Saturday, 12 September 2026
NEWS FEED

ปัญหา “นักโทษล้นคุก” ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ผู้ต้องขังล้นเกินกำลังรับรอง 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ เสนอรัฐเน้นฟื้นฟูและติดตาม

ปัญหา ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ’
ทำไทยเสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน
เสนอรัฐยกเครื่องเรือนจำ เน้นฟื้นฟู-ดูแล

ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะ “สังคมเหลื่อมล้ำ – ความไม่รู้กฎหมาย – ระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เผย 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท” เสนอ รัฐเปลี่ยนนโยบายจากควบคุมเป็นฟื้นฟู ชูมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางเฉพาะบุคคล พร้อมเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน สร้างระบบติดตามหลังพ้นโทษ

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือ โดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคมที่ผลักให้ผู้คนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ตั้งแต่สถานการณ์จริงในเรือนจำไปจนถึงความท้าทายของชีวิตหลังพ้นโทษ ตลอดจนข้อเสนอในการแก้ไข พร้อมกับมองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังมีการสะท้อนถึงข้อควรระวังในเชิงกฎหมายเพื่อป้องกันการก้าวพลาดและทำให้กลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนามีการเปิดเผยถึงฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทย มีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เต็มที่ 248,333 คน ซึ่งหมายความว่าขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้ และมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
สำหรับสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวในเวทีเสวนาชี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ เช่น การขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การถูกกีดกันหรือเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างบริการสาธารณสุข หรือการเข้าไม่ถึงความรู้ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนๆ หนึ่งเกิดความเปราะบาง กล่าวคือ ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิต และทางเลือกในการตัดสินใจน้อยลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งสุดท้ายจึงเป็นเหตุที่ผลักให้คนจำนวนไม่น้อยกระทำความผิด และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 3 แสนคน มีถึง 70% ที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีการเผยว่าภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษมีผู้ต้องขังถึง 80% ที่มีการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการภายในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ สอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World justice index ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก และคะแนนที่ไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรม และจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด

รศ. ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการ และทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมราชทัณฑ์ ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. การปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำจากสถานที่ควบคุม และคุมขังไปสู่การดูแลและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ว่าการมีมาตรการในเชิงฟื้นฟู และลงโทษในเชิงทางเลือก รวมถึงการสร้างระบบในการทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม ควรเป็นทิศทางของเรือนจำในอนาคต

2. เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย และต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่การใช้มาตรการเดียวในการดูแลคนทุกกลุ่ม 3. เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น และ 4. รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างระบบติดตาม และช่วยเหลือหลังพ้นโทษช่วง 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการกระทำผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงช่องว่างของความไม่รู้กฎหมายที่อาจทำให้บางคนกลายเป็นคนกระทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ปัจจุบันเส้นกั้นของกฎหมายในการตัดสินการกระทำความผิดบางมาก รวมถึงจำกัดขอบเขตของการกระทำมากขึ้น ซึ่งทำให้ความไม่รู้อาจนำไปสู่การทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่างอาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไปหากมีความรู้ทางกฎหมายไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็สามารถปรึกษามาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ของ มธ. ได้ นอกจากนี้ มธ. ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่นักเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะ มธ. เชื่อว่าถ้าคนรู้กฎหมายก็จะลดโอกาสในการกระทำผิดน้อยลง และจำนวนผู้ต้องขังก็น้อยลง

อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย เพราะขณะนี้มีปัญหาทั้งวงจร กล่าวคือ ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และในทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่างๆในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในช่วงก่อนเข้าเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกเบื้องหลังของแต่ละคน ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งด้านจำนวนของผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากคือกว่า 3 แสนคน ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์มีเพียงประมาณ 3,000 คน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และโดยเฉพาะการประสานส่งต่อ

รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ควรมีการผลักดันให้เกิดการผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ด้วย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำงานแยกส่วน หรือการต้องผ่านกระบวนการโดยไม่จำเป็น

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับโดย The Times Higher Education (THE) ให้อยู่อันดับที่ 1 ของโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับประเทศยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ไทยยังทำได้ไม่ดีนัก และหลายเป้าหมายก็เชื่อมโยงกับปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย เช่น เป้าหมายย่อยที่ 3.3 การยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ที่ไทยยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งวัณโรคส่วนใหญ่มักพบในผู้ต้องขังและแรงงานต่างด้าว จึงสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่และการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังได้บางส่วน
ผศ.ชล กล่าวอีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขมาตลอด แต่อาจจะติดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องดึงภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ฯลฯ เพื่อจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำออกมาและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ เท่ากับว่าประเทศจะมีค่าเสียโอกาสในหลัก 3 แสนล้านบาท ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก รัฐอาจต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยอีกส่วน

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ กลุ่มทุนจีน

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ
กลุ่มทุนจีน ที่มองว่าเป็น 'โรงงานศูนย์เหรียญ'
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
ตัวอย่างเช่น การลงทุนของ
โรงงาน BYD ในไทย ที่ปัจจุบันมีการจ้างงาน
กว่า 6,000 คนในเฟสแรก
ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย ถึง 95%
.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยระหว่างร่วมกิจกรรม Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon
.
ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1244285

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีไทย

“2 ครั้งแล้วนะคะที่ท่านนายกเนี่ยไปเยือนต่างประเทศ
เราเห็นแค่ว่ามีแค่การแสดงความสามารถแสดงศักยภาพด้านดนตรี
ภาพที่ออกมาเนี่ยมีแค่ท่านนายกไปเล่นเครื่องดนตรี
แล้วก็ไปจีนรอบนี้ สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือว่าท่านรัฐมนตรีไปร้องเพลง
ดังนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชน
อยากรู้ตั้งแต่การไปเวียดนามแล้วหนึ่งคือท่านได้ไปเรียนรู้หรือว่าท่านได้เอาอะไร
ที่เวียดนามเนี่ยกลับมาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนบ้าง”

รักชนก ศรีนอก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

เครดิต รายการถกไม่เถียง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมลุยเกม!! เปิดเวที Thai Game Awards 2026 ผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่สากล มี 7 สาขารางวัลและเงินรวม 2.2 แสนบาท ผู้ชนะได้โอกาสโชว์ในงาน gamescom asia

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ TGA มอบรางวัล Thai Game Awards ผลักดันเกมไทยสู่เวทีโลก ในงาน TGF 2026

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกกำลังสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่เวทีโลก จัดงาน Thai Game Festival (TGF 2026) ภายในงานฯ มีการเปิดตัวรางวัล Thai Game Awards 2026 เพื่อมอบให้กับนักพัฒนาเกมคอนเทนต์ไทย รวม 7 สาขา เพื่อยกย่องผู้สร้างสรรค์เกมไทย นักพัฒนาเกม และผลงานคุณภาพในหลากหลายมิติ อาทิ คุณภาพการผลิต, ความคิดสร้างสรรค์, การถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทย, ศักยภาพเชิงพาณิชย์ และแรงบันดาลใจ ฯลฯ โดยงานมอบรางวัลฯ ได้จัดขึ้น ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดเผยว่า “การจัดงาน Thai Game Festival หรือ TGF 2026 ในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และบรรลุวัตถุประสงค์ในทุกมิติ โดยเฉพาะปีนี้เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมไทย รวมถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา TGF ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับประเทศ ในการบ่มเพาะ เปิดโอกาส และสร้างพื้นที่แสดงศักยภาพให้แก่เยาวชน นักศึกษา นักพัฒนาเกม และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงความ สามารถอย่างเต็มที่

ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มองว่าเกมไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) ที่สามารถนำเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ ประเพณี ตลอดจนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาถ่ายทอดในรูปแบบที่ร่วมสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถส่งออกคุณค่าสู่สายตาชาวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญงานนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การประกวดแข่งขัน หรือการประกาศผลรางวัล แต่สามารถสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมในการต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้กล่าวว่า “Thai Game Awards 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีมอบรางวัล แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเกมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พัฒนาเกมไทยได้ก้าวไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ในระดับสากล โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้พัฒนาและผู้ประกอบการเกมไทย โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมการประกวดกว่า 80 ผลงาน สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้ มีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 7 สาขา พร้อมเงินรางวัลรวม 220,000 บาท โดยผลการตัดสินมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรอบด้าน

สำหรับผู้ได้รับรางวัลทั้ง 7 สาขา ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเกม ในปีนี้คือ 1)รางวัล Best of Narrative & Storytelling Awards (เนื้อเรื่องยอดเยี่ยม) ได้แก่ BlueLine, 2)รางวัล Best of Music & Audio Awards (ดนตรีและเพลงประกอบยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 3)รางวัล Best of Visual Awards (งานภาพยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 4)รางวัล Rising Game Developer Awards (ผู้พัฒนาเกมหน้าใหม่ยอดเยี่ยม) ได้แก่ Puni the Florist, 5)รางวัล Best of Game Design Awards (งานออกแบบเกมยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 6)รางวัล Thai Culture and Creativity Awards (วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ไทยยอดเยี่ยม) ได้แก่ KUUKIYOMI: CONSIDER IT WORLD และ 7)รางวัล Thai Game of the year Awards (เกมไทยยอดเยี่ยมแห่งปี) ได้แก่ Lost and Found Co.

หลังจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลยังมีโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงในพื้นที่ Thai Playvillion ภายในงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 ต.ค. – 1 พ.ย. 69 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อแสดงศักยภาพเกมไทยบนเวทีระดับนานาชาติ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในการจัดงาน, การมอบรางวัล หรือกิจกรรมอื่นๆ ของทางสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้ที่ Facebook : TGA – Thai Game Software Industry Association หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ความหวังของชาติ!! นายกฯ มาเลเซียร่วมเชียร์ ‘อาลีฟ’ ก่อนชิงเข็มขัด ONE มวยไทย สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก ผู้แบกความหวังชาติบนสังเวียน ONE

ความหวังของชาติ! นายก “อันวาร์ อิบราฮิม” ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ” คว้าเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล

“ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ร่วมโพสต์ส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ

ส.เดชะพันธ์” ดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-มาเลเซีย ก่อนขึ้นสังเวียนแย่งชิงเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล (115-125 ป.) กับ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในคู่เอกของรายการ The Inner Circle 23 ที่จะเปิดฉากขึ้น ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. นี้ ถ่ายทอดสดเฉพาะสมาชิกทาง Live.ONEFC.com ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น.

ก่อนขึ้นชกในไฟต์ที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางอาชีพ “อาลีฟ” ได้รับกำลังใจครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีของแดนเสือเหลืองที่ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม anwaribrahim_my เชิญชวนชาวมาเลเซียร่วมส่งแรงเชียร์ให้กับนักชกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนความหวังของประเทศ โดยระบุข้อความว่า

“เชิญทุกคนร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้กับ อาลีฟ ที่กำลังจะขึ้นสังเวียนชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล ในวันศุกร์นี้”

“อาลีฟ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักกีฬาการต่อสู้ชาวมาเลเซียคนแรกที่ได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลก ONE ขอให้เขาคว้าชัยชนะ นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าที่จะไล่ล่าความฝันจนก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ”

นอกจากนี้ “อาลีฟ” ยังได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม aliff_rakib แสดงความมุ่งมั่นก่อนขึ้นสังเวียนไฟต์สำคัญ พร้อมยืนยันว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศมาเลเซีย

“ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียว แต่กำลังสู้เพื่อประเทศชาติ เป้าหมายเดียวของผมคือการคว้าเข็มขัดกลับบ้าน และสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้”

“ผมขอพลังและกำลังใจจากพี่น้องทุกคนในชาติ ด้วยพรของพระเจ้า ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเป็นนักสู้คนแรกที่นำเข็มขัดแชมป์โลก ONE เส้นนี้กลับสู่บ้านเกิดของเราให้ได้”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1710891364375559&id=100063641362350&rdid=UBlu7gWrLfqAGpki#

ไทยยึดนโยบายจีนเดียว!! ยึดนโยบายจีนเดียวตั้งแต่ปี 2518 ยืนยันต่อเนื่องหลังสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เหมือนกับหลายประเทศที่มีความสัมพันธ์กับจีน ข้อมูลพื้นฐานตรงกันเพื่อความเข้าใจร่วมกัน

รัชดา ธนาดิเรก กล่าวบนเฟสบุ๊ค

นโยบายจีนเดียว

ไทยยึด “นโยบายจีนเดียว” มาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2518 ตั้งแต่วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเช่นเดียวกับอีกนานาประเทศที่ประกาศความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ความเห็นเรื่องบ้านเมือง แลกเปลี่ยนกันได้เสมอ แต่ขอให้เรามีข้อมูลพื้นฐานตรงกันจะได้คุยกันด้วยความเข้าใจ

ที่มา : https://www.facebook.com/100002310849686/posts/27522818757378449/?rdid=dNwWBWaqBx2j85c4#

คำพูดจากตำนานถึงดาวรุ่ง!! ‘ยามาล’ ซึ้งคำพูด ‘เมสซี’ “เดินบนเส้นทางของตัวเอง” ยามาลเผยคำแนะนำเมสซีหลังจบนัดชิงบอลโลก คำพูดหลังเกมที่มีค่าดั่งเหรียญทองบนคอ

ลามิน ยามาล แข้งดาวรุ่งทีมชาติสเปน ออกมาเผยคำพูดของ ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงตัวเก๋าทีมชาติอาร์เจนตินา ที่เข้ามาพูดกับตนหลังจบนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026

สเปน ของ ลามิน ยามาล สามารถเอาชนะ อาร์เจนตินา ของ เมสซี ไปได้ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ

ซึ่งตอนหลังจบเกมดังกล่าว ได้มีการจับภาพว่าทั้งสองคนได้เข้าไปกอดและพูดคุยกัน และล่าสุดแข้งทีมชาติสเปนได้ออกมาเล่าถึงสิ่งที่รุ่นพี่อย่าง เมสซี ได้มาพูดกับเขา ว่า

“เขาบอกให้ผมเดินทางต่อไปในเส้นทางของผมเอง และอนาคตนั้นเป็นของรุ่นของพวกเรา คำพูดเหล่านั้นมีความหมายสำหรับผมเทียบได้กับเหรียญทองที่อยู่บนคอผมเลย”

“เขาคือคนที่ผมชื่นชอบเสมอ และตอนจบเกมนั้น ผมก็แสดงให้เห็นว่าผมเคารพเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10335289

‘วีระศักดิ์’ บรรยายรับมือภูมิอากาศ ธ.ก.ส. ผลักดันสินเชื่อเขียว อบรมกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ 3 วัน แลกเปลี่ยนรู้และดูงานปลูกป่า เตรียมพร้อมเกษตรกรรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่วิทยากรพิเศษบรรยายหัวข่อ "การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่างพรบ.อากาศสะอาด" ในเวทีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ และผู้บริหารโครงการสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ในฐานะกลไกหลักที่กำลังมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อน โดย ธ.ก.ส. ได้พยายามผลักดันให้ลูกค้าและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังดูแลลูกค้าให้สามารถปรับตัว โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) และการสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนผ่านสู่วิถีเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ลดการเผาในที่โล่ง ใช้กลไกธรรมชาติและความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาช่วยลดความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการรวมกลุ่มในการจัดการ เพื่อให้ฐานชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันและกันได้เต็มศักยภาพดีขึ้น

การอบรมนี้ เป็นหลักสูตร 3 วัน จัดขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้จากแต่ละภาคของประเทศได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดูงานระหว่างกัน จัดที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และมีกิจกรรมไปดูงานในพื้นที่ป่า ที่ปลูกในจังหวัดอ่างทอง

‘พนิดา’ พรรคประชาชนย้ำหลักนิติรัฐ!! เรียกร้องรัฐตรวจสอบกลุ่มอ้างปกป้องสถาบัน ทำร้ายประชาชน ชี้กฎหมายต้องอยู่เหนือกำลัง อ้างความจงรักภักดีไม่ได้ หากใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิผู้อื่น ย้ำไทยต้องเป็นสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนิดา มงคลสวัสดิ์ กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนว่าปกป้องสถาบัน เข้าไปควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการดูหมิ่นสถาบันนั้น

ดิฉันขอยืนยันในหลักการว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ

หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดใดๆ กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายไว้อย่างชัดเจน หน้าที่ในการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดี เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะตั้งตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้ความรุนแรงลงโทษผู้อื่น

การปล่อยให้เกิดการใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ย่อมเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเมื่อความรุนแรงถูกยอมรับว่าเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่าง ย่อมไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงนั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ทุกคน

ดิฉันขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา คุ้มครองสิทธิผู้ถูกทำร้าย และให้ความปลอดภัย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนการใช้กำลัง ใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้ในวันที่เรามีความเห็นแตกต่างกันอย่างที่สุด

การอ้างความจงรักภักดีไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1041063408286087&id=100071473118751&rdid=sfAXlVUvmyWlfplN#

พนันออนไลน์ไม่หยุดแค่ชายแดน!! อาเซียนไล่บี้พนันออนไลน์–แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลาวรวบผู้ต้องหา 4 สัญชาติ คนไทยนำโด่ง ยึดคอมฯ–มือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง สะท้อนสแกมเมอร์กำลังหาฐานใหม่ทั่วภูมิภาค

ลาว ทางการลาวปราบ พนันออนไลน์สแกมเมอร์
อาเซียนรวมใจ พนันออนไลน์สแกมเมอร์

ลาวบุกทลายเครือข่ายเว็บพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 589 คน 4 สัญชาติ คนไทยมากสุด 373 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง สปป.ลาว พร้อมกำลังเฉพาะกิจ ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารให้เช่าในพื้นที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคม (Scammer)
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 589 คน เป็นหญิง 309 คน จาก 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ชาวไทย 373 คน (หญิง 198 คน), ชาวลาว 199 คน (หญิง 105 คน), ชาวเวียดนาม 15 คน (หญิง 4 คน) และ ชาวกัมพูชา 2 คน (หญิงทั้งหมด)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1,517 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 4,045 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 5,245 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลการสืบสวน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อขยายผลหาผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนสามารถเข้าทลายเครือข่ายดังกล่าวได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงงดเล่นการพนันออนไลน์ทุกประเภท พร้อมแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดผ่านสายด่วน 1533 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

จากข้อมูล หลังจากมีการปราบปรามในพม่าแก๊งสแกมเมอร์แตกและย้ายฐานมาสมทบในกัมพูชา หลังจากปะทะ ชายแดนไทย

ปิดด่าน ทางการจีนเริ่มปราบในกัมพูชา กลุ่มสแกมเมอร์แตก หาฐานใหม่ในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ยังเป็นฐานใหญ่

ส่วนฐานย่อยและเริ่มก่อตัวในพื้นที่ทางบกที่ไม่ห่างจากกัมพูชา แบ่งออกเป็นสองประเภทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ที่เป็นอาณาจักร

จากข่าวหลายข่าวจะเห็นได้ว่าหลังจากปะทะชายแดนกัมพูชาทางการเวียดนามและลาวสามารถจับกลุ่ม สแกมเมอร์ ได้ทีละหลายหลายคน คือตั้งเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ส่วนในประเทศไทยการลักลอบเปิดเป็นศูนย์ย่อยเช่าบ้านอยู่กัน 5-10 คน และทำการหลอกลวง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top