Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

30 ปี กองทุนอนุรักษ์พลังงาน!! จากทุนอนุรักษ์พลังงานสู่ผลลัพธ์จริง ลงทุน 1.42 แสนล้าน สร้างผลประหยัดกว่า 5.16 แสนล้านบาท ส.กทอ.ชี้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนลดต้นทุนพลังงานชาติ

เปิดสถิติ 30 ปีกองทุนอนุรักษ์ฯ

แปลงทุนสนับสนุนสู่ผลประหยัดพลังงานกว่า 5 แสนล้านบาท

ส.กทอ.เปิดสถิติการจัดสรรทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจัดสรรโครงการไปแล้วมากกว่า 142,000 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท หรือเกิดการประหยัดเป็นจำนวนเงินมากกว่างบที่จัดสรรกว่า 3 เท่าตัว

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยถึงการจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 พบว่า ในภาพรวมมีการจัดสรรทุนให้กับโครงการ 14,870 โครงการ เป็นวงเงินประมาณ 142,306 ล้านบาท และเกิดผลรวมประหยัดพลังงานประมาณ 21,287 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการจัดสรรทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรงงานและอาคารทั้งในข่ายควบคุมและนอกข่ายควบคุม หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และกลุ่มเกษตรกรซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ดำเนินการเป็นระยะๆ ในช่วงแรกปี พ.ศ. 2538 - 2547 อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ก่อนมีกระทรวงพลังงาน ต่อมาตั้งแต่ปี 2548 ได้โอนมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงพลังงาน จนกระทั่งในปี 2562 การถ่ายโอนภารกิจมาเป็นของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือ ส.กทอ.ในปัจจุบัน

กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม จนเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม 

ภายหลังจากการจัดสรรทุนให้กับโครงการได้หยุดไปในช่วงปี 2566 – 2567 และเริ่มมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1,253 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานได้ประมาณ 171.26 ktoe/ปี คิดเป็นผลที่ประหยัดได้ราว 7,948 ล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุน Solar Rooftop/Farm ในหน่วยงานราชการ 141 แห่ง พื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 817 แห่ง โรงเรียนรัฐ/โรงพยาบาลรัฐ 71 แห่ง กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง รัฐ/รัฐวิสาหกิจ 95 ระบบ รวม 1,134 ระบบ หรือ 19.87 MW คิดเป็นมูลค่าทดแทนไฟฟ้า 111.41 ล้านบาท/ปี 

ทั้งนี้ ยังสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานครอบคลุมการสนับสนุนอาคาร/โรงงานควบคุม กว่า 600 แห่ง ให้ดำเนินการด้านพลังงานตาม พ.ร.บ. และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุน กว่า 760 ล้านบาท/ปี จากผู้ประกอบการโรงงาน/อาคาร ที่ลงทุนปรับปรุง/ติดตั้งอุปกรณ์มากกว่า 80 แห่ง เกิดผลประหยัดด้านพลังงานมูลค่ารวม 7,836.5 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงิน มุ่งเป้าลดค่าครองชีพประชาชนผ่านการสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในระบบประปาหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง ระบบบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภคกว่า 1,000 ระบบ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 74 พื้นที่ โรงพยาบาลรัฐกว่า 45 แห่ง พื้นที่ความมั่นคงชายแดนกว่า 800 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากผู้ประกอบการกว่า 200 แห่ง พลังงานทดแทนจากกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรกรกว่า 200 แห่ง

“30 ปีของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ได้สร้างเพียงตัวเลขการประหยัดพลังงานที่สูงกว่างบประมาณที่ลงทุนกว่า 3 เท่า แต่ยังสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดการลงทุน การขยายผลเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ซึ่งสะท้อนว่างบที่ใช้สนับสนุน เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” ผู้จัดการส.กทอ. กล่าวในท้ายที่สุด

ทะเลสร้างโอกาสใหม่!! "Blue Exercise" ต่อยอดธุรกิจน้ำ Surf Therapy พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เปลี่ยน Green Season เป็น Surf Season ดันนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ท้องถิ่น

เพราะทะเลเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน “Blue Exercise” เปลี่ยนคลื่นให้เป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจและการท่องเที่ยวไทย ไปกับ Surf Therapy – From Wave to Wellness

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเยี่ยมชมสถานที่ สู่การค้นหาประสบการณ์ที่ได้ “ลงมือทำ” เรียนรู้ทักษะใหม่ เชื่อมโยงกับผู้คน และสร้างความทรงจำระหว่างการเดินทาง การท่องเที่ยวในอนาคตจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องจำนวนแหล่งท่องเที่ยวหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กิจกรรม ที่พัก อาหาร การบริการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับผู้คนในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทาง “Value is the New Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย คือ Blue Exercise หรือกิจกรรม

การเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ทะเล แม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยสามารถพัฒนาผ่านกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board, Wake Board หรือกิจกรรมทางน้ำประเภทอื่น

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พังงา กระบี่ และจังหวัดชายฝั่งภาคใต้ Blue Exercise ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับนักกีฬาหรือผู้มีประสบการณ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักเดินทางรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้นหาประสบการณ์แตกต่างจากการเที่ยวทะเลในรูปแบบเดิม

จากกิจกรรมทางทะเล สู่สินค้าใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดในมิติการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นว่าทะเลสามารถเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่
โดย Surf Therapy ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการรักษาทางการแพทย์ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านกิจกรรม Surf ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การดูแล และการเรียนรู้ตามระดับความสามารถของผู้เข้าร่วม ประเทศไทยมีต้นทุนพร้อมต่อการพัฒนา Surf : Blue Exercise
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเล พื้นที่ชายฝั่ง โรงแรม ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก โอกาสสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีทะเลที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านี้มาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างรายได้เชื่อมโยงไปยังธุรกิจในพื้นที่ Blue Exercise จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Active Tourism และ Experience-based Tourism ที่เปลี่ยนจากการชวนนักท่องเที่ยวมา “ชมทะเล” ไปสู่การชวนให้เข้ามา “ใช้ชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับทะเล”

Memories Surf House กับวิสัยทัศน์การสร้าง Surf Community
หนึ่งในผู้ประกอบการที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของวัฒนธรรมเซิร์ฟในเขาหลัก จังหวัดพังงา คือ
ต๊ะ–ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House จังหวัดพังงา

Memories Surf House เกิดจากการนำประสบการณ์ของสองกลุ่มสำคัญในวงการเซิร์ฟเขาหลัก ได้แก่ Pakarang Surf School และ Better Surf Thailand มารวมกัน โดย Pakarang Surf School มีประสบการณ์ด้านการสอนเซิร์ฟในพื้นที่เขาหลักมากกว่า 15 ปี ขณะที่ Better Surf Thailand มีบทบาทในการสร้างกิจกรรมและขยายชุมชนนักเล่นเซิร์ฟในประเทศไทย (Memoriessurfhouse)
ในปี 2568 Memories Surf House ได้เริ่มสื่อสารตัวตนในฐานะบทใหม่ของวัฒนธรรมเซิร์ฟเขาหลัก โดยวางแนวคิดให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนเซิร์ฟ วิถีชีวิตชายฝั่ง กิจกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร และชุมชนเข้าด้วยกัน วิสัยทัศน์สำคัญของ Memories Surf House คือการทำให้เซิร์ฟเป็นกิจกรรมที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ลงทะเลเป็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวทั่วไป หรือผู้เล่นที่ต้องการพัฒนาทักษะ พร้อมกับยกระดับผู้ฝึกสอนท้องถิ่นและสร้างเส้นทางอาชีพให้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่

“สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในวันนี้ ถูกพัฒนาขึ้นไปจากเดิมมาก เขาต้องการกิจกรรมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ได้เรียนรู้ ได้รู้จักผู้คน และมีเรื่องราวประทับใจกลับไปเล่าต่อ ซึ่ง Surf สามารถสร้างประสบการณ์แบบนั้นให้กับการท่องเที่ยวไทยได้จุดแตกต่างตรงนี้ หากได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากหลายภาคส่วน จะเป็นฟันเฟืองส่งเสริมให้การท่องเที่ยวไทยมีความแตกต่าง มีพลังในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างมูลค่าทางการตลาดมหาศาลให้แก่ท้องถิ่นและประเทศไทย

— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช
ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House

เปลี่ยน Green Season ให้เป็น Surf Season
หนึ่งในโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไทย คือช่วง Green Season ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเลมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่สำหรับกลุ่มเซิร์ฟ คลื่น ลม และฝน กลับกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง การพัฒนาเซิร์ฟอย่างเป็นระบบจึงสามารถเปลี่ยนมุมมองจาก Low Season ให้กลายเป็น Surf Season และสร้างโอกาสใหม่ให้พื้นที่ชายฝั่ง

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรียนหรือเล่นเซิร์ฟ รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เชื่อมโยงไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ธุรกิจอุปกรณ์ ผู้จัดกิจกรรม และบริการอื่น ๆ ในพื้นที่
“กิจกรรม Surf สามารถปรับให้ Green Season เป็นฤดูกาลที่เราสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาได้ หากผู้ประกอบการมีการวางแผนกิจกรรมที่เหมาะสม มีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งความใส่ใจในการออกแบบประสบการณ์ของแต่ละผู้ประกอบการนั้น จะร่วมเป็นเหตุผลใหม่ในการเดินทางมาทำกิจกรรม Surf ของนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและจากต่างประเทศ” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

นักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ได้วัดจากการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของคุณต๊ะ นักท่องเที่ยวเซิร์ฟ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางทะเล จะมีลักษณะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้เวลาอยู่ในพื้นที่หลายวันเนื่องจากต้องเรียนรู้และรอสภาพคลื่นที่เหมาะสม หลายคนเดินทางกลับมายังจุดหมายเดิมซ้ำ รวมถึงมีการใช้จ่ายในธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่ค่าเรียน ค่าเช่าอุปกรณ์ ที่พัก อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมอื่นระหว่างการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเรียนรู้ เคารพพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน

เมื่อได้รับประสบการณ์และการดูแลที่ดี นักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถกลายเป็นผู้สื่อสารเรื่องราวของประเทศไทยผ่าน ภาพ วิดีโอ รีวิว และการบอกต่อไปยังเครือข่ายของตนเอง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวได้มากกว่าการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว “ในการเดินทางเดินทางหนึ่งทริปจะเกิดความทรงจำที่หลากหลาย แต่สำหรับการได้มาเซิร์ฟที่นี่ เขาจะจำได้ว่าใครเป็นคนต้อนรับ ใครช่วยให้เขากล้าลองเล่นเซิร์ฟครั้งแรก และเขารู้สึกอย่างไรในวันที่ลงทะเลและยืนบนแผ่นSurf ได้ ประสบการณ์และการดูแลที่ใส่ใจ คือสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากบอกต่อ และกลับมาอีกครั้ง ซึ่งที่ Memories Surf House เราใส่ใจในมาตรฐาน การดูแลความปลอดภัยของลูกค้า และมารยาทสากลที่ทาง Surf Coach ทุกท่านต้องผ่านการอบรม” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

จากโรงเรียนเซิร์ฟ สู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ
การเติบโตของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนโรงเรียนสอนเซิร์ฟเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ฝึกสอน การเช่าอุปกรณ์ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัก ร้านอาหาร การจัดกิจกรรม รวมถึงบริการต่าง ๆ ในพื้นที่สำหรับ Memories Surf House การพัฒนาเซิร์ฟไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนการสอน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์โดยรวม ตั้งแต่กิจกรรมทางทะเล วิถีชีวิตชายฝั่ง (Coastal Lifestyle) ไปจนถึงการพัฒนาผู้ฝึกสอนท้องถิ่นตามมาตรฐาน International Surfing Association และการสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Surf สามารถเติบโตเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกีฬา การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชายฝั่ง และชุมชนเข้าด้วยกัน หากมีการพัฒนามาตรฐาน ความปลอดภัย และการสื่อสารที่ชัดเจน แต่ละพื้นที่ก็สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางได้Blue Exercise: โอกาสใหม่ที่เริ่มต้นจากทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

การพัฒนา Blue Exercise ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยมีต้นทุนทั้งทรัพยากรทางทะเล ผู้ประกอบการ ที่พัก ร้านอาหาร และบุคลากรด้านบริการอยู่แล้ว
โจทย์สำคัญคือการนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมโยง สร้างมาตรฐาน และออกแบบเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าใหม่ ทั้งการสร้างรายได้ในช่วง Green Season การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การสร้างอาชีพ และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยจากจุดหมายสำหรับการพักผ่อน สู่จุดหมายของประสบการณ์ที่แตกต่างเพราะทะเลไทยไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะวันที่ท้องฟ้าสดใสและผืนน้ำสงบเท่านั้น แม้ในวันที่มีคลื่น ลม และสายฝน ทะเลก็ยังสามารถสร้างกิจกรรม ความทรงจำ และโอกาสใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และรายละเอียดการเรียนเซิร์ฟได้ทาง
Facebook และ Instagram: Memories Surf House

เก้าอี้ประธานฟีฟ่าสั่นคลอน!! จากแผนขายหุ้นฟุตบอลโลกสู่ศึกชิงอำนาจ ‘อินฟานติโน’ ถูกมองต้องหาที่พึ่งทางการเมือง หลังดีลขายหุ้นฟุตบอลโลกจุดกระแสต่อต้านทั่วโลก รายงานอ้างหวังให้ทีม ‘ทรัมป์’ ช่วยประคองตำแหน่ง

จานนี อินฟานติโน ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเรื่องการรักษาตำแหน่งประธานฟีฟ่าของตนเองไว้ หลังกำลังเผชิญกระแสโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานว่า จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือในเรื่องการรักษาตำแหน่งของตนเองไว้

อินฟานติโนตกเป็นประเด็นโจมตีจากการนำเสนอแผนขายหุ้นการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับแผนลง แต่หลายฝ่ายมองว่าประธานฟีฟ่ารายนี้สมควรอำลาตำแหน่งด้วย

รายงานระบุว่าอินฟานติโนได้มีกำหนดหารือกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงยังมีคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวที่บอกว่าประธานฟีฟ่ารายนี้จะติดต่อหานักการทูตระดับสูงของสหรัฐด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า “เขาต้องการพูดคุยกับรัฐมนตรีผ่านทางออนไลน์เกี่ยวกับวิธีที่ทำให้ฟุตบอลเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจทางการทูตสำหรับอเมริกา แต่เรารู้กันดีว่าการคุยกันหนนี้มันเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่ง”

รายงานยังอ้างคำกล่าวของแหล่งข่าวอีกว่าอินฟานติโนพยายามติดต่อหาทรัมป์แต่ไม่สำเร็จ และประธานฟีฟ่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยวหลังเผชิญกระแสข่าวเชิงลบมากมาย ซึ่งทางสำนักข่าวบอกว่าได้ติดต่อหาฟีฟ่าและกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคุยเรื่องนี้แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10346808

‘เนวิน’ แจงดราม่าขาสั้น!! ยันบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีฯ ขาสั้นไม่ใช่ตัวชี้วัดศรัทธา ย้ำเคารพองค์พ่อจตุคามรามเทพมาตลอดกว่า 10 ปี แจงเจ้าหน้าที่ไม่เคยทักท้วงเรื่องแต่งกาย

เนวิน ชิดชอบ กล่าวบนเฟสบุ๊ค

เคารพ ศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ

มากกว่า 10 ปีแล้วที่ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิที่ผมบูชา และอัญเชิญขึ้นอยู่บนคอผม จนถึงทุกวันนี้
ทุกๆ ปี ผมจะพานักฟุตบอลทุกคน ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน มาทำพิธีสักการะ ขอพรจากองค์พ่อจตุคามรามเทพ และผมจะนำถ้วยแชมป์ทุกรายการที่ได้จากการแข่งขัน เข้าประกอบพิธีด้วย
พิธีบวงสรวงสักการะเช่นนี้ จัดเป็นประจำทุกปี ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขัน เป็นความเชื่อ เป็นศรัทธา ของผม ในฐานะประธานสโมร และเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีม ทุกคน

เป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกคนได้ระลึกว่า เคยมากล่าววาจาใดๆ ที่ศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ประดิษ ฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะซื่อสัตย์ต่ออาชีพนักฟุตบอล เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง และเพื่อความสำเร็จร่วมกันของสโมสร

นับตั้งแต่มาทำพิธีบวงสรวงสักการะที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ทุกปี จะต้องมี ถ้วยแชมป์รายการใดรายการหนึ่งติดมือให้แฟนๆ ได้ชื่นชม ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทุกปีที่มาทำพิธี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมือง เอง จ่ายค่าใช้จ่าย ประกอบพิธี เอง เพราะเป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานของจังหวัด หรืองานที่จัดโดยส่วนราชการ ใดๆ

ปีแรกๆ ที่มา นอกจากนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม แล้ว ก็มีเพื่อนๆ ในวงการฟุตบอล และแฟนบอล ที่รู้ ก็จะมาร่วมกันทำพิธี และพูดคุย ทักทายกัน

ปีหลังๆ นี้เอง ที่จะมีข้าราชการ และ สส. สจ. สท. ในพื้นที่ ในฐานะเจ้าบ้าน เข้ามาร่วมด้วย สโมสรฯ ก็ให้ เกียรติทุกท่าน เชิญร่วมพิธี เพราะถือว่าทุกท่านให้เกียรติแก่สโมสร

ปีนี้ ที่เห็น รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึง สส. สจ.หลายคนมาร่วมพิธีด้วย ทุกคนเป็นผู้ร่วมงาน เป็นแขกของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งนั้น

ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ หรือร่วมเป็นเจ้าภาพ และ ไม่ใช่งานของจังหวัด ที่เชิญผมไปเป็นประธาน แต่ เป็นกิจกรรม ที่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดขึ้นเอง โดยผมในฐานะประธานสโมสรฯ เป็นประธานงานบวงสรวงสักการะ ทุกปีอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการแต่งกายของผม เป็นสิทธิส่วนตัวของผม ที่สะดวกสบายแบบนี้ ผมมาทำพิธีด้วยการใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้น แบบนี้ ทุกปี เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมือง อนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง
การแต่งกาย ด้วยกางเกงขายาว หรือ ขาสั้น ไม่อาจบอกได้ว่าเรามีความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธา หรือไม่ อย่างไร

แต่การปฏิบัติของผม เป็นประจำมานานกว่า 10 ปีแล้ว บ่งบอกได้ว่าผมมีความเคารพ ศรัทธา และบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย

ส่วนท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของผม ก็เป็นสิทธิของท่าน ผมไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง เพียงแต่จะเรียนว่า ถ้าไม่ใช่ งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเอง แล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นงานที่เจ้าภาพอนุญาต ผมจึงไปร่วม

ผมขอเรียนว่าผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!
กลับมาเจอเพื่อนเก่า คิดถึงทุกคนครับ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กล่าวให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคประชาชน หลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606020097550426&id=100044273537483&rdid=yxMx4vOkOY6sZsaI#

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

ม.รังสิตจับมือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย!! คณะไอที ม.รังสิต เปิดเกม AI การเงิน ปั้นบัณฑิตลงทุนรุ่นใหม่ วิเคราะห์งบ–สแกนความเสี่ยงตลาดทุน เร่งตลาดทุนไทยโตยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพตลาดทุนไทย! วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี (คณะไอที) ม.รังสิต จับมือ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดึง AI ปฏิวัติหลักสูตรวางแผนการเงิน มุ่งผลิตบัณฑิตสายการลงทุนพันธุ์ใหม่ พร้อมติดอาวุธ AI ให้ผู้ลงทุนและอาสาพิทักษ์สิทธิฯ วิเคราะห์งบ สแกนความเสี่ยงบริษัทจดทะเบียนอย่างแม่นยำ      

รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน  รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี  (คณะไอที) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในตลาดทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การวางแผนการเงินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสารสนเทศการลงทุนที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2556                               

รศ.ดร.เชฏฐเนติ กล่าวว่า หลักสูตรใหม่นี้เป็นการนำประสบการณ์การเรียนการสอนด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมากว่า 1 ทศวรรษ มาผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนการลงทุนส่วนบุคคล และสรุปข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในตลาดทุนผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา บนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงิน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยผู้ใช้งานยังคงต้องใช้วิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบในการตัดสินใจเป็นสำคัญ” รศ.ดร.เชฏฐเนติระบุ             

ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดทุนให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น โดยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการอบรม “การให้ความรู้นักลงทุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่จะมีการอบรมทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์  โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ 1, 8 และ 15 สิงหาคม 2569เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการใช้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน และแบบ 56-1 One Report รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ประเมินมูลค่ากิจการด้วยเทคนิค Reverse DCF ตลอดจนทำหน้าที่เป็น “Devil’s Advocate” ในการตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงเชิงลึกและสรุปข้อมูลออกมาในรูปแบบ Infographic 2 หน้าที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อผู้ลงทุนรายบุคคลมีทักษะในการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และทำให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI
ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง
แต่คือการตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้
เพราะการยอมรับความไม่รู้
คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งใหม่

ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

Eat Play Root Fest เทศกาลสร้างเมืองด้วยอาหาร เปลี่ยนความสัมพันธ์ผ่านมื้อข้าว รวมกิจกรรมเวิร์กชอปและบทสนทนา 30 ส.ค. ที่ Na Café กรุงเทพฯ

Eat Play Root Fest เมืองที่น่าอยู่ เริ่มต้นจากผู้คนที่นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ชวนมาสร้างเมืองที่อบอุ่น...ผ่านอาหารหนึ่งมื้อไปด้วยกัน
เทศกาลที่เชื่อว่า "อาหาร" คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน

ถ้าเมืองที่เราอยากอยู่ ไม่ได้เริ่มจากการสร้างตึกใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น และนั่งกินข้าวร่วมกันมากขึ้นล่ะ?

Eat Play Root Fest คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ ที่ชวนทุกคนมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้คน และธรรมชาติ ผ่านเวิร์กชอป อาหาร และบทสนทนาที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจภายใต้แนวคิด Deep Ecology ที่เชื่อมคนด้วยความคิดว่าเรามีมากพอที่จะแบ่งปันกัน

ผู้เข้าร่วมสามารถเดินเลือกเข้าร่วมฐานกิจกรรมได้ตามความสนใจตลอดทั้งวัน ผ่าน Event Passport ที่จะพาคุณออกเดินทางไปตามแต่ละประสบการณ์

ไฮไลต์ของงาน
Community Meal มื้ออาหารร่วมกันกับเชฟและผู้เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด Eating Therapy เพราะเราเชื่อว่า "การกินข้าวร่วมกัน" คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี (เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า)

ปิดท้ายด้วย Community Dialogue ชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดีย และออกแบบ "ชุมชนและเมืองที่เราอยากเห็น" ไปด้วยกัน

เราอยากให้คุณกลับบ้านพร้อมความรู้สึก...
- อิ่มใจ
- อิ่มท้อง
- และอิ่มความหวัง ว่าเมืองที่อบอุ่นเริ่มต้นได้จากผู้คนธรรมดาที่เลือกเชื่อมโยงและแบ่งปันกัน

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
- 09.00 – 16.00 น.
-Na Café at Bangkok 1899
https://maps.app.goo.gl/SFUMAtz7D6L7XUJx6

ลงทะเบียนล่วงหน้า 30 ที่นั่ง

ผู้ลงทะเบียนทุกประเภทบัตรจะได้รับ
- คูปอง Community Meal
- คูปองเครื่องดื่มจาก Na Café
มูลค่ารวม 150 บาท

เมื่อครบ 30 สิทธิ์ จะปิดการจองอาหารกลางวัน แต่ยังสามารถ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน

สมัครวันนี้ได้ที่: https://forms.gle/CGjmaTcZG1uu871a6
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : Eat-Play-Root Journey
Instagram : @eatplayroot.journey

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์!! คว้ารองแชมป์โลก Excel ที่สหรัฐฯ เมืองแอนาไฮม์ แข่งขันปีที่ 24 ทั่วโลก 36 ประเทศ ทักษะดิจิทัลเยาวชนไทยโดดเด่น

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้ารองแชมป์โลก Microsoft Excel บนเวที Microsoft Office Specialist
World Championship 2026

ARIT ภูมิใจส่งตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพทักษะดิจิทัลของประเทศไทย

บริษัท เออาร์ไอที จำกัด (ARIT) ขอแสดงความยินดีกับ นายธนวิชญ์ ถาวรกาญจน์
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
ด้วยการคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (2nd Place) ในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist
World Championship 2026 โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง Anaheim รัฐ California
ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship จัดขึ้นโดย Certiport, a Pearson VUE Business เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนผู้มีความสามารถด้านการใช้ Microsoft Office จากทั่วโลก
และนับเป็นเวทีการแข่งขันทักษะดิจิทัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดรายการหนึ่งของโลก
ในปี 2026 การแข่งขันจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 135 คน จาก 36 ประเทศที่มีอายุระหว่าง 13–22 ปี เข้าร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศตอกย้ำคุณค่าของการรับรองทักษะ Microsoft Office Specialist (MOS) ในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการของ Certiport ในประเทศไทย บริษัท เออาร์ไอที จำกัด
ได้รับสิทธิในการดำเนินการคัดเลือกและส่งตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Office
Specialist World Championship มาอย่างต่อเนื่องโดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก
ความสำเร็จของนายธนวิชญ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้แทนจากนานาประเทศได้อย่างทัดเทียม หากได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กล่าวว่า

เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของน้องเจมส์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

ทักษะดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเรียนหรือการทำงาน
แต่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกได้จริง

ARIT ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ผ่านการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition 2027 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship 2027 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับเยาวชนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่
www.aritcompetition.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top