Monday, 17 June 2024
The States Times World Team

อินโดนีเซียคิดการใหญ่ ดึง ฐานปล่อยยาน SpaceX พร้อมจีบ อีลอน มัสก์ หนักมาก หวังลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ สู้โควิด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอินโดนิเซีย โจโค วิโดโด้ หรือ โจโควี่ ต่อสายตรงคุยกับ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX เพื่อชวนมาลงทุนในอินโดนิเซีย

ระหว่างที่คุย โจโควี่ ก็ผุดไอเดียว่า ทำไมอีลอน มัสก์ ไม่สนใจมาสร้างฐานปล่อยยาน SpaceX ที่ประเทศอินโดนิเซียบ้างหรือ ที่ทางก็เยอะ ค่าแรงงานก็ถูกกว่าสหรัฐอเมริกา น่าจะเป็นจุดปล่อยยานที่ดี

ถึงจะยังไม่ยืนยันว่า อีลอน มัสก์ ซื้อไอเดียนี้หรือไม่ แต่เขาเตรียมส่งทีมบุกอินโดนิเซียเพื่อดูทำเล และความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงาน Tesls ที่เมืองชวาในต้นปี 2021 แล้ว

ประธานาธิบดี โจโค วิโดโด้ เคยชวนอีลอน มัสก์ มาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ Tesla มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยชักจูงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบหลายอย่าง เช่น อินโดนิเซียเป็นแหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ โดยเฉพาะนิกเกิล ที่สามารถผลิตได้เป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต แบตเตอรี่ลิเธียม ที่ใช้ในรถยนต์ Tesla

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนิเซียเตรียมออกรออกกฏหมายใหม่ ที่ชื่อว่า Omnibus Law ที่จะเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในอินโดนิเซียง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการประท้วงจากกลุ่มนักศึกษา และแรงงานในประเทศมากมายเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างกฏหมายนี้ที่อาจลดทอนสวัสดิภาพแรงงานในประเทศ

ซึ่งประเด็นนี้ อาจทำให้พ่อไอรอน แมน อีลอน มัสก์ ลังเลใจ แต่การตั้งโรงงานในอินโดนิเซียเป็นหนึ่งในแผนการขยายโรงงานผลิตชิ้นส่วน Tesla ของเขาแล้ว และเตรียมทีมเข้ามาสำรวจพื้นที่ในเกาะชวาช่วงต้นปีหน้า

ส่วนฐานปล่อยยาน SpaceX อาจมีลุ้นในสเต็ปต่อไป เพราะโจโควี่ จีบอีลอน มัสก์ หนักมาก โดยหวังใจว่าการลงทุนจากเจ้าพ่อ Tesla และ SpaceX จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะงักหนักจากช่วงวิกฤติ Covid-19 ในประเทศบ้าง ไม่มากก็น้อย

ก็ต้องมาลุ้นกันว่าชาวอาเซียนจะมีโอกาสได้เห็นการปล่อยยาน SpaceX ใกล้ ๆ บ้านเราหรือเปล่า


แหล่งข่าว

https://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/3113715/jokowi-asks-spacex-consider-new-rocket-launch-site

https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/indonesian-president-asks-elon-musk-to-study-country-as-venue-for-spacex-launch-site

https://www.reuters.com/article/us-indonesia-battery-idUSKBN28M08H

https://www.reuters.com/article/indonesia-president-tesla-exclusive-idUSKBN27T18Z

https://www.bbc.com/news/world-asia-54460090

รู้จัก​ 'จิมมี่ ไล' เจ้าพ่อสื่อฮ่องกง เบื้องหลังแรงสนับสนุนม็อบ​ 'โจชัว​ หว่อง'​ เตรียมขึ้นศาลหลังติดชนักข้อหาฉ้อโกง

จิมมี่ ไล เจ้าของสื่อหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชื่อดังของฮ่องกง  Apple Daily ที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญของกลุ่มม๊อบชาวฮ่องกง ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง พร้อมกับผู้บริหารสำนักพิมพ์อีก 2 คน ได้แก่ รอยสัน โชว และ หว่อง ไวก๊อก เนื่องจากใช้พื้นที่สำนักงาน ผิดวัตถุประสงค์การเช่า 

หลังจากที่ถูกตั้งข้อหา จิมมี่ ไล ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีโดยอ้างว่า ยังอยู่ในกระบวนการต่อสู้ทางคดีในชั้นศาล 

จิมมี่ ไล ถือว่าเป็นเจ้าพ่อสื่อที่ทรงอิทธิพลทางความคิดคนหนึ่งในเกาะฮ่องกง หนังสือพิมพ์ Apple Daily ของเขามียอดพิมพ์ต่อวันสูงถึง 2 แสนฉบับ นับเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดพิมพ์สูงเป็นอันดับ 2 ของฮ่องกง และเป็นสื่อที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงชาวฮ่องกงอย่างเปิดเผย 

ในช่วงที่มีการประกาศใช้กฏหมายความมั่นคงใหม่ของจีน ในเกาะฮ่องกง จิมมี ไล อยู่ในกลุ่ม 10 แกนนำที่โดนจับกุมด้วยข้อหาสมคบกับต่างชาติในการก่อความไม่สงบในฮ่องกง และถูกคัดค้านการประกันตัว 

แต่สำหรับคดีที่โคนตั้งข้อหานี้ ยังไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายความมั่นคงโดยตรง นั่นหมายความว่านี่เป็นแค่คดีเรียกน้ำย่อย ที่รอสำนวนจากคดีใหญ่ที่น่าจะตามมาในเร็ว ๆ นี้ 

คดีของจิมมี่ ไล ตามหลังคดีของ 3 แกนนำคนสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงชาวฮ่องกงเพียงไม่กี่วัน ได้แก่ อีวาน ลัม  แอ็กเนส โชว และ โจชัว หว่อง ที่ต่างรับโทษจำคุกกันไปแล้วตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 1 ปี ที่ยังมีคดีตามหลังมาอีกหลายกระทง และคาดว่าน่าจะติดกันยาวกว่านั้น

ดังนั้นจึงคาดเดาว่า คดีของจิมมี่ ไล และแกนนำคนสำคัญ นับจากนี้ ที่จะเริ่มถึงคิวของคดีที่เกี่ยวกับกฏหมายความมั่นคง ก็คงหนีไม่พ้นโทษจำคุกเช่นเดียวกัน แต่จะยาวนานเท่าไหร่นั้น ยังไม่มีใครตอบได้ 

และน่าจะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความอึมครึมกันไปอีกนานระหว่างชาวฮ่องกง และรัฐบาลจีน ที่ต้องใช้ความอดกลั้นอย่างมากทั้ง 2 ด้านเพื่อผ่านวิกฤติทางสังคมครั้งนี้ แม้จะอยู่ในจุดยืนที่ต่างกันก็ตาม


ที่มา :
หรรสาระ​ By​ Jeans Aroonrat

https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hong-kong-media-tycoon-jimmy-lai-charged-with-fraud-13690616

https://www.theguardian.com/world/2020/dec/03/hong-kong-media-tycoon-and-pro-democracy-figure-jimmy-lai-charged-with

พบแท่งประหลาดผุดขึ้นในหลายประเทศ ลือหนักว่าเป็นเสาเอเลี่ยนจากนอกโลก สุดท้ายเกมพลิก คาดว่าเป็นโฆษณาสินค้าบางอย่าง

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ที่สร้างความฉงนให้คนทั้งโลก เมื่อเกิดแท่งเสาโลหะทรงประหลาดและยังไม่ทราบที่มา ผุดขึ้นในหลายประเทศ และที่แปลกใจก็คือหลังจากที่มีข่าวว่าค้นพบแท่งเสาประหลาด หลังจากนั้นไม่กี่วัน มันก็หายไป

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้ อยู่ที่กลางทะเลทรายในรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ทีมนักสำรวจธรรมชาติกำลังบินเฮลิคอปเตอร์สำรวจเขตพื้นที่ในทะเลทราย ก็มาพบเสาโลหะสีเงิน สูงราว ๆ 3 เมตร ตั้งอยู่ในหุบเขากลางทะเลทราย ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งเสาทรงประหลาดนี้ ชวนให้นึกถึงเสาเอเลี่ยนจากหนังไซไฟเรื่องดัง 2001: A Space Odyssey ที่ไม่ทราบทั้งที่มา และวัตถุประสงค์ว่าตั้งไว้เพื่ออะไร

แต่เสาประหลาดตั้งอยู่เพียงไม่กี่วัน ก็หายไป แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้พบเสาลักษณะเดียวกันนี้ ที่ Batca Doamnei Hill ในประเทศโรมาเนีย และพบอีกต้นที่เมือง Atascadero รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คล้ายกับเสาที่พบในยูทาห์ คือตั้งอยู่ไม่กี่วันก็หายไป

ห่างไปอีกไม่กี่วัน ก็มีผู้พบเสาเอเลี่ยนผุดขึ้นอีกหลายที่ ทั้งในอังกฤษ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สเปน โคลัมเบีย จนตอนนี้ผู้คนเริ่มสนใจว่าเจ้าเสาประหลาดนี้จะไปโผล่ต่อที่ไหน พร้อมกับทฤษฎีลี้ลับที่ผุดขึ้นมากมาย

แต่มาวันนี้ ก็มีผู้ที่ออกมาประกาศตัวว่า เสาโลหะประหลาดนี้เป็นผลงานของเขาเอง

บุคคลผู้อาจหาญชาญชัยคนนั้นมีชื่อว่า นายแมทตี้ โม เจ้าของสตูดิโอ The Most Famous Artist ตั้งอยู่ในเมือง ซานตา เฟ รัฐนิว เม็กซิโก ได้ออกมาโพสต์ภาพที่ทีมเขากำลังผลิตเสาโลหะ รูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายกับเสาที่กำลังเป็นข่าวดังใน Instragram ของร้าน แถมประกาศขายด้วย ในราคาต้นละ 45,000 เหรียญ ผ่านเว็บไซท์รับงานที่ www.monolith-at-a-service.com

แต่เมื่อมีสำนักข่าวขอติดต่อสัมภาษณ์ เจ้าตัวก็ปฏิเสธที่จะออกอากาศ และบอกว่าเสาต้นแรกที่พบในยูทาห์ไม่ใช่ผลงานของเขา

สำนักข่าวบางแห่งก็ว่า น่าจะเป็นการเล่นตลกเพื่อหวังกระแสด้านการตลาดอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เกิดจุดสนใจก่อนปล่อยสินค้าจริง

บางคนก็ว่า น่าจะเป็นแคมเปญล้อเลียนเสียดสีสังคม ที่เปรียบมนุษย์เราไม่ต่างจากฝูงลิง แบบในหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เสาโลหะต้นนี้ก็กลายเป็นทั้งจุดสนใจว่า เป้าหมายของผู้สร้างนั้นคืออะไร และต้องการคำตอบอะไรจากสังคม หรือจะยังคงปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นปริศนาคาใจชาวโลกต่อไป ให้เราได้สืบค้นหาประหนึ่งหลักฐานของการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้


แหล่งข่าว

https://www.newsweek.com/how-many-monoliths-every-location-mysterious-objects-appeared-1552834

https://www.independent.co.uk/news/world/why-monoliths-where-around-globe-b1767403.html

https://www.dailymail.co.uk/news/article-9022119/New-Mexico-artist-collective-claims-mysterious-steel-monoliths.html

การบินจีนแนะ​ 'นางฟ้า'​ สวมผ้าอ้อมกัน Covid-19 หลังพบห้องน้ำบนเครื่อง​ พร้อมเป็นจุดเสี่ยงในการติด-แพร่เชื้อ

มีสุภาษิตสอนไว้ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” ป้องกันไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าจะให้แน่ ต้องคิดเผื่อไว้ถึง 2 ชั้นเพื่อความชัวร์ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บริการผู้โดยสารเครื่องบินในยุค Covid-19 ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากต้องดูแลผู้โดยสารแล้ว ลูกเรือต้องสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด เพราะหากลูกเรือติด Covid อาจต้อง Lockdown กันหมดทั้งสายการบิน 

ดังนั้น เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา การบินพลเรือนของจีน หรือ Civil Aviation Administration of China (CAAC) ได้ออกมาตรการพิเศษ เป็นแนวทางปฏิบัติให้กับลูกเรือ และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการในสายการบินจีน ในเที่ยวบินไป-กลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกับเที่ยวบินเหมาลำที่เดินทางไปยังเมืองที่มีความเสี่ยงสูง โดยวัดจากสถิติยอดผู้ติดเชื้อ  Covid-19 ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป ต่อจำนวนประชากร 1 ล้านคน

โดยประกาศให้ลูกเรือ สจ๊วต แอร์โฮสเตส และเจ้าหน้าที่ต้องทำงานบนเครื่องบินโดยสาร จำเป็นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ทั้งหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ถุงมือ 2 ชั้น แว่นตากันลม ถุงสวมรองเท้า หมวก และเสื้อคลุมสำหรับใช้ครั้งเดียว 

และยังแนะนำให้ลูกเรือใส่ “ผ้าอ้อมอนามัย” เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำบนเครื่องที่เป็นจุดเสี่ยงในการติดเชื้อ Covid-19 

พออ่านถึง guideline หัวข้อนี้ ทุกคนก็ได้แต่ หือ? ต้องถึงขนาดนั้นเลยหรือ?

ถึงจะฟังดูเกินจริง แต่การติดเชื้อ Covid-19 จากการใช้ห้องน้ำก็มีความเป็นไปได้จริง เพราะมักเป็นสถานที่รโหฐานเดียวบนเครื่องบินที่ผู้โดยสารมักถอดหน้ากากขณะใช้งาน

ดังตัวอย่างเช่น เคสของผู้โดยสารหญิงที่เดินทางจากอิตาลี มาเกาหลีใต้ กับสายการบินหนึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม ก่อนขึ้นเครื่องตรวจไม่พบเชื้อ และสวมหน้ากาก N95 ตลอดการเดินทาง แต่ไปถอดหน้ากากขณะใช้ห้องน้ำ จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่าอาจติดเชื้อจากการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้โดยสารอื่นที่ติดเชื้อมา

และยังพบว่า เครื่องบินเป็นจุดเสี่ยงในการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก อย่างกรณีเที่ยวบินหนึ่งจากตะวันออกกลาง ไปไอร์แลนด์ช่วงเดือนตุลาคม ที่เป็นไฟลท์ยาว 7 ชั่วโมง แม้จะมีผู้โดยสารไม่เต็มลำ เพียง 49 คน แต่ปรากฏว่าพบผู้โดยสารติดเชื้อเป็นจำนวนมากถึง 13 คนหลังถึงที่หมาย ที่หลายคนมีผลตรวจว่าปลอดเชื้อก่อนขึ้นเครื่อง และยังสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทางทุกคน 

ดังนั้น การเดินทางบนเครื่องบินเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงจริงๆ ยิ่งลูกเรือ แอร์โฮสเตสที่ใกล้ชิดผู้โดยสาร และต้องเคลียร์ที่นั่งผู้โดยสาร ดูแลความสะอาดเรียบร้อยก่อนการเดินทางเที่ยวต่อไปยิ่งเสี่ยงมาก ทางจีนจึงจำเป็นต้องมีประกาศมาตรการพิเศษ ที่รวมถึงการแนะนำให้สวมผ้าอ้อมอนามัย เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำบนเครื่อง เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือ

แต่ข่าวดีก็คือ ลูกเรืออาจไม่จำเป็นต้องสวมผ้าอ้อมอนามัยกันตลอดไป จนกลายเป็น New normal เพราะตอนนี้บางสายการบินอย่าง ANA ของญี่ปุ่นกำลังพัฒนาห้องน้ำผู้โดยสารแบบใหม่ ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มือสัมผัสอุปกรณ์ใดๆเลย หรือเครื่องโบอิ้งกำลังยื่นขอรับรองสิทธิบัตร ห้องน้ำปลอดเชื้อโรคด้วยแสง UV ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ถึง 99.99% ทุกครั้งที่มีการใช้งาน 

แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใช้ ก็ต้องใส่ผ้าอ้อมกันไปก่อน เพื่อความปลอดภัยนะจ๊ะ 

ไต้หวันป้องกันโควิด-19 สุดเข้ม หากฝ่าฝืนมาตรการกักกัน ปรับหนักหลักแสนบาท!

ไต้หวัน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ปรับหนัก ปรับจริง สำหรับใครก็ตามที่ฝ่าฝืนมาตรการกักกันโควิด - 19 และเป็นไม้เด็ดที่ทำให้ไต้หวันสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

แต่ก็ยังไม่วาย มีคนอยากจะลองของ เมื่อไม่นานมานี้ มีคนงานต่างด้าวจากฟิลิปปินส์เดินทางเข้ามาทำงานที่ไต้หวัน และจำเป็นต้องเข้าสู่ระยะกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการของรัฐ ซึ่งต้องอยู่แต่ภายในห้องพักที่จัดไว้ให้ในโรงแรงแห่งหนึ่งที่เมืองเกาสง

แต่พ่อหนุ่มตากาล็อก กลับเดินออกจากห้องพักนาน 8 วินาที โดยเข้าใจว่าถ้าเดินอยู่แค่ภายในโรงแรมก็ไม่เป็นไร ซึ่งผิดข้อกำหนดในการกักตัว ที่จะต้องอยู่แต่ในห้องพักเท่านั้น ห้ามออกมาจากห้องเลย ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม จึงโดนโทษปรับไปเบาะ ๆ 1 แสนดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1 แสนบาท

ถึงจะโวยวายแค่ไหน แต่ก็ต้องจ่าย เพราะนี่ไม่ใช่เคสแรกที่พ่อหนุ่มตากาล็อก โดนปรับระดับแสน แต่ทางการไต้หวันสั่งจับจริง ปรับจริงมาแล้วหลายเคส

การฝ่าฝืนมาตรการ โควิด - 19 ที่ไต้หวันมีโทษปรับตั้งแต่ระดับหลักหมื่น ถึง 150,000 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เพดานสูงสุดของโทษปรับที่ตั้งไว้ ขึ้นอยู่กับเจตนา และผลกระทบกับชาวไต้หวันโดยรวมด้วย

เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีหนุ่มไต้หวันคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากประเทศย่านอาเซียน มีกำหนดให้กักตัวแต่ในบ้านนาน 14 วัน แต่เขากลับดอดออกไปเที่ยวไนท์คลับกลางเมืองไทเป

และถูกตำรวจจับได้กลางงานปาร์ตี้ ที่มีผู้ไปร่วมงานแออัดหนาแน่น สุ่มเสี่ยงที่จะเกิด Super Spreader ได้ง่าย ๆ เมื่อคำนวนตามค่าความเสี่ยง ก็เลยโดนโทษปรับไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หายเมาไปหลายเดือนทีเดียว

จึงไม่แปลกใจที่เห็นว่า ทำไมไต้หวันจึงสามารถควบคุมการแพร่ระบาด โควิด - 19 ได้ดี ตลอดระยะเวลาเกือบปีที่มีการแพร่ระบาดทั่วโลก ที่ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อรวมเพียง 718 คน เสียชีวิตเพียง 7 คนเท่านั้น เพราะเขาแลกมาด้วยมาตรการที่เข้มงวด ไม่มีการผ่อนปรน ผิดปุ๊บ จับปั๊บ แม้จะล้ำเส้นมาแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม


แหล่งข่าว

https://bm.ge/en/article/man-fined-3500-for-breaking-taiwan-coronavirus-quarantine-for-8-seconds---cnn-/70599

https://hongkongfp.com/2020/03/23/coronavirus-taiwan-fines-man-us33000-breaking-quarantine-rule/

https://www.taiwannews.com.tw/en/news/4065484

https://www.worldometers.info/coronavirus/country/taiwan/

กลางปีหน้า เขื่อนพลังงานไฟฟ้า น้ำกง 1 เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้า แขวงอัตตะปือปี 64 โครงการคืบหน้ากว่า 80 %

โครงการเขื่อนพลังงานไฟฟ้า น้ำกง 1 ในประเทศลาว ตอนนี้คืบหน้าไปถึง 81.9 % ของงานทั้งหมดหลังจากเริ่มการก่อสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป คาดว่า ภายในกลางปี พ.ศ.​​2564 ในเดือนพฤษภาคม จะทดลองดำเนินการ จากนั้นเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2564

นาย เสิน ยู สว่าน ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำกง 1 กล่าวรายงานในโอกาสที่ นายสินาวา สุพานุวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและการเหมืองแร่ พร้อมด้วยคณะติดตามและตรวจสอบโครงการ เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำกง 1 เสร็จสิ้นภารกิจ โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรองรับในการสนับสนุนแผนการกักเก็บน้ำของโครงการได้ดำเนินการก่อสร้างตัวเขื่อนเสร็จสิ้น

ที่ปรึกษาโครงการได้ดำเนินการประเมินคุณภาพการก่อสร้างและการประเมินความปลอดภัยของเขื่อนและส่วนประกอบก่อนอ่างเก็บน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนกักเก็บน้ำ

ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบเขื่อนเสร็จสมบูรณ์ จัดตั้งทีมเทคนิคเพื่อดำเนินการกักเก็บน้ำ ได้เผยแพร่แผนการกักเก็บน้ำและแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้แก่หน่วยงานในพื้นที่และประชาชนใต้เขื่อนใน 14 หมู่บ้าน และ งานสำคัญอื่น ๆ

โครงการเริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน พ.ศ.2563

งานที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ การสร้างสันเขื่อน , ติดตั้งประตูน้ำล้น, ติดตั้งเครื่องจักรเบอร์ 2 ,ไลน์นิ่งคอนกรีตท่อหายใจ โครงสร้างประตูน้ำท้ายเครื่องจักร , และ งานดึงสายเคเบิล 115 KV

ในโอกาสนี้นายบัวเทพ มาลัยคำ หัวหน้ากรมคุ้มครองพลังงาน กระทรวงพลังงานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า "เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำน้ำกง 1 เป็นเขื่อนหินถมด้านหน้าด้วยคอนกรีต กักเก็บน้ำได้ 650 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการตรวจสอบนี้จะเห็นว่า การก่อสร้างเขื่อนล่าช้าเล็กน้อยจากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด -19"

"แต่การก่อสร้างโดยรวมมีความคืบหน้าไปด้วยดีและคาดว่าโครงการจะทดสอบโรงไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2564 หลังจากนั้นจะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตามปกติภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2564"

"อย่างไรก็ตามแม้ว่าโครงการจะแล้วเสร็จ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางและในพื้นที่จะติดตามการดำเนินงานของเขื่อนต่อไป เช่น การตรวจสอบชุดเขื่อนโครงสร้างเขื่อนน้ำรั่วในเขื่อน ฯลฯ เพื่อให้เขื่อนสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมั่นใจในความปลอดภัยของเขื่อน"

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำกอง 1 ตั้งอยู่บนลำน้ำกง ในเขตเมืองภูวง แขวงอัตตะปือ ด้วยความสูง 90 เมตร โรงผลิตไฟฟ้าอยู่ใต้ดิน มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 160 เมกะวัตต์ (2x80 เมกะวัตต์) ผลิตไฟฟ้า 469 GWh / ปี มูลค่าการก่อสร้าง 335.8 ล้านเหรียญสหรัฐ อายุสัมปทาน 25 ปี ซึ่ง บริษัท น้ำและพลังงานไฟฟ้าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CWE) ถือหุ้น 65% รัฐวิสหกิจกิจไฟฟ้าลาว EDL ถือหุ้น 20% และบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนเขื่อนไฟฟ้าจำกัดผู้เดียว (IHC) ถือหุ้น 15%. ไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้จะถูกขายให้รัฐวิสหกิจกิจไฟฟ้าลาว (EDL) เพียงผู้เดียว


CR : มดแดงตัวน้อย

ฮาวานา ซินโดรม ทำสหรัฐผวา!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศสหรัฐอเมริกามีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว เกี่ยวกับอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคลากร รวมถึงตัวท่านทูตสหรัฐประจำกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่มักเกิดอาการปวดศีรษะ วิเวียน หน้ามืด ตาลาย ถึงขนาดคลื่นไส้อาเจียนก็มี

ซึ่งไม่ใช่มีแค่เฉพาะเจ้าหน้าที่ในสถานทูตสหรัฐเท่านั้น แต่ที่สถานทูตแคนาดา ที่กรุงฮาวานา ก็มีเจ้าหน้าที่เกิดอาการเช่นนี้เหมือนกัน จึงเรียกอาการเหล่านี้รวมๆกันว่าเป็น Havana Syndrome หรือ โรคฮาวานา

Havana Syndrome เริ่มมีกระแสข่าวลือมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 ที่สหรัฐยังหาสาเหตุไม่ได้ แต่ก็ตั้งข้อสงสัยไว้แล้วว่าคงโดนคิวบาวางยาแน่ ๆ

ต่อมามีรายงานว่าเกิดอาการ Havana Syndrome กับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในกวางโจว ประเทศจีนเช่นเดียวกัน

นั่นไง คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ!!!

หลังจากที่ค้นหาสาเหตุมาเป็นปี ในที่สุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ National Academies of Sciences ในสหรัฐได้ออกมายืนยันว่า อาการดังกล่าวเกิดจากผลข้างเคียงที่ร่างกายได้รับคลื่นวิทยุความถี่สูง แบบที่เคยมีการใช้ในสหภาพโซเวียตช่วงยุคสงครามเย็นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นคลื่นวิทยุที่เกิดจากการโจมตีโดยเจตนา หรือเป็นคลื่นที่ปล่อยจากอาวุธทางทหารหรือเปล่า

ประเด็นเรื่อง Havana Syndrome ทำให้สหรัฐมีปัญหากับรัฐบาลคิวบามาหลายปี โดยสหรัฐกล่าวหาว่ารัฐบาลคิวบาโจมตีสถานทูตสหรัฐด้วยคลื่นเสียงปริศนา แต่ถึงจะยังไม่รู้ที่มา รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมพ์ ก็มีการไล่ทูตคิวบาที่ประจำอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลับทันที ถึง 2 คน เมื่อปี ค.ศ.2017 เป็นการตอบโต้ แม้ว่ารัฐบาลคิวบาจะปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็ตาม

แต่เมื่อมีการยืนยันว่า เกิดจากคลื่นวิทยุความถี่สูงที่มารบกวนการทำงานของประสาท ยิงมาจากที่ไหน ด้วยอะไร ไม่อาจรู้ได้ แต่ทำให้เกิดอาการโรคฮาวานาได้

ดังนั้น Havana Syndrome จึงกลายเป็นความหวาดระแวงรูปแบบใหม่ ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐอาจต้องเจอเมื่อต้องไปประจำในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีเรื่องมีราวกับสหรัฐเป็นพิเศษ

และหากเจ้าหน้าที่สหรัฐไปเยือนประเทศไหนก็ตามแล้วเกิดอาการคลื่นไส้ วิงเวียน หูตาลายขึ้นมา แล้วตั้งข้อสงสัยว่าเป็น Havana Syndrome ขึ้นมา คงสืบกันให้วุ่น แถมมองหน้ากันลำบากเป็นแน่แท้


แหล่งข่าว

The Guardian

https://www.theguardian.com/us-news/2020/dec/06/havana-syndrome-directed-radio-frequency-likely-cause-of-illness-report

https://www.theguardian.com/world/2017/aug/09/cuba-embassy-diplomats-expelled-washington

Wikipedia

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Havana_syndrome

ชุดนักเรียน...กับที่มาของแต่ละประเทศ

คอลัมน์ "ข้างครัวริมแม่น้ำบริสเบน"

หลายวันมานี้ แว่วหูมากับข้อเรียกร้องของผู้ไม่จำนนต่อกฎระเบียบว่า....

“หนูจะไม่ยอมใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนอีกแล้ว” คำถามที่ตามมา คือ แล้วหนูจะใส่ชุดอะไรไปเรียนคะ ?

ราตรีสั้น ราตรียาว บิกินี่ หรือ กิโมโนดี ? เอาเวลาคิดว่าจะใส่อะไรไปโรงเรียน ไปทำการบ้านให้เสร็จทันส่งครูดีกว่าไหม ?

ยกตัวอย่างง่าย ๆ วันนี้มีชั่วโมงพละศึกษา นักเรียนทุกคนต้องลงสนามเล่นบาสเกตบอล ทุกคนอยู่ในชุดพละศึกษา แต่ถ้าหนูจะมาในชุดราตรียาว หนูจะวิ่งไล่ลูกบาสยังไง?

ไอ้ที่ร่ายยาวมาก็แค่เกริ่นขำ ๆ เรามาดูประวัติชุดนักเรียนในแต่ละประเทศกันดีกว่า

ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบ บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุในช่วงปีค.ศ.1222 สัญลักษณ์โรงเรียนและรูปแบบบางอย่างถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายที่นี่ซึ่งทำให้นักเรียนแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในอังกฤษเครื่องแบบยังเป็นแหล่งแห่งความภาคภูมิใจ แจ็คเก็ต กางเกงขายาว เนคไท และแม้แต่ถุงเท้าไม่ควรเบี่ยงเบนไปจากประเพณีที่กำหนดไว้ นี่ไม่ใช่แค่การละเมิด แต่ยังเป็นการดูหมิ่นสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะ

ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 3 เดือนมกราคม ปีค.ศ.1996 ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตั้น กล่าวกับสภาคองเกรสว่า "If it means that teenagers will stop killing each other over designer jackets, then our public schools should be able to require their students to wear school uniforms." จากนั้น กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาก็ออกคู่มือพิเศษเกี่ยวกับชุดนักเรียนซึ่งระบุถึงประโยชน์ของเครื่องแบบ อธิบายถึงการทดลองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแนะนำแบบฟอร์มในบางโรงเรียน ซึ่งผลจากนโยบายยังทำให้การก่ออาชญากรรมในโรงเรียนน้อยลงและวินัยทางการศึกษาทั่วไปก็ดีขึ้น

ในประเทศไทยการแต่งกายด้วยชุดนักเรียนมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2428 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อทำสยามให้ทันสมัยทัดเทียมชาติตะวันตก โดยกำหนดให้เครื่องแบบนักเรียนต้องมีหมวกฟาง เสื้อราชปะแตนสีขาว กางเกงขาสั้น และรองเท้าสีดำ

ประเทศญี่ปุ่น การปลูกฝังเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมีขึ้นในช่วงยุคปฏิวัติเมจิ (ในช่วงปี ค.ศ.1868 - 1912) ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นพยายามพัฒนาทั้งชาติด้วยการศึกษา ยุคนี้เป็นช่วงหนึ่งของยุคลัทธิจักรวรรดินิยมแบบนานาชาติ ไอเดียการใส่เครื่องแบบนั้นได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างมากเนื่องจากในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ประชาชนยังพยายามถีบตัวเองจากสถานะความเป็นไพร่พล ด้วยเหตุนี้เองเครื่องแบบนักเรียนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบและความทันสมัยของเยาวชนในช่วงยุคเมจิ แล้วก็เพราะเหตุนี้เอง เครื่องแบบนักเรียนในยุคแรกของญี่ปุ่น จึงเป็นการสะท้อนภาพความฝันและความหวังของผู้ปกครองด้วย

ชุดนักเรียน นักศึกษา คือ ความภาคภูมิใจของผู้มีการศึกษาในอังกฤษ คือการลดปัญหาความรุนแรงในอเมริกา คือการประกาศก้าวว่าเราทันสมัยทัดเทียมต่างชาติในไทย คือความหวังความฝันของผู้ปกครองในญี่ปุ่น เครื่องแบบธรรมดาที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน ยังบ่งบอกถึงความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน บ่งบอกถึงวัยแห่งความฝัน ฉะนั้น เมื่อยังมีโอกาสสวมใส่มัน ก็จงสวมใส่อย่างภาคภูมิใจเสีย อย่ารอให้หน้าแก่หนังเหี่ยวแล้วคิดจะมาใส่ เพราะถึงเวลานั้นมันไม่ใช่วัย เดี๋ยวจะหาว่าป้าไม่เตือน

ในออสเตรเลียก็เช่นกัน โรงเรียนแห่งหนึ่งมีเด็กเพิ่งกลับจากเที่ยวต่างประเทศย้อมผมและตัดผมแฟชั่น โรงเรียนไม่ให้เข้าเรียนจนกว่าจะทำผมให้กลับเป็นเหมือนเดิม แม้จะมีการถกเถียงเรื่องการใส่ชุดนักเรียนและระเบียบวินัยต่างๆในโรงเรียน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ออสเตรเลียก็ยังคงกฏระเบียบชุดนักเรียนไว้ตามเดิม เพราะนอกจากจะความเป็นระเบียบวินัยแล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงในสังคม "เมื่อพวกเขาสวมใส่ชุดนักเรียน นั่นบ่งบอกว่าเขามีชื่อเสียงของโรงเรียนอยู่กับตัวเขา จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงโรงเรียน รวมถึงเมื่อมีใครสักคนของเราโดนรังแก เราก็สามารถรู้ได้ทันทีและเข้าช่วยเหลือได้ทัน" เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งหนึ่งได้กล่าวไว้

แหล่งข้อมูล

https://www.carondeleths.org/resources/uniforms/

https://taleb.com.au/cumberland-high-school-uniform-shop/


แพร

อดีตผู้ประกาศข่าว สำนักริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ชีวิตดิ้นรนมาเป็นเชฟในเมืองบริสเบน  รัฐควีแลนด์ประเทศออสเตรเลีย  สรรหามุมมองเรื่องเล่าจากดินแดนดาวน์อันเดอร์ มาให้อ่านกันบ่อยๆ

 

โอบาม่า-บุช-คลินตัน พร้อมฉีดวัคซีน Covid-19 การันตีความปลอดภัย

3 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ “บารัค โอบาม่า”, “จอร์จ บุช” และ “บิล คลินตัน” พร้อมที่จะฉีดวัคซีน Covid-19 โชว์ออกโทรทัศน์ เพื่อโปรโมทการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน และยังเป็นการรับประกันความปลอดภัย ไร้กังวล สำหรับชาวสหรัฐที่ยังไม่มั่นใจที่จะรับวัคซีน

จากสถานการณ์ Covid-19 ล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ผู้ติดเชื้อยังพุ่งต่อเนื่อง ยอดผู้ติดเชื้อรายวันแตะที่ระดับ 2 แสนคนต่อวัน และมีผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 14 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว

ที่น่าตกใจยิ่งกว่ายอดผู้ติดเชื้อ ก็คือยอดผู้เสียชีวิต ที่มีรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตในวันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา สูงถึง 3,157 คน เป็นยอดที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ที่สหรัฐเจอวิกฤติ Covid-19 ทำให้ตอนนี้สหรัฐมีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ไปแล้วมากกว่า 270,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐคาดการณ์ว่า หากยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งสูงเช่นนี้ อาจทำให้สหรัฐมีผู้เสียชีวิตมากถึง 450,000 คนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 หากเป็นเช่นนั้นจริง จะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐสูงกว่ายอดผู้ที่เสียชีวิตในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐถึง 2 เท่า

แต่ถึงจะมียอดผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตสูงมากแค่ไหนก็ตาม กลับมีชาวสหรัฐเป็นจำนวนมากที่จะไม่ยอมฉีดวัคซีนแม้รัฐบาลจะให้ฉีดฟรีก็เถอะ

จากผลโพลล่าสุดที่จัดทำโดยสำนักวิจัย Gallup พบว่ามีชาวอเมริกันถึง 42% ในกลุ่มสำรวจ ยังคงยืนยันว่าจะไม่ฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน แม้ว่าจะฉีดฟรี เพราะไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย อีกทั้งในสหรัฐมีกลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีน และกลุ่มที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิด QAnon ที่เชื่อว่าการฉีดวัคซีนมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่น

อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ SiriusXM โดยผู้ประกาศข่าวโจ แมดิสัน ว่า หาก ดร. แอนโธนี ฟาวซี หัวหน้าศูนย์ Covid-19 แห่งสหรัฐยืนยันว่าวัคซีนไหนปลอดภัย เขาก็พร้อมที่จะฉีดวัคซีนออกสื่อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คนอเมริกัน

หลังจากนั้นไม่นาน โฆษกประจำตัวของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช และ บิล คลินตัน ก็ออกมาบอกว่า ทั้งบุช และ คลินตัน ก็พร้อมที่จะฉีดวัคซีนออกสื่อเหมือนกัน เพื่อให้ชาวอเมริกันที่ยังระแวง เปิดใจรับวัคซีน จะได้ยับยั้งการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในสหรัฐได้เสียที

แต่ว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ณ เวลานี้อย่าง โดนัลด์ ทรัมพ์ ยังคงเก็บตัวเงียบ ไม่พูดถึงเรื่องปัญหา Covid-19 แต่อย่างใด

และในสัปดาห์หน้า องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐจะประชุมกันเพื่อลงมติอนุมัติวัคซีน Covid-19 ล็อตแรกของบริษัท Pfizer และ BioNTech แล้ว

ด้วยปริมาณวัคซีนที่สั่งจอง และพร้อมผลิต ก็มีพอที่จะทยอยฉีดให้ประชาชนทั่วไปได้ในปีหน้า เรื่องงบไม่มีปัญหา กลัวเพียงแต่ว่า คนอเมริกันไม่ยอมมาฉีด

แต่หากให้พรีเซนเตอร์แม่เหล็กอย่าง โอบาม่า – บุช - คลินตัน ออกมาฉีดวัคซีนโชว์ออกสื่อ ก็น่าจะสร้างแรงจูงใจให้คนอเมริกันยอมมารับวัคซีนกันไม่น้อย แต่สุดท้ายก็คงเป็นสิทธิ์ของคนอเมริกันว่าจะสมัครใจฉีดวัคซีนกันหรือเปล่า หรืออาจสละสิทธิ์ก่อนเพื่อขอดูผลข้างเคียงจากกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนล็อตแรกไปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ดังนั้นสงครามต่อสู้กับเจ้าเชื้อ Covid-19 ก็ยังไม่จบง่าย ๆ แน่นอน


แหล่งข่าว

https://www.theguardian.com/us-news/2020/dec/03/obama-clinton-bush-covid-vaccine-safety

https://www.theguardian.com/world/2020/dec/03/us-logs-a-record-3157-coronavirus-deaths-in-one-day

https://news.gallup.com/poll/325208/americans-willing-covid-vaccine.aspx

พลิกปูมตำนานชุดนักเรียนญี่ปุ่น เบื้องหลังแฟชั่นสุดคาวาอี้ ที่นักเรียนทั่วโลกใฝ่ฝัน

หากจะนึกถึงชุดนักเรียน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ชุดนักเรียนญี่ปุ่นต้องติดโผเป็นต้นแบบชุดนักเรียนในฝันของใครหลาย ๆ คน เนื่องจากมีความน่ารัก มุ้งมิ้ง คิขุ คาวาอี้ ที่แม้แต่คนวัยเกินเกณฑ์รั้วโรงเรียนเห็นแล้วยังอยากลองใส่ดูมั่ง ถ้าไม่เกรงใจโลก

แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังเรื่องราวของชุดนักเรียนญี่ปุ่น กว่าที่จะมาเป็นรูปแบบในปัจจุบันได้ ผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในญี่ปุ่นมาแล้วมากมาย

ตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ ปฏิวัติอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม สงครามโลก ขบถความคิดของเหล่าบุปผาชน ที่สะท้อนผ่านรูปแบบของชุดนักเรียนญี่ปุ่น จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าทึ่ง และวันนี้ เรามาพลิกปูมตำนานกว่า 150 ปี ของชุดนักเรียนญี่ปุ่นกันดีกว่า

ประวัติความเป็นมาของต้นกำเนิดชุดนักเรียนญี่ปุ่น สามารถย้อนไกลได้ถึงสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868 - 1912)  เป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมาก จนกลายเป็นกระแสนิยม หลังจากที่ญี่ปุ่นปิดประเทศนานถึง 220 ในสมัยเอโดะ ภายใต้การปกครองในระบอบโชกุนตระกูลโทกุกาวะ

ก่อนสมัยเมจิ ญี่ปุ่นไม่เคยมีกำหนดชุดเครื่องแบบนักเรียนมาก่อน และโอกาสด้านการศึกษาก็จะจำกัดอยู่แต่ในกลุ่มราชสำนัก ขุนนางชั้นปกครอง ซามุไร ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนชายจะสวมชุดแบบญี่ปุ่น สวมกางเกงฮากามะ ที่เป็นเหมือนชุดจำลองของชนชั้นซามุไร ส่วนนักเรียนหญิงจะสวมกิโมโนไปโรงเรียน

แต่รูปแบบการแต่งกายของชนชั้นปกครองญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่การมาถึงของเรือดำ ของกองทัพเรือสหรัฐที่นำโดย พลเรือจัตวา แมทธิว แพร์รี่ ในปี ค.ศ. 1854 ที่บังคับให้ญี่ปุ่นต้องยอมเปิดประเทศเพื่อติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตก และนำไปสู่การปฏิรูปเมจิ รื้อถอนระบอบโชกุน ฟื้นฟูพระราชอำนาจให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิในปีค.ศ. 1868 ในเวลาต่อมา

.

และในยุคสมัยเมจินี่เอง ที่วัฒนธรรมของชาติตะวันตก หลั่งไหลเข้าไปในญี่ปุ่นอย่างมากมายราวทำนบแตก ที่สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกายของข้าราชสำนัก และผู้นำชั้นปกครอง ที่เริ่มเปลี่ยนเครื่องแบบจากแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมกลายเป็นสไตล์ตะวันตก และยังส่งผลต่อแนวคิดการออกแบบชุดนักเรียนของญี่ปุ่น ที่เริ่มมีการกำหนดมาตรฐานของชุดนักเรียนเป็นครั้งแรกในสมัยนี้เช่นกัน

ซึ่งโรงเรียนนำร่องแห่งแรกที่มีข้อกำหนดให้ใช้ชุดนักเรียนแบบมาตรฐานคือ โรงเรียนกักคุชูอิน ที่เป็นโรงเรียนชั้นสูงสำหรับลูกหลานชาววัง และข้าราชการระดับสูง ในปี 1879

ชุดนักเรียนญี่ปุ่นในยุคแรก มีต้นแบบมาจากเครื่องแบบทหารตะวันตก ชุดนักเรียนชายจะเป็นเสื้อแขนยาวสีดำ ปกตั้ง ติดกระดุมหน้าทำด้วยโลหะ กางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกแก๊บ ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า กะคุรัน  (学ラン) ที่แปลว่าชุดนักเรียนแบบตะวันตก

ซึ่งชุดกะคุรัน เป็นชุดนักเรียนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น และยังมีใช้ในบางโรงเรียนที่จีน และ เกาหลีใต้อีกด้วย

ส่วนนักเรียนหญิง ไม่ได้ใส่กะคุรัน แต่จะสวมเสื้อแบบกิโมโน แต่ทับด้วยกางเกงฮากามะ แบบผู้ชายแต่ปรับรูปแบบสีสันให้สวยงาม และสวมรองเท้าบูทหนัง ทั้งนี้เพราะมีการบรรจุวิชาพลศึกษา เป็นวิชาภาคบังคับทั้งชาย-หญิง และการสวมกางเกงก็ช่วยให้นักเรียนหญิงสามารถเรียนวิชาพละได้อย่างคล่องตัวกว่าชุดกิโมโนแบบเก่า

แต่ชุดนักเรียนสมัยแรกมีราคาแพงมาก ที่ครอบครัวชั้นสูง ที่มีฐานะดีเท่านั้น ถึงสามารถซื้อเครื่องแบบเหล่านี้ให้บุตรหลานได้โดยไม่เดือดร้อน

หลังจากสิ้นสุดยุคเมจิ เข้าสู่ยุคไทโช (ค.ศ.1912 - ค.ศ.1926) เป็นช่วงที่โลกเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 รูปแบบชุดนักเรียนญี่ปุ่นก็ยังคงได้รับอิทธิพลมาจากชุดทหารตะวันตก และเริ่มมีหลักสูตรฝึกทหารสำหรับสตรีชาวญี่ปุ่น จึงมีการปรับเครื่องแบบนักเรียนหญิงให้เข้ากับยุคสมัยโดยใช้รูปแบบของชุดของทหารเรือมาใช้ ที่เรียกว่า "เซย์ฟุคุ" (制服)

.

และโรงเรียนที่ใช้ชุดนักเรียนทรงทหารเรือเป็นที่แรกของญี่ปุ่นคือ วิทยาลัยสตรีฟุกุโอกะ ต้นกำเนิดไอเดียเป็นของอลิซเบธ ลี ครูใหญ่ของโรงเรียน ที่เห็นว่าชุดนักเรียนหญิงแบบเก่าที่สวมกางเกงฮากามะทับกิโมโน ร้อนเกินไปสำหรับช่วงหน้าร้อน จึงออกแบบชุดใหม่ให้กับนักเรียนโดยใช้เครื่องแบบทหารเรือของราชนาวีอังกฤษเป็นต้นแบบ กับกระโปรงแบบตะวันตกเข้าชุดกัน

และก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก เนื่องจากชุดทรงทหารเรือ มีความน่ารัก เรียบร้อย ภูมิฐาน และตัดเย็บง่าย ราคาถูกกว่าชุดแบบดั้งเดิม เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมสิ่งทอของญี่ปุ่นในยุคนี้ ที่ทำให้เครื่องแต่งกายมีราคาถูกลง ผู้คนจับต้องง่ายขึ้น

จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพง นักเรียนจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานช่วยครอบครัว โดยเฉพาะนักเรียนหญิงที่ต้องรับหน้าที่มากขึ้น เครื่องแบบนักเรียนยุคนี้จึงต้องปรับเปลี่ยน อนุญาตให้นักเรียนหญิงสวมกางเกงขายาวแทนกระโปรงมาเรียนได้ ความน่ารักสดใสในเครื่องแบบอาจหายไป แต่ก็สะท้อนความยากเข็ญของสังคมในยุคสงครามได้เป็นอย่างดี

.

เมื่อหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปหลายสิบปี และเข้าสู่ยุคเสรีนิยมแบบตะวันตก ตามรูปแบบการปกครองแบบใหม่ที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาวางกรอบให้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวบนพื้นฐานการแข่งขันแบบทุนนิยม ที่เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดการแพร่หลายของแนวคิดเสรีชน ต่อต้านกรอบสังคมแบบเก่าของกลุ่มบุปผาชนสายขบถในญี่ปุ่น ที่เรียกว่ากลุ่มสุเคบัน แยงกี้ ที่เป็นการรวมกลุ่มนักเรียนต่อต้านสังคม และแสดงออกด้วยการเอาชุดนักเรียนมาดัดแปลงตามใจฉัน สวมเสื้อสั้นเต่อ กระโปรงยาวลากพื้น หรือกางเกงทรงสุ่ม ย้อมสีผม  เป็นเชิงสัญลักษณ์ของการแหกจารีตของสังคม

.

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลก และมีมาตรฐานการศึกษาที่ดีเยี่ยม เข้าถึงทุกพื้นที่ ดังนั้นการแข่งขันจึงกลายเป็นระดับโรงเรียนด้วยกัน โดยการออกแบบชุดให้มีความทันสมัย จากชุดเสื้อกะลาสี ผูกโบว์แดง หรือกะคุรันแบบเก่า ก็เริ่มเป็นชุดเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไทด์ สวมทับด้วยสูทแบบตะวันตก หรือชุดเอี๊ยมผูกโบว์ เพื่อดึงดูดนักเรียนให้เข้ามาสมัครเรียน เพราะชอบชุดก็มีไม่น้อย

.

จึงทำให้เกิดเป็นแฟชั่นชุดนักเรียน หลากหลายรูปแบบ สดใส คาวาอี้ ที่ทำให้เด็กนักเรียนทั่วโลกชื่นชอบในวัฒนธรรมชุดนักเรียนของญี่ปุ่น และนำมาแต่งเล่นเป็นชุดคอสเพลย์กันอย่างสนุกสนาน

และนี่ก็คือความเป็นมาของชุดนักเรียนญี่ปุ่น ที่อยู่คู่กับนักเรียนญี่ปุ่นมานานกว่า 150 ปี และยังคงอยู่ตลอดไป อย่างไม่จำกัดรูปแบบ และพร้อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ


แหล่งข้อมูล

https://www.nippon.com/en/column/g00554/

https://learnjapanese123.com/japanese-school-uniforms/

https://seifuku.neocities.org/index_e.html

https://medium.com/@katier.jiang/development-and-evolution-of-japanese-school-uniform-12bf9c7856af

https://jpninfo.com/64959

https://medium.com/@katier.jiang/development-and-evolution-of-japanese-school-uniform-12bf9c7856af


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top