Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

กรุงเทพครองแชมป์ เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026 เฉือนชนะ โตเกียว สิงคโปร์ ครบเครื่องกินเที่ยวพัก มัดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก

(10 มี.ค. 69) กรุงเทพมหานครได้รับการยกย่องให้เป็น "เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026" โดยนิตยสาร DestinAsian ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards ซึ่งเฉือนเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างโตเกียว และสิงคโปร์ไปอย่างภาคภูมิใจ

นาย'เอกวรัญญู อัมระปาล' โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า "กรุงเทพฯ คว้ารางวัลครั้งนี้เพราะเมืองมีเสน่ห์ที่ลงตัว ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างน่าทึ่ง และยังเป็นสวรรค์ของนักกิน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดระดับโลก ไปจนถึงร้านอาหารไฮเอนด์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์"

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเสนอประสบการณ์หลากหลายเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury ย่านศิลปะและสถานบันเทิงสุดฮิต พร้อมทั้งรับรองด้วย "จิตวิญญาณแห่งรอยยิ้ม" การต้อนรับที่ประทับใจ ตั้งแต่พี่วิน พี่ตุ๊กตุ๊ก ไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว

"กล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เที่ยวสนุก กินอร่อย พักสบาย และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครในทุกหัวมุมถนน" โฆษก กทม. กล่าวทิ้งท้ายว่านี่คือแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าเที่ยวและน่าอยู่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1398733328955667&id=100064570394286&rdid=yr1KeGmAkNSr73tE#

แพทย์ไทย–ต่างชาติ แลกเปลี่ยนความรู้ โชว์เทคนิค Modern Facelift Plus ตอกย้ำมาตรฐานศัลยกรรมไทย มุ่งสู่ศูนย์กลางความงามเอเชีย

บางมดเอสเธติค ตอกย้ำบทบาทผู้นำศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” เปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค (Bangmod Aesthetic Hospital: BAH) ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดงานประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” รวมศัลยแพทย์ตกแต่งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดศักยภาพศัลยแพทย์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล สะท้อนความเชื่อมั่นของวงการศัลยกรรมความงามที่มีต่อฝีมือและมาตรฐานการรักษาของประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมการดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอก โดยมี นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค พร้อมด้วยพญ. ภาวิณี อรรณพพรชัย และ นพ. รัชภูมิ เกตุแก้ว ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งของโรงพยาบาล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการดึงหน้าขั้นสูง “Modern Facelift Plus” ซึ่งเป็นการดึงหน้าในชั้นลึกที่เป็นเทคนิคเฉพาะของบางมด ด้วยการเย็บใบหน้าชั้น SMAS ถึง 3 ขั้นตอน (Triple SMAS) ผสานการดึงหน้าร่วมกับการเติมไขมันบนใบหน้า (Fat Grafting) เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้อย่างยาวนานขึ้น ตลอดจนมีการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าในแต่ละเคสที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล และการออกแบบผลลัพธ์ก่อนผ่าตัด ภายใต้แนวคิด “แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว ดูเป็นธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสมดุล และมาตรฐานการรักษาในระดับโรงพยาบาลชั้นนำ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจากแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งในหัวข้อของ Facial Palsy โดย Dr.Tsz Yin Voravitvet และ Concept of 3D Printing Breast Volume โดย Dr.Jo Chun Hsiao เป็นต้น โดยภายหลังการบรรยาย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน ทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้แพทย์ทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมได้เข้าร่วมสังเกตการณ์เทคนิคในการผ่าตัด Modern Facelift Plus ที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก และถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของทีมศัลยแพทย์ตกแต่งไทย ตลอดจนความพร้อมของระบบห้องผ่าตัด การดูแลคนไข้ระหว่างพักฟื้น และภายหลังจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานระดับสากล
นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค กล่าวว่า “การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คืออีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการตอกย้ำว่าศัลยแพทย์ตกแต่งของไทยมีศักยภาพและมาตรฐานในการผ่าตัดไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเชื่อว่าการเปิดบ้านให้แพทย์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และศึกษาดูงานในครั้งนี้ คือการสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของทีมแพทย์เรา ตลอดจนระบบการดูแลรักษา และมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล บางมดเอสเธติคที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ วิจัยพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดผลลัพธ์การรักษา และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมความงามด้านการดึงหน้าของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”
การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอกของประเทศไทย แต่ยังสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของวงการศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงาม หากแต่เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวิชาการ ที่พร้อมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมความงามไทยสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แจงปมโพสต์ภาพสอบเข้า ขอโทษทีมจัดสอบ-โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ชี้โพสต์ภาพเพราะเป็นห่วงเด็กนักเรียน ย้ำไร้เจตนาทำเสียหาย

กราบขออภัยทุกฝ่าย แจงโพสต์ภาพสอบเข้าเกิดจากความห่วงใยนักเรียน

นายจิรัฐชัย ปวีร์วรานนท์ ออกมาชี้แจงพร้อมกล่าวคำขออภัยต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่ได้โพสต์ภาพเกี่ยวกับการสอบเข้าของนักเรียน ซึ่งเป็นภาพที่มีการวางเงินและของมีค่าลงบนพื้นและบริเวณถังขยะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

ในถ้อยแถลง นายจิรัฐชัยระบุว่า ภาพดังกล่าวได้มาจากคุณแม่ของหลาน ซึ่งเดินทางไปเฝ้าลูกสอบตลอดทั้งวัน ก่อนจะส่งต่อภาพมาให้ตน โดยยืนยันว่าการนำภาพมาเผยแพร่และแสดงความคิดเห็นนั้น มีจุดเริ่มต้นจากความเป็นห่วงในฐานะผู้ปกครอง ไม่ได้มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือสถาบันใด

เขาอธิบายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลคือกรณีของนักเรียนบางคนที่อาจต้องเดินทางกลับที่พักด้วยตนเอง หลังเสร็จสิ้นการสอบ โดยไม่มีผู้ปกครองมารอรับ อีกทั้งยังอาจมีนักเรียนบางส่วนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้ติดต่อสื่อสารกับครอบครัว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกหรือความไม่ปลอดภัยได้ในบางสถานการณ์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายจิรัฐชัยได้กล่าวขออภัยไปยังคณะทีมงานจัดสอบ ท่านผู้อำนวยการ คณะครูอาจารย์ ทีมบริหาร ตลอดจนนักเรียนปัจจุบันและศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หากการโพสต์และการแสดงความคิดเห็นของตนได้กระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียน หรือกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของคำชี้แจงครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้เจตนาของผู้โพสต์จะมาจากความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนักเรียน แต่เมื่อประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของส่วนรวม การออกมาแสดงความรับผิดชอบและกล่าวคำขออภัยอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการคลี่คลายสถานการณ์

กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของการสื่อสารในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา เด็กนักเรียน และความปลอดภัยของผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจอย่างมาก การแสดงความคิดเห็นด้วยความห่วงใยอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างควบคู่กันไป

ทลายกำแพงข้อมูลสู่ Analytics Hub ประเทศ ชูโมเดล Cross-data เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ บูรณาการข้อมูลจากฐานราก ดร.มนธ์สินี ชี้เริ่มที่กรมการปกครอง

(กรุงเทพฯ – 11 พฤศจิกายน 2566): กระทรวงมหาดไทย ประกาศยกระดับการบริหารงานภาครัฐสู่รุ่งอรุณแห่งยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านการสร้าง "ฐานข้อมูลประชาชนกลาง" (Central Citizen Database) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลจากทุกกรมและทุกกองงานภายใต้สังกัดมหาดไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เสริมประสิทธิภาพการบริการประชาชนและการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำและเรียลไทม์

ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI Advocate ได้นำเสนอวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญคือการสร้าง "Analytics Hub" ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Cross-data ระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"หัวใจสำคัญคือการทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos) เพื่อให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนของมหาดไทยไหลเวียนและบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ" ดร. มนธ์สินี กล่าวเสริม "โดยเราเลือกปักหมุดเริ่มต้นที่ กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่มีฐานข้อมูลรากฐานและโครงข่ายการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การใช้จุดแข็งนี้เป็นศูนย์กลางจะช่วยเร่งการขยายผลไปสู่การเป็น Analytics Hub ระดับชาติที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพสูงสุด"

แผนงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้มหาดไทยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมประชาชนในเชิงลึก (Predictive Analytics) เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตรงจุดแล้ว ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาข้อมูล (Data-Driven Government) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ดร. มนธ์สินี จึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีกรมการปกครองเป็นแกนกลาง ดังนี้:

  • ทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos): มุ่งสร้าง Single Source of Truth ผ่านการยกระดับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรสู่ระบบ Cloud-native เพื่อการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานที่ไร้รอยต่อ
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience): ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยสถาปัตยกรรม Zero Trust และระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติเพื่อคุ้มครองตัวตนดิจิทัลของประชาชน
  • บริการสาธารณะอัจฉริยะ (AI-Powered Public Services): เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" ด้วย Analytics Hub ที่วิเคราะห์ข้อมูลข้ามมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

ชวดเข้าชิง!! ‘'วิว กุลวุฒิ’ พ่ายเดือดรอบตัดเชือก ชวดแชมป์ออล อิงแลนด์ 2026 แต่ยังประกาศชัด “จะกลับมาอีก” ตั้งเป้ากลับมาครองแชมป์โลก

(9 มี.ค. 69) 'วิว' กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หมดหวังคว้าแชมป์รายการ โยเน็กซ์ ออล อิงแลนด์ โอเพ่น 2026 เมื่อพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยแพ้ให้กับ 'หลิน ชุนยี่' นักแบดมินตันจากไต้หวัน 1-2 เกม ด้วยคะแนน 14-21, 21-18 และ 16-21

หลังการแข่งขัน 'วิว' เผยผ่านทางว่า "ผมยังคงมีความสุขมาก ตอนนี้จะพักผ่อนและกลับไปฝึกซ้อม แล้วผมจะกลับมาอีกครั้ง" เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในเส้นทางนักแบดมินตัน

'วิว' กำลังรั้งมืออันดับ 1 ของโลกและมีเป้าหมายสูงสุดในการคว้าแชมป์รายการนี้ หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลกมาแล้ว รวมถึงเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การพ่ายแพ้ในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำหรับ 'วิว' ในสนามระดับเวิลด์ทัวร์ซูเปอร์ 1,000 แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความตั้งใจที่ไม่ยอมแพ้พร้อมสำหรับการกลับมาทวงแชมป์ในอนาคตอันใกล้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10163028

ไม่ได้มีแค่เตรียมอุดม!! โรงเรียนมัธยมสายวิทย์ทั่วไทย กำลังยกมาตรฐานการศึกษาไทย ไทยไม่ได้มีดีแค่เตรียมอุดม แต่มีตัวจริงสายวิทย์อีกเพียบ

(8 ธ.ค.66) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Pornpichit Samaktham' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ช่วยดึงคะแนน PISA ให้ดีขึ้น (มี 12 โรงเรียน)

เมื่อวาน BBC Thai เอาคะแนน PISA มาเปิดเผยแบบพาดหัวข่าวตัดตอน ขาแช่งประเทศไทยให้ตกต่ำเฮ กันใหญ่ สื่อเล็กสื่อน้อยช่วยกันเล่นสนุกสนานแต่ไม่พูด ภาพกว้างของการพัฒนาวงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บ้านเรา

ผมเป็นคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาผู้ปกครองทุกวัน รับสายทุกวัน เพราะตั้งใจว่าจะเอาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ประสบการณ์จากชีวิตจริง มารับใช้สังคม จนหมดแรง

บทสนทนาแรกๆ กับผู้ปกครองจะเหมือนๆ กัน ไม่รู้ว่าให้ลูกไปเรียนทางไหน ไม่อยากให้ลูกเครียดมาก อยากให้ที่ลูกเรียนที่ลูกชอบ

คำตอบของผม ผู้ปกครองหลายท่านไม่ชอบใจ ไม่โทรมาอีกเลย แต่ส่วนใหญ่ยังมาปรึกษาต่อเนื่อง ให้ช่วยวางแผนการศึกษายาวๆ

ผมจะบอกผู้ปกครองเสมอว่าสิ่งที่ผมแนะนำในการเรียน

1.เรียนอะไรก็ได้อย่าตกงาน

2.เรียนอะไรก็ได้ที่เงินเดือนสูง

3.เรียนง่ายๆ น้อยคนที่ได้เงินเดือนสูง

4.ถ้าเด็กเก่งด้านภาษาแบบโดดเด่นสนับสนุนไปเลย แต่ต้องยอมรับว่าโดยส่วนใหญ่เงินเดือนสายนี้จะน้อยกว่าสายวิทยาศาสตร์

5.ประเทศไทย มีสถาบันการศึกษาที่สอนสายศิลป์มากแล้ว เรียนวิทย์ได้เรียนวิทย์เถอะ

6.ถ้าเด็ก เรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้ ให้เรียนสายนี้

มาถึงการวัดคะแนน PISA คือวัดเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ และโรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัย และโรงเรียน สพฐ.ชั้นนำ ได้คะแนนสูงกว่า ค่าเฉลี่ยของ OECD (Organization for Economic Co operation and Development)

OECD คือองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา หรือประเทศเจริญแล้ว รวยแล้ว มีสมาชิก 38 ประเทศ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, เกาหลีใต้, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น เป็นต้น

ดูรายชื่อประเทศพวกนี้ ก็คงมองออกสถานะทางการเงิน

มาดูประเทศที่อันดับดีในเอเชีย มาจากชาติที่การแข่งขันสูง จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย รวมทั้งเวียดนาม ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่แข่งขันสูง ความเครียดสูง วัฒนธรรมคนขยันขันแข็ง

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยในยุคนี้ สื่อมวลชนมีส่วนชักนำเยาวชน ผู้ปกครองเยอะมาก ความรู้สึก ค่านิยม ไม่ต้องเรียนสูง เรียนง่ายๆ ขายของออนไลน์ ก็มีกินมีใช้แล้ว แต่ทักษะเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวได้ ได้แค่เป็นผู้ค้าและเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเท่านั้น

ที่ผ่านมาภาครัฐ มีส่วนส่งเสริมการเรียนการสอนเทคโนโลยี มากมายเพื่อรองรับโครงสร้างประเทศในอนาคต รองรับการสร้างงานในพื้นที่ EEC ที่ต้องใช้แรงงานระดับสูง แต่การศึกษานั้น ผู้ปกครองต้องมีส่วนในการสร้างเยาวชนของชาติด้วย ไม่ใช่เรียกร้องแต่สิทธิ์ของฉัน

โครงสร้างด้นดิจิทัลของประเทศไทย ตอนนี้เอื้อแก่การเรียนรู้ ทางเลือกออนไลน์มาก อยู่ที่จะนำไปใช้แบบไหน ที่เอามาพัฒนาตัวเอง

การตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ตามปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทั่วประเทศ จำนวน 12 แห่ง ครั้งแรกวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้น นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ต่อมาได้ให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นต้นแบบร่วมจัดหลักสูตรและบุคลากร และเป็นพี่เลี้ยง แทบจะเรียนฟรีทั้งหมด ให้โอกาสลูกคนที่มีฐานะอ่อนแอกว่า จะเห็นว่าผู้ใหญ่ของประเทศไม่ได้นอนอยู่เฉยๆ เลย พัฒนาต่อเนื่องแม้การเมืองจะล้มลุกคลุกคลาน 

***ข้อมูลจากกูเกิล

ส่วนโรงเรียนสาธิต สังกัดมหาวิทยาลัยต้องยอมรับว่าเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมีโอกาสทางสังคมสูง จากการแสวงหาโอกาส ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มผู้ปกครองตัวอย่าง ที่ทำให้ค่าคะแนน PISA ดึงกลุ่มอื่นขึ้นมา  

ผู้ปกครองกลุ่มนี้ควรดึงผู้ปกครองกลุ่มอื่นที่อ่อนแอกว่าขึ้นมาด้วย ช่วยกัน ให้คำปรึกษาแนะนำ สังคมถึงจะร่วมกันพัฒนาเจริญไปด้วยกัน ดีกว่าก่นด่ากัน

ส่วนนักเรียนกลุ่ม มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ วมว. และ รร.ชั้นนำ สังกัด สพฐ.ในกรุงเทพ และภูมิภาค อันนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะผู้ปกครอง และเด็ก เป็นหัวกะทิของประเทศอยู่แล้ว

จะบอกตรงนี้ว่าปัจจุบันจำนวนนักเรียนไทยสายวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆ เยอะมากมาย ตามรร.ชั้นนำข้างต้น ด้วยนโยบายข้างต้น เราเลยผลิตบุคลากรด้านนี้ได้มากมาย

***ลองไปดูการแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติประเทศไทย กวาดเหรียญรางวัลมาทุกปี ใช่อาจจะกลุ่มเดียว แต่จะมองเห็นศักยภาพเด็กของประเทศ ว่าไม่ด้อย ถ้าขยันพอ

ถ้าเอาจำนวนเด็ก ที่เด่นด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไปวัดกับสิงคโปร์ เราจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่พอวัดตามสัดส่วนประชากร เราจึงแพ้หลายประเทศ

ดังนั้น เชื่อในที่นี้ว่าเด็กที่อันดับไม่ดี ไม่ใช่เริ่มที่ตัวเด็ก เริ่มที่ผู้ปกครองก่อนเลย อย่าพูดว่าเด็กสมัยนี้มีมือถือเครื่องเดียวมันเก่งแล้ว เด็กจะรู้กว่าผู้ปกครองได้ยังไง

ผู้ปกครอง คือ คนที่ช่วยกันสร้างประเทศ ในโอกาสแรกให้เด็ก

ปล.นี่คือ การวัดด้าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก

ตอนเช้า ผมเห็น ดร.คนนึง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดัง สามย่าน และเป็นอดีต สส.

โพสต์สะใจกับเรื่องนี้

ผมถามว่า เข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วเหรอ

ดูเนื้อในหรือยัง ?

จากคนจิตอาสาแนะแนวด้านการศึกษา เพราะรู้ว่าเรื่องการศึกษาคือ การสร้างอนาคตประเทศ สร้างโอกาสให้คนบ้านนอกแบบผม มีโอกาสในการทำมาหากิน

ยกฟ้องครูชัยยศ!! ศาลยกฟ้องคดีใช้งบอาหารกลางวัน ครูชัยยศย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต ใช้เงินช่วยเด็กมัธยมยากจนตามความจำเป็น สะท้อนความแตกต่างระหว่างผิดระเบียบกับทุจริต

ศาลยกฟ้อง “ครูชัยยศ” คดีใช้งบอาหารกลางวันผิดระเบียบ หลังนำไปช่วยเด็กมัธยมยากจน เจ้าตัวย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต

ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง “ครูชัยยศ” ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตงบประมาณค่าอาหารกลางวันของโรงเรียน หลังตรวจสอบพบว่าได้นำงบดังกล่าวไปจัดซื้ออาหารให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วย ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้ใช้งบนี้สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาเท่านั้น

กรณีดังกล่าวเคยเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากครูชัยยศถูกดำเนินคดีและถูกไล่ออกจากราชการ จากการใช้งบผิดวัตถุประสงค์ แม้เจ้าตัวจะยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่ตัดสินใจนำเงินไปซื้ออาหารในราคาประหยัดเพื่อแบ่งปันให้นักเรียนมัธยมที่ขาดแคลน โดยเฉพาะเด็กยากจนและเด็กชาวเขาที่ประสบปัญหาไม่มีอาหารเพียงพอ

ผู้ที่ติดตามคดีนี้มาตลอดระบุว่า ครูชัยยศทำไปด้วยหัวอกของความเป็นครู เห็นใจนักเรียนที่มีความยากลำบาก แม้งบประมาณจะครอบคลุมเฉพาะเด็กประถม แต่เมื่อเห็นว่าเด็กมัธยมก็ขาดแคลนไม่ต่างกัน จึงตัดสินใจช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานตรวจสอบจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำให้ครูชัยยศต้องต่อสู้คดีมาอย่างยาวนาน และในช่วงหนึ่งต้องออกจากราชการไปประกอบอาชีพค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ

ล่าสุด ศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยมีการมองประเด็นสำคัญเรื่อง “เจตนา” ตามหลักกฎหมายอาญา ซึ่งหากการกระทำนั้นขาดเจตนาทุจริต ก็ไม่อาจลงโทษในฐานความผิดทางอาญาได้ ทำให้คดีของครูชัยยศสิ้นสุดลงด้วยผลเป็นคุณ

ภายหลังคำพิพากษา มีเสียงแสดงความยินดีต่อครูชัยยศจำนวนมาก พร้อมมองว่าเป็นความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำเพื่อเด็กด้วยความเสียสละ ไม่ได้เอาเงินไปใช้ส่วนตัวหรือเพื่อครอบครัว แต่ใช้ไปกับการจัดหาอาหารให้นักเรียนที่เดือดร้อนจริง

ทั้งนี้ หากคุณครูชัยยศยังไม่เกษียณอายุราชการ ก็มีโอกาสที่จะได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง รวมถึงอาจได้รับสิทธิประโยชน์และเงินเดือนย้อนหลังตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้โดยเร็ว

หลายฝ่ายมองตรงกันว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “การทำผิดระเบียบ” กับ “การทุจริต” เพราะแม้การใช้งบจะไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แต่หากไม่ได้มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และทำไปเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ ก็สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในเชิงกฎหมายและคุณธรรม

ที่มา : tiktok @rkk_khundong1

รู้จัก ‘ปิอัสตรี’ ผงาด!! ทำเวลารวดเร็วที่สุด สนามแรก ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ ชนะคู่แข่งเมอร์เซเดส 0.214 วิ แชมป์โลก 'นอร์ริส' รั้งอันดับ 7

(8 มี.ค. 69) 'ออสการ์ ปิอัสตรี' นักแข่งชาวออสเตรเลียจากทีมแมคลาเรน ทำเวลารวดเร็วที่สุดในการซ้อมวันแรกของศึกฟอร์มูลา วัน ออสเตรเลียน กรังด์ ปรีซ์ ปี 2026 นำหน้าเพื่อนร่วมสนามได้อย่างชัดเจน

'ปิอัสตรี' ทำเวลาที่ 1:19.729 นำหน้าอันดับสองอย่าง 'คิมี อันโตเนลลี' จากทีมเมอร์เซเดส 0.214 วินาที ขณะที่อันดับสาม ตกเป็นของ 'จอร์จ รัสเซลล์' เพื่อนร่วมทีมเมอร์เซเดส ตามหลัง 0.320 วินาที

ในด้านนักแข่งท็อปทีมอื่นๆ 'ลูอิส แฮมิลตัน' จากทีมเฟอร์รารีอยู่ในอันดับ 4 ตามหลัง 0.321 วินาที และ 'ชาร์ลส์ เลอแคร์' จากเฟอร์รารี อันดับ 5 ตามหลัง 0.562 วินาที ส่วน 'มักซ์ แฟร์สตัปเปน' ทีมเรดบูลตามหลัง 0.637 วินาที

อันดับ 7 เป็นของ 'ลันโด นอร์ริส' แชมป์โลกคนล่าสุดจากทีมแมคลาเรน โดยทำเวลาตามหลังผู้นำอยู่ 1.065 วินาที นับเป็นสัญญาณท้าทายที่น่าสนใจสำหรับการแข่งขันฤดูกาลนี้

บรรยากาศการซ้อมวันแรกเน้นการปรับตัวและทดสอบสภาพสนาม ซึ่งจะเป็นการทดสอบศักยภาพของนักแข่งและทีมในสนามแรกประจำปี 2026

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161280

ชมบอลไม่เหมือนเดิม!! ฟีฟ่าเร่งเครื่องหารายได้ เปิดช่องโฆษณาระหว่างบอลโลก 2026 แบ่งหน้าจอโฆษณาไม่กวนชม จำกัดเวลาตัดโฆษณาชัดเจน

(6 มี.ค. 69) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ('ฟีฟ่า') เตรียมอนุญาตให้สถานีผู้ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 สามารถตัดเข้าโฆษณาในช่วงพักดื่มน้ำ หรือโฆษณาแบบแบ่งหน้าจอได้ เพื่อเพิ่มรายได้ในทัวร์นาเมนต์ที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 จะมีการโฆษณาช่วงนาทีที่ 22 และ 67 ซึ่งเป็นช่วงพักดื่มน้ำ 3 นาที ทาง 'ฟีฟ่า' อ้างว่าสิ่งนี้เพื่อสุขภาพของนักกีฬา แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นกฎที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจมากกว่า โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามตัดโฆษณาทันที ต้องรออย่างน้อย 20 วินาทีหลังเสียงนกหวีด และต้องกลับสู่ภาพสนามก่อนเริ่มเล่นใหม่ 30 วินาที

ส่วนโฆษณาที่ตัดเข้าได้ มีแบบแบ่งหน้าจอและแถบโฆษณาคาดขณะยังมีภาพสนามอยู่ โดยสินค้าโฆษณาต้องไม่ขัดกับสปอนเซอร์ 'ฟีฟ่า' แต่ในกรณีตัดเข้าโฆษณาเต็มจอ สถานีสามารถโฆษณาสินค้าใดก็ได้ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าคล้ายกับการแบ่งการแข่งขันฟุตบอลเป็น 4 ควอเตอร์ เหมือนกับกีฬาอเมริกันฟุตบอล

มาตรการนี้นับเป็นก้าวใหม่ของ 'ฟีฟ่า' ในการเพิ่มรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างการค้าและประสบการณ์การชมของแฟนบอลทั่วโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161273

บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ

บ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว

นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน

ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน

โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"

โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน

“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”

ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top