Wednesday, 22 July 2026
NEWS FEED

EEC ปักหมุดเชื่อมเวียดนาม!! ดัน EEC เชื่อมลงทุนไทย–เวียดนาม เสริมซัพพลายเชนอาเซียน เปิดเวทีรับฟังเอกชนไทย ดันการค้า–ลงทุนสองประเทศ

เลขาธิการ สกพอ. ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนาม หารือภาคธุรกิจไทย เสริมความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

8 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม — ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. (EECO) ร่วมคณะผู้แทนที่นำโดย ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ

ดร.จุฬายังได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม หรือ ThaiCham รวมถึงผู้บริหารภาคธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนอยู่ในเวียดนาม ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ ฮานอย กรุงฮานอย

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีให้ภาคธุรกิจไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยบริษัทที่เข้าร่วมครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และการผลิต

ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนจะมีส่วนช่วยในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยทั้งสองประเทศต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยรวม

ในโอกาสนี้ ดร.จุฬา สุขมานพ ได้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากภาคธุรกิจไทยซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

เวียดนามได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตระดับภูมิภาค ขณะที่ EEC มีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เครือข่ายโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ EEC มีศักยภาพในการส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนและการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมช่วยยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU จำนวน 2 ฉบับ ระหว่างองค์กรภาคเอกชนของไทยและเวียดนาม

ฉบับแรกเป็น MOU ระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กับบริษัท FPT Corporation เพื่อความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือ Smart Industrial Estate

ฉบับที่สองเป็น MOU ระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group กับบริษัท FPT Corporation เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ข้อตกลงทั้งสองฉบับสะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระหว่างไทยกับเวียดนาม รวมถึงชี้ให้เห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมขั้นสูงและภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ EEC ในฐานะประตูการลงทุนสำคัญของไทย และศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน

มจธ. ลุยนวัตกรรม!! พัฒนาเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ บุกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงาน

“ไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มจธ. พัฒนานวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น ปูทางความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประเทศ

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง “โซลาร์เซลล์” กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยในการลดต้นทุนพลังงาน แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานได้จริงหรือไม่ ในเมื่อโซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากโลกเกิดภาวะวิกฤต ห่วงโซ่อุปทานสะดุด หรือประเทศผู้ผลิตเก็บเทคโนโลยีไว้ใช้เองไม่ส่งออก ประเทศไทยที่เป็นแค่ “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” จะเหลือทางเลือกจำกัด

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้งานวิจัย “นวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น: การปรับสภาพผิวแบบสองมิติเพื่อประสิทธิภาพและความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์” โดย ผศ. ดร.นพพร รุจิสัมพันธ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Interface & Surface Characterization หรือ ISC คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามให้ประเทศไทยขยับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” ด้วยองค์ความรู้ของตนเอง

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award ประจำปีงบประมาณ 2569 สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ขั้นสูง โดยเฉพาะ “เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น ทำให้มีโอกาสนำไปใช้ได้กว้างกว่าโซลาร์เซลล์ซิลิคอนแบบเดิม

“เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์มีข้อดีคือ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน (เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น) จึงไม่มีข้อจำกัดการใช้งานอยู่แค่บนหลังคาหรือพื้นที่ราบเหมือนโซลาร์เซลล์แบบเดิม แต่สามารถนำไปติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลายมากขึ้น จัดทรงที่ต้องการได้ เช่น กระจกอาคาร ผนัง พื้นผิวโค้งของยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT หรือแม้แต่อุปกรณ์สวมใส่ในอนาคต อีกจุดสำคัญคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะจากแสงแดดกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากการรับแสงภายในอาคาร หรือแสงจากหลอดไฟ LED ได้ด้วย ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่อง เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เป้าหมายของเราคือพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และมีความเสถียรมากพอสำหรับต่อยอดในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เพิ่มเติมถึงจุดเด่นของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์

หลักการทำงานของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ คือการเปลี่ยน “พลังงานแสง” ให้เป็น “พลังงานไฟฟ้า” ผ่านวัสดุพิเศษที่เรียกว่า เพอรอฟสไกท์ เมื่อแสงตกกระทบบนชั้นวัสดุชนิดนี้ วัสดุจะดูดซับพลังงานและสร้างประจุไฟฟ้าขึ้น จากนั้นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้าย “ขนมชั้น” จะช่วยแยกและลำเลียงประจุไฟฟ้าไปยังขั้วไฟฟ้า ก่อนส่งออกมาเป็นกระแสไฟฟ้าที่นำไปใช้งานได้ โดยชั้นเพอรอฟสไกท์ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการดูดซับแสง ส่วนชั้นวัสดุอื่น ๆ ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าให้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ

“หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่เทคนิค “การปรับสภาพผิวแบบสองมิติ” หรือ Surface Passivation ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตำหนิเล็ก ๆ บนพื้นผิววัสดุระดับจุลภาค เพราะตำหนิเหล่านี้อาจทำให้ประจุไฟฟ้าสูญเสียไประหว่างทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความทนทานของเซลล์ลดลง เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการ “ซ่อมถนนระดับนาโน” เพื่อให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ราบรื่นขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น เสถียรขึ้น และมีโอกาสต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เล่าถึงเทคนิคสำคัญของงานวิจัย

ปัจจุบันทีมวิจัย มจธ. สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกท์ขึ้นมาแตะระดับ 21% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกที่อยู่ราว 26–27% จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้อยู่ในขั้นผลิตเชิงพาณิชย์ทันที แต่ยังอยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 หรือขั้นการวัดและทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในสภาพใช้งานจริงและการขยายผลเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

ความสำเร็จดังกล่าวมีความหมายมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ เพราะสะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ” ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และลดความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกในระยะยาว

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำให้งานวิจัยได้รับรางวัลหรือได้รับการตีพิมพ์ แต่คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่พัฒนาได้เอง เพราะประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเองได้ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ซื้อ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ หรือเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนด้วยฝีมือคนไทย” ผศ. ดร.นพพร กล่าวทิ้งท้าย

BenQ ปักธง Golf Simulator ยุคใหม่!! เปิดประสบการณ์ “Play Like You’re There” ส่ง LK936ST 4K เสมือนออกรอบจริง รับกระแส Immersive Sport ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กีฬา–บันเทิงยุคให

BenQ จับกระแสดีมานด์ สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ โต ส่ง Golf Simulator Projector BenQ LK936ST เสริมไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ชูประสบการณ์ “Play Like You’re There” ยกระดับความสมจริงเสมือนออกรอบจริงด้วยเทคโนโลยีภาพ 4K และระบบฉายภาพอินเทอร์แอ็กทีฟ

กรุงเทพฯ 21 พฤษภาคม 2569 – BenQ ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เดินหน้ารุกเทรนด์ Immersive Experience และ Entertainment Tech ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์เสมือนจริงและการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬาและไลฟ์สไตล์ ล่าสุด BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่น BenQ LK936ST จัดแสดงภายในงาน Architect Expo 2026 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโซลูชันสำหรับ Golf Simulator ด้วยภาพระดับ 4K Ultra High Definition ความหน่วงต่ำ (Low Latency) และ Golf Mode โหมดเฉพาะจาก BenQ ที่ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์เสมือนออกรอบจริง รองรับทั้งธุรกิจสนามกอล์ฟจำลองเชิงพาณิชย์และการติดตั้งภายในบ้านยุคใหม่

นายโรเจอร์ เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงฟังก์ชันการใช้งาน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกร่วมและความสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคยุค Gen Z ที่ให้คุณค่ากับ Emotional Engagement และการมีส่วนร่วม ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีที่    แบรนด์สร้างความแตกต่างและเชื่อมต่อกับผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬา ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ สอดรับกับแนวโน้มตลาด Family Entertainment Center และ Indoor Entertainment ทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตแตะ 76.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีเกมและความบันเทิงแบบ Immersive การลงทุนในธุรกิจ Experience-Led Entertainment และการขยายตัวของสถานบันเทิงในเมืองเกิดใหม่ทั่วโลก

BenQ จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน Golf Simulation ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานเทคโนโลยี Interactive เข้ากับประสบการณ์การใช้งาน เพื่อยกระดับความสมจริงและการมีส่วนร่วมให้ใกล้เคียงการออกรอบจริงมากที่สุด สอดรับกับเทรนด์พื้นที่ความบันเทิงแบบ Multi-Activity และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ Immersive Experience มากขึ้น โดย Golf Simulation ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการบรรจบกันระหว่างกีฬา เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด ‘Play Like You’re There’ ของ BenQ ที่ผสานเทคโนโลยีการฉายภาพขั้นสูงเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกในสภาพแวดล้อมของ Golf Simulator

ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความแข็งแกร่งของ BenQ ในตลาด Golf Simulation ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และอินฟลูเอนเซอร์สายกอล์ฟอย่าง Lewandof_ski (คุณโอ่ง) ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กอล์ฟที่ครอบคลุมตั้งแต่ประสบการณ์ Golf Simulator การออกรอบจริง ไปจนถึงรีวิวอุปกรณ์กอล์ฟ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี ความสมจริง และประสิทธิภาพ ที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์กอล์ฟยุคใหม่ ผ่านโปรเจคเตอร์ BenQ LK936ST ที่ถ่ายทอดภาพเสมือนจริงและการตอบสนองแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นให้ใกล้เคียงการออกรอบในสนามจริงมากยิ่งขึ้นสำหรับงาน Architect Expo 2026 BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่นBenQ LK936ST มาถ่ายทอดประสบการณ์ Golf Simulation แบบอินเทอร์แอ็กทีฟ ที่มอบภาพเสมือนจริงและการตอบสนองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะท้อนบทบาทของคุณภาพการฉายภาพในการยกระดับประสบการณ์เสมือนการออกรอบจริง ขณะเดียวกัน BenQ ยังได้นำเทคโนโลยีล่าสุดไปร่วมจัดแสดงในงาน Thailand Golf Expo เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Golf Simulator Projector และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์กอล์ฟเสมือนจริงให้สมจริงและ immersive มากยิ่งขึ้น

“BenQ มุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับมาตรฐานของ Golf Simulation และ Entertainment Technology ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้งานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพการฉายภาพ ความเสถียร หรือประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล โดยเรายังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Immersive Entertainment ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก” นายเฉิน กล่าวปิดท้าย

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Play Like You’re There” กันได้ที่งาน THAILAND GOLF EXPO 2026 บูธ G14, G91 และ G130 Exhibition Hall 5,6 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ – 24 พฤษภามคม 2569

ก.อุตฯ ลุยมาตรการเหล็ก!! ยกระดับตรวจเข้มโรงงานสกัดของด้อย แถลงมั่นใจเหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% ลงดาบ SKY ปรับปรุงหลังเหตุระเบิดปี 2567 ขยายผลถึงร้านค้าและไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ

ก.อุตฯ แจงมาตรการเชิงรุก ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 

เข้มโรงงานเหล็กและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ ย้ำ!! เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% 

จากกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หรือ SKY กลับมาเปิดประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากมีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข รวมระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน 

ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ถังแก๊สแอลพีจีในโรงงานของ SKY เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของ SKY ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยพบการกระทำความผิดหลายประการ อาทิ 

1) SKY ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยเฉพาะคุณสมบัติทางเคมีในส่วนของค่าโบรอนที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (โบรอนยิ่งสูง เหล็กยิ่งเปราะ) ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ยึดอายัดเหล็กในส่วนนี้ไว้ และดำเนินคดีกับบริษัทฯ 

2) จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะฝุ่นแดง ที่มีส่วนประกอบของสารอันตราย เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ มีการส่งออกไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้ง มีการกองเก็บฝุ่นแดงไว้ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข้อมูลการจัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด 

3) ระบบบำบัดมลพลิษอากาศของ SKY ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการบำบัดกำจัดมลพิษอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลดังกล่าว กรอ. จึงมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งการให้ SKY หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดและทำการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2567 จนกระทั่งบริษัทฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรอ. จึงได้อนุญาตให้บริษัทฯ กลับมาประกอบกิจการโรงงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อก. โดย กรอ. ร่วมกับ สมอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยว่าเหล็กทุกเส้นที่ผลิตจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดต้องผ่านมาตรฐาน 100% โดยได้ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการตรวจติดตาม SKY ซึ่งได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหยุดประกอบกิจการโรงงานพร้อมสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีก 3 โรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี 

นอกจากนี้ อก. ยังได้ปรับกลไกเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้แก่ 

1) ยกระดับการกำกับควบคุมคุณภาพเหล็ก เป็นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้นตามหลักสากล โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ที่ไม่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) จะต้องควบคุมคุณภาพของเศษเหล็กที่จะนำไปหลอมให้มีคุณภาพตาม มอก. และจะมีการเก็บตัวอย่างไปทำการทดสอบที่ถี่และเข้มข้นกว่าการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ สมอ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มาตรฐานเลขที่ มอก. 24-2559 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา อีกทั้ง สมอ. จะขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างอีกด้วย  

นอกจากนี้ สมอ. แนะนำให้โครงการภาครัฐหรือโครงสร้างอาคารสูงควรเลือกใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อเหล็กให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ เช่น การผลิตเหล็กจากเตาหลอมประเภท Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า ทำให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นต้น 

2) เพิ่มความเข้มงวดในกรณีของโรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทุกโรงงาน โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงก้ไขโรงงานตามคำสั่งเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มข้นและทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กในทุก heat และทุกรุ่น (Lot) ของการผลิต พร้อมขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างที่มีการรับซื้อและใช้เหล็กจากโรงงานดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน หากร้านจำหน่ายหรือไซต์งานก่อสร้างใดมีการใช้เหล็กที่ไม่มั่นใจในคุณภาพว่าเป็นไปตาม มอก. หรือไม่ ขอให้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ 

3) ในส่วนของการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะฝุ่นแดง กรอ. จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานที่จะรับกำจัดฝุ่นแดงจากโรงงานดังกล่าวทุกโรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมควบคุมการขนส่งฝุ่นแดงอย่างใกล้ชิดในทุกรอบการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝุ่นแดงดังกล่าวจะถูกนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย  

4) ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือก 

เศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา  

และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core  

กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า การพิจารณาให้โรงงานกลับมาดำเนินการได้ในปัจจุบัน มิได้เป็นการยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยุติการดำเนินคดีที่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการพิจารณาจากผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามเงื่อนไขและกฎหมายที่หน่วยงานกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจติดตามอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง 

อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมยังมุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานต่ำในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ. อยู่ระหว่างเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan)” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพลิกโฉมโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั่วประเทศ และสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป

ลมกรดไทยสะเทือนเอเชีย!! “บิว ภูริพล” กด 20.03 วิฯ คว้าทอง 200 เมตรชาย ทุบสถิติประเทศไทย ลุ้นก้าวต่อไปสู่มนุษย์ไทย Sub-20

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 "เทพบิว" ภูริพล บุญสอน ในวัย 20 ปี เพิ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องหยุดหายใจ เมื่อเขาสับฝีเท้าเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 20.03 วินาที ทำลายสถิติประเทศไทยเดิม (20.07 วินาที) ของตัวเองลงอย่างราบคาบ 

ไฮไลต์สำคัญคือ ประเภทวิ่ง 200 เมตร ชาย รอบชิงชนะเลิศ "บิว" ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มทีมชาติไทยวัย 20 ปี เจ้าของสถิติประเทศไทย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า นักวิ่งชาวไทย ยังคงเหนือชั้นโชว์สปีดนำม้วนเดียวจบเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ด้วยเวลา 20.03 วินาที คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

ตัวเลข 0.03 วินาทีที่เหลืออยู่ ดูเหมือนจะน้อยนิดเพียงแค่การกะพริบตา แต่มันคือช่องว่างที่กว้างใหญ่ที่สุดในเชิงสรีรศาสตร์และวิทยาศาสตร์การกีฬา

หาก เทพบิว ต้องการจะเป็นมนุษย์ไทยคนแรกที่วิ่งต่ำกว่า 20 วินาที (Sub-20) เขาอาจต้องใช้ "พิมพ์เขียว" จาก เซียะ เจิ้นเย่ (Xie Zhenye) เจ้าของสถิติเอเชียชาวจีนผู้เคยปิดดีลที่ 19.88 วินาทีมาแล้ว

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1636839/
        https://www.siamsport.co.th/other-sports/104833/

‘ศุภจี’ ลุยตรวจพระเมรุมาศ!! ลงพื้นที่ชมงานพระเมรุมาศ ความคืบหน้าชัดเจนทุกส่วน ร่วมกับทีมงานกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเปิดเผยแผนขั้นต่อไป

5 มิ.ย. 2569 – เมื่อเวลา 09.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณะ ปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายอนันต์ ชูโชติ ผศ.อนุชา ทีรคานนท์ นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร อนุกรรมการ โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้า ณ อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) ท้องสนามหลวง

กพอ. ชี้ลุย EECiti !! ติดเครื่อง PPP พัฒนาสาธารณูปโภค มูลค่า 7.2 หมื่นล้านบ. ลงทุน 10 ระบบ รองรับศูนย์กีฬา–เมืองอัจฉริยะ มาตรการหนุนสนามบินอู่ตะเภาจ่อเริ่มเร็ว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2569 วันที่ 5 มิถุนายน 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. ความก้าวหน้าดำเนินการพัฒนาในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti กพอ. ได้รับทราบความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินทำให้มีพื้นที่พร้อมพัฒนาประมาณ 6,168 ไร่ การจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรก การออกแบบจัดทำแผนผังการพัฒนา และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการ รวมถึงการเตรียมระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงข่ายถนน และการเตรียมพื้นที่ให้เป็น Landmark แห่งใหม่ เพื่อรองรับศูนย์กีฬานานาชาติที่มีมาตรฐานสากล และศูนย์สันทนาการระดับโลก (World Class Entertainment & Leisure Hub) ซึ่งกพอ.ได้มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

และ สกพอ.พิจารณาเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะดำเนินการต่อไปในลักษณะของโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยทั้งสองหน่วยงานจะจัดทำรายงานวิเคราะห์โครงการและนำเสนอ กพอ. พิจารณาต่อไป

กพอ. ได้เห็นชอบในการกำหนดให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางภายในEECiti เป็นโครงการที่ดำเนินการตามขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (PPP EEC Track) เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ มูลค่าประมาณ 72,042 ล้านบาท อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง  โดย สกพอ. จะเตรียมการจัด Market Sounding เพื่อรับฟังความคิดเห็นและทดสอบความสนใจภาคเอกชน ก่อนนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการ PPP อีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมลงทุนในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะเริ่มพิจารณาผล เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน รวมทั้งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้ ในปี 2571นอกจากนั้น กพอ. ได้เห็นชอบการปรับขอบเขตพื้นที่พื้นที่โครงการ EECiti เพื่อจัดสรรและบริหารแปลงพัฒนาที่เหมาะสมกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการมากยิ่งขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน โดยจะเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาทบทวนมติจากเดิมที่ได้เห็นชอบให้ สกพอ. เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของ สปก. จากจำนวนประมาณ
14,619 ไร่ เป็น จำนวน 14,586 ไร่ ต่อไป

2. มาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเพิ่มเติม (EECa) กพอ. ได้เห็นชอบในการกำหนดมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเริ่มโครงการ EECaได้โดยเร็ว เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าอยู่อาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในพื้นที่ การลด ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่เข้าออกสนามบินอู่ตะเภา การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่าและการโอนอสังหาริมทรัพย์ การกำหนด EECa Visa เพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้าอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่จะพัฒนาขึ้นในโครงการ การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในพื้นที่ EECa ที่จะกำหนดเป็นเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) เป็นต้น

ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นดังกล่าว รวมถึงมาตรการสนับสนุนที่ กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไว้แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายรองรับให้มาตรการทั้งหมดมีผลใช้บังคับโดยเร็วต่อไป

รศ.ดร.กิริยา เศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้บอร์ดปรับแรงงาน!! ปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ เคาะฐานเงินเฟ้อ 2.9% ทุกปี เสนอขยายสาขาเพิ่มความโปร่งใส จี้รัฐช่วยลดภาระ SMEs

หนุนปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ แนะเคาะเพิ่มทุกปีตาม ‘เงินเฟ้อ’ จี้รัฐลดค่าครองชีพ ไม่โยนภาระ SMEs

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางที่ดี แต่ควรอธิบายที่มาตัวเลข 2.9% ที่ใช้เป็นฐานคำนวณให้ชัด พร้อมเดินหน้า “ขยายกลุ่มอาชีพ – ยกระดับความโปร่งใสระบบไตรภาคี - ส่งเสริมการรวมตัวส่งเสียงถึงระดับนโยบาย” ระบุ ขึ้นค่าจ้างตามฝีมือไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ปรับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และต้องไม่โยนให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่รัฐควรช่วยลดค่าครองชีพด้วย

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณ พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ แต่คณะกรรมการค่าจ้างก็ควรชี้แจงถึงหลักเกณฑ์หรือที่ไปที่มาของตัวเลข 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้ในแต่ละสาขาอาชีพ ว่ามาได้อย่างไรด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ สามารถประเมินความเหมาะสมของตัวเลขได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 เพราะตัวเลขเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะช่วยรักษากำลังซื้อของแรงงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานในการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประกอบด้วย

1. การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือของตัวเอง

2. ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตั้งอยู่บนข้อมูลด้านค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพ มากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง ขณะเดียวกัน ควรมีการปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เข้าไปเป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี ฯลฯ

3. ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงของผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องมีความเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ราว 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ของค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ ทั้งสองส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน และในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอดเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำนวณว่าครอบครัวที่อยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรจะต้องมีรายได้ที่อัตราเท่าใดจึงจะสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่ไม่อัตคัดจนเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปมีการใช้เรื่องนี้มากดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เลยว่า หากมีการจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็อาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไม่ควรโยนภาระเรื่องการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระของ SMEs เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการช่วยลดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

“ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์” ขยายที่ไทย!! จับมือ GPS2GO เสริมแกร่งตลาด ขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรในไทย ผสานแพลตฟอร์มระดับโลกและท้องถิ่น ผลักดันโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะทั่วอาเซียน

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ปักหมุดอาเซียน ประกาศซื้อกิจการ GPS2GO ในไทย

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) ประกาศเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ชั้นนำของไทยอย่าง GPS2GO โดยเป็นความเคลื่อนไหวในทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาค

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานปฏิบัติงานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โซลูชันเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนทีมงานในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดรากฐานธุรกิจเดิมของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ในตลาดไทย ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขาย

ไทยมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรายใหญ่ครอบคลุมทั้งรถบรรทุก รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการที่ลูกค้าหลายรายของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ การดูแลพื้นที่โดยตรงจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในกลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ คุณหทัยชนก ลีฬหาทร จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO ควบคู่กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ อย่างมั่นคงในเฟสต่อไป

“การขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่บนแผนที่ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดด้วยทีมงานในพื้นที่ ในตลาดยานยนต์ที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค” คุณสตีฟ ซีโอลิส (Steve Siolis) ซีอีโอของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ กล่าว “การจับมือกับ GPS2GO เปิดโอกาสให้เรานำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในท้องถิ่น มาหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา เพื่อมอบโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะให้แก่กลุ่ม OEM และลูกค้าระดับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค”

“ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตของ GPS2GO ในเฟสต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างแข็งแกร่งในไทย มาต่อยอดเพื่อดูแลสนับสนุนลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณหทัยชนก ลีฬหาทร ผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO กล่าว “การผสานองค์ความรู้ที่เราศึกษามาอย่างเจาะลึกในตลาด เข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ทำให้เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมยึดมั่นในรากฐานอันแข็งแกร่งในระดับสากล”

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขยายระบบนิเวศ e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ นั้นหลอมรวมระบบเทเลเมติกส์ ฮาร์ดแวร์ IoT ระบบเครือข่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะบนคลาวด์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับโปรแกรมของผู้ผลิต OEM การบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ ตลอดจนระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา โดยยังคงเดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล ด้วยการเข้าซื้อกิจการและการจับมือเป็นพันธมิตรในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์อัจฉริยะที่มีความเชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในตลาดหลัก ๆ ทั่วโลก

“ญี่ปุ่น” ย้ายซ้อมบอลโลก!! ย้ายสนามซ้อมหลังสนามเดิมแย่ เตรียมตัวชิงชัยฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ตูนีเซีย แคมป์หลักที่แนชวิลล์พร้อมรับทีมซามูไร

ญี่ปุ่น ได้ทำการย้ายสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สภาพสนามซ้อมที่แรกของพวกเขาในเม็กซิโกนั้นแย่มาก

ญี่ปุ่น ทีมดังจากเอเชีย จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในกลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ ตูนีเซีย

โดยเริ่มแรกทีมซามูไรบลู ได้ทำการฝึกซ้อมที่สนามซ้อมของสโมสรติเกรส ทีมดังในลีกเม็กซิโก แต่ปรากฎว่าสภาพของสนามนั้นแย่มาก ทั้งเป็นหลุมและไม่เรียบ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และเมื่อมีคนเผยคลิปการซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นนั้น ทางโซเชียลมีเดียของเม็กซิโกก็พากันออกมาวิจารณ์ถึงสนามซ้อมของติเกรสกันอย่างหนัก

และล่าสุดอีเอสพีเอ็นรายงานว่าทางทีมชาติญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายแคมป์ซ้อมไปใช้สนามเอล บาร์เรียลของสโมสรมอนเตอร์เรย์แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้แคมป์ซ้อมอย่างเป็นทางการของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่แนชวิลล์ ซึ่งพวกเขาจะเดินทางไปถึงที่นั่นในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10271100


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top