Friday, 3 July 2026
LITE

ฟางเส้นสุดท้าย!! ‘ปู’ ประกาศยุติความสัมพันธ์ ‘เด๋อ’ เปิดแผลลึก 29 ปี ก่อนตัดใจเดินออกมา เผยความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ยกที่ดิน 4 ไร่ ปิดฉากรักครั้งนี้

(10 ก.พ. 69) ปิดตำนานรักต่างวัยที่หลายคนชื่นชมหลายสิบปี 'ปู กนกวรรณ' หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ปูเด๋อ' ประกาศยุติความสัมพันธ์กับอดีตสามี 'เด๋อ ดอกสะเดา' หลังจากพบความจริงที่ถูกซ่อนมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ตัวเธอเปิดเผยว่าความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ที่ซ่อนอยู่ ภายใต้รอยยิ้มครอบครัวของตลกดัง

ปูเล่าว่าเรื่องปัญหานี้วนเวียนมาเนิ่นนานถึง 29 ปี ตั้งแต่แรกเริ่มคบหากัน ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งจับได้ว่าอดีตสามีไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่อพาร์ตเมนต์ แต่ถูกอธิบายว่าเป็นแค่ "เด็กของลูกน้อง" ด้วยความไว้วางใจและชื่อเสียงของฝ่ายชายทำให้เลือกที่จะให้อภัยและรักษาความสัมพันธ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ซ่อนอยู่ไม่จบที่นั้น เจ้าตัวเผยว่า "ผู้หญิงคนนี้" โทรเข้ามาบ้านและมือถืออยู่ตลอด จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว เห็นโปรไฟล์ในไลน์ที่โทรเข้ากลางดึก และฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ปูเจอหญิงคนนี้นอนเฝ้าอดีตสามีที่ศูนย์ฯ พร้อมคำกล่าวจากฝ่ายนั้นว่า "ตนเองมาก่อน" ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธออาจเป็น "มือน้อย" ในความสัมพันธ์นี้โดยไม่รู้ตัว

ความเจ็บปวดที่ทำให้เธอปิดตำนานรักนี้ลง คือคำพูดที่ได้ยินว่า "ที่ผ่านมาต้องขอโทษด้วยนะ ไม่โกรธกันแล้วเนอะ แก่ๆ กันแล้ว" ทำให้ปูตัดสินใจเลิกอย่างเด็ดขาดและเพื่อจบเรื่องราวนี้เธอยอมมอบที่ดิน 4 ไร่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นชื่อฝ่ายชาย แม้จะซื้อด้วยเงินเธอเอง เพราะทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนสมรสและแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน

การเลิกราครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเจ็บปวดในการค้นพบความจริงที่ถูกปกปิดเกือบสามทศวรรษและการตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหญิงสาวในวัยที่ควรได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิต

ที่มา : https://board.postjung.com/1669367

10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันอาสารักษาดินแดน หน่วยพลเรือนอาสาผู้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ย้ำบทบาท อส. เสาหลักความสงบระดับท้องถิ่น เชิดชูผู้ปิดทองหลังพระ

(10 ก.พ. 69) วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันอาสารักษาดินแดน" เพื่อสดุดีกำลังพลอาสาในกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ถือเป็นเสาหลักความมั่นคงในระดับพื้นที่ของประเทศ โดย อส. ได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนงานฝ่ายปกครอง และช่วยเหลือประชาชนในเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ

วันอาสารักษาดินแดนที่กำหนดขึ้น ผูกอยู่บนพื้นฐานของพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ซึ่งวางโครงสร้างให้ อส. อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อทำภารกิจสนับสนุนความมั่นคงและการปกครองในพื้นที่ท้องถิ่น

ภารกิจของ อส. ไม่ใช่เพียงกำลังเสริมทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในสถานการณ์หลากหลาย รวมถึงการรักษาความสงบในพื้นที่ การรักษาสถานที่สำคัญ สนับสนุนความปลอดภัยด้านการคมนาคม และช่วยเหลือประชาชนเวลาประสบภัย "ความมั่นคง" จึงหมายถึงการมีคนทำงานจริงในชุมชน

กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก อส. อย่างชัดเจน ต้องมีสัญชาติไทย อยู่ในช่วงอายุและสุขภาพที่เหมาะสม พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมีข้อจำกัดไม่ให้ซ้อนทับกับกำลังประจำการอื่น

วันอาสารักษาดินแดนจึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนความร่วมมือเชิงเครือข่ายระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า "ความปลอดภัยของประชาชน" ต้องอาศัยคนทำงานที่รู้จักพื้นที่และพร้อมปฏิบัติหน้าที่เสมอ

ที่มา : https://www.myhora.com/calendar/important-day.aspx?23

9 กุมภาพันธ์ 2545 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับพระราชทานชื่อโดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Suvarnabhumi Airport’

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับพระราชทานชื่อและความหมายโดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Suvarnabhumi Airport' และให้ความหมายว่า 'แผ่นดินทอง' หรือ 'Golden Land'

สนามบินสุวรรณภูมิมีจุดเริ่มต้นจากการซื้อที่ดินหนองน้ำ 20,000 ไร่บริเวณหนองงูเห่า จังหวัดสมุทรปราการในปี พ.ศ. 2516 โดยรัฐบาลทหารของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อสร้างสนามบินแห่งใหม่

หลังจากนั้นเกือบ 30 ปี รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เห็นความสำคัญของสนามบินที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว จึงประกาศให้การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งก่อสร้างตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2545

สนามบินเปิดทดลองใช้ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยมีสายการบินภายในประเทศหกสายการบินร่วมทดลองใช้งาน มีผู้โดยสาร 4,800 คนจาก 24 เที่ยวบิน ในวันนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางจากสนามบินดอนเมืองมายังสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกล่าวว่า "สนามบินแห่งนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของความก้าวหน้าของประเทศ"

8 กุมภาพันธ์ 2569 เลือกตั้งใหญ่และประชามติพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาชนเลือก ส.ส. และลงประชามติ ถามความเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองครั้งสำคัญ

(8 ก.พ. 69) ประเทศไทยเดินเข้าสู่ "วันชี้ชะตา 2 บัตร" คือวันที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือก ส.ส. พร้อมกับ การออกเสียงประชามติถามความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกันทั่วประเทศ โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ตามประกาศของ กกต.

การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. เกิดขึ้นหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 และ กกต. ได้กำหนดวันเลือกตั้งเป็น 8 ก.พ. เพื่อให้ประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ พร้อมมีการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ขณะที่ประชามติไม่มีวันลงคะแนนล่วงหน้า เนื่องจากต้องเลือกพร้อมกันทั่วประเทศ

คำถามประชามติถามตรงประเด็นว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" การจัดให้วันลงประชามติชนกับวันเลือกตั้งมีเหตุผลสำคัญเพื่อประหยัดงบประมาณและทรัพยากร ใช้ระบบคูหาและบุคลากรร่วมกัน ส่งเสริมให้ประชาชนตัดสินใจเรื่อง "ตัวคน" และ "กติกา" พร้อมกันในวันเดียว

เกมการเมืองคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากลำพัง อาจต้องมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่ประชามติเป็นสนามสะท้อนความต้องการของฝ่ายปรับเปลี่ยนกติกาการเมืองและฝ่ายอนุรักษนิยมที่กังวลผลกระทบด้านเสถียรภาพ

บรรยากาศการเมืองรอบนี้มีความระมัดระวังมากขึ้น พรรคที่เกี่ยวข้องลดโทนร้อนแรงประเด็นบางเรื่องเพื่อลดความขัดแย้ง โดยรวมแล้ว 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่วันเลือก ส.ส. แต่เป็นวันวัดใจอนาคตของประเทศและทิศทางการเมืองในระยะยาว

ที่มา : https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/48/iid/457218?utm_source=chatgpt.com

7 กุมภาพันธ์ 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิด "เขื่อนเจ้าพระยา" เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ถือเป็นวันสำคัญของวงการชลประทานไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิด "เขื่อนเจ้าพระยา" อย่างเป็นทางการในจังหวัดชัยนาท ซึ่งเขื่อนนี้นับเป็นเขื่อนทดน้ำและผันน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ

"เขื่อนเจ้าพระยา" ตั้งอยู่บริเวณคุ้งบางกระเบียน อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ทำหน้าที่ทดน้ำยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนผันเข้าสู่ระบบชลประทาน พร้อมช่องระบายน้ำ 16 ช่องที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำทั้งเหนือและท้ายเขื่อน โดยมีความยาว 237.5 เมตร และสูง 16.5 เมตร

เขื่อนแห่งนี้ไม่เพียงแค่เป็นสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำ แต่ยังทำหน้าที่เหมือนวาล์วหลักที่ช่วยกระจายน้ำไปยังระบบชลประทานขนาดใหญ่ของภาคกลาง ลดการพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางน้ำให้พื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ในภูมิภาคนี้

วันที่เปิดเขื่อนเจ้าพระยาเป็นสัญลักษณ์ของการวางระบบจัดการน้ำสมัยใหม่ในประเทศไทย เพื่อหนุนเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรกรรม และทำให้ลุ่มเจ้าพระยาเป็นจุดสำคัญของการผลิตและพัฒนาประเทศในยุคต่อมาในภาพรวม

ที่มา : https://www.egat.co.th/home/en/chao-phraya-rohpp/?utm

6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันมวยไทย" เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเจ้าเสือ” พระบิดาแห่งมวยไทย เชิดชูศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ มรดกภูมิปัญญาไทย

(6 ก.พ. 69) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น "วันมวยไทย" เพื่อเชิดชูมวยไทยในฐานะศิลปะการต่อสู้และมรดกภูมิปัญญาประจำชาติ มุ่งส่งเสริมและอนุรักษ์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมผลักดันสู่เวทีโลกผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมีพื้นที่สำคัญอย่างพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางกิจกรรม

วันที่เลือกคือวันที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ "พระเจ้าเสือ" กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดาแห่งมวยไทย" เพราะพระปรีชาสามารถด้านศิลปะมวยไทยที่โดดเด่น

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมวยไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์และการสืบสานวัฒนธรรมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในสาขากีฬาภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย

กิจกรรมหลักในวันมวยไทยได้แก่พิธีไหว้ครูและครอบครูมวยไทยเพื่อรำลึกถึงครูบาอาจารย์ การสาธิตแม่ไม้มวยไทยและมวยโบราณ รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ต่าง ๆ พร้อมการดึงนักมวยและผู้สนใจจากต่างประเทศร่วมงานเป็นอีกหนึ่งมิติของซอฟต์พาวเวอร์

แม้จะมีอีกวันที่ถูกพูดถึงคือวันที่ 17 มีนาคม ในฐานะ "วันนักมวย/วันมวยไทย" ที่เชื่อมโยงกับตำนานนายขนมต้ม แต่ความเป็นทางการและการเชิดชูศิลปะมวยไทยประจำชาติอยู่ที่วันที่ 6 กุมภาพันธ์

ที่มา :https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1111861

5 กุมภาพันธ์ 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง 'ถนนเจริญกรุง' เป็นถนนสายแรกของกรุงเทพฯ กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองถนนทันสมัย

ถนนเจริญกรุง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาจากเมืองคลองสู่เมืองถนน โดยเริ่มสร้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 ภายใต้พระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นถนนสายแรกของเมืองหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สัญจรภายในใจกลางเมืองและเปิดใช้งานในปี 2407

ต้นเหตุสำคัญมาจากคำร้องของชาวต่างชาติที่ต้องการถนนเพื่อเดินทางและใช้ชีวิตแบบเมืองสมัยใหม่ โดยมีวิศวกรชาวต่างชาติ 'เฮนรี อลาบาสเตอร์' รับผิดชอบสำรวจและเขียนแบบ ขณะที่การก่อสร้างควบคุมดูแลด้วยขุนนางชั้นสูง เช่น 'เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์' และ 'เจ้าพระยายมราช'

ถนนเจริญกรุงสร้างแบบสมัยใหม่ด้วยการถมดินและอัดทราย ปูพื้นผิวด้วยอิฐ และแบ่งผิวการจราจรเป็นสองแนว ซึ่งสะท้อนถึงการเริ่มใช้แนวคิดโยธาใหม่ในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันในช่วงแรกมีคนใช้ถนนไม่มากจนเกิดความกังวลเรื่องถนนชำรุดและหญ้ารก รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้ระดมทุนซ่อมแซมก่อนที่ถนนนี้จะกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจหลักในภายหลัง

การสร้างถนนเจริญกรุงจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำถนนใหม่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเมืองทันสมัย เปิดทางให้การคมนาคม การค้า และการขยายตัวของชุมชนพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน "ถนนเจริญกรุง" จึงยังคงมีชีวิตและความสำคัญในกรุงเทพฯ มาจนถึงยุคนี้

ที่มา : https://culture.ssru.ac.th/th/news/view/new243

30 มกราคม 2491 มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอินเดีย ถูก ‘ปลิดชีพ’ ด้วยปลายกระบอกปืนจากผู้คลั่งศาสนา หลังสู้เพื่อสันติ จุดเริ่มต้นสัตยาเคราะห์ในแอฟริกา มรดกอหิงสาสู่โลกสมัยใหม่

มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของอินเดีย ถูกลอบยิงเสียชีวิตในเย็นวันเดียวกันที่สนามหญ้าในอินเดีย โดยนายนาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้ไม่ต้องการเห็นความสมานฉันท์ระหว่างฮินดูและมุสลิม ใช้อาวุธปืนยิงสามนัดจนคานธีล้มลงพร้อมเสียงสุดท้ายว่า "ราม" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงศาสนาและสื่อถึงความสงบในบั้นปลายชีวิตของเขา

คานธีเป็นที่รู้จักจากการเรียกร้องเอกราชอินเดียผ่านวิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งเน้นความไม่ใช้ความรุนแรง จุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในแอฟริกาใต้ในปี 1893 เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกจากรถไฟชั้นหนึ่งเพราะผิวสี การต่อสู้ของเขาคือการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชาวอินเดียและชาวผิวสีทุกคน

เขาเริ่มจัดตั้งขบวนการอพยพและประท้วงกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดียและผิวสีในแอฟริกาใต้ แม้จะถูกจับและถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง แต่คานธีก็ยอมรับทุกอย่างด้วยความสงบและรอยยิ้ม "สัตยาเคราะห์" ซึ่งหมายถึง "ความจริงและความรักที่ผนึกเข้าเป็นพลัง" เป็นหลักการสำคัญที่ต่อมาใช้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และกลายเป็นแบบอย่างของอหิงสาในระดับโลก

มรดกของคานธียังคงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลกและเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังของความรักและความจริงในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิถีทางสันติ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_26855

29 มกราคม 2546 เกิดเหตุจลาจลรุนแรง ฝูงชนบุกเผาสถานทูตไทย ข่าวลืออังกอร์วัดลุกไฟโหม จุดชนวนวิกฤตไทย-กัมพูชา

กรุงพนมเปญเกิดเหตุจลาจลขนาดใหญ่เมื่อฝูงชนบุกโจมตีสถานเอกอัครราชทูตไทยในวันที่ 29 มกราคม 2546 ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายหนัก รวมถึงทำลายทรัพย์สินและกิจการไทยอีกหลายแห่ง เหตุการณ์นี้กลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่รุนแรงครั้งหนึ่งหลังยุคสงครามเย็น

ต้นเหตุสำคัญมาจากข่าวลือที่เผยแพร่ในสื่อกัมพูชาว่า 'สุวนันท์ คงยิ่ง' ดาราไทยได้พูดว่า "อังกอร์วัดเป็นของไทย" สร้างความโกรธในสังคมกัมพูชา แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดนี้อย่างเป็นทางการ ต่อมารัฐบาลกัมพูชาสั่งแบนรายการโทรทัศน์ไทยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. และในวันที่ 29 ม.ค. เกิดเหตุจลาจลขึ้น

รายงานต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระบุว่าเอกอัครราชทูตไทยขอความคุ้มกันสถานทูตตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. แต่ได้รับเพียงคำรับรอง ดังกรณีนี้กลายเป็นบทเรียนด้านความปลอดภัยและผลกระทบของข่าวลือที่รุนแรงในเชิงวัฒนธรรมชาติ

ไทยตอบโต้ด้วยการอพยพคนไทยจากกัมพูชาและกดดันรัฐบาลกัมพูชาให้รับผิดชอบ ความพยายามดับไฟการทูตยังมีโดยกัมพูชาขอโทษและเสนอชดเชย แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบทเรียนที่เน้นว่าเรื่องอัตลักษณ์และมรดกวัฒนธรรมเป็นประเด็นอ่อนไหวสูงที่ต้องดูแลอย่างรอบคอบ

ที่มา : https://www.komchadluek.net/today-in-history/311103

28 มกราคม 1986 โศกนาฏกรรมที่โลกไม่ลืม ชาเลนเจอร์พังกลางอากาศ 73 วินาทีหลังปล่อย ทิ้งบาดแผลไว้ในความทรงจำโลก บทเรียนสำคัญเรื่องความปลอดภัย

โศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศ "ชาเลนเจอร์" เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1986 เพียง 73 วินาทีหลังจากปล่อยจากศูนย์อวกาศเคนเนดี ทำให้ลูกเรือ 7 คนเสียชีวิตรวมถึงครูคนแรกที่จะขึ้นสู่อวกาศ

ภารกิจ STS-51L ที่มี "คริสตา แมคอัลลิฟฟ์" เป็นตัวแทนครูในโครงการ Teacher in Space ถูกตั้งความหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ แต่กลับจบลงด้วยความสูญเสียอันใหญ่หลวง

รายงานของคณะกรรมการประธานาธิบดีว่าด้วยอุบัติเหตุชาเลนเจอร์ หรือ Rogers Commission ระบุว่า สาเหตุเกิดจากความล้มเหลวของซีลยาง O-ring ที่รอยต่อจรวดเชื้อเพลิงแข็งขวา ทำให้เกิดการรั่วไหลของแก๊สร้อนและเปลวไฟจนทำลายโครงสร้างยานในอากาศ นำไปสู่การแตกสลาย

ปัจจัยสำคัญคือตอนนั้นอากาศหนาวจัดจนทำให้ซีลยางไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ เสริมด้วยปัญหาด้านการสื่อสารความเสี่ยงและการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน รูปแบบการจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีทำให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ สหรัฐฯ หยุดปล่อยกระสวยนานกว่า 2 ปีครึ่ง ก่อนจะกลับมาปฏิบัติการอีกครั้งในปี 1988 เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยใหม่ ชาเลนเจอร์จึงกลายเป็นวันเตือนใจว่า "ความปลอดภัยต้องมาก่อนกำหนดการ" ในวงการอวกาศโลก

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5348

‘น้าเน็ก’ เผย มีลูก 2 คนแล้ว! ไม่เปิดเพราะไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูก ไม่แคร์สายตาคนมองป๋าพาเด็กมาเที่ยวแต่เรื่องจริงคือลูก

หลังถูกพุ่งเป้าเป็นพิธีกรดังเปย์เมียน้อยปีละล้าน ในรายการ  Lesson B ทางช่องยูทูป ได้ตัดคำสัมภาษณ์บางช่วงบางตอน ของ “น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา” เป็นบทสนทนาที่ยังไม่ได้ถูกตัดต่อออกอากาศ โดยน้าเน็กยอมรับว่าตนเองมีลูกแล้ว 2 คน ไม่ได้แอบซ่อนแต่อยากให้พื้นที่ลูกได้เติบโตด้วยตัวเอง ไม่มีคำห้อยท้ายชื่อว่าลูกน้าเน็ก ซึ่งน้าเน็กเล่าว่าตัวเองใช้ชีวิตกับลูกตามปกติพาลูกไปไหนมาไหนด้วยกัน จนบางครั้งสายตาคนที่พบเห็นก็คิดว่าตนเป็นป๋าควงเด็ก ซึ่งตนไม่ได้แคร์

“ผมมีลูกแล้วนะครับ แต่ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุผลเพราะผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเติบโตมาแล้วถูกลามตัดสินไปว่าลูกนี่น้าเน็ก เพราะถ้าเขาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่เพราะมึงเป็นลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเขาผิดพลาดเขาจะถูกกระทืบหนักด้วยคำว่าอุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมไม่อยากให้เขาต้องมาแบกภาระการที่เขาต้องเป็นลูกใคร

ผมไม่อยากให้คนไปยุ่งกับลูกผม โอเคผมหย่าร้าง ผมก็ดูแลเขาอย่างดี เมื่อไม่นานมานี้ 18 มกราคม ผมไปงานรับปริญญาลูกผม ผมเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบนะครับ ลูกผมคนเล็กเพิ่งเรียบจบปริญญาตรี ผมมีลูก 2 คน ซึ่งคนรอบข้างใกล้ชิดผม เพื่อนลูกที่โรงเรียนผมตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ก็รู้ว่าเขาคือลูกผม ผมไม่ได้หลบซ่อนปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อชี้ชัดๆ ว่านี่คือลูกผม ผมไม่อยากให้เขาต้องโดนตีตราว่าเป็นลูกใคร

เพราะลูกคนมีชื่อเสียงทุกคนเหนื่อยกับการแบกชื่อเสียงของพ่อแม่ เท่านั้นเอง คนก็พยายามจะไปตัดสินอีกว่า ก็มึงเป็นลูกคนดัง มึงต้องรับภาระหน้าที่นี้ ตัวผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ข้อดีเดียวของการเป็นลูกผมคือทำให้ผมมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขา ซึ่งไม่ต้องเป็นลูกคนดังก็ได้ ลูกใครก็สามารถเลี้ยงลูกเขาได้ทั้งนั้น เขาไม่มีความจำเป็นจะต้องมาแบกภาระ ผมย้ำอีกทีถ้าเขาดีเขาก็เป็นแค่ลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเขาไม่ดีเขาก็จะเป็นแค่อุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมรู้สึกว่าเขาต้องไปมีชีวิตของเขาเอง

ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงาน เขาไปไหนทำอะไร เขาชอบที่ไม่ต้องมีการปูพรม ต้องมีอภิสิทธิ์ เขาได้รับการเรียกชื่อด้วยชื่อของเขา เขาไม่ต้องมีคำห้อยท้ายชื่อของเขาว่าลูกน้าเน็ก

ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา คืออะไรก็ได้เริ่มต้นจากเขา ขอให้เขาได้เป็นเขาในแบบที่เขาเป็นจริงๆ ถ้ารู้สึกว่าเขาไม่เสีย ผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน ผมไม่สอน หากเขาต้องการคำแนะนำเขาจะรู้ว่าเขามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง อยากเรียนอะไร อยากจะทำอะไรได้ทั้งนั้น ซัปพอร์ตเต็มที่”มองเป็นเรื่องขบขันและไม่แคร์หากใครเห็นตนเดินกับลูกๆ แล้วแล้วคิดว่าตนควงเด็ก

27 มกราคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนายุวกาชาดไทย” จุดเริ่มต้นของขบวนการเยาวชนจิตอาสา สร้างความเมตตาและความรับผิดชอบ สำคัญต่อสังคมในยุควิกฤต

(27 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี คือวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ภายใต้สภากาชาดไทย เพื่อเป็นวันระลึกถึงการก่อตั้งขบวนการเยาวชนจิตอาสาที่มุ่งเน้นปลูกฝังจิตสาธารณะและความเมตตาต่อผู้อื่น

ช่วงเริ่มแรก ยุวกาชาดไทยมีชื่อว่า "กองอนุสภากาชาดสยาม" ซึ่งได้รับการก่อตั้งและพัฒนาโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ด้วยเจตนาเน้นสร้างเยาวชนให้มีความเมตตา วินัย และจิตอาสา พร้อมทักษะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น

ยุวกาชาดไทยมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเมตตา เสียสละ และรับผิดชอบต่อสังคม โดยสมาชิกยุวกาชาดมักเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-25 ปี ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ สุขภาพ และฝึกทักษะชีวิต

วันนี้ไม่ใช่เพียงวันครบรอบ แต่เป็นวันย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปลูกฝังมนุษยธรรมผ่านเยาวชน เพื่อเผชิญกับวิกฤตในยุคปัจจุบัน ทั้งภัยพิบัติและความเปราะบางทางสังคม ทำให้ยุวกาชาดยังคงเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ

"งานมนุษยธรรมเริ่มต้นได้จากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์" และจิตอาสายุวกาชาดยังคงสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://redcross.or.th/news/information/13009/?utm_source

https://om.moe.go.th/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

26 มกราคม 2440 ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรก วางรากฐานศาลสมัยใหม่ เริ่มสอนในห้องเสวยโดยพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เท่าทันโลก

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2440 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันก่อตั้ง "โรงเรียนสอนกฎหมายแห่งแรกของประเทศ" โดยมี พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ หรือที่รู้จักในนาม "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เป็นผู้วางรากฐานสำคัญของนิติศาสตร์และระบบศาลสมัยใหม่ในไทย

ในยุครัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากอำนาจตะวันตกที่พยายามบีบให้ประเทศเปิดเสรีทางการค้าและการทูต พร้อมข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจศาลที่หนุนให้ศาลกงสุลมีบทบาทเหนือศาลไทย จึงเกิดความจำเป็นในการสร้าง "บุคลากรกฎหมายไทย" ที่เข้าใจระบบกฎหมายสากล เพื่อรักษาเอกราชทางการศาล

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งโรงเรียนนี้ โดยเริ่มต้นสอนด้วยพระองค์เองใน "ห้องเสวย" ใกล้กระทรวงยุติธรรม การเรียนการสอนเน้นการใช้กฎหมายตะวันตกผสมผสานกับกฎหมายไทยเดิม เช่น กฎหมายตราสามดวง พร้อมส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบราชการศาลเพื่อรองรับการปฏิรูป

"สิ่งที่เรากำลังสร้างไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นเครื่องจักรผลิตความยุติธรรม" พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์กล่าว ความสำเร็จของเนติบัณฑิตรุ่นแรกทำให้วิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทยแข็งแกร่งและเป็นรากฐานรัฐสมัยใหม่ที่ไทยใช้ยืนหยัดในเวทีโลก

จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่วางรากฐานให้สังคมกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและทันสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/Pbsug

25 มกราคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จไปทรงเปิดอนุสรณ์ดอนเจดีย์ รำลึกวีรกรรมและเกียรติยศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและประกาศเปิด "พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ดอนเจดีย์" เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกวีรกรรมและเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรวมถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2502 ระบุหมายกำหนดการรัฐพิธีเปิดอนุสรณ์นี้อย่างเป็นทางการ ทำให้การเปิดพระบรมราชานุสรณ์เป็นงานรัฐพิธีที่แสดงถึงความสำคัญในระดับชาติ

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ประกอบด้วยองค์เจดีย์ยุทธหัตถีขนาดใหญ่ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธาร ที่สื่อถึงวีรกรรมและสงครามยุทธหัตถี นอกจากนี้พื้นที่ดอนเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ด้วย

การก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ผ่านกระบวนการยาวนานจากการค้นพบร่องรอยทางโบราณคดี และการรื้อฟื้นโครงการเพื่อสถาปนาความหมายเชิงประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ ก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติในปี 2502

นักวิชาการชี้ว่า พิธีเปิดดังกล่าวเป็นการยืนยันบทบาทดอนเจดีย์ในฐานะเวทีความทรงจำของชาติ โดยใช้สัญลักษณ์และพิธีกรรมของรัฐเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์เรื่องตำแหน่งสมรภูมิที่ทำให้พื้นที่นี้มีความซับซ้อนทางการตีความไปพร้อมกัน

ที่มา : https://shorturl.asia/QmAB0

24 มกราคม ของทุกปี คือวันการศึกษาสากล การศึกษาคือรากฐานสำคัญของโลก ดันเยาวชนเป็นผู้ร่วมสร้างระบบการเรียนรู้ ชี้ลงทุนคนวันนี้คืออนาคตโลกพรุ่งนี้

(24 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี โลกจะร่วมกันรำลึก "วันการศึกษาสากล" ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อเน้นย้ำว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนหรือคะแนนสอบ แต่เป็นรากฐานของสันติภาพ การพัฒนา และโอกาสในชีวิตของผู้คนทั่วโลก

วันการศึกษาสากลถูกกำหนดขึ้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2018 และจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 โดยยูเนสโกเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนกิจกรรมและสาระสำคัญ

ปี 2026 ธีมวันการศึกษาสากลคือ "พลังเยาวชนร่วมออกแบบการศึกษา" โดยมีข้อความชัดเจนว่าเยาวชนไม่ควรถูกมองเป็นแค่ผู้รับบริการ แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ วิธีการสอน ทักษะที่จำเป็น และบรรยากาศที่ส่งเสริมศักยภาพ เด็กต้องเติบโตเต็มศักยภาพไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับระบบ

ในประเทศไทย วันการศึกษาสากลถือเป็นโอกาสให้สังคมหยุดคิดว่าต้องการเด็กและโรงเรียนแบบไหน ไปจนถึงการปรับระบบให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วและลดความเหลื่อมล้ำ การฟังเสียงเด็กจะช่วยให้ระบบเห็นปัญหาและความต้องการจริงภายในห้องเรียนตั้งแต่ภาระงานที่ไม่จำเป็นจนถึงการเรียนรู้เชื่อมโยงชีวิตและการทำงาน

สรุปได้ว่า วันการศึกษาสากลไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการเตือนใจถึงความสำคัญของ "การศึกษา" ในการลงทุนเพื่ออนาคตมนุษยชาติ โดยปี 2026 โลกเน้นย้ำบทบาทของเยาวชนว่า "พลังของเยาวชนในการร่วมออกแบบการศึกษา" จะเป็นกุญแจสำคัญของระบบการศึกษาในอนาคต

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/jyX94jDw6Oax


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top