, Downy, Johnson & Johnson, Enfagrow A+, สาหร่ายเถ้าแก่น้อย, Grab Food, Coway, กรุงไทย-แอกซ่า, Adidas และ Madame Fin ซึ่งสร้างรายได้อย่างมหาศาลจนแฟนคลับทึ่งกับความสำเร็จนี้

จากกระแสงานที่ล้นมือจนถูกเรียกว่า "บริษัทชีเสิร์ฟ" น้องเกลยังเป็นที่พูดถึงถึงความสามารถในการบริหารเวลาทำงานอย่างมืออาชีพ พร้อมคำพูดจากแฟนคลับที่ว่า "รายได้จากบริษัทชีเสิร์ฟน่าจะทะลุเป้าไปไกลแล้ว" ซึ่งหมายความว่าสมควรได้รับเงินเก็บสำหรับใช้เรียนจนจบปริญญาเอกและมีฐานะในอนาคต

น้องเกลไม่เพียงแต่เป็นเด็กที่พรสวรรค์พร้อมความร่วมมือในการทำงาน แต่ยังเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจในวงการบันเทิง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความเป็นซุปตาร์ฟันน้ำนมตัวจริงที่มีอนาคตไกลในวงการนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9875774/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top