Wednesday, 22 July 2026
NEWS FEED

GrabRanger ช่วยเหลือสังคม ฮีโร่จิตอาสา "GrabRanger" ส่งต่อพลังบวกบนถนน สมาชิกกว่า 1,300 คนทั่วกรุงเทพฯ ขยายเครือข่ายทั่วประเทศเร็วๆ นี้

เปิดใจ “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา 

เจ้าของฉายา “ฮีโร่แห่งท้องถนน” กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆ ในสังคม

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่  GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”

จากวันที่ไม่มีใครหยุดช่วย…สู่คนที่ไม่เคยละเลยใคร

จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง

“ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปเลยทำให้ผมตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้วผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”

นับจากวันนั้น พี่เชิดเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม GrabRanger ในปีที่ผ่านมา (2568)

วันนี้ GrabRanger ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ

ผู้รับ (ความช่วยเหลือ) อุ่นใจ แต่ผู้ให้สุขใจยิ่งกว่า

สำหรับ GrabRanger “ความช่วยเหลือ” ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน

อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ “พี่สมดุ่ย” ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม GrabRanger เล่าถึงบทบาทในทีมว่า “ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด”

“มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสียตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆ เราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”

“มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ นะครับ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งผมก็รับรู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือเขามีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปผมพบว่าใจผมมีความสุขมาก มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง” พี่สมดุ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“พลังจิตอาสา” ส่งต่อได้ ไม่สิ้นสุด

สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ “พี่ฮาท” ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าว

เมื่อมาเข้าร่วม GrabRanger เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆ นี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีมเพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม GrabRanger พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น สู่ GrabRanger ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า “GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ”

“แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม

เป้าหมายต่อไปของ GrabRanger คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ

“แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” ครอบครัวบุญญามณีน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมมอบเงินบุญกว่า 5 ล้านบาทให้ รพ.สงขลานครินทร์

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสำนึกในพระกรุณาคุณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน และมอบเงินบำเพ็ญกุศลฯทั้งหมด 5,075,066 บาท ให้แก่ รพ.สงขลานครินทร์ 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี ม.ว.ม., ป.ช. ข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ภริยานายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นมารดาของนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ณ เมรุวัดแหลมทราย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นำความปลื้มปิติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวบุญญามณี และนับเป็นเกียรติอันสูงยิ่งแก่ผู้วายชนม์

พร้อมกันนี้ ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระกรุณาคุณ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงปลงธรรมสังเวช และโปรดประทานผ้าไตร 3 ไตร พร้อมกับไม้จันทร์ 1 ช่อ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ โดยมีสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการประกอบพิธีฯเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ ที่ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาตลอดระยะเวลาการรับราชการ ซึ่งภายในพิธีมีครอบครัว ญาติมิตร ตลอดจนผู้ร่วมพิธีจากทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความอาลัยและร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก 

โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพิธีฯได้เชิญกล่องเพลิงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยไม้จันทน์ประทาน และผ้าไตรประทานของสมเด็จพระสังฆราช มายังบริเวณพิธี โดยมีครอบครัวและญาติของผู้วายชนม์ตั้งแถวรอรับอย่างสมพระเกียรติ

ก่อนเข้าสู่พิธีฯ นายนิธิกร บุญญามณี บุตรชาย อ่านหมายรับสั่งจากสำนักพระราชวัง/สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นายสรรเพชญ บุญญามณี บุตรชาย อ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนางสาวนิธิยา บุญญามณี บุตรสาว อ่านประวัติ พร้อมกล่าวรำลึกถึงคุณงามความดีที่ผู้วายชนม์ได้อุทิศไว้แก่สังคมและประเทศชาติ 

จากนั้น ประธานในพิธี ได้ทอดผ้าไตรประทานจากสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 3 ไตร โดยมีพระราชาคณะและพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมพิจารณาผ้าไตรตาม

ลำดับพิธีการ ต่อมาเวลา 16.00 น. ประธานในพิธีได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ และวางดอกไม้จันทน์ประทาน ตามลำดับ 

ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาของการบำเพ็ญกุศลฯได้มีผู้ร่วมงานจากหลายพื้นที่มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก ในการนี้ครอบครัวบุญญามณี ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อให้กำลังใจ รวมทั้งที่ได้ร่วมทำบุญบำเพ็ญกุศล โดยครอบครัวบุญญามณี ได้มอบเงินทั้งหมดจำนวน 5,075,066 บาท ที่ได้จากการร่วมบุญพิธีบำเพ็ญกุศลของคุณแม่กัลยา บุญญามณี ให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนงานสาธารณกุศลทางการแพทย์มูลนิธิ ต่อไป ซึ่งถือเป็นการบริจาคให้มูลนิธิเป็นครั้งที่4 ของครอบครัว พร้อมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน10โรงเรียน

ฝรั่งเศสส่งสัญญาณมิตรภาพ!! มาครงต้อนรับ “อนุทิน” ถึงปาแลเดอเลลีเซ โพสต์เพลง made in Thailand สะท้อนมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศส ชูความร่วมมือเศรษฐกิจ–วิทยาศาสตร์–ความมั่นคง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ ‘อนุทิน’นายกรัฐมนตรีพร้อมเพลง made in Thailand ของวงคาราบาว หลังจากทั่งคู่ได้หารือกันที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ ย้ำ ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด

นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส โพสต์ภาพผ่าน instagram ส่วนตัวเป็นภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมแท็กเพลง made in Thailand แห่งวงคาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานของไทย หลังจากให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ

พร้อมระบุข้อความว่า มีความสุขที่ได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย  ในการเยือนฝรั่งเศส  ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด และความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และความมั่นคง เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

ที่มา : NBTConnext 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1464837409011925&id=100064570394286&rdid=qabCU9p0SmIAUai8#

‘อ.เชน’ กับโจทย์คอร์รัปชัน!! ชี้ประเทศต้องทั้ง “รวยขึ้น–โกงน้อยลง” เดินหน้าใช้งบวิจัยให้ถูกทาง เจ้าตัวมองเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดปากท้อง คอร์รัปชันแก้ยาก แต่ไม่ควรยอมแพ้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Nat Luengnaruemitchai ได้กล่าวว่า

อ.เชนกับคอร์รัปชั่น

วันก่อนได้มีโอกาสฟังคลิปเต็มๆ ของ อ.เชน ที่พูดแล้ว มีคนตัดเอาส่วนหนึ่งของคำพูดที่ว่า

“ผมตั้งเป้าว่าเป็นประเทศรายได้สูง คนอาจจะหัวเราะ แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หากจะไปแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด แต่หากเราทำให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอร์รัปชัน เพราะพื้นฐานความเป็นคน ถ้าเรามั่นใจในประชาชน อย่างไรเขาก็ไม่โกงอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องมีโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศ”

แช้วมีดราม่าออกมาว่า อ.เชนกันเยอะนะครับ ผมขอเอาชาร์ตมาฝาก ตอบไม่ได้ว่า รวยแล้วไม่โกง หรือไม่โกงแล้วรวย มันแค่บอกว่ามันมีความสัมพันธ์กัน ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ดีไม่ดี อาจจะไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันเสียด้วยซ้ำ แต่รู้ว่า ควรทำทั้งสองอย่าง

ถ้าทำให้ประเทศไม่มีการโกง แล้วประเทศเจริญมันก็ดี

ถ้าทำให้ประเทศเจริญ และไม่โกงมันก็ดี

ต่างคนต่างทำตามที่เชื่อครับ อย่างน้อยดีกว่าสภาพในตอนนี้ที่ทั้งจน ทั้งโกงครับ

ส่วนตัวผมว่า เท่าที่ได้สัมผัสมา อ.เชน เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ผมเห็นว่า “ตรงสาย” และ “เหมาะสม” ที่สุด โดยเฉพาะถ้าเทียบกับรัฐมนตรีก่อนหน้า ไม่ใช่แค่ว่า เรียนมาตรง ทำงานมาตรง แต่เป็นเพราะเป็นคนที่ได้สัมผัสมาตรงๆ กับปัญหา ความเจ็บปวด โอกาส ในวงการศึกษา และวิจัย โดยตรง และเชื่อมั่นว่า ปัญญา และวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ทางออกได้ และพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ให้มันเป็นจริงได้

ส่วนเรื่องคอร์รัปชั่นเอง อ.เชนอาจจะไม่สามารถจัดการเองได้ทุกเรื่อง คนทั่วไปอาจจะดูว่ายังไม่เห็นทำอะไรเลย แต่ผมว่า อ.เชน ไม่ได้แค่พูด แต่เริ่มทำแล้ว ด้วยการเบรกโครงการแฟ้มทักษะดิจิทัลมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ทั้งๆ ที่โครงการนี้อาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลได้ และมุมตรงนี้เอง เป็นมุมที่ อ.เชน น่าทำได้ และทำได้ดี นั่นคือ การจัดการการจัดสรรงบประมาณวิจัย และการศึกษาของกระทรวง อว. เอง การจัดสรรให้ดี ให้ถูกต้อง นอกจากจะลดการทุจริตแล้ว ยังช่วยทำให้ประเทศเจริญถูกที่ถูกทาง ด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตามที่ อ.เชน ถนัดเลย เรียกได้ว่า ลดโกง และรวย ไปพร้อมๆ กัน

เชียร์ให้ อ.เชน ทำเพิ่มให้เห็นกันเลยครับว่า การแก้คอร์รัปชั่นมันทำได้จริงๆ และทำให้ดูด้วย

นักวิชาการ มธ. แนะปรับจุดตัดทางรถไฟ!! เร่งอัปเดตข้อมูลเมืองใหม่ ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลจราจร พัฒนาระบบตามสภาพการใช้งาน

แนะปรับใหญ่จราจร ‘จุดตัดทางรถไฟ’ เร่งอัปเดตข้อมูลเมืองใหม่ ลดความเสี่ยงเกิดเหตุซ้ำ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ “จุดตัดทางรถไฟ” เป็นพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเร่งทบทวนในเชิงระบบ หวังสังคมหันมาพูดคุยแนวทางป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง เพื่อยับยั้งการเกิดเหตุซ้ำ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอัปเดตข้อมูลเมืองให้เท่าทันบริบทปัจจุบัน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลด้านจราจรและการบริหารจัดการความเสี่ยง สนับสนุนการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงาน ลดการพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์เพียงชั้นเดียว

ดร.ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก–ดินแดง นอกจากประเด็นด้านวินัยจราจรหรือการตัดสินใจในระดับบุคคลแล้ว สิ่งที่สังคมควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจังคือแนวทางลดความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่จุดตัดระหว่างระบบถนนและระบบราง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีโอกาสเกิดความขัดแย้งของการจราจรอยู่ตลอดเวลา

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า หากพิจารณาในมุมของระบบถนน ถนนจะพยายามระบายรถให้เคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหารถสะสมบริเวณทางแยก ขณะที่ในมุมของระบบราง รถไฟจำเป็นต้องรักษาแนวรางให้ปลอดจากสิ่งกีดขวางและสามารถเดินรถได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น จุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้งสองระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงไป

“ขบวนรถไฟมีระยะเบรกสูงและไม่สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เหมือนรถยนต์ ดังนั้นแม้ผู้ควบคุมขบวนจะมองเห็นสิ่งกีดขวางด้านหน้า ก็อาจไม่สามารถหยุดรถได้ทันในบางสถานการณ์ หลายประเทศจึงไม่ได้พึ่งเพียงป้ายเตือนหรือการเพิ่มความระมัดระวังของผู้ใช้ถนนเท่านั้น แต่พยายามออกแบบและบริหารจัดการจุดตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” ดร.ภานุเดช กล่าว

ดร.ภานุเดช กล่าวต่อไปว่า การปรับปรุงการบริหารจัดการบริเวณจุดตัดจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านระบบราง ระบบถนน และการจราจร เนื่องจากบริบทของเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจำนวนประชากร กิจกรรมการใช้พื้นที่ สิ่งปลูกสร้าง ปริมาณการจราจร รวมถึงรูปแบบของทางแยกและโครงข่ายถนนโดยรอบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและปรับปรุงการควบคุมสัญญาณไฟจราจร การระบายรถ และการประเมินความเสี่ยงบริเวณจุดตัด เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถสอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น

“หากบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เราจะลดโอกาสการเกิดปัญหารถค้างบริเวณจุดตัดทางรถไฟ หรือกรณีที่สัญญาณจราจรยังปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่ แม้ว่าด้านหน้าจะเริ่มเกิดการสะสมของปริมาณรถแล้วได้ เชื่อว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่มีใครต้องการจอดค้างบนรางรถไฟ เนื่องจากทุกคนต่างทราบถึงความเสี่ยงของอุบัติเหตุ ดังนั้นระบบจราจรควรสามารถตอบสนองต่อสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างสอดคล้อง เช่น เมื่อพื้นที่หลังจุดตัดเริ่มเต็ม ระบบสัญญาณก็ควรช่วยชะลอหรือจำกัดการปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่เพิ่มเติม” ดร.ภานุเดช กล่าว

 นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หากสามารถพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานในลักษณะ Real-time ได้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงบริเวณจุดตัดได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลด้านสัญญาณจราจร สถานะการจราจร และข้อมูลเตือนความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบถนนและระบบรางร่วมกัน

“ปัจจุบัน ความปลอดภัยบริเวณจุดตัดหลายแห่งยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ขับขี่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการที่แต่ละส่วนทำงานได้ดีแยกจากกัน แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัย ระบบที่ดีต้องออกแบบภายใต้การยอมรับว่า ความผิดพลาดของมนุษย์มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และควรมีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยลดโอกาสที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง” ดร.ภานุเดช กล่าว

นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มนำเทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวาง กล้องอัจฉริยะ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบริเวณจุดตัดมากขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศไทยอาจพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลด้านการจราจรและจุดเสี่ยงที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทั้งหน่วยงานและประชาชนสามารถติดตามสภาพการจราจรหรือความเสี่ยงในพื้นที่ได้มากขึ้น คล้ายกับข้อมูลที่แสดงบนแอปพลิเคชันนำทางต่างๆ

“การระบุความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งสำคัญตามกระบวนการ แต่การถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุที่ดีไม่ควรจบเพียงการชี้ความผิดของบุคคลเท่านั้น ควรนำไปสู่การกลับมาตรวจสอบและอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อยับยั้งป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำอีกในอนาคต” ดร.ภานุเดช กล่าว

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า การลดจำนวนขบวนรถไฟที่เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเมืองอาจช่วยลดความถี่ของความขัดแย้งบริเวณจุดตัดในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวควรพิจารณาผลกระทบต่อผู้โดยสารและประสิทธิภาพของโครงข่ายระบบรางโดยรวมควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาระการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลต่อเวลาเดินทางและความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ฉะนั้นในระยะยาว การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่การลดความเสี่ยงของจุดตัดและการพัฒนาการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างระบบถนนและระบบราง มากกว่าการลดศักยภาพของระบบขนส่งทางรางเข้าสู่เมือง

ชายแดนโขงเดือด!! กองทัพเรือ–ตำรวจ สกัดยาไอซ์เกือบ 200 กก. ริมโขงมุกดาหาร คาดลอบลำเลียงจากชายแดนเข้าไทย กองทัพเรือย้ำลำน้ำโขงยังเป็นเส้นทางลำเลียงยา เดินหน้าปราบเครือข่ายข้ามชาติ

กองทัพเรือบูรณาการสกัดยาไอซ์เกือบ 200 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 02.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ ดำเนินการปฏิบัติภารกิจบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ในพื้นที่บริเวณริมถนนหมายเลข 3010 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาไอซ์ได้จำนวน 5 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 196 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 1 คัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกลางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่พบผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

กองทัพเรือยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยังคงพยายามใช้พื้นที่ชายแดนและลำน้ำโขงเป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

BASE เปิดโปรแกรมซ้อม HYROX โปรแกรม "12 Weeks to HYROX" เสริมความพร้อมสู้ HYROX Bangkok เริ่ม 22 พ.ค. ถึง 13 ส.ค. 69 พร้อมสัมมนาโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ

BASE เปิดตัวโปรแกรม “12 Weeks to HYROX” เตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน HYROX Bangkok เดือนสิงหาคม 2569

HYROX ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายยอดนิยมอย่างการวิ่งและ Functional Training เข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และขับเคลื่อนด้วยพลังของชุมชน

กรุงเทพฯ 19 พฤษภาคม 2569 – BASE สตูดิโอออกกำลังกายด้าน HIIT และการฝึกความแข็งแรงที่ได้รับรางวัลระดับเอเชีย เปิดตัวโปรแกรมฝึกซ้อมเข้มข้น “12 Weeks to HYROX” เพื่อต้อนรับการแข่งขัน HYROX Bangkok ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยโปรแกรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 13 สิงหาคม 2569 ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมทุกระดับความฟิตได้เตรียมความพร้อม พัฒนาศักยภาพ และสร้างความมั่นใจก่อนลงสนามจริงในหนึ่งในการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดรายการหนึ่งของโลก

ในฐานะผู้นำด้านการฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน HYROX BASE นำเสนอโปรแกรมเตรียมความพร้อมแบบครบวงจรที่ผสานคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มเพื่อพัฒนาสมรรถภาพอย่างเข้มข้น เข้ากับการฝึกแบบตัวต่อตัวที่ออกแบบให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละบุคคล โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมสามารถเข้าใช้คลาสทั้งหมดของ BASE ได้อย่างไม่จำกัด เพื่อให้ฝึกซ้อมได้อย่างยืดหยุ่นและต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแรง ความอึด และความมั่นใจก่อนลงแข่งขันจริง

นอกเหนือจากการฝึกซ้อม โปรแกรมยังรวมถึง HYROX Preparation Seminar โดยโค้ชทอมมี่ ผู้ที่เคยคว้าอันดับ 3 จากการแข่งขัน HYROX หลายรายการในเอเชีย ซึ่งจะมาแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มที่

นอกจากการฟังบรรยายกลยุทธิ์ เทคนิคการวางเพซ และวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับวันแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้รับส่วนลด 15% สำหรับ HYROX Simulation Sessions ซึ่งเป็นการจำลองรูปแบบการแข่งขันจริง เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนลงสนามจริงและเตรียมความพร้อมก่อนวันแข่งขัน

สำหรับผู้ที่ต้องการการฝึกซ้อมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล BASE มีทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง พร้อมโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้าน HYROX อาทิ โค้ชทอมมี่ โค้ชกี้ โค้ชโอม โค้ชจัสติน โค้ชอารี และอีกมากมาย

ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะได้รับการจับคู่กับโค้ชที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากเป้าหมายส่วนตัว ระดับความฟิต และความคาดหวังที่ต้องการทำให้สำเร็จในวันแข่งขัน

แจ็ค โธมัส ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE กล่าวว่า “HYROX ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการผสานเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรง ได้แก่ การวิ่งและ Functional Training เข้าด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และสร้างแรงขับเคลื่อนผ่านชุมชนของผู้ที่รักการออกกำลังกาย รูปแบบการแข่งขันมีความตรงไปตรงมา แต่ยังคงท้าทายความสามารถของผู้เข้าแข่งขัน ขณะเดียวกันก็มีตัวเลือกอย่างการแข่งขันแบบทีมผลัดที่ช่วยให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมได้ไม่ยาก”

“เมื่อผสานกับบรรยากาศของงานที่เต็มไปด้วยพลัง และภาพลักษณ์ของการแข่งขันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ตนเองเข้าถึงได้ HYROX Bangkok จึงเป็นการแข่งขันที่หลายคนรู้สึกว่าทุกคนสามารถทำได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การแข่งขันนี้ทรงพลังอย่างแท้จริง” แจ็ค กล่าวเสริม

ขณะที่ HYROX ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก BASE ยังคงเดินหน้าเป็นหนึ่งในผู้นำของกระแสการออกกำลังกายดังกล่าว ด้วยโปรแกรมฝึกซ้อมที่ออกแบบอย่างมีแบบแผนและดูแลโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรองรับทั้งผู้ที่ลงแข่งขันเป็นครั้งแรกและนักกีฬาที่มีประสบการณ์

สมาคมภริยาทหารเรือสมทบทุน มอบเงิน 2 แสนบาทช่วยน้ำท่วม ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งฯ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อน ย้ำความร่วมมือช่วยเหลือสังคม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. 

สมาคมภริยาทหารเรือ นำโดยคุณอารียา เฟื่องจันทร์ นายกสมาคมฯ เข้ามอบเงินจำนวน 200,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด

กองทัพเรือฝึกป้องกัน “แท่นบงกชเหนือ” เรือหลวง–อากาศยาน–ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมฝึกป้องกันแท่นขุดเจาะสำคัญของประเทศ รับมือโดรน–เรือติดอาวุธ เสริมความมั่นคงพลังงานชาติ ย้ำพลังงานกลางทะเลคือเส้นเลือดเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล รับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานของชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดการฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล “แท่นบงกชเหนือ” ในห้วงการฝึกปฏิบัติการร่วมภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 รหัสการฝึก “ทร.69” เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งผลิตพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

การฝึกครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการป้องกันการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับ การรับมือเรือขนาดเล็กติดอาวุธ และการป้องกันการก่อวินาศกรรมบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงนราธิวาส เรือ ต.995 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของแท่นบงกชเหนือ เพื่อซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติร่วมในสถานการณ์วิกฤตอย่างสมจริง

โอกาสนี้ พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การฝึก และร่วมทดลองการขนส่งบุคลากรด้วยระบบ Capsule ที่เจ้าหน้าที่ประจำแท่นใช้ในการขนส่ง เพื่อทดสอบความปลอดภัย ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติ และใช้ประกอบการออกแบบวางแผนการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมกำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบนแท่นอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับภาคเอกชน และการสร้างความเข้าใจสภาพการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กลางทะเล

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โดยการฝึกในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับภาคพลังงานแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเลที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top