‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr