Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

'สายสุนีย์' พลาดทอง!! นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบไทย แพ้รอบชิงเอเชียนพาราเกมส์ เผยน้ำตาขอโทษแฟนกีฬาไทย ตั้งเป้าพาราลิมปิกเกมส์ 2028

“แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบขวัญใจชาวไทย สุดเศร้าหลังพลาดคว้าเหรียญทอง ด้วยการแพ้คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในประเภทบุคคลหญิง ฟอยล์ และเอเป้ คลาสบี

“แวว” สายสุนีย์ เผยทั้งน้ำตาว่า “ก่อนอื่นต้องขอโทษพี่น้องชาวไทย ที่ทำไม่ได้ คือทุกแมตช์การแข่งขันก็พยายามแล้ว พยายามชนะจีน ทุกคนเลย ตั้งแต่รอบแรก จนก่อนขึ้นชิง และคิดว่าในชีวิตก็ชนะมาตลอด แต่ไม่รู้เป็นอะไรทำไมถึงน็อก ให้เขานำ ยอมรับว่ามีแรงกดดันในตัวเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเสียใจหนักขนาดนี้ ตั้งแต่เล่นกีฬามา 27 ปี ไม่เข้าใจตัวเองว่า คนเก่งปราบหมดแล้ว แต่ทำไมถึงสตั๊นอยู่ตรงนั้น กว่าจะพลิกมา เขาก็นำไปเยอะแล้ว มันยากมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักของตัวเอง”

“ตอนเสมอ 14-14 ยอมรับว่ากลัว แล้วเราก็พลาดไปนิดเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ซึ่งคู่แข่งขัน เจอกันเขาไม่เคยชนะเราเลย มันเป็นการที่เราพลาดเอง กดดันตัวเองเกินไป ทำให้เราพลาด กว่าเราจะมีสติมา ก็ไม่ทันแล้ว”

“จริงๆ ก็ไม่อยากให้สัมภาษณ์ แต่ในเมื่อทำแล้ว ทำไม่ได้ ก็จะต้องยอมรับมัน ขอโทษครอบครัวมากๆ ที่ทำให้ไม่ได้ ขอโทษคนไทย ทั้งหมดด้วยที่ทำให้ไม่ได้”

สายสุนีย์ เผยอีกว่า “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นได้พูดกับตัวเองต่อ ว่าจะไป พาราลิมปิกเกมส์ 2028 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งสุดท้าย ก็ต้องไป แต่ ณ วันนี้ก็จะต้องเข้มแข็ง เสียใจวันนี้ก็เอาให้หมด จะพยายามปล่อยมันไป เพราะก็ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องอยู่กับทีม ยังต้องลงแข่งขันประเภททีม จะอ่อนแอไม่ได้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10446286

แรงงานดิจิทัล ลุยกฎหมายใหม่!! จัดระบบคุ้มครองผู้รับงานที่บ้าน เพิ่มนิยาม-ขยายขอบเขตงาน จ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

จุลพันธ์” แถลงสภาฯ ดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิแรงงานยุคดิจิทัล คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

วันนี้ (21 ตุลาคม 2569) ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญคลอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1. ขยายขอบเขตงานและปรับปรุงบทนิยามให้ทันสมัย
-ปรับปรุงนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” จากเดิมที่เน้นเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ให้ขยายครอบคลุมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้แรงงานในหลากหลายมิติได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
-รองรับระบบการทำงานยุคดิจิทัล โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

2. คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
-กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (กรณีลักษณะงานเหมือนกับในสถานประกอบการ) หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
-กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือค่าทำศพ
-มาตรการสกัดการเบี้ยวหนี้ หากผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้น 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน
-ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้จ้างงาน หากผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มดังกล่าวได้

3. ปรับปรุงบทกำหนดโทษเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีบทกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านรายได้ และเสริมสร้างเกราะคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พระราชทานชื่ออันเป็นสิริมงคล สู่ร้านยาเพื่อประชาชน ร้านสิรินธโรสถ รับใช้สังคม ของมูลนิธิพระมงกุฎเกล้า ได้รับพระราชทานชื่อจากกรมสมเด็จพระเทพฯ จำหน่ายเวชภัณฑ์ราคาย่อมเยา รายได้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

“ร้านสิรินธโรสถ” ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นสิริมงคล

มีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วิตามิน และผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่ผู้มารับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไป โดย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากการจำหน่ายสินค้าในร้าน จะนำไปสมทบเข้า มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122207610608836667&id=61575100031163&rdid=ISdZ340s4elBxVPF#

กระทรวงการต่างประเทศเตือน!! ประชาชนไทยระวังชุมนุม แนะติดตามข่าวสาร รักษาความปลอดภัย เน้นลงทะเบียนแจ้งพำนักผ่าน TCA เตรียมพร้อมหนังสือเดินทางเสมอ

ประกาศคำแนะนำคนไทยในยุโรปและผู้ที่จะเดินทางไปยุโรป
ตามที่เกิดสถานการณ์การชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลในหลายพื้นที่ของภูมิภาคยุโรป และอาจมีแนวโน้มลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว ปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้
1. ติดตามประกาศและคำแนะนำจากการท้องถิ่น และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
2. ตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญให้มีอายุใช้งานเพียงพอและพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่เสี่ยงตามประกาศของทางการท้องถิ่น
4. ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่พำนักล่วงหน้าผ่านระบบ Thai Consular Assistance (TCA)
ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
5. สำหรับคนไทยที่มีความจำเป็นในการเดินทางไปภูมิภาคยุโรปในช่วงนี้ ขอให้พิจารณาติดตามข้อมูลข่าวสารให้รอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจเดินทาง

ในกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือ Call Center กรมการกงสุล หมายเลข (+66) 2 572 8442 (ตลอด 24 ชม.) หรือผ่านแอปพลิเคชัน THAI CONSULAR

ติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการกงสุลผ่านช่องทางทางการของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1467488405478005&id=100066505787021&rdid=0VdVb5zasdbgik0u#

ฝนถล่ม กทม. น้ำมหาศาลระบายไม่ทัน!! กรมชลประทานปรับแผนระบายน้ำ–เตือนภัย เตรียมยกระดับคลองรอบนอกและโครงการเจ้าพระยา 2 เดินหน้าปรับสื่อสารกับประชาชน วางแผนพัฒนาคลองยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตน้ำท่วมระยะยาว

“วิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยันช่วย

กทม.น้ำท่วมเต็มที่! ชี้ฝนตกหนักมหาศาลวันละกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. ทำระบายช้า เดินหน้าปรับแผนเน้นเตือนภัยสร้างความเข้าใจประชาชน

​กรมชลประทานเปิดใจเดินหน้าช่วยเหลือระบายน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเต็มกำลัง โดย “นายวิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ชี้อุปสรรคสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมสูงถึงวันละกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร สะสมหลายร้อยลบ.ม. 

ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสโลปน้อย ทำให้น้ำไหลช้าและต้องใช้เวลาระบายออกสู่ทะเล พร้อมปรับแนวทางทำงาน เร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน และเตรียมปรับปรุงโครงสร้างคลองยุทธศาสตร์รอบนอกรับมือวิฤตน้ำหลากอนาคต

​จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ล่าสุด นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ในการช่วยเหลือและระบายน้ำ

กรมชลประทาน ได้​สูบน้ำระบายออกวันละ 50–60 ล้าน ลบ.ม. ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยได้ส่งเครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนในพื้นที่จุดเสี่ยงและชุมชนลุ่มต่ำอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้งกระสอบทราย ล้อมพื้นที่ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำมากกว่า 400 เครื่อง พร้อมเร่งผลักดันน้ำออกทางคลองชายทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเฉลี่ยวันละ 50–60 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเดินเครื่องสถานีสูบน้ำหลัก เช่น สถานีสูบน้ำคลองสุวรรณภูมิ ที่สูบน้ำออกสู่ทะเลในอัตรา 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตลอดเวลา

​แจงเหตุน้ำลดช้า ฝนตกหนักมหาศาล-สโลปพื้นที่น้อย

นายวิทยา กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลาเนื่องจากปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกในพื้นที่ กทม. มีปริมาณมหาศาลหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีความลาดเอียง (Slope) น้อยมาก ทำให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีสูบน้ำได้ช้า 

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังได้สั่งการให้เร่งขุดลอกสันดอนและเนินตะกอนดินในคลองสายหลัก เช่น คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น

​ปรับแนวทาง "เร่งสื่อสาร-สร้างความเข้าใจ" กับประชาชน:

อธิบดีกรมชลประทาน เน้นย้ำถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องการสื่อสาร โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการโครงการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำต้องมองภาพรวมทั้งระบบและเชื่อมโยงหลายลำน้ำ หากการระบายน้ำจุดใดมีแนวโน้มจะเกินขีดความสามารถของลำน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ชุมชน จะต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งเรื่อง "จุดที่น้ำจะท่วม - ระดับความสูง - ช่วงเวลาที่กระทบ" เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

​วางแผนระยะยาว ปรับปรุงคลองยุทธศาสตร์รอบนอก

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองสายยุทธศาสตร์รอบนอก กทม. เช่น คลอง 13, คลองบางขนาด, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง รวมถึงโครงการคลองระบายน้ำสายใหม่ (เจ้าพระยา 2) ที่ ครม. อนุมัติ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำหลากของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549) พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ? ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหร

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549)
พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ?
ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหรือตอบกลับเลย
ตอนนี้ จึงเป็นโอกาสดี ฝากข้อความต่อไปนี้ถึงคุณพอลด้วยครับ
และรบกวนขอ email ที่ติดต่อได้ของเขาด้วยได้ไหมครับ ?

ที่พี่บอกว่า คุณ “พอล อยากให้มีใครก็ได้วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ว่า “ยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น มีแล้ว และไม่น้อยด้วยครับ
.
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ตอบคำถาม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

ส่วนถ้าจะให้ผมวิจารณ์ ผมฝากพี่จรัลช่วยถามคุณพอลว่า
The King Never Smiles, pp. 90-91.

“A year earlier that might not have saved Phibun from American and British opposition. But suddenly Southeast Asia was swept up by the geopolitics of the Cold War. By 1948, with Mao Zedong’s forces gaining strength in China and the Viet Minh rising in Vietnam, the United States was eyeing Thailand as a bulwark against communism. With its first arms deals with the Thai military arranged in early 1948, Washington conveniently forgot about Phibun’s wartime alliance with Japan. It was the first sign of how the United States’ global fight against communism would help set the course of politics in Thailand, and the monarchy’s revival, over the next 40 years. All of this—Khuang’s letter and Phibun’s declarations, and the foreign role in politics—must have bewildered King Bhumibol. He had personally endorsed the November 1947 coup. Now he found that his prerogative of signing into office the democratically chosen prime minister and cabinet had been wiped away in an instant by the ambitions of the army, and that his exhortation for moderation and selflessness fell on deaf ears. Whatever the constitution said, the generals did as they pleased. And yet, oddly, Phibun, the throne’s longtime enemy, still asked for the king’s blessing.”

อยากทราบว่า ข้อความที่คุณพอลเขียนว่า “He had personally endorsed the November 1947 coup.”

ข้อความนี้ คำว่า He หมายถึง รัชกาลที่ 9 ใช่ไหมครับ ?
คุณพอลมีหลักฐานอ้างอิงไหมครับ ?
ต่อไปนะครับ
รบกวนคุณพอลช่วยดูข้อสังเกตดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ
เอกสารชั้นต้นร่วมสมัยของ CIA หรือ CIA รหัส CIA-RDP86T00608R000600170028-9 ซึ่งเป็นเอกสารระหว่าง พ.ศ. 2490-2500 ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นั้น มิได้ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ตามที่หนังสือ "The King Never Smiles" กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ว่า

1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขวิกฤตในอนาคต พร้อมกับการที่พระองค์ทรงละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนทางการเมืองในยามปกติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย (Though aloof from day to day politics, he retains the potential for effective intervention in an immediate, short-term crisis, and could again be valuable in defusing a dangerous situation)

2. เอกสาร CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79T00975A000500520001-8 บันทึกว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เทิดทูนของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มพลังใดที่กล้าพอจะก้าวมาสนับสนุนพระองค์ในการต่อสู้กับผู้นำทหารในรัฐบาล
(Although veneration of the monarchy is widespread in Thailand, no effectively organized force has yet come forward to support the King in his struggle with the military leaders.)

3. บันทึก CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79R00890A000900010020-5 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ทางการเมืองในหลังช่วงการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ระบุว่า

“พระมหากษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ต้องระวังไม่ให้ยั่วยุต่อผู้หิวกระหายในเงินและอำนาจ เพราะพวกเขาคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งนี้ เหล่ารอยัลลิสต์ต้องหวังพึ่งสฤษดิ์ มากกว่าที่สฤษดิ์ต้องหวังพึ่งพวกเขา”
(King and royalists will have to be careful, however, not to provoke the power-and-money-hungry men in whose hands rests the real power in Thailand—the royalists need Sarit much more than Sarit needs them)

4. เอกสาร CIA รหัส CIA-RDP85T00353R000100020006-8
ระบุว่า “พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 เป็นบทบาทใหม่ทั้งส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเวลานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ประหนึ่งเป็นนักโทษกลายๆ ภายใต้การควบคุมของพวกทหาร นับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา” (This is a new role for Phumiphon personally and for the monarchy, which had been the virtual prisoner of the military since the absolute monarch, King Prachathipok, was overthrown in 1932.)

5. เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP98-00979R000400300001-4 ในหัวข้อ “Probable development in Thailand” ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2500
ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์ (ของประเทศ) แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระองค์กลับมีน้อยมาก ในสภาแห่งชาติกลับเต็มไปด้วยพรรคพวกของคณะรัฐประหาร 2490 และคณะรัฐมนตรีก็ประกอบไปด้วยนายทหารยศสูง ๆ เกือบทั้งสิ้น”
.
(The King is important as a symbol but has little real power, the national assembly is dominated by the coup group, and the cabinet is composed almost entirely of ranking officers.)

จากเอกสารทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มุมมองของ CIA นั้นมองว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากมาย ซึ่งแย้งกับข้อเสนอของคุณพอล ครับ

ขอบคุณมากครับ
หวังว่า เราจะมีโอกาสได้คุยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/29175032198789647/?rdid=GK1IsK1y2XwhC6ka#

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส กล่าวลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ทรราชย์ Macron มือเปื้อนเลือด ประชาชนชาวฝรั่งเศสจะไม่ทนอีกต่อไป ทุกวันนี้ผู้ประท้วงตายไปแล้ว 2 คนในวันเสาร์ที่ผ่านมา เด็กมือขาดเพิ่ม ตาบอดเพิ่ม มึงปราบผู้ชุมนุมสันติ แต่เลือกไม่ปราบการปล้นร้านเล็กๆ หรือการบุกศาลากลางในส่วนที่มึงเอาไปหาแดกกับสื่อต่อได้ แล้วล่าสุดมาเคอร์ฟิวเอาเฮลิคอปเตอร์ตรวจตราประชาชนยามดึก มึงมันเป็นพวกหน้าด้าน นอกจากไม่แก้ปัญหา ยังจะทำให้มันหนักขึ้นอีก รัฐบาลเถื่อนของมึงไม่จบดีแน่ !

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239897887158180&id=1026305448&post_id=1026305448_10239897887158180&rdid=IVgqPiQEIwRcfBvA#

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)ซึ่งจะครบ20 ปี พอล อยากให้ใครก็ได้วิจารย์ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารย์ เลย
ดร. อเนก ดร.ชัยยันต์ 2 นักวิชาการกษัตริย์ยนิยม ไม่ขานรับหรือ

จรัล หลบหนีคดี 112 ที่ฝรั่งเศสโพสต์ ส่วน พริษฐ์ หลบหนีคดี อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=28486568867692012&id=100002968350160&post_id=100002968350160_28486568867692012&rdid=0sYbKhUyDSVYFEOG#

กฎหมายพรากผู้เยาว์ สั่นคลอน!! เจาะข้อถกเถียงทางกฎหมาย หลังคดีอดีตนักมวยดังสะเทือนสังคม สอบปมหญิงวัย 17 ปี เข้าสถานบันเทิง ความสำคัญของกฎหมายกับบริบทยุคใหม่ ประเด็นปรับแก้และผลกระทบเชิงสังคม

กฎหมายพรากผู้เยาว์ ในวันที่ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ

มีข่าวสะเทือนวงการเมื่ออดีตนักมวยชื่อดังโดนศาลตัดสินจำคุกในข้อหาพรากผู้เยาว์ เอย่าว่าประเด็นนี้น่าคิดเป็นอย่างยิ่งหากพิจารณา แต่ก่อนอื่นเรามาย้อนอ่านเหตุการณ์กันก่อนดีกว่า ตามรายงานข่าวนักมวยคนดังไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และได้รู้จักกับหญิงวัย 17 ปี 10 เดือน จากนั้นหญิงผู้เสียหายเดินทางไปยังโรงแรมพร้อมนักมวยคนดัง โดยมีคนสนิทของนักมวยร่วมเดินทางด้วยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดี ตามรายงานเกี่ยวกับคดี มีการกระทำทางเพศและการกระทำอนาจารภายในห้องพัก โดยประเด็นเรื่องการใช้กำลัง การขัดขืน และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทในคดี แต่ทางนักมวยให้ข้อมูลต่อสื่อในช่วงแรกว่า เมื่อถามอายุอีกครั้ง หญิงรายดังกล่าวยืนยันว่าอายุ 17 ปี และเขาหยุดการกระทำทางเพศ โดยยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนเธอ จากคำให้การดังกล่าว ให้เรากลับมาดูนิยามทางกฎหมายคำว่าพรากผู้เยาว์ก่อนว่าหมายถึงอะไร กฎหมายพรากผู้เยาว์ในไทยระบุว่า คือการพาหรือแยกเด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเสียจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ว่าผู้เยาว์จะยินยอมหรือเต็มใจก็ตาม ซึ่งกฎหมายนี้ใช้ได้ดีในบริบทหากเป็นสักหลายสิบปีก่อน แต่ ณ ปัจจุบันที่บริบทของสังคมเปลี่ยนไป การค้าบริการสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญ แต่เป็นการเต็มใจทำ ซึ่งจุดนี้เองทำให้กฎหมายดังกล่าวมีช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่มหรือคนที่พร้อมจะหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เข้ามาฉกฉวยโอกาส

จากรูปการณ์เด็กคนดังกล่าวเอย่ามองว่าเข้ามาในสถานบริการที่นักมวยไปใช้บริการได้อย่างไร คำถามแรกคือ ผู้ปกครองของผู้เยาว์ปล่อยเด็กออกมาได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ได้กวดขันดูแลผู้เยาว์ในการดูแลของตน และนี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีระบุในกฎหมายไทย ข้อต่อมาผู้ซื้อหาไปเที่ยวในสถานที่ที่ผู้เยาว์ทราบอยู่แล้วว่ามีธุรกิจประเภทนี้อยู่ ถามว่าหากพรากจริง นั่นแปลว่าผู้เยาว์ไม่ทราบและอีกอย่างคือกฎหมายระบุอายุผู้เข้าสถานที่ดังกล่าวต้องมีอายุไม่ใช่ผู้เยาว์ แต่กฎหมายกลับไม่ได้บังคับใช้กับผู้เยาว์ที่ฝ่าฝืนไปยังสถานที่แบบนี้ สุดท้ายคือการที่ผู้เที่ยวได้พาผู้เยาว์ไปโรงแรม แม้ในคำพิพากษาจะระบุว่า แม้ว่าผู้เยาว์สมัครใจจะตามไปที่โรงแรมก็ไม่ได้ทำให้ความผิดฐานพรากผู้เยาว์หมดไปโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายครอบคลุมกรณีที่ผู้เยาว์ยินยอมด้วย ซึ่งคำว่าพราก กับคำว่า ยินยอม คือเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวบทกฎหมายเอง

สุดท้ายเอย่าขอชี้ให้คิดสักนิดว่าในยุคดิจิตอลสมัยนี้ เรากำลังใช้กฎหมายที่คนต้องใช้เวลาร่วมกันเป็นหลายวันหรือหลายเดือนกว่าจะร่วมเตียงกันมาตัดสินบริบทคนที่เจอกันปุ๊บไปชึ้นเตียงกันเลยแบบสมัยนี้เอย่าว่ามันไม่น่าจะใช่แล้ว ประเด็นที่ 1 ที่เอย่าอยากให้คิดคือ เราควรจะปรับอายุของคำว่าผู้เยาว์ลงหรือไม่เพราะดูจากคดีหลายๆคดี หรือจากข้อมูลที่แหล่งข่าวส่งมาให้ทางทีมงานเอย่าพบว่าปัจจุบัน เด็กอายุ 15 ปี ก็ตัดสินใจขายบริการในช่องทางออนไลน์เอง แถมบางรายเป็นทั้งผู้ขายและผู้จัดหาผู้ขายบริการส่งให้ผู้ซื้อในสังกัดตนเองด้วยซ้ำ ประเด็นที่ 2 เลิกที่จะคุ้มครองเด็กด้วยคำว่าผู้เยาว์และพิจารณาถึงรูปการณ์มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพที่มุ่งใช้กฎหมายพรากผู้เยาว์มาหากินกับผู้ซื้อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะจากที่ทีมงานได้หาข้อมูลมาพบว่าร้อยละ 95% ไม่มีผู้ซื้อรายใดถามอายุผู้ขายบริการ ไม่ว่าผู้ขายจะเป็น ชาย หญิงหรือ LGBTQ ประเด็นสุดท้ายคือการผลักดันให้มีกฏหมายขายบริการทางเพศอย่างเป็นทางการ ให้มีการเสียภาษีแลกกับสวัสดิการเรื่องการตรวจโรค และลงโทษผู้ค้าผิดกฎหมายอย่างรุนแรงเพื่อผลักดันให้ผู้ค้าเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้มากที่สุด เพราะต้องยอมรับกันสักทีว่า เราไม่สามารถทำลายอาชีพการค้าประเวณีออกไปจากโลกนี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้เข้าระบบเพื่อติดตาม และป้องกันการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์และทำให้ผู้ซื้อมั่นใจด้วยว่าตนจะไม่ต้องเป็นเหยื่อในวงการนี้อีกต่อ

ที่มา : AYA

ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวีลแชร์ไทย!! ‘อธิวัฒน์–ชัยวัฒน์’ ผงาด 2 เหรียญทองกลางญี่ปุ่น พร้อมจารึกสถิติใหม่สุดยิ่งใหญ่ พาธงไตรรงค์ขึ้นยอดเสา ในเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5

อธิวัฒน์ แพงเหนือ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงควบวีลแชร์คู่ใจเข้าเส้นชัยทำเวลาเท่าสถิติโลก คลาส T54 ขณะที่ชัยวัฒน์ รัตนะ ทุบสถิติเอเชียนพาราเกมส์ คลาส T33/T34

กีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 “ไอจิ-นาโกยา 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 20 ต.ค. รายการวีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T54 อธิวัฒน์ แพงเหนือ นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยทิ้งคู่แข่งขาดลอยเข้าเส้นเป็นคนแรกคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 13.49 วินาที เท่ากับสถิติโลก

ขณะที่วีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T33/T34 ชัยวัฒน์ รัตนะ นักกีฬาทีมชาติไทย ไม่น้อยหน้าเข้าเส้นชัยคนแรกด้วยเวลา 14.84 วินาที คว้าเหรียญทองที่ 8 ให้ทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย พร้อมกับทำลายสถิติเอเชียนพาราเกมส์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10444739


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top