Friday, 3 July 2026
LITE

9 มิถุนายน 2489 วันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์ไทย ย้ำความสำคัญแพทย์ไทย แสงสว่างของสาธารณสุข

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจะทรงครองสิริราชสมบัติในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านการเมือง สังคม และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พระราชกรณียกิจและพระราชปรารภของพระองค์ได้ฝากร่องรอยสำคัญไว้ต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี จึงได้รับการรำลึกในชื่อ “วันอานันทมหิดล” เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์และการศึกษาไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะพระราชปรารภสำคัญที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยควรผลิตแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน

พระราชปรารภดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการขยายการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย โดยนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของประเทศ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังแพทย์ให้แก่ประเทศ และขยายโอกาสในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยยังมีแพทย์จำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล การมีแพทย์ไม่เพียงพอทำให้การรักษาพยาบาลยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก พระราชปรารภของในหลวงรัชกาลที่ 8 จึงสะท้อนสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงเล็งเห็นว่าการแพทย์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของโรงพยาบาลหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความผาสุกของประชาชน

คุณูปการด้านการแพทย์ของพระองค์จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการพระราชทานแนวคิดให้ผลิตแพทย์เพิ่ม หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว เพราะการสร้างแพทย์หมายถึงการสร้างกำลังคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างระบบดูแลชีวิตประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อมีแพทย์เพิ่มขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจึงได้รับการรำลึกในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย พระนามของพระองค์ผูกพันกับการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่แพทย์ นิสิตแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของชาติ

วันอานันทมหิดลจึงมิใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สวรรคตเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่สังคมไทยได้หวนระลึกถึงพระราชปณิธานในการสร้างแพทย์เพื่อประชาชน เป็นวันที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการแพทย์ที่เข้าถึงทุกคน และเป็นวันที่ชวนให้เห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

พระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 8 ยังสะท้อนบริบทของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ในช่วงแรกของรัชสมัย ก่อนเสด็จนิวัตพระนครในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศ

แม้รัชสมัยของพระองค์จะไม่ยาวนาน แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะพระราชดำริและพระราชปรารภที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ไทย ซึ่งต่อมาได้สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และยังคงส่งอิทธิพลต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศสืบมา

การรำลึกถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรเป็นทั้งการถวายความอาลัยและการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 8 พร้อมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และสถาบันการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลชีวิตของประชาชน

9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย วันที่คนไทยน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงฝากคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไว้กับวงการแพทย์ไทย และพระราชปณิธานในการผลิตแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนยังคงเป็นแสงสว่างนำทางการพัฒนาสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้

8 มิถุนายน 2514 ในหลวง ร.9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” พระราชดำริเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรของประชาชน จากพระราชพิธีรัชดาภิเษก สู่ถนนเพื่อประชาชน รำลึกวันวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก

วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” ณ บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพตัดถนนเจริญกรุง เพื่อเป็นโครงการถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพมหานคร อันมีเป้าหมายสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจรให้แก่ประชาชน

ถนนรัชดาภิเษกมีที่มาจากช่วงเวลาที่รัฐบาลในขณะนั้นกราบบังคมทูลเรื่องการจัดพระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อ พ.ศ. 2514 เดิมทีรัฐบาลมีแนวคิดจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ แต่พระองค์มีพระราชดำริให้สร้างถนนแทน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น

พระราชดำริดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงคำนึงถึงความทุกข์ยากในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะปัญหาการจราจรไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ เวลาในการทำงาน ค่าใช้จ่าย สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้คนในเมืองใหญ่ การสร้างถนนวงแหวนจึงมิใช่เพียงโครงการก่อสร้างทางกายภาพ หากเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว

แนวคิดของถนนรัชดาภิเษกคือการเชื่อมต่อถนนสายต่าง ๆ รอบกรุงเทพมหานครให้เกิดเป็นโครงข่ายถนนวงแหวนรอบใน ช่วยกระจายการจราจร ลดภาระของถนนสายหลัก และเปิดทางให้การเดินทางระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมีความคล่องตัวมากขึ้น ถนนสายนี้จึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ในยุคที่เมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนรัชดาภิเษก” เพื่อระลึกถึงพระราชพิธีรัชดาภิเษก หรือวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ถนนรัชดาภิเษกจึงมีความหมายทั้งในฐานะถนนเพื่อการคมนาคม และในฐานะโครงการเฉลิมพระเกียรติที่แปรเปลี่ยนจากสัญลักษณ์เชิงอนุสาวรีย์ มาเป็นประโยชน์ที่ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ถนนรัชดาภิเษกประกอบด้วยทั้งช่วงถนนเดิมที่นำมาเชื่อมต่อและช่วงถนนที่สร้างขึ้นใหม่ โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมโยงหลายพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เช่น ฝั่งธนบุรี พระราม 3 คลองเตย อโศก ดินแดง ห้วยขวาง ลาดพร้าว วงศ์สว่าง และพื้นที่ต่อเนื่องโดยรอบ ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นเส้นทางสำคัญของเมืองหลวงทั้งในมิติการเดินทาง การค้า การอยู่อาศัย และการพัฒนาเศรษฐกิจเมือง

ภายหลังการวางศิลาฤกษ์ โครงการถนนรัชดาภิเษกได้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายพื้นที่ริมถนนรัชดาภิเษกได้เติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย และระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแนบแน่น

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงมิใช่เพียงวันเริ่มต้นของถนนสายหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่เกิดจากพระราชดำริอันมุ่งแก้ไขปัญหาจริงของประชาชน พระองค์มิได้ทรงมองการเฉลิมพระเกียรติเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเพื่อรำลึก หากทรงเลือกให้เกิดสิ่งที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง

ถนนรัชดาภิเษกจึงเป็นมากกว่าถนนสายคมนาคม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นภาพสะท้อนพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ และความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน

8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานไทย วันที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ถนนที่ถือกำเนิดจากพระราชดำริเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจร และยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่สายหนึ่งของกรุงเทพมหานครมาจนถึงปัจจุบัน

7 มิถุนายน 2197 วันราชาภิเษกพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ผู้วางรากฐานแฟชั่นฝรั่งเศส ให้กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก จุดเริ่มต้นอำนาจอ่อนฝรั่งเศสผ่านแฟชั่น ศิลปะ และความหรูหรา

วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 หรือ ค.ศ. 1654 เป็นวันที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทรงเข้าพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารแร็งส์ และได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ แม้พระองค์จะขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ในปี ค.ศ. 1643 ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แต่พิธีราชาภิเษกในปี ค.ศ. 1654 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศพระราชอำนาจของกษัตริย์หนุ่ม ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นที่รู้จักในพระสมัญญานามว่า “สุริยกษัตริย์” หรือ The Sun King พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส และเป็นกษัตริย์ผู้ทำให้ราชสำนักฝรั่งเศสกลายเป็นต้นแบบแห่งความหรูหรา อำนาจ และรสนิยมของยุโรป โดยเฉพาะพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งภายหลังกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม ศิลปะ และแฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศส

หนึ่งในมรดกสำคัญของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือการทำให้ “แฟชั่น” กลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องแต่งกายเพื่อความงดงามเท่านั้น แต่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงฐานะ ความจงรักภักดี และลำดับชั้นในราชสำนัก ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ต้องแต่งกายตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างเคร่งครัด การแต่งกายจึงกลายเป็นภาษาทางการเมืองที่บ่งบอกว่าใครมีตำแหน่ง มีอำนาจ และได้รับความโปรดปรานเพียงใด

ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นเวทีแห่งการแสดงความมั่งคั่งและความประณีต เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ ลูกไม้ เครื่องประดับ วิกผม รองเท้าส้นสูง และเครื่องแต่งกายที่ประณีต ล้วนถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจและความยิ่งใหญ่ แฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศสจึงมิได้เป็นเพียงรสนิยมส่วนพระองค์ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นแบบอย่างที่ชนชั้นสูงทั่วยุโรปต้องการเลียนแบบ

ก่อนยุคหลุยส์ที่ 14 ขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากนิยมแฟชั่นจากราชสำนักสเปน ผ้าไหมจากมิลาน กระจกและลูกไม้จากเวนิส รวมถึงพรมจากบรัสเซลส์ แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงผลักดันให้อุตสาหกรรมหรูหราของฝรั่งเศสเติบโตขึ้น เพื่อให้ฝรั่งเศสผลิตสินค้าคุณภาพสูงของตนเอง และลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ นโยบายนี้ทำให้ผ้าไหม ลูกไม้ เครื่องประดับ น้ำหอม เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลป์ของฝรั่งเศสได้รับการยกระดับ จนกลายเป็นสินค้าชั้นนำของยุโรป

บทบาทของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อวงการแฟชั่นจึงมีทั้งมิติทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พระองค์ทรงเข้าใจดีว่าความหรูหราในราชสำนักสามารถสร้างภาพลักษณ์ของชาติ และทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำด้านรสนิยมได้ เมื่อขุนนางและราชสำนักต่างชาติพยายามเลียนแบบแฟชั่นฝรั่งเศส ก็เท่ากับเป็นการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสไปทั่วทวีปยุโรป

หนึ่งในภาพจำสำคัญของยุคหลุยส์ที่ 14 คือรองเท้าส้นสูงและพื้นรองเท้าสีแดง ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงและความใกล้ชิดกับราชสำนัก รองเท้าส้นสูงในยุคนั้นไม่ได้เป็นแฟชั่นของสตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องแต่งกายของบุรุษชนชั้นสูงด้วย โดยเฉพาะในราชสำนักฝรั่งเศสที่ความสูง ความสง่างาม และท่วงท่าการเดินล้วนมีความหมายทางสังคม

อีกหนึ่งเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงคือวิกผมขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความสง่างามและสถานะของบุรุษชนชั้นสูงในยุโรป วิกผมในราชสำนักฝรั่งเศสไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ แต่ยังกลายเป็นแฟชั่นที่แพร่หลายไปยังราชสำนักอื่น ๆ จนกลายเป็นภาพจำของชนชั้นนำยุโรปในศตวรรษที่ 17

ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แฟชั่นจึงถูกยกระดับจากความสวยงามส่วนบุคคลไปสู่เครื่องมือแห่งรัฐ ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นโรงละครแห่งอำนาจที่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย พิธีการ มารยาท ไปจนถึงสถาปัตยกรรม ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์คือศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเมืองหรือการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง “อำนาจอ่อน” หรือ soft power ในแบบที่โลกยุคใหม่เข้าใจได้ชัดเจน พระองค์ทำให้รสนิยมฝรั่งเศสกลายเป็นมาตรฐานแห่งความหรูหรา และวางรากฐานให้กรุงปารีสและฝรั่งเศสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลกในเวลาต่อมา

แม้เวลาจะผ่านมาหลายศตวรรษ แต่อิทธิพลของยุคหลุยส์ที่ 14 ยังคงสะท้อนอยู่ในภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะประเทศแห่งแฟชั่น ศิลปะ ความหรูหรา และรสนิยมชั้นสูง จากราชสำนักแวร์ซายสู่รันเวย์แฟชั่นยุคใหม่ เส้นทางนี้ล้วนมีรากฐานสำคัญจากยุคที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำให้การแต่งกายกลายเป็นภาษาของอำนาจและวัฒนธรรม

ดังนั้น วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 จึงไม่ใช่เพียงวันราชาภิเษกของกษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ฝรั่งเศสค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรม ความหรูหรา และแฟชั่นของยุโรป พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้รับการจดจำไม่เพียงในฐานะ “สุริยกษัตริย์” ผู้ทรงอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นกษัตริย์ผู้วางรากฐานให้แฟชั่นกลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของฝรั่งเศสสืบมาจนถึงปัจจุบัน

6 มิถุนายน 2487 วันดี-เดย์ ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่การปลดปล่อยยุโรปจากนาซี สัญลักษณ์ความกล้าหาญและสันติภาพ

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 วันดี-เดย์ ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2

วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 หรือ ค.ศ. 1944 เป็นวันที่โลกจดจำในชื่อ “วันดี-เดย์” หรือ D-Day วันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดฉากปฏิบัติการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่ชายฝั่งนอร์มังดี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เพื่อเริ่มต้นการปลดปล่อยยุโรปตะวันตกจากการยึดครองของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “โอเวอร์ลอร์ด” หรือ Operation Overlord ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้ระดมกำลังทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เข้าโจมตีแนวป้องกันของกองทัพเยอรมันบริเวณชายฝั่งนอร์มังดี การยกพลขึ้นบกครั้งนี้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกกลับเข้าสู่ยุโรปตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนถึงวันดี-เดย์ ยุโรปส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนาซีเยอรมนี ฝรั่งเศสถูกยึดครองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 ขณะที่ประชาชนในหลายประเทศต้องเผชิญกับการปกครองอันโหดร้าย การกดขี่ และสงครามที่ยืดเยื้อ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงวางแผนเปิดแนวรบใหม่ทางตะวันตก เพื่อบีบให้เยอรมนีต้องรับศึกหลายด้าน ทั้งจากกองทัพโซเวียตทางตะวันออก และจากกองทัพสัมพันธมิตรทางตะวันตก

ในเช้ามืดวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ทหารจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และชาติพันธมิตรอื่น ๆ เริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ชายฝั่งนอร์มังดี พร้อมการสนับสนุนจากกองทัพเรือและกองทัพอากาศ เป้าหมายของการยกพลขึ้นบกถูกแบ่งออกเป็น 5 ชายหาดหลัก ได้แก่ ยูทาห์ โอมาฮา โกลด์ จูโน และซอร์ด ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความสำคัญต่อการตั้งหัวหาดและเปิดทางให้กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรรุกลึกเข้าสู่ฝรั่งเศส

ชายหาดโอมาฮากลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ถูกจดจำมากที่สุด เนื่องจากทหารฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการยิงตอบโต้อย่างหนักจากกองทัพเยอรมัน แนวป้องกันที่แข็งแกร่งของนาซี ตลอดจนสภาพภูมิประเทศที่เสียเปรียบ ทำให้การขึ้นฝั่งเป็นไปด้วยความยากลำบากและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงเดินหน้าฝ่ากระสุนและสิ่งกีดขวาง เพื่อยึดพื้นที่ชายฝั่งให้ได้

ขณะเดียวกัน กองกำลังพลร่มและหน่วยรบพิเศษถูกส่งลงพื้นที่หลังแนวข้าศึก เพื่อทำลายสะพาน ตัดเส้นทางเสริมกำลัง และสนับสนุนการยกพลขึ้นบกจากทะเล ปฏิบัติการทั้งหมดต้องอาศัยการประสานงานอย่างละเอียดระหว่างกำลังทางบก เรือรบ เครื่องบินรบ หน่วยข่าวกรอง และการลวงข้าศึก เพื่อให้ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถคาดเดาจุดขึ้นบกหลักได้อย่างแม่นยำ

แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก แต่ในที่สุดก็สามารถตั้งหัวหาดที่นอร์มังดีได้สำเร็จ ความสำเร็จในวันดี-เดย์เปิดทางให้กองทัพสัมพันธมิตรรุกเข้าสู่ฝรั่งเศส และนำไปสู่การปลดปล่อยกรุงปารีสในเวลาต่อมา ก่อนที่สงครามในยุโรปจะสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของนาซีเยอรมนีในปี ค.ศ. 1945

วันดี-เดย์จึงไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความเสียสละ และความกล้าหาญของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศที่ถูกยึดครองจากระบอบเผด็จการนาซี ทหารจำนวนมากต้องเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ทันได้เหยียบแผ่นดินฝรั่งเศส ขณะที่อีกจำนวนมากต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสงครามเพื่อเปิดทางสู่เสรีภาพ

ความสำคัญของดี-เดย์ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ว่า เสรีภาพและสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย ความร่วมมือ และการตัดสินใจครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีจึงเป็นเหตุการณ์ที่โลกยังคงรำลึกถึงในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2

ปัจจุบัน ชายฝั่งนอร์มังดีในฝรั่งเศสยังคงเป็นสถานที่รำลึกถึงทหารฝ่ายสัมพันธมิตรและพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หลายพื้นที่ถูกจัดตั้งเป็นสุสาน อนุสรณ์สถาน และพิพิธภัณฑ์ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวันดี-เดย์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และจดจำว่า สงครามนำมาซึ่งความสูญเสียเพียงใด และเหตุใดมนุษยชาติจึงต้องร่วมกันปกป้องสันติภาพ

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 จึงเป็นหนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์โลก วันที่เสียงปืนใหญ่ เสียงเครื่องบิน และเสียงคลื่นทะเลที่นอร์มังดี กลายเป็นเสียงประกาศการเริ่มต้นปลดปล่อยยุโรปจากเงื้อมมือของนาซี และเป็นวันที่ความกล้าหาญของผู้คนจำนวนมากได้เปลี่ยนทิศทางของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาล

5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย ภาพจำสำคัญในประวัติศาสตร์เกษตรไทย

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน พระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อเกษตรกรไทย

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเกษตรไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินไปยังเกษตรกลางบางเขน พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทอดพระเนตรการทำนาและกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ณ แปลงนาหลังตึกขาว ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณตึกพืชพรรณของกรมวิชาการเกษตร ภายในพื้นที่เกษตรกลางบางเขน เหตุการณ์นี้ได้รับการจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรไทย และต่อ “ข้าวไทย” ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชาติ

ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน ข้าวมิได้เป็นเพียงอาหารหลักของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการด้านการเกษตร และทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง จึงมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพระราชพิธีหรือพระราชกรณียกิจทั่วไป

ภาพแห่งการทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงประเทศชาติ พระราชกรณียกิจดังกล่าวเปรียบเสมือนการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงบุคลากร นักวิชาการ และนิสิตด้านการเกษตร ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ถือเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่พระมหากษัตริย์ไทยและสมเด็จพระอนุชาเสด็จฯ เยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก การเสด็จฯ ในครั้งนั้นจึงกลายเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่าของชาวเกษตรศาสตร์ และเป็นหลักฐานแห่งความสำคัญของสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรต่อการพัฒนาประเทศ

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมไทยจำเป็นต้องฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหาร ภาคเกษตรกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประเทศ การส่งเสริมการผลิตข้าว การพัฒนาความรู้ด้านเกษตร และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ล้วนเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่ออนาคตของชาติ

พระราชกรณียกิจทรงหว่านข้าวจึงมิได้เป็นเพียงเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นการสะท้อนแนวพระราชดำริที่เห็นความสำคัญของแผ่นดิน การผลิตอาหาร และประชาชนผู้เป็นกำลังหลักของประเทศ แม้พระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษายังน้อย แต่พระราชกรณียกิจดังกล่าวได้ฝากความหมายอันยิ่งใหญ่ไว้ในประวัติศาสตร์ไทย

เหตุการณ์นี้ยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ด้วยเหตุนี้ การทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน จึงยิ่งมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทย

ต่อมา วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ได้กลายเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ที่มีต่อการเกษตรไทย ข้าวไทย และชาวนาไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ วันที่ 5 มิถุนายน ยังมีความเกี่ยวข้องกับ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้น เพื่อยกย่องความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตอาหารหลักของประเทศ การกำหนดวันดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลางบางเขน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ทรงหว่านข้าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นมากกว่าพระราชกรณียกิจหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ หากเป็นภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับเกษตรกรไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าข้าวและชาวนาไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงของชาติ

วันนี้จึงเป็นโอกาสให้คนไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และตระหนักถึงคุณค่าของเกษตรกรไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการหล่อเลี้ยงประเทศมาตลอดหลายชั่วอายุคน

5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ข้าวไทย วันที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงหว่านเมล็ดข้าวด้วยพระองค์เอง ณ เกษตรกลางบางเขน และเมล็ดข้าวแห่งวันนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ความหวัง และการยกย่องเกษตรกรไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.kasetkaoklai.com/home/2021/06/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B2/

๓ มิถุนายน ทรงพระเจริญ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินิ

3 มิถุนายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” วันมหามงคลของปวงชนชาวไทย

วันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี คือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี นับเป็นวันมหามงคลที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2521 วันดังกล่าวจึงเป็นวันสำคัญที่คนไทยใช้แสดงความจงรักภักดีและร่วมเฉลิมพระเกียรติในฐานะพระราชินีผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดินไทย

ความสำคัญของวันที่ 3 มิถุนายน ยังเชื่อมโยงกับพระราชฐานะของพระองค์ในราชสำนักไทยอย่างเด่นชัด เพราะเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรื่อง การถวายพระเกียรติยศ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อันเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ราชสำนักร่วมสมัยของไทย

วันเฉลิมพระชนมพรรษาจึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญตามปฏิทิน หากยังเป็นวันแห่งการรวมใจของคนไทยทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในทุกพื้นที่มักร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล ประดับธงและเครื่องราชสักการะ รวมถึงบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ในด้านพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด ทั้งในพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ตลอดจนพระราชภารกิจในด้านสาธารณสุข การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการต่างประเทศ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพระวิริยอุตสาหะและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

แหล่งข้อมูลของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยยังระบุว่า พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และความเสียสละ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประเทศเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข พระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนทรงเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและบุคลากรแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในภาพรวม วันที่ 3 มิถุนายน จึงเป็นวันมหามงคลที่มีความหมายทั้งในเชิงราชประเพณีและในความรู้สึกของประชาชนไทย เป็นวันที่คนไทยได้น้อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความสง่างาม อ่อนน้อม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา อันนำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่พสกนิกรทั่วประเทศ

ดังนั้น 3 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นมากกว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษา หากเป็นวันแห่งความจงรักภักดี วันแห่งการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และวันแห่งความเป็นสิริมงคลของแผ่นดินไทย ที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายพระพรให้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

1 มิถุนายน 2493 จากพระที่นั่งอนันตสมาคมสู่หน้าประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย หมุดหมายสำคัญประชาธิปไตยไทยใต้รัฐธรรมนูญ

1 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย

วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรัชสมัย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ และภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่นาน

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นพิธีการสำคัญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนของประชาชนในการพิจารณากฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และร่วมวางทิศทางของประเทศผ่านกระบวนการรัฐสภา

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงพิธีการตามแบบแผนของรัฐเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบรัฐสภาของไทย ภายใต้หลักการที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองดำเนินไปอย่างเป็นทางการและมีความสมบูรณ์ตามครรลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองจำเป็นต้องฟื้นฟูความมั่นคง ความเชื่อมั่น และระเบียบของสถาบันทางการเมือง การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัยจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าของระบบรัฐสภาไทย

พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรัฐพิธีในวันนั้น นับเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาและรัฐพิธีสำคัญหลายครั้ง ภาพของพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทยในยุคต้นรัชกาลที่ 9

สาระสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอยู่ที่พระราชดำรัสซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นข้อเตือนใจและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชดำรัสดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจำเป็นต้องยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ สุจริต และรับผิดชอบ

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันหลักของการปกครองประเทศ การเปิดประชุมรัฐสภาไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นวาระการประชุม แต่คือการประกาศให้ประชาชนรับทราบว่า กลไกนิติบัญญัติของประเทศกำลังเริ่มทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังคงเป็นธรรมเนียมสำคัญที่สะท้อนความต่อเนื่องของการเมืองการปกครองไทย แม้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการสำคัญของรัฐพิธีนี้ยังคงเดิม คือ การเน้นย้ำให้ผู้แทนปวงชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในปฏิทินประวัติศาสตร์ หากเป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นบทบาทสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ และเป็นวันที่รัฐสภาไทยได้เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ร่มพระบารมีในรัชสมัยใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวยังเตือนใจให้เห็นว่า ระบอบรัฐสภาจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยผู้แทนที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตน เคารพกฎหมาย เคารพประชาชน และยึดประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะรัฐสภาคือเวทีที่เสียงของประชาชนถูกนำมาพิจารณาและแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย กฎหมาย และทิศทางของบ้านเมือง

ดังนั้น วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย และเป็นวันที่สะท้อนความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจน

31 พฤษภาคม 2569 “วันวิสาขบูชา” วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา

วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” หนึ่งในวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก และเป็นผู้ค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อนำมาสั่งสอนมนุษยชาติให้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เมตตา และความไม่ประมาท

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี หรือหากปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 โดยคำว่า “วิสาขบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ อันเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 ประการในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ได้แก่ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ซึ่งล้วนเกิดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะเช่นเดียวกัน แม้จะต่างวาระและต่างช่วงเวลา แต่ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ความเคารพศรัทธาสืบมาอย่างยาวนาน

เหตุการณ์แรกคือ “วันประสูติ” เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ พระองค์ประสูติในราชสกุลศากยะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ก่อนที่ต่อมาจะทรงละทิ้งความสุขสบายทางโลก เพื่อแสวงหาความจริงของชีวิต และหนทางที่จะนำพามนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เหตุการณ์ที่สองคือ “วันตรัสรู้” หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช และบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมืองพุทธคยา โดยทรงค้นพบหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

เหตุการณ์ที่สามคือ “วันปรินิพพาน” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษา พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา แม้พระวรกายจะดับสูญไปตามสังขาร แต่พระธรรมคำสอนของพระองค์ยังคงเป็นแสงสว่างนำทางจิตใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ วันวิสาขบูชาจึงมิใช่เพียงวันสำคัญทางศาสนาในเชิงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนใจให้มนุษย์ทุกคนย้อนกลับมาพิจารณาชีวิตของตนเอง ว่าเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนความประมาทหรือไม่ เรากำลังตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลงมากเพียงใด และเราจะสามารถใช้สติปัญญาเพื่อลดละสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

ในประเทศไทย วันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันหยุดราชการ พุทธศาสนิกชนมักเดินทางไปวัดเพื่อทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล เจริญจิตภาวนา และร่วมพิธีเวียนเทียนในช่วงค่ำ โดยการเวียนเทียนจะกระทำรอบพระอุโบสถหรือพระเจดีย์จำนวน 3 รอบ เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

การเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาไม่ใช่เพียงการเดินถือดอกไม้ ธูป และเทียน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการนำแสงสว่างแห่งธรรมเข้าสู่จิตใจ เทียนที่จุดสว่างเปรียบเสมือนปัญญาที่ช่วยขจัดความมืดมน ดอกไม้เตือนใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต เพราะแม้ดอกไม้จะงดงามเพียงใด สุดท้ายก็ต้องร่วงโรย ส่วนธูปเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณงามความดีและกลิ่นหอมแห่งศีลธรรม

วันวิสาขบูชายังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก เนื่องจากเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมสันติภาพ ความเมตตา การไม่เบียดเบียน และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมโลกที่มีความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

ในยุคปัจจุบันที่โลกเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความขัดแย้ง และการแข่งขัน วันวิสาขบูชายิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นวันที่ชวนให้ผู้คนหยุดทบทวนตนเอง ลดความยึดติดในวัตถุ ลดการเบียดเบียนกัน และหันมาให้ความสำคัญกับความสงบภายในใจ หลักธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเป็นคำสอนที่มุ่งให้มนุษย์เข้าใจความจริงของชีวิต และดำเนินชีวิตด้วยสติ

หัวใจสำคัญของวันวิสาขบูชา คือการน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลักการเหล่านี้เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่จำกัดเพศ วัย อาชีพ หรือสถานะทางสังคม

การทำบุญในวันวิสาขบูชาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการไปวัดหรือประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีเมตตาต่อผู้อื่น การให้อภัย การพูดจาด้วยความสุภาพ การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก การไม่เอาเปรียบผู้อื่น และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกการกระทำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งถือเป็นการบูชาที่มีคุณค่ายิ่ง

วันที่ 31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา จึงเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะได้กลับมาทบทวนความหมายของชีวิต และน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักในการดำเนินตน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธรรมะยังคงเป็นหลักยึดที่ช่วยให้มนุษย์ไม่หลงทาง และสามารถใช้ชีวิตด้วยความสงบ สุขุม และมีปัญญา

วันวิสาขบูชา จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นวันแห่งการตื่นรู้ เป็นวันที่เตือนให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของความดี ความจริง และความไม่ประมาท เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตอย่างมีสติ และสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตา สันติ และความเข้าใจร่วมกัน

30 พฤษภาคม 2484 อีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นวันสวรรคต ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ปิดฉากกษัตริย์ผู้เผชิญยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม แต่พระนามยังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพกษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา หลังทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางห้วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเมืองไทยสมัยใหม่

รัชกาลที่ 7 ทรงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชีวิตและรัชสมัยของพระองค์จึงผูกพันโดยตรงกับจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาติไทย

ก่อนถึงวันเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 พระองค์ทรงพยายามประคับประคองบ้านเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจและความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและความขัดแย้งกับคณะผู้ก่อการ ทำให้พระองค์ตัดสินพระราชหฤทัย สละราชสมบัติ ในเวลาต่อมา

สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า หลังทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่ Knowle House ในประเทศอังกฤษ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก่อนจะประทับอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันเสด็จสวรรคตในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 นี่จึงทำให้การสิ้นพระชนมชีพของพระองค์เกิดขึ้น بعيدจากมาตุภูมิ ซึ่งยิ่งเพิ่มมิติแห่งความอาลัยและความรู้สึกสะเทือนใจในทางประวัติศาสตร์.

Britannica ระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตที่ Cranleigh, Surrey, England เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1941 และทรงได้รับการจดจำในฐานะกษัตริย์ผู้ไม่เคยคาดหมายว่าจะได้ครองราชย์ แต่กลับต้องเผชิญบทบาทหนักหน่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดของชีวิตผู้ซึ่งแบกรับภาระของยุคสมัยอันสับสน รัชกาลที่ 7 มิได้ทรงอยู่ในช่วงเวลาสงบมั่นคงของบ้านเมือง หากแต่ทรงอยู่ในยุคที่ระบอบการเมืองเดิมกำลังสั่นคลอน และระบอบใหม่ยังไม่ลงตัว ชีวิตของพระองค์จึงเป็นดังภาพสะท้อนของ “รอยต่อประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง พระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ยังทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาทบทวนอยู่เสมอในแวดวงประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พระองค์ทรงพยายามหาทางประนีประนอมและปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของยุคสมัยและความตึงเครียดทางการเมืองทำให้พระองค์ไม่อาจประคับประคองสถานการณ์ได้อย่างที่ทรงปรารถนา

ภายหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงอย่างเรียบง่ายที่ Golders Green ทางตอนเหนือของลอนดอน ก่อนจะทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อ และในปี พ.ศ. 2492 จึงได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างสมพระเกียรติ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความผูกพันของพระองค์กับมาตุภูมิ แม้ปลายพระชนมชีพจะสิ้นสุดลงในต่างแดน.

ดังนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และทิ้งไว้ซึ่งคำถาม บทเรียน และความทรงจำอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

29 พฤษภาคม ของทุกปี “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก รำลึกผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สู่อนาคตที่ต้องปรับตัวและเข้มแข็งขึ้น

29 พฤษภาคม “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือ International Day of United Nations Peacekeepers วันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อยกย่องและขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกด้วยความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ

ที่มาของวันสำคัญนี้เริ่มจากการที่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติ 57/129 กำหนดให้วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยเลือกวันนี้เพื่อระลึกถึงวันที่ในปี 1948 ซึ่งเป็นวันที่ภารกิจรักษาสันติภาพแรกของสหประชาชาติ คือ United Nations Truce Supervision Organization (UNTSO) เริ่มปฏิบัติการในปาเลสไตน์

ความสำคัญของวันดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดพิธีรำลึก แต่คือการย้ำให้โลกเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สงคราม พื้นที่เปราะบางหลังความขัดแย้ง หรือพื้นที่ที่สังคมกำลังบอบช้ำจากความรุนแรง เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ ปกป้องพลเรือน ลดความสูญเสีย และเปิดทางให้สังคมเหล่านั้นกลับไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สหประชาชาติอธิบายว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ได้มีแค่ทหารติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ตำรวจและบุคลากรพลเรือน ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลความมั่นคง สนับสนุนการหยุดยิง ช่วยจัดการเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฟื้นฟูสถาบันของรัฐ ไปจนถึงช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้กลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

เมื่อมองในภาพใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพคือการทำงานในจุดที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญทั้งอันตรายจากอาวุธ ความเสี่ยงทางการเมือง ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ และความเปราะบางของสังคมในพื้นที่จริง จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของคนกลุ่มนี้คือหนึ่งในรูปธรรมของการอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง วันที่ 29 พฤษภาคมยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1948 มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเสียชีวิตในภารกิจแล้วมากกว่า 3,500 คน และในสารของเลขาธิการสหประชาชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติมาแล้วมากกว่า 2 ล้านคน ใน 71 ภารกิจ ทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรักษาสันติภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติที่สวยงามอย่างเดียว แต่เป็นงานจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและบางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องจากครอบครัวไปปฏิบัติงานในดินแดนห่างไกล เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกใช้ทั้งเพื่อ “ขอบคุณ” และเพื่อ “ระลึกถึง”

ในแต่ละปี สหประชาชาติยังใช้วันดังกล่าวเพื่อสื่อสารประเด็นร่วมสมัยของภารกิจรักษาสันติภาพด้วย สำหรับปี 2025 สหประชาชาติระบุธีมว่า “The Future of Peacekeeping” และ “Fit for the Future, Building Better Together” ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจรักษาสันติภาพในอนาคตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งสงครามที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามข้ามชาติ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป

สำหรับสังคมโลก วันที่ 29 พฤษภาคมจึงไม่ใช่เพียงวันพิธีการขององค์การระหว่างประเทศ แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่พร้อมทำงานอยู่ในแนวหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ความเหน็ดเหนื่อย และความไม่แน่นอน เพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่นและช่วยประคองโลกให้ไม่ถลำสู่ความรุนแรงมากไปกว่านี้.

ดังนั้น 29 พฤษภาคม วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ จึงเป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้ที่อุทิศตนด้วยความกล้าหาญในภารกิจเพื่อสันติภาพ และเป็นวันที่โลกต้องไม่ลืมว่า เบื้องหลังคำว่า “สันติภาพ” ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่กำลังทำงานอย่างเสียสละอยู่ในพื้นที่อันตรายทั่วโลกทุกวัน

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/peacekeepers-day?

28 พฤษภาคม 2543 จากปราสาทเทพนิยายสู่ความทรงจำ ‘แดนเนรมิต’ ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุง กลายเป็นเพียงความทรงจำ

28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 “แดนเนรมิต” ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุงในตำนาน

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นวันที่ “แดนเนรมิต” ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากสวนสนุกกลางแจ้งชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่เคยมอบเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความสุขให้กับเด็กและครอบครัวไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการยุติกิจการของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งอย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง “แดนเนรมิต” ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ตั้งแต่ภาพปราสาทเทพนิยายด้านหน้า เครื่องเล่นนานาชนิด ขบวนพาเหรด ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบรรยากาศของวันหยุดที่พ่อแม่พาลูกหลานมาเที่ยวด้วยความตื่นเต้น ทุกองค์ประกอบทำให้แดนเนรมิตกลายเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กและความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมหาศาล

แดนเนรมิตถือเป็นหนึ่งในสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเคยเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานครในยุคที่ตัวเลือกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวยังไม่ได้มีมากเหมือนทุกวันนี้ การได้ไปแดนเนรมิตในวันเด็ก วันเกิด หรือวันหยุดพิเศษ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนในเวลานั้น จึงไม่แปลกที่ชื่อของแดนเนรมิตยังคงถูกพูดถึงด้วยความคิดถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว

เสน่ห์ของแดนเนรมิตอยู่ที่การเป็น “สวนสนุกกลางกรุง” ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่คนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้จักดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว โรงเรียน และเด็ก ๆ จากทั่วสารทิศ หลายคนมีความทรงจำครั้งแรกของการขึ้นรถไฟเหาะ นั่งม้าหมุน ล่องเรือ หรือถ่ายรูปกับปราสาทสวย ๆ อยู่ที่สถานที่แห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แดนเนรมิตก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองและเศรษฐกิจ การแข่งขันในธุรกิจสวนสนุกเข้มข้นขึ้น พื้นที่ในเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และเงื่อนไขด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินก็เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดสวนสนุกในตำนานแห่งนี้ต้องยุติการให้บริการลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2543 ปิดฉากตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และหัวใจของคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ

การปิดตัวของแดนเนรมิตจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเสียดาย ความอาลัย และความคิดถึง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหายไปของเครื่องเล่นหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการจากไปของ “โลกแห่งความสุข” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หลายคนจดจำแดนเนรมิตได้จากภาพปราสาทสีสดใส บัตรผ่านประตู เครื่องเล่นที่เคยนั่งกับพ่อแม่ หรือเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะยังลอยอยู่ในความทรงจำเสมอ

แม้แดนเนรมิตจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2543 แต่ชื่อของมันไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป แดนเนรมิตกลับยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำวัยเยาว์” สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนยุค 80 และ 90 ที่เติบโตมาพร้อมสวนสนุกแห่งนี้ ชื่อของแดนเนรมิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่หมายถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม

ในอีกมิติหนึ่ง การปิดตัวของแดนเนรมิตยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่ยังมีพื้นที่แห่งความฝันและความบันเทิงแบบดั้งเดิม ไปสู่เมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นทำให้แดนเนรมิตไม่ใช่เพียงเรื่องของสวนสนุก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ดังนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นมากกว่าวันปิดกิจการของสวนสนุกแห่งหนึ่ง หากเป็นวันแห่งการปิดฉาก “ตำนานสวนสนุกกลางกรุง” ที่เคยมอบความสุขให้ผู้คนทั้งประเทศ และแม้แดนเนรมิตจะหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะโลกมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ไม่มีวันลืม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95

27 พฤษภาคม 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย เน้นแก่นพุทธศาสนาเข้าถึงคนรุ่นใหม่ คำสอนลึกซึ้งเชื่อมชีวิตและสังคม

27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) พระนักคิดและนักเผยแผ่ธรรมะคนสำคัญของไทย ผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในวาระครบ 100 ปีชาตกาลให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก ด้วยผลงานด้านศาสนา ความคิด และการเผยแพร่ธรรมะที่มีอิทธิพลกว้างไกลทั้งในไทยและต่างประเทศ

ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นที่จดจำอย่างเด่นชัดในฐานะพระผู้พยายามพาคนกลับไปหา “แก่น” ของพระพุทธศาสนา มากกว่าการยึดติดกับเปลือกพิธีกรรมหรือความเชื่อที่ห่างไกลจากคำสอนดั้งเดิม หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ อธิบายว่า ตลอดชีวิตของท่าน ท่านศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติ และสอนธรรมะอย่างมุ่งมั่น เพื่อทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงสำหรับผู้คนในโลกสมัยใหม่

จุดเด่นที่สุดของท่านคือการอธิบายธรรมะให้ ร่วมสมัย เข้าใจง่าย แต่ยังคงความลุ่มลึก ท่านไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนาในฐานะเรื่องไกลตัว หากแต่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ การยึดติด ความเห็นแก่ตัว สันติภาพ หรือการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยเหตุนี้ คำสอนของท่านจึงเข้าถึงทั้งพระสงฆ์ ปัญญาชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในวงกว้าง

อีกด้านหนึ่ง ท่านพุทธทาสภิกขุยังเป็นผู้บุกเบิกการตีความพุทธธรรมในมิติที่กว้างกว่าศาสนาเฉพาะบุคคล บทความของหอจดหมายเหตุพุทธทาสระบุว่า ท่านขยายการอธิบายธรรมะไปสู่ประเด็นทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องของวัดหรือการปลีกวิเวกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนกันในโลกนี้

ความสำคัญของท่านในระดับนานาชาติสะท้อนชัดจากการที่ ยูเนสโก ยกย่องท่านในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในขณะนั้นกล่าวถึงท่านว่าเป็นพระเถรวาทผู้ทรงอิทธิพลจากประเทศไทยที่เข้าร่วมรายชื่อบุคคลสำคัญระดับนานาชาติของยูเนสโก การยกย่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะท่านเป็นพระสำคัญของไทยเท่านั้น แต่เพราะแนวคิดและผลงานของท่านมีคุณค่าต่อมนุษยชาติในวงกว้าง

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ความคิด ท่านพุทธทาสภิกขุมีบทบาทอย่างมากในการทำให้คนไทยจำนวนมากมองพระพุทธศาสนาใหม่ จากเดิมที่หลายคนคุ้นกับศาสนาในกรอบพิธีกรรมและความเชื่อ ท่านพยายามดึงผู้คนกลับไปหาหลักการพื้นฐาน เช่น การลดตัวตน ความว่าง การดับทุกข์ และการใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือเข้าใจชีวิตจริง จึงไม่น่าแปลกที่คำสอนของท่านยังถูกอ่าน ศึกษา และอ้างอิงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 27 พฤษภาคม จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันที่ควรใช้รำลึกถึง ท่านพุทธทาสภิกขุ ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อเผยแพร่แก่นพระธรรมให้มีความหมายต่อมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ และทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นพลังทางปัญญาและการเยียวยาจิตใจของผู้คนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://main.bia.or.th/_en/buddhadasa-bhikkhu/

26 พฤษภาคม 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย ชีวิตผูกพันศูนย์กลางอำนาจ บทบาทยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ

 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ โดยประกาศสำนักพระราชวังระบุว่า ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 09.09 น. จากภาวะ หัวใจล้มเหลว สิริอายุ 99 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้มีบทบาทยาวนานและลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

พล.อ. เปรม ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่ดำรงบทบาทสำคัญในหลายสถานะตลอดหลายทศวรรษ ทั้งในฐานะนายทหารระดับสูง ผู้นำรัฐบาล องคมนตรี และประธานองคมนตรี ประกาศสำนักพระราชวังยังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยโทมนัสยิ่ง เพราะพล.อ. เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองไทย พล.อ. เปรม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดจากการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ Britannica อธิบายว่า ในยุคของเขา ไทยพยายามจัดวางระเบียบการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ทหาร รัฐสภา และสถาบันหลักของประเทศมีบทบาทประสานกันภายใต้บริบทสงครามเย็นและความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เขายังมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเปราะบางของประวัติศาสตร์การเมือง

จุดเด่นของยุค “เปรมาธิปไตย” ในสายตานักวิชาการและสื่อจำนวนมาก คือการเมืองไทยในเวลานั้นมิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบรัฐสภาตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการทหารแข็งตัวเช่นในหลายช่วงก่อนหน้า พล.อ. เปรม จึงเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองแบบประนีประนอมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีข้อถกเถียงตามมามากมายในภายหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การเมืองเลือกตั้ง และอำนาจนอกระบบ

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ยังคงมีบทบาทสูงอย่างต่อเนื่องในฐานะ องคมนตรี และต่อมาเป็น ประธานองคมนตรี จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโครงสร้างอำนาจไทยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 การที่ประกาศสำนักพระราชวังย้ำถึงบทบาทของเขาทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สะท้อนชัดว่าชีวิตของเขาผูกพันกับศูนย์กลางอำนาจรัฐไทยในหลายมิติอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาก

ด้วยเหตุนี้ การถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ. เปรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของตัวละครหลักคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย Bangkok Post รายงานในวันนั้นว่าการจากไปของเขาทำให้เกิดกระแสไว้อาลัยอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงการเมือง กองทัพ และประชาชนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือวิพากษ์บทบาทของเขาอย่างไร ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ. เปรม จึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ซับซ้อนและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้แทนของเสถียรภาพในสายตาผู้สนับสนุน และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนำทางการเมืองนอกระบบในสายตาผู้วิจารณ์ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การดำรงอยู่ของเขาในเวทีสาธารณะตลอดหลายสิบปี ทำให้ชื่อของ “เปรม ติณสูลานนท์” แทบแยกไม่ออกจากพัฒนาการทางการเมืองไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

ดังนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงเป็นมากกว่าวันถึงแก่อสัญกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง หากคือวันที่ปิดฉากบทบาทของรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้เคยยืนอยู่ศูนย์กลางอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยมายาวนาน การจากไปของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นทั้งการสูญเสียเชิงบุคคล และเป็นจุดหมายหนึ่งของยุคสมัยทางการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การจดจำและทบทวนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/eRiIp 

24 พฤษภาคม 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับถึงสยาม พร้อมอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับคืนสู่แผ่นดินไทย หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นทั้งหมุดหมายทางประวัติศาสตร์และช่วงเวลาแห่งความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนไทย ที่ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเสด็จประทับอยู่ที่นั่นภายหลังการสละราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในห้วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย เพราะทรงเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรกของสยาม และรัชสมัยของพระองค์สัมพันธ์โดยตรงกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ

หลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงประทับอยู่ในอังกฤษระยะหนึ่ง ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยจะเชิญเสด็จนิวัติพระนคร และพระองค์ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระราชสวามีกลับมาด้วย Google Arts & Culture ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ระบุชัดว่า หลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตในปี 1941 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อจนกระทั่งได้รับเชิญให้เสด็จกลับประเทศไทยในปี 1949 และทรงนำพระบรมอัฐิกลับมาด้วยเพื่อรับการถวายพระเกียรติอย่างสมควรในกรุงเทพฯ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 จึงเป็นวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงกรุงเทพฯ พร้อมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์กิจกรรมรำลึกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีระบุภาพเหตุการณ์ไว้ชัดเจนว่า พระองค์เสด็จลงจากเรือหลังนำพระบรมอัฐิกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ดังกล่าว และภายหลังประทับที่วังสระปทุมเป็นการชั่วคราว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการเดินทางกลับของพระบรมอัฐิเท่านั้น แต่ยังสะท้อน พระราชภักดีและความผูกพัน อันมั่นคงของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่มีต่อพระราชสวามี ตลอดช่วงเวลาหลังการสละราชสมบัติและหลังการสวรรคต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการธำรงพระเกียรติประวัติของรัชกาลที่ 7 และการอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งเชิงส่วนพระองค์และเชิงประวัติศาสตร์ชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง การอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับสยามยังมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองด้วย เพราะรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การที่พระบรมอัฐิของพระองค์ได้กลับคืนสู่แผ่นดินไทยในปี 2492 จึงเป็นเสมือนการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตอันซับซ้อนกับความทรงจำร่วมของประเทศ เป็นการย้ำว่าพระองค์ยังทรงมีที่ทางสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้บริบททางการเมืองหลังการสละราชสมบัติจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงก็ตาม

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 คือ “การหวนคืนสู่มาตุภูมิ” ของพระบรมอัฐิอดีตพระมหากษัตริย์ ผู้เคยต้องใช้บั้นปลายพระชนมชีพอยู่ต่างแดน การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายพระบรมอัฐิจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการน้อมอัญเชิญพระองค์กลับคืนสู่แผ่นดินที่พระองค์เคยทรงปกครอง และเป็นการคืนความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในความรู้สึกของคนไทย

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนทั้งความจงรักภักดี ความผูกพันในราชสกุล และการน้อมถวายพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติยศเหนือกาลเวลา

ที่มา : https://artsandculture.google.com/story/who-was-queen-rambhai-barni-king-prajadhipok-museum/PQWBgOUD_19bzw?hl=en

23 พฤษภาคม 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรี ตอกย้ำวีรกรรมปกป้องแผ่นดินไทย หมุดหมายสำคัญของภูเก็ต

23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร รำลึกสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลาง

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของจังหวัดภูเก็ตและของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร ณ สี่แยกท่าเรือ บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเทิดทูนวีรกรรมสองสตรีผู้กอบกู้เมืองถลางให้ปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของชาติไทย

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ในวันดังกล่าว ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่คือการประกาศให้เรื่องราวของ ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยร่วมกันรำลึกอย่างจริงจัง ทั้งสองท่านเดิมคือ คุณหญิงจัน และ คุณมุก ซึ่งได้รับการยกย่องจากบทบาทสำคัญในการนำชาวเมืองถลางต่อสู้กับกองทัพพม่าที่เข้ามารุกรานในปี พ.ศ. 2328–2329 หรือในบริบทของสงครามเก้าทัพ

ตามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพม่ายกกำลังมาประชิดเมืองถลาง เมืองตกอยู่ในภาวะคับขันอย่างยิ่ง แต่คุณหญิงจันและคุณมุกได้รวบรวมผู้คนให้ลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง ใช้ทั้งความกล้าหาญ ไหวพริบ และกลยุทธ์ในการรักษาเมืองเอาไว้ จนสามารถต้านทานข้าศึกได้สำเร็จ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ทั้งสองได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร ในเวลาต่อมา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละเพื่อแผ่นดินของคนไทย โดยเฉพาะชาวภูเก็ตและชาวใต้

อนุสาวรีย์ที่เปิดอย่างเป็นทางการในปี 2510 จึงมีความหมายมากกว่างานประติมากรรมกลางเมือง เพราะเป็น “อนุสรณ์แห่งชัยชนะ” และ “อนุสรณ์แห่งความทรงจำ” ของชาวถลาง ตัวอนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของเกาะภูเก็ต และต่อมาถูกยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นตราประจำจังหวัดในเวลาต่อมา

การที่รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง ยังยิ่งเพิ่มความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะเป็นการเทิดทูนเกียรติของสองวีรสตรีในระดับชาติอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีท้องถิ่นของชาวภูเก็ต แต่เป็นวาระที่สะท้อนว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับความกล้าหาญของผู้ปกป้องแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม

หากมองในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทรยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความเคารพศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก ทุกปีจะมีพิธีรำลึกและงานที่เกี่ยวข้องกับสองวีรสตรีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเรื่องราวของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำร่วมของผู้คนและในอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ตอย่างแนบแน่น

ดังนั้น วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร เพื่อเทิดทูนสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลางจากทัพพม่า และทำให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองท่านได้รับการสืบทอดอย่างสง่างามในความทรงจำของคนไทยตราบจนปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top