Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

เทคโนโลยี AI จากจีนหนุนเด็กไทย 'เรียนภาษาจีน' เชิงรุก ยกระดับครบสี่ทักษะ

(ซินหัว) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มี "ศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีน" อยู่ภายในอาคารเรียนสีแดงประดับลวดลายมังกรโดดเด่น โดย ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ กล่าวว่าศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีนแห่งนี้มีครูชาวไทย 7 คน และชาวจีน 1 คน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากการดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนให้นักเรียนหลายพันคน ทำให้มีการบูรณาการระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากไอฟลายเทก (iFLYTEK) ของจีนในปี 2025 เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

ดร. รุ่งสุรีย์ กล่าวว่าระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะนี้ทำให้นักเรียนเข้าถึงภาษาจีนแท้ได้อย่างสะดวก ทำให้ครูมี "ร่างอวตาร" ช่วยงานสอน และทำให้เด็กแต่ละคนมีครูชาวต่างชาติเป็นของตนเอง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การสอนออกเสียงและการสอนรายบุคคลเพราะมีครูตัวจริงอยู่จำกัด พร้อมยกระดับทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำสู่การคว้ารางวัลจากการแข่งขันภาษาจีนหลายรายการ ขณะแบบฝึกหัดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (HSK) ของระบบนี้ช่วยให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ปรากฏชัดเจนในคณะครูผู้สอน เช่น อารีรักษ์ เพ็ชรสหาย หรือเฉินลี่เจีย ครูชาวไทยที่เคยต้องใช้เวลาเตรียมการสอนหนึ่งคาบนานถึง 3 ชั่วโมง สามารถวางแผนการสอนพร้อมข้อมูลมากมายเสร็จสิ้นภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง หรือช่วยติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนจนทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนักเรียนได้ฝึกหัดการออกเสียง คัดตัวอักษรจีน และบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้การเรียนการสอนมีชีวิตชีวาและนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน

แอปพลิเคชันการเรียนรู้พลังปัญญาประดิษฐ์บนโทรศัพท์มือถือได้แปรเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษาจีนจากเชิงรับเป็นเชิงรุก โดยดรัญพร แอ่นฟารี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่าว่าใช้แอปพลิเคชันนี้ฝึกฝนออกเสียงภาษาจีนเกือบทุกวันเพราะช่วยแก้ไขการออกเสียงที่ผิดพลาดได้ทันที ทำให้กล้าพูดภาษาจีนมากขึ้น 

ด้านธีรวัต ศรีนาราง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่าเมื่อก่อนการจำคำศัพท์ต้องใช้วิธีคัดซ้ำๆ แต่ก็มักจำไม่ค่อยได้ ทว่าบทเรียนที่คล้ายเกมตะลุยด่านของแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้จำคำศัพท์ได้แบบไม่รู้ตัวและเลิกเรียนก็ยังทบทวนบทเรียนต่อได้

กนกพรรณ อาชนะชัย ที่ร่ำเรียนภาษาจีนมานานถึง 10 ปี ใช้แอปพลิเคชันพลังปัญญาประดิษฐ์นี้เป็นตัวช่วยเตรียมสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ระดับ 3 เพื่อทำตามความฝันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่จีนในอนาคต โดยเธอมักฝึกทำข้อสอบจำลองเป็นประจำเพื่อเพิ่มคะแนน ด้านนภัสสรณ์ ทวีเพชรรัตน์ นักเรียนอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าเพื่อนคู่สนทนาพลังปัญญาประดิษฐ์ของแอปพลิเคชันนี้ช่วยคลายความกังวลพูดผิดในการพูดคุย ทำให้สามารถฝึกฝนได้อย่างมั่นใจทุกที่ทุกเวลาและการเรียนภาษาจีนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากกว่าเดิม

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน "ทิ้งไข่" กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้... โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร

กองทัพเรือประกาศใช้สถาปัตยกรรมองค์กร มุ่งสู่ “กองทัพเรือดิจิทัล”

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นระบบ และโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล การช่วยเหลือประชาชน และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กองทัพเรือได้พัฒนาสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture: EA) เพื่อจัดระเบียบกระบวนการทำงาน การบริหารข้อมูล และระบบสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการ และยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพเรือในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) กองทัพเรือได้จัดแถลงแผนการจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร (EA) อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน และประกาศใช้ EA เป็นกรอบการพัฒนาการทำงานของกองทัพเรือในทิศทางเดียวกัน เชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กรที่ทันสมัย ภายใต้มอตโต “B R I G H T” ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล ความเท่าทันเทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ กังขา ประชาธิปัตย์ ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ - คนกรุง 

[สงขลา] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี (คิง ก่อนบ่าย) ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยทีมพรรครักชาติ เริ่มต้นหาเสียงช่วงบ่ายด้วยการ เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสงขลา โดยมีลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบเก๋งจีน สร้างสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ภายในศาลเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ประจำเมือง 

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ และคิง ก่อนบ่าย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้เป็นตัวแทนทีมพรรครักชาติ เชิดสิงโตแบบจีน ต่อหน้าศาลฯ ซึ่งสื่อความหมายถึงความมั่งคั่ง สมปรารถนา ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ระหว่างทีมพรรครักชาติ แวะพักบริเวณร้านอาหารที่เกาะยอ ได้พบกับทีมหาเสียงพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคนำทีม จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ FC อาจารย์ต่างตื่นเต้น เข้ามาขอถ่ายรูป และประชาชนบางส่วน สะท้อนมุมมองทางการเมือง ถึงพรรคการเมืองเดิม ๆ โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ ว่า เริ่มทำให้พี่น้องชาวใต้สับสนกับแนวคิด และจุดยื่นของพรรค

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวใต้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการธำรงรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อชาวบ้านพูดถึงพรรคเดิมที่เคยเลือกอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ กลับเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในทิศทางของพรรค โดยเฉพาะสโลแกน ‘ฟ้าจะกลับใต้’ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ประกาศชัดว่า ไม่เอาพรรคที่จะทำร้ายสถาบันหลัก หรือสร้างปัญหาชายแดน แต่ประชาธิปัตย์กลับแสดงท่าทีว่าสามารถพูดคุยกับพรรคประชาชนได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่การระบุว่าสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หากไม่มีนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลอยู่

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยเชื่อมโยงไปถึง พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรกของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และเคยร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะกลับไปหาสมบัติพ่อเฒ่า หมายถึงการจะจับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพื่อย้อนกลับไปสู่ยุคคณะราษฎร 2475 ใช่หรือไม่ จึงขอให้ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะคนใต้ฝากคำถามมา

มจธ. ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง เปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

‘บิ๊กกุ้ง’ ตอบชัด! ทหารมีไว้ปกป้องคนไทย รวมถึงคนถาม “มีทหารไว้ทำไม?” ไม่งั้นเขมรอาจบุกถึงโคราช

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ “นักรบผู้กล้าทหารผ่านศึก” เพื่อสดุดีทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ ทั้ง 42 นาย ในสมรภูมิชายแดนไทย - กัมพูชา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ที่เวทีกลาง สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ จ.พิษณุโลกโดยมีหน่วยงานราชการ สมาคม ชมรม สื่อมวลชน นักศึกษาประชาชนม อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และอดีตทหารร่วมกิจกรรมสดุดีวีรกรรมทหารกล้า

บรรยากาศในงานมีการนำรูปวีรชนนายทหารกล้า จำนวน 42 นาย มาตั้งเอาไว้ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้วางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับทหารกล้าทุกนาย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในความเป็นวีระบุรุษ ที่ยอมสละชีวิตและเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยชาติไทยเอาไว้ ส่วนบนเวทีมีการแสดงร้องเพลงปลุกใจของวงดนตรี หมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับวงดนตรีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ มีการแสดงโขน ของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร และการแสดงขับร้องประสานเสียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

และมีการ Video conference กับ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่2 (แม่ทัพกุ้ง)ผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่บนเวที พร้อมได้พูดคุยกับผู้ที่มาร่วมในบริเวณดังกล่าว

โอกาสนี้แม่ทัพกุ้ง -พล.อ.บุญสิน ได้เล่าเรื่องราว ช่วงที่ยังคงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการทำงานชายแดนว่า อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลทหารและครอบครัวทหารด้วย

‘ผอ. จิสด้า’ ได้รับเลือกนั่งประธาน ‘STSC’ แห่งสหประชาชาติ ชาติที่ 15 ของโลก ถือธงนำ ‘จัดระเบียบอวกาศ’ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)” ได้โพสต์ข้อความว่า ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีการทูตและวิทยาศาสตร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (UN COPUOS) เวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ได้แต่งตั้ง ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า-GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้ทำหน้าที่ประธาน STSC อย่างเป็นทางการ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในระดับสากล 

ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางพิธีการ แต่ STSC เปรียบเสมือน "มันสมองของโลก" ที่มีหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดทิศทางกิจการอวกาศของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขยะอวกาศ (Space Debris), สภาพอวกาศ (Space Weather), ความยั่งยืนในระยะยาว (Long-term Sustainability) รวมถึง การจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management)

ชวนมาเที่ยว ชิม ช้อป ของดีสมุทรสาคร!

ชวนมาเที่ยว ชิม ช้อป ของดีสมุทรสาคร!

มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพและของดีจังหวัดสมุทรสาครของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเครือข่าย

ยกทัพความสด ความอร่อย มาให้เลือกช้อปแบบจุใจ 

สมุทรสาคร Farm & Flavor Fair

พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ

“ของดี 3 อำเภอ The Best of Samut Sakhon”

3 อำเภอ 3 อัตลักษณ์

ที่สุดแห่งรสชาติและเสน่ห์ของสมุทรสาคร 

 

30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2569

10.00 – 21.00 น.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลานกิจกรรม ชั้น 1

 

กิจกรรมไฮไลต์ ห้ามพลาด!

 

Flash Sale & The Forest of TRY

ช้อปนาทีทอง + สนุกกับการทายน้ำหนักสินค้าเด่น

13.00 – 13.30 น. / 19.00 – 19.30 น.

 

ช้อปเพลิน ลุ้นโชค สมุทรสาคร

ซื้อครบ 300 บาทขึ้นไป / ร้าน ลุ้นของรางวัลทันที

ร่วมสนุกได้ทั้งวัน 11.00 – 20.00 น.

 

แชะ & แชร์ – แชร์ความสุขสมุทรสาคร

ถ่ายภาพในงาน โพสต์ลงโซเชียล

ติดแฮชแท็ก

#เกษตรสมุทรสาคร

#สมุทรสาครFarmAndFlavorFair2025

รับของรางวัลจากผู้ประกอบการ (มีจำนวนจำกัด)

 

กิจกรรมพิเศษ

เสาร์ที่ 31 ม.ค. เวลา 15.00 น.

กินให้สุด สนุกกับของเด่นสมุทรสาคร

 

อาทิตย์ที่ 1 ก.พ. เวลา 15.00 น.

Cooking Show

“ครัวรสดี วิถีสมุทรสาคร จัดจ้านทุกคำ”

โดย เชฟจ้อน นฤพนธ์ กรประเสริฐ

 

เพลิดเพลินกับดนตรีสดตลอดงาน

มาเดิน มาเลือก มาอุดหนุน

เพราะทุกการซื้อของคุณ คือพลังใจให้เกษตรกรและชุมชนสมุทรสาคร

 

แล้วพบกันในงาน สมุทรสาคร Farm & Flavor Fair 

เสียงจากเยาวชนรักษ์โลก! ‘อิน-เอม Below the Tides’ ร่วมเวที ‘Youth After COP30 Forum’

สองพี่น้อง "อิน-เอม" กลุ่ม “Below the Tides” ร่วมเวที “Youth After COP30 Forum” กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวสรุปผลงาน หลังเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ณ กรุงเบแล็ม บราซิล ย้ำความสำคัญ "เสียงเยาวชน"

เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) พญาไท กรุงเทพฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เป็นประธานเปิดงาน “Youth After COP30 Forum” เพื่อรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงานของเครือข่ายเยาวชนไทยที่ได้เดินทางไปร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 หรือ COP30 ณ กรุงเบแล็ม สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เมื่อช่วง ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ภายในงาน นายกลย์ธัช คาโต้ซาโนะ และ นายชัยรัตน์ ดีผอ ตัวแทนเยาวชนจากกลุ่ม Thailand Youth Climate Action ได้ขึ้นรายงานสรุปผลงานพร้อมมอบรายงาน “Thai Youths Report At COP30” เพื่อเป็นข้อมูลเชิงนโยบายให้แก่ภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้แทนเยาวชนหลากสาขา

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนอประสบการณ์ของ นายอริณชย์ หรืออิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือเอม ทองแตง สองพี่น้องเยาวชนไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วม COP30 ระหว่างวันที่ 16–20 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบแล็ม บราซิล ซึ่งถือเป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

โดยทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเยาวชนด้านการอนุรักษ์ทะเล “Below the Tides” องค์กรเยาวชนที่ทำงานขับเคลื่อนการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมรณรงค์ สื่อสารสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ในฐานะตัวอย่างของพลังเยาวชนที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top