‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้บทบาทรัฐในเหตุความมั่นคง!! เปิดคำถามกฎหมายเยียวยาชายแดน ผู้ประกอบการชายแดนยังรอคำตอบ รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าความเสียหายถูกชดเชยครบจริงหรือไม่ ต้องยืนบนกฎหมาย ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
รัฐบาลอ้างเอกชนได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพียงพอหรือไม่? คำถามทางกฎหมายต่อการเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน !
การได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทต้นสังกัด ตัดสิทธิการเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อผู้ประกอบการต้องรับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ !
จากเหตุการณ์กระสุนและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชน แต่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายจากเหตุที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อ
เมื่อครบหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการบางรายยังคงออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเยียวยา ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่า ผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การได้รับเงินจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะยุติบทบาทของรัฐในการเยียวยาหรือไม่ ?
ต้องบอกก่อนว่าเงินจากเอกชนกับการเยียวยาของรัฐ เป็นคนละประเด็น
เงินที่ผู้ประกอบการได้รับจากบริษัทประกันภัย เกิดจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ส่วนเงินช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดเป็นการบริหารจัดการภายในภาคเอกชน ทั้งสองกรณีมีฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างจากมาตรการเยียวยาของรัฐ
ในกฎหมายเปรียบเทียบของหลายประเทศ มีแนวคิด Collateral Source Rule ซึ่งโดยหลักไม่สนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดนำเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกมาเป็นเหตุลดภาระของตน แม้หลักการดังกล่าวจะยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงในประเทศไทย แต่ก็สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายได้รับการชดเชยครบทุกส่วน โดยจากข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่ ระบุว่ากรณีสถานีบริการน้ำมัน ความเสียหายประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท และจากบริษัท ปตท. 2.05 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลระบุว่าความเสียหายประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท 9 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชี้ชัดว่าความเสียหายส่วนที่เหลือได้รับการชดเชยครบถ้วนจากแหล่งใด หรือมีความเสียหายทางอ้อม เช่น การขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินกิจการ หรือความเสียหายที่เกินวงเงินประกันภัย ได้รับการชดเชยแล้วหรือไม่
ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
อีกประเด็นสําคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง
แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม
ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่
-ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่
- ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่
- หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร
- เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน
การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง
ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน
ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง
ด้วยความปรารถนาดี
โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cUTAHpYBWCSCS3AZvGpTrBQidA5tuHPxX7zwcMHVKHbzNvRohZis3KbgKBS25JkBl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr










