Sunday, 19 July 2026
NEWS FEED

จากบราซิลถึงเวเนซุเอลา!! ‘เนย์มาร์’ บริจาค 250,000 ดอลลาร์ ช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เผยเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชาวเวเนซุเอลา หลังแผ่นดินไหวรุนแรงสุดในรอบ 126 ปี

เนย์มาร์ แนวรุกทีมชาติบราซิลบริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา

โดยเวเนซุเอลาประสบเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ขนาด 7.2 และ7.5 ใกล้กรุงการากัสซึ่งถือเป็นรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาในรอบ 126 ปี นับตั้งแต่ปี 2443 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก

ล่าสุดมีการเปิดเผยว่า เนย์มาร์ แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลซึ่งกำลังอยู่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.35 ล้านบาท)

เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้ในโครงการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน เพื่อจัดหาอาหาร น้ำดื่มสะอาด อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่พักพิงชั่วคราว และความช่วยเหลือฉุกเฉินอื่นๆ ให้แก่ผู้ประสบภัย

ดาวเตะวัย 34 ปีระบุว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา หวังว่าการสนับสนุนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10302457

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรฯ!! กรกฎาคมนี้เที่ยวคุ้ม สวนนงนุชพัทยาคืนโปรฯ ซื้อบัตร 1 แถมฟรีอีก 1 เด็ก–ผู้สูงอายุ–ผู้พิการ–วันเกิด เข้าฟรี ตลอดเดือน ก.ค. สำหรับคนไทย Walk-in

สวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวเที่ยวสุขใจ คุ้มที่สุด! โปรฯ กลับมาแล้ว “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนกรกฎาคม 69 เด็กฟรี ผู้สูงอายุฟรี ผู้พิการฟรี วันเกิดฟรี

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนคนไทยออกมาเติมเต็มความสุขกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าเที่ยวได้ทั้งครอบครัวในราคาสุดคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางแบบ Walk-in

นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังมอบสิทธิพิเศษตลอดปี ได้แก่ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวันเมื่อเดินทางมากับครอบครัว ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันตลอดปี และผู้ที่มาเที่ยวตรงกับวันเกิดสามารถเข้าชมฟรี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยารวบรวมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยกว่า 60 สวน พันธุ์ไม้จากทั่วโลกมากกว่า 18,000 ชนิด เมืองไดโนเสาร์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว เมืองอียิปต์ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ แวะพักผ่อนที่คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวนสัมผัสความงดงามของภูมิทัศน์ระดับโลก นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่!! เปิด Hybrid Food Tech ปั้น “สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ดึงยักษ์อาหารร่วมดีไซน์ ปั้นคนรับตลาดโลก หนุนความมั่นคงทางอาหารและครัวไทยสู่ครัวโ

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี เปิดตัวหลักสูตร “Hybrid” ดึงยักษ์ใหญ่ร่วมดีไซน์ปั้นสถาปนิกอาหารรุ่นใหม่ ทลายข้อจำกัดสายวิทย์ หนุนความมั่นคงทางอาหารและ Future Food สู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 - วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี ประกาศเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีสาขาใหม่ล่าสุด “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งสำคัญในรอบ 15 ปี รองรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้ก้าวสู่ยุคอาหารนวัตกรรม เดินหน้าผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

การเปิดหลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ วิทยาลัยดุสิตธานี โดยมีคุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณวิไลพรรณ สังฆะพันธ์ Senior Director, Operations – Ambient Operation Thailand บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ Executive Chef Unilever Food Solutions Thailand และ รองศาสตราจารย์ ดร.นนทลี พรธาดาวิทย์ คณบดีคณะศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรพิเศษในการสนทนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การสร้าง "ผู้ประกอบการ/สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ รับความท้าทายและโอกาสการเติบโตในตลาด Future Food ของโลก” 

การเปิดตัวหลักสูตรเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food Tech ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างชัดเจน จากการที่มีตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “คน” กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต และเป็นเหตุผลสำคัญที่วิทยาลัยดุสิตธานีตัดสินใจก้าวเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของตลาดแรงงานและสนับสนุนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

จุดเด่นของหลักสูตร Hybrid ใหม่นี้ คือการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยี และศิลปะการประกอบอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งกระบวนการผลิต นวัตกรรมอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารจากพืช หรืออาหารแห่งอนาคต  พร้อมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหา “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยหลักสูตรนี้จะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดและยกระดับวัตถุดิบไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการทลายเส้นแบ่งและผสานจุดแข็งของสองศาสตร์ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งศิลปะการรังสรรค์อาหารอันประณีตของ “เชฟ” และองค์ความรู้เชิงลึกของ “นักวิทยาศาสตร์อาหาร” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่มีทักษะผสมผสาน ทั้งศาสตร์การคำนวณและศิลปะการรังสรรค์เมนู ซึ่งเป็นตัวตนแบบ Hybrid ที่ภาคเอกชนกำลังต้องการตัวสูงสุด เพื่อให้การคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ วิทยาลัยดุสิตธานียังทลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ในสายการศึกษา แก้ปัญหานักศึกษาลดลงด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดรับผู้เรียนจากทุกสายการเรียนที่มีความสนใจ ไม่จำเป็นต้องจบสายวิทย์-คณิต โดยปรับโครงสร้างวิชาให้เรียนสนุก เน้นการประยุกต์ใช้จริง ไม่วิชาการจนเกินไป เปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์อาหารให้กลายเป็นการทดลองที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการจัดสมดุลสัดส่วนการเรียนอย่างพอดี คือ ด้านอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% บูรณาการทั้ง Art, Science และ Business เพื่อหล่อหลอมให้ผู้เรียนเป็นทั้ง “ผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหาร” ในคนเดียว บัณฑิตรุ่นใหม่จะมีทางเลือกอาชีพที่กว้างขวางและตอบโจทย์ Passion ความชอบที่อิสระ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักนวัตกรรมอาหาร หรือเชฟยุคใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่สามารถแปรรูปหรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เช่น การพัฒนาเนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสสัมผัสเหมือนจริง หรือการคำนวณสารอาหารในเมนูและใส่ Storytelling เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้ เกิดจากการทำ Co-Creation ครั้งใหญ่ ร่วมกับตัวจริงในวงการ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานี และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก อาทิ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ร่วมส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบรายวิชา เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับเทรนด์และตลาดโลก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการทำงานแบบครบวงจร ผ่านการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย โดยหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีนี้ มีกำหนดจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป

ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเยาวชนผู้เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาลดลงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 โดยมีจำนวนลดลงเกือบ 300,000 คน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ วิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคตและความต้องการอันหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

“เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ตอบสนองการขยายตลาดและโอกาสใหม่ๆ ให้วิทยาลัยด้วย” ดร.อรรถเวทย์ กล่าว

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมอาหารโลก การสร้างกำลังคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการศึกษา แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และวิทยาลัยดุสิตธานีกำลังวางตัวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาคและของโลก

เกี่ยวกับวิทยาลัยดุสิตธานี

วิทยาลัยดุสิตธานี หนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมบริการของประเทศไทย และบริษัทในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับสากล จาก The International Centre of Excellence in Tourism and Hospitality Education หรือ THE-ICE ประเทศออสเตรเลีย เปิดสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภาษาไทยและนานาชาติ หลักสูตรปริญญาโท รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้นอีกมากมายสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งทางด้านการจัดการโรงแรม การบริการ ศิลปะการประกอบอาหาร สปา รวมไปถึงการท่องเที่ย

องค์กร ลุยเลือก Cloud รองรับ AI ในธุรกิจอย่างหนัก โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นสูง มองประสิทธิภาพและต้นทุนควบคู่กัน ใช้ Cloud Model ต่างชนิดผสมได้

เลือก Cloud Infrastructure ที่เหมาะกับการใช้งาน AI ระดับองค์กร

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงานของ McKinsey & Company (2025) ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่นำ AI มาใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ จาก 77 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า1 สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเลือกโมเดล AI ที่เหมาะสม แต่รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กร เพราะเมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล ความเสถียรของระบบ และต้นทุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กัน ด้วยเหตุนี้ Cloud จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ทั้งในด้านความยืดหยุ่น การขยายระบบ และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาววันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านมาสำรวจการเลือก Cloud ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร
โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับ AI

ระบบ AI มีลักษณะการทำงานแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ในอดีต หลายองค์กรออกแบบระบบเพื่อรองรับงานธุรกรรม เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือระบบปฏิบัติการภายใน ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานที่ค่อนข้างคาดการณ์ได้ ในขณะที่ AI ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวมของพลังประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความสามารถในการขยายระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

สิ่งที่ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ควรมี

การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกำลังประมวลผลหรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าควบคู่กันไป เมื่อองค์กรเริ่มขยาย AI จากระดับทดลอง (Pilot) ไปสู่การใช้งานจริง โครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และต้นทุนในการดำเนินงาน โดย Google Cloud ระบุว่า การวัดความสำเร็จของ AI ในระดับองค์กรควรครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพของระบบ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ2 เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริง

ในมุมมองของ TCC Technology ปัจจัยสำคัญในการออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. Scalability — ขยายระบบได้ตามการเติบโตของภาระงาน
AI เป็นงานที่มีความต้องการทรัพยากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเริ่มขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง ในช่วงแรก องค์กรอาจใช้ทรัพยากรไม่มาก แต่เมื่อจำนวนข้อมูล ผู้ใช้งาน หรือปริมาณการประมวลผลเพิ่มขึ้น ระบบที่รองรับได้ไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความเร็วในการประมวลผล การเข้าถึงข้อมูล และความต่อเนื่องของบริการ ดังนั้น Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงควรสามารถขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งด้านประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Performance — ประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับลักษณะงาน
AI แต่ละประเภทมีความต้องการด้านประสิทธิภาพแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Batch อาจยอมรับความหน่วงได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ระบบ Recommendation, Fraud Detection หรือ AI Assistant มักต้องการการตอบสนองแบบใกล้เรียลไทม์ ดังนั้น การออกแบบ Infrastructure ควรอิงจากลักษณะการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของระบบ โดยต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความถี่ในการใช้งาน และระดับการตอบสนองที่ธุรกิจยอมรับได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับลักษณะงาน ระบบ AI ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Cost Visibility — มองเห็นและควบคุมต้นทุนได้ตั้งแต่ต้น
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของ AI คือ “ต้นทุน” การวาง Cloud Infrastructure จึงควรคำนึงถึงการมองเห็นต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับลักษณะงาน การจัดเก็บข้อมูลตามรูปแบบการใช้งาน และการติดตามค่าใช้จ่ายผ่านระบบบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
Cloud Model ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร

เมื่อพูดถึง Cloud หลายคนอาจนึกถึง Public Cloud เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรจำนวนมากเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่หลากหลายมากกว่านั้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. Public Cloud
เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายทรัพยากรได้รวดเร็ว และรองรับการทดลอง Use Case ใหม่ได้อย่างคล่องตัว จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว และปรับขนาดตามปริมาณการใช้งานจริง

2. Private Cloud
เหมาะกับงานที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือ Compliance ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ หรือมีข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ

3. Hybrid Cloud
Hybrid Cloud กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในระดับองค์กร เพราะช่วยให้สามารถเลือกวางระบบให้เหมาะกับลักษณะของงานได้ เช่น ข้อมูลสำคัญอาจอยู่บน Private Cloud ขณะที่งานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงสามารถทำงานบน Public Cloud ได้ แนวทางนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัว การควบคุมระบบ และการบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองของ TCC Technology การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงไม่ใช่เพียงการเลือก Cloud รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจ ลักษณะข้อมูล และรูปแบบการใช้งานของแต่ละองค์กร TCC Technology มีบริการด้าน Cloud Infrastructure ครอบคลุม Dedicated Cloud Server, Virtual Private Server และ Multi-cloud Solutions ที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางระบบ AI ได้อย่างยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

Infrastructure ที่ดี ต้องช่วยให้ AI เชื่อมต่อกับธุรกิจได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Cloud Infrastructure ไม่ควรถูกแยกออกจากบริบทธุรกิจ เพราะเมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบเบื้องหลังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับข้อมูล ความปลอดภัย และกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบ Infrastructure ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มทรัพยากรด้านการประมวลผลเท่านั้น

สุดท้ายนี้ AI กำลังทำให้บทบาทของ Cloud Infrastructure เปลี่ยนจากระบบสนับสนุนไปสู่รากฐานของการสร้างความสามารถทางธุรกิจ การเลือก Cloud สำหรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่คือการเลือกรากฐานที่เหมาะกับลักษณะงาน ข้อมูล ความเสี่ยง และเป้าหมายขององค์กร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบอย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงสามารถทดลองใช้ AI ได้สำเร็จ แต่ยังสามารถขยายไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr

ม.รังสิต ลุยเปิดหลักสูตรอินเตอร์!! ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เล็งตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก ผสานเทคโนโลยี-ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานักศึกษาสู่เวทีสากล

CHOOSE YOUR FUTURE หลักสูตรอินเตอร์ ม.รังสิต (English & Chinese Programs) ครบทุกระดับชั้น ตรี-โท-เอก!

หากพูดถึงสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนหลักสูตรนานาชาติที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ มาร่วมเปิดมุมมอง ทิศทาง ผลลัพธ์ และความครบถ้วนของสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของผู้เรียนภายใต้แนวคิด “CHOOSE YOUR FUTURE” และมาทำความรู้จักหลักสูตรอินเตอร์ทั้ง English Program International Program และ Chinese Program หลักสูตรที่ถูกดีไซน์การเรียนการสอนเพื่อผลักดันให้ผู้เรียนก้าวสู่เวทีระดับสากลได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

ผศ.ดร.สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จุดยืนของ ม.รังสิต ชัดเจนมากค่ะ เราไม่ได้มองว่าหลักสูตรอินเตอร์คือการเอาตำราต่างประเทศมาแปลแล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเท่านั้น แต่ ม.รังสิต เรามองว่ามันคือ ‘พื้นที่แห่งโอกาสและเครื่องมือในการสร้างอนาคต’ ปัจจุบันเราเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก จุดเด่นของเราคือการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“ในระดับปริญญาตรีเอง ตัวหลักสูตรจะมีความหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักศึกษา ของคนรุ่นใหม่ สายบริหารและภาษาเพื่อธุรกิจ เรามีทั้ง International Business และหลักสูตรภาคภาษาจีนอย่าง Business Administration (Chinese program) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ต้องปรับหลักสูตรให้ตามเทรนด์อย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อตอบรับยุค AI เรามีหลักสูตร Information and Communication Technology, Computer Science, Computer Game and Esport และ Digital Innovation and Artificial Intelligence ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดโลกขาดแคลน สายอาร์ต ศิลปะ การออกแบบ และนิเทศศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งหมวดที่นักศึกษาเมื่อเรียนแล้วสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร Communication Arts, Tourism, Hospitality and Sports, Creative Product Design, Communication Design, Fashion Design, Interior Design และ Photography and Media Arts อีกหนึ่งหมวดที่สำคัญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิตให้ความสำคัญในการปูรากฐานนวัตกรรมการแพทย์ และการก่อสร้าง ผ่านหลักสูตร Biomedical Sciences, Biomedical Engineering, Civil Engineering และ Electrical Engineering นอกจากนี้ ม.รังสิต ยังได้ขยายหมวดการเรียนรู้จากระดับบัณฑิตศึกษาลงมาสู่ระดับปริญญาตรี ด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ด้านการทูต อย่าง International Relations and Development เพื่อรองรับการสร้างนักคิดและนักนโยบายรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับสากลค่ะ จะสังเกตว่าในระดับบัณฑิตศึกษา (โท-เอก) มีหลักสูตรที่เฉพาะทางหลากหลายค่ะ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นหลักสูตรที่สอดรับกับเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลและงานสร้างสรรค์ขั้นสูง เช่น International Digital Business, Diplomacy and International Studies, Bilingual Education, Curriculum and Instruction, Digital Communication Arts and New Media รวมถึงหลักสูตรใหม่อย่าง Film and Series Writing and Directing, Design, Electrical and Computer Engineering, Cyber Security Management and Technology และ Business Administration (Chinese program) ส่วนในระดับ ปริญญาเอก (Doctoral Degrees) เรามุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและการขับเคลื่อนนโยบายระดับสูง ผ่าน 4 หลักสูตรหลัก ได้แก่ Business Administration, Digital Communication Arts and New Media, Educational Studies และ Information Technology เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพไปพัฒนาสังคมในระยะยาวค่ะ"

ไม่ว่าคุณจะมีความฝันในสายงานไหน หรือตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไร ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรามีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายนานาชาติ และคณาจารย์ที่พร้อมจะสนับสนุนคุณในทุกระดับชั้น เพราะการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการสร้างโอกาสเพื่อก้าวสู่การทำงานได้อย่างมั่นใจ อนาคตเป็นสิ่งที่คุณเลือกเองได้ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เป็นคุณด้วยกัน

“มณฑลฝูเจี้ยน” ดันการเงินข้ามช่องแคบ!! ลงนามโครงการ 9.1 พันล้านหยวน เปิดพันธมิตรบริหารสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ เน้นส่งเสริมวิสาหกิจไต้หวันในจีน ยกระดับบริการการเงินและนวัตกรรม

การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 (7th Cross-Strait Financial Forum and Taiwan-Funded Enterprise Development Forum) ได้จัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินมณฑลฝูเจี้ยน สำนักงานกำกับดูแลทางการเงินเทศบาลเมืองเซี่ยเหมิน และสมาคมวิสาหกิจไต้หวันที่ลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีบริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (XIAMEN Financial Investment Group CO., LTD) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และบริษัท จินหยวน เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ จำกัด (Jinyuan President Securities Co., Ltd.) รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงาน งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สามปีแห่งการบูรณาการ สู่การเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ผนึกพลังเพื่อการพัฒนาร่วมกัน จารึกบทใหม่แห่งความสำเร็จ" โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินข้ามช่องแคบไต้หวัน การขยายช่องทางการระดมทุนสำหรับวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน การพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับไต้หวัน เพื่อผลักดันให้มณฑลฝูเจี้ยนก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกสำหรับพี่น้องร่วมชาติชาวไต้หวันและวิสาหกิจไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่

การประชุมดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้การประชุมข้ามช่องแคบ ครั้งที่ 18 (18th Cross-Strait Forum) โดยภายในงานมีการลงนามโครงการบูรณาการทางการเงินระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวันจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 9.1 พันล้านหยวน ครอบคลุมบริการทางการเงินในหลากหลายสาขา ได้แก่ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมข้ามช่องแคบ ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ การยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่ โครงการเหล่านี้จะปลดล็อกประโยชน์ของนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ตลอดจนเพิ่มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบูรณาการทางอุตสาหกรรมระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวัน

ภายในงานยังมีการเปิดตัวพันธมิตรข้ามภาคส่วนด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ (Cross-Strait Wealth and Asset Management Cross-Sector Alliance) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจากจินหยวน กรุ๊ป (Jinyuan Group) จากการร่วมนำเสนอโดยสถาบันการเงินในเครือ และได้รับการจัดตั้งร่วมกันโดย เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรัสต์ (Xiamen International Trust), จินหยวน ยูนิ-เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ (Jinyuan Uni-President Securities), หยวนซิน หย่งเฟิง ฟันด์ (Yuanxin Yongfeng Fund), ธนาคารฟูบอน (ประเทศจีน) (Fubon Bank China), จวินหลง ไลฟ์ อินชัวรันซ์ (Junlong Life Insurance), โรงพยาบาลฉางกัง เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen Chang Gung Hospital) ฯลฯ โดยพันธมิตรดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับบริการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์สำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมการจัดสรรสินทรัพย์สำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ การวางแผนทรัสต์ครอบครัวและการสืบทอดความมั่งคั่ง บริการทางการเงินด้านบำนาญ รวมถึงโซลูชันการคุ้มครองสุขภาพอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกาศผลสำเร็จด้านนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันหลายรายการ รวมถึงการเปิดตัวมาตรฐานกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมการธนาคาร ในด้านบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ "ข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันของสถาบันการเงินและการธนาคาร" อย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม "Bailufen" เพื่อยกระดับบริการทางการเงินสำหรับชาวไต้หวันที่พำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: บริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

Shopee พร้อมหนุน OTOP ไทย!! นายกฯ ชู SMEs เป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจไทย ฝาก Shopee ช่วยขยายโอกาสบน e-commerce ย้ำคุ้มครองผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายกฯ ฝาก Shopee ดัน OTOP ไทย สู่ตลาดออนไลน์และต่างประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หนุน SMEs

นายคริส เฟิง ประธานบริษัท Sea Limited และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shopee พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนในประเทศไทย

นายคริส เฟิง กล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมยืนยันความพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ e-commerce ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ Shopee International Platform (SIP) และ Shopee Global Sales นอกจากนี้ ยังแสดงความสนใจขยายการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจด้านอื่นๆในประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการสร้างงานในระยะยาว

นายกฯ กล่าวว่า SMEs และผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การยกระดับทักษะดิจิทัล และการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบ Virtual Banking ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ พร้อมแสดงความสนับสนุนให้ผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านธุรกิจการเงินเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ สามารถเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและขยายธุรกิจ

ในตอนท้าย นายกฯได้เชิญชวน นายคริส เฟิง ให้ไปร่วมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมขอให้ช่วยโปรโมทสินค้า OTOP ของไทย โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพที่ดีของสินค้า และเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย จะเป็นที่ชื่นชอบในตลาดต่างประเทศ ซึ่งนายคริส เฟิง ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองเห็นช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าไทยเช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1493253569503642&id=100064570394286&rdid=RrU8LF452fmsccDi#

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top