Friday, 3 July 2026
LITE

27 มีนาคม 2454 ‘ในหลวง ร.6’ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ‘กรมศิลปากร’ เป็นครั้งแรก ดูแลคุ้มครอง-อนุรักษ์-เผยแพร่องค์ความรู้ ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2454 ถือเป็นวันสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดเกล้าฯ สถาปนา "กรมศิลปากร" ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อคุ้มครองมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นระบบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่หมายถึงการรวมงานที่เกี่ยวข้องกับ "การช่าง" จากกระทรวงโยธาธิการ และ "กรมพิพิธภัณฑ์" จากกระทรวงธรรมการ มารวมเป็นเจ้าภาพหลักที่กำหนดทิศทางของงานโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ศิลปกรรม และเอกสารสำคัญต่าง ๆ

ภารกิจของกรมศิลปากรไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลพิพิธภัณฑ์หรือโบราณสถาน แต่ครอบคลุมถึงการวิจัย การส่งเสริม และการศึกษาคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมเพื่อธำรงเอกลักษณ์ของชาติ ภายใต้ 4 ด้านหลักคือ ดุริยางคศิลป์ โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ ภาษา เอกสารและหนังสือ และ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมศิลปากรพระองค์แรก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่วันแรก

23 มีนาคม 2454 คือหมุดหมายของการผลักดันงานอนุรักษ์แบบรัฐสมัยใหม่ ที่สร้างศูนย์กลางงานศิลปวัฒนธรรมจากหน่วยงานแยกส่วน สู่ระบบมีทิศทางเดียว เพิ่มศักยภาพในด้านการจัดการองค์ความรู้และสร้างเกราะคุ้มกันมรดกของชาติให้ยั่งยืน

ที่มา : https://www.nat.go.th/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/ArticleId/964/-1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12-13-14-15-16-17-18-19-20-21-22-23-24-25-26-27-28-29-30-31-32-33-34-35-36-37-38-39-40-41-42-43-44-45-46-47-48-49-50-51-52-53-1-2-3-4-5

จากวันนั้นถึงวันนี้ ซาบซึ้งใจ ‘น้องมะลิ’ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้มอบโอกาส "แม่โบว์" โพสต์ข้อความซึ้ง ระลึกถึงความเมตตาตลอดมา

น้องมะลิ-พาขวัญ สหวงษ์ ลูกสาวของพระเอกผู้ล่วงลับ 'ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์' เข้าแสดงความขอบคุณต่อ 'คุณศุภชัย เจียรวนนท์' ผู้ที่ให้โอกาสด้านการศึกษาแก่เธออย่างต่อเนื่องที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทย

'แม่โบว์-แวนดา สหวงษ์' โพสต์ภาพและข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเล่าถึงความประทับใจที่น้องมะลิได้พบกับคุณศุภชัยและคุณบุษดี เจียรวนนท์ โดยเธอกล่าวว่า "วันนี้มะลิได้มีโอกาสได้พบกับคุณศุภชัยและคุณบุษดี เจียรวนนท์ หลังจากถามแม่ว่าเมื่อไหร่หนูจะได้เจอ หนูอยากขอบคุณคุณศุภชัยและคุณบุษดี ที่มอบโอกาสทางการศึกษาและเอ็นดูหนูมาตลอดนะคะ วันนี้ตื่นเต้นทั้งแม่ทั้งลูกเลยค่ะ"

หลังจากสูญเสีย 'ปอ-ทฤษฎี' เมื่อสมัยน้องมะลิยังอายุเพียง 3 ขวบ 'คุณศุภชัย เจียรวนนท์' ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ยื่นมือช่วยมอบทุนการศึกษาให้แก่เธอเพื่ออนาคตที่สดใส

ปัจจุบันน้องมะลิกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติ Prep International Kindergarten โรงเรียนที่พ่อปอตั้งใจเลือกไว้เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ซึ่งแม่โบว์ก็ได้สานเจตนารมณ์นี้อย่างเต็มที่จนเห็นความสามารถของลูกสาวในหลายด้านอย่างโดดเด่น

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9880362/

26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพ – อยุธยา ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ต่อมากำหนดเป็น 'วันสถาปนากิจการรถไฟ'

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จฯ ทรงเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร นับเป็นช่วงแรกที่แล้วเสร็จในโครงการรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2439 การรถไฟฯ เปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ กับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นวันแรกที่บริการรถไฟเปิดให้ประชาชนใช้อย่างจริงจัง

ในแง่รายละเอียด ช่วงแรกของการเดินรถมีระยะทาง 71 กิโลเมตร ตั้งสถานีรวม 9 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพ, บางซื่อ, หลักสี่, หลักหก, คลองรังสิต, เชียงราก, เชียงรากน้อย, บางปะอิน และกรุงเก่า (อยุธยา) โดยมีขบวนรถวิ่งวันละ 4 ขบวน (ขึ้น-ล่อง)

วันเปิดเดินรถไฟนี้จึงถูกกำหนดเป็น "วันสถาปนากิจการรถไฟ" ซึ่งให้ความหมายถึงการที่โครงการรถไฟหลวงสร้างผลการเดินรถจริงจังสำเร็จครั้งแรก และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนวิธีเดินทางและการค้าขายในราชอาณาจักรไทย

ก่อนหน้า มีพิธีเริ่มสร้างทางรถไฟตั้งแต่ปี 2434 และในปี 2443 รถไฟสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมาถูกเปิดครบสมบูรณ์ ระยะทางรวม 265 กิโลเมตร สร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาคมนาคมและการบริหารรัฐสมัยใหม่ในไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_7765

25 มีนาคม 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรม เปิดระบบยุติธรรมทันสมัย ยกระดับมาตรฐานสากลยอมรับ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 คือวันที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยสู่ความทันสมัยและเป็นระบบเดียวที่เชื่อถือได้

ในยุคนั้น ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการจัดระเบียบราชการและระบบยุติธรรมที่กระจัดกระจายและไม่เป็นเอกภาพ การมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงยุติธรรมช่วยสร้างเอกภาพในการบริหาร ควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากอำนาจชาติตะวันตก ผ่านระบบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่จำกัดอำนาจศาลไทย ทำให้ไทยต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและเป็นสากลของระบบศาล เพื่อรักษาอธิปไตยและสิทธิของชาติบนเวทีโลก ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ

ด้วยการรวมศูนย์การบริหารคดีและระบบศาล ก่อให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ลดความคลุมเครือในการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ภารกิจของกระทรวงยังช่วยวางรากฐานให้การปรับปรุงกฎหมายและระบบการปกครองทันต่อสภาพสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น วันที่ 25 มีนาคม 2434 จึงไม่ใช่เพียงวันที่ก่อตั้งหน่วยงานราชการ แต่เป็นวันประกาศชัดว่า "ความยุติธรรมต้องเป็นระบบ" เป็นโครงสร้างสำคัญของชาติและเครื่องมือปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมภายในประเทศ และคงไว้ซึ่งอธิปไตยท่ามกลางแรงกดดันภายนอก

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal/oct/oct23_ck_index_6.html

https://th.wikipedia.org/wiki/กระทรวงยุติธรรม

24 มีนาคม 2493 ในหลวง ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ จากสมาพันธรัฐสวิสนิวัติถึงราชอาณาจักรไทย จุดเริ่มปีพระราชพิธีใหญ่ต่อเนื่อง ภาพความปีติปริ่มใจของประชาชนในพระนคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยจากสมาพันธรัฐสวิส เปิดฉากปีแห่งพระราชพิธีสำคัญที่ต่อเนื่องกันในปีเดียวกัน และเป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากทรงศึกษาและประทับอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2489

การเสด็จนิวัติครั้งนี้ได้รับการจัดอย่างเป็นทางการด้วยกระบวนรับเสด็จ และการนำเรือเดินสมุทร Selandia และเรือรบหลวงศรีอยุธยาเป็นพาหนะในการเสด็จขึ้นสู่พระนคร เสมือนการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์กับประชาชนในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ

บันทึกเหตุการณ์ในไทม์ไลน์ “Thailand Journey” ของ Bangkok Post ระบุว่า การประทับในประเทศไทยครั้งนี้กินเวลาราว 73 วัน พร้อมกับพระราชพิธีใหญ่หลายงาน ได้แก่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8, พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บ้านเมือง

สังคมไทยในเวลานั้นรู้สึกปลาบปลื้มและตื่นตาตื่นใจกับการเสด็จนิวัติที่สะท้อนความหวังของชาติและความต่อเนื่องของสถาบัน พระนครเต็มไปด้วยประชาชนที่มารอต้อนรับด้วยความปีติ ความทรงจำในวันนั้นมีความหมายทั้งในแง่พิธีการและความร่วมใจของประชาชน

24 มีนาคม พ.ศ. 2493 จึงเป็นวันหมุดหมายสำคัญ ตั้งต้นปียุคใหม่ของพระราชพิธีและเป็นภาพความทรงจำร่วมที่สะท้อนความมั่นคงและความหวังของบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยยุคหลังสงคราม

ที่มา : https://thailandjourney.bangkokpost.com/timeline/1950/the-return-of-the-king

Her in Frame เธอในภาพนั้น ‘กระทรวงพลังงาน’ จับมือ ‘กฟผ.’ เปิดกล้องภาพยนตร์ใหม่ ‘พี่หน่อง’ อำนวยการผลิต ถ่ายทอดรักเหนือกาลเวลา

กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “Her in Frame เธอในภาพนั้น” ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิตผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และรัชกาลที่ 9 สะท้อนความหมายของความรักมั่นคง ผูกพัน และสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสู่รัชสมัยรัชกาลที่ 10

เรื่องราวเล่าถึง “มินตรา” ภัณฑารักษ์สาว และ “ตะวัน” ช่างภาพหนุ่มที่เริ่มต้นความสัมพันธ์จากภาพถ่ายในกล้องฟิล์มเก่า นำพาไปสู่การตามหาความจริงระหว่างกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนักแสดงนำอย่าง ‘ต่อ ธนภพ’ และ ‘ลีน่า ลลินา’

งานนี้อำนวยการผลิตโดย ‘พี่หน่อง อรุโณชา’ และกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกโดย ‘พี่กู่ เอกสิทธิ์’ โดยมีพิธีบวงสรวงวันที่ 23 มีนาคม 2569 เตรียมฉายในเดือนสิงหาคมนี้

“เพราะบางภาพไม่ได้เพียงบันทึกด้วยกล้อง แต่บันทึกด้วยหัวใจ……” คำโปรยที่ช่วยสะท้อนความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10181615

https://x.com/Theupclose/status/2035940333255881127/photo/1

22 มีนาคม 2277 วันคล้ายวันพระราชสมภพของ 'สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี' หรือในนาม 'พระเจ้าตาก' ผู้นำกอบกู้เอกราช

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2277 ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ 'สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี' หรือที่คนไทยรู้จักในนาม 'สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช' ผู้ทรงเป็นผู้นำกอบกู้เอกราชและรวบรวมแผ่นดินหลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

พระองค์ไม่เพียงแค่ชนะศึกครั้งเดียว แต่ภารกิจหลักคือการฟื้นประเทศจากสภาพพังทลายของรัฐและสังคมหลังสงคราม ทั้งความมั่นคง ปากท้อง และขวัญกำลังใจผู้คน โดยเลือกตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและการปกครอง

ในโพสต์รำลึกเหตุการณ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้กล่าวไว้ว่า "ธนบุรีไม่ใช่แค่เมืองหลวงชั่วคราว แต่เป็นฐานตั้งต้นของการฟื้นรัฐ" ซึ่งสื่อถึงการมุ่งมั่นฟื้นฟูประเทศทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง

การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศกลับมามีหน้าตาและอนาคตอีกครั้ง ถือเป็นบทเรียนของภาวะผู้นำที่เด็ดขาดและมุ่งผลลัพธ์ในวันที่บ้านเมืองยากลำบาก

ทุกวันที่ 22 มีนาคมจึงไม่ใช่แค่วันระลึกถึงอดีต แต่ยังสะท้อนบทบาทผู้นำที่ทำให้คนไทยสามารถยืนหยัดและฟื้นฟูประเทศได้อีกครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ที่มา : https://www.komchadluek.net/today-in-history/366554

21 มีนาคม 2557 ‘ในหลวง’ ติดตามโครงการชั่งหัวมัน พระราชดำริพัฒนาเกษตร ณ เพชรบุรี เสด็จฯ ตรวจงานเกษตรพอเพียง เน้นเกษตรผสมผสานปศุสัตว์น้ำ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินติดตาม "โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ" ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อทอดพระเนตรงานพัฒนาเกษตรผสมผสาน ปศุสัตว์ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้งอย่างใกล้ชิด

ในโพสต์ข่าวเมื่อวันดังกล่าวมีการกล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่น การป้อนนมโคและป้อนหญ้าให้ลูกโคที่โรงเลี้ยงโคนม พร้อมทั้งติดตามรายละเอียดจำนวนโคภายในโครงการอย่างละเอียด พระองค์ทรงเน้นแนวทางเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมมาตรการป้องกันไฟป่าและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบน้ำหยดในบางแปลง

โครงการชั่งหัวมันฯ เริ่มต้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินกว่า 250 ไร่เพื่อจัดตั้งแปลงสาธิตและศูนย์เรียนรู้การเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แปลงเกษตรผสมผสานนี้ครอบคลุมไม้ผล พืชไร่ และการเลี้ยงปศุสัตว์ พร้อมทั้งมีโครงการฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

การเสด็จพระราชดำเนินติดตามงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เน้นการลงพื้นที่จริง ดูแลและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางเกษตรอย่างรอบด้าน ช่วยยืนยันว่าเกษตรท่ามกลางภูมิอากาศแห้งแล้งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ภายใต้การจัดการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ที่มา :  https://localphetchaburi.net/king9/items/show/291  

https://mgronline.com/travel/detail/9650000115607 

 

20 มีนาคม 2280 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี บูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเท

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง เป็นบุตรพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการกรมอาลักษณ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีกรมพระคลังในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับท่านหยก ธิดาเศรษฐีจีน มีพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ต่อมาได้ทรงรับราชการเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต จนพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษา ได้ทรงผนวช ณ วัดมหาทลายพรรษาหนึ่ง หลังจากทรงลาผนวชแล้วทรงกลับเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงอีกครั้ง ครั้นพระชนมพรรษาได้ 25 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร ออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จเข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจหลวง ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปปราบก๊กต่าง ๆ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจ ต่อจากนั้นทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นแม่ทัพไปปราบหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบให้เป็นพระยายมราช และทรงทำหน้าที่สมุหนายกด้วย

ในปีต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ครั้น พ.ศ. 2324 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรเพื่อปราบจลาจล และได้ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 46 พรรษา

ทั้งนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’ หรือเรียกอย่างสังเขปว่า ‘กรุงเทพมหานคร’

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า ’สงครามเก้าทัพ‘ นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า ’กฎหมายตราสามดวง‘ สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงรับการยกย่องเป็น 1 ใน 8 สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญานามว่าเป็น มหาราช เพราะทรงได้รับชัยชนะจากสงครามเก้าทัพนั่นเอง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระชนมพรรษาได้ 73 พรรษา

ที่มา : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=109

อาลัย “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปอย่างสงบ ในวัย 47 ปี หลังต่อสู้กับโรคร้าย ท่ามกลางความอาลัยของคนบันเทิง ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มในความทรงจำ

วงการตลกเศร้า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” เสียชีวิตในวัย 47 ปี หลังป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 47 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง และแฟน ๆ ที่เคยติดตามผลงานสร้างเสียงหัวเราะของเขามาโดยตลอด

มีรายงานว่า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปด้วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับระยะสุดท้าย หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 19 มีนาคม 2569

หลังข่าวการจากไปเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนในวงการตลกต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “นาย เดอะคอมมีเดียน” ที่โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า
“หลับให้สบายนะครับพี่ชาย พี่เหน่ง เหม่งจ๋าย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ #RIP #เหน่งเหม่งจ๋าย”

สำหรับ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หรือชื่อจริง “อาทิตย์ มีมาก” เป็นตลกคาเฟ่และนักแสดงที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานการแสดงตลกในรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง บริษัท ฮาไม่จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำบุคลิกและสไตล์การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานด้านตลกแล้ว เหน่ง เหม่งจ๋าย ยังมีผลงานด้านการแสดงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในเรื่อง แดงพระโขนง (2022) ที่เขารับบท “ไอ้ไม้” และได้รับการพูดถึงจากผู้ชมไม่น้อย

การจากไปของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ที่เคยฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และผลงานไว้ในความทรงจำของแฟน ๆ อย่างไม่มีวันลืม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10176504

19 มีนาคม 2534 ในหลวง ร. 9 มีพระราชดำริทำฝายในลำน้ำปาย ก่อกำเนิด 4 โครงการชลประทาน จ.แม่ฮ่องสอน ทอดพระเนตรโครงการน้ำ-เกษตร ชี้แนวทางอนุรักษ์พันธุ์ปลา

วันนี้เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากเรือนประทับแรม ศูนย์พัฒนาปางตอง โครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยังศูนย์โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ทั้ง 3 พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมของสำนักงานประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ โครงการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลว ซึ่งได้ทดลองการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลวโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติและโดยวิธีผสมเทียม นอกจากนั้น ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีถิ่นอาศัยในแม่น้ำปาย ได้แก่ ปลาพลวงหิน ปลาช่อนงูเห่า ปลาสะแงะ ปลากดหัวเสียม ปลาหม่นสร้อย และปลาสลาด ตลอดจนหาวิธีแพร่ขยายพันธุ์ปลาดังกล่าวเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของราษฎรท้องถิ่นในอนาคต
จากนั้น ทอดพระเนตรแผนงานโครงการปรับปรุงพันธุ์โค พันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์แพะ โครงการฝึกอบรมเกษตรด้านการเลี้ยงสัตว์ โครงการธนาคารโค – กระบือ และโครงการปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงขยายพันธุ์โครงการปลูกกุหลาบตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทอดพระเนตรงานของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เรือนเพาะชำกล้าไม้ และแปลงรวบรวมและศึกษาพันธุ์แมคคาเดเมียนัท ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ปลูกพืชไร่ล้มลุกอื่นๆ แซมระหว่างแถวแมคคาเดเมีย ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นสวยงามมากขึ้น และเมื่อทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานหาน้ำมาให้ และเมื่อมีน้ำพอเพียงแล้วให้กรมวิชาการเกษตรนำไม้ผลไปปลูกบริเวณเชิงเขาด้วย จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกันนี้ทรงขอให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานราชการอื่น และเกษตรกรต่อไป จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปลูกต้นมะคาเดเมีย ไว้หนึ่งต้นด้วย

จากนั้นทอดพระเนตรงานกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นลาดเขาโดยวิธีทางพืช กับแผนที่แสดงชุดดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังริมฝั่งแม่น้ำปาย ในโอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำในลำน้ำปาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทดน้ำขึ้นระดับสูง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าพลังน้ำทั้งทางด้านฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของลำน้ำ เพื่อสูบน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเร่งรัดการปลูกป่าทดแทนบนภูเขาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามพระราชดำริต่าง ๆ ในบริเวณนั้น
นอกจากนั้น ฝายดังกล่าวยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในศูนย์ท่าโป่งแดง ตลอดจนใช้ในกิจกรรมสูบน้ำส่งขึ้นไป บนพื้นที่สูง

ต่อจากนั้นได้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาล่วงหน้า พร้อมด้วยในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมของกลุ่มศิลปาชีพ ตลอดจนทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ บริเวณนั้น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานถุงของขวัญแก่นายอำเภอและหัวหน้ากิ่งอำเภอ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรที่ยากจนต่อไป

*หมายเหตุ ในวันที่ 19 มีนาคม 2534 แนวพระราชดำริที่พระราชทานให้กับกรมชลประทานนั้นทำให้เกิดโครงการชลประทานเพิ่มอีก 4 โครงการคือ
1)ฝายแม่สร้อยเงินพร้อมระบบส่งน้ำบ้านนาป่าแปก 2) ฝายบ้านห้วยเดื่อ 3) อ่างเก็บน้ำนากระจงบ้านห้วยเดื่อ 4) ฝายแก่นฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ตําบลห้วยโป่ง

ตำนานเพลงไทย!! ‘ป๊อด Moderndog’ คว้ารางวัล Best Music Video of the Year ตอกย้ำตำนานเพลงไทยไร้กาลเวลา เพลง 'บุษบา' ยังฮิตคลาสสิก เจนใหม่ร้องได้เต็มเสียง

"ป๊อด Moderndog" ศิลปินระดับตำนานของวงการเพลงไทย ประกาศความสำเร็จครั้งใหม่ด้วยการคว้ารางวัล Best Music Video of the Year จากงาน TOTY AWARDS SHINING FORWARD THAI MUSIC 2025 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ผลงานมิวสิกวิดีโอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อนสนิท" กลับมาอีกครั้ง พร้อมเรียกเสียงชื่นชมจากแฟนเพลงทุกเจนเนอเรชัน

"วันนี้ได้มารับรางวัล Best Music Video of the year จาก Toty Music Award ก็ดีใจมากครับ เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราตั้งใจมาก ทั้งตัวเพลงเอง และทางผู้กำกับกับครีเอทีฟ คือคุณพีท ทสร" ป๊อดกล่าวในงาน พร้อมเล่าถึงการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงในโลกโซเชียล

ป๊อดเผยว่าเพลงของ Moderndog เป็นเพลิงไร้กาลเวลาที่เด็กๆ เจนใหม่ยังร้องได้ เช่น เพลง "บุษบา" ที่เจนใหม่ร้องได้หมดจนเขาถึงขั้นบันทึกภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงเตรียมปล่อยมิวสิกวิดีโอตัวใหม่ "The Oath" ที่ร่วมกับ 'บอย โกสิยพงษ์' ในรูปแบบแอนิเมชัน พร้อมเตรียมคอนเสิร์ตใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้

"รู้สึกดีครับที่เพลงเรามัน Timeless (ไร้กาลเวลา)...เราจะทำมันให้เหมือนเป็นครั้งแรก เพื่อให้เขาได้ฟังอย่างมีความสุขครับ" ป๊อดกล่าวเสริมถึงความตั้งใจดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อพร้อมถ่ายทอดความสุขในคอนเสิร์ตที่จะถึง

จากความสำเร็จและพลังดนตรีที่ยังคงสดใหม่ ป๊อด Moderndog ยืนยันว่าเขายังคงเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้แฟนเพลงทุกวัยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10175510

ณเดชน์-แบมแบม ปลุกเวที ดันเนสกาแฟสูตรใหม่เต็มสูบ แฟนคลับาร่วมกว่า 1,200 คน โชว์เพลง "ไปอีก Ready For MORE" เกมและกิจกรรมสุดสนุกเต็มอิ่ม

ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมเป็นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ในงานใหญ่เปิดตัว "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา สูตรใหม่" ณ เวทีมวยราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้ สร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบ Immersive Experience 360 องศาแก่แฟนคลับและคอกาแฟกว่า 1,200 ราย

ภายในงาน ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมแสดงโชว์เพลงพิเศษ "ไปอีก (Ready For MORE)" ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยแบมแบม พร้อมเกม "จังหวะอร่อยลงตัว" และกิจกรรม "กำกับกาแฟ" ที่มีความสนุกสนานเกิดขึ้นท่ามกลางแฟนคลับ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง นินิว และ คริสติน่า แซ่แต้ มาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

“งานครั้งนี้ถือเป็นโมเมนต์พิเศษที่ทุกคนจะได้สัมผัสความสนุกและรสชาติกาแฟแบบใหม่ไปพร้อม ๆ กัน” แบมแบม กล่าวผ่านเวที ณ เวลานั้น ก่อนร่วมกิจกรรมถ่ายภาพคู่แฟนคลับอย่างใกล้ชิดและปิดงานด้วยโชว์สุดพิเศษจากทั้งคู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ณเดชน์และแบมแบมร่วมงานโฆษณากาแฟ พวกเขาได้ใช้โอกาสนี้เสริมสร้างภาพลักษณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตั้งเป้าดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่เน้นสร้างประสบการณ์ตรงและความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878586/

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

เคมีลงตัว!! “ณเดชน์” จับมือ “แบมแบม” เสิร์ฟเคมีใหม่ เปิดตัวเพลงพิเศษพร้อมโชว์ครั้งแรก จัดเต็มทั้งเพลงและโชว์ ปิดประสบการณ์ใหม่ให้คอกาแฟ

(13 มี.ค. 69) ณเดชน์ และ แบมแบม รวมพลังครั้งแรกในฐานะดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริชอโรมา สูตรใหม่" พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษ "ไปอีก (Ready for MORE)" ที่จะเปิดให้ฟังอย่างเป็นทางการ

ณเดชน์ กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ แบมแบม ว่า "วันนี้ตื่นเต้นมากครับ ที่มีโอกาสได้มาอัดเพลงกับแบมแบม และได้ทำงานแบบใกล้ชิดกัน ต้องบอกเลยว่าน้องเก่งมากและมีเอเนอร์จี้ตลอด ระหว่างทำงานก็สนุกและเป็นมืออาชีพมากครับ"

ขณะที่ แบมแบม เผยความรู้สึกว่า "ผมดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่ณเดชน์ ตอนเข้าห้องอัดจริง ๆ ก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะพี่ณเดชน์อาจจะไม่ได้ร้องสไตล์นี้ แต่พี่ณเดชน์ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยอยากให้ทุกคนรอฟังเพลง 'ไปอีก (Ready for MORE)' กันนะครับ" โดยทั้งคู่จะจัดโชว์ Live Performance ครั้งแรกในงานที่เวทีมวยราชดำเนินวันที่ 15 มีนาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ที่มาพร้อมกับแสงสีเสียงสุดอลังการ

ความร่วมมือของสองซูเปอร์สตาร์ชาวไทยในงานนี้สร้างสรรค์ประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบใหม่ผ่านเพลงและการแสดงที่ลงตัว นับเป็นการผนึกกำลังที่น่าจับตามองในวงการบันเทิงและการตลาดแบรนด์กาแฟไทยในปีนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10169703


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top