Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

พบคลังแสงกัมพูชา–ฐานสแกมเมอร์โยงโจมตีไทย!! ไทยพาสื่อ–อาเซียนลงพื้นที่จริง บุกพิสูจน์ชายแดนช่องจอม เปิดพื้นที่พิสูจน์ความจริง ทหารตรึงกำลังเข้ม ยึดมั่นหยุดยิงเพื่อสันติภาพ

บุกพิสูจน์ชายแดนช่องจอม! ผงะคลังแสงเพียบ แฉรังทหารซุกฐานสแกมเมอร์ โจมตีไทย!

เดินหน้าลุยความจริง! ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ผนึกกำลัง รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ นำทัพ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย และกองทัพสื่อมวลชนกว่า 116 ชีวิต ลงพื้นที่จริง ณ ด่านชายแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์หลังประกาศหยุดยิง!

เปิดโปงความจริงหลังควันปืน!

ทหารไทยเข้าเคลียร์พื้นที่ ตรวจพบคลังอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดมหาศาลของฝ่ายกัมพูชาซุกซ่อนอยู่! ล่าสุดเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมและเก็บกู้จนปลอดภัย 100% แล้ว!

ช็อก! ฐานสแกมเมอร์คือรังสนับสนุนการรบ!
ลุยตรวจตึกที่เคยเป็นฐานหลอกลวงทางออนไลน์ พบหลักฐานคาตาว่าถูกแปรสภาพเป็น "ฐานโจมตี" ใส่ฝ่ายไทย! เจอทั้งรอยกระสุนซุ่มยิงจากตึกสูง และจุดปล่อยอากาศยานไร้คนขับอย่างชัดเจน!

ไทยเด็ดขาด พร้อมปกป้องอธิปไตย!
โชว์ให้ต่างชาติเห็นถึงสปิริต! ฝ่ายไทยรักษาคำมั่นสัญญาข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่หนึ่ง แต่ทหารไทยยังคงตรึงกำลังเข้ม พร้อมเฝ้าระวังทุกวินาทีเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน!

ที่มา : https://www.facebook.com/61577912453569/posts/122191350800930415/?rdid=rNx9tmwv1TMAJgTI#

หนุ่มฝรั่งเขยไทยสู้อุทธรณ์ อยู่ไทยต่อ!! ปมพิพาทต่างชาติในไทยบานปลาย ยื่นอุทธรณ์ทบทวนใหม่กับรัฐบาล ปกป้องศักดิ์ศรีและธุรกิจไทย 'คุณเต้' พร้อมช่วยเหลือเต็มที่

คุณเควิน เขยไทย ชาวฝรั่งเศส ที่ถูกรัฐบาลเนรเทศ กำลังอยู่ในช่วงการยื่นอุทรณ์ ให้รัฐบาลทบทวนใหม่ คุณเควิน คือผู้ที่ถูกชาวยิวรุกราน และเป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ที่ช่วยปกป้องศักดิ์ศรีคนไทย เป็นผู้ที่ไม่ยอมให้ธุรกิจคนไทยโดนดูถูกหรือเอาเปรียบ แต่รัฐบาลกลับตัดสินเนรเทศฐานสร้างความแตกแยกซะงั้น คุณเต้พร้อมเคียงข้าง ให้ความช่วยเหลือ และขอกำลังใจพี่น้อง ช่วยให้คุณเควิน ผ่านการทบทวนใหม่จากรัฐบาลอีกครั้ง

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1755882048936355/?rdid=6BGvKLsCTyumBR0a#

‘สมชัย’ เตรียมยื่นถอนประกันตัวณัฐวุฒิ!! ตรวจร่างกายประกอบสำนวนคดี โต้คลิป AI ไม่เป็นความจริง เปิดข้อมูลพฤติกรรมรุนแรง หวั่นถูกทำร้ายซ้ำต้องระวัง

“สมชัย” ตรวจร่างกาย รพ.ตำรวจ ประกอบคดีถูกผลักล้ม เตรียมยื่นขอถอนประกัน “ณัฐวุฒิ” อ้างหวั่นถูกทำร้ายซ้ำ แต่ไม่หวั่นถูกแจ้งความกลับ พร้อมโต้ปมคลิป AI ชี้เหตุการณ์มีกล้องสื่อหลายช่องจับภาพ เปิดข้อมูลพฤติกรรมคู่กรณี เคยข่มขู่ รปภ. พร้อมอาวุธปืน

วันนี้ (8 ก.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางเข้าพบแพทย์นิติเวช เพื่อตรวจร่างกายและขอใบรับรองการตรวจร่างกาย นำไปประกอบการดำเนินคดีกรณีถูกนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผลักจนล้มบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ โดยนายสมชัย ปั่นจักรยานจากบ้านพักมายังโรงพยาบาลตำรวจ เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

หลังเดินทางมาถึง นายสมชัยเปิดให้ผู้สื่อข่าวดูรอยถลอกบริเวณหัวเข่าข้างขวา พร้อมเปิดเผยว่า เดินทางมาตามที่ สน.ทองหล่อประสานขอเอกสารยืนยันอาการบาดเจ็บจากแพทย์นิติเวช เพื่อใช้ประกอบการสรุปสำนวนคดีส่งฟ้อง โดยก่อนหน้านี้เคยเดินทางมาแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.ย. แต่ตรงกับวันหยุด ทำให้แพทย์นิติเวชไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จึงนัดหมายให้มาตรวจอีกครั้งในวันนี้

นายสมชัยกล่าวว่า ตั้งใจเดินทางมาแต่เช้าเพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องการให้ขั้นตอนของ สน.ทองหล่อ เกิดความล่าช้า

สำหรับอาการบาดเจ็บโดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลเริ่มแห้งและตกสะเก็ด มีอาการคันเล็กน้อย เป็นเพียงแผลถลอกและมีเลือดออกเล็กน้อย ส่วนจะต้องเอกซเรย์หรือตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระดูกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ส่วนกรณีที่คู่กรณีอ้างว่าคลิปเหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่เป็นภาพที่ถูกตัดต่อด้วยระบบ AI นายสมชัยกล่าวว่า คงต้องสอบถามจากสื่อมวลชนหรือผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้ถ่ายภาพและนำเสนอ เนื่องจากวันเกิดเหตุมีสื่อหลายสำนักอยู่ในพื้นที่และภาพมาจากกล้องของสื่อหลายช่อง จึงไม่ทราบว่าการถ่ายทอดสดสามารถใช้ AI ตัดต่อภาพเหตุการณ์ได้หรือไม่

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่คู่กรณีเตรียมแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ โดยอ้างว่ามีทีมงานบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ทุกมุมว่า ได้เปิดภาพถ่ายจากสื่อมวลชนให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นทีมงาน โดยภาพในช่วงเกิดเหตุพบว่าบุคคลดังกล่าวกำลังพูดโทรศัพท์ และไม่ได้ยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพเหตุการณ์ ก่อนจะเดินไปกระซิบพูดคุยกับตำรวจ 3 นายที่เข้ามาในพื้นที่ จากนั้นตำรวจจึงค่อยๆ เข้ามาแยกคู่กรณีออกจากกัน

นายสมชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกทำร้ายอีกหรือไม่ พร้อมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมในอดีตของคู่กรณี โดยระบุว่า จากการตรวจสอบพบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2566 ซึ่งเคยมีคลิปข่าวทางโทรทัศน์รายงานกรณีลูกบ้านของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑลสาย 2 ทะเลาะวิวาทกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) หลังไม่มีบัตรผ่านเข้าหมู่บ้าน และมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงข่มขู่ โดยอ้างว่าเป็นอัยการและภรรยาเป็นตำรวจระดับผู้กองในพื้นที่

นายสมชัยระบุว่า หลังจากขับรถผ่านเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว บุคคลดังกล่าวยังขับรถย้อนกลับมาชี้หน้าข่มขู่ รปภ. พร้อมพูดในลักษณะว่า “มึงจำไว้เหอะ กูไม่จบ” ก่อนที่ในช่วงกลางคืนจะย้อนกลับมาพร้อมอาวุธปืน 1 กระบอกเพื่อข่มขู่ ทำให้ รปภ. เกิดความหวาดกลัวต่อชีวิตและความปลอดภัย จนตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา

นายสมชัยกล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2566 รองอัยการสูงสุดได้แถลงข่าวชี้แจงว่า บุคคลที่กล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้เป็นอัยการ แต่เป็นอดีตข้าราชการอัยการที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่ช่วงปี 2561-2562 จากกรณีมีพฤติการณ์รับสินบนในคดีเลือกตั้ง และปลอมแปลงเอกสารเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดียาเสพติด โดยนายสมชัยระบุว่า แม้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบเชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกัน

นายสมชัยกล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ตนกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากมองว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง และมีการใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม รวมถึงการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ จึงได้มอบหมายให้ทนายความเตรียมทำหนังสือยื่นต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้พิจารณายื่นเรื่องถอนประกันตัวคู่กรณี โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

“พฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ชอบใช้อำนาจข่มขู่คุกคามผู้อื่น และมีการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ ทำให้ผมเกิดความกังวลและวิตกต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตของตนเองเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ทนายความเตรียมทำหนังสือยื่นต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้พิจารณายื่นเรื่องถอนประกันตัวคู่กรณี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทาง สน.ทองหล่อ แต่หากปล่อยไว้แล้วเกิดเหตุมายิงผมบาดเจ็บ สน.ทองหล่อก็ต้องรับผิดชอบ” นายสมชัย กล่าว

เมื่อถามถึงคำกล่าวอ้างของคู่กรณีที่ระบุว่า สาเหตุเกิดจากการถูกจั๊กจี้จนเผลอไปโดนแฮนด์จักรยาน นายสมชัยปฏิเสธที่จะลงรายละเอียด โดยระบุว่าไม่ขอตอบในประเด็นดังกล่าว และขอให้สังคมและประชาชนที่ได้ชมคลิปเหตุการณ์เป็นผู้พิจารณาเองว่าเหตุผลดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่

ส่วนกรณีที่คู่กรณีเดินทางไปร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานีตำรวจหลายแห่งและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสมชัยกล่าวว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย หากตนทำผิดก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ส่วนการที่คู่กรณีจะไปร้องเรียนหน่วยงานใดถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะยังมีประเด็นข่าวสารบ้านเมืองอื่นที่สำคัญกว่า

นายสมชัยยืนยันว่า จะดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถึงที่สุด ก่อนขอตัวเข้าพบแพทย์นิติเวชตามนัดหมาย

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000087863

ถอดรหัสเรือรบต่างชาติเยือนไทย!! USS Abraham Lincoln แวะไทย จุดคำถามบทบาทเรือรบต่างชาติ จากพักกำลังพลสู่ความสัมพันธ์ทางทหาร สะท้อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

เรื่องราวความเป็นมาในการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ

วันที่ 2–6 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln พร้อมกำลังพลประมาณ 5,000 นาย ได้แวะเยือนไทยบริเวณแหลมฉบัง–พัทยา ก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา หลังจากปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 เดือนในตะวันออกกลาง โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าการมาของ USS Abraham Lincoln เป็นเพียงการแวะพักและฟื้นฟูกำลังพล ไม่ใช่การฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้เข้ามาเติมอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

“การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ” ในภาพรวม สามารถมองได้ทั้งในมิติการทูต ความมั่นคง การฝึกทางทหาร และเศรษฐกิจ โดยการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ เป็นไปตามรูปแบบหลัก 5 ประเภท
1. Port Visit เป็นเข้าจอดท่าเรือไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์/พักกำลังพล
2. Official Visit เป็นการเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์การทูตทางการทหาร
3. PASSEX เป็นการฝึกระยะสั้น ๆ ระหว่างเรือรบของมิตรประเทศที่มาพบกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้นเคยในการปฏิบัติการร่วม
4. Joint Exercise เป็นการร่วมการฝึกกับกองทัพไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน
5. Logistics / R&R เป็นการเติมสิ่งอุปกรณ์หรือพักฟื้นกำลังพล เพื่อสนับสนุนการเดินเรือในระยะทางไกล

ในอดีตมีการใช้การเยือนของเรือรบเพื่อแสดงแสนยานุภาพหรือกดดันทางเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกกว่า การทูตด้วยเรือรบ หรือ การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคจักรวรรดินิยม (Imperialism) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นหนึ่งในวิธีการที่ชาติตะวันตกนักล่าอาณานิคมนิยมนำมาใช้ในการล่าเมืองขึ้น ด้วยการที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตก ส่งเรือรบที่ติดอาวุธปืนใหญ่ (Gunboat) ไปทอดสมออยู่บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำของประเทศที่อ่อนแอกว่า มีเป้าหมายเพื่อบีบบังคับ เป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางทหารอย่างชัดเจน บีบให้รัฐบาลท้องถิ่นยอมรับข้อตกลงทางการค้า ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้อง หรือปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองของตน โดยไม่ต้องประกาศสงครามเต็มรูปแบบ

สำหรับไทยเราเคยเจอ "วิกฤตการณ์ปากน้ำ" (ร.ศ. 112) เผชิญกับการทูตด้วยเรือรบของฝรั่งเศส ทำให้เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ให้แก่ฝรั่งเศส ทั้งยังต้องจ่ายเงินค่าปรับและค่าปฏิกรรมสงครามรวม 3 ล้านฟรังก์ (แบ่งเป็นเงินปรับและค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส รวมถึงค่าทำขวัญทหารที่เสียชีวิต) ซึ่งทำให้เงินในท้องพระคลังหมดเกลี้ยง จนต้องนำ "เงินถุงแดง" ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เก็บสะสมไว้มาใชไถ่บ้านไถ่เมือง และต้องเสียอธิปไตยทางทหารชั่วคราว จาการที่ฝรั่งเศสบีบให้ไทย หรือสยามในสมัยนั้น ห้ามมีกองทหารในระยะ 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง รวมถึงเสียเมืองจันทบุรีให้ฝรั่งเศสยึดครองไว้เป็นหลักประกันนานหลายปีจนกว่าจะทำตามสัญญาครบ โดยมีทหารและราษฎรไทยเสียชีวิตประมาณ 10-15 นายจากการปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการข่มขู่สู่ "การสร้างพันธมิตร" หลังจากการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น การส่งเรือรบเพื่อไปข่มขู่โดยตรงแบบในอดีตทำได้ยากขึ้น ทุกวันนี้จึงเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์ ในปัจจุบัน การวางแผนการเยือนของเรือรบ ไม่ใช่แค่การทอดสมอแล้วให้ลูกเรือขึ้นบกเหมือนในอดีต แต่เป็นกระบวนการทางลอจิสติกส์ การทูต และการรักษาความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
1. การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และการทูต โดย มีการอนุมัติระดับรัฐบาล และ การเลือกท่าเรือตามวัตถุประสงค์
2. การประสานงานด้านความมั่นคงและการป้องกันภัย โดย มีการประเมินภัยคุกคาม และการกำหนดมาตรการป้องกันภัย
3. ลอจิสติกส์และการสนับสนุนจากฝั่ง โดย มีการจัดจ้างตัวแทนท่าเรือเพื่อจัดการความต้องการทั้งหมดของเรือ และการจัดการเสบียงอาหารและการส่งกำลังบำรุง
4. การวางแผนกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์และการทูต โดย มีการจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม และการเปิดให้ประชาชนเข้าชม
5. การบริหารจัดการลูกเรือ โดย มีการให้ข้อมูลแก่ลูกเรือก่อนขึ้นฝั่ง และมีระบบดูแลความปลอดภัยของลูกเรือ ด้วยทีมสารวัตรทหารเรือ "Shore Patrol"

ปัจจุบัน การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทูตเชิงสร้างสรรค์ การฝึกร่วมทางทหาร (เช่น Cobra Gold) และการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด และไม่จำกัดเฉพาะเรือรบของสหรัฐฯ เท่านั้น โดย:

การเยือนของกองทัพเรือจีน: ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีน (PLAN) ได้ส่งเรือรบและเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่เข้ามาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบอยู่บ่อยครั้ง เพื่อร่วมการฝึกผสม (เช่น Blue Strike) สะท้อนถึงดุลอำนาจและการทูตทางเรือที่สมดุลของไทยกับมหาอำนาจต่างๆ ในวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กองเรือที่ 83 สังกัดกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เดินทางถึงฐานทัพเรือสัตหีบ (จุกเสม็ด) จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เพื่อการเยือนประเทศไทยระยะ 4 วัน จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม โดยกองเรือประกอบด้วยเรือ "ชีจี้กวง" (เรือฝึก หมายเลข 83) และเรือ "อี๋เหมิงซาน" (เรือยกพลขึ้นบก หมายเลข 988) มีกำลังพลรวม 1,207 นาย

การเยือนของเรือรบรัสเซีย (Russia) มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1863 เรือรบจักรวรรดิรัสเซีย "Gaydamak" และ "Novik" ได้เข้ามาทอดสมอที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นเป็นพิเศษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยรัสเซียสนับสนุนเอกราชของสยามท่ามกลางการขยายอำนาจอาณานิคมของยุโรป รัสเซียยังส่งกองเรือมาร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีราชวงศ์จักรีในปี 1882 ด้วย การเยือนไทยของเรือรบรัสเซียเป็นไปอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 2005 ในเดือนมีนาคม 2015 ไทยต้อนรับเรือพิฆาตชั้น Udaloy "Admiral Panteleyev" และในเดือนธันวาคม 2017 ต้อนรับเรือ "Admiral Tributs" และ "Admiral Panteleyev" โดย Admiral Panteleyev ยังได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือที่พัทยาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีอาเซียนด้วย การเยือนล่าสุด (2023 และ 2025) เมื่อ 22 พ.ย. 2023 เรือพิฆาต Admiral Panteleyev ของกองเรือแปซิฟิกรัสเซียแวะจอดที่ท่าเรือสัตหีบ พร้อมโปรแกรมวัฒนธรรมพาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และแข่งฟุตบอลกระชับมิตรกับทหารเรือไทย โดยนับเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 และล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 กองเรือแปซิฟิกรัสเซียซึ่งเดินทางออกจากวลาดิวอสต็อกตั้งแต่ 2 ต.ค. ได้แวะจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค. ก่อนเดินทางต่อผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย

เดือนสิงหาคม 2026 HMAS Perth เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย เข้าเทียบท่าสัตหีบประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยมีการทำกิจกรรมและฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางกำลังเรือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของออสเตรเลีย

การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติจึงเป็นเพียงนัยยะที่แสดงถึงการมีความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเด็นความขัดแย้งทางทหารของชาติเจ้าของเรือรบที่มาเยือนแต่อย่างใด ด้วยไทยจะไม่มีการสนับสนุนด้านอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ แก่เรือรบเหล่านั้น การเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการพักฟื้นกำลังพลเท่านั้น และการอนุญาตให้เรือต่างชาติเข้าจอดพักในไทย การดำเนินการจะเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ ไม่ว่าสหรัฐฯ จีน รัสเซีย หรือชาติอื่น แม้แต่อิหร่าน เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีประเทศใดได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า รวมทั้งกำลังพลของเรือรบเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป

จากเด็กไทยสู่เวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ชี้โอกาสทุนการศึกษาต่อเนื่อง ร่วม True สร้างระบบสนับสนุนคนเก่งไทยวัยรุ่น เปลี่ยน Talent เป็น Global Asset สู่ระดับโลก เปิดแนวคิดลงทุน "Talent Capital" อย่างยั่งยืน

เจ้าสัวธนินท์มองเห็นอะไรใน ‘เนเน่ รอยัล’

เมื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือ “คน” เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาวไทยวัย 16 ปี ที่ก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent 2026 อาจดูเผิน ๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของเด็กไทยเก่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่

แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิดเรื่องนี้อาจกำลังสะท้อน “วิธีคิด” ของนักธุรกิจคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนนั้นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์”

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงสนับสนุนเนเน่?

แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เจ้าสัวกำลังมองเห็นอะไรในเด็กคนนี้?” ไม่ได้มองเห็นแค่ “เด็กเก่ง” แต่มองเห็น “ของดีที่พร้อมโต” ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเนเน่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง True Corporation ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกของเนเน่ในการเดินทางไปแข่งขัน America’s Got Talent 2026 โดย True ระบุแนวคิดไว้ชัดเจนว่า นอกจากพรสวรรค์แล้ว “โอกาสและแรงสนับสนุน” คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กไทยไปได้ไกลขึ้น

ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2569 ศุภชัย เจียรวนนท์ ร่วมกับ True และมูลนิธิปลูกปัญญา ประกาศมอบ “ทุนการศึกษา เนเน่ รอยัล” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

หากมองด้วยสายตาธุรกิจ นี่น่าสนใจมากเพราะเนเน่ไม่ใช่เด็กที่มีคนมาหยิบขึ้นมาสร้างตั้งแต่ศูนย์

-เธอมี Talent

-เธอฝึกฝน

-เธอเดินทางไปแข่งขัน

-เธอพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชมต่างประเทศ

พูดภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเริ่มบอกแล้วว่า “ของชิ้นนี้มีศักยภาพ” หน้าที่ของคนที่มีทุนและเครือข่าย จึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด แต่คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว โตได้เร็วกว่าเดิม และนี่อาจเป็นวิธีคิดที่ธนินท์ เจียรวนนท์ คุ้นเคยมาทั้งชีวิต

คำถามหนึ่งของเจ้าสัว บอกอะไรได้มาก

“นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” คนทำงานวงการเพลงมายาวนาน เล่าถึงโอกาสที่ได้พูดคุยกับธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเวลาราว 2-3 ชั่วโมง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้เพียงถามสารทุกข์สุกดิบของศิลปิน แต่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงยุค Social Media และ TikTok

ที่สำคัญคือ เขาตั้งคำถามว่า

จะทำอย่างไรให้ศิลปินประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยฝากแนวคิดเรื่องความทุ่มเท ความต่อเนื่อง และความอดทนไว้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย ลองคิดดูดี ๆ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของ “ผู้บริจาค” แต่เป็นคำถามแบบเดียวกับที่นักธุรกิจถามกับกิจการหนึ่งว่า “ของดีอยู่แล้ว แล้วเราจะทำให้มัน Scale ได้อย่างไร?”

นี่จึงอาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด จาก Venture Capital สู่ “Talent Capital” เวลา Startup รายหนึ่งมีเทคโนโลยีดี มีทีมดี และเริ่มมีลูกค้านักลงทุน Venture Capital ไม่ได้เข้าไปคิดสินค้าให้ใหม่ตั้งแต่ต้น

-เขาเติม

-เงินทุน

-Connection

-ความรู้

-ตลาด

-Technology

และ Network

เพื่อให้บริษัทที่น่าจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโต อาจโตได้ใน 3-5 ปี แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำว่า Startup เป็น “คน” ล่ะ? เด็กคนหนึ่งมี Talent ทำไมเราจะสร้างระบบแบบเดียวกันไม่ได้?

**Talent

+ Capital

+ Media

+ Network

+ Technology

+ Opportunity

= Global Talent**

นี่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและถ้ามองแบบนี้ สิ่งที่ CP หรือ True สนับสนุนเนเน่จึงไม่ใช่เพียง Sponsorship แต่มันใกล้เคียงกับการทำหน้าที่เป็น “Talent Accelerator” หรือในภาษาธุรกิจอาจเรียกได้ว่า Talent Capital สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ได้เกิดกับเนเน่คนเดียว ใน True Academy Fantasia 2026 ผู้สมัครที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่ 12 คนสุดท้ายถึง 84 คน ได้รับทุนการศึกษาคนละ 50,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท จากศุภชัย เจียรวนนท์

เดือนกันยายน 2569 True ยังเดินหน้าเปิด “The Voice TRUEgether” ซึ่งรวม The Voice Thailand, The Voice Celebrity และครั้งแรกกับ The Voice Teens สำหรับเยาวชนอายุ 13-19 ปี อีกด้วย

เมื่อเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อกันภาพเริ่มเปลี่ยนจาก “บริษัทสนับสนุนรายการบันเทิง” เป็น “บริษัทกำลังสร้างระบบค้นหาและพัฒนา Talent” และยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูว่า CP ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สร้างคน” มานานแล้ว ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเครือ CP ธนินท์ยังพูดถึงภารกิจของตัวเองในการสร้างคนและปรับองค์กรให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยมองไปถึงการขยายธุรกิจระดับโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

ดังนั้นเรื่องเนเน่อาจเป็นเพียง “ภาพเล็ก” ของความคิดที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาด Talent

คำถามที่น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทยคือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามักพูดว่า “เด็กไทยเก่ง” “คนไทยมีความสามารถ” “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เมื่อมีเด็กเก่งเกิดขึ้นจริง เรามีระบบอะไรช่วยเขาบ้าง?

เด็กบางคนร้องเพลงเก่ง บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเขียนโปรแกรมเก่ง บางคนวาดรูปเก่ง บางคนคิดธุรกิจเก่ง บางคนสร้าง Content เก่ง แต่กว่าจะถูกค้นพบ อาจต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นสิบปี บางคนเลิกเสียก่อน บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มี Connection บางคนไม่รู้ว่าจะเดินทางต่ออย่างไร สุดท้ายประเทศไทยจึงอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไม่มีคนเก่ง” แต่มีปัญหาว่า “เรามองเห็นคนเก่งช้าเกินไป” และเมื่อเห็นแล้ว “เราเร่งให้เขาโตไม่เป็น”

สิ่งที่เจ้าสัวอาจกำลังเห็น

หากอ่านจากสิ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ สนใจและตั้งคำถามกับคนในวงการบันเทิง ผนวกกับการเคลื่อนไหวของธุรกิจในเครือ สิ่งหนึ่งที่พอจะตีความได้คือคนเก่งหนึ่งคนอาจมีมูลค่าต่อประเทศมากกว่าที่เราเคยคิด

ในอดีต เวลาเราพูดถึงทรัพย์สินของประเทศ เราคิดถึง ที่ดิน โรงงาน น้ำมัน แร่ธาตุ เครื่องจักร แต่เศรษฐกิจใหม่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ

-Talent

-Creativity

-Intellectual Property

-Content

-Brand

และ Attention

ศิลปินหนึ่งคนอาจขายเพลงให้คนทั่วโลก นักกีฬาเพียงคนเดียวอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมหาศาล Creator คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามมากกว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี นี่คือเศรษฐกิจที่ “คนหนึ่งคน” สามารถกลายเป็น Global Asset ได้

เจ้าสัวอาจไม่ได้กำลัง “ให้ปลา” มีคำพูดคลาสสิกว่า ให้ปลาใครกิน เขาอิ่มหนึ่งวันสอนเขาจับปลา เขาอิ่มไปตลอดชีวิตแต่ในโลกปัจจุบันอาจมีขั้นที่สาม คือ เจอคนที่จับปลาเก่งอยู่แล้ว แล้วเอาเรือ เครื่องมือ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดโลกให้เขา จากคนจับปลาเก่งคนหนึ่ง เขาอาจสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาได้

นี่ต่างหากอาจเป็นบทเรียนจากเรื่องของเนเน่

และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “เจ้าสัวไทย” คนอื่นทำได้เช่นกัน ลองจินตนาการว่าประเทศไทยมีนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ 100 ราย ถ้าแต่ละรายไม่ได้ทำ CSR เพียงการแจกทุนทั่วไป แต่เลือกค้นหาเด็กหรือคนไทยที่มีศักยภาพจริง ๆ บริษัทละ 10 คน เท่ากับประเทศไทยจะมี Talent 1,000 คน ที่ได้รับ ทุน Mentor Network Media Technology และตลาด

บางคนอาจไม่สำเร็จแต่นั่นเป็นธรรมชาติของการลงทุนถ้ามีเพียง 5% ก้าวขึ้นเป็น Global Talent ประเทศไทยก็จะได้คนระดับโลกถึง 50 คน และบางทีนี่อาจสร้างผลตอบแทนต่อประเทศมากกว่าโครงการประชาสัมพันธ์จำนวนมากเสียอีก

จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “ทุนสร้างคน” สิ่งที่น่าคิดต่อที่สุดจากเรื่องธนินท์–เนเน่ จึงอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่สนับสนุน แต่คือ “วิธีคิด” เราเคยชินกับการให้ทุนเพื่อให้เด็กเรียน แต่โลกใหม่อาจต้องมีทุนอีกประเภทหนึ่งทุนเพื่อทำให้คนเก่ง ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป เด็กเรียนเก่ง ส่งไปมหาวิทยาลัยระดับโลกเด็กเทคโนโลยี ส่งเข้าห้อง Lab ระดับโลก นักกีฬา ส่งไป Academy ระดับโลก

Creator ให้ทุนสร้าง Content ระดับโลก นักดนตรี ให้ Producer และ Network ระดับโลกนักธุรกิจรุ่นใหม่ ให้ Capital และ Mentor ระดับโลกเพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เกิดคนเก่งมากที่สุด แต่อาจเป็น ประเทศที่มองเห็นคนเก่งเร็วที่สุด และสร้างระบบให้คนเหล่านั้นเติบโตได้ดีที่สุด

เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสัวใหญ่แต่มันกำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังประเทศไทยว่า ถ้าเรามีคนเก่งอยู่เต็มประเทศแล้ว

เรามี “ระบบ” ที่ดีพอที่จะทำให้เขาไปถึงระดับโลกหรือยัง? และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่นักธุรกิจวัยเก๋าอย่างธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นก่อนคนอื่นอีกครั้ง เพราะตลอดชีวิตของนักธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่า

“อะไรดี” แต่คือการมองให้ออกว่า “อะไรดี แล้วถ้าเราเติมสิ่งที่ขาดเข้าไป มันจะโตได้อีกแค่ไหน”

วันนี้สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ไก่ ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่โทรคมนาคม แต่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด “คน” และหากประเทศไทยเริ่มมอง “คนเก่ง” เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง เรื่องของเนเน่ อาจไม่ได้สร้างเพียงศิลปินระดับโลกหนึ่งคน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดใหม่ว่า

“อย่ารอให้คนไทยเก่งไปถึงโลกด้วยตัวเอง ถ้าเรามีพลังพอ ก็ควรช่วยส่งเขาไปให้ถึง”

THE STATES TIMES

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

ตร.ภูเก็ต ชี้พื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องขออนุญาต!! เตรียมกำลัง 50 นาย ดูแลเทศกาลปีใหม่ชาวยิวป่าตอง ย้ำจัดในพื้นที่ส่วนตัวและต้องปฏิบัติตาม เบื้องต้นไม่มีนัดหมายต่อต้าน ตำรวจย้ำผู้ร่วมงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้การภูเก็ต สุดยอด เตรียมกำลัง ตร. 50 นาย ดูแลงานใหญ่ยิวป่าตอง แจงจัดในพื้นที่ส่วนตัวไม่ต้องขออนุญาต

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยงานเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หลังตัวแทน “ชาบัด ป่าตอง” ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดูแลการจัดกิจกรรมจำนวน 2 จุด มีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 1,000 คน

เบื้องต้นตำรวจเตรียมกำลังประมาณ 50 นาย กระจายดูแลความปลอดภัยทั้งภายในบริเวณงานและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเฝ้าระวังเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

ผู้การฯ ภูเก็ตชี้แจงว่า กิจกรรมจัดขึ้นภายในพื้นที่ส่วนบุคคล จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตจัดงานในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้ประสานตำรวจเพื่อขอกำลังดูแลความปลอดภัยไว้แล้ว

ส่วนกระแสคัดค้านในพื้นที่ จากรายงานด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการนัดหมายรวมตัวต่อต้านอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1598904058934219&id=100064439212441&rdid=de44huka6HLo4QQQ#

‘อนุทิน’ เซ็นเนรเทศชาวฝรั่งเศส รายที่ 2!! นายกฯ ลงนามคำสั่งเนรเทศ ผู้ต้องหา คดีข่มขู่-ทำร้ายร่างกาย ศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดชัดเจน มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน เซ็นคำสั่งเนรเทศ รายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศส หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดจริง คดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), ( และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2157360075159734&set=gm.1393840436237646&idorvanity=849053944049634

คำพิพากษาจุดกระแสโซเชียล!! ศาลชี้หน้าบ้านนอกรั้วคือพื้นที่ส่วนกลาง หมู่บ้านจัดสรรห้ามจอดรถกีดขวางสิทธิผู้อื่น จอดรถกีดขวาง ผิดกฎหมาย นิติบุคคลหมู่บ้านต้องบังคับกฎจอดรถจริงจัง

หน้าบ้านตัวเองก็จอดไม่ได้ ทนายความ เผย ศาลชี้ชัด พื้นที่นอกรั้วบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ห้ามจอดรถกีดขวาง จุดกระแสถกเถียงสนั่นโซเชียล

วันนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ทนายความ สกุลเพชรวงศ์” เผยแพร่คำพิพากษาคดี จอดรถยนต์ บนถนนหมู่บ้าน ใจความว่า

ศาลมีคำพิพากษา ว่า จำเลยนำรถยนต์มาจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่นอกรั้วบ้านถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจะใช้พื้นที่ส่วนกลางโดยไม่คำนึงสิทธิของผู้อื่นไม่ได้ อันเป็นการใช้สิทธิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ห้ามจำเลยนำรถยนต์มาจอดกั้นขวางพื้นที่ส่วนกลาง และชำระค่าเสียหาย 1,500 บาท

ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาการจอดรถหน้าบ้านในหมู่บ้านจัดสรร พร้อมตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎระเบียบของนิติบุคคลหมู่บ้าน

บางรายระบุว่า กำลังประสบปัญหากับนิติบุคคลหมู่บ้าน เนื่องจากมีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามลูกบ้านจอดรถหน้าบ้าน แต่เพื่อนบ้านยังคงนำรถมาจอดเป็นประจำ จนทำให้เข้า-ออกบ้านลำบาก และเคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมาแล้ว พร้อมสอบถามว่าสามารถดำเนินคดีกับนิติบุคคลและลูกบ้านที่ฝ่าฝืนได้หรือไม่

ขณะที่อีกหลายรายเห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยระบุว่า ก่อนซื้อบ้านฝ่ายขายมักแจ้งว่าพื้นที่หน้าบ้านไม่สามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ แต่กลับไม่สามารถบังคับใช้กฎกับลูกบ้านบางรายที่นำรถมาจอดหน้าบ้านหรือบริเวณสวนสาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า “กฎระเบียบของหมู่บ้านจัดสรรสร้างวินัยให้สังคมดีขึ้น” และมองว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ขณะที่บางรายตั้งข้อสังเกตถึงลูกบ้านที่อ้างว่า “จ่ายค่าส่วนกลางแล้ว ทำไมจะจอดหน้าบ้านตัวเองไม่ได้” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000087388

‘วุฒิศักดิ์’ ถูกถกเรื่องกฎหมาย!! รักษาการ 4 ปี สะเทือนธรรมาภิบาล ม.รามฯ ถูกจี้เปิดมติแต่งตั้ง–ฐานกฎหมายให้ชัด กรอบเวลา 6 เดือนชัดเจน สังคมรอคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ตอบคำถาม “วุฒิศักดิ์” รักษาการอธิการบดี ม.รามฯ ยาวนาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

”วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์“ รักษาการอธิการบดี ม.รามคำแหงนาน 4 ปี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย?
เรามาเปิดกฎหมายแม่บท-คำวินิจฉัยกฤษฎีกา มัดกรอบ 6 เดือนมีอยู่จริง

เรื่องของ “รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง” ไม่ควรจบลงง่าย ๆ ด้วยคำว่า ทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า กฎหมายให้อำนาจไว้แค่ไหน และให้อำนาจนั้นมี “วันหมดอายุ” หรือไม่

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี ม.รามคำแหงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี จึงเกิดคำถามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า

“รักษาการ” ตามกฎหมาย หมายถึงการรักษาการชั่วคราวระหว่างรออธิการบดีตัวจริง หรือสามารถรักษาการต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นสภาพปกติ?

เมื่อเปิดกฎหมายแม่บทและเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลับพบว่าประเด็น “กรอบเวลา 6 เดือน” ไม่ใช่เรื่องที่ลอยมาจากอากาศ หากแต่มีฐานทางกฎหมายให้หยิบขึ้นมาตั้งคำถามอย่างจริงจังได้

พ.ร.บ.ปี 2514 วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ถูกยกเลิกไปโดย พรบ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

ประเด็นแรกต้องเคลียร์กันให้ชัดเสียก่อน การอ้าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2514 เพื่ออธิบายสถานะในปัจจุบัน อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว โดยมาตรา 3 (1) แห่ง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น ถ้าจะวัดว่าการรักษาราชการแทนอธิการบดีในวันนี้ทำได้แค่ไหน ต้องกลับมาดู พ.ร.บ.2541 เป็นหลัก
และตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ มาตรา 25 โยงตรงไปมาตรา 39

พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 มาตรา 25 วรรคสอง วางกลไกไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สภามหาวิทยาลัยสามารถแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีได้

แต่กฎหมายไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ท้ายมาตรา 25 วรรคสอง ยังระบุให้นำ มาตรา 39 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

แล้วมาตรา 39 วรรคสองว่าอย่างไร? ใจความสำคัญอยู่ที่การกำหนดว่า การรักษาราชการแทนในตำแหน่งอื่นนั้น “ต้องไม่เกินหกเดือน”

นี่จึงเป็นจุดที่ต้องจับตา
เพราะหากคำว่า “โดยอนุโลม” หมายถึงการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีที่ใกล้เคียงกัน กรอบเวลา 6 เดือนก็ย่อมเป็นข้อจำกัดที่ต้องนำมาพิจารณากับการรักษาราชการแทนอธิการบดีด้วย

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า
“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจแต่งตั้งรักษาการหรือไม่?”แต่ต้องถามต่อว่า
“อำนาจนั้นมีขอบเขตแค่ไหน และเมื่อครบกำหนดแล้วสามารถตั้งคนเดิมต่อได้หรือไม่?”

สองคำถามนี้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญกฤษฎีกาเคยวางหลักไว้แล้ว

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อพบว่า ปัญหาการรักษาราชการแทนที่ลากยาว ไม่ใช่เรื่องใหม่

มีความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะดังกล่าว ได้แก่ เรื่องที่ 716/2552 และ 670/2553

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยที่ถูกหยิบมาอ้าง คือ การรักษาราชการแทนมีลักษณะเป็น มาตรการชั่วคราว เพื่อไม่ให้การบริหารราชการเกิดสุญญากาศ ระหว่างรอการแต่งตั้งเลือกตั้งแต่งตั้งหรือสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริง

และเมื่อกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ระยะเวลาดังกล่าวย่อมมีความหมาย
ไม่ใช่กำหนดไว้เพื่อให้รู้สึกว่า “ประมาณ ๆ หกเดือนก็แล้วกัน”

ที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่องการตั้งบุคคลเดิมให้รักษาการซ้ำ ๆ เพื่อให้การรักษาการดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ย่อมต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ สถานะชั่วคราวกลายเป็นสถานะถาวรในทางปฏิบัติ

ตรงนี้แหละที่เป็นหัวใจของเรื่อง ถ้า 6 เดือนคือกรอบ แล้ว 4 ปีคืออะไร?

เมื่อกลับมามองกรณี ม.รามคำแหง จึงเกิดคำถามที่ชาวรามฯ และสังคมควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาหากกฎหมายกำหนดกลไกการรักษาราชการแทนไว้เพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว หากกฎหมายมีการโยงไปยังมาตรา 39 วรรคสอง ซึ่งกำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 6 เดือน

หากแนวความเห็นของกฤษฎีกาก็ให้ความสำคัญกับหลักการว่า “รักษาการ” ต้องมีจุดสิ้นสุด
แล้วการรักษาการต่อเนื่องหลายปี จะอธิบายด้วยฐานกฎหมายข้อใด?
นี่คือคำถาม ไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้าว่าใครผิด

เพราะคำตอบสุดท้ายต้องดูเอกสารจริงด้วยว่า สภามหาวิทยาลัยมีมติแต่งตั้งอย่างไร แต่งตั้งกี่ครั้ง อาศัยบทบัญญัติใด และแต่ละครั้งมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างไร

ยังมี “กฎชั้นรอง” ที่ต้องตอบอีก เรื่องไม่ได้จบเพียง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2541

ยังมีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 ซึ่งกำหนดกรอบการรักษาการอธิการบดีไว้ที่ 180 วัน และขยายได้อีกครั้งไม่เกิน 90 วัน

ถ้าหลักเกณฑ์นี้นำมาใช้กับกรณีใด กรอบเวลาก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีกว่า การรักษาการไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลากยาวแบบไม่มีเส้นชัย

อีกประเด็นคือ ประกาศ ก.บ.ม. มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 30 กันยายน 2564 ข้อ 9 (6) ที่เกี่ยวข้องกับสถานะของผู้รักษาการและการพ้นจากตำแหน่งเมื่อพ้นจากการเป็นบุคคลในสังกัดมหาวิทยาลัย

ประเด็นนี้จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียดว่า ปัจจุบัน ผศ.วุฒิศักดิ์ มีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใด มีสัญญาจ้างหรือไม่ และสถานะดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้หรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ “วุฒิศักดิ์ จะอยู่ต่อหรือไม่”
แต่เป็นเรื่องของ หลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่กฎหมายและกติกาถูกอธิบายอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่พื้นที่ที่ปล่อยให้เกิดคำถามว่า ตำแหน่ง “รักษาการ” สามารถยืดออกไปได้อีกกี่ปี

ถ้าทำได้จริง ก็ต้องบอกสังคมให้ชัดว่า อาศัยกฎหมายมาตราไหน

ถ้าตั้งซ้ำได้ ก็ต้องอธิบายว่า อะไรคือฐานอำนาจที่ทำให้ตั้งซ้ำได้โดยไม่ขัดกับกรอบ 6 เดือน
.
และถ้ากฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้จริง ก็ต้องตอบให้ได้ว่า
เหตุใด สภามหาวิทยาลัยจึงไม่ตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีตัวจริง ให้สามารถเดินหน้าให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายวางไว้

สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่“วุฒิศักดิ์รักษาการมานานแค่ไหน?” แต่คือ“กฎหมายให้อำนาจรักษาการได้นานแค่ไหน?”

และถ้าคำตอบของกฎหมายคือ 6 เดือนจริงหรือไม่

4 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องมีคำอธิบายทางกฎหมายที่หนักแน่นกว่าคำว่า “สภามหาวิทยาลัยมีมติ”
เพราะมติของสภาฯ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

นี่จึงเป็นเรื่องที่ ม.รามคำแหงควรเปิดเอกสารให้สังคมเห็นกันตรง ๆ มติแต่งตั้งรักษาการทุกครั้งอยู่ที่ไหน? อาศัยกฎหมายมาตราใด? ครบ 6 เดือนแล้วทำอย่างไร? มีการแต่งตั้งซ้ำกี่ครั้ง?
และเหตุใดการสรรหาอธิการบดีตัวจริงจึงยังไม่เกิด

ตอบ 5 คำถามนี้ได้ เรื่อง “รักษาการ 4 ปี” ก็จะไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึกอีกต่อไป กระทรวงอุดมศึกษา (อว.) ก็ไม่ควรยิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่

เพราะสุดท้าย กฎหมายพูดว่าอย่างไร เอกสารก็ต้องตอบอย่างนั้น และทุกองคาพยพต้องรับผิดชอบตามกฎหมายกำหนด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top