Sunday, 13 September 2026
NEWS FEED

นักวิชาการ มธ. ชี้ กทม. ชงปรับภาษีที่ดิน!! เสนอปรับภาษีที่ดินเกษตรเพิ่ม แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วยหลบภาษี นักวิชาการเน้นนโยบายที่ดินควบคู่ หวังสร้างความยั่งยืนและเป็นธรรม

ชง ‘กทม.’ เดินหน้ามาตรการควบคู่ปรับเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’
แก้ปม ‘แลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย’ แบบยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กทม. ทบทวนใหญ่ “ภาษีที่ดิน” ชี้ การแก้ปัญหา “แลนลอร์ดปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี” แบบยั่งยืน ควรเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กันไป “กำหนดอัตราภาษีให้อิงตามผังเมือง – กำหนดนโยบายการจัดการที่ดินที่สอดคล้องทั้งระบบ – วางกรอบเรื่องที่ดินเกษตรกรรมให้ชัด” ระบุ ภาษีที่ดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ใช้หารายได้ให้รัฐ

ผศ.สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นไม่ได้ต่อต้านกับกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% ปรับเพิ่มเป็น 0.03-0.12% เพราะขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมในการทบทวนอัตราดังกล่าว แต่ประเด็นที่ภาคประชาสังคมจับตามองว่าจะช่วยแก้ปัญหากรณีเจ้าของที่ดินทำเกษตรเพื่อเลี่ยงอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถึงจะพอช่วยได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน และอาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1. ข่าวปลูกกล้วยหรือทำการเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในอดีต ตอนนี้ถูกแก้ไขเฉพาะหน้าไปบางส่วนด้วยประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมฯ แล้ว โดยเป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ต้องปลูกกล้วย 200 ต้น/ไร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลส่วนกลางที่มีเจตนาดีแต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

2. การใช้ภาษีเพื่อเน้นแต่รายได้และกระตุ้นการใช้ที่ดินโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ เช่น ทั้งที่พื้นที่การทำเกษตรกรรมในเขตหนองจอกก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่คำตอบอาจเปลี่ยนไปหากทำเกษตรกรรมที่ย่านสีลมเขตบางรัก ฉะนั้นการเร่งให้พื้นที่โตด้วยอัตราภาษีชุดเดียวกันทั้งเมือง จึงอาจทำให้เกิดการถางต้นไม้เคลียร์พื้นที่โล่งเพื่อปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแทน หรือขายที่ดินการเกษตรหรือที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าไปเพื่อวางแผนภาษี ซึ่งกลายเป็นอาจสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองได้โดยไม่จำเป็น

ผศ.สหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หาก กทม. ต้องการจะเพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วยนั้น ควรพิจารณากำหนดอัตราภาษีที่ดินซึ่งรวมถึงอัตราภาษีสำหรับที่ดินเกษตรกรรมที่กำลังทบทวนใหม่นี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ใน กทม. โดยในทางอุดมคติ ควรอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งที่จริงตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ค่อนข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปรับอัตราภาษีที่ดินให้มีความแตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้แต่ต้องไม่กำหนดอัตราเกินอัตราเพดานที่กฎหมายแม่บทกำหนด และในระยะยาวควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เพื่อรับรองช่องทางการกำหนดอัตราภาษีที่อิงการใช้ประโยชน์ตามผังเมืองนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

“แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กทม. เพราะต่อให้เราวิจารณ์ว่ายังไม่มีการใช้ประโยชน์จากภาษีที่ดินมากเท่าที่ควร หรือกฎหมายภาษีที่ดินไม่ล้อกับผังเมือง อีกด้านหนึ่งกฎหมายผังเมืองเองก็มีปัญหาในตัวเองอยู่ไม่น้อยและเป็นประเด็นระดับชาติ ซึ่งทำให้ กทม. เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน” ผศ.สหรัฐ กล่าว

ผศ.สหรัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่ กทม. กำลังปรับปรุงรายละเอียด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาชงเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินจากเดิม 50 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 20 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจถึงเจตนาของ กทม. ได้ ว่าน่าจะต้องการขยายฐานภาษีให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาประเด็นพื้นฐาน ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นอัตราภาษีที่กล่าวไปข้างต้นว่า น่าจะต้องมีหลักคิดมากกว่าความต้องการหารายได้เพิ่ม โดย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมีกรอบคิด หรือนโยบายอย่างอื่นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดินให้ชัดเจน เช่น คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ว่าทิศทางการจัดการที่ดินของเมืองเป็นอย่างไร

“ที่ดินเกษตรกรรมที่เป็นข่าวนี้ก็เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปแล้ว ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางกรอบนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินเกษตรกรรมในระยะยาวให้ชัดก่อนกำหนดนโยบายด้านภาษี เช่น ถ้ายังมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยังต้องช่วยเหลือเกษตรกร การจะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินก็ต้องคิดให้รอบคอบ”ผศ.สหรัฐ กล่าว

นอกจากนี้ สังคมดูจะให้ความสนใจกับข้อเสนอลดฐานภาษีเกษตรกรรม 50 ล้านบาท แต่ในภาพที่ใหญ่กว่า คือ ตอนนี้มีการเก็บที่ดินเกษตรกรรมที่มีมูลค่าสุทธิถึง 1,050 ล้านบาทในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทไปทำการค้าพาณิชย์ ซึ่งโดนเก็บที่อัตรา 0.3% เสียอีก ซึ่งปัญหาที่ดินเกษตรมูลค่าพันล้านนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ถึงขนาดรัฐบาลต้องมาช่วยดูแลอัตราภาษีให้หรือไม่นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทั้ง กทม. และรัฐบาลต้องคิดให้ตกผลึกในภาพรวมให้ชัด

ผศ.สหรัฐ กล่าวด้วยว่า ภาษีที่ดินสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าแค่เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากเปรียบเป็นจอมยุทธก็เป็นคนที่มีหลายคัมภีร์มาก แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จอมยุทธคนนี้ใช้ภาษีเล่นอยู่ไม่กี่ท่าคือใช้หาเงินกับเร่งให้คนรีบใช้ที่ดิน ทั้งเป็นการใช้ในลักษณะต่างคนต่างทำกับเครื่องมือในการจัดการที่ดินอื่น เช่น มาตรการจัดรูปที่ดิน มาตรการจัดสรรที่ดิน มาตรการทางสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการเคหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกด้านผังเมือง ทั้งที่หากนโยบายและกลไกการจัดการที่ดินบูรณาการสอดคล้องกันทั้งระบบย่อมจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาเก็งกำไรที่ดิน ตลอดจนปัญหาราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ได้

เกิดเดือนสิงหาคมเที่ยวฟรี!! “สวนนงนุชพัทยา” แจกของขวัญคนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวน–พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทั้งเดือน เปิดสิทธิ์คนไทยเข้าชมฟรี 1–31 ส.ค. 69 เติมความสุขกับครอบครัวตลอดทั้งเดือน

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันเกิดให้คนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี ตลอดเดือน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกิดในเดือนสิงหาคม ด้วยโปรโมชั่น “เกิดเดือนสิงหาคม เที่ยวฟรีทั้งเดือน” เปิดโอกาสให้เข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี พร้อมรับสิทธิ์เข้าชม พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 1–31 สิงหาคม 2569

เพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in แสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารที่แสดงวันเดือนปีเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร ก็สามารถรับสิทธิ์เข้าชมสวนและพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณได้ทันที ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากสวนนงนุชพัทยาที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ทุกครอบครัวได้ออกมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงปลายปี

ภายในสวนนงนุชพัทยา นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสวนสวยระดับโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดของโลก เพลิดเพลินกับสวนสวยมากกว่า 60 สวน ที่ออกแบบอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์ พร้อมชมความอลังการของ หุบเขาไดโนเสาร์ ที่รวบรวมประติมากรรมไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,700 ตัว เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ อีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมคือ เมืองอียิปต์ ที่โดดเด่นด้วยพีระมิด สฟิงซ์ และสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ สร้างสีสันและบรรยากาศราวกับเดินทางสู่ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ

สวนนงนุชพัทยายังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโปรโมชั่นพิเศษตลอดได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร (เมื่อมากับครอบครัว) เข้าฟรีทุกวัน, ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์, และ ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีตลอดปีโดยไม่มีเงื่อนไข นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงสุดประทับใจ “นงนุชโชว์” และการแสดง น้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

KIS ภูเก็ต มอบทุนเต็มจำนวนให้น้องเนเน่!! ‘น้องเนเน่’ ได้ทุนเรียนฟรีจนจบ เปิดเส้นทางฝันไกลไร้ภาระค่าใช้จ่าย มากกว่าทุนการศึกษา คือโอกาสที่เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่สปอตไลท์ยังมาไม่ถึง

ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัว "อำลอย" ต่อไปพ่อไม่เหนื่อยแล้ว ...

น้องเนเน่คว้าทุนเรียนฟรีจนจบ  ม.6 เปิดโอกาสให้ลุยเวทีโลกต่อแบบไร้กังวล

Nene secures a full scholarship until graduation, clearing her path to the global stage without financial worry.

เพราะโอกาสที่ยิ่งใหญ่ คือ เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วันแรก ขอชื่นชมโรงเรียนขจรเกียรตินานาชาติ ภูเก็ต (KIS) ที่มอบทุนเรียนฟรี 100% จนจบ Year 13 ให้น้องเนเน่ เด็กที่มีความฝันต้องการผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าในวันที่ยังไม่มีสปอตไลท์ส่องถึง. และทางโรงเรียนยังช่วยยืดหยุ่นเวลาเรียนและการส่งงาน พร้อมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษและความมั่นใจให้กับเนเน่อีกด้วย

วันนี้ความฝันของน้องพร้อมเดินทางสู่เวทีโลกได้อย่างไร้กังวลแล้วมากกว่าเรื่องทุนการศึกษา คือ "การให้โอกาส" ที่เปลี่ยนชีวิต ให้สัญชาตญาณและความฝันได้นำทางน้องไปให้สุดทางโดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย

คนไทยทั้งประเทศร่วมกราบงามๆ ขอบคุณโรงเรียนที่ให้โอกาส และเป็นกำลังใจให้น้องเนเน่ทำตามฝันต่อไปด้วยนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122193221294830307&id=61574909212657&post_id=61574909212657_122193221294830307&rdid=YHqxkjbsMQABs7vT#

โฆษก ตร.แจงล่าสุด “ฮลุน โซโล่” หายในจอร์เจีย!! เร่งประสานตำรวจต่างประเทศติดตามตัว ตร.ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอสงวนรายละเอียดเพื่อความปลอดภัย

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ" โพสต์ เรื่อง "ฮลุน โซโล่" ล่าสุดแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษก ตร. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณี ฮลุน โซโล่ หายตัวไป ระบุว่า

กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการติดตามตัวนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจอร์เจีย และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้ประสานการดำเนินงานผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจอร์เจียในการติดตามตรวจสอบและค้นหาบุคคลดังกล่าว

ขณะนี้การประสานงานอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เพื่อเร่งติดตามตัวและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เนื่องจากเป็นการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ จึงอาจมีข้อจำกัดในการเปิดเผยรายละเอียดบางประการในระหว่างการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามและความปลอดภัยของผู้สูญหาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

หากมีความคืบหน้าที่สามารถเปิดเผยได้ จะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไปครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122321068886226033&id=61556780990179&rdid=E6rtXkuGC0CxZbAc#

อุบลฯ ไม่ได้มีแค่งานเทียนพรรษา!! แต่ยังมีความทรงจำของครูเก่าที่รอให้ลูกศิษย์กลับไปกราบ ลูกศิษย์วัย 60 กลับไปกราบครูจีนผู้เคยสอนวินัยชีวิต ครูหนึ่งคนอาจสอนแค่ช่วงวัยเด็ก แต่บางบทเรียนอยู่กับลูกศิษย์ไปทั้งชีวิต

ที่อุบลราชธานี หลังเสร็จภารกิจบรรยายพิเศษเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขง- อุบล-งานเทียนพรรษา- อาหารถิ่น-จีน-ไทย-ญวน-ฝรั่ง ผลการผสมผสานตั้งแต่ก่อนยุคสงครามเวียดนามจะจบลง ให้นักเขียนนักเล่าเรื่องและ influencer ชาวยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาได้ฟังกันฉ่ำๆแล้ว

ก่อนเดินทางกลับไปขึ้นเครื่องบินกลับเข้าดอนเมือง

เพื่อนสนิทตั้งแต่ยุคที่ผมโตมาสมัยประถมด้วยกัน แวะมาอาสาขับพาผมให้มีโอกาสไปกราบเยี่ยม"ครูจึง"หรืออีกชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ของผมเรียก และนับกันเป็นเพื่อนเของครอบครัวคือ"ครูคี้"   ครูฝ่ายวิน้ยของโรงเรียนจีน "ฮั้วเฉียวกงฮัก"ของผม ที่เคยสอนผมมาเมื่อครั้งยังเริ่มเรียนอนุบาลและประถมต้น

วันนี้ท่านอายุ85ปี

ความจำยังแม่นยำ หลังย้งตรงเผง ท่านเป็นอดีตนักกีฬาบาสเกตบอลร่วมกับคุณพ่อของผม

สถานที่ๆได้ไปพบกับท่านก็ยังเป็นที่ตั้งของหอพักนักเรียนนอกต้วเมืองอุบลฯที่พ่อเคยส่งผมไปอยู่ที่นั่น หนึ่งเทอม เพื่อ

ฝึกวิน้ยแบบนักเรียนจีน ที่เข้มงวดด้านวินัยในการตื่น การนอน การจัดเตรียมตนเองในทุกๆเช้า การทำการบ้านหลังเลิกเรียน การทบทวนบทเรียน

จำได้ว่านั่นเป็นเทอมสอง เพราะอากาศหนาวเย็นทุกเช้า ควันไอน้ำจางๆระเหยขึ้นจากศรีษะของเด็กๆทุกคนที่วิ่งออกมาร่วมกันยืนเข้าแถวฟังโอวาท ของ"ครูจึง"ซึ่งเป็นครูใหญ่ของหอพักนี้แต่เช้ามืด ก่อนจะเลิกแถวไปขึ้นรถบัสโรงเรียนไปเตรียมเข้าอีกแถวร่วมกับนักเรียนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่หอพักที่ลานหน้าโรงเรียนจีนในกลางเมืองเก่า

ท่านอาจารย์ ปลื้มอกปลื้มใจ ไม่ทันตั้งตั้วว่า วันนี้ยังมีลูกศิษย์อายุเกิน60มารายงานตัวกับท่านอีก

ท่านบอกว่าติดตามข่าวคราวของลูกศิษย์เสมอมา

ท่านจำผม จำครอบครัวของผม จำคุณพ่อคุณแม่ของผมได้แม่นยำ เรียกชื่อผมและพี่น้องผมด้วยชื่อภาษาจีนของพวกเราได้คล่อง ราวกับเพิ่งเจอเพิ่งคุยถึงเมื่ออาทิตย์ก่อน

ก่อนอำลาได้คุกเข่าลงกราบท่านด้วยสำนึก มีก้อนบุญคุณบางอย่างจุกมาที่อก ท่านเป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนชีวิตวัยอนุบาลในวินัยและวัฒนธรรมโรงเรียนจีนของพวกเรา ที่ไม่มีอะไรมาแทนได้

นับเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆเลยครับ

ปลื้มใจที่ได้ก้มกราบท่านที่หล่อหลอมเรามาจนมีวินัยในชีวิตเพียงพอที่จะเดินถึงวันที่เราเองก็มาถึงวัยเกษียณก็ยังอย่างมีวินัยตามรุ่นก่อนๆหน้า

“สวนนงนุช” น้อมสืบสานพระราชปณิธาน จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา รวมใจถวายพระพรชัยมงคล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งมอบมรดกสีเขียวสู่รุ่นใหม่

สวนนงนุชพัทยา ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสร้างมรดกสีเขียวสู่คนรุ่นต่อไป

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่างสมพระเกียรติ พร้อมประกาศเจตนารมณ์น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไทยอย่างยั่งยืน

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำคณะผู้บริหาร พนักงานนับร้อยคน และช้างแสนรู้ ร่วมพิธีถวายราชสดุดี ณ สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยประกอบพิธีวางพุ่มทองและพุ่มเงิน เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และพร้อมใจกันกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ภายในงานมีการแสดงถวายพระพรชุด “จตุรทิศเทวา มหาวชิราลงกรณ์” ที่ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ก่อนปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญ เมื่อ น้องช้างแสนรู้ร่วมวาดภาพถวายพระพร ด้วยความสามารถอันน่าประทับใจ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ร่วมงาน สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติของชาติไทย

สวนนงนุชพัทยาจึงน้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งอนุรักษ์พันธุ์พืชจากทั่วโลก รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์ และเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศไทย

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา!! พระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก นครศรีฯ จัดใหญ่ จัดโนรา–เวียนเทียน–โขน สมโภชพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก ปลุกพลังศิลปวัฒนธรรมถวายพุทธบูชา

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา! จัด “โนรา-เวียนเทียน-โขน” ถวายพระบรมธาตุ ปลุกกระแสหนุนทะเบียนมรดกโลก

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช สภาวัฒนะธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกับทางวัดจัดงานสมโภชน์ สักการะบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ หลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก อันเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ให้กับประเทศไทย สร้างความปลื้มปีติยินดี และภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช หลังการผลักดัน “พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ก้าวสู่เวทีโลก โดยสภาวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดมพลังภาคประชาชนผ่านกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมครั้งใหญ่ จัดการแสดง “โนรารำถวายพระบรมธาตุ” และ “โขน” เพื่อประกาศให้เห็นถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันพระบรมธาตุสู่การเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้เห็นว่า “โนรา” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติแล้ว ยังคงได้รับการสืบทอดและมีบทบาทอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่งสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมชาวนครศรีธรรมราช สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ โดยการนำของ ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เฉลียว คงตุก รองประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ นริศ วิชัยกุล อดีตนายกสมาคมชาวนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีกิจกรรมเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการฉลองพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก โดยมีอาจารย์ฉัตรชัย ประธานสภาวัฒนะธรรม นครศรีธรรมราช ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ เดินนำหน้าขบวนเวียนเทียน

จากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการแสดงโขนชุด “พระรามราชาภิเษก” ระหว่างเวลา 18.00-19.30 น. ณ ลานทรายหน้าพระวิหารหลวง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ซึ่งสะท้อนความประณีตทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และวรรณคดี อันเป็นอีกหนึ่งมิติของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
.
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้พลังของศิลปวัฒนธรรมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการผลักดัน “พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ให้ก้าวสู่การเป็นมรดกโลกอย่างสมภาคภูมิ

นอกจากนี้ ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ริเริ่มแนวคิดเสนอพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลก พร้อมออกแรงดันเต็มที่ ดร.สืบพงศ์ ธรรมราช แรงหนุนด้านวิชาการมาโดยตลอด ได้เข้าพิธีบรรพชาแก้บน ที่เคยดำริไว้ว่า ถ้าพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะบวช ก็ได้บวชแก้บนเรียบร้อย

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 จ่อขยายสิทธิ!! รัฐบาลจ่อขยายเวลาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 ปรับเกณฑ์ใหม่ช่วยผู้ยากจนที่ถูกตัดสิทธิ ทบทวนเกณฑ์ให้เป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาสผู้ถูกตัดสิทธิยื่นทบทวนถึง 31 ส.ค.

การประชุม ครม.วันนี้ พิจารณาขยายสิทธิและขยายระยะเวลาทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ ให้มีความธรรมมากขึ้น 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งเลื่อนมาประชุมวันนี้  เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (28 ก.ค.) เป็นวันหยุดราชการ  โดยมีวาระเข้าสู่การพิจารณา อาทิ กระทรวงการคลัง นำมติคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมที่มีการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เสนอให้คณะรัฐมนตรีขยายสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการให้ได้รับสิทธิต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน และขยายเวลาการทบทวนสิทธิไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ พร้อมปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณา  เช่น  การถือครองรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี รวมถึงกรณีการโอนลอย การปรับปรุงข้อมูลของนักศึกษานอกระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นผู้ยากจนยังคงได้รับสิทธิตามเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับให้พิจารณา ได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...  ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราร้อยละ 7 ต่อไป , ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ  และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ในช่วงปีงบประมาณ 2568 – 2570 

กระทรวงคมนาคม เสนอขอความเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญารร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1521452043350461&id=100064570394286&rdid=RGReuPj0akMRAxpD#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้บทบาทรัฐในเหตุความมั่นคง!! เปิดคำถามกฎหมายเยียวยาชายแดน ผู้ประกอบการชายแดนยังรอคำตอบ รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าความเสียหายถูกชดเชยครบจริงหรือไม่ ต้องยืนบนกฎหมาย ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล

รัฐบาลอ้างเอกชนได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพียงพอหรือไม่? คำถามทางกฎหมายต่อการเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน ! 

การได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทต้นสังกัด ตัดสิทธิการเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อผู้ประกอบการต้องรับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ !

จากเหตุการณ์กระสุนและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชน แต่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายจากเหตุที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อ

เมื่อครบหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการบางรายยังคงออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเยียวยา ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่า ผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การได้รับเงินจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะยุติบทบาทของรัฐในการเยียวยาหรือไม่ ?

ต้องบอกก่อนว่าเงินจากเอกชนกับการเยียวยาของรัฐ เป็นคนละประเด็น

เงินที่ผู้ประกอบการได้รับจากบริษัทประกันภัย เกิดจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ส่วนเงินช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดเป็นการบริหารจัดการภายในภาคเอกชน ทั้งสองกรณีมีฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างจากมาตรการเยียวยาของรัฐ

ในกฎหมายเปรียบเทียบของหลายประเทศ มีแนวคิด Collateral Source Rule ซึ่งโดยหลักไม่สนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดนำเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกมาเป็นเหตุลดภาระของตน แม้หลักการดังกล่าวจะยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงในประเทศไทย แต่ก็สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายได้รับการชดเชยครบทุกส่วน โดยจากข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่ ระบุว่ากรณีสถานีบริการน้ำมัน ความเสียหายประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท และจากบริษัท ปตท. 2.05 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลระบุว่าความเสียหายประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท 9 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชี้ชัดว่าความเสียหายส่วนที่เหลือได้รับการชดเชยครบถ้วนจากแหล่งใด หรือมีความเสียหายทางอ้อม เช่น การขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินกิจการ หรือความเสียหายที่เกินวงเงินประกันภัย ได้รับการชดเชยแล้วหรือไม่

ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

อีกประเด็นสําคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง

แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่

-ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่

- ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่

- หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร

- เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน

การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง

ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง

ด้วยความปรารถนาดี

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cUTAHpYBWCSCS3AZvGpTrBQidA5tuHPxX7zwcMHVKHbzNvRohZis3KbgKBS25JkBl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

เขื่อนวชิราลงกรณสว่างไสว กฟผ.น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดใหญ่ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติในหลวง ณ เขื่อนวชิราลงกรณ สืบสานพระราชปณิธานเพื่อแผ่นดิน

กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ จัดยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กฟผ. จัดงาน “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี จัดเต็มทั้งการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย พลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 200 ลำ การออกร้านสินค้าจากชุมชนรอบพื้นที่เขื่อน และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง
พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ “กระสวยแห่งการสืบสาน” ด้วยแนวคิดจากสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และพระเมตตาที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก ถักทอเป็นพระราชปณิธาน ส่งต่อสู่การสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ภายในงานมีการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะโขน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความห่วงใย และการส่งต่อพระราชปณิธานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 200 ลำ ถ่ายทอดเรื่องราว “สายใยแห่งความรัก” ที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทย สะท้อนพระเมตตา ความผูกพัน การสืบสานพระราชปณิธาน และการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่ครอบครัวในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จำนวน 10 ท่าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนรอบพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ รวมถึงการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

พร้อมนี้ กฟผ. ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารพลับพลา เขื่อนวชิราลงกรณ โดยน้อมนำพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตั้งแต่การส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ ความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ รวมถึงประชาชนในชนบท พระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการดูแลรักษาป่า ดังพระราชดำรัส “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” และได้ทรงปลูกฝังแนวคิดแห่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการอุทิศงานเพื่อแผ่นดินแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ถ่ายทอดไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top