Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

แผลเดียวลามทั้งวงการ นายกฯ อีสปอร์ต เผยตกใจพฤติกรรม Tokyogurl หลังถูกจับกุมที่พัก แบนตลอดชีพ พร้อมเตือนเกมเมอร์ทุกคน ย้ำต้องเข้มกฎ-เข้มตรวจจับ

(14 ก.พ. 69) นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยและประธานสหพันธ์กีฬาอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย เปิดเผยรายละเอียดกรณีการจับกุม น.ส.ณภัทร หรือ Tokyogurl อายุ 29 ปี และนายไชยโย อายุ 23 ปี ในข้อหาคดโกงการแข่งขันอีสปอร์ต พร้อมเตือนเกมเมอร์ระวังพฤติกรรมผิดกฎหมายที่จะส่งผลเสียต่อวงการนี้

นายสันติกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของไทยนั้นประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยมีการแข่งขันเกม ROV เป็นหนึ่งในประเภทที่ได้รับความนิยม และในครั้งนี้ได้บรรจุทีมหญิง 5 คนเป็นครั้งแรก แต่ก็เกิดความเสียหายจากการโกงที่พบในครั้งนี้ เขากล่าวว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักกีฬาไม่ได้ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน แต่เป็นการฝึกซ้อมการโกงที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบ" พร้อมย้ำว่าผู้ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง

นายสันติยังแจงว่าการใช้โทรศัพท์ในการแข่งนั้น มีการจัดเตรียมโทรศัพท์ 2 เครื่องให้กับนักกีฬา จากมือถือสำหรับฝึกซ้อมและมือถือสำหรับใช้แข่งขันจริงที่นักกีฬาไม่มีสิทธิ์สัมผัส ก่อนจะตัดสินใจแบน Tokyogurl ตลอดชีพ และไม่อนุญาตให้นายไชยโย ซึ่งไม่ใช่นักกีฬาสมาคมเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ของสมาคมอีก

เขากล่าวเตือนผู้ที่สนใจวงการอีสปอร์ตว่า "ทักษะที่คุณมีเป็นของคนรุ่นใหม่และมีประโยชน์ในอนาคต แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ทำร้ายวงการอีสปอร์ตและโลกเกม" พร้อมยืนยันว่าเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจจับครั้งนี้ทำให้พบหลักฐานชัดเจนและจับกุมได้ทันที

ภายหลังการตรวจสอบ ยังพบว่าการโกงเกิดจากผู้กระทำสองคนเท่านั้น แม้โค้ชมีความหลวมในการดูแล นายสันติขอโทษที่เจ้าหน้าที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่ก็แสดงความหวังว่าผู้เล่นยังดีและผลักดันเศรษฐกิจประเทศผ่านวงการอีสปอร์ตได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136333

จบปัญหา “ตำรวจปลอม-บัญชีม้า-สายลวงโลก” ด้วยแอปเดียว! รู้จัก “Police Care” เกราะป้องกันไซเบอร์ที่คนไทยต้องมีในปี 2026

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI ปลอมเสียงและหน้า (Deepfake) เพื่อหลอกลวงประชาชน การมีแค่ "สติ" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุดวงการแอปพลิเคชันภาครัฐได้เปิดตัวเครื่องมือไม้ตายใหม่ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม นั่นคือ "Police Care" แอปพลิเคชันที่ถูกขนานนามว่าเป็น "สถานีตำรวจพกพา" ที่จะมาปิดช่องโหว่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์แบบครบวงจร

ทำไม Police Care ถึงกลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่คนไทยต้องโหลดในปี 2026? นี่คือ 3 ฟีเจอร์เด็ดที่ออกแบบมาแก้ Pain Point ของเหยื่อโดยเฉพาะ

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: ระบบตรวจสอบ “ตำรวจจริง vs ตำรวจปลอม”
มุกเดิมๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือการ VDO Call มาพร้อมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ข่มขู่ด้วยหมายจับปลอม ทำให้เหยื่อตกใจจนโอนเงิน ฟีเจอร์ "Verify Officer" ของ Police Care จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้
•    การทำงาน: เพียงแค่ประชาชนกรอกชื่อ-นามสกุล หรือตำแหน่งที่มิจฉาชีพแอบอ้าง (หรือสแกน QR Code ประจำตัวเจ้าหน้าที่หากมีการแสดง) ระบบจะเชื่อมฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที
•    ผลลัพธ์: แอปฯ จะแสดงสถานะทันทีว่าบุคคลนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยงานใด และหน้าตาตรงปกหรือไม่ ช่วยให้ประชาชนวางสายได้ทันทีที่รู้ว่าเป็นตัวปลอม

2. ปุ่มฉุกเฉินสกัดเงินไหล: “อายัดบัญชีม้า” ได้ทันที ไม่ต้องรอสายด่วน
ปัญหาใหญ่ในอดีตคือ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก การโทรหาศูนย์ AOC 1441 หรือธนาคารอาจใช้เวลาถือสายรอ ซึ่งทุกวินาทีคือโอกาสที่คนร้ายจะโยกย้ายเงิน
•    การทำงาน: Police Care เชื่อมต่อ API กับสมาคมธนาคารไทยโดยตรง เมื่อผู้ใช้กดแจ้งเหตุฉุกเฉินและระบุเลขบัญชีปลายทางที่โอนไป ระบบจะส่งคำสั่ง "ระงับธุรกรรมชั่วคราว" (Freeze) ไปยังธนาคารปลายทางทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อ
•    ผลลัพธ์: ตัดวงจรการยักย้ายถ่ายเทเงินของบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนสูงสุด

3. รู้ทันก่อนรับสาย: เช็กเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบ Real-time
แม้จะมีแอปฯ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์เอกชนอยู่แล้ว แต่ Police Care ยกระดับความแม่นยำด้วยฐานข้อมูล Blacklist จากการแจ้งความจริงทั่วประเทศ
•    การทำงาน: ผู้ใช้สามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยมากรอกตรวจสอบ หรือตั้งค่าให้แอปฯ แจ้งเตือนเมื่อมีเบอร์ที่อยู่ในบัญชีดำโทรเข้ามา ระบบจะระบุพฤติกรรมความเสี่ยง เช่น "เบอร์นี้ถูกแจ้งความคดีหลอกลงทุน 50 ครั้ง"
•    ผลลัพธ์: สร้างเกราะป้องกันด่านแรก ให้ประชาชนไม่หลงกลรับสาย หรือรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะเริ่มบทสนทนา

อัดฉีดทั้งระบบ!! กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เซ็น MOU ดัน Domestic Power 2026 หนุน 8 ชนิดกีฬา ปั้นนักกีฬาตั้งแต่ฐานรากถึงทีมชาติ หวังคืนผลงานไทยบนเวทีใหญ่

(13 ก.พ. 69) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เปิดตัวโครงการ "Domestic Power 2026" ด้วยงบสนับสนุนรวมกว่า 186 ล้านบาท เพื่อพัฒนากีฬาที่มีศักยภาพ 8 ชนิดให้ไปสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยหวังผลลัพธ์ด้านนักกีฬาและบุคลากรกีฬาในภาพรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โครงการนี้เน้นการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานรัฐและสมาคมกีฬา เพื่อวางระบบพัฒนานักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างฐานเยาวชน การยกระดับโค้ชและผู้ตัดสิน รวมถึงระบบแข่งขันและการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยพัฒนา

8 ชนิดกีฬาที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ ฟุตบอล, แบดมินตัน, เทควันโด, อีสปอร์ต, กรีฑา, กอล์ฟ, วอลเลย์บอล และบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกลุ่มกีฬาที่มีฐานความนิยมและศักยภาพในการสร้างผลงานแข่งขันระดับโลก พร้อมเป้าหมายต่อยอดสู่มหกรรมใหญ่อย่างโอลิมปิก

โดย ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแจกงบแต่เป็นการวางระบบพัฒนากีฬาครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับนักกีฬาและบุคลากรทั่วประเทศ"

โครงการ Domestic Power 2026 ถือเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการอุดหนุนแบบรายกิจกรรมไปสู่การลงทุนแบบรายระบบ โดยมุ่งเน้นกระจายโอกาสให้เกิดความเท่าเทียม และสร้างระบบที่ช่วยดึงดูดเยาวชนทั่วประเทศเข้าสู่เส้นทางการพัฒนากีฬามากขึ้นในปีต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10135364

            https://volleyball.or.th/volley/27331

ตำรวจเตือนภัยช่วงเทศกาล 'ตรุษจีน' ระวัง 'ลิงก์อั่งเปา' ออนไลน์ ถูกหลอกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือธรรมเนียมการแจก “อั่งเปา” เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังภัยเงียบที่มาพร้อมกับเทศกาล นั่นคือ “ลิงก์อั่งเปาปลอม” ที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้เชิดเงินจากบัญชีของผู้หลงเชื่อ

เปิดกลโกง: จาก “ผู้โชคดี” สู่ “เหยื่อ” ในพริบตา

ทางตำรวจสอบสวนกลางได้เปิดเผยรูปแบบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพ ที่มักจะแฝงตัวมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีพฤติการณ์หลักๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้:

1.    หว่านล้อมผ่านโซเชียล: มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือโพสต์ตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยใช้ข้อความเชิญชวนที่น่าสนใจ

2.    ล่อใจด้วยคำว่า “ฟรี”: มักใช้ข้อความกระตุ้นความโลภ เช่น “คุณคือผู้โชคดีได้รับอั่งเปาฟรี” หรือ “คลิกเพื่อรับเงินรางวัลต้อนรับตรุษจีน”

3.    หลอกขอข้อมูลส่วนตัว: เมื่อเหยื่อเผลอกดลิงก์ ระบบจะนำไปสู่หน้าเว็บไซต์ปลอมที่ให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน และเลขบัญชีธนาคาร

4.    ฝังมัลแวร์ดูดเงิน: ในบางกรณี ร้ายแรงถึงขั้นหลอกให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยอ้างว่าต้องทำภารกิจเพื่อรับอั่งเปา แต่แท้จริงแล้วเป็นการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกล (Malware) เพื่อเข้ามาดูดเงินในบัญชีออกไปจนหมดเกลี้ยง

แนะ 3 คาถาป้องกันภัยไซเบอร์ช่วงตรุษจีน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ ดังนี้:

•    ไม่กด: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์หรือบุคคลที่ไม่รู้จักเด็ดขาด
•    ตรวจสอบ: เช็คความน่าเชื่อถือของลิงก์และแหล่งที่มาก่อนทุกครั้ง ว่าเป็นแคมเปญจริงจากหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือไม่
•    เอะใจ: หากลิงก์มีข้อเสนอที่ดีเกินจริง หรือมีข้อความเร่งรัดให้รีบกด รีบดำเนินการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ

โรงเรียนไม่ใช่สนามรบ: ถ้ารัฐยังอ่อน กฎหมายยังหลวม ครูก็ต้องตายซ้ำ

หาดใหญ่วันนี้ไม่ใช่แค่ “ข่าวดัง” แต่มันคือใบแจ้งหนี้ที่สังคมไทยหลบตาไม่พ้น:
โรงเรียน—พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด—กลับกลายเป็นพื้นที่ที่คนทำงานด้านการศึกษาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

แล้วเรายังจะปลอบใจกันด้วยประโยคเดิมๆ อีกกี่ครั้ง?
“เด็กยังไม่รู้เรื่อง” “ต้องให้โอกาส” “อย่าทำลายอนาคตเขา”

คำถามคือ… แล้วอนาคตของครูที่ตายล่ะ?
อนาคตของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ล่ะ?
อนาคตของพ่อแม่ที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วยความเชื่อว่า “ที่นี่ปลอดภัย” ล่ะ?

1) อย่าหลอกตัวเอง: นี่ไม่ใช่ “เด็กพลาด” แต่มันคือ “ความรุนแรงเต็มรูปแบบ”
เมื่อมีอาวุธ เมื่อมีการคุกคามชีวิต เมื่อมีผู้เสียชีวิต—มันไม่ใช่เรื่องอารมณ์วัยรุ่น
มันคืออาชญากรรมรุนแรง ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะโดยตรง
และถ้ารัฐยังใช้ภาษานุ่มๆ แบบกล่อมเด็กกับความรุนแรงแบบนี้
รัฐก็ไม่ได้ “เมตตา” —รัฐกำลังปล่อยปละ และทำให้คนดีต้องรับกรรมแทน

2) ถึงเวลาแก้กฎหมาย: “ฟื้นฟู” ต้องไม่กลายเป็น “บัตรผ่าน” ของคดีรุนแรง
ระบบยุติธรรมเยาวชนที่เน้นฟื้นฟูมีประโยชน์—ในคดีทั่วไป
แต่คดีใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาแบบนี้ ต้องมี “ชั้นพิเศษ” ที่เข้มกว่าทันที
ต้องเลิกเอาคำว่า “เด็ก” มาเป็นเกราะกันความรับผิดแบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะคดีที่มี อาวุธ / ตัวประกัน / เสี่ยงชีวิต / มีผู้ตาย
ข้อเสนอที่ต้องพูดให้ดัง:
- แยกคดีรุนแรงสูงออกจากคดีเยาวชนทั่วไป ให้ชัดในกฎหมาย
- เพิ่มมาตรการคุมตัว–ประเมินความเสี่ยง แบบจริงจัง
- ยกระดับสิทธิผู้เสียหายและความปลอดภัยสาธารณะ

3) หยุด “เก่งหลังศพ”: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “อาวุธ” และ “ช่องทาง”
ถ้าเด็กเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ต่อให้ซ้อมแผนอีกกี่ร้อยครั้งก็ไม่พอ
รัฐต้องปิดช่องทางอาวุธ และเอาจริงกับทุกคนที่ทำให้ความรุนแรงหลุดเข้าโรงเรียน

4) โรงเรียนต้องมีความปลอดภัยขั้นต่ำ ไม่ใช่ปล่อยครูเป็น “ด่านหน้าไร้อาวุธ”
ครูไม่ใช่ รปภ.
ผอ.ไม่ใช่หน่วยเจรจาตัวประกัน
นักเรียนไม่ควรต้องโตมากับภาพโรงเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงชีวิต

สุดอาลัย! ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร เสียชีวิตแล้ว หลังถูกยิงอาการสาหัสจากเหตุการณ์คนร้ายบุกกราดยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา

จากกรณีวานนี้ (11 ก.พ. 69) มีคนร้ายพยายามก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นพบว่ายังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ และมีรายงานการจับครู และนักเรียนเป็นตัวประกัน

และมีรายงานว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เป็นคนที่ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็กๆ เพื่อทำให้นักเรียนและบุคลากรคนอื่นๆ ปลอดภัย ถูกยิงอาการสาหัส ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายไม่พอใจครูภายในโรงเรียน

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.) เฟซบุ๊ก "Darawan Chaisuwan." ได้โพสต์ข้อความอัปเดตอาการ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ล่าสุด ผอ.เสียชีวิตแล้ว พร้อมระบุข้อความว่า ”ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่าน ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผอ.พะตงประธานคีรีวัฒน์ #ข่าวจริงค่ะ ทาง สพม.สงขลา สตูล จะขอพระราชทานเพลิงศพให้ ผอ.ต่อไป"

สำหรับ นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด โดยมีประวัติการทำงานดังนี้:2551-2559: รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
2559-2563: ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
2563-ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

‘สมจิตร’ เปิดใจ!! ฮีโร่โอลิมปิกรำลึกเงินรางวัล เงินอัดฉีด ยอดรวม 40 ล้านไม่ใช่เงินสดเต็ม “ประกันชีวิต” เงื่อนไขชวนอึ้ง ชาวเน็ตเดือดถามความโปร่งใส

(11 ก.พ. 69) ‘สมจิตร จงจอหอ’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก 2008 เปิดใจเรื่องเงินอัดฉีดที่เคยเป็นข่าวว่าได้รับ 40 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นสนใจในโลกออนไลน์อีกครั้งผ่านรายการยูทูบ BenzKhomKorr

‘สมจิตร’ ระบุว่าเงินรางวัลยอดรวม 40 ล้านบาทนั้น เป็นเงินสดเพียง 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 20 ล้านบาทเป็นประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขว่า ต้องเสียชีวิตภายในหนึ่งปีจึงจะได้รับเงินก้อนนี้ ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

นักกีฬาชี้ว่าแม้จำนวนเงินจะสูงมาก แต่การได้รับเงินที่มาพร้อมเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจ และสังคมควรถามถึงความโปร่งใสในการประกาศเงินอัดฉีด รวมถึงรูปแบบการสนับสนุนนักกีฬาที่ควรชัดเจนและเข้าใจง่าย

เรื่องเล่าของ ‘สมจิตร’ สะท้อนปัญหาโครงสร้างสนับสนุนนักกีฬาไทย ทั้งในด้านสวัสดิการหลังการแข่งขันและระบบการให้รางวัลที่สังคมควรพัฒนาขึ้นเพื่อความเป็นธรรมและชัดเจนมากขึ้น

การเผยข้อมูลนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า เงินรางวัลที่สวยหรูอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขที่มากับเงินรางวัลต่างหากคือหัวใจที่สังคมควรติดตามและพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1632423/

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

โอกาสทองของคนอยากเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพมาถึงแล้ว คอร์สดีๆจาก DIPROM ติวเข้ม 4 วันเต็ม

กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอเชิญครีเอเตอร์และผู้ที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรพัฒนาครีเอเตอร์มืออาชีพ "DIPROM  NEW CREATOR"
หลักสูตรที่จะพาคุณเจาะลึกทุกทักษะของครีเอเตอร์ที่ต่อยอดไอเดียสู่รายได้ และโอกาสสู่การเป็นนักธุรกิจตัวจริง เช่น การสร้างตัวตน, การวางคอนเทนต์, การผลิตวิดีโอ ไปจนถึงการใช้เครื่องมือ AI และการบริหารการเงิน เพื่อวางแผนธุรกิจสำหรับครีเอเตอร์อย่างเป็นระบบ
🎤 พบกับวิทยากรชั้นนำมากมาย ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์และเทคนิคแบบไม่มีกั๊ก
📅 กำหนดการอบรม: • วันที่ 7-8 เเละ วันที่ 14-15 มีนาคม 2569 
📍 ณ C asean Ratchada ชั้น 10 อาคาร CW Tower


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top