Wednesday, 22 July 2026
NEWS FEED

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม

JAS ลุยบอลโลก 2026!! ครองลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแต่ผู้เดียว ชูฟรีวิวคุณภาพจาก FIFA สู่แฟนบอลไทย แถลงข่าวใหญ่ 11 มิ.ย. นี้ พร้อมถ่ายทอดจาก 3 เจ้าภาพร่วม

คนไทยได้เฮ! JAS ปิดดีลยักษ์คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด "ฟุตบอลโลก 2026" จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในไทย "พิชญ์ โพธารามิก" นำทัพแถลงใหญ่ 11 มิ.ย. นี้

กลายเป็นกระแสฮือฮาสนั่นเมืองไทย! เมื่อ "พิชญ์ โพธารามิก" บิ๊กบอสใหญ่ประกาศข่าวดี คนไทยได้ดูแน่ "ฟุตบอลโลก 2026" ล่าสุด JAS ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยิงสดตรงจากสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา

"พิชญ์ โพธารามิก" โพสต์สั้นแต่ทรงพลัง “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว”
ชนวนเหตุความปังเริ่มขึ้นหลังจากที่ "พิชญ์ โพธารามิก" ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ MONO ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมหกรรมฟุตบอลโลกมักจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณและการเจรจามาโดยตลอด

JAS ร่อนหนังสือเชิญสื่อ คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จาก FIFA
ล่าสุด ความชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ JAS ได้ส่งหนังสือเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ในหัวข้อ "JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026" ในเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Rights) สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1237952?anf=

กองทัพเรือจับตาขนส่งทางทะเล ไทย–กัมพูชา!! ชี้ภาพเรือไทยไปกัมพูชาเป็นเก่าปี กพ.69 ยืนยันเข้มงวดไม่ผ่อนปรน ตรวจจับสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ปกป้องความมั่นคงชายแดนทะเลไทย

กองทัพเรือชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพเรือสินค้าจากไทยไปกัมพูชา ยืนยันเป็นเหตุการณ์เก่าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเข้มงวดสกัดสินค้าควบคุมตามมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

‘สรรเพชญ’ ลุย พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทย!! นำเสนอร่างกฎหมายเดินเรือผ่านวาระแรก เน้นยกระดับความปลอดภัยทางทะเล กำหนดหน่วยงานช่วยชีวิตชัดเจน เสริมสร้างความมั่นใจเดินเรือไทย

“สรรเพชญ” ลุยนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ผ่านฉลุยวาระแรกรัฐสภา ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลไทย สู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับหลักการในวาระแรก โดยผลการลงมติปรากฏว่า มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 450 คน เห็นชอบ 446 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 2 คน และไม่ลงคะแนน 2 คน ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาในวาระแรกด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456 โดยเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายรองรับการดำเนินงานด้านการค้นหาและช่วยชีวิตทางน้ำอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 (SOLAS)

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบาย แผนปฏิบัติการ งบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการภาคการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสาร เรือท่องเที่ยว เรือประมง หรือเรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบความปลอดภัยทางทะเลของประเทศไทย ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของภาคการขนส่งทางน้ำและการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?

ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษ!! จำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปีคดีครอบครองระเบิด คุมขังครบ 1,000 วัน ยังต้องถูกคุมต่อ ศาลยืนยันความอันตรายของวัตถุระเบิด คดีที่สองสิ้นสุด ส่วนอีกคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปี คดีครอบครองระเบิด หลังถูกขังครบ 1,000 วัน

9 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล) วัย 25 ปี กรณีถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นกรณีถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์ และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อไปหลังจากถูกมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ หรือเป็นเวลาครบ 1,000 วันแล้ว สำหรับไพฑูรย์นอกจากโทษจำคุกในคดีนีเแล้ว ยังมีคดีของศาลอาญาที่มีโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก “ไพฑูรย์” 8 ปี

วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 เวลา 09.38 น. ศาลได้เบิกตัวไพฑูรย์จากเรือนจำกลางบางขวางมายังห้องพิจารณาคดี โดยไพฑูรย์สวมชุดออกศาลระบุข้อความว่า “เรือนจำกลางบางขวาง ออกศาล” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีลูกวัว คู่กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถูกใส่เครื่องพันธนาการ ได้แก่ ตรวนข้อเท้าและกุญแจมือ ไม่ได้สวมรองเท้า และสวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสังเกตได้ว่าไพฑูรย์มีสีผิวที่คล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

หลังไพฑูรย์เดินทางมาถึงศาล ทนายความจึงเข้าไปพูดคุยกับไพฑูรย์เกี่ยวกับคดีของเขา ในขณะที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge และอาสารับฟัง มาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ด้วย

หลังจากได้พูดคุยกับไพฑูรย์ไม่นาน ศาลจึงขานชื่อให้ไพฑูรย์ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยสรุป ดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 (ไพฑูรย์) ฎีกาว่า จำเลยนำเอาประทัดลูกบอลไล่นอกมาประกอบกับวัตถุต่าง ๆ ขึ้นเป็นวัตถุของกลางจำนวน 26 ลูก โดยไม่มีวัตถุส่วนใดมีอานุภาพร้ายแรงและทำลายล้างสูง เพียงแต่มีเสียงดังกว่าประทัดลูกบอลไล่นกเท่านั้น ทำนองว่าวัตถุของกลาง 26 ลูกไม่ใช่วัตถุระเบิดนั้น

เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่าวัตถุของกลางเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกามีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีไว้ครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลาง อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่ายจำนวนมากถึง 26 ลูกแล้ว จำเลยยังมีมีส่วนประกอบอื่นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิดได้อีก นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 12 ปี นั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็นับเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมาก ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ อิทธิ มุสิกะพงษ์, ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์ และเอื้อน ขุนแก้ว

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ไพฑูรย์ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังของศาลทันที ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไปขังที่เรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นของคดีความ

ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น 2 คดี โดยมูลเหตุเกิดจากทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ขอให้ศาลอาญาออกหมายจับทั้งสอง (เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ เป็นคดีของศาลอาญา) พร้อมทั้งขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตรวจค้นบ้านพักที่ทั้งสองพักอยู่ร่วมกันในจังหวัดนนทบุรี (เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง เป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี)

ต่อมา เช้ามืดของวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. สุขสันต์ถูกจับตามหมายจับก่อนเป็นคนแรกระหว่างทำงานขับรถส่งของที่ละแวกพญาไท และถูกพาตัวมาที่บ้านพักในนนทบุรี ซึ่งไพฑูรย์กำลังนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเอง จากนั้นไพฑูรย์จึงถูกจับกุมด้วยในเวลาประมาณ 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพัก พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง จำนวน 26 ลูก พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ ได้แก่ ดินประสิว ผงกำมะถัน เทปพันสายไฟสีดำ มีดคัตเตอร์ ที่ชั่งน้ำหนัก ครกพร้อมสากไม้ ก้อนหิน และถ่านไม้ 

คดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ในการชุมนุม ในคดีของศาลอาญา ไพฑูรย์และสุขสันต์ถูกคุมขังจำนวน 2 ครั้งในครั้งแรกถูกคุมขังภายหลังถูกจับกุมและต้องถูกฝากขังเรื่อยมากระทั่งถูกสั่งฟ้องคดี รวมทั้งสิ้น 151 วัน ระหว่างวันที่ 2 ต.ค. 2564 – 1 มี.ค. 2565 ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้า

การถูกคุมขังครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยไม่รออาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ไพฑูรย์ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

คดีที่สอง (คดีนี้) เป็นเหตุจากการถูกตรวจค้นบ้านพัก โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง แจ้งข้อหาทั้งสองคนเกี่ยวกับการร่วมกันจัดทำวัตถุระเบิดขึ้นเองและมีวัตถุระเบิดนั้นที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 1 นัด ในวันที่ 19 ต.ค. 2566

เมื่อถึงนัดสืบพยาน ทั้งสองคนถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี เมื่อระหว่างสืบพยานโจทก์ ไพฑูรย์ได้กลับคำให้การเป็น ‘รับสารภาพ’ ทุกข้อกล่าวหา ส่วนสุขสันต์ยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล คดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รวม 2 ปาก และสืบพยานจำเลย รวม 2 ปาก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ให้ยกฟ้องสุขสันต์ ส่วนไพฑูรย์ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากรับสารภาพ คงเหลือจำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญาที่ถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมทั้งให้ริบของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุก “ไพฑูรย์” เพิ่มเป็น 12 ปี แต่ให้ลด 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 ปี และพิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์เช่นเดิม ด้านสุขสันต์ไม่ได้ฎีกาคดีต่อ จึงสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ส่วนกรณีของไพฑูรย์ ทนายจำเลยยื่นฎีกาคดีต่อ

และวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ไพฑูรย์ – สุขสันต์ ปัจจุบันถูกขังครบ 1,000 วันและยังถูกขังต่อ มีอีก 1 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาวันนี้ ทำให้คดีของศาลจังหวัดนนทบุรีสิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ สำหรับไพฑูรย์ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันทั้ง 2 คดี ประมาณ 42 ปี (41 ปี 12 เดือน)

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน (คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ทำให้ทั้งสองยังคงต้องถูกคุมขังต่อไป โดยไพฑูรย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และสุขสันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ปัจจุบันทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วัน หรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโยนระเบิดใส่ตำรวจ ในม็อบดินแดง เมื่อปี 2564 แม้ทนายความจะยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 8 ฉบับ ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ทั้งสองจึงไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1410420584261741&set=a.656922399611567

“กำแพงเพชร” ลุยจักรยาน!! "ไทยแลนด์ โอเพ่น" สนาม 2 วันที่ 13-14 มิ.ย. 69 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เชิญสัมผัสเมืองมรดกโลก

“ชาธิป รุจนเสรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน “ไทยแลนด์ โอเพ่น” สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พร้อมเชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 โดยใช้เส้นทางในอำเภอเมืองกำแพงเพชร

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ไปจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่จังหวัดกำแพงเพชรเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งการแข่งขัน 2 ปีล่าสุดได้ไปจัดที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน แต่สำหรับปีนี้ได้กลับมาจัดแข่งขันภายในอำเภอเมืองอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้องของบรรดานักปั่น และเป็นนโยบายของ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรที่มีโบราณสถานจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกโลก, วัดพระบรมธาตุนครชุม, วัดพระแก้ว, วัดช้างรอบ เป็นต้น

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ TCA Channel รวมทั้งยูทูบ TCA Channel ตลอดการแข่งขันทั้ง 2 วัน

“เสธ.หมึก” กล่าวเสริมว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ทางจังหวัดกำแพงเพชร ได้เชิญฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬาจักรยานฯ นำโดย นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค พร้อมคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิอาสาสมัครกู้ภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุม เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย และเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ด้าน นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ในนามของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้ให้เกียรติจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งทางจังหวัดกำแพงเพชรได้สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว ผลดีที่เกิดขึ้นในการจัดการแข่งขันคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และสินค้า OTOP ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

พ่อเมืองกำแพงเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับเส้นทางการแข่งขันมีทั้งความสวยงามและท้าทายความสามารถ โดยทางจังหวัดได้วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อพปร., อาสาสมัครกู้ภัย ประจำตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประชุมทบทวนแผนการปฏิบัติงานกันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นอกจากนี้นักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึก เช่น กล้วยไข่, กระยาสารท, กล้วยตาก, กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ, เฉาก๊วยชากังราว หรือผ้าทอพื้นเมืองติดมือกลับไปได้ ก็ขอเชิญชวนนักปั่นและผู้ติดตามมาสัมผัสความงามของโบราณสถานต่าง ๆ มาชิมอาหารรสชาติอร่อยของจังหวัดกำแพงเพชร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกำแพงเพชรทุกคนพร้อมให้การต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศด้วยความยินดียิ่ง

ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า การแข่งขันจักรยานรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมระดับประเทศ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือรายได้ที่จะเข้าสู่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรให้มีความคึกคัก นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพในโครงการ “TCA GREEN CYCLING” ที่เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ภายใต้ชื่อ “ปั่นกินลม ชมเมืองเก่า กำแพงเพชร” โดยจะมีนักปั่นจากชมรมจักรยานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปจำนวนหลายร้อยคน นำจักรยานมาร่วมปั่นตามเส้นทางที่กำหนดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.00 น. รวมทั้งการจัดนิทรรศการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบและประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน บริเวณลานหน้าเมืองกำแพงเพชร ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน เวลา 11.00-16.00 น. โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10275821

ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

“ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ และถูกส่งตัวกลับไปยังตุรกี หลังจากลงจอดที่ไมอามี ทั้งที่เขาได้รับการแต่งตั้งโดยฟีฟ่าให้เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 เขาเคยทำหน้าที่นี้ในรายการฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้มาก่อน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3681518155334185&set=a.856524124500283

จาก AI Passport สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI โอกาสในการสร้างขีดความสามารถ ระยะยาวของ ประเทศไทย

ท่ามกลางการผลักดันนโยบายและโครงการด้าน AI ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงาน การเรียนรู้ และการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บทบาทของ AI ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาอีกต่อไป

ผู้ให้บริการ AI รายใหญ่กำลังพัฒนา AI Agent และบริการรูปแบบใหม่ที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และดำเนินการแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและบริการ การวางแผนการท่องเที่ยว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ หรือการติดต่อบริการภาครัฐ  ดังนั้น ในการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า

“คนไทยเข้าถึง AI แล้วหรือยัง”

แต่คือ

“ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย ถูกค้นพบและเข้าถึงผ่าน AI”

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจใช้ AI Assistant เพื่อค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรม หรือชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการโดยตรงเลย

หากข้อมูลและบริการของไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ AI เหล่านี้ โอกาสในการถูกค้นพบ เข้าถึง และสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทั่วโลกก็อาจลดลงตามไปด้วย

4 ด้านสำคัญที่การลงทุนด้าน AI ควรครอบคลุม

1. การเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะของประชาชน

การลงทุนด้าน AI ควรช่วยให้ประชาชน นักเรียน ครู ข้าราชการ และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่การใช้งาน AI ทั่วไป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, API ไปจนถึง AI Agent ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน ประเทศไทยควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล บริการภาครัฐ และผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ระดับโลก

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐ ระบบพิสูจน์ตัวตนและการให้สิทธิ์ กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบกำกับดูแลการใช้งานข้อมูลอย่างโปร่งใส

แนวคิดนี้ไม่ใช่การสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ทำให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสามารถถูกเข้าถึงผ่าน AI ได้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถูกค้นพบผ่านแพลตฟอร์ม AI ระดับโลก บริการภาครัฐสามารถเชื่อมต่อกับ AI Assistant ได้ในอนาคต และข้อมูลหรือบริการของไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกผ่านช่องทาง AI ที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่ประเทศได้รับจึงไม่ใช่เพียงระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าและรองรับการพัฒนาในระยะยาว

3. การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนด้าน AI ควรมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสร้าง Chatbot หรือโครงการนำร่องเพื่อสาธิตเทคโนโลยี

การลงทุนอาจอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่องระดับประเทศ ศูนย์สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ การพัฒนา AI Agent และ Workflow Automation ตลอดจนการสร้าง Shared AI Services และ Industry Sandbox สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่  ตัวอย่างเช่น

- ภาค SME ใช้ AI ด้านการขาย การตลาด การบริหารลูกค้า การจัดการสินค้า และงานเอกสารธุรกิจ

- ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการ และนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวไทยสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก

- ภาคการเกษตร ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ ผลผลิต ราคา และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาด

- ภาคการศึกษา ใช้ AI Tutor และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล

- ภาคสาธารณสุข ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เป้าหมายของการลงทุนในส่วนนี้ คือการสร้าง Productivity Gain ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

4. การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ

การพัฒนา AI ในระดับประเทศควรครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล และการพัฒนาผู้เล่นในประเทศไปพร้อมกัน

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการจัดทำมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย การส่งเสริมมหาวิทยาลัยและงานวิจัย การพัฒนา Open Dataset และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา รวมถึงการจัดทำ Sandbox สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

การลงทุนด้าน AI และผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน 

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นเรื่องสำคัญและควรดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรได้รับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ บริการภาครัฐที่พร้อมสำหรับยุค AI ระบบนิเวศผู้ประกอบการดิจิทัลที่เข้มแข็ง ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานทั้งด้านการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ และระบบนิเวศ AI ไปพร้อมกัน ประเทศจะมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

ในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด

แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ผู้ประกอบการ และประชาชนของตนเองเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอในบทความนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย และงบประมาณ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการลงทุนด้าน AI ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top