Monday, 20 July 2026
NEWS FEED

ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของ CR7!! ‘โรนัลโด’ ปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย ย้ำไม่เสียใจ ชี้แชมป์ยูโร 2016 มีค่าเทียบเท่าแชมป์โลก หลังโปรตุเกสพ่ายสเปนรอบ 16 ทีม แต่ไร้คำว่าเสียใจ เจ้าตัวย้ำบางครั้งชนะ บางครั้งแพ้ แต่ยังเชิดหน้าได้

คริสเตียโน โรนัลโด กัปตันทีมชาติโปรตุเกสระบุไม่เสียใจที่ต้องชวดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหลังลงเล่นเวิลด์คัพหนสุดท้ายโดยชี้ได้โทรฟี่ยูโรซึ่งตัวเองมองว่ามีความหมายเทียบเท่าแล้ว

โดย โรนัลโด ซึ่งยืนยันว่าจะลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 เป็นเวิลด์คัพหนสุดท้ายในอาชีพต้องจบเส้นทางไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 เมื่อวันที่ 6 ก.ค

หลังเกม โรนัลโด กล่าวถึงความรู้สึกว่า “ผมคว้าแชมป์ 3 รายการกับโปรตุเกสแล้ว ก่อนหน้า คริสเตียโน จะเล่นให้โปรตุเกส เราไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลย แชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมกับทีมชาติโปรตุเกสคือ ยูโร 2016 และถ้วยรางวัลนั้นมีความหมายกับผมเท่ากับแชมป์โลก”

“การตกรอบจากทัวร์นาเมนต์ใหญ่เป็นเรื่องน่าเศร้าเสมอ นี่คือฟุตบอลโลก ผมเสียใจที่ตกรอบแบบนี้ แต่ผมทุ่มเทเต็มที่แล้ว ผมจากไปด้วยความสบายใจ บางครั้งคุณก็ชนะ บางครั้งคุณก็แพ้ แต่เราก็ยังเชิดหน้าได้”

นอกจากนั้นดาวเตะวัย 41 ปียังระบุถึงเรื่องอนาคตการเล่นทีมชาติว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะประกาศเลิกเล่นทีมชาติโปรตุเกสตอนนี้เลยหรือเปล่า คงต้องดูกันต่อไป ผมยังไม่อยากตัดสินใจตอนนี้ ผมต้องปรึกษากับครอบครัวก่อน ผมไม่อยากเบี่ยงเบนความสนใจด้วยเรื่องส่วนตัว”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10313366

มจธ. ขับเคลื่อนมันสำปะหลัง!! ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ BCG เน้นแก้ปัญหาน้ำเสียและของเสียอย่างยั่งยืน ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยี เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว อุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาน้ำเสีย กากของเสีย กลิ่นรบกวน ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (Eco Waste) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากรากฐานดังกล่าวจึงได้พัฒนาแนวคิด “Sustainable Cassava Value Chain” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยจากการแก้ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. (อดีตรองผู้อำนวยการ ศช.) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากปัญหาน้ำเสียในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จึงเกิดการรวมกลุ่มของคณาจารย์ นักวิจัย และวิศวกรที่สนใจด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร นำโดยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน โดยมุ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานแป้งข้าว โรงงานน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมอาหารและผลไม้กระป๋อง ด้วยเทคโนโลยีการบำบัดแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Technology) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียและผลิตพลังงานชีวภาพได้ภายในกระบวนการเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กลุ่มวิจัยได้ขยายขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขามากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย” (Waste Utilization and Management Laboratory) และในปี พ.ศ. 2543 ได้รับการยกระดับเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยเป้าหมายหลักของการพัฒนา คือเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากกลิ่นรบกวนและน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่า “น้ำเสีย” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้น แนวทางการวิจัยจึงขยายจากการจัดการของเสีย ไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งระบบ อาทิ การพัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับปรุงเครื่องจักร เช่น ระบบไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและกากมันสำปะหลัง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาจริงในกระบวนการผลิต การออกแบบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเห็นถึงผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อเกษตรกรต้นน้ำและชุมชนโดยรอบ โดยทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วรินธร สงคศิริ ดร.อรรณพ นพรัตน ดร.กาญจนา แสงจันทร์ ดร.ถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ ดร.นันทิยา เปปะตัง ดร.สีวลี ตระกูลวิเชียร และดร.รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสําปะหลังไทย และผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เป็นต้น

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยกำลังปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการจัดทำ Net Zero Roadmap 2050 เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย พบว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย การปรับปรุงการจัดการปุ๋ยในภาคเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงาน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นยังถูกถ่ายทอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และจีน ผ่านความร่วมมือด้านการปลูกมันสำปะหลัง การผลิตแป้งมันสำปะหลัง การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน อาทิ การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านโครงการ Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ซึ่งทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Lancang-Mekong Cooperation Special Fund
.
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินงาน งานวิจัยดังกล่าวสามารถสนับสนุนโรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ลดต้นทุนการผลิตรวมได้ร้อยละ 5–10 ต่อปี และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ร้อยละ 20–30 นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คนที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

ความต่อเนื่องของการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตลอดจนเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับ “มันสำปะหลังไทย” จากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ไปสู่การเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำในอนาคต

INTERLINK ลงนามสร้างสายเคเบิลใหม่!! ก่อสร้างสายเคเบิล 115 เควีใต้น้ำ เชื่อมต่อเกาะสมุย ค่ากว่า 1.8 พันล้าน โครงการสำคัญ เพิ่มศักยภาพระบบไฟฟ้า เสร็จภายใน 540 วัน รองรับอนาคตไทย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) INTERLINK CONSORTIUM ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูง 115 กิโลโวลต์ (เควี) เพื่อทดแทน และเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ มี มูลค่าสัญญารวม 1,813,300,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ จ.ป.105/2569 โดยมี นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการ ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าว ในฐานะผู้มีอำนาจของ INTERLINK CONSORTIUM ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ โดยผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 540 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง

การที่ INTERLINK CONSORTIUM ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ115 เควี สายวงจร 4 ไปยังเกาะสมุย นับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือที่สั่มสมมากว่า 17 ปี โดยมี ผลงานการติดตั้ง และก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ได้แก่

-จ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี ไปยังเกาะมุกด์ เกาะสุกร และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานจ้างดำเนินงานสนับสนุน Facility เพื่อการปรับปรุงสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ 33 เควี วงจรบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา จังหวัดพังงา
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (Spare Part)
-งานก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 22 เควี ระยะทาง 50 กิโลเมตร ไปยังเกาะต่างๆ เกาะกูด เกาะหมาก จังหวัดตราด
-งานจ้างก่อสร้างสายเคเบิใต้น้ำระบบ 22 เควี วงจรอำเภอศรีราชา - เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี และระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ไปยังเกาะปูยู และเกาะยาว จังหวัดสตูล
-งานจ้างก่อสร้างระบบจำหน่ายใต้ดิน 22 เควี เพื่อเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำ ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างก่อสร้างตัดและเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ วงจร อำเภอศรีราชา-เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ระบบ 22 เควี
-งานจ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานก่อสร้าง Concete mattress เพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือ และระบบบริหารจัดการโครงการที่ทันสมัย สามารถรองรับงานที่มีความซับซ้อน และต้องการความแม่นยำในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสู่เกาะสมุยได้อย่างมั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของระบบเดิม เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า และรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในระยะยาว อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต โดย กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน มุ่งมั่นดำเนินโครงการให้สำเร็จตามแผนงาน และมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุด เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีคุณภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN

ไทยโต้ข่าวชายแดน!! กองทัพภาคที่ 2 โต้กัมพูชา ยันไทยไม่ได้ขว้างระเบิด ชี้บาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทภ.2 ขออย่าปักใจเชื่อข่าวฝ่ายเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบ
กับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1340065741615116/?rdid=qE4VYfYnaox0mY2e#

BBA จุฬาฯ โชว์ศักยภาพเวทีโลก!! คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก HSBC/HKU Business Case Challenge เคสธุรกิจจาก 24 มหาวิทยาลัย 20 ประเทศ พิสูจน์ศักยภาพนิสิตไทยบนเวทีโลก

นักศึกษา BBA จุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026

ขอแสดงความยินดีกับนิสิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตนานาชาติ หรือ BBA International Program ที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ร่วมกับ HSBC

การแข่งขันครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 24 แห่ง จาก 20 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยผู้เข้าแข่งขันต้องวิเคราะห์และแก้โจทย์กรณีศึกษาทางธุรกิจที่ท้าทายตลอด 3 รอบการแข่งขันอย่างเข้มข้น แต่ละรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง และมีเพียงทีมที่ทำคะแนนได้สูงสุดเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
สมาชิกในทีมประกอบด้วย

นางสาวภาสินี ทองฉัตรชวาล
นางสาวสุวพัตร บุตรสมบูรณ์
นายอธิปัตย์ บุญชำนาญ
นางสาวภัทธมน โสรเศรษฐกุล

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมของนิสิต รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างโดดเด่น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1600808445382357&id=100063596497460&rdid=ZH2lAdyKL1QzfuqP#

สวนนงนุชพัทยาปลูก “มะพร้าวทะเล” ปลูกเพิ่ม 23 ต้น ขยายภารกิจอนุรักษ์พืชหายากระดับโลก ก้าวใหญ่สวนพฤกษศาสตร์ไทย มูลค่าต้นละ 5 แสนบาท ฐานอนุรักษ์พันธุกรรมสำคัญ

สวนนงนุชพัทยา ปลูก “มะพร้าวทะเล” เพิ่ม 23 ต้น ขยายภารกิจอนุรักษ์พันธุ์พืชระดับโลก สร้างประชากรนอกถิ่นกำเนิดครั้งใหญ่ที่สุดของสวนพฤกษศาสตร์

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณค่ายลูกเสือ สวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมเพื่อนนักเรียนจากวิทยาลัยเซนต์ สตีเฟ่น สแตนลีย์ ฮ่องกง ร่วมปลูกมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) เพิ่มอีก 23 ต้น นับเป็นการปลูกมะพร้าวทะเลพร้อมกันมากที่สุดครั้งหนึ่งของสวนพฤกษศาสตร์ และเป็นก้าวสำคัญในการขยายภารกิจอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากระดับโลก

การปลูกครั้งนี้ทำให้สวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวมทั้งสิ้น 58 ต้น จากเดิม 35 ต้น พร้อมต้นกล้าอีก 25 ต้น ซึ่งแต่ละต้นมีมูลค่าประมาณ 500,000 บาท ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันมะพร้าวทะเลที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นฐานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชนอกแหล่งกำเนิด (Ex Situ Conservation) ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การปลูกมะพร้าวทะเลในวันนี้ คือการทำเพื่ออนาคตเพราะการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากต้องอาศัยความต่อเนื่องและความอดทนหลายสิบปี สวนนงนุชพัทยามุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวม อนุรักษ์ ศึกษา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืช เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป

มะพร้าวทะเล หรือมะพร้าวแฝด (Coco de Mer) เป็นปาล์มหายากที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะบนเกาะเล็ก ๆ ในหมู่เกาะเซเชลส์ กลางมหาสมุทรอินเดีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lodoicea maldivica เป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ทรงคุณค่าที่สุดของวงการพฤกษศาสตร์ เนื่องจากพบได้ในธรรมชาติเพียงไม่กี่แห่งและอยู่ภายใต้การคุ้มครองอย่างเข้มงวด ในอดีตชาวเรือมักพบผลของมะพร้าวทะเลลอยอยู่กลางมหาสมุทร โดยไม่มีผู้ใดเคยพบต้นกำเนิด จึงเชื่อกันว่าต้นของมันเจริญเติบโตอยู่ใต้ทะเล จึงเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Coco de Mer หรือ “มะพร้าวทะเล” ความลึกลับนี้ทำให้ผลมะพร้าวทะเลกลายเป็นของล้ำค่าหายากยิ่งกว่าอัญมณี

ธรรมศาสตร์ขึ้นอันดับ 1 คว้าที่ 1 โลกด้าน SDG 16 สันติภาพ ยุติธรรม สถาบันเข้มแข็ง อันดับ 46 ของโลกด้าน SDG รวม ย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

'ธรรมศาสตร์' คว้าอันดับ 1 ของโลก มหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านความยุติธรรม

“ธรรมศาสตร์” ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก ด้าน SDG16 “สันติภาพ-ยุติธรรม-สถาบันที่เข้มแข็ง” พร้อมประกาศความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน”

The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน (SDGs) ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2569 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 หรือ SDGs 16 : Peace, Justice and Strong Institutions ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ยังได้จัดอันดับโลกของมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม ซึ่งในปี 2026 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับคะแนนรวม 92.9 คะแนน ขยับขึ้นมาติด TOP 50 ของโลก ด้วยการคว้าอันดับ 46 จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับการจัดอันดับทั้งหมด 1,603 สถาบัน ถือเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย

สำหรับการเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ด้านการขับเคลื่อน SDGs 16 และอันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ภาพรวม สะท้อนถึงรูปธรรมการทำงานผ่านความตั้งใจจริงของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วน ในการจัดทำและดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ผ่านการดำเนินพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการยืนหยัดในอุดมการณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” มากว่า 92 ปี ซึ่งหลังจากนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้และการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสนับสนุนการรับใช้สังคมและร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเด็นด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการ

ทั้งนี้ การได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG16 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของประชาคมธรรมศาสตร์ หากยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอีกด้วย

“เอ็มจี” ลุยตลาดไฟฟ้า!! เปิดตัว NEW MG URBAN สีม่วงสด ใช้กลยุทธ์ Urban Takeover เปลี่ยนแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

เอ็มจี Takeover กรุงเทพฯ เป็น “สีม่วง”
เปิดตัว NEW MG URBAN สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการยานยนต์

กรุงเทพฯ – 22 มิถุนายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกโมเดลการตลาดครั้งสำคัญในการเปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกกรอบเดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “NEW MG URBAN City Takeover” ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็น “สีม่วง” เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของ NEW MG URBAN ที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนเมือง

การดำเนินงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำรูปแบบการสื่อสารจากช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการสร้างกระแสการรับรู้ในโลกออนไลน์ผ่านตัวตนของ “น้องม่วง” จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและได้รับการพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะยกระดับสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร (Urban Takeover) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำอัตลักษณ์ของ NEW MG URBAN ในเชิงกายภาพ

การสร้างการจดจำอัตลักษณ์ เอ็มจี ได้นำสีไฮไลท์ของรุ่นมาพลิกโฉมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น “Media Canvas” ขนาดใหญ่ ครอบคลุมย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ (CBD) ได้แก่ สยาม–ราชประสงค์ อโศก–สุขุมวิท สีลม–สาทร และพระราม 9–รัชดาภิเษก รวมถึงจุดหมายสำคัญของเมือง อาทิ สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และใบหยกทาวเวอร์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพ “สีม่วง” ของ NEW MG URBAN ปรากฏอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองตลอดทั้งวันอย่างแท้จริง

นายชุมพล คงสกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “NEW MG URBAN คือโมเดลสำคัญของเอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทั้งในเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับโลก (Global Innovation) มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (Thai Passion) พร้อมมอบความคุ้มค่าที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Value Choice) เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความรู้สึกสนุกและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) ผ่านการสื่อสารที่ร่วมสมัยและการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาในสังคม ทั้งในช่องทางดิจิทัลและบริบทของชีวิตประจำวัน เพื่อให้แบรนด์ เอ็มจี มีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังได้ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่แตกต่างและทรงพลังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน”

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

มาสด้าเปิดตัว “Mazda6e”!! ส่งมอบรถไฟฟ้ารุ่นแรกในไทย ล็อตแรก 500 คันถึงแหลมฉบัง วิ่งได้สูงสุด 654 กม.ต่อชาร์จ พร้อมบริการลูกค้าทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 23 มิถุนายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทยให้แก่ ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น มาสด้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ไปขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า และสร้างประสบการณ์ความสุขในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าและทุกคนในครอบครัวไปตลอดอายุการใช้งาน

The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว

การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้ามาสด้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจอง The All-Electric Mazda6e ไว้ก่อนหน้านี้ มาสด้าจะเริ่มทยอยทำการขนส่งไปยังผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าทุกท่านอย่างเร็วที่สุด หรือผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง https://www.mazda.co.th/th/mazda6e มาสด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศแล้ววันนี้

ไทยเจ็บหนักวิกฤตพลังงาน!! รศ.ดร.ภูรี คณะเศรษฐศาสตร์ ชี้ค่าไฟ–น้ำมันยังแพงอีกหลายปี เหตุภาระอุดหนุนต้องทยอยคืน แม้ราคาตลาดโลกลง ชงรัฐเร่งตุนพลังงานช่วงเจรจาสงคราม

ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดโลก ไทย ‘ค่าไฟ-น้ำมัน’ แพงยาวอีกหลายปี
ช่วง ‘เจรจายุติสงคราม’ โอกาสทองตุนพลังงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังเจรจาข้อตกลงยุติสงครามถาวร 60 วัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งประสานกับผู้ค้าพลังงานประเทศต่างๆ ที่เคยทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ก่อนสงคราม เพื่อให้การเกิดจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG มายังประเทศไทยเอาไว้ก่อน รวมถึงควรเดินหน้าโครงการที่มีการไปลงทุนไว้ หรือมีสัมปทานในต่างประเทศ เช่น แหล่งผลิตน้ำมัน ฯลฯ ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะล่มหรือไม่ หรือจะมีการสู้รบต่อจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกหรือไม่ ฉะนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ในการเตรียมความพร้อมให้ดีและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะมีการปรับฐานใหม่มาอยู่สูงกว่าช่วงก่อนมีสงคราม โดยเฉพาะการสู้รบที่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน ฉะนั้นต้นทุนค่าซ่อมแซมก็จะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG หลังจากนี้ด้วย ประกอบกับการสู้รบยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อพลังงานไทยรุนแรง และมาตรการกลไกต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันจนสถานะติดลบ 5.8 หมื่นล้านบาท หลังจากนี้จะต้องมีการเก็บเงินชดเชยผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม รวมถึงค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ทำให้จากนี้ต้องมีการปรับค่า Ft สูงขึ้น เพื่อชดเชยคืนเช่นกัน ซึ่งเริ่มไปแล้วในรอบ มิ.ย. - ส.ค. 2569

“แม้สถานการณ์ราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ไม่ปรับตัวลงตามอย่างรวดเร็วเท่าใดนัก ราคาพลังงานในประเทศไทยจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นไปได้ยากมากที่จะลงไปต่ำกว่า หรือเท่ากับ 3.9 บาทต่อหน่วย เหมือนช่วงก่อนสงคราม” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งประสานเพื่อให้เกิดการจัดส่งพลังงานเข้ามาในประเทศแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ และบางโครงการมีการระงับไปแล้ว เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ฯลฯ โดยอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะนำเงินกู้ส่วนนี้ไปทำการเก็บข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียด ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่หว่านแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สงครามครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของไทยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากขึ้น 2. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LNG จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมากเกินไป 3. การบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐ รวมถึงการสื่อสารยังขาดประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันก็พบว่าไทยมีจุดแข็ง คือสามารถบริหารจัดการพลังงานให้ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ แม้จะมีประเด็นเรื่องราคา เพราะข้อเท็จจริงคือน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลนและไฟฟ้าก็ไม่ดับ ขณะที่ในบางประเทศรุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำมันใช้ และไฟฟ้าดับ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. หากรัฐบาลยังเลือกที่จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงาน ควรกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ไม่พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกิน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นๆ แล้ว เช่น มาเลเซีย แองโกลา ไนจีเรีย ฯลฯ แต่ก็เป็นลักษณะระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุทางการเกษตร ซึ่งจากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ศักยภาพที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีสามารถเพิ่มการพึ่งพาได้ไปถึง 70-80%


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top