Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 27 คดีรวม ม.112 รอเยียวยา ชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง 41 ในงาน 6 ตุลา ครบรอบ 50 ปี

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ เผยปัจจุบันถูกคุมขัง รับโทษในเรือนจำ พร้อมชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง ฉบับ 41 ยุค 6 ตุลา
ลดโทษ ม.112

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม แฟนเพจเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ เผยแพร่ประกาศจากสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ปี 2569 ได้ตัดสินให้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ภายในงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนี้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี โดย 3 ใน 27 คดี คือคดี ม.112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกบาปจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

และในโอกาสที่วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชวนประชาคมธรรมศาสตร์ช่วยกันเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยกเลิกอัตราโทษที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ และกลับไปใช้อัตราโทษเดิม สำหรับมาตรา 112 คือใช้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ทาง https://decoup6octsins.com/

สำหรับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลที่สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ที่สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_5919622?

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#

เยาวชนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิก!! ร่วมแข่งขันดาราศาสตร์ในเวียดนาม ผู้แทนไทยคว้าเหรียญทอง-เงินรวม 5 รางวัล ครอบครัว-ครูอาจารย์เป็นกำลังใจสำคัญ เดินทางกลับไทย 5 ต.ค. นี้ที่สุวรรณภูมิ

เด็กไทยคว้าชัยเวทีดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (IOAA 2026) ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้แทนเยาวชนกว่า 320 คน จาก 67 ทีม จาก 65 ประทศ เข้าร่วมทดสอบความรู้ความสามารถผ่านภาคทฤษฎี ภาควิเคราะห์ข้อมูล และภาคสังเกตการณ์

ด้วยความอุตสาหะ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนเยาวชนไทยทั้ง 5 คน กอปรกับแรงใจและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนต้นสังกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจบนเวทีวิชาการระดับโลก ดังมีรายละเอียดรางวัลดังนี้

1. นายธีร์ ชอบแสงจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
2. นายศักย์ศรณ์ กล่อมสังข์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญทอง
3. นายธนเดช รุจานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
4. นายณชพล คูโณปการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน
5. นายธีรธร คงเขษม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน

ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ควบคุมทีม ดังนี้
1. อาจารย์ ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) — หัวหน้าทีม
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) — รองหัวหน้าทีม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.อารีเฟ็น รัศมีศาสน์ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) — อาจารย์สังเกตการณ์

ความสำเร็จและการเติบโตในเวทีระดับสากลครั้งนี้ เกิดจากความเพียรพยายามของนักเรียนทุกคน รวมถึงความรัก ความเข้าใจ และการเคียงข้างจากครอบครัว และครู อาจารย์ตลอดจนการส่งเสริมจากมูลนิธิ สอวน. และศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาวตร์ ทั่วประทศ ที่ร่วมกันผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.45 ณ ชั้น 2 ประตู 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064451632155/posts/1521342713357435/?rdid=FkmSZTnqGZiPKDBC#

นงนุช เวิลด์ พัทยา มอบ 66 รางวัล!! ผลงานชิงแสนจากสวนพัทยา 58 รางวัลฮิตพร้อมพิเศษอีก 8 ภาพ "ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน" คว้าแชมป์ เปิดโอกาสทุกแนวถ่ายภาพสร้างสรรค์

ภาพเดียวคว้าแสน! เปิดผลงานแชมป์ “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดเสน่ห์มุมใหม่ผ่านเลนส์

พร้อมมอบ 58 รางวัล และรางวัลพิเศษคณะกรรมการอีก 8 รางวัล
“ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน” ผลงานของคุณศักดิ์ชัย เรือนคำ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไป พร้อมเงินสด 100,000 บาท ในโครงการประกวดภาพถ่าย “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดความงดงามของสวนผ่านมุมมองสร้างสรรค์

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดพิธีมอบรางวัลวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ห้องประชุมเฟื่องฟ้า โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นผู้มอบรางวัลหลัก 58 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษภาพถ่ายของคณะกรรมการอีก 8 รางวัล รวม 66 รางวัล เพื่อเชิดชูผลงานและความตั้งใจของผู้ร่วมโครงการ

การประกวดครอบคลุมทั้งภาพถ่ายทั่วไป เซลฟี่ ภาพจาก Action Camera สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ผลงานสร้างสรรค์ด้วยเอไอ และรางวัลพิเศษประเภทต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประกวดถ่ายทอดความประทับใจด้วยเครื่องมือและแนวคิดที่หลากหลาย ทั้งการเลือกจังหวะ แสง องค์ประกอบภาพ และการสร้างสรรค์เรื่องราวตามจินตนาการ

นอกจากผลงานชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับรางวัลสำคัญ อาทิ คุณสันติ เศษสิน คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายเซลฟี่ เงินสด 10,000 บาท จากผลงาน “มาเที่ยวสวนนงนุช……ได้เขากลับบ้านไปด้วย” และคุณวรกร กองแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเอสโคล่าอวอร์ด เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สายสัมพันธ์แห่งความสุข”

ด้านประเภทภาพเอไอ หรือ Nongnooch’s AI-Based Image คุณเสกสรร เสาวรส คว้ารางวัลชนะเลิศ เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สนุกที่สวนนงนุช” ส่วนรางวัลพิเศษ Nongnooch Pattaya Award เงินสด 50,000 บาท ได้แก่ คุณชิษณุพงศ์ กาทิพย์ จากผลงาน “แสงธรรมสองหล้า”

นงนุช เวิลด์ พัทยา ขอชื่นชมความสามารถและความตั้งใจของช่างภาพทุกท่าน พร้อมเป็นพื้นที่ให้ได้แสดงฝีมือและฝากผลงานอันมีคุณค่าไว้ ภาพเหล่านี้เป็นสื่อเชื่อมความงดงามกับนักท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ยังไม่เคยมาอยากสัมผัสด้วยตนเอง และชวนผู้ที่เคยมาแล้วกลับมาค้นพบมุมใหม่อีกครั้ง

มธ. ปรับหลักสูตรใหญ่!! ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำครบ เพิ่มการฝึกงานจริงในหลักสูตร เปิดระบบคลังหน่วยกิตปี 70 ชวนร่วมงาน Open House 2026

‘มธ.’ ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตรใหญ่ ‘เน้นทำงานจริง’
พร้อมเปิด ‘Credit bank’ เอื้อเรียนจบไว

“ม.ธรรมศาสตร์” ประกาศทิศทางผลิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ตั้งเป้าบัณฑิต “มีงานทำ 100%” เดินหน้าพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคต – ปรับหลักสูตรใหญ่เพิ่มสัดส่วน “ฝึกประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ” รวมถึงเตรียมเปิด “ระบบคลังหน่วยกิต” เอื้อเรียนจบไวขึ้น พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน “Thammasat Open House 2026”

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” เพื่อประกาศทิศทางของการผลิตบัณฑิตของ มธ. ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งหลักสูตรใหม่ วิชาที่เท่าทันกับยุคสมัย กลไกการเรียนข้ามคณะ ตลอดจนระบบรับรองทักษะจากคอร์สระยะสั้น (Micro-credentials) และคลังหน่วยกิต (Credit bank) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2570 นี้ พร้อมเผยกิจกรรมภายในงาน Thammasat Open House 2026

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือ การทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาไปมีงานทำ 100% ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจทำให้ตำแหน่งงานหายไปหลายล้านตำแหน่ง

ดังนั้น มธ. จึงมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีทักษะแห่งอนาคต หรือ IMPACT ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายพร้อมทำงานรวมกับคนทุกช่วงวัย (Interpersonal Skills) ความพร้อมทั้งด้านกายและใจ (Mindful Self-Development) การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ (Progressive thinking) ความยืดหยุ่นที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลว (Agility) การใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Competencies in Technologies) และความเป็นพลเมืองโลก และความรู้เท่าทันทางด้านการเงิน (Thrives in Global Citizenship and Financial Literacy)

“ความรู้เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุ แต่สมรรถนะแห่งอนาคตเหล่านี้ คือ สิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน โดยจะช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ มธ. จึงพยายามบ่มเพาะทักษะสมรรถนะเหล่านี้ให้กับบัณฑิตทุกคน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาแล้ว ในปี 2570 นี้ มธ. จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยจะทำให้เกือบทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีกว่า 290 หลักสูตร มีการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ให้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่ที่ 3 หน่วยกิต จะเพิ่มเป็น 6 หน่วยกิต หรือบางหลักสูตรอาจเพิ่มไปถึง 12 หน่วยกิต ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีงานทำได้ง่ายขึ้น เพราะ ทางภาคธุรกิจเอกชนที่นักศึกษาเคยไปฝึกประสบการณ์อาจมีการตอบรับให้นักศึกษาได้เข้าทำงานเลย

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2570 มธ. จะมีเปิดตัวระบบคลังหน่วยกิตอย่างเป็นทางการด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก อย่างนักเรียนมัธยมศึกษา หรือผู้ที่สนใจ สามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งในรูปแบบ E-Learning และออนไซต์ เพื่อเก็บสะสมเป็นหน่วยกิต และหากในอนาคตสนใจจะเข้ามาศึกษาที่ มธ. ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ก็จะสามารถนำหน่วยกิตเหล่านั้นมาใช้เทียบโอนได้ เพื่อให้สามารถจบการศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เช่น หากบางคนออกแบบการเรียนได้ดีอาจสามารถจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโทได้ภายในเวลา 3 - 5 ปี

รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. จะเป็นพื้นที่ของโอกาสสำหรับทุกๆ คน ในการมาค้นหาตัวเอง พร้อมกับการสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกๆ ด้านก่อนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงาน โดยช่วงที่ผ่านมา มธ. มีการพลิกโฉมหลักสูตรค่อนข้างมาก ผ่านการเชิญภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงวิชาการศึกษาทั่วไป เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ที่ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นอาทิ ซึ่งรายวิชาเหล่านี้ทางผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนจะมาร่วมสอน และที่สำคัญคือ ร่วมรับนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์ต่อด้วย

“ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับภาคธุรกิจในการพัฒนารายวิชาการศึกษาทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เช่น รายวิชาเกี่ยวกับความรู้เท่าทันทางด้านการเงินและการลงทุนที่เป็นอีกทักษะสำคัญในปัจจุบัน ก็ได้ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแม้กระทั่ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แสนสิริ โดยวิชาเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการของทุกคนได้” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนข้ามศาสตร์ในรายวิชาของคณะอื่นๆ ได้ ด้วย เช่น เลือกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ก็ไม่ใช่แค่จะมีเฉพาะวิชาด้านรัฐศาสตร์ให้ได้เลือกเรียน แต่นักศึกษาสามารถข้ามไปเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ อย่างด้านนิติศาสตร์ หรือด้านเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยนักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย

ส่วนในด้านกิจกรรม มธ. ก็มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกาย ด้านการพัฒนาทักษะเฉพาะอย่างการเป็นพิธีกร การฝึกพูดในที่สาธารณะ และนอกจากกิจกรรมที่ประชาคมธรรมศาสตร์จัดขึ้นเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิด และร่วมลงมือทำเป็นกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ตอนนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และจำกัดอยู่แค่เฉพาะกับอาจารย์เท่านั้น แต่อยู่ที่พี่ๆ ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเอกชน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงเรียกได้ว่าพื้นที่ของธรรมศาสตร์เป็น Sandbox ให้น้องๆ ได้มาทดลอง ทำผิดไม่เป็นไร ล้มเหลวไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเรียนรู้” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ

รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของงาน Thammasat Open House 2026 ว่า สำหรับงาน Open House ในปีนี้ ธรรมศาสตร์ จะมีการจัดงานหลัก 2 แห่ง คือ มธ. ศูนย์รังสิต และ มธ. ศูนย์พัทยา โดยแต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมและจุดเน้นในเชิงรายละเอียดแตกต่างกัน โดยในส่วนงานที่ มธ. ศูนย์รังสิต จะมีการเปิดให้นักเรียนได้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกคณะ และทุกสถานที่ ใน มธ. ว่ามีบรรยากาศการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยอย่างไร เช่น หอพัก ห้องสมุด ลานกิจกรรม ฯลฯ

รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามาทดลองเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละคณะ กิจกรรมชมรมต่างๆ การแสดงดนตรี และที่สำคัญจะมีกิจกรรมพิเศษที่ มธ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เสนอแนวคิด หรือโครงการ สินค้า หรือโมเดลทางธุรกิจ โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลความรู้ พร้อมกับจะมีการออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรให้นักเรียนนำไปใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อได้ด้วย

ขณะที่ มธ. ศูนย์พัทยา จะมีกิจกรรมพิเศษในสายวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงในสายสุขศาสตร์ โดยจะมีการเปิดให้ได้เยี่ยมชมห้องผ่าตัด รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทันสมัย การเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้นักเรียน และผู้ที่สนใจได้รับประสบการณ์จริงจากศาสตร์นั้นๆ มากที่สุด เท่าที่ทำได้

“ขอเชิญชวนนักเรียน และผู้ที่สนใจทุกคน เข้าร่วมงาน Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 และ Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์พัทยา ในวันที่ 6 พ.ย. 2569 โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานที่มีกิจกรรมจัดเต็มที่สุดมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประโยชน์กลับไปทั้งในแง่ของความรู้ และข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ รวมถึงในแง่ของความบันเทิงจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย” รศ. นพ.พฤหัส กล่าว

พิณนารา ลุยตลาดสกินแคร์!! ยอดขายเซรั่มทะลุ 10 ล้านขวด ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทปี 69 ชูพรีเซ็นเตอร์ 'ไบรท์' เสริมแกร่งแบรนด์ ขยายตลาดโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ

“พิณนารา” ฉลองความสำเร็จยอดขาย 10 ล้านขวด คว้า “ไบรท์ พิชญทัฬห์” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก กางโรดแมป ปี’69 บุกโมเดิร์นเทรดทั่วไทยและตลาดโลก ดันยอดขายทะลุ 500 ล้านบาท ในปี 71

แบรนด์ “พิณนารา” (Pinnara) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และบำรุงผิวพรรณจากสารสกัดธรรมชาติของไทย ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในตลาดสกินแคร์ด้วยยอดขายสะสมของ “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” ทะยานทะลุ 10,000,000 ขวด พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรความงามทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์จุดเด่นวัตถุดิบท้องถิ่นไทยอย่างมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิคที่ผสมผสานนวัตกรรมบำรุงผิวได้อย่างลงตัว เป็นไอเทมสุดฮิตครองใจผู้บริโภคในระดับสากล

นายปณต โชควัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารา ทรี จำกัด เปิดเผยว่า“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของตนเอง ที่เล็งเห็นความนิยมของน้ำมันมะพร้าวไทยในกลุ่มชาวจีน แต่พบข้อจำกัดเรื่องกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียวเหนอะหนะ จึงได้คิดค้นเซรั่มมะพร้าวสูตรพิเศษที่ซึมไว กลิ่นหอมละมุน บำรุงได้ตั้งแต่ผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม จนปัจจุบันสามารถส่งออกไปยังกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการจดแจ้ง FDA จากหลายประเทศชั้นนำ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น"

“บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการชู “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” เป็นสินค้าเรือธง ด้วยการใช้อัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ที่เลือกสรรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค ผสมผสานกับวิตามินซี และวิตามินอีเข้มข้น ช่วยตอบโจทย์การบำรุงผิว และเส้นผมอย่างอ่อนโยน ซึ่งนอกเหนือจากเซรั่มมะพร้าวแล้ว แบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอีกมายมาย เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค แชมพู และครีมนวดผมมะพร้าวผสมอาร์แกนออยล์ รวมถึงครีมหมักผมมะพร้ามผสมเคราติน เป็นต้น”

“จากผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท นารา ทรี จำกัด และบริษัทในเครือ สร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วยรายได้รวมเกือบ 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลัก 70% มาจากเซรั่มมะพร้าวพิณนารา และอีก 30% มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ 300 ล้านบาท พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกในการผลักดันยอดขายให้แตะ 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนระลอกใหญ่กว่า 100 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนเครื่องจักร ให้รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2569 นี้”

เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ นายปณต ได้เผยถึง 5 กลยุทธ์หลักในการสเกลอัปธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้า Gen Z พร้อมบุกตลาดนักท่องเที่ยว ว่า “เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ 1 Product Core & Identity ที่มุ่งเน้นความเป็นไทยในทุกมิติ ผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ต่อด้วยกลยุทธ์ที่ 2 Audience Expansion ซึ่งเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเดิม จากวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ผ่านการสื่อสารที่ทันสมัยมากขึ้น และมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ Deep Moisture super Serum และ Intensive Whitening Super Cream ในรูปแบบสกินแคร์ซองที่เข้าถึงง่ายราคาสบายกระเป๋า สำหรับ กลยุทธ์ที่ 3 Cross-Border & Localized KOLs มุ่งเน้น Influencer Marketing โดยทุ่มงบรีวิวและเอนเกจเมนต์ผ่าน Local Influencer ในไทยจาก 200 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 500 คน ในปี 2569 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม TikTok Facebook Instagram และ Lemon8 ขณะที่ต่างประเทศเน้นการใช้ Local KOLs ของแต่ละประเทศเพื่อการสื่อสารที่ตรงจุด เช่น การเจาะตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์ม Xiaohongshu และ Douyin รวมถึงการกระจายรีวิวผ่าน Local KOLs ในหลากหลายประเทศ รวมกว่า 1,000 คน เพื่อผลักดันให้แบรนด์พิณนารา กลายเป็น “Must-Have Item” หรือของฝากยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อกลับบ้าน”

“ปัจจุบันรายได้หลักมาจากตลาดในประเทศ 58% ตามด้วยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวขาเข้า 22% และการส่งออก 20% บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ 4 Omnichannel & Inbound Tourism ด้วยการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด และบิวตี้สโตร์ชั้นนำของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ บิ๊กซี โลตัส กูรเม่ต์ มาร์เก็ต ท็อปส์ วัตสัน คิงพาวเวอร์ Eveandboy Boots ซีเจ มอร์ รวมถึง Pinnara Store ที่เตรียมขยายเพิ่มเป็น 30 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569 นี้ ขณะเดียวกัน ยังขยายการจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ผ่านช่องทางอย่าง บิ๊กซีฮ่องกง และวัตสันไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ ในส่วนกลยุทธ์ที่ 5 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 Mass Awareness x Brand Trust โดยบริษัทฯ ทุ่มงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาทปูพรมสื่อโฆษณา เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่าง

ยิ่งใหญ่จัดเต็มกับสื่อ Out of Home ในการติดตั้งป้ายบิลบอร์ด และหน้าจอ LED โฆษณาตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมือง พร้อมทั้งสื่อโฆษณาเคลื่อนที่บนรถประจำทาง เพื่อสร้างการรับรู้และความจดจำแบรนด์ในวงกว้างสู่ผู้บริโภคระดับแมสอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญยังได้สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวสาวมากฝีมือจากรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใช้ทุกวัน ไบรท์ทุกวัน” ซึ่งแบรนด์มั่นใจว่าภาพลักษณ์ที่มีความน่าเชื่อถือ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ดูสดใส และเป็นธรรมชาติของพรีเซ็นเตอร์จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ ตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพสูงที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พิณนาราให้ก้าวสู่การเป็นสกินแคร์สัญชาติไทยที่ครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศ และระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

“บริษัทฯ มั่นใจว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะสร้างการเติบโต และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ทั้งชาย-หญิง รวมทั้งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของบริษัท นารา ทรี และบริษัท ในเครือ พร้อมผลักดันยอดขายโดยรวมให้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายปณต กล่าวทิ้งท้าย

วอลเลย์บอลชายไทยเดินหน้าต่อ!! ชนะกาตาร์ 3-1 25-20, 25-19, 21-25, 25-21 ทะลุรอบชิงอันดับ 5 เอเชียนเกมส์ เอเชียนเกมส์ 2026 ญี่ปุ่น แสดงพลังแก้ตัวสำเร็จ

ตบหนุ่มไทย แก้ตัวสำเร็จ หลังเดินหน้าตบเอาชนะ กาตาร์ ในรอบจัดอันดับ 5-8 ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น

วอลเลย์บอลชาย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันในรอบจัดอันดับ 5-8 ทีมวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย อันดับ 52 ของโลก ลงสนามพบ กาตาร์ อันดับ 43 ของโลก

แมตช์นี้ ปาร์ค กีวอน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ส่งผู้เล่น 6 คนแรกประกอบด้วย บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร กัปตันทีม, ธูปดิษฐ์ พระพุทธ, นภาเดช พินิจดี, อนุชิต ภักดีแก้ว, ธนัสถ์ บำรุงภักดี, ชัยวัฒน์ ถุงคำ และตัวรับอิสระ นครินทร์ อินธนู

ผลปรากฎว่า แมตช์นี้เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ ตบหนุ่มไทย จะเป็นฝ่ายเอาชนะไป 3-1 เซ็ต 25-20, 25-19, 21-25 และ 25-21 คว้าชัยชนะ แก้ตัวผ่านเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ได้สำเร็จ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422576

BKKCAW 2026 เปิดฉาก!! งานสัปดาห์ภูมิอากาศเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เชิญสื่อและนักเล่าเรื่องร่วมกิจกรรม เน้นพลังลงมือทำร่วมกันสู้วิกฤติคลายร้อน ผสานชุมชน ภาคธุรกิจ สร้างอนาคตยั่งยืน

BKKCAW 2026 เริ่มแล้วเสาร์นี้ มาร่วมติดตาม “Story Hub” เพื่อไม่พลาดไฮไลต์กิจกรรมสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์

ขอเชิญชวนสื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่อง ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของพลังแห่งการลงมือทำร่วมกัน แนวทางแก้ปัญหาที่นำโดยชุมชน และบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ 1 ตุลาคม 2569 – งาน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) จะเปิดฉากขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ โดยเชิญชวนสื่อมวลชนและเหล่านักเล่าเรื่องลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW “Story Hub” เพื่อค้นหาและนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าพลังของการลงมือทำร่วมกัน สามารถช่วยสร้างอนาคตที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร

เมื่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นทั่วเอเชีย ตั้งแต่การละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอย่างรุนแรงในเนปาล ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดในกรุงเทพฯ BKKCAW 2026 ภายใต้แนวคิด “เมืองนี้เราลิขิต เศรษฐกิจแห่งความหวัง” หรือ “Rao Likit: Economy We Shape, Climate We Share” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมารวมพลัง ร่วมรับมือ และร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคมนี้ BKKCAW 2026 จะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากทุกภาคส่วนได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านกิจกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปที่ขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับชุมชนและภาคประชาสังคม ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการรับมือและสร้างผลกระทบต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไฮไลต์ของปีนี้ ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์ Changing Climate, Changing Lives (CCCL) Film Festival ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม เวลา 13:00-17:00 น. ณ noble PLAY ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้คนและชุมชน, เวิร์กช็อป “How to Land a Job in Climate: A Career Transition Workshop” ที่ในวันที่ 8ตุลาคม เวลา 18:30-21:00 น. ณ Slowcombo ที่ชวนสำรวจเส้นทางสู่อาชีพด้านสภาพภูมิอากาศ และเวทีเสวนา ‘Our Economy, Our Choice’ วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 16:30-20:00น. ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี ซึ่งจะชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทางเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์ สื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่องที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมและติดตามกิจกรรมภายในสวนลุมพินี ตลอดช่วงการจัดงานได้
“BKKCAW Story Hub” จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและนักเล่าเรื่อง โดยนำเสนอ
-ข้อมูลอัปเดตรายวันเกี่ยวกับกิจกรรมและความเคลื่อนไหวตลอดช่วง Bangkok Climate Action Week
-ภาพถ่ายและวิดีโอจากช่างภาพของงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
-โอกาสในการเชื่อมต่อกับแหล่งข่าวโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
-เรื่องราวและประเด็นน่าสนใจที่ได้รับการคัดสรรตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมข้อมูลเชิงลึกเพื่อการต่อยอดประเด็นข่าว

นอกเหนือจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ยังมีเรื่องราวของผู้คนที่กำลังลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ และพัฒนาทางออกให้กับชุมชนของตนเอง BKKCAW Story Hub จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถค้นหา เข้าถึง และนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้สู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW Story Hub เพื่อเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหา กำหนดการและกิจกรรมทั้งหมด สามารถดูรายละเอียดได้ที่กำหนดการกิจกรรมเวทีหลัก และกำหนดการกิจกรรมตลอดทั้งสัปดาห์ของงาน Bangkok Climate Action Week

‘โซเฟีย มอนโกเมอรี่’ ผงาดคว้าทองเรือใบ ILCA6 หญิง!! สร้างผลงานสุดยอด พาไทยซิวทองที่ 13 เอเชียนเกมส์ 2026 ที่นาโกย่า จบแต้มเสียรวม 26 คะแนน แซงคู่แข่งจากสิงคโปร์และอินเดีย

โซเฟีย มอนโกเมอรี่ แล่นใบสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน คว้าทองที่ 13 ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6) ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20

เรือใบ ในมหกรรมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันรอบสุดท้าย โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ลงแข่งขัน ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6)

สำหรับก่อนหน้านี้ โซเฟีย ทำผลงานในรอบควอลิฟายทั้ง 9 เรซ ได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 จากการมีแต้มเสียน้อยที่สุด 21 คะแนน โดยตัดรอบที่แต้มเสียมากที่สุด

ส่วนผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศปรากฎว่า โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ต้องลงแข่ง 2 ทำแต้มเสียรวม 5 คะแนน จบการแข่งขัน มีแต้มเสียรวมทั้งหมด 26 คะแนน น้อยที่สุดเป็นอันดับ 1 คว้าเหรียญทองไปครองส่วนเหรียญเงินเป็นของนักกีฬาสิงคโปร์ และเหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาอินเดีย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422441


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top