Monday, 6 July 2026
NEWS

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย 2027

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย 2027
จัดอันดับโดย QS World Ranking

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยโลก 2027

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยโลก 2027

ที่จัดอันดับโดย QS World Ranking

 

‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

‘อ.อุ๋ย’ ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว”!! สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport ย้ำอำนาจรัฐมนตรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โครงการพันล้านต้องกำกับเข้ม ชี้ไม่ก้าวก่ายราชการ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

อ.อุ๋ย ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว” สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport

19 มิถุนายน 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เมื่อผมเห็นข่าวว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ และได้เชื่อมั่นตามคำยืนยันของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นั้น

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย คำชี้แจงดังกล่าวก็มีส่วนที่ถูกต้องอยู่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดผู้ชนะการประมูล ล็อกสเปก หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 186 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือโดยมิชอบ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ยังได้วางหลักพื้นฐานของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การดำเนินการในรายละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การพิจารณาข้อเสนอ และการตรวจรับพัสดุ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่อาจเข้าไปดำเนินการแทนข้าราชการประจำ มิได้หมายความว่ารัฐมนตรีจะปราศจากหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงของตน เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนและระบบรัฐสภาอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ” กับ “การกำกับดูแลราชการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ภายใต้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 รัฐมนตรีมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงของตน มีหน้าที่กำกับราชการของกระทรวงให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารราชการของกระทรวงนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่กรรมการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ และไม่ใช่กรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาทางการเมืองของกระทรวง รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่ติดตามโครงการสำคัญ บริหารจัดการความเสี่ยง และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินในระดับพันล้านบาท หากปรากฏข้อทักท้วง ข้อสงสัย หรือข้อพิรุธที่มีน้ำหนักเพียงพอ รัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เพียงด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องของข้าราชการประจำทั้งหมด 

เพราะในทางกฎหมายมหาชนย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการตามสมควรเพื่อป้องกันหรือระงับความเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนในกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ตามโครงการรับจำนำข้าวในอดีต แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายจะต่อสู้ว่ารายละเอียดการดำเนินงานเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการและข้าราชการประจำ 

แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะมิได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการในทางเทคนิค หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนรับรู้หรือควรรับรู้ถึงความผิดปกติ และมิได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย

ทั้งนี้ หากในข้อเท็จจริงของกรณีใดปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ แต่กลับจงใจเพิกเฉยหรือละเว้นไม่ดำเนินการทั้งที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมายในประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีไป

ในต่างประเทศ หลักการเดียวกันก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นกล่าวถึงคือกรณีของ Alain Carignon (อาแล็ง การีญง) อดีตรัฐมนตรีของฝรั่งเศสและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรอนอบล์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีสัมปทานน้ำที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์และการทุจริต แม้การดำเนินงานในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ท้ายที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่อาจใช้สถานะของข้าราชการประจำเป็นเกราะกำบังความรับผิดได้

บทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศจึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายมหาชนว่า การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ มิใช่การตัดขาดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลราชการ

ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” เสมอ รัฐมนตรีอาจไม่ต้องรับผิดในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงของตนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือปัดความรับผิดชอบทางการเมืองออกไปได้เพียงเพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียด

เพราะสาระสำคัญของการเป็นเสนาบดีในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงการใช้อำนาจ แต่คือการพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอยากได้แค่อำนาจแต่วิ่งหนีความรับผิดชอบ ก็ไม่สมควรนั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อไป !

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=992319183782297&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=OgJDFSvtG29XGEfO#

GISTDA ร่วมยินดี CUSAT จุฬาฯ ชนะโครงการ KiboCUBE จากผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมมือข้ามสาขาวิชาจากสองมหาวิทยาลัย เน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและศึกษา

GISTDA ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของนิสิตจากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ จุฬาฯ (Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club) หรือ CUSAT ที่ได้รับการประกาศให้เป็น “Awardee” ในโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ซึ่งเป็นโครงการอวกาศระดับนานาชาติ จากผู้สมัครมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โครงการ KiboCUBE เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ การประกาศผลอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภายในงาน COPUOS 2026 Side Event ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ความสำเร็จในครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีการทำงานร่วมกันแบบข้ามสาขาวิชา ทั้งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ ทีม CUSAT เริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite 2024 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จากนั้นได้ส่งข้อเสนอโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ผ่านการให้คำปรึกษาจาก GISTDA กระบวนการคัดเลือกรวมถึงการปรับปรุงผลงานอย่างเข้มข้นจนผ่านเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมชนะเลิศในที่สุด

ทีม CUSAT ได้พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของชมรมฯ ร่วมกับ GISTDA ภายใต้ชื่อ “CUSAT-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมคิวบ์แซตขนาด 1U โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2028 ภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่
-การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
-การตรวจจับร่องรอยการเผาพื้นที่เกษตรจากภาพถ่ายดาวเทียม
-การสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเสียหายทางการเกษตร และติดตามปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง

นอกจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ CUSAT-1 ยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการพัฒนาระบบที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาสามารถเข้าถึงการควบคุมดาวเทียมจริง รับข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โครงการนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านอวกาศของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445489294284269&id=100064696360794&rdid=oc95uazUQcLuCgHY#

"TPQ!" ผนึกภาคีเครือข่าย จัดอบรม "พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว" THAILAND TOURISM SKILL LAB "ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมกักษะด้านการท่องเกี่ยว" ยกระดับสมรรถนะบุคลากรในจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นทักษะบริการ เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด ติวเข้ม 2 วันติด ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชน ชูทักษะการบริการ-เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” หรือ “TPQI” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น ตั้งเป้าขับเคลื่อนกิจกรรมครอบคลุม 10 จังหวัดเป้าหมายใน 4 ภูมิภาค รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(14-15 มิถุนายน 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน และ นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวรายงานและชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการฯ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

กิจกรรมทั้ง 2 วัน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีบทบาทในเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ให้มีทักษะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถพัฒนาสินค้า บริการ ประสบการณ์ท่องเที่ยว และการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการสร้าง Influencer/KOL ด้านการท่องเที่ยว/ด้านการจัดการความยั่งยืน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวด้านอาหาร การเล่าเรื่องท้องถิ่น การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงในอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีจุดเด่นด้านการผสมผสานเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติเชิงเกษตร ส่วนพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดร้อยเอ็ด มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งวัด โบราณสถานประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวอีสาน โดดเด่นด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม และมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่

“ทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และคุณสมบัติตรงตามเป้าหมายของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อีกทั้งยังมีชุมชนเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มอาชีพที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจของตนเองได้” นายพิริยพงศ์ กล่าว

ด้าน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ณฐา กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหาร ศิลปะ ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพสามารถพัฒนาตนเองตามมาตรฐานอาชีพ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และสามารถนำความรู้ความสามารถไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนต่อไป

“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับองค์ความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ สร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรมในวันแรก (14 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากําลังคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้มาตรฐานอาชีพในสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นกรอบแนวทางในการดําเนินงาน โดยมีตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองเข้าร่วมจำนวน 100 คน มีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” และ “ดูแลนักท่องเที่ยวให้ประทับใจและปลอดภัยในชุมชน” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Storytelling เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่าน Workshop การทำเครื่องดื่มท้องถิ่น และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

กิจกรรมวันที่สอง (15 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร สาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 100 คน มีการบรรยายหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” และ “การจัดการสถานที่ประกอบอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “การออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” ในรูปแบบ Workshop & Presentation และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

สำหรับโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” มุ่งนำเสนอผ่านภาพจำของ THAILAND TOURISM SKILL LAB หรือ “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” โดยใช้พื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเป็นห้องเรียนจริง ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทดลองออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว และต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า

เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนให้มีทักษะตามมาตรฐานอาชีพด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาผู้สื่อสารท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนได้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ชุมชนนำทักษะด้านการบริการ การเล่าเรื่อง อาหารท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ ไปต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้กำหนดแผนออกพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 10 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

ด่านไทย–มาเลเซีย สะดุดหนัก!! นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดือด ติดด่านไทยขาออก 4-6 ชั่วโมง จุดชนวนเสียงวิจารณ์จากมาเลเซีย กระทบการท่องเที่ยวไทยใต้ช่วงหยุดยาว

มาเลเซีย - ไทย

ประเด็นติดด่าน
ในกลุ่มท่องเที่ยวไทยภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรอผ่านด่านชายแดนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 300,000 คน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยแม้ด่านขาเข้าจะมีความแออัดอยู่บ้าง แต่ปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือด่านขาออก โดยเฉพาะบริเวณด่านนอก ที่มีผู้เดินทางต้องรอนานถึง 4-6 ชั่วโมง

นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถข้ามด่านได้ทันเวลา ขณะที่บางคนต้องจอดรถนอนรออยู่ริมถนนจนถึงเช้า และมีผู้ที่ต้องลางานเพิ่มเนื่องจากเดินทางกลับไม่ทันตามกำหนด

ในสัปดาห์นี้ ข้อความที่ไวรัลในโซเซียล และ กลุ่มมาเลเซียเที่ยวภาคใต้ไทย เขียนแรงๆว่า
“Kuจะไม่เหยียบประเทศไทยอีกแล้ว! การตรวจคนเข้าเมืองเหี้xที่สุดในโลกเลย!”
ข้อความนี้ไวรัลในโซเซียล บางรายบอกว่าขอไม่เข้าไทยช่วงวันหยุดยาวอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1565015331854130/?rdid=g8HejArcmmbasSKx#

‘ปูติน’ เปิดโต๊ะรับผู้นำอาเซียน!! อนุทิน–ภริยาเข้าร่วมงานเลี้ยงเกียรติยศ ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซียสมัยพิเศษ สะท้อนบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาค ไทยย้ำสัมพันธ์อาเซียน–รัสเซีย

นายกฯอนุทิน และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/774466662359309/?rdid=A9zjCwTkAfugspfL#

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ผู้นำโลกยังแพ้สปริงเกอร์!! สำนักข่าว RT รัสเซียเหน็บบอลโลกสหรัฐฯ หลังระบบฉีดน้ำเปิดเองกลางสนาม สนามแข่งในสหรัฐฯพบความผิดพลาด สปริงเกอร์คลาดการควบคุมอย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?

สำนักข่าว RT ของรัสเซีย วิจารณ์สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา "นอร์เวย์กับอิรัก"

เกิดเหตุผิดพลาดเมื่อระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำได้ทำงานขึ้นมาเอง ในพื้นที่สนามแข่ง โชคยังดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพักครึ่งเวลา

สำหรับประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำโลกในแทบทุกเรื่อง การควบคุมไม่ให้สปริงเกอร์เปิดเองกลางสนามฟุตบอลโลก ดูจะเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่แพ้การจัดการแข่งขันเลยทีเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1324221039866253/?rdid=xLkNmJYXnklUiieQ#

‘ฮาลันด์’ เปิดซิงบอลโลกสุดโหด!! นอร์เวย์เปิดหัวบอลโลกสวย ดาวเตะนอร์เวย์โชว์ฟอร์มดุดัน เหมา 2 ตุง พานอร์เวย์ถล่มอิรัก 4-1 พานอร์เวย์เก็บชัยเหนืออิรัก

เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์เปิดใจหลังได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในอาชีพซึ่งผลจบลงด้วยการที่เจ้าตัวยิง 2 ประตูช่วยทีมเอาถล่ม อิรัก ขาดลอย 4-1

โดย ฮาลันด์ ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 และเป็นการเล่นเวิลด์คัพหนแรกในอาชีพเกมถล่ม อิรัก 4-1 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มไอ วันที่ 16 มิ.ย. (เช้าวันที่ 17 มิ.ย.) ซึ่งเจ้าตัวก็เหมาคนเดียว 2 ลูกด้วย
จากผลดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 25 ปีทำสถิติยิงให้ นอร์เวย์ ได้ 11 นัดติดต่อกันทุกรายการนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2024

หลังเกม ฮาลันด์ หัวหอก แมนฯ ซิตี้ กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การลงเล่นนัดแรกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องรู้สึกประหม่า และการชนะในวันที่ฟอร์มไม่ดีก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”

“การชนะ 4-1 ในวันที่ฟอร์มธรรมดาๆ นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเราทุกคน มันวิเศษมาก และผมภูมิใจในพวกเราทุกคน นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่คุณจะทำได้ เกมต่อไปจะยากกว่านี้มาก เราต้องเล่นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ส่วน เกรแฮม อาร์โนลด์ โค้ชทีมชาติอิรักระบุว่า “ผมคิดว่า 3 แต้มจะทำให้เราผ่านเข้ารอบต่อไปได้ เราเหลื
ออีก 2 เกม คุณรู้ไหม ผมคิดว่าเด็กๆ ทำได้ดีเยี่ยมในครึ่งแรก แต่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เราเสียเปรียบอย่างมาก”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10286235

วินด์เซิร์ฟฯ จัดแข่ง!! ไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชิงชัย ที่พัทยา 17-21 มิ.ย. 69 นักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมประชัน เตรียมพร้อมเอเชียนเกมส์ ยูธโอลิมปิก

วินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัด ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดศึก “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมชิงชัย หวังใช้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมให้ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์และยูธโอลิมปิกเกมส์

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดการแข่งขันรายการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน พ.ศ.2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติ ร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

สำหรับรายการนี้ทีมไทยส่งนักกีฬาส่งนักกีฬาลงชิงชัยเต็มพิกัด นำโดย ชุดเอเชียนเกมส์ 2026 ได้แก่ ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย จ.อ.นิติพัฒน์ ไชยวุฒิเวทย์, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปหญิง จ.ต.ศิริพร แก้วดวงงาม, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 19 ปี นายวชิรวิทย์ ทนอุป, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 19 ปี น.ส.ชนัฐกานต์ เจริญสุข

ขณะที่ วิลเลียม แมคมิลลัน นักกีฬาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย จะร่วมแข่งขันงานนี้ด้วย ในประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย เพื่อเตรียมความพร้อมทำศึกชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน พ.ศ.2569 รวมทั้งนักกีฬาดาวรุ่งชุด “ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026“ วรรณิดา วินทะชัย จะลงชิงชัยประเภทเทคโน 293 รุ่นเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี

“สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ ส่งนักกีฬาลงชิงชัยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเยาวชน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัยเอเชียนเกมส์ 2026 และยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 รวมทั้งยังให้นักกีฬาดาวรุ่งรุ่นใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย” พ่อบ้านทัพโต้คลื่นไทย กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 จัดที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 จัดที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10285284

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

รฟท. ลุยรถไฟกระบี่!! ทุ่ม 1.66 หมื่นล้านก่อสร้าง เส้นทางใหม่เชื่อมสนามบินกระบี่ สำรวจออกแบบพร้อมทำ EIA เชื่อมเครือข่ายอันดามันเปิดใช้อนาคต

รฟท.ทุ่ม 16000 ล้าน ผุดเส้นทางรถไฟสนามบินกระบี่-ทับปุด อยู่ระหว่างการสำรวจ

โครงการนี้ถือเป็น “รถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมเข้าสู่สนามบินกระบี่โดยตรง

สรุปโครงการรถไฟช่วงทับปุด-กระบี่

* ชื่อโครงการ: โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงทับปุด-กระบี่
* ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร
* รูปแบบ: รถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร
* วงเงินก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 16,660 ล้านบาท
* จุดเริ่มต้น: อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เชื่อมกับทางรถไฟสายใต้หลัก
* จุดสิ้นสุด: ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

แนวเส้นทาง

โครงการพาดผ่านพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ รวมประมาณ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่และสนามบินกระบี่

สถานีที่วางแผนไว้

มีสถานีหลัก 5 แห่ง ได้แก่

1. สถานีอ่าวลึก
2. สถานีคลองหิน
3. สถานีเขาคราม
4. สถานีกระบี่
5. สถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

และมีที่หยุดรถเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่

* นาเหนือ
* เขาใหญ่
* บ้านกลาง

รวมทั้งหมด 8 จุดจอด

จุดเด่นของโครงการ

* เป็น Feeder เชื่อมจากทางรถไฟสายใต้หลักเข้าสู่จังหวัดกระบี่
* เป็นรถไฟสายแรกของไทยที่วางแผนเข้าสู่พื้นที่สนามบินโดยตรง
* ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และรถโดยสาร
* สนับสนุนการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทั้งกระบี่ พังงา ภูเก็ต
* รองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุด (2569)

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน

* สำรวจและออกแบบรายละเอียด
* จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

รฟท.คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปี 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ประเด็นที่ชาวบ้านกำลังติดตาม

มีประชาชนบางส่วนในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เสนอให้ทบทวนแนวเส้นทางบางช่วง เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รถไฟ “ทับปุด-กระบี่” ไม่ได้เชื่อมเข้ากับทางรถไฟสายใต้เดิมโดยตรงครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน

โครงสร้างที่วางไว้คือ

กรุงเทพฯ → ชุมทางสุราษฎร์ธานี → รถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น → สถานีทับปุด → กระบี่ → สนามบินกระบี่

ดังนั้น “สถานีทับปุด” จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ โดยสถานีนี้อยู่บนโครงการรถไฟสายใหม่ช่วง สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งจะเป็นเส้นทางแยกออกจากทางรถไฟสายใต้เดิมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งข้ามฝั่งไปยังพังงา ก่อนแตกแขนงเข้าสู่กระบี่ในโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้

หากโครงการทั้งหมดสร้างครบ ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี แล้วเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางฝั่งอันดามันไปยังกระบี่และสนามบินกระบี่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์หรือรถบัสต่ออีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามคือ

* โครงการ ทับปุด-กระบี่ กำลังเดินหน้า EIA และออกแบบรายละเอียด
* ส่วนโครงการแม่บท สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมเข้ากับสายใต้เดิมนั้น ยังไม่ได้ก่อสร้างเช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า รถไฟกระบี่จะเดินรถครบวงจรได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งสองโครงการสร้างเสร็จเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเดียวครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top