Tuesday, 21 July 2026
NEWS FEED

“สวนนงนุชพัทยา” พร้อมรับงานใหญ่!! กระทรวงศึกษาฯ ร่วมยกย่องบุคคลดีเด่น ในงานประชุมใหญ่สภาผู้ปกครองและครูฯ ปี 2568 สวนนงนุชพัทยาชูมาตรฐาน TMVS รองรับงานประชุมระดับชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ณ ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา รองรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

สวนนงนุชพัทยา โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (Nong Nooch Pattaya International Convention and Exhibition Center : NICE) จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครองจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ภายในงานจัดการประชุมสัมมนาวิชาการ พร้อมพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานดีเด่น โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัล

การเลือกใช้ศูนย์ประชุม NICE เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับงานประชุมและกิจกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ โดยศูนย์ประชุมได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ยืนยันถึงคุณภาพและความพร้อมตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ประชุม NICE มีศักยภาพในการรองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ พื้นที่จอดรถรองรับได้มากกว่า 1,000 คัน ระบบภาพและเสียงมาตรฐานสากล จอ LED ขนาดใหญ่ภายในฮอลล์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-Fi) ครอบคลุมทุกพื้นที่ พื้นอาคารที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รวมถึงความพร้อมด้านการจัดเลี้ยงและบริการอาหารทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของสวนนงนุชพัทยา แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งผสานความงดงามของสวนพฤกษศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรไว้ในพื้นที่เดียว ช่วยยกระดับประสบการณ์การประชุมสัมมนาให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

'พาณิชย์' ดันพื้นที่ดิจิทัล!! ชูสุดยอดชุมชนออนไลน์ ช้อปฟิน 4 ภูมิภาคที่งาน OTOP Midyear จัดไลฟ์สดร่วมกับ Influencer ดัง สร้างรายได้ฐานราก-ขยายตลาดออนไลน์

อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ที่นี้สิ “Digital Village @ OTOP Midyear 2026” คัดมาแต่ตัวท็อป ช้อปฟินที่งานนี้เท่านั้น!

การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไทย ด้วยการคัดเลือกสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบ “Best of Digital Village” จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาดออนไลน์ เข้าสู่เวทีงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการชุมชนไทยที่สามารถปรับตัวสู่โลกดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ด้วยอัตลักษณ์ของสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน จะได้พบกับบูธสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: วิสาหกิจชุมชนมาโซต้าช็อกโกแลต จังหวัดตาก/ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก: วิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาระยอง จังหวัดระยอง /ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟื้นฟูอาชีพแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม และภาคใต้: วิสาหกิจชุมชนชาวนาเมืองลุงพัฒนา จังหวัดพัทลุง และอีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษ คือ การไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อช่วยสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้างของชุมชนร่วมกับ Influencer ชื่อดัง อาทิ “SEEDAA THEVILLAIN” และ “ยามหมูปิ้ง” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน แนะนำสินค้าเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์สินค้าของแต่ละชุมชนแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงการตลาดออนไลน์ เข้ากับการจัดงานแบบออฟไลน์ อันจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างการรับรู้สินค้าของชุมชน และเพิ่มโอกาสช่องทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนในวงกว้าง

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกซื้อสินค้าในงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้าน แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้นแล้ว ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กรมขอเชิญชวนให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบจาก

4 ภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้คัดสรรสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนมาอย่างดี ในงาน OTOP Midyear 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 นี้

สุยโจว จัดพิธีใหญ่!! รำลึกจักรพรรดิเหยียน ต้นกำเนิดเกษตรและแพทย์จีน พิธีเคร่งครัดตามมรดกชาติ ชาวจีนนอกแผ่นดินร่วมงานอบอุ่น

เมืองสุยโจวจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง "จักรพรรดิเหยียน" ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า "เสินหนง" หรือ "เทพกสิกร"

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ "เปียนจง" หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ที่มา: คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

‘อ.อุ๋ย’ ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว”!! สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport ย้ำอำนาจรัฐมนตรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โครงการพันล้านต้องกำกับเข้ม ชี้ไม่ก้าวก่ายราชการ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

อ.อุ๋ย ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว” สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport

19 มิถุนายน 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เมื่อผมเห็นข่าวว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ และได้เชื่อมั่นตามคำยืนยันของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นั้น

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย คำชี้แจงดังกล่าวก็มีส่วนที่ถูกต้องอยู่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดผู้ชนะการประมูล ล็อกสเปก หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 186 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือโดยมิชอบ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ยังได้วางหลักพื้นฐานของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การดำเนินการในรายละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การพิจารณาข้อเสนอ และการตรวจรับพัสดุ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่อาจเข้าไปดำเนินการแทนข้าราชการประจำ มิได้หมายความว่ารัฐมนตรีจะปราศจากหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงของตน เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนและระบบรัฐสภาอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ” กับ “การกำกับดูแลราชการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ภายใต้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 รัฐมนตรีมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงของตน มีหน้าที่กำกับราชการของกระทรวงให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารราชการของกระทรวงนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่กรรมการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ และไม่ใช่กรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาทางการเมืองของกระทรวง รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่ติดตามโครงการสำคัญ บริหารจัดการความเสี่ยง และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินในระดับพันล้านบาท หากปรากฏข้อทักท้วง ข้อสงสัย หรือข้อพิรุธที่มีน้ำหนักเพียงพอ รัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เพียงด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องของข้าราชการประจำทั้งหมด 

เพราะในทางกฎหมายมหาชนย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการตามสมควรเพื่อป้องกันหรือระงับความเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนในกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ตามโครงการรับจำนำข้าวในอดีต แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายจะต่อสู้ว่ารายละเอียดการดำเนินงานเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการและข้าราชการประจำ 

แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะมิได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการในทางเทคนิค หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนรับรู้หรือควรรับรู้ถึงความผิดปกติ และมิได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย

ทั้งนี้ หากในข้อเท็จจริงของกรณีใดปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ แต่กลับจงใจเพิกเฉยหรือละเว้นไม่ดำเนินการทั้งที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมายในประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีไป

ในต่างประเทศ หลักการเดียวกันก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นกล่าวถึงคือกรณีของ Alain Carignon (อาแล็ง การีญง) อดีตรัฐมนตรีของฝรั่งเศสและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรอนอบล์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีสัมปทานน้ำที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์และการทุจริต แม้การดำเนินงานในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ท้ายที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่อาจใช้สถานะของข้าราชการประจำเป็นเกราะกำบังความรับผิดได้

บทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศจึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายมหาชนว่า การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ มิใช่การตัดขาดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลราชการ

ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” เสมอ รัฐมนตรีอาจไม่ต้องรับผิดในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงของตนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือปัดความรับผิดชอบทางการเมืองออกไปได้เพียงเพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียด

เพราะสาระสำคัญของการเป็นเสนาบดีในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงการใช้อำนาจ แต่คือการพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอยากได้แค่อำนาจแต่วิ่งหนีความรับผิดชอบ ก็ไม่สมควรนั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อไป !

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=992319183782297&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=OgJDFSvtG29XGEfO#

GISTDA ร่วมยินดี CUSAT จุฬาฯ ชนะโครงการ KiboCUBE จากผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมมือข้ามสาขาวิชาจากสองมหาวิทยาลัย เน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและศึกษา

GISTDA ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของนิสิตจากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ จุฬาฯ (Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club) หรือ CUSAT ที่ได้รับการประกาศให้เป็น “Awardee” ในโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ซึ่งเป็นโครงการอวกาศระดับนานาชาติ จากผู้สมัครมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โครงการ KiboCUBE เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ การประกาศผลอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภายในงาน COPUOS 2026 Side Event ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ความสำเร็จในครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีการทำงานร่วมกันแบบข้ามสาขาวิชา ทั้งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ ทีม CUSAT เริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite 2024 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จากนั้นได้ส่งข้อเสนอโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ผ่านการให้คำปรึกษาจาก GISTDA กระบวนการคัดเลือกรวมถึงการปรับปรุงผลงานอย่างเข้มข้นจนผ่านเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมชนะเลิศในที่สุด

ทีม CUSAT ได้พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของชมรมฯ ร่วมกับ GISTDA ภายใต้ชื่อ “CUSAT-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมคิวบ์แซตขนาด 1U โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2028 ภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่
-การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
-การตรวจจับร่องรอยการเผาพื้นที่เกษตรจากภาพถ่ายดาวเทียม
-การสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเสียหายทางการเกษตร และติดตามปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง

นอกจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ CUSAT-1 ยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการพัฒนาระบบที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาสามารถเข้าถึงการควบคุมดาวเทียมจริง รับข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โครงการนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านอวกาศของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445489294284269&id=100064696360794&rdid=oc95uazUQcLuCgHY#

"TPQ!" ผนึกภาคีเครือข่าย จัดอบรม "พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว" THAILAND TOURISM SKILL LAB "ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมกักษะด้านการท่องเกี่ยว" ยกระดับสมรรถนะบุคลากรในจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นทักษะบริการ เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด ติวเข้ม 2 วันติด ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชน ชูทักษะการบริการ-เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” หรือ “TPQI” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น ตั้งเป้าขับเคลื่อนกิจกรรมครอบคลุม 10 จังหวัดเป้าหมายใน 4 ภูมิภาค รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(14-15 มิถุนายน 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน และ นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวรายงานและชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการฯ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

กิจกรรมทั้ง 2 วัน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีบทบาทในเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ให้มีทักษะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถพัฒนาสินค้า บริการ ประสบการณ์ท่องเที่ยว และการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการสร้าง Influencer/KOL ด้านการท่องเที่ยว/ด้านการจัดการความยั่งยืน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวด้านอาหาร การเล่าเรื่องท้องถิ่น การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงในอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีจุดเด่นด้านการผสมผสานเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติเชิงเกษตร ส่วนพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดร้อยเอ็ด มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งวัด โบราณสถานประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวอีสาน โดดเด่นด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม และมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่

“ทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และคุณสมบัติตรงตามเป้าหมายของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อีกทั้งยังมีชุมชนเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มอาชีพที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจของตนเองได้” นายพิริยพงศ์ กล่าว

ด้าน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ณฐา กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหาร ศิลปะ ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพสามารถพัฒนาตนเองตามมาตรฐานอาชีพ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และสามารถนำความรู้ความสามารถไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนต่อไป

“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับองค์ความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ สร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรมในวันแรก (14 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากําลังคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้มาตรฐานอาชีพในสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นกรอบแนวทางในการดําเนินงาน โดยมีตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองเข้าร่วมจำนวน 100 คน มีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” และ “ดูแลนักท่องเที่ยวให้ประทับใจและปลอดภัยในชุมชน” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Storytelling เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่าน Workshop การทำเครื่องดื่มท้องถิ่น และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

กิจกรรมวันที่สอง (15 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร สาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 100 คน มีการบรรยายหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” และ “การจัดการสถานที่ประกอบอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “การออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” ในรูปแบบ Workshop & Presentation และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

สำหรับโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” มุ่งนำเสนอผ่านภาพจำของ THAILAND TOURISM SKILL LAB หรือ “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” โดยใช้พื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเป็นห้องเรียนจริง ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทดลองออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว และต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า

เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนให้มีทักษะตามมาตรฐานอาชีพด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาผู้สื่อสารท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนได้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ชุมชนนำทักษะด้านการบริการ การเล่าเรื่อง อาหารท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ ไปต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้กำหนดแผนออกพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 10 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top