Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

เชลล์คว้ารางวัล Diamond!! จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ สถานีบริการ 420 แห่งผ่านมาตรฐานระดับดีมาก ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านคุณภาพน้ำมัน เสริมประสบการณ์ลูกค้าด้วยแอป Shell GO+

เชลล์คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ 420 แห่งทั่วประเทศได้รับการรับรองระดับ “ดีมาก”

นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร และ นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลระดับ “Diamond”
จาก นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

กรุงเทพฯ – 21 กันยายน 2569 - บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จัดโดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ตอกย้ำความเป็นเลิศของเชลล์ในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงตลอดห่วงโซ่อุปทาน และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภคชาวไทย

ในโอกาสดังกล่าว นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลจาก นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สถานีบริการน้ำมันเชลล์จำนวน 420 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการประเมินและได้รับเครื่องหมายสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” โดยผ่านเกณฑ์การประเมินใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ระบบควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงจากแหล่งที่มีคุณภาพ การขนส่งและจัดเก็บตามมาตรฐานความปลอดภัยของเชลล์ ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงสู่ผู้บริโภคทุกคน นอกจากการรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว เชลล์ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงการพัฒนาระบบสมาชิก Shell GO+ บนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่ช่วยให้สมาชิกสามารถสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และเข้าถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ ‘Diamond’ จากกรมธุรกิจพลังงาน ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชลล์และเครือข่ายผู้ประกอบการสถานีบริการทั่วประเทศในการรักษามาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน สำหรับเชลล์ นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ผู้บริโภค ทั้งด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้บริการที่ดียิ่งขึ้น

รางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่เชลล์กำลังก้าวสู่ปีที่ 135 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่เชื่อถือได้ สนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคน ‘วางใจเมื่อใช้เชลล์’”

‘ท็อปกัน’ ลุยจับสินค้าไฟฟ้าผิดกฎหมาย!! บุกทลายโกดัง สมุทรปราการ ยึดอุปกรณ์ไฟฟ้าไร้ มอก. กว่า 4 หมื่นชิ้น มูลค่ารวม 32.5 ล้านบาท เร่งขยายผลจับกุมต้นทางการนำเข้า

“ท็อปกัน” ผนึกกำลัง สมอ. CIB ลุยปราบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
บุกทลายโกดังย่านสมุทรปราการ ยึดอุปกรณ์ไฟฟ้า ไร้ มอก. กว่า 32.5 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” สนธิกำลังกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสมุทรปราการ และตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ บุกทลายโกดังและร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเถื่อน ยึดสายไฟ หลอดไฟ พาวเวอร์แบงค์ ไดร์เป่าผม เครื่องนวด และอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่มี มอก. รวมกว่า 4 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 32.5 ล้านบาท เตรียมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด เร่งสาวถึงต้นตอ เส้นทางและเบาะแสเชื่อมโยงจากประเทศต้นทาง

นายนนธนัตถ์ บุนนาค โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” พร้อมด้วยนายอัสลัม ปาทาน เลขานุการชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” เปิดเผยว่า “ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจากการใช้สินค้า โดยให้เร่งปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโกดัง โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ จึงได้สนธิกำลังกับ สมอ. CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจร้านจำหน่ายและโกดังเก็บสินค้า 2 แห่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ
แห่งแรกได้เข้าตรวจค้นบริษัท วายวายนา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด อยู่ที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ มีลักษณะเป็นฟูลฟิลเม้นท์ ที่รับคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้ามาเก็บไว้ในคลัง จัดสินค้าตามออเดอร์ แพ็คและส่งต่อให้บริษัทขนส่ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบสายไฟ ปลั๊กพ่วง เครื่องนวด แบตเตอรี่สำรอง ไฟแอลอีดี และไดร์เป่าผม ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า จำนวน 2,775 หน่วย มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท จึงได้ดำเนินการยึดอายัดไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย

แห่งที่ 2 เปิดเป็นร้านจำหน่ายหลอดไฟ อยู่ที่ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท หัวเหลียง แอลอีดี ไลท์ติ้ง จำกัด จากการตรวจสอบภายในร้าน พบหลอดไฟแอลอีดี ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code วางจำหน่ายอยู่ภายในร้าน ซึ่งด้านหลังร้านมีโกดังขนาดใหญ่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างเป็นจำนวนมากไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ QR Code รวมทั้งฉลากที่ระบุเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด ได้แก่ หลอดไฟ LED หลอดยาว T8 , T5 อุปกรณ์แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ และอุปกรณ์ขับหลอด จำนวน 38,386 หน่วย มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท รวมปฏิบัติการในวันนี้ สามารถยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 41,161 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 32.5 ล้านบาท โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษ
“ท็อปกัน” กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นสินค้าล็อตดังกล่าวมีเส้นทางและเบาะแสเชื่อมโยงมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดย สมอ. อยู่ระหว่างการขยายผลถึงแหล่งต้นตอการนำเข้าสินค้าดังกล่าว และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป เบื้องต้นทั้ง 2 รายมีความผิดฐานนำเข้าสินค้าควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ”

"สมอ. จึงขอฝากเตือนประชาชนสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งต่อไป ขอให้ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. พร้อมด้วย
QR Code ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต ผู้ได้รับอนุญาต และรายละเอียดของสินค้าได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย" เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้ง

กระทรวงวัฒนธรรมขยับแล้ว!! หลังดราม่าเวที Miss Universe Cambodia ใช้ภาพฟิล์มกระจกสยาม วธ.ย้ำชุดไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมไทย หลังเกิดข้อถกเถียงเรื่องภาพประวัติศาสตร์บนเวทีกัมพูชา เร่งรวบรวมข้อมูล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วธ. ขยับแล้ว! รับทราบดราม่า "ชุดไทย" กำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาแนวทางเผยแพร่มรดกชาติสู่สากล

(20 ก.ย. 69) จากกรณีประเด็นร้อนระอุข้ามประเทศที่ปลุกกระแสความเดือดดาลในโลกออนไลน์ทันที เมื่อเวทีการประกวด Miss Universe Cambodia ในรอบพรีลิมินารี ได้มีการนำภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์เก่าแก่มาฉายประกอบฉากบนเวที พร้อมระบุว่าเป็นวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายของราชสำนักเขมรโบราณ แต่กลับถูกชาวเน็ตตาดีฝั่งไทยแกะรอยและงัดหลักฐานฟาดกลับแบบหน้าชา เพราะภาพที่นำมาใช้นั้นแท้จริงคือ "ภาพถ่ายฟิล์มกระจกของสยาม (ไทย)" ในยุคอดีต

ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม ได้ระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมรับทราบข้อห่วงใยและข้อคิดเห็นของประชาชน ในประเด็นที่เกี่ยวกับ “ชุดไทย” ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของชาติไทย

ขณะนี้ กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่คุณค่าของชุดไทยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064316064665/posts/1606646558155864/?rdid=JPTMhxjKuPJZlhv1#

‘ศุภชัย’ ส่งกำลังใจถึง ‘น้องเนเน่’ เดินทางครั้งสำคัญ ส่งเสียงแห่งความสุขสู่เวทีโลก ด้วยเสียงที่เปี่ยมสุขและตั้งใจ หวังให้โลกได้รับรอยยิ้มและพลังดี พร้อมย้ำว่าสติและสมาธิคือกุญแจ

ศุภชัย เจียรวนนท์ โพสต์ลงเฟสบุ๊ค ส่งกำลังใจถึง ‘น้องเนเน่’

ขอส่งกำลังใจให้น้องเนเน่ ในการเดินทางครั้งสำคัญ เพื่อไปส่งเสียงแห่งความสุขให้ผู้คนทั่วโลกได้รับชมและรับฟังนะครับ

ขอให้เนเน่มีสติ มีสมาธิ ทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความสุข และเป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่นะครับ
ลุงเชื่อว่า เสียงแห่งความสุขอันทรงพลังของเนเน่ จะส่งต่อรอยยิ้ม ความสุข และพลังดี ๆ ไปแตะหัวใจของผู้คนทั่วโลก

ขอให้ทุกเสียงที่เปล่งออกมา เต็มไปด้วยความสุข และส่งต่อความสุขไปไกลที่สุดนะครับ

Sending all my encouragement to Nene as she begins this special journey, sharing her beautiful voice and happiness with the world.

Stay focused, enjoy every moment, and most importantly, be yourself.

Uncle believes your powerful voice will bring smiles, joy, and positive energy to hearts around the world.

May every note you sing carry happiness as far as it can go.

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1559883599493889&id=100064167908339&post_id=100064167908339_1559883599493889&rdid=mvXMcATYaHd1pfVp#

ทัพเรือปิดด่านเข้มชายแดนจันทบุรี!! รวบ 5 ผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งรถโจรกรรมข้ามแดน ของกลางยึด 4 จยย. 1 รถยนต์ ยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง สกัดขบวนการข้ามชาติทุกรูปแบบ

“กองทัพเรือสกัดขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติ ชายแดนจันทบุรี จับผู้ต้องหา 5 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 4 คัน พร้อมยาไอซ์”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจและสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมออกนอกราชอาณาจักร บริเวณพื้นที่เขาเสือหมอบ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถยนต์ 1 คัน เข้ามาในพื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ 4 ราย พร้อมตรวจยึดยานพาหนะไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจสอบที่พักในพื้นที่บ้านบึงชนัง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน สามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 1 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา 1 ราย

ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ 4 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวนหนึ่ง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถจักรยานยนต์ 2 คัน มีการแจ้งเหตุโจรกรรมไว้ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรแกลงและสถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน และรถยนต์กระบะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติและแหล่งที่มา
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบพฤติการณ์เป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่การตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ตามความต้องการของผู้สั่งการ การลำเลียงรถจากพื้นที่จังหวัดระยองมารวบรวมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนการนัดหมายเพื่อเตรียมลักลอบนำรถออกนอกราชอาณาจักรผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน เพื่อดำเนินการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ลักทรัพย์หรือรับของโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติด ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการควบคุมชายแดนและการ “ปิดด่าน 100%” เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ กองทัพเรือจะยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ในการควบคุมตัวและส่งมอบผู้ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน โดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด มิได้กระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการกระทำที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ‘ดร.ณรงค์ชัย’ เปรียบ AI คือ ‘ไฟฟ้ายุคใหม่’ จะใช้ AI ก็ต้องมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนยุคก่อนอยากใช้ไฟฟ้า ก็ต้องมีโรงไฟฟ้า ชี้ไทยควรเร่งลงทุน ก่อนโอกาสไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เสนอให้ไทยมอง AI กำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เปรียบได้กับยุคที่โลกเริ่มใช้ไฟฟ้า ชี้ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยต้องการใช้ AI พร้อมเสนอวางนโยบายทั้ง Data Center ไฟฟ้า น้ำ ระบบทำความเย็น และโครงข่ายไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของรายการ “มั่นใจไทยแลนด์” ที่ดำเนินรายการโดย ดร.คณิศ แสงสุพรรณ คืออนาคตของ AI และ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามทั้งในแง่ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การใช้พลังงาน การใช้น้ำ และมูลค่าที่ไทยจะได้รับจากการลงทุน

ดร.คณิศตั้งข้อสังเกตว่า กระแส AI เริ่มส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยแล้ว โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีกลับมามีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งการลงทุนด้าน Digital และ AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ดร.ณรงค์ชัยมองเรื่องนี้โดยอธิบายว่า AI ควรถูกมองว่ากำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ เทียบเท่าการเข้ามาของไฟฟ้าในอดีต

เมื่อโลกมีไฟฟ้า ก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า   ขณะที่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ก็จำเป็นต้องมี Data Center สำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และก็ต้องมีไฟฟ้า มีน้ำ มีอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูง เป็นปัจจัยสนับสนุน

ดังนั้น การบอกว่าต้องการใช้ AI แต่ไม่ต้องการ Data Center จึงเป็นไปไม่ได้ ดร.ณรงค์ชัยเปรียบเทียบสถานการณ์เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ประชาชนต้องการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้ตัว พร้อมตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ยอมให้มี Data Center แล้วจะเอาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปไว้ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือประเทศอื่นหรือทั้ง ๆ ที่ข้อมูลของไทยนั้นที่คนไทยเป็นคนใช้

อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อมูลของประเทศไทย ซึ่งดร.คณิศชี้ว่า หาก Data Center และข้อมูลจำนวนมากอยู่ต่างประเทศ ไทยจะมีทั้งต้นทุนในการเคลื่อนย้ายข้อมูล และข้อจำกัดในการนำข้อมูลของประเทศกลับมาต่อยอดสร้าง Application และบริการใหม่

โดยเฉพาะข้อมูลภาษาไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอยู่ในประเทศย่อมเอื้อต่อการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์คนไทยมากกว่า

ดร.ณรงค์ชัยยังชี้ว่า Data Center ไม่ได้จบอยู่ที่อาคาร Server แต่จะสร้างธุรกิจต่อเนื่องทั้ง ไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบทำความเย็น ระบบ Grid และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งไทยเองมีความสามารถในหลายด้านอยู่แล้ว

ข้อเสนอจากการสนทนาจึงไม่ใช่การเปิดรับ Data Center อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ควรมี นโยบาย Data Center แห่งชาติ ว่าควรตั้งอยู่ที่ใด ใช้ไฟจากแหล่งใด ระบบน้ำต้องเป็นอย่างไร และโครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับอย่างไร

ในช่วงท้าย ดร.คณิศสรุปแนวคิดดังกล่าวว่า ไทยอาจมอง AI เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยมี Data Center เป็น Infrastructure และถือโอกาสวางแผนพัฒนาพลังงาน และน้ำ ของประเทศทั้งระบบ เพื่อนำประเทศไปสู่อนาคต  ซึ่งดร.ณรงค์ชัยเห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม ควรจะถือโอกาสนี้เร่งการลงทุน ไม่ควรปล่อยให้โอกาสการลงทุนในรอบนี้ไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด

ไบโอเทค ยกระดับตรวจโรค!! นครหลวงเวียงจันทน์จัดอบรม เทคโนโลยีตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมต้นพันธุ์สะอาด เสริมเกษตรกรรับมือระบาดโรคได้ทันที

ไบโอเทค สวทช. - NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง

ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป

ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป

ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบกำลังใจ ส่ง27เยาวชนไทยสู้ศึก WorldSkills48ที่เซี่ยงไฮ้ มั่นใจฝีมือพร้อมโชว์ศักยภาพ ชูหัวใจนักสู้ไทยสู่ระดับโลก

“อธิบดีบุปผา” มอบพลังใจ 27 เยาวชนไทยก่อนชิงชัย WorldSkills 48 เซี่ยงไฮ้ “เชื่อมั่นฝีมือไทย พร้อมสู้ในเวทีโลก“

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานให้โอวาทและอวยพรสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ก่อนออกเดินทางไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย. 69) โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำคณะเยาวชนตัวแทนประเทศไทย 27 คนใน 22 สาขา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานในช่วงเช้า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเข้ารับโอวาทอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นางสาวบุปผา กล่าวว่า ในนามของกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความยินดีและภูมิใจ เป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับตัวแทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและการทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย พร้อมย้ำให้เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝึกฝนมา มีสมาธิ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และทำให้ดีที่สุดในทุกวินาทีของการแข่งขัน สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ จัดทุก 2 ปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 48 กำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ (The National Exhibition and Convention Center :NECC) นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดแข่งขัน 64 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันจาก 73 ประเทศ รวมผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 1,400 คน สำหรับประเทศไทยส่งตัวแทนเยาวชน 27 คนใน 22 สาขา ประกอบด้วย

1) สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์
2) สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ได้แก่ นายสรวิศ เก่งธัญกรรม
3) สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ได้แก่ นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา
4) สาขาการปูกระเบื้อง ได้แก่ นายธนพล ถวิลมาตร์
5) สาขาเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ นายอรรถสิทธิ์ แสงศักดิ์
6) สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ได้แก่ นายอมรฤทธิ์ เชาวิรัตน์
7) สาขาการก่ออิฐ ได้แก่ นายศุภกฤต แสงธูป
8) สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) ได้แก่ นายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ และ นายรัชนาท ศิริคุณ
9) สาขาไม้เครื่องเรือน ได้แก่ นายสิทธิกานต์ หลวงนา
10) สาขาการแต่งผม ได้แก่ นายศักรินทร์ สังคนุช
11) สาขาการประกอบอาหาร ได้แก่ นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช
12) สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง
13) สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น ได้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์
14) สาขากราฟิกดีไซน์ ได้แก่ นายเมธาสิทธิ์ วิสาขชัย
15) สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย ได้แก่ นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ
16) สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ ได้แก่นายเอกภพ สีทอน
17) สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) ได้แก่ ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และว่าที่ร้อยตำรวจตรี นันท์ธร จอมศิลป์
18) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) ได้แก่ นายวรชาติ แตงรื่น
19) สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) ได้แก่นายคณาธิป กรสันเทียะ และ นายสิรภพ ไกรคุ้ม
20) สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายธนกฤต ศรีมาคำ และ นายภาคิน เกลี้ยงเมือง
21) สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ ได้แก่ นายธีระพงษ์ บุญเรือน
22) สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์ ได้แก่ นายปวเรศ โวหารลึก
.
นางสาวบุปผา กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นในศักยภาพและฝีมือของเยาวชนไทยทั้ง 27 คน ที่ผ่านการคัดเลือกและสั่งสมประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันมาแล้ว จึงมั่นใจว่าทุกคนมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก และสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคาดหวังผลการแข่งขันที่ดีในทั้ง 22 สาขา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงผลแพ้หรือชนะ แต่คือการที่เยาวชนทุกคนได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้นำความมุ่งมั่น ความพยายาม และหัวใจของนักสู้ขึ้นไปบนเวทีเซี่ยงไฮ้ ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า คนไทยมีฝีมือ มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใด และพร้อมก้าวไปสู่มาตรฐานระดับสากล ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เยาวชนตัวแทนประเทศไทย จะรับฟังบรรยายธรรม และฝึกสมาธิ ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เพื่อเสริมสร้างสมาธิ และมีจิตใจที่ผ่องใสก่อนการเดินทางไปแข่งขันฯ อีกด้วย

กฟผ.จับมือ พพ.และหน่วยงานพันธมิตร ลงนามบันทึกความร่วมมือ ยกระดับโซลาร์รูฟท็อป–แบตเตอรี่ ปั้นต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ นำร่องย่านธุรกิจกลางเมือง

กฟผ. จับมือ พพ. และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพโซลาร์บนหลังคาพร้อมระบบแบตเตอรี่ บริหารพลังงานแบบครบวงจร

กฟผ. พร้อมด้วย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สวทช. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างครบวงจร

วานนี้ (วันที่ 17 กันยายน 2569) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District โดยมี นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารนวัตกรรม บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และนายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมทั้งมีผู้บริหารจากทุกหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม Auditorium อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จึงมีแนวคิดในการนำร่องต้นแบบกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ ภายในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District; CBD) ความร่วมมือครั้งนี้ พพ. ให้การสนับสนุนพื้นที่และอาคารสำนักงานของหน่วยงาน พร้อมระบบสาธารณูปโภคเพื่อพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารต้นแบบ เป็นการนำเทคโนโลยี ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม (BESS) ซึ่งผสานการทำงานระหว่างแบตเตอรี่ใหม่และแบตเตอรี่ใช้แล้วจากยานยนต์ไฟฟ้า (Second-Life Battery) รวมถึงการนำระบบหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการพลังงาน มาบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานในการดำเนินการโครงการต้นแบบ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและแบบอย่างให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปบริหารจัดการอาคารในอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเป็นอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศไทยโดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานจึงกำหนดทิศทางในการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังภาครัฐ ผู้กำกับนโยบาย สถาบันวิจัยระดับชาติ และภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานสะอาด" โดยนำพื้นที่ของ พพ. มาเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานในกลุ่มอาคารพาณิชย์และย่านธุรกิจ (Central Business District) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทุกหน่วยงานจะร่วมกันศึกษาวิจัยและนำร่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคารในพื้นที่ พพ. บูรณาการเทคโนโลยีพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ตลอดจนการบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ใหม่ เกิดเป็นระบบกักเก็บพลังงานแบบผสม (Hybrid BESS) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

พลังงานลุย GasTech 2026 ปิดงานหรูผู้ร่วมงาน 5 หมื่นคน ข้อตกลงธุรกิจ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผนึก 17 ประเทศเสริมแกร่งพลังงาน ไทยตั้งเป้าศูนย์กลางพลังงานอนา

“พลังงาน” ปิดฉากหรู GasTech 2026 สร้างความร่วมมือ 17 ประเทศ
สู้วิกฤติเพื่อคนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569
ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 50,000 คน เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือ
ทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุน

ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS

สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU)
ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MoU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD)

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน
และในประเทศที่สาม

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของเรา ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือ
ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR

จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top