มาดูกัน!!
ชื่อเรียกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเอเชีย เรียกอะไรกันบ้าง?
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=122304859028222081&set=a.122179531664222081
ชื่อเรียกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเอเชีย เรียกอะไรกันบ้าง?
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=122304859028222081&set=a.122179531664222081
กองทัพเรือเดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” สกัดผู้นำพาลักลอบข้ามแดนพื้นที่จันทบุรี
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จัดกำลังลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ฐานปฏิบัติการยูคาถึงบริเวณสระหลวง ใกล้ป่าระเบิด จังหวัดจันทบุรี ตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการเฝ้าระวังการลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีบุคคลรวม 4 คน ในลักษณะต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน พร้อมบุคคล 2 คน ได้แก่ ชายไทยอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้นำพา และชายชาวกัมพูชาอายุ 41 ปี ซึ่งมีเอกสารแสดงตนแต่หมดอายุ ส่วนรถจักรยานยนต์อีกคันพร้อมบุคคลที่โดยสารมาสามารถหลบหนีไปได้
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชาให้ไปรับชาวกัมพูชา 2 คน เพื่อนำไปส่งบริเวณสามแยกจางวาง โดยได้รับค่าจ้างคนละ 1,300 บาท ขณะที่ชายชาวกัมพูชาให้การว่า เดินทางมาจากกุมเรียง ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำในสวนลำไยบริเวณจางวาง เนื่องจากต้องการหนีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศกัมพูชา โดยเสียค่าเดินทาง 8,000 บาท และเดินทางมาพร้อมบุตรสาวอายุ 13 ปี ซึ่งโดยสารมากับรถจักรยานยนต์อีกคันที่หลบหนีไปได้
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุตรสาวอายุ 13 ปีที่เดินทางมาด้วย ทั้งนี้ การควบคุมตัวและส่งมอบได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด
โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและขบวนการรับจ้างนำพา โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง
“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล โปรสาวมือ 2 ของโลก โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในรอบสุดท้าย หวดวันเดียว 8 อันเดอร์พาร์ 64 ก่อนจบด้วยสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 แซงคว้าแชมป์กอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ รายการ เดอะ สแตนดาร์ด พอร์ตแลนด์ คลาสสิก ที่สนามโคลัมเบีย เอดจ์วอเตอร์ คันทรี คลับ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา
รายการนี้ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 66 ล้านบาท แข่งขันระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม โดย อาฒยา ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายในฐานะผู้ตามหลัง “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ผู้นำอยู่ 2 สโตรก แต่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บ 8 เบอร์ดี้ เสีย 2 โบกี้ จบวันที่ 8 อันเดอร์พาร์ 64 ทำสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่
ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นแชมป์รายการที่ 10 ในอาชีพของ อาฒยา และยังทำให้เธอกลายเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการนี้ ต่อจาก “เม” เอรียา จุฑานุกาล และ “พราว” ชเนตตี วรรณแสน อีกทั้งยังเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ในช่วง 5 ปีหลังสุดที่ได้ชูถ้วยแชมป์พอร์ตแลนด์ คลาสสิก
ขณะที่ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ซึ่งเป็นผู้นำหลังจบรอบสองและรอบสาม ทำเพิ่ม 5 อันเดอร์พาร์ 67 ในรอบสุดท้าย จบด้วยสกอร์รวม 21 อันเดอร์พาร์ 267 คว้ารองแชมป์ร่วมกับ “พราว” ชเนตตี วรรณแสน ที่ระเบิดฟอร์มร้อนแรงในรอบสุดท้าย หวดถึง 9 อันเดอร์พาร์ 63 ก่อนจบสกอร์รวม 21 อันเดอร์พาร์ 267
ส่งผลให้ศึกพอร์ตแลนด์ คลาสสิกปีนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่นักกอล์ฟสาวไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ อาฒยา ที่เร่งเครื่องในรอบสุดท้ายจนสามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็นฝ่ายตาม กลับมาคว้าแชมป์ได้อย่างสุดระทึก
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1537371951763903&set=a.620111833489924
สำหรับประเด็นที่ปรากฎเป็นข่าวใน Social Network ว่ามีพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาลไปคอมเมนท์ใน
Facebook ด้วยข้อความไม่เหมาะสม โรงพยาบาลได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า บุคลากรดังกล่าว ทั้งพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ไม่ใช่บุคลากรของโรงพยาบาลขอนแก่น
โรงพยาบาลขอนแก่นขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้ทบทวนระบบการให้บริการ
พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1370866735114012&id=100065720940125&rdid=LdVcTYQa2zAomksr#
รัฐบาลจับมือพันธมิตรน้อมนำโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เดินหน้าสร้าง “สวนสาธารณะ 2 ชั้น” หรือ “สวนลอยฟ้า” เชื่อมต่อระหว่าง “ภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์แล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ควบคู่ไปกับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศาลาการประชุมภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานราชการและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และป้อมมหากาฬ เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ต่อส่วนรวม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการออกแบบ เขียนแบบ รูปแบบการพัฒนาสวน โดยทาง ปตท. จะเป็นผู้ประสานหลักในการเขียนแบบที่มีความชำนาญในด้านนี้ โครงการนี้ได้รับความกรุณาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร อนุญาตให้ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร โดยจะสร้างเป็นสวน 2 ชั้น พร้อมทั้งนำต้นไม้ของแต่ละจังหวัดมาปลูกตกแต่งทำให้เป็นสวนที่ร่มรื่น สวยงาม และจะทำพื้นที่ริมคลองซ่อมแซม และปรับปรุงคลองให้สวยงามขึ้นต่อไป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้ มีจุดขาย มาตกแต่งเพิ่มเติม ให้มีความสวยงาม สร้างภูมิทัศน์ที่ทำให้คนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยว เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนไทยด้วยกัน ซึ่งตนได้แต่งตั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ให้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในนามของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร กล่าวสัมโมทนียกถา ว่า ได้ดูภาพการทำงานของโครงการฯนี้แล้ว ชื่นใจ เป็นโครงการฯที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ทางวัดสระเกศราชวรวิหาร มีความยินดีให้ความร่วมมือในการร่วมงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม เจริญพร
นอกจากนี้ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ยังเสนอแนวทางให้เชื่อมต่อถึงวัดราชนัดดารามวรวิหาร ซึ่งมีโลหะปราสาท เพื่อประกอบทัศนียภาพที่งดงามยิ่งขึ้น
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า บริเวณนี้จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ กทม. เนื่องจากมีรถไฟฟ้า 2 สายมาบรรจบกัน อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อ รถ-ราง-เรือ เป็นแลนด์มาร์ก ของ กทม. โดยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า จะมีส่วนร่วมออกแบบ บูรณาการความสำเร็จ ร่วมมือ ร่วมใจกัน
ด้าน พลตรี ปริญ รื่นภาควุฒิ ประจำราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปรึกษาโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เปิดเผยว่า โครงการนี้จะใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายทหาร ในอนาคตจะมีการพัฒนาคุณภาพน้ำในคลองให้กลับมาใสสะอาดยิ่งขึ้น ดีขึ้นตามลำดับ
สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และป้อมมหากาฬ หรือ “โครงการสร้างสวนสาธารณะ (สวนลอยฟ้า) เชื่อมป้อมมหากาฬ และภูเขาทอง” ตั้งอยู่ที่แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีส่วนของเนื้องาน ประกอบด้วย ก่อสร้างสวนลอยฟ้า 4,500 ตารางเมตร ปรับปรุงสะพานมหาดไทยอุทิศ 1 งาน และปรับปรุงสวนสาธารณะ 1 ไร่
โครงการสวนลอยฟ้า เชื่อมป้อมมหากาฬ-ภูเขาทอง ดำเนินการสร้างภายใต้แนวคิด “จากการป้องกันสู่ศรัทธา” โดยออกแบบเชื่อมโยงเรื่องราวของพื้นที่ จากอดีตเชิงป้องกันของป้อมมหากาฬ สู่ปลายทางแห่งศรัทธาที่ภูเขาทอง ผ่านประสบการณ์เดินชมสวนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเส้นสายที่แข็งแรง สู่บรรยากาศที่สงบ นุ่มนวล และร่วมสมัย
โครงการสวนลอยฟ้าฯ แบ่งพื้นที่เป็น 6 โซนหลัก ๆ ได้แก่
โซน 1 คลองรอบกรุง : จุดเริ่มต้นของเส้นทาง เล่าเรื่องราวการขุดคลองรอบกรุงเพื่อป้องกันประเทศ
โซน 2 กำแพงเมือง : แนวกำแพงและลานทางเดิน สะท้อนเรื่องราวการป้องกันของป้อมมหากาฬ
โซน 3 หัวเรือ : ลานน้ำและพื้นที่กิจกรรม สะท้อนบทบาทการค้าขายและการแลกเปลี่ยน
โซน 4 วัฒนธรรม : พื้นที่ลานกิจกรรมและองค์ประกอบเชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงผู้คนกับประวัติศาสตร์และชุมชน
โซน 5 ความสงบ : สวนร่มรื่นและมุมพักผ่อน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายกายและใจ
โซน 6 ทางเดินแห่งศรัทธา : ทางเดินโค้งเชื่อมต่อสู่พื้นที่ศรัทธา พาใจค่อย ๆ เข้าสู่ความหมายชีวิต
ขณะที่วัสดุและองค์ประกอบในการตกแต่งสวนลอยฟ้าเบื้องต้นนั้นก็มีหลากหลาย อาทิ ต้นไม้ น้ำ กระจก พื้นไม้ อิฐแดง และสแตนเลส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ และทางลาดอารยสถาปัตย์ สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุอีกด้วย
สำหรับโครงการโครงการสวนลอยฟ้า เชื่อมป้อมมหากาฬ-ภูเขาทอง นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันวาระเจริญพระชนมายุ 100 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยการทำงานใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็น “บุญใหญ่” และเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง
ที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9690000080601
เรื่องดีๆ พี่ไม่อยากรู้อยู่คนเดียว
ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 38 ประจำปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 9 - 16 สิงหาคม 2569 ณ กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน
ที่ปีนี้คว้าเหรียญรางวัลกลับมาทุกคนกับ 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง
รายละเอียด ตามนี้
1. นายธนบดี สีห์โสภณ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เหรียญเงิน
2. นายอารยะ ล้วนเส้ง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เหรียญทองแดง
3. นายภาคิน โอฬารรักษ์ธรรม โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เหรียญทองแดง
4. นายภัทรกร สุทธจรรยา โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร เหรียญทองแดง
โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. รศ.ดร.นัทที นิภานันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีม
2. ดร.สุธี เรืองวิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม
3. ผศ.ดร.ศรัณย์ กุลยานนท์ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. นายเศรษฐา ปิณฑานนท์ สสวท. ผู้จัดการทีม
5. ดร.บุญหทัย เครือแก้ว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้สังเกตการณ์ สอวน.
มาถึงตรงนี้แล้ว ... ปรบมือให้น้องๆ คนเก่งสิเธอ จะรออะไร
ถ้าอยากเจอพวกเค้า ทีมคอมพิวเตอร์ของพวกเรามีกำหนดเดินทางกลับด้วยเที่ยวบิน TK058 และถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 05.10 น. โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ณ บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า เวลา 05.30 น. แล้วอย่าลืมมาต้อนรับคนเก่งทั้ง 4 คนพร้อมกัน
บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)
30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"
คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:
- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ
- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น
การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:
1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ
2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด
3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน
4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้
5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา
การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาลดีเยี่ยม คว้าคะแนนเต็ม 100 AGM Checklist 7 ปีซ้อน
มุ่งมั่นพัฒนาระบบกำกับดูกิจการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล
บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 100 คะแนนเต็ม (ระดับ 5 เหรียญ) หรือระดับดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง (Excellent) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จากทั้งหมด 832 บริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ MALEE ได้รับคะแนนประเมิน AGM Checklist ระดับ ‘ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ MALEE ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เปิดพื้นที่ให้ผู้ถือหุ้นเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการและกระบวนการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company
ข้อมูลจาก เว็บ https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education
บทเรียนจากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนในประเทศจีน
พ่อแม่ชาวจีนตื่นตัวให้ลูกเรียน Coding
ปัจจุบัน พ่อแม่ชาวจีนจำนวนมาก ได้เริ่มส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน โดยมีหลักสูตรยอดนิยม ได้แก่ หลักสูตร การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเทศจีน ก็เป็นแบบเดียวกันกับประเทศอื่นๆ คือ เยาวชนจะได้รู้จักการเขียนโปรแกรม ก็ต่อเมื่อ เยาวชนเหล่านั้น ได้เข้าไปศึกษาต่อในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือ วิศวกรรมคอมพิเวตอร์ ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ในขณะที่รัฐบาลจีน ได้มีการส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัว ในการนำเอาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกหลานของตนเอง มีโอกาสที่ดีในอนาคต ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ลูกได้เรียนรู้ภาษา Java
โดยเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลจีน ได้มีการเปิดตัว โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเรียกร้องให้มีการริเริ่ม นำเอาเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในทุกระดับ และเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา นาย Qi Yuan อดีตนักวิจัยของสถาบันวิชาการด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของจีน ( Chinese Academy of Educational Sciences) ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ว่า การมีทักษะและความสามารถพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) มีความสำคัญเท่าๆกับ กับการอ่านออกเขียนได้ และความรู้และความสามารถด้านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นทักษะการเขียนโปรแกรม จึงควรได้รับการปลูกฝังให้กับเยาวชน ตั้งแต่เมื่อเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามจะให้ประชาชน ได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเหล่านั้น เริ่มตระหนักว่า การเรียนพิเศษวิชา คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบุตร หลานของตนเองได้ เมื่อเข้าสู่ตลาดงานในอนาคตได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่ จึงได้เริ่มมีการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเอง ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ
เกิดหลักสูตร Coding ที่หลากหลายทั้งในเชิงคุณภาพและราคา
อย่างไรก็ตามปี 2018 ที่ผ่านมา มีบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากในจีน ได้เข้าสู่ตลาดการให้บริการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมสำหรับเด็กจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เช่น บริษัท Codemao (www.codemao.cn) ได้รับเงินลงทุนจำนวน 300 ล้านหยวน ($ 45 ล้าน) ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หลังจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 ก็ยังได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวน 120 ล้านหยวน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กและเยาวชนจีนเอง ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง คือ
1.ประการแรก มีผู้ให้บริการเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม เป็นจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนที่มีคุณภาพ เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ในจีน รู้ดีว่า พ่อแม่ของเยาวชน ที่เป็นชนชั้นกลาง ยินดีที่จะลงทุนและจ่ายค่าเรียนพิเศษราคาแพงเพื่อบุตรหลานของตนเองได้ ทำให้บริษัทต่างๆ คิดค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนเขียนโปรแกรมในราคาที่แพงมาก ตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 40 นาที ของเว็บไซต์ RoboGardenChina.com จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท เป็นต้น
ซึ่งเว็บไซต์ RoboGardenChina.com ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการการเรียนรู้หลักสูตรการเขียนโปรแกรมสำหรับเด็ก ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “เด็กอายุ 7-8 ขวบ ก็สามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมได้แล้ว เพราะเด็กในวัยนี้ มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้แล้ว แต่การที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับความสนใจของตัวเด็กเองมากกว่า” เว็บไซต์ RoboGardenChina.com เป็นผู้ให้บริการเรียนรู้หลักสูตรภาษาการเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น Python, Java และ C ++ แบบฟรี Online แต่หากเด็กๆ ต้องการที่จะเรียนรู้แบบในห้องเรียนแบบ Offline ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งชั้นเรียนจำนวนมาก ที่สอนการเขียนโปรแกรม จะสอนผ่านกลไกแบบเดียวกันกับกลไกที่ใช้ในการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ คือทำให้เด็ก ๆ สามารถดำเนินเรื่อง และเรียนรู้วิธีการทำงานของโปรแกรม รวมถึงรู้จักวิธีการเขียนโปรแกรม และในที่สุดก็จะสามารถแแก้ปัญหาที่พบได้ด้วยการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายๆได้
- ประการที่สอง หลักสูตรการเขียนโปรแกรม มีความแตกต่างกันมากในแง่ของคุณภาพ เพราะบางหลักสูตร นักเรียนแทบไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรเลย ซึ่งในหลักสูตรจะสอนให้นักเรียน รู้จักกับรูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบง่ายที่สุดเท่านั้น เช่น การใช้ Loop หรือ การใช้คำสั่ง "IF" เป็นต้น
- ประการที่สาม ระบบการศึกษาของจีนประสบปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ในขณะที่โปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์อาจได้รับเงินเดือนๆละ 30,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 150,000 บาท) ในขณะที่ครูโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ จะได้รับเงินเดือนเพียงประมาณ หนึ่งในสามของเงินเดือนโปรแกรมเมอร์เท่านั้น และแม้ว่าครูผู้สอนเขียนโปรแกรม ส่วนใหญ่มีความสามารถสูงในการเขียนโปรแกรม แต่พวกเขาอาจไม่เหมาะกับการสอนเด็ก ๆก็เป็นได้ เพราะแม้ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ยังมีครูสอนคอมพิวเตอร์ระดับเตรียมอุดมศึกษาอยู่เพียงประมาณ 20% ในโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองความรู้และความสามารถจากหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากปัญหาต่างๆข้างต้นแล้ว การเรียนการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจีน ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญนั่นก็คือ การที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กและเยาวชน เรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิค ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง ในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนที่เป็นชนชั้นกลาง คาดหวังว่า การแข่งขันประเภทนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสของเด็ก ๆ ในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และแน่นอนการแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เรียน เพราะบริษัทที่จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม มักจะทำให้การเรียนการสอนการเขียนโปรแกรม สำหรับผู้แข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในอนาคต ให้มีความยากเกินระดับความสามารถของผู้เรียน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชน หมดความอดทนในการเรียนรู้แทนที่จะมีความสุขกับการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆมากกว่า
ต้องเปิดโอกาสให้เด็กทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำยุคใหม่
ซึ่งจากบทเรียนต่างๆที่ได้จากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศจีน ทำให้เราควรที่จะตระหนักว่า การเรียนการสอนเขียนโปรแกรม ควรมีการเปิดโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะไม่เช่นนั้น การส่งเสริมการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมจะยิ่งเป็นการไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้เพิ่มขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและในชนบท เพราะ เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจน จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เนื่องจากค่าเล่าเรียนมีราคาแพง และไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ฝึกฝน ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนก็คือ การที่เราควรทำให้แน่ใจว่า เด็กและเยาวชน ของโรงเรียนต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ และบทเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบ online มากกว่า นอกจากนี้หลักสูตรควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะหากส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เน้นการแข่งขัน ก็จะทำให้เด็กที่มีทักษะไม่ดี เลิกสนใจที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรมควรเป็นกระบวนการของการสำรวจและการค้นพบที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่ใช่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดในระดับสูง แต่ควรให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
สุดท้ายการส่งเสริมการเรียนการสอน Coding ควรที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและยกระดับรายได้ของตนเอง ให้พ้นจากความยากจน ในยุคที่ระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาททดแทนพนักงานที่ขาดทักษะเป็นจำนวนมากในอนาคต
ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล | สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
ข้อมูลอ้างอิง : Get with the Program: China’s Coding Kids by Sun Jing
ที่มา : https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education
“วราวุธ” โชว์ผล กอช. ดัน Made in Thailand –ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ทิ้งยานยนต์สันดาปภายใน-หนุนใช้ Biofuel ลดนำเข้า เสริมขีดแข่งขัน
ผลการประชุม กอช. ครั้งแรกปี 2569 เดินหน้าบูรณาการรัฐ–เอกชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เห็นชอบหลักการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมวางกรอบหนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel เสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่แผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต วงเงิน 5,884 ล้านบาท 49 โครงการ คืบหน้า 77.22% คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม กอช. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
คณะกรรมการ กอช. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของ กอช. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาเรื่องสำคัญด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ซึ่งภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ขณะที่ครึ่งหลังปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัวจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่คลี่คลาย และการส่งออกที่ขยายตัว โดยมีอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป เป็นแรงหนุนสำคัญ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการส่งออก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve)
ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน กอช. ได้รับทราบการนำกรอบการดำเนินงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยจะนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก และผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น ไบโอเอทิลีน พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และรับทราบผลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับระบบบริหารสมัยใหม่ตามแนวทาง PDCA และจะขยายผลสู่สถานประกอบการอย่างน้อย 99 แห่งภายในปี 2570
นอกจากนี้ยังรับทราบแผนปรับปรุงกฎหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม 5 ฉบับ แบ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ 2535 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และเป็นการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. .... เพื่อยกระดับการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ คุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลสินค้าด้อยคุณภาพให้ครอบคลุมถึงตลาดออนไลน์มากขึ้น
สำหรับวาระเพื่อพิจารณา กอช. เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT) ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ซื้อหลัก ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าวอาทิ กำหนดผลิตภัณฑ์ศักยภาพ (Product Champion) จัดทำเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Local Content) และเร่งนำไปใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดภายในประเทศ ลดการนำเข้า และยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมยานยนต์ ที่กำหนดมาตรการภาษีสรรพสามิตและ BOI เพื่อสนับสนุนรถยนต์ HEV และ mHEV รวมถึงมาตรการด้านเชื้อเพลิงและราคา ที่กำหนดมาตรการภาษีน้ำมัน โครงสร้างราคา และสูตรคำนวณสัดส่วนการผสม E-flex และ B-flex ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา พร้อมสนับสนุนการปรับรูปแบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์วัตถุดิบและราคาพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
“การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ เรื่องสำคัญจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และหลังจากนี้ จะมีการติดตามความคืบหน้าของงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อขับเคลื่อนมติที่ประชุมในระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเติบโตและแข่งขันได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล” นายวราวุธ กล่าว
สำหรับการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะที่ 4.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ครั้งที่ 1/2569 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและผลการใช้จ่ายงบประมาณ และให้หน่วยงานบูรณาการทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินโครงการและใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ 30 กันยายนนี้
นายวราวุธ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีศุภจี ได้ชื่นชมผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และมอบนโยบายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตของไทยเกิดความต่อเนื่องและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสร้างซัพพลายเชนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการยกระดับทักษะบุคลากรโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศและนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินงบประมาณรวม 5,884.1810 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ โดยมีหน่วยงานร่วมบูรณาการจาก 7 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ รวม 14 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ
การดำเนินงานภายใต้แผนงานดังกล่าวมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Enabling Factors) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ (Smart System) และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) มีผลการใช้จ่ายงบประมาณรวม 4,317.9636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.38 และมีผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ ร้อยละ 77.22 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท