Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

กองทุนอนุรักษ์ฯ ดันงบปี 69 จัดสรร 7,500 ล้านหนุนพลังงานสะอาด ตั้งเป้าระบบพลังงานกว่า 55,000 ระบบ เน้นลดค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน รองรับชุมชน เกษตร และภาครัฐทั่วประเทศ

กองทุนอนุรักษ์ฯ กำกับงบลงทุนปี 69
หนุนโครงการช่วยลดค่าครองชีพ–เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน

ส.กทอ. เผยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2569 มีกรอบสนับสนุนกว่า 7,500 ล้านบาท คาดว่าสามารถวางระบบพลังงานได้มากกว่า 55,000 ระบบ มีขนาดติดตั้งมากกว่า 33,000 กิโลวัตต์ โดยเน้นโครงการที่สร้างประโยชน์โดยตรงต่อสาธารณชน ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและครัวเรือนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ตลอดจนสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีกรอบเงินสนับสนุน 7,500 ล้านบาท โดยเบื้องต้นมีโครงการที่ผ่านการพิจารณารวม 55,058 ระบบ ขนาดติดตั้งรวม 33,968 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุนประมาณ 60%ของกรอบวงเงิน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถนำพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานไปสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน


สำหรับโครงการที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้จากงบประมาณปี 2569 ได้แก่ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและบ้านอยู่อาศัยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง จำนวน 47 พื้นที่ รวม 8,932 ระบบ ขนาดติดตั้งประมาณ 5,707 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุน 628 ล้านบาท ขณะที่การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรโดยร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงทั้งระบบสูบน้ำผิวดินในพื้นที่ภัยแล้วและระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ได้รับการสนับสนุนจำนวน 12 โครงการ จำนวนกว่า 1,200 ระบบทั่วประเทศ วงเงินรวมประมาณ 658 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในการประกอบอาชีพและเพิ่มประสิทธิ ภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรและสาธารณูปโภค


นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังสนับสนุนโครงการด้านพลังงานในกลุ่มโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผู้ประกอบการ โรงงานและอาคาร รวมถึงภาคธุรกิจ การสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานการสนับสนุนในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนโครงการด้านพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ ครอบคลุมทั้งมิติการลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว

“หลักสำคัญของการจัดสรรทุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนั้น มุ่งหวังที่จะทำให้เงินกองทุนฯ ที่สนับสนุนให้แก่โครงการต่างๆ สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และสร้างประสิทธิภาพให้กับชุมชน ภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ทุกบาทของกองทุนฯเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างคุ้มค่า” นายรัฐฉัตร กล่าวในตอนท้าย

‘อนุทิน’ ยันยังไม่มีรายงานสหรัฐฯ!! ปฏิเสธข่าวสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำความมั่นคงไม่เกี่ยวดีลภาษีการค้า คุยด้านความมั่นคงล้วน ไม่แตะประเด็นการค้า ยืนยันเจรจาการค้าเดินตามกรอบเดิม

นายกฯ ปฏิเสธสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำแยกความมั่นคงออกจากการค้า

วันนี้ (14 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข่าวสหรัฐอเมริกาเตรียมตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องต่อรองการเจรจาภาษีกับสหรัฐเมื่อวานนี้ นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ฝ่ายนโยบาย เข้าพบ แต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ เนื่องจากการเจรจาภาษีเป็นประเด็นด้านการค้า ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารเป็นอีกส่วนหนึ่ง รัฐบาลจะไม่นำมาเกี่ยวข้องกัน

สำหรับข้อสงสัยว่าต้องแยกประเด็นความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแนวทางดังกล่าวมาตลอด สังเกตได้จากการพูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีประเด็นเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะดำเนินไปตามห้วงเวลาปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาหลายสิบปี และไม่ทราบถึงที่มาของกระแสข่าวดังกล่าว
การรายงานความคืบหน้าเรื่องเจรจาต่อรองภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประชุมร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์เพื่ออัปเดตข้อมูล ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปตามกรอบเวลาที่คณะเจรจากำหนดไว้

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/943957748736411/?rdid=7LIREfSUlXohPmTM#

กบง. ลดราคาดีเซล!! เห็นชอบลดราคาดีเซล 2.40 บาท ต่อเนื่อง 31 วัน เริ่ม 16 ส.ค. 69 นำผลประโยชน์ส่วนเกิน 4.4 พันล้านมาใช้ บรรเทาค่าครองชีพ ชูความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4.4พันล้าน
ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน
มีผล 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่
11 สิงหาคม 2569 ที่มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท

โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ เปิดเผยในรายละเอียดว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่คงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติม โดยเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินที่นำมาใช้เป็นส่วนลดประมาณ 4,475 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกันภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr

“อินฟอร์มา” ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวใหม่!! ผนึกภาคธุรกิจจัดงานใหญ่รวม 4 งาน ดันยุทธศาสตร์ "Value over Volume" ททท. เชื่อมโยงนวัตกรรม-บริการครบวงจร ดึงผู้ประกอบการ 3 หมื่นเข้าร่วมกิจกรรม

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว-บริการ
จัด Food & Hospitality Thailand 2026
เชื่อม 4 งานใหญ่ สร้างโอกาสธุรกิจครบวงจร

ทิศทางการท่องเที่ยวไทยกำลังปรับจากการเน้น "ปริมาณ" สู่ "คุณภาพ" ตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume’ ของภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการต้องเร่งปรับตัว ล่าสุด อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ องค์กร และสมาคมธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการ ประกาศความพร้อมจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อม 3 งานร่วม ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand, HOTELEX Thailand และ Agri Plus Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป - ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Value over Volume’ มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ อีเวนต์ระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Longevity) การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.5–1.55 ล้านล้านบาท

การที่ภาครัฐกำลังปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทย เป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องยกระดับสินค้าและบริการให้ทันเช่นกัน ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพร้อมที่จะเป็นเวทีกลางในการเชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารและบริการเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด "All Sectors, One Destination" ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมงานนอกจากจะได้พบการจัดแสดงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียม นวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 8 โซนสินค้า แล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การแข่งขัน สัมมนา และเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาหาร และบริการอีกด้วย
นอกจากนั้นความพิเศษของงานฯ ในปีนี้ คือ การมีงานระดับนานาชาติและระดับประเทศมาจัดร่วมกับงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมกันถึง 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ สิ่งอำนวยความสะดวก สปา สิ่งทอและการทำความสะอาด การออกแบบตกแต่งอาคาร โรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันของภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ครัว บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์การบริการ ฯลฯ โดยปีนี้มีโซนใหม่ที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ หม้อไฟ เบเกอรี่ ชา ขนมหวาน ฯลฯ และ Agri Plus Expo โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่ร่วมจัดกับงานนี้เป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ทำให้คาดว่าการจัดงานปีนี้ฯ จะดึงดูดผู้ประกอบการชาวไทยและภูมิภาคเข้าร่วมงานได้มากกว่า 30,000 คน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร และบริการให้เข้ามาเยี่ยมชมการจัดงานในครั้งนี้

ด้านพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานฯ ภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรักษาอันดับความนิยมในใจนักท่องเที่ยว แต่คือการรักษาระดับรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลดลง ผู้ประกอบการโรงแรมต้องยกระดับมาตรฐานพร้อมสอดแทรกอัตลักษณ์ไทยเข้าไปในทุกมิติ ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงการบริการจากบุคลากร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยเหนือกว่าคู่แข่ง สำหรับการร่วมจัดงานกับ Food & Hospitality Thailand 2026 ครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ AHRA Seminar 2026 โดยได้รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน ในหัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” พร้อมสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย

ด้านธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันสมาคมฯ กำลังร่วมกับภาครัฐผลักดัน “โครงการเส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ส่งเสริมคุณค่าด้านสุขภาพ ความหลากหลายของเมนูและรสชาติ พร้อมผลักดันให้ “ข้าวแกงไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก สำหรับการร่วมจัดงาน “Food & Hospitality Thailand 2026” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้อัปเดตองค์ความรู้ เทรนด์ และประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยสมาคมฯ ได้มีการเตรียมจัดกิจกรรมในหัวข้อ “เส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” และ “อนาคตข้าวแกงไทยในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองให้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ

ด้านภาคธุรกิจค้าปลีก นายณัฐ วงศ์พานิช นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกับ Food & Hospitality Thailand เห็นพัฒนาการของงานเติบโตขึ้นในทุกมิติ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุคที่โลกของ Food Retail เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องปรับตัวด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ระบบ Smart Supply Chain นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ระบบชำระเงินแบบ Omnichannel และแนวคิด ESG ดังนั้นในปีนี้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “Next-Gen Retail Masterclass 2026: ถอดสูตรลับ AI, Space Management และ Merchandising กลยุทธ์ที่จะพลิกโฉมค้าปลีกยุคใหม่เติบโตยั่งยืน” โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัล, สยามพิวรรธน์, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ซีพี แอ็กตรา มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในการหานวัตกรรม และเป็นเวทีให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใน Ecosystem เดียวกันอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

“อีซี่มันนี่” เดินหน้าโครงการ "แว่นบุญ" ผนึกภาครัฐ-เอกชน มอบแว่น 600 ชิ้นถึงชุมชน นครปฐมเป็นพื้นที่นำร่อง ขยายโครงการสู่ต่างจังหวัด

อีซี่มันนี่ ผนึกภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าโครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2
มอบแว่นสายตาแก่ประชาชน 600 คน ขยายโอกาสการมองเห็นสู่ชุมชนไทย

อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคม "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ได้แก่ แว่นท็อปเจริญ, CU20 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 20) และเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ร่วมตรวจวัดสายตาและส่งมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนและเยาวชนรวม 600 คน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของอีซี่มันนี่ในการสร้าง "โอกาส" ให้กับผู้คนในหลายมิติ ไม่เพียงผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในด้านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะบริษัทเชื่อว่าการสร้างโอกาสที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมครั้งแรก พร้อมยกระดับความร่วมมือด้วยการขยายเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดสายตาและแว่นสายตาที่มีคุณภาพ โดยในปีนี้ อีซี่มันนี่ แว่นท็อปเจริญ และ CU20 ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ได้รับแว่นสายตาจำนวน 300 คน จาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ขณะเดียวกัน เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมคัดเลือกผู้รับแว่นสายตาเพิ่มเติมอีก 300 คน จากโครงการ "แว่นตาเพื่อน้อง" ทำให้โครงการ "แว่นบุญ" ครั้งที่ 2 สามารถส่งมอบแว่นสายตาให้ แก่ประชาชน และเยาวชนรวมทั้งสิ้น 600 คน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงการสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก สะท้อนพลัง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับการเข้าถึงการดูแลสายตาของประชาชน

นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป กล่าวว่า "เราดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โครงการแว่นบุญ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านสังคมที่อีซี่มันนี่ กรุ๊ป มุ่งมั่นเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่นว่า “โอกาสในการมองเห็น คือจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้ในชีวิต” ซึ่งการมีสายตาที่ดีไม่เพียงแต่ เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับจังหวัดนครปฐม ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในการขยายโครงการนี้สู่ภูมิภาค โดยอีซี่มันนี่มีแผนต่อยอดโครงการไปยังอีก 2 จังหวัดภายในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสายตาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างทั่วถึง และเราจะยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว

จากความสำเร็จครั้งแรก อีซี่มันนี่ กรุ๊ป จึงได้ต่อยอดและยกระดับโครงการแว่นบุญ ครั้งที่ 2 ให้ครอบคลุม พื้นที่และเข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยจัดกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาจำนวน 2 วัน ได้แก่
วันที่ 3 และ 4 สิงหาคม 2569 ตั้งเป้าหมายให้บริการวันละ 300 คน รวม 600 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”

ด้าน นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า "การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่นับเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ด้วยโอกาสจำนวนมากที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงกลุ่มน้องนักเรียนที่ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ซึ่งหากได้รับบริการจัดหาแว่นตาที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีสุขภาพสายตาที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียนและพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและจัดหาแว่นตาถือเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง”

โครงการ "แว่นบุญ" เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของอีซี่มันนี่ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบริษัทเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการเงินหรือโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และพร้อมเดินหน้าสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

มธ.ลุยบำบัดยาเสพติด!! ใช้สมุนไพรรักษาแอมเฟตามีนได้ผล โปรแกรม 9 วัน ล้างพิษยา 100% อย่างปลอดภัย ลดภาระระบบบำบัดที่ต้นทุนสูงและพึ่งพายานำเข้า เตรียมขยายผลทั่วประเทศ พร้อมตั้งสถาบันเฉพาะทาง

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า!
ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า)

ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง

“ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น”

ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน

แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่


ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ

สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ 2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ

“ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว

ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก

กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว

“สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ

นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้

“โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม

ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย

รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น

ผบ.ฉก.44 ตรวจเข้ม!! ปักหมุดทุ่งยางแดงกวาดล้าง ลุยแผน 6914 สันติสุขปัตตานี กำชับชุดจรยุทธ์สนับสนุนเต็มกำลัง เน้นความสงบประชาชนพื้นที่เสี่ยง

ผบ.ฉก.ทพ.44 ลงพื้นที่เดือด!
ตรวจเข้ม "ชป.จรยุทธ์" ลุยแผนปัตตานีสันติสุข 6914
ปักหมุดทุ่งยางแดง กวาดล้างให้สิ้นซาก!

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.
พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 พร้อมด้วย ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการ และผู้บังคับกองพันในพื้นที่ ลุยตรวจเยี่ยม หน่วยเฉพาะกิจพันรบที่ 4 ที่เข้าสนับสนุนภารกิจอย่างเต็มกำลัง

พร้อมให้คำแนะนำและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธการปัตตานีสันติสุข 6914 ในห้วงวันที่ 9 - 13 สิงหาคม 2569 โดยจัดกำลังพลรวม 8 ชุดปฏิบัติการ ปฏิบัติภารกิจเข้มข้น ณ ตำบลน้ำดำ และตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เพื่อความสงบสุขของประชาชน!

ที่มา : https://www.facebook.com/61577912453569/posts/122187273440930415/?rdid=tORx5600gQMrVIX0#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top