Saturday, 13 July 2024
The States Times World Team

‘หนุ่มเกาหลี’ แชร์เหตุผลที่ไม่ควรอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ‘ทุกอย่างแพง - โดนเมินบ่อยๆ - แม้ภาษาดีแต่ก็ถูกบูลลี่’

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยูทูบเบอร์หนุ่มชาวเกาหลี เจ้าของช่อง ‘ヨンチャン’ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมานานประมาณ 9 เดือน ได้ทำการลงคลิปที่มีชื่อว่า 5 เหตุผลที่คุณไม่ควรอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องน่าอึดอัดใจระหว่างที่เจ้าตัวใช้ชีวิตอยู่ในแดนปลาดิบ โดยหนุ่มรายนี้ได้เดินทางมาแล้วหลายจังหวัด อาทิ นางาซากิ, ฟุกุโอกะ, นาโกย่า (จังหวัดไอจิ) และซัปโปโร (จังหวัดฮอกไกโด) จึงอยากมาแชร์ความเห็นตัวเองให้กับผู้ชมได้รับทราบกัน ดังนี้ครับ

-แพงไปหมด - ญี่ปุ่นมีค่าครองชีพที่สูง ไม่ว่าจะค่าเช่าห้อง ค่าสาธารณูปโภค หรือแม้แต่ค่าแท็กซี่ก็แสนแพง ถ้าคิดจะซื้อรถสักคันก็ต้องผ่านการตรวจสอบหลาย ๆ อย่าง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงด้วย แถมยังเก็บค่าที่จอดรถแม้กระทั่งจักรยาน ไม่มีอะไรที่ฟรีแบบบันชัน (เครื่องเคียง) ที่หาได้ตามร้านอาหารในเกาหลีเลย อาหารประเภทเครื่องเคียงในญี่ปุ่นล้วนคิดเงินทั้งสิ้น

-จะอยู่รอดต้องสตรอง - ถ้าคุณพูดญี่ปุ่นไม่ได้ก็จะโดนเมิน และความเป็นตัวตนของคุณจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเอาได้ง่าย ๆ ผมรู้สึกแบบนี้เพราะว่าญี่ปุ่นค่อนข้างเคร่งเรื่องข้อบังคับและมารยาททางสังคมมาก พวกเขาไม่ได้ต้อนรับคุณอย่างอบอุ่นหรือเป็นมิตรนักหรอก

-วัฒนธรรมที่เปลี่ยนให้กลายเป็นคนขี้เกรงใจ - ผู้คนที่นี่มักจะระมัดระวังในการไปรบกวนผู้อื่น เราต้องพูดจาค่อย ๆ อยู่เสมอ ในความซับซ้อนของคนญี่ปุ่นนี้แฝงไปด้วยอุปสรรคด้านวัฒนธรรมและทำให้ผู้คนดูแห้งเหี่ยวเกินไป

-ต่อต้านเกาหลี - ผู้สูงอายุบางคนในญี่ปุ่นยังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีกับชาวเกาหลีอยู่ แม้ว่าปัญหานี้จะไม่เจอกับคนยุคใหม่ที่เกิดในช่วงระหว่างปี 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 แล้วก็ตาม

-ภาษาญี่ปุ่น - แนะนำว่าควรเรียนภาษาญี่ปุ่นจนสามารถสื่อสารได้ก่อนจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ และไม่ว่าทักษะภาษาญี่ปุ่นของเราจะดีแค่ไหนก็มักจะมีบางคนที่เป็นพวกชอบบูลลี่คนอื่นในที่ทำงานเสมอ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังคอนเทนต์ดังกล่าวก็ได้ถูกทางช่อง ‘ヨンチャン’ นำออกไปแล้ว ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นการชั่วคราวหรือถาวร

เมื่อต้องมีพ่อ​ 3​ คน​ ใต้นิยามใหม่ของคำว่า "ครอบครัว" ที่ไม่ต้องเป็น "ชีวิตคู่" เสมอไป

เปิดโลกทัศน์สมัยใหม่ กับการใช้ชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนจะเป็นกรอบนิยามที่ล้าสมัยไปแล้ว เมื่อการสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องมีเพียงคู่รักหญิง - ชาย สามี - ภรรยา เสมอไป

โดยปัจจุบันคนยุคใหม่เริ่มคุ้นเคยกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ซิงเกิ้ลมัม ซิงเกิ้ลแดด หรือ คู่รักเพศเดียวกัน มากขึ้น

แต่นี่อาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้น​ หลังจากมีครอบครัวอีกรูปแบบ​ ผ่าน​ชาย​ 3 และเด็ก 1 ที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างมีความสุข และพยายามต่อสู้ให้ชาย​ 3​ คนนั้น​ เป็นพ่อที่ได้รับการรับรองสถานะ "บิดา" อย่างถูกต้องตามกฏหมาย

เรื่องมุมมองครอบครัวสุดพิสดารในสายตาของคนอื่น แต่เป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาในสายตาของพวกเขา เริ่มต้นจาก เอียน เจนคินส์ ปัจจุบันเป็นถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขต ซาน ดิเอโก้

เขาได้เล่าเรื่องครอบครัว 3 หนุ่มลูกติดของเขา ผ่านหนังสือชื่อ Three Dads and a Baby: Adventures in Modern Parenting และการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัว คือการมีลูก และยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ใส่ชื่อพวกเขาทั้ง 3 คนเป็นพ่อในใบเกิดลูก

โดยเริ่มจากชีวิตในวัยเด็กของ เอียน เจนคินส์ ในรัฐเวอร์จิเนีย ที่รู้ตัวว่าเขาเป็นเกย์ แต่เมื่อเขาบอกความจริงออกไป กลับไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมในสมัยนั้น เขาถูกคนรอบข้างต่อต้านอย่างรุนแรง ไม่มีเพื่อนเลย จนกระทั่งเขาย้ายมาเรียนแพทย์ที่บอสตัน เรียนดีจนได้เป็นถึงอาจารย์หมอ และทำให้เขาได้พบกับ อลัน หนึ่งในลูกศิษย์ของเขา ที่เป็นเกย์เช่นกัน

แล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน และย้ายมาอยู่ที่เมือง ซาน ดิเอโก้ โดยเอียน ยังคงเป็นอาจารย์สอนที่คณะแพทย์ ใน UC San Diego ส่วน อลัน ทำงานเป็นแพทย์ประจำในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ทั้งคู่ร่วมชีวิตกันนานถึง 10 ปี จนกระทั่ง อลัน เกิดไอเดียแปลก ๆ​ ว่า ทำไมเราไม่ขยายครอบครัว หาคนร่วมชีวิตเพิ่มหล่ะ

และไอเดียแปลก ๆ​ นี้ ก็พาพวกเขามารู้จักกับ เจอรามี สัตวแพทย์หนุ่มในสวนสัตว์ ซาน ดิเอโก้ ที่ยินดีใช้ชีวิตไตรเน็ต ชัดเจนทุกความถี่ร่วมกัน 3 คน

แต่ต่อมา อลันก็มาพร้อมกับไอเดียแปลก ๆ​ อีกครั้ง คราวนี้เขาบอกว่าอยากได้ลูกสักคน

เรื่องนี้ทำให้ทั้ง 3 คน ต้องมานั่งโต๊ะคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องการมีลูก ซึ่งสถานะครอบครัวอย่างพวกเขา การขอบุตรบุญธรรมคงไม่มีใครอนุมัติ และพวกเขาก็ต้องการลูกที่เป็นของพวกเขาจริง ๆ

เขาจึงตัดสินใจติดต่อหาผู้ที่ประสงค์บริจาคไข่ และก็ได้เมแกน ที่ยินดีบริจาคไข่ให้ แต่ต้องนำไปฝากไว้ในครรภ์ของคุณแม่อุ้มบุญที่ไม่ประสงค์ออกนาม จนได้ลูกคนแรกออกมาเป็นลูกสาว ชื่อ ไปเปอร์ ซึ่งกลายเป็นนางฟ้าตัวน้อยของบ้าน

แต่ปัญหาที่ตามมาคือ พวกเขาทั้ง 3 คน ต้องการระบุว่าเป็นพ่อเด็กอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เพื่อให้ลูกของพวกเขาได้สิทธิ์ผูกพันทางกฏหมายอย่างเสมอภาคทั้ง 3 คน

แต่ปัญหาคือ ตามกฏหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียจะอนุญาตให้ระบุชื่อพ่อในใบเกิดมากกว่า 1 คนได้ต่อเมื่อ พ่อคนปัจจุบันมีความผิดปกติ ที่อาจเป็นอันตรายต่อครอบครัว

ทำให้ ครอบครัว 3 หนุ่มต้องยื่นคำร้อง ต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในชั้นศาล ยอมเสียค่าทนายหลักแสนดอลลาร์ และค่าดำเนินการมากมาย จนได้สิทธิ์ระบุชื่อพ่อ 3 คนในใบเกิดลูก ซึ่งเป็นเคสแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือจะเรียกว่าเป็นเคสแรกในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้

ซึ่งตอนนี้ ครอบครัว 3 หนุ่ม เอียน อลัน เจอรามี ก็มีลูกคนที่ 2 เรียบร้อย เป็นลูกชายที่พวกเขาตั้งชื่อว่า ปาร์คเกอร์ จากผู้บริจาคไข่คนเดิม แต่แม่อุ้มบุญคนใหม่ ที่พวกเขาช่วยกันเลี้ยงลูก แชร์ค่าใช้จ่ายร่วมกัน และออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ เมแกน แม่ผู้บริจาคไข่ ที่อยู่ไกลถึงรัฐเทนเนสซี บินมาเยี่ยมเด็กๆ อย่างน้อยปีละครั้ง

และเพื่อไม่ให้ลูกๆสับสนในการเรียกพ่อ ก็ตกลงกันว่าให้เรียก เอียน ว่า Papa เรียก อลันว่า Dada และเรียก เจอรามี ว่า Daddy

การสร้างครอบครัวชาย 3 ที่มีลูกติด ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต และหน้าที่การงานของพวกเขาแล้วในตอนนี้ เพื่อนร่วมงานของ 3 หนุ่มก็รับได้ และคิดว่าเป็นครอบครัวที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครดี

เอียน เจนคินส์ หวังว่าเรื่องราวของครอบครัวของเขา จะช่วยให้คนทั่วไปมีมุมมองในเรื่องครอบครัวที่กว้างกว่าเดิม และเข้าใจว่าการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมีได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะการมี "ชีวิตคู่" เท่านั้น

ตราบใดที่ครอบครัวอิ่มอุ่นด้วยความรัก ความเข้าใจ บทบาทของพ่อ และแม่ ก็มีได้หลายหลายไม่จำกัดนิยามจริง ๆ


อ้างอิง:

https://edition.cnn.com/2021/03/06/us/throuple-three-dads-and-baby-trnd/index.html?

utm_source=fbCNNi&utm_term=link&utm_content=2021-03-13T11%3A29%3A07&utm_medium=social

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือน เมื่อรถ EV สัญชาติจีนเริ่มตีตลาดไล่บี้ Tesla ด้วยราคาสุดพิเศษ ถูกใจคนวัย First Jobber ที่เพิ่งเริมชีวิตทำงานได้ไม่นาน แต่ต้องต้องการความคล่องตัว แถมวิ่งได้ในระยะทางไม่ต่างกันมาก

แม้ว่า Tesla Model-3 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในจีนในเวลานี้ถึงจะมีราคาสูงถึงคันละ 38,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.17 ล้านบาท ต่อคัน) แต่หากมีกำลังซื้อเพียงพอ ชาวจีนก็เลือกที่จะซื้อ Tesla ที่เป็นเหมือนแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก เหมือนกับถ้าพูดถึงสมาร์ทโฟน คนก็จะนึกถึง iPhone เป็นแบรนด์แรก ๆ

แต่ในจีนก็มีกลุ่มผู้ซื้อมากมาย ทั้งที่ไม่สนใจแบรนด์เลย ขอให้ใช้งานได้ ในราคาคุ้มค่า ซึ่งเข้าทางผู้ผลิตรถยนต์จีน พากันออกรถ EV รุ่นใหม่สู่ตลาดในราคาเพียงแค่ 1 ใน 3 ของ Tesla ด้วยสเปคที่ใกล้เคียงกัน เพื่อดึงตลาดระดับกลาง ที่พิจารณาเรื่องราคา และระยะทางที่วิ่งได้เป็นหลัก มากกว่าเอาชื่อเสียงของแบรนด์เป็นตัวตั้ง

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาจึงเป็นยุคเฟื่องฟูของตลาดรถ EV ในจีน ที่รถ Tesla มียอดขายโตขึ้นถึง 21% แต่ในขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์ EV ของจีนก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน

จีนนับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นตลาดรถยนต์ EV ที่มีจำนวนผู้ซื้อมากที่สุดในโลกเช่นกัน การใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนจีน ที่พัฒนารถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าใช้เองในประเทศอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี 1990 แถมรัฐบาลจีนก็สนับสนุนด้วย โดยการบรรจุการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นที่แพร่หลายให้เป็นวาระแห่งชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ 5 ปี ก่อนการมาถึงของรถยนต์ Tesla ในตลาดจีนเสียอีก

และการผลักดันของจีนก็เป็นผล ที่ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนก็สามารถพัฒนารถยนต์ EV ที่มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันในตลาดได้ แม้ไม่ใช่อันดับ 1 แต่ก็ไม่ได้ล้าหลังจนทิ้งห่าง

ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนก็มีอยู่หลายค่าย หลายแบรนด์มาก นับสิบเจ้าที่ไล่ราคาตั้งแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท จนถึงราคาแค่แสนต้นๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่คุณภาพดี ขับใช้ได้ไม่อายใคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของจีนมองว่า ราคารถ EV ของจีนจะลดลงมาในราคาที่จับต้องได้มากกว่านี้อีก ระดับที่เด็กมัธยมปลายก็สามารถเก็บเงินพอที่จะซื้อได้ ก่อนที่จะมีสิทธิ์ถือใบขับขี่เสียอีก

ในบรรดาค่ายรถยนต์ของจีน มีบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตา เช่น BYD Hozon Wuling Nio Xpeng ที่ยังครองยอดขายในตลาดจีนมากกว่าครึ่ง

และทางค่ายรถยนต์จีนก็ไม่ได้มองแค่ตลาดจีน แต่มีเป้าหมายที่จะขยายตลาดผู้ใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป และอเมริกา ที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากตามกระแสลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อลดปัญหาโลกร้อน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าแบรนด์รถยนต์จากจีนอาจจะไม่ใช่แบรนด์แรกๆ ที่ผู้ใช้รถในต่างประเทศจะเลือก ถึงกระนั้นก็เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากพอที่จะดึงดูด พ่อมดการเงินอย่าง วอเรน บัฟเฟต ให้เข้ามาร่วมลงทุนถือหุ้น BYD ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนถึง 8.2% มากกว่าหุ้น GM ที่เขาถือถึงเกือบ 3 เท่า

และ รถ EV แบรนด์ Nio ค่ายรถยนต์น้องใหม่ของจีนก็สร้างความตื่นเต้นในตลาดสหรัฐไม่น้อย ที่นำเสนอบริการรถยนต์ที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลารอที่แท่นชาร์ตแบตเตอรี่เป็นชั่วโมง แค่ขับไปที่สถานีเปลี่ยนแบตเก่าออก เอาแบตใหม่ใส่ใช้เวลาแค่ 5 นาที ขับรถออกได้เลย ซึ่งค่าย Nio บอกกว่าได้เตรียมแบตเตอรี่สำหรับเปลี่ยนให้ลูกค้าแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านชุด

ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจตลาดรถยนต์ EV ที่กำลังมาแรง และมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมาแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันทั้งหมดในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เราไม่อาจปฏิเสธกระแสนี้ไปได้เลย และประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตเอง ใช้เอง จนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ก็จะเป็นหนึ่งจุดแข็งที่สร้างความมั่นคงทางเทคโนโนยี และเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมากในโลกทุนนิยมในอนาคต


อ้างอิง:

https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/chinas-5700-electric-cars-tap-huge-market-tesla-cant-reach

https://www.cnbc.com/2021/03/10/chinese-electric-carmakers-add-13point65-billion-in-value-as-tesla-surges.html

https://www.cnbc.com/2021/02/09/teslas-china-sales-more-than-doubled-in-2020.html

https://www.cnbc.com/2021/03/01/buffett-owns-more-of-chinese-electric-car-maker-byd-than-general-motors.html

https://cleantechnica.com/2020/12/27/record-electric-vehicle-sales-in-china/

https://www.caranddriver.com/news/a33670482/nio-swappable-batteries-lease/

https://en.wikipedia.org/wiki/Electric_vehicle_industry_in_China

สำนักงานยายุโรปเร่งสอบข้อเท็จจริง หลังเกิดกรณีผู้เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ‘แอสตราเซเนกา’ ในยุโรปเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย

สำนักงานยายุโรป (EMA) กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วยุโรปมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาให้ประชากรแล้วกว่า 5 ล้านคน แต่มีรายงานว่า 30 คนในนี้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีน และหนึ่งในนั้นเสียชีวิต

เมื่อมีรายงานดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศในยุโรปได้ระงับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกา เริ่มจาก ‘ออสเตรีย’ ที่มีหญิงวัย 49 ปีเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ (7 มี.ค.) จากภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกา และประกาศระงับใช้วัคซีนเฉพาะล็อต ABV5300 ในวันจันทร์ (8 มี.ค.) ซึ่งมีจำนวน 1 ล้านโดสแจกจ่ายไปใน 17 ประเทศสหภาพยุโรป

หลังจากนั้นยังพบผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวเพิ่มขึ้นอีก 3 รายจากวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาล็อตดังกล่าว ทำให้มีอีก 4 ประเทศประกาศระงับใช้วัคซีนโควิด-19 ล็อตดังกล่าว คือ ‘เอสโตเนีย’, ‘ลิทัวเนีย’, ‘ลักเซมเบิร์ก’ และ ‘ลัตเวีย’

ต่อมาในวันพฤหัสบดี (11 มี.ค.) ‘อิตาลี’ ประกาศระงับใช้วัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาชั่วคราว จากความกังวลเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีด แต่เฉพาะล็อต ABV2856 เท่านั้น จากนั้น ‘เดนมาร์ก’, ‘ไอซ์แลนด์’ และ ‘นอร์เวย์’ ก็ประกาศระงับการใช้ในวันเดียวกัน แต่เป็นการระงับใช้วัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาทั้งหมด

นอกจากนี้ มีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ที่อิตาลีมีชายวัย 50 เสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังเข้ารับวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาเช่นกัน

จาก 9 ประเทศข้างต้นที่ประกาศระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกา มีเพียงเดนมาร์กเท่านั้นที่ระบุระยะเวลาการระงับใช้ 2 สัปดาห์ ประเทศอื่นที่เหลือไม่ระบุว่าจะกลับมาใช้วัคซีนดังกล่าวเมื่อใด

ทั้งนี้ บางประเทศเลือกระงับการใช้จากความกังวลถึงรายงานพบผู้รับวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาเกิดลิ่มเลือดอุดตัน แต่บางประเทศก็ตัดสินใจเพราะพบกรณีดังกล่าวด้วยตนเอง

ตัวอย่างเช่น สถาบันสาธารณสุขนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ว่า เลือกระงับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาชั่วคราว หลังจากมีรายงานการเสียชีวิตในเดนมาร์ก และนอร์เวย์เองก็พบผู้เข้ารับวัคซีนมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุซึ่งมักจะมีโรคประจำตัวอื่น

ขณะที่บางประเทศยังไม่พบเคสที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนแต่รอดูสถานการณ์ก่อน เช่น คณะกรรมการด้านสาธารณสุขสเปนประกาศว่า ได้ชะลอการฉีดวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 55 - 65 ปี จนกว่าจะมีการตรวจสอบและสรุปผลข้างเคียงทั้งหมดโดย EMA

โดยทั่วไป ผลข้างเคียงวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาที่เคยพบ และหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกเคยรายงาน ได้แก่ มีไข้ ปวดหัว ปวดบริเวณที่ฉีด อาเจียน ท้องร่วง วิงเวียน ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่นขึ้น ฯลฯ แต่ไม่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ขณะนี้ คณะกรรมการประเมินความเสี่ยงด้านเภสัชวิทยา (PRAC) ของ EMA กำลังดำเนินการตรวจสอบสาเหตุที่แน่ชัดว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาหรือไม่

ด้านบริษัทแอสตราเซเนกาออกมาชี้แจงว่า บริษัทเห็นความปลอดภัยของผู้รับวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

“หน่วยงานกำกับดูแลมีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับการอนุมัติยาใหม่ ๆ และรวมถึงวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาด้วย ความปลอดภัยของวัคซีนเราได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางในการทดลองทางคลินิกเฟสที่ 3 และข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียยืนยันว่าวัคซีนนี้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป” บริษัทกล่าวในแถลงการณ์

ด้าน EMA กล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ยังสามารถใช้วัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาต่อไปได้ในระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุภาวะลิ่มเลือดอุดตัน “ประโยชน์ของวัคซีนดังกล่าวยังคงมีมากกว่าความเสี่ยง”

EMA เสริมว่า “ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งไม่เคยถูกระบุว่าเป็นผลข้างเคียงจากวัคซีนนี้”

สำหรับประเทศไทยซึ่งสั่งจองวัคซีนโควิด-19 แอสตราเซเนกาไว้ ล่าสุด เช้าวันนี้ (12 มี.ค.) ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข ประชุมด่วน มีมติเลื่อนกำหนดการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเข็มแรก ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เดิมกำหนดไว้ 09.00 น. วันนี้ ที่สถาบันบำราศนราดูร เพื่อประเมินวัคซีนแอสตราเซเนกา หลังหลายประเทศในยุโรปพบปัญหาผลข้างเคียง


ที่มา:

https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ/143621?utm_campaign=ยุโรประงับ&utm_source=line&utm_medium=oa

https://www.bbc.com/news/world-europe-56357760

https://edition.cnn.com/2021/03/11/europe/astrazeneca-vaccine-denmark-suspension-intl/index.html

https://www.theguardian.com/society/2021/mar/11/denmark-pauses-astrazeneca-vaccines-to-investigate-blood-clot-reports

ซุส (Sost) เมืองชายแดนปากีสถาน ติดพรมแดนจีน กลายเป็นเมืองร้าง ร้านค้ามากมายปิดให้บริการ คนตกงานระนาว จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

คอลัมน์ ริมทางถนนคาราโครัมไฮเวย์

การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบเมืองซุส (Sost) ประเทศปากีสถานอย่างหนัก จากภาพถนนหลักคาราโครัมย์ ที่มีรถวิ่งไปมาขวักไขว่ ก่อนโควิด วันนี้เป็นได้แค่สนามฟุตบอลให้ชาวบ้านได้ออกกำลังกายคลายหนาวแทน แทบจะเรียกได้ว่าเกือบเป็นเมืองร้าง ร้านค้ามากมายปิดให้บริการ

เหตุใดเมืองซุส (Sost) ถึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนแทบจะกลายเป็นเมืองร้างแบบนี้  ?

เมืองซุส ( Sost) คือ เมืองชายแดนของปากีสถาน ระหว่าง 2 ประเทศ คือ ประเทศปากีสถาน-ประเทศจีน ซึ่งจะมีด่านชายแดนกุลจิราฟ ในการเดินทางข้ามพรมแดนและขนส่งสินค้า แต่หลังจากเหตุการณ์โรคระบาด ด่านพรมแดนแห่งนี้ ก็ถูกปิดไปตั้งแต่ปลายปี 2019 จนถึงทุกวันนี้ (เปิดด่านเฉพาะกิจไปเพียง 2 ครั้ง ในปี 2020 เพื่อให้ทางการจีนส่งเครื่องมือแพทย์มาช่วยเหลือ ช่วงเดือนเมษายน และเดือนกันยายนเท่านั้น )

ชาวเมืองทั้งหมดโซนนี้ ทำงานร่วมกับคนจีน ไม่ว่าจะเป็นล่าม ไกด์นำเที่ยว คนขับรถ บริษัทขนส่ง พนักงานตำแหน่งต่างๆ ในท่าสินค้า ซึ่งมีท่าสินค้าและโกดังสินค้าจากประเทศจีนขนาดใหญ่มาก ชื่อว่า Dry Port เป็นจุดพักสินค้า ก่อนขนส่งลงไปทางตอนใต้

เพราะฉะนั้น ชาวเมืองเกือบทุกคน ที่เป็นอยู่ในวัยแรงงาน ได้รับผลกระทบเต็มๆ เช่น เจ้าของบริษัททัวร์ที่จีน (ซินเจียง) ลูกทัวร์ก็เดินทางข้ามพรมแดนไม่ได้ เพราะด่านปิด กิจการได้รับความเสียหายอย่างหนัก หรือคนที่ทำงานที่ท่าสินค้า ก็ถูกพักงานไปหลายเดือน

จากผลกระทบอย่างหนักในครั้งนี้ ทำให้ผู้นำฝ่ายค้านโซนGB ทำหนังสือส่งไปที่รัฐบาลกลาง ขอให้เปิดด่านพรมแดนกุลจิราฟ ในวันที่1 เมษายน เพื่อผลประโยชน์และกระตุ้นเศรษฐกิจของโซนเหนือ

ถือเป็นความหวังของชาวเมืองเหนือ หากทางการอนุญาตให้เปิดด่านพรมแดน ชาวเมืองก็จะได้กลับไปทำมาหากินกัน

แม้ว่าประเทศปากีสถาน และเมืองซุส (Sost) จะไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด19 แต่พวกเราก็ได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีงานทำ ผู้คนที่นี่ตกงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานผู้ชาย โดยส่วนใหญ่ผู้ชายปากีสถานเป็นผู้นำครอบครัว มีหน้าที่ทำงานเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลครอบครัวเท่านั้น ถ้าผู้นำครอบครัวตกงาน ก็หมายถึงความเป็นอยู่ของคนทั้งครอบครัวเช่นกัน

ชีวิตได้อย่างเสียอย่างเสมอ

ทุกวันนี้รอคอยข่าวดีอยู่ทุกวัน

ถึงที่นี่จะไม่มีโควิด แต่โดนผลกระทบจากโควิดหนักที่สุด!!!

รายงานจากคนไทยคนเดียวที่อยู่เมืองนี้


กุลไลล่า

ไกด์สาวชาวไทย​ สะใภ้​ปากี​สถาน จากหัวหิน​พบรักหนุ่มปากีเชื้อสายวาคี อาศัยอยู่เมืองพาสสุ​ ดินแดนเหนือสุดของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันเปิดร้านอาหารริมถนนคาราโครัมไฮเวย์​ ถนนที่ได้รับการขนานนามว่าสูงที่สุดในโลก​ หรือเส้นทางสายแพรไหมในอดีต​

คอยต้อนรับแขกที่ผ่านทางมา​ แวะกินอาหารไทย​และชิมชา​ เบเกอรี่ชื่อดัง​ ทางเหนือของปากีสถานได้​ พร้อมให้บริการท่องเที่ยวปากีสถาน​หลังโควิด​-19 ผ่านไป

ไอเดียเจ๋งสุดใน 3 โลก เมื่อทีมพัฒนาเกาหลีใต้ คิดค้นกระบอกฉีดยารุ่นใหม่ Low Dead Space Syringe (LDS) ของเกาหลีใต้ ที่จะเหลือยาค้างเข็มน้อยมาก ๆ สามารถรีดน้ำวัคซีนจากขวดยาได้หมดจนหยดสุดท้าย ทำให้ได้วัคซีนเพิ่มอีก 1 เข็มฟรี ๆ

หมายความว่า จากปริมาณวัคซีน Covid-19 ที่ระบุจากบริษัท Pfizer ว่า 1 ขวด สามารถแบ่งฉีดได้ 6 เข็ม แต่ถ้าใช้กระบอกฉีดยา LDS ของเกาหลีใต้ จะฉีดได้ถึง 7 เข็ม

และยังสามารถใช้กับวัคซีนจาก AstraZeneca ได้ด้วย จากเดิมที่ระบุว่า 1 ขวดแบ่งฉีดได้ 10 เข็ม แต่ด้วยเข็มฉีดยาสัญชาติเกาหลีใต้ รีดได้เพิ่มเป็น 12 เข็มทีเดียว

ปัญหาเรื่องกระบอกฉีดยากับวัคซีน Pfizer มีข่าวมาสักพักแล้ว เนื่องจาก Pfizer ใส่ปริมาณวัคซีนในขวดยาโดยใช้เกณฑ์ว่าต้องฉีดด้วยกระบอกฉีดยารุ่นใหม่ที่เรียกว่า Low Dead Space Syringe จึงจะแบ่งฉีดได้ 6 เข็มต่อขวด แต่ถ้าใช้กระบอกฉีดยารุ่นเก่าจะสามารถดึงวัคซีนออกมาได้เพียง 5 เข็มเท่านั้น

และหลายประเทศก็กำลังเจอปัญหาการขาดแคลนกระบอกฉีดยารุ่นพิเศษ อย่างในญี่ปุ่น เยอรมัน และอีกหลายประเทศในยุโรป ที่อาจทำให้ต้องหันไปใช้เข็มฉีดยารุ่นธรรมดา และต้องเหลือวัคซีนค้างขวดทิ้งอย่างน่าเสียดาย

เกาหลีใต้จึงแก้ปัญหาด้วยการเร่งพัฒนากระบอกฉีดยา LDS ของตัวเองแถมมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเดิม ที่จะช่วยลดปริมาณยาค้างเข็มน้อยกว่าเดิม จนสามารถรีดวัคซีนเพิ่มได้อีกเข็ม

แต่ทั้งนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคน ออกมาให้ความเห็นทั้ง 2 ด้าน ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการพยายามแบ่งวัคซีนเพิ่มจากปริมาณที่ทางบริษัทผู้ผลิตระบุไว้อาจมีผลต่อวัคซีนแต่ละเข็มว่าจะได้ตามปริมาตรที่ควรจะเป็นหรือไม่

แต่ทว่า ศูนย์การแพทย์แห่งชาติของเกาหลีใต้ออกมายืนยันว่าทำได้แน่ และปลอดภัยด้วย เพียงแต่การรีดวัคซีนจากขวดให้ได้จำนวนเข็มที่เพิ่มขึ้น ต้องใช้ความใจเย็น และใช้เวลามากกว่าเดิม แต่ก็ได้มอบหมายให้พยาบาลผู้เชี่ยวชาญถึง 2 คน ทำหน้าที่บรรจุวัคซีนลงในเข็มโดยเฉพาะแล้ว

ส่วนหน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้ หรือ KCDC ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ไม่ได้ออกมาเป็นกฏเกณฑ์มาตรฐานอย่างเป็นทางการ แต่ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าไม่ได้ห้าม

หากการรีดวัคซีนเข็มพิเศษสามารถทำได้จริง ก็จะทำให้เกาหลีใต้มีวัคซีนเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนไม่น้อย สมมติว่าเกาหลีใต้ได้วัคซีน Pfizer มาจำนวน 10,000 ขวด ที่ระบุว่าแบ่งได้ 60,000 เข็ม 1 คนต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม จะสามารถฉีดได้ 30,000 คน แต่ถ้าใช้กระบอกฉีดยาของเกาหลีใต้ จะแบ่งได้ถึง 70,000 เข็ม ทำให้ฉีดได้เพิ่มถึง 5,000 คนทีเดียว และจะเพิ่มจำนวนผู้รับวัคซีนได้มากกว่านี้อีก หากใช้วัคซีนจาก AstraZeneca

ไอเดียนี้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนอาจไม่ปลื้มเท่าไหร่ แต่สำหรับชาวเกาหลีใต้ บอกได้คำเดียวว่ากำไรเห็นๆ


อ้างอิง:

https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/south-korean-hospitals-extract-extra-covid-19-vaccine-doses-from-vials

https://www.channelnewsasia.com/news/asia/south-korea-hospitals-extract-extra-covid-19-vaccine-doses-vials-14375734

https://www.dailysabah.com/world/asia-pacific/skorea-allows-doctors-to-extract-more-doses-from-covid-19-vials

สำนักพระราชวังบัคกิงแฮม ออกแถลงการณ์แรก หลังบทสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ว่าด้วยประสบการณ์เลวร้ายในรั้ววังอังกฤษ ออกอากาศไปทั่วโลก ด้าน 'ควีนเอลิซาเบธ' เสียพระทัย ต่อสิ่งที่ 'แฮร์รี - เมแกน' เผชิญในวัง

แถลงการณ์จากสำนักพระราชวังบัคกิงแฮม ระบุในวันอังคารว่า สมาชิกราชวงศ์ทุกพระองค์ ‘รู้สึกเสียพระทัย’ ที่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน (เจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ และเมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์) ในระยะ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา โดยประเด็นที่ถูกกล่าวขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเชื้อชาติ เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะต้องได้รับการหารืออย่างจริงจังเป็นการภายใน

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าชายแฮร์รี, เมแกน และอาร์ชี ยังคงเป็นที่รักยิ่งของราชวงศ์เสมอ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้น ภายหลังจากเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ได้เปิดอกให้สัมภาษณ์ครั้งแรก กับพิธีกรดังชาวอเมริกัน โอปราห์ วินฟรีย์ โดยบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมีความยาว 2 ชั่วโมงเต็ม ออกอากาศทางสถานี CNBC เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่จะนำมาออกอากาศซ้ำที่สถานีไอทีวี ของอังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นการทิ้งระเบิดสั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษแบบเต็ม ๆ

‘เจ้าชายแฮร์รี’ และ ‘เมแกน มาร์เคิล’ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เปิดใจเกี่ยวกับชีวิตในวังบักกิงแฮมของทั้งคู่ที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เมแกนเผย เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะถูกปฏิบัติไม่ดีหลังการเสกสมรส และเคยถูกถามเรื่องสีผิวของพระโอรสด้วย

ประเด็นดราม่าระหว่าง ‘ราชวงศ์อังกฤษ’ กับ ‘เมแกน มาร์เคิล’ ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ชายาของ ‘เจ้าชายแฮร์รี’ ดูเหมือนจะยิ่งบานปลายมากขึ้น เมื่อบทสัมภาษณ์ล่าสุดของดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ กลายเป็นการ ‘ทิ้งระเบิด’ ใส่พระราชวังบักกิงแฮมอย่างชัดเจน

เมแกน พระชันษา 39 ปี เปิดใจในการให้สัมภาษณ์ ‘โอปราห์ วินฟรีย์’ ที่สถานีโทรทัศน์ซีบีเอสออกอากาศเทปเมื่อค่ำวันอาทิตย์ (7 มี.ค.) ตามเวลาสหรัฐว่า เธอยอมรับว่าตัวเองไร้เดียงสา ก่อนเข้าเป็นสมาชิกราชวงศ์ในปี 2561

โดยหลังเข้าสู่รั้ววังบักกิงแฮมแล้ว เธอก็กลายเป็นคนคิด ‘อยากฆ่าตัวตาย’ และ ‘อยากทำร้ายตัวเอง’ เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ แม้เธอร้องขอแล้วก็ตาม

“ตอนนั้น ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว และมันเป็นความคิดชั่ววูบที่ชัดเจนและน่าตกใจมากทีเดียว" เมแกนเปิดใจกับวินฟรีย์ในรายการยาว 2 ชั่วโมงทางช่องซีบีเอส

เมแกนเผยว่า ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่เธอตั้งครรภ์เจ้าชายอาร์ชี ราชวงศ์อังกฤษไม่ต้องการให้ทายาทของเธอมีพระยศ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับการอารักขาตลอด 24 ชั่วโมง

เมแกน ซึ่งมีบิดาเป็นชาวอเมริกันยุโรปและมารดาเป็นชาวอเมริกันแอฟริกันเผยว่า ในวังมีการพูดเรื่อง ‘สีผิวของทายาท’ ที่จะเกิดมาด้วย แต่เธอไม่ยอมตอบว่าใครพูดเรื่องนี้

“มีความกังวลและบทสนทนาในวังด้วยว่า ผิวของเจ้าชายอาร์ชีจะสีเข้มขนาดไหนเมื่อเขาประสูติ”

นอกจากนี้ เมื่อวินฟรีย์ถามว่า เธอเป็นฝ่ายนิ่งเฉยเอง หรือถูกขอให้นิ่งหลังประสบกับเหตุการณ์นี้ เธอตอบว่า “เป็นอย่างหลัง” โดยดัชเชสแห่งซัสเซกซ์กล่าวถึงคนในวังว่า ไม่เพียงไม่ปกป้องเธอที่ถูกให้ร้าย แต่ยังโกหกเพื่อปกป้องสมาชิกราชวงศ์คนอื่น ในวังมีครอบครัวและมีคนที่บริหารสถาบัน เธอย้ำว่าเรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ดี เพราะสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระกรุณาธิคุณกับเธออยู่เสมอ

ส่วนรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่ว่าเธอทำให้ ‘เจ้าหญิงเคท’ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์และพระชายาในเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระเชษฐาของเจ้าชายแฮร์รี ร้องไห้ก่อนพิธีเสกสมรสของเธอในปี 2561 เมแกนปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์บอกอีกว่า ข่าวนี้เป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับสื่อเปลี่ยนไป และว่าความจริงเป็นคนละเรื่อง ทุกคนในวังต่างรู้ดี

“เจ้าหญิงเคทเพียงไม่พอใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่วันก่อนงาน และคนที่ร้องไห้คือฉัน เพราะถูกทำร้ายความรู้สึก แต่เจ้าหญิงเคทได้ขอโทษแล้ว”

ด้านเจ้าชายแฮร์รีเผยว่า พระทายาทในครรภ์พระชายาเป็นเพศหญิง พร้อมกับเผยเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารและพระบิดาว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมาก เพราะพระบิดาทรงเคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันมาก่อน ทรงรู้ถึงความเจ็บปวด

อย่างไรก็ตาม ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ตรัสว่า พระองค์จะยังคงรักพระบิดาเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความเจ็บปวดมากมาย พระองค์คงไม่ถอยออกมาจากราชวงศ์หากพระชายาไม่ถูกกระทำ ทรงถูกตัดความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ที่ยังอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะสิ่งที่พระมารดา (เจ้าหญิงไดอานา) ทิ้งไว้ให้

บทสัมภาษณ์ของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์มีขึ้นหลังจากเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ส (The Times) ของอังกฤษ เผยรายงาน Exclusive ที่อ้างข้อมูลจากอีเมลของข้าราชบริพารผู้หนึ่งซึ่งระบุว่า เมแกน เคยไล่ผู้ช่วย 2 คนออกจากพระราชวังเคนซิงตัน และยังข่มเหงรังแกทำลายความเชื่อมั่นของข้าราชบริพารอีกคนหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 มี.ค. สำนักพระราชวังบักกิงแฮม แถลงถึงรายงานของเดอะไทม์สว่า รู้สึก “กังวลอย่างยิ่ง” และจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง

“เรามีความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อครหาต่าง ๆ ที่อดีตข้าราชบริพารของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ออกมาเปิดเผยผ่านเดอะไทม์ส ทีมงานด้านทรัพยากรบุคคลของเราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้” แถลงการณ์จากสำนักพระราชวังอังกฤษ ระบุ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า พระราชวังบักกิงแฮมจะออกแถลงการณ์ตอบโต้ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์หรือไม่ แม้ตอนนี้บรรดาผู้สังเกตการณ์คาดว่าฝั่งราชวงศ์อังกฤษอาจเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่า ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่กับราชวงศ์อังกฤษ ตกอยู่ในเครื่องหมายคำถามก็ตาม


ที่มา:

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/926313?anf=

https://www.cnbc.com/2021/03/08/meghan-says-palace-had-concerns-about-how-dark-her-sons-skin-might-be.html

https://news.sky.com/story/harry-and-meghan-when-is-their-oprah-interview-and-what-will-they-talk-about-12236628

https://www.forbes.com/sites/carlieporterfield/2021/03/07/heres-why-harry-and-meghans-interview-with-oprah-could-be-a-bombshell-for-the-royal-family/?sh=25f6397c6107

ผู้ป่วยวัย 69 ปี ชาวสหรัฐฯ ติดเชื้อไวรัสโคโรนา พบอาการแทรกซ้อนหายากมีอาการองคชาตแข็งค้าง นานกว่า 3 ชั่วโมง คาดเกิดจากเชื้อไวรัสทำให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มในอวัยวะเพศ

พบอีกรายภาวะแทรกซ้อนหาได้ยากและน่าจะเจ็บปวดมาก จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยคนไข้ชาวสหรัฐฯคนหนึ่งมีอาการองคชาตแข็งค้าง(priapism) นานกว่า 3 ชั่วโมง ด้วยคณะแพทย์เชื่อว่าเชื้อไวรัสคือต้นตอทำให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มในอวัยวะเพศของเขา จากผลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม

ในเดือนสิงหาคมปี 2020

ชายชราอ้วนท้วนวัย 69 ปีคนหนึ่ง เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไมอามี วัลเลย์ ในเมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ หลังเขาล้มป่วยอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ชายไม่ทราบชื่อรายนี้มีอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรง ปอดอักเสบและมีการสะสมของของเหลวภายในปอด บุคลากรทางการแพทย์ให้ยาระงับประสาทเขา ก่อนต่อสายเครื่องช่วยหายใจ อย่างไรก็ตามอาการของเขายังคงทรุดลงอย่างต่อเนื่อง

หลังผ่านไป 10 วัน ปอดทั้ง 2 ข้างของเขาเริ่มล้มเหลว ทำให้ต้องนอนคว่ำหน้า ซึ่งเป็นเทคนิคฉุกเฉินช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่เข้าสู่ปอดให้สูงขึ้น แต่พอผ่านไป 12 ชั่วโมง หลังจากพลิกตัวเขากลับมานอนหงายอีกครั้ง พยาบาลสังเกตเห็นอวัยวะเพศของเขาแข็งค้างตั้งชัน

ผ่านไป 3 ชั่งโมง หลังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยไอซ์เจล คณะแพทย์ตัดสินใจใช้เข็มสูบเลือดออกจากอวัยวะเพศของเขา ซึ่งประสบความสำเร็จในการช่วยอวัยวะเพศคลายตัว ทั้งนี้รายงานข่าวระบุว่าชายคนดังกล่าวหมดสติตลอดระยะเวลาของการรักษา

"ภาวะองคชาตแข็งค้างไม่เกิดขึ้นมาอีก" คณะแพทย์ 3 รายของโรงพยาบาลไมอามี วัลเลย์ เขียนในรายงานคนไข้ในวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉิกแห่งอเมริกา อย่างไรก็ตามปอดของเขาไม่ฟื้นตัว และท้ายที่สุดแล้วคนไข้เสียชีวิตในห้องไอซียู

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ระบุว่าอาการนี้น่าจะมีสาเหตุจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป ที่เรียกกันว่าภาวะ "พายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm)" และเข้าใจได้ว่าเป็นผลข้างเคียงของโควิด-19 ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดลิ่มเลือด

นายแพทย์ ริชาร์ด วินีย์ จากโรงพยาบาลควีนเอลิซาเบธ ในเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ที่ปรึกษาด้านศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ ว่า "เราไม่เคยพบเห็นเคสองคชาตแข็งค้างสัมพันธ์กับโควิด-19 เช่นนี้มาก่อน และเท่าที่ทราบ เรารับมือกับคนไข้โควิด-19 มากกว่าโรงพยาบาลไหน ๆ ในยุโรป ดังนั้นมันเป็นเป็นเคสที่หายากมาก แต่เป็นอาการของโควิด-19 ที่สามารถอธิบายได้”

"คนไข้รายนี้มีอาการองคชาตแข็งค้างชนิดขาดเลือด ผลจากลิ่มเลือดเล็ก ๆ และนี่คือหนึ่งในอาการแทรกซ้อนของโควิด-19 ที่เราเคยพบเห็นในระบบอวัยวะอื่น ๆ มากมาย" เชากล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฏาคมปีก่อน อีกหนึ่งผลการศึกษาที่เผยแพร่ในนวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉิกแห่งอเมริกาเช่นกัน เคยรายงานการพบสถานการณ์แบบเดียวกัน โดยคนไข้วัย 62 ปีคนหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีอาการอวัยวะเพศชายแข็งตัวยาวนาน 4 ชั่วโมง

ซึ่งจำเป็นต้องใช้เข็มสูบเลือดออกจากอวัยวะเพศเช่นกันทั้งนี้เชื่อกันว่าอาการดังกล่าวมีต้นตอจากลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดองคชาติ ในขณะที่ก่อนหน้าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ชายรายนี้ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันมาก่อนเลย


ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9640000022681

สถานีโทรทัศน์ CBS ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษเจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ และพระชายา เมแกน ทรงเปิดใจกับพิธีกรดัง ‘โอปราห์ วินฟรีย์’ โดยดัชเชสเมแกนเผยประสบการณ์ถูกเหยียดเชื้อชาติ ถึงขั้นคิดสั้นจะ “ฆ่าตัวตาย” มาแล้ว

บทสัมภาษณ์ ซึ่งออกอากาศในช่วงเวลาไพรม์ไทม์และเป็นที่จับตามองมากที่สุดครั้งหนึ่ง คาดว่า จะทำให้รอยร้าวระหว่าง เมแกน - แฮร์รี กับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษยิ่งยากที่จะประสานมากขึ้นไปอีก

เจ้าชายแฮร์รีและพระชายา ยุติการปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเมื่อต้นปีที่แล้ว ก่อนจะย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ โดยตอนนั้นทรงให้เหตุผลว่าต้องการประกอบอาชีพเยี่ยงประชาชนทั่วไปเพื่อจะได้มี “อิสรภาพทางการเงิน”

ดัชเชสเมแกน เปิดใจกับ วินฟรีย์ ว่า คนในราชวงศ์อังกฤษมีความกังวลเรื่อง “สีผิว” ของพระโอรส “อาร์ชี” (Archie) ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเกิด และนั่นคือ สิ่งที่อธิบายว่าทำไมพระโอรสน้อยจึงไม่ได้รับการสถาปนาเป็น “เจ้าชาย”

เมแกน ซึ่งมีมารดาเป็นชาวอเมริกันผิวสีและบิดาเป็นคนผิวขาว ยอมรับว่า ตัวเธอเองยังคง “ไร้เดียงสา” และแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตเจ้าตอนที่เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี เมื่อปี 2018 แต่สิ่งต่าง ๆ ที่ประดังประเดเข้ามาหลังจากนั้นทำให้เธอเป็นทุกข์หนักถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตาย หลังจากที่พยายามขอความช่วยเหลือแต่ไม่เคยได้รับมัน

“พวกเขาไม่ต้องการให้ (อาร์ชี) ได้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิง...ตอนนั้นยังไม่รู้เพศ... ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติ และเขาก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยใด ๆ ด้วย” เมแกน ระบุ

“ในขณะที่ฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ เราก็ได้รับการบอกกล่าวว่า ‘ลูกของเธอจะไม่ได้รับบรรดาศักดิ์ และไม่ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย’ นอกจากนั้น ก็ยังมีบางคนที่เป็นห่วง และพูดจาซุบซิบกันว่า เขาจะเกิดมามีผิวสีเข้มหรือไม่”

เมแกน ปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อบุคคลที่แสดงท่าทีเหยียดผิวลูกของเธอ และเมื่อ วินฟรีย์ ยิงคำถามเด็ดว่า “คุณเลือกที่จะเงียบเอง หรือถูกทำให้เงียบ” เมแกน ก็ตอบว่า “อย่างหลัง”

ทางด้านเจ้าชายแฮร์รี ทรงระบุว่า ที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตเจ้าก็เพราะ “ไม่ได้รับความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ” จากญาติ ๆ และทรงเกรงว่า “ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย” เหมือนตอนที่พระมารดา เจ้าหญิงไดอานา สิ้นพระชนม์ในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1997

ดยุคแห่งซัสเซกซ์ทรงย้ำว่า “ยังเคารพรัก” สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เหมือนเดิม แต่ในส่วนของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสนั้นทรงปฏิเสธที่จะรับโทรศัพท์จากพระองค์มาสักระยะหนึ่งแล้ว

“ผมได้คุยกับสมเด็จย่า 3 ครั้ง คุยกับพ่อ 2 ครั้ง ก่อนที่พระองค์ (เจ้าฟ้าชายชาร์ลส) จะหยุดรับโทรศัพท์จากผม จากนั้นพระองค์ก็บอกว่า ช่วยเขียนมาแทนได้ไหม?” เจ้าชายแฮร์รีตรัส

วินฟรีย์ ถามเจ้าชายแฮร์รีว่า หากไม่ใช่เพราะ เมแกน พระองค์จะเลือกทิ้งราชวงศ์อังกฤษหรือไม่ ซึ่งเจ้าชายก็ตอบว่า “ไม่... ผมคงทำไม่ได้หรอก เพราะตัวผมเองก็ติดกับดักนั้นอยู่ ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ในครอบครัว พ่อผมและพี่ชายผม ทุกคนไปไหนไม่ได้ และผมเองก็รู้สึกเห็นใจพวกเขาในจุดนี้”

“สิ่งที่แตกต่างสำหรับผมก็คือ ประเด็นเรื่องเชื้อชาติ เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเธอ (เมแกน) แต่มันยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เธอเป็นตัวแทน”

“ส่วนที่น่าเสียใจที่สุดน่าจะเป็นตอนที่สมาชิกรัฐสภากว่า 70 คน ทั้งชายและหญิง ออกมาวิจารณ์สื่อที่เผยแพร่บทความและพาดหัวข่าวเกี่ยวกับ เมแกน ด้วยคำพูดที่สะท้อนความคิดในยุคล่าอาณานิคม แต่กลับไม่มีใครสักคนในครอบครัวผมออกมาพูดเรื่องนี้ตลอด 3 ปี”

“มันเจ็บปวด แต่ผมก็เข้าใจจุดยืนของครอบครัว ผมรู้ว่าพวกเขาเองก็กลัวจะโดนสื่อแทบล็อยด์เล่นงานเหมือนกัน”

ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์มองว่า เจ้าชายแฮร์รีและพระชายาเรียกร้องชื่อเสียงและอภิสิทธิ์ต่าง ๆ จากการเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่กลับปฏิเสธที่จะอุทิศตนเองและไม่ยอมถูกสื่อจับตามอง ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่าสิ่งที่ทั้ง 2 พระองค์เผชิญอยู่นั้นสะท้อนถึงความล้าหลังของสถาบันกษัตริย์อังกฤษที่ยังมีแนวคิดเหยียดผิวต่อผู้หญิงยุคใหม่ที่มีเลือดผสมอย่าง เมแกน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เดอะไทม์สของอังกฤษได้ตีแผ่เรื่องที่ เมแกน ถูกกล่าวหาว่า “บูลลี่” อดีตข้าราชบริพารในวังเคนซิงตัน ซึ่งทางสำนักพระราชวังบักกิงแฮมก็ออกมาแถลงว่า “มีความกังวลอย่างยิ่ง” และจะดำเนินสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ขณะที่โฆษกของดัชเชสระบุว่าเธอ “เสียใจกับคำกล่าวหาที่ได้รับล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเธอเองก็ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่เรื่อยมา”

เมแกน บอกกับพิธีกรหญิงชื่อดังว่า คนในราชวงศ์อังกฤษไม่เพียงไม่ปกป้องเธอจากการถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังเลือกที่จะ “โกหก” เพื่อปกป้องคนอื่นด้วย

“หลังจากที่เราเข้าพิธีแต่งงาน ทุกอย่างก็เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายฉันก็เข้าใจว่า นอกจากฉันจะไม่ได้รับการปกป้องแล้ว พวกเขายังเต็มใจที่จะโกหกเพื่อปกป้องสมาชิกราชวงศ์คนอื่น ๆ ด้วย”

“ด้านหนึ่งคือครอบครัว แต่อีกด้านหนึ่งก็คือกลุ่มคนที่บริหารจัดการสถาบันนี้อยู่ สองสิ่งนี้เป็นคนละอย่างกัน และเราจำเป็นที่จะต้องแยกแยะ เนื่องจากสมเด็จพระราชินีนาถก็ทรงเป็นคนหนึ่งที่ดีต่อฉันเสมอ”

เมแกนยังปฏิเสธเรื่องที่สื่อเอาไปรายงานว่า เธอเคยทำให้ “เคต” ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชายาของเจ้าชายวิลเลียม ร้องไห้ในช่วงก่อนพิธีเสกสมรสเมื่อปี 2018 และยอมรับว่านั่นคือ “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้สื่ออังกฤษหันมาเล่นงานเธอ

“นั่นล่ะคือจุดเปลี่ยน” เมแกน กล่าว และเมื่อ วินฟรีย์ ถามว่าเธอทำให้เคตร้องไห้จริงหรือไม่ เมแกน ก็ตอบว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกันข้าม”

“ช่วง 2 - 3 วันก่อนพิธีแต่งงาน เธอ (เคต) อารมณ์เสียเกี่ยวกับ...ชุดของเด็กผู้หญิงที่ถือช่อดอกไม้ และนั่นทำให้ฉันน้ำตาตกเลย ฉันเสียใจกับเรื่องนี้มาก และฉันคิดว่าในบริบทของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันแต่งงาน มันไม่เมกเซนส์เลยที่ (เธอ) ไม่กระทำเหมือนคนอื่น ๆ ที่ต่างก็พยายามช่วยเหลือทุกอย่าง เพราะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับพ่อ (โทมัส มาร์เคิล)”

เมแกน ระบุด้วยว่า ก่อนแต่งงานเธอยังไร้เดียงสา และไม่ได้ตระหนักเลยว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างหลังจากที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อังกฤษ

“ฉันเข้ามาอย่างคนที่ไร้เดียงสา เพราะฉันเติบโตมาโดยที่ไม่ได้รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ”

เมแกน ยืนยันว่า เธอและแฮร์รี “ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง” แม้แต่เซนต์เดียวจากการออกมาให้สัมภาษณ์ แต่มีรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ CBS ต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ในการออกอากาศบทสัมภาษณ์เปิดใจชิ้นนี้ประมาณ 7-9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 215 - 276 ล้านบาท


ที่มา: รอยเตอร์

https://mgronline.com/around/detail/9640000022351


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top