Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

อดีต ส.ส.แก้วตา ร่วมงานพรรคเพื่อไทย!! ดันสิทธิความปลอดภัยและศักดิ์ศรีในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนแก้ปัญหาความรุนแรง เน้นกลไกคุ้มครองผู้เสียหาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

วันนี้มาร่วมแลกเปลี่ยนกับพรรคเพื่อไทยและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในประเด็น ความรุนแรงในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่นักศึกษา บุคลากร หรือผู้มีอำนาจน้อยกว่าต้องเผชิญกับการคุกคาม การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรง หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ

การแก้ปัญหาต้องไม่จบแค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้องมีกลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นอิสระ โปร่งใส เข้าถึงได้ และทำให้ผู้ร้องเรียนมั่นใจว่าจะไม่ถูกตอบโต้หรือทำให้ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำอีก
ขอบคุณพรรคเพื่อไทยและกระทรวง อว. ที่เปิดพื้นที่ให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง เพราะ สิทธิในความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องมีอยู่ในทุกสถานศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1704686124994021&id=100063579491094&rdid=G4YiNOfqAkiwqt35#

อ.เชน “สั่งย้ายอุเทนถวาย ทันที”!! ปิดช่างกล ปทุมวัน 3 เดือน ห้ามจัดการเรียนทั้งสองสถาบัน จุฬา ย้ำ ใช้พื้นที่อุเทนถวายทำศูนย์เรียนรู้ไม่ทำศูนย์การค้า ลั่นห้ามใช้พื้นที่เดิมโดยเด็ดขาด

กรุงเทพฯ 9 ก.ย.-”ดร.เชน“ เอาจริง สั่งย้ายอุเทนถวาย ออกพื้นที่ ให้เวลา 3 เดือน ระหว่างนี้ห้ามจัดการเรียนการสอน ส่วนเทคโนปทุมวัน สั่งปิด 3 เดือน หากกลับมายังก่อเหตุ ให้หาสถานที่ใหม่เช่นกันด้านจุฬาฯ ย้ำ ไม่นำพื้นที่ไปใช้ในเชิงการค้า เตรียมสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวภายหลังการหารือมาตรการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท 2 สถาบัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีพล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะรับผิดชอบพื้นที่อุเทนถาย ผู้บริหารสถาบันเทคโนฯ ปทุมวัน มาร่วมหาทางออก พร้อมเชิญคณะครูจากทั้ง 2 สถาบันมาร่วมรับฟังด้วย

หลังการประชุม นายยศชนัน เปิดเผยว่า ในเขตปทุมวันเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการศึกษาของเยาวชน จึงจำเป็นต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมกำหนด 4 มาตรการในการแก้ปัญหาศึก 2 สถาบันที่มีมาอย่างยาวนาน

1. สั่งปิดสถาบัน 3 เดือน จะไม่มีการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 สถาบัน จนพื้นที่ใหม่แล้วเสร็จ หากสถานที่ยังไม่พร้อมก็จะให้งดการเรียนไปเรื่อยเรื่อย
2. ฝั่งปทุมวัน ได้สั่งการให้ทางสถาบันจัดหาสถานที่ใหม่รองรับเช่นกัน
3. ฝั่งอุเทนถวาย สั่งให้อธิการบดี หาสถานที่ใหม่ให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน หากสถานที่ใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดหาสถานที่รองรับการเรียนการสอน โดยไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่เดิมโดยเด็ดขาด
4. มอบหมายให้จุฬาฯ นำพื้นที่ของอุเทนถวาย กลับคืนมา โดยห้ามนำไปเป็นพื้นที่ทางการค้า แต่จะให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับนวัตกรรม และเป็นประโยชน์สำหรับคนไทย โดยตั้งกรรมการพัฒนาพื้นที่ขึ้นมา ดึงทุกสถาบันเข้ามามีส่วนร่วม และประชาชนสามารถใช้ได้ทุกคน.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/167740

CAAT ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบิน!! หลังทั้งสองพระองค์ทรงผ่าน Proficiency Check ในฐานะนักบิน B737 รุ่น 300–900 พร้อมศักยภาพเครื่องมือวัดประกอบการบิน และการบินระบบ PBN อย่างครบถ้วน

CAAT ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เนื่องในพระราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงต่ออายุศักยทำการอากาศยานเฉพาะแบบ B737 300–900 ศักยการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (Instrument Rating: IR) และการปฏิบัติการบินด้วยวิธีการแบบ Performance-Based Navigation (PBN) โดยทรงเข้ารับการทดสอบความเชี่ยวชาญตามวาระ (Proficiency Check) และทรงผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 45 ว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ และการบันทึกศักยในใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วย นายขจรพัฒน์ มากลิ่น รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าฯ ถวายใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่นักบิน ซึ่งได้รับการบันทึกศักยทำการอากาศยานเฉพาะแบบ B737 300–900 ศักยการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (Instrument Rating: IR) และการปฏิบัติการบินด้วยวิธีการแบบ Performance-Based Navigation (PBN) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064795145989/posts/1543609634475527/?rdid=mly75kOn88nl3E4u#

เด็กเอเชียค่ะแนน PISA พุ่ง ผลจากขยัน-เรียนหนัก เด็กไทยปีนี้คะแนนพุ่ง วิทย์-เลข-การอ่าน จีนนำโด่ง โดยเฉพาะเขตปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซูและเจ้อเจียง ตามด้วยสิงคโปร์ มาเก๊า ไทเป ญี่ปุ่น วิทย์-เลข อาเซียน สิงคโปร์นำลิ่ว ตามด้วย เวียดนาม บรูไนและไทย

สสวท. เผยผล PISA 2025 นักเรียนไทยพัฒนาขึ้นทั้ง 3 ด้าน “วิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์–การอ่าน” เดินหน้าสร้างสมรรถนะสู่โลกอนาคต

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมมอบนโยบายการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวรายงานและแถลงผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมด้วย ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในงาน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมปรินซ์ บอลรูม 3 โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

PISA เป็นโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลที่ริเริ่มโดย OECD มุ่งวัดความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปีในการนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยการประเมิน PISA 2025 เน้นด้านวิทยาศาสตร์เป็นด้านหลัก ควบคู่กับคณิตศาสตร์และการอ่าน รวมถึงการประเมินด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World) โดยประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมิน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษา

ผลการประเมิน PISA 2025 สะท้อนสัญญาณเชิงบวกของการศึกษาไทย โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้านเมื่อเทียบกับ PISA 2022 ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ส่งผลให้ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 สู่อันดับ 53 ในปี 2025 และเป็นหนึ่งใน 8 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 3 ด้าน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเร่งฟื้นฟูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กล่าวว่าผลการประเมินครั้งนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาทุกฝ่าย โดยผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเด็กไทยมีศักยภาพและระบบการศึกษาไทยสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้หยุดพัฒนา แต่ต้องใช้เป็นแรงส่งในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น เข้มข้นขึ้น และเข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูล PISA มาวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศ พื้นที่ สถานศึกษา และกลุ่มผู้เรียน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้ความรู้

ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาครูและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. ในฐานะผู้แถลงผลการประเมิน PISA 2025 กล่าวรายงานและนำเสนอภาพรวมผลการประเมิน โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาของนักเรียนไทยที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านสมรรถนะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นด้านหลักของ PISA 2025 รวมถึงผลการประเมินด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณที่ประเทศไทยได้ 476 คะแนน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงระบบการแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัลขณะเดียวกันผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการอ่าน การทำความเข้าใจ วิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงการส่งเสริมทักษะการคิดและการใช้หลักฐานประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญ ต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับผลการประเมินในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีคะแนนวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน สูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ส่วนคณิตศาสตร์ 407 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD อยู่ที่ 482, 463 และ 461 คะแนน ตามลำดับ สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงขึ้นและลดช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้เรียน

สสวท. ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ จะนำข้อมูลจากผลการประเมินมาใช้สนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การพัฒนาครู ตลอดจนการส่งเสริมสื่อและทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผลจาก PISA นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน และร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้เรียนไทยให้สามารถ “คิดเป็น ใช้ความรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” สอดรับกับความต้องการของโลกอนาคตอีกด้วย 

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://pisathailand.ipst.ac.th/news-23/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02kNisD69TUjjXFviJCyqh1zs2b6ydqnDECvQycoFYeNkJKbNTCP982rWj94ifCMsVl&id=100064706947347&_rdr

‘อนุทิน’ ถึงนอร์เวย์ เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ร่วมพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พบปะคนไทยในต่างแดนอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนพรด้วยความปิติยินดี

นายกฯอนุทินเดินทางถึงนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมพระราชพิธีพระศพ ‘กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5’ เผยความประทับใจ เจอคนไทยในต่างแดนทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกา และคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆ ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1561610199334645&id=100064570394286&rdid=2im4HCwRDbY4goUt#

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว ต้องจัดหนักไทยเอื้อเทาให้เต็มที่ แก้กฎหมายด่วน !

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28588894677403405/?rdid=1kA9eJbBzd3jUDns#

บัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมทักษะวิชาชีพบัญชี–ภาษี–ตรวจสอบ สู่โลกธุรกิจยุคใหม่ เน้นพัฒนาความรู้ด้านบัญชีและภาษี อบรม 5-6 ก.ย. 69 ที่ราชมงคลรัตนฯ เตรียมพร้อมนักบัญชียุคใหม่อย่างครบถ้วน

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมความรู้วิชาชีพ พร้อมเดินหน้าบริการวิชาการสู่สังคม

สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัด โครงการอบรมการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีสำหรับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี (CPD) ระหว่างวันที่ 5–6 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานวิชาชีพ กฎหมาย ภาษีอากร และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณ

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อที่สำคัญ อาทิ การบัญชีนิติวิทยา จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และหลักสูตร “Tax Audit Masterclass : เตรียมความพร้อมให้ธุรกิจปลอดภัยจากหมายเรียกสรรพากร” พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การจัดโครงการครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสาขาวิชาการบัญชีในการเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการทางวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ศิษย์เก่า นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยในอนาคต สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จะยังคงจัดโครงการอบรมและกิจกรรมบริการวิชาการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านบัญชี ภาษีอากร การตรวจสอบบัญชี เทคโนโลยีทางการบัญชี และประเด็นร่วมสมัยที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่

สำหรับน้อง ๆ Dek70 ที่สนใจเรียนบัญชี

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ พร้อมพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่พื้นฐานการบัญชี สู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และประสบการณ์จากกิจกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในอนาคต

เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ Dek70

ทั้งหลักสูตรปริญญาตรี ภาคปกติ / เทียบโอน / ภาคสมทบ

ติดตามข่าวสาร กิจกรรมบริการวิชาการ และรายละเอียดการรับสมัครได้ทางเพจ

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

เรียนบัญชี ไม่ได้เรียนแค่ในตำรา แต่ได้เรียนรู้จากวิชาชีพจริง พร้อมเติบโตไปกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง

‘รัดเกล้า’ จี้ ทส.เลิกเกียร์ว่างแก้สารพิษข้ามแดน!! วิกฤตสารพิษข้ามแดนลุกลาม จี้เปลี่ยนเกมสกัดมลพิษตั้งแต่ต้นทาง เรียกร้องลดงบ 5% รื้อระบบใหม่ พุ่งเป้าใช้วิทยาศาสตร์ทูติมาตรฐานควบคุม

“รัดเกล้า” วอน ทส. เลิก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้านเน้นตรวจ แต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ จี้หั่นงบ 5% รื้อระบบ ดัน “การทูตวิทยาศาสตร์”
ย้ำ “อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกก” เปลี่ยนจากตามล้างตามเช็ด สู่การป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง

วันที่ 8 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการ ป้องกันและควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
.
นางรัดเกล้ากล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่า ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทาง อย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้

“เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือ เมื่อเราตรวจพบแล้ว เราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี”

นางรัดเกล้าระบุว่า การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบ “เบี้ยหัวแตก” และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว

ตัวอย่างเช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้” นางรัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะ เกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่การจัดสรรงบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังพบว่าเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง หรือสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

“เราจะติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปอีกนานเท่าไหร่คะ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อมาตามล้างตามเช็ด แต่ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์มาเน้นการป้องกันที่ต้นทาง หรือ Upstream Source Reduction เราจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ากว่า และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนกว่า”
.
เสนอ 3 ทางออก เปลี่ยนจาก “ตรวจหลังเกิดเหตุ” เป็น “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

นางรัดเกล้าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่

1. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ เพื่อผลักดันให้มีมาตรฐานการควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

2. นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ
ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3. บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง
กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

จี้หั่นงบ ทส. 5% รื้อระบบใหม่

นางรัดเกล้ายังเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการ “ตามแก้” ไปสู่ “การป้องกัน” และจากการกระจายงบเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง

“กระทรวง ทส. ต้องรับบทบาทเป็นเจ้าภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟู หรือเข้ามาเยียวยา”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินหน้าสร้างระบบตรวจสอบที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากสามารถควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทางได้จริง ก็จะช่วยลดทั้งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

“อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไปค่ะ งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ”

‘สรรเพชญ’ เผยผลงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย!! 9 เดือนแรกปี 69 รายได้ 12,649 ล้าน กำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาทเพิ่มขึ้น ท่าเรือเชียงแสนครองแชมป์โตสูงสุด ตั้งเป้ารายได้ปี 70 โตต่อเนื่อง

“สรรเพชญ” เผยผลงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย 9 เดือน รายได้ 12,649 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท คาดทั้งปีรายได้ 16,797.53 ล้านบาท

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผลการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีรายได้รวม 12,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.38% และมีกำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ของรัฐวิสาหกิจและบทบาทสำคัญในการรองรับการค้าระหว่างประเทศ

ในช่วงดังกล่าว มีเรือเข้าเทียบท่ารวม 11,591 เที่ยว เพิ่มขึ้น 2.76% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 97.61 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.44% และตู้สินค้าผ่านท่า 9.06 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 6.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 โดยท่าเรือแหลมฉบังเป็นกำลังหลัก มีตู้สินค้าผ่านท่า 8.10 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 7.39% ขณะที่ท่าเรือภูมิภาคเติบโตอย่างโดดเด่น โดยท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 165.59% และท่าเรือระนองเพิ่มขึ้น 81.08%

นายสรรเพชญกล่าวว่า สำหรับประมาณการทางการเงินตลอดปี 2569 คาดว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีรายได้รวม 16,797.53 ล้านบาท โดยเอกสารประมาณการระบุค่าใช้จ่าย 9,710 ล้านบาท และกำไร 7,087 ล้านบาท ก่อนพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในเดือนกันยายน รวม 562,970,016 บาท ซึ่งเอกสารประเมินว่าอาจทำให้กำไรทั้งปีปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6,524,374,466 บาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประมาณการ ไม่ใช่ผลประกอบการสิ้นปีที่เกิดขึ้นแล้ว

สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป ตามประมาณการทางการเงิน คาดว่าปี 2570 การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีรายได้ 17,145.13 ล้านบาท และกำไร 7,210 ล้านบาท ก่อนที่รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20,269.10 ล้านบาท และกำไร 8,272 ล้านบาทในปี 2574 ส่วนปี 2575 คาดว่าจะมีรายได้ 22,498.12 ล้านบาท และกำไร 10,092 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2578 ประมาณการรายได้อยู่ที่ 26,177.52 ล้านบาท และกำไร 12,766 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และรายได้ค่าสัมปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปี 2580 คาดว่าจะมีรายได้ 28,018.94 ล้านบาท และกำไร 12,973 ล้านบาท หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 66% เมื่อเทียบกับประมาณการปี 2569 ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการและผลการดำเนินงานจริงในแต่ละปี
.
นายสรรเพชญย้ำว่า จะเดินหน้ากำกับและเร่งรัดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แก้ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง และผลักดันโครงการพัฒนาท่าเรือให้เป็นไปตามแผน เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น ลดเวลารอและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ คือระบบขนส่งที่รองรับการค้าและการลงทุนได้มากขึ้น พร้อมกับฐานรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการนำส่งรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่รัฐสามารถนำไปจัดบริการสาธารณะและพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขนส่งที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรและผู้ผลิตมีช่องทางนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ผู้ส่งออกสามารถบริหารต้นทุนและส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ส่วนธุรกิจขนส่ง คลังสินค้า และบริการในพื้นที่มีโอกาสรับงานเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนการจ้างงานและกระจายรายได้ไปยังชุมชนที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของท่าเรือ

นายสรรเพชญกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการกำกับดูแลคือทำให้ความก้าวหน้าของท่าเรือส่งผลถึงการทำมาหากินของประชาชน ตั้งแต่สินค้าเกษตรที่ขนส่งถึงผู้ซื้อได้ทันเวลา ผู้ประกอบการที่ลดต้นทุนและขยายตลาดได้ ไปจนถึงแรงงานและธุรกิจในพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประตูการค้าของประเทศเป็นประตูแห่งโอกาสที่ช่วยให้คนไทยทำมาหากินได้ดีขึ้น และนำรายได้กลับมาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวและเศรษฐกิจของประเทศ

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชำแหละศึกอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยกลยุทธ์เบี่ยงเบน ใช้พฤติกรรมศาสตร์-อาชญาวิทยาวิเคราะห์ ทนายตั้มท้าทาย จับตากัน จอมพลัง เผยเคล็ดลับรอดคดีและรักษาภาพลักษณ์

อาจารย์อุ๋ยชำแหละกลยุทธ์ “เบี่ยงเบน-เปิดศึกใหม่”: วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และอาชญาวิทยา กรณีศึกอินฟลูเอนเซอร์ ตั้ม v.s. กัน

โดย อาจารย์อุ๋ย (ประพฤติ ฉัตรประภาชัย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

ปรากฏการณ์การออกมาเปิดหน้าชนของอดีตทนายความชื่อดังอย่าง “ทนายตั้ม” ที่ตกเป็นจำเลยในคดีใหญ่และอยู่ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) แต่กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์สายช่วยเหลือสังคมแถวหน้าของไทย ได้สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดบุคคลที่มีคดีความติดตัวระดับล้านถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกใหม่? เขาไม่กลัวโดนถอนประกันหรือถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มหรืออย่างไร?

หากเรานำหลัก พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) และอาชญาวิทยา (Criminology) มาจับ จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็น “กลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและความเสี่ยง (Calculated Risk)” มาอย่างแยบยล ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. การดึงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Re-framing Strategy)

ในทางจิตวิทยามวลชน ผู้ที่เผชิญวิกฤตภาพลักษณ์อย่างรุนแรงมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ Social Death หรือการดับสูญทางสังคม การเงียบเฉยในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าจะทำให้สังคมตีตรา (Labeling Theory) และจำภาพเขาในฐานะ "ผู้ต้องหา" ไปโดยสมบูรณ์

การเปิดศึกกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลสูงจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ "Shift Focus Strategy" หรือการเบี่ยงเบนสายตาของสังคมออกจากคดีเดิมของตนเอง พร้อมทั้งใช้กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) ในรูปแบบ Assertive Counter-attack เพื่อบอกสังคมว่าตนเองยังมีบทบาท มีอำนาจในการตรวจสอบและยังไม่พ่ายแพ้ในพื้นที่สื่อนอกจากนี้ การทำให้เห็นว่าฝั่ง “ฮีโร่สังคม” (คุณกัน) ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน ยังช่วยลดทอนความเคียดแค้นของสังคม(Desensitization) ตามหลักการ Normalization of Flaws หรือ การมองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา

2. การประเมินข้อกฎหมายเรื่อง “เงื่อนไขประกันตัว”

หลายคนกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่? ในฐานะนักกฎหมาย ย่อมทราบดีว่าเงื่อนไขการถอนประกันตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 มุ่งเน้นไปที่ การหลบหนี, การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีเดิม, การก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดี

การยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบคู่ชกคนใหม่ ถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีฉ้อโกงเดิม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยุ่งเหยิงพยานในคดีหลักโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าทำไปเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" ยิ่งทำให้ฝั่งโจทก์เดิมยื่นขอถอนประกันได้ยากขึ้นอย่างยิ่ง

3. ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) และคดีหมิ่นประมาท

ในทางอาชญาวิทยา มนุษย์จะประเมินผลตอบแทน (Benefit) เทียบกับต้นทุนความเสี่ยง (Cost) เสมอ สำหรับจำเลยที่มีคดีหลักโทษจำคุกสูง การถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความได้ และหากสู้ว่าติชมโดยสุจริตก็มีช่องทางหลุดรอดได้ง่าย ความกลัวต่อคดีหมิ่นประมาทจึงแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการกอบกู้พื้นที่สื่อกลับคืนมา

บทเรียนจากเคสต่างประเทศ

รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐอเมริกา คดีของ Michael Avenatti อดีตทนายความชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยคดีกรรโชกทรัพย์ ก็เคยใช้วิธีการออกสื่อโต้ตอบอัยการและโจมตีคู่ขัดแย้งใหม่อย่างดุเดือดเพื่อรักษาบทบาท "นักสู้" ในสายตาประชาชน หรือแม้แต่ทีมทนายในคดี O.J. Simpson ที่ใช้กลยุทธ์เบนเข็มไปโจมตีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจค้น เพื่อสร้างความลังเลสงสัยให้สังคมตั้งคำถามกับตัวผู้ตรวจสอบแทนที่จะโฟกัสเพียงความผิดของจำเลย

กล่าวโดยสรุป:
ศึกการเปิดหน้าชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความเกรี้ยวเกรี้ยวโดยไร้สติ หากแต่เป็นกลยุทธ์ทางพฤติกรรมศาสตร์และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ยอมเสียสละหมากบางตัว (ยอมเสี่ยงคดีหมิ่นประมาท) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนทางสังคม และดึงอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุดในระหว่างที่คดีหลักยังไม่มีบทสรุปนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1Bx9YnrFrY/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top