Saturday, 7 November 2026
NEWS

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549) พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ? ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหร

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549)
พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ?
ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหรือตอบกลับเลย
ตอนนี้ จึงเป็นโอกาสดี ฝากข้อความต่อไปนี้ถึงคุณพอลด้วยครับ
และรบกวนขอ email ที่ติดต่อได้ของเขาด้วยได้ไหมครับ ?

ที่พี่บอกว่า คุณ “พอล อยากให้มีใครก็ได้วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ว่า “ยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น มีแล้ว และไม่น้อยด้วยครับ
.
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ตอบคำถาม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

ส่วนถ้าจะให้ผมวิจารณ์ ผมฝากพี่จรัลช่วยถามคุณพอลว่า
The King Never Smiles, pp. 90-91.

“A year earlier that might not have saved Phibun from American and British opposition. But suddenly Southeast Asia was swept up by the geopolitics of the Cold War. By 1948, with Mao Zedong’s forces gaining strength in China and the Viet Minh rising in Vietnam, the United States was eyeing Thailand as a bulwark against communism. With its first arms deals with the Thai military arranged in early 1948, Washington conveniently forgot about Phibun’s wartime alliance with Japan. It was the first sign of how the United States’ global fight against communism would help set the course of politics in Thailand, and the monarchy’s revival, over the next 40 years. All of this—Khuang’s letter and Phibun’s declarations, and the foreign role in politics—must have bewildered King Bhumibol. He had personally endorsed the November 1947 coup. Now he found that his prerogative of signing into office the democratically chosen prime minister and cabinet had been wiped away in an instant by the ambitions of the army, and that his exhortation for moderation and selflessness fell on deaf ears. Whatever the constitution said, the generals did as they pleased. And yet, oddly, Phibun, the throne’s longtime enemy, still asked for the king’s blessing.”

อยากทราบว่า ข้อความที่คุณพอลเขียนว่า “He had personally endorsed the November 1947 coup.”

ข้อความนี้ คำว่า He หมายถึง รัชกาลที่ 9 ใช่ไหมครับ ?
คุณพอลมีหลักฐานอ้างอิงไหมครับ ?
ต่อไปนะครับ
รบกวนคุณพอลช่วยดูข้อสังเกตดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ
เอกสารชั้นต้นร่วมสมัยของ CIA หรือ CIA รหัส CIA-RDP86T00608R000600170028-9 ซึ่งเป็นเอกสารระหว่าง พ.ศ. 2490-2500 ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นั้น มิได้ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ตามที่หนังสือ "The King Never Smiles" กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ว่า

1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขวิกฤตในอนาคต พร้อมกับการที่พระองค์ทรงละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนทางการเมืองในยามปกติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย (Though aloof from day to day politics, he retains the potential for effective intervention in an immediate, short-term crisis, and could again be valuable in defusing a dangerous situation)

2. เอกสาร CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79T00975A000500520001-8 บันทึกว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เทิดทูนของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มพลังใดที่กล้าพอจะก้าวมาสนับสนุนพระองค์ในการต่อสู้กับผู้นำทหารในรัฐบาล
(Although veneration of the monarchy is widespread in Thailand, no effectively organized force has yet come forward to support the King in his struggle with the military leaders.)

3. บันทึก CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79R00890A000900010020-5 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ทางการเมืองในหลังช่วงการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ระบุว่า

“พระมหากษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ต้องระวังไม่ให้ยั่วยุต่อผู้หิวกระหายในเงินและอำนาจ เพราะพวกเขาคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งนี้ เหล่ารอยัลลิสต์ต้องหวังพึ่งสฤษดิ์ มากกว่าที่สฤษดิ์ต้องหวังพึ่งพวกเขา”
(King and royalists will have to be careful, however, not to provoke the power-and-money-hungry men in whose hands rests the real power in Thailand—the royalists need Sarit much more than Sarit needs them)

4. เอกสาร CIA รหัส CIA-RDP85T00353R000100020006-8
ระบุว่า “พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 เป็นบทบาทใหม่ทั้งส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเวลานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ประหนึ่งเป็นนักโทษกลายๆ ภายใต้การควบคุมของพวกทหาร นับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา” (This is a new role for Phumiphon personally and for the monarchy, which had been the virtual prisoner of the military since the absolute monarch, King Prachathipok, was overthrown in 1932.)

5. เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP98-00979R000400300001-4 ในหัวข้อ “Probable development in Thailand” ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2500
ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์ (ของประเทศ) แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระองค์กลับมีน้อยมาก ในสภาแห่งชาติกลับเต็มไปด้วยพรรคพวกของคณะรัฐประหาร 2490 และคณะรัฐมนตรีก็ประกอบไปด้วยนายทหารยศสูง ๆ เกือบทั้งสิ้น”
.
(The King is important as a symbol but has little real power, the national assembly is dominated by the coup group, and the cabinet is composed almost entirely of ranking officers.)

จากเอกสารทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มุมมองของ CIA นั้นมองว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากมาย ซึ่งแย้งกับข้อเสนอของคุณพอล ครับ

ขอบคุณมากครับ
หวังว่า เราจะมีโอกาสได้คุยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/29175032198789647/?rdid=GK1IsK1y2XwhC6ka#

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส กล่าวลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ทรราชย์ Macron มือเปื้อนเลือด ประชาชนชาวฝรั่งเศสจะไม่ทนอีกต่อไป ทุกวันนี้ผู้ประท้วงตายไปแล้ว 2 คนในวันเสาร์ที่ผ่านมา เด็กมือขาดเพิ่ม ตาบอดเพิ่ม มึงปราบผู้ชุมนุมสันติ แต่เลือกไม่ปราบการปล้นร้านเล็กๆ หรือการบุกศาลากลางในส่วนที่มึงเอาไปหาแดกกับสื่อต่อได้ แล้วล่าสุดมาเคอร์ฟิวเอาเฮลิคอปเตอร์ตรวจตราประชาชนยามดึก มึงมันเป็นพวกหน้าด้าน นอกจากไม่แก้ปัญหา ยังจะทำให้มันหนักขึ้นอีก รัฐบาลเถื่อนของมึงไม่จบดีแน่ !

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239897887158180&id=1026305448&post_id=1026305448_10239897887158180&rdid=IVgqPiQEIwRcfBvA#

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)ซึ่งจะครบ20 ปี พอล อยากให้ใครก็ได้วิจารย์ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารย์ เลย
ดร. อเนก ดร.ชัยยันต์ 2 นักวิชาการกษัตริย์ยนิยม ไม่ขานรับหรือ

จรัล หลบหนีคดี 112 ที่ฝรั่งเศสโพสต์ ส่วน พริษฐ์ หลบหนีคดี อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=28486568867692012&id=100002968350160&post_id=100002968350160_28486568867692012&rdid=0sYbKhUyDSVYFEOG#

กฎหมายพรากผู้เยาว์ สั่นคลอน!! เจาะข้อถกเถียงทางกฎหมาย หลังคดีอดีตนักมวยดังสะเทือนสังคม สอบปมหญิงวัย 17 ปี เข้าสถานบันเทิง ความสำคัญของกฎหมายกับบริบทยุคใหม่ ประเด็นปรับแก้และผลกระทบเชิงสังคม

กฎหมายพรากผู้เยาว์ ในวันที่ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ

มีข่าวสะเทือนวงการเมื่ออดีตนักมวยชื่อดังโดนศาลตัดสินจำคุกในข้อหาพรากผู้เยาว์ เอย่าว่าประเด็นนี้น่าคิดเป็นอย่างยิ่งหากพิจารณา แต่ก่อนอื่นเรามาย้อนอ่านเหตุการณ์กันก่อนดีกว่า ตามรายงานข่าวนักมวยคนดังไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และได้รู้จักกับหญิงวัย 17 ปี 10 เดือน จากนั้นหญิงผู้เสียหายเดินทางไปยังโรงแรมพร้อมนักมวยคนดัง โดยมีคนสนิทของนักมวยร่วมเดินทางด้วยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดี ตามรายงานเกี่ยวกับคดี มีการกระทำทางเพศและการกระทำอนาจารภายในห้องพัก โดยประเด็นเรื่องการใช้กำลัง การขัดขืน และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทในคดี แต่ทางนักมวยให้ข้อมูลต่อสื่อในช่วงแรกว่า เมื่อถามอายุอีกครั้ง หญิงรายดังกล่าวยืนยันว่าอายุ 17 ปี และเขาหยุดการกระทำทางเพศ โดยยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนเธอ จากคำให้การดังกล่าว ให้เรากลับมาดูนิยามทางกฎหมายคำว่าพรากผู้เยาว์ก่อนว่าหมายถึงอะไร กฎหมายพรากผู้เยาว์ในไทยระบุว่า คือการพาหรือแยกเด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเสียจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ว่าผู้เยาว์จะยินยอมหรือเต็มใจก็ตาม ซึ่งกฎหมายนี้ใช้ได้ดีในบริบทหากเป็นสักหลายสิบปีก่อน แต่ ณ ปัจจุบันที่บริบทของสังคมเปลี่ยนไป การค้าบริการสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญ แต่เป็นการเต็มใจทำ ซึ่งจุดนี้เองทำให้กฎหมายดังกล่าวมีช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่มหรือคนที่พร้อมจะหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เข้ามาฉกฉวยโอกาส

จากรูปการณ์เด็กคนดังกล่าวเอย่ามองว่าเข้ามาในสถานบริการที่นักมวยไปใช้บริการได้อย่างไร คำถามแรกคือ ผู้ปกครองของผู้เยาว์ปล่อยเด็กออกมาได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ได้กวดขันดูแลผู้เยาว์ในการดูแลของตน และนี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีระบุในกฎหมายไทย ข้อต่อมาผู้ซื้อหาไปเที่ยวในสถานที่ที่ผู้เยาว์ทราบอยู่แล้วว่ามีธุรกิจประเภทนี้อยู่ ถามว่าหากพรากจริง นั่นแปลว่าผู้เยาว์ไม่ทราบและอีกอย่างคือกฎหมายระบุอายุผู้เข้าสถานที่ดังกล่าวต้องมีอายุไม่ใช่ผู้เยาว์ แต่กฎหมายกลับไม่ได้บังคับใช้กับผู้เยาว์ที่ฝ่าฝืนไปยังสถานที่แบบนี้ สุดท้ายคือการที่ผู้เที่ยวได้พาผู้เยาว์ไปโรงแรม แม้ในคำพิพากษาจะระบุว่า แม้ว่าผู้เยาว์สมัครใจจะตามไปที่โรงแรมก็ไม่ได้ทำให้ความผิดฐานพรากผู้เยาว์หมดไปโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายครอบคลุมกรณีที่ผู้เยาว์ยินยอมด้วย ซึ่งคำว่าพราก กับคำว่า ยินยอม คือเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวบทกฎหมายเอง

สุดท้ายเอย่าขอชี้ให้คิดสักนิดว่าในยุคดิจิตอลสมัยนี้ เรากำลังใช้กฎหมายที่คนต้องใช้เวลาร่วมกันเป็นหลายวันหรือหลายเดือนกว่าจะร่วมเตียงกันมาตัดสินบริบทคนที่เจอกันปุ๊บไปชึ้นเตียงกันเลยแบบสมัยนี้เอย่าว่ามันไม่น่าจะใช่แล้ว ประเด็นที่ 1 ที่เอย่าอยากให้คิดคือ เราควรจะปรับอายุของคำว่าผู้เยาว์ลงหรือไม่เพราะดูจากคดีหลายๆคดี หรือจากข้อมูลที่แหล่งข่าวส่งมาให้ทางทีมงานเอย่าพบว่าปัจจุบัน เด็กอายุ 15 ปี ก็ตัดสินใจขายบริการในช่องทางออนไลน์เอง แถมบางรายเป็นทั้งผู้ขายและผู้จัดหาผู้ขายบริการส่งให้ผู้ซื้อในสังกัดตนเองด้วยซ้ำ ประเด็นที่ 2 เลิกที่จะคุ้มครองเด็กด้วยคำว่าผู้เยาว์และพิจารณาถึงรูปการณ์มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพที่มุ่งใช้กฎหมายพรากผู้เยาว์มาหากินกับผู้ซื้อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะจากที่ทีมงานได้หาข้อมูลมาพบว่าร้อยละ 95% ไม่มีผู้ซื้อรายใดถามอายุผู้ขายบริการ ไม่ว่าผู้ขายจะเป็น ชาย หญิงหรือ LGBTQ ประเด็นสุดท้ายคือการผลักดันให้มีกฏหมายขายบริการทางเพศอย่างเป็นทางการ ให้มีการเสียภาษีแลกกับสวัสดิการเรื่องการตรวจโรค และลงโทษผู้ค้าผิดกฎหมายอย่างรุนแรงเพื่อผลักดันให้ผู้ค้าเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้มากที่สุด เพราะต้องยอมรับกันสักทีว่า เราไม่สามารถทำลายอาชีพการค้าประเวณีออกไปจากโลกนี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้เข้าระบบเพื่อติดตาม และป้องกันการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์และทำให้ผู้ซื้อมั่นใจด้วยว่าตนจะไม่ต้องเป็นเหยื่อในวงการนี้อีกต่อ

ที่มา : AYA

ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวีลแชร์ไทย!! ‘อธิวัฒน์–ชัยวัฒน์’ ผงาด 2 เหรียญทองกลางญี่ปุ่น พร้อมจารึกสถิติใหม่สุดยิ่งใหญ่ พาธงไตรรงค์ขึ้นยอดเสา ในเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5

อธิวัฒน์ แพงเหนือ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงควบวีลแชร์คู่ใจเข้าเส้นชัยทำเวลาเท่าสถิติโลก คลาส T54 ขณะที่ชัยวัฒน์ รัตนะ ทุบสถิติเอเชียนพาราเกมส์ คลาส T33/T34

กีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 “ไอจิ-นาโกยา 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 20 ต.ค. รายการวีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T54 อธิวัฒน์ แพงเหนือ นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยทิ้งคู่แข่งขาดลอยเข้าเส้นเป็นคนแรกคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 13.49 วินาที เท่ากับสถิติโลก

ขณะที่วีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T33/T34 ชัยวัฒน์ รัตนะ นักกีฬาทีมชาติไทย ไม่น้อยหน้าเข้าเส้นชัยคนแรกด้วยเวลา 14.84 วินาที คว้าเหรียญทองที่ 8 ให้ทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย พร้อมกับทำลายสถิติเอเชียนพาราเกมส์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10444739

ทีมชาติไทยสอนน้องชายแดนใต้!! กิจกรรมวอลเลย์บอลรวมน้องกว่า 1,000 คน ย้ำสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะ จากทีมชาติไทยสู่เด็กชายแดนใต้ ครั้งที่ 2 จัดที่ปัตตานี

ทีมชาติไทยสอนน้องชายแดนใต้ กว่าพันคนร่วมกิจกรรม “EST Volleyball Clinic เกิดมาซ่า กล้าเป็นตัวเอง” ในการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2

(19 ต.ค.) นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “EST Volleyball Clinic เกิดมาซ่า กล้าเป็นตัวเอง” หรือกิจกรรม ”วอลเลย์บอลพี่สอนน้อง” มีพี่ๆนักกีฬาทีมชาติไทย มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจมายมาก อาทิ “ปลาวาฬ” ปิยะนุช แป้นน้อย, “เพียว” อัจฉราพร คงยศ, “นุกนิก” ณัฏฐนิชา ใจแสน, “ทิพย์” แก้วกัลยา กมุลทะลา, “เอย” กัลยรัตน์ คำวงษ์, “โบว์” กัญญารัตน์ ขุนเมือง, “ออมทรัพย์” ปพัชญา พลทำ, "สอง" วิภาวี ศรีทอง, “ดอม” ชัยวัฒน์ ถุงคำ, “นุ” อนุชิต ภักดีแก้ว, รวมถึงอดีตทีมชาติไทยและทีมผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย”กิ๊ฟ” วิลาวัลย์ อภิญญาพงษ์ และ “ออน” อรอุมา สิทธิรักษ์, รวมถึงเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทย มาถ่ายทอดทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล และการสร้างความแข็งแกร่งสำหรับการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล

ปีนี้มีนักกีฬาและอาจารย์ผู้ฝึกสอนกีฬาโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกิจกรรมกว่าหนึ่งพันคน จาก 52 โรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และ จังหวัดนราธิวาส โดยมีคุณณัฐธิกานต์ ลิมปนสุมาลย์ ผู้จัดการโครงการกีฬาวอลเลย์บอลบริษัททศภาค จำกัด, คุณพิณพร สุขกะสังข์ ผู้จัดการฝ่ายขาย ภาค 8 บริษัทเสริมสุข จำกัด(มหาชน) และ ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ ดร.ภาวรินทร์ รักบำรุง ผู้แทนมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี ร่วมงาน

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 9 - 21 ตุลาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนนักกีฬาได้ทักษะพื้นฐานการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลเพื่อไปต่อยอดความสามารถของตัวเองและเป็นแรงบันดาลใจเพื่อผลักดันสู่ความสำเร็จด้านกีฬาวอลเลย์บอล เช่นเดียวกับครูผู้ฝึกสอนที่จะได้นำองค์ความรู้ด้านเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายไปถ่ายทอดแก่นักกีฬาของตนต่อไป

โดยนายสมพร ใช้บางยาง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยที่มาจากเยาวชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ยังไม่มีนักกีฬาทีมชาติมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทางสมาคมฯจึงหวังว่ากิจกรรมและการแข่งขันรายการนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ในอนาคต

ขณะที่ “ปลาวาฬ” ปิยะนุช แป้นน้อย ลิเบอโรทีมชาติไทย ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวว่า ดีใจที่เห็นเยาวชนในชายแดนใต้ให้ความสนใจและรักการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล โดยส่วนตัวทึ่งกับทักษะวอลเลย์บอลของน้องๆแต่ละคนที่ค่อนข้างดีกว่าที่คาด และมั่นใจว่าหากน้องๆตั้งใจมั่นฝึกฝน จะสามารถเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลที่เก่งได้อยากที่ฝัน

สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศ จังหวัดชายแดนใต้ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้ " ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดแข่งขันทั้งหมด 4 รุ่นชาย-หญิง ได้แก่รุ่น 12 ปี, 14 ปี, 16ปี และ 18 ปี เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 จะเป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ

ลิ้งค์ถ่ายทอดสด Youtube TVA Channel
https://www.youtube.com/@tvachannel6629


ที่มา : https://www.facebook.com/100066823098344/posts/1461452306092192/?rdid=MFd2rYWKFbbYrHH5#

‘วราวุธ’ ชี้ เหมืองโพแทชไทย!! ลดนำเข้าปุ๋ย 1.4 หมื่นล้าน พร้อมส่งออกเพิ่ม 3 หมื่นล้าน ชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์ เน้นความมั่นคงวัตถุดิบเกษตร

“วราวุธ” ชี้ เหมืองโพแทชไทย ลดนำเข้าปุ๋ย 1.4 หมื่นล้าน/ปี ปูทางส่งออก 3 หมื่นล้าน ชู ชุมชน-เกษตรกรได้ประโยชน์ เพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบเกษตร

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โพแทชในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปุ๋ยโพแทชประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 14,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศจึงมีโอกาสช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกรไทย

ประโยชน์ที่ประชาชนมีโอกาสได้รับโดยตรง คือการเพิ่มทางเลือกด้านปุ๋ยและลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในธาตุอาหารหลักของพืช การมีแหล่งวัตถุดิบและกำลังผลิตภายในประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงปุ๋ยโพแทช เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60

ขณะเดียวกัน การสร้างประโยชน์จากเหมืองโพแทชต้องเดินควบคู่กับการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการกำจัดหางแร่และเศษดิน จะผสมกับนำ้เกลือเข้มข้นและอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดให้เริ่มดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ตลอดจนการคุ้มครองสุขภาพชุมชน สำหรับโครงการอุดรธานีมีการกำหนดมาตรการ เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำ การป้องกันการรั่วซึม และการประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

”ในด้านเศรษฐกิจ หากโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตโพแทชรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี เมื่อหักความต้องการใช้ภายในประเทศตามประมาณการ จะเหลือผลผลิตส่วนเกินราว 2.2 ล้านตันสำหรับส่งออก คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน“

สำหรับความคืบหน้าของ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จ.นครราชสีมา ซึ่งวางแผนผลิต 100,000 ตันต่อปี ปัจจุบันเจาะอุโมงค์ระบายอากาศถึงชั้นแร่ที่ระดับความลึก 280 เมตร และคาดว่าจะเริ่มผลิตปุ๋ยโพแทชได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ส่วนโครงการบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ.อุดรธานี ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านตันต่อปี อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2573

โครงการบริษัท เหมืองแร่โปแตซอาเซียนชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จ.ชัยภูมิ ตั้งเป้าผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 31,422 ล้านบาท แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลปกครองกลาง

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผลประโยชน์ระดับประเทศ การทำเหมืองยังมีโอกาสสร้างงานในท้องถิ่นตั้งแต่การสำรวจ การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึงการผลิตระยะยาว พร้อมจัดตั้งกองทุนตามเงื่อนไขประทานบัตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขในพื้นที่ รวมถึงการจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

อีกด้านหนึ่ง โพแทชยังเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ สารซักฟอก ยา และเซรามิก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกแร่เพียงอย่างเดียว

เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการนำทรัพยากรใต้ดินขึ้นมาสร้างมูลค่า แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่งถึงเกษตรกร แรงงาน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทรัพยากรแร่ที่มีอยู่กลายเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

“เที่ยงวาน น้อง พี่ใจดีเลี้ยงอาหารไทยเราสอง”

“เที่ยงวาน น้อง พี่ใจดีเลี้ยงอาหารไทยเราสอง”
“จรัล ดิษฐาอภิชัย”พร้อม “เพนกวิ้น พริษฐ์ ชีวารักษ์“
โพสต์ด้วยความยินดี ที่มีชาวไทยที่เมืองชิคาโก เลี้ยงอาหารไทย “จรัล หลบหนีคดี 112 ที่ฝรั่งเศส ส่วน พริษฐ์ หลบหนีคดี อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=28435307359484830&id=100002968350160&rdid=ZRYE8o0NCi6crwx1#

ต้อนรับฮีโร่ลูกหลานเมืองช้าง!! ชาวสุรินทร์จัดขบวนแห่ช้าง 9 เชือก สุดยิ่งใหญ่ ต้อนรับ ‘บิว ภูริพล–เบล จิราพัชร’ กลับบ้านเกิด หลังคว้า 5 เหรียญจากเอเชียนเกมส์ 2026 ร่วมยินดีเกียรติยศชาวจังหวัดสุรินทร์

“บิว” ภูริพล – “เบล” จิราพัชร  กลับบ้านเกิด ชาวสุรินทร์จัดขบวนแห่ช้าง 9 เชือก ต้อนรับฮีโร่เอเชียนเกมส์ 2026

(19 ต.ค. 69) ณ จังหวัดสุรินทร์ ชาวจังหวัดสุรินทร์ ต้อนรับและแสดงความยินดีแก่ “บิว” ส.ต.ต. ภูริพล บุญสอน และ “เบล” จิราพัชร ขานอ่อนตา นักกรีฑาทีมชาติไทยชาวจังหวัดสุรินทร์ หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าเหรียญเงิน จากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “Aichi–Nagoya 2026” ณ ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผลงานของ บิว” ภูริพล คว้า 2 เหรียญทอง  จากการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร (ทำลายสถิติเอเชียนเกมส์) และวิ่ง 200 เมตร (ทำลายสถิติเอเชียนเกมส์ และเป็นเจ้าของสถิติเอเชีย) และคว้า 1 เหรียญเงิน  วิ่งผลัด 4x100 เมตร (ผสม) ส่วน “เบล” จิราพัชร คว้า 2 เหรียญเงิน  จากการแข่งขันวิ่ง 4x100 เมตร (หญิง) และวิ่งผลัด 4x100 เมตร (ผสม)  รวมผลงานของนักกีฬาทั้งสองคน คว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันได้รวม 5 เหรียญ ประกอบด้วย 2 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน

ไฮไลต์ของการต้อนรับครั้งนี้ คือการจัดขบวนแห่ช้างจำนวน 9 เชือก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของนักกีฬาทั้งสองคน โดยให้นักกีฬาขึ้นนั่งบนหลังช้างร่วมขบวนอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์และแฟนกีฬาที่พร้อมใจกันออกมาต้อนรับตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ มุ่งหน้าสู่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ท่ามกลางเสียงเชียร์และรอยยิ้มแห่งความประทับใจ เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสองนักกรีฑาทีมชาติไทยบนเวทีเอเชีย

ขอบคุณภาพจาก เพจ ดูโฮม สุรินทร์ หลงสุรินทร์ และ Kamol Kamolboon

ที่มา : https://www.facebook.com/100070472648851/posts/1155646536794424/?rdid=Y5vMzkHw7MjfauYl#

เปิดรับทุน ODOS ทุนการศึกษาเพื่อม.4-ปวช.1 เปิดรับสมัครถึง 13 พ.ย. 69 กสศ.เชิญครูคัดเลือกนักเรียน ช่วยขยายโอกาสเรียนต่ออย่างเต็มที่

เปิดรับสมัครแล้ว! ทุน ODOS รุ่นที่ 4 (รอบเพิ่มเติม) สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 และ ปวช.1

อีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่กับ “โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) รุ่นที่ 4 รอบเพิ่มเติม” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1)

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2569 (ภายในเวลา 17.00 น.)

กสศ. ขอเชิญชวนคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในรายชื่อสถานศึกษาตามประกาศ ร่วมคัดเลือกและเสนอชื่อนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อเข้ารับการพิจารณาทุน ODOS รุ่นที่ 4 (รอบเพิ่มเติม)

อ่านรายละเอียดประกาศ คุณสมบัติ และกำหนดการรับสมัครได้ที่
https://scholarshipreg.eef.or.th/informations

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-079-5475 ต่อ 11 (ในเวลาราชการ)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1604436355050683&id=100064530018676&rdid=2laJvghvEwyFQPkz#

อยุธยาเปิดเกมท่องเที่ยวรวม!! ปักหมุดเมืองต้นแบบสู่ Inclusive Tourism เปิดคณะกรรมการ ATIT ยกระดับทั่วถึง ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-นักวิชาการ หวังขยายตลาดท่องเที่ยวมีมูลค่าสูง

อยุธยาปักปักหมุดเมืองต้นแบบ! เปิดตัวงานใหญ่ ITT 2026 ดันวาระ ‘Inclusive Tourism’ ท่องเที่ยวเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปรับเมืองมรดกโลกสู่ Living Lab เจาะตลาดกลุ่มใหม่มูลค่าสูง

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในงานเวทีประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวที่ทั่วถึงและเท่าเทียม 2569 หรือ Inclusive Tourism Thailand 2026 (ITT2026)

จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Awareness • Collaboration • Action” เพื่อมุ่งสร้างการรับรู้ ผสานความร่วมมือ และยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลจากองค์ความรู้สู่งานวิจัยและลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาดใหม่และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ทุกคนเข้าถึงได้

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจาก อพท., สกสว., ททท. และผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน

ภายในงานได้มีการเปิดตัวคณะกรรมการบริหารสมาคมไทยท่องเที่ยวเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม (ATIT) โดย นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ (นัตตี้) นายกสมาคมฯ และหัวหน้าโครงการวิจัย ได้กล่าวรายงานถึงความสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ ชุมชน และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งจากยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยวของไทย

N.F.A Advisory ศูนย์บริการธุรกิจ!! ผนึก 3 กลุ่มทุนไทย-จีน รองรับลงทุน-ขยายตลาดครบวงจร ตั้งเป้าสนับสนุนธุรกิจยั่งยืน ลดอุปสรรคข้ามพรมแดนอย่างมั่นใจ

CNR Group – ANNO – Mango Asia ผนึกกำลังเปิดตัว “N.F.A Advisory” ศูนย์บริการธุรกิจไทย–จีนครบวงจร หนุนทุนจีนลงทุนไทย พร้อมพาธุรกิจไทยขยายตลาดจีน

ผสานความเชี่ยวชาญด้านบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน ให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจในทั้งสองประเทศ

บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.) ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดพิธีลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง 3 พันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ ซีเอ็นอาร์ กรุ๊ป (CNR Group), แอนโน (ANNO) และแมงโก้ เอเชีย (Mango Asia) เพื่อร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มบริการธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน (Cross-Border Business & Investment Services) รองรับผู้ประกอบการจีนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดจีน

การจัดตั้ง N.F.A Advisory มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความแตกต่างด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบบัญชีและภาษี ภาษา ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคและวิธีการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ โดย N.F.A Advisory จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์บริการแบบ One-Stop Service ที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการองค์กรเข้ากับการวางกลยุทธ์และการพัฒนาตลาด ช่วยลดความซับซ้อนในการเริ่มต้นธุรกิจ และสร้างความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

บริการครบวงจร ตั้งแต่ศึกษาตลาด จัดตั้งธุรกิจ ไปจนถึงการขยายตลาด

N.F.A Advisory ออกแบบบริการให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริการหลัก ได้แก่

1. บริการให้คำปรึกษาการลงทุนและการเริ่มต้นธุรกิจ (Market Entry & Investment Advisory)
ครอบคลุมการศึกษาวิจัยตลาด (Market Research) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (Feasibility Study) การตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าทางธุรกิจ (Business Due Diligence) ตลอดจนการประสานงานด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการลงทุนและตัดสินใจเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรอบคอบ

2. บริการบัญชี ภาษี และการบริหารจัดการองค์กร (Accounting, Tax & Corporate Services)
ครอบคลุมการจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะและกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ การวางแผนและจัดทำแบบยื่นภาษี งานเลขานุการบริษัท และการบริหารเงินเดือนพนักงาน (Payroll Services) เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศไทย

3. บริการกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน (Cross-Border Marketing & Business Expansion)
ครอบคลุมการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดไทยและจีน การศึกษาผู้บริโภค การพัฒนาช่องทางการขาย การวางแผนการตลาดและสื่อสารแบรนด์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจีนสามารถสร้างตลาดในประเทศไทย และช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการทั้งหมดดำเนินงานโดยทีมงานที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสารและเพิ่มความคล่องตัวในการประสานงานระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

ผสานจุดแข็ง 3 พันธมิตร สร้างระบบสนับสนุนธุรกิจไทย–จีน

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันของทั้ง 3 องค์กรมารวมไว้ภายใต้การให้บริการเดียวกัน

CNR Group นำประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านบัญชี ภาษี และการควบคุมคุณภาพงานวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีบัญชีคลาวด์ AccRevo มาสนับสนุนการพัฒนาระบบการทำงานและมาตรฐานการให้บริการ

ANNO สนับสนุนด้านเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจจีน ตลอดจนการประสานงานและการให้บริการภาษาจีน เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนจีนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ขณะที่ Mango Asia รับผิดชอบด้านกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน การศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารการตลาด รวมถึงการพัฒนาธุรกิจและเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าระหว่างไทยและจีน

คุณนวลศิริ วรเมธาวิวัฒ์ ผู้บริหาร CNR Group กล่าวว่า

“N.F.A Advisory เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างศูนย์บริการธุรกิจที่นักลงทุนจีนสามารถไว้วางใจได้ ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะการเริ่มต้นธุรกิจในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัดตั้งบริษัท แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในระบบบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และการบริหารจัดการที่ถูกต้อง

เราจึงนำความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพและระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน มาผสานกับเครือข่ายธุรกิจจีนและความเชี่ยวชาญด้านการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการมีพันธมิตรที่สามารถดูแลธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และมีเวลาให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่”

ด้าน ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช กรรมการผู้จัดการ Mango Asia กล่าวเสริมว่า

“โอกาสทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนยังมีอีกมาก แต่สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่เพียงการนำเงินลงทุนเข้าประเทศ หรือการนำสินค้าออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการเข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบและกฎระเบียบของประเทศนั้นได้อย่างถูกต้อง

เราเชื่อว่า การจัดตั้งบริษัทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การสร้างธุรกิจให้เติบโตได้จริงคือเป้าหมายสำคัญ N.F.A Advisory จึงไม่ได้มุ่งเพียงช่วยให้ธุรกิจจีนเข้ามาเปิดบริษัทในไทย แต่ต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาด เข้าถึงลูกค้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน เราต้องการใช้ความเข้าใจตลาดจีนและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังประเทศจีนได้อย่างมีกลยุทธ์ ลดการลองผิดลองถูก และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ”

เดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาวของธุรกิจไทย–จีน

N.F.A Advisory มุ่งพัฒนาการให้บริการในรูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว (Long-Term Business Partner) โดยเชื่อมโยงบริการตั้งแต่การวางแผนลงทุน การจัดตั้งและบริหารองค์กร ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาคเอกชนไทยและจีนในการสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตในตลาดระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุน การค้า และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

N.F.A Advisory พร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งไทยและจีนแล้ววันนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.)
อีเมล: [email protected]
โทรศัพท์: 065-159-6928

'วราวุธ' ลุยปราจีนฯ จี้โรงงานแก้ปมน้ำมันรั่ว!! ย้ำเยียวยาชาวบ้านทั้งความเสียหายและความรู้สึก กระทรวงอุตฯ ร่วมงานหน่วยงานต่างฝ่าย แนะทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชุมชน สั่งวางแผนป้องกันระยะยาว

"วราวุธ" ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ติดตามแก้ปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ฝากโรงงานหาวิธีแก้ไขเผื่อในอนาคต กำชับ เยียวยาความเสียหาย แนะ ทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชาวบ้าน สั่ง ก.อุตฯ อย่าทำงานคนเดียว ต้องร่วมกับทุกฝ่าย ไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหารั่วไหลคราบน้ำมันของโรงงาน โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ เกษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ

โดยจุดแรกนายวราวุธ และคณะได้เดินทางไปยังบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน

นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ

รัฐบาลชวนหลีกภัย

รัฐบาลชวนหลีกภัย แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ยังไง เพราะตอนนั้นประเทศไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจาก IMF

‘วราวุธ’ สั่งตรวจปมน้ำเสียโรงงานปราจีนบุรี!! ผลตรวจไม่พบรั่วไหล–สารเคมีเข้มข้น ผลวิเคราะห์น้ำเป็นปกติไม่ปนเปื้อน ยืนยันคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กำชับโรงงานปลอดภัยต่อชุมชน

“วราวุธ“ เผย สอจ.ปราจีน รายงานผล เคลียร์ชัด ปมน้ำเสีย รง. สยบข่าวลือโซเชียล ยืนยัน ผลตรวจน้ำผิวดินได้มาตรฐานปกติ

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลระบุจะมีน้ำที่มีสารปนเปื้อนจากท้ายนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ลงสู่ทุ่งรวงทองหนองแขนนาง ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) พร้อมด้วยนายก อบต.นนทรี ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี และผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าบ่อบำบัดน้ำเสียรวมของโรงงานบริเวณดังกล่าว ไม่พบการรั่วไหลน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบน้ำที่อยู่นอกบริเวณโรงงานพบว่ามีสีใสปกติ

ต่อมาสอจ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ร่วมกับรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี อบต.วังดาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ณ บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่าน้ำมีลักษณะใส ไม่พบลักษณะผิดปกติตามที่ปรากฏในกระแสข่าวบนสื่อโซเชียลแต่อย่างใด อีกทั้งการนิคมฯ บ่อทอง 33 ยังได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพตัวอย่างน้ำบริเวณดังกล่าว ผลการตรวจพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำตามธรรมชาติ มีปริมาณแร่ธาตุและสารละลายปะปนอยู่น้อย ไม่พบการปนเปื้อนของน้ำเค็มหรือสารเคมีเข้มข้น น้ำมีความขุ่นสูงจากตะกอนดินหรือสารแขวนลอยตามธรรมชาติ และยังมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงสรุปได้ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ทั้งนี้ สอจ.ปราจีนบุรี ได้กำชับให้โรงงานบำบัดน้ำเสียรวมในพื้นที่ดังกล่าวประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังและจะกำกับดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะดำเนินการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top