Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

‘กรณ์–รัดเกล้า’ เดินหน้า “Smart Youth” เสริมทักษะการเงิน–รู้ทันสแกมเมอร์ยุค AI ให้เยาวชน กิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันการเงิน เปิดพื้นที่เยาวชนคิดและทำจริง สอนจัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ เน้นรู้ทันสแกมเมอร์ยุค AI

“กรณ์–รัดเกล้า” เดินหน้า “Smart Youth” เสริมทักษะการเงิน–รู้ทันสแกมเมอร์ เปิดพื้นที่เยาวชนคิดและลงมือทำ

ปชป. เดินหน้าต่อเนื่อง 2 วัน จากราชภัฏพระนครสู่ มจพ. มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและการรับมือภัยหลอกลวงยุค AI

วันที่ 21–22 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าจัดกิจกรรม “Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention” ต่อเนื่อง 2 วัน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงิน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยสแกมเมอร์และการหลอกลวงที่พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI

กิจกรรมดังกล่าวมี นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่วมผลักดันโครงการ โดยมุ่งให้เยาวชนมีความรู้ตั้งแต่การวางแผนรายรับ–รายจ่าย การออม การลงทุน การประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลและรับมือกับกลโกงออนไลน์

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนที่มองเห็นถึงความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเดียวกัน และต้องการนำความกังวลดังกล่าวมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนด้วยกันเอง จึงเกิดการนำเรื่อง “การบริหารเงิน” มาผนวกเข้ากับ “การปกป้องเงิน” เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

นายกรณ์กล่าวว่า ความรู้ทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะการรู้จักบริหารรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนทางการเงิน และการลงทุน พร้อมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต

ด้านนางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการลงมือทำเพื่อเยาวชนด้วยกันเอง

“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากทำกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การเข้าไปบอกว่าเยาวชนควรทำอะไร แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นคนคิด เป็นคนลงมือทำ และนำปัญหาที่มองเห็นรอบตัวมาสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น พรรคอยากเป็น ‘ลมใต้ปีก’ ที่ช่วยเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อโอกาส เพื่อให้เยาวชนได้ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง หากเยาวชนคนไหนสนใจร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ขอให้คิดถึง Blue Academy ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแค่ติดต่อเข้ามา เราพร้อมรับฟัง พร้อมสนับสนุน”

สำหรับเนื้อหาด้าน Financial Literacy ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ทั้งการจัดการรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน รวมถึงกิจกรรมจำลองการลงทุนและการจัดพอร์ต เพื่อให้เยาวชนได้ทดลองตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการบริหารเงินในชีวิตจริง โดยมี Future Innovative of Thailand (FIT) ร่วมพัฒนากิจกรรมจำลองดังกล่าว

ขณะที่ในส่วนของ AI Scam Prevention มีการให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และสถานการณ์จำลองที่มีความสมจริงมากขึ้น พร้อมฝึกทักษะการตรวจสอบข้อมูล การสังเกตความผิดปกติ และแนวทางรับมือเมื่อพบความเสี่ยง

กิจกรรมทั้งสองวันมีวิทยากรและผู้ร่วมขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน อาทิ พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม จากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายศารทูล วุฒิศักดิ์ศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบัน Blue Academy นางพิมชนก เก่าเจริญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวภัทรวดี เรืองหนู ผู้ริเริ่มโครงการ AI Scammer Prevention เพื่อเยาวชน โดยเยาวชน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมที่ มจพ. ในวันที่ 22 กันยายน เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมวันแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยพรรคประชาธิปัตย์มุ่งให้ “Smart Youth” เป็นพื้นที่ที่เยาวชนสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาคิดต่อยอดเป็นการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “เยาวชนคิด เยาวชนทำ เพื่อเยาวชน” เพื่อสร้างทั้งทักษะทางการเงินและภูมิคุ้มกันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเยาวชนมากขึ้น

มุมมองด้านมืดญี่ปุ่น!! คลิปพิธีรับเหรียญวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น หลังไทยจับมือยินดีจีน แต่เจ้าภาพเดินลงแท่น ชาวญี่ปุ่นวิจารณ์นิสัยแพ้ไม่ได้

คนญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกต "ด้านมืดของนิสัยคนญี่ปุ่น" จากพิธีมอบเหรียญวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026
.
ภาพวีดิโอระหว่างพิธีการมอบเหรียญรางวัลวอลเลย์บอลหญิง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่สนามปาร์ค อารีนา โคมากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 69) กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ชาวญี่ปุ่นขึ้นมา เมื่อทีมชาติจีนชนะญี่ปุ่นเจ้าภาพไป 3-0 เซต จนคว้าเหรียญทองได้ ส่วนญี่ปุ่นก็ได้เหรียญเงินไปตามระเบียบ ส่วนทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยที่ชนะเกาหลีใต้ 3-0 เซตก็ได้เหรียญทองแดง
.
ทว่า ภาพหลังการรับเหรียญรางวัลกลายเป็นประเด็นเพราะ เมื่อมีการมอบเหรียญรางวัลเสร็จสิ้น ขณะที่เหล่าสาว ๆ นักกีฬาไทยต่างหันกลับไปจับไม้จับมือ แสดงความชื่นชมยินดีกับสาว ๆ ทีมชาติจีนที่ได้เหรียญทองอย่างน่ารักอบอุ่น แต่สาว ๆ นักวอลเลย์ฯ ทีมเจ้าภาพกลับหันขวาเดินลงจากแท่นรับรางวัลไปอย่างพร้อมเพรียงทันที
.
ภาพดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวญี่ปุ่นเช่นว่า "นี่มันเผยให้เห็นถึงนิสัยด้านแย่ ๆ ของคนญี่ปุ่นชัด ๆ คนญี่ปุ่นจะทำตัวใจดีก็แค่ตอนที่ตัวเองเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นแหละ ถ้าหากญี่ปุ่นได้แชมป์ ป่านนี้นักกีฬาญี่ปุ่นก็คงยิ้มแย้ม จับมือ และถ่ายรูปที่ระลึกกับนักกีฬาต่างชาติไปแล้ว
.
"แต่พอแพ้หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบขึ้นมา ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที จนไม่เหลือความพร้อมที่จะมีน้ำใจต่อผู้อื่น และกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกไปเลย" ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นบัญชี @SekaiUtu (日本から逃げた人) ซึ่งมีผู้ติดตามมากว่า 2 หมื่นคนตั้งข้อสังเกต
.
แล้วแฟนเพจบูรพาไม่แพ้ล่ะ คิดว่ายังไงกับข้อสังเกตเรื่องนี้ ?
.
ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1694784339320703/?rdid=qxsFXT038UbfPqN5#

‘อัจฉราพร’ เผยปีนี้ฝันเป็นจริง!! วอลเลย์บอลไทยชนะเกาหลีใต้ 3-0 คว้าอันดับ3 เอเชียนเกมส์ 2026 ยอมรับเอเชียนเกมส์คือกำไร แม้พลาดชิงทอง เป้าหมายโอลิมปิกสำเร็จแล้ว

อัจฉราพร คงยศ ดาวตบทีมชาติไทย เผยปีนี้สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้สำเร็จแล้ว เอเชียนเกมส์คือกำไร แม้จะไม่ได้เข้าชิงเหรียญทอง ก็ตามที

การแข่งขันวอลเลย์บอล มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่สนามปาร์ค อารีน่า โคมากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 ก.ย.69 เป็นการแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 13 ของโลก เอาชนะ ทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมอันดับที่ 28 ของโลก 3-0 เซ็ต 3-0 เซ็ต 25-20, 25-19 และ 25-23

หลังจบการแข่งขัน “เพียว” อัจฉราพร คงยศ ดาวตบทีมชาติไทย กล่าวถึงภาพรวมในการแข่งขันในนามทีมชาติไทยปีนี้ว่า ปีนี้ถึงแม้ว่าจะออกสตาร์ทไม่ดี แต่ในการเดินทางของเรามันดีขึ้นไปทีละสเต็ป ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆพัฒนา ทำให้ฝันที่เราฝันจริงๆมันสำเร็จ (คว้าตั๋วไปโอลิมปิก) เอเชียนเกมส์ มันเป็นเหมือนกำไร ถ้าเราได้เข้าชิงก็ยิ่งกำไรเข้าไปอีก ดังนั้นมองว่ามันคุ้มค่ามากๆสำหรับปีนี้

เปิดสถิติก่อนเกม วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ ชิงเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ 2026
ชมพู่ พรพรรณ โพสต์ส่ออาจเป็นเอเชียนเกมส์ครั้งสุดท้าย ฝาก พิมพิชยา ‘ห้ามทิ้งทีมนี้’
ช่องทางชมสด วอลเลย์บอลหญิง ไทย VS เกาหลีใต้ เอเชียนเกมส์ 2026

อนึ่ง หลักเกณฑ์เงินรางวัลนักกีฬาไทย ที่คว้าเหรียญในกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญทอง รับเงินรางวัล 2,000,000 บาท เหรียญเงิน รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท และเหรียญทองแดง รับเงินรางวัล 500,000 บาท

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10408971

กองทัพเรือ สกัดขบวนการลอบขนของชายแดนจันทบุรี!! ปิดด่าน 100% กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา ยึดอุปกรณ์ 57 ชิ้นลักลอบเข้าไทย เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวนชายแดน เตือนห้ามข้ามแดนผิดกฎหมายเด็ดขาด

“ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา—นาวิกโยธินสกัดของกลาง 57 ชิ้น ลอบขนผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน การขนย้ายสิ่งของผิดกฎหมาย และภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กำลังพลชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ฐานคลองโป่งน้ำร้อน ตรวจพบลังพลาสติก กระเป๋าเดินทาง ลังกระดาษ และถุงกระสอบจำนวนมาก วางกองรวมกันอย่างมีพิรุธภายในขนำไม่มีเลขที่กลางสวนเกษตร พื้นที่หมู่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตำบลคลองใหญ่เข้าร่วมตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสิ่งของรวม 57 ชิ้น ประกอบด้วย ลังพลาสติก 34 ใบ ลังกระดาษ 7 ใบ กระเป๋าเดินทาง 8 ใบ ถุงกระสอบ 8 ใบ ภายในบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งพบเอกสารและสมุดบันทึก เช่น สำเนาหน้าหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดสิ่งของทั้งหมดไปตรวจสอบโดยละเอียด ณ ที่ตั้งกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน ดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลถึงบุคคลหรือขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อมูลด้านการข่าวเบื้องต้นระบุว่า การตรวจยึดครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินจากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ภายหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านของฝ่ายไทย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการ “ปิดด่าน 100%” ส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจตามแนวชายแดนในฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะกิจการที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงกับประเทศไทย จนอาจเกิดความพยายามลักลอบขนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมของเจ้าหน้าที่

กองทัพเรือขอย้ำว่า การปิดจุดผ่านแดนมิได้หมายความว่าช่องทางธรรมชาติจะสามารถใช้สัญจรหรือขนย้ายสิ่งของได้โดยเสรี การนำคนหรือสิ่งของข้ามแดนนอกช่องทางที่กำหนดถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะลาดตระเวน เฝ้าตรวจ สกัดกั้น และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนของไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเป็นฐานดำเนินกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

พพ. ดันโรงแรมคาร์บอนต่ำ!! จับมือ 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่ง นำร่อง 80 โรงแรมใน 10 จังหวัดทั่วไทย ใช้ระบบ EnPI วิเคราะห์จุดลดพลังงาน เร่งลดก๊าซเรือนกระจก 10% ภายในปี 70

พพ. ผนึก 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่งสู่มาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
นำร่อง 10 จังหวัดลดใช้พลังงานวัดผลเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel–GSTC

พพ.เดินหน้าปั้นโรงแรมต้นแบบ 80 แห่งใน 10 จังหวัด ใช้ข้อมูล EnPI วิเคราะห์ Energy Gap เจาะจุดลดการใช้พลังงาน พร้อมผลักดันโรงแรมกว่า 5,000 แห่งเข้าสู่ระบบ EnPI–CF-Hotels รองรับตลาดนักท่องเที่ยว

สายรักษ์โลก “Low Carbon Tourism” พร้อมเปิดทาง Soft Loan–Green Loan–ESCO ช่วยผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวไทย
22 กันยายน 2569 – นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมโรงแรมไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยใช้ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว

สำหรับความร่วมมือ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และที่พัก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่แผนการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบพลังงานที่เหมาะสม ในแต่ละสถานประกอบการ พร้อมมีการประเมินการใช้พลังงานของโรงแรม เพื่อทำดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ( Energy Performance Indicator (EnPI) เพื่อวิเคราะห์ “Energy Gap” ค้นหาจุดที่มีการใช้พลังงานสูงหรือมีโอกาสลดการสูญเสีย ก่อนกำหนดมาตรการปรับปรุงที่สามารถวัดผลการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ MOU คือการผลักดันโรงแรมมากกว่า 5,000 แห่ง ให้เข้าร่วมประเมินและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ EnPI และ Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) เพื่อสร้างฐานข้อมูล

ด้านพลังงานและคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ของโรงแรมไทยสู่การเป็นโรงแรมเบอร์ 5 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม CF-Hotels สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมโดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
ทั้งนี้เพื่อยกระดับโรงแรมเข้าเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล อาทิ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และ Good Travel Seal โดยนำข้อมูลการใช้พลังงานและผลการประเมิน EnPI มาใช้กำหนดแนวทางปรับปรุง อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ ยังได้วางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 2 ที่ระดับ 10% และสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากระบบ CF-Hotels เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับการขับเคลื่อนระยะแรก ทั้ง 5 ฝ่ายเตรียมดำเนิน โครงการโรงแรมต้นแบบด้านพลังงาน โดยคัดเลือกโรงแรมระดับ 2–5 ดาวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ นำร่องจำนวน 80 แห่ง ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม

10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และภูเก็ต

โดยโรงแรมที่เข้าร่วมจะเริ่มจากการประเมิน EnPI และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อค้นหา Energy Gap จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจและออกแบบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้เหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละโรงแรม โดย พพ.และกฟผ. จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถบรรลุผลการประหยัดพลังงานได้จริงพร้อมมีการติดตามและประเมินผลทั้งด้านการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้หลักการ Measurement and Verification (M&V) เพื่อให้สามารถวัดผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น

ความร่วมมือครั้งนี้จะสนับสนุนการเข้าถึงกลไกทางการเงิน เช่น Soft Loan และ Green Loan รวมถึงการใช้รูปแบบ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น

ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม นางสาวนันธิกา กล่าว

ทั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้างการรับรู้เรื่อง Low Carbon Tourism ผ่านการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้นแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของ

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ “โรงแรมคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัย

ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนดังกล่าว เป็นการดึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งปรับตัว และเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย ที่จะมุ่งขับเคลื่อนไทยสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และเป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% หรือ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) จากปีฐาน 2019
สำหรับกรอบความร่วมมือ 5 ปี ระหว่าง (ปี 2569 2574 )โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูล การประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโรงแรมต้นแบบ ซึ่งจะมีภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่เหมาะสมกับโรงแรมขนาดเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานและการสื่อสารตลาด เพื่อให้การลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

เปิดสถิติก่อนเกม ไทยดวลเกาหลีใต้!! ชิงทองแดงวอลเลย์บอลหญิงเอเชียนเกมส์ 2026 นัดชิงที่สำคัญในเอเชียนเกมส์ นัดสุดท้ายฤดูกาล 2026 ของทีมไทย ลุ้นอันดับโลก 13 พบ 28 จากเกาหลีใต้ เวลา 14.00 น.

เปิดสถิติก่อนเกม วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ ชิงเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 นัดสุดท้ายของทีมสาวไทยในนามทีมชาติฤดูกาล 2026

วันที่ 21 ก.ย.2569 การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 รอบชิงเหรียญทองแดง เป็นการพบกันระหว่าง ทีมชาติไทย อันดับ 13 ของโลก พบกับ ทีมชาติเกาหลีใต้ อันดับ 28 ของโลก ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของทีมสาวไทยในนามทีมชาติฤดูกาล 2026

เปิดสถิติ 5 นัดหลัง ไทย พบ เกาหลีใต้
สำหรับ ทีมชาติไทย เพิ่งเจอกับทีมชาติเกาหลีใต้ ในรายการ ชิงแชมป์เอเชีย AVC Tianjin 2026 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยสถิติ 5 นัดหลังที่คู่นี้พบกันมีดังนี้

ชิงแชมป์เอเชีย 2026 วันที่ 27 ส.ค.2569
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

เนชั่นส์ ลีก 2024 วันที่ 20 พ.ค.2567
ทีมเกาหลีใต้ ชนะ ไทย 3-1 เซต

โอลิมปิก 2024 รอบคัดเลือก วันที่ 23 ก.ย.2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

ชิงแชมป์เอเชีย 2023 วันที่ 3 ก.ย. 2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

เนชั่นส์ ลีก 2023 วันที่ 4 มิ.ย.2566
ทีมไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต

ช่องทางชมสด ไทย พบ เกาหลีใต้
PPTV HD36
AIS PLAY

โปรแกรม วอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 วันนี้
รอบชิงเหรียญทองแดง
เวลา 14.00 น. ไทย พบ เกาหลีใต้

รอบชิงเหรียญทอง
เวลา : 17.20 น. ญี่ปุ่น พบ จีน (ถ่ายทอดสด : PPTV ช่อง 36 และ AIS Play)

รอบจัดอันดับ 5-13

เวลา : 08.00 น. คาซัคสถาน พบ เวียดนาม (ถ่ายทอดสด : MONOMAX SPORTS ช่อง 29 และ AIS Play)
เวลา : 11.00 น. ไต้หวัน พบ อินโดนีเซีย (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 11.00 น. คาซัคสถาน พบ กาตาร์ (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 14.00 น. เนปาล พบ มองโกเลีย (ถ่ายทอดสด : AIS Play)
เวลา : 17.00 น. ฮ่องกง พบ ฟิลิปปินส์ (ถ่ายทอดสด : AIS Play)

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10407940

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ

โฆษกกองทัพเรือชี้แจงเพิ่มเติม กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%”
การต่อเรือรบสมรรถนะสูงภายในประเทศให้ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง กองทัพเรือกำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) ว่า เรือลำแรกต้องมีสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือทั้งหมด และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง ต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ทั้งนี้ ร้อยละ 20 เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้เสนอรายใดสามารถเสนอให้มีสัดส่วนการดำเนินงานภายในประเทศได้สูงกว่าเกณฑ์ โดยมีความเป็นไปได้และไม่กระทบต่อมาตรฐาน คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ และความพร้อมรบของเรือ ย่อมช่วยให้กองทัพเรือบรรลุเจตนารมณ์ในการพึ่งพาตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของอู่ต่อเรือไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ บุคลากร มาตรฐานการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการต่อเรือรบสมรรถนะสูงได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขในเอกสาร

ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” จึงเป็น เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ประเทศไทยต้องร่วมกันพัฒนาไปให้ถึง มิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบันจะต่อภายในประเทศทั้งหมดในทันที

กองทัพเรือยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการมิใช่เพียงการจัดหาเรือมาใช้งาน แต่คือการใช้ทุกโอกาสจากการจัดหาเพื่อสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง
ได้มากขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา :https://www.facebook.com/photo/?fbid=1096795599379528&set=a.180070871052010

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการจัดหาและเสริมสร้างความพร้อมของเรือฟริเกตว่า ผลประโยชน์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 17.9–24 ล้านล้านบาทต่อปี

การมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อมและขีดความสามารถเหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล การรักษาความมั่นคงทางทะเล ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

การแถลงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต
ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095781459480942&set=a.180070871052010

‘เอกนิติ’ ชี้ Fitch ปรับมุมมองไทยสู่ Stable สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจ–วินัยการคลังดีขึ้น จาก negative เป็น stable คงอันดับ BBB+ ต่อเนื่อง 3 สถาบัน ย้ำรัฐมั่นใจวินัยการคลัง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ระบุว่า

มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

วันนี้ทุกท่านคงได้รับฟังข่าวที่น่ายินดีว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+ เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน1 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้
+ สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป
+ เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
+ เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
+ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น
ที่ผมสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ในขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ได้ช่วยประคองร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้สามารถผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนผ่านการติดตั้งโซล่าห์ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด

2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือ คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้
• การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 13.4 .ไตรมาส 2
• การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในครึ่งปีแรก
• การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
แน่นอนครับ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพและทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล๊อคข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass และ พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป

คำถามถัดมาคือ ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างานและโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นกองกลางสนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไป

3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผยและโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจากร้อยละ 4.4 ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบและรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571

การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงินและแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบายและการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานานและปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122128231329377842&id=61591335273934&post_id=61591335273934_122128231329377842&rdid=TBxpeYHZnXCxhJk4#

‘อนุทิน’ นำคณะเยือน ญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–อังกฤษ เยือน 3 ประเทศต่อเนื่อง ร่วม UNGA81 ดันโอกาสการค้า–ลงทุนไทย เปิดภารกิจโรดโชว์เศรษฐกิจไทย พร้อมดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก เสริมสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล

“อนุทิน” นำคณะเยือน 3 ประเทศร่วม UNGA81–ขยายโอกาสการค้า การลงทุนไทย

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569) เวลา 08.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง โดยมีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ (Mr. SUGIKI Takahiro) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การต้อนรับ

สำหรับภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก

ที่มา : https://www.facebook.com/100064791483810/posts/1693396752830025/?rdid=yA60uYNDFcFjIvD8#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top